คลังเก็บป้ายกำกับ: NETWORK_MANAGEMENT

ขอเชิญร่วมงาน Progress Partner Day 2022 [15 พ.ย.65] ณ The Westin Grande Sukhumvit Hotel

ในยุคที่ความต้องการความเป็นส่วนตัวและการปกป้องข้อมูลสูงขึ้น (Data Protection) การเลือกโซลูชันการถ่ายโอนไฟล์ที่ปลอดภัยและเหมาะสมมีความสำคัญต่อความสำเร็จในการดำเนินงานขององค์กรเป็นอย่างยิ่ง เช่นเดียวกันกับความต้องการเครื่องมือที่สามารถมองเห็นเครือข่ายแบบรอบด้าน (Network Visibility) ที่สมบูรณ์คือสิ่งที่ทุกองค์กรมองหา ร่วมอัปเดตและสัมผัส Software ที่จะช่วยตอบโจทย์ความต้องการพร้อมพูดคุยกับ Progress และ Net Bright ภายในงาน Progress Partner Day 2022 วันอังคารที่ 15 พฤศจิกายน 2565 เวลา 15:00 – 18:30 น. โรงแรม The Westin Grande Sukhumvit Hotel

ชื่องาน : Progress Partner Day 202
วันที่ : 15 พฤศจิกายน 2565 เวลา 15:00 – 18:30 น.
สถานที่ : โรงแรม The Westin Grande Sukhumvit Hotel (onsite อย่างเดียว)
ลงทะเบียนร่วมงานได้ที่ลิงก์นี้https://www.readyregister.com/edm/2022/202211_progressday/

Product Highlight

พบกับ IT Infrastructure Observability and Security ซอฟท์แวร์ Network Visibility Tools You can’t protect What you can’t see จะจัดการประสบการณ์ดิจิทัลผ่านผู้ให้บริการและเครือข่ายมากมายที่อยู่นอกเหนือการควบคุมได้อย่างไร เมื่อการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล และการใช้ระบบคลาวด์ที่เพิ่มขึ้น วิธีใดที่จะทำให้ทีมไอทีจะสามารถส่งมอบประสบการณ์ดิจิทัลได้อย่างราบรื่น

พบกับ Secure & Manage File Transfer ซอฟท์แวร์ Data Security x Workflow Automation Know That Your File Arrived เรียนรู้ แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับการถ่ายโอนไฟล์อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยเพื่อสนับสนุนกระบวนการทางธุรกิจ และลด Human Error ด้วยการทำงานอัตโนมัติและเวิร์กโฟลว์ โดยไม่ต้องเขียนสคริปต์

กำหนดการ

15:00             ลงทะเบียน
15:30             Welcome Speech | About Net Bright & Progress
15:40             Progress Product Family (Key Products) Package and Promotion โดย คุณศราวุธ สำเภาทอง, คุณจักรินทร์ งามเลิศ และคุณกนกรัตน์ พึ่งพา Product Specialist and Sales Manager | Net Bright
16:40             Game Challenge ร่วมสนุกกับเกมส์เพื่อลุ้นรับของรางวัลพิเศษจาก Progress และ Net Bright
16:50             Q&A / Closed
17:00             Networking Cocktail (พร้อมกิจกรรมความสนุกสนานมากมาย และดนตรีสด)

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ : คุณพรธิดา พาเวียง
เบอร์โทรศัพท์ 095-9528607 หรืออีเมล porntida@fdc.co.th

from:https://www.techtalkthai.com/netbright-seminar-onsite-progress-partner-day-2022-15-11-2565/

ขอเชิญร่วมงาน Progress Day 2022 End-to-End Solution for Business by Progress วันที่ 15 พ.ย. 2565 เวลา 09:00 – 13:30 น.

ในยุคที่ความต้องการความเป็นส่วนตัวและการปกป้องข้อมูลสูงขึ้น (Data Protection) การเลือกโซลูชันการถ่ายโอนไฟล์ที่ปลอดภัยและเหมาะสมมีความสำคัญต่อความสำเร็จในการดำเนินงานขององค์กรเป็นอย่างยิ่ง เช่นเดียวกันกับความต้องการเครื่องมือที่สามารถมองเห็นเครือข่ายแบบรอบด้าน (Network Visibility) ที่สมบูรณ์คือสิ่งที่ทุกองค์กรมองหา ร่วมอัปเดตและสัมผัส Software ที่จะช่วยตอบโจทย์ความต้องการพร้อมพูดคุยกับ Progress และ Net Bright ภายในงาน Progress Day 2022 End-to-End Solution for Business by Progress 

ชื่องาน : Progress Day 2022 End-to-End Solution for Business by Progress
วันที่ : วันอังคารที่ 15 พฤศจิกายน 2565 เวลา 09:00 – 13:30 น. (เรียนเชิญรับประทานอาหารกลางวัน)

อำนวยความสะดวกให้ท่านสามารถเลือกเข้าร่วมงานในช่องทางที่ท่านสะดวก ณ โรงแรม The Westin Grande Sukhumvit Hotel หรือเข้าร่วมแบบออนไลน์ผ่าน Webex 

ลงทะเบียนร่วมงานได้ที่นี่ :   https://www.readyregister.com/edm/2022/202211_end2end/

Product Highlight

พบกับ IT Infrastructure Observability and Security ซอฟท์แวร์ Network Visibility Tools You can’t protect What you can’t see จะจัดการประสบการณ์ดิจิทัลผ่านผู้ให้บริการและเครือข่ายมากมายที่อยู่นอกเหนือการควบคุมได้อย่างไร เมื่อการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล และการใช้ระบบคลาวด์ที่เพิ่มขึ้น วิธีใดที่จะทำให้ทีมไอทีจะสามารถส่งมอบประสบการณ์ดิจิทัลได้อย่างราบรื่น

พบกับ Secure & Manage File Transfer ซอฟท์แวร์ Data Security x Workflow Automation Know That Your File Arrived เรียนรู้ แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับการถ่ายโอนไฟล์อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยเพื่อสนับสนุนกระบวนการทางธุรกิจ และลด Human Error ด้วยการทำงานอัตโนมัติและเวิร์กโฟลว์ โดยไม่ต้องเขียนสคริปต์

กำหนดการ

09:00             ลงทะเบียน

09:30             Welcome Speech | About Net Bright & Progress

09:40             Highlight Product: WhatsUp Gold | IT Infrastructure Observability and Security (Network Visibility: You can’t protect What you can’t see) อัพเดทคุณสมบัติพิเศษของ WhatsUp Gold ที่เข้ามาช่วยให้การ Monitoring นั้นง่ายดายมากยิ่งขึ้นพร้อมทั้งการเสริม ประสิทธิภาพการทำงานร่วมกับ Flowmon ที่ตอบโจทย์กับหลายองค์กร โดยคุณศราวุธ สำเภาทอง, Product Specialist, Net Bright

10:40             Highlight Product: MOVEit | Managed File Transfer and Workflow Automation (Security Rule #1: Keep your files safe) เตรียมพร้อมรับมือ เสริมความปลอดภัยทางด้าน Managed File Transfer ข้อมูลสำคัญขององค์กรจากภัยคุกคามทางไซเบอร์กับ WS-FTP และ MOVEit โดยคุณจักรินทร์ งามเลิศ, Product Specialist, Net Bright

11:40             Customer Testimonial with Software แนวทางการนำ Software ไปพัฒนาใช้ในองค์กรเพื่อรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงในอนาคต โดยรองศาสตราจารย์ ดร.เอกรัฐ บุญเชียง รองคณบดีฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

12:10             ถาม – ตอบ และกิจกรรมร่วมสนุกลุ้นรับของรางวัล

12:20             รับประทานอาหารกลางวัน

ร่วมลุ้นรับของรางวัลมากมาย
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อคุณพรธิดา พาเวียง
เบอร์โทรศัพท์ 095-9528607 หรืออีเมล porntida@fdc.co.th

 

from:https://www.techtalkthai.com/netbright-seminar-progress-day-2022-end-to-end-solution-for-business-by-progress-15-11-2565/

[Guest Post] SYMC ยกระดับบริการด้วยโครงข่ายใหม่ SDN-MPLS Network รายแรกในไทย

เสริมประสิทธิภาพการเชื่อมต่อ รองรับการทรานส์ฟอร์มองค์กรด้วยโครงข่ายอัจฉริยะ

ซิมโฟนี่ คอมมูนิเคชั่น หรือ SYMC พร้อมเดินหน้าให้บริการโครงข่าย SDN-MPLS Network รายแรกในไทย ด้วยเทคโนโลยีล่าสุด บริหารจัดการโครงข่ายอัจฉริยะคุณภาพสูง ลดความซับซ้อนในการเชื่อมต่อ เพิ่มประสิทธิภาพและตอบโจทย์การดำเนินธุรกิจในทุกมิติ ทั้งการเชื่อมต่อการสื่อสาร บริการคลาวด์ และบริการด้าน Virtualization แบบไร้รอยต่อ ส่งเสริมการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นในองค์กร และรองรับบริการรวมถึงแอปพลิเคชันที่มีความหลากหลายในอนาคต

นายอเล็กซ์ โลท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ซิมโฟนี่ คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SYMC ผู้ให้บริการโครงข่ายสื่อสารโทรคมนาคมชั้นนำ กล่าวว่า นโนบายเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ของรัฐบาลที่เน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมบนโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและการเชื่อมต่อการสื่อสารที่มีการขยายตัวมากขึ้น ทำให้ภาครัฐและเอกชนมีการปรับตัวสู่กระบวนการดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและก้าวทันการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต บริษัทให้ความสำคัญกับการลงทุนในระยะยาวเพื่อขยายโครงข่ายและปรับปรุงประสิทธิภาพการให้บริการ รวมถึงพื้นที่บริการให้ครอบคลุมทั่วประเทศด้วยการจัดการและปรับปรุงโครงข่ายบริการหลักและอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้มีความทันสมัย เพื่อการใช้งานโครงข่ายที่มีความคล่องตัว มีประสิทธิภาพ มีความยืดหยุ่นยิ่งขึ้น ตอบสนองต่อผู้ใช้บริการได้เร็วขึ้นด้วยความหน่วงที่ต่ำกว่า (Low Latency)

“ในช่วงที่ผ่านมา ธุรกิจโทรคมนาคมมีการขยายตัวอย่างมาก อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิทัล ทั้งในด้านความต้องการการใช้งานที่เพิ่มมากขึ้นและความหลากหลายของแอปพลิเคชันที่ต้องใช้โครงข่ายบริการที่สามารถรองรับได้ในปริมาณมาก ทำให้เราเล็งเห็นถึงความสำคัญของการเติบโตของตลาดได้อย่างชัดเจนและโครงข่าย SDN-MPLS Network เป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่พัฒนาต่อยอดจากโครงข่าย MPLS แบบเดิม โดยมีความรวดเร็วในการจัดการ ลดความซับซ้อนในการเชื่อมต่อ มีระบบการคิดวิเคราะห์และมีความคล่องตัวยิ่งขึ้น ทำให้การเชื่อมต่อการสื่อสารของลูกค้ามีความต่อเนื่อง ตลอดจนรองรับความเร็วและแบนด์วิธที่สูงขึ้น โดยเป็นการรวมระบบการทำงานต่างๆ แบบอัจฉริยะเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นระบบจัดการเส้นทางอัตโนมัติ ระบบวิเคราะห์ความหน่วงของข้อมูล (Latency) ระบบวิเคราะห์ความหนาแน่นของโครงข่าย (Utilization) ระบบควบคุมและเฝ้าระวังข้อมูลศูนย์หาย (Packet Loss Monitoring) ระบบจำลองสถานการณ์ (Simulation) เพื่อประเมินผลกระทบล่วงหน้าและแจ้งให้ลูกค้าทราบได้อย่างแม่นยำขึ้น พร้อมระบบการเชื่อมต่อกับสมาร์ตโฟน คอมพิวเตอร์ เว็บแอปพลิเคชัน เพื่อให้ลูกค้าสั่งงานผ่านอุปกรณ์พกพาได้อย่างง่ายดาย รวมถึงสามารถควบคุมดูแลทุกอย่างจากส่วนกลางได้ ที่สำคัญคือรองรับการรับ-ส่งข้อมูลด้วยความเร็วสูงถึง 100Gbps และขยายไปได้จนถึง 1000Gbps ซึ่งเป็นมาตรฐานใหม่ในปัจจุบัน”

โดยจุดเด่นของโครงข่าย SDN-MPLS Network อาทิ Throughput ให้ความแม่นยำในการควบคุม Bandwidth ตามที่ผู้ใช้บริการเลือกใช้ มี Latency ต่ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่กรุงเทพฯ โครงข่าย SDN-MPLS มี Latency ไม่เกิน 2ms เหมาะกับการใช้งานแอปพลิเคชันต่างๆ ได้อย่างไหลลื่นไม่สะดุด High Reliable มีเสถียรภาพสูงด้วยการเชื่อมต่อแบบหลากหลายเส้นทาง ง่ายต่อการบริหารจัดการและการสลับเส้นทางโดยอัตโนมัติหากเกิดขัดข้อง และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการด้านต่าง ๆ ที่สามารถต่อยอดเข้ากับระบบและบริการอื่นๆ ได้อย่างง่ายดาย รวมถึงมอบประสบการณ์ใหม่ให้ลูกค้าด้วย Self-Service Portal เพื่อให้ผู้ใช้บริการเห็นการทำงานของโครงข่ายแบบเรียลไทม์ ทั้งการปรับแบนด์วิธ สั่งการ ตรวจสอบสถานะการบริการ สาเหตุการเกิดเหตุขัดข้อง การแจ้งเตือนและการเรียกดูการใช้งานต่างๆ ได้ง่ายเพียงปลายนิ้วบน Service Dashboard

สำหรับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายทั้งในประเทศและระหว่างประเทศที่จะได้ประโยชน์จากโครงข่ายใหม่นี้ ได้แก่ กลุ่มผู้ประกอบธุรกิจให้บริการด้านการสื่อสารและโทรคมนาคม ผู้ให้บริการด้านอินเทอร์เน็ต (ISP) ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ กลุ่มลูกค้าองค์กร และองค์กรภาครัฐ ธนาคาร สถาบันการเงิน ธุรกิจค้าปลีก โรงแรม โลจิสติกส์ รวมถึงกลุ่ม OTT (Over-the-Top) ที่ให้บริการด้านคอนเทนต์ต่างๆ ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์

นายอเล็กซ์ กล่าวเพิ่มว่า “เพราะเราตระหนักดีว่าการเชื่อมต่อการสื่อสารในยุคดิจิทัลคือหัวใจหลักสำหรับทุกธุรกิจ เราจึงต้องก้าวไปข้างหน้าอยู่เสมอในการส่งมอบบริการด้วยโครงข่ายคุณภาพที่ดีที่สุดด้วยนวัตกรรมล่าสุดเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมให้กับลูกค้าของเรา เพื่อตอบโจทย์ความต้องการในการเชื่อมต่อการสื่อสารที่เพิ่มมากขึ้นรวมถึงการเปลี่ยนผ่านองค์กรสู่ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นให้เกิดขึ้นในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งการปรับเปลี่ยนโครงข่ายหลักไปสู่ SDN-MPLS Network นี้จะช่วยยกระดับคุณภาพการบริการไปสู่มาตรฐานที่สูงขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพการใช้งาน และต่อยอดธุรกิจให้กับลูกค้าได้เป็นอย่างดี เพราะเป็นการสร้างแพลตฟอร์มทางด้านโทรคมนาคมแบบยั่งยืน ทั้งนี้ ช่วยให้รักษาความสามารถในการแข่งขันได้ในระยะยาวซึ่งเป็นผลดีต่อทั้งบริษัทฯ และตอกย้ำภาพลักษณ์ในการมุ่งมั่นที่จะเป็น “Best Trusted Network” ในระดับภูมิภาคได้เป็นอย่างดี

ในด้านการขยายพื้นที่ให้บริการและพัฒนาโครงข่ายนั้น บริษัทพิจารณาจากความสำคัญด้านยุทธศาสตร์เป็นสิ่งสำคัญ ทั้งนี้ปริมาณความต้องการในการเชื่อมต่อสื่อสารยังคงเติบโตสอดคล้องกับการพัฒนาเทคโนโลยีการสื่อสารโทรคมนาคมและการขยายตัวของการค้าและการลงทุนข้ามพรมแดน โดยตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ของประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการเป็นศูนย์กลางการสื่อสารโทรคมนาคม ปัจจุบันบริษัทให้บริการครอบคลุมพื้นที่ที่มีศักยภาพสูง ทั้งกรุงเทพฯ และปริมณฑล พื้นที่เศรษฐกิจหลัก 50 จังหวัด อาคารสำนักงานชั้นนำในกรุงเทพฯ 259 อาคาร นิคมอุตสาหกรรม 53 แห่ง ศูนย์บริการทั่วประเทศ 18 แห่ง และมีเกตเวย์เพื่อเชื่อมต่อโครงข่ายระหว่างประเทศ อีก 6 แห่ง ซึ่งเราเชื่อมั่นว่าการพัฒนาโครงข่ายหลักของบริษัทไปสู่ SDN-MPLS Network นี้จะช่วยยกระดับเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานและสร้างประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมให้เกิดขึ้นกับลูกค้าได้อย่างแน่นอน”

เกี่ยวกับ SYMC
บริษัท ซิมโฟนี่ คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2548 เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทสไทยภายใต้กลุ่มเทคโนโลยี ในชื่อ SYMC ประกอบธุรกิจหลักเป็นผู้ให้บริการโครงข่ายสื่อสารโทรคมนาคมในประเทศไทย โดยให้บริการวงจรสื่อสารที่มีความเร็วสูงเพื่อการเชื่อมต่อข้อมูลทั้งในประเทศและระหว่างประเทศผ่านโครงข่ายเคเบิลใยแก้วนำแสงทั้งบนดินและใต้น้ำ รวมทั้งบริการที่เกี่ยวข้อง อาทิ การบริหารจัดการโครงข่ายเคเบิลใยแก้วนำแสงปลายทาง การติดตั้งอุปกรณ์ รวมถึงบริการอินเทอร์เน็ต บริการดูแลและบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ (Manage Services) แบบครบวงจร บริการดาต้าเซ็นเตอร์ บริการระบบคลาวด์ และบริการดิจิทัลโซลูชั่นอื่นๆ ภายใต้ตราสินค้า Symphony แก่กลุ่มลูกค้าองค์กรทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ลูกค้าที่เป็นผู้ให้บริการ OTT (Over-the-Top) ที่ให้บริการด้านคอนเทนต์ต่าง ๆ ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์และผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมรายอื่นที่ต้องการรับ-ส่งข้อมูลอย่างรวดเร็ว

from:https://www.techtalkthai.com/symc-upgrades-its-services-with-a-new-network-the-first-sdn-mpls-network-in-thailand/

สรุปงาน Aruba Atmosphere 2022 SEATH : ก้าวสู่นวัตกรรมใหม่ Enterprise Networking & Security ด้วยอุปกรณ์เครือข่ายที่ชาญฉลาดมากยิ่งขึ้น

ในช่วงปีที่ผ่านมา ถือเป็นช่วงที่เทคโนโลยีในวงการ Enterprise Networking และ Security มีการปรับตัวสู่ทิศทางใหม่ในหลายแง่มุม และ Aruba Networks ในฐานะของผู้นำนวัตกรรมด้าน Enterprise Networking และ Security เอง ก็ได้มีการนำเสนอแนวคิดใหม่ๆ ภายในโซลูชันของตนเองมากมาย เพื่อให้ธุรกิจองค์กรได้นำไปปรับประยุกต์ใช้ สำหรับเตรียมก้าวสู่การผลักดันสร้างสรรค์สิ่งใหม่เพื่อเร่งสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจในยุคดิจิทัลแล้ว

ทีมงาน TechTalkThai และ APDT.news มีโอกาสได้เข้าร่วมงาน Aruba Atmosphere 2022 SEATH & INDIA ในครั้งนี้ที่มาจัดในประเทศไทย จึงขอนำสรุปประเด็นสำคัญจากงานสัมมนาครั้งนี้ พร้อมเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่นำมาจัดแสดงในบูธกันดังนี้ครับ

3 ปัจจัยสู่การทำ Networking Modernization

เทรนด์หลักที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกในวงการ Network อยู่นี้ก็คือการทำ Network Modernization หรือการปรับปรุงระบบเครือข่ายให้มีความทันสมัย ตอบรับต่อโลกของการทำงานที่กำลังเปลี่ยนไปสู่ยุค Hybrid Work ซึ่งมีทั้งโจทย์ของการรองรับการทำงานจากนอกสถานที่ได้อย่างอิสระ ไปจนถึงการใช้งาน Cloud เป็นหลักในการทำงาน ในขณะที่การรักษาความมั่นคงปลอดภัยก็ต้องสูงยิ่งขึ้นตามความซับซ้อนของภัยคุกคามที่กำลังเกิดขึ้นในทุกวัน

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในวงการ Enterprise Networking และ Security ในยามนี้ ได้ทำให้สถาปัตยกรรมของระบบเครือข่ายนั้นพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ และทำให้เหล่าผู้ดูแลระบบเครือข่ายทั่วโลกต้องเร่งปรับตัวกันอย่างรวดเร็ว ต้องมีการนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้งานอย่างต่อเนื่อง และต้องปรับวิธีการดูแลรักษาระบบเครือข่ายใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับความคาดหวังในการได้รับประสบการณ์ที่ดีของผู้ใช้งาน

ในมุมของ HPE Aruba สิ่งที่จะสามารถตอบโจทย์เหล่านี้ได้ คือการปรับระบบเครือข่ายให้มีคุณสมบัติ 3 ประการ ดังนี้

1.Automation
การทำ Automation ได้กลายเป็นคุณสมบัติสำคัญประการแรกของระบบเครือข่ายแห่งอนาคต เพราะด้วยระบบเครือข่ายที่มีการขยายตัวออกไปยังภายนอกองค์กร ทำให้มีองค์ประกอบภายในระบบเครือข่ายที่หลากหลายยิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อประสบการณ์ของผู้ใช้งานมากยิ่งขึ้น รวมถึงยังมีการใช้งานอุปกรณ์ Internet of Things (IoT) ที่หลากหลายยิ่งขึ้น ในขณะที่ประเด็นด้าน Cybersecurity เองก็ยังมีความสำคัญที่ไม่อาจมองข้ามไปได้ ทำให้ภาระในการบริหารจัดการและการดูแลรักษาระบบเครือข่ายนั้นสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว

ด้วยเหตุเหล่านี้ การบริหารจัดการระบบเครือข่ายด้วยวิธีการแบบดั้งเดิมจึงไม่อาจเพียงพออีกต่อไป และหลายองค์กรเองก็ยังต้องเผชิญความกดดันจากการขาดแคลนบุคลากรที่จะมาดูแลรักษาระบบ IT Infrastructure สำคัญเหล่านี้ด้วย ดังนั้นการมีเทคโนโลยีที่สามารถติดตั้งใช้งานบริหารจัดการได้ง่าย ทำงานได้แบบอัตโนมัติ และมี AI เป็นตัวช่วยจึงกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณา เพื่อให้ธุรกิจองค์กรยังคงสามารถจัดการและควบคุมการใช้ระบบเครือข่ายของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2.Security
จากความต้องการในการใช้งานระบบเครือข่ายในรูปแบบที่เปลี่ยนไป ทั้งจากภายในและภายนอกองค์กร ทำให้การปกป้องดูแลผู้ใช้งานและอุปกรณ์ขององค์กรนั้นต้องมีการปรับตัวตามไปด้วย ดังนั้นสถาปัตยกรรมด้าน Network Security อย่างในอดีตที่มีการแยกส่วนของการปกป้องผู้ใช้งานภายในองค์กรนั้นจึงไม่เพียงพออีกต่อไป

เพื่อตอบโจทย์นี้เทคโนโลยีด้าน Network และ Security ต้องถูกผสานรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน และทำงานได้ตามหลักการของ Zero Trust เพื่อควบคุมทุกการยืนยันตัวตนและเชื่อมต่อสื่อสารระหว่างผู้ใช้งานหรืออุปกรณ์ที่ใช้งาน ไปยังส่วนอื่นๆ ของระบบเครือข่ายหรือ Internet ให้เป็นไปตามนโยบายด้านความมั่นคงปลอดภัยขององค์กร เพื่อลดความเสี่ยงที่ระบบ IT จะถูกโจมตีต่อเนื่องด้วยวิธีการต่างๆ และจำกัดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

3.Agility
ความคล่องตัวนั้นได้กลายมาเป็นอีกคุณสมบัติสำคัญของระบบเครือข่ายในทุกวันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับระบบเครือข่ายที่มีขนาดใหญ่ เพื่อให้การเพิ่มเติมบริการหรือการปรับเปลี่ยนการทำงานของระบบเครือข่ายนั้นเป็นไปได้อย่างรวดเร็วและคล่องตัว ตอบสนองต่อกลยุทธ์ของธุรกิจและการทำงานที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งการมาของ COVID-19 ได้ทำให้ความสำคัญของประเด็นนี้ยิ่งทวีคูณขึ้น จากการที่ธุรกิจองค์กรทั่วโลกต่างต้องรีบเปลี่ยนสถาปัตยกรรมของระบบเครือข่ายเพื่อปรับตัวไปสู่การทำงานแบบ Remote Working อย่างเต็มตัวก่อนที่จะปรับมาสู่ Hybrid Working ในปัจจุบัน

นอกจากความคล่องตัวในเชิงเทคนิคแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่ธุรกิจองค์กรต้องคำนึงถึงก็คือความคล่องตัวในแง่ของการลงทุนเพิ่มขยายระบบ IT ภายในองค์กร ซึ่งเทรนด์ของการใช้งานระบบ IT ในแบบ as-a-Service นั้นก็สามารถตอบโจทย์นี้ได้เป็นอย่างดี และ Aruba ก็จะตอบสนองต่อความต้องการของธุรกิจองค์กรทั่วโลกนี้ ด้วยบริการ Network-as-a-Service หรือ NaaS นั่นเอง

ในการช่วยให้ธุรกิจองค์กรทั่วโลกก้าวไปสู่การทำ Network Modernization ได้อย่างสำเร็จนี้ ทาง Aruba ได้นำเสนอ Aruba ESP Solutions เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายทั้ง 3 ประการดังกล่าวภายในโซลูชันเดียว โดยภายในโซลูชันดังกล่าวนี้จะมีการแบ่งระบบออกเป็น 4 ชั้น ดังนี้

  1. Connect โดยมี Switch, AP, Gateway สำหรับรองรับการเชื่อมต่อทั้งภายในและภายนอกองค์กร รวมถึงยังรองรับการทำงานจากภายนอกองค์กรได้อย่างสะดวกสบาย เชื่อมต่อเครือข่ายระหว่างสาขาได้ง่ายด้วย SD-WAN
  2. Protect ปกป้องทุกการเชื่อมต่อสื่อสาร โดยผสานระบบ Security เข้าเป็นส่วนหนึ่งของระบบเครือข่ายโดยตรง เพื่อปกป้องทั้งอุปกรณ์ของผู้ใช้งานและอุปกรณ์ IoT ด้วยการทำ Zero Trust และเสริม Security เข้าไปในระบบ SD-WAN ให้ธุรกิจสามารถก้าวสู่การทำ SASE ด้วยเทคโนโลยี Cloud Security ได้ทันที
  3. Automation การติดตั้งใช้งานและการดูแลรักษาระบบทั้งหมดจะต้องเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดายและเป็นอัตโนมัติ เพื่อให้ตอบโจทย์ต่อระบบเครือข่ายที่ต้องขยายและเปลี่ยนแปลงตามระบบ IT ได้อย่างรวดเร็วและยืดหยุ่น โดย Aruba มีการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาเสริมในการทำ Automation
  4. Adapt เพิ่มความยืดหยุ่นในการวางระบบเครือข่ายให้สูงยิ่งขึ้น ทั้งในแง่ของการลงทุนที่มีทางเลือกใหม่อย่าง NaaS และการบริหารจัดการที่สามารถเลือกได้ว่าจะดูแลรักษาระบบเครือข่ายด้วยตนเอง หรือ Outsource ออกไปให้กับผู้ให้บริการ Managed Services

อัปเดตเทคโนโลยีและโซลูชันล่าสุดจาก Aruba ในปี 2022

นอกจากการนำเสนอในเชิงวิสัยทัศน์แล้ว งานสัมมนาครั้งนี้ก็ได้มีการนำนวัตกรรมใหม่ๆ จาก HPE Aruba มาเปิดตัวในภูมิภาค APAC กันอย่างหลากหลาย ดังนี้ครับ

โซลูชันแรกคือ Aruba Central NetConductor ที่จะช่วยให้การวางระบบ Network และ Security ภายในองค์กรกลายเป็นรูปแบบ Overlay ได้ ด้วยการตั้งค่าในแบบ Intent-based และบังคับใช้งานนโยบายเหล่านี้ได้แบบอัตโนมัติ ทำให้การบริหารจัดการเครือข่ายในภาพรวมทั้งในส่วนของ Network และ Security ถูกผสานรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน โดยการตั้งค่าทั้งหมดนี้จะอาศัยการผสมผสานกันระหว่าง Protocol มาตรฐานของอุตสาหกรรม เพื่อให้มั่นใจว่าทุกการทำงานนั้นจะเป็นไปอย่างมีแบบแผน และปรับเปลี่ยนได้ในอนาคตเมื่อมีมาตรฐานใหม่ๆ ออกมาให้ใช้งาน

ถัดมาที่ถูกเน้นย้ำเป็นอย่างมากในงานสัมมนาครั้งนี้ ก็คือ Aruba EdgeConnect SD-WAN Fabric ที่มีทั้ง EdgeConnect Mobile, Mibrobranch, SD-Branch และ Enterprise ให้เลือกใช้งานได้ตามรูปแบบของสาขาที่ธุรกิจองค์กรต้องการ เพื่อเชื่อมต่อเครือข่ายและรักษาความมั่นคงปลอดภัยให้กับระบบเครือข่ายได้อย่างครอบคลุมไม่ว่าโครงสร้างของธุรกิจและนโยบายในการทำงานจะเป็นอย่างไร และปกป้องผู้ใช้งานได้ในทุกการเข้าถึงทุก Application ทั้งภายใน Data Center และบน Cloud

ในส่วนของ Aruba EdgeConnect Microbranch ที่ Aruba ระบุว่าได้รับความนิยมสูงมากนั้น ก็คือการเสริมความสามารถ SD-WAN Gateway เข้าไปยัง Access Point รุ่น Remote ของ Aruba โดยตรง ทำให้การวางระบบเครือข่ายสำหรับสาขาขนาดเล็กมากๆ ที่มีผู้ใช้งานเพียงแค่ 1 คน แต่อาจมีหลายอุปกรณ์ที่ต้องใช้งาน และต้องการส่งมอบประสบการณ์ในการทำงานให้กับพนักงานหรือผู้บริหารที่ทำงานจากที่บ้านนั้นเป็นไปได้เสมือนการมาทำงานที่ออฟฟิศ เกิดขึ้นได้อย่างสะดวกและง่ายดายภายในอุปกรณ์เพียงแค่ชุดเดียว สามารถนำไปใช้ได้ทั้งสำหรับสาขาของร้านค้าขนาดเล็ก หรือการวางระบบให้พนักงานสามารถทำงานจากที่บ้านได้อย่างมั่นคงปลอดภัย ตอบโจทย์การเพิ่มขยายสาขาจำนวนหลายสิบหรือหลายร้อยแห่งในระยะเวลาอันสั้นได้เป็นอย่างดี

ทางด้าน Aruba EdgeConnect Enterprise ก็มีประกาศอัปเดตครั้งใหญ่ในฐานะของโซลูชัน SD-WAN แรกที่ได้รับ ICSA Secure SD-WAN Certification ที่รับรองถึงความสามารถในการทำ Next-Generation Firewall และ Cybersecurity อื่นๆ สามารถทำงานได้อย่างมีมาตรฐาน ตรวจจับและยับยั้งป้องกันภัยคุกคามในหลากหลายรูปแบบได้อย่างแม่นยำ เพื่อปกป้องการเชื่อมต่อของระบบ SD-WAN และควบคุมการเข้าถึงใช้งานระบบเครือข่ายของผู้ใช้งานได้อย่างมั่นใจ

อีกหนึ่งนวัตกรรมที่น่าสนใจนั้นก็คือ Open Locate ที่ทาง Aruba ได้ทำการใส่ GPS ลงไปใน AP รุ่น Wi-Fi 6E และรองรับมาตรฐาน 802.11mc / Fine Time Measurement (FTM) ทำให้การระบุจุดติดตั้ง Access Point มีความแม่นยำสูงยิ่งขึ้นกว่าในอดีต และนำตำแหน่งจุดติดตั้งไปใช้อ้างอิงกับระบบแผนที่อื่นๆ ได้อย่างเป็นสากล ในขณะที่ยังสามารถให้บริการข้อมูลพื้นที่ตำแหน่งให้กับ Mobile Application ได้ สร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการพัฒนา Location-based Application ที่ต้องใช้ข้อมูลตำแหน่งภายในอาคารได้อย่างง่ายดาย ตอบโจทย์ได้ดีทั้งในแง่ของการติดตั้งใช้งาน และการต่อยอดสร้างคุณค่าเพิ่มเติมจากระบบเครือข่ายไร้สายที่ธุรกิจมีการใช้งานอยู่

ในฝั่งของ Data Center Networking ทาง Aruba ได้พูดคุยถึงเทรนด์ Distributed Services Switch ด้วย Aruba CX 10000 Series Switch with Pensando ที่ใช้เทคโนโลยีชิป DPU และ Software จาก AMD Pensando เข้ามาเสริมให้กับ Data Center Switch ทำให้ Top-of-Rack Switch มีความสามารถด้าน Security ในตัวในระดับประสิทธิภาพเดียวกับการทำ Switching ได้ทันที อย่างเช่น การทำ Firewall เพิ่มเติมภายในอุปกรณ์ Switch ช่วยเสริม Data Center Network Security ได้โดยไม่เกิดผลกระทบต่อประสิทธิภาพด้านระบบเครือข่าย และไม่มีความซับซ้อนของการรับส่งข้อมูลภายในระบบเครือข่ายอย่างในอดีตอีกต่อไป ตอบโจทย์ของธุรกิจที่ต้องการทำ Security ให้กับ Network Traffic ในแบบ East-West ซึ่งมีปริมาณมหาศาล และยากต่อการดูแลรักษาในอดีตได้ทันที

สุดท้ายก็คือการพูดคุยถึง NaaS – Network as a Service ที่ธุรกิจองค์กรสามารถเลือกใช้งานระบบ IT Infrastructure ในฝั่งของ Network และ Security จาก Aruba ทั้งหมดได้ โดยคิดค่าใช้จ่ายในแบบ Subscription-based ซึ่งจะมีทั้ง Hardware และ Software รวมอยู่ภายในบริการ พร้อมระบบ Data Analytics สำหรับวิเคราะห์ข้อมูลการใช้งานและการปรับแต่งระบบเครือข่าย เปิดให้สามารถบริหารจัดการได้ทั้งโดยฝ่าย IT ขององค์กร และผู้ให้บริการ Managed Services ซึ่งจะช่วยให้เทคโนโลยีด้าน Network และ Security ขององค์กรสามารถถูกใช้งานได้โดยตลาดที่มีขนาดกว้างมากยิ่งขึ้น ในขณะที่มีความสามารถเทียบเท่าได้กับโซลูชันในระดับธุรกิจองค์กร

Aruba ระบุว่าเทรนด์ของการปรับไปใช้งาน NaaS นั้นโตเร็วมากจากการมาของ Hybrid Work ที่ธุรกิจต้องการระบบเครือข่ายใหม่ที่มีความซับซ้อนสูง บนการออกแบบสถาปัตยกรรมที่แตกต่างออกไป ดูแลง่าย ในขณะที่ค่าใช้จ่ายในการลงทุนเริ่มต้นไม่สูงมาก

ในการใช้งาน NaaS นั้น ธุรกิจองค์กรจะสามารถใช้งานผ่านบริการ HPE GreenLake for Aruba Service Packs รองรับ 8 Use Case ได้แก่ Outdoor Wireless, Indoor Wireless, Remote Wireless, Wired Core, Wired Aggregation, Wired Access, SD-Branch และ UXI โดยสามารถเสริมความสามารถในส่วนของ Network Management และ Network Security จากโซลูชันของ Aruba ที่ต้องการได้ทั้งหมด ซึ่งสัญญาในการใช้บริการดังกล่าวนี้จะอยู่ที่ระยะเวลา 3-5 ปี

และทั้งหมดนี้ก็คือประเด็นสำคัญจากงานสัมมนา Aruba Atmosphere 2022 SEATH & INDIA ในครั้งนี้ครับ ถ้าหากท่านใดมีข้อสงสัยหรือคำถามใดๆ เพิ่มเติม ก็สามารถติดต่อทีมงาน HPE Aruba สามารถติดต่อ HPE Aruba ได้ที่อีเมล: nawarat.ch@hpe.com หรือติดต่อพาร์ทเนอร์รายต่างๆ ของ Aruba ทั่วประเทศ เพื่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมหรือนัดทดสอบเทคโนโลยีหรือโซลูชันต่างๆ ที่ต้องการได้ทันทีครับ

 

from:https://www.techtalkthai.com/aruba-atmosphere-2022-seath/

แนะนำนวัตกรรม Networking & Cabling ในงาน TTT 2022 Reinforce: Enterprise IT Infrastructure Day

อัปเดตนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านเครือข่ายล่าสุดสำหรับ Campus, Edge, Data Center และ Branch ไม่ว่าจะเป็น 5G, Software-defined Networking, SD-WAN, Wi-Fi 6 และ Cabling รวมไปถึงการทำ Network Modernization เพื่อพลิกโฉมองค์กรสู่การเป็น Digital Workplace ในงาน TTT 2022 Reinforce: Enterprise IT Infrastructure Day วันที่ 5 ตุลาคม 2020 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุม BITEC

📆 วันพุธที่ 5 ตุลาคม 2022
⏰ เวลา 8:00 – 17:00 น.
🏢 Grand Hall, BITEC Bangna
🇹🇭 บรรยายภาษาไทยทุกเซสชัน

กำหนดการบรรยาย Track 3: Networking

13:30 – 14:00 พลิกโฉมธุรกิจสู่ยุคดิจิทัลด้วยแพลตฟอร์มการเชื่อมต่อ 5G อัจฉริยะ
คุณภุชงค์ เจริญสุข Enterprise Product Marketing Manager, AIS Business
14:00 – 14:30 Software-defined Networking แบบ Multi-domain สำหรับองค์กรขนาดใหญ่
คุณธิติ พิพัฒน์ธนวงศ์ Enterprise Networking Product Sales Specialist, Cisco
14:30 – 15:00 ขับเคลื่อนธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพด้วย Network Modernization
คุณประคุณ เลาหกิตติกุล Country Manager (Thailand), HPE Aruba
15:00 – 15:30 พักรับประทานอาหารว่างและเยี่ยมชมบูธ
15:30 – 16:00 ก้าวข้ามขีดจำกัดการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์และแพลตฟอร์มบนเครือข่าย พร้อมรับความต้องการทางธุรกิจยุคดิจิทัล
คุณสมยศ อุดมนิโลบล Country Manager, Alcatel-Lucent Enterprise
16:00 – 16:30 พลิกโฉมระบบเครือข่ายสู่การเชื่อมต่อแห่งอนาคต
คุณพงศ์ภวัน พูนประชา System Engineer (Thailand), CommScope และคุณธีระพล สุขประไพพัฒน์ System Engineer (Thailand & Myanmar), Ruckus
16:30 – 17:00 Lucky Draw และกล่าวปิดงานโดย TechTalkThai

งานสัมมนานี้เหมาะสำหรับ: CIO, CTO, CISO, DPO, IT Manager, Compliance Manager, Cloud Architect, Security Engineer, Security Analyst, Network Engineer, IT Admin, IT Auditor และผู้ที่สนใจด้าน Cloud, Data Center, Networking และ Cybersecurity

🎉 พิเศษ!! ลงทะเบียนและเข้าร่วมงานเพื่อลุ้นรับ MacBook Air (M2), AirPods Max และ Sandisk Extreme Portable SSD อย่างละ 2 รางวัล รวมมูลค่ากว่า 130,000 บาท

ดูรายละเอียด กำหนดการ และลงทะเบียนได้ที่: https://conf.techtalkthai.com/re22/

เกี่ยวกับงานสัมมนา TTT 2022 Reinforce: Enterprise IT Infrastructure Day

จากซีรีส์งานสัมมนาออนไลน์ TTT Virtual Summit ที่มีคนติดตามมากกว่า 8,000 คน สู่งานสัมมนาใหญ่ Enterprise IT Infrastructure Day ส่งท้ายปี 2022 ในรูปแบบ Physical Event ภายใต้แนวคิด Reinforce เสริมแกร่งรากฐานระบบ IT พลิกโฉมสู่ธุรกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืนและมั่นคงปลอดภัย ภายในงานท่านจะได้อัปเดตแนวโน้ม นวัตกรรม แนวทางปฎิบัติ และกรณีศึกษาที่น่าสนใจทางด้าน IT Infrastructure สำหรับองค์กร ครอบคลุมทั้งด้าน Cloud & Data Center, Networking, Cybersecurity และ Standards & Compliance ผ่านการบรรยายรวม 20 เซสชัน

นอกจากนี้ยังมีบูธจัดแสดงนวัตกรรมสำหรับองค์กรอีกกว่า 30 บูธ สำหรับให้ผู้เข้าร่วมงานขอคำปรึกษา แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และแชร์ประสบการณ์ด้าน Enterprise IT Infrastructure โดยตรงกับผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงาน องค์กร และบริษัท IT/Consult ชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ

from:https://www.techtalkthai.com/ttt-2022-reinforce-track-3-networking/

[Guest Post] เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการปฏิวัติธุรกิจ 5G ผ่านงาน BYOND MOBILE วันที่ 28-29 กันยายน 2565 กรุงเทพฯ

ธุรกิจในปัจจุบันต่างหันมาเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้วยการนำธุรกิจ 5G และเครือข่ายไร้สายความเร็วสูงเข้ามาประยุกต์ใช้ในภาคธุรกิจ ปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์ และส่งผลกระทบต่อการพัฒนาแอปพลิเคชันสำหรับ IoT เช่นกับการรุกของระบบอินเทอร์เน็ตของภาคอุตสาหกรรมในรูปแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน คุณค่าของ 5G เป็นมากกว่าอินเทอร์เน็ตที่เร็วกว่าเดิม เมื่อทุกอย่างเชื่อมโยงกัน เครือข่ายไร้สายนี้จะกลายเป็นกำลังสำคัญใหม่ในการอำนวยความสะดวกของสินค้าและบริการที่เกิดขึ้นใหม่ในทุกอุตสาหกรรม

จากผลการวิจัยของ  Component (Equipment Platform) เผยให้เห็นว่า ตลาด 5G ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะเติบโต 38.7% ต่อปี โดยมีมูลค่าตลาดรวม 129.9 พันล้านดอลลาร์ในปีพ.ศ. 2565-2574 โดยมีปี 2564 เป็นพื้นฐาน

จากความสำคัญดังกล่าว วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค พร้อมเปิดตัวงานแสดงสินค้าใหม่ล่าสุด BYOND MOBILE (บิยอน โมบาย) มีกำหนดการจัดงานระหว่างวันที่ 28 – 29 กันยายน พ.ศ. 2565 ณ สามย่าน มิตรทาวน์ ฮอลล์ กรุงเทพฯ เพื่อวางรากฐานเศรษฐกิจเครือข่ายแห่งอนาคต การประชุมและนิทรรศการสองวันจะรวบรวมผู้นำธุรกิจจากกลุ่มธุรกิจด้านสุขภาพ เกษตรกรรม การผลิต เมืองอัจฉริยะ และการขับเคลื่อนธุรกิจสู่อนาคต พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์ทางอินเทอร์เน็ต การสื่อสารเคลื่อนที่ และไอที

แบรนด์ผู้บุกเบิก 5G ชั้นนำและสตาร์ทอัพภายใต้การจัดงานเดียวกัน

งานแสดงสินค้าและเทคโนโลยี 5G จะมีการนำเสนอบริษัทชั้นนำของ blue-chip ตลอดจนสตาร์ทอัพที่มาจากสายเทคโนโลยีทั้งหมด บนพื้นที่กว่า 3,000 ตร.ม. งาน BYOND MOBILE จะจัดแสดงผลิตภัณฑ์และโซลูชั่น 5G จากแบรนด์ชั้นนำกว่า 50 แบรนด์ อาทิ Nokia, RV Connex, True Corporation และ BD Group ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพาวิลเลียนนานาชาติจากประเทศสหราชอาณาจักร พร้อมนำเสนอเทคโนโลยีเครือข่ายมือถือและโซลูชันระบบคลาวด์ การรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์และหุ่นยนต์ ตลอดจน AR/VR แมชชีนเลิร์นนิง และ ปัญญาประดิษฐ์ (AI : Artificial Intelligence)

ผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ อย่าง Nokia กล่าวว่า ในบูธของ Nokia เราจะจัดแสดงการสาธิตการใช้งาน 5G และโซลูชันเทคโนโลยีอื่นๆ สำหรับเครือข่ายมือถือ บริการคลาวด์และเครือข่าย ตลอดจนโครงสร้างเครือข่ายพื้นฐาน  นอกจากนี้ เรายังมองหาโอกาสใหม่ๆ สำหรับการนำ 5G สู่ภาคอุตสาหกรรมระดับองค์กรในด้านโลจิสติกส์ การผลิต การขนส่ง และพลังงาน พร้อมด้วยนวัตกรรมเครือข่ายที่สำคัญมากมาย และใช้ประโยชน์จากประสบการณ์ในโลกแห่งความเป็นจริงจากเครือข่ายไร้สายส่วนตัวมากกว่า 485 เครือข่ายของ Nokia

2 ประเทศไฮไลท์ : ประเทศสหราชอาณาจักร และ ประเทศไทย

พาวิลเลียนนานาชาติจากประเทศสหราชอาณาจักร จัดโดยสถานเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำกรุงเทพฯ ในนามของกรมการค้าระหว่างประเทศของรัฐบาลสหราชอาณาจักร พร้อมนำผู้ประกอบการชั้นนำมาจัดแสดงภายในงาน ไม่ว่าจะเป็น Astrazeneca (โซลูชั่นสุขภาพแบบดิจิทัล), British Telecom (โทรคมนาคม), Air for Life (เทคโนโลยีด้านสุขภาพ), Albeego (โซลูชันบรอดแบนด์), Awen Collective (ความปลอดภัยทางไซเบอร์), British Telecoms (โทรคมนาคม), Electronic Media Services (โซลูชั่นการเชื่อมต่อ) และ Graphcore (เซมิคอนดักเตอร์) จะแสดงผลิตภัณฑ์และบริการ 5G ล่าสุดของพวกเขาภายในงาน

พบที่ปรึกษาเพื่อสร้างเครือข่ายใหม่กับสมาคมและสถาบันการศึกษาในอุตสาหกรรม 5G

ขยายความรู้ของคุณและค้นหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ในตลาดผ่านการเชื่อมต่อกับสมาคมที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนภายในงาน ได้แก่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ประเทศไทย (DITP), สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa), ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC), และสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย (DCT), สมาคมการค้าและสถาบันการศึกษา โดยสมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์แห่งประเทศไทย (AIEAT), สมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย (Atsi), สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าแห่งประเทศไทย (EVAT), สมาคมผู้ประกอบการระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ไทย (TARA), สถาบันพัฒนาบุคลากรสาขาเทคโนโลยีการผลิตอัตโนมัติและหุ่นยนต์ (MARA), มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร (MUT) และสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร (SIIT) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ไฮไลท์หัวข้องานสัมมนา 5G ที่น่าสนใจ

ในส่วนของงานสัมมนาเวทีหลักภายในฮอลล์นั้น มีผู้นำทางความคิดมากกว่า 40 ท่านร่วมกล่าวถึงบรรยาย เสวนา และอภิปรายในหัวข้อที่น่าสนใจ เมื่อสิ้นสุดวันแรกของการจัดงาน สตาร์ทอัพที่มีคุณสมบัติเหมาะสมจะผ่านการคัดเลือกให้มานำเสนอนวัตกรรมต่อหน้าผู้ตัดสินระดับแนวหน้าในวงการ ผ่านการแข่งขัน Start-Up Challenge ผู้เข้าชมงานจะได้รับความรู้เชิงลึกผ่านชั้นเรียนรู้และการสาธิตผลิตภัณฑ์จากบริษัท และหน่วยงานต่างๆ โดยมีหัวข้อสัมมนาที่น่าสนใจ ดังนี้

Status of the 5G Economy in Thailand

Dr. Supakorn Siddhichai. EVP of DEPA

5G the Game Changer

Tawatchai Lerksumrand, Deputy Director, Mobile

Business and 5G Service Innovation, True Corporation

How Urban Data Platforms revolutionize Smart

Cities

Shannon Kalayanamitr, CEO & Founder,

5G Catalyst Technologies

Connected world: An evolution in connectivity

beyond the 5G revolution

Igor Maurell, President, Ericsson Thailand

5G vision: Life in 2030

Dr Mike Short CBE, DIT Chief Scientific Adviser

5G Connectivity and the Future of Mobility

Roland Bock, Global Director Advanced Development – Enabling Technologies, Continental

A playbook for Accelerating 5G in SEA

Thomas Sennhauser, CT and Business LEAD APJ, Intel Corporation

The Status of Tech in SEA

Amarit (Aim) Charoenphan, Angel Investor | Advisor | VC | Techstars Community All-Stars

5G NR device testing: R&S®ATS1800C Compact 3GPP-compliant OTA chamber for 5G NR

mmWave signals

Günter Pfeifer, Product Manager Mobile Radio Test

Signaling, Rohde & Schwarz

 

Future Frontiers: Unlocking the Power of 5G

Technologies

Lalita Linhavetss, Department for International Trade, British Embassy Bangkok

Dr. Mike Short, Chief Scientific Adviser, Department for International Trade, UK

Feat. representatives of British Telecom, Graphcore,

and AstraZeneca

5G, Next-gen mobile networks, AR/VR and the

Metaverse

Terence Mccabe, Chief Technology Officer, Asia Pacific and Japan, Nokia

Obodroid: Service Robot and IT adoption

Obotrons: Building Transformation

Lertluck Leela-amornsin (Senior Engineer)

Sisilpa Srisukson (Innovation Project Manager)

5G & Automation & Robotics

Kanlayanee Kongsomjit, President at TKK Corporation, a MARA member GreetBot, LuckiBot, Robot X, Autonomous Vehicle

BYOND MOBILE (บิยอน โมบาย) เป็นเวทีเจรจาการค้าผ่านงานแสดงสินค้าอันเป็นสะพานที่เชื่อมระดับโลกสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติที่ให้บริการกลุ่มประเทศ 11 ประเทศเพื่อเชื่อมต่อกับตัวแทนจำหน่ายทั่วโลก แล้วพบกัน ระหว่างวันที่ 28 – 29 กันยายน 2565 ณ สามย่าน มิตรทาวน์ ฮอลล์ กรุงเทพฯ เปิดโลกการเรียนรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเครือข่ายไร้สายแห่งอนาคต!

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเยี่ยมชมได้ทาง https://byondmobile.asia/
ลงทะเบียนล่วงหน้าได้ที่ https://eventpassinsight.co/el/to/T98EF  [ไม่มีค่าใช้จ่าย]

ฝ่ายสื่อสารและประชาสัมพันธ์ วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค อีเมล communications@vnuasiapacific.com
โทร. 02-1116611 ต่อ 330, 335

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-byond-mobile-28-29-sep-22-bkk/

[Guest Post] Oracle Database Appliance หรือ ODA ที่รวม Networking, Storage, Server และ Software ไว้ในเครื่องเดียว ช่วยจัดการดูแลระบบองค์กรของคุณได้อย่างง่ายดาย

Oracle Database Appliance หรือ ODA ที่ออกแบบมาในรูปแบบของ Appliance ที่รวม Networking, Storage, Server และ Software ไว้ในเครื่องเดียว ทำให้การจัดการ ดูแลระบบองค์กรของคุณทำได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งยังรองรับการใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น Consolidate Database เป็นการนำ Database หลากหลาย version มาติดตั้งในเครื่องเดียว หรือ Solution-in-a-Box และอื่นๆอีกมากมาย สุดท้ายที่สำคัญก็คือยังมาพร้อมกับ KVM และ OS ให้ใช้ได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

ที่สำคัญ ยังมี Software ให้เลือกใช้ได้ฟรีกว่า 15 รายการ และด้วยคอนเซปของ ODA ที่มี Key feature หลักจะช่วยให้คุณติดตั้งระบบได้อย่างง่ายดาย มีประสิทธิภาพสูงและสุดท้ายยังช่วยให้คุณประหยัดค่าใช้จ่ายโดยคิด License ตามการใช้งานจริง ถูกกว่าใช้ฮาร์ดแวร์อื่น เริ่มต้นได้ตั้งแต่ 2 CPU Cores อีกด้วย

ปัจจุบัน ตอนนี้ ODA ได้ออกรุ่นใหม่ล่าสุดเป็น Model X9 ที่เต็มไปด้วยประสิทธิภาพและความสามารถมากมาย

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อที่ : napapat.s@oracle.com

#ODA #Oracledatabaseappliance #databaseadmin #DBA #oracledatabase #database #Appliance #infrastructure #APEXlowcode #oracle #oraclethailand #Application #ERP #HCM #Databaserver #server

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-oracle-database-appliance/

ขอเชิญร่วมงานสัมมนาออนไลน์ “Software Talk EP.7 ในหัวข้อ “ โปรแกรม VanDyke SecureCRT & SecureFX โปรแกรมป้องกันการรับส่งข้อมูลที่ฮิตที่สุด ”

Softde’ but ขอเชิญผู้สนใจทุกท่านเข้าร่วมงานสัมมนาออนไลน์ Software Talk EP.7 ในหัวข้อ “ โปรแกรม VanDyke SecureCRT & SecureFX โปรแกรมป้องกันการรับส่งข้อมูลที่ฮิตที่สุด ” โดยงานจะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม 2565 เวลา 10.00 – 12.00 น.

โปรแกรม VanDyke SecureCRT จะช่วยให้ผู้ดูแลระบบคอมพิวเตอร์ขององค์กรธุรกิจ หรือผู้เชี่ยวชาญด้านระบบเครือข่าย สามารถเข้าถึงคอมพิวเตอร์อีกเครื่องจากระยะไกลได้อย่างปลอดภัย (Secure Remote Access) ถ่ายโอนไฟล์ระหว่างเครื่อง คอมพิวเตอร์/เซิร์ฟเวอร์ ได้อย่างปลอดภัย รวมถึงการสร้างช่องทางในการสื่อสารข้อมูลผ่านระบบเครือข่ายอย่างปลอดภัย (Data Tunneling) สำหรับผู้ใช้งานทุกคนในองค์กรธุรกิจ

เป็นโปรแกรมสำหรับปกป้องบัญชีผู้ใช้งาน (User Account) ไม่ว่าจะเป็น ชื่อผู้ใช้งาน (Username) รหัสผ่าน (Password) รวมไปถึงข้อมูลต่างๆ ด้วยการรวมเอาการจำลองเครื่อง Terminal ที่มีการเข้ารหัสกับ Option ในการแสดงตัวตน และการรวมข้อมูลของโปรโตคอล Secure Shell (SSH) เข้าด้วยกัน

SecureCRT โปรแกรมป้องกันการรับส่งข้อมูล ดีอย่างไร

  1. การเข้าถึงโปรแกรมประยุกต์ทางธุรกิจบน UNIX, Linux, หรือ VMS ปลอดภัย : จากเครื่องที่ใช้ Windows, Linux และ Mac – employ the rich emulation support for VT100/102/220, ANSI, SCO ANSI, Wyse 50/60, Xterm, และ Linux console
  2. กำหนดค่า, จัดการ, และการจัดระเบียบ : เซสชันของคุณทั้งหมดที่มีการควบคุมเต็มรูปแบบผ่าน scrollback, key mappings, สี, ตัวอักษร, และอื่นๆ – ไม่ว่าคุณจะมีหนึ่งหรือหลายพันของการประชุม
  3. การเข้าถึง array ของคุณเต็มของอุปกรณ์เครือข่ายจาก client คนหนึ่ง : กับ SSH2, SSH1, Telnet, Telnet/SSL, serial และโปรโตคอลอื่นๆ
  4. ใช้ UI ประสิทธิภาพสูง : ผลผลิตที่มีความสามารถที่ช่วยประหยัดเวลารวมทั้งการเปิดตัวหลายเซสชันประชุมแท็บการประชุมกระเบื้อง, การประชุมโคลนแถบปุ่มสำหรับคำสั่งซ้ำและแมปปุ่ม
  5. ขึ้นอยู่กับมาตรฐานการเปิด Secure Shell protocol : สำหรับการเข้าสู่ระบบเข้ารหัสและข้อมูลที่เซสชั่นตัวเลือกการรับรองความถูกต้อง มีความยืดหยุ่น และตัวเลือก FIPS 140-2 ที่ได้รับการอนุมัติ
  6. ทำงานซ้ำๆ ได้โดยอัตโนมัติใน : SecureCRT โดยการเรียกใช้สคริปต์ใช้ VBScript, JScript, PerlScript หรือ Python บันทึกสคริปต์สร้างการกดแป้นพิมพ์ของคุณให้เป็น VBScript หรือ Python script
  7. ถ่ายโอนไฟล์ระหว่างอุปกรณ์เครือข่ายที่มี : SFTP, Xmodem, Ymodem, Zmodem หรือ Kermit เซิร์ฟเวอร์ TFTP ภายในตัวมีความยืดหยุ่นการถ่ายโอนไฟล์เพิ่มเติม

พบกับ Software ‘ Talk by VSM365 มาพูดคุยเกี่ยวกับเทรนด์ด้าน IT อัปเดตความรู้กับสินค้าซอฟต์แวร์, ระบบอีเมล, ระบบ Cloud รวมไปถึงสินค้า Hardware (ฮาร์ดแวร์) และ Gadget ต่าง ๆ ที่น่าสนใจ ทุกวันศุกร์ ตั้งแต่ 10.00 – 12.00 น. ผ่านช่องทาง Live Facebook และ YouTube VSM365

ผู้ดำเนินรายการ

  • คุณวรินทร์ธาร จรัสสิริกุลชัย (Assistant Vice President – Softde’ but)
  • คุณวิโรจน์ วัชรวิวรรณ (Sale Supervisor – VSM365)

การบรรยายภาค : ภาษาไทย (Thai Speaker)

เข้าร่วมรับชม Live Software’Talk ผ่านช่องทาง 

Facebook VSM365 – MIS Solution Software Shop  

YouTube VSM365 – VSM365 – Software Online Shop

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

Website : www.vsm365.com

Line OA : @vsm365

from:https://www.techtalkthai.com/software-talk-vsm365-ep-7/

Cisco Business Switch (CBS): อุปกรณ์ Switch สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก ตอบโจทย์การออกแบบระบบเครือข่ายได้ในราคาย่อมเยาว์

Cisco Business Switch หรือ Cisco CBS นี้เป็น Switch ขนาดเล็กที่มีราคาตั้งแต่หลักพันจนถึงหลักหมื่น โดยรองรับการเชื่อมต่อและจัดการเครือข่ายในระดับ Layer 2 และ Layer 3 ซึ่งมีทั้งรุ่นทั่วไปและรุ่น Power over Ethernet (PoE) ให้เลือกใช้งานได้ตามความต้องการ พร้อมความสามารถด้าน Network Security เบื้องต้นให้ใช้งานเพื่อปกป้องระบบเครือข่ายของธุรกิจได้ เหมาะสำหรับธุรกิจที่มีผู้ใช้งานสูงสุดไม่เกินกว่า 200 – 250 คน, ระบบเครือข่ายภายในบ้านหรือคฤหาสน์ขนาดใหญ่ และสาขาหรือหน้าร้านของธุรกิจ

จุดเด่นของ Cisco CBS มีด้วยกัน 3 ประการ ดังนี้

 

Credit: Cisco

 

1. Simple – ใช้งานง่าย ด้วยเครื่องมือบริหารจัดการที่หลากหลาย

นอกเหนือจาก Cisco Business 110 Series ที่เป็น Unmanaged Switch แล้ว สำหรับ Switch รุ่นอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น 220, 250 หรือ 350 นั้นจะมีทางเลือกให้บริหารจัดการได้หลากหลาย ได้แก่

  • Mobile App สำหรับการตั้งค่าเริ่มต้นอย่างง่ายดาย พร้อมเครื่องมือเบื้องต้นในการตรวจสอบการทำงานและการแก้ไขปัญหาได้อย่างสะดวก
  • On-Box WebUI ระบบริหารจัดการอุปกรณ์ผ่านหน้าเว็บที่มีให้ใช้งานได้ในตัว
  • Cisco Business Dashboard เครื่องมือสำหรับบริหารจัดการระบบเครือข่ายแบบครบวงจร ที่รองรับได้ทั้งการบริหารจัดการระบบเครือข่ายในหลายสาขาได้จากศูนย์กลาง, การติดตั้งอุปกรณ์ใหม่แบบ Zero Touch ไปจนถึงการทำ Lifecycle Management สำหรับอุปกรณ์เครือข่ายทั้งหมด

 

Credit: Cisco

 

2. Flexible – ยืดหยุ่นรองรับทุกโจทย์ ด้วย 1/10 GbE และ PoE/PoE+

ด้วยผลิตภัณฑ์หลากหลายรุ่นที่มีให้เลือกใช้งานได้อย่างครอบคลุมทั้งในแง่ของความเร็วในการเชื่อมต่อเครือข่าย, จำนวน Port ที่ต้องการใช้งาน, การรองรับ PoE/PoE+, ความสามารถในการบริหารจัดการ และอื่นๆ ก็ทำให้ Cisco CBS นี้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ Switch ตระกูลที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อตอบโจทย์ในธุรกิจขนาดเล็กได้อย่างหลากหลาย

สำหรับรุ่นต่างๆ ของ Cisco CBS จะมีให้เลือกใช้งานได้ดังนี้

  • Cisco Business 110 Series Unmanaged Switch มีให้เลือกใช้งานได้ตั้งแต่รุ่น 5x 1GbE ถึง 24x 1GbE และมีรุ่น PoE ให้เลือกใช้งานได้โดยรองรับมาตรฐาน 802.3af และใช้ระบบระบายอากาศแบบ Fanless ทั้งหมด Switch รุ่นนี้จะไม่สามารถทำการบริหารจัดการได้
  • Cisco Business 220 Series Smart Switch มีให้เลือกใช้งานได้ตั้งแต่รุ่น 8x 1GbE ถึง 48x 1GbE พร้อม Uplink 2/4x 1GbE SFP หรือ 4x 10GbE SFP+ และมีรุ่น PoE+ ให้เลือกใช้งานได้โดยรองรับมาตรฐาน 802.3af/802.3at และมีรุ่นที่ใช้ระบบระบายอากาศทั้งแบบ Fanless และแบบที่ใช้พัดลม Switch รุ่นนี้สามารถบริหารจัดการได้ทั้งทาง CLI, Web, Cisco Business Mobile App และ Cisco Business Dashboard ซึ่งรองรับการตั้งค่าด้าน Network Security เบื้องต้นเช่น ACL, Port Security, 802.1X และอื่นๆ ได้
  • Cisco Business 250 Series Smart Switch มีให้เลือกใช้งานได้ตั้งแต่รุ่น 8x 1GbE ถึง 48x 1GbE พร้อม Uplink 2/4x 1GbE SFP หรือ 4x 10GbE SFP+ และมีรุ่น PoE+ ให้เลือกใช้งานได้โดยรองรับมาตรฐาน 802.3af/802.3at และมีรุ่นที่ใช้ระบบระบายอากาศทั้งแบบ Fanless และแบบที่ใช้พัดลม Switch รุ่นนี้สามารถบริหารจัดการได้ทั้งทาง CLI, Web, Cisco Business Mobile App และ Cisco Business Dashboard ซึ่งรองรับการตั้งค่าด้าน Network Security เบื้องต้นเช่น ACL, Port Security, 802.1X และอื่นๆ รวมถึงยังรองรับการทำ Layer 3 Static Routing และความสามารถที่เกี่ยวข้องได้
  • Cisco Business 350 Series Managed Switch มีให้เลือกใช้งานได้ตั้งแต่รุ่น 8x 1GbE ถึง 48x 1GbE พร้อม Uplink 2/4x 1GbE SFP หรือ 4x 10GbE SFP+ และมีรุ่น PoE+ ให้เลือกใช้งานได้โดยรองรับมาตรฐาน 802.3af/802.3at และมีรุ่นที่ใช้ระบบระบายอากาศทั้งแบบ Fanless และแบบที่ใช้พัดลม Switch รุ่นนี้สามารถบริหารจัดการได้ทั้งทาง CLI, Web, Cisco Business Mobile App และ Cisco Business Dashboard ซึ่งรองรับการตั้งค่าด้าน Network Security เบื้องต้นเช่น ACL, Port Security, 802.1X และอื่นๆ ได้ รวมถึงยังรองรับการทำ Layer 3 Dynamic Routing และความสามารถที่เกี่ยวข้องได้ พร้อมเสริมความสามารถด้านความมั่นคงทนทานเพิ่มเติม และการทำ Stacking รองรับระบบเครือข่ายที่เติบโตได้อย่างคุ้มค่า

ทั้งนี้สำหรับธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางที่ต้องการออกแบบระบบเครือข่ายให้มีความมั่นคงทนทานที่สูงยิ่งขึ้น ก็จะเห็นได้ว่า Cisco CBS 350 Series นั้นสามารถรองรับการทำ Stacking ได้ ซึ่งเมื่อนำมาใช้รวมกับการออกแบบระบบเครือข่ายให้มี Redundancy ก็จะช่วยให้ระบบเครือข่ายนั้นมีความมั่นคงทนทานที่สูงขึ้นได้เป็นอย่างดี

ในขณะเดียวกัน ความคุ้มค่าในการจ่ายพลังงานของ PoE/PoE+ ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ภาคธุรกิจต้องคำนึงถึง เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดย Cisco CBS มีความสามารถที่ตอบโจทย์เหล่านี้ได้ดังนี้

  • มีการใช้งานมาตรฐาน 802.3az เพื่อลดการจ่ายพลังงานไปยังอุปกรณ์ต่างๆ ในยามที่ไม่ได้มีการใช้งานมากนัก
  • สามารถหยุดจ่ายพลังงานได้โดยอัตโนมัติหากพบว่า Link ที่จ่ายพลังงานนั้นไม่ได้มีการรับส่งข้อมูล และดำเนินการจ่ายพลังงานต่อได้อัตโนมัติเมื่ออุปกรณ์ปลายทางกลับมาเปิดใช้งาน
  • มีการตรวจสอบระยะทางของสาย Ethernet และปรับอัตราการจ่ายพลังงานให้เหมาะสมคุ้มค่าโดยไม่กระทบต่อประสิทธิภาพโดยรวมของระบบ

 

Credit: Cisco

 

3. Secure – มั่นคงปลอดภัย ด้วยความสามารถในการปกป้องระบบเครือข่ายและผู้ใช้งาน

นับวันประเด็นด้านภัยคุกคามไซเบอร์นั้นได้ยิ่งกลายเป็นส่วนสำคัญสำหรับธุรกิจในทุกขนาด โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางที่มักตกเป็นเป้าของการโจมตีจากผู้ไม่ประสงค์ดี เนื่องจากธุรกิจกลุ่มนี้มักมีการป้องกันระบบ IT ที่ไม่เข้มแข็งมากนัก

ภายใน Cisco CBS นี้ยังได้มีการผสานรวมความสามารถด้าน Network Security เบื้องต้นให้ภาคธุรกิจได้นำไปใช้งาน เพื่อปกป้องระบบเครือข่ายจากภัยคุกคามหรือเหตุการณ์อันไม่คาดฝัน โดยมีความสามารถดังต่อไปนี้

  • IEEE 802.1X Port Security สำหรับการยืนยันตัวตนเพื่อเชื่อมต่อเครือข่าย ทั้งสำหรับผู้ใช้งาน และอุปกรณ์ IoT
  • VLAN แบ่งสัดส่วนเครือข่ายเพื่อลดความเสี่ยงจากการโจมตีต่อเนื่องภายในเครือข่าย
  • Encryption เข้ารหัสข้อมูลการเชื่อมต่อไปยังอุปกรณ์เครือข่ายด้วย SSL
  • Threat Protection ด้วยวิธีการที่หลากหลาย เช่น DoS Prevention, IP-MAC Port Binding (IPMB), IPv6 First Hop Security และอื่นๆ อีกมากมาย

 

Credit: Cisco

 

จะเห็นได้ว่า Cisco CBS นี้สามารถตอบโจทย์การใช้งานในภาคธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมต่อเครือข่ายสำหรับอุปกรณ์ PC, Notebook หรือการรองรับอุปกรณ์ Wireless Access Point, IoT Device และอื่นๆ อีกมากมาย โดยรุ่นที่มีให้เลือกได้อย่างหลากหลายนี้ก็จะช่วยให้ธุรกิจมีทางเลือกในการออกแบบระบบเครือข่ายให้สอดคล้องกับงบประมาณและความต้องการที่มีได้อย่างเหมาะสม

Cisco Business Dashboard เปลี่ยนประสบการณ์การบริหารจัดการระบบเครือข่ายในธุรกิจขนาดเล็ก ให้สะดวก ง่ายดาย และครอบคลุมไม่แพ้ธุรกิจองค์กร

ในแง่ของการบริหารจัดการ หนึ่งในเครื่องมือที่โดดเด่นจาก Cisco นี้ก็คือ Cisco Business Dashboard ที่รองรับได้ทั้งการบริหารจัดการ Switch, Wireless AP และ Router ได้ในหนึ่งเดียว โดยมีความสามารถที่น่าสนใจ ดังนี้

 

Credit: Cisco

 

  • ช่วยติดตั้งอุปกรณ์ได้แบบ Zero-Touch ทำการตั้งค่าล่วงหน้าในระบบผ่าน Template ก่อนจะนำอุปกรณ์มาติดตั้งแบบอัตโนมัติ
  • ทำ Automation ด้วยการค้นหาอุปกรณ์เครือข่ายในระบบและสร้าง Network Diagram ให้โดยอัตโนมัติ พร้อมติดตามปัญหาที่เกิดขึ้น และเปิด Ticket ให้ด้วยตนเอง
  • มีหน้า Monitoring Dashboard ที่สามารถปรับแต่งให้ตอบโจทย์การดูแลรักษาระบบเครือข่ายได้ตามต้องการ
  • ทำ Lifecycle Management ให้กับอุปกรณ์เครือข่าย ครอบคลุมทั้งการตรวจสอบสถานะ Maintenance และ Warranty ไปจนถึง End-of-Life ของแต่ละอุปกรณ์
  • ติดตั้งใช้งานได้ทั้งแบบ On-Premises และบน Cloud

สนใจ Cisco Small Business Solutions ติดต่อทีมงาน Cisco ได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจ Cisco Small Business Solutions ใดๆ สามารถติดต่อทีมงาน Cisco เพื่อขอรับคำแนะนำ, ข้อมูลเพิ่มเติม, การออกแบบระบบ Network และ Security ไปจนถึงการสอบถามข้อมูลในประเด็นต่างๆ ได้ทันทีที่ https://www.facebook.com/ciscoth

หรือติดต่อตัวแทนจำหน่ายของ Cisco Small Business Solutions ได้แก่ Ingram Micro, VSC-ECS และ Synnex ได้ทันที

 

from:https://www.techtalkthai.com/cisco-business-switch-cbs-introduction/

เทรนด์ Data Center Networking ปี 2022 – 2023 จะเป็นยังไง? ทีมงาน TechTalkThai จะมาสรุปให้อ่านกัน

ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมานี้ถึงแม้ว่าธุรกิจองค์กรทั่วโลกจะต้องหยุดชะงักกันลงไปจากสถานการณ์โรคระบาด แต่นั่นก็ทำให้โจทย์ทางด้านการใช้งานเทคโนโลยีในภาคธุรกิจมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น และในช่วงปลายปี 2022 นี้ที่ทั่วทั้งโลกรวมถึงไทยน่าจะเริ่มคลี่คลายกับสถานการณ์ของโรคระบาดกันแล้ว การลงทุนในภาค Data Center Networking ของเหล่าผู้ให้บริการ Cloud และภาคธุรกิจองค์กรก็กำลังกลับมาแล้วครับ

ด้วยความที่รอบนี้มีประเด็นที่น่าสนใจหลายประการ ทางทีมงาน TechTalkThai เราเลยตัดสินใจนำเทรนด์เหล่านี้มาย่อยให้ทุกท่านได้อ่านกันง่ายๆ ดังนี้ครับ

Layer 1 วางแผนการเดินสายใหม่ รองรับความเร็วในอนาคตให้ได้ถึง 800GbE โดยไม่ต้องรื้อระบบ Fiber กันอีก

  1. ในทุกวันนี้ระบบเครือข่ายความเร็ว 10GbE กำลังได้รับความนิยมมากที่สุดในตลาด Data Center แต่อนาคตอีก 10 ปีนับถัดจากนี้ ความเร็วหลักที่ใช้จะค่อยๆ เพิ่มขึ้นไปเป็น 100GbE, 200GbE, 400GbE และอาจจะสูงถึง 800GbE ได้เร็วกว่าที่คิด จากการเติบโตของปริมาณ Traffic ที่สูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดในแต่ละปี ที่เกิดขึ้นจากการมาของ Workload ใหม่ๆ อย่าง Container, Data Analytics, AI และ IoT + 5G
  2. เทรนด์หลักในการวางระบบ Data Center Networking ที่ผู้พัฒนาเทคโนโลยีหลายรายเห็นตรงกัน ก็คือการมุ่งเน้นความยั่งยืน โดยคำแนะนำคือการลงทุนในระบบ Fiber Network ภายใน Data Center ให้สามารถอัปเกรดความเร็วจาก 10GbE ไปจนถึง 400/800GbE ได้ล่วงหน้าไปเลย และค่อยๆ เปลี่ยนอุปกรณ์ Network ส่วนอื่นๆ โดยไม่ต้องเดินสายเมื่อต้องการเพิ่มความเร็วของระบบ จะทำให้การลงทุนในระบบ Data Center Networking มีความคุ้มค่าสูงสุดทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
  3. ในการอัปเกรดเรื่องความเร็วนี้ นอกจากภาคธุรกิจจะได้ประโยชน์จาก Bandwidth ที่เพิ่มขึ้นแล้ว อัตราส่วนการใช้พลังงานต่อการรับส่งข้อมูลจะลดลงด้วยเช่นกัน ดังนั้นใน Data Center ขนาดใหญ่หรือผู้ให้บริการ Cloud จึงให้ความสำคัญกับประเด็นนี้ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่ามกลางสถานการณ์ด้านพลังงานที่กำลังผันผวนอยู่ในปัจจุบัน
  4. เทรนด์ของการจัดการด้านการเดินสายให้เป็นระบบก็เปลี่ยนไปเช่นกันตามเทรนด์ของ Fiber ที่เปลี่ยนไป โดยผู้ผลิตแต่ละรายก็มีเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เน้นเรื่องของความง่ายในการจัดสาย, การเปลี่ยนการเดินสาย, การออกแบบตู้ให้มีลักษณะเป็น Modular ให้ปรับแต่งได้ตามความต้องการที่แตกต่างกันไป ไปจนถึงตัวช่วยในการเดินสายและบริหารจัดการดูแลรักษาให้เป็นระบบมากยิ่งขึ้น
  5. อย่างไรก็ดี ถึงทิศทางโดยรวมของผู้ผลิตแต่ละรายจะมุ่งเน้นไปในทางเดียวกัน แต่ในเชิง Best Practice Design & Implementation ก็มีรายละเอียดปลีกย่อยที่ต่างกันไปค่อนข้างมาก ดังนั้นหากในช่วงนี้ธุรกิจใดมีแผนการอัปเกรด Data Center Networking กันยกใหญ่ ก็แนะนำให้ลองคุยกับเจ้าของเทคโนโลยีหลายๆ รายเพื่อศึกษาข้อดีข้อเสียของแต่ละวิธีการและลองนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกันนะครับ
  6. อีกเรื่องหนึ่งที่อาจจะยังมาไม่ถึงแต่น่าจับตามองก็คือ Photonic Computing ที่ใช้แสงในการประมวลผลโดยตรง ซึ่งที่ผ่านมาเรามักจะเริ่มเห็นเทคโนโลยีเหล่านี้ในระดับ Port ของอุปกรณ์เครือข่ายกันมาบ้าง แต่ในอนาคตก็อาจจะมีการใช้งานกันมากขึ้นจนมาถึงหน่วยประมวลผลหลักในอุปกรณ์เครือข่ายกันได้ ด้วยเหตุผลด้านการประหยัดพลังงานและความเร็วในการคำนวณที่สูง แต่ก็ยังมีข้อจำกัดในแง่ของรูปแบบการประมวลผลอยู่บ้าง ดังนั้นตัวนี้ก็ถือว่าน่าจับตามองในระดับเทคโนโลยีที่น่าสนใจ แต่ยังไม่ถึงขั้นที่จะนำมาใช้งานจริงกันได้ในตอนนี้ครับ แต่อีกไม่กี่ปีก็ไม่แน่

Layer 2-7 เตรียมรับการมาของ Distributed Services Architecture, SASE และ SSE ก้าวสู่โลก Software-Defined กันอย่างเต็มตัว

  1. สำหรับในส่วนของอุปกรณ์เครือข่าย นอกจากการอัปเกรดอุปกรณ์เป็นรุ่นใหม่ๆ ให้มีความเร็วสูงขึ้นตามเทรนด์แล้ว ก็ยังมีอีกส่วนที่น่าสนใจมากก็คือเรื่องของ Distributed Services Architecture หรือ DSA
  2. แนวคิดของ DSA ก็คือการเสริมชิปประมวลผลเฉพาะทางอย่าง Data Processing Unit หรือ DPU เข้าไปในอุปกรณ์ Network อย่าง Switch และเสริม DPU เข้าไปใน Network Interface Card (NIC) ของ Server หรือ Client โดยตรง แล้วนำ Software ด้าน Network หรือ Network Security ติดตั้งลงไปทำงานเพิ่มบนอุปกรณ์เหล่านั้นโดยตรง
  3. วิธีการนี้จะทำให้เราเอาระบบต่างๆ ที่เคยต้องมีอุปกรณ์แยก, VM แยก หรือ Container แยกใน Network อย่างเช่น Application Delivery Controller (ADC), Firewall, Load Balancer, Encryption, VPN Gateway หรืออื่นๆ มาติดตั้งกระจายตัวบน Switch และ NIC ได้เลย และจัดการกับ Traffic ที่วิ่งผ่านในส่วนนั้นๆ ได้โดยไม่ต้องทำการ Reroute Traffic กันอีก
  4. ข้อดีของแนวทางนี้คือการทำให้ Network ซับซ้อนน้อยลง, เกิดคอขวดน้อยลง, Bandwidth สำหรับงานต่างๆ เพิ่มขยายได้ง่ายตามจำนวนอุปกรณ์ Switch และ Server ในระบบ รวมถึงทำให้หลายๆ องค์กรสามารถสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ในฝั่ง Network ได้ง่ายขึ้นกว่าในอดีต
  5. ทั้งนี้ DSA ยังถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหม่มากอยู่ และมีผู้ผลิตอุปกรณ์มาให้ภาคธุรกิจองค์กรยังใช้งานไม่เยอะมากนัก เช่น Pensando ที่ AMD ซื้อกิจการไปแล้ว https://www.amd.com/en/accelerators/pensando ก็ได้ OEM โซลูชันของตนเองให้กับ Aruba CX 10000 Switch เป็นต้น โดยรองรับ Service พื้นฐานอย่าง ADC, Firewall, Encryption และอื่นๆ ได้ในตัว ส่วนผู้พัฒนาโซลูชัน Network / Network Security อื่นๆ เองก็ยังไม่มีเทคโนโลยีของตนเองที่ทำงานบน DSA ได้มากนัก แต่แนวโน้มในอนาคตเชื่อว่าน่าจะออกมาเพิ่มเรื่อยๆ
  6. แต่ถึงแม้จะมีเทคโนโลยีใหม่ๆ มากขึ้น โจทย์หลักๆ ที่ธุรกิจองค์กรจะยังต้องเผชิญกันไปอีกระยะใหญ่ก็คือการออกแบบ Hybrid Multicloud Networking ให้เสถียร ยืดหยุ่น ใช้งานง่าย และมั่นคงปลอดภัย ดังนั้นตรงนี้ก็ยังถือเป็นโจทย์สำคัญสำหรับภาพในปัจจุบันอยู่
  7. อีกเทคโนโลยีที่จะมีผลกระทบค่อนข้างมากคือ SASE และ SSE ที่จะเปลี่ยนวิธีการเชื่อมต่อเครือข่ายของพนักงานทั้งในและนอกองค์กรเข้ามาสู่ Data Center และบริการ Cloud ต่างๆ ให้มั่นคงปลอดภัยมากยิ่งขึ้น แต่ก็มีมุมคิดที่เปลี่ยนไปในการยก Network และ Network Security ขึ้นมาบน Cloud หรือการต่อ VPN ตรงมายัง Cloud หรือ Data Center เช่นกัน ก็อาจทำให้การออกแบบ Data Center Networking ในอนาคตต้องคำนึงถึงปัจจัยเหล่านี้ด้วย

Hyperscale Data Center / Supercomputer เปิดรับสถาปัตยกรรม Network ใหม่ พลิกวิธีคิดของโลกระบบเครือข่าย

  1. ในกลุ่มของระบบ Data Center ขนาดใหญ่อย่าง Hyperscale Data Center / Supercomputer ก็น่าสนใจไม่น้อย เพราะการมาของ DSA และ DPU เองก็มีส่วนเข้ามาช่วยเร่งความเร็วในการรับส่งข้อมูลหรือประมวลผลได้ในหลายรูปแบบ ดังนั้นในอนาคตโซลูชันระบบ DSA สำหรับตลาดนี้โดยเฉพาะก็จะมีมากขึ้นเรื่อยๆ
  2. ในขณะเดียวกัน ระบบ Data Center ขนาดใหญ่เหล่านี้ก็เห็นปัญหาเดียวกันคือปริมาณ Traffic ที่ Workload ต่างๆ ต้องการใช้สูงขึ้นเรื่อยๆ จน Network ไม่สามารถโตตามได้ทัน
  3. ด้วยเหตุนี้ จึงมีความพยายามในการคิดค้นวิธีการใหม่ๆ เพิ่มขึ้น โดยในชั้นของ Software หรือ Protocol ก็อาจจะต้องมีการปรับไปใช้วิธีการใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์กว่า Protocol ดั้งเดิม อย่างเช่น Google ที่ลองใช้ Layer 2 Protocol อื่นมาแทน MAC ทำให้ระบบเครือข่ายใน Data Center ที่ใช้ DSA ทำงานได้เร็วขึ้น เป็นต้น
  4. นอกจากนี้ก็ยังมีแนวคิดใหม่ๆ อย่างเช่น Switchless Network Architecture (SNA) ที่ตัด Switch ออกไปจากระบบเครือข่ายของ Data Center ขนาดใหญ่นี้เลย โดยเชื่อม Network ระหว่าง Server เข้าด้วยกันเองแบบ Mesh ด้วยการใช้ Network Interface Card ที่มีความฉลาดและประสิทธิภาพระดับ NIC ในการเชื่อมต่อโดยตรงกันแทน ทำให้สามารถลดจำนวน Hop และ Latency ในการรับส่งข้อมูลกันได้ ในขณะที่ได้ Redundancy ที่สูงมาก และกระจาย Traffic แบบ Parallel ได้จริง รวมถึงยังลดค่าใช้จ่ายในการเดินสายภายในระบบลงอีกด้วย มีผู้ผลิตที่เริ่มพัฒนาโซลูชันลักษณะนี้คือ Rockport Networks https://rockportnetworks.com/

Campus Data Center วางระบบใหม่ รองรับ PoE มากขึ้นในระดับที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

  1. กลับมาพูดถึงเรื่อง Campus Data Center กันบ้าง นอกจากประเด็นของความเร็วที่ควรจะต้องรองรับ Wi-Fi 6, 6E, 7 และมาตรฐานถัดๆ ไปให้ได้แล้ว ประเด็นเรื่อง PoE กำลังกลายเป็นวาระใหญ่มาก
  2. สาเหตุที่ PoE กลายเป็นวาระใหญ่ ก็เกิดจากการที่อุปกรณ์ IoT ที่ต้องใช้ในภาคธุรกิจนั้นมีจำนวนมากขึ้น ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้ก็มักใช้การจ่ายไฟจาก PoE เพื่อให้ได้ความเสถียรทั้งในเชิงของการรับส่งข้อมูลและการจ่ายพลังงาน
  3. ด้วยเหตุนี้ ระบบเครือข่ายจึงต้องรองรับอุปกรณ์ PoE มากขึ้น ซึ่งถึงแม้บางส่วนจะกระจายไปตาม Aggregate หรือ Access Switch แต่ก็จะมีบางระบบที่ทุกอย่างต้องเชื่อมต่อกลับมาใน Data Center โดยตรงอยู่ดี เพื่อให้ได้ความเสถียรสูง ลดความเสี่ยงเรื่องไฟดับ และลดต้นทุนด้านการลงทุนในภาพรวมลง
  4. อีกจุดที่สำคัญนอกจากอุปกรณ์ Network ที่ต้องรองรับ PoE มากขึ้นแล้ว การเดินสาย LAN โดยคำนึงถึงการใช้ PoE อย่างหนาแน่นก็จำเป็นเช่นกัน เพราะเดิมทีในแต่ละจุดปลายทางเราอาจมีอุปกรณ์ที่ใช้ PoE เพียงแค่ 1-2 ชุด แต่ในอนาคตอุปกรณ์ที่ใช้ PoE อาจมากขึ้นกว่าเดิม 2-10 เท่า ถ้าเดินไม่ดีก็อาจเกิดความร้อนสะสมสูงอย่างคาดไม่ถึง และอาจเกิดอันตรายต่อทรัพย์สินและชีวิตได้หากไม่ได้ออกแบบระบบมาให้ดี

Edge Data Center วางระบบ Data Center Networking ขนาดเล็กแบบกระจายตัว ด้วยเทคโนโลยีใหม่

  1. ด้วยการมาของ 5G, IoT และ AI ก็ทำให้ Edge Computing กลายเป็นสิ่งที่แพร่หลายมากยิ่งขึ้น และนำไปประยุกต์ใช้กับภาคธุรกิจได้หลากหลาย แน่นอนว่าการออกแบบ Network สำหรับส่วนนี้ก็เป็นอีกเรื่องที่ต้องคิดให้ดี
  2. ส่วนแรกคือการวาง Network ภายใน Edge นั้นๆ ที่จะมีข้อจำกัดเรื่องต้นทุน, ขนาดของอุปกรณ์ที่มักจะเล็ก, ความทนทานของอุปกรณ์ที่ต้องสูงเป็นพิเศษ ในขณะที่การให้บริการด้าน Network นั้นต้องครบเครื่องไม่แพ้การวางระบบเครือข่ายสำหรับสาขาขององค์กรเลย คือต้องมีทั้ง Network, Security, Management และ Automation ทั้งหมด โดยอาจต้องมีการเชื่อมต่อทั้งสำหรับ Server ขนาดเล็ก ไปจนถึงอุปกรณ์ IoT ทำให้มี Workload ที่ต้องคิดเผื่อหลากหลายขึ้น
  3. ส่วนถัดมาคือการเลือกว่าจะใช้ Edge อย่างไร จะติดตั้งในพื้นที่หน้างานเองเลยโดยตรง หรือจะเช่าใช้บริการ Edge Computing ที่ฝังตัวอยู่ในโครงข่ายของผู้ให้บริการ 5G
  4. ส่วนสุดท้ายก็คือการเชื่อมต่อ Edge เข้าไปยัง Cloud และ Data Center ของเรา ว่าจะใช้วิธีการไหนอย่างไร ถ้าวาง Edge เองส่วนใหญ่พระเอกก็มักจะเป็น 5G ในระดับ Commercial แต่ถ้าเช่าใช้ Edge Computing แทนก็อาจจะเหลือแค่การทำ Tunnel หรือ VPN เท่านั้น

Network Management เริ่มใช้ AIOps ด้วยโซลูชันที่จับต้องได้มากขึ้น พร้อมทำ Automation มากขึ้นในทุกระดับ

  1. เรื่องที่ผู้ผลิตโซลูชัน Network ทุกรายเน้นกันก็คือเรื่องของการใช้งาน AIOps ที่จะช่วยให้ชีวิตของ Network Engineer ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยก่อนหน้านี้โซลูชันเหล่านี้อาจมีราคาที่ค่อนข้างสูง แต่แนวโน้มหลังจากนี้ก็คือราคาของโซลูชันเหล่านี้จะค่อยๆ ลดลงจนจับต้องได้มากขึ้น หรือบางรายก็อาจปรับปรุงระบบของตนเองจนสามารถนำมาวางเป็น VM ในองค์กรเราได้เลย ไม่ต้องใช้ GPU หรือหน่วยประมวลผลพลังสูงอย่างในอดีตกันแล้ว
  2. อีกเครื่องมือที่น่าสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ ก็คือการทำ Automation ที่ในอดีตผู้ดูแลระบบอาจต้องพัฒนา Script ต่างๆ ขึ้นมาเอง แต่ทุกวันนี้และในอนาคต ตัวช่วยใหม่ๆ อย่าง Plugin, Connector หรือแม้แต่ UI สำเร็จรูปก็จะทำให้การทำ Automation สะดวกมากขึ้นกว่าเดิม
  3. ดังนั้นในช่วงนี้ถ้า Network Engineer ท่านใดมีเวลาและกำลังมองหาเครื่องมือใหม่ๆ แต่ก่อนหน้านี้อาจจะยังติดเรื่องงบประมาณ หรือไม่อยากเขียนโค้ดเอง ก็ลองพิจารณา 2 ตัวนี้ได้แล้วครับ ถึงจังหวะแล้ว

from:https://www.techtalkthai.com/data-center-networking-trends-for-2022-2023-by-ttt/