คลังเก็บหมวดหมู่: brandinside

ผลตอบรับดีเกินคาด! MINT ขายหุ้นกู้วันแรก ชูอัตราดอกเบี้ยสูงสุด 6.10% เสนอขายถึง 9 กุมภานี้

ผลตอบรับหุ้นกู้ MINT ดีเกินคาด! ชูดอกเบี้ย 6.10% เสนอขายถึง 9 กุมภาพันธ์นี้

ชัยพัฒน์ ไพฑูรย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT ระบุว่า ผลตอบรับของการเสนอขายหุ้นกู้ด้อยสิทธิมีลักษณะคล้ายทุน ครั้งที่ 1/2566 (MINT23PA) ของวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ที่เปิดขายวันแรก ผลตอบรับจากประชาชนทั่วไปและนักลงทุนเข้าจองซื้อหุ้นกู้ด้อยสิทธิล้นหลาม คาดการณ์ว่าจะขายได้ตามจำนวนเป้าที่วางไว้

Minor Food MINT ไมเนอร์

รายละเอียดหุ้นกู้ MINT ดังนี้

หุ้นกู้ด้อยสิทธิ มีลักษณะคล้ายทุนฯ ครั้งที่ 1/2566 (MINT23PA) ไถ่ถอนเมื่อเลิกบริษัท ผู้ออกหุ้นกู้มีสิทธิไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อนกำหนด มีสิทธิเลื่อนชำระดอกเบี้ยโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ มีอัตราดอกเบี้ยช่วง 5 ปีแรกของหุ้นกู้ที่ 6.10% ต่อปี กำหนดชำระดอกเบี้ยทุก 6 เดือน ตลอดอายุหุ้นกุ้

ผู้ออกหุ้นกู้มีสิทธิเลื่อนการชำระดอกเบี้ยพร้อมกับสะสมดอกเบี้ยจ่ายไปชำระในวันใดก็ได้ให้แก่ผู้ถือหุ้นกู้ โดยไม่จำกัดระยะเวลาและจำนวนครั้งตามดุลยพินิจของผู้ออกหุ้นกู้แต่เพียงผู้เดียว อัตราดอกเบี้ยจะปรับทุก 5 ปี อ้างอิงจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบบาลอายุ 5 ปี เสนอขายตั้งแต่วันนี้ถึง 9 กุมภาพันธ์ 2566

เสนอขายผ่านสถาบันการเงิน 11 แห่ง

ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทรและธนาคารเกียรตินาคินภัทร บริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า และบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส

มูลค่าการเสนอขาย 9,000 ล้านบาทและมีหุ้นกู้สำรองเพื่อเสนอขายเพิ่มเติมอีกรวมกันไม่เกิน 2,000 ล้านบาท รวมเป็นหุ้นกู้ที่เสนอขายทั้งสิ้นไม่เกิน 11,000 ล้านบาท

วัตถุประสงค์การใช้เงิน

ชำระคืนหนี้จากการไถ่ถอนหุ้นกู้สกุลเงินเหรียญสหรัฐอเมริกา ประเภทไม่ด้อยสิทธิและมีประกัน มูลค่า 300 ล้านเหรียญสหรัฐหรือเทียบเท่า 9,849.3 ล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยน ณ 20 มกราคม 2566 เท่ากับ 1 ดอลลาร์สหรัฐ = 32.831 บาท)

อันดับความน่าเชื่อถือของหุ้นกู้

อันดับ BBB+ แนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2566 โดยบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด

ความเสี่ยงของผู้ออกหุ้นกู้

ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง-สภาพคล่องอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ณ วันที่ 30 กันยายน 2565 บริษัทมีอัตราส่วนสภาพคล่องอยู่ที่ 0.74 เท่าอาจมีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ หากไม่สามารถจัดหาสภาพคล่องหรือแหล่งในการชำระหนี้ได้

ความเสี่ยงด้านความสามารถในการชำระหนี้-บริษัทมีภาระหนี้ระดับสูงจากการกู้ยืมเพื่อดำเนินการและรักษาสภาพคล่องท่ามกลางโควิดระบาด

ความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยจากโควิดระบาด-ธุรกิจของบริษัทยังได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด

ความเสี่ยงด้านการละเมิดเงื่อนไขที่กำหนดในสัญญกู้ยืมเงิน-บริษัทต้องปฏิบัติตามสัญญาและเงื่อนไขต่างๆ และยังอยู่ภายใต้พันธสัญญาที่เข้มงวดต่างๆ ภายใต้การบริหารจัดการทางการเงิน ซึ่งหากบริษัทไม่สามารถปฏิบัติตามได้ จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจของบริษัท ฐานะทางการเงิน ผลการดำเงินงาน กระแสเงินสด และโอกาสของบริษัท

*การลงทุนมีความเสี่ยง ควรศึกษาอย่างละเอียดก่อนคิดจะลงทุน*

ที่มา – SEC, SET

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ผลตอบรับดีเกินคาด! MINT ขายหุ้นกู้วันแรก ชูอัตราดอกเบี้ยสูงสุด 6.10% เสนอขายถึง 9 กุมภานี้ first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/mint-debenture-in-q1-2023/

แผ่นดินไหวตุรกี สะเทือนถึงซีเรียทำคนเสียชีวิตแล้วกว่า 4,300 คน บาดเจ็บนับหมื่น

เจ้าหน้าที่กู้ภัยเร่งให้ความช่วยเหลือเหตุแผ่นดินไหวในตุรกี เสียหายหนักหน่วงทั้งในประเทศและบริเวณใกล้เคียง

Recep Erdogan Tayyip
Image from T.C.Cumhurbaskanligi

ท่ามกลางความหนาวเหน็บเกือบถึงจุดเยือกแข็งด้วยอุณหภูมิราว 1 องศาเซลเซียส เจ้าหน้าที่เร่งค้นหาผู้รอดชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวและอาฟเตอร์ช็อก ล่าสุดมีผู้เสียชีวิตรวมกว่า 4,300 คนแล้ว

เหตุแผ่นดินไหวในตุรกีขนาด 7.8 แมกนิจูดเริ่มขึ้นครั้งในช่วงเวลาเช้ามืด 4.17 น. ตามเวลาท้องถิ่น บริเวณที่เกิดแผ่นดินไหวคือบริเวณเมืองกาซีอันทัพ (Gaziantep) ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของตุรกี ความรุนแรงของแผ่นดินไหวสะเทือนไปถึงไซปรัส อียิปต์ อิสราเอล และเลบานอน จากนั้นจึงเกิดแผ่นดินไหวอีกครั้ง ระดับ 7.5 แมกนิจูด เป็นแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่สุดในรอบกว่า 20 ปี

สำหรับในตุรกี มีผู้เสียชีวิตแล้วราว 2,921 คน มีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 13,293 คน ตึก อาคารเสียหายราว 5,600 แห่ง ขณะที่ในซีเรีย มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 1,450 คน มีผู้บาดเจ็บอีกหลายพันคน ทั้งนี้ มีผู้อพยพจำนวนมากที่หนีออกจากสงครามกลางเมืองในซีเรียไปอาศัยอยู่ในตุรกีบริเวณที่เกิดแผ่นดินไหว อีกทั้งตุรกียังเป็นประเทศที่เปิดรับให้ผู้อพยพชาวซีเรียหนีเข้าประเทศมากที่สุดถึง 3.6 ล้านคนด้วย

ที่มา – NYT

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post แผ่นดินไหวตุรกี สะเทือนถึงซีเรียทำคนเสียชีวิตแล้วกว่า 4,300 คน บาดเจ็บนับหมื่น first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/earthquake-in-turkey-and-syria-killed-more-than-4300-people/

AMC เบอร์ 1 โรงภาพยนตร์โลก ทำระบบขายตั๋วใหม่ มีตั๋วโซนดีที่สุด, ตั๋วโซนทั่วไป และตั๋วโซนคอแหงน

AMC เครือข่ายโรงภาพยนตร์ยักษ์ใหญ่ของโลก เตรียมใช้การจำหน่ายตั๋วใหม่ในชื่อ Sightline หรือการจำหน่ายตั๋วโดยตั้งราคาตามตำแหน่งที่นั่ง ทำให้บางบริเวณอาจราคาแพง หรือถูกกว่าการจำหน่ายแบบเดิม

AMC

AMC เดินหน้าวิธีการจำหน่ายตั๋วแบบใหม่

AMC เครือข่ายโรงภาพยนตร์อันดับ 1 ของโลก เตรียมเดินหน้าการจำหน่ายตั๋วแบบ Sightline ในสหรัฐอเมริกาบางแห่ง ก่อนขยายไปทั่วประเทศช่วงปลายปีนี้ โดยการจำหน่ายตั๋วแบบใหม่จะแบ่งประเภทตั๋วเป็น 3 ระดับคือ Value Sightline, Standard Sightline และ Preferred Sightline

Value Sightline คือตั๋วระดับต่ำสุด ได้เลือกที่นั่งแถวใกล้กับหน้าจอ และซื้อได้เฉพาะสมาชิก AMC Stubs เท่านั้น ส่วน Standard Sightline จะเป็นตั๋วราคาเท่ากับที่จำหน่ายอยู่ในปัจจุบัน ทุกคนสามารถซื้อได้ และได้เลือกที่นั่งทั่วไปในโรงภาพยนตร์

ส่วน Preferred Sightline จะเป็นตั๋วที่ราคาแพงขึ้นกว่าปกติ และอยู่บริเวณแถวกลางของโรงภาพยนตร์ หรือบริเวณที่รับชมภาพยนตร์ได้อรรถรสมากที่สุด แต่ไม่มีการระบุว่าแพงขึ้นเท่าไร และหากเป็นสมาชิก AMC Stubs ระดับ A-List จะได้รับการยกเว้นค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

“การแบ่งตั๋วรูปแบบใหม่จะทำให้การใช้บริการโรงภาพยนร์คล้ายกับการจองตั๋วเพื่อรับชมความบันเทิงอื่น ๆ ทั้งทำให้พวกเขาได้เลือกเองว่าจะนั่งเก้าอี้ที่รับชมภาพยนตร์ได้เต็มอรรถรส หรือจะเลือกความคุ้มค่า แต่ทุกที่นั่งได้ประสบการณ์ที่ดีจากการใช้บริการโรงภาพยนตร์เครือ AMC เช่นเดิม” Eliot Hamlisch ประธานเจ้าหน้าที่การตลาด AMC กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปัจจุบันโรงภาพยนตร์ส่วนใหญ่จำหน่ายตั๋ว 2 แบบแบ่งตามบริเวณ เช่น 3 แถวบนเป็นราคาพิเศษ ส่วนที่เหลือเป็นราคาปกติ ดังนั้นการแบ่งตั๋วรูปแบบใหม่ของ AMC หากประสบความสำเร็จ อาจมีผู้ทำตามได้ เพราะปัจจุบัน AMC คือเบอร์ 1 ในธุรกิจนี้ ผ่านโรงภาพยนตร์ทั่วโลก 950 แห่ง รวมจอฉายกว่า 10,500 จอ

สรุป

โรงภาพยนตร์ต้องปรับตัวในการควบคุมต้นทุน เพราะบริการสตรีมมิงเข้ามาแย่งตลาดตั้งแต่โรคโควิด-19 ระบาด ดังนั้นการวางราคาตั๋วแบบใหม่ รวมถึงการประยุกต์ให้โรงภาพยนตร์เป็นมากกว่าโรงภาพยนตร์ ย่อมจะได้เห็นมากขึ้นหลังจากนี้ เพื่อประคองธุรกิจให้อยู่รอด

อ้างอิง // AMC, The Verge

อ่านเพิ่มเติม

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post AMC เบอร์ 1 โรงภาพยนตร์โลก ทำระบบขายตั๋วใหม่ มีตั๋วโซนดีที่สุด, ตั๋วโซนทั่วไป และตั๋วโซนคอแหงน first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/amc-new-ticket-system/

แผ่นดินไหวที่ตุรกี ทำคนเสียชีวิตแล้วกว่า 1,400 คน บาดเจ็บหลายพันราย ซีเรียก็กระทบด้วย

เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในตุรกี 2 ครั้งต่อๆ กัน ในช่วงเช้ามืดขนาด 7.8 แมกนิจูด สะเทือนไปถึงทางตะวันตกเฉียงใต้ของซีเรีย ไซปรัส และเลบานอน และในช่วงบ่ายขนาด 7.7 แมกนิจูด

Turkey

ขณะนี้ความเสียหายที่เกิดขึ้นหลังแผ่นดินไหวครั้งที่ 2 ยังไม่มีความชัดเจน เจ้าหน้าที่กำลังช่วยเหลือผู้บาดเจ็บจากเศษหินปูนที่ถล่มลงมาเพราะแผ่นดินไหว ผู้หญิงที่กำลังบาดเจ็บเพราะแผ่นดินไหว อาศัยอยู่บริเวณจังหวัดดียาร์บาคีร์ ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของตุรกี เธอมีทั้งบาดแผลบริเวณใบหน้าและมีอาการแขนหักเล่าว่า เธอรู้สึกถูกสั่นไหวเหมือนอยู่ในเปลที่แกว่งไปมา ในบ้านมีคนอาศัยอยู่ 9 คน ลูกชาย 2 คนกำลังติดอยู่ในเศษหินปูนนั้น

ประธานาธิบดี Tayyib Erdogan ระบุว่า มีผู้เสียชีวิตราว 912 คน บาดเจ็บประมาณ 5,383 คน และตึก อาคารถล่มลงมาประมาณ 2,818 แห่ง เขากล่าวว่า ขณะนี้ทุกคนกำลังทุ่มเททั้งแรงกาย แรงใจเพื่อจัดการกับแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้น แต่แผ่นดินไหวในช่วงฤดูหนาวขนาดนี้ทำให้สถานการณ์เต็มไปด้วยความยากลำบากมาก

สำหรับในซีเรีย มีซากปรักหักพังค้างคาอยู่เดิมแล้ว หลังจากสงครามกลางเมืองยืดเยื้อยาวนานกว่า 11 ปี รัฐมนตรีสาธารณสุขออกมาเปิดเผยว่า จากเหตุการณ์แผ่นดินไหว มีคนเสียชีวิตไปแล้วกว่า 326 คน บาดเจ็บอีกราว 1,042 ราย ส่วนทางตะวันตกเฉียงเหนือที่กลุ่มกบฏยึดได้ ทีมผู้ช่วยเหลือระบุว่ามีผู้เสียชีวิตแล้วราว 221 คน

แผ่นดินไหวในตุรกีครั้งนี้ถือเป็นครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 1999 ที่เคยมีแผ่นดินไหวในระดับใกล้เคียงกัน ทำลายล้างเมือง Izmit และบริเวณทะเลมาร์มาราใกล้กับเมืองอิสตันบูล จนเป็นเหตุคร่าชีวิตผู้คนกว่า 17,000 คน

ที่มา – Nikkei

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post แผ่นดินไหวที่ตุรกี ทำคนเสียชีวิตแล้วกว่า 1,400 คน บาดเจ็บหลายพันราย ซีเรียก็กระทบด้วย first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/turkey-earthquake/

บริษัท TRUE, TNN และ True4U แถลงแสดงความเสียใจ พนักงานทำงานหนักจนเสียชีวิตคาโต๊ะ

จากกรณีพนักงานบริษัทสื่อทำงานหนักจนเสียชีวิตคาโต๊ะทำงาน ล่าสุด บริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไทย นิวส์ เน็ตเวิร์ค (ทีเอ็นเอ็น) และบริษัท ทรูโฟร์ยู สเตชั่น ออกมาแสดงความเสียใจแล้ว

True, TNN, True4U

เนื้อหาในแถลงแสดงความเสียใจ ระบุว่า

จากกรณีที่คุณศราวุฒิ ศรีสวัสดิ์ (เบิร์ด) เจ้าหน้าที่อาวุโส รับผิดชอบการจัดผังรายการของสถานีข่าว TNN ซึ่งเป็นเพื่อนพนักงานของเราได้เสียชีวิตด้วยอาการกล้ามเนื้อหัวใจตาย เมื่อวันเสาร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ 2566 ที่ผ่านมา ขณะปฏิบัติงาน ณ สถานีข่าว TNN นั้น

บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทย นิวส์ เน็ตเวิร์ค (ทีเอ็นเอ็น) และบริษัท ทรูโฟร์ยู สเตชั่น จำกัด ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของคุณเบิร์ดเป็นอย่างยิ่ง และตระหนักถึงความรู้สึกของญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง และเพื่อนร่วมงาน ที่ต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก

ในส่วนของบริษัทฯ นั้น รู้สึกเสียใจเป็นอย่างมากต่อเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่เกิดขึ้นนี้ บริษัทจะเร่งดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาครอบครัวของคุณเบิร์ดอย่างดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเงินช่วยเหลือเป็นกรณีพิเศษให้กับครอบครัวเป็นจำนวน 24 เดือนของเงินเดือนปัจจุบัน พร้อมเงินประกันสุขภาพและอุบัติเหตุ เงินจากกองทุนประกันสังคมตามสิทธิ์ที่พนักงานควรได้รับ รวมถึงการเป็นเจ้าภาพในพิธีสวดพระอภิธรรมศพตลดจนงานฌาปนกิจ

โดยขอเชิญชวนเพื่อนพนักงานร่วมแสดงความอาลัยต่อการจากไปของคุณเบิร์ด ณ ศาลานนินทร์สุขสันติ (ศาลา 1) วัดมหาวงษ์ ปากน้ำ จ.สมุทรปราการ และร่วมพิธีฌาปนกิจในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 17.00 น.

ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งอีกครั้ง ด้วยความอาลัยยิ่ง

ฝ่ายทรัพยากรบุคคล

สำนักข่าว TNN สถานีโทรทัศน์ True4U และบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

อ่านเพิ่มเติม

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post บริษัท TRUE, TNN และ True4U แถลงแสดงความเสียใจ พนักงานทำงานหนักจนเสียชีวิตคาโต๊ะ first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/true-tnn-and-true4u-announce-after-one-of-employee-work-hard-untill-he-passed-away/

ทำงานหนักจนเสียชีวิตคาโต๊ะ ลูกจ้างอย่างเราจะฟ้องได้ไหม? ถ้าฟ้องไม่ได้ จะได้สิทธิอะไรกลับไปบ้าง?

แรงงานย่อมต้องได้รับสิทธิและการคุ้มครองในการทำงาน ทำงานหนักจนเสียชีวิต พนักงานจะฟ้องร้องบริษัทได้ไหม

เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เฟซบุ๊กเพจจอดับได้เปิดเผยว่า มีพนักงานในบริษัทโทรทัศน์ย่านพระราม 6 เสียชีวิตในขณะฟุบบนโต๊ะทำงานหลังจากทำงานหนักเกินไปจนไม่มีเวลาพักผ่อน โดยในโพสต์ระบุว่าบางครั้งผู้เสียชีวิตต้องทำงานควบ 2 ช่อง บางสัปดาห์ทำงานเกิน 5 วัน ไปจนถึง 7 วันเลยก็มี

ก่อนหน้ามีผู้พบเห็นว่าผู้เสียชีวิตฟุบบนโต๊ะทำงานและคิดว่าหลับจึงไม่ได้ปลุก จนแม่บ้านเป็นผู้พบว่าพนักงานรายนี้เสียชีวิตแล้วในช่วงเช้าวันถัดมา

เรื่องแบบนี้ทำให้หลายคนกังวลและเกิดการตั้งคำถามว่าฝ่ายลูกจ้างจะได้รับการคุ้มครองอย่างไรบ้างจากตามพ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน

ทนายพิพัชร์สร เสนาธรรมรักษ์ ทนายความด้านกฎหมายแรงงานและที่ปรึกษาอาวุโสผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารและการพัฒนาองค์กรได้ให้ข้อมูลกับ Brand Inside ในประเด็นดังกล่าว ดังนี้

การชดเชยค่าทำศพ

ตามกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าทำศพที่ให้นายจ้างจ่าย พ.ศ. 2564 กำหนดให้เมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจนถึงแก่ความตายหรือสูญหาย อันเนื่องมาจากการทำงานให้แก่นายจ้าง หรือทำงานปกป้องรักษาผลประโยชน์ของนายจ้าง ให้นายจ้างจ่ายค่าทำศพแก่ผู้จัดการศพของลูกจ้างในอัตรา 50,000 บาท

ดังนั้น ไม่ว่านายจ้างจะมีการละเมิดสิทธิของลูกจ้างตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 หรือไม่ก็ตาม หากลูกจ้างเสียชีวิตจากการทำงาน นายจ้างจะต้องจ่ายค่าชดเชยจำนวน 50,000 บาทในทุกกรณี

นอกจากนี้ พ.ร.บ.เงินทดแทน (ฉบับที่ 2 ) พ.ศ. 2561 ยังกำหนดไว้ว่ากรณีลูกจ้างเสียชีวิตหรือสูญหายจากการปฏิบัติงาน นายจ้างจะต้องจ่ายค่าชดเชย 70% ของค่าจ้างรายเดือนให้ผู้มีสิทธิเป็นเวลา 10 ปี  เช่น ถ้าหากผู้เสียชีวิตมีรายได้ตามปกติ 15,000 บาทต่อเดือน จะได้ค่าชดเชยเดือนละ 12,300 บาท เป็นระยะเวลา 10 ปี รวมมูลค่าทั้งหมด 1,476,000 บาท

การชดเชยตามสวัสดิการและการฟ้องร้อง

สำหรับการชดเชยเพิ่มเติมหรือกรณีฝ่ายลูกจ้างฟ้องร้องหากเข้าข่ายว่านายจ้างละเมิดสิทธิของลูกจ้างจนเป็นเหตุให้เสียชีวิตจากการทำงาน แบ่งได้เป็น 2 กรณี

กรณีที่ 1: หากเป็นกรณีที่ลูกจ้างเสียชีวิตในภาวะการทำงานปกติที่ชอบด้วยกฎหมายแรงงาน

จะไม่ถือว่านายจ้างละเมิดกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ดังนั้น นอกจากค่าทำศพแล้ว ลูกจ้างมีสิทธิได้รับสวัสดิการตามที่ได้ทำสัญญาไว้กับบริษัทอย่างประกันสังคม ประกันสุขภาพ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือค่าชดเชยอื่น ๆ ตามที่บริษัทจัดหาให้ตามปกติ

กรณีที่ 2: หากเป็นกรณีที่ฝ่ายลูกจ้างเสียชีวิตจากการที่นายจ้างให้ลูกจ้างปฏิบัติงานผิดเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด 

จะเข้าข่ายว่านายจ้างประมาทจนเป็นเหตุให้ลูกจ้างเสียชีวิต ฝ่ายลูกจ้างสามารถฟ้องร้องได้ตามกฎหมายอาญามาตรา 291 ที่กำหนดว่าผู้ใดกระทำโดยประมาท และการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่เกินสองหมื่นบาท

อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ 2 ฝ่ายลูกจ้างมีสิทธิฟ้องร้องได้ตั้งแต่กรณีโดนบังคับให้ทำงานหรือถูกข่มขู่ว่าจะเลิกจ้างและไม่เต็มใจจะทำ อย่างเช่นการที่ลูกจ้างขอลางานแล้วนายจ้างไม่อนุมัติให้ลา หรือบังคับให้ทำงานที่เสี่ยงต่อชีวิต กรณีแบบนี้จึงจะถือว่านายจ้างละเมิดกฎหมาย

หากพิสูจน์ได้จริงว่าลูกจ้างยินยอมทำงานล่วงเวลาหรือทำงานในวันหยุดด้วยเจตนาของตัวลูกจ้างเองโดยความสมัครใจและได้รับค่าตอบแทนตามที่กฎหมายกำหนดไม่ว่าเหตุผลใด ๆ ก็ตามแล้วเสียชีวิต จะถือว่านายจ้างไม่ได้กระทำความผิดและละเมิดสิทธิของลูกจ้างแต่อย่างใด 

กรณีตัวอย่าง

กรณีแรงงานทำงานหนักจนเสียชีวิตเคยเกิดขึ้นมาแล้ว ยกตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกา 1638/2539 โจทก์ฝ่ายลูกจ้างฟ้องร้องสำนักงานประกันสังคมเพื่อฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายเพราะอ้างว่าเสียชีวิตจากการทำงาน

“ลูกจ้างเสียชีวิตด้วยโรคจากการทำงาน ทายาทมีสิทธิได้รับเงินชดเชย 60% ของค่าจ้างรายเดือน เป็นระยะเวลา 8 ปี”

ลูกจ้างทำงานก่อสร้างและดูแลงานเมื่อมีเหตุขัดข้อง ซึ่งการทำงานก่อให้เกิดความเครียดจนเกิดโรคความดันโลหิตสูง ขณะผู้เสียชีวิตไปดูการติดตั้งประตูม้วนที่มีปัญหาและต้องเดินไกล 200 เมตรเมื่อแดดร้อนจัด ก่อให้เกิดความเครียดจนความดันโลหิตสูงมากเป็นเหตุให้ก้านสมองแตกและถึงแก่ความตาย

กรณีนี้นายจ้างไม่ได้บังคับให้ลูกจ้างทำงานหรือละเมิดกฎหมายคุ้มครองแรงงาน แต่ถือว่าลูกจ้างเสียชีวิตด้วยโรคจากการทำงาน ทำให้ทายาทมีสิทธิได้รับเงินชดเชย 60% ของค่าจ้างรายเดือน เป็นระยะเวลา 8 ปี ตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 ที่บังคับใช้อยู่ในปี 2539

ดังนั้น การที่จะตัดสินว่านายจ้างมีความผิดหรือไม่จึงขึ้นอยู่กับหลักฐานและการไต่สวนบนชั้นศาลเป็นกรณีไป โดยเฉพาะการเสียชีวิตขณะทำงาน ที่ต้องไต่สวนอย่างละเอียดว่าการทำงานส่งผลให้เสียชีวิตจริงแค่ไหน ทั้งนี้ นายจ้างควรจะปฏิบัติตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เพื่อให้ลูกจ้างได้รับสิทธิและผลประโยชน์ตามที่สมควรได้

ที่มา – เพจจอดับ, พ.ร.บ.เงินทดแทน 2537, สรุป พ.ร.บ. เงินทดแทน 2561, กระทรวงยุติธรรม, สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, คดีตัวอย่าง

อ่านเพิ่มเติม

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ทำงานหนักจนเสียชีวิตคาโต๊ะ ลูกจ้างอย่างเราจะฟ้องได้ไหม? ถ้าฟ้องไม่ได้ จะได้สิทธิอะไรกลับไปบ้าง? first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/death-by-overwork/

ประยุทธ์ขอให้ “ตะวัน-แบม” ปลอดภัย ในฐานะคนไทยด้วยกัน ให้แพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิด

ประยุทธ์ ขอให้ “ตะวัน-แบม” ปลอดภัย หลังจาก ตะวัน ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ และ แบม อรวรรณ ภู่พงษ์ ถอนประกันตัวเองในคดีมาตรา 112 เมื่อ 16 มกราคม 2566 ที่ผ่านมา พร้อมประท้วงอดอาหาร อดน้ำ

Tawan-Bam
.
ชูข้อเรียกร้อง 3 ข้อ คือ (1) ให้ปฏิรูปกระบวนการยุติรรม ต้องเป็นอิสระจากอำนาจนำ ปกป้องสิทธิเสรีภาพประชาชน ผู้บริหารศาลต้องไม่แทรกแซงกระบวนการพิจารณาคดี (2) ยุติการดำเนินคดีกับประชาชนที่ใช้สิทธิ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การชุมนุมและการแสดงออกทางการเมือง และ (3) พรรคการเมืองทุกพรรค ต้องเสนอนโยบายเพื่อประกันสิทธิเสรีภาพ และการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน โดยยกเลิกมาตรา 112 และมาตรา 116

จนกระทั่งอาการป่วยของนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิ เสรีภาพ และประชาธิปไตยทั้งสองรายเริ่มแย่ลงอย่างมาก มีอาการอ่อนเพลีย ปากแห้ง พะอืดพะอมตลอดเวลา เลือดออกตามไรฟัน มีอาการแสบร้อนลิ้นปี่ มีลมในช่องท้อง มีภาวะเกลือแร่ต่ำ มีภาวะเลือดเป็นกรด

Tawan Bamhttps://web.facebook.com/photo?fbid=507747834867835&set=a.248916167417671

ล่าสุด อนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนนตา ระบุว่า ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกลาโหม แสดงความห่วงใย กรณี ทานตะวันและแบม เยาวชนนักกิจกรรมเคลื่อนไหวประกาศอดอาหาร อดน้ำ เรียกร้องศาลอนุมัติการประกันตัวผู้ต้องหา/จำเลย ระหว่างต่อสู้คดีนั้น

อนุชาระบุว่า ประยุทธ์ขอให้ทั้งสองคนปลอดภัย ในฐานะคนไทยด้วยกัน กำชับให้คณะแพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิดให้ปลอดภัย และยังแสดงความเป็นห่วงต่อการเคลื่อนไหวดังกล่าว สั่งเจ้าหน้าที่ให้ดำเนินการด้วยความระมัดระวัง ฝากผู้ปกครองช่วยสอดส่องดูแลพฤติกรรมลูกหลาน สร้างความเข้าใจให้ถูกต้อง อย่าหลงเชื่อและตกเป็นเครื่องมือทางการเมือง

ประยุทธ์ ย้ำทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน จะเคลื่อนไหวอะไรขอให้คำนึงถึงกฎหมาย เคารพกฎหมายด้วย ช่วยกันรักษาสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ และอย่าไปเชื่อกลุ่มบิดเบือน สร้างความเกลียดชังจนเกิดความขัดแย้ง เกิดความไม่สงบขึ้นในสังคม ให้ทุกคนรักและสามัคคีร่วมกันพัฒนาประเทศให้เดินต่อไปข้างหน้า

ที่มา – รัฐบาลไทย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ประยุทธ์ขอให้ “ตะวัน-แบม” ปลอดภัย ในฐานะคนไทยด้วยกัน ให้แพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิด first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/save-tawan-and-bam-political-activists-of-thailand/

CRC อัดงบลงทุน 28,000 ล้านบาท ตั้งเป้ารายได้รวมปี 2023 ทะลุ 2.7 แสนล้านบาท โต 15%

บมจ. เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น หรือ CRC กางแผนลงทุน 28,000 ล้านบาท ดันรายได้รวมปี 2023 ทะลุ 2.7 แสนล้านบาท โต 15% จากปี 2022 ต่อยอดกลยุทธ์ Retailligence พร้อมเติบโตยั่งยืน

CRC

ญนน์ โภคทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร CRC กล่าวว่า ปี 2022 เซ็นทรัล รีเทล ดำเนินแผนธุรกิจตามยุทธศาสตร์ 5 ปี CRC Retailligence เพื่อขยายพอร์ตธุรกิจให้เติบโตทั้งในไทย เวียดนาม และอิตาลี ครอบคลุมทุกกลุ่มธุรกิจ ได้แก่ ฟู้ด แฟชั่น ฮาร์ดไลน์ พร็อพเพอร์ตี้ และเฮลธ์แอนด์เวลเนส จากแผนดังกล่าวช่วยให้ CRC สร้างรายได้รวมปี 2022 เติบโตมากกว่า 20% ถือเป็นผลประกอบการที่เกินเป้าที่ตั้งไว้

สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2566 CRC มองเห็นสัญญาณบวกของภาคค้าปลีก และบริการในทั้ง 3 ประเทศ จากสภาพเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวที่กลับมาคึกคัก การเปิดประเทศของจีน รวมถึงกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ฟื้นตัว จึงเตรียมลงทุน 28,000 ล้านบาท บนยุทธศาสตร์ CRC Retailligence เพื่อสร้าง CRC ให้เป็นเบอร์ 1 Next-Gen Omni Retailer ของเอเชีย

พร้อมสร้างการเติบโตในประเทศเวียดนามอย่างก้าวกระโดด ด้วยการขยายโมเดลธุรกิจฟู้ด และศูนย์การค้า GO! ควบคู่กับการดำเนินธุรกิจบนความยั่งยืน มุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี 2050 ตามเป้าหมาย Green & Sustainable Retail องค์กรค้าปลีกต้นแบบด้านความยั่งยืนรายแรกในประเทศไทย

The Next Sustainable Growth ของเซ็นทรัล รีเทล ผ่าน 4 กลยุทธ์หลัก ประกอบด้วย

Accelerate Core Leadership – เร่งสร้างการเติบโตของกลุ่มธุรกิจหลักในทั้ง 3 ประเทศ

  • กลุ่มแฟชั่น : ตอกย้ำความเป็นผู้นำในกลุ่มแฟชั่น โดยใช้ประโยชน์จากเครือข่ายห้างสรรพสินค้าลักชูรี่ในยุโรปของกลุ่มเซ็นทรัล เพื่อต่อยอดธุรกิจกลุ่มแฟชั่นให้ครอบคลุมทุกความต้องการของลูกค้า ทั้งสินค้าใหม่ แบรนด์ใหม่ และเชื่อมต่อแพลตฟอร์มของห้างลักชูรี่ทั้งหมด เพื่อให้ลูกค้าสามารถช้อปปิ้งจากทุกห้างของกลุ่มได้ทุกที่ทุกเวลา พร้อมทั้งเดินหน้าขยาย และรีโนเวทสาขาอย่างต่อเนื่อง โดยมีแผนจะเปิดห้างสรรพสินค้าโรบินสัน อีก 2 สาขา ในปีนี้
  • กลุ่มฮาร์ดไลน์ : เสริมแกร่งความเป็นผู้นำในกลุ่มฮาร์ดไลน์ของประเทศไทย ด้วยการเร่งเครื่องขยายสาขาใหม่ของไทวัสดุ และไทวัสดุ ไฮบริด ฟอร์แมท รวมอีก 10 สาขาในปีนี้
  • กลุ่มฟู้ด : สร้างการเติบโตในเวียดนามอย่างก้าวกระโดด รวมถึงผลักดันแบรนด์ Tops ขึ้นเป็น Food Discovery & Destination และ เบอร์ 1 Food Omni Retailer ด้วยการขยายสาขา Tops รวมอีก 15 สาขาในปีนี้
  • กลุ่มพร็อพเพอร์ตี้ : ขึ้นแท่นผู้นำศูนย์การค้า Lifestyle and Experiential Community Platform ของประเทศไทย ด้วยการขยายและรีโนเวทศูนย์การค้าโรบินสัน ไลฟ์สไตล์ อย่างต่อเนื่อง โดยมีแผนเปิดเพิ่มอีก 1 สาขาในปีนี้ นอกจากนี้ในเวียดนามก็มีการก่อสร้างศูนย์การค้า GO! สาขาใหม่ๆ เพื่อเตรียมเปิดอีก 6-8 สาขา ในปี 2024
  • สร้างฐานการเงินที่แข็งแกร่ง บนกลยุทธ์ 3C คือ Cost บริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด, Capex เน้นการลงทุนให้เกิดประโยชน์สูงสุดใน Strategic Business และเร่งขยาย Proven Format และ Cash Flow ขยายขีดความสามารถในการจัดการเงินทุนหมุนเวียนให้มีความรวดเร็ว คล่องตัว และเพิ่มกระแสเงินสดให้มากขึ้น สำหรับสร้างการเติบโตทางธุรกิจต่อไป

Reinvent Next-Gen Omni Retail – ยกระดับ CRC Ecosystem ให้สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ด้วยการนำเทคโนโลยีและระบบต่างๆ ที่ดีที่สุดจากทั่วโลก มาสร้างการเติบโตแบบ Inclusive Growth ให้ทั้งลูกค้า แบรนด์ และพาร์ทเนอร์ บนแพลตฟอร์ม Next-Gen Omni Retail เพื่อมอบประสบการณ์ที่เหนือกว่าในทุกมิติให้แก่ผู้บริโภค ทั้งในด้าน Experience-driven ที่เชื่อมโยงทุกช่องทางอย่างไร้รอยต่อ การใช้ AI เพื่อมอบสินค้าและบริการที่ตรงใจลูกค้าแบบ Smart Retail รวมถึงการปรับเปลี่ยนแพลตฟอร์มได้อย่างรวดเร็ว ตามเทรนด์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปด้วย Agile Commerce และตอบสนองความต้องการของลูกค้าในทุกที่ทุกเวลาแบบ Multi-Moment

Build New Growth Pillars – ต่อยอดสู่ธุรกิจใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ดียิ่งขึ้น โดยมีแผนเปิดตัวธุรกิจขนาดใหญ่ เพื่อเสริมทัพธุรกิจในประเทศไทย และเวียดนาม

Drive Partnership, Acquisition and Spin Off – ขยายธุรกิจให้เติบโตอย่างรวดเร็วผ่านการร่วมมือกับพันธมิตรและการทำ M&A พร้อมนำ MEB เบอร์ 1 แพลตฟอร์ม E-Book เข้าตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เสนอขายหุ้น IPO แก่ประชาชนทั่วไป ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2023 นี้

“ทั้ง 4 กลยุทธ์ดังกล่าว จะทำให้เซ็นทรัล รีเทล เติบโตสู่ The Next Sustainable Growth และคาดว่าจะสร้างรายได้รวมในปี 2023 ราว 270,000 ล้านบาท เติบโตมากกว่า 15% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ที่สำคัญ CTC พร้อมที่จะเป็นกำลังสำคัญในการทำทุกสิ่งที่สามารถทำได้ เพื่อส่งมอบโลกที่น่าอยู่ให้กับคนเจนเนอเรชั่นต่อ ๆ ไป”

อ่านเพิ่มเติม

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post CRC อัดงบลงทุน 28,000 ล้านบาท ตั้งเป้ารายได้รวมปี 2023 ทะลุ 2.7 แสนล้านบาท โต 15% first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/crc-business-plan-2023/

ขายอาหารแล้วรุ่ง ก็ขายความแซ่บไปเลยสิ! ครัวการบินไทยเปิดขายน้ำยำ 2 สูตรใหม่ ลองเล้ย!

ไม่ลองไม่ได้แล้ว! ของอร่อยจากครัวการบินไทยทั้งที หลังจากรายได้ฟื้นตัวเพราะขายสินทรัพย์เพิ่ม บวกกับประเทศเริ่มเปิด นักท่องเที่ยวเริ่มมา ตอนนี้การบินไทยขายน้ำยำสูตรใหม่ให้ลองแล้ว

การบินไทย Thai Airways

ครัวการบินไทยเปิดตัวน้ำยำสุดแซ่บบบบ 2 สูตร

  • น้ำส้มตำปรุงรส สูตรส้มตำปู
    น้ำส้มตำปรุงรส สูตรผสมพริกแห้งปลาร้า

จากราคาปกติขวดละ 99 บาท โปรโมชั่นแซ่บๆ ช่วงนี้ 1 ขวด 85 บาท ถ้าซื้อ 2 ขวด ราคา 165 บาท

สินค้ามีจำนวนจำกัด หาซื้อได้ที่ Puff & Pie ทุกสาขา, ภัตตาคารอร่อยล้นฟ้า, ภัตตาคาร Yellow Orchid, ภัตตาคารครัวการบินเชียงใหม่ และภัตตาคารครัวการบินภูเก็ต

ที่มา – ครัวการบินไทย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ขายอาหารแล้วรุ่ง ก็ขายความแซ่บไปเลยสิ! ครัวการบินไทยเปิดขายน้ำยำ 2 สูตรใหม่ ลองเล้ย! first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/thai-airways-catering/

ท่องเที่ยวไทยมาแรง แต่แรงงานขาดแคลนกำลังสร้างปัญหา เสี่ยงรายได้ลดถ้าหาคนได้ไม่พอ ไม่ทัน

หลังประเทศค่อยๆ ฟื้นตัวจากสถานการณ์โควิดระบาด และกลไกหลักที่จะทำให้รายได้เพิ่มขึ้นคือภาคการท่องเที่ยว แต่การขาดแคลนแรงงานในอุตสาหกรรมนี้กำลังจะเป็นปัญหา หลังไทยเปิดประเทศตั้งแต่กรกฎาคม 2022 ที่ผ่านมาและต้อนรับนักท่องเที่ยวแล้วกว่า 11 ล้านราย

Tourism

อย่างไรก็ดี ยังไม่ชัดเจนว่า ไทยจะรับมือกับนักท่องเที่ยวจำนวนมากๆ ได้นานแค่ไหน เนื่องจากอุตสาหกรรมด้านการท่องเที่ยวกำลังขาดแคลนแรงงาน หลังจากที่มีการเลย์ออฟอย่างหนักพร้อมๆ กับการปิดตัวของธุรกิจด้านการท่องเที่ยวในช่วงโควิดระบาดที่ผ่านมา

ข้อมูลจากกระทรวงแรงงานสะท้อนให้เห็นว่ามีนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่เลือกจะไปเยือนทะเลทางตอนใต้ของไทย เช่น ภูเก็ต ภาคการท่องเที่ยวจำเป็นต้องเพิ่มงานให้มากกว่า 1.7 หมื่นตำแหน่ง ขณะที่เชียงใหม่ก็ขาดแคลนแรงงานราว 9,000 ตำแหน่ง ส่วนชลบุรีก็ต้องเพิ่มจำนวนงานอีกราว 3,000 ตำแหน่ง

ด้านกฤษฎา ตันสกุล ที่ปรึกษาสมาคมโรงแรมไทย ระบุว่า สถานการณ์ด้านการท่องเที่ยวกำลังจะแย่ลงเมื่อนักท่องเที่ยวมาเยื่อนเพิ่มมากขึ้น เพราะพนักงานขาดแคลน เราต้องการพนักงานจำนวนมาก ทั้งในส่วนของ bellboys หรือพนักงานยกกระเป๋า พนักงานแคชเชียร์ ไปจนถึงผู้จัดการโรงแรม

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยคาดการณ์ว่าจะมีจำนวนนักเท่องเที่ยวมาไทยทะลุ 25 ล้านราย ด้านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวก็ยังมองโลกในแง่ดีว่าน่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเยือนไทยมากถึง 30 ล้านราย รายได้จะพุ่งถึง 3 ล้านล้านบาท โดยชำนาญ ศรีสวัสดิ์ ประธานอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยระบุว่า ถ้าปัญหาแรงงานขาดแคลนไม่ได้รับการแก้ไข ก็เป็นไปได้ยากที่เราจะรองรับนักท่องเที่ยวได้มากถึง 25-30 ล้านราย หมายความว่ารายได้ที่คาดหวังระดับ 3 ล้านล้านบาทก็จะเป็นไปไม่ได้ด้วย แม้ว่าหาแรงงานได้เพียงพอ กำไรก็จะมีขนาดลดลงกว่าที่คาดเพราะต้นทุนทุกอย่างขึ้นหมด

โรงแรมต้องจ่ายค่าไฟฟ้าแพงขึ้นและต้องหาแรงงานเพิ่มขึ้น ผลที่ได้ก็คือต้นทุนแรงงานจะเพิ่มขึ้น พนักงานขับรถก็ต้องจ่ายค่าพลังงาน ค่าเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น เนื่องจากน้ำมันขึ้นราคา ทั้งสองอย่างนี้ก็ไม่ได้ทำให้มีกำไรเพิ่มขึ้นนัก

การท่องเที่ยวของไทยช่วงที่กำลังรุ่งเรืองเฟื่องฟูคือช่วงปี 2019 ที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติมากถึงเกือบ 40 ล้านคน ซึ่งก็เป็นช่วงที่ก่อนโควิดระบาด หลังมีเหตุโควิดเกิดขึ้น จำนวนนักท่องเที่ยวก็ลดลงอย่างหนักเป็น 6.7 ล้านรายเท่านั้นในปี 2020 ส่วนปี 2021 นักท่องเที่ยวก็ลดลงอีกเป้น 4.2 แสนราย จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเป็น 11 ล้านรายในช่วงครึ่งหลังของปี 2022 หลังจากไทยเริ่มเปิดประเทศ

ข้อมูลจากกระทรวงแรงงานระบุว่า ช่วงก่อนเกิดโควิดระบาด มีแรงงานด้านการท่องเที่ยวราวๆ 7.7 ล้านรายและลดจำนวนลงเป็น 3.9 ล้านรายหลังจากเกิดเหตุโควิดระบาด ราว 6.6% ถูกปลดออกจากตำแหน่ง ต้องกลับคืนสู่บ้านเกิดและหันหน้าเข้าสู่ภาคการเกษตร ขณะที่อีก 20% มองหางานใหม่ในอุตสาหกรรมอื่น ส่วนอีก 20% เริ่มทำธุรกิจของตัวเอง

วัชรี ปรัชญานุสรณ์ ประธานอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจากจังหวัดนครราชสีมา ระบุว่า ใครที่หางานใหม่ก็มีเงินเดือนเพิ่มขึ้นด้วย โดยเฉพาะคนที่หันไปทำธุรกิจของตัวเองก็จะรู้สึกปลอดภัย รู้สึกมีความมั่นคงกว่าเมื่อตัดสินใจหันหลังให้อุตสาหกรรมนี้ ซึ่งก็มีแนวโน้มสูงมากที่จะไม่กลับมาทำงานตำแหน่งเดิมอีก โรงแรมสาขาใหญ่ๆ ก็พร้อมจะเสนอเงินเดือนจำนวนมากให้พนักงาน แต่สำหรับโรงแรมขนาดกลางและขนาดเล็กยังมีปัญหาเรื่องขาดสภาพคล่องอยู่ จึงเป็นเรื่องยากที่จะทำให้โรงแรมขนาดกลางและขนาดเล็กหันมาดึงดูดพนักงานใหม่ๆ ด้วยจำนวนเงินก้อนโตแบบที่โรงแรมขนาดใหญ่ๆ ทำ

เรื่องนี้ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยมองว่า อาจจะแก้ปัญหาด้วยการหาแรงงานในสถาบันการศึกษาเพื่อไปเติมเต็มตำแหน่งงานที่ขาดแคลนก่อน ด้วยการนำเด็กฝึกงานจากสถาบันต่างๆ เข้ามาช่วยเรื่องนี้ เด็กฝึกงานจะได้มีงานทำตรงกับที่เรียนมา ทางบริษัทก็จะได้มีแรงงานเข้าไปทำงานได้ ซึ่งทางอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยก็ได้รับเงินสนับสนุนเงินกู้จากธนาคารออมสินจำนวน 5 พันล้านบาท เพื่อให้โรงแรมขนาดกลางและขนาดเล็กแก้ปัญหาการขาดสภาพคล่องนี้ไปก่อน

ที่มา – Nikkei

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ท่องเที่ยวไทยมาแรง แต่แรงงานขาดแคลนกำลังสร้างปัญหา เสี่ยงรายได้ลดถ้าหาคนได้ไม่พอ ไม่ทัน first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/shortage-labor-in-thailand-tourism-sector/