คลังเก็บหมวดหมู่: brandinside

MUJI เปิดสาขาใหม่ที่ The EmQuartier บนพื้นที่กว่า 1,500 ตร.ม. มาพร้อมคาเฟ่ อาหาร สไตล์ญี่ปุ่น

กระเเสความนิยมในความเป็นญี่ปุ่นยังได้รับความสนใจจากคนไทยอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นด้านอาหาร ด้านการเเต่งตัว รวมไปถึงการตกเเต่งบ้านสไตล์มินิมอลที่ได้รับความนิยมในคนรุ่นใหม่ 

อย่างร้าน MUJI สาขาใหม่ที่ The EmQuartier  ที่ยกเอาความเป็นญี่ปุ่นสไตล์มินิมอลมาให้ลูกค้าในเมืองไทยได้ช็อปปิ้ง ทั้งเครื่องเเต่งกาย อุปกรณ์เครื่องครัว หมอนที่นอน รวมไปถึง อาหารเเละขนมสไตล์ญี่ปุ่นที่มาพร้อมร้านคาเฟ่ให้ลูกค้าได้นั่งดื่มชา กาเเฟ เเละขนม 

โดยนายอกิฮิโร่ คาโมการิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มูจิ รีเทล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ประเทศไทยยังเป็นตลาดที่มีศักยภาพ เนื่องจากผู้บริโภคในประเทศนิยมบริโภคสินค้าคุณภาพมาตรฐานญี่ปุ่น และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวอันดับต้น ๆ ที่คนทั่วโลกนิยมเข้ามาท่องเที่ยว จากการที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวหลังเปิดประเทศเต็มตัว

ล่าสุด MUJI (มูจิ) เปิดสาขาใหม่ในศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์ เป็นสาขาที่ 26 ในประเทศไทย ด้วยขนาดร้านกว่า 1,500 ตร.ม. ครอบคลุมพื้นที่เกือบทั้งชั้น 2 ของซึ่งมีสินค้าวางจำหน่ายมากกว่า 3,000 รายการ ดิ เอ็มควอเทียร์ ตั้งอยู่ในย่านธุรกิจ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของเมืองที่มีกิจกรรมขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่อีกแห่งหนึ่งของ

ทั้งนี้ MUJI The EmQuartier สาขาที่ 26 เป็นหนึ่งในกลยุทธ์การเปิดสาขาขนาดใหญ่ (Big size) เพื่อรองรับดีมานด์ของสินค้าและบริการแบบฉบับญี่ปุ่นของผู้บริโภคได้อย่างครบครัน 

นอกจากนี้ยังมีโซน MUJI Green ที่จำหน่ายต้นไม้กระถาง ไม้ประดับรวมถึง Normal Shop ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก เช่น สบู่ แชมพู น้ำยาทำความสะอาด ที่ผลิตด้วยแนวคิด Zero Waste

หลังจาก MUJI เปิดสาขาแรกที่ สามย่าน มิตรทาวน์ ซึ่งเป็นต้นแบบคอนเซ็ปต์สโตร์ ที่มีสินค้าและบริการครบครัน รวมถึงร้านกาแฟสาขาแรก เมื่อปี 2562

และในปี 2564 ที่ผ่านมา ได้เปิดสาขาใหม่เพิ่มอีก 5 สาขา รวมทั้งปรับโฉมสาขาเดิมให้มีพื้นที่ใหญ่ขึ้นอีก 2 สาขา โดยการต่อยอดโมเดลร้านขนาดใหญ่ ทั้งนี้ MUJI มีแผนเพิ่มสาขาอีก 8-10 สาขาภายในปี 2566

ปัจจุบันลูกค้าของ MUJI มีสัดส่วนของผู้หญิงมากที่สุดกว่า 60% เรียงลำดับกลุ่มอายุตามลำดับ คือ 1. อายุ 25-34 ปี 2. อายุ 35-44 ปี และ 3. อายุ 45-54 ปี 

ทั้งนี้ MUJI มีแผนขยายกลุ่มลูกค้าไปสู่คนรุ่นใหม่ที่เป็นกลุ่มนักศึกษาอายุระหว่าง 18-24 ปี จนถึง First Jobber (เฟิร์ส จ๊อปเบอร์) และวัยทำงานอายุระหว่าง 25-34 ปี ตลอดจนกลุ่มวัยกลางคน รวมถึง MUJI กำลังทำการตลาดเพื่อเจาะกลุ่มผู้ชายให้มากขึ้นอีกด้วย

นอกจากนี้ MUJI ได้ใช้กลยุทธ์ปรับราคาสินค้า เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าได้ง่ายขึ้น และยังเดินหน้าผสานกับแนวคิดการตลาด Localization ที่มีการออกแบบสินค้าเฉพาะภูมิภาคและท้องที่ เช่น เสื้อผ้าคอลเลคชันใหม่ที่มีการปรับดีไซน์ให้เข้ากับสภาพภูมิอากาศ 

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post MUJI เปิดสาขาใหม่ที่ The EmQuartier บนพื้นที่กว่า 1,500 ตร.ม. มาพร้อมคาเฟ่ อาหาร สไตล์ญี่ปุ่น first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/muji-opens-a-new-branch-at-the-emquartier/

กนง. มีมติขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจาก 0.75% เป็น 1% มีผลทันที

คณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. มีมิตเป็นเอกฉันท์ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ต่อปี จากเดิม ร้อยละ 0.75 เป็น 1.00 ต่อปี มีผลทันที

แบงก์ชาติ, ธนาคารแห่งประเทศไทย, BoT

เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยอาศัยการกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นหลัก อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ในระดับสูง ราคาสินค้าโภคภัณฑ์มีแนวโน้มคลี่คลาย ภาพรวมแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ก่อนหน้า คณะกรรมการฯ จึงเห็นว่าการทยอยปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นแนวทางการดำเนินนโยบายที่เหมาะสม เห็นควรให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบ้ย 0.25 ต่อปี

เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องที่ 3.3% และ 3.8% ในปี 2565 และ 2566 ตามลำดับ ตามแรงส่งของภาคท่องเที่ยวและการบริโภคภาคเอกชนเป็นสำคัญ ภาคท่องเที่ยวฟื้นตัวดีกว่าคาด นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจมีความทั่วถึงมากขึ้น ทั้งมิติสาขาธุรกิจ ภาคบริการและมิติรายได้กระจายตัวดีขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงกว่าคาด ส่งผลต่อการส่งออก แต่ไม่กระทบต่อแนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจในภาพรวม

อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2565 และ 2566 คาดว่าอยู่ที่ 6.3% และ 2.6% ตามลำดับ

มีแนวโน้มปรับลดลงตามราคาน้ำมันโลกและปัญหาห่วงโซ่อุปทานคลี่คลาย อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานปี 2565 และ 2566 คาดว่าอยู่ที่ 2.6% และ 2.6% ตามลำดับ ค่าจ้างแรงงานปรับเพิ่มขึ้นบางธุรกิจและบางพื้นที่ที่ขาดแคลนแรงงาน ยังไม่เห็นสัญญาณการปรับเพิ่มขึ้นในวงกว้าง แรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ยังจำกัด เศรษฐกิจไทยอยู่ในระหว่างการฟื้นตัว

ระบบการเงินโดยรวมมีเสถียรภาพ ธนาคารพาณิชย์มีระดับเงินกองทุนและเงินสำรองที่เข้มแข็ง ความสามารถในการชำระหนี้ของภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนปรับดีขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แต่ยังมี SMEs บางสาขาที่ฟื้นตัวได้ช้า ครัวเรือนรายได้น้อยบางกลุ่มยังอ่อนไหวต่อค่าครองชีพ กนง. เห็นควรให้ดำเนินมาตราการปรับโครงสร้างหนี้ต่อเนื่อง แก้ปัญหาหนี้สำหรับกลุ่มเปราะบาง

ภาวะการเงินผ่อนคลาย อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบดอลลาร์สหรัฐ ปรับอ่อนค่าเร็วและต่อเนื่องตามการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ สอดคล้องกับสกุลเงินในภูมิภาค ยังติดตามพัฒนาการตลาดการเงินและอัตราแลกเปลี่ยนใกล้ชิด โดยเฉพาะที่ค่าเงินบาทมีความผันผวนสูง

เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง แต่มีความเสี่ยงจากเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น เห็นควรให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายแบบค่อยเป็นค่อยไป

ที่มา – ธนาคารแห่งประเทศไทย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post กนง. มีมติขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจาก 0.75% เป็น 1% มีผลทันที first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/bank-of-thailand-raise-interest-rate-to-one-percent/

ดีแทคคว้ารางวัลชนะเลิศ สาขา Force For Good จากแคมเปญ ดีทั่วดีถึงเพื่อผู้พิการ ในงาน YouTube Works Awards Thailand 2022

ดีแทครับรางวัล Winner สาขา Force For Good จากแคมเปญ ดีทั่วดีถึงเพื่อผู้พิการ ‘Go Beyond (Dis) abilities into possibilities together ต่อยอดศักยภาพผู้พิการ พลิกการขาดหาย ให้กลายเป็นพลังใหม่ พร้อมพาทุกชีวิต “ดีทั่วดีถึง ดีไปด้วยกัน ทุกคน” ในงานประกาศผลรางวัลจาก  YouTube Works Awards Thailand 2022 รางวัลส่งเสริมและยกย่องชิ้นงานโฆษณาที่โดดเด่น สะท้อนความคิดสร้างสรรค์ การวางแผนสื่อ การเล่าเรื่องราว การใช้ข้อมูลและเครื่องมือของ YouTube รวมไปจนถึงการร่วมมือเชิงกลยุทธ์และสร้างสรรค์ระหว่างแบรนด์กับเหล่าครีเอเตอร์ ทำให้สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้ชมได้อย่างมีประสิทธิภาพและสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจ

dtac

สื่อสารเรื่องราวโฆษณาให้เข้าใจและเข้าถึงผู้พิการทุกคนให้ได้มากที่สุด

ดีแทคเข้าใจ และเห็นถึงศักยภาพของผู้พิการ ในแบบที่ต่างจากมุมมองทั่วไปที่สังคมอาจเคยเห็น หรือเข้าใจมา ผู้พิการมีความสามารถกว่าที่ใครคิด เพราะแม้จะมีสิ่งที่ขาดหาย แต่สามารถพยายามเพื่อก้าวข้ามอุปสรรค และข้อจำกัดในชีวิตที่มีมากกว่า เพื่อเพิ่มโอกาสให้ตัวเองใช้ชีวิตได้ดีที่สุดในแบบที่ต้องการ ด้วยจุดมุ่งหมายที่อยากจะมีชีวิตที่ดียิ่งขึ้นในทุกๆวัน ไม่ต่างจากคนทั่วไป ดีแทคจึงอยากสนับสนุนผู้พิการให้ต่อยอดศักยภาพในการใช้ชีวิตแบบที่ต้องการอย่างรอบด้านผ่านแพ็กเกจพิเศษเพื่อคนพิการและผู้ดูแล ที่ให้มากกว่า พร้อมสิทธิพิเศษต่าง ๆ อีกมากมาย

ด้วยแนวความคิดที่ต้องการสื่อสารเรื่องราวโฆษณาให้เข้าใจและเข้าถึงผู้พิการทุกคนให้ได้มากที่สุด และคงจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะคิดหรือสร้างสรรค์เรื่องราวของผู้พิการ โดยขาดมุมมองหรือความคิดเห็นจากคนที่เข้าใจจริงๆ ทีมงานทั้งครีเอทีฟเอเจนซี่และทีม production house จึงมองหาคนที่จะมาช่วยเสริมจุดนี้ เพื่อทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดตลอดทั้งกระบวนการสร้างสรรค์ โดยได้ “น้องธันย์” ณิชชารีย์ มาเป็นตัวแทนของผู้พิการและในฐานะผู้กำกับร่วม ซึ่งในอดีตน้องธันย์ก็เคยชนะการประกวดทำหนังสั้นมาก่อน

การทำหนังออกมาให้ disabled friendly ด้วยข้อมูลและ insight ดีๆ จากน้องธันย์ ที่แบ่งปันความคิดเห็นตั้งแต่เริ่มพัฒนา storyboard มีแนวคิดที่สำคัญหนึ่งที่น้องธันย์บอกว่า

“เราไม่ได้ทำโฆษณาที่ให้คนทั่วไปดูเท่านั้น แต่เรากำลังทำโฆษณาที่ทุกคนรวมถึงผู้พิการ ต้องสามารถดูโฆษณานี้ได้อย่างเข้าใจ เพราะฉะนั้นควรปรับ mindset ก่อนเริ่มทำงานทั้งหมด”

จึงเป็นสาเหตุที่โฆษณาเรื่องนี้ถูกออกแบบมาให้เป็นโฆษณาที่ disabled friendly กับผู้พิการ ที่ผู้พิการทุกประเภทสามารถรับชมเรื่องราวได้อย่างเข้าใจ ไม่ว่าจะเป็น ระบบบรรยายภาพด้วยเสียง และจังหวะการเล่าช้ากว่าปกติเล็กน้อย เพื่อผู้พิการทางสายตา และมีคำบรรยาย พร้อมภาษามือ เพื่อผู้พิการทางการได้ยินอีกด้วย

นายฮาว ริเร็น รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาด บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวว่า “ปัจจุบันนักการตลาด เผชิญความท้าทายปัจจัยต่างๆ เช่น พฤติกรรมและทัศนคติของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป การเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยี การสื่อสารการตลาดกับผู้บริโภคยุคใหม่ ต้องสะท้อน ความคิดสร้างสรรค์ การวางแผนสื่อ การใช้ข้อมูล แพลตฟอร์ม YouTube ถ่ายทอด เรื่องราวของแบรนด์ไปสู่ผู้บริโภคได้อย่างยิ่งใหญ่ ส่งต่อเรื่องราว ที่สร้างพลังใจ ความหวัง ความอบอุ่นใจ ไปจนถึงความเศร้าสะเทือนใจ ให้ผลลัพธ์ที่จับต้องได้จากยอดขายที่เติบโตเพิ่มขึ้น

หนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้แคมเปญการตลาดประสบความสำเร็จคือ พันธมิตร ซึ่งเรามี UM ช่วยวางแผนสื่อ ช่วยกรองโซลูชันต่างๆ ให้เหมาะสมภายใต้หลักที่ว่า “คอนเทนท์ที่ใช่ในเวลาที่ใช่ มี Wunderman Thompson Thailand เป็นพาร์ทเนอร์งานครีเอทีฟ ซึ่งดีแทคทำงานอย่างให้เกียรติซึ่งกันและกัน แบ่งปันข้อมูลให้เห็นภาพรวมและความต้องการอย่างแท้จริงในฐานะลูกค้าอย่างตรงไปตรงมา

ดีแทคต้องขอขอบคุณ พันธมิตรบริษัทเอเยนซี่โฆษณา ที่ร่วมจับมือสร้างผลงานโฆษณาด้วยเป้าหมายที่มีวิสัยทัศน์ร่วมกัน ในการหาแนวทางใหม่ที่จะสร้างผลงานออกสู่สายตาผู้บริโภคในจังหวะเวลาที่ใช่ในที่ที่ต้องการ

รางวัล YouTube Works Awards เป็นพลังใจให้ทีมงานดีแทค มุ่งมั่นที่จะช่วยกันผลักดัน สร้างผลงานที่ยอดเยี่ยมและเป็นบรรทัดฐานใหม่ให้กับผลงานชิ้นต่อไป เพื่อสื่อสารไปถึงลูกค้าประชาชนด้วยภารกิจของแบรนด์ที่สะท้อนถึง ความมุ่งมั่นที่จะช่วยเติมเต็มและติดต่อกับทุกความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า ให้ใช้ชีวิตที่ใช่ในแบบที่ชอบ”

ทั้งนี้ ดีแทคยังมีแคมเปญที่ได้รับคัดเลือกผ่านเข้ารอบสุดท้าย อีก 2 แคมเปญ คือ

1) แคมเปญ Reborn Rewards (dtac Network & Local SME shop) ที่ใช้ YouTube เพื่อกระตุ้น Conversion โอกาสในการขายออนไลน์โดยตรงและบรรลุเป้าหมายของแคมเปญอย่างมีประสิทธิภาพ

วิกฤตโควิด-19 กว่า 2 ปีมานี้ ไม่เพียงแต่ทำให้ร้านค้าหลายแห่งต้องถูกสั่งปิดจนเกิดความเสียหายเท่านั้น แต่ผลกระทบหลังการกลับมาเปิดตัวกิจการก็หนักหนาไม่แพ้กัน โดยเฉพาะ ‘ร้านเล็ก ๆ ด้วยกำลังและต้นทุน ที่ไม่อาจสู้รายใหญ่ได้ การกลับมาฟื้นตัวเหมือนเดิมต้องใช้เวลา ใช้แรงที่มากกว่า    ดีแทคจึงรวบรวมร้านเล็กๆ มาไว้ใน #ดีทั่วดีถึง reward ร้านเหล่านี้ไม่ได้เป็นร้านแบรนด์ใหญ่ หรือแฟรนไชส์ที่ทุกคนรู้จัก แต่เป็นร้านค้าที่ทุกคนไม่เคยรู้ ว่าร้านเหล่านี้มีของอร่อย คุณภาพดี บริการด้วยความตั้งใจของเจ้าของร้านและพนักงาน โดยได้นำเอาจุดขายของสินค้าบริการ ในร้านมาเล่าเรื่องราว ที่ชวนให้ทุกคนเข้ามาอุดหนุนด้วยรอยยิ้ม

แคมเปญ #ดีทั่วดีถึง reward ได้เล่าเรื่องราว ความน่ารักของร้านค้า ผ่าน YouTube วิดีโอ ออนไลน์ ประชาสัมพันธ์ให้ทุกคนได้รู้จัก ช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กเข้าถึงผู้ใช้ดีแทคเกือบ 20 ล้านคน ทำให้ธุรกิจในท้องถิ่นกลับมามีชีวิตอีกครั้งและชวนกันมาอุดหนุนร้านเล็ก ๆ เพื่อให้พวกเขากลับมาฟื้นตัวได้เร็วที่สุด นอกจากนี้ ลูกค้าดีแทคยังจะได้รับดีลดี ดีลเด็ดจากร้านเหล่านั้นอีกด้วย

แคมเปญประสบความสำเร็จที่จับต้องได้พร้อมผลลัพธ์เชิงบวกที่เกินความคาดหมาย ส่งผลให้ยอดแลกรางวัลดีแทคเพิ่มขึ้นทันที 415% ในเดือนแรกหลังจากเปิดตัว มียอดขายเพิ่มขึ้น 150% อย่างมีนัยสำคัญ สร้างรายได้เพิ่มเติมกว่า 50,000 บาท สำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่เข้าร่วมโปรแกรมนี้

2) แคมเปญ เบอร์มงคลเฉพาะคุณ การทำการตลาดแบบ Full Funnel เริ่มจากการสร้างการรับรู้แบรนด์ไปจนถึงการเพิ่มการพิจารณาและสร้างยอดขาย โดยใช้ YouTube เป็นช่องทางในการสร้างการรับรู้ของแบรนด์

การทำตลาดด้วยความเชื่อโชคลางและดวงชะตาเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและท้าทาย ตลาดเรื่องความเชื่อยังคงเติบโต อย่างรวดเร็วจากความหลากหลายของผลิตภัณฑ์และบริการ การรับรู้ถึงผลิตภัณฑ์และความเกี่ยวข้อง ความน่าเชื่อถือของแบรนด์ ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับราคา/มูลค่า มีผลต่อกระบวนการคัดเลือกเบอร์มงคล

ดีแทคเข้าใจคนไทยอย่างแท้จริง และ จากการศึกษาพฤติกรรมของคนไทยที่ชื่นชอบเรื่องเลขมงคล เสริมโชคชะตา ในเชิงลึกและต่อเนื่อง ทำให้รู้ว่าสื่อไหนที่คนติดตาม ใช้สื่อที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย อยู่ในทุกช่องทางที่ผู้บริโภคมองหา จนสามารถครองความเป็นเจ้าตลาดในเรื่องเบอร์มงคล สร้างการเติบโตของยอดขายที่ 36% การเติบโตของการจองบริการโหราศาสตร์ที่ 400% จากเดือนที่ 1 ของการเปิดตัวและการเติบโตของการเข้าชมเว็บไซต์ที่ 36.7% ต่อวันโดยเฉลี่ย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ดีแทคคว้ารางวัลชนะเลิศ สาขา Force For Good จากแคมเปญ ดีทั่วดีถึงเพื่อผู้พิการ ในงาน YouTube Works Awards Thailand 2022 first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/dtac-force-for-good-youtube-works-awards-thailand-2022/

AIS ผนึก ZTE เปิดตัว “ศูนย์นวัตกรรม 5G A-Z Center” แห่งแรกในไทย พัฒนาโครงข่าย 5G อัจฉริยะ

AIS พร้อมด้วย ZTE Corporation ผู้พัฒนาดิจิทัลเทคโนโลยีระดับโลกจากประเทศจีน ร่วมกันเปิดตัว A-Z Center หรือศูนย์นวัตกรรม 5G แห่งแรกในประเทศไทย ภายหลังจากที่มีการลงนามข้อตกลงในฐานะพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์เพื่อพัฒนาเทคโนโลยี 5G วางเป้าส่งเสริมการพัฒนาและสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ โดยเฉพาะการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของดิจิทัลเทคโนโลยีให้มีความแข็งแกร่ง สร้างสรรค์โซลูชันที่จะสนับสนุนการพัฒนาของภาคอุตสาหกรรม เพื่อส่งต่อประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมให้แก่คนไทย เพิ่มขีดความสามารถและสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันให้กับประเทศไทย

ais

สมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  AIS กล่าวว่า “เพราะ 5G คือ เทคโนโลยีที่จะช่วยขับเคลื่อนประเทศ ดังนั้นในฐานะผู้ให้บริการโครงข่ายที่มีคลื่นความถี่ครอบคลุมการใช้งานมากที่สุดในไทย เราจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับประเทศอย่างยั่งยืน จึงเป็นที่มาของความร่วมมือกับ ZTE ในระดับยุทธศาสตร์ ใน 3 ส่วนประกอบด้วย

  • ยกระดับโครงข่าย 5G ของไทยให้ก้าวสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลมาตรฐานระดับโลก เป็นมากยิ่งกว่าโครงข่ายที่เร็วที่สุด พร้อมก้าวสู่โครงข่ายอัจฉริยะที่ควบคุมสั่งการได้ด้วยตัวเองแบบ real time (5G Smart Autonomous Network)
  • ร่วมกันพัฒนาโซลูชันเพื่อภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม ภาคประชาชน เสริมขีดความสามารถทางการแข่งขันตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0
  • ส่งต่อบริการจาก 5G หลากหลายรูปแบบที่เป็นประโยชน์ต่อคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืนไปยังคนไทย

ais

โดยมี ศูนย์นวัตกรรม 5G A-Z Center แห่งแรกของไทย เป็นศูนย์กลางการทำงานตามเป้าหมายข้างต้น อันจะถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการปลดล็อคศักยภาพของประเทศไทยให้เดินหน้าไปอีกขั้น โดยเฉพาะภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรม ที่เริ่มทำ Digital Transformation เพื่อเสริมประสิทธิภาพและยกระดับการบริหารจัดการ อันจะส่งผลโดยตรงต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ”

สวี จือหยาง ซีอีโอ ZTE Corporation กล่าวว่า “ความร่วมมือในฐานะพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ในการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลสู่การจัดตั้ง A-Z Center ครั้งนี้ จะสามารถนำเสนอนวัตกรรมทางเทคโนโลยีได้อย่างหลากหลาย โดยเฉพาะยิ่งการนำเอาโครงข่าย 5G มาวางรากฐานด้านการวิจัยและพัฒนาจะทำให้เกิด Use Case ใหม่ๆ ในอนาคตที่พร้อมรองรับทั้งความต้องการของลูกค้าและการเพิ่มโอกาสให้กับภาคธุรกิจ”

ais

ศูนย์นวัตกรรม 5G A-Z Center จะเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและโซลูชันที่ครบถ้วนที่สุด ทั้งการติดตั้งสถานีฐานทุกย่านความถี่เพื่อการทดลองทดสอบ พร้อมเทคโนโลยีเครือข่ายต้นแบบที่จะพลิกโฉมการพัฒนาเครือข่าย 5G ในประเทศไทย, โซลูชันต้นแบบเพื่อภาคอุตสาหกรรมต่างๆ  (5G vertical industry applications), อุปกรณ์สื่อสารปลายทาง (Smart Terminal) ที่จะมีการหมุนเวียนมาทดสอบและจัดแสดง โดยในเบื้องต้น ประกอบด้วย

1. Next Generation Products for 5G Capability Growth เทคโนโลยีเครือข่ายที่พร้อมรองรับ 5G โดยทาง ZTE ในฐานะผู้พัฒนา ได้ขับเคลื่อนนวัตกรรมผ่านแนวคิด “1+2+3” ที่ประกอบไปด้วย 1. เทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐาน 2.พันธุกรรมรากฐานต้นแบบ และ 3. สามองค์ประกอบที่ยกระดับการต่อยอดและขยายผล เพื่อให้เกิดประสิทธิผลมากที่สุด อาทิ

  • Radio Composer ที่เป็นครั้งแรกในโลกอันเกิดจากการทำงานร่วมกับ AIS ในการพัฒนา AAU (Active Antenna Unit) 5G mmWave bandwidth support 1.2GHz, AAU 5G 2.6GHz ที่ลดการใช้พลังงานไฟฟ้า โดยอุปกรณ์ 5G radio ใหม่นี้ถูกออกแบบให้ตรงกับความต้องการและส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าเอไอเอสและยังเป็นมิตรกับธรรมชาติเพื่อความยั่งยืนทางพลังงานอีกด้วย
  • RIS (Reconfigurable Intelligent Surface) คืออุปกรณ์ช่วยสะท้อนสัญญาณ 5G ที่พัฒนามาสำหรับคลื่น 26 GHz หรือ mmWave ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพขยายสัญญาณโครงข่าย 5G ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

ais

2. 5G Use Cases เพื่อเชื่อมต่อการใช้โครงข่าย 5G ไปยังภาคอุตสาหกรรม อาทิ

  • 5G Natural Navigation AGV หรือรถขนถ่ายสินค้าอัตโนมัติที่ embedded 5G module สามารถใส่ซิมการ์ด 5G ได้เลย ง่ายต่อการใช้งานโดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องสถานที่ เพราะไม่ต้องติดตั้ง Wifi
  • 5G Machine Vision ระบบที่ใช้สำหรับงานตรวจสอบทางกายภาพของผลิตภัณฑ์ผ่าน 5G โดยมีระบบการประมวลผลที่ใกล้เคียงกับการทำงานของมนุษย์ สามารถตัดสินใจได้และส่งผลลัพธ์ที่ต้องการได้ตามโปรแกรมที่กำหนดไว้
  • 5G XR Explorer ระบบที่นำ XR เข้ามาใช้งานผ่าน 5G, XR หรือ Extended Reality เป็นเทคโนโลยีเสมือนจริงที่ผสมผสานหลากหลายมิติเข้าด้วยกันไม่ว่าจะเป็นสภาพแวดล้อมในโลกจริง สภาพแวดล้อมดิจิทัล รวมถึงการปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และเครื่องจักรที่เกิดขึ้นจากเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์หรือเทคโนโลยีสวมใส่ นำไปใช้ในการ Training หรือ Guidance ได้
  • 5G Holographic หรือเทคนิคการสร้างภาพสามมิติ ที่ถูกนำมาปรับใช้อย่างแพร่หลาย อาทิ การประชุมทางไกล การศึกษาและงานอีเวนท์ขนาดใหญ่ หรือเมตาเวิร์ส เหมาะกับการใช้แบนด์วิธขนาดใหญ่ เช่น AR หรือ VR ถือเป็นการทลายขีดจำกัดระหว่างโลกเสมือนและโลกแห่งความจริงให้สามารถเชื่อมต่อได้อย่างไร้รอยต่อด้วย 5G

ais

3. Diversified 5G Terminal Devices โดย AIS ได้ร่วมกับ ZTE เปิดตัวสมาร์ทโฟน 5G ZTE Blade A72 ซึ่งเป็นโทรศัพท์มือถือ 5G ที่มีประสิทธิภาพและราคาคุ้มค่าที่สุดสำหรับตลาดสมาร์ทโฟนในไทย โดยคาดว่าจะเปิดตัวในเดือนตุลาคม 2565 รวมไปถึง Smart Terminal อื่นๆ เช่น 5G CPE และ 5G Router ซึ่งถือเป็นการตอกย้ำภาพของ ZTE ในฐานะผู้ให้บริการ End-to-End เพียงรายเดียวที่ทำงานร่วมกับ AIS ในฐานะผู้ให้บริการโครงข่ายที่จะทำให้เกิดประสบการณ์ที่ดีที่สุดสำหรับผู้บริโภค

ความร่วมมือในครั้งนี้ระหว่าง AIS กับ ZTE เป็นก้าวที่สำคัญที่แสดงออกถึงความพร้อมในการต่อยอดเป้าหมาย Cognitive Tech-Co ด้วยการพัฒนาโครงข่าย 5G สู่การเป็น 5G Smart Autonomous Network ทั้งในแง่ของการส่งมอบประสบการณ์ที่ดี การสร้างโอกาสให้กับภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งการสร้างนวัตกรรมและโซลูชันมิติใหม่ๆ ที่จะเข้ามาขานรับพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างฉับไวของบริบททางสังคม ตลอดจนการสร้างระบบเศรษฐกิจดิจิทัลให้กับไทยในอนาคต

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post AIS ผนึก ZTE เปิดตัว “ศูนย์นวัตกรรม 5G A-Z Center” แห่งแรกในไทย พัฒนาโครงข่าย 5G อัจฉริยะ first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/ais-zte-5g-a-z-center/

ไม่เที่ยวอังกฤษตอนนี้ แล้วจะไปตอนไหน? เงินปอนด์ อ่อนค่าสุดตลอดกาล เมื่อเทียบกับดอลลาร์

อังกฤษคือเมืองในฝันของใครหลายๆ คน โดยเฉพาะคอลูกหนัง เพราะนี่คือประเทศที่มีลีกการแข่งขันฟุตบอลที่ดังที่สุดในโลกอย่างศึก Premier League ที่รวมทีมฟุตบอลชั้นนำเอาไว้อย่างคับคั่ง และนอกจากฟุตบอล อังกฤษก็ยังเป็นศูนย์รวมวัฒนธรรมอันโดดเด่นจนถูกเรียกขานว่าเมืองผู้ดีอีกด้วย

และนี่คือโอกาสทองของคนอยากไปอังกฤษ เพราะตอนนี้เงินปอนด์กำลังอ่อนค่าสุดตลอดกาลเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลงมาแล้วกว่า 20% จากต้นปี แตะ 1.035 ปอนด์/ดอลลาร์ ซึ่งถือว่าต่ำสุดที่ตลอดกาล

และแม้เงินไทยก็อยู่ในภาวะที่กำลังอ่อนค่าลงไม่ต่างกันเมื่อเทียบกับดอลลาร์ แต่เงินปอนด์ก็ยังอ่อนค่าต่อเนื่องหากเทียบกับเงินบาท โดยตอนนี้ 1 ปอนด์ มีมูลค่า 40.7868 บาท อ่อนค่าลงมาแล้วราว 10% ต่ำสุดในรอบ 1 ปีครึ่ง พูดง่ายๆ คือ เงินไทยกำลังอ่อนค่าก็จริงแต่เงินปอนด์อ่อนค่าหนักกว่ามาก

นั่นหมายความว่า ช่วงเวลานี้ คือช่วงเวลาทองของคนไทยในการไปเที่ยวประเทศอังกฤษเพราะจะสามารถแลกเงินปอนด์ได้มากขึ้นด้วยจำนวนเงินบาทเท่าเดิม

วันนี้ Brand Inside รวบรวมราคาค่าเข้าสถานที่ท่องเที่ยวดังๆ และอาหารประจำชาติอังกฤษมาให้ ลองมาดูกันว่าถ้าเทียบกับช่วงต้นปี แต่ละอย่างราคาลดลงมาแล้วแค่ไหนหากคิดเป็นเงินไทย

ที่มา – BBC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ไม่เที่ยวอังกฤษตอนนี้ แล้วจะไปตอนไหน? เงินปอนด์ อ่อนค่าสุดตลอดกาล เมื่อเทียบกับดอลลาร์ first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/time-to-travel-to-uk-due-to-highest-depreciation/

ซีพีดัน “แพลตฟอร์มแห่งโอกาส” ติดปีก SME-เกษตรกรไทยลุยตลาดโลก

cp

แม้ว่าตอนนี้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั่วโลกและประเทศไทยจะคลี่คลายลง แต่ผลกระทบจากโรคระบาดดังกล่าว รวมไปถึงสถานการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครน และความผันผวนทางเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรงตามปัญหาเงินเฟ้อสูงและการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจากธนาคารกลางได้กลายเป็น “มรสุมลูกใหญ่” ที่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการธุรกิจซึ่งถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้ประกอบการ SME  และเกษตรกรไทยที่ได้รับผลพวงอย่างหนัก จนทำให้บางธุรกิจไปต่อไม่ไหวต้องปิดตัวลง

จะทำอย่างไรให้ธุรกิจ SME อยู่รอดท่ามกลางมรสุมทางเศรษฐกิจ?

เป็นคำถามที่หลายภาคส่วนร่วมกันหาแนวทางช่วยเหลือ เพราะธุรกิจ SME มีมูลค่าเกือบ 40% ของ GDP ประเทศในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ดังนั้นการจะปล่อยให้เหล่า SME กว่า 3 ล้านรายเผชิญกับวิกฤตต่าง ๆ อย่างลำพังคงไม่ดีแน่

หนึ่งในภาคเอกชนไทยอย่าง “เครือซีพี” โดยการนำของซีอีโอ ศุภชัย เจียรวนนท์ จึงมีความตั้งใจที่จะช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้ผ่านช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ไปให้ได้ จึงมีนโยบายเร่งด่วนให้ 3 กลุ่มธุรกิจค้าปลีกในเครือซีพี ประกอบด้วย เซเว่น อีเลฟเว่น แม็คโคร และโลตัส  ผนึกกำลังทำโครงการที่มีชื่อว่า “แพลตฟอร์มแห่งโอกาส” เสริมความแข็งแกร่งให้แก่ผู้ประกอบการ SME และเกษตรกรไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนพร้อมแข่งขันในเวทีตลาดโลก

ปัจจุบันกลุ่มธุรกิจเครือซีพีได้สนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยไปแล้วกว่า 900,000 ราย และในโมเดล “แพลตฟอร์มแห่งโอกาส” ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อกลางปี 2564 ที่ผ่านมามีกระแสตอบรับจาก  SME และเกษตรไทยให้ความสนใจเข้าร่วมแล้วกว่า 17,300 ราย

Brand Inside จะพาไปแกะสูตรทางธุรกิจทำความรู้จักโมเดลของแพลตฟอร์มแห่งโอกาสคืออะไร? ทำไมผู้ประกอบการ SME และเกษตรกรไทยถึงอยากที่จะเข้าร่วม และ “โอกาส” ที่ว่ามีอะไรบ้าง … มาร่วมหาคำตอบในบทความนี้กัน

จุดเริ่มต้นของ “แพลตฟอร์มแห่งโอกาส”

Makro

คุณศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการสื่อสารองค์กร บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) ได้ฉายภาพรวมของโครงการ “แพลตฟอร์มแห่งโอกาส” ว่าเป็นหนึ่งในนโยบายของซีอีโอเครือซีพี คุณศุภชัย เจียรวนนท์ ที่อยากให้ทุกกลุ่มธุรกิจในเครือเจริญโภคภัณฑ์ มาช่วยกันสนันสนุน SME อย่างผู้ผลิตรายย่อยหรือผู้ประกอบธุรกิจรายเล็กรายน้อยที่ได้รับผลกระทบเยอะมากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาจากสถานการณ์โควิด -19  ที่ส่งผลต่อภาคธุรกิจ SME ทั้งภาคการบริการและภาคการผลิต

ทำให้เมื่อกลางปี 2564 ซึ่งเป็นช่วงการระบาดครั้งใหญ่ของโควิด-19 ซีอีโอเครือซีพีไม่นิ่งนอนใจที่จะนำศักยภาพของธุรกิจในเครือซีพีมาสนับสนุนผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ จึงเปิดตัวโมเดล “แพลตฟอร์มแห่งโอกาส” เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการและเกษตรรายย่อยในการพัฒนาธุรกิจที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักในช่วงเวลานั้น อย่างไรก็ตามแม้ว่าตอนนี้จะมาถึงช่วงที่หลายๆ คนบอกว่าโควิดคลี่คลายลงแล้ว แต่ก็ยังเห็นได้ชัดถึงผลพวงของพิษเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตของ SME ที่ยังไม่ฟื้นตัวและได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก

“แพลตฟอร์มแห่งโอกาส จึงเปรียบเสมือนโมเดลสร้างโอกาสให้กลุ่ม SME และเกษตรกรไทยที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 และสถานการณ์ความผันผวนทางเศรษฐกิจผ่านแพลตฟอร์มที่เครือซีพีและกลุ่มธุรกิจค้าปลีกและค้าส่งในเครือฯ อย่าง เซเว่น อีเลฟเว่น แม็คโคร และโลตัส  มาร่วมกันหาแนวทางการสร้างระบบนิเวศที่จะเสริมความแข็งแกร่งและพัฒนากลุ่มผู้ประกอบการไทยให้มีศักยภาพในการแข่งขันทางการตลาด พร้อมเปิดประตูไปสู่โอกาสใหม่ ๆ เพื่อการเติบโตทางธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ สอดคล้องกับปรัชญา 3 ประโยชน์ของเครือซีพีที่คำนึงถึงการสร้างประโยชน์ให้กับประเทศและสังคมเป็นสำคัญ”

ผนึกกำลังแม็คโคร-โลตัส-เซเว่น อีเลฟเว่น ดันผู้ประกอบการไทย

ธุรกิจ SME และเกษตรกรไทยถือเป็นรากฐานสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ดังนั้นเครือซีพีและกลุ่มธุรกิจในเครือฯ ได้ให้ความสำคัญส่งเสริมสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยของไทยมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันสามารถสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยกว่า 900,000  ราย   และหลังจากเปิดตัวโมเดล “แพลตฟอร์มแห่งโอกาส” เมื่อปี 2564 ที่ผ่านมา โดยผนึกกำลังของ 3 กลุ่มธุรกิจค้าปลีกในเครือฯ ในการสนับสนุน SME และเกษตรกรไทยตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งนี้เป็นที่น่ายินดีที่มีกระแสตอบรับจากผู้ประกอบการได้ให้ความสนใจเข้าร่วมแล้วกว่า 17,300 ราย ซึ่งเกินกว่าเป้าหมายที่ทางเราได้กำหนดไว้ 10%

คุณศิริพร ได้กล่าวขยายความถึงผลการดำเนินงานในการช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการไทยที่ทำให้เห็นภาพความมุ่งมั่นของการบูรณาการในกลุ่มธุรกิจของเครือซีพีทั้งในแบบ B2B และ B2C อย่าง เซเว่น อีเลฟเว่น แม็คโคร และโลตัส สู่การผลักดัน SME และเกษตรกรไทยให้ขยายธุรกิจทั้งในประเทศและภูมิภาคเอเชีย

“วันนี้ผู้ประกอบการต้องนึกแล้วว่ากลุ่มลูกค้าของตัวเองไม่ได้มีแค่เมืองไทย ขณะเดียวกันมีแพลตฟอร์มต่างชาติเยอะแยะมากมาย ผู้ผลิต SME ต้องแข่งกับผู้ผลิตต่างชาติด้วย เพราะฉะนั้นก็ต้องช่วยสนับสนุนเรื่องการมีแพลตฟอร์มเรื่องการส่งออกไปขายต่างประเทศ นี่เป็นสิ่งที่เราคิดว่าต้องจับมือกับ SME ร่วมกัน ไม่ใช่แค่แม็คโครอย่างเดียว แต่เป็นกลุ่มธุรกิจในเครือเจริญโภคภัณฑ์ต้องช่วยกันทั้งหมด”

ผลการดำเนินงานในปี 2564 ที่ผ่านมาแม็คโคร ได้สนับสนุน SME ไปแล้วกว่า 2,500 ราย และเกษตรกรรายย่อยกว่า 7,000 ครัวเรือน และในปีนี้เราได้ตั้งเป้าหมายที่จะรับซื้อสินค้าเกษตรและSME กว่า 230,000 ตัน รวมถึงยังสนับสนุนให้ SME ไปเติบโตยังต่างประเทศ โดยมีสินค้าไทยไปจำหน่ายที่สาขาของแม็คโครกัมพูชาและเมียนมากว่า  300 รายการ

Lotus

ขณะที่โลตัสก็ได้สนับสนุน SME และเกษตรกรไปแล้วเกือบ 7,000 ราย ผ่านโครงการต่างๆ รวมถึงเพิ่มสินค้า SME กว่า 1,000 รายการ จำหน่ายในสาขาทั่วประเทศกว่า 2,100 สาขาทั่วประเทศ และยังได้ดำเนินโครงการรับซื้อผลผลิตตรงจากเกษตรกรมาอย่างต่อเนื่อง ในปีที่ผ่านมาได้รับซื้อผลผลิตไปแล้วกว่า 1,400 ครัวเรือน ด้านเซเว่น อีเลฟเว่น  ได้ส่งเสริมผู้ประกอบการ SME และเกษตรกรกว่า 800 ราย และนำสินค้า SME กว่า 5,000 รายการ มาวางจำหน่ายที่ร้านเซเว่น  อีเลฟเว่น และช่องทางออนไลน์ สร้างยอดขายของผู้ประกอบการ รวมจำนวนกว่า 15,000 ล้านบาท เติบโตมากกว่า 10% จากปีที่ผ่านมา

เปิด 3 กลยุทธ์สำคัญติดปีก SME – เกษตรกรไทย

กลยุทธ์ของเครือซีพีและกลุ่มธุรกิจค้าปลีกในเครือฯ ในการวางยุทธศาสตร์ของแพลตฟอร์มแห่งโอกาสที่จะช่วยสร้างระบบนิเวศในการพัฒนา SME และเกษตรกรไทยผ่าน 3  กลยุทธ์สำคัญที่จะทำให้ธุรกิจของ SME ไทยฟื้นตัวกลับมาได้ คือ

Makro

  1. เสริมช่องทางการจัดจำหน่าย เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้มีพื้นที่ในการจำหน่ายสินค้าผ่านธุรกิจค้าปลีกของเครือฯ ทั้งเซเว่น อีเลฟเว่น แม็คโคร และโลตัส ที่รวมช่องทางการขายที่สำคัญกว่า 10,000 สาขา รวมไปถึงการเสริมช่องทางออนไลน์ในการสร้างธุรกิจอีคอมเมิร์ซแบบ O2O (Online to Offline) ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคได้มีโอกาสอุดหนุนสินค้าของผู้ประกอบการรายย่อยได้มากขึ้น
  2. ให้องค์ความรู้ ในช่วงที่ผ่านมา SME เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคค่อนข้างมาก แพลตฟอร์มออนไลน์ได้เข้ามามีส่วนสำคัญในการแข่งขันทางการตลาด เครือซีพีจึงได้นำศักยภาพของบริษัทในเครือฯ มาร่วมสนับสนุนให้องค์ความรู้ในการพัฒนาสินค้าทั้งการเปลี่ยนแปลงช่องทางการตลาด การสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดีย สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่จะสร้างโอกาสเชื่อมโยงกับลูกค้าทั่วทุกมุมโลกผลักดันให้เกิดการขยายการเติบโตของธุรกิจรายย่อยในไทยและต่างประเทศได้  และสุดท้ายคือ
  3. สนับสนุนหาแหล่งเงินทุน อย่างแม็คโครเองก็ได้เชื่อมโยงกับธนาคาร SME D Bank ธนาคารกรุงเทพ ซึ่งสามารถช่วย SME ให้มีต้นทุนในการผลิตสินค้าหรือทำการตลาดในธุรกิจเข้มแข็งและเติบโตมากขึ้น

ทั้งนี้ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา 3 ธุรกิจค้าปลีกในเครือซีพี ได้ร่วมมือกันเปิดเวทีจับคู่ธุรกิจ “SME Online Business Matching” โดยเป็นการจัดอย่างต่อเนื่องในทุกไตรมาส และได้มีการขยายความร่วมมือไปยังสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจ ขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) รวมไปถึงหอการค้าและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ SMEและเกษตรกรไทยทั่วประเทศสามารถนำเสนอสินค้าทุกประเภททั้งสินค้าอุปโภคและบริโภค เพื่อจัดจำหน่ายใน เซเว่น อีเลฟเว่น แม็คโคร และโลตัส รวมถึงช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ ในเครือข่ายของเครือซีพีเพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจุบันมี SME ที่เข้าร่วมแพลตฟอร์มแห่งโอกาสอยู่ระหว่างการพัฒนาคุณภาพสินค้าให้มีคุณภาพดียิ่งขึ้น พร้อมเตรียมวางจำหน่ายในเซนเว่นอีเลฟเว่น, แม็คโคร และโลตัสทั่วประเทศ

“ต้องบอกว่าสินค้าไทยเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมอยู่แล้ว แต่ SME ไทยที่จะไปขายในต่างประเทศได้ก็มีเงื่อนไขเยอะ มีหลักการโดยเฉพาะการจดทะเบียนสินค้า ขณะที่แม็คโครทราบดีว่าการจะส่งสินค้าออกไปขายต่างประเทศต้องทำอย่างไร เพราะเรามีความเชี่ยวชาญ มีประสบการณ์ และมีทีมงานที่ดูแลอยู่ในแต่ละประเทศ เป็นส่วนหนึ่งที่เราช่วยได้ รวมไปถึงเรื่องของการขนส่ง เรื่องของระบบการจัดการ เรื่องโลจิสติกส์ที่ต้องเข้มแข็ง โดยเฉพาะสินค้าทางการเกษตรเราจะเสริมความรู้ต่อยอดเพิ่มมูลค่าให้วัตถุดิบเหล่านั้น ทั้งการนำวัตถุดิบมาประยุกต์ปรุงเป็นน้ำพริก เพิ่มความหลากหลายของเมนู ยิ่งอาหารไทยเติบโตไปในต่างประเทศ ก็ทำให้มีความต้องการน้ำพริกของไทยมากยิ่งขึ้น อย่างน้ำพริกจะโหรมวันนี้เราสนับสนุนให้ไปขายที่กัมพูชาและเมียนมาก็ขายดีมาก เพราะฉะนั้นแพลตฟอร์มแห่งโอกาสจึงเป็นโมเดลที่ช่วยผู้ประกอบการ SME ให้โตไปข้างหน้าด้วยกันกับเรา” คุณศิริพร กล่าว

“จะโหรม เครื่องแกง” : จากตลาดสดปักษ์ใต้สู่ SME ไทยโตไกลในต่างแดน

CP

จากเครื่องแกงใต้ที่เคยวางขายในตลาดสดท้องถิ่นจังหวัดตรัง จนขยายธุรกิจไปวางขายในแม็คโครทั่วประเทศ วันนี้รสชาติเครื่องแกงตำรับจากปักษ์ใต้ได้โกอินเตอร์ไปขายในสาขาของแม็คโครที่ประเทศกัมพูชาและประเทศเมียนมาในแบรนด์ที่ชื่อว่า “จะโหรม เครื่องแกง”

คุณเจต อาลิแอ เจ้าของ “จะโหรม เครื่องแกง” บริษัท ดีแอนด์จี ฟู๊ดซัพพลาย จำกัดได้เล่าให้ฟังว่า  จุดเริ่มต้นของเรามาจากธุรกิจครอบครัวที่ขายพริกแกงอยู่ในตลาดสดท่ากลาง ต.ทับเที่ยง จ.ตรัง ซึ่งเป็นสูตรของคุณแม่ ทางฝ่ายจัดซื้อของแม็คโครซึ่งมาเปิดสาขาอยู่ที่ จ.ตรัง ในขณะนั้นได้เข้ามาสำรวจสินค้าในตลาดท่ากลาง และเห็นว่าจะโหรมเครื่องแกงได้รับความนิยมมากในท้องถิ่น ด้วยเอกลักษณ์ของพริกแกงจะโหรมมีความเข้มข้นรสชาติจัดจ้านในแบบตำรับพริกแกงใต้ จึงได้ชวนให้ไปจำหน่ายเครื่องแกงที่แม็คโคร

ในขณะที่คุณชุติมา อาลิแอ หนึ่งในเจ้าของร่วม “จะโหรม เครื่องแกง” ได้ขยายความต่อว่า หลังจากจะโหรมได้เข้าไปเป็นคู่ค้ากับแม็คโครผ่านโมเดลแพลตฟอร์มแห่งโอกาส ทำให้เราได้ขยายช่องทางการขายเครื่องแกงปักษ์ใต้จากตลาดสดสู่ห้างโมเดิร์นเทรดได้อย่างมั่นใจและมองเห็นโอกาสมากขึ้น ด้วยการสนับสนุนองค์ความรู้ในทุกด้าน ทั้งการบริหารจัดการ การตลาด การพัฒนากระบวนการผลิตที่ได้รับมาตรฐานอย่าง GMP HACCP และตอนนี้เราได้รับมาตรฐาน BRC ซึ่งสามารถที่จะส่งออกไปยุโรปได้

CP

จนถึงวันนี้ “จะโหรม เครื่องแกง” เป็นคู่ค้ากับแม็คโครมาระยะเวลากว่า 18 ปีแล้วจากร้านเครื่องแกงเล็กๆ ในตลาดสดเมืองตรังจนตอนนี้ได้ขยายสู่ธุรกิจ SME วางจำหน่ายในแม็คโครทุกสาขาทั่วประเทศ รวมไปถึงช่องทางออนไลน์ติดปีกขยายธุรกิจอีคอมเมิร์ช และยังได้รับ “โอกาส” ส่งออกสินค้าไปขายในภูมิภาคอาเซียนผ่านสาขาของแม็คโครในต่างประเทศอีกด้วย

“ยอดขายของจะโหรมตอนนี้โตอย่างต่อเนื่อง ผลตอบรับของลูกค้าดีขึ้นมาก แพลตฟอร์มแห่งโอกาสทำให้เราเติบโตพัฒนาสินค้ากลายเป็นธุรกิจ SME ภายใต้แบรนด์ของตัวเองที่โตไกลยังต่างประเทศที่ได้รับการยอมรับในคุณภาพและมาตรฐานในระดับสากล” คุณชุติมา ย้ำปิดท้าย

สรุป

“แพลตฟอร์มแห่งโอกาส” ภายใต้การผนึกกำลังของ 3 ธุรกิจค้าปลีกของเครือซีพี จึงเปรียบเสมือนช่องทาง “โอกาส” ของ SME และเกษตรกรไทยทั่วประเทศให้สามารถขยายธุรกิจเติบโตไปดัวยกันกับเครือซีพี ผ่านโอกาสในการขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้า เพิ่มองค์ความรู้ มีแหล่งเงินทุน รวมถึงนำเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ เพื่อพัฒนาผู้ประกอบการและเกษตรกรให้สามารถยกระดับมาตรฐานสินค้า SME  และสินค้าท้องถิ่นให้สามารถเติบโตอย่างยั่งยืนพร้อมบุกตลาดแข่งขันในเวทีโลก

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ซีพีดัน “แพลตฟอร์มแห่งโอกาส” ติดปีก SME-เกษตรกรไทยลุยตลาดโลก first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/cp-opportunity-platform/

เจาะกระแส ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง เมื่อ TrueMoney ลงสนาม พร้อมตั้งเป้าลูกค้าใช้งาน 3 ล้านราย

TrueMoney อีวอลเล็ตเบอร์ 1 ในประเทศไทยประกาศลงสนามบริการ Buy Now, Pay Later หรือซื้อก่อนจ่ายทีหลัง อย่างเป็นทางการ พร้อมตั้งเป้ายอดลูกค้าสิ้นปีหน้า 3 ล้านราย ใช้โมเดลรายได้จากดอกเบี้ย-ค่าธรรมเนียม

TrueMoney

TrueMoney กับการลุยตลาด BNPL

ธัญญพงศ์ ธรรมาวรานุคุปต์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บริษัท แอสเซนด์ มันนี่ จำกัด เจ้าของ TrueMoney เล่าให้ฟังว่า กระแส Buy Now, Pay Later เติบโตทั้งในระดับโลก และเอเชีย ผ่านความฉลาดของเทคโนโลยี AI ที่เข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าแต่ละรายให้เร็วขึ้น ทำให้ทางบริษัทตัดสินเพิ่มบริการนี้เข้ามาอยู่ใน TrueMoney

“การใช้งาน TrueMoney ของลูกค้าที่ไม่มีบัตรเครติตจำเป็นต้องเติมเงินเข้าระบบก่อน ทำให้ลูกค้าบางรายอาจไม่สะดวก เราจึงนำพฤติกรรมการใช้งานของลูกค้าทั้งหมดมาวิเคราะห์เพื่อให้บริการสินเชื่อในรูปแบบ Buy Now, Pay Later ต่อยอดความเป็น Super App ที่รวมบริการต่าง ๆ เช่น จ่ายเงิน, ลงทุน และเปิดบัญชีธนาคาร เป็นต้น”

สำหรับบริการ Buy Now, Pay Later ของ TrueMoney มีชื่อว่า Pay Next ปัจจุบันมีลูกค้าสมัครใช้งานกว่า 2 ล้านราย จากลูกค้าที่ใช้งาน TrueMoney ที่มีการใช้งาน 1 ครั้ง/ปี ที่ 25 ล้านราย โดยลูกค้ากลุ่มนี้ 80% มีการใช้งานบริการดังกล่าวเป็นประจำ และ 30% มีการจับจ่ายในตัวเงินที่มากขึ้นกว่าค่าเฉลี่ยปกติ

ตั้งเป้า 3 ล้านรายภายในปี 2023 เพราะมันไม่ง่าย

“เราทดลองบริการนี้มา 1 ปี และได้ฐานลูกค้าสินเชื่อนี้มา 2 ล้านรายก็นับว่าน่าพอใจ เพราะหากเทียบเป็นสถาบันการเงินปกติกว่าจะได้ลูกค้าสินเชื่อ 2 ล้านรายต้องใช้เวลาเป็นสิบปี แต่ถึงอย่างไรในปี 2023 TrueMoney ตั้งเป้าว่าจะมีลูกค้า Pay Next ทั้งหมด 3 ล้านราย”

การจะไปถึงเป้าหมายดังกล่าว TrueMoney วางกลยุทธ์ทั้งการตลาดเพื่อสร้างการรับรู้ พร้อมขยายจุดรับชำระให้มากขึ้นจากปัจจุบันมีร้านค้าออฟไลน์มากกว่า 2 แสนจุด และร้านค้าออนไลน์ 1.5 ล้านราย พร้อมกับเน้นทำตลาดกลุ่มลูกค้าที่มีรายจ่ายมากกว่ารายได้ และลูกค้าที่อยากได้วงเงินเพิ่มเป็นเงินสำรอง

ทั้งนี้บริการ Pay Next จะให้วงเงินสูงสุด 50,000 บาท ผ่อนชำระสูงสุด 36 เดือน โดย TrueMoney จะมีรูปแบบบริการทั้งให้บริการสินเชื่อแบบไม่คิดดอกเบี้ยหากจ่ายเติมจำนวน และคิดดอกเบี้ยอัตราสูงสุด 24%/ปี ในกรณีเลือกผ่อนชำระวงเงิน เป็นต้น

ซื้อก่อนจ่ายทีหลังสะพัด 60,000 ล้านบาท

“มูลค่าตลาดซื้อก่อนจ่ายทีหลังในประเทศไทยสูงถึง 60,000 ล้านบาท ผ่านผู้เล่นที่เข้ามามากขึ้นเรื่อย ๆ และหลังจากนี้จะเติบโตขึ้นไปอีกด้วยเทคโนโลยีที่มาช่วยวิเคราะห์ ทำให้ TrueMoney ปล่อยโอกาสธุรกิจนี้หลุดมือไม่ได้ และต้องเติบโตไปด้วยกันทั้งกับลูกค้า รวมถึงพาร์ตเนอร์ธุรกิจต่าง ๆ”

TrueMoney ยืนยันว่า ก่อนให้วงเงินมีการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างถูกต้อง แต่ยังมีโอกาสเกิดหนี้เสียอยู่โดยคิดเป็นส่วนน้อยจากจำนวนลูกค้าที่ใช้บริการทั้งหมด ซึ่งการเร่งรัดหนี้จะมีขั้นตอน พร้อมกับยกระดับการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเพิ่มความถูกต้องของคะแนนเครดิตลูกค้าแต่ละรายให้มากที่สุด

TrueMoney เริ่มให้บริการปี 2015 บริการแรกคือการเติมเงินเกม และหลังจากนั้นขยายบริการอื่น ๆ เพิ่มเติม พร้อมกับขยายบริการไปในต่างประเทศประกอบด้วย ไทย กัมพูชา เมียนมาร์ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย โดยเป็นหนึ่งในพันธมิตรของ Ant Financial Services Group ผู้ให้บริการทางการเงินยักษ์ใหญ่จากจีน

สรุป

กระแส Buy Now, Pay Later เริ่มเติบโตในไทย บางรายปูพรมทำตลาดร่วมกับร้านค้าชั้นนำ ใช้โมเดลรายได้จากการหักค่าธรรมเนียมจากผู้ค้า ซึ่งต่างกับ TrueMoney ที่เน้นเรื่องค่าธรรมเนียมฝั่งผู้ใช้ ซึ่งก็ต้องดูว่าโมเดลไหนจะไปได้ดีกว่ากัน

อ้างอิง // TrueMoney

อ่านเพิ่มเติม

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post เจาะกระแส ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง เมื่อ TrueMoney ลงสนาม พร้อมตั้งเป้าลูกค้าใช้งาน 3 ล้านราย first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/truemoney-bnpl/

KBank แนะลงทุนเพื่อการเปลี่ยนโลก ครั้งเเรกกับกองทุนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

KBank แนะเจ้าของธุรกิจ-นักลงทุน เปลี่ยนธุรกิจให้เป็น Net Zero เพื่อโลก ครั้งเเรกกับกองทุนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

เรื่องการเปลี่ยนเเปลงของสภาวะอากาศจากนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เหตุจากสถานการณ์ใกล้ตัว เช่น น้ำท่วม พายุที่ทวีความรุนเเรงมากขึ้น ขั้วโลกเหนือที่น้ำเเข็งละลายเร็วกว่าเดิม สิ่งที่เหล่านี้ส่งผลกระทบต่อคนทั่วทุกมุมโลก 

นอกจากประชาชนทั่วไปจะรวมมือช่วยกันลดสภาวะการเปลี่ยนเเปลงของสภาพอากาศได้เเล้ว ด้านธุรกิจเเละนักลงทุนเองก็สามารถช่วยเปลี่ยนโลกนี้ให้มีสภาวะที่ดีขึ้นได้อีกด้วย 

ซึ่งด้านของ KBank Private Banking ได้ผนึกกำลัง Lombard Odier ระบุว่าการลงทุนอย่างยั่งยืนคือ “ทางรอด” ทั้งนี้ยังได้รับความร่วมมือกับ GC เพื่อตอกย้ำแนวคิด Net Zero สร้างความเติบโตให้ทั้งธุรกิจและพอร์ตลงทุน โดยความยั่งยืนของโลกสามารถสร้างการเติบโตที่มั่นคงให้กับทั้งธุรกิจและการลงทุนในระยะยาว โชว์ผลตอบแทน 3 ปี ของกองทุนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เติบโตเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 10% ต่อปี พร้อมแนะนักลงทุนปรับพอร์ตเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงผ่าน 3 ขั้นตอน ได้แก่ ปรับแนวคิดการลงทุนมุ่งสู่ Net Zero พิจารณาพอร์ตการลงทุนใหม่ และเสริมพอร์ตด้วยกองทุนเปลี่ยนโลก

โดย นายจิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์ Executive Chairman, Private Banking Group ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า “การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกได้ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ รวมถึงสร้างความเสี่ยงแก่ภาคธุรกิจและการลงทุนอย่างมหาศาล ในฐานะผู้นำด้านบริการบริหารความมั่งคั่งในประเทศไทยและผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน ธนาคารเชื่อว่า การลงทุนจะเป็นกุญแจดอกสำคัญที่จะเปิดประตูทางออกสำหรับวิกฤตินี้ ในขณะเดียวกันก็สามารถสร้างผลตอบแทนที่มั่นคง ผ่านการสนับสนุนธุรกิจที่ปรับตัวเข้ากับเศรษฐกิจที่มุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ซึ่งจะมีประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ 

นายแม็กซีม เพอเคอ Head of Sustainable Investment, Lombard Odier Investment Managers กล่าวเสริมว่า “การบริหารพอร์ตการลงทุนเพื่อมุ่งสู่ความยั่งยืนบนกรอบแนวคิด ESG อาจไม่เพียงพอที่จะเฟ้นหาธุรกิจที่จะเป็นผู้ชนะได้ เนื่องจากมาตรวัด ESG คำนึงถึงบทบาทของบริษัทในฐานะพลเมืองของสังคม (Corporate Citizenship) เช่น การปฎิบัติต่อพนักงาน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และชุมชนท้องถิ่น แต่การลงทุนเพื่อความยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยเกณฑ์ในการคาดการณ์แนวโน้มการเติบโตของธุรกิจในอนาคต (Forward-looking Metrics)

ในระบบเศรษฐกิจที่ลดการพึ่งพาคาร์บอนไดออกไซด์ลง เช่น แนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของบริษัทเมื่อเทียบกับธุรกิจอื่นในอุตสาหกรรมเดียวกัน ความสามารถของบริษัทในการบริหารจัดการต้นทุน การตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป และการใช้ประโยชน์จากโอกาสต่างๆ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงภาวะแวดล้อมทางธุรกิจที่เป็นรูปธรรมและรวดเร็วด้วยเทคโนโลยีที่มี กล่าวคือ เราต้องให้ความสำคัญกับโมเดลธุรกิจ (Business Model) ของบริษัทที่จะขับเคลื่อนการเติบโตในอนาคต ควบคู่ไปกับแนวปฏิบัติ (Business Practice) ของบริษัทในปัจจุบัน”

ทั้งนี้ KBank Private Banking ได้นำเสนอโอกาสในการลงทุนในธุรกิจเหล่านี้ผ่านกองทุน K-CLIMATE เป็นครั้งแรกในปี 2563 ซึ่งกองทุนสามารถสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ไม่ต่ำกว่า 10% อีกทั้งยังมีความผันผวนที่ต่ำกว่าดัชนีตัวชี้วัด นอกจากนี้ กองทุนหลักยังได้รับการรับรองเป็น Article 9 Fund โดย EU Sustainable Finance Disclosure Regulation (SFDR) ซึ่งเป็นมาตรฐานสูงสุดของกองทุนเพื่อความยั่งยืนที่ต้องมีเป้าหมายและดัชนีชี้วัดด้านความยั่งยืนโดยตรงอีกด้วย

หนึ่งในบริษัทชั้นนำของประเทศไทยที่มุ่งผลักดันเรื่อง Net Zero อย่างจริงจัง คือ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC โดย ดร.ชญาน์ จันทวสุ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานความยั่งยืนองค์กร กล่าวว่า “ด้วยบทบาทของผู้นำธุรกิจเคมีภัณฑ์ระดับสากล GC สานต่อการนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาปรับใช้ในการดำเนินธุรกิจ มุ่งสู่ เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 และเราให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานของธุรกิจเดิม เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ในขณะเดียวกันก็ได้ปรับโครงสร้างของธุรกิจ ด้วยการลงทุนในธุรกิจใหม่ ซึ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ยกระดับคุณภาพชีวิต ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ เช่น พลาสติกชีวภาพ พลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูง และเคมีภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง จากการเข้าซื้อกิจการ allnex ผู้นำระดับโลกในธุรกิจผลิตภัณฑ์สารเคลือบผิว (Coating Resins) และสารเติมแต่งสำหรับงานอุตสาหกรรมที่มีความหลากหลายสำหรับใช้กับวัสดุ ทุกประเภท เป็นต้น

ทั้งนี้ GC คาดว่าจะใช้เงินลงทุนเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 5 พันล้านเหรียญสหรัฐ และ 2.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อปรับโครงสร้างธุรกิจเข้าสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำเพื่อการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ควบคู่ไปกับการเติบโตของธุรกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยผลการดำเนินงานที่ผ่านมาชี้ให้เห็นว่า ความสำเร็จของกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนสามารถสร้างผลตอบแทนในเชิงธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม” 

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post KBank แนะลงทุนเพื่อการเปลี่ยนโลก ครั้งเเรกกับกองทุนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/kbank-recommends-investing-to-change-the-world/

SiteMinder เผยผลสำรวจคนไทยนิยมที่จะทำงานระหว่างท่องเที่ยวมากที่สุด

SiteMinder ธุรกิจการจองที่พักทั่วโลก เผยผลสำรวจคนไทยนิยมที่จะทำงานระหว่างท่องเที่ยวมากที่สุด

โลกยุคปัจุจบันที่ทุกคนสามารถนั่งทำงานที่ไหนก็ได้ ไม่จำกัดอยู่เเค่ภายในออฟฟิศ ยิ่งได้ออกไปเปลี่ยนที่ทำงานตามต่างจังหวัดเเล้วนั้น จะยิ่งช่วยให้ร่างกายเเละสมองได้รับการผ่อนคลายส่งผลดีต่อการทำงาน

จากข้อมูลของ SiteMinder ผู้นำแพลตฟอร์มระดับโลกด้านโฮเทลคอมเมิร์ซแบบ Open Platform ได้เผยผลสำรวจล่าสุดของ SiteMinder จากนักท่องเที่ยวทั่วโลกกว่า 8,000 คน 

รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวไทย 800 คนทั่วประเทศ พบว่า นักท่องเที่ยวไทย 2 ใน 3 หรือ 65% คาดว่าจะทำงานไปด้วยระหว่างการเดินทางท่องเที่ยว เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยโลกที่ 36% 

ผลสำรวจผ่าน Changing Traveller Report ประจำปี ซึ่งปีนี้ผลสำรวจแสดงให้เห็นถึงความต้องการที่จะผสมผสานการทำงานเข้ากับการท่องเที่ยวพักผ่อน หรือ Bleisure 

โดยมีความนิยมแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ นำโดยประเทศไทย ตามด้วยประเทศอินโดนีเซีย และประเทศจีน 

เทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้นนี้ คาดว่าจะส่งผลให้ผู้ให้บริการที่พักต้องปรับตัวเพื่อตอบรับกับความต้องการนี้ โดยที่พักจะเข้ามามีบทบาทสำคัญมากกว่าการใช้เป็นที่หลับนอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่ผู้ที่จะทำงานไปด้วยระหว่างการเดินทางท่องเที่ยว

รายงานของ SiteMinder ยังเผยถึง 5 เทรนด์ท่องเที่ยว ที่จะเข้ามามีบทบาทต่อผู้ให้บริการที่พักและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โดยหนึ่งในนั้นคือเทรนด์ Bleisure ที่ได้กล่าวไปข้างต้น:    

    1. The Macro-Travel Trend: คนมีความต้องการที่จะเดินทางมากกว่าอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น
    2. The Digital Influence Trend: ปัจจุบัน นักเดินทางเป็นผู้บริโภคที่ธุรกิจมีโอกาสดึงมาเป็นลูกค้ามากที่สุด
    3. The Bleisure Trend: นักท่องเที่ยวที่ทำงานไปด้วยต้องการโรงแรมที่ตอบรับความต้องการมากขึ้น
    4. The Trust Trend: ทุกๆ ขั้นตอนทางดิจิทัล มีความสำคัญอย่างมากสำหรับนักเดินทางยุคใหม่ที่ใส่ใจด้านความปลอดภัย
    5. The Human Connection Trend: นักเดินทางที่ใช้เทคโนโลยี ยังคงให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนมนุษย์

ด้านคุณแบรด ไฮนส์ รองประธานฝ่ายการตลาดของ SiteMinder ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เปิดเผยว่า “การท่องเที่ยวที่ทุกคนเฝ้ารอคอยได้กลับมาแล้ว พร้อมกับนักท่องเที่ยวที่มีความต้องการใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกเขาต้องการความยืดหยุ่นในการทำงานนอกออฟฟิศมากยิ่งขึ้น 

ซึ่งรายงานผลสำรวจของ SiteMinder ปีนี้ พบความต้องการที่หลากหลายทั้งกลุ่มของคนทำงาน และไม่ได้ทำงานระหว่างท่องเที่ยว ซึ่งกลุ่มที่พร้อมทำงานไปด้วยระหว่างการท่องเที่ยวจะเข้ามามีบทบาทให้สิ่งเล็กๆ กลายมาเป็นสิ่งสำคัญมากยิ่งขึ้น 

อาทิ กลิ่นน้ำหอมของที่พัก หรืองานศิลปะ โดยพวกเขาจะใช้เวลาในการพิจารณาและเลือกที่พักนานมากขึ้น เพื่อหาที่พักที่โดนใจตัวเองมากที่สุด นอกจากนี้ โฆษณาที่ตรงใจมีผลอย่างมากต่อนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ล้วนจะมีผลต่อผู้ให้บริการที่พักต่อไปในอนาคตอย่างแน่นอน เนื่องจากคาดว่ากลุ่มนี้จะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องต่อไป” 

 

อีกหนึ่งข้อมูลที่น่าสนใจจากรายงานของ SiteMinder คือ การเปิดรับด้านเทคโนโลยีของนักท่องเที่ยวไทย เมื่อเทียบกับนักท่องเที่ยวประเทศอื่นๆ ทั่วโลก:

  • 78% ของนักท่องเที่ยวคนไทย “ได้รับอิทธิพล” หรือ “ได้รับอิทธิพลอย่างมาก” จากโซเชียลมีเดียเมื่อจะทำการจอง ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่อยู่ที่ 43%
  • 72% ต้องการให้มีการเช็คอินแบบอัตโนมัติ เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยโลกที่ 54%  
  • 93% จะเข้าไปดูข้อมูลก่อนการเข้าพักในโลก Metaverse ก่อนทำการเช็คอินหากทำได้ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่อยู่ที่ 72%
  • 14% มองว่าแชทบอทเป็นสิ่งสำคัญที่ควรมีสำหรับเว็บไซต์ที่พักหรือโรงแรม เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยโลกที่ 8%  

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post SiteMinder เผยผลสำรวจคนไทยนิยมที่จะทำงานระหว่างท่องเที่ยวมากที่สุด first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/siteminder-reveals-survey-results-that-thai-people-like-to-work-while-traveling-the-most/

ท้ารบทุก delivery ล่าสุด Robinhood เปิดตัว Robinhood Mart สั่งซื้อสินค้า ของสด ของใช้ ส่งถึงบ้าน

Robinhood หรือ โรบินฮู้ด เป็นน้องใหม่ในตลาดบริการ delivery ที่เริ่มจากส่งอาหาร จากนั้นเข้าสู่ตลาด Travel การจองและซื้อบริการเกี่ยวกับท่องเที่ยว เตรียมเปิดบริการ Robinhood Ride เรียกรถสำหรับใช้เดินทางในไตรมาส 4 ปีนี้ และถ้าดูในแอปฯ จะพบว่าเร็วๆ นี้จะเปิดบริการส่งของส่งพัสดุ (Express Service) ตามมาด้วย

robinhood mart

แต่วันนี้บริการใหม่ที่เปิดคือ Robinhood Mart (โรบินฮู้ด มาร์ท) บริการสั่งซื้อสินค้า ของสด ของใช้ ส่งตรงถึงบ้าน เรียกได้ว่าเป็นกึ่งไฟท์บังคับให้ Robinhood ต้องเปิดบริการใหม่ให้ครบทุกประเภทของ Service on Demand เพราะเมื่อจะเป็น Super App ที่คนเข้าใช้บริการทุกวัน วันละหลายๆ ครั้ง บริการต้องหลากหลาย เป้าหมายหลักคือ เพื่อดึงให้ผู้บริโภคอยู่กับ Robinhood เป็นประจำต่อเนื่อง เป้าหมายอีกส่วนคือ เป็นแหล่งงาน แหล่งเงินสร้างรายได้ให้กับ Rider ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของบริการ Service on Demand อีกด้วย

และที่สำคัญ ท่ามกลางการแข่งขันที่สูงมาก เพราะมีทั้ง Grab, LINE MAN, Foodpanda รวมถึง Shopee Food และ Airasia อยู่ในตลาด นี่เป็นเกมที่ไม่ง่ายเลย

robinhood mart

Robinhood Mart ประกาศตั้งเป้ายอดขายกว่า 500 ล้านบาท และยอดออเดอร์เฉลี่ย 4,000 ออเดอร์ต่อวัน ภายในปี 2566 ด้วย 4 จุดต่างส่งไวไม่ต้องรอ – GP ต่ำสุดในตลาดคัดของพรีเมียม – Call Center 24 ชั่วโมงให้ลูกค้าบนแพลตฟอร์มโรบินฮู้ดกว่า 3.2 ล้านคน สามารถสั่งซื้อของกินของใช้ในหลากหลายแคตตากอรี่จากร้านค้ากว่า 4,000 ร้าน ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว

robinhood mart

ธนา เธียรอัจฉริยะ ประธานกรรมการ บริษัท เพอร์เพิล เวนเจอร์ส จำกัด ผู้พัฒนาและให้บริการแพลตฟอร์ม โรบินฮู้ดกล่าวว่า Robinhood เริ่มต้นจากธุรกิจฟู้ดเดลิเวอรีในช่วงวิกฤตโควิด-19 ด้วยการไม่เก็บค่า GP กับร้านอาหาร จากนั้นขยายขอบเขตการให้บริการสู่ธุรกิจท่องเที่ยวด้วย Robinhood Travel บริการด้านการท่องเที่ยวออนไลน์แบบครบวงจร (all-in-one online travel service) ไม่เก็บค่าคอมมิชชั่นจากโรงแรมเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทย และเมื่อไม่นานมานี้ได้รับการรับรองจากกรมขนส่งทางบกให้สามารถให้บริการเรียกรถยนต์รับจ้างผ่านแอปพลิเคชันได้อย่างถูกกฎหมาย

robinhood mart

สีหนาท ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เพอร์เพิล เวนเจอร์ส จำกัด กล่าวว่า Robinhood Mart สามารถสั่งได้ง่ายๆ จากร้านค้าพันธมิตรกว่า 4,000 ร้าน รวมถึงร้านค้าเอ็กซ์คลูซีฟที่เปิดให้บริการเฉพาะที่ Robinhood Mart อย่าง HomePro และ EVEANDBOY จุดสำคัญคือ GP ต่ำสุดในตลาดไม่เกิน 15% จะเป็นจุดต่างที่ช่วยให้ Robinhood Mart แตกต่างจากผู้ให้บริการรายอื่น

robinhood mart

หลังจากทดลองเปิดให้บริการ soft launch เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มียอดสั่งซื้อสินค้ามากกว่า 10,000 ออเดอร์ ยอดสั่งซื้อต่อออเดอร์เฉลี่ย 280 บาท โดยสินค้าที่ได้รับความนิยมใน Robinhood Mart คือ ผักสวนครัว เนื้อสัตว์ และยา ตามลำดับ ภายในปี 2566 จะมีผู้ประกอบการและแบรนด์เข้าร่วมบนแพลตฟอร์มกว่า 10,000 ราย มียอดขายบนแพลตฟอร์ม (GMV) กว่า 500 ล้านบาท มียอดออเดอร์เฉลี่ย 4,000 ออเดอร์/วัน และมียอดสั่งซื้อต่อออเดอร์โดยเฉลี่ยประมาณ 300 บาท

robinhood mart

“คาดว่าในไตรมาส 4 ของปีนี้ จะสามารถเปิดให้บริการ Robinhood Ride แพลตฟอร์มเรียกรถ (Transportation Platform) และบริการรับส่งของ (Express Service) ตามลำดับ โดยบริการทั้งหมดนี้นับเป็นส่วนหนึ่งของแผนงานในการสร้างการเติบโตของธุรกิจ ก่อนต่อยอดขยายสู่บริการอื่นๆ ต่อไปในอนาคตเพื่อปูทางสู่การเป็น “Super App สัญชาติไทยที่สามารถแข่งขันและเติบโตได้ในระดับภูมิภาคต่อไป (Regional Player)”

สำหรับโปรโมชันพิเศษโค้ดส่วนลด 99 บาท เมื่อซื้อสินค้าจาก Robinhood Mart ครั้งแรกตั้งแต่ 100 บาทขึ้นไป เพียงกรอกโค้ด MART1 ตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน – 27 ตุลาคม 2565 พร้อมสิทธิ์ส่งฟรีในระยะทางไม่เกิน 5 กิโลเมตร ตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม – 31 ตุลาคม 2565 เพื่อกระตุ้นให้เกิดการทดลองใช้งานในช่วงเปิดตัว

สรุป

ล่าสุด LINE MAN ประกาศระดมทุนรอบใหม่ เตรียมเม็ดเงินสู้ศึกในตลาด Service on Demand อย่างเต็มที่ Robinhood เปิดบริการใหม่ Robinhood Mart ยังไม่รวมถึงผู้ให้บริการเจ้าอื่นๆ เชื่อว่าการแข่งขันในตลาดนี้จะคึกคักไปอีกไม่น้อย และผู้บริโภคน่าจะได้ประโยชน์อย่างแน่นอน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ท้ารบทุก delivery ล่าสุด Robinhood เปิดตัว Robinhood Mart สั่งซื้อสินค้า ของสด ของใช้ ส่งถึงบ้าน first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/robinhood-mart/