คลังเก็บป้ายกำกับ: FEATURED_POSTS

นัดคุย สกมช. และเจรจาธุรกิจกับเหล่า Vendor/Service Provider ได้ในงาน NCSA Thailand National Cyber Week 2023 วันที่ 17 – 18 กุมภาพันธ์ ณ สามย่านมิตรทาวน์

บริษัท IT Consult, System Integrator และ Distributor ที่กำลังมองหาผลิตภัณฑ์หรือบริการด้าน Cybersecurity จากเหล่า Vendor และ Service Provider มาขายหรือให้บริการในไทย สามารถลงทะเบียนเพื่อนัดเจรจาธุรกิจผ่านการทำ Business Matching ได้ในงาน “Thailand National Cyber Week 2023” วันที่ 17 – 18 กุมภาพันธ์ ณ สามย่านมิตรทาวน์ รวมถึงสามารถนัดพูดคุย ทำความรู้จักกับเหล่าผู้บริหารของสำนักงานคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) แบบ Exclusive ได้อีกด้วย

📆 วันที่ 17 – 18 กุมภาพันธ์ 2023
⏰ เวลา 10:30 – 16:30 น.
🏢 สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์ (แผนที่, MRT สามย่าน)
📍 รายละเอียด https://www.thncw.com/matching/

Vendor และ Service Provider ที่เปิดเจรจา Business Matching เพื่อค้นหา Partner ในการทำธุรกิจร่วมกันมี 8 บริษัท ได้แก่ Bangkok MSP, Bangkok Systems, CDNetworks, DBR Systems – Thailand, Exclusive Networks, G-Able, Imperva และ Softnix Technology สามารถดูข้อมูลบริษัทและรายละเอียดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์หรือบริการที่นำเสนอได้ที่ https://www.thncw.com/matching/

หน่วยงาน/องค์กร CII, บริษัท IT Consult, System Integrator, Distributor, Service Provider และ Vendor ที่สนใจนัดพูดคุยกับเหล่าผู้บริหารของ สกมช. และเจรจาธุรกิจผ่านทาง Business Matching สามารถลงทะเบียนเพื่อยื่นเรื่องขอนัดหมายได้ทันที โดยทีมงานจะติดต่อกลับเพื่อยืนยันวันและเวลานัดหมายผ่านทางอีเมลและโทรศัพท์ที่ท่านได้ลงทะเบียนไว้

** Business Matching ไม่ใช่บริการสำหรับการค้นหาพ่อค้าหรือลูกค้าสำหรับซื้อขายผลิตภัณฑ์/บริการ

from:https://www.techtalkthai.com/ncsa-thailand-national-cyber-week-2023-business-matching/

ทรานส์ฟอร์มธุรกิจอย่างมั่นใจ ด้วย Alibaba Cloud จาก TrueBusiness

ทุกวันนี้ไม่ว่าจะทำธุรกิจอยู่ในภาคอุตสาหกรรมใด ล้วนจำเป็นจะต้อง Digital Transformation เพื่อให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดอย่างรวดเร็ว ซึ่ง Cloud คือหนึ่งในเทคโนโลยีที่สำคัญในการทำให้องค์กรสามารถทรานส์ฟอร์มได้สำเร็จ หากแต่ในทุกวันนี้การใช้ Cloud เพียงเจ้าใดเจ้าหนึ่งนั้นก็อาจไม่เพียงพอที่จะให้บริการกับลูกค้าได้อย่างมีเสถียรภาพอีกต่อไปเสียแล้ว

อีกหนึ่งผู้ให้บริการ Cloud ระดับโลกที่น่าจับตาอย่างยิ่ง นั่นคือ “Alibaba Cloud”  ผู้ให้บริการ Infrastructure as a Service (IaaS) ระดับแนวหน้าในภูมิภาคเอเชียที่ได้มาเปิดตัว Data Center ในประเทศไทยช่วง พ.ค.2565 พร้อมกับมีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับทาง True ในช่วงปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา และสร้างความร่วมมือกับทาง TrueBusiness ที่จะมาร่วมกันช่วยปลดล็อกศักยภาพของภาคธุรกิจไทยให้ทรานส์ฟอร์มองค์กรได้อย่างรวดเร็ว รายละเอียดของ Alibaba Cloud ที่มีพื้นที่ให้บริการในไทยกับทาง TrueBusiness นั้นเป็นอย่างไร อะไรคือเหตุผลที่ภาคธุรกิจควรใช้ Alibaba Cloud ผ่าน TrueBusiness ติดตามได้ในบทความนี้

ความท้าทายของบริการ Public Cloud ในภาคธุรกิจไทย 

แม้ว่าเทรนด์ Digital Transformation จะเกิดขึ้นมาสักพักหนึ่งแล้ว หากแต่ความท้าทายสำคัญคือ “การเริ่มต้น” ที่หลาย ๆ องค์กรในภาคอุตสาหกรรมนั้นอาจจะยังไม่เข้าใจถึงความต้องการอย่างชัดเจน รวมทั้งโลกของเทคโนโลยีที่มีสิ่งใหม่เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งรวมไปถึงเทคโนโลยี Cloud ที่ยอมรับโดยทั่วกันแล้วว่าเป็นหนึ่งในส่วนสำคัญที่สามารถช่วยสนับสนุนให้องค์กรทรานส์ฟอร์มได้อย่างทันท่วงที

ด้วยความต้องการในภาคอุตสาหกรรมที่มีความหลากหลายและแตกต่างกันไป รวมทั้งเทคโนโลยี Cloud ที่ปัจจุบันการใช้งาน Cloud ที่เดียวไม่อาจตอบโจทย์ได้ตามที่ต้องการทั้งหมด จำเป็นต้องใช้งานในรูปแบบ Hybrid Cloud หรือ Multi Cloud ที่สามารถปรับแต่งได้ตามโจทย์หรือ Pain Point ที่มีของแต่ละธุรกิจ ความท้าทายเหล่านี้คือจุดสำคัญที่ทำให้องค์กรจำเป็นจะต้องมีผู้เชี่ยวชาญในทุกเทคโนโลยี Cloud เพื่อมาช่วยแนะนำและคัดสรรเลือกใช้โซลูชันที่ตอบโจทย์กับธุรกิจ ด้วยราคาที่สมเหตุสมผลและประสิทธิภาพรวดเร็ว มีความเสถียรตลอดเวลา ซึ่ง Alibaba Cloud คือหนึ่งในผู้ให้บริการ IaaS ชั้นนำในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและเป็นผู้ให้บริการ IaaS อันดับ 3 ของตลาดโลกนั้นคืออีกหนึ่งแบรนด์ที่ต้องจับตามองการเติบโตที่กำลังเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

TrueBusiness จับมือ Alibaba Cloud เสริมบริการภาคธุรกิจในไทย

อย่างที่รู้กันว่าจุดเริ่มต้นของ Alibaba Cloud นั้นคือการพัฒนาระบบ Cloud สำหรับใช้งานภายในองค์กรตัวเองเพื่อสนับสนุนระบบ e-Commerce ในจีนที่ถือได้ว่าใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก หากแต่ปัจจุบัน Alibaba Cloud ได้วิวัฒนาการจนกลายมาเป็นผู้ให้บริการ Cloud ระดับโลกเป็นที่เรียบร้อย โดย ณ วันนี้ได้เปิดให้บริการถึง 86 โซนใน 28 ภูมิภาคทั่วโลก อาทิ จีน, สิงคโปร์, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, ญี่ปุ่น, สหราชอาณาจักร, เยอรมัน และออสเตรเลีย ซึ่ง Alibaba Cloud มีผลิตภัณฑ์ให้บริการมากกว่า 200 ผลิตภัณฑ์แล้วตอนนี้

ในที่สุดเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา Alibaba Cloud ก็ได้ขยายพื้นที่ให้บริการ Data Center มายังประเทศไทยอย่างเป็นทางการ พร้อมทั้งเซ็นต์สัญญาลงนามความร่วมมือกับทางกลุ่ม True เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อเสริมความพร้อมในการให้บริการโซลูชันดิจิทัลครบวงจรให้กับลูกค้าองค์กรทุกระดับ และสนับสนุนการให้คำปรึกษาทางธุรกิจเพื่อเร่งการทำ Digital Transformation ขององค์กรไทยได้รวดเร็วและตอบโจทย์การใช้งานได้ดีขึ้นกว่าเดิม

ด้วยจุดแข็งของทาง Alibaba Cloud ที่เชี่ยวชาญทั้งส่วนของโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure), ความมั่นคงปลอดภัย (Security) ของ Cloud รวมทั้งโซลูชันบริการวิเคราะห์ข้อมูลและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI & Data Analytics) มากมายที่พร้อมสนับสนุนในทุกภาคอุตสาหกรรม เสริมกับความแข็งแกร่งของทาง TrueBusiness ผู้ให้บริการลูกค้าองค์กรชั้นนำของไทยที่ครอบคลุมบริการอยู่ในทุกภาคอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจค้าปลีก (Retail) โลจิสติกส์ (Logistics) อีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) การเงิน (Finance) เป็นต้น ความร่วมมือที่เกิดขึ้นนี้คือการเสริมกำลังกันที่จะสามารถสนับสนุนการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมไทย ตามโจทย์ความต้องการใช้งานของแต่ละแห่งได้รวดเร็วยิ่งขึ้นกว่าเดิมแน่นอน

5 เหตุผลที่ต้องใช้ Alibaba Cloud กับ TrueBusiness

Alibaba Cloud ที่มาเปิดตัว Data Center แห่งแรกในประเทศไทยได้มีโมดูลพร้อมให้บริการที่หลากหลายมากมาย ที่จะสนับสนุนให้ทุกองค์กรทุกภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทยสามารถใช้งานทรานส์ฟอร์มธุรกิจได้แล้ววันนี้ ตั้งแต่ Cloud Computing, Stroage, Network, Database, Security, Big Data &AI และ Media & CDN และนี่คือ 5 เหตุผลที่ควรจะต้องใช้ Alibaba Cloud กับทาง TrueBusiness

มีความเสถียรสูง

จุดเด่นที่สุดของ Alibaba Cloud นั้นคือ “ความเสถียร” โดยตัวอย่างที่เห็นเด่นชัดเจนมาก ๆ นั่นคือ Alibaba Cloud นั้นเป็นโครงสร้างพื้นฐานผู้อยู่เบื้องหลังตลาด e-Commerce ของ Alibaba Group ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีนที่สามารถจัดการกับธุรกรรมที่เกิดขึ้นในช่วงที่จัดมหกรรมช้อปปิ้งระดับโลก 11.11 ได้อย่างเสถียรและไม่มีปัญหาใด ๆ เกิดขึ้น ซึ่งหากธุรกิจใดที่ต้องการความเสถียรในการให้บริการระดับสูงสุดด้วยระดับเดียวกับที่ให้บริการในประเทศจีนแล้ว Alibaba Cloud ถือว่าตอบโจทย์ที่สุดและมั่นใจในการให้บริการได้อย่างแน่นอน

คุ้มค่าใช้จ่าย

เมื่อเทียบกับผู้ให้บริการ Cloud เจ้าอื่น ๆ ในส่วนการประมวลผล (Compute Engine) นั้น Alibaba Cloud ถือว่าสามารถสนับสนุนลูกค้าในราคาที่เข้าถึงได้มากกว่า จึงทำให้สามารถสร้างโอกาสในการแข่งขันทางธุรกิจได้ดีกว่านั่นเอง อีกทั้ง Alibaba Cloud จะมีทีมงานสนับสนุนในโมดูลที่เลือกใช้งานทุกส่วน และทีมเชิงลึกที่จะมาช่วยสนับสนุนข้อมูลว่าทำไมถึงองค์กรของลูกค้าควรจะทรานส์ฟอร์มมาที่ Cloud และจะมีผลตอบแทนจากการลงทุน (Return on Investment : ROI) อย่างไรบ้างให้ประกอบการตัดสินใจอีกด้วย 

พร้อมดำเนินการตาม PDPA

PDPA หรือพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 นั้นคือสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในการทำธุรกิจในประเทศไทย ซึ่งการเลือกใช้ Alibaba Cloud กับทาง TrueBusiness นั้นได้มีการคำนึงถึงจุดนี้พร้อมไว้เรียบร้อยแล้ว ทั้งในเรื่องของการรับรองมาตรฐาน ISO27001 และ ISO20000 และ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของไทยในด้านการรักษาความปลอดภัยที่นำเสนอให้แก่ลูกค้า เช่น บริการป้องกันการโจมตีแบบ Anti-DDoS, WAF, ศูนย์ความปลอดภัย, การตรวจสอบการดำเนินการ, บริการใบรับรอง SSL และการจัดการการเข้าถึงทรัพยากร (RAM)

CDN ประสิทธิภาพสูงสุดในประเทศไทย

CDN หรือ Content Delivery Network คือเครือข่ายที่ช่วยทำให้การส่งข้อมูลเนื้อหาต่าง ๆ มีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ซึ่ง Alibaba Cloud มีโหนด CDN ที่ทำให้มั่นใจได้ว่าการส่งข้อมูลที่รองรับด้วย Alibaba Cloud CDN จะมีประสิทธิภาพทั้งความรวดเร็ว เสถียร มีความมั่นคงปลอดภัยอย่างสูงสุด และที่สำคัญคือมี Latency ระดับต่ำสุด การันตีคุณภาพจากลูกค้าทุกกลุ่มโดยเฉพาะลูกค้ากลุ่มมีเดียในประเทศไทย 

Website Acceleration ด้วย Alibaba Cloud CDN

TrueBusiness ที่พร้อมสนับสนุนทุกการทรานส์ฟอร์ม

จนถึงวันนี้ TrueBusiness ได้ให้บริการเทคโนโลยี Cloud ทั้งในส่วนของ Enterprise Cloud และ Public Cloud กับลูกค้าองค์กรมามากกว่า 9 ปีแล้ว โดย TrueBusiness มีทีมงานรองรับอย่างครบวงจรตั้งแต่เริ่มพูดคุยเรื่องความต้องการใช้งาน โจทย์ปัญหาหรือ Pain Point ที่ต้องการปรับแก้ เพื่อนำไปวิเคราะห์ว่าโจทย์ที่ได้นั้นเหมาะสมกับ Cloud เจ้าใดและบริการอะไรบ้าง พร้อมทั้งยังมีทีมออกแบบและให้คำปรึกษา ที่จะช่วยคัดสรรเทคโนโลยีที่เหมาะสมและดีที่สุดให้กับลูกค้าใช้งานในราคาที่สมเหตุสมผลอีกด้วย

ในฝั่งของ Alibaba Cloud นั้น ทาง TrueBusiness ก็มีทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่ได้ใบรับรองจาก Alibaba Cloud ในทุกระดับ ทั้งในส่วนของ Alibaba Cloud Associate, Alibaba Cloud Professional และ Alibaba Cloud Network Engineering Specialist ซึ่งปัจจุบัน TrueBusiness ได้มีลูกค้าที่ใช้ Alibaba Cloud แล้ว ดังนั้น TrueBusiness มีความพร้อมและมั่นใจที่จะสนับสนุนให้กับทุกองค์กรจากทุกภาคอุตสาหกรรมในการทรานส์ฟอร์มองค์กรผ่าน Alibaba Cloud ได้แล้ววันนี้

ติดต่อ TrueBusiness เริ่มใช้ Alibaba Cloud ได้ทันที

ถ้าหากรู้สึกได้ว่า Alibaba Cloud นั้นตอบโจทย์กับองค์กรของท่าน ทาง TrueBusiness คือผู้ให้บริการที่มีความพร้อมในการให้บริการโซลูชันดิจิทัลครบวงจร รวมทั้งมีผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาในการนำโซลูชันต่าง ๆ ไปปรับใช้ในธุรกิจได้ ดังนั้น มั่นใจได้เลยว่าการบริการ Alibaba Cloud จากทาง TrueBusiness นั้นจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งในด้านดิจิทัลและความสามารถในการแข่งขันในอนาคตได้อย่างแน่นอน

สำหรับผู้ที่สนใจใช้บริการของ Alibaba Cloud ในประเทศไทย สามารถติดต่อ TrueBusiness เพื่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการลูกค้าองค์กร โทร 1239 หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://truebusiness.truecorp.co.th/th/solution/data-cloud/cloud-services

from:https://www.techtalkthai.com/transform-your-business-with-alibaba-cloud-from-truebusiness/

เริ่มต้นใช้ RPA กันง่ายๆ ด้วยบริการครบวงจรจาก KDDI Thailand

RPA เป็นเทคโนโลยีที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ประหยัดเวลา แบ่งเบาภาระให้พนักงานมีเวลาไปทำกิจกรรมอื่นที่มีประโยชน์มากขึ้น อีกทั้งปัจจุบันเทคโนโลยี RPA ยังได้รับการเสริมสร้างความชาญฉลาดจาก AI/ML หรือแม้กระทั่งการทำงานร่วมกับ IoT ด้วยเหตุนี้เอง RPA จึงถือเป็นกุญแจสำคัญในโครงการ Digital Transformation อนึ่งแม้จะมีประโยชน์มากล้น แต่การตีความเพื่อนำไปใช้จริงนั้นมีความท้าทายไม่น้อย ด้วยเหตุนี้เองวันนี้เราขอพาทุกท่านไปรู้จักกับบริการ RPA ภายใต้มือผู้เชี่ยวชาญจาก KDDI Thailand กันครับ

Software RPA คืออะไร?

Robotic Process Automation หรือ RPA คือการสร้างหุ่นยนต์หรือบอทที่จะเข้าไปทำงานแทนมนุษย์ โดยงานที่เข้าไปทำแทนอาจจะเป็นงานที่ซ้ำซากจำเจ งานที่ไม่ต้องใช้ความสามารถมากแต่กินเวลา หรืองานที่คอมพิวเตอร์สามารถทำได้เร็วกว่ามนุษย์
ก่อนที่บอทจะเข้าไปทำงานเหล่านั้นได้ ก็ต้องมีการสอนงานกันก่อน โดยอาจทำผ่านการลองทำงานนั้นและ Record ไว้เพื่อเป็นตัวอย่างสำหรับบอท หรือการเขียนโปรแกรมเพื่อสร้างบอทตามต้องการ ซึ่งอาจรองรับเคสที่ซับซ้อนมากกว่า และเมื่อนำบอทเหล่านี้ไปใช้งาน พวกมันก็จะทำงานอย่างรวดเร็วแม่นยำตามรูปแบบที่เรียนมา ไม่มีการเหนื่อยล้า ไม่ตกหล่น และสามารถทำงานได้ตลอดแม้นอกเวลาทำการ

หากกล่าวถึงข้อดีของ RPA นั้นมีอยู่หลายด้านทีเดียว ประการแรก ตอบโจทย์ด้าน Compliance เนื่องจากบอทสามารถบันทึกทุกกิจกรรมไว้จึงมีแนวทางที่ชัดเจนไม่นอกกรอบมั่นใจได้ ดังนั้นการตรวจสอบภายในจึงทำได้ง่าย อีกทั้งฟีเจอร์ของ RPA ยังรองรับกับมาตรฐานในหลายอุตสาหกรรมเช่น HIPAA, PCI และอื่นๆ

ประการที่สอง ไม่กระทบกับระบบเดิมเพราะการทำงานของ RPA จะอยู่ในเลเยอร์แอปพลิเคชันเฉกเช่นเดียวกับที่ผู้ใช้ปฏิสัมพันธ์กับแอป กล่าวคือไม่ต้องเปลี่ยนแปลงแอปเดิมที่มีอยู่ทำให้ไม่กระทบกับการทำงาน การใช้งานสมัยใหม่ก็ไม่ยากนักเพราะถูกพัฒนาให้ง่ายขึ้นเรื่อยๆลดการพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญ

ประการที่สาม เพิ่มประสิทธิภาพให้แก่การทำงานของพนักงานซึ่งจะเห็นได้ว่าบอทเหมาะแก่การทำงานซ้ำเดิมหรืองานปริมาณมาก สร้างประสบการณ์ความเป็นอัตโนมัติให้แก่กระบวนการทำงาน

ประการสุดท้าย แพลตฟอร์มกลางที่ใช้บริหารจัดการ RPA ในการทำงานมีลักษณะแบบรวมศูนย์ ดังนั้นกิจกรรมทุกอย่างตั้งแต่การตั้งค่า ควบคุม สร้างบอทจะเกิดขึ้นได้จากศูนย์กลาง อีกทั้งหากเซิร์ฟเวอร์อยู่บนคลาวด์องค์กรก็จะสามารถควบคุมบอทได้จากที่ใดก็ได้
แต่แน่นอนว่าแต่ละองค์กรมีความต้องการที่แตกต่างกัน นั่นหมายถึงบอทที่สร้างขึ้นต้องถูกปรับแต่งให้เหมาะกับการทำงานในแง่ต่างๆ สเกลให้มากพอกับปริมาณงาน เชื่อมต่อระบบเดิมได้ อีกทั้งยังต้องประเมินประสิทธิภาพอยู่เสมอ นั่นทำให้ UiPath และ KDDI จะเข้ามาตอบโจทย์ตรงนี้

UiPath RPA

ความต้องการที่แตกต่างกันของสถานการณ์และลักษณะธุรกิจทำให้เรื่องราวทั้งหมดย้อนกลับมาสู่คำถามว่า UiPath มีเครื่องมืออะไรที่อำนวยความสะดวกให้แก่การทำงานนั้น และคำตอบนี้เห็นได้จากการที่ UiPath แบ่งส่วนของผลิตภัณฑ์ไว้ 3 ขั้นตอนคือ

  • Discover – มีเครื่องมือช่วยเสาะหาว่าโปรเซสใด หรืองานใดในองค์กรที่สามารถสร้างผลสัมฤทธิ์ด้วย RPA ได้ อีกทั้งยังมีตัวอย่างการทำ Automation จากส่วนกลางเพื่อให้ผู้สนใจสามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้สร้าง ROI ได้เหมาะกับองค์กร โดยมีฟีเจอร์ที่เกี่ยวข้องเช่น Process Mining, Task Mining และ Automation Hub
  • Automate – มีเครื่องมือช่วยให้การพัฒนาบอทเป็นไปได้ง่ายและอัตโนมัติเช่น ทำให้งานง่ายขึ้นด้วย Low-code และรองรับการสเกลการทำงานด้วย API หรือมีระบบช่วยเหลือที่ทำให้เข้าใจโจทย์ได้รวดเร็วด้วย NLP และ AI/ML เป็นต้น โดยมีฟีเจอร์ที่เกี่ยวข้องคือ Studio Family, Apps, Integration Service, Assistant, Action Center, Assistant, Data Service และ Ai Center 
  • Operate – มีความสามารถช่วยให้องค์กรปฏิบัติงานได้หลายรูปแบบทั้ง SaaS หรือโฮสต์ระบบเอง ตลอดจนการวิเคราะห์ข้อมูลทางธุรกิจที่ช่วยในการโปรแกรมระบบบอท อีกทั้งยังช่วยติดตามทดสอบบอทที่ใช้งานได้อย่างต่อเนื่องทำให้สามารถเข้าใจและปรับปรุงประสิทธิภาพให้สูงขึ้นได้ รวมถึงบริการจัดการบอทได้จากศูนย์กลาง โดยมีฟีเจอร์ที่เกี่ยวข้องคือ Insights, Test Suite, Orchestrator, Automation Ops, Automation Cloud และ Automation Suite 

ความครอบคลุมนี้เองเป็นเหตุผลที่ทำให้องค์กรมากมายต่างเลือกใช้ UiPath RPA อีกทั้งในปีล่าสุด Gartner ยังยกย่องให้ UiPath เป็นผู้นำในกลุ่มผลิตภัณฑ์ RPA ทั้งในแง่ของการนำไปใช้งานและวิสัยทัศน์ของโซลูชันด้วย

credit : UiPath

บริการ RPA จาก KDDI Thailand

แม้ว่า UiPath RPA จะมีเครื่องมือช่วยเหลืออย่างเพรียบพร้อมแต่ในทางปฏิบัติแล้ว การนำ RPA ไปใช้งานจริงยังมีความท้าทายหลายด้านรออยู่

1.) เกิดแรงเสียดทางจากพนักงานซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาในทุกการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีใหม่ เนื่องจากอาจสร้างความกดดันที่พนักงานต้องมีภาระงานเพิ่มขึ้นกว่าเดิมในช่วงต้น อย่างไรก็ดีสิ่งเหล่านี้จะแก้ได้เมื่อมีการสื่อสารจากผู้บริหารให้ชัดเจนว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะสร้างผลประโยชน์แก่องค์กรมากเพียงใด

2.) เลือกโปรเซสที่เหมาะสมกับการทำงานของ RPA ซึ่งนี่เป็นเรื่องยากมาก ที่องค์กรทั่วไปจะตีโจทย์ให้ออกว่าการทำงานส่วนไหนที่จะใช้ RPA ได้อย่างเหมาะสมคุ้มค่า จะทำงานร่วมกับรูปแบบเดิมอย่างไร โดยเฉพาะกับองค์กรที่ไม่มีมาตรฐานและหากต้องข้องเกี่ยวกับมนุษย์มากจะยิ่งทำให้โจทย์ซับซ้อนมากขึ้น

3.) การตั้งความคาดหวังกับ RPA เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมากเช่นกัน โดยองค์กรควรเข้าใจว่าอะไรคือข้อจำกัดที่ RPA ทำได้และไม่ได้ ซึ่งการตัดสินใจนี้เกิดขึ้นจากองค์ประกอบอีกหลายด้านเช่น ฟังก์ชันการทำงาน ระยะเวลาอิมพลีเม้นต์ และผลลัพธ์การปฏิบัติการที่แต่ต่างกันไปตามธุรกิจ ทั้งหมดนี้จะต้องหารือกันในภาพกว้าง

จะเห็นได้ว่าความท้าทายที่รออยู่นอกจากระดับผู้บริหารเข้าไปสื่อสารกับพนักงานแล้ว ความท้าทายข้อ 2 และ 3 จำเป็นต้องอาศัยผู้มีประสบการณ์จริงเกี่ยวกับการทำงานของ RPA ในภาคองค์กรประกอบกับผู้รู้ในกระบวนการของตัวเอง จึงจะนำไปสู่การตัดสินใจได้ว่ากระบวนใดที่สมควรใช้ RPA แล้วจะคุ้มค่าต่อการลงทุน นอกจากนี้การมีผู้เชี่ยวชาญยังอุ่นใจหากเกิดปัญหากับระบบ และยังได้รับการถ่ายทอดความรู้ที่ตรงประเด็นอีกด้วย ซึ่ง KDDI Thailand คือผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้บริการ UiPath RPA แล้วตั้งแต่การเข้าไปประเมินระบบเดิม วางแนวทางการนำ RPA ไปใช้ร่วมกัน อิมพลีเม้นต์ระบบ ตลอดจนคอยดูแลประสิทธิภาพของบอทหลังเริ่มใช้งานและปรับปรุงให้มีศักยภาพตอบโจทย์ความต้องการขององค์กร

ท่านใดสนใจบริการ RPA จาก KDDI Thailand ติดต่อทีมงานได้ที่ อีเมล bd@kddi.co.th โทรศัพท์ 02 075 8888 หรือ https://www.linkedin.com/company/kddi-thailand 

from:https://www.techtalkthai.com/uipath-rpa-by-kddi-thailand/

5 เทรนด์ IoT ที่สำคัญสำหรับภาคโลจิสติกส์ – ซัพพลายเชนในปี 2023 โดย Reader Forum

IoT ไม่ได้เป็นเพียงเครือข่ายของอุปกรณ์อัจฉริยะ แต่เป็นแนวคิดทั้งหมดที่ช่วยให้สามารถระบุและคัดแยกมูลค่าจากข้อมูลจำนวนมหาศาล ซึ่งรวบรวมโดยเซ็นเซอร์และวิเคราะห์ในระบบคลาวด์
 

Image Credit : jabil.com
ระบบนิเวศของ IoT เป็นแพลตฟอร์มที่ปรับแต่งได้และเพิ่มความสะดวกสบายมากขึ้น บริษัทด้านโลจิสติกส์จะได้รับประโยชน์หากมีการดำเนินการดังต่อไปนี้:
  • การรวบรวมข้อมูล IoT เพื่อให้มีสินทรัพย์ทั้งหมดได้อย่างรวดเร็ว
  • การประมวลผลข้อมูล IoT เพื่อให้ระบบอัตโนมัติอัจฉริยะของคลังสินค้าและการควบคุมแบบเรียลไทม์
  • การวิเคราะห์ข้อมูล IoT เพื่อให้มีการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์และการวางแผน SC ที่แม่นยำ

เทรนด์ #1 – IoT สำหรับการวิเคราะห์ขั้นสูง

เนื่องจากเศรษฐกิจประสบกับภาวะเงินเฟ้อ ภาวะถดถอย และอุปทานส่วนเกิน ห่วงโซ่อุปทานจึงจำเป็นต้องมีการวางแผนที่แม่นยำยิ่งขึ้น ขีดความสามารถในการคาดการณ์ความยืดหยุ่นในห่วงโซ่อุปทาน อาจสร้างข้อได้เปรียบที่ IoT จะมอบให้กับระบบลอจิสติกส์ ด้วยเครื่องมือวิเคราะห์ขั้นสูงที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์และการเรียนรู้ของเครื่องมือซึ่งใช้ฐานข้อมูลที่เป็นปัจจุบันเพื่อประมวลผลข้อมูลจากทุกแผนกภายในธุรกิจ
 
แนวโน้มทั่วโลกในหลายๆ ด้าน ส่งผลให้องค์กรต่างๆ สามารถรับรายงานและการคาดการณ์ที่แม่นยำสำหรับสถานการณ์เฉพาะของตนได้ เพื่อมุ่งไปที่การคาดการณ์ในส่วนของการเพิ่มขึ้นของราคา การขาดแคลนวัตถุดิบ หรือการหยุดงานประท้วงที่ส่งผลต่อการหยุดชะงักของการดำเนินงาน ด้วยเหตุนี้ IoT จึงช่วยให้สามารถวางแผนความต้องการ การกระจายทรัพยากร กำลังการผลิต และอื่นๆ ได้ดีขึ้น
 

เทรนด์ #2 – IoT สำหรับโลจิสติกส์ที่ยืดหยุ่น

ขั้นตอนที่จำเป็นสำหรับห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่นคือการปรับคลังสินค้าและเส้นทางการขนส่งให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงที่ไม่คาดคิดโดยไม่ลดปริมาณงาน แนวโน้มที่เกี่ยวข้องกับ IoT ด้านล่างนี้สามารถช่วยให้บรรลุเป้าหมายนี้ได้
 
  • Multimodal Transportation : IoT ให้มุมมองแบบองค์รวมของการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ เพื่อปรับปรุงการติดตามสินค้าและการประสานงานในการทำงาน เพิ่มความปลอดภัย และทำให้งานเอกสารเป็นแบบอัตโนมัติ การขนส่งสินค้าภายใต้การควบคุมด้วย IoT สามารถมองเห็นได้ในทุกขั้นตอน ในขณะที่การจัดการภาคส่วนการขนส่งก็ง่ายดายเช่นเดียวกัน
  • Real-Time Monitoring : แพลตฟอร์ม IoT บนคลาวด์จัดการข้อมูลเกี่ยวกับการขนส่งสินค้าและยานพาหนะแบบเรียลไทม์ ช่วยให้ฝ่ายต่าง ๆ มองเห็นภาพรวมของห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด และช่วยให้เปลี่ยนอุปกรณ์ส่วนประกอบได้หากมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น เป็นการช่วยยกระดับการทำงานอัตโนมัติอัจฉริยะทั่วทั้งเครือข่าย และช่วยให้ผู้จัดการห่วงโซ่อุปทานสามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็วต่อการหยุดชะงักและเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน
  • Predictive Asset Management : การจัดการสินทรัพย์เชิงคาดการณ์ ในปี 2023 บริษัทต่างๆ ควรเปลี่ยนไปใช้แนวคิดเรื่องโลจิสติกส์แบบ “เผื่อไว้” สำหรับการวางแผนสินค้าคงคลัง การควบคุมที่เข้มงวดโดยใช้ IoT ช่วยให้ทราบตำแหน่งที่แน่นอน ปริมาณที่แท้จริง และสภาพของสินค้าที่สมบูรณ์ วิธีที่ช่วยให้การดำเนินงานได้สะดวกและง่ายดายที่สุดในการทำให้ข้อมูลต่างๆ มีความถูกต้องและแม่นยำ คือ การปรับรูปแบบการใช้งานด้วย RFID tags ให้กับสินค้า เพื่อให้บริษัทด้านลอจิสติกส์มีข้อมูลการจัดส่งแบบเรียลไทม์ การเปรียบเทียบการคาดการณ์ทั่วโลกกับการคาดการณ์ภายใน เป็นไปได้ที่จะสร้างสมดุลระหว่างการเพิ่มประสิทธิภาพสินค้าคงคลังและเงินสำรองเพื่อให้ครอบคลุมสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน

เทรนด์ #3 – IoT กับการขาดแคลนบุคลากร

การขาดแคลนแรงงานไม่ใช่ปัญหาใหม่ในด้านโลจิสติกส์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มพนักงานขับรถบรรทุก การลดความเสี่ยงให้เหลือน้อยที่สุดจะทำให้อุตสาหกรรมนี้น่าดึงดูดยิ่งขึ้น เครื่องมือวิเคราะห์ IoT ช่วยให้บริษัทต่างๆ คาดการณ์วิกฤตการณ์และกำหนดเส้นทางขบวนรถใหม่ได้ ซึ่งหมายถึงการหลีกเลี่ยงการจราจรที่ติดขัดและกำจัดการขนส่งที่ผิดพลาดสำหรับพนักงานขับรถ
 
โซลูชันการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ที่ใช้ IoT ช่วยลดการสูญเสียระหว่างทาง และการติดตามยานพาหนะอย่างละเอียดช่วยให้มีข้อมูลการปฏิบัติงานที่แท้จริง ข้อมูลเหล่านี้ยังสามารถช่วยตรวจสอบสุขภาพให้กับพนักงานขับรถได้ด้วย เป็นการลดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน
 
ในปี 2022 ที่ผ่านมา ปัญหาการขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญที่จะจัดการโลจิสติกส์ที่ซับซ้อนเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงการมากที่สุด จึงทำให้การวิเคราะห์บน IoT เป็นแหล่งข้อมูลเฉพาะทางซึ่งเข้ามามีบทบาทที่สำคัญที่จะช่วยให้สามารถตัดสินใจด้านการจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยพิจารณาจากข้อมูลที่วิเคราะห์ ยิ่งมีข้อมูลในการวิเคราะห์มากเท่าไร การคาดการณ์ก็ยิ่งแม่นยำมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งสามารถช่วยวางแผนการขนส่งสำหรับอนาคตให้เกิดประโยชน์สูงสุดและลดความไร้ประสิทธิภาพลงได้
 

เทรนด์ #4 – IoT สำหรับคลังสินค้าอัตโนมัติ

การระบาดครั้งใหญ่ผลักดันให้มีการนำเทคโนโลยีคลังสินค้าอัจฉริยะไปใช้ในวงกว้างมากขึ้น คลังสินค้าอัจฉริยะเคยเป็นเทคโนโลยีที่มีแนวโน้มที่น่าสนใจอย่างมาก และตอนนี้กำลังกลายเป็นกระแสระดับโลกที่กลายเป็นเทรนด์ที่ต้องมี
 
Warehouse automation ระบบอัตโนมัติของคลังสินค้าขึ้นอยู่กับข้อมูลแบบเรียลไทม์ที่ถูกต้องเกี่ยวกับตำแหน่งของสินค้า ซึ่งจะถูกส่งไปยังระบบคลาวด์โดยใช้วิธีการสแกนอ่านโดยเทคโนโลยี RFID tags เป็นต้น
 
Autonomous mobile robots (AMRs) เป็นเทคโนโลยีที่นำมาปรับใช้งานให้กับคลังสินค้ามากที่สุด เพื่อให้ทราบตำแหน่งและปริมาณของสินค้าที่จะขนส่งอย่างแม่นยำ มีการอัปเดตความเคลื่อนไหวของสินค้าที่เข้าและออกอยู่ตลอดเวลา
 
Maintenance of vehicles การบำรุงรักษายานพาหนะมีประโยชน์อย่างมาก โดยการประยุกต์ปรับใช้งานอุปกรณ์วิเคราะห์ IoT สามารถรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับยานพาหนะ และประเมินสภาพของส่วนประกอบโดยการวิเคราะห์เสียงและการสั่นสะเทือน ติดตามระดับของเหลว และตรวจสอบพฤติกรรมของผู้ขับขี่

ตัวอย่างเช่น

  • สไตล์การขับขี่ที่ดุดันไม่เกรงใจใคร ซึ่งสามารถตรวจจับได้โดยการเร่งความเร็วมากเกินที่กำหนด การเข้าโค้งหักศอก และเบรกอย่างรุนแรง
  • พฤติกรรมเหล่านี้ สามารถปรับแต่งอุปกรณ์ได้โดยใช้แค่ตัววัดความเร่ง เครื่องวัดการหมุนวน หรือเซ็นเซอร์ความเอียง ซึ่งเป็นความล้ำของ IoT
Automation of transport vehicles ปัจจุบันสามารถจับต้องได้มากขึ้น เมื่อได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการขนส่งสินค้าว่าต้องส่งสินค้าอะไรและให้กับใคร ข้อมูลเหล่านี้หากมีความชัดเจนพอเราสามารถเลือกรูปแบบการขนส่งโดยใช้โดรนหรือยานพาหนะพิเศษได้ เพื่อประสิทธิภาพที่สูงกว่า
 

ทรนด์ #5 – IoT เพื่ออนาคตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

คำมั่นสัญญา : สหราชอาณาจักร แคนาดา ญี่ปุ่น และอีกสองสามประเทศได้มุ่งมั่นที่จะปล่อย CO2 เป็นศูนย์ภายในปี 2050
 
เทรนด์นี้ได้รับความนิยมจากผู้คนกว่า 85% ของผู้บริโภคทั่วโลกได้พัฒนาพฤติกรรมการซื้อที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
 
เนื่องจากลอจิสติกส์มีส่วนรับผิดชอบต่อการปล่อย CO2 ประมาณ 11% ทั่วโลก แนวโน้มของ “การเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน หากบริษัทต่างๆ ให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานไฟฟ้าในสินทรัพย์เป็นหลัก เซนเซอร์ IoT จะช่วยติดตามการปล่อยมลพิษได้อย่างแม่นยำ การมีข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากยานพาหนะแต่ละแห่งและไซต์งานด้านลอจิสติกส์ ทำให้ง่ายต่อการสร้างกลยุทธ์สำหรับการลดอย่างค่อยเป็นค่อยไป
 

บทสรุป

 
เทรนด์ IoT ที่สำคัญสำหรับภาคโลจิสติกส์ – ซัพพลายเชน จะอยู่กับเราไปอีกนาน และหากคุณมีความเชี่ยวชาญในการวิเคราะห์ข้อมูลภายในโซลูชันลอจิสติกส์ที่ถูกรวบรวมโดย IoT คุณก็จะสามารถคาดการณ์แนวโน้มลอจิสติกส์ได้ด้วยตัวเอง
 

from:https://www.techtalkthai.com/5-key-iot-trends-for-the-logistics-sector-supply-chain-in-2023/

ร่วมเสวนาด้าน Cybersecurity สำหรับหน่วยงาน CII ทั้ง 8 กลุ่ม ในงาน NCSA Thailand National Cyber Week 2023 วันที่ 17 – 18 กุมภาพันธ์ ณ สามย่านมิตรทาวน์

สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ขอเชิญเหล่าผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานด้าน Cybersecurity ของหน่วยงาน/องค์กรโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ (CII) ทั้ง 8 กลุ่ม รวมถึงนักเรียนนักศึกษาและประชาชนที่สนใจ เข้าร่วมการเสวนาด้าน Cybersecurity สำหรับหน่วยงาน/องค์กรด้าน CII ในงาน “Thailand National Cyber Week 2023” วันที่ 17 – 18 กุมภาพันธ์ ณ สามย่านมิตรทาวน์ ลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรี

📆 วันที่ 17 – 18 กุมภาพันธ์ 2023
⏰ เวลา 10:00 – 17:00 น.
🏢 สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์ (แผนที่, MRT สามย่าน)
🇹🇭 เสวนาภาษาไทยทุกเซสชัน
📍 ลงทะเบียนที่ www.thncw.com

สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแลด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของ CII ทั้ง 8 กลุ่ม จัดเสวนากลุ่มย่อยบนเวที NCSA Stage เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับประเด็นด้านภัยคุกคามไซเบอร์ ปัญหาและอุปสรรค การออกกฎหมาย นโยบาย และการกำกับดูแล รวมถึงแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด เพื่อรักษาหน่วยงาน/องค์กรด้าน CII ของไทยให้มีความมั่นคงปลอดภัย โดยแบ่งการเสวนาออกเป็น 8 เซสชัน ตาม CII ทั้ง 8 กลุ่มของ พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ โดยมีกำหนดการเสวนาดังนี้

วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2023

11:00 – 11:45 ความสำคัญของการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ด้านความมั่นคงของรัฐ กับวิสัยทัศน์ของประเทศไทย
วิทยากร
• สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ
• สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม
• คุณธาดา กิจมาตรสุวรรณ President Engineering, GenT Solution
13:30 – 14:15 บริการภาครัฐกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และความเป็นส่วนบุคคลของข้อมูลประชาชน
วิทยากร
• สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ
• สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน)
• คุณกฤษณา เขมากรณ์ Country Manager, M-Solutions Technology (Thailand)
14:30 – 15:15 เสริมความมั่นคงให้กับการบริการด้านสุขภาพ กับการป้องกันภัยคุกคามไซเบอร์สำหรับหน่วยงานสาธารณสุข
วิทยากร
• สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ
• สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข
• คุณณัฐพงษ์ ฟองสินธุ์ Senior Solution Architecture SEA, Infoblox
15:30 – 16:15 Manufacturing 4.0 กับการเสริมความมั่นคงให้ธุรกิจโรงงานและการผลิตด้วย Cybersecurity
วิทยากร
• สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ
• คุณนรินทร์​ฤทธิ์​ เปรม​อภิ​วัฒโน​กุล ​อุปนายก​ TISA
• ดร. ธัชพล โปษยานนท์ Country Director, Palo Alto Networks

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2023

11:00 – 11:45 การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ด้านการเงินธนาคาร เพื่อปกป้องชาวไทยจากการตกเป็นเหยื่อแก๊งอาชญากรไซเบอร์
วิทยากร
• สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ
• ธนาคารแห่งประเทศไทย
• สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
13:30 – 14:15 การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ให้โครงข่ายสัญญาณโทรคมนาคมทั่วไทย กับความสำคัญต่อภาคประชาชนและธุรกิจ
วิทยากร
• สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ
• คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ
• True Internet
• คุณสุรชัย ฉัตรเฉลิมพันธุ์ Country Cyber Security & Privacy Officer, Huawei
14:30 – 15:15 ความมั่นคงทางพลังงานและสาธารณูปโภคกับการเสริมแกร่งความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์
วิทยากร
• สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ
• สำนักงานปลัดกระทรวงพลังงาน
• การไฟฟ้านครหลวง
• คุณปิยธิดา ตันตระกูล Country Manager (Thailand), Trend Micro
15:30 – 16:15 ผลกระทบของภัยคุกคามไซเบอร์ต่อการคมนาคมขนส่งทั่วไทย และการรับมือของประเทศไทย
วิทยากร
• สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ
• สำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคม
• สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย

* กำหนดการและรายชื่อวิทยากรอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม

🎉 พิเศษ!! ลงทะเบียนและเข้าร่วมงานเพื่อลุ้นรับ iPhone 14, iPad (Gen 10), Apple Watch รวม 20 รางวัล และทองแท่ง 2 บาท 5 รางวัล รวมมูลค่ากว่า 1,000,000 บาท

from:https://www.techtalkthai.com/ncsa-thailand-national-cyber-week-2023-panel-discussion/

13 เทรนด์ Digital Transformation แห่งปี 2023

แม้ว่าปีที่ผ่าน ๆ มา Digital Transformation จะเป็นเทรนด์ยอดฮิตที่หลายองค์กรจำต้องเร่งปรับตัวเพื่อให้ทันกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แต่ในปี 2023 นี้ที่โลกดูเหมือนจะรับสถานการณ์ COVID-19 ได้แล้ว ก็ยังคงมีประเด็นอื่น ๆ มากมายที่ทำให้องค์กรจำต้องทรานส์ฟอร์มอย่างต่อเนื่อง 

ตามข้อมูลจาก Statista นั้นได้คาดการณ์ว่าธุรกิจต่าง ๆ ทั่วโลกจะมีการใช้จ่ายในเรื่อง Digital Transformation พุ่งไปถึง 3.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2026 จากในปี 2022 อยู่ที่ 1.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเรียกว่าเติบโตขึ้นมากกว่า 2 เท่าภายในเวลา 4 ปีเท่านั้น พูดอีกมุมหนึ่งก็คือ Digital Transformation จะยังคงเป็นเทรนด์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องไปอีกอย่างน้อย 4 ปี

บทความนี้ คือ 13 เทรนด์การทำ Digital Transformation แห่งปี 2023 ที่เชื่อว่าจะมีผลกระทบกับทุกองค์กรซึ่งแม้ว่าจะเป็นธุรกิจที่ไม่ใช่เชิงเทคนิค ก็ยังจำเป็นต้องเริ่มทรานส์ฟอร์มองค์กรแล้วด้วยเช่นกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ เสริมศักยภาพ สร้างความยืดหยุ่น ให้ทันรับกับสถานการณ์โลกที่จะเปลี่ยนแปลงไปอีก และเพื่อยังคงสถานะการแข่งขันในตลาดได้ต่อไป

1. Automation เสริมประสิทธิภาพไปอีกขั้น

เทคโนโลยี Automation คือหนึ่งในสิ่งที่จะใคร ๆ จะมองหามากที่สุดในการทำ Digital Transformation ในปีนี้ ด้วยปัญหาความไม่แน่นอน (Uncertainty) ทั้งหลายที่เกิดขึ้น อาทิ เงินเฟ้อ ราคาพลังงานที่แพงขึ้น ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ จึงทำให้เทคโนโลยี Automation คือสิ่งที่จำเป็นอย่างมากเพื่อช่วยให้องค์กรมีผลิตผล (Productivity) สูงขึ้น ใช้แรงงานมนุษย์น้อยลง รวมทั้งกระบวนงานที่ทำให้กลายเป็นแบบดิจิทัลแล้วนั้นจะเกิดความผิดพลาดน้อยลงอีกด้วย

ตามแบบสำรวจจาก Deloitte ยังชี้ให้เห็นว่า 53% ขององค์กรได้เริ่มพัฒนาระบบ Robotic Process Automation (RPA) แล้ว ส่วน Gartner นั้นทำนายไว้ว่าภายในปี 2024 ระบบ Hyper-automation จะทำให้องค์กรสามารถลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลงไปได้สูงถึง 30% และตลาดซอฟต์แวร์ Hyper-automation นั้นจะสูงถึง 860,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐอีกด้วย หากองค์กรใดยังไม่ได้พิจารณาในเรื่อง Automation มาก่อน ควรเริ่มพิจารณาได้แล้วว่ามีกระบวนการหรือขั้นตอนใดที่สามารถทดแทนด้วยระบบ Automation ได้บ้าง

Ex. Smart Factory

2. เครื่องมือ Low Code/No Code สนับสนุนแรงงานขาดแคลน

อย่างที่รู้กันว่าปัญหาแรงงานขาดแคลน (Talent Shortage) ยังคงเป็นอยู่อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ทีมไอทีจำต้องอยู่ภายใต้ความกดดันอย่างมากเมื่อต้องทำเรื่อง Digital Transformation ให้กับองค์กร และหนึ่งในเครื่องมือที่จะช่วยทำให้เกิดกระบวนงานอัตโนมัติได้อย่างรวดเร็วนั่นคือเครื่องมือแบบ Low Code/No Code ที่สามารถช่วยสนับสนุนการการพัฒนาระบบอย่างรวดเร็วขึ้น พร้อมกับแก้ไขปัญหาแรงงานขาดแคลนได้อย่างมาก

ด้วยความสามารถของเครื่องมือที่ใช้การเขียนโค้ดที่น้อย (Low Code) หรือไม่ต้องเขียนเลย (No Code) จะทำให้องค์กรสามารถสร้าง “ทีมผสม (Fusion Team)” ที่รวมคนจากฝั่งธุรกิจกับฝั่งเทคโนโลยีมาไว้ในทีมเดียวกันได้มากขึ้น ซึ่งเครื่องมือ Low Code/No Code จะเป็นตัวกระตุ้นให้ทีมนี้สามารถสร้างสรรค์โครงการใหม่ ๆ ขึ้นมาได้เร็วกว่าในอดีตอย่างมาก เพราะการมีคนจากฝั่งธุรกิจที่เข้าใจความต้องการของผู้ที่ใช้งานจริง ๆ โดยตรง และสามารถใช้งานเครื่องมือ Low Code/No Code ได้ด้วยตนเอง จึงทำให้เกิดเป็นโซลูชันที่ใช้งานได้จริงอย่างรวดเร็ว ตรงโจทย์ทางธุรกิจมากขึ้น และถ้าหากจำเป็นต้องใช้ทำอะไรที่ซับซ้อน ทีมเทคนิคก็จะสามารถสนับสนุนได้ทันที 

3. AI/ML ปลดล็อกศักยภาพไปอีกขั้น

วิวัฒนาการของ AI/ML ที่เกิดขึ้นมาอย่างก้าวกระโดดนั้น กำลังเปลี่ยนโลกของการทำงานไปโดยสิ้นเชิง ตามที่เห็นได้ว่าหลาย ๆ งานในปัจจุบันนั้นสามารถใช้ระบบ AI ทดแทนมนุษย์ได้แบบครบถ้วน เช่น ระบบแนะนำส่วนบุคคล ระบบรู้จำใบหน้า เอกสาร หรือป้ายทะเบียนรถยนต์ แชทบอท หรือว่าระบบวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งนอกจากจะทำให้ประสิทธิภาพดีขึ้นแล้ว ยังมีความแม่นยำมากกว่า แถมประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่าอีกด้วย ซึ่งปี 2023 นี้ AI/ML ก็จะยังคงเติบโตและสามารถปลดล็อกศักยภาพใหม่ ๆ ไปอีกขั้นให้เห็นกันทั่วโลกอย่างแน่นอน 

ที่สำคัญ การกำเนิด ChatGPT ที่ได้ทำให้โลกเกิดความกังวลมากมายตั้งแต่ปลายที่ผ่านมานั้น ก็ดูเหมือนจะยิ่งปรับภูมิทัศน์การทำงานยุคใหม่ไปอีกขั้น ซึ่งไม่แน่ว่าโลกการทำงานในอนาคต องค์กรต่าง ๆ อาจต้องแข่งขันกันในเรื่องความสามารถในการปรับใช้ AI ต่าง ๆ ที่มีให้บริการทั่วโลก อย่าง ChatGPT, Midjourney หรือ Imagen แทน ซึ่งหากองค์กรใดที่ไม่ได้ใช้งาน AI ใด ๆ เลย ก็อาจจะตกขบวนและออกจากการแข่งขันไปได้อย่างง่ายดาย

4. Composability เสริมความคล่องตัว

แน่นอนว่าความคล่องตัว (Agility) คือสิ่งที่จำเป็นอย่างมากในสถานการณ์ทุกวันนี้ แต่ทว่าองค์กรส่วนใหญ่จะไม่สามารถสร้าง Agility ขึ้นมาได้เพราะเทคโนโลยีที่ใช้งานยังล้าหลังเกินไป ผนวกกับเรื่องข้อมูลภายในองค์กรที่ยังเป็นไซโล (Silo) อยู่จำนวนมาก จึงทำให้ Mulesoft คาดว่าปี 2023 นี้ หลายองค์กรจะแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วยกลยุทธ์ถอดประกอบได้ (Composable) กันมากขึ้น คือการพัฒนาสิ่ง ๆ ให้สามารถ “ใช้ซ้ำ (Reuse)” เพื่อทำให้ทีมงานสามารถนำไปประยุกต์ (Adapt) ต่อยอดได้ทันกับตามความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว 

นอกจากนี้ Gartner ยังได้คาดการณ์ไว้ด้วยว่า ภายในปี 2023 องค์กรใหญ่ ๆ กว่า 60% จะมีการใส่กลยุทธ์การเป็น “Composable Enterprise” เพิ่มเป็นอีกเป้าหมายขององค์กร เนื่องจากองค์กรที่ใช้กลยุทธ์ Composable จะสามารถเร่งความเร็วในการพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ออกมาให้ผู้ใช้งานได้สูงถึง 80% เลยทีเดียว นี่จึงเป็นอีกเทรนด์ที่จะทำให้หลาย ๆ องค์กรทั่วโลกสามารถทรานส์ฟอร์มได้สำเร็จในปีนี้

5. Total Experience (TX) ประสบการณ์ทั้งฝั่งผู้บริโภคและพนักงาน

ก่อนหน้านี้องค์กรส่วนใหญ่มักจะมุ่งเน้นในเรื่องการปรับปรุงประสบการณ์ผู้บริโภค (Customer Experience : CX) เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตและสร้างความจงรักภักดี (Loyalty) ต่อแบรนด์ หากแต่หลังจากนี้ องค์กรจะเริ่มกลับมาสนใจในประสบการณ์ของพนักงาน (Employee Experience : EX) กันมากขึ้น เพราะสิ่งนี้คืออีกหนึ่งในปัจจัยสำคัญของความสำเร็จองค์กรในอนาคต และทั้งสองส่วนนี้รวมกันเรียกว่า Total Experience (TX)

เรื่องนี้ Mulesoft ได้คาดการณ์ว่าในปี 2023 นี้ จะมีองค์กรชั้นนำจำนวนมากเริ่มพิจารณาเรื่อง Total Experience มากขึ้น เพื่อปรับปรุงเส้นทาง (Journey) ในการเป็นลูกค้าหรือว่าพนักงานให้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนที่เป็นทั้งพนักงานและผู้บริโภคในเวลาเดียวกันนั้นจะยิ่งทำให้เกิดประสบการณ์ร่วมที่เหนือไปอีกขั้น และนอกจากจะทำให้ประสบการณ์ของพนักงานดีขึ้นแล้ว ยังเสริมให้องค์กรมีมูลค่าทางธุรกิจมากขึ้นอีกด้วย แถมยังเป็นการนำเอาเทคโนโลยีที่มีอยู่แล้วจากฝั่งลูกค้ามาใช้ซ้ำในฝั่งพนักงานในทำนองเดียวกันได้เลย ดังนั้น ทุกองค์กรสามารถทำได้ทันที ซึ่ง Gartner คาดการณ์ว่าภายในปี 2024 องค์กรที่มุ่งเน้นเรื่อง TX จะเหนือกว่าคู่แข่งในเรื่องความพึงพอใจทั้ง CX และ EX ถึง 25% 

6. Automated Data Intelligence ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลอย่างแท้จริง

ที่ผ่านมาจะเห็นว่าแทบทุกองค์กรกำลังพยายามขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven) กันทั้งสิ้น แต่ทว่าข้อมูลที่ถือว่าเป็นสินทรัพย์อันมีค่านี่เองนั้นกลับยังคงถูกจัดเก็บไว้เป็นไซโล (Silo) เสียส่วนใหญ่ จะเรียกใช้ก็มักจะเกิดความติดขัดอะไรมากมายภายในองค์กรอยู่เสมอ แต่ Mulesoft ได้ชี้ว่าหลาย ๆ องค์กรจะแก้ปัญหานี้ด้วยวิธีการ Composable เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลกันได้ง่ายขึ้น ซึ่งเมื่อดำเนินการได้สำเร็จจะทำให้เกิด “Data Fabric” ที่ข้อมูลจะเชื่อมโยงกันได้ทุกแพลตฟอร์มและกับผู้ใช้งานในภาคธุรกิจ เหมือนผ้าที่ถักร้อยไว้ด้วยกัน

นอกจากนี้ ถ้าองค์กรมีการลงทุนในระบบวิเคราะห์ข้อมูลแบบ Real Time เพิ่มเติมใน Data Fabric แล้ว จะยิ่งเสริมทำให้องค์กรสามารถดำเนินการตัดสินใจได้อย่างอัตโนมัติ (Automate Decision-Making) และสามารถใช้งานข้อมูลได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ซึ่งทั้งสองสิ่งจะทำให้กลายเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลได้อย่างแท้จริง

7. Cybersecurity ที่เชื่อมโยงหลาย Layer มากขึ้น

เรื่อง Cybersecurity คือสิ่งที่คู่กันกับ Digital Transformation อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเนื่องจากองค์กรมีการลงทุนในสถาปัตยกรรมแบบกระจาย (Distributed Architecture) และเทคโนโลยีที่ขอบ (Edge Technology) กันมากขึ้น จึงส่งผลให้ปีนี้คาดว่าจะเกิดความเสี่ยงในเรื่องความมั่นคงปลอดภัย (Security) มากขึ้นกว่าเดิมอีก ดังนั้น องค์กรควรต้องปรับใช้แนวทางการสร้าง “Cybersecurity Mesh” หรือสถาปัตยกรรมแบบ Composable ที่เชื่อมโยงบริการ Security ให้มีความหลากหลายและซ้อนกันไว้หลาย ๆ ชั้นกระจายไว้ในทุก ๆ จุด

ในเรื่องนี้ Gartner กล่าวว่าภายในปี 2024 องค์กรที่ได้ปรับใช้สถาปัตยกรรม Cybersecurity Mesh นั้นจะสามารถลดผลกระทบด้านการเงินจากเหตุการณ์โจมตี Security ลงไปได้โดยเฉลี่ยถึง 90% เลยทีเดียว แต่อย่างไรก็ดี การจะทำให้วิธีการนี้ได้สำเร็จ ก็อาจจำเป็นต้องมีระบบการบริหารสักตัวที่สามารถจัดการทุก Connection, API หรือพวก Component ต่าง ๆ อย่าง Automation Bot ที่ใช้งาน ได้จากหน้าจอ Administration ในที่เดียว เพื่อทำให้เห็นภาพรวมของทุกส่วนขององค์กร แล้วบริหารจัดการความเสี่ยงในทุก ๆ Attack Surface ที่อาจเหตุโจมตีขึ้นได้อย่างครอบคลุม

https://o.aolcdn.com/images/dims?quality=85&image_uri=https%3A%2F%2Fs.yimg.com%2Fos%2Fcreatr-images%2F2020-04%2F64396da0-78f4-11ea-afff-833061cb28e1&client=amp-blogside-v2&signature=0d230e4b613954dcba74674423e4014cfefaeb47

8. Hybrid Workforce อยู่ที่ไหนก็ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จากสถานการณ์แพร่ระบาดของ COVID-19 เกิดขึ้นและอาจจะกำลังผ่านพ้นไป ได้ทำให้แนวทางการทำงานในยุคใหม่เปลี่ยนแปลงไปอย่างถาวรก็ว่าได้ ซึ่งตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมานั้นได้พิสูจน์ให้เห็นส่วนหนึ่งแล้วว่าพนักงานหลาย ๆ ตำแหน่งสามารถทำงานจาก “ที่ไหนก็ได้” ได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นกัน นั่นแปลว่าหลาย ๆ องค์กร อาจไม่จำเป็นต้องให้พนักงานเข้ามาที่ออฟฟิศพร้อม ๆ กันทั้งหมดก็เป็นได้ 

สิ่งนี้เรียกว่า “Hybrid Workforce” ที่ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ องค์กรจะเริ่มเกิดทีมทำงานที่ผสมผสานพนักงานจากหลายที่หลายแห่ง หลาย Time Zone ที่สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจำเป็นจะต้องพึ่งพาเครื่องมือนวัตกรรมใหม่ ๆ อาทิ เครื่องมือประชุมทางไกล Collaboration Tool และอื่น ๆ เพื่อสนับสนุนให้ทีมงาน Hybrid Workforce ให้ทำงานได้เหมือนกับช่วงยุคก่อนที่ COVID-19 จะแพร่ระบาดเกิดขึ้น 

9. Cloud Migration จะมีมากขึ้น

อีกสิ่งหนึ่งที่คู่กับการทำ Digital Transformation นั่นคือเทคโนโลยี Cloud ซึ่งจะเห็นว่าองค์กรธุรกิจเริ่มทยอยหันมาใช้งาน Cloud กันมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะสิ่งนี้ได้พิสูจน์ให้หลาย ๆ แห่งเห็นแล้วว่าสามารถลดค่าใช้จ่าย เสริมประสิทธิภาพการทำงาน รวมทั้งลดปัญหาการบำรุงรักษาที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง หรือเรื่องการจ้างพนักงานเพื่อมาดูแลระบบหลังบ้านของตัวเอง เป็นต้น

อย่างไรก็ดี การใช้ Cloud เจ้าเดียวหรือที่เดียวนั้นก็เริ่มจะไม่เพียงพอในการให้บริการได้อย่างมีเสถียรภาพ จนทำให้เกิดการใช้งานแบบ Hybrid Cloud อันเป็นเทรนด์มาก่อนหน้านี้ และในปี 2023 จะเริ่มเห็นการปรับใช้สถาปัตยกรรม Multi Cloud มากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อทำให้บริการมีความเสถียรภาพสูง ลดความเสี่ยงต่าง  ๆ รวมทั้งเวลา Downtime ได้ หากแต่การปรับใช้ Cloud กันมากขึ้นก็ทำให้มีช่องโหว่ในเรื่องความมั่นคงปลอดภัยที่มากขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งสิ่งนี้เองคือส่วนที่ทั้งผู้ใช้งานและผู้ให้บริการทั้งหลายต้องคิดคำนึงถึงไปด้วยพร้อม ๆ กัน

10. Everything as a Service (XaaS) ทุกอย่างเป็นบริการได้หมด

เช่นเดียวกับเรื่อง Total Experience ในมุมของบริการหรือ Service ต่าง ๆ ก็จะเห็นได้ชัดมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าทุกอย่างสามารถให้บริการผ่าน Cloud ได้ทั้งหมด ซึ่งนั่นแปลว่าโลกกำลังจะเริ่มกลายเป็น Everything-as-a-Service (XaaS) ที่ไม่ว่าจะเป็นบริการหรือแอปพลิเคชันอะไร ก็จะกลายเป็นบริการที่เข้าถึงได้ง่าย เริ่มใช้งานได้อย่างรวดเร็วแทบจะทันที 

ปีนี้และถัด ๆ ไป จะได้เห็นบริการที่จะมาในรูปแบบลักษณะ Subscription มากขึ้น แทนที่จะเป็นการจ่ายเงินเพื่อซื้อ License แทน ด้วยข้อดีที่ทำให้ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องลงทุนด้วยเม็ดเงินจำนวนมากโดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ อย่างเช่นเครื่อง Server รวมถึงค่าบำรุงรักษา รวมทั้งเรื่องความเร็วที่ผู้ใช้สามารถเริ่มต้นใช้งานได้แทบจะทันที จึงทำให้ผู้ใช้งานเลือกที่จะไปใช้บริการ as-a-Service มากกว่า และนั่นคือสิ่งที่ทำให้ผู้ให้บริการต้องปรับตัว จนกลายเป็น Everything-as-a-Service นั่นเอง

Shot of a programmer connecting to a user interface while working in an office at night

11. Blockchain จะมีการลงทุนมากยิ่งขึ้น

แม้ว่าตลาด Cryptocurrency จะดำดิ่งไปในช่วงปีที่ผ่านมา แต่เทคโนโลยี Blockchain นั้นคือส่วนแกน (Core) ที่ยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเห็นว่าหลาย ๆ องค์กรและอุตสาหกรรมยังคงนำเอาเทคโนโลยีไปปรับใช้กันมากขึ้น แต่อย่างไรก็ดี มีบางอุตสาหกรรมที่ได้พิสูจน์แล้วว่า Blockchain ไม่ได้อาจช่วยแก้ไขปัญหาได้ทุกสิ่ง 

ทั้งนี้ จนถึงปัจจุบัน Blockchain ก็ยังคงถือว่าเป็นเทคโนโลยีเกิดใหม่ (Emerging Technology) และยังคงมีโอกาสที่จะดิสรัป (Disrupt) เทคโนโลยีดั้งเดิมได้ ซึ่งปีนี้คงจะได้เห็นการลงทุนพัฒนาในเทคโนโลยี Blockchain อย่างต่อเนื่อง และเชื่อว่าจะยังคงจะได้เห็น Blockchain ใหม่ ๆ กับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ออกมา ซึ่งต้องติดตามกันต่อไปว่าวิวัฒนาการที่เกิดขึ้นจะสามารถแก้ไขปัญหาได้จริงหรือไม่ และเทคโนโลยีกับอุตสาหกรรมกำลังจะขับเคลื่อนไปในทิศทางใดต่อไป

Source: ShutterStock.com

12. กำเนิด Customer Data Platform จำนวนมาก

Customer Data Platform (CDP) นั้นเป็นเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงแอปพลิเคชันและฐานข้อมูลต่าง ๆ เข้าไว้ด้วยกันเพื่อทำให้องค์กรมีข้อมูลสำหรับวิเคราะห์ลูกค้าแต่ละคน เพื่อสร้างความเข้าใจลูกค้าแต่ละแห่งให้กับองค์กรได้มากที่สุด และสร้างโอกาสให้กับธุรกิจในการทำการตลาดหรือขายสินค้าในอนาคตได้อย่างตรงจุด และเป็นส่วนบุคคลที่มากยิ่งขึ้น

ดังนั้น ปีนี้จะเห็นหลาย ๆ องค์กรเร่งพัฒนา CDP กันมากยิ่งขึ้นอย่างแน่นอนเพราะโลก Cookieless World นั้นก็กำลังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ส่งผลให้ข้อมูลลูกค้าที่องค์กรจัดเก็บเองจึงจะมีความสำคัญมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ในการทำธุรกิจในอนาคตต่อไป

13. Sustainability คือทุกสิ่งที่ต้องคำนึง

วินาทีนี้ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารระดับสูงหรือพนักงานทั่วไปก็ตาม จำเป็นต้องพิจารณาในเรื่องของความยั่งยืน (Sustainability) ที่จะมีผลกระทบกับสภาพแวดล้อมธรรมชาติกันทั้งสิ้น เพราะแม้ว่าก่อนหน้านี้ผู้บริหารทั้งหลายจะออกมาพูดในเรื่องความยั่งยืนกันอย่างหนัก แต่ก็ยังไม่พอที่จะทำให้ปัญหาเรื่องสภาพภูมิอากาศหายไปจากโลกใบนี้ได้ในอนาคต

หลังจากนี้ องค์กรที่จะสามารถสร้างความแตกต่างทางธุรกิจในอนาคตได้นั้นจะต้องเป็นกลุ่มองค์กรมุ่งเน้นเรื่อง Sustainability ที่สามารถลดหรือไร้การปล่อยมลพิษต่าง ๆ ออกมาสู่โลกใบนี้ได้สำเร็จ ซึ่งจะเห็นภาพนี้ชัดขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคตอันใกล้ โดย Mulesoft ชี้ว่าในปี 2023 นี้องค์กรจะแสวงหาแนวทางในการขับเคลื่อนเรื่อง Sustainability ในการดำเนินงานต่าง ๆ ผ่านการใช้กลยุทธ์ Composable กันมากขึ้น เพื่อปลดล็อกการเชื่อมโยงข้อมูลและแอปพลิเคชันต่าง ๆ พร้อมกับปรับใช้ Automation และ Analytics เพื่อค้นหาข้อมูลเชิงลึก (Insight) ที่จะทำให้การทำธุรกิจมีประสิทธิภาพและมีความยั่งยืนไปพร้อม ๆ กัน ซึ่ง ณ ตอนนี้ ผู้นำองค์กรบางส่วนก็ได้เริ่มนำเอาเรื่อง Sustainabiltiy เข้าไปอยู่ในหัวใจของธุรกิจแล้วและคาดว่าจะมีงบประมาณมาลงทุนในเรื่องนี้ราว 10-20% ในอีก 3 ปีข้างหน้า

References

from:https://www.techtalkthai.com/top-13-digital-transformation-trends-of-year-2023/

NCSA Webinar Series EP.5 – แนวทางการสร้างความสมดุลระหว่าง Security และ Privacy และการประยุกต์ใช้ Zero Trust ในองค์กร

สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ร่วมกับ Cyber Elite และ Zscaler ขอเรียนเชิญผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานด้าน Cybersecurity เข้าร่วมงานสัมมนา NCSA Webinar Series EP.5 เรื่อง “แนวทางการสร้างความสมดุลระหว่าง Security และ Privacy และการประยุกต์ใช้ Zero Trust ในองค์กร” ในวันพฤหัสบดีที่ 9 กุมภาพันธ์ 2023 เวลา 14:00 – 15:30 น. ผ่านทาง LIVE Webinar

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: แนวทางการสร้างความสมดุลระหว่าง Security และ Privacy และการประยุกต์ใช้ Zero Trust ในองค์กร
วันเวลา: วันพฤหัสบดีที่ 9 กุมภาพันธ์ 2023 เวลา 14:00 – 15:30 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
ภาษา: ไทย
ลิงก์ลงทะเบียน: https://us06web.zoom.us/webinar/register/WN_o3vwzCg0ReOaM-tEVXW59w

กำหนดการบรรยาย

14:00 – 14:15 กล่าวเปิดงานและแนะนำหน่วยงาน สกมช.
โดยสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ
14:15 – 15:15 เสวนากลุ่มย่อย: แนวทางการสร้างความสมดุลระหว่าง Security และ Privacy และการประยุกต์ใช้ Zero Trust ในองค์กร
เรียนรู้การหาจุดสมดุลระหว่างการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความมั่นคงปลอดภัยและนโยบายความเป็นส่วนตัวตามมาตรฐานสากลจากผู้มีประสบการณ์จริง รวมถึงการนำสถาปัตยกรรม Zero Trust มาปรับใช้เพื่อพาองค์กรเข้าสู่การทำ Digital Transformation ให้ประสบความสำเร็จและมั่นคงปลอดภัย
วิทยากร: คุณกฤษฎา คำแท้ Head of Cybersecurity Department จาก Cyber Elite และคุณสุทธินันท์ แท่นนิล Senior Cybersecurity Consultant จาก Zscaler
15:15 – 15:30 Q&A

from:https://www.techtalkthai.com/ncsa-webinar-series-ep-5-by-cyber-elite/

เช็คตำแหน่งานที่เปิดรับใน Cyber Job Fair งาน NCSA Thailand National Cyber Week 2023 วันที่ 17 – 18 กุมภาพันธ์ ณ สามย่านมิตรทาวน์

สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ขอเชิญนักศึกษาจบและผู้ที่สนใจเข้าสู่สายงานด้าน Cybersecurity ร่วมค้นหาตำแหน่งงานที่น่าสนใจของ สกมช.​ และบริษัทชั้นนำด้าน Cybersecurity ของไทย ใน Cyber Job Fair งาน NCSA Thailand National Cyber Week 2023 วันที่ 17 – 18 กุมภาพันธ์ ณ สามย่านมิตรทาวน์ ลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรี

📆 วันที่ 17 – 18 กุมภาพันธ์ 2023
⏰ เวลา 10:00 – 17:00 น.
🏢 สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์
📍 ลงทะเบียนที่ www.thncw.com

ตำแหน่งงานที่น่าสนใจที่เปิดรับใน Cyber Job Fair งาน NCSA Thailand National Cyber Week 2023 มีดังนี้

สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.)

พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562 มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2562 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดนโยบาย มาตรการ แนวทางการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ สำหรับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ ในการป้องกัน รับมือ และลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ มิให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ และความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ รวมทั้งให้ สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) เป็นหน่วยงานรับผิดชอบงานตามพระราชบัญญัติ และประสานการปฏิบัติงานร่วมกันทั้งภาครัฐและเอกชน ไม่ว่าในสถานการณ์ทั่วไปหรือสถานการณ์ที่เป็นภัยต่อความมั่นคงอย่างร้ายแรง อันจะทำให้การป้องกันและการรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

เว็บไซต์: https://www.ncsa.or.th/

ตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัคร ได้แก่

  • SOC Security Engineer
  • Security Architect
  • Audit Project Manager (Cyber Security)
  • Cyber Security Officer

Bangkok MSP

แบงคอกเอ็มเอสพี เป็นบริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านการให้บริการระบบความปลอดภัยทาง IT Security โดยมี Products ที่ให้บริการครอบคลุมกับทุกด้านของความปลอดภัยและยังรวมไปถึงการให้บริการในรูปแบบ As a service โดย แบ่งออกเป็นทั้งหมด 3 ด้าน ด้วยกันคือ Soc as a Service, Operation IT as a Service และ System Security As a Service

เว็บไซต์: https://www.bangkokmsp.com/

ตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัคร ได้แก่

  • Engineer (30,000 – 50,000 บาท)
  • Sales (25,000 – 35,000 บาท)
  • Telesales (20,000 – 25,000 บาท)

Cybertron

ผู้ให้บริการศูนย์เฝ้าระวังภัยคุกคามด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์รูปแบบใหม่ พร้อมโซลูชันเพื่อการพัฒนาความสามารถด้วยแพลตฟอร์มการจำลองยุทธ์ด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ อีกทั้งยังเป็นผู้นำการให้บริการนวัตกรรมด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่ล้ำสมัยในระดับสากล

เว็บไซต์: https://cybertron.co.th/

ตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัคร ได้แก่

  • Cybersecurity Analyst
  • Cybersecurity Engineer
  • Project Manager
  • Sales Manager
  • Sales Engineer
  • SOC Manager

Incognito Lab

เว็บไซต์: https://incognitolab.com/

ตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัคร ได้แก่

  • Associate Cybersecurity Consultant
  • Red Teaming Engineer
  • Penetration Tester

ManpowerGroup

ผู้เชี่ยวชาญระดับโลกในธุรกิจจัดหาคน และจัดหางาน ที่เปิดให้บริการมานานกว่า 70 ปี มีสาขามากกว่า 75 ประเทศทั่วโลก ด้วยความเชี่ยวชาญในการบริการที่ตอบโจทย์ HR อย่างครบวงจร เช่น ค้นหาพนักงานประจำ, คอนแทรคระยะสั้น และ outsourcing ในทุกตำแหน่ง ทุกระดับ ตามความต้องการของธุรกิจ, Visa & Work Permit, Payroll และ Outplacement

เว็บไซต์: https://www.manpowerthailand.com/

ตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัคร ได้แก่

  • Firmware Engineer (80,000 – 100,000 บาท)
  • Senior System Engineer (40,000 – 60,000 บาท)
  • Project Manager (ATM) (60,000 – 100,000 บาท)
  • Software Tester (35,000 – 80,000 บาท)
  • SAP Consultant / Support (All Module) (35,000 – 70,000 บาท)

SnoopBees

ให้บริการด้าน CyberSecurity Service เช่น Penetration Test , VA, IT Security Consultant, Training โดยบุคลากรที่มีคุณภาพและ Certification ที่มีมาตรฐานระดับสากล

เว็บไซต์: https://www.snoopbees.com/

ตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัคร ได้แก่

  • Senior Pentester
  • Pentester
  • Sales Executive

Soft De’ but

ผู้นำเข้าและพัฒนาซอฟต์แวร์ชั้นนำระดับโลกมากกว่า 20 ปี รวมถึงเป็นผู้จัดจำหน่าย ซอฟต์แวร์ชั้นนำของประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างเป็นทางการ มีบุคคลากรที่เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาระบบซอฟต์แวร์ระบบสากลซึ่งได้รับความไว้วางใจจากบริษัทระดับโลก พร้อมสนับสนุนพัฒนาระบบซอฟแวร์ ให้บริการทางด้าน Cybersecurity ที่ทันสมัยและจะพัฒนาต่อไปเพื่อทุกองกรค์ของไทย

เว็บไซต์: https://www.softdebut.com/

ตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัคร ได้แก่

  • Product Manager / Assistant Product Manager / Product Specialist (60,000 – 80,000 บาท)
  • Backend Developer (20,000 – 35,000 บาท)
  • Mobile Application Developer (20,000 – 40,000 บาท)
  • PDP Specialist (English) (20,000 บาท)
  • Sales Exclusive (ยินดีรับนักศึกษาจบใหม่) (18,000 – 35,000 บาท)

Sosecure

ก่อตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะมีส่วนในการพัฒนาศักยภาพด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ของประเทศโดยการนำหลักการของ Cybersecurity Framework มาประยุกต์ใช้และออกแบบบริการต่าง ๆให้สอดรับกับองค์ความรู้สากลและเรามีประสบการณ์ทางด้าน Cybersecurity กว่า 10 ปีโดยทางบริษัทมีบริการทั้งด้าน Red Team และ Blue Team ดังนั้นจากสามารถให้บริการด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ได้อย่างรอบด้านและเรายังมีทีมผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่มีประกาศนียบัตรหรือคุณวุฒิจากสถาบันที่เป็นสากลเช่น (ISC)2, SANS, Offensive Security, EC-Council, CompTIA

เว็บไซต์: https://www.sosecure.co.th/

ตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัคร ได้แก่

  • Cybersecurity Engineer (20,000 – 50,000 บาท)
  • SOC Analyst Tier 1 (17,000 – 30,000 บาท ไม่รวม OT)
  • Junior Business Development (15,000 – 30,000 บาท)
  • Pre-sales Cybersecurity (20,000 – 50,000 บาท)
  • SOC Analyst Tier 2 (17,000 – 30,000 บาท ไม่รวม OT)

from:https://www.techtalkthai.com/ncsa-thailand-national-cyber-week-2023-job-fair/

พบ 47 หัวข้อสัมมนาด้าน Cybersecurity และ Data Privacy ในงาน NCSA Thailand National Cyber Week 2023 วันที่ 17 – 18 กุมภาพันธ์ ณ สามย่านมิตรทาวน์

สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ขอเชิญเหล่าผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานด้าน Cybersecurity รวมถึงนักเรียนนักศึกษาและประชาชนที่สนใจ เข้าร่วมสัมมนาและฟังบรรยายในงาน Cybersecurity Expo ระดับชาติ “Thailand National Cyber Week 2023” เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และอัปเดตเทรนด์ด้าน Cybersecurity และ Privacy ในไทยล่าสุด รวมทั้งสิ้น 47 หัวข้อจาก 3 เวที 2 ห้องสัมมนา ในวันที่ 17 – 18 กุมภาพันธ์ ณ สามย่านมิตรทาวน์ ลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรี

📆 วันที่ 17 – 18 กุมภาพันธ์ 2023
⏰ เวลา 10:00 – 17:00 น.
🏢 สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์ (แผนที่, MRT สามย่าน)
🇹🇭 บรรยายภาษาไทยเกือบทุกเซสชัน
📍 รายละเอียดกำหนดการ www.thncw.com/schedule

NCSA Stage

เวทีหลักของงาน Thailand National Cyber Week 2023 โดยจัดเป็นเสวนากลุ่มย่อยเพื่อร่วมพูดคุยประเด็นด้านแนวโน้มภัยคุกคามไซเบอร์ ปัญหาและอุปสรรค การออกกฎหมาย นโยบาย และการกำกับดูแล รวมถึงแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด เพื่อรักษาหน่วยงาน/องค์กรโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ (CII) ทั้ง 8 กลุ่มตาม พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ให้มีความมั่นคงปลอดภัย

วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2023

10:30 – 11:00 วิสัยทัศน์ ผลงาน และแผนการดำเนินงานในอนาคตของ สกมช.
โดย พลอากาศตรี อมร ชมเชย เลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ
11:00 – 11:45 เสวนากลุ่มย่อย – การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ด้านความมั่นคงของรัฐ
โดย สกมช., สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม, สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ และ GenT Solution
13:30 – 14:15 เสวนากลุ่มย่อย – การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ด้านบริการภาครัฐที่สำคัญ
โดย สกมช., กระทรวงการคลัง, สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล และ M.Tech
14:30 – 15:15 เสวนากลุ่มย่อย – การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ด้านสาธารณสุข
โดย สกมช., สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข, สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และ Infoblox
15:30 – 16:15 เสวนากลุ่มย่อย – การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ด้านอุตสาหกรรมการผลิต
โดย สกมช., TISA, PttOR และ Palo Alto Networks

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2023

10:30 – 11:00 สรุปสาระ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ประชาชนได้ประโยชน์อย่างไร?
โดย พลอากาศตรี อมร ชมเชย เลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ
11:00 – 11:45 เสวนากลุ่มย่อย – การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ด้านการเงินการธนาคาร
โดย สกมช., ธนาคารแห่งประเทศไทย, ก.ล.ต. และ HPE
13:30 – 14:15 เสวนากลุ่มย่อย – การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและโทรคมนาคม
โดย สกมช., กสทช., True Internet และ Huawei
14:30 – 15:15 เสวนากลุ่มย่อย – การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ด้านพลังงานและสาธารณูปโภค
โดย สกมช., กระทรวงพลังงาน, การไฟฟ้านครหลวง และ Trend Micro
15:30 – 16:15 เสวนากลุ่มย่อย – การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ด้านการขนส่งและโลจิสติกส์
โดย สกมช., สำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคม และสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย

Main Stage 1 และ Main Stage 2

เวทีบรรยายและเสวนาด้าน Cybersecurity และ Data Privacy ตั้งแต่ระดับพื้นฐานสำหรับนิสิตนักศึษาและบุคคลทั่วไป ไปจนถึงระดับเชิงกลยุทธ์และเชิงเทคนิคที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงสำหรับ CII, หน่วยงานรัฐ, ธุรกิจ SMB และองค์กรขนาดใหญ่ บรรยายโดยผู้เชี่ยวชาญด้าน Cybersecurity และ PDPA จากหน่วยงานชั้นนำทั้งในไทยและต่างประเทศ

Main Stage 1 – วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2023

10:30 – 11:00 2023 Cybersecurity & Privacy Trends
โดย คุณปริญญา หอมเอนก ประธานกรรมการบริหาร ACIS Professional Center
11:00 – 11:45 แนวทางการการจัดทำกลยุทธ์ด้าน Zero Trust สำหรับผู้บริหารระดับสูง
โดย ดร.ศุภกร กังพิศดาร Managing Director, Cyber Elite และ Heng Mok, CISO, Zscaler
13:30 – 14:15 NIST CSF in Practice
โดย คุณสุรชัย ฉัตรเฉลิมพันธุ์ Country Cyber Security & Privacy Officer, Huawei
14:30 – 15:15 Zero Trust Security for the Hybrid Workforce
โดย คุณกฤษณา เขมากรณ์ Country Manager, M-Solutions Technolgogy (Thailand)
15:30 – 16:15 PDPA Practices in AIS
โดย คุณมนฑกานติ์ อาขุบุตร Head of Data Protection Office Unit, AIS

Main Stage 1 – วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2023

10:30 – 11:00 สร้างภูมิคุ้มกันไซเบอร์ให้บุตรหลานของท่าน ด้วยโครงการ Cyber Safe Kids
โดย ดร. ธัชพล โปษยานนท์ Country Director, Palo Alto Networks Thailand and Indochina
11:00 – 11:45 The Future of Cybersecurity | Risk and Resilience
โดย คุณธนพล ประสิทธิ์ไพฑูรย์ ผู้ชำนาญการด้าน Cybersecurity จาก CyberGenics
13:30 – 14:15 พัฒนา Threat​ Model ด้วยตัวคุณ​เอง
โดย คุณณัฐพงศ์ สุระเรืองชัย Principle Technical​ Consultant, E-C.O.P (Thailand)
14:30 – 15:15 เสวนากลุ่มย่อย – รู้ทัน Phishing และแก๊ง Call Center ทำอย่างไรไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ?
โดย สกมช., กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และ
Secure-D Center
15:30 – 16:15 ท่องโลกไซเบอร์อย่างไรให้มั่นคงปลอดภัย
โดย Kaspersky

Main Stage 2 – วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2023

10:30 – 11:00 5 ข้อเช็คลิสต์ องค์กรคุณปฏิบัติตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลแล้วหรือยัง?
โดย ดร.สุนทรีย์ ส่งเสริม ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
11:00 – 11:45 To prevent Last line of defense / Edge to Cloud Security
โดย คุณสุรชัย อรรถมงคลชัย Hybrid IT Country Manager, HPE (Thailand) และ คุณปิยะพล ตรียานันท์ System Engineer Manager, HPE Aruba Networking
13:30 – 14:15 การใช้ AI และ Machine Learning ในโลก Application & Data Security
โดย คุณณัฐพล เทพเฉลิม Country Manager (Thailand), Imperva
14:30 – 15:15 เสวนากลุ่มย่อย – แนวทางการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ใน ASEAN/Japan และการนำโมเดล Zero Trust มาใช้งานจริงในองค์กรธุรกิจ
โดย สกมช., CSA (Singapore), JICA
15:30 – 16:15 OWASP Top 10 และแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับการพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันอย่างมั่นคงปลอดภัย
โดยคุณสุเมธ จิตภักดีบดินทร์ Board of Committee, OWASP Thailand Chapter

Main Stage 2 – วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2023

10:30 – 11:00 ETDA Digital Citizen ส่งต่อความรู้ สู่พลเมืองดิจิทัล
โดย ETDA
11:00 – 11:45 Special Topic by Cloudflare
โดย Cloudflare
13:30 – 14:15 State of Web Security ปี 2022 และวิธีเสริมแกร่งการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ให้แก่ธุรกิจของคุณ
โดย คุณวรินธร เอี่ยมกระแสสิน Regional Sales Manager, CDNetworks
14:30 – 15:15 5 ความเข้าใจผิดและ 5 ข้อควรรู้เกี่ยวกับ PDPA
15:30 – 16:15 Cyber Workforce Diversity
โดย สกมช.

The Mitr-ting Room

ห้องสัมมนาที่เจาะลึกประเด็นด้าน Cybersecurity และ Data Privacy ที่น่าสนใจ เช่น Cyber Resilience, การนำ AI และ Automation มาประยุกต์ใช้, การปกป้อง Digital Identity, การรักษาความมั่นคงปลอดภัยบน Hybrid Cloud, สถาปัตยกรรม Zero Trust, eVRF เป็นต้น รวมถึงโชว์ LIVE Hacking Demo “แอปดูดเงิน VS. เจาะระบบองค์กรขนาดใหญ่”

วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2023

11:00 – 11:20 Cyber Resilience ตอบโจทย์ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ได้อย่างไร?
โดย คุณศุภมิตต์ บุญชัยวัฒนา System Engineer, Computer Union
11:30 – 11:50 เสวนากลุ่มย่อย – Cyber Reality – Security in the Age of Alien Intelligence
โดย คุณวรเทพ ว่องธนาการ Solution Manager, คุณวนิดา แก้วมณี Assistant Solution Manager และคุณวิภาวี ม่วงชู Solution Architect, Yip In Tsoi
13:30 – 13:50 Special Topic by Forcepoint
โดย Forcepoint
14:00 – 14:20 ปกป้อง Digital Identity ของคุณ แค่ Multi-factor Authentication เพียงพอไหม?
โดย คุณสันต์ งามศิริเดช Senior Sales Engineer – ASEAN, Recorded Future
14:30 – 14:50 Simplify Cybersecurity with Security Vendor Consolidation
โดย ดร.รัฐิติ์พงษ์ พุทธเจริญ Senior Manager, Systems Engineering, Fortinet (Thailand)
15:00 – 15:20 การปกป้องข้อมูลความลับและจัดการการเข้าถึงบน Hybrid Cloud ขนาดใหญ่
โดย คุณดำรงศักดิ์ รีตานนท์ Chief Cyber Security Officer, MFEC
15:30 – 15:50 Zero Trust Concept Implemented as Asset-Based Cyber Defence (ABCD)
โดย Jason Kong, CTO, Toffs Technologies และคุณพิรดา อิงค์ธเนศ Co-Founder & COO, DataOne Asia (Thailand)
16:00 – 16:20 What’s eVRF and… Why Should I Care?
โดย Pakawat Wattanachot, Sales Engineering Thailand, Gigamon (Thailand)

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2023

11:00 – 11:20 ยกระดับ Cyber Resilience ขององค์กรด้วยเทคโนโลยี AI & Automation
โดย คุณวิญญู อดิศักดิ์ตระกูล Solution Consultant and Sales Manager, Sangfor Technologies (Thailand)
11:30 – 11:50 Security Culture in Thailand
โดย Henry Ho, Director of Sales, KnowBe4 และ ดร.ศุภกร กังพิศดาร Managing Director, Cyber Elite
13:30 – 16:30 LIVE Hacking Demo “แอปดูดเงิน VS. เจาะระบบองค์กรขนาดใหญ่”
โดย คุณนพ ภูมิไธสง Principal Cyber Security Consultant, MAYASEVEN

Meeting Room 2 & 3

ห้องสัมมนาสำหรับนำเสนอผลงานวิจัยและผลิตภัณฑ์ด้าน Cybersecurity และ Data Privacy จากเหล่านักศึกษาและ Startup ของไทย แนะนำสายงานที่กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดและการสอบ Certificate รวมถึงจัดเกมการแข่งขันทำโจทย์ตะลุยด่านด้าน Cybersecurity ชิงรางวัลรวมมูลค่ากว่า 100,000 บาท

วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2023

11:00 – 16:00 CTF by Cisco
เชิญเข้าร่วมเกมการแข่งขันทำโจทย์ตะลุยด่านด้าน Cybersecurity สำหรับนักศึกษาและบุคคลทั่วไป ชิงรางวัลรวมมูลค่ากว่า 100,000 บาท และประกาศนียบัตรจากสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ
ลงทะเบียน: www.thncw.com/ctf

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2023

11:00 – 11:20 ฝึกอบรมทางด้านไซเบอร์อย่างไรให้มีประสิทธิภาพ
โดย คุณสุเมธ จิตภักดีบดินทร์ Content Creator, SECPlayground
11:30 – 11:50 พวกเราสอนอะไร และมีสิ่งสนับสนุนในการเรียนอะไรบ้างที่ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
โดย ผศ.สุรทศ ไตรติลานันท์ ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
13:30 – 14:15 ใบรับรองด้าน Cybersecurity สำคัญอย่างไร เริ่มสอบจากใบรับรองไหนดี?
โดย (ISC)2, ISACA และ CompTIA
14:30 – 14:50 เพิ่มทักษะด้าน Cybersecurity อย่างมีประสิทธิภาพด้วย CTF
โดย คุณวรพัธน์ ด้วงแก้ว CEO & Cybersecurity Specialist, Permis Security
15:00 – 15:20 CyberSec Special Interest Group: The Culture
โดย ผศ.อัครเดช วัชระภูพงษ์ ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
15:30 – 16:15 สายงาน Cybersecurity ใดที่ตลาดไทยกำลังต้องการ และทักษะสำคัญที่ควรมี
โดย KBTG, Accenture, SANS Institute

🎉 พิเศษ!! ลงทะเบียนและเข้าร่วมงานเพื่อลุ้นรับ iPhone 14, iPad (Gen 10), Apple Watch รวม 20 รางวัล และทองแท่ง 2 บาท 5 รางวัล รวมมูลค่ากว่า 1,000,000 บาท

ดูรายละเอียดกิจกรรม กำหนดการงานสัมมนา และลงทะเบียนได้ที่ www.thncw.com

from:https://www.techtalkthai.com/ncsa-thailand-national-cyber-week-2023-schedules/

สกมช. จัดงานเปิดตัว “Thailand National Cyber Week 2023” เสริมความแข็งแกร่งด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พร้อมสร้างเครือข่ายป้องกัน รับมือ ลดความเสียหายให้กับประเทศ

สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคง ปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) นำทัพแถลงข่าวเปิดตัวการจัดงาน “นิทรรศการสัปดาห์วิชาการด้านความ มั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ปี 2566 (Thailand National Cyber Week 2023)” ในวันที่ 17 – 18 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 10.00 – 17.00 น. ณ สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์ กรุงเทพมหานคร สร้างความ แข็งแกร่งด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ โดยมีพลอากาศตรีอมร ชมเชย เลขาธิการคณะกรรมการการรักษา ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติเป็นประธานในพิธีเปิด และ พลตรี ธีรวุฒิ วิทยากรณ์ รองเลขาธิการ คณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติกล่าวรายงาน เพื่อเสริมความแข็งแกร่งในการรักษา ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ให้กับประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบูรณาการและสร้างมาตรการและกลไกเพื่อพัฒนา ศักยภาพหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน สถาบันการศึกษา  นักวิชาการ นักวิจัย คณาจารย์ นักเรียน นิสิต นักศึกษา ตลอดจนประชาชนที่สนใจ ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และประสบการณ์ในด้านเทคโนโลยีและการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ รวมถึงส่งเสริมการสร้างความตระหนักรู้ ตื่นตัว เห็นความสำคัญในด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มขีดความสามารถ สร้าง เครือข่ายและศักยภาพให้กับผู้ประกอบการในการป้องกัน รับมือ และลดความเสียหายให้กับโครงสร้างพื้นฐาน สารสนเทศไทย 

พลอากาศตรีอมร ชมเชย เลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ  (สกมช.)

พลอากาศตรีอมร ชมเชย เลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ  (สกมช.) กล่าวว่า ปัจจุบันภัยคุกคามทางไซเบอร์ มีสภาพและลักษณะของภัยคุกคามที่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมี รูปแบบการโจมตีที่หลากหลาย และส่งผลกระทบเป็นวงกว้างไปในหลายภาคส่วน จึงได้มีแนวคิดในการจัดงาน “นิทรรศการสัปดาห์วิชาการด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ปี 2566 (Thailand National Cyber Week  2023)” เพื่อตอบสนองนโยบายและแผนว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์มีเป้าหมายและแนวทางใน การบูรณาการ การจัดการ สร้างมาตรการและกลไกในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของประเทศ โดยมี นโยบายให้ สกมช. เน้นให้มีความแตกต่างจากการจัดงานที่ผ่านมาทุกครั้ง ด้วยคำขวัญ “Secure your cyber,  Secure your future” การปกป้องโลกไซเบอร์ ก็เป็นการปกป้องอนาคตของคุณด้วยเช่นกัน อีกทั้งให้หน่วยงาน สก มช. เผยแพร่และสื่อสารเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจด้วยภาษาที่ง่าย และตรงประเด็น สำหรับทุกกลุ่มเป้าหมายไม่ว่า จะเป็นหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน นักวิชาการ สถาบันการศึกษา และภาคประชาสังคม ถึงภัยคุกคามด้านไซเบอร์ที่มี การโจมตีในทุกรูปแบบและมีผลกระทบกับเศรษฐกิจและสังคมโดยรวมของประเทศ รวมถึงจะได้ร่วมกันบูรณาการ ความรู้และใช้ประโยชน์จากงานในครั้งนี้ให้มากที่สุด เพื่อเป็นการปกป้องตนเองและต่อยอดธุรกิจด้านความมั่นคง ปลอดภัยไซเบอร์พร้อมทั้งสร้างขีดความสามารถของผู้ประกอบการและหน่วยงานต่าง ๆ ทุกภาคส่วนในการแข่งขันกับ ต่างประเทศและภัยคุกคามในอนาคตต่อไป 

โดย สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) จับมือกับหน่วยงาน พันธมิตร จัดให้มีการแสดงนิทรรศการผลงานงานวิจัยและผลิตภัณฑ์ด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์โดยบริษัท สตาร์ตอัป นิสิตนักศึกษาจากมหาวิทยาลัย และสถาบันการศึกษาของไทย การให้คำปรึกษาด้านความมั่นคงปลอดภัย ไซเบอร์ พร้อมกับการประชุม-สัมมนา โดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากทั้งในและต่างประเทศ และนำเสนอความก้าวหน้า ด้านเทคโนโลยีความมั่นคงปลอดภัยจากบริษัทและหน่วยงานชั้นนำทั้งในและต่างประเทศมากกว่า 80 บริษัท รวมถึง การเจรจาธุรกิจ (Business Matching) ระหว่างเจ้าของผลิตภัณฑ์/บริการและบริษัทที่สนใจนำผลิตภัณฑ์/บริการมาจัด จำหน่ายให้แก่ธุรกิจและบุคคลทั่วไป พบกับมิติใหม่ของมหกรรมรับสมัครงานด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (Cyber Job Fair) เปิดโอกาสอันดีสำหรับการสมัครงานแบบไร้ข้อจำกัดกับองค์กรที่มีคุณภาพ หน่วยงานภาครัฐ และ บริษัทเอกชนชั้นนำที่จะเปิดบูธรับสมัครงานรวมกว่า 10 ราย และพบกับหัวข้อสัมมนาเพื่ออัปเดตแนวโน้มตลาดแรงงาน ด้าน Cybersecurity ของไทย ไขข้อข้องใจว่าสายงานด้านไหนที่กำลังขาดแคลนและเป็นที่ต้องการของตลาดทั้ง นักศึกษาที่จบใหม่และผู้ที่มีประสบการณ์ใบรับรอง และทักษะสำคัญใดที่ควรมีเพื่อให้เป็นที่สนใจของเหล่า HR รวมถึง ร่วมฟังการเสวนาและแชร์ประสบการณ์กับเหล่าบริษัทไอทีชั้นนำ และสถาบันฝึกอบรมและออกใบรับรองระดับโลก  กิจกรรมสำคัญที่ไม่ควรพลาด Live Hacking Demo: “แอปดูดเงิน VS เจาะระบบองค์กรขนาดใหญ่” ชม Live Hacking Demo: “ลองเป็นเหยื่อแอปดูดเงินเพื่อถอดรหัสโจร” และ “เจาะช่องโหว่ระบบ Active Directory ของ องค์กรขนาดใหญ่” สัมผัสประสบการณ์พร้อมเรียนรู้พื้นฐานการเจาะระบบและการตรวจสอบความมั่นคงปลอดภัย  (Ethical Hacking & Security) เบื้องต้น จากหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญอันดับต้นๆ ของไทย เปิดโอกาสสำหรับก้าวแรกสู่สาย Offensive Security และร่วมสนุกในเกมการแข่งขันทำโจทย์ตะลุยด่านด้าน Cybersecurity ชิงรางวัล รวมมูลค่ากว่า 100,000 บาท พร้อมรับประกาศนียบัตรจาก สกมช. และเปิดเวทีให้บริษัทสตาร์ตอัปและ สถาบันการศึกษานำผลงานวิจัยและผลิตภัณฑ์มานำเสนอโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายอีกด้วย ซึ่งทุกหน่วยจะได้มีโอกาส แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ในด้านเทคโนโลยีและการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ รวมถึงส่งเสริม การสร้างความตระหนัก รู้ตื่นตัว เห็นความสำคัญในด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์เพิ่มขีดความสามารถ ให้กับทุกภาคส่วนในการป้องกันตนเองจากภัยคุกคามไซเบอร์ และส่งเสริมผู้ประกอบการในการแข่งขันและสร้างโอกาส ในการเผยแพร่ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์อีกด้วย 

คุณกฤษณา เขมากรณ์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย M-Solutions Technology (Thailand) Co., Ltd. กล่าวว่า บริษัท M.TECH มาพร้อมกับแนวคิด SecureTogether StrongerTogether will Secure Everything ซึ่งใน งานนี้บริษัทฯ ได้นำเทคโนโลยีการป้องกัน และรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ชั้นนำ มาจัดแสดง ซึ่งภายใต้ความมุ่งมั่นที่ จะทำงาน เรารวบรวมเทคโนโลยีของผู้นำ CyberSecurity Vendor พร้อมทั้งบูรณาการสร้างสถาปัตยกรรมให้ เทคโนโลยีทำงานประสานกัน เพื่อให้สามารถตรวจพบและตอบสนองต่อภัยไซเบอร์ได้อย่างทันท่วงที 

บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด : ปัจจุบันความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของอุตสาหกรรม  ต่าง ๆ อาทิ5G และ AI ได้ส่งผลให้โลกไซเบอร์มีความซับซ้อนมากขึ้น และทำให้เกิดภัยทางไซเบอร์ใหม่ ๆ ในหลาย รูปแบบ ซึ่งบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ได้เล็งเห็นและให้ความสำคัญในการส่งเสริมบุคลากรด้าน ICT  ในไทย และมีเป้าหมายที่จะพัฒนาทักษะบุคลากรให้กลายเป็นขุมพลังสำคัญด้านบุคลากรไซเบอร์ซีเคียวริตี้ของประเทศ  จึงได้ร่วมมือกับ สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.)  ผ่านโครงการฝึกอบรมที่ยั่งยืน ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องการขาดแคลนทางไซเบอร์ในตลาดแรงงานไทย และขับเคลื่อน ประเทศไทยให้เข้าสู่ยุคอัจฉริยะที่ทุกคนมีบทบาทและเชื่อมถึงกันอย่างเต็มรูปแบบ 

ผู้สนใจสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมและลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ www.thncw.com หรือ Facebook THNCW

from:https://www.techtalkthai.com/ncsa-unveils-thailand-national-cyber-week-2023/