คลังเก็บป้ายกำกับ: HYBRID_WORK

Microsoft แจกฟรี เอกสารภาษาไทย “เตรียมความพร้อมสำหรับการทำงานแบบ Hybrid Work ไม่ยากอย่างที่คิด”

Hybrid Work เป็นหัวข้อที่ถูกปฏิบัติใช้จริงภาคบังคับให้อย่างแพร่หลายจากสถานการณ์ของการแพร่ระบบจากโคโรน่าไวรัส แม้ว่าปัจจุบันผู้คนจะกลับมาใช้ชีวิตเข้าออฟฟิศกันเกือบปกติแล้วก็ตาม ที่สิ่งที่ต่างออกไปคือความรู้สึกและพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว เพราะมีผู้คนมากมายได้สัมผัสถึงคุณภาพชีวิตในอีกรูปแบบหนึ่งและหลายคนก็ชอบเสียด้วย

เมื่อพฤติกรรมการทำงานเปลี่ยนไปตัวองค์กรเองก็ต้องมองหากลยุทธ์เพื่อรับมือกับวิธีการปฏิบัติงานที่เกิดขึ้นด้วย ซึ่งแต่ละคนก็ตีความบริบทการทำ Hybrid Work ต่างกัน อนึ่ง Microsoft เองที่เป็นผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ระดับองค์กรมาอย่างยาวนานที่มีประสบการณ์ช่วยเหลือธุรกิจมากมาย จึงได้แจกเอกสารฟรีเพื่อเป็นแนวทางเชิงความคิด ว่าท่านจะสามารถสร้างสภาพแวดล้อมแบบ Hybrid Work ได้อย่างไร

เอกสารภาษาไทยที่มีความยาวราว 12 หน้ากระดาษนี้จะพาทุกท่านไปรู้จักกับเทรนด์ของการทำงานในปี 2022 ว่ามีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง ซึ่งรวมถึงประเทศไทยเองด้วย หลังจากนั้นท่านจะได้เรียนรู้กับแนวทาง 5 ข้อที่จะช่วยให้องค์กรของท่านเข้าสู่การทำงานในรูปแบบของ Hybrid Work ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

1.) แนวทางและเครื่องมือสำหรับการทำ Digital Workplace ซึ่งเมื่อการทำงานได้กระจายออกสู่นอกออฟฟิศผสมผสานกับการทำงานในออฟฟิศจะบูรณาสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร

2.) จะทำอย่างไรที่องค์กรจะเปลี่ยนวังวนการทำงานจากกระดาษที่ยุ่งยาก สู่การใช้งานผ่านแอปพลิเคชันซึ่งรวดเร็ว คล่องตัว และประหยัดเวลาได้มากกว่าเดิม

3.) เมื่อข้อมูลคือแหล่งน้ำมันแห่งใหม่ จะทำอย่างไรถึงจะสร้างให้องค์กรมีวัฒนธรรมแบบ Data Driven

4.) เมื่อพนักงานห่างเหินออกไปจะสังคมและสถานที่ที่คุ้นเคย อีกหนึ่งเรื่องที่องค์กรต้องกลับมาตีโจทย์คือจะทำอย่างไรถึงจะสามารถเข้าถึงพนักงานได้อีกครั้ง จะทำอย่างไรให้สารนั้นไปได้ทั่วถึง และทำอย่างไรให้พนักงานยังคงสามารถเรียนรู้เองได้แม้ไม่พบหน้ากัน

5.) ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์เป็นหัวใจสำคัญที่สุดเมื่อรูปแบบการทำงานไม่เหมือนเดิม สิทธิ์ที่ถูกให้เพื่อเข้าถึงคงต้องคิดใหม่ จะตรวจสอบอย่างไร แนวทางการยกมาตรการเพื่อป้องกัน และวิธีการตรวจสอบอุปกรณ์ที่เข้ามา

ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดเอกสารได้ฟรีที่  https://aka.ms/HybridWorkeBook

from:https://www.techtalkthai.com/microsoft-free-pdf-how-to-hybrid-work/

ส่องนวัตกรรมใหม่จาก Zoom ในงาน Zoomtopia 2022 ขับเคลื่อนการทำงานยุคปัจจุบัน

Zoom ได้เปิดตัวนวัตกรรมใหม่ที่ช่วยขับเคลื่อนการทำงานยุคไฮบริด ได้แก่ Zoom Email and Calendar, Zoom Spots, Zoom Virtual Agent และอื่น ๆ อีกมากมาย ในงาน Zoomtopia 2022 ที่จัดวานนี้ในรูปแบบไฮบริดครั้งแรกผ่าน Zoom Events

Eric S. Yuan CEO ของ Zoom กล่าวถึงฟีเจอร์ที่ทีม Zoom พัฒนามากกว่า 1,500 ฟีเจอร์ บนแพลตฟอร์ม Zoom เพื่อช่วยให้คนติดต่อสื่อสารระหว่างกัน รวมถึงระหว่างองค์กรกับลูกค้าได้อย่างราบรื่น ซึ่งเป็น “การเปิดประตูสู่ความคิดสร้างสรรค์และการทำงานร่วมกัน”

ไฮไลต์นวัตกรรมใหม่ที่พึ่งเปิดตัวล่าสุดในงาน Zoomtopia ได้แก่

  • Zoom Mail and Calendar (Beta): บริการอีเมลและปฏิทินที่รวมอยู่ใน Zoom ใช้งานได้ผ่านแพลตฟอร์มเดียว ติดต่อสื่อสารและจัดตารางงานของตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ มั่นใจได้ในความเป็นส่วนตัวและความมั่นคงปลอดภัยด้วยการเข้ารหัสแบบ End-to-end

  • Zoom Spots: Co-working space ในโลกเสมือนจริง ซึ่งเป็นพื้นที่ถาวรสำหรับการใช้งานวิดีโอ สามารถพูดคุยติดต่อสื่อสารกัน เสริมการทำงานแบบไฮบริดอย่างยืดหยุ่น พร้อมเปิดให้บริการต้นปี 2023
Image credit: Zoom
  • Zoom Virtual Agent: แชตบอต AI ที่สามารถโต้ตอบด้วยภาษาธรรมชาติ พร้อม Machine learning ที่เข้าใจและแก้ปัญหาลูกค้าได้รวดเร็ว ตลอด 24 ชั่วโมง ให้ความช่วยเหลือผ่านหลายช่องทาง สนองความต้องการลูกค้าได้แบบเฉพาะบุคคล ลดจำนวนการโทรหาเจ้าหน้าที่ พร้อมเปิดให้บริการต้นปี 2023 โดยใช้งานได้บน Zoom Contact Center และแบบ Standalone
  • Zoom One: เชื่อมต่อการทำงานร่วมกันแบบรวมศูนย์ โดยรวม Team Chat, Phone, Whiteboard, Meetings และอื่น ๆ เข้าไว้ด้วยกัน ผนวกรวม Team Chat และ In-Meeting Chat เพื่อให้ผู้ใช้สามารถสื่อสารกันได้ต่อเนื่องแม้จบการประชุมไปแล้ว
  • Zoom IQ Virtual Coach: ผู้ช่วยฝึกสอนการขายบน Zoom IQ for Sales โดยจำลองสถานการณ์ให้นักขายได้ฝึกนำเสนอขายของ พร้อมคอมเมนต์และเคล็ดลับแบบเรียลไทม์

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับฟีเจอร์เพื่อการทำงานไฮบริด ได้ที่ https://blog.zoom.us/platform-enhancements-zoomtopia-2022/

from:https://www.techtalkthai.com/zoom-innovations-from-zoomtopia2022/

โพลีแนะสูตรสำเร็จสำหรับโลกการทำงานยุคใหม่ [Guest Post]

พนักงาน เทคโนโลยี และการจัดสรรพื้นที่ทำงานเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการรองรับพนักงานให้กลับมาทำงานที่สำนักงานหลังวิกฤตไวรัสระบาดคลี่คลาย

การทำงานไม่ได้หมายถึงแค่สถานที่อีกต่อไป แต่หมายถึงสิ่งที่พนักงานขององค์กรทำและทำงานนั้นอย่างไร ในปัจจุบัน โลกแห่งการทำงานเปลี่ยนได้ไปเป็นลักษณะการทำงานแบบไฮบริด (Hybrid working) ที่พนักงานชื่นชอบเนื่องจากเป็นการทำงานได้ทั้งที่สำนักงานและที่ใดก็ได้ องค์กรจึงจำเป็นต้องหาวิธีรองรับในการที่พนักงานกลับมาทำงานที่สำนักงานหลังวิกฤติไวรัสร้ายคลี่คลาย

เราได้ยินมามากมายเกี่ยวกับกลยุทธ์ที่องค์กรควรทำสำหรับโลกใหม่ของการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนลักษณะการปฏิบัติงานของพนักงาน การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเข้ามาใช้งาน หรือการออกแบบและกำหนดการใช้พื้นที่ในสำนักงานขึ้นมาใหม่

ที่โพลี เราเชื่อว่าสูตรสำเร็จสำหรับโลกของการทำงานยุคใหม่ในระยะยาว จะเริ่มต้นด้วยส่วนผสมหลัก 3 ประการ ได้แก่:

  1. พนักงาน อันเป็นทรัพย์สินที่สำคัญที่สุดขององค์กร
  2. องค์กรควรกำหนดความต้องการและสไตล์รูปแบบการทำงานของพนักงานส่วนใหญ่ เพื่อเลือกใช้โซลูชันเทคโนโลยีที่เหมาะสม ซึ่งจะช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพและให้ประสิทธิผลในสถานที่พื้นที่ต่างๆ กัน ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม

  3. หลังจากที่องค์กรทำความเข้าใจกับสไตล์รูปแบบการทำงานของพนักงานส่วนใหญ่แล้ว องค์กรจะสามารถออกแบบพื้นที่ในสำนักงานสำหรับการทำงานเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีขึ้นเมื่อพนักงนทำงานในพื้นที่ต่างๆ โดยขจัดอุปสรรค และหาหนทางสร้างการทำงานร่วมกันที่ราบรื่นระหว่างสำนักงาน กับที่บ้าน และพื้นที่ทั่วทั้งสำนักงานหรือที่ใดก็ได้ในระหว่างการทำงานนั้น ซึ่งช่วยให้เกิดผลงานใหม่ๆ นวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นได้

แนวทางการทำงานที่ให้ความสำคัญกับบุคคลผู้ทำงาน (People-focused approach) จะก้าวข้ามเรื่องของสถานที่ทำงานไปอย่างสิ้นเชิง แต่จะพยายามทำความเข้าใจในพนักงานผู้ที่ลงมือปฏิบัติงาน ทั้งนี้ โพลีได้ศึกษาวิวัฒนาการของรูปแบบการทำงานมาเกือบทศวรรษแล้ว และได้ระบุรูปแบบการทำงานที่แตกต่างกัน 6 รูปแบบ ซึ่งมักเรียกกันว่ากลุ่มบุคคลในที่ทำงาน (Workplace personas) ได้แก่ 1. Connected executive (ผู้บริหารที่มีการเชื่อมต่อกับที่ทำงานอยู่เสมอ) 2. Road warrior (กลุ่มพนักงานที่ปฏิบัติงานนอกสำนักงานตลอดเวลา) 3. Flexible worker (พนักงานที่ปฏิบัติงานทั้งในและนอกสำนักงาน) 4. Remote collaborator (กลุ่มพนักงานที่ทำงานสนับสนุนอยู่นอกสำนักงานหรือที่บ้าน) 5. Office collaborator (กลุ่มพนักงานที่ทำงานร่วมกันในสำนักงานตลอดเวลา) และ 6. Office communicator (กลุ่มที่ทำงานที่โต๊ะทำงานตลอดเวลา คุ้นชินกับอุปกรณ์สื่อสารแบบเดิมๆ ในสำนักงาน) องค์กรทั่วไป 97% มีกลุ่มบุคคลในที่ทำงานในลักษณะแบบนี้

โดยกลุ่มบุคคลในที่ทำงาน (Workplace personas) แต่ละแบบนี้มีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกัน มีปัญหาในการทำงานต่างกัน และมีความนิยมในรูปแบบการสื่อสารต่างกัน ซึ่งองค์กรมีความจำเป็นต้องทำความเข้าใจในความแตกต่างเหล่านั้น และจับคู่รูปแบบการทำงานและพฤติกรรมของพนักงาน ให้เข้ากับอุปกรณ์และเทคโนโลยีที่เหมาะสมกันมากขึ้น อันเป็นการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานขององค์กรในท้ายที่สุด

คุณซามีร์ ซายิด กรรมการผู้จัดการ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและเกาหลีแห่งโพลีกล่าวว่า “องค์กรที่จะประสบความสำเร็จในโลกที่มีการทำงานแบบใหม่นี้ ก่อนอื่น องค์กรต้องเข้าใจถึงวิธีที่พนักงานของตนเองทำงานได้ดีที่สุด กำหนดจัดสรรพื้นที่การทำงานเพื่อให้กลุ่มพนักงานได้ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด อาจจำเป็นต้องขยายพื้นที่ออกไปในรูปแบบต่างๆ รวมถึงอาจต้องลงทุนในเทคโนโลยีที่จะให้ประสบการณ์การทำงานที่ราบรื่น ยืดหยุ่น และสร้างความเท่าเทียมในการประชุมมากยิ่งขึ้น

จากการสำรวจของโพลี “Poly Global Segmentation Research, 2022” พบประเด็นสำคัญที่องค์กรควรคำนึงถึง คือ:

  • รูปแบบการทำงานจากทางไกลจะมีการเปลี่ยนแปลงต่อไปอย่างต่อเนื่อง: โพลีพบว่าตั้งแต่ก่อนเกิดการระบาดของไวรัสครั้งใหญ่จนถึงปีพ.ศ. 2565 นี้ มีพนักงานใช้รูปแบบและชื่นชอบในการทำงานจากไกลเพิ่มขึ้นถึง 25%
  • พนักงานต้องการเชื่อมโยงถึงกันเป็นปัจจัยดึงให้พนักงานกลับมาทำงานที่สำนักงาน: ถึงแม้ว่าองค์กรจะมีอุปสรรคมากมายระหว่างการจัดให้พนักงานกลับมาทำงานที่สำนักงาน แต่การที่พนักงานยอมรับว่าการทำงานในสำนักงานจะให้ประสบการณ์การทำงานที่เชื่อมต่อกับทีมอื่นๆ อย่างราบรื่นคล่องตัวดีกว่า รวมถึงการประชุมกับทีมงานอย่างใกล้ชิดร่วมกัน การได้พบหน้ากัน การนำเสนอแผนงานให้กับลูกค้าร่วมกัน จึงเป็นองค์ประกอบสำคัญในการดึงให้พนักงานกลับมาทำงานที่สำนักงาน
  • การเชื่อมโยงการทำงานของพนักงานมีผลในการจัดสรรพื้นที่ในสำนักงาน: ก่อนเกิดโรคระบาดนั้น มากกว่า 70% ของพื้นที่ในสำนักงานเป็นการจัดสรรเพื่อโต๊ะทำงานให้แต่ละบุคคลและพื้นที่ของหน่วยงานสนับสนุนธุรกิจ แต่หลังเกิดโรคระบาดนั้นจะเปลี่ยนจากการจัดสรรพื้นที่ทำงานให้แต่ละบุคคลดังกล่าว ไปเป็นการใช้พื้นที่ตามบทบาทในการทำงานที่อยู่ห่างไกลจากที่อื่น (Remote-centric role) ซึ่งเป็นพื้นที่ทำงานที่สนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ที่สามารถเชื่อมโยงพนักงานในการทำงานร่วมกันได้

คุณโล ฮี บัน Senior Solution Architect แห่งโพลีกล่าวว่า “องค์กรต่างๆ กำลังให้ความสนใจใช้กลยุทธ์การทำงานแบบไฮบริดในระยะยาวอย่างจริงจัง ซึ่งรวมถึงแผนการปรับปรุงพื้นที่สำนักงานของตนเองเพื่อให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ใหม่ของสำนักงานในฐานะที่เป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรมองค์กร  ทั้งนี้การวางแผนรองรับการกลับมาทำงานที่สำนักงานของพนักงานเป็นเรื่องเกี่ยวกับการออกแบบประสบการณ์สำหรับโลกแห่งการทำงานแบบผสมผสานใหม่ ที่จะให้ผู้คนมาที่สำนักงานเพื่อสร้างการเชื่อมต่อ และในขณะเดียวกันก็เพิ่มประสบการณ์ให้สูงสุดสำหรับผู้ที่ทำงานในสำนักงานและผู้ที่ทำงานจากที่ห่างไกล”

โซลูชันในการประชุมของโพลีรองรับการทำงานที่เป็นแบบไฮบริด โดยได้เน้นพัฒนาเทคโนโลยีที่ใช้ในการประชุมเพื่อคุณสมบัติระดับพรีเมี่ยม รวมถึงเทคโนโลยี NoiseBlockAI ที่นำเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยแยกแยะเสียงรบกวน เช่น เสียงเครื่องปรับอากาศ เสียงพิมพ์คีย์บอร์ด เสียงคลิกเมาส์ออกจากเสียงผู้พูด แล้วตัดเสียงรบกวนเหล่านั้นออกไป เหลือเฉพาะเสียงผู้พูดส่งไปยังระบบวิดีโอคอนเฟอร์เร้นท์ รวมทั้งเทคโนโลยี Acoustic Fencing ที่รวมเฉพาะเสียงภายในพื้นที่ที่กำหนดเท่านั้น ผู้พูดจะได้ยินแต่เสียงของตนเอง และคู่สนทนาจะได้ยินเฉพาะเสียงของผู้พูดเท่านั้น  และใช้เทคโนโลยีระดับมือโปรควบคุมและจัดการภาคเสียงและภาควิดีโอในทุกพื้นที่และทุกอุปกรณ์  อีกทั้งยังใช้เอไอในการสร้างความเท่าเทียมกันด้วยระบบ DirectorAI, People-framing และ speaker framing โดยเฉพาะอย่างยิ่ง องค์กรสามารถบริหารจัดการกับอุปกรณ์ที่ใช้ในการประชุมในและนอกสถานที่จากส่วนกลางได้อย่างราบรื่น  มีรายงานที่องค์กรสามารถวิเคราะห์ถึงประสิทธิภาพการใช้ห้องและระบบประชุมทั้งหมดได้

from:https://www.techtalkthai.com/poly-people-work-enabling-work-across-spaces/

Cisco Webex เปิดตัวนวัตกรรมสุดล้ำ พร้อมใช้งานร่วมกับ MS Teams เดินหน้ารับเทรนด์ Hybrid Work

Cisco ได้เปิดตัวอัปเดตมากมายสำหรับ Webex Suite เพื่อการพลิกโฉมการทำงานยุคใหม่ ตอบรับ Hybrid Work รองรับการทำงานแบบยืดหยุ่น เพิ่มความมั่นคงปลอดภัยด้วย Audio Watermarking ป้องกันข้อมูลการประชุมรั่วไหล พร้อมประกาศความร่วมมือกับ Microsoft ที่เปิดให้ใช้งาน Microsoft Teams ร่วมกับอุปกรณ์ของ Cisco ได้

ในงานประชุม WebexOne 2022 วานนี้ Jeetu Patel รองประธานบริหารและผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายโซลูชันการรักษาความปลอดภัย และธุรกิจ Collaboration ประจำ Cisco เผยถึงแนวโน้มการทำงานรูปแบบ Hybrid Work ว่า เมื่อออฟฟิศกลับมาเปิดอีกครั้ง การทำงานรูปแบบไฮบริดก็ย่อมท้าทายมากขึ้นกว่าเดิม อย่างกรณีการสลับกันมาเข้าออฟฟิศ จะจัดประชุมอย่างไรสำหรับคนที่เข้าออฟฟิศกับคนที่ทำงานนอกสถานที่ และทำงานร่วมกันได้โดยไม่มีข้อจำกัดด้านสถานที่

ดังนั้น องค์กรจึงจำเป็นต้องอาศัยโซลูชันแบบองค์รวมที่รองรับได้ทุกแพลตฟอร์มเพื่อใช้งานร่วมกันได้กับซอฟต์แวร์ อุปกรณ์ที่ทำงานร่วมกัน รวมถึงระบบเครือข่ายและความมั่นคงปลอดภัยด้วย 

จากรายงานการศึกษาของ Frost & Sullivan เมื่อเดือนตุลาคม 2022 พบว่า แม้โมเดล Hybrid Work จะกลายเป็นวิถีการทำงานแบบใหม่ แต่เมื่อสำรวจตลาดอุปกรณ์สำหรับการประชุมผ่านวิดีโอพบว่า มีเพียงห้องประชุมและห้องเรียนเพียง 6.4% เท่านั้นที่รองรับวิดีโอ

Image credit: Cisco Webex

Cisco จึงได้พัฒนาโซลูชันใหม่ พร้อมร่วมกับพาร์ตเนอร์ต่าง ๆ เพื่อมอบความสามารถใหม่ในการทำงานร่วมกันในทุกสภาพแวดล้อมและประสบการณ์การประชุมที่ราบรื่นยิ่งขึ้น อาทิ

  • Cisco x Microsoft กับการใช้งาน Microsoft Teams Rooms ร่วมกับอุปกรณ์การทำงานร่วมกันของ Cisco รวมถึงใช้ Webex Calling ผ่าน Microsoft Teams เพื่อการทำงานอย่างต่อเนื่อง
Image credit: Cisco Webex
  • Cisco Room Kit EQ ชุดอุปกรณ์การทำงานร่วมกันสำหรับการแปลงพื้นที่ทำงานขนาดใหญ่เพื่อรองรับ Hybrid Work ขับเคลื่อนโดย Cisco Codec EQ ชุดอุปกรณ์ Computing ระบบ AI
Image credit: Cisco Webex
  • Cisco x Apple ที่ให้ผู้ใช้งาน iPhone และ iPad แชร์คอนเทนต์จากกล้องหน้าหรือกล้องหลังผ่านแอป Webex Meetings และใส่คำอธิบายประกอบผ่าน Mobile Camera Share
  • และฟีเจอร์อื่น ๆ อีกมาก เช่น Webex Whiteboard App, ฟีเจอร์ตัดต่อด้วย AI สำหรับ Vidcast เพื่อประหยัดเวลาการประชุม
Image credit: Cisco Webex

อีกหนึ่งคุณสมบัติสำคัญที่น่าสนใจบน Cisco Webex คือ Audio Watermarking เพื่อติดแท็กสตรีมเสียงสำหรับผู้เข้าร่วมในการประชุมลับ เพื่อป้องกันเหตุพนักงานอัดเสียงและเผยแพร่ข้อมูลลับจากที่ประชุม ซึ่งบริษัทจะสามารถติดตามข้อความบันทึกเสียงนั้นมายังบุคคลต้นทางที่ปล่อยคลิปได้

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับฟีเจอร์ใหม่ของ Cisco Webex ได้ที่ https://www.webex.com/content/webex/c/en_US/index/webexone-wire-2022.html/

from:https://www.techtalkthai.com/cisco-webex-advances-hybrid-work-with-innovations-and-partnerships/

TTT 2022 Reinforce: ขับเคลื่อนธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพด้วย Network Modernization โดย HPE Aruba

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เหตุการณ์ต่างๆ ได้ทำให้ธุรกิจนั้นต้องเปลี่ยนแปลงตนเองอย่างรวดเร็ว มีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในการทำงานรูปแบบใหม่อย่าง Remote Working และ Hybrid Working ซึ่งทั้งหมดนี้ย่อมส่งผลให้ธุรกิจนั้นต้องวางแผนใหม่สำหรับระบบเครือข่าย ให้มีความยืดหยุ่นและคล่องตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงอันไม่คาดฝันในอนาคตกันต่อไป

คุณประคุณ เลาหกิตติกุล Country Manager (Thailand) แห่ง HPE Aruba ได้มาเล่าถึงหัวข้อ “Accelerate Your Business with Network Modernization” ภายในงานสัมมนา TTT 2022 Reinforce ที่ผ่านมา ถึงความจำเป็นและแนวทางในการทำ Network Modernization อย่างเข้มข้น เพื่อให้ธุรกิจสามารถวางระบบเครือข่ายซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจขับเคลื่อนต่อไปได้อย่างต่อเนื่องในอนาคตเป็นอย่างน้อย 4-5 ปีนับถัดจากนี้

4 เป้าหมายหลักของการทำ Network Modernization

คุณประคุณได้เล่าว่าในการทำ Network Modernization นั้น ธุรกิจองค์กรมักมีเป้าหมายหลักด้วยกัน 4 ประการ ได้แก่

  1. Hybrid Work – การทำงานแบบผสมผสานทั้งจากภายในองค์กรและภายนอกองค์กรได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยประสบการณ์เดียวกัน และความมั่นคงปลอดภัยในระดับสูงที่ไว้วางใจได้
  2. Digital Transformation Acceleration – เร่งความเร็วในการปรับตัวของธุรกิจ รองรับการนำนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาใช้งานเพื่อตอบสนองต่อการเติบโตของธุรกิจได้
  3. Personalized Experiences – นำเสนอประสบการณ์เฉพาะบุคคลให้กับผู้ใช้งานได้ตั้งแต่ระดับของเครือข่าย, ข้อมูล และ Application อย่างครบถ้วน สร้างขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งภายในและภายนอกองค์กร
  4. Need for Efficiencies – ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและรองรับการเกิดขึ้นของธุรกิจรูปแบบใหม่ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง โดยใช้บุคลากรฝ่าย IT จำนวนเท่าเดิมในการบริหารจัดการกับเทคโนโลยีที่มีการใช้งานมากขึ้นได้

เพื่อให้ธุรกิจองค์กรสามารถบรรลุเป้าหมายทั้ง 4 ประการนี้ได้ คุณสมบัติของระบบเครือข่ายแห่งอนาคตจึงต้องครอบคลุมถึงทั้งการทำ Automation เพื่อลดความผิดพลาดในการทำงาน และช่วยให้ทรัพยากรฝ่าย IT สามารถทำงานอย่างมีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการระบบเครือข่ายที่มีขนาดใหญ่และซับซ้อนได้ Security ซึ่งถูกผนวกรวมเป็นส่วนหนึ่งของระบบเครือข่าย เพื่อเสริมความมั่นคงปลอดภัยเพิ่มขึ้นไปอีกขั้น และ Agility มีความยืดหยุ่นรองรับการเปลี่ยนแปลงระบบเครือข่ายที่จะเกิดขึ้นจากการมาของเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้อย่างทันท่วงที

ปรับระบบเครือข่ายให้ทันสมัยด้วย Aruba ESP Solutions

คุณประคุณได้สรุปถึงเทคโนโลยีทั้งหมดที่ HPE Aruba ได้ทำการคิดค้น พัฒนา และนำเสนอสู่ธุรกิจองค์กรทั่วโลกในช่วงเวลา 2 ปีที่ผ่านมานี้ ด้วยภาพของ Aruba ESP หรือ Edge Services Platform ที่จะเปลี่ยนให้ Network นั้นกลายเป็น Platform สำคัญทั้งสำหรับการทำงานและส่งมอบประสบการณ์หรือนวัตกรรมใหม่ๆ ไปยังผู้ใช้งานทั้งภายในและภายนอกองค์กร ซึ่งมีแนวคิดหลักด้วยกัน 3 ประการ

1. Unified Infrastructure

ผสานรวมระบบ Wired, Wireless และ SD-WAN รวมถึงระบบเครือข่ายสำหรับอุปกรณ์ IoT เข้าเป็นหนึ่งเดียวภายในระบบเครือข่าย โดยสามารถเลือกวิธีการบริหารจัดการได้ทั้งบน Cloud, Centralized หรือแม้แต่ Standalone

2. Security

HPE Aruba นั้นได้ผสานระบบ Security ให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบเครือข่ายตั้งแต่แรก และในทุกวันนี้ก็ได้เพิ่มเรื่องของการทำ Automation เข้าไปด้วย เพื่อให้ Security กลายเป็นเรื่องที่ง่ายดายยิ่งขึ้นกว่าเดิม

3. AIOps

ด้วยปริมาณของอุปกรณ์เครือข่ายที่มากยิ่งขึ้น ในขณะที่แต่ละองค์กรนั้นไม่ได้มีทีมผู้ดูแลระบบมากขึ้นตามไปด้วย ทำให้ผู้ดูแลระบบเครือข่ายต้องรับภาระในการดูแลรักษาระบบ IT ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ดังนั้นการนำ AIOps เข้ามาช่วย เพื่อให้การบริหารจัดการระบบเหล่านี้เป็นไปได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย

คุณประคุณได้เล่าถึงกรณีของลูกค้ารายหนึ่ง ที่ย้ายการบริหารจัดการระบบเครือข่ายจากเดิมที่แยกส่วนอยู่ภายในองค์กร ไปอยู่บน Cloud ของ Aruba โดยตรง ทำให้ข้อมูลของระบบเครือข่ายทั้งหมดในส่วนของ Wired, Wireless และ SD-WAN ถูกรวมอยู่ที่เดียวบน Cloud และ AIOps ก็สามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์ตรวจสอบปัญหาต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ช่วยให้ลูกค้าของ HPE Aruba ในประเทศไทยสามารถจัดการกับปัญหาภายในระบบเครือข่ายได้อย่างทันท่วงที

ความสามารถใหม่ในระบบเครือข่ายที่น่าจับตามองจาก HPE Aruba

เมื่อมองไปถึงอนาคต คุณประคุณก็ได้เล่าถึงนวัตกรรมใหม่ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นภายใน HPE Aruba ที่หลายส่วนก็ได้กลายเป็นฟีเจอร์ใหม่ๆ ในโซลูชันให้พร้อมใช้งานได้แล้ว ได้แก่

1. Aruba CloudAuth

เมื่อธุรกิจองค์กรนั้นมีการใช้งาน Cloud มากขึ้นเรื่อยๆ แนวคิดหนึ่งที่เกิดขึ้นก็คือการใช้ Cloud ให้ได้เต็มศักยภาพมากที่สุด และ HPE Aruba เองก็กำลังมุ่งไปทางนั้นด้วยเช่นกัน โดยความสามารถหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ Aruba CloudAuth นั่นเอง

Aruba CloudAuth คือการยกระบบ Network Authentication ขึ้นไปอยู่บน Cloud ด้วยการทำงานร่วมกับ Microsoft Azure AD และ Google Workspace ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม และทำหน้าที่เป็น Cloud Managed NAC ได้ทันที ซึ่งที่ผ่านมาก็มีลูกค้าในไทยใช้งานอยู่แล้วด้วยเช่นกัน

2. Wi-Fi 6E

เพื่อให้ธุรกิจองค์กรรองรับต่อการเชื่อมต่ออุปกรณ์ IoT จำนวนมหาศาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และรองรับ Workload ใหม่ๆ ในระบบเครือข่ายได้อย่างเพียงพอ Aruba จึงได้นำ Wi-Fi 6E มานำเสนอในการตอบโจทย์นี้โดยเฉพาะ

Wi-Fi 6E นั้นได้ทำการพัฒนาต่อยอดจาก Wi-Fi 6 ที่รองรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์ปริมาณมหาศาลได้โดยส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพน้อยกว่าในอดีตมาก โดย Wi-Fi 6E ได้เพิ่มย่านความถี่ 6GHz เข้ามาด้วยเพื่อให้การเชื่อมต่อเครือข่ายรองรับอุปกรณ์และ Bandwidth ได้มากยิ่งขึ้นนอกเหนือจากการใช้เพียงแค่ 2.4GHz และ 5GHz ที่ใช้กันอยู่เดิม

อย่างไรก็ดี สำหรับในประเทศไทยก็ยังคงต้องติดตามต่อไปอีกซักระยะหนึ่ง จากกฎหมายที่ต้องรอให้ระบุชัดเจนว่าจะสามารถใช้ย่านความถี่ 6GHz ได้มากน้อยเพียงใด

3. IoT

HPE Aruba นั้นมีวิสัยทัศน์ที่นอกเหนือจากการเป็นเพียงแค่ Network Platform ไปสู่การเป็น IoT Platform ด้วย ทำให้ Access Point ของ Aruba นั้นสามารถให้บริการ BLE และ ZigBee เพื่อเชื่อมต่ออุปกรณ์ IoT ได้ รวมถึงยังสามารถติดตั้ง USB ที่เป็น Sensor เพิ่มเติมเข้าไปบน Access Point โดยตรงได้ด้วย

นอกจากนี้ Aruba ก็ยังเปิด API ให้ผู้ใช้งานสามารถทำการเชื่อมต่อนำ RFID Tag ใดๆ ก็ได้มาใช้งาน โดยใช้ Aruba Access Point ทำหน้าที่ในการอ่านค่าการเชื่อมต่อและส่งข้อมูลเหล่านี้ไปยังระบบประมวลผลอื่นๆ ทำให้สามารถพัฒนา Application ได้อย่างหลากหลาย โดยเฉพาะในกลุ่มของ Location Services

4. Open Locate

เมื่อ Aruba เปิดให้การทำ Location Services Application ง่ายดายมากยิ่งขึ้นแล้ว อีกส่วนหนึ่งที่ Aruba เสริมขึ้นมาก็คือการติดตั้ง GPS ลงไปใน Access Point โดยตรง ทำให้ Access Point ทั้งหมดมีข้อมูลพิกัดตำแหน่งที่แม่นยำ และนำข้อมูลพิกัดตำแหน่งนี้ไปใช้ใน Location Services ได้อย่างแม่นยำระดับความคลาดเคลื่อนเพียงแค่ 1 เมตรเท่านั้น

5. Zero Trust

จากเทรนด์ใหญ่ด้าน Zero Trust ที่กำลังกลายเป็นกระแสหลักของธุรกิจองค์กร HPE Aruba ก็ได้นำแนวคิดนี้มาพัฒนาเป็น Aruba Zero Trust Protection สามารถกำหนด Policy ให้กับทุกๆ การเชื่อมต่อและแบ่งหมวดหมู่นโยบายสำหรับอุปกรณ์แต่ละชนิด, ผู้ใช้งานแต่ละกลุ่ม ด้วยแนวคิด Aruba Dynamic Segmentation ที่สามารถจัดการ Security Policy ให้ระบบเครือข่ายทั้งหมดได้อย่างครอบคลุม

6. 4th Generation Data Center

ปัจจุบันนี้ 3rd Generation Data Center ที่ใช้แนวคิดของ Data Center Fabric บนสถาปัตยกรรมแบบ Leaf-Spine เพื่อรองรับการรับส่งข้อมูลระหว่าง Server ภายใน Data Center ดว้ยกันเองให้มีประสิทธิภาพสูงสุดนั้น ก็เริ่มเจอปัญหาในการใช้งานจริงแล้ว จากการที่เมื่อ Data Center มีขนาดใหญ่มากขึ้น แต่ Network Services และ Security Services บางส่วนกลับยังไม่ถูกผนวกรวมเข้าไปใน Fabric และกลายเป็นคอขวด

4th Generation Data Center จึงได้เกิดขึ้นมาเพื่อนำ Network Services และ Security Services เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของอุปกรณ์เครือข่ายโดยตรง โดย HPE Aruba ได้จับมือกับ Pensando เพื่อนำหน่วยประมวลผลเฉพาะทางด้าน Network และ Security มาใช้งานภายใน Aruba CX10000 ทำให้ภายใน Data Center Fabric มีความสามารถทุกอย่างที่จำเป็นอย่างครบถ้วน และไม่เกิดคอขวดในแบบเดิมๆ อีกต่อไป

7. Unified SD-WAN Fabric

ด้วยกรณีการใช้งานของ SD-WAN ที่มีหลากหลายมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการที่ Application และ Data ถูกย้ายไปอยู่บน Cloud จำนวนมาก และผู้ใช้งานมีการใช้งานทั้งจากในแบบ Remote Work จากบ้านแต่ละหลังหรืออุปกรณ์แต่ละชิ้น, การมีออฟฟิศขนาดเล็กที่บ้าน, ออฟฟิศสาขาขนาดเล็ก ไปจนถึงธุรกิจองค์กรขนาดใหญ่ ทำให้ SD-WAN ได้รับความสำคัญมากยิ่งขึ้นกว่าในอดีตเป็นอย่างมาก

HPE Aruba ได้เข้าซื้อกิจการของ Silver Peak มา และนำจุดเด่นของ Silver Peak อย่างเช่นการทำ WAN Optimization เข้ามาช่วยเสริมประสิทธิภาพในการเชื่อมต่อไปยังบริการ Cloud ต่างๆ ที่ธุรกิจมีการใช้งาน อีกทั้งยังได้มีการพัฒนาต่อยอดด้าน Security จนได้รับ ICSA Labs Secure SD-WAN Certification มาแล้วเป็นรายแรกของโลก

8. Network Assurance

เมื่อการส่งมอบประสบการณ์ที่ดีได้กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของทุกระบบ IT แน่นอนว่าระบบ Network เองก็ต้องตอบสนองในส่วนนี้ด้วย ซึ่ง Aruba UXI ก็สามารถตอบโจทย์นี้ได้ด้วยการนำ UXI Agent/Sensor มาทำหน้าที่จำลองพฤติกรรมของผู้ใช้งาน ในการเชื่อมต่อ Wi-Fi หรือ LAN แล้วทำการเชื่อมต่อไปยัง Cloud Application ที่ธุรกิจองค์กรใช้ เพื่อให้ทราบถึงข้อมูลด้านประสบการณ์ของผู้ใช้งานได้อย่างต่อเนื่องอยู่เสมอ และตรวจสอบแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที

9. Network-as-a-Service (NaaS)

ด้วยวิสัยทัศน์ของ HPE ที่ต้องการเปลี่ยน CapEx ในการลงทุน Server และ Storage มาสู่การเช่าใช้งานแบบ OpEx ภายใต้บริการ HPE GreenLake ทำให้ HPE Aruba เองก็ปรับตัวไปสู่ทิศทางเดียวกัน ด้วยบริการ HPE GreenLake for Aruba ทำให้ธุรกิจองค์กรสามารถเลือกใช้งานระบบเครือข่ายในแบบ OpEx ได้แล้ว และรองรับกรณีการใช้งานดังนี้

  • Indoor Wireless aaS
  • Outdoor Wireless aaS
  • Remote Wireless aaS
  • Wired Access aaS
  • Wired Aggregation aaS
  • Wired Core aaS
  • SD-Branch aaS
  • UXI aaS

ทาง IDC นั้นได้มีผลสำรวจว่า 69% ของธุรกิจองค์กรนั้นได้เริ่มใช้งาน NaaS หรือมีแผนจะใช้งานภายในอีก 2 ปีนับถัดจากนี้แล้ว ก็ถือเป็นทิศทางที่น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว

ท่านใดสนใจโซลูชัน HPE Aruba หรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ คุณนวรัตน์ จิตรตระการวงศ์ อีเมล nawarat.ch@hpe.com

from:https://www.techtalkthai.com/ttt-2022-reinforce-network-modernization-by-hpe-aruba/

ขอเชิญร่วมงานสัมมนาออนไลน์ “Microsoft Teams: Unlocking your Business with Hybrid Work” [23 กันยายน 2565–9.30น.]

เมื่อการทำงานไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงแค่ในออฟฟิศ หรือ WFH อีกต่อไป หลายๆ บริษัทปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานให้มาอยู่ในรูปแบบไฮบริด การเชื่อมต่อการทำงานระหว่างทีมอย่างปลอดภัย จึงเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นๆ ของการทำงานแบบไฮบริด ซึ่งต้องอาศัยโซลูชั่น และอุปกรณ์ที่ใช่ และเหมาะสม รวมถึงตอบโจทย์การทำงานขององค์กร จึงจะสามารถดึงสักยภาพการทำงานร่วมกันแบบไฮบริดได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

Making hybrid work work with Microsoft Teams

  • ไม่พลาดทุกการรับสายสำคัญ รองรับทั้งเบอร์ตรงและเบอร์ต่อภายในองค์กร
  • ไม่ว่าจะประชุม, จัดฝึกอบรมทีม หรือสัมมนา ก็สามารถทำได้จากทุกที่ รองรับทุกอุปกรณ์
  • สร้างห้องประชุมเสมือนด้วย Teams Rooms รองรับการทำงานแบบไฮบริด

เชื่อมต่อการทำงานระหว่างทีมแบบไฮบริดให้มีประสิทธิภาพ และสร้างประสบการณ์การประชุมแบบไฮบริดด้วย Microsoft Teams Rooms ไปพร้อมๆกัน ลงทะเบียนเพื่อรับฟังแบบเต็มๆ กับ

Microsoft Teams: Unlocking your Business with Hybrid Work

ในวันศุกร์ที่ 23 กันยายน 2565 เวลา 09.30 – 12.00 น. ผ่าน Microsoft Teams

ลงทะเบียนเข้าร่วมฟังได้ที่ https://forms.office.com/r/wx9Gnb77sL

#Microsoft365 #MicrosoftTeams #Teams #Webinar #Training #Yealink #Conference #Phonesystems #VoiceRecording #voice #calling

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

☎ 02-089-4431

📧 thachpan@metrosystems.co.th

from:https://www.techtalkthai.com/msc-webinar-microsoft-teams-unlocking-your-business-with-hybrid-work-092022/

[Guest Post] Cisco เปิดตัว Cisco Catalyst และ Cisco Nexus Cloud เครือข่ายอัจฉริยะที่เรียบง่าย ตอบรับเทรนด์ Hybrid Work

Cisco ประกาศวิสัยทัศน์ด้านเทคโนโลยีที่จะช่วยให้ทีมงานฝ่ายไอทีทำงานได้อย่างชาญฉลาดมากขึ้น พร้อมทั้งลดความยุ่งยากซับซ้อนในการดำเนินงานด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ ด้านระบบเครือข่ายที่จัดการผ่านระบบคลาวด์ และประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีแบบครบวงจร

สภาพแวดล้อมทางธุรกิจในปัจจุบันเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและคาดเดาได้ยาก ขณะที่องค์กรต่างๆ จำเป็นต้องพึ่งพาประสบการณ์ดิจิทัลเพิ่มมากขึ้นเพื่อช่วยให้บุคลากรทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าและคู่ค้าได้อย่างดีเยี่ยม ในการเพิ่มความคล่องตัวและยืดหยุ่นให้กับธุรกิจทุกวันนี้ ทีมงานไอทีจำเป็นต้องอาศัยโซลูชันแบบครบวงจรที่สามารถเชื่อมโยงเทคโนโลยีขององค์กร สถานที่ตั้ง ทีมงาน บุคลากร และอุปกรณ์ต่างๆ เข้าด้วยกัน

เดฟ เวสต์, ประธานกรรมการบริหารภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ญี่ปุ่น และจีน ของ Cisco กล่าวว่า “สภาพแวดล้อมไอทีเติบโตและมีความซับซ้อนมากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการเปลี่ยนเป็นการทำงานแบบไฮบริดและระบบคลาวด์ ทำให้การสร้างเครือข่ายและประสบการณ์ด้านไอทีกระจัดกระจายมากขึ้น ปลอดภัยน้อยลง และปรับขนาดได้ยากขึ้น เราเชื่อว่าประสบการณ์ด้านไอทีที่เป็นหนึ่งเดียวเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความคล่องตัวของธุรกิจทั่วภูมิภาคอาเซียน พลังของนวัตกรรมของเรามาจากความสามารถในการจัดเตรียม จัดการ และคาดการณ์ปัญหาด้านไอที โดยช่วยให้ธุรกิจสามารถมอบประสบการณ์ระดับโลกที่ราบรื่น และปลอดภัยให้กับลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับดิจิทัลโดยไม่มีการหยุดทำงาน”

Cisco รองรับไอทีแบบครบวงจร

ที่ Cisco Live งานอีเวนต์ประจำปีของ Cisco ที่จัดแสดงนวัตกรรมด้านเครือข่ายและความปลอดภัย Cisco ได้เผยโฉมความสามารถใหม่ในการจัดการคลาวด์ที่มอบประสบการณ์แบบครบวงจรซึ่งครอบคลุมกลุ่มผลิตภัณฑ์ Cisco Meraki, Cisco Catalyst และ Cisco Nexus พร้อมทั้งเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ Cisco ThousandEyes ที่สามารถคาดการณ์และปรับปรุงประสิทธิภาพของเครือข่าย WAN ในเชิงรุก นวัตกรรมใหม่เหล่านี้ตอกย้ำกลยุทธ์ของ Cisco ในการช่วยลูกค้าเพิ่มความคล่องตัว ความยืดหยุ่น และประสิทธิภาพที่ธุรกิจของพวกเขาจำเป็นต้องมีท่ามกลางสภาวะที่ไม่แน่นอน โดยอาศัยแพลตฟอร์มที่จัดการผ่านระบบคลาวด์

ทอดด์ ไนติงเกล รองประธานบริหารและผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายเครือข่ายองค์กรและระบบคลาวด์ของ Cisco กล่าวว่า “ลูกค้าของเราเลือกที่จะดำเนินธุรกิจโดยอาศัยเทคโนโลยีของ Cisco ซึ่งครอบคลุมทั้งในส่วนของระบบเครือข่าย ระบบรักษาความปลอดภัย และระบบคลาวด์ เราเชื่อว่าเครือข่ายเป็นรากฐานสำหรับองค์กรที่ทันสมัยและต้องมีความยืดหยุ่น คล่องตัว และเรียบง่าย Cisco แก้ไขข้อกังวลใจที่สำคัญที่สุดของลูกค้า นั่นคือ การจัดการระบบที่ซับซ้อนโดยอาศัยแพลตฟอร์มอัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล เพื่อเสริมศักยภาพให้แก่ธุรกิจดิจิทัล”

เทคโนโลยีในอนาคตถูกจัดการผ่านระบบคลาวด์

Cisco พัฒนาแพลตฟอร์มเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ลูกค้าสามารถเปลี่ยนไปสู่โมเดลการดำเนินงานที่ใช้ระบบคลาวด์ได้อย่างเหมาะสม ราบรื่น และปลอดภัย

  • ด้วยการจัดการระบบคลาวด์สำหรับ Cisco Catalyst ลูกค้าสามารถตรวจสอบสวิตช์ Catalyst บางรุ่นและจัดการเครื่องมือ Catalyst Wireless ใหม่ ผ่านแดชบอร์ด Meraki โดยช่วยเพิ่มการมองเห็นและความยืดหยุ่นให้กับประสบการณ์ของลูกค้า ลูกค้าเครือข่ายแคมปัสและสาขาสามารถลดความซับซ้อนของการดำเนินงานด้านไอทีโดยการเชื่อมการจัดการระบบคลาวด์ที่ดีที่สุดเข้ากับฮาร์ดแวร์เน็ตเวิร์กที่ดีที่สุด
  • การเปิดตัว Cisco Nexus Cloud แพลตฟอร์มการจัดการผ่านคลาวด์ที่นำเสนอรูปแบบการบริการที่ง่ายที่สุดในการติดตั้งใช้งาน จัดการ และควบคุมระบบเครือข่ายคลาวด์  Cisco Nexus Cloud ขับเคลื่อนด้วย Cisco Intersight สำหรับระบบสวิตชิ่งและการจัดการมัลติคลาวด์ที่ดีที่สุด โดยจะช่วยเพิ่มความสามารถให้ลูกค้าจัดการสภาพแวดล้อมทั่วทั้ง Public Cloud, Private Cloud และ Edge Computing สำหรับลูกค้าองค์กรทุกขนาด โดย Cisco Nexus Cloud จะให้บริการภายในปี 2565 นี้

อนาคตที่คาดการณ์ได้

ทุกวันนี้ การขับเคลื่อนประสบการณ์ดิจิทัลที่เหนือกว่ามีความสำคัญมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน  ประสบการณ์ที่ไม่ดีของลูกค้าหรือพนักงานย่อมจะก่อให้เกิดความรู้สึกแง่ลบอย่างยาวนาน ด้วยเหตุนี้ทีมงานฝ่ายไอทีจึงต้องการโซลูชันที่จะช่วยให้พวกเขาสามารถปรับเปลี่ยนแนวทางการทำงาน จากเดิมที่เป็นการตอบสนอง ต่อปัญหาด้านระบบเครือข่ายที่เกิดขึ้น ไปสู่การดำเนินการเชิงรุก เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจ

ตอนนี้ลูกค้าสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำของ Cisco ในระบบเครือข่ายที่สามารถทำนายปัญหา (Predictive Networking) ผ่าน Cisco ThousandEyes ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มด้านอินเทอร์เน็ตและคลาวด์อัจฉริยะระดับชั้นนำของอุตสาหกรรม  ThousandEyes WAN Insights เป็นก้าวแรกในการนำเสนอเทคโนโลยีภายใต้วิสัยทัศน์ Cisco Predictive Networks ซึ่งจะช่วยให้ฝ่ายไอทีในองค์กรสามารถเปลี่ยนระบบเครือข่ายแบบตอบสนอง (Reactive) ไปสู่ระบบเครือข่ายแบบป้องกัน (Preventative) พร้อมทั้งปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานและประสบการณ์การใช้งานแอพพลิเคชั่น โดย ThousandEyes WAN Insights ที่จะพร้อมใช้งานได้ในไม่ช้านี้ จะทำหน้าที่แจ้งเตือนทีมงานฝ่ายไอทีให้ได้รับทราบล่วงหน้าเกี่ยวกับปัญหา ก่อนที่ปัญหานั้นจะเกิดขึ้นและส่งผลกระทบผู้ใช้งาน พร้อมให้คำแนะนำเกี่ยวกับนโยบายและการปรับปรุงเส้นทางที่เหมาะสม  นอกเหนือจากความสามารถที่เหนือชั้นของ ThousandEyes ในการตรวจสอบสถานะของอินเทอร์เน็ตและพฤติกรรมต่างๆ แล้ว ThousandEyes WAN Insights ยังช่วยให้ลูกค้าใช้ประโยชน์จากสภาพแวดล้อมอินเทอร์เน็ตและคลาวด์ได้อย่างเต็มศักยภาพ และนำเสนอประสบการณ์ดิจิทัลที่ดีเยี่ยมได้อย่างไม่มีที่ติ

เพิ่มความสะดวกในการรักษาความปลอดภัยที่ Edge ของเครือข่าย

ที่งาน RSA Conference Ciscoได้เปิดตัวโซลูชัน Secure Access Service Edge (SASE) แบบครบวงจรภายใต้ชื่อ Cisco+ Secure Connect Now ซึ่งเป็นโซลูชันในรูปแบบบริการที่ได้รับการจัดการผ่านระบบคลาวด์  ลูกค้าที่สมัครใช้บริการจะสามารถใช้งานโซลูชัน SASE ได้อย่างรวดเร็ว และจัดการได้อย่างง่ายดาย ช่วยเพิ่มความสะดวกให้แก่องค์กรในการเชื่อมต่อและปกป้องผู้ใช้ อุปกรณ์ และแอพพลิเคชั่นต่างๆ

การตอบสนองของลูกค้าและพาร์ตเนอร์

ลูกค้าและคู่ค้าต่างแสดงความตื่นเต้นต่อวิสัยทัศน์ของCiscoในการทำให้ทีมไอทีเป็นหนึ่งเดียวจากการคำพูดและโค้ดของพวกเขา

ข้อมูลเพิ่มเติม

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ developer resources, สามารถเข้าไปดูที่ Cisco’s Meraki, ThousandEyes และ Nexus Dashboard dev centers. 

from:https://www.techtalkthai.com/cisco-introduces-cisco-catalyst-and-cisco-nexus-cloud/

[Guest] เอชพี ประเทศไทย ปลดล็อกขุมพลังการทำงานแนวไฮบริด เชื่อมต่อด้วยเทคโนโลยีใหม่ ไร้ขีดจำกัด

เอชพี ประเทศไทย เปิดตัวนวัตกรรมเทคโนโลยีทรงพลังเต็มรูปแบบภายใต้ธีม  “ปลดล็อกศักยภาพธุรกิจสร้างโอกาสเติบโตสู่โลกไฮบริด” ในงาน HP Thailand Day 2022 พร้อมส่งอุปกรณ์และโซลูชั่นกลุ่มใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อยกระดับการทำงานประสานกัน พร้อมร่วมสร้างประสบการณ์การสร้างสรรค์ในโลกไฮบริด ประกอบด้วย HP EliteBook x360 1040 G9, HP ProBook x360 435 G9 และเครื่องพิมพ์ HP Smart Tank งานนี้นำทัพโดย มร.อึ้ง เทียน ชอง กรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชีย เอชพี อิงค์ และ มร.ลิม ชุน เต็ก กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอชพี อิงค์ (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมด้วยกูรูไอทีชื่อดัง “หนุ่ย พงศ์สุข” และ ครีเอเตอร์ที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก “เค เลิศสิทธิชัย” 

การทำงานรูปแบบไฮบริดต้องการมากกว่าแค่การเชื่อมต่อและทำงานร่วมกัน และเป็นเรื่องท้าทายสำหรับเทคโนโลยีในการส่งมอบประสบการณ์ให้กับผู้คนไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน แม้ว่าสถานที่ทำงานจะอยู่ในทุกที่ตามความต้องการของผู้คน แต่ความคาดหวังในการทำงานนั้นไม่เปลี่ยน ผู้คนยังต้องได้รับการมองเห็นและได้ยินเสียงอย่างชัดเจนมีประสิทธิภาพและสร้างแรงบันดาลใจ

คุณอึ้ง เทียน ชอง กรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชีย เอชพี อิงค์

“ที่เอชพี เราคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงต่างๆ เหล่านี้ และได้นำมากำหนดเป็นกลยุทธ์เพื่อขยายธุรกิจ ไม่ว่าจะผ่านการเล่นเกม อุปกรณ์เชื่อมต่อ โซลูชั่นสำหรับการทำงาน บริการระบบสมาชิก รวมถึงกราฟิกเพื่องานอุตสาหกรรมและ 3D เพื่อรองรับโอกาสใหม่ การพัฒนาด้านต่างๆ รวมไปถึงอนาคตที่น่าตื่นเต้นสำหรับวันนี้และในภายภาคหน้าฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และโซลูชั่นของเราพร้อมนวัตกรรมเทคโนโลยีล้ำสมัยจะมอบประสบการณ์ที่จำเป็นต่อการเติบโตในโลกไฮบริด โดยมอบพลังในการผสมผสานเข้ากับสภาพแวดล้อมที่ให้ประสิทธิผลสูงสุดสำหรับการทำงานและความคิดสร้างสรรค์ผสานแนวคิดที่ได้รับแรงบันดาลใจขั้นสูงสุดของเรา” มร.อึ้ง เทียน ชอง กรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชีย เอชพี อิงค์ กล่าว

กระแส Work from Home (WFH) ยังคงมาแรงอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย และการทำงานแนวไฮบริดได้กลายเป็นเรื่องปกติในรูปแบบใหม่ (New Normal) ด้วยคนเราชอบสภาพการทำงานที่มีการเปลี่ยนแปลงตามแนวทางใหม่นี้ พนักงานองค์กรในไทยมากกว่า 80% สะท้อนถึงความต้องการการทำงานที่ยืดหยุ่นมากขึ้นหลัง    โควิด ธุรกิจต่างๆ ต้องมองหาเครื่องมือที่เหมาะสมให้พนักงานเพื่อขยายการทำงานไปสู่รูปแบบไฮบริด

มร. ลิม ชุน เต็ก กรรมการผู้จัดการ เอชพี อิงค์ ประเทศไทย กล่าว “ปัจจุบันออฟฟิศอยู่ ‘ทุกที่’ และอนาคตของการทำงานก็เกิดขึ้นตอนนี้แล้ว เมื่อเรายอมรับรูปแบบการทำงานและการเรียนรู้แบบผสมผสาน ประสบการณ์จะมีความสำคัญมากขึ้นกว่าเดิม และเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องอัปเดตเทคโนโลยีที่มาก่อนการเกิดการแพร่ระบาด เพื่อนำเสนอวิธีการใหม่ในการทำงานร่วมกันและเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ ทั้งยังคงเพลิดเพลินได้ ที่เอชพี เราจะพยายามส่งเสริมให้ลูกค้าและกลุ่มธุรกิจได้ใช้ความสามารถอย่างเต็มที่และช่วยให้บรรลุศักยภาพสูงสุดโดยการจัดหาโซลูชั่นที่เหมาะสมตรงกับรูปแบบการทำงานแบบไฮบริดที่เกิดขึ้นใหม่นี้

คุณลิม ชุน เต็ก กรรมการผู้จัดการ เอชพี อิงค์ ประเทศไทย

ในงานนี้ได้รับเกียรติจาก คุณหนุ่ย พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี มาเน้นย้ำว่า ธุรกิจไทยจะต้องนำรูปแบบการทำงานแบบไฮบริดมาใช้เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ พนักงานที่มีความสามารถต้องการโซลูชั่นที่เหมาะสมและไม่ยุ่งยากมาติดตั้งในอุปกรณ์ของตน เช่น พีซีและเครื่องพิมพ์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นตลอดจนความปลอดภัย

ในฐานะที่เป็นครีเอเตอร์ นักแสดง และนักธุรกิจรุ่นใหม่ คุณเค เลิศสิทธิชัย เน้นย้ำถึงความจำเป็นที่ต้องมีอุปกรณ์ทางไอทีที่เหมาะสมในการจัดการอาชีพและไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายสำหรับเขา เพื่อให้สามารถเชื่อมต่อกับผู้คนได้อย่างไม่สะดุดและทำงานร่วมกับเพื่อน ครอบครัว และเพื่อนร่วมงานจากที่บ้านหรือทุกที่ทุกเวลา ซึ่งเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จในชีวิตการทำงาน การเล่นเกมต่างๆ บนพีซีที่ทรงพลัง ไม่เพียงแต่สร้างความบันเทิง แต่ยังช่วยให้สร้างและพัฒนาคอนเทนต์ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ได้อีกด้วย

เอชพีเข้าถึงอนาคตของการทำงานแบบไฮบริด

โมเดลการทำงานและการเรียนรู้แบบผสมผสานช่วยให้ผู้ใช้สามารถสร้างผลงาน ใช้งาน และทำงานร่วมกันได้อย่างมีอิสระและคล่องตัวมากขึ้น ในระดับองค์กร ธุรกิจยังต้องทำงานกับโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีที่เหมาะสมและเครื่องมือเพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่รูปแบบไฮบริด ด้วยเหตุนี้ เอชพี จึงได้ประกาศเปิดตัวผลิตภัณฑ์ในกลุ่มพีซีและเครื่องพิมพ์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้พนักงานสามารถก้าวหน้าได้ในโลกไฮบริด

เอชพี สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอด้วยผลิตภัณฑ์พีซีและเครื่องพิมพ์รุ่นใหม่ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน สร้างสรรค์งาน ทำงานร่วมกัน หรือเพื่อความบันเทิง

  • HP EliteBook x360 1040 G9 ปลดล็อกขีดจำกัดด้านประสิทธิภาพและน้ำหนักที่เบาสำหรับผู้ปฏิบัติงานนอกสถานที่ทุกแห่งหน ออกแบบมาใหม่เพื่อการทำงานที่ราบรื่นในการทำงานแบบไฮบริด ตัวเครื่องทำจากแชสซีที่บางเบา ด้วยอัตราส่วนหน้าจอ 16:10 เพื่อการแสดงผลเพิ่มเติมและลดการเลื่อนขึ้นลง ให้คุณภาพของภาพและเสียงได้ดีที่สุดด้วยกล้อง 5MP, กล้อง IR 940nm และซอฟต์แวร์เสียงสมจริงเพื่อความชัดเจนในการรับฟัง
  • ออกแบบมาสำหรับพนักงานที่ต้องทำงานโดยไม่ติดอยู่กับที่เมื่อต้องออกนอกสถานที่เพื่อธุรกิจที่กำลังเติบโต HP ProBook x360 435 G9 ผสมผสานการออกแบบที่ให้น้ำหนักเบาและอัปเกรดได้ พร้อมด้วยประสิทธิภาพการทำงานด้านธุรกิจ พร้อมการรักษาความปลอดภัย และทนทาน เหมาะสำหรับธุรกิจที่กำลังเติบโต แล็ปท็อป HP ProBook x360 435 G9 มาพร้อมกับระบบรักษาความปลอดภัย HP Wolf Security for Business ซึ่งช่วยป้องกันภัยคุกคาม ป้องกันมัลแวร์ และป้องกันตัวตนด้วยการกำหนดค่าเดียวและใช้งานง่าย
  • สร้างสรรค์ผลงานอย่างอิสระด้วย HP Spectre x360 14 ซึ่งเป็นแล็ปท็อปแบบปรับเปลี่ยนได้ด้วยอัตราส่วนภาพหน้าจอ 3:2 ให้ความสมจริงสำหรับการท่องเว็บและรองรับความต้องการผลิตงานอย่างมีประสิทธิภาพ แล็ปท็อป 2-in-1 รุ่นนี้มีความยืดหยุ่นสูงในการสร้างสรรค์ผลงานและรองรับการใช้ชีวิตอย่างราบรื่นในโลกไฮบริดสำหรับยุคปัจจุบัน ด้วยแพลตฟอร์มของ Intel® Evo™ และโปรเซสเซอร์ Intel® Core™ รุ่นที่ 12 ที่พัฒนาฟังก์ชันการทำงานพร้อมๆ กันหลายอย่างและทรงประสิทธิภาพมาพร้อมกับจอสัมผัสที่พับได้ในลักษณะต่างๆ รวมถึงการซูมด้วยนิ้วมือ การแตะสองครั้ง และการกดค้างไว้เพื่อสร้างและจัดการภาพวาดและเนื้อหาสร้างสรรค์อื่นๆ ให้เป็นไปอย่างง่ายดาย
  • สำหรับนักเล่นเกมมืออาชีพ เอชพีนำเสนอเกมมิ่งแล็ปท็อป HP OMEN 16 เพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดสำหรับการเล่นเกมที่ต้องอาศัยเครื่องที่ทรงพลังในทุกที่ มาพร้อมกับกราฟิกการ์ดที่ยืดหยุ่นและโปรเซสเซอร์ Intel ผสมผสานวัสดุเพื่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งรวมถึงฝาครอบอะลูมิเนียมรีไซเคิล และรุ่นVictus by HP 15 สำหรับผู้ชื่นชอบการเล่นเกมทั้งหมดจะช่วยยกระดับและดื่มด่ำอย่างเต็มที่ แล็ปท็อป Victus by HP 15  มีตัวเลือกสีที่โดดเด่นสองสีให้เลือกในสีเงินไมก้าและสีน้ำเงินให้อารมณ์ทรงประสิทธิภาพ ทั้งหมดนี้มีคีย์บอร์ดเรืองแสงมาตรฐานที่พิมพ์ด้วยแบบอักษรที่โดดเด่น พบได้ในอุปกรณ์ OMEN ด้วยโปรเซสเซอร์และกราฟิกที่ล้ำและแตกต่าง ผู้ใช้สามารถทำงานหลายๆ อย่างพร้อมกันได้ไม่ว่าจะเล่นเกม ท่องเว็บ ตัดต่อ และอื่นๆ

ผู้คนจำนวนมากต้องการใช้ประโยชน์จากการพิมพ์ไม่ว่าจะอยู่ที่ทำงานหรือที่บ้าน เอชพีพัฒนาเครื่องพิมพ์ให้ทันสมัยโดยลดความซับซ้อนของการพิมพ์ สร้างประสบการณ์การทำงานในสำนักงานที่แท้จริงเมื่ออยู่ที่บ้านและเปลี่ยนไปสู่ธุรกิจที่เน้นการบริการ

  • เอชพี ช่วยทำให้เทคโนโลยีเข้าถึงได้ง่ายมากขึ้นด้วยการเปิดตัวโปรแกรมการลงทะเบียนด้วยหมึกเป็นครั้งแรกในประเทศไทยด้วย Easy Ink ช่วยให้ผู้ใช้ในบ้านและผู้ใช้งานธุรกิจสามารถสั่งซื้อตลับหมึกเอชพีผ่านทางออนไลน์และจัดส่งตลับหมึก ให้ผู้ใช้สามารถเพลิดเพลินกับการพิมพ์คุณภาพสูงอย่างไม่ขาดตอน ด้วยหมึกและผงหมึกของแท้ รับประกันคุณภาพการพิมพ์ที่โดดเด่นและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หลีกเลี่ยงการพิมพ์ติดขัดที่เกิดจากข้อผิดพลาดในระบบพิมพ์ หลีกเลี่ยงงานพิมพ์คุณภาพต่ำ ลูกค้าสามารถสั่งซื้อได้ตลอดเวลาและรับตลับหมึกผ่านการจัดส่งตรงถึงบ้านโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
  • ผู้บริโภคและธุรกิจขนาดเล็กต่างก็ขยายธุรกิจเติบโตขึ้นโดยอาศัยความสามารถจากอุปกรณ์เคลื่อนที่ด้วยแอป HP Smart ช่วยให้ลูกค้าเพลิดเพลินกับความสามารถในการพิมพ์และสแกนจากทุกที่ ทั้งได้รับการแจ้งเตือนเมื่อพิมพ์ สแกน หรือคัดลอกคอนเทนต์จากมือถือ
  • สำหรับการใช้งานที่บ้านและออฟฟิศขนาดเล็ก เครื่องพิมพ์ HP Smart Tank 720 All-in-One มอบประสบการณ์การพิมพ์ที่ยอดเยี่ยมตั้งแต่ต้นจนจบด้วยงานพิมพ์คุณภาพสูงมาพร้อมกับคุณสมบัติอัจฉริยะขั้นสูงเหมาะสำหรับผู้ใช้งานที่ต้องการพิมพ์งานจำนวนมาก โดยเครื่องพิมพ์ออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในแต่ละวันสำหรับการทำงานหรือการเรียนในยุคไฮบริด
  • เครื่องพิมพ์ขนาดเล็กที่พิมพ์สองหน้าได้อย่างเร็ว HP LaserJet MFP M236dw ได้รับการออกแบบมาสำหรับนักธุรกิจมืออาชีพที่ต้องการการพิมพ์ขาวดำประสิทธิภาพสูงตัวเครื่องขนาดเล็ก กะทัดรัด มาพร้อมการเชื่อมต่อที่เสถียรขึ้นด้วยWi-Fi™ แบบดูอัลแบนด์พร้อมการรีเซ็ตในตัวเอง การสแกนคุณภาพสูง และสามารถแชร์ไปยัง Dropbox, Google Drive, อีเมล หรือระบบคลาวด์ได้

ราคาและการวางจำหน่าย

  • HP EliteBook x360 1040 G9 มีจำหน่ายแล้วที่ HP Online Store ราคา 44,990 บาท
  • HP ProBook x360 435 G9 มีจำหน่ายแล้วที่ HP Online Store ราคา 35,990 บาท
  • HP Spectre x360 14 จำหน่ายแล้วที่ HP Online Store ราคา 51,990 บาท
  • HP OMEN 16 วางจำหน่ายแล้วที่ HP Online Store และร้านค้าปลีกอื่นๆ ราคาเริ่มต้น 45,990 บาท
  • Victus by HP 15 วางจำหน่ายแล้วที่ HP Online Store และร้านค้าปลีกอื่นๆ ราคาเริ่มต้น 28,990 บาท
  • เครื่องพิมพ์ HP Smart Tank 720 All-in-One เริ่มต้น 7,390 บาท ที่ร้านค้าไอทีชั้นนำและออนไลน์ พร้อมรับประกัน 2 ปี และบริการนอกสถานที่ฟรี
  • HP LaserJet MFP M236dw Printer วางจำหน่ายแล้วที่ร้านค้าออนไลน์ของ HP และขายปลีก ราคาเริ่มต้นที่ 4,190 บาท พร้อมการรับประกัน 3 ปี และบริการนอกสถานที่

from:https://www.techtalkthai.com/guest-hp-thailand-unlock-the-power-of-hybrid-work-connect-new-technology-limitless/

เตรียมธุรกิจให้พร้อมรับการทำงานแบบ Hybrid ด้วย Cisco Hybrid Workplace & Collaboration และ NTT Managed Services

การทำงานแบบ Hybrid Work จะกลายเป็นแนวทางหลักสำหรับธุรกิจองค์กรทั่วโลกในการดำเนินงานร่วมกัน ทำให้หลังจากนี้เป็นต้นไป ผู้บริหารทางด้าน IT ของธุรกิจองค์กรทั่วไทยและทั่วโลกนั้นจึงต้องวางกลยุทธ์และแผนการลงทุนทางด้านเทคโนโลยีเพื่อตอบสนองต่อแนวโน้มนี้ในระยะยาวให้ครอบคลุมทั้งปัจจัยด้านความคล่องตัวในการทำงาน ประสบการณ์ในการทำงานที่ดี ไปจนถึงการปกป้องพนักงานและผู้บริหารให้สามารถทำงานได้อย่างมั่นคงปลอดภัย

ในบทความนี้ เราจะพาทุกท่านไปรู้จักกับโซลูชันจาก NTT ที่จะผสานนำเทคโนโลยีด้านการทำงานแบบ Hybrid Work จาก Cisco มารวมเข้ากับบริการ NTT Managed Services เพื่อให้การทำงานแบบ Hybrid Work ในทุก ๆ รูปแบบนั้นเกิดขึ้นเพื่อตอบสนองต่อความต้องการทางธุรกิจได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าธุรกิจ สาขา หรือบ้านของพนักงานนั้นจะอยู่ที่ใดในประเทศไทยหรือในโลกก็ตาม

การออกแบบ Employee Experience (EX) ที่ดี คือหัวใจสำคัญของ Hybrid Workplace แห่งอนาคต

จากรายงาน 2021 Global Workplace Report โดย NTT ซึ่งได้มีการสอบถามจากธุรกิจองค์กรมากกว่า 1,000 แห่งเมื่อปี 2021 ที่ผ่านมานั้น ได้ชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มที่ของการทำงานที่ยืดหยุ่นแบบ Hybrid Work ที่ยังคงเป็นที่ต้องการของเหล่าพนักงานในธุรกิจองค์กรต่าง ๆ แม้ว่าภาวะวิกฤตโรคระบาดจะคลี่คลายลงไปแล้ว ทำให้ธุรกิจต้องเร่งพัฒนา Hybrid Workplace ที่จะมาตอบโจทย์ต่อความต้องการของพนักงานเหล่านี้ในอนาคตกันอย่างเร่งด่วน

ปัจจัยหนึ่งที่เหล่าธุรกิจองค์กรต้องให้ความสำคัญนั้นก็คือการปรับปรุง Employee Experience (EX) ที่จะต้องเร่งเพิ่มความสุขและความเป็นอยู่ที่ดีให้กับพนักงาน ที่ต่างก็ต้องเผชิญกับความตึงเครียดจากการทำงานจากที่บ้านอย่างต่อเนื่องยาวนาน ด้วยการออกแบบวิธีการทำงาน เทคโนโลยีที่ใช้ในการทำงาน ความสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวและการทำงาน ไปจนถึงการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้กับพนักงานเสียใหม่ เพื่อเหนี่ยวรั้งให้พนักงานนั้นยังคงมีแรงจูงใจในการทำงาน และไม่ย้ายงานไปยังองค์กรอื่น ๆ ที่สามารถตอบสนองในประเด็นเหล่านี้ได้ดีกว่าเสียก่อน

ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจนั้นก็คือมุมมองระหว่างผู้บริหารและพนักงานที่แตกต่างกัน โดยเหล่า CEO กว่า 64.4% นั้นระบุว่ามีความพึงพอใจกับการส่งมอบ EX ที่มีอยู่ในปัจจุบันแล้ว แต่พนักงานเพียงแค่ 23.3% เท่านั้นที่พึงพอใจกับ EX ที่เป็นอยู่ ดังนั้นการวิเคราะห์ข้อมูลจาก 3W ได้แก่ Work, Workforce และ Workplace นั้นก็ถือเป็นแนวทางหนึ่งที่ CHRO ต้องเร่งทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจและสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ตอบโจทย์พนักงานได้อย่างเหมาะสม

ทั้งนี้ในรายงานฉบับนี้ ได้สรุปถึง 3 ประเด็นที่น่าสนใจของ Hybrid Workspace แห่งอนาคตเอาไว้ว่าจะมีแนวโน้มดังต่อไปนี้

แนวโน้มของการเปลี่ยนการทำงานจากที่ทำงานหรือโรงงาน ไปสู่การทำงานจากที่บ้านหรือแบบ Hybrid นั้นเกิดขึ้นมากกว่าที่มีการคาดการณ์กันเอาไว้ ทำให้ธุรกิจองค์กรต้องเร่งสนับสนุนการทำงานในรูปแบบใหม่ ๆ เหล่านี้ และมองหาวิธีการที่จะส่งมอบประสบการณ์ที่ดีแก่พนักงานที่ทำงานในรูปแบบนี้ให้ได้ดียิ่งขึ้น

การมีปฏิสัมพันธ์พบปะเจอหน้ากันโดยตรงยังคงมีความสำคัญ เพื่อสร้างความรู้สึกของการทำงานร่วมกันเป็นทีม และสานความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับลูกค้า ซึ่งเทคโนโลยีการประชุมด้วยวิดีโอนั้นก็สามารถช่วยเติมเต็มโจทย์นี้ได้ระดับหนึ่ง

การทำความเข้าใจถึงความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นต่อการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของสถานที่ เวลา และวิธีการทำงานของพนักงานนั้นจะเป็นหัวใจสำคัญในการออกแบบพื้นที่ทำงานที่จะช่วยให้พนักงานมีคนวามยืดหยุ่นในการทำงานได้จากทุกที่โดยมีประสบการณ์ในการทำงานที่เหมาะสมกับการทำงานในแต่ละรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป

เลือกใช้โซลูชัน Hybrid Workplace & Collaboration ที่หลากหลายและมั่นคงปลอดภัยจาก Cisco และ NTT

ในการสร้าง Hybrid Workplace และการสร้างประสบการณ์ที่ดีในการทำงานแก่พนักงาน การนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมและตอบโจทย์ต่อการทำงานในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไปนั้นก็ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ธุรกิจองค์กรจะละเลยไปไม่ได้

ด้วยเหตุนี้ เพื่อให้การวางกลยุทธ์ด้าน Hybrid Workplace ของธุรกิจองค์กรเป็นจริงขึ้นมาได้ ทาง NTT จึงได้นำโซลูชันที่หลากหลายจาก Cisco มาให้บริการเพื่อตอบสนองความต้องการในการสื่อสารทำงานในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารระหว่างกันภายในองค์กร การประชุมร่วมกับลูกค้าหรือคู่ค้าขององค์กร การให้บริการลูกค้าผ่านช่องทางออนไลน์ ไปจนถึงการผสานระบบเพื่อส่งมอบประสบการณ์ในการให้บริการที่ดีผ่าน Application ขององค์กร ดังนี้

1. Cisco Webex Meetings

ระบบ Video Collaboration ที่มีชื่อเสียงยาวนานจาก Cisco ซึ่งเพียบพร้อมไปด้วยเครื่องมือต่าง ๆ ที่จะช่วยให้การประชุมสื่อสารงานเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ รองรับการใช้งานได้จากทุกอุปกรณ์ ปรับแต่งให้เหมาะสมกับรูปแบบการใช้งานที่ต้องการได้ โดยสามารถใช้งานได้อย่างง่ายดายและสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้ใช้งาน

2. Cisco Cloud Connected Audio (CCA)

โซลูชันการประชุมผ่านเสียงบน Cisco Cloud ที่สามารถทำงานร่วมกับ Cisco Webex Meetings และเชื่อมต่อผ่านระบบโทรศัพท์ เพื่อรองรับการเข้าประชุมด้วยเสียง และลดค่าใช้จ่ายในการประชุมข้ามประเทศด้วยระบบเสียงที่มีคุณภาพดีได้ โดยมีบริการจาก NTT เพื่อให้สามารถผสานระบบ CCA เข้ากับระบบโทรศัพท์ในแต่ละประเทศได้อย่างครอบคลุม

3. Cisco Webex Hybrid Services

บริการจาก NTT เพื่อเชื่อมผสานระบบ Cisco Webex แบบ On-Premises เข้ากับ Webex บน Cloud ให้สามารถใช้งานร่วมกันได้ด้วยประสบการณ์เดียวกัน

4. Cisco Cloud Video Interoperability (CVI) Gateway

บริการจาก NTT เพื่อเชื่อมระบบ Cisco Webex ให้สามารถทำงานร่วมกับ Microsoft Teams และใช้งานผ่านอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้ตามต้องการ ช่วยให้องค์กรสามารถใช้งานเทคโนโลยีด้านระบบประชุมที่มีอยู่แล้วร่วมกันได้ และเพิ่มความคุ้มค่าในการลงทุนให้สูงสุด

Credit: NTT

5. Flip to Flex with NTT

บริการ Cisco Webex ในรูปแบบ Flex Licensing ที่จะช่วยให้สามารถใช้งานบริการระบบ Cisco Collaboration ที่หลากหลายได้ภายใน Subscription เดียว ครอบคลุมทั้งการใช้งานแบบ Cloud, On-Premises, Hosted และ Hybrid เพื่อตอบสนองต่อทุกความต้องการของภาคธุรกิจได้อย่างอิสระ

6. Cisco Rooms and Devices

ระบบ Cisco Webex Rooms และอุปกรณ์ต่าง ๆ ภายในระบบ Webex เพื่อให้ธุรกิจองค์กรสามารถออกแบบห้องประชุมและพื้นที่ทำงานสำหรับพนักงานได้อย่างเหมาะสม ด้วยอุปกรณ์การประชุมผ่านวิดีโอคุณภาพสูง กระดาน Whiteboard และระบบ AI ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารระหว่างการประชุมให้สูงยิ่งขึ้น

7. Cisco Webex Calling & Cisco UCM Cloud

เชื่อมต่อ Cisco Webex และ Cisco UCM Cloud เข้ากับระบบโทรศัพท์ในแต่ละประเทศเพื่อให้การสื่อสารเป็นไปได้อย่างไร้ขีดจำกัด ด้วยอัตราค่าโทรศัพท์ในแต่ละประเทศปลายทางเพื่อความคุ้มค่าสูงสุดในทุกการสื่อสาร

จะเห็นได้ว่าโซลูชันจาก Cisco ที่ NTT นำมาให้บริการนี้ ได้มีการเสริมนวัตกรรมแและบริการจากทาง NTT เข้าไปเพื่อให้ตอบโจทย์สำหรับการนำไปใช้งานในภาคธุรกิจองค์กรมากยิ่งขึ้น และสามารถนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ทางด้าน Hybrid Workplace สำหรับธุรกิจองค์กรได้เป็นอย่างดี

ไม่เพียงแต่ในแง่ของการสื่อสารเท่านั้น แต่ NTT และ Cisco เองก็ยังให้ความสำคัญกับการปกป้องผู้ใช้งานให้มีความมั่นคงปลอดภัยในทุก ๆ การเชื่อมต่อเครือข่ายในการทำงานอีกด้วย จึงได้มีการนำเสนอโซลูชัน Cisco Umbrella ที่เป็นระบบ Cloud-Delivered Security เพื่อรักษาความมั่นคงปลอดภัยให้กับผู้ใช้งานผ่านระบบ Cloud โดยมีการผสมผสานเทคโนโลยีที่หลากหลาย ได้แก่

  • Cloud-Delivered Firewall ระบบ Network Firewall บน Cloud ที่สามารถควบคุมการเชื่อมต่อใช้งานระบบต่างๆ ของผู้ใช้งานได้เสมือนใช้งานระบบเครือข่ายภายในองค์กร 
  • Secure Web Gateway ระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยในการเข้าถึงเว็บไซต์ต่างๆ เพื่อไม่ให้ผู้ใช้งานตกเป็นเหยื่อของการโจมตีที่แฝงอยู่ในเว็บไซต์อันตราย
  • Cloud Access Security Broker (CASB) ระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยในการเข้าใช้บริการ SaaS สำหรับการทำงาน ลดความเสี่ยงในการเกิดเหตุข้อมูลสำคัญทางธุรกิจรั่วไหลในทุกการเชื่อมต่อเพื่อการทำงาน
  • DNS-Layer Security ระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยในระดับ DNS ลดความเสี่ยงที่ผู้ใช้งานจะทำการเชื่อมต่อไปยังเว็บไซต์หรือบริการที่มีความเสี่ยง และป้องกันอุปกรณ์หรือระบบของผู้ใช้งานไม่ให้ทำการเชื่อมต่อไปยังระบบที่มีความอันตรายสูงโดยไม่รู้ตัว
  • Interactive Threat Intelligence ระบบรวบรวมข้อมูลข่าวสารด้านความมั่นคงปลอดภัยเพื่อใช้เฝ้าระวังและแจ้งเตือนด้านภัยคุกคาม เสริมความมั่นคงปลอดภัยและการรับผู้แก่ผู้ดูแลระบบได้เป็นอย่างดี

Cisco Umbrella นี้สามารถใช้งานได้กับธุรกิจองค์กรทุกแห่ง และอุปกรณ์ทุกชนิด พร้อมทำงานร่วมกับโซลูชันอื่น ๆ จาก Cisco ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อปกป้องผู้ใช้งานจากการทำงานในโลกยุค Hybrid Workplace ได้อย่างครอบคลุม และวางรากฐานสำหรับระบบ Secure Access Service Edge (SASE) เพื่อเสริมความมั่นคงปลอดภัยให้กับผู้ใช้งานของธุรกิจองค์กรในทุกแง่มุมได้ในระยะยาว

วางกลยุทธ์ Hybrid Workplace และ Collaboration พร้อมดูแลรักษาตลอดการใช้งาน ด้วย NTT Managed Services

ในการวางกลยุทธ์และการลงทุนทางด้าน Hybrid Workplace ที่ดีนั้น ควรจะต้องมีการวางแผนให้ธุรกิจองค์กรมีความยืดหยุ่นในการใช้งานเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถเพิ่มลดจำนวนการใช้งานตามจำนวนพนักงานหรือการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ทำงาน และสามารถเพิ่มหรือลดความสามารถที่ต้องการใช้ในการสื่อสารแต่ละส่วนให้สอดคล้องต่อความต้องการทางธุรกิจได้ตามต้องการ

เมื่อโจทย์ของภาคธุรกิจองค์กรนั้นคือความยืดหยุ่นในการใช้งานเทคโนโลยี NTT จึงพร้อมตอบโจทย์นี้ด้วยบริการ NTT Managed Services ที่ไม่เพียงแต่จะครอบคลุมในส่วนของการให้บริการเทคโนโลยีได้อย่างหลากหลายเท่านั้น แต่ยังมีในส่วนของการให้คำปรึกษาและการดูแลรักษาระบบอย่างครบวงจร เพื่อเป็นทางเลือกให้ธุรกิจสามารถสร้าง Hybrid Workplace และปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานในส่วนต่าง ๆ ได้อย่างต่อเนื่องตามความต้องการ

บริการของ NTT ที่เกี่ยวข้องกับ Hybrid Workplace ได้แก่

  • Workplace Advisory Services บริการให้คำปรึกษาออกแบบวางระบบ Hybrid Workplace ด้วยเทคโนโลยี Cloud Unified Communications (UC) และ Cloud Voice
  • Transformation Services บริการสำหรับปรับปรุงและย้ายระบบมาสู่การใช้งาน Cloud Unified Communications (UC) ที่มีความสามารถหลากหลาย พร้อมประยุกต์ใช้งานได้ทันที
  • Communications Lifecycle Management บริการรวบรวมวิเคราะห์ข้อมูลการใช้งานระบบสื่อสารภายในและภายนอกองค์กร เพื่อบริหารจัดการและปรับเปลี่ยนการลงทุนให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุดได้อย่างต่อเนื่อง
  • Managed Collaboration Services บริการระบบ Collaboration ที่ทีมงาน NTT จะนำเทคโนโลยีต่าง ๆ ไปติดตั้งใช้งานให้ภายในองค์กร พร้อมดูแลรักษาตลอด 24 ชั่วโมง โดยคิดค่าใช้จ่ายตามการใช้งานจริง
  • Cloud Voice บริการระบบสื่อสารทางเสียงผ่าน Cloud เพื่อลดค่าใช้จ่ายสำหรับระบบโทรศัพท์ข้ามประเทศ
  • Webex Calling บริการระบบโทรศัพท์บน Cloud จาก Cisco Webex เพื่อให้พนักงานขององค์กรสามารถเชื่อมต่อสื่อสารได้อยู่เสมอ

บริการทั้งหมดเหล่านี้สามารถใช้งานร่วมกับโซลูชัน Cisco Collaboration ได้ทั้งหมด ดังนั้นถ้าหากธุรกิจองค์กรใดที่สนใจใช้งานเทคโนโลยีของ Cisco เพื่อวางรากฐานให้กับ Hybrid Workplace ก็สามารถติดต่อ NTT เพื่อขอคำปรึกษา หรือใช้บริการในส่วนต่าง ๆ ที่ต้องการได้เช่นกัน 

สนใจโซลูชันระบบ Hybrid Work และการทำ Security Assessment Report ฟรี ติดต่อทีมงาน NTT ได้ทันที

สำหรับองค์กรที่สนใจรับการประเมินความเสี่ยงด้านภัยคุกคามในการทำ Security Assessment Report ไปจนถึงผู้ที่สนใจโซลูชันระบบอื่น ๆ ของ Cisco Collaboration สำหรับการวางระบบ Hybrid Workplace และระบบความปลอดภัยทางไซเบอร์ด้าน Cloud-Delivered Security และ NTT Managed Services ในส่วนต่าง ๆ สามารถลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษนี้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายได้ที่นี่  หรือ ap.th.ask@global.ntt และสามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ที่ https://services.global.ntt/ 

from:https://www.techtalkthai.com/hybrid-work-with-cisco-hybrid-workplace-and-collaboration-with-ntt/

[Guest Post] Hybrid Work คืออะไร?

Hybrid Work เป็นแนวทางที่ออกแบบมาเพื่อสร้างประสบการณ์การทำงานที่ครอบคลุมสำหรับผู้ปฏิบัติงาน ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ใด ช่วยให้ผู้คนสามารถทำงานในสถานที่ นอกสถานที่ และเคลื่อนที่ไปมาระหว่างสถานที่ต่างๆ Hybrid Work ยังส่งเสริมการมีส่วนร่วม และความเป็นอยู่ที่ดีให้กับพนักงานทุกคน

Hybrid Work มีลักษณะอย่างไร?

โมเดลการทำงานแบบ Hybrid Work สนับสนุนการผสมผสานระหว่างพนักงานในสำนักงานและพนักงานทางไกลที่ทำงานในทุกๆ ระดับขององค์กร พนักงานอาจทำงานในสถานที่หรือนอกสถานที่ โดยมีพนักงานจำนวนมากสลับไปมาระหว่างสภาพแวดล้อมเหล่านั้นเป็นประจำ ขึ้นอยู่กับความต้องการ

Hybrid Work ช่วยให้ผู้คนสามารถเลือกสถานที่และวิธีการทำงาน ไม่ว่าพวกเขาจะตัดสินใจทำงานที่ไหนและเมื่อใด ผู้คนมีความมั่นใจว่าจะสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ความยืดหยุ่นในการทำงานนอกสถานที่หรือในสถานที่ และความถี่ขึ้นอยู่กับองค์กรและลักษณะงานของพนักงาน รวมถึงความรับผิดชอบในงาน

เหตุใดบริษัทต่างๆ จึงเปลี่ยนมาทำงานแบบ Hybrid Work

การเปลี่ยนแปลงไปสู่รูปแบบการทำงานแบบ Hybrid Work ได้เกิดขึ้นต่อเนื่องหลายปีมาแล้วในหลายองค์กร ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีตั้งแต่สมาร์ทโฟน ไปจนถึงระบบคลาวด์ ทำให้สามารถประสานและทำงานร่วมกันได้จากทุกที่

พนักงานต่างคาดหวังความยืดหยุ่นในตำแหน่งและวิธีการทำงาน โมเดลธุรกิจใหม่นี้ กระบวนการทำงาน และการลงทุนด้านเทคโนโลยีตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์ด้านสุขภาพทั่วโลก อาจทำให้บริษัทต่างๆ พิจารณาที่จะกลับไปสู่สถานะการทำงานรูปแบบเดิมได้ยาก ธุรกิจจำนวนมากกำลังพัฒนาไปสู่รูปแบบการทำงานแบบ Hybrid Work เพื่อช่วยให้การแข่งขันขององค์กรประสบความสำเร็จในอนาคต

แรงจูงใจอีกประการหนึ่งสำหรับบริษัทที่เปิดรับรูปแบบการทำงานแบบ Hybrid Work คือการรักษาผู้มีความสามารถระดับสูงไว้ Cisco ได้สำรวจแรงงานทั่วโลก มีเพียง 9 เปอร์เซ็นต์ ที่กล่าวว่าพวกเขาคาดหวังจะกลับมาทำงานที่สำนักงาน 100 เปอร์เซ็นต์ เมื่อสำนักงานเปิดอีกครั้ง หากไม่มีการสนับสนุนรูปแบบการทำงานแบบ Hybrid Work จะทำให้องค์กรไม่อาจดึงดูดและรักษาพนักงานที่มีความสามารถเอาไว้ได้

พื้นที่ทำงานแบบไฮบริดแตกต่างจากที่ทำงานแบบไฮบริดหรือไม่?

พื้นที่ทำงานแบบไฮบริดและที่ทำงานแบบไฮบริดมีความหมายต่างกัน โมเดลการทำงานแบบไฮบริดกำลังขับเคลื่อนวิวัฒนาการ จากมุมมองที่เน้น “สถานที่” สำเร็จงาน (สถานที่ทำงาน) ไปสู่มุมมองที่ “มนุษย์” เป็นศูนย์กลางมากขึ้นเกี่ยวกับสถานที่ทำงาน (พื้นที่ทำงาน)

  • สถานที่ทำงานแบบไฮบริด: ในอดีต สถานที่ทำงานเคยเป็นที่ตั้งสำนักงานจริงของบริษัท ซึ่งพนักงานอาจทำงานในสถานที่ทั้งหมดหรือบางส่วนก็ได้
  • พื้นที่ทำงานแบบไฮบริด: พื้นที่ทำงานเป็นที่ที่พนักงานทำงานในเวลาใดก็ได้

พื้นที่ทำงานแบบไฮบริดอาจเป็นเวิร์กสเตชันที่สำนักงานจริงของบริษัท หรืออาจเป็นโฮมออฟฟิศของพนักงานก็ได้ มันยังสามารถพูดได้ถึงโต๊ะในห้องในโรงแรมที่พนักงานทำงานและเชื่อมต่อกับเครือข่ายของบริษัทในขณะเดินทางได้ด้วย

เทคโนโลยี ทั้งซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ รองรับการทำงานร่วมกันและการสื่อสารอย่างปลอดภัย ไม่ว่าพื้นที่ทำงานแบบไฮบริดจะอยู่ที่ใด

Hybrid work ต้องการพื้นที่สำนักงานน้อยลงหรือไม่?

ธุรกิจจำนวนมากที่เปลี่ยนไปใช้รูปแบบการทำงานแบบไฮบริดจะพบว่าจำเป็นต้องรักษาพื้นที่สำนักงานไว้น้อยลงกว่าเดิม อันที่จริง การสำรวจพนักงานทั่วโลกที่ Cisco ได้รับการสนับสนุนเมื่อเร็วๆ นี้ พบว่ามากกว่าครึ่ง (53 เปอร์เซ็นต์) ขององค์กรวางแผนที่จะลดพื้นที่สำนักงานของตน

อย่างไรก็ตาม “สำนักงาน” ก็เป็นหนึ่งในหลากหลายพื้นที่ทำงานแบบไฮบริด มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนรูปแบบการทำงานแบบไฮบริด และกลายเป็นศูนย์กลางสำหรับผู้ปฏิบัติงานในการมีส่วนร่วมในประสบการณ์การทำงานร่วมกันที่หลากหลาย สร้างสายสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน เชื่อมต่อกับวัฒนธรรมในที่ทำงาน และอื่นๆ

แม้ว่าธุรกิจจำนวนมากจะปรับค่าใช้จ่ายด้านอสังหาริมทรัพย์ให้เหมาะสมได้เพราะมีสภาพแวดล้อมการทำงานแบบผสมผสาน แต่พวกเขาก็ต้องลงทุนในการเปลี่ยนแปลงสำนักงานที่พวกเขาดูแลอยู่ การลงทุนทั้งทางกายภาพและเทคโนโลยีจะช่วยปรับปรุงประสบการณ์ของพนักงานโดยการส่งเสริมความปลอดภัยของพนักงาน ความเป็นอยู่ที่ดี การร่วมมือ และประสิทธิภาพการทำงาน ตัวอย่างเช่น บริษัทอาจจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนหรือออกแบบสภาพแวดล้อมการทำงานในสำนักงานใหม่เพื่อส่งเสริมการเว้นระยะห่างทางสังคม หรืออาจต้องใช้สถาปัตยกรรม Secure Access Services Edge (SASE) เพื่อรองรับการเข้าถึงที่ปลอดภัยและราบรื่นจากทุกที่

ลักษณะของงาน Hybrid Work

Hybrid Work เป็นมากกว่าแค่สถานที่ทำงาน โดยมอบประสบการณ์ที่เรียบง่าย ชาญฉลาด และปลอดภัยจากทุกที่ เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ระบบอัตโนมัติและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ช่วยมอบประสบการณ์การทำงานที่ชาญฉลาด และใหม่กว่าที่พนักงานสามารถมีส่วนร่วมได้อย่างเต็มที่

พนักงานไฮบริดแห่งอนาคตต้องการการเข้าถึงแอปพลิเคชันทางธุรกิจอย่างปลอดภัยและราบรื่น เครื่องมือการทำงานร่วมกันที่มีคุณลักษณะหลากหลายและใช้งานง่าย ซึ่งช่วยให้พวกเขาสามารถส่งข้อความ พบปะ โทร แชร์เนื้อหา และทำงานร่วมกันได้อย่างปลอดภัยจากทุกที่ โมเดลงานไฮบริดที่มีประสิทธิภาพต้องการคุณลักษณะที่สำคัญ ดังนี้

ยืดหยุ่นได้

พนักงานในรูปแบบการทำงานแบบไฮบริดอาจกระจายไปตามโซนเวลาและประเทศ โดยทำงานในเวลาต่างกัน พวกเขามีความต้องการที่แตกต่างกัน และต้องการเครื่องมือที่ยืดหยุ่น ซึ่งสามารถปรับให้เข้ากับรูปแบบการทำงาน บทบาท และอุปกรณ์ได้
Hybrid Work ยังช่วยให้องค์กรมีความยืดหยุ่นโดยรวมมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มความคล่องตัวทางธุรกิจ

ครอบคลุม

Hybrid Work ควรจะครอบคลุม นั่นหมายความว่าองค์กรทำทุกอย่างที่จำเป็นเพื่อช่วยให้มั่นใจว่าพนักงานทุกคนได้รับประสบการณ์ที่เท่าเทียมกันในการทำงาน

บริษัทที่ดูแลการทำงานของพนักงานแบบไฮบริดจะได้รับประโยชน์จากสภาพแวดล้อมการทำงานที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ ถูกมองเห็น และได้ยินอย่างเท่าเทียมกัน สิ่งนี้ส่งผลมาจากเทคโนโลยีที่นำไปใช้ และวัฒนธรรมองค์กรที่พวกเขาส่งเสริม

ตัวอย่างเช่น นายจ้างที่ต้องการส่งเสริมการไม่แบ่งแยกในสภาพแวดล้อมการทำงานแบบไฮบริด จะเลือกเครื่องมือการทำงานร่วมกันที่มีคุณลักษณะที่สามารถช่วยขจัดอุปสรรคด้านภาษาระหว่างพนักงานและทีมได้

สนับสนุน

วิกฤตสุขภาพทั่วโลกเมื่อไม่นานนี้ทำให้การทำงานแย่ลงอย่างที่เรารู้ๆ กัน แต่ก็เป็นการเปิดประตูให้พนักงานและองค์กรของพวกเขาได้กำหนดมันขึ้นมาใหม่ การเพิ่มขึ้นของสภาพแวดล้อมการทำงานแบบไฮบริดใหม่ได้เป็นเครื่องพิสูจน์แล้ว

เพื่อสนับสนุนวิสัยทัศน์การทำงานแบบไฮบริด ธุรกิจจะต้องส่งเสริมความคิดที่สนับสนุนในทุกระดับขององค์กร ที่จะช่วยให้มั่นใจว่าผู้ปฏิบัติงานรู้สึกสบายใจกับวิธีการทำงานและรู้สึกปลอดภัย มั่นคง ได้รับการสนับสนุนและมีส่วนร่วม

องค์กรยังต้องลงทุนในการสร้างเครือข่ายและสถานที่ทำงานที่ชาญฉลาดยิ่งขึ้น ซึ่งรวมถึงอาคารที่ชาญฉลาดขึ้น เพื่อสนับสนุนพนักงานแบบผสมผสาน และเริ่มเตรียมการสำหรับอนาคตของงานที่กำลังเกิดขึ้นแล้วในขณะนี้

ปลอดภัย

ความสำเร็จของสภาพแวดล้อมการทำงานแบบไฮบริดใหม่นั้นขึ้นอยู่กับการเชื่อมต่อที่เชื่อถือได้และปลอดภัย ซึ่งช่วยให้มั่นใจว่าสมาชิกในทีมทุกคนสามารถทำงานและทำงานร่วมกันได้อย่างมั่นใจทุกที่ที่พวกเขาเลือกทำงาน

การใช้รูปแบบการทำงานแบบไฮบริดสื่อให้เห็นเป็นนัยว่าพนักงานทุกคนสามารถเพลิดเพลินกับการเชื่อมต่อที่ปลอดภัยและประสบการณ์การใช้แอปได้โดยไม่ต้องกังวล ซึ่งช่วยให้องค์กรสามารถรักษาการเชื่อมต่อเครือข่ายได้อย่างง่ายดาย และใช้นโยบายความปลอดภัยอย่างสม่ำเสมอในทุกพื้นที่ทำงาน รวมถึงสภาพแวดล้อมในวิทยาเขต สาขา บ้าน และไมโครออฟฟิศ

จัดการ

โมเดลการทำงานแบบไฮบริดมีความซับซ้อนและเป็นไดนามิก ซึ่งต้องใช้แนวทางการจัดการไอทีที่แตกต่างกัน ทีมไอทีจะต้องสามารถ:

  • จัดเตรียมผู้ใช้และอุปกรณ์ได้ตามปริมาณและอย่างง่ายดาย
  • เข้าถึงการวิเคราะห์ที่มีความเกี่ยวข้องและมีประสิทธิภาพ
  • รักษาความปลอดภัยและแก้ไขปัญหาสำหรับผู้ใช้ อุปกรณ์ แอปพลิเคชัน และสภาพแวดล้อมได้ทุกที่
  • ทำงานร่วมกันผ่านโซลูชันที่ให้การจัดการแบบบานหน้าต่างเดียว

ในองค์กรขนาดใหญ่ที่ใช้โมเดลการทำงานแบบไฮบริด วิธีการที่เรียกว่าการสังเกตแบบ Full-Stack อาจมีประโยชน์สำหรับการปรับประสบการณ์ผู้ใช้ให้เหมาะสมและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเทคโนโลยีระดับองค์กร

รากฐานเทคโนโลยีสำหรับงานไฮบริด

เทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมคุณลักษณะต่างๆ ของงานไฮบริด

การใช้อุปกรณ์อัจฉริยะอย่างมีกลยุทธ์ในพื้นที่ทำงานแบบไฮบริดสามารถช่วยป้องกันพนักงานไม่ให้ประสบกับความไม่เสถียรของวิดีโอ องค์กรและพนักงานสามารถใช้ข้อมูลเชิงลึกเพื่อทำความเข้าใจวิธีปรับปรุงการบูรณาการงาน/ชีวิต และช่วยสร้างการเชื่อมต่อคุณภาพสูงขึ้นระหว่างบุคคลและทีม

บริษัทยังสามารถใช้แอปพลิเคชันอัจฉริยะเพื่อช่วยลดความวิตกกังวลในสำนักงานที่พนักงานบางคนอาจรู้สึกได้เมื่อพวกเขากลับมาที่สำนักงานหลังจากเกิดวิกฤตด้านสุขภาพทั่วโลก

ตัวอย่างเช่น องค์กรสามารถใช้เทคโนโลยีเพื่อเปิดใช้งานพื้นที่ทำงานในสำนักงาน เช่น ห้องประชุม เพื่อออกการแจ้งเตือนการเว้นระยะห่างทางสังคมโดยอัตโนมัติเพื่อแจ้งให้พนักงานทราบเมื่อห้องมีความจุเกินกำหนด หรือพวกเขาสามารถใช้การควบคุมการประชุมแบบไร้สัมผัสเพื่อขจัดความจำเป็นที่พนักงานต้องสัมผัสอุปกรณ์ที่ใช้ร่วมกัน

ต่อไปนี้เป็นองค์ประกอบพื้นฐานอื่นๆ ของรูปแบบการทำงานแบบไฮบริดใหม่:

เทคโนโลยีสถานที่ทำงานที่ชาญฉลาดและใช้งานง่าย

เมื่อพนักงานอยู่ในสภาพแวดล้อมการทำงานในสถานที่ทำงาน องค์กรจะ มุ่งเน้นการทำให้ผลลัพธ์ที่มั่นคงปลอดภัยโดยการตรวจสอบความหนาแน่นทางสังคม การปฐมนิเทศผู้ใช้และอุปกรณ์อย่างปลอดภัย และช่วยให้มั่นใจว่าพนักงานจะได้รับการปกป้องในสภาพแวดล้อมของพวกเขา

องค์กรสามารถตรวจสอบเกณฑ์ความหนาแน่นทางสังคมได้โดยใช้การติดตามตำแหน่ง ร่วมกับระบบส่งข้อมูลทางไกลเครือข่ายขั้นสูงและอุปกรณ์ Internet of Things (IoT) ในอาคาร พวกเขาสามารถรับการแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์และตอบสนองต่อเหตุการณ์ด้วยการรายงานความใกล้ชิด

องค์กรยังสามารถใช้ป้ายดิจิทัลในพื้นที่ทำงานได้ ตัวอย่างเช่น สามารถวางป้ายดิจิทัลในบริเวณแผนกต้อนรับและห้องประชุมขนาดใหญ่ โดยมีเนื้อหามัลติมีเดียแบบรวมศูนย์เพื่อเตือนพนักงานเกี่ยวกับแนวทางด้านสุขภาพและความปลอดภัย และแบ่งปันการแจ้งเตือนและข้อมูลสำคัญอื่นๆ ป้ายดิจิตอลยังสามารถส่งข้อความนั้นไปยังอุปกรณ์ในการตั้งค่าโฮมออฟฟิศได้ด้วย

ในเวลาเดียวกัน องค์กร สามารถใช้บริการอาคารอัจฉริยะได้โดยทำให้การ Onboarding และการเชื่อมต่อที่ปลอดภัยของอุปกรณ์ IoT เช่น กล้อง เซ็นเซอร์ความร้อน และไฟอัจฉริยะทำได้ง่ายขึ้น ซึ่งรวมถึงการใช้นโยบายอัตโนมัติ การวิเคราะห์ การแบ่งส่วนย่อย และพลังงานจากเครือข่าย

นอกจากนี้ ธุรกิจ ยังสามารถใช้เว็บแอปในพื้นที่เพื่อเปิดใช้งานทุกอย่างตั้งแต่การรับแขกแบบไม่ต้องสัมผัสและปรับแต่งได้ ไปจนถึงแบบสำรวจสุขภาพประจำวัน เพื่อช่วยให้พนักงานค้นหาพื้นที่ทำงานในสำนักงานได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย

smart building solution

การรักษาความปลอดภัย Zero-trust

ความสำเร็จของรูปแบบการทำงานแบบไฮบริดขึ้นอยู่กับความปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ควรนำแนวทาง Zero-trust มาใช้และฝึกฝนทั่วทั้งองค์กร

Zero-trust เป็นแนวทางที่ครอบคลุมในการรักษาความปลอดภัยการเข้าถึงเครือข่าย แอปพลิเคชัน และสภาพแวดล้อมของบริษัททั้งหมดจากผู้ใช้ อุปกรณ์ และตำแหน่งใดๆ การรักษาความปลอดภัยแบบ Zero-trust ช่วยให้องค์กรสามารถ:

  • บังคับใช้การควบคุมตามนโยบายได้อย่างต่อเนื่อง
  • มองเห็นผู้ใช้ อุปกรณ์ ส่วนประกอบ และอื่นๆ ได้ทั่วทั้งสภาพแวดล้อมการทำงาน
  • บันทึกโดยละเอียด รายงาน และการแจ้งเตือนเพื่อปรับปรุงการตรวจจับและการตอบสนองภัยคุกคาม
  • ใช้การเข้ารหัสและการตรวจสอบสิทธิ์แบบ end-to-end สำหรับผู้ใช้และอุปกรณ์ในห้อง

Zero-trust solution

การทำงานร่วมกันแบบเรียลไทม์

องค์กรที่เปิดรับรูปแบบการทำงานแบบไฮบริดใหม่จำเป็นต้องลงทุนในซอฟต์แวร์การทำงานร่วมกันและอุปกรณ์ที่สร้างขึ้นตามวัตถุประสงค์ที่สามารถรองรับการทำงานร่วมกันแบบเรียลไทม์ในหมู่พนักงานทุกคนได้อย่างน่าเชื่อถือ ปลอดภัย และเหมาะสมที่สุด

พนักงานทุกคนควรมีสิทธิ์เข้าถึงเครื่องมือการทำงานร่วมกันคุณภาพสูงได้จากพื้นที่ทำงานแบบไฮบริด ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะทำงานในสำนักงาน ที่บ้าน หรือที่อื่นๆ เพื่อปรับปรุงประสบการณ์การทำงานร่วมกันที่ราบรื่น ตัวอย่างของเครื่องมือเหล่านี้สำหรับการทำงานร่วมกันแบบเรียลไทม์ ได้แก่:

  • อุปกรณ์เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานแบบครบวงจรสำหรับเดสก์ท็อปที่มอบประสบการณ์การทำงานร่วมกันที่ขับเคลื่อนด้วย AI พร้อมการลดสัญญาณรบกวน พื้นหลังเสมือนจริง และพื้นที่สร้างสรรค์ร่วมขั้นสูง อุปกรณ์เหล่านี้อนุญาตให้ส่งข้อความ พบปะ โทร และแบ่งปันเนื้อหาได้จากทุกที่
  • ชุดหูฟังที่ให้การตัดเสียงรบกวนและการลดเสียงรบกวนเบื้องหลังเพื่อช่วยให้ผู้คนมีสมาธิและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพไม่ว่าจะอยู่ที่ใด
  • เครื่องมือการทำงานร่วมกันแบบเรียลไทม์ เช่น สำหรับการประชุมทางวิดีโอ ควรช่วยให้ธุรกิจสามารถมอบประสบการณ์คุณภาพสูงให้กับลูกค้า

inclusive collaboration

ความสามารถในการสังเกตของ Full-stack

ในสภาพแวดล้อมการทำงานและแอปพลิเคชันแบบกระจาย ทีมไอทีได้รับการขยายเพื่อช่วยให้มั่นใจว่าผู้ใช้และแอปพลิเคชันได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทันต่อความต้องการของพนักงาน ทีมไอทีจำเป็นต้องมีการมองเห็น ข้อมูลเชิงลึก และการดำเนินการที่ทำได้ด้วยความสามารถในการสังเกตแบบ Full-stack

ความสามารถในการสังเกตแบบ Full-stack เป็นมากกว่าการเฝ้าติดตามโดยการรวมข้อมูลจากแอป โครงสร้างพื้นฐาน และธุรกรรมเพื่อสร้างมุมมองเชิงบริบทร่วมกันของการดำเนินงาน ซึ่งช่วยให้ทีมไอทีทำงานร่วมกันเพื่อมอบประสบการณ์ผู้ใช้ที่ยอดเยี่ยม ปรับต้นทุนและประสิทธิภาพให้เหมาะสม และช่วยธุรกิจวางแผนสำหรับอนาคต

visibility and control

Secure access service edge (SASE)

ในขณะที่องค์กรต่างๆ ยังคงเดินหน้าสู่ระบบคลาวด์ พวกเขาต้องการประสิทธิภาพและการป้องกันที่ดีขึ้นสำหรับพนักงานแบบไฮบริด และสำนักงานระยะไกล สถาปัตยกรรมที่มีอยู่ไม่รองรับความคล่องตัวที่จำเป็นในการเชื่อมต่อผู้ใช้ และแอปพลิเคชันจากทุกที่ ขณะที่รักษาและปรับปรุงความปลอดภัยและประสิทธิภาพไปพร้อมกัน

SASE (ออกเสียงว่า แซสซี่) เป็นแนวทางทางสถาปัตยกรรมที่เสนอทางเลือกให้กับการรักษาความปลอดภัย Data Centerแบบเดิม “SASE” รวมความสามารถด้านเครือข่ายด้วยฟังก์ชันการรักษาความปลอดภัยบนระบบคลาวด์ เพื่อทำให้การปรับใช้ง่ายขึ้นและการจัดการที่คล่องตัวในระบบคลาวด์

The Practical Solution PLC.

บริษัทก่อตั้งโดยทีมงานที่มีประสบการณ์ทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ และการสื่อสาร มากกว่า 25 ปี ซึ่งมีความเชี่ยวชาญ และมีความมุ่งมั่นที่จะให้บริการที่ดีที่สุดแก่ลูกค้า ด้วยผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นที่เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละราย โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อให้ลูกค้าได้รับความพึงพอใจในด้านบริการต่างๆ อย่างดีสูงสุด

เราดำเนินธุรกิจจำหน่ายสินค้าและบริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ และระบบอินเตอร์เน็ตครบวงจร สำหรับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐบาลและเอกชน อีกทั้งยังเป็นคู่ค้าระดับ Gold Partner ของผลิตภัณฑ์ Cisco

www.thepractical.co.th

sales@thepractical.co.th

02-112-9999

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-hybrid-work-what-is-it-the-practical-solution/