คลังเก็บป้ายกำกับ: NETWORK_AS_A_SERVICE

TTT 2022 Reinforce: ขับเคลื่อนธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพด้วย Network Modernization โดย HPE Aruba

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เหตุการณ์ต่างๆ ได้ทำให้ธุรกิจนั้นต้องเปลี่ยนแปลงตนเองอย่างรวดเร็ว มีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในการทำงานรูปแบบใหม่อย่าง Remote Working และ Hybrid Working ซึ่งทั้งหมดนี้ย่อมส่งผลให้ธุรกิจนั้นต้องวางแผนใหม่สำหรับระบบเครือข่าย ให้มีความยืดหยุ่นและคล่องตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงอันไม่คาดฝันในอนาคตกันต่อไป

คุณประคุณ เลาหกิตติกุล Country Manager (Thailand) แห่ง HPE Aruba ได้มาเล่าถึงหัวข้อ “Accelerate Your Business with Network Modernization” ภายในงานสัมมนา TTT 2022 Reinforce ที่ผ่านมา ถึงความจำเป็นและแนวทางในการทำ Network Modernization อย่างเข้มข้น เพื่อให้ธุรกิจสามารถวางระบบเครือข่ายซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจขับเคลื่อนต่อไปได้อย่างต่อเนื่องในอนาคตเป็นอย่างน้อย 4-5 ปีนับถัดจากนี้

4 เป้าหมายหลักของการทำ Network Modernization

คุณประคุณได้เล่าว่าในการทำ Network Modernization นั้น ธุรกิจองค์กรมักมีเป้าหมายหลักด้วยกัน 4 ประการ ได้แก่

  1. Hybrid Work – การทำงานแบบผสมผสานทั้งจากภายในองค์กรและภายนอกองค์กรได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยประสบการณ์เดียวกัน และความมั่นคงปลอดภัยในระดับสูงที่ไว้วางใจได้
  2. Digital Transformation Acceleration – เร่งความเร็วในการปรับตัวของธุรกิจ รองรับการนำนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาใช้งานเพื่อตอบสนองต่อการเติบโตของธุรกิจได้
  3. Personalized Experiences – นำเสนอประสบการณ์เฉพาะบุคคลให้กับผู้ใช้งานได้ตั้งแต่ระดับของเครือข่าย, ข้อมูล และ Application อย่างครบถ้วน สร้างขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งภายในและภายนอกองค์กร
  4. Need for Efficiencies – ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและรองรับการเกิดขึ้นของธุรกิจรูปแบบใหม่ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง โดยใช้บุคลากรฝ่าย IT จำนวนเท่าเดิมในการบริหารจัดการกับเทคโนโลยีที่มีการใช้งานมากขึ้นได้

เพื่อให้ธุรกิจองค์กรสามารถบรรลุเป้าหมายทั้ง 4 ประการนี้ได้ คุณสมบัติของระบบเครือข่ายแห่งอนาคตจึงต้องครอบคลุมถึงทั้งการทำ Automation เพื่อลดความผิดพลาดในการทำงาน และช่วยให้ทรัพยากรฝ่าย IT สามารถทำงานอย่างมีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการระบบเครือข่ายที่มีขนาดใหญ่และซับซ้อนได้ Security ซึ่งถูกผนวกรวมเป็นส่วนหนึ่งของระบบเครือข่าย เพื่อเสริมความมั่นคงปลอดภัยเพิ่มขึ้นไปอีกขั้น และ Agility มีความยืดหยุ่นรองรับการเปลี่ยนแปลงระบบเครือข่ายที่จะเกิดขึ้นจากการมาของเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้อย่างทันท่วงที

ปรับระบบเครือข่ายให้ทันสมัยด้วย Aruba ESP Solutions

คุณประคุณได้สรุปถึงเทคโนโลยีทั้งหมดที่ HPE Aruba ได้ทำการคิดค้น พัฒนา และนำเสนอสู่ธุรกิจองค์กรทั่วโลกในช่วงเวลา 2 ปีที่ผ่านมานี้ ด้วยภาพของ Aruba ESP หรือ Edge Services Platform ที่จะเปลี่ยนให้ Network นั้นกลายเป็น Platform สำคัญทั้งสำหรับการทำงานและส่งมอบประสบการณ์หรือนวัตกรรมใหม่ๆ ไปยังผู้ใช้งานทั้งภายในและภายนอกองค์กร ซึ่งมีแนวคิดหลักด้วยกัน 3 ประการ

1. Unified Infrastructure

ผสานรวมระบบ Wired, Wireless และ SD-WAN รวมถึงระบบเครือข่ายสำหรับอุปกรณ์ IoT เข้าเป็นหนึ่งเดียวภายในระบบเครือข่าย โดยสามารถเลือกวิธีการบริหารจัดการได้ทั้งบน Cloud, Centralized หรือแม้แต่ Standalone

2. Security

HPE Aruba นั้นได้ผสานระบบ Security ให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบเครือข่ายตั้งแต่แรก และในทุกวันนี้ก็ได้เพิ่มเรื่องของการทำ Automation เข้าไปด้วย เพื่อให้ Security กลายเป็นเรื่องที่ง่ายดายยิ่งขึ้นกว่าเดิม

3. AIOps

ด้วยปริมาณของอุปกรณ์เครือข่ายที่มากยิ่งขึ้น ในขณะที่แต่ละองค์กรนั้นไม่ได้มีทีมผู้ดูแลระบบมากขึ้นตามไปด้วย ทำให้ผู้ดูแลระบบเครือข่ายต้องรับภาระในการดูแลรักษาระบบ IT ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ดังนั้นการนำ AIOps เข้ามาช่วย เพื่อให้การบริหารจัดการระบบเหล่านี้เป็นไปได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย

คุณประคุณได้เล่าถึงกรณีของลูกค้ารายหนึ่ง ที่ย้ายการบริหารจัดการระบบเครือข่ายจากเดิมที่แยกส่วนอยู่ภายในองค์กร ไปอยู่บน Cloud ของ Aruba โดยตรง ทำให้ข้อมูลของระบบเครือข่ายทั้งหมดในส่วนของ Wired, Wireless และ SD-WAN ถูกรวมอยู่ที่เดียวบน Cloud และ AIOps ก็สามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์ตรวจสอบปัญหาต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ช่วยให้ลูกค้าของ HPE Aruba ในประเทศไทยสามารถจัดการกับปัญหาภายในระบบเครือข่ายได้อย่างทันท่วงที

ความสามารถใหม่ในระบบเครือข่ายที่น่าจับตามองจาก HPE Aruba

เมื่อมองไปถึงอนาคต คุณประคุณก็ได้เล่าถึงนวัตกรรมใหม่ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นภายใน HPE Aruba ที่หลายส่วนก็ได้กลายเป็นฟีเจอร์ใหม่ๆ ในโซลูชันให้พร้อมใช้งานได้แล้ว ได้แก่

1. Aruba CloudAuth

เมื่อธุรกิจองค์กรนั้นมีการใช้งาน Cloud มากขึ้นเรื่อยๆ แนวคิดหนึ่งที่เกิดขึ้นก็คือการใช้ Cloud ให้ได้เต็มศักยภาพมากที่สุด และ HPE Aruba เองก็กำลังมุ่งไปทางนั้นด้วยเช่นกัน โดยความสามารถหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ Aruba CloudAuth นั่นเอง

Aruba CloudAuth คือการยกระบบ Network Authentication ขึ้นไปอยู่บน Cloud ด้วยการทำงานร่วมกับ Microsoft Azure AD และ Google Workspace ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม และทำหน้าที่เป็น Cloud Managed NAC ได้ทันที ซึ่งที่ผ่านมาก็มีลูกค้าในไทยใช้งานอยู่แล้วด้วยเช่นกัน

2. Wi-Fi 6E

เพื่อให้ธุรกิจองค์กรรองรับต่อการเชื่อมต่ออุปกรณ์ IoT จำนวนมหาศาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และรองรับ Workload ใหม่ๆ ในระบบเครือข่ายได้อย่างเพียงพอ Aruba จึงได้นำ Wi-Fi 6E มานำเสนอในการตอบโจทย์นี้โดยเฉพาะ

Wi-Fi 6E นั้นได้ทำการพัฒนาต่อยอดจาก Wi-Fi 6 ที่รองรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์ปริมาณมหาศาลได้โดยส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพน้อยกว่าในอดีตมาก โดย Wi-Fi 6E ได้เพิ่มย่านความถี่ 6GHz เข้ามาด้วยเพื่อให้การเชื่อมต่อเครือข่ายรองรับอุปกรณ์และ Bandwidth ได้มากยิ่งขึ้นนอกเหนือจากการใช้เพียงแค่ 2.4GHz และ 5GHz ที่ใช้กันอยู่เดิม

อย่างไรก็ดี สำหรับในประเทศไทยก็ยังคงต้องติดตามต่อไปอีกซักระยะหนึ่ง จากกฎหมายที่ต้องรอให้ระบุชัดเจนว่าจะสามารถใช้ย่านความถี่ 6GHz ได้มากน้อยเพียงใด

3. IoT

HPE Aruba นั้นมีวิสัยทัศน์ที่นอกเหนือจากการเป็นเพียงแค่ Network Platform ไปสู่การเป็น IoT Platform ด้วย ทำให้ Access Point ของ Aruba นั้นสามารถให้บริการ BLE และ ZigBee เพื่อเชื่อมต่ออุปกรณ์ IoT ได้ รวมถึงยังสามารถติดตั้ง USB ที่เป็น Sensor เพิ่มเติมเข้าไปบน Access Point โดยตรงได้ด้วย

นอกจากนี้ Aruba ก็ยังเปิด API ให้ผู้ใช้งานสามารถทำการเชื่อมต่อนำ RFID Tag ใดๆ ก็ได้มาใช้งาน โดยใช้ Aruba Access Point ทำหน้าที่ในการอ่านค่าการเชื่อมต่อและส่งข้อมูลเหล่านี้ไปยังระบบประมวลผลอื่นๆ ทำให้สามารถพัฒนา Application ได้อย่างหลากหลาย โดยเฉพาะในกลุ่มของ Location Services

4. Open Locate

เมื่อ Aruba เปิดให้การทำ Location Services Application ง่ายดายมากยิ่งขึ้นแล้ว อีกส่วนหนึ่งที่ Aruba เสริมขึ้นมาก็คือการติดตั้ง GPS ลงไปใน Access Point โดยตรง ทำให้ Access Point ทั้งหมดมีข้อมูลพิกัดตำแหน่งที่แม่นยำ และนำข้อมูลพิกัดตำแหน่งนี้ไปใช้ใน Location Services ได้อย่างแม่นยำระดับความคลาดเคลื่อนเพียงแค่ 1 เมตรเท่านั้น

5. Zero Trust

จากเทรนด์ใหญ่ด้าน Zero Trust ที่กำลังกลายเป็นกระแสหลักของธุรกิจองค์กร HPE Aruba ก็ได้นำแนวคิดนี้มาพัฒนาเป็น Aruba Zero Trust Protection สามารถกำหนด Policy ให้กับทุกๆ การเชื่อมต่อและแบ่งหมวดหมู่นโยบายสำหรับอุปกรณ์แต่ละชนิด, ผู้ใช้งานแต่ละกลุ่ม ด้วยแนวคิด Aruba Dynamic Segmentation ที่สามารถจัดการ Security Policy ให้ระบบเครือข่ายทั้งหมดได้อย่างครอบคลุม

6. 4th Generation Data Center

ปัจจุบันนี้ 3rd Generation Data Center ที่ใช้แนวคิดของ Data Center Fabric บนสถาปัตยกรรมแบบ Leaf-Spine เพื่อรองรับการรับส่งข้อมูลระหว่าง Server ภายใน Data Center ดว้ยกันเองให้มีประสิทธิภาพสูงสุดนั้น ก็เริ่มเจอปัญหาในการใช้งานจริงแล้ว จากการที่เมื่อ Data Center มีขนาดใหญ่มากขึ้น แต่ Network Services และ Security Services บางส่วนกลับยังไม่ถูกผนวกรวมเข้าไปใน Fabric และกลายเป็นคอขวด

4th Generation Data Center จึงได้เกิดขึ้นมาเพื่อนำ Network Services และ Security Services เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของอุปกรณ์เครือข่ายโดยตรง โดย HPE Aruba ได้จับมือกับ Pensando เพื่อนำหน่วยประมวลผลเฉพาะทางด้าน Network และ Security มาใช้งานภายใน Aruba CX10000 ทำให้ภายใน Data Center Fabric มีความสามารถทุกอย่างที่จำเป็นอย่างครบถ้วน และไม่เกิดคอขวดในแบบเดิมๆ อีกต่อไป

7. Unified SD-WAN Fabric

ด้วยกรณีการใช้งานของ SD-WAN ที่มีหลากหลายมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการที่ Application และ Data ถูกย้ายไปอยู่บน Cloud จำนวนมาก และผู้ใช้งานมีการใช้งานทั้งจากในแบบ Remote Work จากบ้านแต่ละหลังหรืออุปกรณ์แต่ละชิ้น, การมีออฟฟิศขนาดเล็กที่บ้าน, ออฟฟิศสาขาขนาดเล็ก ไปจนถึงธุรกิจองค์กรขนาดใหญ่ ทำให้ SD-WAN ได้รับความสำคัญมากยิ่งขึ้นกว่าในอดีตเป็นอย่างมาก

HPE Aruba ได้เข้าซื้อกิจการของ Silver Peak มา และนำจุดเด่นของ Silver Peak อย่างเช่นการทำ WAN Optimization เข้ามาช่วยเสริมประสิทธิภาพในการเชื่อมต่อไปยังบริการ Cloud ต่างๆ ที่ธุรกิจมีการใช้งาน อีกทั้งยังได้มีการพัฒนาต่อยอดด้าน Security จนได้รับ ICSA Labs Secure SD-WAN Certification มาแล้วเป็นรายแรกของโลก

8. Network Assurance

เมื่อการส่งมอบประสบการณ์ที่ดีได้กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของทุกระบบ IT แน่นอนว่าระบบ Network เองก็ต้องตอบสนองในส่วนนี้ด้วย ซึ่ง Aruba UXI ก็สามารถตอบโจทย์นี้ได้ด้วยการนำ UXI Agent/Sensor มาทำหน้าที่จำลองพฤติกรรมของผู้ใช้งาน ในการเชื่อมต่อ Wi-Fi หรือ LAN แล้วทำการเชื่อมต่อไปยัง Cloud Application ที่ธุรกิจองค์กรใช้ เพื่อให้ทราบถึงข้อมูลด้านประสบการณ์ของผู้ใช้งานได้อย่างต่อเนื่องอยู่เสมอ และตรวจสอบแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที

9. Network-as-a-Service (NaaS)

ด้วยวิสัยทัศน์ของ HPE ที่ต้องการเปลี่ยน CapEx ในการลงทุน Server และ Storage มาสู่การเช่าใช้งานแบบ OpEx ภายใต้บริการ HPE GreenLake ทำให้ HPE Aruba เองก็ปรับตัวไปสู่ทิศทางเดียวกัน ด้วยบริการ HPE GreenLake for Aruba ทำให้ธุรกิจองค์กรสามารถเลือกใช้งานระบบเครือข่ายในแบบ OpEx ได้แล้ว และรองรับกรณีการใช้งานดังนี้

  • Indoor Wireless aaS
  • Outdoor Wireless aaS
  • Remote Wireless aaS
  • Wired Access aaS
  • Wired Aggregation aaS
  • Wired Core aaS
  • SD-Branch aaS
  • UXI aaS

ทาง IDC นั้นได้มีผลสำรวจว่า 69% ของธุรกิจองค์กรนั้นได้เริ่มใช้งาน NaaS หรือมีแผนจะใช้งานภายในอีก 2 ปีนับถัดจากนี้แล้ว ก็ถือเป็นทิศทางที่น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว

ท่านใดสนใจโซลูชัน HPE Aruba หรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ คุณนวรัตน์ จิตรตระการวงศ์ อีเมล nawarat.ch@hpe.com

from:https://www.techtalkthai.com/ttt-2022-reinforce-network-modernization-by-hpe-aruba/

[Guest Post] การใช้บริการ NETWORK AS A SERVICE มีแนวโน้มเติบโตอีกถึง 38% ในระยะเวลา 2 ปี ถัดจากนี้ จากการที่ธุรกิจปรับตัวรับมือ COVID-19

  • 74% ขององค์กรระบุว่าภัยโรคระบาดนี้ส่งผลกระทบต่อพนักงานในระดับปานกลางถึงระดับสูง
  • เพื่อโต้ตอบกับสถานการณ์ COVID-19 ผู้นำทางด้าน IT 38% ได้วางแผนลงทุนเพิ่มเติมในบริการระบบเครือข่ายแบบ Cloud และอีก 35% ได้วางแผนลงทุนในระบบเครือข่ายแบบ AI จากการมองหาระบบโครงสร้างพื้นฐานที่มีความคล่องตัวและเป็นอัตโนมัติมากขึ้นสำหรับรองรับสภาพแวดล้อมการทำงานแบบผสมผสาน

Justin Chiah, Senior Director and General Manager, South-east Asia and Taiwan      

 

ธุรกิจจะต้องประสบกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เมื่อพนักงานเปลี่ยนไปสู่สภาพแวดล้อมการทำงานแบบผสมผสานที่เกิดขึ้นจากการมาของ COVID-19 ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อการจัดซื้อและใช้งานโซลูชันระบบเครือข่ายของฝ่าย IT โดยในการตอบรับต่อภัยโรคระบาดนี้ ผู้นำทางด้าน IT ก็ได้มีการลงทุนเพิ่มขึ้นในเทคโนโลยีระบบเครือข่ายแบบ Cloud, ระบบวิเคราะห์ข้อมูลและรับประกันคุณภาพเครือข่าย, ระบบประมวลผลที่ Edge และระบบเครือข่ายแบบ AI ให้สอดคล้องกับแผนการกู้คืนธุรกิจที่เริ่มมีความชัดเจน ซึ่งแนวโน้มเหล่านี้เป็นผลมาจากการสำรวจผู้มีสิทธิ์ตัดสินใจทางด้าน IT ทั่วโลก (IT decision-makers : ITDMs) กว่า 2,400 รายที่ได้รับการสนับสนุนโดยอรูบ้า (Aruba) บริษัทหนึ่งในเครือฮิวเล็ตต์แพ็คการ์ดเอ็นเตอร์ไพรส์

เมื่อผู้นำทางด้าน IT ได้ตอบสนองต่อความท้าทายหลายประการจากการทำให้พนักงานสามารถทำงานจากคนละสถานที่อย่างสิ้นเชิงและการเกิดขึ้นของสถานที่ทำงานแบบผสมผสาน ซึ่งผู้คนต้องการที่จะทำงานได้จากทั้งภายในบริษัท, ที่บ้าน และระหว่างเดินทางได้ ผู้นำทางด้าน IT เหล่านี้ก็ต้องมองหาวิธีการที่ปรับระบบโครงสร้างพื้นฐานทางด้านเครือข่ายให้มีวิวัฒนาการต่อไปและเปลี่ยนจากการลงทุนในรูปแบบ CapEx ไปสู่โซลูชันที่สามารถใช้งานในรูปแบบ ‘as a service’ ได้แทน โดยอัตราส่วนเฉลี่ยของการใช้บริการทางด้าน IT ในรูปแบบ Subscription นั้นจะเติบโตขึ้นอีก 38% ภายในระยะเวลา 2 ปีนับถัดจากนี้ จากปัจจุบันนี้ที่ทั่วโลกมีสัดส่วน 34% จากการลงทุนด้าน IT ทั้งหมดไปเป็นสัดส่วน 46% ภายในปี 2022 (พ.ศ. 2565) และในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) ก็จะมีการเติบโตจากสัดส่วน 35% ไปเป็น 48% โดยในเวลานั้น สัดส่วนขององค์กรที่มีการใช้งานโซลูชัน IT ในรูปแบบ ‘as a service’ เป็นส่วนใหญ่ของการลงทุน (เกิน 50%) นั้นก็จะมีสัดส่วนเพิ่มอีก 72% ไม่ว่าจะเป็นสัดส่วนทั่วโลกหรือ APAC ก็ตาม

“จากการเกิดขึ้นของสถานที่ทำงานแบบผสมผสาน ผู้นำทางด้าน IT ในสิงคโปร์ได้ถูกร้องขอให้นำเสนอทั้งความยืดหยุ่น ความมั่นคงปลอดภัยและในค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมสำหรับการเชื่อมต่อเครือข่ายที่ Edge อย่างสมดุล” คุณ Justin Chiah ผู้อำนวยการอาวุโส (Senior Director) ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, ไต้หวัน และฮ่องกง/มาเก๊า (SEATH) ของอรูบ้า (Aruba) บริษัทหนึ่งในเครือฮิวเล็ตต์แพ็คการ์ดเอ็นเตอร์ไพรส์กล่าว “เป็นที่ชัดเจนยิ่งขึ้นว่าในการตอบรับต่อความ ต้องการที่เกิดขึ้นใหม่เหล่านี้ ผู้มีสิทธิ์ตัดสินใจทางด้าน IT นั้นจะต้องให้ความสนใจในการลดความเสี่ยงลงและความได้เปรียบด้านค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการลงทุนในรูปแบบ Subscription ซึ่งถึงแม้ว่าองค์กรที่ถูกสำรวจในสิงคโปร์กว่า 85% (77% สำหรับการสำรวจจากทั่วโลก) จะทำการชะลอหรือเลื่อนโครงการออกไปจากการมาของ COVID-19 แต่ธุรกิจก็ยังคงมีความมั่นคงและเริ่มมองหาวิธีการที่จะยังคงทำงานได้อย่างคล่องแคล่ว ซึ่งจะเห็นได้จากการที่ธุรกิจเหล่านี้มีการลงทุนเพิ่มขึ้นในระบบเครือข่ายแบบ Cloud (38%), ระบบวิเคราะห์ข้อมูลและรับประกันคุณภาพเครือข่าย (42%), ระบบประมวลผลที่ Edge (40%) และเทคโนโลยี AI สำหรับระบบเครือข่าย (28%)”

รายงานฉบับนี้ที่ได้ทำการสำรวจผู้มีสิทธิ์ตัดสินใจทางด้าน IT มากกว่า 20 ประเทศใน 8 อุตสาหกรรมหลัก จะมุ่งเน้นไปที่การตอบสนองของผู้มีสิทธิ์ตัดสินใจเหล่านี้ต่อความต้องการทางด้าน IT และธุรกิจที่เกิดขึ้นจากการมาของ COVID-19, การตัดสินใจด้านการลงทุนที่เกิดขึ้นในฐานะของผลลัพธ์จากการตอบสนองนี้ และรูปแบบการลงทุนที่ได้รับการพิจารณา ซึ่งมีผลการศึกษาที่น่าสนใจดังนี้:

ผลกระทบจาก COVID-19 มีนัยยะสำคัญเป็นอย่างมาก

ผู้มีสิทธิ์ตัดสินใจทางด้าน IT (ITDMs) ระบุว่าผลกระทบจาก COVID-19 นี้ส่งผลเป็นอย่างมากกับทั้งพนักงานและการลงทุนระยะสั้นด้านระบบเครือข่าย:

  • 22% ระบุว่ามี ‘ผลกระทบอย่างมาก’ ต่อพนักงาน (ทั้งการพักงานหรือการปลดพนักงานจำนวนมาก) ในขณะที่ 52% ระบุว่ามี ‘ผลกระทบปานกลาง’ (มีการลดการทำงานบางส่วนชั่วคราว) และมี 19% ที่ระบุว่ามี ‘ผลกระทบน้อย’ (มีเพียงไม่กี่ตำแหน่งงานที่ได้รับผลกระทบ)
  • ผู้มีสิทธิ์ตัดสินใจทางด้าน IT (ITDMs) ในอินเดีย (57%) และในบราซิล (34%) เป็นกลุ่มใหญ่ที่ระบุว่าพนักงานได้รับผลกระทบอย่างมาก ในขณะที่ผู้มีสิทธิ์ตัดสินใจทางด้าน IT ในฮ่องกง (12%) และในเม็กซิโก (10%) เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบอย่างมากเป็นส่วนน้อย แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างชัดเจนในแต่ละภูมิภาค
  • 78% ของตลาดในภูมิภาค APAC ระบุว่าการลงทุนในโครงการด้านระบบเครือข่ายถูกเลื่อนหรือดำเนินการช้าลงจากการมาของ COVID-19 และ 27% ระบุว่าโครงการในลักษณะนี้ถูกยกเลิกโดยสิ้นเชิง
  • การยกเลิกโครงการทั่วตลาด APAC เกิดขึ้นสูงสุดในอินเดีย (37%) และเกิดขึ้นน้อยที่สุดในออสเตรเลีย (17%) แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างมากสำหรับประเทศในภูมิภาคเดียวกัน ในขณะที่ 37% ของผู้มีสิทธิ์ตัดสินใจทางด้าน IT ในอุตสาหกรรมด้านการศึกษาและ 35% ในอุตสาหกรรมโรงแรมและที่พักอาศัยทั่วโลกระบุว่าได้ยกเลิกการลงทุนด้านระบบเครือข่าย

อนาคตยังคงสดใส: การลงทุนเพื่อตอบสนองต่อความต้องการใหม่ที่เกิดขึ้น

ในทางกลับกัน แผนการสำหรับอนาคตนั้นถูกวางอย่างแข็งขัน โดยผู้มีสิทธิ์ตัดสินใจทางด้าน IT ส่วนมากกำลังวางแผนเพื่อที่จะลงทุนเท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้นสำหรับระบบเครือข่ายท่ามกลางวิกฤต COVID-19 เนื่องจากพวกเขาต้องสนับสนุนตอบรับความต้องการใหม่ๆ ของพนักงานและลูกค้า

  • ด้วยสัดส่วนทั่วโลกกว่า 38% ซึ่งเป็นที่น่าประหลาดใจนี้ จะเพิ่มการลงทุนในระบบเครือข่ายแบบ Cloud ในขณะที่ 45% จะยังคงลงทุนด้วยสัดส่วนเท่าเดิมและ 15% มีแผนลดการลงทุนลง ภูมิภาค APAC เป็นผู้นำด้วยสัดส่วนถึง 45% ที่ระบุว่าจะเพิ่มการลงทุนในระบบ

เครือข่ายแบบ Cloud โดยมีผู้มีสิทธิ์ตัดสินใจทางด้าน IT จากอินเดียเป็นผู้นำที่สัดส่วน 59% ซึ่งด้วยโซลูชัน Cloud ที่เปิดให้มีการบริหารจัดการเครือข่ายขนาดใหญ่ได้จากระยะไกลนี้ ความสามารถเหล่านี้ถือเป็นที่ดึงดูดสำหรับฝ่าย IT เป็นอย่างมาก ในขณะที่โซลูชันแบบ On-Premises นั้นไม่สามารถตอบโจทย์หรือความท้าทายที่ต้องเผชิญได้

  • ผู้มีสิทธิ์ตัดสินใจทางด้าน IT ยังคงมองหาเครื่องมือที่ดีขึ้นสำหรับการตรวจสอบและวิเคราะห์ระบบเครือข่าย โดยสัดส่วน 34% จากทั่วโลกมีแผนที่จะเพิ่มการลงทุนในระบบวิเคราะห์ข้อมูลและรับประกันคุณภาพเครือข่าย, 48% ระบุว่าจะยังคงลงทุนด้วยสัดส่วนเท่าเดิม และ 15% ระบุว่าจะลดสัดส่วนการลงทุนลง ซึ่งเครื่องมือเหล่านี้จะช่วยให้ฝ่าย IT สามารถแก้ไขปัญหาและปรับแต่งระบบเครือข่ายเชิงลึกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในขณะที่ความต้องการระบบเหล่านี้มีการเติบโตยิ่งขึ้นจากการที่พนักงานทำงานจากคนละสถานที่อย่างสิ้นเชิง
  • มีการให้ความสำคัญต่อเทคโนโลยีนวัตกรรมที่จะช่วยให้ฝ่าย IT มีชีวิตที่ง่ายขึ้นด้วยการเปลี่ยนงานที่ต้องทำซ้ำๆ ให้เป็นระบบอัตโนมัติ เราพบว่า 35% ของผู้มีสิทธิ์ตัดสินใจทางด้าน IT (ITDMs) ทั่วโลกมีแผนที่จะเพิ่มการลงทุนในเทคโนโลยีด้าน AI สำหรับระบบเครือข่าย โดยภูมิภาค APAC มีสัดส่วนสูงสุดที่ 44% (ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิ์ตัดสินใจทางด้าน IT 60% จากอินเดียและ 54% จากฮ่องกง)

การเลือกใช้แนวทางการลงทุนรูปแบบใหม่กำลังเติบโต

เมื่อผู้มีสิทธิ์ตัดสินใจทางด้าน IT (ITDMs) ได้วางแผนการลงทุนเป็นรูปเป็นร่างแล้ว พวกเขาก็มองหาทางเลือกในวิธีการลงทุนรูปแบบใหม่เพื่อให้เกิดความสมดุลสูงสุดระหว่างคุณค่าและความยืดหยุ่น

  • 59% ในสิงคโปร์ระบุว่าพวกเขาจะมองหาการลงทุนรูปแบบ Subscription ใหม่สำหรับฮาร์ดแวร์และ/หรือซอฟต์แวร์ โดย 61% เลือกพิจารณา Managed Services สำหรับโซลูชันฮาร์ดแวร์และ/หรือซอฟต์แวร์แบบสำเร็จรูปครบวงจร และ 34% เลือกพิจารณาการเช่าซื้อ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นผลกระทบจาก COVID-19 ทั้งสิ้น สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการในรูปแบบทางการเงินที่ยืดหยุ่นท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความท้าทาย
  • รูปแบบการเช่าใช้ระบบเครือข่ายแบบ Subscription ได้รับความนิยมสูงขึ้นใน APAC (61%) ซึ่งสูงกว่าในอเมริกา (52%) หรือ EMEA (50%) และประเทศที่มีความนิยมสูงสุดนั้นได้แก่ตุรกี (73%), อินเดีย (70%) และจีน (65%)
  • อุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มจะพิจารณาการใช้ Subscription มากที่สุดคือโรงแรมและที่พักอาศัย (66%), เทคโนโลยีและโทรคมนาคม (58%) และการศึกษา (57%) ผลกระทบจาก COVID-19 ที่มีต่อพฤติกรรมของฝ่าย IT ได้ทำให้เกิดความต้องการในการลงทุนที่ยืดหยุ่นและสามารถทำนายได้ รวมถึงความต้องการในการลดค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นจากการลงทุนจัดซื้อเริ่มต้นนั้นสูงขึ้นจากที่ผ่านมา
  • ในทางกลับกัน มีเพียงสัดส่วน 8% จากทั่วโลกเท่านั้นที่ยังคงมีแผนการลงทุนในแบบ CapEx ทั้งหมด โดยมีสัดส่วนที่สูงสุดในเนเธอร์แลนด์ (20%), สหรัฐอเมริกา (17%), สเปน (16%) และฝรั่งเศส (15%) ซึ่งหากเทียบจากอุตสาหกรรมแล้ว 15% ของอุตสาหกรรมค้าปลีก, จัดจำหน่าย และขนส่งจะยังคงลงทุนในแบบ CapEx ทั้งหมด ในขณะที่มีเพียง 5% ของอุตสาหกรรม IT, เทคโนโลยี, การศึกษา และโทรคมนาคมเท่านั้น และในธุรกิจโรงแรมและที่พักอาศัยมีเพียง 2%

“ด้วยความต้องการของลูกค้าและพนักงานที่ต้องการเปลี่ยนแปลงหลากหลายแง่มุมในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้ ก็ไม่เป็นที่แปลกใจที่จะเห็นผู้นำทางด้าน IT มองหาโซลูชันที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น” คุณ Chiah กล่าว “พวกเขาถูกผลักดันให้ต้องปรับตัวอย่างรวดเร็วและต้องมั่นใจว่าระบบเครือข่ายที่มีความซับซ้อนและกระจายตัวขึ้นนี้จะยังคงสร้างประสบการณ์ที่ผู้ใช้งานต้องการได้อย่างมั่นคงปลอดภัย ความต้องการในการบริหารจัดการระบบเครือข่ายได้อย่างคล่องแคล่วและยืดหยุ่นนี้มีมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน โดยจากผลสำรวจทั่วโลกก็ได้แสดงให้เห็นว่า 58% ของผู้มีสิทธิ์ตัดสินใจทางด้าน IT ในภูมิภาค APAC จะพิจารณาโซลูชันแบบ Managed Service ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 53% เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจในภูมิภาค APAC มองอนาคตในทางที่ดี”

แม้ว่าภัยโรคระบาดนี้จะส่งผลกระทบอย่างชัดเจนต่อโครงการต่างๆ ในหลากหลายระดับ งานวิจัยนี้ก็ได้แนะนำว่าผลกระทบเหล่านี้ก็จะกลายเป็นตัวเร่งให้เกิดการลงทุนในระยะกลางสำหรับเทคโนโลยีระบบเครือข่ายที่ล้ำหน้ายิ่งขึ้น และเปลี่ยนไปสู่รูปแบบการลงทุนที่ยืดหยุ่นยิ่งขึ้นซึ่งจะสามารถจำกัดการลงทุนในช่วงแรกเริ่มได้ แนวโน้มที่เคยเกิดขึ้นในสัดส่วนที่คงที่นั้นจะเริ่มเติบโตขึ้น รวมถึงการย้ายไปสู่ระบบ Edge และการใช้งานระบบเครือข่ายที่ชาญฉลาดแบบ Cloud และมี AI คอยช่วยเหลือด้วย

ผู้ที่ต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับโซลูชัน IT ที่ยืดหยุ่นของอรูบา กรุณาเยี่ยมชมที่: https://www.arubanetworks.com/solutions/technology-solutions/

 

เกี่ยวกับอรูบา บริษัทในเครือ Hewlett Packard Enterprise

อรูบ้า (Aruba) บริษัทหนึ่งในเครือฮิวเล็ตต์แพ็คการ์ดเอ็นเตอร์ไพรส์เป็นผู้นำทางด้านโซลูชันระบบเครือข่ายแห่งอนาคตสำหรับธุรกิจองค์กรในทุกขนาดทั่วโลก โดยบริษัทได้ส่งมอบโซลูชันทางด้าน IT ที่ช่วยให้องค์กรธุรกิจให้บริการแก่ผู้ใช้งานซึ่งเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ใช้งานอุปกรณ์พกพาเป็นหลักในการทำงานผ่านระบบแอปพลิเคชันสำหรับธุรกิจบน Cloud เพื่อตอบสนองในทุกการทำงานและการใช้ชีวิตส่วนตัว

เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติม กรุณาเยี่ยมชมอรูบาที่ http://www.arubanetworks.com/sea สำหรับการติดตามข่าวสารอย่างทันท่วงที กรุณาติดตามอรูบาที่ Twitter และ Facebook และสำหรับการพูดคุยเชิงเทคนิคล่าสุดทางด้านโมไบล์และผลิตภัณฑ์ของอรูบา กรุณาเยี่ยมชม Airheads Social ที่ http://community.arubanetworks.com/

 

เกี่ยวกับ Vanson Bourne

Vanson Bourne คือผู้เชี่ยวชาญอิสระทางด้านการวิจัยตลาดในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ความน่าเชื่อถือของพวกเขาในการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างเข้นข้นและน่าเชื่อถือเกิดขึ้นจากหลักการวิจัยที่เข้มงวดและความสามารถของพวกเขาในการค้นหาความคิดเห็นจากผู้มีสิทธิ์ตัดสินใจในระดับสูงทั้งในเชิงเทคนิคและธุรกิจ ครอบคลุมธุรกิจในทุกอุตสาหกรรมและตลาดหลักๆ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาเยี่ยมชมที่ www.vansonbourne.com

 

from:https://www.techtalkthai.com/aruba-network-as-a-service-adoption-to-accelerate-ap/

8 Startup กระแสใหม่ด้าน Network

คำว่า Transformation ทำให้ภาคอุตสหกรรมด้านเครือข่ายต้องย้ายตัวเองจากผู้เล่นในด้านฮาร์ดแวร์ไปสู่ซอฟต์แวร์แทน ดังนั้นพอทุกอย่างเป็นคำว่า Agile ส่งผลให้การพัฒนาต่างๆ เป็นไปได้อย่างรวดเร็วทำให้บริษัท Startup เกิดใหม่รายเล็กๆ ก็สามารถเข้าสู่ตลาดด้านนี้ได้ง่ายขึ้น วันนี้เราจึงขอนำเสนอบทความจาก NetworkComputing ที่จะพาเราไปชมกับ 8 บริษัท Startup ที่มีการปฏิวัติตัวด้วยการใช้งาน AI และทำให้กับอุปกรณ์ในเครือข่ายสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างแท้จริง

Credit: ShutterStock.com

เทคโนโลยีหนึ่งที่เรียกได้ว่าเขย่าวงการที่เกิดขึ้นคือ AI และ Analytics ที่ส่งเสริมให้อุปกรณ์เกิดทำงานได้อย่างอัตโนมัติ เช่น Autonomous Routing/Switching เป็นต้น ในกรณีนี้ประกอบด้วยการมองเห็นภาพในเครือข่ายสำหรับแพลตฟอร์มแบบ Hybrid หรือ Multi-cloud และผู้ใช้งานทางไกล อีกเทคโนโลยีหนึ่งด้านเครือข่ายคือการสร้างให้อุปกรณ์ในเครือข่ายสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างแท้จริงและได้รับความสนใจจากลูกค้าระดับองค์กรเป็นอย่างมากในขณะนี้ ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนมีไว้แค่ประดับแต่ปัจจุบันอุปกรณ์ในเครือข่ายต้องสามารถทำงานรวมกันได้ซึ่งผู้ผลิตรายใหญ่ก็มีการปล่อย API ของตัวเองกันออกมาแต่ก็ยังเป็นเฉพาะยี่ห้ออยู่ ผิดกับทาง Startup จะเน้นไปที่การเป็น Open-source ที่จะสามารถผลักดันคอนเซปต์การทำงานร่วมกันของอุปกรณ์ให้โตไปข้างหน้าได้

มี 8 Startup ที่น่าสนใจซึ่งมีการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีทั้งเก่าและใหม่ได้อย่างลงตัวมาแนะนำดังนี้

  • Ennetix บริษัทนี้ได้ปล่อยผลิตภัณฑ์ที่ชื่อ xNET ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาประสิทธิภาพด้านการใช้งานเครือข่ายแก้ไขอย่างทันที โดยแพลตฟอร์มที่ใช้งาน AI เพื่อวิเคราะห์การทำงานในเครือข่ายนี้ยังสามารถทำงานข้ามการใช้งานแบบ Hybrid และ Multi-cloud ได้ด้วย
  • Meta Networks ได้สร้างคอนเซปต์ Network as a Service (NaaS) ให้เกิดขึ้นจริงด้วยการสร้างเครือข่ายระดับสากลและมีความมั่นคงปลอดภัยที่องค์กรสามารถใช้เป็นทางเลือกในการเชื่อมต่อแบบทางไกลกลับไปหา LAN ภายในได้และจะมีการเลือกเส้นทางกลับไปยังผู้ให้บริการ Public Cloud เท่านั้น
  • Lumina Networks หนึ่งในทรัพย์สินของเทคโนโลยี SDN ของ Brocade หลังถูกขายกระจัดกระจายออกไปได้รับทุนจาก Verizon และ AT&T ให้พัฒนาเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ Network Delivery ในเทคโนโลยีไร้สายใหม่ที่กำลังจะมาถึงอย่าง 5G
  • Barefoot Networks ได้เข้าไปโชว์ตัวในงาน Cisco Live 2018 ถึงเทคโนโลยีที่ชื่อ Smart Programmable Real-time In-band Network Telemetry (SPRINT) ที่สามารถปฏิบัติการและทำให้มองเห็นภาพครอบคลุมทุกแพ็กเกจที่วิ่งผ่าน Cisco Switch รุ่นใหม่อย่าง Nexus 3400 โดยสามารถนำมาวิเคราะห์ต่อยอดได้ด้วยแพลต์ฟอร์ม Deep Insight Network Monitoring and Analyatics 
  • NS1 ผลงานที่ชื่อ Pulsar RUM Steering ของบริษัทนี้เจ๋งจนเคยได้รับรางวัล ‘Best of Interop ITX Award’ มาแล้ว โดยการสร้างแอปพลิเคชันที่มีการใช้งานข้อมูลอย่างอัตโนมัติทำให้การใช้งาน DNS ทำได้รวดเร็วมากขึ้นด้วยการค้นหาว่า CDN ไหนที่ผู้ใช้งานจะมีประสิทธิภาพด้านเครือข่ายดีที่สุด เช่น Throughput Speed และ Lentency
  • Arrcus ได้ออกผลิตภัณฑ์อย่าง ArcOS ซึ่งเป็น OS ของการทำ Routing และ Switching นั่นเองเพื่อตอบโจทย์การใช้งานทั้ง Hybrid และ Multi-cloud ให้มีประสิทธิภาพและความมั่นคงปลอดภัยมากที่สุด
  • Apsta สร้าง Apstra Operating System (AOS) ที่อนุญาตให้ผู้ใช้เลือกฮาร์ดแวร์ซึ่งรองรับได้หลาย Vendor ที่ต้องการติดตั้งใช้งาน โดย AOS จะทำการติดตั้ง บริหารจัดการ และแก้ปัญหาอุปกรณ์เหล่านี้ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูล เหลือเพียงการใช้งานง่ายๆ และเป็นอัตโนมัติ
  • 128 Technology ได้ใช้งานผลิตภัณฑ์ที่ชื่อ Session Smart Router หรือ VM ติดตั้งภายในบ้านหรือคลาวด์ได้ทันใจ โดยการใช้งานโปรโตคอลที่เรียกว่า Secure Vector Routing ทำให้ส่งข้อมูลในระดับ Session และแก้ปัญหาในเรื่อง Overhead ที่เกิดขึ้นจากเทคโนโลยีแบบเดิมที่ต้องมีทั้ง Firewall, Packet Inspection หรืออื่นๆ เพื่อให้ตอบโจทย์ได้ครอบคลุมจบในที่เดียว

from:https://www.techtalkthai.com/8-hot-startup-in-network/

HPE Aruba เปิดตัวบริการ Network-as-a-Service เช่าใช้อุปกรณ์พร้อมมีผู้ช่วยดูแลระบบทั้งหมด

ทุกองค์กรต้องเริ่มทำความรู้จักกับแนวทางใหม่ในการลงทุนทางด้านระบบเครือข่ายสำหรับองค์กรแล้ว

hpe_aruba_330_techtalkthai_banner

HPE Aruba ได้ประกาศเปิดตัวบริการใหม่ล่าสุด Network-as-a-Service (NaaS) โดยนำเทคโนโลยี Software Defined Networking (SDN) และ Cloud-managed WLAN เข้ามาช่วยทำให้สามารถเปลี่ยนแปลงจากการที่องค์กรต้องลงทุนซื้ออุปกรณ์และระบบเครือข่าย กลายเป็นการเช่าใช้ระบบทั้งหมดแบบ Subscription-based พร้อมมีบริการโดยตรงจาก HPE และ Partner รายต่างๆ ได้แล้ว

แนวคิดการเช่าใช้ระบบเครือข่ายทั้งหมดแบบ Subscription-based นี้ จะส่งผลดีต่อองค์กรในแง่ที่องค์กรจะได้ใช้เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดสำหรับระบบเครือข่ายอยู่เสมอโดยไม่ต้องจ้างผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยีนั้นๆ เอาไว้เอง ซึ่งก็จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการจ้างพนักงานสำหรับดูแลรักษาระบบเครือข่าย และทำให้สามารถนำบุคลากรทางด้าน IT ไปใช้ในการวางกลยุทธ์เชิงรุกด้วยเทคโนโลยีได้มากขึ้น อีกทั้งเมื่อระบบเครือข่ายกลายเป็นเทคโนโลยีล่าสุดที่มีทั้ง SDN และ Cloud-managed นี้แล้ว การบริหารจัดการและการรองรับอุปกรณ์ใหม่ๆ จำนวนมากในอนาคตที่จะตามมาจากการทำ BYOD, IoT รวมถึงการรักษาความปลอดภัยและประเด็นอื่นๆ เองก็จะสามารถทำได้อย่างคล่องตัวและง่ายดายขึ้นด้วย

ปัจจุบันการ Subscribe ระบบ NaaS ใช้งานภายในองค์กรจากทาง HPE Aruba นี้มีให้ใช้งานได้ในทวีปอเมริกาเหนือแล้ว โดยครอบคลุมทั้งระบบ Switch, Wireless LAN และ VPN ส่วนสำหรับในประเทศไทยก็ต้องรอทาง HPE Thailand ประกาศกันอีกทีนะครับ

สำหรับตลาด NaaS นี้ก็ถือเป็นตลาดใหญ่ โดยทาง IDC ได้ทำนายเอาไว้ว่าภายในปี 2018 ตลาดของ SDN สำหรับองค์กรจะขยายตัวไปถึง 8,700 ล้านเหรียญ และตลาด Cloud-managed WLAN นั้นก็จะขยายตัวไปถึง 2,500 ล้านเหรียญเลยทีเดียว การที่ HPE Aruba จะเข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดนี้จึงดูสมเหตุสมผลไม่น้อยเลย

ที่มา: http://news.arubanetworks.com/press-release/arubanetworks/hpe-aruba-unveils-flexible-network-procurement-models-enabling-enterpris

from:https://www.techtalkthai.com/hpe-aruba-announces-network-as-a-service-for-enterprise/