คลังเก็บป้ายกำกับ: VENDORS

OpenText ซื้อ Micro Focus แล้ว เสริมการจัดการระบบดิจิทัลโดยรวมแบบไฮบริด

เมื่อสิ้นเดือนที่ผ่านมา OpenText ประกาศว่าได้ปิดดีลซื้อกิจการบริษัท Micro Focus International ที่เคยแจ้งไว้ก่อนหน้าเรียบร้อยแล้ว โดย Micro Focus ถือเป็นผู้จำหน่ายชั้นนำด้านเทคโนโลยีซอฟต์แวร์และบริการที่จำเพาะ สำหรับช่วยให้ลูกค้าปฏิวัติระบบดิจิทัลได้อย่างรวดเร็ว

ซีอีโอและซีทีโอ OpenText คุณ Mark J. Barrenechea กล่าวว่า “ผมขอต้อนรับลูกค้า พาร์ทเนอร์ และพนักงานของ Micro Focus เข้ามาสู่ความดูแลของ Open Text ด้วยผลิตภัณฑ์และความเชี่ยวชาญของ Micro Focus จะช่วยให้พวกเราพาองค์กรทุกขนาดไปสู่การปฏิวัติดิจิทัลได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น”

“จากการเข้าซื้อธุรกิจครั้งนี้ ทำให้ภารกิจของบริษัท OpenText ครอบคลุมไปถึงการช่วยเหลือองค์กรทั้งหลายในการปกป้องการดำเนินงานของตัวเอง ได้มุมมองเชิงลึกเกี่ยวกับข้อมูลต่างๆ และจัดการระบบดิจิทัลโดยรวมที่ทั้งซับซ้อนและเป็นแบบไฮบริดได้ดีมากขึ้น”

“ด้วยทูลเทคโนโลยีใหม่ที่มีตั้งแต่ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์, การจัดการการดำเนินงานแบบดิจิทัล, การปรับปรุงแอพพลิเคชั่นให้ทันสมัย, การส่งมอบบริการ, และ AI รวมทั้งระบบอนาไลติก ทำให้ซอฟต์แวร์จัดข้อมูลใหม่นี้ช่วยผลักดันการเติบโตพร้อมๆ กับลดค่าใช้จ่ายได้ไปพร้อมกัน”

อ่านเพิ่มเติมที่นี่ – PRNews

from:https://www.enterpriseitpro.net/opentext-buys-micro-focus/

Meta เสียเงินไปกับธุรกิจ VR มากถึง 1.37 หมื่นล้านเหรียญฯ แม้จะขึ้นราคาขายอุปกรณ์ก็ตาม

ฝันของพี่มาร์คกับการฝากอนาคตกับเมตาเวิร์สได้ถลุงเงินนักลงทุนไปมหาศาล ซึ่งจากรายงานผลประกอบการล่าสุดที่แถลงเมื่อวันพุธที่ผ่านมา Meta กล่าวว่าแผนก Reality Labs ที่ดูเรื่องเทคโนโลยีเวอร์ช่วลเรียลลิตี้ ขาดทุนในไตรมาสที่ 4 ถึง 4.28 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ

นั่นหมายความว่าตลอดทั้งปี 2022 ที่ผ่านมา แผนกแห่งความฝันนี้เอาเงินไปผลาญมากทั้งหมดถึง 1.37 หมื่นล้านเหรียญฯ เลยทีเดียว ถือเป็นปีที่ยากลำบากมากหลังเปลี่ยนชื่อบริษัทใหม่เป็น Meta ตั้งแต่ปลายปี 2021

แน่นอนชื่อใหม่นี้บอกชัดว่า มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ต้องการเอาดีด้านเมตาเวิร์ส ในฐานะจักรวาลแบบดิจิทัลที่ผู้คนจะเข้ามาทำกิจกรรมต่างๆ เสมือนโลกจริง ทั้งการทำงาน ซื้อของ เล่นเกม และเรียนรู้ต่างๆ แต่ประเด็นคือตอนนี้ยังเป็นแค่แหล่งของค่าใช้จ่าย (Cost Center)

และตอนนี้เมตาก็ยังถือเป็นบริษัทโฆษณาออนไลน์ มีรายได้จากบริการโฆษณาเป็นหลักอย่างเดียว สำหรับธุรกิจส่วน Reality Labs ทำรายได้ 727 ล้านเหรียญฯ ในไตรมาสที่ 4 รวมทั้งปีคิดเป็นแค่ 2.16 ล้านเหรียญฯ ซึ่งลดลงเล็กน้อยจากปี 2021 ที่ทำรายได้ทั้งปี 2021

อ่านเพิ่มเติมที่นี่ – CNBC

from:https://www.enterpriseitpro.net/meta-lost-13-7-billion-usd-on-reality-labs-in-2022/

คาดว่าแอปเปิ้ลเตรียมประกาศรายรับที่ร่วงลงครั้งแรก นับตั้งแต่ปี 2019

นักวิเคราะห์ต่างทำนายว่า Apple จะประกาศรายรับประจำไตรมาสเดือนมีนาคมนี้ที่เติบโตลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนเป็นครั้งแรก ด้วยปัจจัยที่ส่งผลหลายประการ

อย่างการที่บริษัทไม่สามารถผลิตไอโฟนรุ่นใหญ่ได้ตอบสนองความต้องการในตลาดอย่างเพียงพอ จากปัญหาโรงงานประกอบหลักในจีนต้องปิดตัวลงหลายสัปดาห์จากการล็อกดาวน์ช่วงโควิด จนลูกค้าในหลายภูมิภาคได้รับการแจ้งเร็วที่สุดก็ช่วงพฤศจิกายนแล้วว่าไม่สามารถจัดส่งไอโฟนเครื่องใหม่ได้ทันคริสต์มาส

ครั้งนั้นแอปเปิ้ลก็ออกมาเตือนนักลงทุนแล้วว่า ปัญหาการผลิตดังกล่าวอาจส่งผลให้ตัวเลขการจำหน่ายจริง “ต่ำกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้” ซึ่งทำให้นักวิเคราะห์จำนวนมากเฝ้าจับตาดูราคาหุ้นที่น่าจะร่วงต่ำกว่าที่เคยคาดไว้

แต่ปัญหาคล้ายกันนี้ก็ไม่ได้จำกัดแค่แอปเปิ้ลเจ้าเดียว ตลาดสมาร์ทโฟนโดยรวมก็ร่วงลงถึง 18% ในไตรมาสที่ 4 อ้างอิงจาก IDC ซึ่งเป็นสถิติที่เลวร้ายที่สุดที่เคยมีมา แต่นักลงทุนยังเชื่อว่าแอปเปิ้ลจะยังทำผลงานได้ดีกว่าคู่แข่งอื่นอยู่

อ่านเพิ่มเติมที่นี่ – CNBC

from:https://www.enterpriseitpro.net/apple-expected-to-post-its-first-revenue-decline-since-2019/

ทำไม AMD ดูดีกว่า Intel มากในสภาวะเศรษฐกิจถดถอยแบบเดียวกัน

AMD และ Intel เป็นคู่แข่งที่เบียดกันดุเดือดมากในตลาดชิปประมวลผล แต่รายแรกตอนนี้กลับดูภาพรวมสดใสกว่าอีกเจ้ามาก โดยขณะที่อินเทลคาดผลประกอบการณ์ว่ากำลังถดถอย แต่ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ของ AMD กลับทะยานด้วยการเปิดตัวชิปใหม่

โดยเฉพาะการโชว์ป๋าซื้อกิจการผู้ผลิตชิปเฉพาะด้านอย่าง Xilinx ในช่วงสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ ที่ล่าสุดผลประกอบการส่วนนี้ก็เติบโตขึ้นด้วย แม้จากการแถลงของ AMD เมื่อวันอังคาร คาดการณ์ว่ายอดขายในไตรมาสเดือนมีนาคมนี้จะอยู่ที่ 5.3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลง 10% เมื่อเทียบช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนก็ตาม

ถึงจะไม่ใช่ตัวเลขที่สวยงาม แต่ก็ดูดีกว่าตัวเลขยอดขายคาดการณ์ช่วงเวลาเดียวกันของอินเทลมาก โดยสัปดาห์ที่แล้วอินเทลกล่าวว่า ตัวเองทำนายยอดขายว่าจะได้ประมาณ 1.1 หมื่นล้านเหรียญฯ ซึ่งร่วงลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วถึง 40% เลยทีเดียว

ทั้งสองบริษัทไม่ให้ตัวเลขคาดการณ์ยอดขายตลอดทั้งปี โดยใช้เหตุผลว่าเศรษฐกิจยังไม่แน่นอน ซีอีโอ AMD คุณ Lisa Lu กล่าวกับนักวิเคราะห์ในงานแถลงผลประกอบการณ์ว่า “เราอยากเฝ้าระวังสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปในปีนี้ ที่ส่งผลต่อสภาพเศรษฐกิจโดยรวม”

แต่อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นต่างตอบสนองต่อทั้งสองบริษัทต่างกันมาก โดยหลังจากอินเทลรายงานออกมาสัปดาห์ก่อน หุ้นก็ร่วงลงมากกว่า 7% ในช่วงต่อเวลาซื้อขาย ขณะที่หุ้น AMD กลับพุ่งขึ้น 2% หลังการรายงานผลประกอบการณ์เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

บริษัททั้งสองนี้เผชิญกับภาวะตลาดพีซีถดถอยรุนแรงเหมือนกัน หลังจากช่วงสองปีก่อนหน้านี้ที่ยอดขายพุ่งทะยานในช่วงที่มีการระบาดของโควิด 19 ที่หลายคนต่างต้องซื้อคอมพิวเตอร์ใหม่เอาไปทำงานหรือเรียนหนังสือจากบ้านกัน

กลุ่มผลิตภัณฑ์ชิปสำหรับคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลของ AMD ลดลง 51% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ขณะที่ของอินเทลลดค่ำลง 36% ซีอีโอ AMD ยังกล่าวว่า ตัวเลขตลาดพีซีน่าจะร่วงอีก 10% ในปี 2023 นี้ แต่ดีที่ AMD ทำตลาดชิปเซิร์ฟเวอร์พุ่งขึ้นถึง 42%

อ่านเพิ่มเติมที่นี่ – CNBC

from:https://www.enterpriseitpro.net/why-amd-is-faring-much-better-than-intel/

PayPal เตรียมเลย์ออฟพนักงาน 2,000 คน คิดเป็นกว่า 7% ของพนักงานทั้งหมด

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา PayPal ประกาศแผนที่จะเชิญพนักงานออกจำนวนมากถึง 2,000 คน หรือประมาณ 7% ของทีมงานทั้งหมด อ้างอิงจากโพสต์บนเว็บไซต์บริษัทที่เขียนโดยประธานและซีอีโอ Dan Schulman โดยย้ำเหตุผลว่ามาจาก “สภาพเศรษฐกิจที่ท้าทายเป็นอย่างมาก”

เขากล่าวว่า บริษัทกำลังปรับโครงสร้างให้เน้นธุรกิจที่มีความสำคัญหลักก่อน ปรับแต่งโครงสร้างค่าใช้จ่ายให้เหมาะสมอยู่ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ยากลำบากมาก โดยเฉพาะเมื่อต้องกระทบกับเพื่อนร่วมงาน ที่ต้องเห็นเพื่อนเราเดินจากองค์กรนี้ไป

Schulman ย้ำด้วยว่า “พวกเราจะเผชิญหน้ากับปัญหาเหล่านี้ด้วยกัน ฝ่าฟันผลักดันแพลตฟอร์มระดับโลกของเรานี้ไปพร้อมๆ กัน ให้ก้าวนำคู่แข่งแบบไม่มีใครเทียบได้ ด้วยการปรับการลงทุนเพื่อเสริมความแข็งแกร่งของธุรกิจแกนหลัก และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้าของเรา”

หลังประกาศ ราคาหุ้น PayPal ก็ปิดตลาดเพิ่มขึ้น 2% สำหรับประกาศเลย์ออฟครั้งนี้ก็ถือเป็นเจ้าล่าสุดในกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีด้วยกัน ก่อนหน้านี้มีบริษัท Workday ลดคนไป 525 ตำแหน่งเมื่อวันอังคารเช่นกัน ผลประกอบการ PayPal ไตรมาสที่สามที่เพิ่งประกาศก็ได้ตามเป้า แต่ราคาหุ้นก็ร่วงลงเพราะตัวเลขคาดการณ์ไตรมาสถัดไปที่ประกาศต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้

อ่านเพิ่มเติมที่นี่ – CNBC

from:https://www.enterpriseitpro.net/paypal-to-lay-off-2000-employees/

อินเทลพับโครงการแล็ปทดสอบคูลลิ่ง 700 ล้านเหรียญฯ หลังดีมานด์ชิปร่วงหนัก

กลายเป็นรายการหั่นต้นทุนล่าสุดของซีอีโอคนเก่ง Pat Gelsinger อีกตัว สำหรับศูนย์วิจัยและพัฒนามูลค่า 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในเมืองฮิลส์โบโร่ รัฐโอเรกอน หลังก่อนหน้านี้ยักษ์ใหญ่ด้านชิป x86 เคยประกาศสร้างแล็ปสุดล้ำพื้นที่ 2 แสนตารางฟุตไปเมื่อฤดูใบไม้ผลิปีที่แล้ว

ก่อนหน้านี้แพลนว่าจะใช้ศูนย์ใหม่ที่ตั้งห่างจากพอร์ตแลนด์แค่ 20 ไมล์นี้ในการทดลองระบบคูลลิ่งดาต้าเซ็นเตอร์แบบใหม่ๆ แต่สุดท้ายก็ออกมายอมรับในอีเมลถึงสำนักข่าว The Register ว่าจำเป็นต้องลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานด้วยหลายวิธีตอนนี้

“โดยเฉพาะเรื่องการจัดการอสังหาริมทรัพย์ ที่ต้องพิจารณาทางเลือกที่ดีกว่าอย่างศูนย์ R&D ที่กำลังสร้างอยู่ตอนนี้” อย่างการหมกมุ่นกับระบบทำเย็นแบบแช่ทั้งระบบในถังสารหล่อเย็นที่ตื่นเต้นกันมาหลายปีแต่ใช้ไม่ได้จริงในทางธุรกิจมาตลอด

จริงอยู่ที่เริ่มกลับมาฮิตอีกครั้งเพราะชิปเดี๋ยวนี้ก็ร้อนขึ้นมาก อย่างตัวซีพียูดาต้าเซ็นเตอร์ของอินเทลตอนนี้ก็ปาไป 350W ขณะที่ GPU และชิป AI พุ่งสูงถึง 600W แต่ทำไงได้เมื่อรายรับร่วงกระฉูดถึง 20% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

อ่านเพิ่มเติมที่นี่ – Theregister

from:https://www.enterpriseitpro.net/intel-kills-700m-liquid-cooling-lab-amid-chip-slump/

บทความน่ารู้ : ทำความเข้าใจกับเทคโนโลยี Sovereign Cloud

Sovereign Cloud คือบริการ Cloud ภายในประเทศที่มีความมั่นคงและเสถียรภาพสูงอยู่ภายใต้ขอบเขตข้อบังคับทางกฎหมายของประเทศหรือภูมิภาคนั้นๆ เพื่อตอบโจทย์ด้านความปลอดภัยของข้อมูลและการที่จะมั่นใจได้ว่าข้อมูลมีความปลอดภัยจำเป็นจะต้องมีองค์ประกอบต่างๆที่ได้มาตรฐานครอบคลุมในทุกๆส่วน เช่น ระบบโครงสร้างพื้นฐานของ Cloud, การเข้าถึงและรับส่งข้อมูล และข้อกำหนดที่ได้มาตรฐานเพื่อให้ปฏิบัติตาม

ประโยชน์ของ Sovereign Cloud
– ควบคุมข้อมูลขององค์กร
– เพิ่มประสิทธิภาพความปลอดภัย
– เพิ่มความอิสระของข้อมูล
– จัดการ้านการเปลี่ยนแปลงระเบียบความเป็นส่วนตัว
– รองรับมาตรฐานความปลอดภัย
– สร้างความยืดหยุ่นและพัฒนาด้านดิจิทัล

อ่านรายละเอียดของ เทคโนโลยี Sovereign Cloud ได้ที่นี

from:https://www.enterpriseitpro.net/ais-vmware-sovereign-cloud/

ไมโครซอฟท์ซื้อพลังงานแสงอาทิตย์มากถึง 2.5GW เพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

เหลือแค่ 7 ปีที่ไมโครซอฟท์ตั้งเป้าจะใช้พลังงานทดแทนให้ครบทั้งองค์กร 100% และล่าสุดก็ประกาศความร่วมมือกับบริษัท Hanwha Qcells ของเกาหลีใต้ เพื่อเพิ่มพลังงานทดแทนจากพลังงานแสดงอาทิตย์เข้ามาในการดำเนินงานมากถึง 2.5 กิกะวัตต์

บริษัทยักษ์ใหญ่อย่างไมโครซอฟท์ มีคาร์บอนฟุตปรินท์ปริมาณมหาศาลอยู่แล้วทั้งจากสำนักงานมากกว่า 200 แห่ง และดาต้าเซ็นเตอร์คลาวด์กว่า 60 รีเจี้ยน ซึ่งแต่ละแห่งอาจใช้พลังงานมากถึงสิบล้านวัตต์ต่อชั่วโมงเพื่อแลกกับการประมวลผลข้อมูลหลายเพตะไบต์

ยุคนี้แทบจะไม่มีคลาวด์รีเจี้ยนไหนมีความจุแค่ 50 – 60 MW กันแล้ว ยิ่งมีซีพียู จีพียูที่ร้อนขึ้น ใช้วัตต์ไฟฟ้ามากขึ้นในตลาด การใช้พลังงานไฟฟ้าในดาต้าเซ็นเตอร์เหล่านี้ก็ต้องเพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะผู้ให้บริการคลาวด์ใหญ่อย่างไมโครซอฟท์ที่พยายามเพิ่มความหนาแน่นของ Rack ขึ้นเรื่อยๆ

สำหรับข้อตกลงครั้งนี้ ไมโครซอฟท์จะทำงานร่วมกับ Qcell เพื่อพัฒนา จัดซื้อ และก่อสร้างระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ผ่านข้อตกลงการจัดซื้อพลังงานหรือ PPA ที่มักถูกใช้เป็นกลไกสำหรับบริษัทต่างๆ ในการจัดซื้อพลังงานสะอาดมาทดแทนภายในภูมิภาคนั้นๆ เป็นระยะเวลา 10 – 20 ปี

อ่านเพิ่มเติมที่นี่ – Theregister

from:https://www.enterpriseitpro.net/microsoft-shells-out-for-2-5gw-of-solar/

ไมโครซอฟท์เริ่มบังคับอัปเกรดเครื่องวินโดวส์ 11 21H2 แล้ว

ไมโครซอฟท์เริ่มปล่อยตัวอัปเดต Windows 11 22H2 แบบบังคับให้เครื่องที่ใช้รุ่น 21H2 ที่กำลังจะถึงวันหมดอายุซัพพอร์ต (EOS) ในวันที่ 10 ตุลาคม 2023 นี้ ซึ่งปกติก็จะมีออกตัวอัปเดตฟีเจอร์เพื่อคอยขยายช่วงเวลา EOS ให้เครื่องผู้ใช้มาเรื่อยๆ อยู่แล้ว

ตัวอัปเดตฟีเจอร์แบบอัตโนมัตินี้เริ่มโรลเอาต์กันหลังจากที่ Windows 11 22H2 (หรือที่รู้จักกันในชื่อ Windows 11 2022) เข้าสู่ช่วงพร้อมให้ใช้งานทั่วไปเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา สำหรับผู้ใช้ที่เครื่องมีคุณสมบัติพร้อมผ่านระบบวินโดวส์อัปเดต

ซึ่งไมโครซอฟท์ได้ประกาศผ่านหน้า Health Dashboard ของตัวเองว่า จะเริ่มอัปเดตให้เครื่องผู้ใช้ระดับคอนซูมเมอร์และที่ไม่ได้เป็นเครื่องระดับองค์กรก่อน ที่กำลังรันวินโดวส์ 11 รุ่น 21H2 ทั้งแบบ Home และ Pro Edition

แต่การโรลเอาต์อัพเดตอัตโนมัตินี้จะเป็นแบบทยอยไล่จากเครื่องที่ใช้วินโดวส์ 11 21H2 มานานที่สุดก่อน สำหรับผู้ใช้ที่อยากอัปเดตเวอร์ชั่นใหม่ตอนนี้เลย ก็สามารถไปที่หน้าตั้งค่า Windows Update แล้วกด Check for Updates ได้

อ่านเพิ่มเติมที่นี่ – bleepingcomputer

from:https://www.enterpriseitpro.net/microsoft-starts-force-upgrading-windows-11-21h2-devices/

บทความ : รายงาน Global Digital 2023 ที่คนไทยเป็นอันดับต้นๆในหลายด้าน แล้วเราควรวางแผนลงทุนไอทีอย่างไร?

ทุกๆ ปี We are social ซึ่งเป็นเอเจนซีทางด้านโซเชียลมีเดีย จะทำรายงานประจำเกี่ยวกับสรุปสถิติการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลทั่วโลก โดยรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ทั้งอัตราการใช้อินเทอร์เน็ต อุปกรณ์ที่ผู้ใช้ใช้เพื่อเข้าถึงเนื้อหาและบริการดิจิทัล พฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ต การใช้สื่อสังคมออนไลน์ การใช้แอพพลิเคชันต่างๆ ตลอดจนการใช้อีคอมเมิร์ช การชำระเงินออนไลน์และการโฆษณาดิจิทัล ล่าสุดทางบริษัทได้ร่วมกับ Meltwater ออกรายงาน “Digital 2023 Global Overview Report” มาเมื่อปลายเดือนมกราคม ซึ่งมีเนื้อหาเป็นสไลด์กว่า 400 หน้า

ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลกล่าสุดมีจำนวน 5,158 ล้านคน คิดเป็น 64.4% ของประชากรทั้งโลก โดยเฉลี่ยจะใช้เวลาเล่นอินเทอร์เน็ตถึงคนละ 6 ชั่วโมง 37 นาทีต่อวัน ซึ่งพบว่าน้อยกว่าปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 6 ชั่วโมง 58 นาทีต่อวัน โดยประเทศไทยมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 61.21 ล้านคน คิดเป็นอัตราส่วนการใช้อินเทอร์เน็ตต่อประชากรทั้งหมดอยู่ที่ 85.3% ติดอันดับที่ 34 ของโลก แต่เราใช้เวลาในการเล่นอินเทอร์เน็ตโดยเฉลี่ยสูง ถึง 8 ชั่วโมง 06 นาทีต่อวันติดอันดับที่ 9 ของโลก แต่ก็ลดลงจากปีก่อนที่ใช้ถึง 9 ชั่วโมง 06 นาทีต่อวัน ทั้งนี้ปีนั้นมีการใช้กันมากเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19

อุปกรณ์ส่วนใหญ่ที่คนทั่วโลกเข้าถึงอินเทอร์เน็ตจะมาจากมือถือที่คิดเป็น 92.3% เมื่อเทียบกับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ 65.6% ซึ่งลดลงจากปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 71.2% แสดงให้เห็นว่าคนเริ่มใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เข้าถึงอินเทอร์เน็ตลดลงอย่างต่อเนื่อง และที่น่าสนใจอย่างมากก็คือคนไทยติดอันดับที่ 4 ของโลกที่ใช้เวลาเฉลี่ยการเล่นอินเทอร์เน็ตจากมือถือที่ 5 ชั่วโมง 05 นาทีต่อวัน แต่ก็ลดลงจากปีก่อนที่อยู่ที่อันดับ 2 ของโลกใช้เวลาเฉลี่ย 5 ชั่วโมง 28 นาทีต่อวัน โดยที่ฟิลิปปินส์ยังครองเป็นอันดับหนึ่งของโลก ส่วนการใช้อินเทอร์เน็ตจากเครื่องคอมพิวเตอร์คยไทยใช้เวลาเฉลี่ย 3 ชั่วโมง 01 นาทีต่อวัน

ส่วนในด้านความเร็วของอินเทอร์เน็ตตามบ้านพบว่าอันดับโลกของประเทศไทยลดลงจากที่เคยติดอันดับสองลงมาอยู่ที่อันดับที่สี่ โดยมีความเร็ว 205.63 Mbps ส่วนสามอันดับแรกคือ ชิลี จีน และสิงคโปร์ ส่วนความเร็วของอินเทอร์เน็ตทางมือถือของประเทศไทยอยู่ที่ 37.85 Mbps ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกที่ 33.97 Mbps ไม่มากนัก

ในรายงานระบุว่าผู้คนทั่วโลกเข้าเว็บไซต์หรือเล่นแอปต่างๆเพื่อที่ พูดคุยหรือส่งข้อความหาเพื่อนสูงถึง 94.8% ตามมาด้วยการใช้โซเชียลมีเดีย 94.6% และการค้นหาข้อมูล 81.8% อันดับที่สี่คือการดูและสินค้าออนไลน์ 76% การค้นหาสถานที่หรือดูแผนที่ 55% การใช้อีเมล 48.9% การฟังเพลง 46.3% ตืดตามข่าวสาร 41.4% การเล่นเกมส์ 34.3% และเพื่อการศึกษาเพียง 23.8%

รายงาน Digital 2023 แม้มีข้อมูลพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ต สถิติเว็บไซต์ยอดนิยม การเข้าชม NetFlix หรือการฟังเพลงจาก Spotify ตลอดจนการค้นหาข้อมูลต่างๆ แต่ก็ยังเป็นภาพรวมทั่วโลก ยังไม่ได้แยกให้เห็นสถิติเป็นรายประเทศซึ่งโดยมากทาง We are social จะออกรายงานของแต่ละประเทศตามหลังมากอีก แต่เท่าที่เห็นสถิติที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของคนไทยที่มาจากการสอบถามข้อมูลผู้ช่วงอายุระหว่าง 16 -64 ปีทั่วโลก ของ GWI.com มีข้อมูลที่น่าสนใจในหลายเรื่อง อาทิเช่น คนไทยติดอันดับสี่ของโลกในการเล่นวิดีโอเกมส์จากทุกอุปกรณ์ โดยมีจำนวน 94% ของจำนวนผู้สอบถามที่ใช้อินเทอร์เน็ต โดยอันดับหนึ่งคือประเทศฟิลิปปินส์ ตามด้วยอินโดนีเซียและเวียดนาม ขณะทีค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 81.9% ทั้งนี้ปีก่อนไทยอยู่อันดับสองของโลก

คนไทยใช้ QR Code ติดอันดับห้าของโลกจากการสแกนในการใช้ชีวิตประจำวัน โดยมีอัตราผู้ใช้ต่อเดือนสูงถึง 54.1% ทั้งนี้สามอันดับแรกคือ ฮ่องกง ไต้หวัน และจีน ขณะทีค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 44.6%

คนไทยติดอันดับสี่ของโลกในการถือของเงินสกุลคริปโทฯมีจำนวน 21.9% แต่ก็ตกลงมาจากปีก่อนซึ่งเราเคยอยู่ในอันดับที่หนึ่ง (จำนวน 20.1%) โดยสามอันดับแรกคือ ตุรเคีย อาร์เจนติน่า และฟิลิปปินส์ ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 11.9% แต่ทั้งนี้เราจะมีค่าเฉลี่ยการใช้จ่ายเงินสกุลคริปโทฯต่อคนเพียง 73.81 ดอลลาร์ ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่ 135 ดอลลาร์ ขณะที่ประเทศที่จะมีการใช้จ่ายเงินสกุลคริปโทฯติดอันดับต้นๆคือ สวิสเซอร์แลนด์ ไอร์แลนด์ นอร์เวย์ ที่มีการใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนมากกว่า 750 ดอลลาร์

คนไทยยังคงติดอันดับหนึ่งของโลกเป็นปีที่สองติดต่อกันในการซื้อสินค้าออนไลน์เป็นประจำทุกสัปดาห์โดยมีจำนวน 66.8% ของจำนวนผู้สอบถามที่ใช้อินเทอร์เน็ตนำหน้าประเทศอย่าง เกาหลีใต้ ตุรเคีย เม็กซิโก และชิลี ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 57.6% แต่เมื่อดูมูลค่าเฉลี่ยในการซื้อสินค้าทางอีคอมเมิรซ์แล้วประเทศมีค่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกมาก โดยมีมูลค่าเพียง 491 ดอลลาร์ เทียบกับค่าเฉลี่ย 873 ดอลลาร์
คนไทยติดอันดับหนึ่งของโลกคู่กับเกาหลีใต้ในการซื้อสินค้าสดหรือของชำออนไลน์เช่นการสั่งสินค้าจากร้านสะดวกซื้อ โดยมีจำนวน 45.2 % ของจำนวนผู้สอบถามที่ใช้อินเทอร์เน็ตนำหน้าประเทศอย่าง ตุรเคีย อินโดนีเซีย และเม็กซิโก ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 28.3%

คนไทยติดอันดับห้าของโลกในการชำระเงินผ่านมือถือ โดยมีจำนวน 33.5% ของจำนวนผู้สอบถามที่ใช้อินเทอร์เน็ต โดยมีไต้หวัน ฮ่องกง เดนมาร์ก และ ซาอุดิอาระเบียที่มีอันดับดีกว่าขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 25%
นอกจากนี้รายงานยังระบุว่าคนไทยมีการใช้ออนไลน์วิดีโอเพื่อการศึกษา ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลก โดยอยู่ที่ 32.7%% ติดอันดับที่ 39 ของโลก ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 43.4% ขณะที่ประเทศอย่าง ฟิลิปปินส์ แอฟริกาใต้ และ อินโดนีเซีย ติดสี่อันดับแรกของโลก สะท้อนให้เห็นว่าผู้ใช้อินเทอร์เน็ตของเขายังเน้นไปในด้านการศึกษา

คนไทยให้ความสำคัญกับการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้งานในทางที่ไม่เหมาะสมต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกมาก โดยอยู่ที่ 27.3% ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 32.9% สะท้อนให้เห็นว่าเรายังตระหนักในเรื่องของความข้อมูลส่วนบุคคลค่อนข้างต่ำ

จากข้อมูลในรายงานได้สะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานทางด้านอินเทอร์เน็ตที่ค่อนข้างดี ประชาชนสามารถเข้าถึงได้มากขึ้น และมีจำนวนผู้ใช้อืนเตอร์เน็ตที่ค่อนข้างสูง แต่ก็มีความน่าเป็นห่วงว่าคนไทยใช้เวลาเล่นอินเทอร์เน็ตและอยู่กับมือถือมากเกินไป สูงกว่าหลายประเทศในโลก และเน้นไปที่ความบันเทิง การเล่นเกมส์ มากกว่าการค้นข้อมูลด้านการศึกษา แต่ก็น่าสนใจที่ว่าคนไทยหันมาให้ความสำคัญการด้านการเงินมากขึ้น ทั้งด้านการชำระเงินและการถือครองคริปโทฯ

อย่างไรก็ตาม เราควรต้องหาแนวทางที่ให้คนของเราใช้เวลากับโลกออนไลน์ให้น้อยลง และเน้นใช้เพื่อการทำงานมากกว่านี้ จึงจะมั่นใจได้ว่า เราใช้เทคโนโลยีได้เหมาะสม และนำไปใช้ เพื่อสร้างศักยภาพในการแข่งขันของประเทศได้

ในการนี้สถาบันไอเอ็มซีและบริษัท ออพติมุส (ประเทศไทย) จำกัด จึงได้สังเคราะห์องค์ความรู้ดังกล่าวออกมาเป็น “Digital Trends 2023 Lesson Learned from the use of Emerging Technologies” งานสัมมนาที่ถ่ายทอดประสบการณ์และความรู้ที่ผ่านการวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญรอบด้าน เพื่อให้องค์กรสามารถนำไปเป็นแนวทางปฏิบัติต่อไปได้

“Digital Trends 2023 Lesson Learned from the use of Emerging Technologies” จะนำเสนอแนวทางในการจัดทำโครงการไอทีและเทคโนโลยีดิจิทัลภายในองค์กรให้ประสบความสำเร็จ ตลอดจนให้แนวคิดในการเลือกและตัดสินใจลงทุนด้านเทคโนโลยีใหม่ ตลอดจนวิธีการสร้างมุมมอง สร้างวัฒนธรรมองค์กร และทักษะที่จำเป็นต่อบุคลากรภายในองค์กร เพื่อให้องค์ประกอบด้านเทคโนโลยี องค์กร และบุคลากร มีความพร้อมที่สอดคล้องกันอย่างกลมกลืน

โดยในงานสัมมนาดังกล่าวซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 22 กุมภาพันธ์นี้ จะช่วยเปิดมิติการเรียนรู้จากบทเรียนในอดีตโดยองค์กรไม่ต้องมีประสบการณ์ความล้มเหลวจริง แต่จะเรียนและรู้จากเนื้อหาในงานที่ได้สังเคราะห์มาให้แล้ว
_____

from:https://www.enterpriseitpro.net/digital-trends-2023-lesson-learned-from-the-use-of-emerging-technologies/