คลังเก็บป้ายกำกับ: Software

7 โปรแกรมคำนวณภาษีออนไลน์ ใช้ง่ายเตรียมตัวสะดวก จ่ายภาษีง่าย อัพเดทปี 2022

มีโปรแกรมคำนวณภาษีเอาไว้ คำนวณง่ายๆ จะได้เตรียมตัวยื่นแบบได้ถูก

Share image Edit Name 2tax2 1

 

Advertisementavw

หน้าที่สำคัญหนึ่งของประชาชนคงหนีไม่พ้นเรื่องการยื่นภาษีเงินได้ของตัวเองทุกปี แต่ปัญหาร่วมของใครหลายๆ คนคือเรื่องการคำนวณภาษีที่หลายๆ คนตามหาโปรแกรมคำนวณภาษีมาใช้คิดคำนวนกัน ว่าปีนี้จะต้องจ่ายภาษีเท่าไหร่ ลดหย่อนอะไรได้และจะได้เงินคืนเท่าไหร่? ซึ่งคนที่ถนัดและเข้าใจวิธีการเรื่องยื่นภาษีก็สามารถทำได้ง่ายๆ ในเวลาไม่นาน แต่คนที่ไม่ถนัดเรื่องนี้ก็คงจะหัวปั่นเพราะไม่รู้ไม่แน่ใจว่าต้องกรอกข้อมูลอะไรทำอะไรตรงไหนบ้าง ยิ่งเจอภาษาราชการเข้าไปหลายๆ คนก็อาจจะไปไม่เป็นเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม ในยุคนี้ก็มีเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถคำนวณภาษีได้แบบคร่าวๆ เพื่อเตรียมตัวก่อนยื่นภาษีจริงผ่านหน้าเว็บไซต์ของกรมสรรพากรในภายหลังก็ดี จะได้เตรียมตัวและได้รู้ล่วงหน้าก่อนว่าภาษีที่เราจะต้องจ่ายอยู่ที่กี่บาท ได้เงินคืนเท่าไหร่จะได้วางแผนการเงินส่วนบุคคลได้สะดวกยิ่งขึ้นและเตรียมตัวจ่ายภาษีได้ง่ายขึ้นด้วย

โปรแกรมคำนวณภาษี

7 โปรแกรมคำนวณภาษีออนไลน์ ใช้ง่ายไม่กี่ขั้นตอนก็พร้อมเตรียมตัวจ่ายภาษี

ถ้าใครต้องการเริ่มคำนวณภาษีเอาไว้เพื่อวางแผนการเงิน เผื่อซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่นๆ เพิ่มเติมหรือเตรียมจ่ายภาษีในช่วงปลายปีล่ะก็ การมีโปรแกรมดีๆ ให้ใช้งานจะช่วยเบาภาระและความปวดหัวด้านการคำนวณเรื่องภาษีไปได้เยอะมาก ช่วยให้มือใหม่ที่ไม่มีแนวทางไม่รู้ว่าจะต้องเริ่มจากตรงไหนดี ก็แนะนำให้โหลดแอพฯ หรือเปิดเว็บไซต์ทั้ง 7 นี้ไปทดลองก่อนได้เลย

  1. iTax
  2. SET
  3. Krungsri Plan your Money
  4. Kasikorn Asset
  5. RD Smart Tax
  6. PIT 90, PIT 91
  7. Tax Instead

1. iTax

itax 1

เว็บไซต์ iTax ก็มีแอพฯ สำหรับคำนวณภาษีเงินได้ของบุคคลธรรมดาให้ใช้งาน เปิดให้โหลดใช้งานฟรีใน Play Store และ App Store หน้าตาแอพฯ ใช้งานง่ายและมีหัวข้อเงินได้และมีระบบแนะนำค่าใช้จ่ายและการหักลดหย่อนภาษีโชว์ให้เห็นชัดเจน User Interface เป็นมิตรต่อผู้ใช้มาก มีหัวข้อให้เลือกละเอียดมาก ไม่ว่าจะเป็นเงินได้จากงานประจำ, เงินค่าจ้างทั่วไป, ค่าลิขสิทธิ์ ฯลฯ ถ้าใครต้องการเตรียมจัดการและเตรียมเรื่องการวางแผนภาษีเอาไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ ผู้เขียนก็แนะนำให้โหลดแอพฯ นี้มาติดตั้งในสมาร์ทโฟนได้เลย

นอกจากนี้ที่หน้าเว็บไซต์ของ iTax ยังมีบทความด้านการคำนวณภาษี ให้ข้อมูลเรื่องประกันและกองทุนต่างๆ ครบถ้วนและมีโปรแกรมสำหรับคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายและภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ให้ใช้งานอีกด้วย หากใครต้องการเว็บไซต์และแอพฯ ที่ครบเครื่องเรื่องภาษีแนะนำให้ดูเว็บไซต์นี้ก่อนได้เลย

2. SET

set tax 1

โปรแกรมสำหรับคำนวณภาษีของทาง SET ใช้ชื่อว่า Tax Planning เป็นเว็บแอพฯ ที่ออกแบบให้ใช้งานออนไลน์ได้เลยไม่ต้องโหลดมาติดตั้งในมือถือก็ได้ สำหรับหน้าเว็บไซต์ใช้ภาษาเข้าใจง่ายไม่ต้องตีความมาก แค่กรอกข้อมูลในช่องหลักตามที่กำหนด ได้แก่ เงินเดือน, ค่าลดหย่อนต่างๆ ได้แก่ ประกันสังคม, ประกันชีวิต, กองทุน RMF, กองทุน SSF ให้ครบถ้วน จากนั้นกดปุ่ม “ประมวลผล” ระบบจะคำนวณแล้วแจ้งผลการเสียภาษีให้ในทันที รวมทั้งในหน้าสุดท้ายจะมีหน้าแสดงข้อมูลการขอลดหย่อนภาษีให้เราทราบด้วย ว่าเราสามารถใช้สิทธิ์ดังกล่าวได้เป็นจำนวนเงินกี่บาท ซึ่งระบบนี้ใช้งานง่ายและแสดงผลได้รวดเร็วมาก 

3. Krungsri Plan your Money

krungsri

Krungsri Plan your Money เป็นโปรแกรมคำนวณภาษีแบบใช้งานออนไลน์หรือเว็บแอพฯ เช่นเดียวกับ SET ในข้อที่แล้ว โดยขั้นตอนใช้งานก็ไม่ยากมาก เพียงแค่กรอกข้อมูลตามหัวข้อบนหน้าเว็บไซต์เพียง 3 ขั้นตอน ได้แก่ เงินเดือนโดยรวมเป็นรายปี, เงินลดหย่อนด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเงินที่ได้รับการยกเว้น, สถานภาพส่วนบุคคล, ค่าลดย่อนบุพการีและอื่นๆ เมื่อกรอกเสร็จแล้วระบบจะคำนวณภาษีที่เราต้องชำระสักครู่ แล้วในขั้นตอนสุดท้ายตัวเว็บแอพฯ จะขึ้นข้อมูลเกี่ยวกับภาษีที่เราต้องจ่าย และยังมีหน้าปริ้นท์เอกสารสรุปยอดการชำระภาษีให้เราอีกด้วย จัดว่าใช้งานได้สะดวกพอสมควร

แต่ข้อสังเกตหนึ่งคือ ถ้าเทียบกับแอพฯ ของ SET หรือ iTax ด้านบนจะใช้งานค่อนข้างยากกว่าเล็กน้อย เพราะต้องรอเอกสารหัก ณ ที่จ่ายหรือเอกสารที่เกี่ยวข้องมาใช้ประกอบกับโปรแกรมนี้เพื่อคำนวณล่วงหน้า หากมีอยู่แล้วก็ไม่มีปัญหา ทว่าถ้าเป็นนักศึกษาจบใหม่เพิ่งได้งานทำอาจจะใช้งานยากอยู่เล็กน้อย

4. Kasikorn Asset

kbank

เว็บแอพฯ สุดท้ายเป็นของ Kasikorn Asset โดยตัวเว็บใช้งานได้ง่ายรวมทั้งประมวลผลได้เร็วมาก ซึ่งเราสามารถกรอกข้อมูลหลักๆ สำหรับคำนวณภาษี ได้แก่ เงินเดือน, โบนัส, รายได้อื่นๆ, เงินประกันสังคม, รวมทั้งเรื่องหักหลดหย่อนทั้งหมดให้เรียบร้อยและระบบจะจัดการคำนวณยอดภาษีที่เราต้องชำระในขั้นตอนสุดท้ายให้เราทราบล่วงหน้าได้เลย ว่าเราจะต้องชำระภาษีเท่าไหร่ในปีนี้ จะได้เตรียมตัวและวางแผนเพื่อชำระภาษีได้สะดวกขึ้น แต่จุดสังเกต คือ ในหน้าแรกจะมีตัวเลือก SSF, RMF แนะนำให้ลงทุนเพิ่มเติมด้วย ทำให้ผู้ใช้ที่คำนวณภาษีเสร็จแล้วต้องการซื้อกองทุนเพื่อลดหย่อนภาษีก็สามารถซื้อหักลดหย่อนต่อได้ทันที

5. RD Smart Tax

rd

RD Smart Tax เป็นแอพฯ คำนวณภาษีของกรมสรรพากรซึ่งมีฟังก์ชั่นต่างๆ ใส่เข้ามาให้ใช้งานมากมาย ไม่ว่าจะปฏิทินภาษีเพื่อช่วยแจ้งเตือนให้เรายื่นภาษีออนไลน์ได้ตรงเวลา, ฟังก์ชั่นผู้ช่วยคำนวณภาษีสำหรับวางแผนใช้สิทธิทางภาษีให้เราได้สะดวกและคุ้มค่า และหากใครต้องการยื่นภาษีออนไลน์ก็สามารถกดในแอพฯ นี้ได้โดยตรง ไม่ต้องทำแบบหรือเปิดคอมพิวเตอร์มาจัดการเลยก็ยังได้ โดยมีแบบ ภ.ง.ด. 90, ภ.ง.ด. 91, ภ.ง.ด.95 ให้กรอกและกดยื่นได้ในแอพฯ ทันทีเรียกว่าประหยัดเวลาและใช้งานง่ายมาก และหากมีแจ้งเตือนหรือข่าวสารด้านภาษีใดๆ จากกรมสรรพากรก็สามารถแตะอ่านในแอพฯ นี้ได้เลย โดยแอพฯ นี้มีให้โหลดไปใช้งานทั้งใน Play Store และ App Store เอาใจผู้ใช้ทุกฝ่ายไม่ว่าจะ iPhone หรือ Android ก็ใช้ยื่นแบบได้ง่ายๆ

6. PIT 90, PIT 91

pit90
pit91

PIT 90, PIT 91 ทั้งสองแอพฯ นี้เป็นโปรแกรมคำนวณภาษีแบบ ภ.ง.ด. 90 ซึ่งใช้คิดคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และ ภ.ง.ด. 91 สำหรับคำนวณกรณีโสดหรือคู่สมรสไม่มีรายได้ ซึ่งเป็นแบบยื่นภาษีที่ประชาชนทั่วไปต้องกรอกยื่นเป็นประจำอยู่แล้ว โดยหน้าตาของแอพฯ สวยน่ารักใช้งานง่ายและมีหมวดที่ต้องกรอกเพื่อคำนวณภาษีเงินได้ส่วนบุคคลอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะรายได้, เบี้ยเลี้ยงต่างๆ รวมไปถึงภาษีหัก ณ ที่จ่าย เป็นต้น และเมื่อกรอกเสร็จแล้วตัวแอพฯ จะคำนวณภาษีให้เราโดยอัตโนมัติว่าในปีนี้เราจะได้เงินคืนหรือต้องชำระภาษีเพิ่มแทน และในตัวแอพฯ ยังมีช่องทางการติดต่อบริษัทที่ให้คำปรึกษาด้านบัญชีและภาษีให้เราติดต่ออีกด้วย อย่างไรก็ตามทั้งสองแอพฯ นี้ยังมีให้โหลดใน Play Store ของ Android เท่านั้น ยังไม่มีให้โหลดในส่วนของ App Store

7. Tax Instead

Tax Instead แอพฯ นี้ก็เป็นโปรแกรมคำนวณภาษีสำหรับสมาร์ทโฟน Android อีกแอพฯ ที่ตอบโจทย์ฝ่ายทรัพยากรบุคคลหรือฝ่ายบริหารได้ใช้คำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย โดยในแอพฯ จะใช้ข้อมูลคำนวณต่างๆ ได้แก่เงินเดือน, ค่านายหน้า, โบนัส ฯลฯ มาใช้คำนวณ แล้วแอพฯ จะช่วยคิดคำนวณแล้วออกเป็นยอดภาษีแทนให้ แต่อย่างไรก็ตาม โดยแอพฯ นี้จะได้ข้อมูลโดยคร่าวๆ ซึ่งทางผู้พัฒนาก็แนะนำให้ศึกษาข้อกฏหมายและปรึกษาบริษัทด้านบัญชีและภาษีเพิ่มเติมเพื่อจัดการเรื่องภาษีให้ครบถ้วนและไม่มีปัญหาในภายหลัง หากผู้อ่านท่านไหนต้องการโหลดแอพฯ ไปใช้งานก็แตะที่นี่เพื่อดาวน์โหลดได้เลย

markus winkler Ber3q zEhd4 unsplash 1

จะเห็นว่าในปี 2022 นี้ วิธีการคำนวณภาษีนั้นทำได้ง่ายขึ้นมาก เพราะธนาคารก็มีแอพฯ และระบบคำนวณภาษีเป็นของตัวเองและมีระบบแนะนำซื้อ SSF, RMF เสริมเพื่อลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย เรียกว่าครบถ้วนกระบวนความภายในที่เดียว ดังนั้นถ้าใครทำงานแล้วเงินเดือนเยอะเข้าเกณฑ์ที่จะต้องชำระเงินภาษีบุคคลธรรมดา ก็เตรียมตัวแล้วจัดการให้เรียบร้อยจะได้ไม่มีปัญหาถูกปรับเงินย้อนหลังให้วุ่นวาย และถ้าใครอยากทราบว่ามีรายได้เท่าไหร่ต้องเสียภาษีสามารถอ่านในบทความของทางกรมสรรพากรก็ได้

ยิ่งไปกว่านั้น ทางกรมสรรพากรก็มีแอพฯ เข้ามาเสริมให้ประชาชนได้ศึกษาข้อมูลและใช้ยื่นภาษีผ่านทางแอพฯ ได้อีก ทำให้การยื่นภาษีสะดวกยิ่งขึ้น ไม่ต้องกรอกเอกสารเหมือนในอดีตแล้ว ดังนั้นผู้เขียนแนะนำให้โหลดแอพฯ ดังกล่าวติดเครื่องเอาไว้ควบคู่กับแอพฯ ช่วยคำนวณภาษีอีกสักแอพฯ ติดมือถือเอาไว้ได้เลย เมื่อถึงเวลาก็กรอกข้อมูลแล้วยื่นภาษีได้ทันทีเลย


บทความที่เกี่ยวข้อง

Mouse Macro

software cover

Free software check pc 2021 cov3

from:https://notebookspec.com/web/664997-7-apps-tax-calculation

Toshiba Tec เตรียมเปิดศูนย์พัฒนาซอฟต์แวร์แห่งแรกในสหรัฐฯ

มีรายงานว่า Toshiba Tec ที่เป็นบริษัทในเครือของโตชิบาอีกที กำลังเปิดฮับใหม่ของตัวเองในเมืองดัลลัส รัฐเท็กซัส ในฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ เพื่อพัฒนาและทำตลาดซอฟต์แวร์ทำบิลขายหน้าร้าน (POS) สำหรับตลาดร้านค้าปลีกโดยเฉพาะ ถือเป็นศูนย์สำหรับพัฒนาซอฟต์แวร์แห่งแรกของบริษัทในสหรัฐฯ นี้

โดยคาดว่าจะมีวิศวกรซอฟต์แวร์กว่า 30 คนเข้ามาทำงานที่ศูนย์นี้ภายในสิ้นเดือนมีนาคมปีหน้า อ้างอิงจากสำนักข่าว Nikkei Asia พร้อมตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มจำนวนพนักงานเป็นอีกเท่าตัวภายในปี 2025

จริงๆ บริษัทมีสำนักงานอยู่ในสหรัฐฯ ก่อนแล้วถึงสามแห่ง ทั้งที่เซาท์ดาโกต้า แคลิฟอร์เนีย และนอร์ธแคโลไลน่า ครั้งนี้ Toshiba Tec ต้องการให้บริการปรับแต่งระบบผ่านคลาวด์สำหรับลูกค้าแต่ละรายโดยเฉพาะ รวมทั้งเปิดให้ใช้ร่วมกับบริการจากนักพัฒนาอื่นด้วย

ตอนนี้บริษัทมีลูกค้าเป็นกลุ่มค้าปลีกรายใหญ่ๆ ในสหรัฐฯ อยู่แล้วสำหรับระบบตรวจเช็คสต็อคและยอดขายออนไลน์ ไปจนถึงระบบดูแลการรับคืนสินค้าและเคลมประกัน ถือเป็นบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นรายแรกที่ส่งออกระบบ POS เข้ามาในสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 1979

อ่านเพิ่มเติมที่นี่ – ITPro

from:https://www.enterpriseitpro.net/toshiba-tec-to-open-first-software-development-hub-in-the-us/

แนะนำ BullVPN ผู้ให้บริการ VPN อันดับ 1 ของไทย ใช้ง่ายแพ็คเกจเลือกได้ราคาก็เป็นมิตร!

BullVPN ผู้ให้บริการ VPN ใช้ง่ายค่าบริการเป็นมิตร ดีที่สุดในไทย!!

bullvpn2 cover

ในยุคนี้ อินเทอร์เน็ตกลายเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันของทุกคนอย่างเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะดูหนัง, ฟังเพลง, เล่นเกม, ทำงานหรือใช้แอพฯ ธนาคาร ก็ต้องใช้อินเทอร์เน็ต ซึ่งถ้าให้ดีก็ต้องมี VPN ควบคู่กันเพื่อรักษาความปลอดภัยของข้อมูล, ความเป็นส่วนตัวและใช้เปิดดูเว็บไซต์หรือสตรีมมิ่งต่างประเทศที่ดูในไทยไม่ได้ด้วยถึงจะดีที่สุด ยิ่งถ้าใครไปนั่งทำงานตามร้านกาแฟแล้วต่อ Wi-Fi สาธารณะก็ควรใช้ VPN เป็นประจำเพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวด้วย

Advertisementavw

BullVPN เองก็เป็นผู้ให้บริการ VPN ชั้นนำอันดับหนึ่ง นับเป็น VPN ที่ดีที่สุดในไทย หน้าโปรแกรมและแอพฯ ถูกออกแบบมาให้ใช้งานง่าย ตั้งค่าสะดวก รองรับหลากหลายอุปกรณ์ไม่ว่าจะเป็น Windows, macOS, iOS, Android, Smart TV รวมไปถึงส่วนเสริมใน Google Chrome เบราเซอร์ยอดนิยมในปัจจุบันนี้ก็สามารถใช้งานได้อีกด้วย

วิธีการใช้งานก็ง่าย เพียงคลิกเดียวก็สามารถใช้งานได้ทันที มีเซิร์ฟเวอร์ VPN ให้บริการอยู่มากกว่า 100 เซิร์ฟเวอร์ในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลกถึง 28 ประเทศให้สลับใช้งานได้ตามต้องการ ทำให้เข้าใช้เว็บไซต์หรือดูคอนเทนต์ได้หลากหลายยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีช่องทางซัพพอร์ตทั้งผ่านทาง Facebook Fanpage, WeChat และ Line อีกด้วย 

BullVPN

หัวข้อบทความ

VPN คืออะไรและเหมาะกับใครบ้าง?

what is vpn

เชื่อว่าผู้ใช้หลายๆ คนอาจจะได้ยินคำว่า VPN (Virtual Private Network) วนเวียนอยู่ในชีวิตประจำวันมาสักระยะหนึ่ง แต่ไม่รู้ว่ามีประโยชน์ต่อการใช้อินเทอร์เน็ตในชีวิตประจำวันอย่างไร ทั้งที่ VPN เป็นอีกโปรแกรมที่ควรมีติดตั้งไว้ในคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องของคุณเมื่อเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต เพื่อความเป็นส่วนตัวและป้องกันการโดนล้วงข้อมูลเมื่อเชื่อมต่อเครือข่ายอินเตอร์เน็ตสาธารณะ เพื่อป้องกันข้อมูลส่วนตัวรั่วไหลได้

สำหรับวิธีการทำงานของระบบนี้แบบเข้าใจง่าย คือ VPN เป็นโปรโตคอลการส่งข้อมูลแบบ Point-to-Point ช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตให้เชื่อมต่อไปยังเว็บไซต์ต่างๆ ได้ปลอดภัยยิ่งขึ้น โดยปกติการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตโดยไม่มี VPN จะเชื่อมต่ออุปกรณ์ของเราผ่านผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตแล้วต่อเข้าไปยังเว็บไซต์นั้นโดยตรง

แต่ VPN จะเข้ามาเป็นตัวคั่นกลางให้พีซีหรือสมาร์ทโฟนของเราเชื่อมต่อเข้า Private Network ซึ่งเป็นเซิร์ฟเวอร์ของผู้ให้บริการก่อน แล้วระบบจะปกปิด IP Address ของอุปกรณ์เอาไว้แล้วค่อยเชื่อมต่อไปยังเว็บไซต์ที่ต้องการอีกที มีข้อดีคือ ทำให้การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตเป็นแบบไม่ระบุตัวตน (Anonymously) ป้องกันผู้ให้บริการแพลตฟอร์มต่างๆ ดักเก็บข้อมูลของเราไปใช้ได้ยากขึ้น และถ้าผู้ใช้คนไหนใช้ระบบ VPN ควบคู่กับฟีเจอร์ Incognito ในเบราเซอร์ก็ยิ่งปลอดภัยขึ้นไปอีก

wordpress gc20d0896e 1280

ด้านประโยชน์ของ VPN นั้นมีหลากหลาย นอกจากรักษาความเป็นส่วนตัว ป้องกันการโดนบริษัทหรือองค์กรเก็บข้อมูลไปวิเคราะห์เพื่อยิงโฆษณาได้แล้ว ยังป้องกันตัวเองจากมือที่สามซึ่งรอดักจับข้อมูลตอนเชื่อมต่อ Wi-Fi สาธารณะ หากใช้ในบ้านก็ใช้เปิดดูซีรี่ส์ใน Netflix ที่ล็อคให้ดูได้บางประเทศ, เปิดเว็บไซต์ที่ถูกบล็อคหรือไว้เล่นเกมออนไลน์เซิร์ฟเวอร์ต่างประเทศได้สะดวกขึ้น โดยรูปแบบของ VPN จะถูกแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ ดังนี้

  • Remote access – เป็นการเชื่อมต่อ VPN เข้าไปยัง Local Area Network (LAN) ซึ่งเป็นระบบภายในองค์กรขนาดใหญ่ ทำให้พนักงานภายในองค์กรรีโมตการทำงานจากนอกออฟฟิศเข้ามาเรียกใช้ทรัพยากรภายในองค์กรได้เสมือนนั่งทำงานอยู่ในออฟฟิศโดยไม่มีข้อมูลหลุดออกไปยังอินเทอร์เน็ตสาธารณะ (Public Internet)
  • Site-to-Site – เป็นการเชื่อมต่อ VPN คล้าย Remote Access แต่ขยายสเกลการเชื่อมต่อจากภายในภูมิภาคเดียวกันไปยังภูมิภาคอื่นบนโลก โดยการเชื่อมต่อนี้ต้องตั้ง Data Center และใช้มาตรฐานการเชื่อมต่อเดียวกันอย่าง IPv4 หรือ IPv6 และใช้เชื่อมต่อสำนักงานสาขาในประเทศเดียวกันแต่อยู่คนละจังหวัดได้ด้วย
  • Extranet-based site-to-site – เป็นการเชื่อมต่อประเภท Site-to-Site เหมือนกับข้อบน แต่เปลี่ยนจากมีองค์กรเดียวใช้งานระบบนี้ กลายเป็นมีหลายองค์กรแชร์ใช้งานระบบนี้ร่วมกันแทน

สำหรับข้อดีเมื่อใช้งาน VPN มีดังนี้

  • รักษาความปลอดภัยอุปกรณ์เมื่อเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่าน Wi-Fi สาธารณะ – แม้ Wi-Fi จะให้บริการฟรี แต่เราก็ไม่ทราบว่าผู้เปิดให้ใช้บริการจะดักข้อมูลอะไรของเราไปใช้ประโยชน์ได้บ้าง แต่เมื่อใช้ VPN แล้ว ระบบจะช่วยซ่อนข้อมูลส่วนตัวต่างๆ รวมไปถึงข้อมูลบัตรเครดิตและบัญชีธนาคารของเราอีกด้วย ช่วยลดโอกาสเสี่ยงตอนทำธุรกรรมสำคัญไปได้มาก
  • รักษาความเป็นส่วนตัวของข้อมูลส่วนบุคคล – สาเหตุของการถูกยิงโฆษณา หลายครั้งเกิดจากการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตแบบไม่ใช้ VPN ทำให้ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มชั้นนำเจ้าต่างๆ เอาข้อมูลความสนใจของเราไปวิเคราะห์ยิงโฆษณาให้ตรงความสนใจของผู้ใช้ได้ง่าย ซึ่งถ้าเราเชื่อมต่อ VPN เอาไว้ก็จะช่วยลดปัญหายิบย่อยเหล่านี้ไปได้มาก
  • เปิดดูคอนเทนต์ได้โดยไม่เกี่ยงสถานที่ – จะเกมเมอร์หรือผู้ชื่นชอบการดูสตรีมมิ่งจากต่างประเทศก็รู้กันดีว่าผู้ให้บริการจะคัดกรองคอนเทนต์แยกตามภูมิภาคการเชื่อมต่อจาก IP Address ด้วยหลายๆ เหตุผลตามแต่นโยบายของแต่ละบริษัท แต่พอใช้ VPN ก็สามารถดูสตรีมมิ่งหรือเชื่อมต่อไปเล่นเกมออนไลน์ในเซิร์ฟเวอร์ของประเทศนั้นได้ทันที
  • ลดค่าใช้จ่ายและซื้อสินค้าหรือบริการได้ถูกลง – นอกจากความปลอดภัย ระบบ VPN ก็ปรับมาใช้เพื่อความประหยัดได้ด้วย ตัวอย่างเช่น ใช้โซนไปประเทศอื่นเพื่อซื้อเกมในระบบ Steam ซึ่งค่าเงินถูกกว่าประเทศไทยและเลือกซื้อบางเกมซึ่งไม่ได้วางขายในสโตร์ฝั่งไทยได้อีกด้วย
จุดเด่นของ BullVPN มีอะไรบ้าง?
  • มีให้โหลดใช้งานหลากหลายแพลตฟอร์ม – โปรแกรมของทางบริษัทมีให้ใช้บริการหลากหลายแพลตฟอร์ม ผู้ใช้สามารถเลือกโหลดได้ทั้ง Windows, iOS, iPadOS, Android, macOS, Smart TV หรือ Chrome Extension เสริมเข้ามาใน Google Chrome แทนการติดตั้งไว้ในเครื่องก็ได้ ผู้สนใจสามารถคลิกดูได้ที่นี่
  • เชื่อมต่อได้โดยไม่ถูกบล็อค – บางเว็บไซต์, เกมออนไลน์, บริการสตรีมมิ่งชั้นนำหลายๆ เจ้าจะถูกล็อคหรือบล็อคคอนเทนต์เอาไว้เฉพาะภูมิภาคด้วยหลายๆ เหตุผล ไม่ว่าจะลด Traffic จากต่างประเทศหรือนโยบายของทางบริษัทก็ตาม แต่เมื่อใช้ BullVPN ก็สามารถเปิดดูได้อย่างแน่นอน
  • ซ่อน IP Address ของเราเพื่อความปลอดภัยและเป็นส่วนตัว – ข้อมูลส่วนบุคคลไม่ว่าจะอายุ, เพศ, เชื้อชาติ, ข้อมูลธนาคารและบัตรเครดิตเป็นเรื่องสำคัญ หากป้องกันไม่ดีอาจถูกขโมยไปใช้ประโยชน์ได้ ดังนั้นแนะนำให้สมัครใช้บริการ VPN เอาไว้ได้เลย โดยจุดเด่นของ BullVPN จะมีดังนี้
    • ไม่บันทึกพฤติกรรมออนไลน์และไม่อัพโหลดข้อมูลส่วนบุคคล
    • ป้องกันการเข้าเครือข่ายของเราเมื่อเชื่อมต่อ Wi-Fi Hotspot ฟรี
    • มีระบบ DNS Leak ปกปิดและป้องกัน IP Address จริงของเครื่อง ทำให้ตอนเปิดเว็บไซต์ต่างๆ เป็นแบบไม่ระบุตัวตนป้องกันข้อมูลส่วนตัวรั่วไหลได้ดีมาก เมื่อเปิดโปรแกรมและเปิด VPN แล้ว ตัวระบบจะซ่อน IP Address จริงของเราในทันที
  • มีทีมงานคอนซัพพอร์ตการใช้งาน – เมื่อเกิดปัญหาหรือข้อสงสัยเวลาใช้งาน สามารถสอบถามกับทางทีมงานผ่าน Facebook Fanpage, WeChat, Live Chat ได้ทันที ทำให้ผู้ใช้สามารถทำงานหรือใช้บริการของทางบริษัทได้อย่างต่อเนื่องไม่ติดขัดอีกด้วย

จุดเด่นทั้งหมดนั้นสามารถสรุปได้ว่า BullVPN นั้นเป็นผู้ให้บริการ VPN ชั้นนำอันดับ 1 ของประเทศไทยอย่างไม่ต้องสงสัย ทั้งรูปแบบการทำงานของ VPN และหน้าตาโปรแกรมซึ่งใช้งานได้สะดวกไม่ต้องเสียเวลาทำความเข้าใจนานมากก็ใช้งานได้ทันที

ส่วนตัวผู้เขียนเชื่อว่าผู้ใช้หลายคนอยากใช้บริการ VPN แต่มักพบแต่ผู้ให้บริการจากต่างประเทศ จึงกังวลว่าถ้าใช้งานแล้วเกิดปัญหาก็ต้องรอการแก้ไขนานจนทำงานล่าช้าไม่ทันใจ ทว่า BullVPN เป็นผู้ให้บริการ VPN รองรับภาษาไทยพร้อมให้บริการผู้ใช้งานทุกคน ไม่ต้องกังวลเมื่อเกิดปัญหาการใช้งาน สามารถสอบถามปรึกษาและแก้ปัญหาระหว่างใช้งานได้ทันที

นอกจากให้บริการ VPN ตามปกติแล้ว หากใครมีข้อมูลสำคัญหรือต้องการใช้อินเทอร์เน็ตโดยปลอดภัยเป็นพิเศษ ทางบริษัทก็ให้บริการ Private VPN และ Proxy ซึ่งมีความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวสูงมาก เลือกประเทศที่ต้องการใช้งานได้หลากหลายตามต้องการ

นอกจากนี้ยังมีบริการ Whitelist IP สำหรับกำหนดการเข้าถึงข้อมูลโดยเจาะจง IP Address ได้ ทำให้เครื่องในกลุ่ม Whitelist IP เข้าถึงข้อมูลได้จากระยะไกลอีกด้วย มีค่าบริการ Private VPN และ Proxy เริ่มต้นเดือนละ 700 บาท ส่วนการสมัครใช้บริการทำได้ไม่ยาก โดยมีขั้นตอนดังนี้

  1. สมัครใช้งานและติดตั้งโปรแกรมให้เรียบร้อยเพื่อเริ่มต้นใช้งาน
  2. ติดต่อกับเจ้าหน้าที่ของทางบริษัทผ่านทาง Facebook Fanpage หรือ Line Official เพื่อเริ่มใช้บริการและรับรายละเอียดเพิ่มเติม
  3. รอทางบริษัทดำเนินงานราว 1-2 วัน ก็สามารถใช้งานได้ทันที
รีวิวการทดลองใช้งาน BullVPN เข้าชมเว็บไซต์ต่างประเทศ

vpn personal data full

การเริ่มใช้บริการ BullVPN นั้นง่ายมาก หลังจากสมัครบัญชีกับทางเว็บไซต์แล้ว ที่หน้าเว็บไซต์ก็เปิดเช็คข้อมูลอย่างวันเวลาใช้งานที่เหลือ, รับวันทดลองใช้งานเพิ่ม, ชำระค่าบริการเพื่อต่ออายุการใช้งานไปจนถึงหน้ากรอก Promo Code หรือแชร์ให้เพื่อนใช้ก็ได้ โดยคัดลอกลิ้งค์ในกรอบ URL for friends แล้วส่งให้เพื่อนได้ทันที

shareforfree

เมื่อคลิกเข้ารับวัดทดลองใช้งาน ผู้ใช้ใหม่นอกจากได้วันใช้งานฟรี 1 วันหลังจากยืนยันตัวตนผ่าน E-mail แล้ว ยังสามารถแชร์ผ่าน Twitter ส่วนตัวเพื่อประชาสัมพันธ์ให้กับทางบริษัทเพื่อรับวันใช้งานเพิ่มฟรีอีก 2 วัน สรุปแล้วหากสมัครใช้งานและแชร์ผ่าน Twitter จะได้รับวันใช้งานเพิ่มสูงสุด 3 วัน

bull first page

หน้า UI ของโปรแกรมถือว่าใช้งานได้ง่าย เมื่อต้องการใช้งานหรือหยุดเชื่อมต่อก็กดโลโก้ “พี่วัว” ตรงกลางเพียงครั้งเดียวก็พร้อมใช้งานทันที ส่วนกรอบ Profile ด้านล่างจะโชว์ Username กับเวลาใช้งานของไอดีนี้ ถ้าใช้จนหมดจะขึ้นเป็น Expired สีแดง หากจะใช้งานต่อก็เติมเงินหน้าเว็บไซต์แล้วใช้งานได้ทันที

assign ip

หลังจากเชื่อมต่อเสร็จ จะมี Notification แจ้ง Assign IP หรือ IP จัดสรรจากโปรแกรม VPN ซึ่งไม่ใช่ IP แท้จริงของเครื่อง ดังนั้นเราก็ท่องอินเตอร์เน็ตได้อย่างสบายใจแล้ว

check log and settings

ในหน้าแรกของโปรแกรม VPN จะมีคำสั่งให้ใช้งาน 4 ส่วนหลักๆ ได้แก่

  1. ขีดสามเส้นมุมบนซ้ายมือ – ใช้เปิดการตั้งค่าโปรแกรมโดยละเอียด นอกจาก Setting หลักจะมีการตั้งค่า Network, Account รวมทั้ง Info รวมอยู่ด้วย
  2. Check IP มุมบนขวามือ – จะทำงานสองแบบ หากคลิ๊กโดยไม่เปิดใช้งาน VPN จะเข้าหน้าเว็บไซต์ของทางบริษัทพร้อมโชว์รายละเอียดของผู้ใช้ ได้แก่ IP Address, ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต, ประเทศและแผนที่ Google Maps ของเราอีกด้วย แต่ถ้าเปิดระบบ VPN เมื่อไหร่จะเปิดหน้านี้ไม่ได้
  3. โลโก้รูปธงตรงกลางเหนือโลโก้ – ใช้เปลี่ยนประเทศปลายทางที่ต้องการเชื่อมต่อ VPN เลือกได้ 28 ประเทศทั่วโลกพร้อมเซิร์ฟเวอร์ให้เลือกใช้อีก 100 แห่ง ผู้สนใจสามารถคลิกดูที่ตั้งเซิร์ฟเวอร์ได้ที่นี่
  4. Logs มุมล่างขวามือ – ใช้แสดงข้อมูลการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่าน VPN ของเราโดยละเอียด หากยังไม่เชื่อมต่อจะขึ้นเป็นหน้าสีขาว

choose server 3
choose server 2

การเชื่อมต่อเมื่อต้องการ VPN ไปยังต่างประเทศเพื่อดูสตรีมมิ่งหรือเล่นเกม ให้คลิกกรอบมีรูปธงชาติเหนือโลโก้แล้วจะมีหน้าต่างเลือกเซิร์ฟเวอร์เปิดแยกออกมา หากจะใช้ทำงานทั่วไปแต่ต้องการความเป็นส่วนตัว ให้กด Smart Server ปล่อยให้โปรแกรมต่อกับเซิร์ฟเวอร์ที่ดีสุดเลยก็ได้ หรือจะเลื่อนหาตามประเทศตามรายชื่อด้านล่างก็ดี

เมื่อเลือกประเทศแล้ว สังเกตว่าท้ายชื่อเซิร์ฟเวอร์บางรายการจะมีคำว่า Netflix กำกับไว้ หากใช้งานตามปกติจะเชื่อมต่อแบบเลือกแค่ประเทศก็ดับเบิ้ลคลิกประเทศแล้วปล่อยระบบจัดการรายละเอียดส่วนอื่นไปก็ได้ ยกเว้นว่าอยากดูคอนเทนต์ Netflix เฉพาะของประเทศนั้นๆ ค่อยเลือกเซิร์ฟเวอร์เจาะจงเพื่อดูสตรีมมิ่งก็ได้

bullvpn not activate
bullvpn activate

ด้านความเร็วรับส่งข้อมูลผ่านอินเตอร์เน็ต เมื่อทดสอบด้วย Ookla แบบปิด VPN จะได้ความเร็ว Download และ Upload อยู่ช่วง 700 Mbps พอเปิดใช้งาน BullVPN แล้ววัดความเร็วรับส่งข้อมูลอีกครั้ง ด้าน Download ทำได้ 116.59 Mbps ส่วน Upload ได้ 67.44 Mbps 

สำหรับความเร็วหลังเปิด BullVPN ขึ้นมาใช้งานแล้วช้าลงบ้าง ซึ่งผู้อ่านหลายคนอาจคิดว่ามันคงช้าจนเปิดเว็บไซต์หรือดูสตรีมมิ่งไม่ได้แน่ๆ แต่จากการทดลองใช้งานจริงก็ใช้ดู Netflix Japan ได้ลื่นไหลดีไม่มีปัญหา เนื่องจากบริการสตรีมมิ่งทั่วไปต้องการอินเตอร์เน็ตความเร็ว 15 Mbps ขึ้นไปก็ดูหนัง 4K ได้ เปิดเบราเซอร์ทำงานกับเว็บแอพฯ ได้สบายๆ ไม่มีอาการช้าหรือหน่วงมากวนใจแม้แต่น้อย

ส่วนตัวผู้เขียนเคยมีประสบการณ์ใช้งาน VPN แบบติดมากับเบราเซอร์มาก่อนหน้านี้ ซึ่งระบบ VPN ดังกล่าวทำงานได้ช้าและเสียเวลาโหลดหน้าเว็บไซต์เป็นอย่างมากจนแทบไม่ได้งาน ผิดกับ BullVPN ซึ่งเป็นโปรแกรมแยกโดยเฉพาะ สามารถเปิดเว็บไซต์ โหลดไฟล์งานได้รวดเร็วเหมือนปกติ ได้ประสบการณ์ใช้งานดีกว่าชัดเจน

ทดลองใช้ Bullvpn เข้าชมเว็บไซต์ต่างประเทศ

netflix japan

สำหรับคนอยากดูซีรี่ส์ต่างประเทศโดยไม่เปิดเว็บไซต์ดูหนังแบบผิดกฏหมายแล้วใช้บริการ Netflix อยู่แล้ว ก็เปิด BullVPN เลือกเซิร์ฟเวอร์สำหรับ Netflix โดยเฉพาะแล้วเชื่อมต่อเพื่อดูซีรี่ส์ได้เลย เมื่อระบบ VPN เข้าสู่เซิร์ฟเวอร์ญี่ปุ่นสำหรับ Netflix แล้ว พอกด F5 จะเห็นว่าซีรี่ส์ญี่ปุ่นจะเปลี่ยนไปโดยอัตโนมัติ มีเรื่องใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมาให้เลือกดูได้มากขึ้นหลายเรื่อง

pokemon

ใหม่ล่าสุดแน่นอน เพิ่งฉายเมื่อปี 2021 นี้เอง

นอกจากซีรี่ส์หรือหนังแล้ว ยังเลือกชม Exclusive Content ซึ่งมีเฉพาะใน Netflix Japan เท่านั้นได้ด้วย ตัวอย่างเช่น Pocket Monster ซึ่งชมใน Netflix Thailand ไม่ได้ ต้องต่อ VPN เข้ามา Netflix Japan เท่านั้น นอกจากนี้ยังมีซีรี่ส์และหนังแบบ Exclusive ฉายเฉพาะในญี่ปุ่นอีกหลายเรื่องและอัพเดทเร็วกว่าจะมีให้เลือกชมมากมายและอัพเดทตอนใหม่เร็วและต่อเนื่องด้วย

solitary gourmet netflix th
netflix japan more seasons than thai

ข้อดีของอินเตอร์เน็ตเมื่อต่อ VPN จะปลดล็อคคอนเทนต์ให้เลือกชมได้มากขึ้นหลายเท่า ตัวอย่างได้แก่ซีรี่ส์เรื่อง Solitary Gourmet ซึ่งมีใน Netflix ประเทศไทยและญี่ปุ่น แต่สังเกตจำนวนตอนจะเห็นว่าของประเทศไทยรับชมได้ถึง Season 2 เท่านั้น ส่วน Netflix Japan ดูได้ถึง Season 8 ซึ่งฉายไปเมื่อปี 2019 แล้ว และผู้เขียนคาดว่าเร็วๆ นี้ก็จะอัพเดท Season 9 ตามเข้ามาอย่างแน่นอน

IMG20220702175742 1
IMG20220702175802 1

เมื่อคลิกเลือกตอนได้แล้วก็นั่งชมตอนที่ต้องการได้ทันที ได้ความต่อเนื่องไม่มีอาการรอโหลดหรือติด Buffer เมื่ออินเตอร์เน็ตทำงานช้าให้เห็นแม้แต่ครั้งเดียว ถือว่าระบบ VPN ของทางบริษัทสามารถใช้งานได้ดีมากไม่ต่างกับตอนเปิดอินเตอร์เน็ตตามปกติ

dmm not japan
dmm vpn japan

ข้อดีอีกอย่างของระบบ VPN ก็คือการรับชมคอนเทนต์ต่างๆ ได้อย่างอิสระไม่โดนบล็อคเนื้อหา ซึ่งผู้เขียนได้ทดลองเชื่อมต่อเข้าเว็บไซต์ DMM ของญี่ปุ่นดู โดยปกติถ้าไม่ได้เปิด VPN จะมีหน้าต่างแจ้งผู้ใช้ว่าด้วยเรื่องกฏหมายและการใช้งานเป็นภาษาอังกฤษ เนื่องจากเว็บไซต์ DMM นอกจากเกมและบริการต่างๆ ในประเทศญี่ปุ่นแล้วยังมีเนื้อหาค่อนข้างหลากหลายแบบอีกด้วย 

แต่ถ้าเปิด VPN ก่อนเข้าเว็บไซต์นี้แล้ว แบนเนอร์จะเปลี่ยนไปเล็กน้อยและไม่มีหน้าต่างแจ้งเตือนข้างต้นเปิดขึ้นมาแจ้งเตือนผู้ใช้อีกแล้ว และสามารถใช้งานได้เท่ากับชาวญี่ปุ่นอีกด้วย

จะเห็นว่า VPN นั้นช่วยปลดล็อคคอนเทนต์ต่างๆ ออก ให้ผู้ใช้มีอิสระในการรับชมคอนเทนต์ยิ่งกว่าเดิมและค่าบริการรายเดือนก็ไม่แพงเกินไปอีกด้วย หรือจะซื้อเหมาเป็นรายปีก็คุ้มค่า ใช้งานได้ยาวแล้วมาชำระค่าบริการในปีหน้าได้เลย

แพ็คเกจใช้งานและโปรโมชั่นของ BullVPN และประเภทของผู้ใช้ที่เหมาะกับบริการนี้

payment 1

แพ็คเกจสำหรับผู้สนใจจะมีให้เลือกใช้หลายแพ็คเกจด้วยกัน เริ่มต้นที่ 7 วันไปจนถึง 1 ปี เลือกสกุลเงินที่ต้องการใช้ชำระเงินได้ 2 แบบ ได้แก่ บาทหรือดอลลาร์สหรัฐ โดยมีแพ็คเกจดังนี้

  • 7 วัน 70 บาท เหมาะกับคนอยากทดลองใช้แต่จำกัดไว้ 1 Connection
  • 1 เดือน 179 บาท เหมาะกับผู้จำเป็นต้องใช้ VPN ระยะหนึ่งหรือล็อคอินเกิน 1 เครื่อง
  • 3 เดือน 499 บาท เฉลี่ย 166 บาท/เดือน
  • 6 เดือน 949 บาท เฉลี่ย 158 บาท/เดือน
  • 1 ปี 1,650 บาท เฉลี่ย 137 บาท/เดือน

ในหน้าเริ่มต้นเลือกแพ็คเกจ หากเลือกซื้อแพ็คเกจใช้งานเกิน 7 วัน จะเพิ่มจำนวนการเชื่อมต่อโดยใช้ Account เดียวเป็น 2 Connections เพิ่มได้สูงสุด 20 Connections แต่จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมตามจำนวนการเชื่อมต่อ

payment 2 new

เมื่อเลือกแพ็คเกจแล้ว หน้าขั้นตอนที่ 2 ให้กรอก E-mail หรือ Username ที่สมัครใช้งานลงไป ถ้าต้องการซื้อเก็บเอาไว้ก่อนให้ติ๊กถูกตรงช่อง “กำหนดเอง” แล้วเลือกวันที่ต้องการเริ่มใช้งานเป็นวันแรกได้ หากไม่กำหนดวันเปิดใช้งานเมื่อชำระค่าบริการแล้ว ระบบจะเริ่มนับวันใช้งานทันที 

payment 3 new 1

หน้าขั้นตอนการชำระเงิน ทางบริษัทจะรองรับการชำระเงินหลากหลายแบบ ตั้งแต่สแกนจ่ายด้วย QR Code พร้อมแสดงขั้นตอนการชำระเงินเอาไว้โดยละเอียด, สั่งชำระผ่านบัตรเครดิต, True Wallet, ShopeePay, PayPal, โอนเข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทยของทางบริษัทก็ได้ แต่ต้องรอตรวจสอบการโอนเงินราว 1 ชั่วโมงถึง 1 วัน นอกจากนี้ยังชำระด้วยคริปโตเคอร์เรนซี่ได้อีกด้วย หากใครซื้อแพ็คเกจเริ่มต้นจะชำระผ่าน PayPal กับคริปโตเคอร์เรนซี่ไม่ได้

cryptocurrency

หากใครสะดวกชำระด้วยคริปโตเคอร์เรนซี่ สามารถเลือกหัวข้อนี้ได้เลย และรองรับ 2 สกุลเงินดิจิตอล ได้แก่ BUSD, USDT ซึ่งเป็น Stable Coin ทั้งคู่ ซึ่งส่วนตัวผู้เขียนคาดว่าเพราะสกุลเงินดิจิตอลทั้งสองสกุลมีเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นแบ็คอยู่และสอดคล้องกับการรับชำระเงินเป็นดอลลาร์สหรัฐที่หน้าสั่งซื้อหน้าแรกนั่นเอง

ใครควรใช้ VPN?

Media 1 1C427D71 7141 4495 BF87 41AF6C1EFE8B

แม้หลายๆ คนอาจจะเห็นว่าบริการ VPN น่าใช้งานแต่ก็ไม่ได้จำเป็นยิ่งยวด แต่ถ้ามองกลับกัน ในปัจจุบันนี้ผู้ใช้หลายๆ คนพกโน้ตบุ๊คไปทำงานตามร้านกาแฟแล้วเชื่อมต่อ Wi-Fi Hotspot ฟรีอยู่เป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นบริการของทางร้านกาแฟเองหรือจากผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือ ก็อาจมีการดักข้อมูลส่วนตัวของเราไปใช้ประโยชน์ได้ ซึ่งบางคนอาจจะถูกดักข้อมูลสำคัญอย่างบัญชีธนาคารหรือบัตรเครดิตได้เลย

ดังนั้นเมื่ออินเตอร์เน็ตเป็นปัจจัยสำคัญอีกอย่างในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะใช้เพื่อความบันเทิงหรือทำงาน การป้องกันตัวเองด้วย VPN ก็สำคัญไม่แพ้การจ่ายเงินใช้บริการสตรีมมิ่งเพื่อความบันเทิงอย่างแน่นอน เพียงแค่จัดสรรเงินสักเล็กน้อยก็ช่วยลดปัญหาการโดนดักข้อมูลส่วนตัวไปได้มาก

ซึ่งถ้าผู้ใช้คนไหนไม่มั่นใจว่าจะใช้บริการ VPN จากผู้ให้บริการรายใด ก็ขอแนะนำ BullVPN เป็นเจ้าแรกเพราะเป็นบริษัทสัญชาติไทย มีทีมซัพพอร์ตพร้อมให้บริการชาวไทยผู้อยากใช้งาน VPN ทุกคน โปรแกรมเข้าใจง่ายใช้งานสะดวกเชื่อมต่อเน็ตได้รวดเร็วไม่ต่างกับการใช้งานตามปกติอีกด้วย

from:https://notebookspec.com/web/655583-review-bullvpn-and-what-is-vpn

แนะนำ Windows 11 แบบ OEM / FPP / ESD ต่างกันอย่างไร ซื้อแบบไหนเหมาะ

เปลี่ยนมาใช้ Windows 11 ของแท้ที่มีลิขสิทธิ์ถูกต้องจากไมโครซอฟท์ดีกว่า ปลอดภัย ไม่ต้องกลัวมีปัญหาและไม่มีความเสี่ยง มี 3 แบบให้เลือกระหว่าง OEM, FPP และ ESD สะดวกแบบไหน เลือกใช้แบบนั้น

  • แบบ OEM ต้องใช้กับเครื่องใหม่ ใช้กับเครื่องใดแล้วต้องใช้ไปตลอดเปลี่ยนหรือย้ายไปใช้กับเครื่องอื่นไม่ได้ แต่ดาวน์เกรดได้และมีราคาประหยัดที่สุด
  • แบบ FPP และ ESD ใช้กับเครื่องใหม่หรือเครื่องเก่าก็ได้ เปลี่ยนและย้ายไปใช้กับเครื่องใดก็ได้ แต่ต้อง Activate ใช้งานเครื่องเดียว ดาวน์เกรดไม่ได้ ซื้อ Windows มาเป็นเวอร์ชันอะไร ต้องใช้อย่างนั้น
    FPP กับ ESD ใช้งานแบบเดียวกัน แต่จะต่างกันตรงที่ FPP วางจำหน่ายในลักษณะของกล่องบรรจุภัณฑ์ และผู้ใช้จะต้องเก็บกล่องไว้ใช้ยืนยันลิขสิทธิ์ แต่ ESD จะเป็นการจำหน่ายผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยรับคีย์ผ่านอีเมล์

แต่ละแบบมีข้อดีข้อด้อยต่างกัน อยู่ที่การใช้งานและความสะดวกของแต่ละคน

อ่านรายละเอียดเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์สำหรับผู้ใช้ทั่วไปของ Microsoft เพิ่มเติมได้ที่ >> https://www.synnex.co.th/th/community_details.aspx?category_id=13&detail_id=20220617001&ispdf=

ที่มา – Synnex Thailand

from:https://www.9tana.com/node/windows-11-oem-fpp-esd/

NVIDIA วาดฝันอนาคตเติบโตฝั่งซอฟต์แวร์ เน้น AI และ Omniverse สำหรับลูกค้าองค์กร

เมื่อพูดถึง NVIDIA ทุกคนคงนึกถึงภาพลักษณ์บริษัทด้านฮาร์ดแวร์เป็นหลัก แต่ล่าสุด NVIDIA ออกมาเล่าแผนให้นักลงทุนฟังว่าการเติบโตของบริษัทในอนาคตจะเพิ่มการทำรายได้จากซอฟต์แวร์มากขึ้น โดยใช้โมเดลหารายได้แบบ subscription เพื่อการันตีรายได้สม่ำเสมอในระยะยาว

ซอฟต์แวร์ที่ NVIDIA ต้องการขายไม่เกี่ยวกับเกมมิ่ง แต่เป็นซอฟต์แวร์ด้าน Enterprise ทั้งฝั่งของ AI และ Omniverse (เป็นศัพท์เรียกของ NVIDIA เองที่พูดถึงสายงานด้านกราฟิกทั้งหมด)

ปัจจุบัน NVIDIA มีซอฟต์แวร์ตระกูล Omniverse Enterprise ขายอยู่สักพักแล้ว ค่าไลเซนส์เริ่มต้นที่ 9,000 ดอลลาร์ต่อปี เน้นกลุ่มลูกค้าองค์กรที่ต้องการทำซิมูเลชั่นบนเซิร์ฟเวอร์ของ NVIDIA ตัวอย่างคือบริษัทรถยนต์ BMW, Bentley หรือบริษัทภาพยนตร์ ILM

No Description

No Description

ส่วนซอฟต์แวร์ NVIDIA AI Enterprise ก็คล้ายกันคือเป็นชุดซอฟต์แวร์ช่วยประมวลผล AI บนเซิร์ฟเวอร์ของบริษัทที่เป็นเจ้าตลาดในด้านนี้ ค่าซอฟต์แวร์เริ่มต้นที่ 2,000 ดอลลาร์ต่อซ็อคเก็ต

No Description

Colette Kress ซีเอฟโอของ NVIDIA ให้มุมมองว่า ธุรกิจซอฟต์แวร์มีโอกาสตลาดที่กว้างถึง 300 พันล้านดอลลาร์ (AI 150 พันล้านดอลลาร์ + Omniverse 150 พันล้านดอลลาร์) ซึ่งจะช่วยดันให้รายได้ของบริษัทในอนาคตเติบโตไปถึงระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์ (1 trillion)

ที่มา – The Register, NVIDIA

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/127814

6 โน๊ตบุ๊คมี Microsoft Office ฟรี ราคาน่าคบ แล้วเครื่องไม่มี Office แท้ทำยังไง? ฉบับอัพเดทปี 2022

Microsoft Office ฟรีหามาใช้ยังไงได้บ้าง? แล้วโน๊ตบุ๊คพร้อมโปรแกรมนี้มีรุ่นไหนน่าใช้?

office freecover

Microsoft Office ฟรีเป็นโปรแกรมที่หลายๆ คนคอยหาทางว่าจะใช้ฟรีได้อย่างไรบ้าง? ซึ่งถ้าเป็นสมัยก่อนที่ผู้ใช้หลายๆ คนยังไม่ยี่หระเรื่องลิขสิทธิ์การใช้งานและผู้ผลิตโน๊ตบุ๊คหลายเจ้ายังติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows มาให้เพียงไม่กี่รุ่นในไลน์อัพสินค้าของตัวเองก็ทำให้ผู้ใช้หลายคนหันไปใช้ Microsoft Office ละเมิดลิขสิทธิ์กันเยอะมาก แต่เมื่อมาถึงปี 2022 ที่โน๊ตบุ๊คแทบทุกเครื่องติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 10~11 มาให้อย่างแพร่หลายแล้ว หลายๆ เครื่องก็ติดตั้ง Microsoft Office Home & Student 2019~2021 และ Microsoft 365 มาให้ใช้งานก็ช่วยให้ผู้ใช้ได้ใช้โปรแกรมถูกลิขสิทธิ์มากขึ้นเรื่อยๆ ด้วย

Advertisementavw

อย่างไรก็ตาม ถ้าใครใช้พีซีทั้งแบบประกอบเองหรือเครื่องแบรนด์หลายๆ เครื่องก็อาจจะซื้อหรือได้เครื่องที่ติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 10 มาเท่านั้น  ไม่ได้ Microsoft Office ฟรีติดมาด้วย ปัจจุบันนี้ก็ไม่ได้จำเป็นต้องใช้ของเถื่อนแบบนั้น เพราะปัจจุบันนี้ก็มีเครื่องมือสำหรับทำงานที่ทดแทนโปรแกรมนี้ได้เช่นกัน

Microsoft Office ฟรี

หากยกยอดเรื่องที่ macOS ของ iMac, MacBook ทั้งหลายที่มีโปรแกรมตระกูล iWork ที่มี Pages, Numbers และ Keynote ที่ใช้ทดแทน Microsoft Word, Excel, PowerPoint ได้สมบูรณ์ (แต่ยังมีปัญหาเรื่อง Layout และอื่นๆ เมื่อเซฟเอกสารข้ามตระกูลกัน เนื่องจากไฟล์ถูกเซฟเป็นไฟล์ Zip ประเภทหนึ่งและมี Format แตกต่างกัน) ทำให้เจ้าของ MacBook บางคนก็ต้องย้ายมาใช้ Microsoft Office โดยจำเป็น

สำหรับ Microsoft Office ฟรีรวมทั้งเครื่องมือทางเลือกที่ผู้เขียนเลือกมาแนะนำในบทความนี้จะมีดังนี้

freeoffice2

  1. ใช้บริการ Microsoft Office ฟรี ออนไลน์ – หลายคนอาจจะไม่ทราบว่าตอนนี้ Microsoft ได้เปิดให้ผู้ใช้ทั่วไปสามารถใช้ Microsoft Office ได้ฟรีออนไลน์ผ่านทางหน้าเว็บไซต์ของ Microsoft เอง เพียงแค่ Sign in Microsoft ID (อีเมล์ Outlook ของเรา) เข้าไป จากนั้นก็ใช้งานได้ตามปกติเลย ผู้ที่สนใจอยากทดลองใช้งานคลิกที่นี่
  2. ใช้แอพฯ Microsoft Office ฟรี – แอพฯ Microsoft Office ในตอนนี้มีให้โหลดทั้งฝั่ง Android และ iOS ครบถ้วนทั้งสองฝั่ง ซึ่งมี Word, Excel, PowerPoint ให้ใช้งานครบถ้วน แต่เวอร์ชั่นฟรีจะมีฟีเจอร์ใช้งานจำกัดพอควร ต้องใช้ Microsoft 365 อยู่ถึงจะได้ใช้ครบทุกฟีเจอร์รวมไปถึงฟีเจอร์แชร์และร่วมแก้ไขเอกสารได้แบบ Real-time ร่วมกับผู้ใช้คนอื่น และข้อดีของ Microsoft 365 คือได้โปรแกรมและฟีเจอร์อื่นๆ ที่เอื้อการทำงานแบบเป็นทีมเยอะขึ้นอีกด้วย
  3. ใช้ Microsoft 365 ฟรีก่อน 1 เดือน แล้วต่อด้วย Office 365 ProPlus – เชื่อว่าหลายๆ คนเห็น Microsoft 365 ผ่านตากันมาเรื่อยๆ ทั้งแบบติดมากับโน๊ตบุ๊คหรือโหลดใช้งานฟรีก็ตาม ซึ่งวิธีนี้เริ่มต้นคือเมื่อ Sign Up เพื่อใช้งาน Microsoft 365 จะได้ใช้ฟรี 30 วัน พร้อม OneDrive ความจุ 1TB ฟรีด้วย จากนั้นเมื่อใช้ครบ 30 วันแล้ว ก็ยกเลิกอันเก่าแล้วสมัครใช้บริการ Microsoft Office 365 ProPlus Trial ต่อจะได้ใช้ Microsoft Office 2019 ฟรีอีก 30 วันด้วย
  4. เสนอองค์กรซื้อ Microsoft 365 มาใช้ – หากออฟฟิศมีผู้ใช้หลายคนและต้องทำงานเอกสารร่วมกันบ่อยๆ ไม่อยากเสียเวลาเซฟงานส่งไฟล์ไปมาเรื่อยๆ ก็แนะนำให้ใช้บริการ Microsoft 365 Business Standard ดีกว่า เนื่องจากค่าบริการตกคนละ 10 ดอลลาร์ หรือราว 330 บาท/คน แต่สามารถ Sign in ได้พร้อมกันจาก Windows/macOS 5 เครื่อง, แท็บเล็ต 5 เครื่องและสมาร์ทโฟน 5 เครื่อง ช่วยให้ทำงานได้สะดวกไม่ใช่น้อย และได้ใช้งานฟรี 1 เดือนแรกอีกด้วย
  5. ใช้ Google Docs แทนก็ดีนะ – ในเมื่อยุคนี้ทุกอย่างใช้งานบนออนไลน์ได้แล้ว ก็ใช้ของฟรีที่มีออนไลน์ไปเลยก็ดี อย่าง Google Drive ที่ปัจจุบันนี้ผู้ใช้หลายคนนิยมใช้งานเป็นอย่างมาก ซึ่งเมื่อเปิด Google Drive ขึ้นมาแล้ว ก็มี Google Docs, Google Sheets, Google Slide, Google Form ให้ใช้งานครบถ้วน แต่ก็มีข้อจำกัดว่าทาง Google จัดการรวมบริการทั้งหมดของ 1 Gmail ให้มีพื้นที่ใช้บริการเพียง 15GB เท่านั้น จึงควรบริหารพื้นที่ใช้งานให้ดีด้วย และถ้าใครอยากทราบว่าจะจัดการพื้นที่ Google Drive อย่างไรบ้าง สามารถอ่านในบทความนี้ได้ที่นี่

จะเห็นว่าเมื่อมาถึงปี 2022 แล้ว เราก็อาจจะไม่ต้องยึดติดกับการหา Microsoft Office ฟรีมาใช้เสมอไปแล้ว เพราะแต่ละบริษัทก็มีบริการที่ใช้ทดแทนโปรแกรมนี้ได้รวมไปถึงโปรแกรม Word Processing จากบริษัทอื่นที่ไม่ใช่ Microsoft ให้โหลดไปใช้งานได้ฟรีและหารายได้หล่อเลี้ยงบริษัทแบบรับ Donate ก็มีเช่นกัน ซึ่งโปรแกรมเหล่านี้ก็ถือว่าใช้งานได้ดีไม่แพ้กันอีกด้วย

แนะนำโน๊ตบุ๊คพร้อม Microsoft Office ฟรี 6 รุ่นน่าใช้

ส่วนอีกวิธีนอกจากการซื้อโปรแกรม Microsoft Office Home & Business 2021 ราคา 10,999 บาทต่อแพ็คเกจมาใช้งานแล้วคิดว่าจะเปลี่ยนโน๊ตบุ๊คเป็นเครื่องใหม่อยู่แล้ว ก็ซื้อโน๊ตบุ๊คที่ติดตั้งโปรแกรม Microsoft Office มาด้วยกันเลยจะง่ายกว่ามาก ซึ่งรุ่นที่ผู้เขียนเลือกมาแนะนำในบทความนี้จะมีทั้งหมด 6 รุ่นด้วยกัน ได้แก่

  1. DELL Inspiron 5515 (23,490 บาท)
  2. ASUS VivoBook 15 OLED S513EA (25,990 บาท)
  3. Acer Swift 3 SF314 (25,990 บาท)
  4. Lenovo IdeaPad 5 Pro 14ACN6 (27,390 บาท)
  5. HP Pavilion 15-eg1049TX (28,790 บาท)
  6. HP Pavilion x360 14-dy0121TU (28,990 บาท)
1. DELL Inspiron 5515 (23,490 บาท)

dell

DELL Inspiron 5515 เป็นรุ่นปรับดีไซน์ใหม่จากทาง DELL ที่ได้ Microsoft Office ฟรีติดตั้งมาให้พร้อมใช้งานในตัว ออกแบบให้เมื่อกางหน้าจอแล้วขอบล่างตัวเครื่องจะดันแป้นคีย์บอร์ดให้เฉียงขึ้นเล็กน้อย ทำให้เจ้าของเครื่องพิมพ์งานด้วยแป้นคีย์บอร์ดของโน๊ตบุ๊คได้สะดวกขึ้น

โน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ติดตั้งซีพียู AMD Ryzen 5 5500U แบบ 6 คอร์ 12 เธรด ความเร็ว 2.1-4.0GHz มาให้และใช้การ์ดจอ AMD Radeon Graphics แบบ 7 คอร์เพื่อเรนเดอร์ภาพขึ้นจอ 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ได้อย่างไหลลื่น มี SSD แบบ M.2 NVMe ความจุ 256GB ติดตั้ง Windows 10 Home กับ Microsoft Office Home & Student 2019 มาให้ มีแรม 8GB DDR4 บัส 3200MHz มีพอร์ต USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 x 1 รองรับ DisplayPort และ Power Delivery, HDMI x 1, Audio Combo x 1 เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วย Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1 และหนักเพียง 1.63 กิโลกรัมเท่านั้น ถือเป็นโน๊ตบุ๊คพร้อม Microsoft Office ฟรีจาก DELL ที่น่าสนใจ

สเปคของ DELL Inspiron 5515
  • CPU : AMD Ryzen 5 5500U แบบ 6 คอร์ 12 เธรด ความเร็ว 2.1-4.0GHz
  • GPU : AMD Radeon Graphics แบบ 7 คอร์
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 256GB
  • RAM : 8GB DDR4 บัส 3200MHz
  • Display : 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS
  • Ports : USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 x 1 รองรับ DisplayPort และ Power Delivery, HDMI x 1, Audio Combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1
  • Webcam : 720p HD Camera
  • Software : Windows 10 Home กับ Microsoft Office Home & Student 2019
  • Weight : 1.63 กิโลกรัม
  • Price : 23,490 บาท (BaNANA)
2. ASUS VivoBook 15 OLED S513EA (25,990 บาท)

asus

ASUS VivoBook 15 OLED S513EA เครื่องนี้ก็มี Microsoft Office ฟรีติดตั้งมาให้ตั้งแต่เปิดใช้งาน และจุดเด่นของ ASUS VivoBook เครื่องนี้ใช้หน้าจอพาเนล OLED ทำให้สีสันบนหน้าจอสวยสดและสว่างมาก หากใครสนใจโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้สามารถอ่านรีวิวได้ที่นี่

สเปคของเครื่องนี้ติดตั้งซีพียู Intel Core i5-1135G7 แบบ 4 คอร์ 8 เธรด ความเร็ว 2.4-4.2GHz ใช้การ์ดจอ Intel Iris Xe Graphics เรนเดอร์ภาพขึ้นจอ 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล OLED ได้อย่างไหลลื่น มี SSD แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB ติดตั้ง Windows 10 Home กับ Microsoft Office Home & Student 2019 กับแรมออนบอร์ด 8GB DDR4 บัส 3200MHz มาให้ ส่วนพอร์ตมี USB 2.0 x 2 ส่วน USB-C 3.2, USB-A 3.2, HDMI, Audio Combo, MicroSD Card Reader มีติดตั้งมาอย่างละ 1 ช่อง เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วย Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.0 และหนัก 1.8 กิโลกรัม ซึ่งถ้าใครชอบหน้าจอสีสันสดใสเป็นพิเศษแนะนำให้ดูรุ่นนี้ไว้ได้เลย

สเปคของ ASUS Vivobook 15 OLED S513EA
  • CPU : Intel Core i5-1135G7 แบบ 4 คอร์ 8 เธรด ความเร็ว 2.4-4.2GHz
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB
  • RAM : ออนบอร์ด 8GB DDR4 บัส 3200MHz
  • Display : 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล OLED
  • Ports : USB 2.0 x 2 ส่วน USB-C 3.2, USB-A 3.2, HDMI, Audio Combo, MicroSD Card Reader มีติดตั้งมาอย่างละ 1 ช่อง
  • Wireless : Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.0
  • Webcam : 720p HD Camera
  • Software : Windows 10 Home กับ Microsoft Office Home & Student 2019
  • Weight : 1.8 กิโลกรัม
  • Price : 25,990 บาท (BaNANA)
3. Acer Swift 3 SF314 (25,990 บาท)

swift

Acer Swift 3 SF314 ก็เป็นโน๊ตบุ๊คพร้อม Microsoft Office ฟรีที่ผู้เขียนเลือกมาแนะนำเป็นระยะๆ เนื่องจากราคาสมเหตุผล, มีพอร์ต USB-C รองรับ Thunderbolt, มีจุดสแกนลายนิ้วมือปลดล็อคเครื่องติดตั้งมาให้และน้ำหนักเบาอีกด้วย

สเปคเครื่องนี้ตอบโจทย์คนทำงานแน่นอนเพราะติดตั้งซีพียู Intel Core i5-1135G7 แบบ 4 คอร์ 8 เธรด ความเร็ว 2.4-4.2GHz ใช้การ์ดจอ Intel Iris Xe Graphics เช่นเดียวกับ ASUS ในข้อที่แล้ว แต่หน้าจอเล็กลงเหลือ 14 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS มี SSD แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB ติดตั้ง Windows 10 Home กับ Microsoft Office Home & Student 2019 และแรมออนบอร์ด 8GB LPDDR4x บัส 4266MHz มีพอร์ต USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 รองรับ Thunderbolt, HDMI, Audio Combo อย่างละ 1 ช่อง เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วย Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1 และเบาแค่ 1.2 กิโลกรัม จัดเป็นโน๊ตบุ๊คที่มี Microsoft Office ฟรีที่สเปคน่าใช้อีกรุ่นหนึ่ง

สเปคของ Acer Swift 3 SF314
  • CPU : Intel Core i5-1135G7 แบบ 4 คอร์ 8 เธรด ความเร็ว 2.4-4.2GHz
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB
  • RAM : ออนบอร์ด 8GB LPDDR4x บัส 4266MHz
  • Display : 14 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS
  • Ports : USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 รองรับ Thunderbolt, HDMI, Audio Combo อย่างละ 1 ช่อง
  • Wireless : Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1
  • Webcam : 720p HD Camera
  • Software : Windows 10 Home กับ Microsoft Office Home & Student 2019
  • Weight : 1.2 กิโลกรัม
  • Price : 25,990 บาท (TopValue)
4. Lenovo IdeaPad 5 Pro 14ACN6 (27,390 บาท)

lenovo laptops ideapad 500 series 5 pro gen 6 14 amd gallery 1

 

ด้าน Lenovo IdeaPad 5 Pro 14ACN6 เครื่องนี้ก็เป็นโน๊ตบุ๊คพร้อม Microsoft Office ฟรีที่คุ้มค่าตัวมากและสเปคแรงอีกด้วย จุดเด่นคือเครื่องนี้ติดตั้งกล้อง IR สำหรับสแกนหน้าปลดล็อคเครื่องมาให้และตัวเบาเพียง 1.41 กิโลกรัมและหน้าจอความละเอียดสูงเป็นพิเศษอีกด้วย

ซีพียูในเครื่องที่ติดตั้งมาให้เป็น AMD Ryzen 7 5800U แบบ 8 คอร์ 16 เธรด ความเร็ว 1.9-4.4GHz ใช้การ์ดจอ AMD Radeon Graphics 8 คอร์ กับหน้าจอ 14 นิ้ว ความละเอียด 2.2K (2240×1400) พาเนล IPS ขอบเขตสีกว้าง 100% sRGB มี SSD แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB ติดตั้ง Windows 10 Home กับ Microsoft Office Home & Student 2019 มีแรมออนบอร์ดติดตั้งมา 16GB DDR4 บัส 3200MHz ส่วนพอร์ตมี USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 x 2 มีช่องหนึ่งรองรับ Power Delivery, HDMI x 1, Audio Combo x 1 เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วย Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1 ด้วย ซึ่งจุดเด่นของโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้เด่นเรื่องหน้าจอความละเอียดสูงเป็นพิเศษและที่สแกนใบหน้าด้วย

สเปคของ Lenovo IdeaPad 5 Pro 14ACN6
  • CPU : AMD Ryzen 7 5800U แบบ 8 คอร์ 16 เธรด ความเร็ว 1.9-4.4GHz
  • GPU : AMD Radeon Graphics 8 คอร์
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB
  • RAM : 16GB DDR4 บัส 3200MHz
  • Display : 14 นิ้ว ความละเอียด 2.2K (2240×1400) พาเนล IPS ขอบเขตสีกว้าง 100% sRGB
  • Ports : USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 x 2 มีช่องหนึ่งรองรับ Power Delivery, HDMI x 1, Audio Combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1
  • Webcam : HD Camera with IR function
  • Software : Windows 10 Home กับ Microsoft Office Home & Student 2019
  • Weight : 1.41 กิโลกรัม
  • Price : 27,390 บาท (Advice)

lenovo discount

5. HP Pavilion 15-eg1049TX (28,790 บาท)

hp01

 

 

HP Pavilion 15-eg1049TX เครื่องนี้อาจจะราคาสูงสักหน่อยแต่ข้อดีคือ HP ติดตั้งการ์ดจอแยก NVIDIA เอาไว้ช่วยประมวลผลตอนแต่งภาพและตัดคลิปได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ตัวเครื่องยังมีขนาด 15.6 นิ้วพร้อม Numpad ให้นักบัญชีพิมพ์ตัวเลขได้สะดวก เวลาเปิด Microsoft Office ฟรีในเครื่องขึ้นมาใช้ Excel ก็ทำได้สบายๆ 

ซีพียูในเครื่องเป็น Intel Core i5-1155G7 แบบ 4 คอร์ 8 เธรด ความเร็ว 2.5-4.5GHz ใช้การ์ดจอแยก NVIDIA GeForce MX450 แรม 2GB GDDR5 ส่วนหน้าจอมีขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS เรื่องงานตัดต่อแต่งภาพใช้ดีสบายใจแน่นอน มี SSD แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB ติดตั้ง Windows 10 Home กับ Microsoft office Home & Student 2019 มากับแรม 8GB DDR4 บัส 3200MHz มีพอร์ต USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1, Audio Combo x 1 เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วย Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2 และหนัก 1.74 กิโลกรัม ซึ่งเครื่องนี้เด่นที่เป็นซีพียู Intel รุ่นพิเศษที่ประสิทธิภาพดีกว่ารุ่นทั่วไปนั่นเอง

สเปคของ HP Pavilion 15-eg1049TX
  • CPU : Intel Core i5-1155G7 แบบ 4 คอร์ 8 เธรด ความเร็ว 2.5-4.5GHz
  • GPU : NVIDIA GeForce MX450 แรม 2GB GDDR5
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB
  • RAM : 8GB DDR4 บัส 3200MHz
  • Display : 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS
  • Ports : USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1, Audio Combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2
  • Webcam : HD Camera
  • Software : Windows 10 Home กับ Microsoft Office Home & Student 2019
  • Weight : 1.74 กิโลกรัม
  • Price : 28,790 บาท (Advice)
6. HP Pavilion x360 14-dy0121TU (28,990 บาท)

hp02

โน๊ตบุ๊คได้ Microsoft Office ฟรี เครื่องสุดท้ายเป็น HP Pavilion x360 14-dy0121TU ที่นอกจากโปรแกรมฟรีแล้ว ยังได้ปากกาสไตลัสเอาไว้เขียนวาดบนหน้าจอ, ดีไซน์ตัวเครื่องพับกลับเป็นแท็บเล็ตได้, สเปคแรงทำงานสะดวกไม่ต้องอัพเกรดอีกด้วย ถือว่าคุ้มค่าเหมือนซื้อ 1 ได้ถึง 2 อุปกรณ์พร้อมกัน

ซีพียูในเครื่องเป็น Intel Core i5-1135G7 แบบ 4 คอร์ 8 เธรด ความเร็ว 2.4-4.2GHz กับการ์ดจอ Intel Iris Xe Graphics แสดงผลขึ้นหน้าจอทัชขนาด 14 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ได้อย่างไหลลื่น ส่วน SSD แบบ M.2 NVMe มีความจุ 512GB ติดตั้ง Windows 10 Home กับ Microsoft Office Home & Student 2019 มาให้กับแรม 16GB DDR4 บัส 3200MHz เรียกว่าสเปคนี้ไม่ต้องอัพเกรดต่อก็ทำงานได้สบายๆ มีพอร์ต USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 x 1 รองรับ DisplayPort 1.4 กับ Power Delivery, HDMI x 1, Audio Combo x 1 เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วย Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2 และหนัก 1.5 กิโลกรัมเท่านั้น ซึ่งเครื่องนี้นอกจาก Microsoft Office ฟรีแล้ว ปากกาสไตลัสที่ได้มาพร้อมเครื่องก็ช่วยให้เขียนและวาดสิ่งที่ต้องการได้สะดวกยบิ่งขึ้น ไม่ต้องใช้เมาส์ปากกาต่อแยก จะเสียดายอย่างเดียวคือเครื่องนี้ไม่มีสแกนลายนิ้วมือหรือกล้องสแกนใบหน้าเท่านั้น

สเปคของ HP Pavilion x360 14-dy0121TU
  • CPU : Intel Core i5-1135G7 แบบ 4 คอร์ 8 เธรด ความเร็ว 2.4-4.2GHz
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB
  • RAM : 16GB DDR4 บัส 3200MHz
  • Display : จอทัชขนาด 14 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS
  • Ports : USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 x 1 รองรับ DisplayPort 1.4 กับ Power Delivery, HDMI x 1, Audio Combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2
  • Webcam : HD Camera
  • Software : Windows 10 Home กับ Microsoft Office Home & Student 2019
  • Weight : 1.5 กิโลกรัม
  • Price : 28,990 บาท (ราคากลาง)

สรุปสเปคโน๊ตบุ๊คพร้อม Microsoft Office ฟรี 6 รุ่น มีเครื่องไหนบ้าง?

ถ้าใครเลือกทางซื้อโน๊ตบุ๊คพร้อม Microsoft Office ฟรี จะเห็นว่าตอนนี้มีโน๊ตบุ๊คสายทำงานหลายรุ่นแถมโปรแกรมนี้มาให้ใช้ด้วย โดยสรุปสเปคได้ดังนี้

สเปคโน๊ตบุ๊คพร้อม Microsoft Office ฟรี CPU, GPU RAM, SSD, Software หน้าจอ, น้ำหนัก การเชื่อมต่อ ราคา
DELL Inspiron 5515 AMD Ryzen 5 5500U

AMD Radeon Graphics

M.2 NVMe
256GB

8GB DDR4
3200MHz

Windows 10 Home

Microsoft Office Home & Student 2019

15.6″ FHD IPS

1.63 กก.

USB-A 3.2 x 2

USB-C 3.2 x 1 รองรับ DisplayPort และ Power Delivery

HDMI x 1

Audio Combo x 1

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.1

23,490 บาท
ASUS VivoBook 15 OLED S513EA Intel Core
i5-1135G7

Intel Iris Xe Graphics

M.2 NVMe
512GB

8GB DDR4
3200MHz

Windows 10 Home

Microsoft Office Home & Student 2019

15.6″ FHD OLED

1.8 กก.

USB 2.0 x 2

USB-C 3.2 x 1

USB-A 3.2 x 1

HDMI x 1

Audio Combo x 1

MicroSD Card Reader x 1

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.0

25,990 บาท
Acer Swift 3 SF314 Intel Core
i5-1135G7

Intel Iris Xe Graphics

M.2 NVMe
512GB

8GB LPDDR4x
4266MHz

Windows 10 Home

Microsoft Office Home & Student 2019

14″ FHD IPS

1.2 กก.

USB-A 3.2 x 2

USB-C 3.2 รองรับ Thunderbolt x 1

HDMI x 1

Audio Combo x 1

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.1

25,990 บาท
Lenovo IdeaPad 5 Pro 14ACN6 AMD Ryzen 7 5800U

AMD Radeon Graphics

M.2 NVMe
512GB

16GB DDR4
3200MHz

Windows 10 Home

Microsoft Office Home & Student 2019

14″ 2.2K IPS

100% sRGB

1.41 กก.

SB-A 3.2 x 2

USB-C 3.2 x 2 มีช่องหนึ่งรองรับ Power Delivery

HDMI x 1

Audio Combo x 1

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.1

27,390 บาท
HP Pavilion 15-eg1049TX Intel Core
i5-1155G7

NVIDIA GeForce MX450

M.2 NVMe
512GB

8GB DDR4
3200MHz

Windows 10 Home

Microsoft Office Home & Student 2019

15.6″ FHD IPS

1.74 กก.

USB-A 3.2 x 2

USB-C 3.2 x 1

HDMI x 1

Audio Combo x 1

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.2

28,790 บาท
HP Pavilion x360 14-dy0121TU Intel Core
i5-1135G7

Intel Iris Xe Graphics

M.2 NVMe
512GB

16GB DDR4
3200MHz

Windows 10 Home

Microsoft Office Home & Student 2019

จอทัช 14″ FHD IPS

1.5 กก.

USB-A 3.2 x 2

USB-C 3.2 x 1 รองรับ DisplayPort 1.4 กับ Power Delivery

HDMI x 1

Audio Combo x 1

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.2

28,990 บาท

นาทีนี้ใครจะหา Microsoft Office ฟรีเอาไว้ทำงานด้วย วิธีเปลี่ยนโน๊ตบุ๊คใหม่สักเครื่องก็โอเคเช่นกัน เพราะถ้าเทียบกันแล้ว Microsoft Office Home & Student 2019 อย่างเดียวก็ราคา 4,299 บาทเข้าไปแล้ว และถ้าใครมีแผนเปลี่ยนโน๊ตบุ๊คเครื่องใหม่มาใช้งานก็ถือเสียว่าได้เปลี่ยนเครื่องใหม่พร้อมโปรแกรมที่ต้องใช้ทำงานไปพร้อมกันเลยแล้วยกเครื่องเก่าให้คนใกล้ตัวหรือขายทิ้งก็ดีทั้งคู่

ด้านผู้ใช้ที่ใช้พีซีสำเร็จรูปหรือประกอบเองจะใช้วิธีการอย่างที่แนะนำไปข้างต้นหรือจะลงทุนซื้อโปรแกรมแท้เอาไว้ทำงานสักโปรแกรม, แชร์กับเพื่อนเพื่อซื้อของแท้มาใช้ก็เป็นทางเลือกที่ดี อย่าหันไปใช้ของละเมิดลิขสิทธิ์ดีกว่า เนื่องจากถ้ามีปัญหาในภายหลังอย่างตัวระบบตรวจเจอหรือถูกฟ้องเรื่องละเมิดลิขสิทธิ์จะไม่คุ้มกันกับเงินค่าโปรแกรมอย่างแน่นอน


บทความที่เกี่ยวข้อง

printer cover

laptop2022 cover

zenbookcover

from:https://notebookspec.com/web/642284-6-laptop-with-free-microsoft-office

รัสเซีย สั่งแบนแอป Walkie-Talkie Zello

Picture Credit : Zello

แอป Walkie-Talkie ของ Zello กลายเป็นแอปล่าสุดที่ถูกทางการรัสเซียสั่งแบน เพื่อหยุดส่งข้อความที่มีข้อมูลเท็จถึงผู้ใช้งาน เกี่ยวกับการรุกรานของยูเครน

สืบเนื่องมาจาก เมื่อวันอาทิตย์ ที่ 6 มีนาคม 2565 ทางหน่วยงานกำกับดูแลด้านโทรคมนาคม เทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารมวลชนของสหพันธรัฐรัสเซีย หรือที่รู้จักกันในนาม Roskomnadzor มีประกาศคำสั่งห้าม Zello ให้หยุดบริการส่งข้อความถึงผู้ใช้งาน เนื่องจากมีการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ เกี่ยวกับการรุกรานของยูเครน

ประกาศของ Roskomnadzor ยังมีเนื้อหาสาระสำคัญทางด้านกฏหมาย ที่ทาง Zollo มีการบริหารทรัพยากรอินเตอร์เน็ตไม่ได้ปฏิบัติให้อยู่ภายใต้ข้อกำหนดที่มีการระบุเอาไว้ ซึ่งจะทำให้การเข้าถึงแอป Zollo ภายในรัสเซีย จะถูกจำกัดลง ซึ่งจะมีผลทันทีภายใน 24 ชั่วโมงหลังการประกาศ

เมื่อวันศุกร์ก่อนการประกาศสั่งแบน Zello ทาง Roskomnadzor ได้มีประกาศว่าจะทำการบล็อกการเข้าถึง Facebook โดยได้กล่าวหาตามข้อเท็จจริงว่า บริษัทด้านโซเชียลยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ เลือกปฏิบัติต่อสื่อและแหล่งข่าวของรัสเซีย โดยจะเป็นการ “ลดระดับ” เนื้อหาจากสื่อที่รัสเซียหนุนหลังอยู่บน Facebook และ Instagram เพื่อให้พลเรือนในรัสเซียเห็นเนื้อหาบางอย่างได้ยากขึ้น

นอกจากนี้ BBC และสื่อต่างประเทศต่างๆ ก็ไม่รอดพ้นจากการถูกบล็อกจากสหพันธรัฐรัสเซียเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม รัสเซีย เองก็ถูกตอบโต้จากการถูกแบนการบริการหรือยุติธุรกิจภายในประเทศโดยบริษัทเทคโนโลยีหลายแห่ง อาทิเช่น Google, Microsoft และ Apple

ภายหลังจากการแบน Zello ที่มีผลทันทีภายใน 24 ชั่วโมงหลังประกาศนั้น ไม่ได้มีความเคลื่อนไหวเพื่อแสดงถึงการตอบโต้ใดๆ แต่ความนิยมในการเข้าใช้งานแอป Zello ในยูเครน กลับมียอดที่เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก

ที่มา : Russia bans walkie-talkie app Zello | ZDNet

from:https://www.techtalkthai.com/russia-bans-walkie-talkie-zello/

5 ขั้นตอนและ 4 โปรแกรมย้าย Windows ไป SSD ด้วยตัวเอง ไม่ต้องง้อ IT ทำได้ทันที ฉบับอัพเดทปี 2022

ย้าย Windows ไป SSD ด้วยตัวเองง่ายๆ ไม่ต้องง้อ IT ให้เสียเวลา บอกเลยทำได้ง่ายไม่ต้องคิดมาก

windows ssd cover

ก่อนหน้านี้การย้าย Windows ไป SSD นั้นถ้าไม่ได้ยกไปให้ร้านคอมพิวเตอร์ทำก็เป็นเรื่องยากจนหลายคนที่ไม่เก่งเรื่องคอมพิวเตอร์คงจะคิดว่าต้องถอดไดรฟ์เก่าออกแล้วใส่ SSD ลูกใหม่ลงไป ค่อยลง Windows ใน SSD ค่อยไล่ลงโปรแกรมและเซ็ตตั้งค่าตัวเครื่องกันให้วุ่นวายจนอาจจะกลายเป็นฝันร้ายของคนที่ไม่เก่งไม่ถนัดคอมพิวเตอร์เลยทีเดียว

Advertisementavw

อันที่จริงปัญหานี้ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่อย่างที่คิด เนื่องจากปัจจุบันนี้ผู้พัฒนาหลายๆ เจ้าได้พากันออกซอฟท์แวร์ประเภท Windows Migration Assistant เปิดตัวออกมามาให้ใช้งานกันทั้งแบบโหลดมาใช้งานได้เลยหรือแถมมาให้ใช้ใน SSD อีกด้วย เรียกว่าไม่ต้องนั่งกลุ้มเหมือนสมัยก่อนอีกต่อไปแล้ว

ย้าย Windows ไป SSD

ก่อนย้าย Windows ไป SSD เตรียมตัวกันก่อน จะได้ไม่กลุ้มใจ

nikolai chernichenko 4DLzZXyC8 k unsplash

เชื่อว่าหลายๆ คนที่ได้ SSD ลูกใหม่มาก็อยากจะย้ายข้อมูลด้วยโปรแกรมที่เลือกมาแนะนำกันแล้วถอดเปลี่ยนใส่เครื่องไปเลย ซึ่งจริงๆ แล้วถ้าจะทำก็ทำได้ แต่ผู้เขียนก็ไม่แนะนำนักหาก SSD ที่ซื้อมาและฮาร์ดดิสก์ลูกเก่าขนาดมันแตกต่างกันเกินไป เพราะนอกจากจะย้ายช้ากินเวลา ยังได้ไฟล์อื่นๆ ที่ไม่ได้จำเป็นนักไปใส่ไดรฟ์อีกด้วย ดังนั้นขั้นตอนง่ายๆ ก่อนย้าย Windows ไป SSD ที่ผู้เขียนลิสท์ขั้นตอนการเช็คและเตรียมเครื่องแบบง่ายๆ มาให้ผู้ใช้ได้ลองทำตามกันดังนี้

Screenshot 2022 02 23 142850อันที่เขียนว่า Solid state drive อย่า Defrag นะ ส่วน Hard disk drive ก็จัดไป

  1. Defragment จำเป็นนะ – โดยเฉพาะคนที่ใช้ฮาร์ดดิสก์เป็น C:\ มาเป็นเวลานานๆ โดยเฉพาะคนที่ใช้โน๊ตบุ๊ครุ่นเก่าๆ เมื่อเขียนไฟล์ใช้งานมาเยอะๆ ไดรฟ์ก็จะกระจายไฟล์ไปหลายจุด ดังนั้นก่อนเริ่มย้ายวินโดวส์จากไดรฟ์เก่าไป SSD แนะนำให้ Defrag ฮาร์ดดิสก์ลูกเก่าของเราก่อน เริ่มต้นง่ายๆ เพียงแค่กดปุ่ม Windows บนคีย์บอร์ด จากนั้นพิมพ์คำว่า Defragment แล้วกด Enter ได้เลย แต่ขั้นตอนนี้ถ้าเครื่องใครเป็น SSD ไม่ว่าจะเป็น SATA III หรือ M.2 SATA ที่จะย้ายไป M.2 NVMe ห้ามทำ เพื่อไม่ให้ไดรฟ์เสื่อมสภาพเร็ว ให้ข้ามขั้นตอนนี้ได้เลย แล้วไปทำขั้นตอนต่อไปแทน
  2. ลบไฟล์ไม่จำเป็นหรือย้ายไปใส่ External Harddisk – ในฐานะเป็นคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่ง ย่อมมีไฟล์งานและไฟล์อื่นๆ อยู่มากมาย ดังนั้นถ้ามีไฟล์งานหรือไฟล์ภาพค้างอยู่ส่วนไหนของเครื่องบ้าง ก็ควรย้ายไฟล์พวกนั้นออกจากเครื่องไปเก็บใน External Harddisk หรือ External SSD ให้เสร็จก่อนแล้วค่อยไปยังขั้นตอนต่อไป
  3. เริ่มใช้โปรแกรมย้ายวินโดวส์ได้เลย – เมื่อย้ายและจัดระเบียบไฟล์ในเครื่องเสร็จแล้ว จุดนี้ก็เริ่มใช้โปรแกรมย้าย Windows ไป SSD ได้เลย ซึ่งในขั้นตอนนี้ผู้เขียนแนะนำให้เอากล่อง SSD มาใส่ไดรฟ์ใหม่ที่ต้องการใช้งานแล้วย้ายข้อมูลจากไดรฟ์เก่ามาได้เลย ซึ่งขั้นตอนนี้จะใช้เวลาโอนย้ายไฟล์สักพัก ดังนั้นเคลียร์เวลาให้ว่างพอค่อยทำจะดีสุด
  4. ล้างไดรฟ์เก่า ใช้ไดรฟ์ใหม่ – ขั้นตอนนี้เมื่อย้ายข้อมูลเสร็จแล้ว จะมี C:\ ของคอมพิวเตอร์ของเรา 2 อันด้วยกัน คืออันเก่าที่ใช้งานมาก่อนหน้านี้กับอันใหม่ที่เตรียมเปลี่ยนมาใช้งาน ตอนนี้ก็ได้เวลาใส่ไดรฟ์ใหม่เข้าไปแล้ว Format ไดรฟ์เก่าทิ้งได้เลย
  5. ดึงแบ็คอัพจากจุดต่างๆ กลับมา – ในตอนนี้เชื่อว่าผู้ใช้หลายๆ คนจะมีแบ็คอัพไฟล์งานและอื่นๆ เก็บเอาไว้ตามที่ต่างๆ ดังนั้นเมื่อย้ายข้อมูลเข้ามาแล้วก็ดึงแบ็คอัพจากไดรฟ์ที่แบ็คอัพกลับมาแล้วทำงานต่อได้เลย

artiom vallat 1GntEP783rI unsplash

พอย้ายข้อมูลจากฮาร์ดดิสก์หรือ SATA III SSD ลูกเก่าเสร็จแล้ว ตอนนี้เชื่อว่าผู้ใช้หลายคนก็น่าจะได้ใช้งานโน๊ตบุ๊คเครื่องเก่าที่โหลดงานเร็วกว่าเดิมอย่างแน่นอน และตอนนี้ SSD แต่ละประเภทก็ราคาถูกลงเรื่อยๆ ทำให้หาซื้อมาอัพเกรดพีซีและโน๊ตบุ๊คได้สะดวกกว่าเดิม ดังนั้นในปี 2022 นี้ใครยังใช้ฮาร์ดดิสก์แบบเก่าอยู่ ก็แนะนำให้อัพเกรดเปลี่ยนไดรฟ์ได้เลย

4 โปรแกรมย้าย Windows ไป SSD ฉบับง่ายมาก ไม่ต้องลงโปรแกรมใหม่ให้เสียเวลา

ถ้าใครมี SSD ลูกใหม่ที่จะเอามาอัพเกรดแล้ว แต่หาโปรแกรมสำหรับย้ายมาใช้งานไม่ได้หรือไม่แน่ใจว่าจะใช้อันไหนดี ผู้เขียนเองมีโปรแกรมน่าใช้เชื่อถือได้มาแนะนำเช่นกัน โดยทั้ง 4 โปรแกรมหลักที่น่าใช้งานมีดังนี้

  1. EaseUS Todo PC Trans
  2. Acronis True Image
  3. MiniTool Partition Wizard
  4. Paragon Drive Copy
1. EaseUS Todo PC Trans

easeus

เริ่มต้นด้วยโปรแกรม EaseUS Todo PC Trans โปรแกรมย้าย Windows จากฮาร์ดดิสก์ลูกเก่าไปใส่ SSD ที่ใช้งานง่าย โดยซอฟท์แวร์จะย้ายไปทั้งเครื่องไม่ว่าจะ Windows Account, Domain Account รวมทั้งการตั้งค่าต่างๆ ของตัวเครื่อง รวมทั้งใช้ Backup & Restore ตัวเครื่องได้สะดวก และจุดเด่นของ EaseUS Todo PC Trans คือซอฟท์แวร์นี้จะเซฟตัวระบบและ Product Keys ของ Windows เอาไว้ให้เราด้วย ดังนั้นเปลี่ยนไดรฟ์แล้วก็ไม่ต้องกังวลหารหัสตัวเครื่องให้วุ่นวายเลย เพราะซอฟท์แวร์ตัวนี้จัดการโคลนเอาไว้ให้เราหมดแล้ว

แต่จุดต้องพิจารณา คือ ซอฟท์แวร์นี้คิดค่าบริการเป็นรายปี ตกปีละ 59.95 ดอลลาร์ หรือราว 1,900 บาท ดังนั้นถ้าใครใช้งานเป็นส่วนตัวอาจจะราคาสูงอยู่บ้าง แต่ถ้าเป็นฝ่าย IT หรือคนที่ต้องรับหน้าที่จัดการคอมพิวเตอร์บ่อยๆ ก็คุ้มจะซื้อมาใช้งานเช่นกัน

หรือถ้าเป็นผู้ใช้ทั่วไปที่ต้องการแค่ย้าย Windows อย่างเดียวและครั้งเดียวด้วย จะมี Tool อย่าง EaseUS Todo Backup ให้โหลดไปใช้งานได้ฟรีเช่นกัน โดยโปรแกรมตัวนี้รองรับตั้งแต่ Windows 7 เป็นต้นไป และนอกจาก Clone เครื่องได้แล้ว ยังเอาไว้ใช้ Backup & Restore ตัวเครื่อง ระบบปฏิบัติการและ Data file สำคัญต่างๆ ได้, รองรับการทำ WinPE Disk ในรูปแบบของ USB หรือ CD เพื่อใช้เป็น Recovery Disk เวลาเครื่องเกิดปัญหาจนบูตขึ้นมาใช้งานไม่ได้อีกด้วย ซึ่งถ้าใครต้องการสามารถโหลดได้ที่นี่

2. Acronis True Image

cf83c51342393734348eb1d42b9d727c

ด้าน Acronis True Image ก็เป็นโปรแกรมย้าย Windows ไป SSD ที่ใช้งานง่ายเช่นกัน และมักได้แถมมากับ SSD หลากหลายรุ่น ซึ่งผู้เขียนก็ใช้โปรแกรมนี้ย้าย Windows จากโน๊ตบุ๊คเครื่องเก่ามาใส่ SSD ลูกใหม่เช่นกัน โดยนอกจาก Acronis True Image จะใช้ย้ายระบบปฏิบัติการได้สมบูรณ์แบบแล้ว เวลาย้ายข้อมูลเสร็จตัวซอฟท์แวร์จะจัดการล้างไฟล์อิมเมจที่ใช้ย้ายข้อมูลทิ้งให้โดยอัตโนมัติ รวมทั้งเอามาทำแบ็คอัพให้พีซี, สมาร์ทโฟนที่เป็น Android 6.0 หรือ iOS 10.13 เป็นต้นไปได้อีกด้วย ซึ่งซอฟท์แวร์นี้มักแถมมากับ SSD ของ Western Digital, Kingston หลายๆ รุ่นให้ใช้งานได้ฟรี แต่ถ้าต้องการซื้อมาใช้งานเดี่ยวๆ จะมีค่าบริการรายปีที่ 49.99 ดอลลาร์หรือราวน 1,600 บาท หากใช้ชั่วคราวสามารถโหลดเวอร์ชั่นทดลองใช้งานฟรีมาใช้ได้ 30 วัน แต่ส่วนตัวถ้าใครอยากย้าย Windows ไปใส่ใน SSD แนะนำให้ใช้โปรแกรมนี้ เพราะประสิทธิภาพการย้ายถือว่าสมบูรณ์ นอกจากนี้ยังรองรับการแบ็คอัพ macOS ตั้งแต่ High Sierra 10.13 ได้ด้วย

3. MiniTool Partition Wizard

minitool

MiniTool Partition Wizard เป็นโปรแกรมย้ายเครื่องที่น่าใช้ไม่แพ้สองโปรแกรมบน เนื่องจากมันออกแบบมารองรับ Windows 11 รวมทั้งปรับแต่งการกู้ไฟล์ในพาร์ทิชั่น FAT32 คืนได้ดีขึ้นด้วย นอกจากนี้ถ้าใครเป็นคนที่ลง Windows เองมาก่อนแล้วต้องการแปลงรูปแบบของไดรฟ์จาก MBR เป็น GPT ก็ไม่ต้องพิมรันใน Command Prompt เวลาติดตั้ง Windows ใหม่อีกด้วย เนื่องจากตัวโปรแกรมมีฟังก์ชั่นดังกล่าวให้ใช้งานในตัว และยังใช้แปลงระหว่าง NTFS, FAT32 ได้เช่นกัน จัดว่ามันเหมาะจะใช้งานกับทั้งผู้ใช้ทั่วไปหรือจะเป็นกลุ่มธุรกิจก็ใช้งานได้สะดวกมาก

อย่างไรก็ตามตัวโปรแกรมจะมีให้ใช้ฟรีแค่ MiniTool Partition Wizard Free 12.6 ที่ใช้แค่จัดการ Partition ในเครื่องและวิเคราะห์การใช้งานไดรฟ์เท่านั้น ถ้าต้องการใช้งานแบบเต็มระบบจะมีค่าซอฟท์แวร์ 159 ดอลลาร์ หรือราว 5,000 บาท แต่ได้การอัพเกรดตลอดชีพและเอาไปใช้กับพีซีได้รวม 5 เครื่องด้วยกัน ดังนั้นถ้าต้องการย้าย Windows ไป SSD แล้วมีเพื่อนร่วมหาร ก็แนะนำให้ซื้อโปรแกรมนี้ไปใช้งานได้เลย

หรือผู้ใช้คนไหนไม่ต้องการเสียเงินก็มี MiniTool Drive Copy ให้โหลดไปใช้งานใน Windows ได้ฟรีๆ ด้วย และรองรับตั้งแต่ Windows XP ขึ้นไป โดยใช้งานได้ 2 ฟังก์ชั่นคือ Disk to Disk copy ที่ถ่ายโอนไฟล์จากฮาร์ดดิสก์ต้นทางไป SSD ปลายทางได้เลย แต่เมื่อโอนไฟล์แล้วข้อมูลในไดรฟ์ต้นทางจะหายไปหมด ดังนั้นควรแบ็คอัพข้อมูลให้ครบถ้วนก่อน และ Partition to Partition copy ที่เลือกสำเนา Partition ที่ต้องการไปยังพื้นที่ที่ยังไม่ได้กำหนดไดรฟ์ใน SSD, HDD ปลายทางได้ด้วย ดังนั้นถ้าใครต้องการใช้งานเพียงครั้งเดียวหรือชั่วคราวก็โหลดโปรแกรมนี้ไปใช้งานได้เช่นกัน

4. Paragon Drive Copy

paragon

ตัว Paragon Drive Copy ตัวนี้ก็เป็นโปรแกรมย้าย Windows ไป SSD อีกโปรแกรมที่ผู้ใช้หลายคนเลือกใช้งานกัน ซึ่งนอกจากเอาไว้ย้ายไดรฟ์ C:\ จากฮาร์ดดิสก์ลูกเก่าไป SSD ลูกใหม่ไม่พอ ยังจัดการ Sector ของไฟล์ในไดรฟ์ใหม่รวมทั้งทำ Backup & Restore ให้ไดรฟ์นั้นได้และยังเลือกไม่เอาไฟล์ที่ไม่ต้องการย้ายไปยัง SSD ลูกใหม่ได้อีกด้วย ถือว่าจัดการได้ค่อนข้างละเอียดทีเดียว ส่วนค่าซอฟท์แวร์อยู่ที่ 2,852.35 บาท แต่ใช้กับพีซีได้ทั้งหมด 3 เครื่องด้วยกัน ถ้าหารเฉลี่ยแล้วต้องถือว่าราคาไม่สูงมาก ถ้าใครมีเพื่อนต้องการแชร์โปรแกรมย้าย Windows นี้ก็ถือว่าคุ้มน่าซื้อมาใช้งานเช่นกัน

ด้าน Paragon Software ก็มีโปรแกรมเวอร์ชั่นใช้ฟรีด้วยในชื่อ Paragon Hard Disk Manager ซึ่งเวอร์ชั่นฟรีใช้งานฟรีได้ 30 วัน มีฟีเจอร์เช่น แบ็คอัพข้อมูลสำรองไว้กรณีที่เกิดปัญหาแล้วต้องกู้ไฟล์กลับมาใช้งาน ถ้านำไปใช้งานในเซิร์ฟเวอร์จะรองรับ Hyper-V ได้ด้วย, ใช้ Optimize ไดรฟ์ต่างๆ ในเซิร์ฟเวอร์ให้ทำงานได้ดีขึ้นและใช้ Clone Windows จากฮาร์ดดิสก์ลูกเก่าไปยังลูกใหม่ได้ด้วย ซึ่งถ้าใครต้องการใช้โปรแกรมนี้ฟรีๆ ก็โหลดไปใช้งานได้เลย

elisa ventur bmJAXAz6ads unsplash

จะเห็นว่าการย้าย Windows ไป SSD จะมีทั้งขั้นตอนการเตรียมตัวรวมทั้งโปรแกรมย้ายจากบริษัทชั้นนำให้เลือกโหลดไปใช้งานแต่ก็ทำได้ไม่ยาก มือใหม่ก็ทำได้ด้วยตัวเองไม่กี่ขั้นตอน และซอฟท์แวร์ที่เลือกมาแนะนำจะเน้นไปทางโปรแกรมที่หน้าตาใช้งานง่าย เน้นผู้ใช้ทั่วไปเป็นหลัก แต่ไม่ได้รวมซอฟท์แวร์บางประเภทที่หน้าตาดูใช้งานลำบากไม่เป็นมิตรกับผู้ใช้เอาไว้ หากรวมก็อาจจะได้มากกว่านี้อีกหลายโปรแกรมทีเดียว

นอกจากนี้ยังมีซอฟท์แวร์ที่ผู้เชี่ยวชาญทาง IT จะเลือกมาใช้ย้าย Windows ไปยัง SSD ใหม่ ซึ่งสเกลจะรองรับระดับองค์กรหรือเอาไว้ปรับแต่งพีซีลูกข่ายได้ง่ายๆ ซึ่งในส่วนนั้นจะมีฟังก์ชั่นปรับแต่งตัวเครื่องได้หลากหลายทีเดียว แต่ก็ขอยกยอดเอาไว้เนื่องจากไม่ตอบโจทย์ผู้ใช้ทั่วไปที่ต้องการแค่ย้ายไฟล์ไปไดรฟ์ใหม่แล้วจบเช่นในบทความนี้นั่นเอง


บทความที่เกี่ยวข้อง

msi prestige 15 A11SC 038th Cover

headphonecover

anaucover

from:https://notebookspec.com/web/640150-5-software-to-move-windows-to-ssd

คีย์ลัด AutoCAD ประหยัดเวลา ออกแบบไว คำสั่งไหนก็สบาย อัพเดต 2022

รวมคีย์ลัด AutoCAD ใช้ง่าย ประหยัดเวลา คำสั่งไหนก็สบาย อัพเดต 2022

คีย์ลัด AutoCAD, คำสั่งลัด AutoCAD

สำหรับใครที่ทำงานเขียนแบบ แล้วใช้งานโปรแกรมตระกูล CAD ทั้งหลายนั้น หลายๆ ครั้งงานก็ด่วน ต้องการความรวดเร็ว คงจะดีกว่ามากๆ ถ้าเรามีคีย์ลัดสำหรับการทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโปรแกรม AutoCAD ที่นักเขียนแบบหลายๆ คนนิยมใช้งานกัน วันนี้ทีมงาน NotebookSPEC ก็จะมานำเสนอคีย์ลัด AutoCAD ที่จะช่วยให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่นยิ่งขึ้น สะดวก รวดเร็ว คำสั่งไหนก็สบาย


ทำความรู้จักโปรแกรม AutoCAD

AutoCAD Logo

ก่อนที่เราจะไปดูคีย์ลัด คำสั่งลัดต่างๆ ในโปรแกรม AutoCAD นั้น เรามาทำความรู้จักตัวโปรแกรมคร่าวๆ กันก่อนดีกว่า สำหรับโปรแกรม AutoCAD ก็เป็นโปรแกรมาสำหรับการใช้งานเขียนแบบ ที่ได้รับความนิยมใช้งานกันทั่วโลก ตัวโปรแกรมถูกพัฒนาโดยบริษัท Autodesk ของสหรัฐอเมริกา โปรแกรม AutoCAD มีฟังก์ชันที่ตอบสนองกับการเขียนเขียนแบบที่ครบครัน และมีประสิทธิภาพ มีเสถียรภาพที่สูง เป็นที่ไว้วางใจของอาชีพนักออกแบบ เขียนแบบมากมาย โดยตัวโปรแกรมนี้ถูกพัฒนามาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1982 มาจนถึงปัจจุบัน วัตถุประสงค์ของโปรแกรมนั้น ก็เพื่อ การเขียนแบบ ออกแบบ รวมไปถึงผลิตงานที่เกี่ยวข้องได้ทั้งในรูปแบบของ 2D และ 3D ไม่ว่าจะเป็นงานแผนผังขนาดเล็ก ไปจนถึงโปรเจคโครงสร้างอาคารขนาดใหญ่

Advertisementavw

ฟังก์ชั่น/ฟีเจอร์ ที่น่าสนใจของ AutoCAD

  • มีเครื่องมือทั้งสำหรับการดราฟงาน ออกแบบงาน หรือแก้ไขสิ่งต่างๆ ในด้านงานเขียนแบบ
  • สร้างผลงานทั้ง 2D และ 3D ได้ตามต้องการ
  • มีภาพพรีวิวจำลองสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างสมจริง
  •  Smart Dimensioning วัดมุมองศา และตำแหน่งระยะทางของวัตถุต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ
  • รองรับการทำงานทั้งทั้ง Web App และ Windows Apps
  • มีระบบ Cloud ทำให้การจัดเก็บข้อมูลเป็นไปอย่างสะดวก
  • สร้างแผนผัง โครงสร้าง และงานเขียนแบบได้อย่างละเอียด รวดเร็ว
  • Surface analysis สำหรับวิเคราะห์และคำนวณความละเอียด ความสมจริงของพื้นผิววัตถุต่างๆ
  • รองรับการ Import/Export ไฟล์ PDF DGN และ DW 
  • รองรับการใส่ข้อมูลตำแหน่งพิกัดเชิงภูมิศาสตร์ หรือ Geographic Location ลงในงานเขียนแบบก่อสร้าง และสามารถเรียกดูแผนที่ได้โดยตรงจากหน้างานออกแบบ ผ่านบริการแผนที่ออนไลน์
  • รองรับการใช้งานทั้ง ระบบปฏิบัติการ Windows และ macOS

คีย์ลัด AutoCAD

คีย์ลัด AutoCAD
  • วิธีการใช้งานคีย์ลัด AutoCAD หรือ คำสั่งลัด AutoCAD นั้น ก็คือการพิมพ์ตัวอักษรบนแป้นพิมพ์ หรือ คีย์บอร์ดลงไปตรงๆ ซึ่งตัวอักษรก็จะแทนคำสั่งหรือคีย์ลัด ไม่ต้องเสียเวลาไปกดคลิกที่เมนู หรือไอคอน ให้เสียเวลาเลย ถ้าเราจดจำคำสั่งลัดได้แล้ว ก็จะยิ่งเพิ่มความรวดเร็วในการเขียนแบบของเรานั่นเอง ทั้งนี้ในส่วนของคำสั่งหรือคีย์ลัดนั้น ก็สามารถแก้ไข เปลี่ยนแปลงได้
    • โดยไปที่เมนู Manage >> เลือก Edit Aliases >> จากนั้นก็จะปรากฏหน้าต่างที่มีข้อมูลของคีย์ลัด AutoCAD ที่ใช้ในโปรแกรมขึ้นมามากมาย ให้เราเลื่อนลงไปที่ด้านล่างก็จะเห็นคีย์ลัดต่างๆ โดยตัวอักษรด้านซ้าย จะแทนคำสั่งลัด, ตัวอักษรด้านขวา จะแทนชื่อคำสั่ง
    • โดยเมื่อเราพิมพ์ตัวอักษรซึ่งเป็นคีย์ลัด ก็จะมีไกด์คำสั่งมาให้ จากนั้นให้เราคลิกคำสั่งที่เราต้องการ แล้วกด Enter (หรือ Spacebar) ตัวโปรแกรมก็จะทำตามคำสั่งที่เราเลือกนั่นเอง
    • ในการแก้ไขคำสั่งให้เป็นตัวอักษรที่เราต้องการ สำหรับใน AutoCAD นั้น เราสามารถแก้ไขตัวอักษรที่อยู่ในหน้าต่าง (คล้ายๆ Notepad) ได้เลย โดยเมื่อปิดหน้าต่างก็จะมีคำสั่งขึ้นว่ามาต้องการให้บันทึกการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ (การแก้ไขคีย์ลัด เราต้องดูให้แน่ใจว่าตัวอักษรที่เราจะใช้นั้นจะไม่ซ้ำกับคำสั่งอื่นๆ ), ส่ววนใน GstarCAD นั้น ในเมนู Edit Aliases จะมีหน้าต่างของคำสั่งลัดขึ้นมา ให้เราเลือกคำสั่งที่ต้องการแก้ไข แล้วกดที่ปุ่ม Edit แล้วใส่ตัวอักษรที่เราต้องการแก้ไขได้เลย แล้วจากนั้นก็กดบันทึก
คีย์ลัด AutoCAD คำสั่ง
AR ARRAY (ในแบบกำหนดจำนวนและระยะห่างจากจุดอ้างอิง)
A ARC (เขียนเส้นโค้ง)
AA AREA
หาพื้นที่
ADC DESIGN CENTER
B BLOCK
สร้าง Block ใหม่ในงานที่เขียนขึ้นแล้ว
BO BOUNDARY
สร้างกรอบในพื้นที่ปิด (Pick Point)
BR BREAK
ตัดเส้นที่ต่อเนื่องกัน ณ จุดที่เราทำการ break
CO,CP COPY
ทำชิ้นส่วนภาพที่เราเลือกไว้ให้สร้างขึ้นมาใหม่ ในลักษณะ เหมือนเดิมทุกประการ
C CIRCLE
เขียนวงกลม
C1 COLOR 1
เปลี่ยนเป็นสีแดง
C2 COLOR 2
เปลี่ยนเป็นสีเหลือง
C3 COLOR 3
เปลี่ยนเป็นสีเขียว
C4 COLOR 4
เปลี่ยนเป็นสีฟ้า
C5 COLOR 5
เปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน
C6  COLOR 6
เปลี่ยนเป็นสีชมพู(บานเย็น)
C7 COLOR 7
เปลี่ยนเป็นสีขาว
CH  CHCOLOR
เปลี่ยนสี
CHA CHAMFER
ตัดมุมของรูปเหลี่ยมต่างๆ
CTRL + C CANCEL
CTRL + N สร้างไฟล์ใหม่
CTRL + O เปิดไฟล์
CTRL + P พล็อตไฟล์
CTRL + S บันทึกไฟล์
CHSPACE CHANGE SPACE
โยน Object ข้ามไปมาระหว่าง Model Space และ Paper Space
DI ระยะห่างระหว่างจุด 2 จุด
DT DTEXT
เขียนตัวหนังสือ
DB  DIM VASELINE
ให้ dimension แบบต่อเนื่องในแนวเส้นแรก
DC DIM CONTINUE
ให้ dimension แบบต่อเนื่องในแนวและระดับเดียวกันหมด
DV DIM HORIZONTAL
ให้ dimension แบบอยู่ในแนวเส้นราบ
DD DIM DIAMETER
ให้ dimension แบบเส้นผ่านศูนย์กลางของวงกลม
DS DIM SCALE
ตัวคูณ factor ของขนาดสเกลของ dimension
DN DIM NEWTEXT
เปลี่ยน text
DM DIM MOVE
การขยับ text ไปมา
DAN DIM ANGULAR
วิธีการให้ dimension แบบเส้นโค้งเพื่อแสดงขนาดของมุม
DL DIM LEADER
วิธีการให้dimension แบบชี่จุดตำแห่งที่เราต้องการชี้แจงรายละเอียด
DR DIM ROTATE
วิธีการให้ dimension แบบป้อนมุมองศาได้
DU DIM UPDATE
คำสั่งที่ใช้ในการ update dimension
DHO  DIM HOME
การขยับ text กลับจุดปกติของ text
DAA DIM OBLIQUE
วิธีการให้ dimension แบบเอียงจากแนวปกติเพื่อหลียกเลี่ยงการทับซ้อน
DRR  DIM RADIUS
วิธีการให้ dimension แบบรัศมีของวงกลมหรือส่วนโค้ง
E ERASE
การลบ
EC ERASE+CROSS
การลบ + cross
EE ERASE SINGLE
การลบครั้งเดียว
EL ELLIPSE
การเขียนวงรี
EP EXPLODE
การระเบิด
ET EXTEND
การต่อเส้น
EW ERASS+WINDOW
การลบ+window
F FILLET
การลบมุมโค้ง
CL LAYER CONTROL
การควบคุมเปลี่ยนแปลง layer
D DIMSTYLE
ใส่ระยะ
DI DIVIDE
การแบ่งแบบวงเวียน
DO DONUT
การเขียนรูปโดนัท
I INSERT
การเรียก block หรือรูปต่าง ๆ เข้ามาในชิ้นงานเรา
ID IDENTIFY
บอกตำแหน่งที่เราต้องการ
J JOINT
การต่อเส้น
L  LINE
การเขียนเส้นตรง
LA LAYER MANAGER
LI LIST
แสดงข้อมูลพื้นฐานของส่วนของภาพที่ได้เขียนไปแล้ว
LS LTSCALE
ขนาดของเส้นต่าง ๆ
M MOVE
การขยับรูปไปยังตำแหน่งที่ต้องการ
MA MATCHPROPERTIES
Copy Properties ของวัตถุอื่น
MI MIRROR
MR MIRROR
การ copy รูปในลักษณะกลับหลัง จะคล้ายกับรูปที่มองเห็นในกระจก
MN MENU
คำสั่งที่ทำการเปลี่ยน menu
N NON
ไม่ต้องมีตัวช่วยจับ
O OFFSET
คำสั่ง copy ที่กำหนดขนาดทิศทางในลักษณะขนาด กับรูปที่มีอยู่
OI OSNAP+INT
คำสั่งช่วยในการจับส่วนต่าง ๆ ของรูป จุดตัด
OC OSNAP+CEN
คำสั่งช่วยในการจับส่วนต่าง ๆ ของรูป จุดศูนย์กลางของวงกลมเส้นโค้ง
OE OSNAP+END
คำสั่งช่วยในการจับส่วนต่าง ๆ ของรูป เส้นปลาย
OQ OSNAP+QUA
คำสั่งช่วยในการจับส่วนต่าง ๆ ของรูป สี่จุดรอบวงกลม
OT OSNAP+TAN
คำสั่งช่วยในการจับส่วนต่าง ๆ ของรูป ส่วนผิวสุดของวงกลม
OP OSNAP+PER
คำสั่งช่วยในการจับส่วนต่าง ๆ ของรูป จุดไปตั้งฉากกับเส้น
OA OSNAP+NEAR
คำสั่งช่วยในการจับส่วนต่าง ๆ ของรูป ตรงไหนก็ได้ที่ไฟดับ
ON OSNAP+NOD
คำสั่งช่วยในการจับส่วนต่าง ๆ ของรูป จับที่โหนด(node)
OS OSNAP+INS
คำสั่งช่วยในการจับส่วนต่าง ๆ ของรูป จับตัวอักษร
OM OSNAP+MID
คำสั่งช่วยในการจับส่วนต่าง ๆ ของรูป จับจุดกึ่งกลางของเส้น
OVERKILL ลบเส้นที่ซ้ำ/ซ้อนทับกันอยู่ (ใช้ทำความสะอาดไฟล์)
P PAN
การเปลี่ยนมุมมองแบบเลื่อนไปในทิศทางต่าง ๆ
PE PEDIT
PL POLYLINE
PLAN PLAN
(ใช้คู่กับ UCS ในตอนที่ปรับพิกัดคืน )
PO POLYGON
การเขียนรูปเหลี่ยมต่าง ๆ
PR PROPERTIES
PT POINT
การย่อขนาดส่วนวัตถุ
PU PURGE
ลบขยะ/ Layer ที่ไม่ใช้
RE REGEN
REC สี่เหลี่ยม
RO ROTATE
S STRETCH
SC SCALE
SO SOLID
การสร้างวัตถุที่มีความทึบ
SPL SPLINE
STY STYLE
การเปลี่ยน style ตัวหนังสือ
T TRIM
การตัดเส้น
T1 PLMTIX ON
ตัวเลขจะอยู่นอกแนวเส้น dimension
TO PLMTIX OFF
ตัวเลขจะอยู่ในแนวเส้น dimension
TR TRIM
(กด Shift ค้างจะเป็นคำสั่ง Extend ถ้าปล่อย Shift จะเป็นคำสั่ง Trim )
U UNDO
ยกเลิกคำสั่งที่เราได้ทำไปแล้วและเราสามารถ undo ย้อนกลับไปได้เรื่อย
UE การทำให้ curser เอียง
UW การทำให้ curser ตรง
UN UNIT CONTROL
การควบคุมเปลี่ยนแปลง units
UCS UCS
ตั้งองศา พิกัดของไฟล์
W BLOCK
สร้าง Block ในไฟล์ใหม่
WB WBLOCK
การทำ wblock
X EXPLODE
XR XREF
Z ZOOM
การเปลี่ยนมุมมองแบบเดียวกับ zoom window
ZA ZOOM-ALL
การเปลี่ยนมุมมองแบบโชว์ภาพทั้งหมด
ZC ZOOM-CENTER
การเปลี่ยนมุมมองแบบเลือกจุดที่เราสนใจไว้กลางจอ
ZD ZOOM-DYNAMIC
การเปลี่ยนมุมมองแบบเคลื่อนไหว
ZE ZOOM-EXTENT
การเปลี่ยนมุมมองแบบใหญ่ที่สุด
ZP ZOOM-PREVIOUS
การเปลี่ยนมุมมองแบบย้อนไปมุมมองที่ผ่านมาแล้ว
ZV ZOOM-VMAS
การเปลี่ยนมุมมองแบบเล็กลง 0.2 เท่า
ZW ZOOM-WINDOW
การเปลี่ยนมุมมองแบบใช้ window ครอบ
ZX ZOOM-SCALE
การเปลี่ยนมุมมองแบบใส่ scale
F2 คำสั่งช่วยในการจับส่วนต่าง ๆ ของรูป จุดตัด+ปลาย
F3 SNAP
คำสั่งช่วยในการจับส่วนต่าง ๆ ของรูป จุดตัด+ปลาย
F4 3DOSNAP
คำสั่งช่วยในการจับส่วนต่างๆ ของรูป สี่จุดรอบวงกลม + จุดตั้งฉากกับเส้น
F5 คำสั่งช่วยในการจับส่วนต่าง ๆ ของรูป จับที่โหนด+จับตัวอักษร
F6 DUCS
F7 GRID
F8 ORTHO
F9 OSNAP
F10 POLAR
F11 ZOOM WINDOW
F12 ZOOM PREVIOUS

และทั้งหมดนี้ก็คือ คีย์ลัด AutoCAD หรือคำสั่งลัด AutoCAD ที่ทีมงานได้รวบรวมและนำมาฝากกัน สำหรับใครที่กำลังทำงานเขียนแบบอยู่ หรือเพิ่มเริ่มใช้งานโปรแกรม AutoCAD ก็สามารถนำคีย์ลัด คำสั่งลัดเหล่านี้ไปใช้งานกันได้เลย เพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการทำงาน ไม่ต้องเสียเวลาไปกับการกดเพิ่มคำสั่ง


อ่านบทความเพิ่มเติม / เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

เปลี่ยนแบตไอโฟน, เปลี่ยนแบต iPhone
โปรแกรมตัดต่อวิดีโอ ฟรี
ปรับภาพให้ชัด ออนไลน์
เปรียบเทียบ iPhone 12 กับ 13
เปรียบเทียบ iPhone 13
ตัวอักษรพิเศษไทย, ตัวอักษรพิเศษ เกม, ตัวอักษรพิเศษ ปีกนก, ตัวอักษรพิเศาฟีฟาย
โหลดวิดีโอ TikTok ไม่มีลายน้ำ, โหลดคลิป TikTok, โหลดวิดีโอ TikTok ไม่ติดลายน้ำ

from:https://notebookspec.com/web/636050-shortcut-key-autocad-suggestion

8 โปรแกรมตัดต่อวิดีโอที่ใช้ง่ายและฟรี ไม่ง้อ Premiere Pro

สำหรับมือใหม่ที่พึ่งหัดตัดต่อวิดีโอ มักพบเจอปัญหาไม่รู้ใช้โปรแกรมตัดต่อวิดีโออะไรดี ครั้นจะไปใช้โปรแกรมตระกูล Adobe อย่าง Premiere Pro ก็ต้องเสียเงินใช้เป็นรายเดือน เดือนละหลายบาท จะใช้ของก็อปก็ผิดกฎหมาย เสี่ยงโดนค่าปรับที่ไม่คุ้มกันอีก วันนี้เราเลยจะมาแนะนำโปรแกรมตัดต่อเบื้องต้นแบบที่ใช้ง่าย ฟังก์ชั่นหลากหลาย ได้ภาพสวยคมชัด และที่สำคัญคือ ใช้ฟรี! จนไม่ต้องง้อ Premiere Pro ก็ได้ ถ้าอยากรู้แล้วว่ามีโปรแกรมอะไรบ้างมาเริ่มที่โปรแกรมแรกกันเลย

สำหรับกลุ่มเริ่มต้น (Best for beginners)

1. Adobe Creative Cloud Express (ชื่อเดิม Adobe Spark)

Adobe Creative Cloud Express จัดเป็นโปรแกรมตัดต่อวิดีโอที่เหมาะอย่างมากสำหรับมือใหม่ เนื่องจากลักษณะโปรแกรมจะเป็นแบบสำเร็จรูป เบื้องต้นใช้ตัดต่อวิดีโอ ปรับสีตามได้ตามใจชอบ และที่สำคัญเราสามารถเลือก ธีม (Theme) เพื่อปรับแต่งนิดหน่อยก็ได้เป็นวิดีโอชิ้นหนึ่งแล้ว ซึ่งช่วยประหยัดเวลาเราได้มากทีเดียว นอกจากการใช้งานที่ง่ายแล้ว เรายังสามารถ Save เพื่อฝากไฟล์ได้อีกด้วย

แม้จะเป็นโปรแกรมที่รวมเครื่องมือทั้งหมดไว้ในโปรแกรมขนาดเล็กสุดกะทัดรัด แต่ก็มีข้อจำกัดที่ความล่าช้าในบางที หรือตัวอักษรและเครื่องมือมีให้เลือกน้อย จึงเหมาะสำหรับออกแบบวิดีโอเล่น ๆ ทั่วไป

รองรับระบบปฏิบัติการ : Windows, Mac และ Linux
ราคาเมื่ออัพเดตเป็น Pro : ใช้ฟรี

No Description

2. VideoPad

VideoPad จัดเป็นโปรแกรมทางเลือกที่ดีตัวหนึ่งสำหรับตัดต่อวิดีโอคุณภาพสูงสักชิ้นหนึ่งในแบบง่าย ๆ โดยไม่ต้องปรับค่าอะไรมากมาย เนื่องจาก User Interface ของโปรแกรมได้รับการออกแบบให้ใช้งานง่าย จึงหมดปัญหามือใหม่ที่กำลังหัดตัดแต่งวิดีโอ ส่วนฟีเจอร์ที่สามารถใช้งานได้ในขั้นพื้นฐานอย่างเช่น การใส่ Special Effect การใส่ตัวอักษรเข้าไป การ Transition ในรูปแบบต่าง ๆ ร่วมกับการสามารถปรับสีวิดีโอให้ได้สีสันตามใจต้องการ พร้อม Export ไฟล์ไปยัง Social Media อย่าง YouTube, Facebook, Google Drive หรืออุปกรณ์สมาร์ทโฟนที่ทั้งง่ายและรวดเร็ว

นอกจากนี้ VideoPad ยังสามารถใช้ตัดต่อวิดีโอแบบ 3D หรือจะเป็นการจัดเก็บ Sound Effect ต่าง ๆ เพื่อเรียกใช้ปรับแต่งวิดีโอของเราให้ได้สไตล์ที่เรากำหนดในระดับเบื้องต้นได้ แต่สำหรับใครที่ต้องการความละเอียดของวิดีโอในระดับสูงกว่า 4K ตัวนี้ยังไม่ตอบโจทย์นัก 

รองรับระบบปฏิบัติการ : Windows และ Mac
ราคาเมื่ออัพเดตเป็น Pro : ใช้ฟรี

No Description

สำหรับผู้ใช้ระดับปานกลาง (Best for intermediate editors)

3. OpenShot

สำหรับผู้ใช้ที่พอมีประสบการณ์มาบ้าง OpenShot เป็นตัวหนึ่งที่ตอบโจทย์การใช้ได้พอสมควร ซึ่งนอกจากจะใช้ตัดต่อวิดีโอพื้นฐานแล้ว ยังแถมเครื่องมือสำหรับใช้งานในระดับที่ซับซ้อนขึ้น ด้วย Interface ที่ได้รับการดีไซน์แบบง่าย ๆ แต่ครบเครื่องแบบสุด ๆ ซึ่งเหมาะอย่างมากกับธุรกิจเล็ก ๆ ที่ใช้สำหรับปรับขนาด ตัดต่อหัวท้ายทั้งภาพและเสียงหรือจะขยายสั้นยาวก็ใช้ได้ พร้อมด้วยฟีเจอร์ Preview เพื่อดูวิดีโอและแก้ไขแบบ Real-time โดยสามารถส่งไฟล์ที่มีความละเอียดระดับ 4K UHD 60fps และนอกจากนี้ยังสามารถใช้ออกแบบวิดีโออนิเมชั่นได้อีกด้วย แต่ภาพที่ได้อาจไม่ละเอียดนัก หากใช้สำหรับอนิเมชั่นที่ฉายในโรงหนัง

รองรับระบบปฏิบัติการ : Windows, Mac และ Linux
ราคาเมื่ออัพเดตเป็น Pro : ใช้ฟรี

No Description

4. WeVideo

ตัวที่สามที่เหมาะจะใช้ตัดต่อเพื่อลงสื่อโซเชียลมีเดียอย่าง Facebook, IG, Line, TikTok คือ WeVideo ซึ่งเหมาะกับผู้ใช้ทั่วไปแทบทุกกลุ่ม มีฟังก์ชั่นสำหรับตัดต่อวิดีโอที่ใช้ง่าย และสะดวกในการลงแชร์บนโซเชียลมีเดียได้อย่างรวดเร็ว และยังสามารถเก็บไฟล์วิดีโอไว้ในโปรแกรมบนระบบ Cloud ได้ไม่จำกัด รวมทั้งสามารถแชร์ไฟล์ให้กับทีมได้สะดวกไม่ว่าจะที่ใดก็ตาม

รองรับระบบปฏิบัติการ : Chromebook, Mac, Windows, iOS และ Android
ราคาเมื่ออัพเดตเป็น Pro : $4.99 หรือตกเฉลี่ย 167 บาท/เดือน

No Description

สำหรับผู้ชำนาญและกลุ่มมืออาชีพ (Best for advanced Editors)

5. Blender (เหมาะกับ 3D)

Blender จัดเป็นโปรแกรมตัดต่อวิดีโอที่ใช้ฟรี ซึ่งทำมาเพื่อใช้ออกแบบ 3D โดยเฉพาะ เหมาะอย่างมากสำหรับใครที่ต้องการใช้สร้างและเรนเดอร์อนิเมชั่นแบบ 3 มิติ โดยตัวซอฟต์แวร์ได้รับการออกแบบร่วมกับนักพัฒนาหลายร้อยคนจากทั่วโลกทีเดียว

ส่วนฟังก์ชั่นการใช้งานนั้นครอบคลุมทั้งระดับพื้นฐานและระดับมืออาชีพ ซึ่งเหมาะสำหรับทั้งมือใหม่และผู้มีประสบการณ์ใช้งานในระดับหนึ่ง  

รองรับระบบปฏิบัติการ : Windows, Mac และ Linux
ราคาเมื่ออัพเดตเป็น Pro : ใช้ฟรี

No Description

6. Kadenlive

Kadenlive เป็นโปรแกรมตัดต่อแบบ opensource อีกตัวที่ใช้งานได้หลากหลายและมีประสิทธิภาพดี แม้ตัว UI จะดูไม่เป็นมิตรกับผู้ใช้เท่าไร อาจต้องใช้เวลาเรียนรู้พอสมควร แต่ในหน้าเว็บไซต์ก็มีคู่มือผู้ใช้ เป็นภาษาอังกฤษสำหรับมือใหม่อยู่

หลังใช้จนคล่องมือแล้ว ผู้ใช้จะพบว่าความสามารถของ Kadenlive ก็ไม่ด้อยไปกว่าโปรแกรมอื่น อีกทั้งความสามารถในการจัดการทรัพยากรเครื่องเมื่อเปิดไฟล์ใหญ่ๆ อาจดีกว่าหลายๆ โปรแกรมฟรีอื่นด้วย แถมยังสามารถปรับแต่ง UI รวมถึงคีย์ลัดเพิ่มเติมได้เอง รวมถึงมีระบบแบ็คอัพไฟล์อัตโนมัติ และมีเครื่องมืออย่าง Audio Meter, Histogram, Waveform, Vectorscope และ RGB Parade มาให้อย่างครบครัน ถือเป็นอีกโปรแกรมฟรีที่น่าสนใจสำหรับผู้ใช้งานระดับสูงขึ้นมาอีกนิด

รองรับระบบปฏิบัติการ : Windows, Mac และ Linux
ราคาเมื่ออัพเดตเป็น Pro : ใช้ฟรี

No Description

7. Davinci Resolve

Davinci Resolve จัดเป็นโปรแกรมตัดต่อวิดีโอตัวถัดมาที่ใช้ได้เหมือนกับ Adobe Premiere Pro โดยสามารถหยิบเครื่องมือมาใช้ได้ง่ายและสะดวก อีกทั้งได้รับการใช้อย่างแพร่หลายใน Youtuber จนกระทั่งถึงวงการภาพยนตร์ระดับโลกเลยทีเดียว เหมาะอย่างมากสำหรับทำภาพยนตร์หรือทำหนังสั้นส่งประกวด หรือโอกาสต่าง ๆ จุดเด่นคือ สามารถใช้ปรับ Color Grading สีของวิดีโอให้สวยและได้ความคมชัดระดับ Ultra-HD และหากใครต้องการใช้ทำงานในระดับสูงขึ้น ไร้ลายน้ำไร้สะดุด ก็สามารถอัพเดตเป็นแบบ Pro ได้ เพียง 8,987 บาท

เพื่อประสิทธิภาพของภาพที่ใช้ตัตต่อวิดีโอ หากใช้คู่กับคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก หรือแลปท็อปที่มีเกรดซีพียู ตั้งแต่ Inter Core i5, i7 ถึง i9 กับการ์ดจอที่ให้ความละเอียดสูง ตรงตามค่าคาริเบท เมื่อทดลองใช้ถ่ายทอดวิดีโอกับอุปกรณ์ตัวอื่น เช่น สมาร์ทโฟน หรือคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น ๆ เป็นต้น โดยสามารถเข้าไปอ่านบทความ 

“แนะนำ 5 โน๊ตบุ๊คทำงาน ราคาไม่เกิน 20,000 บาท ประจำปี 2022 เสปกครบ จอชัด เชื่อมต่อดี เพิ่มเติมได้เลยครับ

รองรับระบบปฏิบัติการ : Mac, Windows และ Linux
ราคาเมื่ออัพเดตเป็น Pro : $269 หรือตกเฉลี่ย 8,987 บาท เมื่ออัพเดตเพื่อใช้งานแบบ Full Studio Version

No Description

8. HitFilm Express

HitFilm จัดเป็นโปรแกรมตัดต่อภาพระดับท็อปในวงการศิลปินและชาว Video Editor ในระดับโลก แต่สามารถหยิบมาใช้ได้ฟรีอย่างจุใจ ด้วยรูปแบบการจัดวางแถบคู่มือฟังก์ชั่นได้ดี (User Interface) ทำให้ผู้ใช้เรียนรู้การใช้งานได้ง่าย สะดวกรวดเร็ว ตัดต่อลื่นไหลไร้สะดุด และหากใครต้องการใช้โปรแกรมตัดต่อวิดีโอสำหรับรีวิวสินค้า ใช้ประกอบการทำบล็อก หรือใช้ลงสื่อโซเชียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊คให้คนรู้จัก การใช้เวอร์ชั่นฟรีถือว่าเพียงพอระดับหนึ่งเลย โดยเครื่องมือพื้นฐานที่เราจะได้ใช้มีหลากหลายตัวอย่าง เครื่องมือสำหรับตัดต่อภาพและเสียงจวบจนกระทั่งสร้างงาน 3D หรือ 4K ที่มีความซับซ้อนได้ เรียกได้ว่าครบจบในหนึ่งเดียว

นอกจากนี้หากใครสนใจใช้งานในระดับสูงกว่านี้ ก็สามารถซื้อการใช้งานแบบ Pro ได้ในราคา $369 หรือตกราคา 11,660 บาท/เดือน ซึ่งเหมาะกับงานอนิเมชั่น หรือผู้รับงานตัดต่อระดับสูงอย่างภาพยนตร์ระดับ High-end แน่นอนว่าคุณจะได้เครื่องมือปรับค่าแสงสีที่ละเอียดพอสำหรับการแสดงผลของมิติ ภาพ สี และความสว่างที่มีความละเอียดระดับที่มากกว่า 8K

รองรับระบบปฏิบัติการ : Mac และ Windows
ราคาเมื่ออัพเดตเป็น Pro : $349 หรือตกเฉลี่ย 11,660 บาท

No Description

อ้างอิง: Edit Videos Like a Pro : The 13 Best Free Video Editing Software for 2022

from:https://www.blognone.com/node/126633