Surface ใหม่ วางจำหน่ายแล้วในประเทศไทย

Surface ใหม่พร้อมอุปกรณ์เสริมพร้อมยกระดับประสิทธิภาพการทำงานและการเชื่อมต่อของผู้ใช้ไปอีกขั้น

image001

ไมโครซอฟท์ประกาศวางจำหน่ายอุปกรณ์รุ่นใหม่ล่าสุดในตระกูล Surface ในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น Surface Laptop 5 และ Surface Pro 9 ผ่านช่องทางตัวแทนจำหน่ายสำหรับลูกค้าทั่วไปที่ Banana IT, JIB, DKAN (Surface Pro 9), DKAN (Surface Laptop 5), ADVICE (Surface Pro 9), ADVICE (Surface Laptop 5), Power Buy (Surface Pro 9), Power Buy (Surface Laptop 5) IT City, Shopee Microsoft Authorized Store และ Lazada Microsoft Authorized Store

Advertisementavw

“เราตื่นเต้นและยินดีอย่างมากที่ได้นำอุปกรณ์รุ่นใหม่ๆ ของ Surface เข้ามาในประเทศไทย ซึ่งทำให้อุปกรณ์ที่รองรับการใช้งาน Window 11 นั้นมีมากขึ้น ไมโครซอฟท์ตอกย้ำวิสัยทัศน์สำหรับ Windows PC ยุคใหม่ ที่คอมพิวเตอร์และคลาวด์มาบรรจบกัน พร้อมใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี AI เพื่อปลดล็อกประสบการณ์การใช้งานรูปแบบใหม่ๆ วันนี้ เรารวมส่วนที่ดีที่สุดของไมโครซอฟท์มาอยู่ในอุปกรณ์เดียว พร้อมด้วยนวัตกรรมบน Windows 11 แอปพลิเคชันใหม่ๆ และประสบการณ์การใช้งาน ทำให้เราก้าวไปอีกขั้นเพื่อให้ผู้ใช้ได้มีส่วนร่วม มองเห็น รับฟัง และแสดงความคิดสร้างสรรค์ของตนเองได้อย่างเต็มที่” นางสุภาณี อนุวงศ์วรเวทย์ กรรมการผู้จัดการ สายงานการตลาดและปฎิบัติการ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด

Surface Laptop 5

image002

Surface Laptop 5 มาพร้อมดีไซน์เพรียวบาง สวยหรู แบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ยาวนานตลอดทั้งวัน[1] และยังมีพอร์ตการเชื่อมต่อ Thunderbolt 4 Surface Laptop 5 ทรงพลังด้วยโปรเซสเซอร์ Intel® Evo™ ให้ขุมพลังที่เหนือกว่ารุ่นก่อนหน้ามากกว่า 50% Surface Laptop 5 โดดเด่นด้วยดีไซน์ พร้อมความสะดวกสบาย และความสามารถรอบด้าน เพื่อให้คุณสามารถผลิตผลงานที่ดีที่สุดออกมาได้

หน้าจอ PixelSense อัตราส่วน 3:2 ที่เป็นซิกเนเจอร์ของ Surface Laptop 5 มีตัวเลือก 13.5 นิ้ว และ 15 นิ้ว พร้อมเทคโนโลยี Dolby Vision IQ ที่มอบภาพที่ดีที่สุด ด้วยสีสวยสดคมชัดในทุกสภาพแสง ลำโพงที่มาพร้อมระบบเสียง Dolby Atmos 3D[2] ที่ให้ผู้ใช้เข้าถึงเนื้อหาได้อย่างเต็มอรรถรส นอกจากนี้ กล้องหน้าแบบ HD ที่ให้ภาพสวยคมชัด สมจริงในทุกภาวะแสงและไมโครโฟนคู่แบบสตูดิโอ ที่ให้ความคมชัดในทุกการสนทนา

Surface Laptop 5 ราคาเริ่มต้นที่ 40,900 บาท อัดแน่นด้วยความสามารถใหม่ๆ และสีใหม่ ที่ช่วยให้ลูกค้าเพลิดเพลินกับประสบการณ์การรับชมได้อย่างเต็มที่ ตามใจต้องการ

Surface Pro 9

Surface Pro 9 2

Surface Pro 9 มาพร้อมขาตั้ง kickstand ในตัวอันเป็นเอกลักษณ์ และหน้าจอ PixelSense ไร้ขอบ สวยสะดุดตา ขนาด 13 นิ้ว รีเฟรชสูงสุดถึง 120Hz และสีที่หลากหลาย กล้องความคมชัดสูงใต้หน้าจอ ลำโพง Omnisonic ไมโครโฟนคู่ระดับสตูดิโอ และชิป G6 ของไมโครซอฟท์ ที่ทำให้การวาดเขียนบนหน้าจอเหนือไปอีกขั้นด้วยฟีเจอร์ที่ให้ความรู้สึกเสมือนการเขียนลงบนกระดาษจริง นอกจากนี้ ฟีเจอร์ Ink Focus ใหม่ใน Microsoft OneNote หรือแอปพลิเคชัน GoodNotes ใหม่บน Windows 11 ทำให้หน้าจอแสดงผลเหมือนการเขียนด้วยปากกาบนกระดาษจริง

Surface Pro 9 มาในรุ่นโปรเซสเซอร์ Intel® Core™ เจนเนอเรชัน 12 ในแพลตฟอร์มแล็ปท็อป Intel® Evo™[3] พร้อมพอร์ตการเชื่อมต่อ Thunderbolt 4 ผู้ใช้ก็จะได้ Surface Pro ที่ดีไซน์โดดเด่น ทรงประสิทธิภาพ แบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ยาวนานตลอดวัน[4] พร้อมความสามารถของระบบ Secured-core

Surface Pro 9 ที่ได้รับการสร้างสรรค์อย่างประณีตด้วยวัสดุอะลูมิเนียมคุณภาพสูง โดดเด่นด้วยสีอะลูมิเนียมอะโนไดซ์ใหม่[5] และยังสามารถเลือกปรับแต่งคีย์บอร์ด Signature Keyboard ได้เองตามใจชอบ วางจำหน่ายแล้ววันนี้ ในราคาเริ่มต้นที่ 40,900 บาท

การวางจำหน่ายและราคา

อุปกรณ์ Surface ใหม่และอุปกรณ์เสริมวางจำหน่ายในประเทศไทยแล้ว ตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน 2565 ผ่านช่องทางตัวแทนจำหน่ายสำหรับลูกค้าทั่วไปที่ Banana IT, JIB, DKAN (Surface Pro 9), DKAN (Surface Laptop 5), ADVICE (Surface Pro 9), ADVICE (Surface Laptop 5), Power Buy (Surface Pro 9), Power Buy (Surface Laptop 5) IT City, Shopee Microsoft Authorized Store และ Lazada Microsoft Authorized Store โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

รุ่น

Surface for Consumer   Surface for Student

(Windows 11 Home) (THB)

(Windows 11 Home)

(THB)

Surface Laptop 5      

13.5” display  

Intel® 12th Gen Evo™ Core i5, 8GB, 256GB SSD  

40,900

35,910

Intel® 12th Gen Evo™ Core i7, 16GB, 512GB SSD  

65,900

59,310

15” display      

Intel® 12th Gen Evo™ Core i7, 8GB, 256GB SSD  

50,900

45,810
Intel® 12th Gen Evo™ Core i7, 16GB, 512GB SSD   69,900 62,910
Surface Pro 9      
Intel® 12th Gen Core i5, 8GB, 128GB SSD   40,900 36,810
Intel® 12th Gen Evo™ Core i5, 8GB, 256GB SSD   44,900 40,410
Intel® 12th Gen Evo™ Core i7, 16GB, 256GB SSD   62,900 56,610
Intel® 12th Gen Evo™ Core i7, 16GB, 512GB SSD   73,900 66,510
Intel® 12th Gen Evo™ Core i7, 32GB, 1TB SSD   100,900 90,810

[1] อายุการใช้งานแบตเตอรี่จะแตกต่างกันไปตามการใช้งาน เครือข่ายและการกำหนดค่าคุณสมบัติ ความแรงของสัญญาณ การตั้งค่า และปัจจัยอื่นๆ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://aka.ms/SurfaceBatteryPerformance

[2] คอนเทนต์และเสียง ที่สามารถรองรับระบบเสียง Dolby Atmos® ได้เท่านั้น

[3] Surface Pro 9 รุ่นโปรเซสเซอร์ Intel® Core™ เจนเนอเรชัน 12 พร้อมหน่วยความจำ 256GB หรือสูงกว่า อยู่ในแพลตฟอร์มแล็ปท็อป Intel® Evo™

[4] อายุการใช้งานแบตเตอรี่จะแตกต่างกันไปตามการใช้งาน เครือข่ายและการกำหนดค่าคุณสมบัติ ความแรงของสัญญาณ การตั้งค่า และปัจจัยอื่นๆ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://aka.ms/SurfaceBatteryPerformance

[5] สีที่วางจำหน่ายเฉพาะบางรุ่นเท่านั้น สี ขนาด วัสดุ และโปรเซสเซอร์ อาจแตกต่างกันไปตามร้านค้า ประเทศ และรุ่นที่วางจำหน่าย

from:https://notebookspec.com/web/678120-surface-surface-laptop-5-surface-pro-9

จาก น้ำหวานจากดอกเข็มสีแดง สู่ เชฟเทเบิล “โอมากาเสะดอกไม้”

จาก น้ำหวานจากดอกเข็มสีแดง สู่ เชฟเทเบิล “โอมากาเสะดอกไม้” ความสุขพร้อมเสิร์ฟบนจานอาหาร 

สีสันของดอกไม้มากมาย หลากหลายสายพันธุ์ ถูกวางเรียงอย่างสวยงาม ลงบนจานอย่างพิถีพิถัน ไม่ต่างจากร้านอาหารหรูๆ ที่นำดอกไม้มาตกแต่งจาน แต่ความสวยงามของดอกไม้ทั้งหมดนี้ ถูกจัดเสิร์ฟโดย วิลาศ จุลกัลป์  เจ้าของร้านบ้านวสุนธารา เชียงใหม่ เพื่อเตรียมรับรองลูกค้าที่ตั้งใจจองคิวมาเพื่อรับประทานอาหาร ซึ่งวัตถุดิบส่วนใหญ่ทำมาจากดอกไม้ที่คุณลุงวิลาศปลูกเอง

 

จากน้ำเสียงที่ออกสำเนียงปักษ์ใต้ สู่คนเมืองล้านนา 

สำเนียงและเสียงที่เราได้พูดคุยกับคุณลุงวิลาศ บ่งบอกว่า คุณลุงวิลาศ ไม่ใช่คนพื้นเมืองล้านนา จ.เชียงใหม่ คุณลุงวิลาศยิ้ม ก่อนเล่าว่า “ผมเป็นคนสุราษฎร์” อดีตเคยทำงานเป็นล่ามแปลภาษา เมื่อย้อนไปสมัยทำงานตอนนั้นตั้งใจอยากมีผืนดินเล็กๆไว้ปลูกผัก เลี้ยงปลา และพอดีก็มีเพื่อนแนะนำว่ามีที่ดินแถวจังหวัดเชียงใหม่ขาย ซึ่งส่วนตัว อยากมีที่ดินที่จังหวัดเชียงใหม่อยู่แล้ว เพราะที่นี้บรรยากาศดี จึงตัดสินลาออกจากงานประจำมาลงหลักปักฐานอยู่ที่เชียงใหม่ 

คุณลุงวิลาศยังเล่าว่า ตอนนั้นยังไม่ได้มีความคิดว่าจะต้องมาเปิดธุรกิจอะไร แค่ปลูกผัก ปลูกข้าว ไว้เลี้ยงตัวเองและครอบครัว เป็นความสุขเล็กของคนแก่ก็พอแล้ว แต่เมื่อผลผลิตมากขึ้น ก็มานั่งคิดว่า “เด็กๆเราเคยนำดอกเข็มสีแดงๆมาดูดน้ำหวาน” จึงเป็นจุดเริ่มต้นในการคิดเมนูอาหารจากวัตถุดอกไม้ 

รังสรรค์ดอกไม้ที่ปลูกให้กลายเป็นเมนูอาหาร

อาหารแต่ละจานถูกรังสรรค์โดยฝีมือ ของคุณลุงวิลาศ ทั้งหมด โดยในทุกเช้าคุณลุงวิลาศจะออกไปเก็บดอกไม้ และ พืชผัก ในสวนหลังบ้าน คุณลุงเล่าว่า ที่ต้องออกไปเก็บแต่เช้าเพราะ ดอกไม้ที่ผ่านน้ำค้างยังมีความสด มือ เท้าของเราก็จะได้สัมผัสกลิ่นอายดิน กลิ่นหญ้า กลิ่นดอกไม้ เหมือนเพิ่มพลังให้เราในทุกเช้า เป็นบรรยากาศที่เมืองหลวงก็หาแบบนี้ไม่ได้ 

เมนูเมี่ยงคำบุปผาหรือเมี่ยงคำดอกไม้ กลายเป็น อาหารขึ้นชื่อที่ลูกค้ามาเยือนที่แห่งนี้ต้องสั่งเป็นประจำ และ เมนูข้าวยำดอกไม้ ซึ่งลูกค้าหลายคนมักสงสัยและถามคุณลุงว่า ดอกไม้ที่วางอยู่บนจาน ตกแต่งเพื่อความสวยงามเหมือนร้านอาหารทั่วไปหรือไม่ คุณลุงก็จะตอบน้ำเสียงคนปักษ์ใต้ว่า “ทุกอย่างที่วางอยู่บนจานสามารถรับประทานได้หมด เพราะ ความตั้งใจของคนทำอาหารคือลุง “ดอกไม้คือส่วนประกอบหลักของเมนูอาหาร” ไม่ใช่เพียงไว้เพื่อตกแต่งจาก นั้นคือเป้าหมายในการทำ “โอมากาเสะดอกไม้” 

อย่างเมนูที่ต้องมีวัตถุดิบที่ต้องใช้กะทิเป็นส่วนประกอบ คุณลุงวิลาศ ก็ไปสอยมะพร้าวเพื่อมาขูดและคั้นน้ำกะทิเอง ทั้งของคาวและของหวาน ล้วนแล้วผ่านขั้นตอนของคุณลุงทั้งสิ้น 

ความสุขของชีวิตที่ไม่ต้องดิ้นรน

“ผมอยากให้ลูกค้าที่มาที่นี่ได้เสพบรรยากาศ เสพความสุข” จากที่ต้นไม้ ดอกไม้ พันธุ์ไม้ต่างๆโดยรอบ รวมไปถึงจากเมนูอาหารที่ผมทำและเสิร์ฟ เพราะผมรู้สึกว่า เมื่อผมความสุขแล้ว ก็อยากให้คนที่มาที่นี่ได้รับความสุขกลับไปด้วย มันเกิดจากความตั้งใจของเราที่ไม่ต้องดิ้นรน ให้เวลากับตัวเองได้พักผ่อน และ ผ่อนคลาย ผมว่านี้ละคือความสุขที่มนุษย์โหยหา 

ตลอดการพูดคุยกับคุณลุงวิลาศ เราสัมผัสได้ถึงความสุขและความตั้งใจในการทำอาหาร ผ่านรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ และความพิถีพิถันในการจัดเรียงอาหารแต่ละเมนู  คุณลุงวิลาศกล่าวทิ้งท้ายก่อนจบบทสนทนาว่า 

“ความสุขของผมคือการได้เห็นรอยยิ้มของลูกค้าที่ได้รับประทานอาหารที่ดี มีคุณภาพ ผมไม่ได้หวังว่าจะต้องได้รายได้มากมายจากการทำอาหาร แต่สิ่งที่ผมทำคือผมอยากให้ทุกคนที่มาที่นี่ได้รับความสุขกลับไป” 

หากต้องการไปรับประทานอาหารที่ทำมาจากดอกไม้ หรือ อยากเสพบรรยากาศธรรมชาติ แบบสโลว์ไลฟ์ แนะนำติดต่อไปที่คุณลุงวิลาศ แต่ขอบอกว่า “จะไปที่นี้ต้องจองคิวล่วงหน้า” เพราะคุณลุงวิลาศ เป็นทั้งเชฟและดูแลลูกค้าเองทั้งหมด https://www.facebook.com/wasuntharaeaterfarm

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post จาก น้ำหวานจากดอกเข็มสีแดง สู่ เชฟเทเบิล “โอมากาเสะดอกไม้” first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/chef-table-omakase-flower/

realme 10 Pro Series จอโค้งใหญ่ เปิดโลกทัศน์ใหม่เหนือระดับ กับดีไซน์ “ไฮเปอร์สเปซ” พร้อมกล้อง ProLight 108MP พร้อมสัมผัสโลกทัศน์อันก้าวกระโดดจากแฟชันนิสต้า “ใหม่-ดาวิกา โฮร์เน่”

realme (เรียลมี) แบรนด์เทคโนโลยีเพื่อคนรุ่นใหม่ที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก เตรียมสร้างปรากฏการณ์ให้กับวงการสมาร์ตโฟนโลกอีกครั้ง กับ realme 10 Pro Series ชูไฮไลต์ดีไซน์แห่งโลกอนาคตแบบ “ไฮเปอร์สเปซ” (Hyperspace) ที่ได้แรงบันดาลใจจากแนวคิดอุโมงค์ไฮเปอร์สเปซที่อลังการด้วยเส้นแสง 3 มิติกับเอ็ฟเฟ็กต์สุดตระการตาทั้ง Prism Acceleration Pattern และ Nebula Particles สื่อถึงประสิทธิภาพที่เร็วแรงระดับซูเปอร์อัลตร้าที่มากับสมาร์ตโฟนรุ่นนี้

พร้อมจอ Refresh Rate สูง 120Hz ตอบโจทย์ทุกการใช้งานด้วยอนิเมชันที่ไหลลื่นเนียนตาขั้นสุด ผสานเทคโนโลยีการปรับความสว่างหน้าจอสุดล้ำถึงระดับ 2160Hz PWM ซึ่งมีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อดวงตาสูงสุดของโลกสมาร์ตโฟนปัจจุบัน ช่วยให้แสดงสีสันได้อย่างเที่ยงตรงและคมชัดในทุกระดับความสว่าง

และที่ขาดไม่ได้คือการอัปเกรดเทคโนโลยีกล้องถ่ายภาพด้วยการออกแบบเลนส์กล้องหลักแบบ Twin-lens Reflex (TLR) เพื่อยกระดับการถ่ายภาพ โดยเฉพาะการเก็บภาพแนวสตรีตหรือแนวอาร์ตเก๋ ๆ ที่หนุ่มสาวยุคใหม่ต้องการจากกล้องถ่ายภาพในวันนี้ รวมถึงฟีเจอร์เด็ดอีกมากมายที่จะมอบประสบการณ์ระดับเรือธงได้อย่างสมบูรณ์แบบ และแน่นอน ด้วยระดับราคาที่เข้าถึงง่ายกว่าแฟล็กชิปทั่วไป เพื่อมอบความความคุ้มค่าแก่ผู้ใช้สูงสุดตามสไตล์ realme

realme 10 pro series

พลาดไม่ได้! เมื่อแฟชั่นนิสต้าตัวแม่ของเมืองไทย “ใหม่-ดาวิกา โฮร์เน่” กลับมาร่วมงานกับ realme อีกครั้ง หลังสร้างเสียงฮือฮาสนั่นวงการกับปรากฏการณ์ “ร็อกสตาร์” เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา เรียกได้ว่าสร้างความฮือฮาเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ด้วยความสามารถอันโดดเด่นและก้าวกระโดดของเธอ ทำให้เข้ากับความเป็น realme ได้อย่างลงตัว พร้อมขึ้นแท่นเป็นพรีเซ็นเตอร์พร้อมพาทุกท่านเปิดโลกทัศน์ใหม่อย่างก้าวกระโดดในแบบฉบับของrealme 10 Pro Series

พิเศษยิ่งขึ้น! พบกับสองหนุ่มศิลปินสุดฮอต พีท-วสุธร และ ฟอร์ด-ฐิติพงศ์ ที่จะมาพาทุกท่านไปสัมผัสกับความพิเศษอย่างไม่หยุดยั้ง พร้อมร่วมเล่นกิจกรรมลุ้นรับของรางวัลพิเศษ เตรียมตัวพบกับงานเปิดตัว “realme 10 Pro Series ” ในวันพฤหัสบดีที่ ธันวาคม โดยสามารถชมการถ่ายทอดสดพร้อมกันผ่านทุกช่องทางของ realme official ไม่ว่าจะเป็น Facebook Fan page : realme TH, Youtube channel : realme Thailand, TikTok : realme _Thailand ได้ตั้งแต่เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป

เกาะติดอัปเดตข่าวสารและตารางกิจกรรมได้ที่ช่องทางโซเชียลมีเดียของ realme ทั้ง YouTube และ Facebook เพื่อที่คุณจะไม่พลาดโปรโมชั่นเปิดตัวสุดยอดสมาร์ตโฟนแห่งโลกอนาคตกับ realme 10 Pro Series

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/realme-10-pro-series-big-curved-screen-opens-a-new-world-beyond-the-level/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=realme-10-pro-series-big-curved-screen-opens-a-new-world-beyond-the-level

ครั้งแรกในประเทศไทย โครงการ Thailand Accelerator มุ่งเน้นช่วยสตาร์ทอัพ ผลักดันสู่เวทีระดับภูมิภาค

เปิดตัวโครงการ “Thailand Accelerator” มุ่งเน้นช่วยสตาร์ […] More

from:https://www.iphonemod.net/thailand-accelerator-startup-program.html

[Video Webinar] Re-image SOC to Transform to the Digital World by Palo Alto Networks

สำหรับผู้ที่ไม่ได้เข้าฟังการบรรยาย Palo Alto Networks Webinar เรื่อง “Re-image SOC to Transform to the Digital World” เพื่อยกระดับการจัดการศูนย์ SOC ให้มีประสิทธิภาพในยุค Digital Transformation ที่เพิ่งจัดไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หรือต้องการรับชมการบรรยายซ้ำอีกครั้ง สามารถเข้าชมวิดีโอบันทึกย้อนหลังได้ที่บทความนี้ครับ

ผู้บรรยาย: คุณนนทนะ อนุเคราะห์ดิลก Cortex Regional Sales Manager จาก Palo Alto Networks

ความท้าทายของ SOC ในปัจจุบัน คือ การรับข้อมูลจากเครื่องมือด้านความมั่นคงปลอดภัยที่หลากหลาย และมากเกินไป ทั้งยังทำงานแยกขาดจากกัน ส่งผลให้ทีมผู้เชี่ยวชาญต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างมากในการวิเคราะห์และตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งนำไปสู่การสุญเสียเวลาและอาจพลาดเหตุการณ์บางอย่างที่สำคัญไป ในขณะเดียวกัน ทีมผู้เชี่ยวชาญเหล่านั้นก็พยายามที่จะสร้างความง่ายในการจัดการและเชื่อมโยงข้อมูลเข้าหากัน เพื่อให้สามารถตรวจจับเหตุไม่พึงประสงค์ได้อย่างแม่นยำ ภาระที่เพิ่มขึ้นนี้ส่งผลให้เกิดความอ่อนล้าของทีมงาน การตรวจสอบที่ช้า และความเหนื่อยหน่ายในการทำงานเดิมๆ ซ้ำๆ เมื่อความต้องการ SOC เปลี่ยนแปลงไป การออกแบบก็ต้องถูกปรับเปลี่ยนให้ทันกับความต้องการ

เข้าร่วม Webinar นี้เพื่อรู้จักกับ Cortex XSIAM (eXtend Security Intelligence & Automation Management) แพลตฟอร์ม SOC อัตโนมัติของ Palo Alto Networks ที่เปลี่ยนแปลงพื้นฐานวิธีการใช้ข้อมูล การวิเคราะห์ และการทำงานอย่างอัตโนมัติทั่วทั้งองค์กร ซึ่งจะช่วยยกระดับการจัดการ SOC ให้มีประสิทธิภาพและพร้อมเผชิญกับความท้าทายในยุค Digital Transformation ได้ดียิ่งขึ้น

หัวข้อการบรรยายประกอบด้วย

  • ปัญหาของ SOC ในปัจจุบัน
  • Cortex XIAM – แนะนำโซลูชันเพื่อยกระดับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของ SOC
  • ร่วมตอบแบบสอบถามลุ้นรางวัล
  • Wrap up and Q&A – สรุปและตอบข้อสงสัย

from:https://www.techtalkthai.com/palo-alto-networks-webinar-re-image-soc-to-transform-to-the-digital-world-video/

VMware อัปเดตพอร์ตโฟลิโอ Sovereign SaaS [Guest Post]

ช่วยผู้ให้บริการ Sovereign Cloud สามารถจัดการกับเวิร์คโหลดใหม่ๆ พร้อมสร้างความสมดุลในการจัดการข้อมูลภายใต้ข้อกำหนด (Data Sovereignty) ได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย

VMware, Inc. (NYSE: VMW) ประกาศเปิดตัว VMware Tanzu บน sovereign cloud, VMware Aria Operations Compliance pack สำหรับ sovereign clouds และโซลูชันสำหรับสภาพแวดล้อมในการทำงานแบบเปิดรูปแบบใหม่ รองรับผู้ให้บริการ VMware Sovereign Cloud ที่เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว เป็นจำนวนถึง 25 รายทั่วโลก ด้วยนวัตกรรมของ Sovereign SaaS ใหม่เหล่านี้ จะช่วยให้พันธมิตรสามารถส่งมอบการบริการที่เทียบเท่ากับการให้บริการที่มีอยู่บนพลับบลิกคลาวด์ และยังเพิ่มความมั่นใจว่า ข้อมูลจะได้รับการคุ้มครองและสามารถปฏิบัติตามข้อกำหนด ตามความต้องการของพื้นที่ ภายใต้อาณาเขตของประเทศต่างๆ นั้นได้ดียิ่งขึ้น ด้วย Sovereign SaaS ผู้ให้บริการ VMware Sovereign Cloud สามารถสร้างโซลูชันที่มีความแตกต่างขั้นสูง เพื่อจัดการกับปริมาณงานรูปแบบใหม่ ลดความซับซ้อนของการดำเนินงานด้วยการตรวจสอบการปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งยังเสริมการสร้างรายได้จากข้อมูลโดยมีความเสี่ยงต่ำ

VMware Sovereign Cloud Framework และส่วนประกอบต่างๆ ที่มีความเกี่ยวข้องได้มารวมกันเป็น VMware Sovereign Cloud Initiative ที่ความสอดคล้องกับ Gaia-X และ การจัดการข้อมูลภายใต้ข้อกำหนด (Data Sovereignty) กฏระเบียบของการจัดการข้อมูลภายใต้ข้อกำหนด (Data Sovereignty) ระดับโลก ทำให้การส่งมอบ sovereign clouds เป็นไปได้ง่ายยิ่งขึ้น ผู้ให้บริการ VMware Sovereign Cloud รายใหม่ เช่น Advanced Wireless Network Co., Ltd., Fundaments B.V., Hitachi, Ltd., Macquarie Government, National Information Center, NCS PTE Ltd., PT Aplikanusa Lintsarta, Tata Communications Limited และ Credence กดเพื่อฟังสิ่งที่พันธมิตรเหล่านี้กล่าวถึงความสำคัญของ sovereign cloud

VMware กำลังสร้างพอร์ตโฟลิโอสำหรับ Sovereign SaaS เพื่อตอบโจทย์ให้กับลูกค้า พันธมิตรสามารถส่งมอบ Sovereign SaaS พื้นฐานโดยใช้ซอฟต์แวร์ VMware ที่ทำงานในศูนย์ข้อมูลบน sovereign cloud ของตน โดยไม่ต้องเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตสาธารณะ ข้อมูลทั้งหมดเป็นข้อมูลที่อยู่ในถิ่นฐานของข้อมูลเองและมีเฉพาะบน sovereign region ที่กำหนดเท่านั้น ผู้ที่อยู่นอกเหนือจากนี้จะไม่มีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลใดๆ ได้เลย และองค์กรสามารถมั่นใจได้เลยว่าจะไม่มีข้อมูลหรือข้อมูลเมตาใดออกจากประเทศหรือผู้ให้บริการอย่างแน่นอน

Rajeev Bhardwaj รองประธานฝ่ายโซลูชันแพลตฟอร์มผู้ให้บริการคลาวด์ของ VMware กล่าวว่า “หากไม่มี Cloud Sovereignty ก็จะไม่สามารถมี Data Sovereignty ได้เลย และข้อกำหนดต่างๆ ไม่จำเป็นต้องมาเสี่ยงกับนวัตกรรมคลาวด์ เรากำลังสร้างแผนปฏิบัติการใหม่ด้วยการนำบริการ SaaS เข้าสู่สภาพแวดล้อมที่มีความปลอดภัยสูงสุด ซึ่งจะช่วยให้ผู้ให้บริการ VMware Sovereign Cloud สามารถช่วยลูกค้าให้สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมและขับเคลื่อนดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน ในขณะที่ยังสามารถลดความเสี่ยงในการปลดล็อกการสร้างมูลค่าจากข้อมูลที่มี”

VMware Tanzu บน Sovereign Cloud

ลูกค้าที่ต้องเผชิญกับกฎระเบียบที่เข้มงวดล้วนตระหนักดีถึงความจำเป็นในเชิงกลยุทธ์ในการปรับปรุงแอปพลิเคชันให้มีความทันสมัยเพื่อยกระดับในการมีส่วนร่วมของลูกค้า ด้วยการรักษาความปลอดภัย เพิ่มประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นContainers และ Kubernetes นำเสนอหนทางสู่ความทันสมัย ด้วย VMware Tanzu บน sovereign cloud องค์กรสามารถสร้าง ประมวลผล จัดการ และรักษาความปลอดภัยให้กับแอปพลิเคชันที่มีความทันสมัยได้อย่างสม่ำเสมอ บนโครงสร้าง sovereign cloud ด้วย Kubernetes ที่ถูกติดตั้งมาพร้อมกัน พอร์ตโฟลิโอของ Tanzu ช่วยลดความยุ่งยากในการดำเนินการบนแพลตฟอร์ม และช่วยให้นักพัฒนาสามารถปฎิบัติงานได้รวดเร็วขึ้นและสามารถเข้าถึงทรัพยากรที่เหมาะสมสำหรับการสร้างแอปพลิเคชันที่ดีที่สุด  Sovereign-ready Tanzu ที่ถูกส่งมอบโดยพันธมิตรพื้นฐานจากศูนย์ข้อมูล sovereign cloud ที่มีอยู่ โดยไม่มีการเชื่อมต่อกับเครือข่ายอินเตอร์เน็ตโดยสิ้นเชิง VMware Tanzu บน sovereign cloud ประกอบด้วย:

  • Tanzu Kubernetes Grid: Kubernetes runtime ที่พร้อมใช้งานในระดับองค์กรของ VMware ที่ออกแบบมาให้ลูกค้าสามารถทำการติดตั้งได้ง่าย สามารถดำเนินการหลายคลัสเตอร์แบบอัตโนมัติ พร้อมด้วยบริการแพลตฟอร์มแบบบูรณาการ เครื่องมือที่พื้นฐานของ Carvel ได้จัดเตรียมเครื่องมืออเนกประสงค์ที่มีความน่าเชื่อถือ ซึ่งช่วยในการสร้างแอปพลิเคชัน การกำหนดค่า และการจัดเตรียมขึ้นใช้งานกับ Kubernetes สำหรับ sovereign clouds, Tanzu Kubernetes Grid ได้ทำการรวมเอาชุดรหัสข้อมูลแบบเปิด อาทิเช่น Fluent Bit, Prometheus, Grafana และ Contour ที่ให้ความสามารถในการตรวจสอบและการเข้าถึง องค์กรสามารถสังเกตและปรับเปลี่ยนได้ตามแนวโน้มของชุดรหัสข้อมูลแบบเปิด การติดตามและบันทึกข้อมูล ที่แสดงให้เห็นถึงปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นบนคลัสเตอร์ของ Kubernetes และเพิ่มความมั่นใจว่าการรับส่งข้อมูลนั้นได้รับอนุญาตและมีความปลอดภัย
  • Tanzu Application Platform: Sovereign-ready Tanzu Application Platform ได้จัดเตรียมเครื่องมือและการบริการที่จำเป็นสำหรับทีมนักพัฒนาในการเปลี่ยนรหัสข้อมูลให้เป็นแอปพลิเคชันได้อย่างรวดเร็วและมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น Tanzu Application Platform ได้ทำการเพิ่มการติดตั้งในรูปแบบ air-gapped เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและการปฏิบัติตามข้อกำหนดในสภาพแวดล้อม sovereign cloud ประสิทธิภาพในการทำงานของนักพัฒนาจะได้รับการปรับปรุงด้วยการเพิ่มการลงทะเบียนข้อมูลจำเพาะแบบ Dynamic API โดยใช้ปลั๊กอินของ Backstage API เพื่อทำให้การเผยแพร่ ใช้งาน และการทำงานร่วมกันบน API ในการพัฒนาซอฟต์แวร์เป็นไปโดยอัตโนมัติและมีความปลอดภัย แดชบอร์ดการตรวจสอบช่องโหว่จากศูนย์กลางรูปแบบใหม่ จะช่วยทีมแอปพลิเคชันในการตรวจสอบความปลอดภัยในขั้นตอนการเตรียมขึ้นใช้งานระบบ และช่วยรักษาความปลอดภัยของแอปพลิเคชันในระหว่างการขึ้นใช้งานระบบ,  Tanzu Application Platform ได้เพิ่มการรองรับการทำงานของ Red Hat OpenShift, Jenkins และ Carbon เพื่อขยายขอบเขตของสภาพแวดล้อมในการทำงานร่วมกัน
  • Tanzu Mission Control: Sovereign-ready Tanzu Mission Control ได้จัดเตรียมคลัสเตอร์พื้นฐานตามนโยบายแบบอัตโนมัติ พร้อมด้วยการจัดการในวงกว้างเพื่อเพิ่มมุมมองที่ดีขึ้น รวมถึงการควบคุมและการรักษาความปลอดภัยสำหรับผู้ปฏิบัติงาน รวมถึงความสม่ำเสมอและความเร็วสำหรับ DevOps ที่มากขึ้น พร้อมกับมอบความยืดหยุ่นและความเป็นอิสระสำหรับนักพัฒนา Tanzu Mission Control จะช่วยให้พันธมิตร sovereign cloud ได้รับประโยชน์จากมุมมองของ Kubernetes เต็มรูปแบบในขณะที่ยังคงควบคุมการเชื่อมต่อโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายของตัวเอง ได้อย่างเต็มที่ การจัดการคลัสเตอร์ของ Kubernetes ที่ง่ายขึ้นจากการควบคุมเพียงระนาบเดียว จะช่วยขจัดการทำงานที่ยุ่งยากและลดเวลาในการดำเนินการให้เกิดความคล่องตัว VMware กำลังทำการพัฒนาเพื่อเพิ่มการรองรับการขึ้นใช้งานระบบส่วนตัวของ Tanzu Mission Control บนสภาพแวดล้อม sovereign cloud คุณสมบัติเหล่านี้ถูกรวมไว้บนรุ่นเบต้าแล้วในวันนี้
  • VMware Data Solutions: VMware Data Solutions (ชื่อเดิมคือ Tanzu Data Services) รองรับการจัดการข้อมูลที่มีความสอดคล้องและได้รับการยินยอม ลูกค้าสามารถเข้าถึงอินเทอร์เฟซด้วยการจัดการดำเนินการด้วยตัวเองและ API สำหรับการจัดการวงรอบในการทำงานของบริการต่างๆ ทำให้สามารถปรับแต่งอินสแตนซ์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับแอปพลิเคชันของตน VMware RabbitMQ เป็นตัวแทนที่มีความคล่องตัวและง่ายต่อการปรับใช้ สนับสนุนโปรโตคอลการส่งข้อความแบบหลายรายการ และสามารถปรับใช้ในการกำหนดค่าแบบกระจายและแบบรวมศูนย์ เพื่อให้ตรงตามข้อกำหนดและความพร้อมในการใช้งานในระดับสูง ฐานข้อมูล SQL แบบโอเพ่นซอร์สของ VMware (Postgres & MySQL) เป็นบริการฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ที่สามารถปรับใช้ตามต้องการ ช่วยประหยัดต้นทุนและมีความยืดหยุ่นตามขนาดที่ต้องการ ที่มาพร้อมกับการดูแลระบบแบบอัตโนมัติ VMware Data Solutions ถูกรวมเข้ากับ VMware Cloud Director ทำให้การดำเนินการและการปรับใช้กับสภาพแวดล้อม sovereign cloud ง่ายยิ่งขึ้น VMware RabbitMQ พร้อมให้ใช้งานแล้ว และ VMware SQL อยู่ในระหว่างขั้นตอนการตรวจสอบและพร้อมให้ใช้งานในเร็วๆนี้

VMware Aria Operations สำหรับ Sovereign Clouds

VMware Aria Operations Compliance Pack สำหรับ Sovereign Cloud เพิ่มความสามารถในการตรวจสอบการปฏิบัติตามข้อกำหนด การรายงาน การแก้ไข และการทำงานอัตโนมัติอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยให้พันธมิตรสามารถปฏิบัติตามเกณฑ์มาตรฐานทั้งด้านกฎระเบียบและแนวทางของ VMware Sovereign Cloud, Sovereign-ready Aria Operations มาพร้อมกับความสามารถที่ครอบคลุมทั้งความพร้อมในการใช้งาน ประสิทธิภาพ การจัดการความจุ การจัดการต้นทุน และการปฏิบัติตามข้อกำหนดสำหรับโครงสร้างพื้นฐานหรือแอปพลิเคชัน VMware Aria Operations Compliance packs ประกอบไปด้วยชุดการทำงานตามข้อกำหนดที่พร้อมใช้งานทันที การตรวจสอบการกำหนดค่า และการรายงานตามการควบคุมของ Sovereign controls 20 จุด เช่น การจัดการส่วนย่อยของ ข้อมูลระหว่างที่พักไว้และการเข้ารหัสระหว่างการส่ง รวมถึงการปฏิบัติตามข้อกำหนด ISO 27000 การผสานรวมอย่างสมบูรณ์กับ VMware Cloud Director และแดชบอร์ดแบบรวมเป็นหนึ่งเดียวพร้อมมอบวิธีการที่จะแสดงให้เห็นถึงการปฏิบัติตามข้อกำหนดแบบอัตโนมัติและมีประสิทธิภาพบนโครงสร้าง sovereign cloud แบบสมบูรณ์ VMware ได้ประกาศความพร้อมใช้งานเริ่มต้นสำหรับ VMware Aria Operations Compliance pack สำหรับ sovereign cloud

Open Ecosystem Solutions สำหรับ Sovereign Clouds

ด้วยการทำงานรวมกันกับพันธมิตรบนสภาพแวดล้อมแบบเปิด VMware พร้อมนำเสนอการให้บริการเพิ่มเติมจากพันธมิตรอื่นๆเช่น Cloudian, Veeam และ Fortanix สำหรับ Object Storage, การป้องกันแรนซัมแวร์, การสำรองข้อมูล/การกู้คืน และการจัดการคีย์ ซึ่งบริการเหล่านี้ได้ถูกผสานรวมเข้ากับ VMware Cloud Director สำหรับหลายผู้รับบริการที่มาพร้อมกับประสบการณ์ในการใช้งานที่ราบรื่น VMware ยังคงสร้างสภาพแวดล้อมแบบเปิดนี้ต่อไปด้วยการเปิดตัวบริการพันธมิตรใหม่ดังต่อไปนี้:

Open Ecosystem Solutions สำหรับ Sovereign Clouds

ด้วยการทำงานรวมกันกับพันธมิตรบนสภาพแวดล้อมแบบเปิด VMware พร้อมนำเสนอการให้บริการเพิ่มเติมจากพันธมิตรอื่นๆเช่น Cloudian, Veeam และ Fortanix สำหรับ Object Storage, การป้องกันแรนซัมแวร์, การสำรองข้อมูล/การกู้คืน และการจัดการคีย์ ซึ่งบริการเหล่านี้ได้ถูกผสานรวมเข้ากับ VMware Cloud Director สำหรับหลายผู้รับบริการที่มาพร้อมกับประสบการณ์ในการใช้งานที่ราบรื่น VMware ยังคงสร้างสภาพแวดล้อมแบบเปิดนี้ต่อไปด้วยการเปิดตัวบริการพันธมิตรใหม่ดังต่อไปนี้:

  • การบริหารความเสี่ยงและการปฏิบัติตามข้อกำหนด: VMware ได้ร่วมมือกับ Caveonix เพื่อมอบแพลตฟอร์มในการรักษาความปลอดภัย การปฏิบัติตามข้อกำหนด และการกำกับดูแลที่ครบวงจรภายใน sovereign domain ในการบริหารข้อมูลภายใต้ข้อกำหนด (Data Sovereignty) เพื่อให้ตรงกับความต้องการของ sovereign cloud แพลตฟอร์มดังกล่าวจะตรวจสอบและประเมินความปลอดภัยและการปฏิบัติตามข้อกำหนดของสภาพแวดล้อมของ VMware อย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยให้แน่ใจว่ามีการรายงานและทำการแก้ไขปัญหาในทันที ด้วยเหตุนี้จึงเป็นการปกป้องทรัพย์สินข้อมูลทั้งหมดที่จัดเก็บไว้ใน sovereign cloudได้เป็นอย่างดี
  • Data Lakehouse as a Service: VMware Tanzu Greenplum เป็นแพลตฟอร์มคลังข้อมูลการประมวลผลแบบขนานขนาดใหญ่ (MPP) ที่ได้รวมเอา Cloudian HyperStore S3-compatible object storage เพื่อทำการส่งมอบสถาปัตยกรรม data lakehouse แบบเดียวกันที่มีอยู่ในพับบลิกคลาวด์ไปยัง sovereign clouds, โซลูชันที่ผ่านการรับรองโดย VMware นี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในรูปแบบใหม่ และเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการสร้างและปรับใช้โมเดลในการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูงสำหรับแอปพลิเคชันระดับองค์กรที่มีความซับซ้อน ลูกค้าสามารถเปลี่ยนแปลงจำนวนของโหนดคอมพิวท์ที่ประมวลผล Greenplum หรือโหนดสตอเรจที่ทำงานบน HyperStore ได้อย่างยืดหยุ่น เป็นอิสระตามความต้องการ ช่วยให้ลูกค้ามีความยืดหยุ่นและประหยัดยิ่งขึ้นในสภาพแวดล้อมแบบ sovereign cloud

Thierry Souche ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของ OVHcloud กล่าวว่า “เป็นเวลาหลายปีแล้วที่ OVHcloud ได้ร่วมพัฒนากับ VMware พันธมิตรที่แข็งแกร่ง ด้วยจุดแข็งทั่วไปของเราในด้าน Hosted Private cloud ซึ่งในขณะนี้เรายอมรับขั้นตอนใหม่ด้วยการปรับใช้ sovereign-ready Tanzu  ในโหมดที่ถูกแยกออกมาอย่างน่าเชื่อถือโดยสมบูรณ์ซึ่งช่วยปกป้องข้อมูลตลอดวงรอบของการใช้งาน จากความมุ่งมั่นที่ไม่เหมือนใครในบรรดาผู้ให้บริการเทคโนโลยีคลาวด์ชั้นนำของโลก เรามีความภูมิใจที่ได้ปรับใช้โซลูชันที่ดีที่สุด ซึ่งจะช่วยตอบสนองความต้องการเนทีฟแอปพลิเคชันบนคลาวด์และแพลตฟอร์มต่างๆที่ต้องการด้วยโซลูชันที่ล้ำสมัย ข้อมูลภายใต้ข้อกำหนด (Data Sovereignty) ไม่เคยมีความสำคัญสำหรับผู้มีอำนาจตัดสินใจด้านไอทีในยุโรปมาก่อน และเรายินดีที่จะขยายพอร์ตโฟลิโอของเราต่อไปเพื่อช่วยให้พวกเขาสามารถใช้ศักยภาพสูงสุดของระบบคลาวด์ที่มีความน่าเชื่อถือได้อย่างเต็มที่”

Alberto Valero หัวหน้าฝ่ายเทคโนโลยีและการเติบโตของ Tietoevry Connect กล่าวว่า “ขณะนี้เราได้ทำการสร้างความสามารถพื้นฐานบน sovereign cloud บนเครือข่ายศูนย์ข้อมูล Nordic สำหรับลูกค้าของเรา และกำลังนำลูกค้าที่มีอยู่ รวมถึงลูกค้าใหม่ไปยังโซลูชันที่ทันสมัยใหม่นี้ เราเห็นว่าขั้นตอนต่อไปที่เหมาะสมสำหรับเราในการช่วยเหลือลูกค้าของเราสำหรับการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ระบบดิจิทัลคือการจัดหา Tanzu Application Portfolio ให้พวกเขา ด้วย Tanzu Application Platform ลูกค้าจะได้รับชุดเครื่องมือที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ด้วยการสนับสนุนจากบริการระดับมืออาชีพของเรา จะช่วยปรับปรุงความสามารถในการเพิ่มสภาพแวดล้อมที่ถูกขับเคลื่อนด้วยข้อมูลอย่างมีนัยสำคัญ เรารู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งเกี่ยวกับความเป็นไปได้เหล่านี้ในการขับเคลื่อนการสร้างมูลค่าให้ข้อมูลบนบริบทของข้อกำหนดทางด้านดิจิทัล (digital sovereign context)”

Sovereign Clouds และ Delicate Dance สำหรับ Data Monetization กับ Data Sovereignty1

ในการวิจัยใหม่ที่ดำเนินการโดย Vanson Bourne ที่ได้รับมอบหมายจาก VMware เผยให้เห็นว่าในอีก 2 ปีข้างหน้า 96% ของบริษัททั้งหมดที่ถูกสำรวจเชื่อว่าข้อมูลจะกลายเป็นแหล่งรายได้ และ 50% เชื่อว่าข้อมูลจะเป็นแหล่งรายได้สำคัญ ในขณะที่ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจทวีความรุนแรงมากขึ้น จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ผู้นำในองค์กรธุรกิจจำนวนมากให้ความสำคัญกับข้อมูลของตนในฐานะแหล่งรายได้ที่ไม่ได้ใช้งาน แต่ในขณะเดียวกันก็มีประเด็นใหญ่ที่น่าสนใจคือ: ผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าข้อมูลภายใต้ข้อกำหนด (Data Sovereignty) เป็นหนึ่งในความท้าทายหลักที่องค์กรต้องเผชิญ โดย 95% ยอมรับว่าเป็นปัญหา องค์กรที่ไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านข้อมูลภายใต้ข้อกำหนด (Data Sovereignty) มักจะต้องจ่ายค่าปรับหลายร้อยล้านดอลลาร์และก่อเกิดความเสียหายแก่ชื่อเสียงของแบรนด์เพราะต้องเสียเวลาเจรจาประนีประนอมเกี่ยวกับข้อมูล ปัจจุบัน กว่า 100 ประเทศมีกฎหมายของตนเองว่าควรจัดการและจัดเก็บข้อมูลอย่างไรภายในเขตอำนาจการปกครอง และกฎระเบียบเหล่านี้ส่วนใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา อย่างไรก็ดีผู้ให้บริการ VMware Sovereign Cloud พร้อมนำเสนอเส้นทางที่ปลอดภัยยิ่งขึ้นแก่ลูกค้าในการลดความเสี่ยงในการสร้างรายได้จากข้อมูล อ่านรายงานฉบับเต็มได้ที่นี่

เกี่ยวกับงาน VMware Explore

VMware Explore เป็นวิวัฒนาการในการจัดการประชุมระดับแนวหน้าของ VMworld โดยการจัดการประชุมในครั้งนี้ได้ทำการเปลี่ยนแปลงอุตสาหรรมไปในรูปแบบของ ทุกสิ่งเกิดขึ้นบนมัลติคลาวด์ ในปีนี้ได้นำเสนอโซลูชันชั้นนำสำหรับอุตสาหกรรมและการประชุมทางเทคนิค พร้อมด้วยกว่า 90% ของระบบนิเวศแบบคลาวด์จากพาร์ทเนอร์ชั้นนำ รวมถึงตลาดมัลติคลาวด์ ISVs ที่กำลังรุ่งเรือง เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ VMware Explore โปรดไปที่: www.vmware.com/explore.html

เกี่ยวกับ VMware

VMware เป็นผู้ให้บริการชั้นนำทางด้านมัลติคลาวด์สำหรับแอปพลิเคชันทั้งหมด เพื่อสร้างนวัตกรรมดิจิทัลด้วยการควบคุมระดับองค์กร ในฐานะที่เป็นรากฐานที่มีความน่าเชื่อถือเพื่อเร่งความเร็วในการสร้างนวัตกรรม ซอฟต์แวร์ของ VMware จะช่วยให้ธุรกิจมีความยืดหยุ่นและมอบทางเลือกสำหรับการสร้างอนาคต VMware มีสำนักงานใหญ่ในเมืองพาโลอัลโต รัฐแคลิฟอร์เนีย มุ่งมั่นที่จะสร้างอนาคตที่ดีกว่าภายในปี 2030 สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดไปที่ www.vmware.com/company

VMware, Explore, Tanzu, RabbitMQ, VMware Aria, Greenplum, และ VMworld เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนหรือเครื่องหมายการค้าของ VMware, Inc. หรือบริษัทในเครือในสหรัฐอเมริกาและเขตอำนาจศาลอื่นๆ VMware ไม่รับประกันว่าบริการที่ประกาศนี้ หรือรุ่นทดลองใช้จะพร้อมใช้งานในอนาคต ข้อมูลในข่าวประชาสัมพันธ์นี้มีขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น และไม่สามารถรวมเข้ากับสัญญาใดๆ บทความนี้อาจมีไฮเปอร์ลิงก์ไปยังเว็บไซต์อื่นที่ไม่ได้จัดทำโดย VMware ซึ่งถูกสร้างและดูแลโดยบุคคลภายนอกที่รับผิดชอบเนื้อหาบนเว็บไซต์ดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียว

from:https://www.techtalkthai.com/vmware-updates-sovereign-saas-portfolio/

Windows 11 Insider เพิ่มไอคอนบอกว่ากำลังต่อ VPN ที่ System Tray

ไมโครซอฟท์ออก Windows 11 Insider Preview Build 25252 ให้กลุ่มทดสอบ Dev Channel มีการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจคือ ไอคอนเครือข่ายใน system tray มีป้าย (badge) รูปโล่ เพื่อบอกว่ากำลังเชื่อมต่อ VPN อยู่ในตอนนั้น

ความนิยมใน VPN เพิ่มขึ้นมากในยุคหลังด้วยเหตุผลหลายๆ อย่าง ทั้งเรื่องความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัว การหลบเลี่ยงเซ็นเซอร์​ หรือการใช้งานบริการที่จำกัดภูมิภาค เราจึงเริ่มเห็นบริษัทเจ้าของ OS หรือเบราว์เซอร์เริ่มทยอยเพิ่มฟีเจอร์ด้าน VPN เข้ามา เช่น Microsoft Edge มี VPN ใช้ฟรี, iOS มีบริการ Private Relay หรือ Google One VPN เป็นต้น

ฟีเจอร์อื่นใน Build 25252 คือการทดลองหน้าตาใหม่ๆ ของช่อง Search ใน Taskbar ซึ่งไมโครซอฟท์บอกว่ารอดูผลลัพธ์จากการใช้งานจริง เพื่อตัดสินใจว่าจะเลือก UI แบบไหนต่อ

No Description

No Description

ที่มา – Windows Blog

from:https://www.blognone.com/node/131648

การ์ทเนอร์เผยผลสำรวจล่าสุด ผู้นำธุรกิจวางแผนเพิ่มการลงทุนความยั่งยืนในอีก 2 ปีข้างหน้านี้

 

การ์ทเนอร์เผยว่า องค์กรธุรกิจมองว่า ผู้บริโภคยุคใหม่ได้สร้างแรงกดดันให้องค์กรธุรกิจต้องเดินหน้าเรื่องของความยั่งยืนให้มากขึ้น  โดย 86% ของผู้นำธุรกิจ มองว่า การลงทุนด้านความยั่งยืนจะช่วยปกป้ององค์กรจากปัญหาการหยุดชะงัก รวมทั้งโครงการความยั่งยืน จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการใช้พลังงาน การเดินทางเพื่อธุรกิจ และต้นทุนการทำธุรกรรมของลูกค้าด้วย
การ์ทเนอร์ อิงค์ เผยผลสำรวจล่าสุด พบว่า 87% ของผู้นำธุรกิจเตรียมเพิ่มการลงทุนด้านความยั่งยืนในอีกสองปีข้างหน้า โดยระบุว่าลูกค้าเป็นกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียหลักที่กดดันให้องค์กรต้องลงทุนหรือดำเนินการด้านความยั่งยืน ซึ่งเป็นการเลือกจากกลุ่มผู้บริหาร 80% ตามมาด้วยกลุ่มนักลงทุน (60%) และกลุ่มนักกฎหมาย (55%) ตามลำดับ

คริสติน โมเยอร์ รองประธานฝ่ายวิจัยของการ์ทเนอร์ กล่าวว่า ความยั่งยืนช่วยให้ธุรกิจสามารถรับมือกับการหยุดชะงักต่าง ๆ ได้ โดยความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนวัสดุและพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น ล้วนส่งผลให้องค์กรธุรกิจต้องกลับมาตรวจสอบค่าใช้จ่ายทุกรูปแบบอีกครั้ง ซึ่งการมุ่งให้ความสำคัญกับเรื่องที่จำเป็นและความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ต้องการเห็นความคืบหน้าของการดำเนินงานตามเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (หรือ ESG) นั้นสร้างโอกาสการเติบโตใหม่ ๆ แก่องค์กร พร้อมช่วยลดต้นทุนและความเสี่ยง

ความยั่งยืนช่วยปกป้ององค์กรธุรกิจจากการหยุดชะงัก

86% ของผู้นำธุรกิจมองว่าความยั่งยืนนั้นเป็นการลงทุนที่ช่วยปกป้ององค์กรของตนจากการหยุดชะงัก นอกจากนี้ 83% ยังระบุว่า กิจกรรมต่าง ๆ ในโครงการความยั่งยืนนั้นช่วยสร้างมูลค่าแก่องค์กรทั้งในระยะสั้นและระยะยาว และ 80% ระบุว่าความยั่งยืนช่วยให้องค์กรปรับความเหมาะสมและลดต้นทุนได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ตอบแบบสำรวจระบุว่าโครงการความยั่งยืนกำลังช่วยลดต้นทุนให้กับประเด็นต่อไปนี้เป็นอันดับต้น ๆ ซึ่งประกอบด้วย การใช้พลังงาน (Energy Consumption) การเดินทางเพื่อธุรกิจ (Business Travel) และธุรกรรมของลูกค้า (Customer Transaction)

“ผู้นำองค์กรบรรลุความสำเร็จในด้านการปฏิบัติงานและการประหยัดในห่วงโซ่อุปทานด้วยโครงการความยั่งยืนของพวกเขา ตามกลยุทธ์ “Two For One” ที่การลงทุนด้านความยั่งยืนช่วยสนับสนุนเป้าหมายทางธุรกิจ อาทิ การเพิ่มประสิทธิภาพต้นทุน ที่ช่วยเพิ่มผลกระทบของโครงการได้อย่างมากด้วยการสร้างวงจรการทำธุรกิจด้วยคุณธรรม”

ความยั่งยืนขับเคลื่อนการเติบโตองค์กรและนวัตกรรม

ความยั่งยืนสามารถเพิ่มมูลค่าและสร้างโอกาสการเติบโตทางธุรกิจ โดย 57% ของผู้นำธุรกิจระบุว่าโครงการความยั่งยืนมีความเชื่อมโยงสำคัญต่อผลกำไรขาดทุนขององค์กร และ 42% ใช้ประโยชน์จากกิจกรรมความยั่งยืนต่าง ๆ เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรม สร้างความแตกต่าง และการเติบโตแก่องค์กรผ่านผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน

“การลงทุนด้านความยั่งยืนสามารถส่งเสริมการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ให้มีความแตกต่างได้ แต่ควรระมัดระวังความเสี่ยงจากการมุ่งสู่องค์กรสีเขียว เนื่องจากไม่มีทางลัดสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ดังนั้นจึงควรมุ่งเน้นไปที่คุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ที่มีความสำคัญต่อลูกค้าและจัดลำดับความสำคัญนั้น ๆ เพื่อกำหนดรูปแบบของการตัดสินใจซื้อ เมื่อเรามองในมุมกลยุทธ์ ความยั่งยืนนั้นเป็นทางแสงสว่างแก่ธุรกิจในสภาวะตลาดที่ยากลำบาก”

from:https://www.thumbsup.in.th/gartner-business-sustainability?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=gartner-business-sustainability

บริการใหม่ของ Fortinet นำเสนอ Next Generation Firewall ผ่าน AWS

Fortinet และ AWS ได้นำสิ่งที่ดีที่สุดของทั้งสองขีดความสามารถมารวมกัน ด้วยความเชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยเชิงลึกและเทคโนโลยีคลาวด์ระดับแนวหน้า เพื่อส่งต่อบริการที่สามารถจัดการและใช้งานง่ายขึ้น

Fortinet ประกาศเปิดตัว FortiGate Cloud-Native Firewall (CNF) ใน Amazon Web Services (AWS) โซลูชันความปลอดภัยทางไซเบอร์แบบใหม่ที่พร้อมใช้งานในรูปแบบซอฟต์แวร์ (SaaS) มุ่งเป้าไปที่องค์กรที่ใช้ AWS ซึ่งกำลังมองหาฟังก์ชันไฟร์วอลล์รุ่นถัดไป (NGFW) ระดับองค์กรพร้อมการสนับสนุนบนระบบคลาวด์
 
Next Generation Firewall (NGFW) คือ Firewall ที่ถูกยกระดับการป้องกันให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ครอบคลุมได้มากขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมรับมือภัยจากภัยคุกคามที่มีความซับซ้อน ดั่งเช่น FortiGate CNF ที่สร้างขึ้นจากความสามารถของไฟร์วอลล์แบบดั้งเดิม เช่น การกรองแพ็กเก็ต การแปลที่อยู่เครือข่าย (NAT) และความสามารถของเครือข่ายส่วนตัวเสมือน (VPN) พร้อมการตรวจสอบแพ็กเก็ตเชิงลึก การป้องกันการบุกรุก และเทคนิคอื่นๆ เพื่อรักษาประสิทธิภาพและการเชื่อมต่อที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น
 
FortiGate CNF รวมบริการรักษาความปลอดภัยที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของ FortiGuard สำหรับการตรวจจับแบบเรียลไทม์และการป้องกันภัยคุกคามภายนอกและภายในที่เป็นอันตราย สนับสนุนโดย FortiOS สำหรับประสบการณ์การรักษาความปลอดภัยเครือข่ายที่สอดคล้องกันทั่วทั้ง AWS และสภาพแวดล้อมภายในองค์กร
 
Fortinet กำลังนำเสนอบริการที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถมุ่งเน้นที่ความสามารถหลักของตนมากขึ้น และปรับใช้นโยบายความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพเพื่อปกป้องแอปพลิเคชันและข้อมูลที่สำคัญต่อธุรกิจของตน FortiGate CNF รองรับ AWS ช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงบริการรักษาความปลอดภัยที่ขับเคลื่อนด้วย FortiGuard AI ได้ทันทีสำหรับการป้องกันระดับองค์กร รวมถึงการกรอง URL, การกรอง DNS, IPS, การควบคุมแอปพลิเคชัน และบริการรักษาความปลอดภัย FortiGuard อื่นๆ ที่องค์กรต่างๆ ไว้วางใจ
 
FortiGate CNF เป็นข้อเสนอ SaaS ที่จะมอบขีดความสามารถในการปรับขนาดแบบไร้รอยต่อ ด้วยความยืดหยุ่น เวิร์กโฟลว์ที่คล่องตัว ผ่านการผสานรวมกับระบบคลาวด์เนทีฟอย่างลึกซึ้งกับบริการของ AWS อาทิเช่น
  • AWS Gateway Load Balancer
  • AWS Firewall Manager
  • AWS Marketplace
การปรับปรุงให้มีความเรียบง่ายสำหรับการจัดการ FortiGate บน “single pane of glass” ผ่านแอป FortiManager ซึ่งรองรับ AWS Firewall Manager เพื่อช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการจัดการความปลอดภัย Fortinet กล่าวว่า “การสนับสนุน AWS นี้จะช่วยให้ทีมรักษาความปลอดภัยเคลื่อนที่ด้วยความเร็วและขนาดของทีมแอปพลิเคชัน ในขณะที่การสนับสนุน AWS Gateway Load Balancer ช่วยลดการทำงานอัตโนมัติที่ต้องทำด้วยตัวเอง และช่วยรักษาความปลอดภัยสภาพแวดล้อม Amazon Virtual Private Cloud (Amazon VPC) ในขณะที่ปรับปรุงความพร้อมใช้งานสูงและการปรับขนาด”
 
Fortinet มุ่งเป้าไปที่ธุรกิจระดับ hyperscalers และ network operators ที่ต้องการปรับใช้ NGFW เช่นอุปกรณ์ FortiGate 4800F เป็นต้น ซึ่งประกาศเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา สำหรับไฟร์วอลล์ขนาดกะทัดรัดที่ทรงพลังที่สุด ด้วยแชสซี 4RU และอินเทอร์เฟซ 400GbE, 200GbE และ 50GbE ไฟร์วอลล์ระดับเรือธงรุ่นล่าสุดของ Fortinet ช่วยให้ MNO สามารถรักษาความปลอดภัยเครือข่าย 5G ด้วยความสามารถดังต่อไปนี้
  • เร่งความเร็วการนำ 5G ไปใช้ด้วยการเชื่อมต่อ IP ที่ปลอดภัยและรองรับการเชื่อมต่อเพิ่มขึ้น 19 เท่าต่อวินาที
  • รักษาความปลอดภัยการรับส่งข้อมูลเครือข่ายการเข้าถึงวิทยุ (RAN) 5G และการเชื่อมต่อหลักด้วยประสิทธิภาพ IPsec VPN ที่เร็วขึ้น 19 เท่า
  • ช่วยให้สามารถเชื่อมต่อระหว่างศูนย์ข้อมูลความเร็วสูงพิเศษ 400G
  • กำจัดจุดบอดด้วยการตรวจสอบ SSL ที่เร็วขึ้น 6 เท่า
  • สถาปัตยกรรมไอทีแบบไฮบริดด้วย VXLAN Segmentation
  • การรักษาความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพสูงในระดับต่างๆ
  • รองรับสถาปัตยกรรมแบบ Zero trust ด้วยการบูรณาการ ZTNA
Fortinet กล่าวว่า FortiGate 4800F ได้เปิดใช้งานการเชื่อมต่อระหว่างเครื่อง (M2M) ขนาดใหญ่ ซึ่งต้องการการเชื่อมต่อ IP ที่ปลอดภัยกับสภาพแวดล้อมที่ไม่น่าไว้วางใจ เช่น Internet, Edge และ Cloud Services ที่สามารถรองรับการเชื่อมต่อได้ถึง 25 ล้านครั้งต่อวินาที นอกจากนี้ FortiGate 4800F ยังรักษาความปลอดภัยทราฟฟิก 5G RAN และการเชื่อมต่อหลักด้วยประสิทธิภาพ IPsec-based VPN ที่เร็วขึ้นถึง 19 เท่า
 
Fortinet CNF พร้อมใช้งานแล้วใน AWS Marketplace
 

from:https://www.techtalkthai.com/new-fortinet-service-delivers-next-generation-firewall-via-aws/

การประท้วงที่โรงงาน Foxconn ในจีนกระทบการผลิต iPhone 14 Pro ผลิตได้ลดลง 6 ล้านเครื่อง

แหล่งข่าวของ Bloomberg เผยว่าเหตุการณ์ประท้วงของพนักงานในโรงงาน Foxconn ในเมืองเจิ้งโจว ประเทศจีนกระทบต่อการผลิต iPhone 14 Pro ทำให้ผลิตได้ลดลง 6 ล้านเครื่อง ทั้งนี้ Apple และ Foxxconn คาดว่าจะผลิต iPhone มาชดเชยจำนวน 6 ล้านเครื่องที่สูญเสียไปได้ในปีหน้า

เหตุการณ์ประท้วงในโรงงานของ Foxconn เกิดขึ้นจากการที่พนักงานที่ถูกกักตัวอยู่ในที่พักของโรงงานกังวลว่าจะติดเชื้อโควิด รวมทั้งการที่ยังไม่ได้รับค่าแรงจากโรงงาน

Foxconn ได้รับสมัครพนักงานใหม่เข้ามาโดยได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลท้องถิ่นของเมืองเจิ้งโจว หลังจากพนักงานจำนวนมากพากันหนีกลับบ้านหลังเมืองเจิ้งโจวประกาศมาตราการ Zero-Covid ซึ่งพอเกิดการประท้วง พนักงานที่เพิ่งรับเข้ามาใหม่ส่วนหนึ่งก็ออกจากโรงงานด้วย

ตอนนี้ Foxconn ได้ประกาศเพิ่มโบนัส 1,800 เหรียญสหรัฐฯ ให้กับพนักงานที่จะอยู่ทำงานในโรงงานเพื่อผลิต iPhone ในช่วงเดือนธันวาคมและมกราคมด้วย

ทั้งนี้ ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ประท้วง Morgan Stanley บริษัทวิเคราะห์ทางการเงินได้คาดการณ์ไว้แล้วว่า Foxconn และ Apple จะผลิต iPhone 14 Pro ได้ลดลง 6 ล้านเครื่องเพราะมาตรการป้องกันไวรัสโควิด-19 ของจีน ทางฝั่ง Apple เองก็ได้ออกแถลงการณ์ให้ลูกค้ารอสินค้าระยะเวลานานขึ้นเพราะมาตรการ Zero-Covid กระทบการผลิต iPhone 14 Pro และ iPhone 14 Pro Max

ก่อนหน้านี้ Apple ได้ลดตัวเลขคาดการณ์การผลิต iPhone 14 รวมทุกรุ่นมาอยู่ที่ราว 87 ล้านเครื่อง จากเดิมที่ตั้งเป้าว่าจะผลิตให้ได้ 90 ล้านเครื่องในปีนี้

ที่มา: Bloomberg

from:https://www.blognone.com/node/131647