คลังเก็บหมวดหมู่: THUMBSUP

คุยกับ VST ECS (Thailand) ในวันที่มือถือกลายมาเป็นสินค้าสำคัญ สวนทางกับตลาดชิปเซ็ตที่กำลังขาดแคลน

ปัญหาการขาดแคลนชิพเซ็ตยังคงเป็นสิ่งที่น่ากังวลอย่างต่อเนื่อง เหตุเพราะการเติบโตทางด้านเทคโนโลยีทำให้ความต้องการชิพเซ็ตมีสูงขึ้น สวนทางกับกำลังการผลิตที่มีอย่างจำกัด รวมทั้งความต้องการใช้งานไม่ได้จำกัดอยู่แค่กลุ่มสมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์หรือดีไวซ์บางกลุ่มแบบเดิม แต่ขยายตัวไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมอื่นๆ มากขึ้น เช่น IOT ยานยนต์ อสังหา เน็ตเวิร์ก หรือกลุ่มร้านอาหาร นั่นจึงเป็นเหตุให้ภาคธุรกิจต้องวางแผนจัดการชิ้นส่วนเหล่านี้ รวมทั้งเพิ่มกำลังในการผลิตให้ทันต่อความต้องการมากขึ้น

คุณสมศักดิ์ เพ็ชรทวีพรเดช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วีเอสที อีซีเอส (ประเทศไทย) จำกัด ได้เล่าเกี่ยวกับภาพรวมตลาดไอทีให้ฟังว่า การขาดแคลนชิพเซ็ตนั้น ไม่ได้เป็นเพราะกำลังการผลิตที่มีผลกระทบจากปัญหาของจีนและไต้หวัน แต่เป็นไปตามดีมานด์ของตลาด ซึ่งก่อนหน้านี้ความต้องการใช้ชิพเซ็ตในกลุ่มสินค้าสมาร์ทโฟนก็ได้ขาดแคลนอยู่แล้ว เพราะถูกนำไปใช้ในหลายอุปกรณ์ที่ต้องการความสมาร์ทอย่างกลุ่มสินค้าไอโอที ยานยนต์และอุตสาหกรรมต่างๆ ที่ต้องการปรับตัวให้ทันสมัยสู่การเป็นดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน ทำให้ดีมานด์ในกลุ่มชิพเซ็ตสูงขึ้นประมาณ 25% และยังคาดว่าความต้องการชิพเซ็ตยังคงมีต่อเนื่อง

ภาพรวมธุรกิจ VST ECS (Thailand)

สำหรับภาพรวมธุรกิจในครึ่งปีแรกของ วีเอสที อีซีเอส โตขึ้นประมาณ 12% เมื่อเทียบกับปีที่แล้วก็ยังคงมีตัวเลขการเติบโตสองหลักเช่นกัน ซึ่งเป็นตัวเลขที่มองว่ามีโอกาสโตมากกว่านี้ แต่เพราะการขาดแคลนชิพเซ็ตทำให้กลุ่มสินค้าประเภทเน็ตเวิร์กขาดตลาดอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็น F5, Arista, Cisco, Aruba เจอปัญหาขาดตลาดทั้งหมด ทำให้เจอผลกระทบในการรอสินค้านานหนึ่งปี

คุณสมศักดิ์ เพ็ชรทวีพรเดช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วีเอสที อีซีเอส (ประเทศไทย) จำกัด
คุณสมศักดิ์ เพ็ชรทวีพรเดช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วีเอสที อีซีเอส (ประเทศไทย) จำกัด

“โชคดีที่บริษัทมีการสั่งสต็อกสินค้าไว้ทำให้ตัวเลขรายได้ยังมีการเติบโตไปต่อได้ ซึ่งถ้าสินค้าไม่ขาดตลาดคาดว่าจะทำรายได้ได้ดีกว่านี้ อาจจะพุ่งไปถึง 16-18% ไม่ใช่แค่ 12% แบบตอนนี้”

อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้บริษัทยังมีโอกาสไปต่อได้ เป็นเพราะมีความร่วมมือกับกลุ่มลูกค้ารายใหญ่ที่ทำโปรเจ็คร่วมกันทั้งภาคธุรกิจรายเล็ก กลางใหญ่ ธนาคาร ภาครัฐทั้งระดับประเทศและท้องถิ่น เพราะเป็นกลุ่มที่มีความต้องการใช้งานไอทีอย่างต่อเนื่องและต้องการคุณภาพของเน็ตเวิร์กที่สูงขึ้น รวมถึงระบบสตอเรจคุณภาพต้องดี ระบบซอฟต์แวร์ต้องช่วยให้การทำงานง่ายขึ้น ลดการใช้กระดาษ รวมทั้งการทำซีเคียวริตี้ป้องกันภัยคุกคามจากแฮคเกอร์ที่มาโจมตี ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีความเกี่ยวข้องกับซอฟต์แวร์ทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลขในกลุ่มคอนซูเมอร์จะลดลงแต่บริษัทใกล้ชิดกับลูกค้ามากขึ้น ทำให้มองเห็นโอกาสการเติบโตแม้จะเป็นตัวเลขหลักเดียวก็ตาม เพราะกำลังซื้อในกลุ่มสินค้าไอทีลดลงจากปัญหาค่าครองชีพสูงขึ้น สภาพเศรษฐกิจยังไม่ดีพอ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อด้วย

นอกจากนี้ กลุ่ม SMB ที่เป็นฐานสำคัญก็เจอผลกระทบเรื่องการเข้าหาเงินทุนยากขึ้น การสนับสนุนจากรัฐบาลลดลงทำให้ขยายธุรกิจยากขึ้นเมื่อเทียบกับองค์กรขนาดใหญ่ที่มีความแข็งแรงด้านการเงินมากกว่าจึงมุ่งหวังให้ภาครัฐเข้ามาช่วยในเรื่องแหล่งเงินกู้ให้แก่ธุรกิจขนาดกลางและย่อมกลุ่มนี้ เพื่อหนุนให้ภาพรวมธุรกิจทั้งประเทศไปต่อได้

ส่วนในกลุ่มภาครัฐยังมีการเติบโตที่ดีถือเป็นรายได้หลัก เพราะมีการลงทุนต่อเนื่อง แม้จะเป็นหน่วยงานท้องถิ่นแต่เม็ดเงินยังสะพัดดีอยู่ รวมทั้งมีโปรเจ็คต่างๆ เยอะมาก

ทางบริษัทจึงคาดหวังรายได้ครึ่งปีแรกอยู่ที่ 17,000 ล้านบาท รวมทั้งปีคาดว่าน่าจะทำได้ที่ 34,000 ล้านบาท หรือประมาณ 10-12% เมื่อเทียบกับปีที่แล้วปิดรายได้ทั้งปีอยู่ที่ 31,000 ล้านบาท

การลงทุนใหม่ๆ ของปีนี้

ทางด้านของบริษัทเองก็จะมีการปรับเปลี่ยนระบบภายในองค์กรให้มีความเป็นดิจิทัลมากขึ้น ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ก่อนเกิดโควิดแล้ว ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของการทำ E-Document, การทำระบบฐานข้อมูลใหม่, การปรับเปลี่ยน infrastructure เพื่อรองรับการทำงานแบบ anywhere any place ให้มีการทำงานอย่างรวดเร็วและปลอดภัย โดยมุ่งไปที่การพัฒนาในส่วนของเน็ตเวิร์ก, ซีเคียวริตี้ หรือการรีพอร์ตต่างๆ หากจะนับเม็ดเงินลงทุนเพื่อพัฒนาระบบภายในของบริษัท มีการใช้เงินไปมากกว่า 30-50 ล้านบาทแล้ว

from:https://www.thumbsup.in.th/vst-ecs-thailand?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=vst-ecs-thailand

ซีอีโอใหม่ บุญรอดบริวเวอรี่ “ภูริต ภิรมย์ภักดี” ทายาทเจน 4 เคลื่อนอาณาจักรอายุ 89 ปี

บุญรอดบริวเวอรี่ ประกาศแต่งตั้ง ‘ภูริต ภิรมย์ภักดี’  ขึ้นดำรงตำแหน่ง ซีอีโอ หรือประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2565 เป็นต้นไป 

ภูริต ภิรมย์ภักดี หรือชื่อเดิม สันต์ ภิรมย์ภักดี (ชื่อเล่น เต้) เกิดเมื่อวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2520 เป็นนักธุรกิจ และนักร้องชาวไทย เป็นสมาชิกวงกรุงเทพมาราธอน สันต์ เป็นทายาทคนโตของตระกูลภิรมย์ภักดี ถือเป็นรุ่นที่ 4 ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บุญรอดเทรดดิ้ง จำกัด

ภูริตเป็นทายาทรุ่นที่ 4  ของตระกูลภิรมย์ภักดี ผู้ผลิตเบียร์รายแรกของประเทศไทย เป็นบุตรชายคนโตของ สันติ – อรุณี ภิรมย์ภักดี สมรสกับ ตอง – นิสามณี ภิรมย์ภักดี มีบุตร 2 คน ชื่อ เด็กหญิง นิษา ภิรมย์ภักดี และ เด็กชาย ณกฤศ (สิงห์) ภิรมย์ภักดี ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บุญรอดเทรดดิ้ง จำกัด

ภูริตจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนสาธิตประสานมิตรถึงมัธยมศึกษาปีที่ 2 จากนั้นบินไปสหรัฐอเมริกาเพื่อศึกษาต่อระดับไฮสคูล ที่ Wilbraham Monson Academy ถึงเกรด 12 และจบปริญญาตรีด้าน Business Management จากมหาวิทยาลัย Bentley College เมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา

หลังจบการศึกษาด้วยวัย 21 ปี ภูริตเริ่มเข้ามาช่วยธุรกิจครอบครัวครั้งแรกในตำแหน่งพนักงานดูแลถังเบียร์ จากนั้นออกไปศึกษาการปรุงและการผลิตเบียร์ Master of Brewing ที่ Doemens Institute of Technology ซึ่งเป็นสถาบันสอนด้านการปรุงเบียร์ที่เก่าแก่ของเยอรมัน และมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับระดับโลก ถือเป็น Brewmaster คนที่ 3 ของตระกูลภิรมย์ภักดี ต่อจากคุณปู่ ประจวบ ภิรมย์ภักดี (Brewmaster ไทยคนแรก) และคุณปิยะ ภิรมย์ภักดี (ลุง) หลังสำเร็จการศึกษาภูริตเดินทางกลับประเทศไทยและเลือกฝึกงานกับบริษัทโฆษณายักษ์ใหญ่อย่าง บริษัท โอกิลวี่ แอนด์ เมเธอร์ (ประเทศไทย) เพื่อเรียนรู้งานด้านโฆษณาและการตลาด ก่อนจะเข้ามาทำงานด้านการตลาดที่บุญรอดฯ อีกสักระยะ แล้วจึงศึกษาต่อระดับปริญญาโททางธุรกิจ Master of Business Administration และ Marketing and Entrepreneurship Major ณ สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ปี 2547 ภูริตเข้าทำงานบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด อย่างเต็มตัวในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจและฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์กลุ่มนอนแอลกอลฮอล์ และถือเป็นเป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ ที่มีแนวทางการทำงานเชิงรุกการอยู่ในตำแหน่งการพัฒนาธุรกิจ กระทั่งปี 2553 ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการบริหารบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด และก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บุญรอดเทรดดิ้ง ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำหน้าที่ดูแลเรื่องการตลาดและช่องทางการจัดจำหน่ายให้กับสินค้าในเครือของบุญรอดบริวเวอรี่ ในปี 2559 จนถึงปัจจุบัน

ปัจจุบัน บุญรอดบริวเวอรี่ เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ของไทยมีธุรกิจหลากหลาย เช่น เครื่องดื่มเบียร์ ธุรกิจอาหาร  อสังหาริมทรัพย์ การผลิตบรรจุภัณฑ์ขวดแก้ว เป็นต้น ซึ่งในแต่ละปี อาณาจักรอายุ 89 ปี แห่งนี้สร้างรายได้มากกว่าแสนล้านบาท

ที่มา

bizpromptinfo

กรุงเทพธุรกิจ 

from:https://www.thumbsup.in.th/boonrawd-new-ceo?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=boonrawd-new-ceo

สรุป SEO คืออะไร อธิบายการทำงานแบบเข้าใจง่าย

หากพูดถึง SEO (Search engine optimization) หลายคนนึกถึงการทำคอนเทนต์ให้ตรงกับ Keyword ที่คนเสิชหามากที่สุด แต่นอกเหนือจากนั้นยังมีองค์ประกอบด้านเทคนิคอยู่เบื้องหลังอีกมากมายในการทำ SEO ให้ประสบความสำเร็จ

วันนี้ Thumbsup มาสรุปสั้นๆ อธิบายการทำงานแบบเข้าใจง่าย ดังนี้

SEO คือการให้คำตอบที่มีคุณภาพดีที่สุด สำหรับคำถามที่ลูกค้าอาจถามหรือค้นหาผ่าน Google, Bing และเว็บค้นหาอื่นๆ  พร้อมเชื่อมโยงเข้ากับเว็บไซต์ธุรกิจของคุณให้ขึ้นเป็นผลลัพธ์แรกๆ เพื่อให้ลูกค้าพึงพอใจในคำตอบและนึกถึงธุรกิจของเราเป็นอันดับแรก

SEO ทำงานอย่างไร

  1. เผยแพร่เนื้อหา (Content) บนเว็บไซต์
  2. Google bots หรือ ‘Spider’ จะรวบรวมข้อมูลของเว็บไซต์ (Crawl) และรีวิวคุณภาพของเว็บไซต์
  3. Google จะให้คะแนนหน้าเว็บไซต์ โดยวิเคราะห์จากเนื้อหา รูปภาพ และองค์ประกอบต่างๆ
  4. หากเว็บไซต์ประสบความสำเร็จในการตอบคำถามผู้ใช้งาน คะแนนเว็บไซต์จะเพิ่มขึ้น และขึ้นเป็นผลลัพธ์แรกๆ ในหน้าค้นหา

วิธีทำ SEO ที่ดี

  • สร้างเนื้อหา (คอนเทนต์) คุณภาพสูง
  • เฝ้าสังเกตคุณภาพด้านเทคนิค (ความเร็วในการโหลด, UX)
  • สร้าง Internal link สร้าง Traffic ในเว็บไซต์
  • เว็บไซต์ใช้งานง่าย (UI)

การสร้าง SEO ที่ดีในทางเทคนิค

ความเร็วหน้าเว็บ Google จะจัดอันดับหน้าเว็บที่โหลดได้เร็วไว้ในลำดับแรกในผลการค้นหา เนื่องจากมีประสบการณ์ใช้งานที่ดีขึ้น

ความเป็นมิตรต่ออุปกรณ์เคลื่อนที่ Google ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ของผู้ใช้งาน (UX) โดยประเมินจากประสิทธิภาพในการใช้งานผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่

ประสบการของผู้ใช้หรือ Interface ผู้ใช้ที่เข้ามาในเว็บไซต์จะต้องได้สิ่งที่ต้องการทันที ทั้งการอ่านบทความ การนำทางไปยังส่วนใดส่วนหนึ่งของเว็บไซต์ได้อย่างไม่ติดขัด

Schema Markup หรือ Structure Data ที่ช่วยให้ search engine จัดหมวดหมู่เว็บไซต์ได้ง่ายขึ้น รวมถึงผู้ใช้เข้าใจเนื้อหาเว็บไซต์ได้ก่อนที่จะคลิกเข้ามา

 

ที่มา

Primal

Semrush

from:https://www.thumbsup.in.th/basic-seo?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=basic-seo

โลตัสก้าวสู่ปี 29 เปิดแผน “New SMART Retail” ทุ่มงบจัดแคมเปญขอบคุณลูกค้า

ฉลองครบ 28 ปีในไทย โลตัส ยืนหนึ่งในวงการโมเดิร์นเทรด ต่อยอดสู่นิว สมาร์ต รีเทล ควบรุกออนไลน์และร้านสาขารูปแบบใหม่ พร้อมทุ่มงบกว่า 200 ล้านบาทส่งแคมเปญขอบคุณลูกค้าทั่วประเทศ

สมพงษ์ รุ่งนิรัติศัย ประธานคณะผู้บริหาร ธุรกิจโลตัส ประเทศไทย เป็นแม่ทัพขับเคลื่อนค้าปลีกโลตัสมาตั้งแต่เริ่มต้น หรือทำงานเทียบเท่าเส้นทางเติบโต การเปลี่ยนแปลงของ โลตัสเช่นกัน เท้าความอดีตธุรกิจค้าปลีกยุค 1.0 เมื่อมีห้างสมัยใหม่เกิดขึ้น มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายเอาใจบรรดานักช้อป ผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย จนแห่ใช้บริการคับคั่งเหมือน “ตลาดแตก”

พอเข้าสู่ค้าปลีกยุค 2.0 ห้างร้านมีความทันสมัยมากขึ้น เป็นมอลล์ขนาดเล็ก-กลาง ตอบโจทย์ชุมชน ครั้นเข้าสู่ยุค 3.0 “ออนไลน์” มีบทบาทมากขึ้นราว 10 ปีแล้ว ซึ่งโลตัส เป็นหนึ่งค้าปลีกรายแรกที่เปิดเกมบุกตลาด ขณะที่ปัจจุบันคือรีเทลยุค 4.0 รูปแบบร้าน การชอปปิงเป็นมีความเป็น “มัลติฟอร์แมท” มากขึ้น ทั้งร้านใหญ่ไฮเปอร์มาร์เก็ต ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ มินิซูเปอร์มาร์เก็ต และออนไลน์ เป็นต้น

นอกจากนี้ การชอปปิง 4.0 ผู้ประกอบการค้าปลีกต้องมุ่งสร้างแพลตฟอร์มค้าขายเป้น “ออมนิชาแนล” เชื่อมโลกออฟไลน์-ออนไลน์ ให้กลุ่มเป้าหมายซื้อสินค้าแบบไร้ร่อยต่อมากขึ้น

การเติบโตจากวันแรกสู่ปีที่ 29 สิ่งที่เป็นกุญแจ “ความสำเร็จ” ของโลตัสมาตลอด สมพงษ์ ยกให้เป็นเรื่องของ Agile หรือเคลื่อนค้าปลีกด้วยความยืดหยุ่น คล่องแคล่ว ว่องไว ภายใต้บริบททางธุรกิจการแข่งขัน ความต้องการของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

“การเคลื่อนธุรกิจค้าปลีกยากทุกยุค แต่ยุคต้นมีความง่ายตรงที่ผู้บริโภครอคอยอยู่แล้ว ผู้ประกอบการแค่วางแผนขยายร้าน ตอนนี้การแข่งขันสูง จึงต้องปรับตัวเร็ว เพราะความยากยุคนี้คือความเร็วหรือ Speed”

เป้าหมายใหญ่ โลตัส มุ่งสู่การเป็น “New SMART Retail” โดย 4 กลยุทธ์ที่ต่อยอดการเติบโต ได้แก่ 1.จะปรับเปลี่ยนห้างค้าปลีกให้เป็นจุดหมายปลายทางของนักช้อป(Destination) รวมถึงยกระดับห้างกว่า 2,700 สาขา เติมเต็มการซื้อสินค้า โดยเฉพาะเป็นจุดที่เสริมแกร่ง “ชอปปิงออนไลน์” ที่พฤติกรรมผู้บริโภคต้องการ “ความเร็ว” มากขึ้นเรื่อยๆ และเป็นจิ๊กซอว์ผลักดันยอดขายออนไลน์แตะ 20% ใน 3 ปี จากปัจจุบันมีเพียง 5%

“กระแสโลกแข่งขันการส่งมอบสินค้าถึงมือลูกค้าให้เร็วสุด ใครอยู่ใกล้กลุ่มเป้าหมายย่อมได้เปรียบ” ทั้งนี้ โลตัสกว่า 2,700 สาขา จึงพร้อมเป็นเสมือนคลังสินค้า(Fulfilment Center)ที่ป้อนให้กลุ่มเป้าหมาย ไม่ว่าต้องการอะไร ขายให้หมด โดยไม่ต้อง “สต๊อก” สินค้าไว้ที่หน้าร้าน เพราะที่ผ่านมาสินค้าบางอย่างลูกค้าซื้อไม่ได้ เนื่องจากหน้าร้านไม่มีพื้นที่สต๊อกสินค้า 

2.เปลี่ยนรูปแบบห้างเดิมให้เป็น “สมาร์ท คอมมูนิตี้ เซ็นเตอร์” หรือมอลล์ ที่เติมเต็มร้านอาหาร ร้านค้าต่างๆ สถานที่ออกกำลังกาย ฯ ตอบ “ไลฟ์สไตล์” ของผู้บริโภคมากกว่าแค่การมาซื้อสินค้า โดยโมเดลใหม่ดังกล่าว ประเดิมสาขาแรกที่ “นอร์ธปาร์ค” ราชพฤกษ์ จะเปิดให้บริการเดือนพฤศจิกายนนี้ 

สำหรับโมเดลมอลล์ จะมีขนาดตั้งแต่ 1,000 ตารางเมตร(ตร.ม.) ไปจนถึงหลัก “หมื่น” ตร.ม. ขึ้นกับทำเลและกลุ่มเป้าหมาย ส่วนการลงทุนมีตั้งแต่ 20 ล้านบาท จนถึงกว่า 100 ล้านบาทต่อสาขา

“อดีตการพัฒนาห้างค้าปลีกสร้างฟอร์แมทแมส ขยายได้เร็ว แต่ปัจจุบันต้องมีดีไซน์มากขึ้น ซึ่งภายใน 3 ปี จะปรับ 146 สาขาให้เป็นสมาร์ทคอมมูนิตี้เซ็นเตอร์ ซึ่งจะใช้งบลงทุนราว 3,000 ล้านบาท รูปแบบใหม่จะทำให้ลูกค้าใช้เวลานานขึ้น 1-2 ชั่วโมง เทียบกับห้างรูปแบบเดิมใช้เวลาราว 30 นาทีเพื่อซื้อสินค้า”

3.นำเทคโนโลยี เสริมแกร่งบิ๊กดาต้า เนื่องจากโลตัส มีฐานสมาชิก “มายโลตัส” กว่า 23 ล้านบัญชี จะนำมาวิเคราะห์ และทำการตลาด นำเสนอสินค้าตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายแบบเฉพาะคนหรือ Personalized มากขึ้น นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์(AI)มาช่วยในการนำเสนอสินค้า โปรโทชั่นให้ตรงความต้องการแต่ละคน รวมถึงการปรับร้านให้เหมาะสมกับลูกค้ากลุ่มเป้าหมายในแต่ละพื้นที่ เป็นต้น

และสุดท้าย 4.ห้างค้าปลีกเป็นเรื่องของการค้าขายสินค้าให้กับผู้บริโภค การเลือกสินค้ามาตอบกลุ่มเป้าหมายสำคัญมาก อนาคตสินค้าแต่ละสาขาจะ “แตกต่าง” กัน และจะเห็นการอัพเกรดเฮ้าส์แบรนด์ขยายสู่พรีเมียมมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันประเดิมใน 10 สาขา

ในแต่ละปีโลตัส มีการใช้งบลงทุนราว 12,000-15,000 ล้านบาทต่อปี ทั้งขยายสาขา ลุยเทคโนโลยี ดิจิทัลต่างๆ ที่สำคัญแผนดังกล่าว จะผลักดันยอดขายโลตัสให้มีอัตราการเติบโต “เร็ว” ขึ้น ซึ่งปกติยอดขายเติบโตระดับ 2 หลักต่อปี

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองโอกาสโลตัสครบรอบ 28 ปี ได้ ทุ่มงบประมาณกว่า 200 ล้านบาท จัดแคมเปญใหญ่ทั้งในสาขาและช่องทางออนไลน์ด้วยการลดราคาแรงสูงสุด 40% ตั้งแต่ 29 กันยายน ถึง 2 พฤศจิกายน 2565 เพื่อตอบสนองลูกค้า

from:https://www.thumbsup.in.th/lotus-smart-retail?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=lotus-smart-retail

Robinhood Mart บริการสั่งซื้อของสด-ของใช้ ส่งตรงถึงบ้าน บริการใหม่จาก Robinhood

“Robinhood” (โรบินฮู้ด) แพลตฟอร์มเพื่อคนตัวเล็ก มุ่งมั่นเดินหน้าพัฒนาบริการใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อปูทางสู่ Super App สัญชาติไทย ล่าสุดเปิดให้บริการ “Robinhood Mart” (โรบินฮู้ด มาร์ท) บริการสั่งซื้อสินค้า ของสด ของใช้ ลุยธุรกิจ Mart Service ด้วย 4 จุดต่าง “ส่งไวไม่ต้องรอ – GP ต่ำสุดในตลาด – คัดของพรีเมียม – Call Center 24 ชั่วโมง” ให้ลูกค้าบนแพลตฟอร์มโรบินฮู้ดกว่า 3.2 ล้านคน สามารถสั่งซื้อของกินของใช้ในหลากหลายแคตตากอรี่จากร้านค้ากว่า 4,000 ร้าน ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว พร้อมส่งโปรโมชันพิเศษ “โค้ดส่วนลด 99 บาท เมื่อซื้อสินค้าจาก Robinhood Mart ครั้งแรก” ตั้งแต่ 100 บาทขึ้นไป เพียงกรอกโค้ด MART1 ตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน – 27 ตุลาคม 2565 พร้อมสิทธิ์ “ส่งฟรี” ในระยะทางไม่เกิน 5 กิโลเมตร ตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม – 31 ตุลาคม 2565 เพื่อกระตุ้นให้เกิดการทดลองใช้งานในช่วงเปิดตัว ทั้งนี้ Robinhood Mart ตั้งเป้ามียอดขาย 500 ล้านบาท และมีออเดอร์เฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 4,000 ออเดอร์ ภายในปี 2566

นายธนา เธียรอัจฉริยะ ประธานกรรมการ บริษัท เพอร์เพิล เวนเจอร์ส จำกัด ผู้พัฒนาและให้บริการแพลตฟอร์ม “โรบินฮู้ด” กล่าวว่า “จุดเริ่มต้นของ Robinhood แพลตฟอร์มเกิดขึ้นจากความต้องการที่จะช่วยเหลือ “คนตัวเล็ก” ทั้งฝั่งผู้ประกอบการร้านค้า ลูกค้า และไรเดอร์ โดยตลอดระยะเวลาเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา เรายังคงเดินหน้าสานต่อภารกิจหลักในการสร้างโมเดลธุรกิจเพื่อสังคม โดยมีจุดยืนในการเป็น Pain Solver โฟกัสเพื่อแก้ Pain Point ของคนในสังคมไทย เริ่มต้นจากธุรกิจฟู้ดเดลิเวอรีในช่วงวิกฤตโควิด-19 ด้วยการไม่เก็บค่า GP กับร้านอาหาร หลังจากนั้นจึงได้ขยายขอบเขตการให้บริการสู่ธุรกิจท่องเที่ยวด้วย “Robinhood Travel” บริการด้านการท่องเที่ยวออนไลน์แบบครบวงจร (all-in-one online travel service) ไม่เก็บค่าคอมมิชชั่นจากโรงแรมเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทย และเมื่อไม่นานมานี้เราได้รับการรับรองจากกรมขนส่งทางบกให้สามารถให้บริการเรียกรถยนต์รับจ้างผ่านแอปพลิเคชันได้อย่างถูกกฎหมาย”

“ปัจจุบันสถานการณ์โควิด-19 เริ่มคลี่คลาย ภาคธุรกิจกลับมาเปิดให้บริการตามปกติมากยิ่งขึ้น ผู้คนเริ่มคุ้นชินกับการใช้ชีวิตวิถีปกติใหม่ (New Normal) แต่สิ่งที่เป็นปรากฎการณ์ Now Paranormal ภาวะเหนือธรรมชาติที่คนเมืองกำลังเผชิญ คือ สภาพอากาศช่วงหน้าฝน ส่งผลให้การจราจรบนท้องถนนติดขัดอย่างหนักหน่วง และเกิดน้ำท่วมขังหลายพื้นที่ ด้วยเหตุนี้ Robinhood เล็งเห็นถึงปัญหาและความลำบากในการใช้ชีวิตประจำวันของคนเมือง จึงเปิดให้บริการ “Robinhood Mart” (โรบินฮู้ด มาร์ท) บริการสั่งซื้อสินค้า ของสด ของใช้ จากร้านค้า (Mart Service) เพื่อมุ่งช่วยเหลือให้ลูกค้ามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น พร้อมตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของลูกค้าในทุกมิติ”

นายสีหนาท ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เพอร์เพิล เวนเจอร์ส จำกัด กล่าวว่า “Robinhood Mart (โรบินฮู้ด มาร์ท) บริการสั่งซื้อสินค้า ของสด ของใช้ ที่เราคัดของดีแบรนด์ดังให้ลูกค้าสามารถสั่งได้ง่ายๆ จากร้านค้าพันธมิตรกว่า 4,000 ร้าน รวมถึงร้านค้าเอ็กซ์คลูซีฟที่เปิดให้บริการเฉพาะที่ Robinhood Mart อย่าง HomePro และ EVEANDBOY ด้วยสินค้าคุณภาพระดับพรีเมียม การให้บริการที่สะดวก รวดเร็ว ส่งไวแบบออนดีมานด์เดลิเวอรี ไม่ต้องรอรอบส่ง ไรเดอร์ที่มีคุณภาพ รวมถึง Call Center ที่จะช่วยดูแลลูกค้าและร้านค้าตลอด 24 ชั่วโมง ที่สำคัญ GP ต่ำสุดในตลาดไม่เกิน 15% จะเป็นจุดต่างที่ช่วยให้ Robinhood Mart แตกต่างจากผู้ให้บริการรายอื่น

ซึ่งหลังจากทดลองเปิดให้บริการ soft launch เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้า มียอดสั่งซื้อสินค้ามากกว่า 10,000 ออเดอร์ ยอดสั่งซื้อต่อออเดอร์เฉลี่ย 280 บาท โดยสินค้าที่ได้รับความนิยมใน Robinhood Mart คือ ผักสวนครัว เนื้อสัตว์ และยา ตามลำดับ และด้วยความแข็งแกร่งของฐานลูกค้า Robinhood ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อค่อนข้างสูง ทำให้เราเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าภายในปี 2566 บริการ “Robinhood Mart” จะมีผู้ประกอบการและแบรนด์เข้าร่วมบนแพลตฟอร์มกว่า 10,000 ราย มียอดขายบนแพลตฟอร์ม (GMV) กว่า 500 ล้านบาท มียอดออเดอร์เฉลี่ย 4,000 ออเดอร์/วัน และมียอดสั่งซื้อต่อออเดอร์โดยเฉลี่ยประมาณ 300 บาท”

“ด้านแผนธุรกิจของ Robinhood ในก้าวถัดไป เราคาดว่าในไตรมาส 4 ของปีนี้ จะสามารถเปิดให้บริการ Robinhood Ride แพลตฟอร์มเรียกรถ (Transportation Platform) และบริการรับ-ส่งของ (Express Service) ตามลำดับ โดยบริการทั้งหมดนี้นับเป็นส่วนหนึ่งของแผนงานในการสร้างการเติบโตของธุรกิจ ก่อนต่อยอดขยายสู่บริการอื่นๆ ต่อไปในอนาคตเพื่อปูทางสู่การเป็น “Super App สัญชาติไทย” ที่สามารถแข่งขันและเติบโตได้ในระดับภูมิภาคต่อไป (Regional Player)” นายสีหนาท กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับช่วงเปิดตัว “Robinhood Mart” มอบโปรโมชันเด็ด! “โค้ดส่วนลด 99 บาท เมื่อสั่งสินค้าจาก Robinhood Mart ครั้งแรก” ตั้งแต่ 100 บาทขึ้นไป เพียงกรอกโค้ด MART1 ตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน – 27 ตุลาคม 2565 พร้อมสิทธิ์ “ส่งฟรี” ในระยะทางไม่เกิน 5 กิโลเมตร ตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม – 31 ตุลาคม 2565 นี้

from:https://www.thumbsup.in.th/robinhood-mart?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=robinhood-mart

AIS eSports เดินหน้ายกระดับมาตรฐานนักพากย์กีฬาอีสปอร์ต สู่การเป็น Caster มืออาชีพ

AIS eSports ตอกย้ำภารกิจการยกระดับอุตสาหกรรมอีสปอร์ตไทยให้มีมาตรฐานระดับสากล ผ่านการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อสร้าง Ecosystem ในอุตสาหกรรมเติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งผู้พัฒนาเกม ดีไวซ์ ผู้จัดการแข่งขัน นักกีฬา หรือแม้แต่ แคสเตอร์ สตรีมเมอร์ และนักพากย์เกม ที่วันนี้เติบโตขึ้นไปพร้อมกับภาพรวมของอุตสาหกรรมที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น AIS eSports จึงเดินหน้าจัดโครงการ AIS eSports Young Caster Talent Season 2 เป็นปีที่ 2 ต่อเนื่อง เพื่อยกระดับมาตรฐานนักพากย์กีฬาอีสปอร์ตสู่การเป็น Caster มืออาชีพ ซึ่งจะมาช่วยเติมเต็มให้ Ecosystem มีความแข็งแกร่ง เป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญในการผลักดันการเติบโต Digital Economy หรือเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ ผ่านการฝึกอบรมจากนักพากย์กีฬาอีสปอร์ตมืออาชีพและเป็นที่ยอมรับในระดับสากลอย่าง ไซคอป นอกจากนี้ยังมีโอกาสได้รับการแชร์ประสบการณ์จาก Influencer ชั้นนำ โดยมีแพลตฟอร์มชั้นนำด้านอีสปอร์ตอย่าง Twitch Thailand เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการทำงานครั้งนี้

นางสาวรุ่งทิพย์ จารุศิริพิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการพันธมิตรธุรกิจด้านบันเทิงและคอนเทนต์ AIS กล่าวว่า “นักพากย์กีฬาอีสปอร์ตเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่เกิดขึ้นจากการเติบโตของอุตสาหกรรมอีสปอร์ตในเมืองไทย ซึ่งจากการจัดโครงการเพื่อเปิดพื้นที่ให้กับนักพากย์ได้เข้ามาเรียนรู้การพากย์อย่างมืออาชีพในปีที่ผ่านมากับโครงการ AIS eSports Young Caster Talent 2021 ทำให้เราเห็นข้อมูลสำคัญว่า วันนี้มีเยาวชนและคนรุ่นใหม่จำนวนมากที่สนใจอยากเข้าสู่เส้นทางสายอาชีพในวงการเกมและอีสปอร์ต ในฐานะ Caster อีสปอร์ตระดับมืออาชีพ จึงเป็นเหตุผลที่เรายังคงเดินหน้าจัดโครงการดังกล่าวขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 2

โดยยังคงความเข้มข้นของเนื้อหาที่เราได้นักพากย์กีฬาอีสปอร์ตมืออาชีพและเป็นที่ยอมรับในระดับสากลอย่าง ไซคลอป เข้ามาเป็นผู้จัดทำเนื้อหาการเรียนรู้ รวมถึงในปีนี้เรายังทำงานร่วมกับ Twitch Thailand ในฐานะแพลตฟอร์มด้านเกมและอีสปอร์ตที่ได้ชวน Influencer มาร่วมเปิดประสบการณ์ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้เข้าร่วมโครงการอีกด้วย”

ความพิเศษของโครงการ AIS eSports Young Caster Talent Season 2 ในปีนี้ คือการขยายกลุ่มผู้สนใจเข้าร่วมโครงการออกเป็น 2 กลุ่มคือ นักพากย์เยาวชนหน้าใหม่ ระดับมัธยมศึกษาอายุตั้งแต่ 12–17 ปี ซึ่งจะเปิดรับสมัครในเดือนพฤศจิกายน โดยผู้สมัครที่ผ่านการคัดเลือก 20 คนจะได้รับโอกาสเข้าคอร์สฝึกอบรมการเป็นแคสเตอร์ระดับมืออาชีพ ทั้งหมด 24 ชั่วโมง

และกลุ่มนักพากย์รุ่นบุคคลทั่วไปที่มีอายุ 18 ขึ้นไป ที่จะเปิดรับสมัครในวันที่ 1 ตุลาคม ซึ่งจะคัดเลือกผู้สมัครเป็นจำนวน 20 คนเช่นเดียวกัน เพื่อเข้าอบรมการเป็นแคสเตอร์ระดับมืออาชีพทั้งหมด 30 ชั่วโมง โดยทั้งสองกลุ่มจะมีการคัดเลือกผู้เข้ารอบถัดไปจำนวน 2 คนที่มาร่วมงานระดับอาชีพกับ AIS eSports ที่มีรายการแข่งขันระดับประเทศมากมาย

นายตรีภพ เที่ยงตรง ผู้ก่อตั้ง และประธานกรรมการบริหาร บริษัท สเปคเตอร์ อีสปอร์ต จำกัด หรือ ไซคลอป กล่าวในฐานะผู้ดำเนินการจัดหลักสูตรเนื้อหาผู้เข้าร่วมว่า “วันนี้การพากย์กีฬาอีสปอร์ตไม่ได้เป็นเพียงแค่กิจกรรมยามว่างของผู้ชื่นชอบและคลั่งไคล้การแข่งขันเกมเท่านั้น แต่ยังสามารถต่อยอดเป็นอาชีพที่สามารถสร้างรายได้จากการเติบโตของตลาดและการแข่งขัน ทั้งในระดับประเทศและระดับโลกที่เกิดขึ้นอย่างมากมาย เพราะฉะนั้นการพัฒนาทักษะความสามารถของนักพากย์ให้ทันต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมจึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะช่วยทำให้ภาพรวมของอีสปอร์ตไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก ต้องขอขอบคุณ AIS eSports ที่มอบโอกาสให้เราอีกครั้งเป็นปีที่ 2 ในการฝึกฝนนักพากย์หน้าใหม่ทั้งเยาวชนและคนทั่วไปให้มีทักษะพร้อมที่เป็นนักพากย์มืออาชีพต่อไป ผมเชื่อว่าโครงการ AIS eSports Young Caster Talent Season 2 จะเป็นเหมือนกับจุดเริ่มต้นให้กับบรรดานักพากย์กีฬาอีสปอร์ตได้มีพื้นที่ในการฝึกฝนยกระดับความสามารถของตัวเอง และสร้างมาตรฐานของนักพากย์อีสปอร์ตของไทยให้มีความเป็นมืออาชีพต่อไป”

ทางด้าน นางสาวจิรัฐติกาล สุทธิวรรณารัตน์ ผู้อำนวยการด้านคอนเทนต์ ประเทศไทย Twitch กล่าวว่า “สำหรับ Caster ในประเทศไทยนั้น ยังเป็นอาชีพที่ใหม่ และคนรุ่นใหม่ให้ความสนใจค่อนข้างมาก แต่มีหน่วยงาน หรือองค์กรที่ให้ความสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรในกลุ่มนี้ค่อนข้างน้อย การที่ AIS เปิดโอกาสให้กลุ่มนักพากย์ จึงเป็นโอกาสที่ดีสำหรับน้องๆ ให้ได้เรียนรู้ในทักษะที่หลากหลาย และเข้าใจในเกม กฎ และกติกา จนได้ลงสนามมาเป็นนักพากย์จริงๆ เรายังหวังเป็นอย่างยิ่งว่าน้องๆ ที่เข้าร่วมโครงการจะไม่ได้เข้ามาในวงการเพื่อเป็นนักพากย์หน้าใหม่เท่านั้น แต่ทุกคนยังสามารถใช้โอกาสที่ได้รับนี้ไปต่อยอดเป็นอาชีพได้ในอนาคต”

นางสาวรุ่งทิพย์ กล่าวในช่วงท้ายว่า “ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจในการยกระดับอุตสาหกรรมอีสปอร์ตของไทยให้ทัดเทียมกับนานาชาติ เราจึงทำงานร่วมกับภาคส่วนต่างๆ ที่อยู่ในคอมมูนิตี้ของตลาดในทุกระดับ และแน่นอนว่า Caster หรือ นักพากย์ ก็เป็นฟันเฟืองชิ้นสำคัญของอุตสาหกรรมอีสปอร์ต การลุกขึ้นมาให้ความสำคัญกับการสร้างองค์ความรู้และมาตรฐานของวิชาชีพจึงเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายในการนำพาอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน”

from:https://www.thumbsup.in.th/ais-esports-caster?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=ais-esports-caster

กรุงศรี คอนซูมเมอร์ ชวนลูกค้าสมัครใช้ ‘บิลอิเล็กทรอนิกส์’ ร่วมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

กรุงศรี คอนซูมเมอร์ เชิญชวนสมาชิกบัตรเครดิตและสินเชื่อในเครือ ลงทะเบียนรับเอกสารใบแจ้งยอดอิเล็กทรอนิกส์ (e-Billing) ทดแทนแบบกระดาษ สะดวก รวดเร็ว สมัครใช้งานง่ายผ่านแอปพลิเคชัน UCHOOSE ปลอดภัย พร้อมช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สานต่อวิสัยทัศน์ของกรุงศรี กรุ๊ป ในการลดการปลดปล่อยคาร์บอนในชั้นบรรยากาศ พร้อมตั้งเป้าภายในปี 2565 จะมีสมาชิกบัตรฯ สมัครใช้บริการรับใบแจ้งยอดอิเล็กทรอนิกส์รวมกว่า 3.5 ล้านบัญชี ช่วยลดการใช้กระดาษได้ 84 ล้านแผ่น เท่ากับช่วยลดคาร์บอนได้รวมกว่า 2,113,000 กิโลกรัม เทียบเท่าการปลูกต้นไม้ใหญ่กว่า 234,000 ต้น

นางอัญชุลี แววทอง ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานปฏิบัติการ กรุงศรี คอนซูมเมอร์ ผู้ให้บริการบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล อันประกอบไปด้วย บัตรเครดิต กรุงศรี, บัตรกรุงศรีเฟิร์สช้อยส์, บัตรเครดิตเซ็นทรัล เดอะวัน และบัตรเครดิตโลตัส กล่าวว่า “กรุงศรี คอนซูมเมอร์ อยากชวนสมาชิกบัตรฯ ร่วมลงทะเบียนรับเอกสารใบแจ้งยอดอิเล็กทรอนิกส์ทดแทนแบบกระดาษ ซึ่งจะทำให้ลูกค้าได้รับบริการแจ้งข้อมูลค่าใช้จ่ายรายเดือนที่สะดวก รวดเร็วผ่านทางอีเมล ไม่ต้องกังวลเรื่องเอกสารที่อาจสูญหาย ทั้งยังช่วยลดการใช้กระดาษ และร่วมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

โดยภายหลังจากที่กรุงศรี คอนซูมเมอร์ ได้ริเริ่มโครงการใบแจ้งยอดอิเล็กทรอนิกส์ (e-Billing) มาระยะหนึ่ง พบว่าช่วยลดการใช้กระดาษได้มากถึง 30 ล้านแผ่นในปี 2564 ซึ่งเท่ากับช่วยลดคาร์บอนได้ 754,800 กิโลกรัม หรือเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ใหญ่กว่า 83,800 ต้น ทั้งนี้ สมาชิกบัตรฯ ที่สนใจบริการนี้สามารถโทรแจ้งกับฝ่ายบริการลูกค้า หรือกดสมัครรับใบแจ้งยอดอิเล็กทรอนิกส์ได้ด้วยตัวเองในแอป UCHOOSEที่เมนู ‘สมัครรับใบแจ้งยอดทางอีเมล’ แล้วทำตามขั้นตอน จากนั้นระบบจะแจ้งยอดค่าใช้จ่ายผ่านใบแจ้งยอดอิเล็กทรอนิกส์รายเดือนให้ที่อีเมลที่สมาชิกบัตรฯ ได้เคยลงทะเบียนไว้”

นอกจากโครงการใบแจ้งยอดอิเล็กทรอนิกส์ (e-Billing) แล้ว กรุงศรี คอนซูมเมอร์ ยังคงมุ่งดำเนินงานอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมผ่านโครงการที่น่าสนใจอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น “โครงการ Shred2Share ข้อมูลปลอดภัย ร่วมใส่ใจสิ่งแวดล้อม” ที่ได้เข้าร่วมมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 เพื่อนำกระดาษที่ใช้แล้วมาย่อยทำลายตามกระบวนการที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากลโดยคำนึงถึงความปลอดภัยของข้อมูล จากนั้นจึงนำไปสู่กระบวนการรีไซเคิลเพื่อผลิตเป็นกระดาษหมุนเวียนนำกลับมาใช้ใหม่ โดยในปีที่ผ่านมาได้ส่งกระดาษที่ใช้แล้วไปสู่กระบวนการรีไซเคิลมากถึง 127 ตัน เท่ากับช่วยลดคาร์บอนได้ถึง 33,000 กิโลกรัม เป็นต้น ทั้งนี้ การดำเนินงานเหล่านี้ของกรุงศรี คอนซูมเมอร์ ยังสะท้อนถึงความร่วมมือสนับสนุนวิสัยทัศน์สำคัญของกรุงศรี กรุ๊ป ในเรื่อง ‘ความเป็นผู้นำภาคการเงินด้านความยั่งยืนเพื่อก้าวสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน’ เพื่อเป้าหมายในการลดคาร์บอนให้เป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) โดยมีส่วนร่วมต่อแผนลดการปล่อยคาร์บอนในกระบวนการดำเนินงานของธนาคารภายในปี 2573 และลดการปล่อยคาร์บอนจากการให้บริการทางการเงินทั้งหมดให้แล้วเสร็จภายในปี 2593

“กรุงศรี คอนซูมเมอร์ ตั้งเป้าว่าภายในปี 2565 จะมีสมาชิกบัตรฯ สมัครใช้บริการรับใบแจ้งยอดอิเล็กทรอนิกส์รวมกว่า 3.5 ล้านบัญชี จะช่วยลดการใช้กระดาษได้ประมาณ 84 ล้านแผ่น คิดเป็นลดคาร์บอนได้รวมกว่า 2,113,000 กิโลกรัม เทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ใหญ่ได้มากกว่า 234,000 ต้น นอกจากนั้น กรุงศรี คอนซูมเมอร์ จะยังคงมุ่งมั่นสานต่อวิสัยทัศน์สำคัญด้านสิ่งแวดล้อมของกรุงศรี กรุ๊ป อย่างต่อเนื่องผ่านการผสานในทุกกระบวนการของการดำเนินธุรกิจ ตลอดจนการให้ความร่วมมือในโครงการต่าง ๆ โดยเราเชื่อมั่นว่าพลังความร่วมมือของทุกคน ไม่ว่าจะเป็น ผู้บริหาร,พนักงาน, สมาชิกบัตรฯ, กลุ่มบริษัทในเครือ หรือพันธมิตรต่าง ๆ จะมีส่วนช่วยขับเคลื่อนโลกและสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีกว่าเดิมให้เกิดขึ้นได้ในอนาคต” นางอัญชุลี กล่าวทิ้งท้าย

from:https://www.thumbsup.in.th/krungsri-bill-electronic?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=krungsri-bill-electronic

ไบแนนซ์ จัดตั้ง คณะกรรมการที่ปรึกษาสากลสะท้อนความมุ่งมั่น ในการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีบล็อกเชนอย่างยั่งยืน

ฉางเผิง จ้าว (Changpeng Zhao, CZ) ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ ของไบแนนซ์

ไบแนนซ์ (Binance) ผู้นำแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดของโลก ประกาศจัดตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาสากล (Global Advisory Board, GAB) ซึ่งประกอบด้วยเหล่าผู้ทรงคุณวุฒิทั้งทางด้านนโยบายสาธารณะ ภาครัฐ ภาคการเงิน ภาคเศรษฐกิจ และด้านบรรษัทภิบาล โดยมี นายแม็กซ์ บาคัส (Max Baucus) อดีตวุฒิสมาชิกสหรัฐอเมริกาและเอกอัครราชทูตประจำสาธารณรัฐประชาชนจีน ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาสากล หลังการประชุม ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสครั้งที่ผ่านมา

โดยวัตถุประสงค์ของคณะกรรมการชุดนี้ คือการเป็นที่ปรึกษาให้กับไบแนนซ์เกี่ยวกับปัญหาที่เหล่าอุตสาหกรรมคริปโตกำลังเผชิญจากการเติบโตและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งในด้านกฏระเบียบข้อบังคับอันซับซ้อน การเมือง และสังคม

นายฉางเผิง จ้าว (Changpeng Zhao, CZ) ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ ของไบแนนซ์ เปิดเผยว่า “ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาไบแนนซ์ถือเป็นบริษัทฯ ระดับแนวหน้าในการบุกเบิกโลกใหม่อันน่าตื่นเต้นอย่าง คริปโต บล็อกเชน และ Web3 โดยในช่วงเวลานั้นเราได้จัดการกับปัญหาอันซับซ้อนซึ่งไม่มีใครคาดคิดว่ามีอยู่จริง ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เรายังคงให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลกฎระเบียบข้อบังคับเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของผู้ใช้คริปโต ควบคู่ไปกับการเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม โดย GAB ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะนำพาเราไปสู่เป้าหมายในการส่งมอบประโยชน์ของการเงินสมัยใหม่และบล็อกเชนให้กับคนทั้งโลก”
ทั้งนี้ ไบแนนซ์ได้ดึงจุดแข็งจากประสบการณ์และความเชี่ยวชาญเฉพาะตัวของ GAB มาใช้ในการคิดค้นวิธีการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน โดยเน้นสัดส่วนความสำคัญไปที่การวางกรอบการปฏิบัติตามกฏระเบียบและข้อบังคับในด้านคริปโต บล็อกเชน และ Web3 ที่มีความซับซ้อนและละเอียดอ่อน

ไบแนนซ์เชื่อว่าการผลักดันการยอมรับสกุลเงินดิจิทัลในวงกว้างจะสำเร็จได้ด้วยการสร้างระบบนิเวศที่น่าเชื่อถือ ดังนั้นเราจึงมองหาวิธีต่างๆ เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดที่จะทำให้ผู้ใช้ไว้วางใจไบแนนซ์และแพลตฟอร์มของเรา โดยแนวทางปฏิบัติเหล่านี้ประกอบไปด้วยการปรับใช้โปรโตคอล KYC / AML การใช้มาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดขึ้น และการเป็นผู้ให้บริการที่น่าเชื่อถือในสายตาของรัฐบาลและธนาคารกลาง ซึ่งการที่เราเล็งเห็นถึงความสำคัญของการดำเนินงานภายใต้ข้อบังคับที่มีเสถียรภาพนั้น ทำให้เราได้รับใบอนุญาตในการดำเนินงานในประเทศบาห์เรน อิตาลี ดูไบ ฝรั่งเศส รวมถึงประเทศอื่นๆ อีกมากมาย

นอกจากนี้ ไบแนนซ์ยังคงให้ความสำคัญในด้านการกำกับดูแลกฎระเบียบข้อบังคับและปกป้องผู้ใช้ทั่วโลกอย่างจริงจังผ่านวิธีการที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น การเข้าร่วมกับสมาคมการฝึกอบรมและการสืบสวนอาชญากรรมทางไซเบอร์ระดับโลก การคิดค้นเครื่องมือรายงานภาษี การรักษากองทุนสินทรัพย์ฉุกเฉิน การมุ่งมั่นกำกับดูแลกฎระเบียบข้อบังคับอย่างเข้มข้นเพื่อป้องกันการฉ้อโกงและอาชญากรรมทางไซเบอร์ ตลอดจนการสนับสนุนรัฐบาลและการบังคับใช้กฎหมาย เช่น กฎระเบียบ Markets in Crypto Assets (MiCA) ที่กำลังจะบังคับใช้ในสหภาพยุโรปเร็วๆ นี้ ซึ่งกฎหมายนี้อาจกลายเป็นมาตรฐานสากลสำหรับการกำกับดูแลคริปโตในเขตปกครองอื่นต่อไป

“การให้ความสำคัญกับผู้ใช้มาเป็นอันดับแรกเสมอ คือสิ่งที่ไบแนนซ์ยึดมั่นมาตลอด 5 ปีที่ผ่านมา โดยเรากำลังเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารกฏระเบียบข้อบังคับอันซับซ้อนด้วยการทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญระดับสูงของ GAB จากทั่วทุกมุมโลก ทั้งนี้ ความร่วมมือระหว่างไบแนนซ์และผู้ทรงคุณวุฒิของ GAB ถือเป็นข้อพิสูจน์ในความตั้งใจของเราต่อการปฎิบัติการตามกฎระเบียบ ความโปร่งใส ตลอดจนการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับหน่วยงานกำกับดูแลของประเทศต่างๆ ในการร่วมมือพัฒนากฎระเบียบที่เหมาะสมทั่วโลก”

from:https://www.thumbsup.in.th/binance-blockchain?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=binance-blockchain

Taiwan Excellence เปิดมิติใหม่วงการอุตสาหกรรมพลาสติกเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต บนแนวคิดความยั่งยืน

สำนักการค้าต่างประเทศ (BOFT) ในไต้หวัน และสภาส่งเสริมการค้าและการส่งออกไต้หวัน (TAITRA) จัดงานสัมมนาออนไลน์ หัวข้อ “Exceed Excellence with Taiwan Plastic Machines” โดยเชิญบริษัทที่ได้รับรางวัล Taiwan Excellence จำนวน 4 บริษัท มานำเสนอโซลูชันการขึ้นรูปพลาสติก และแนวทางแก้ไขปัญหาเชิงลบที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรม เพื่อสนับสนุนกระบวนการผลิตพลาสติกอย่างยั่งยืน และช่วยให้ผู้ผลิตสามารถดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้

หลายประเทศได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ภายในช่วงกลางศตวรรษ ดังนั้น การปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต และการลดการสร้างมลพิษในกระบวนการผลิตพลาสติกจึงเป็นประเด็นหลักที่เร่งด่วน ซึ่งอุตสาหกรรมพลาสติกของไต้หวันมีเป้าหมายต้องการมีส่วนร่วมต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยบริษัทผู้ผลิตเครื่องจักรพลาสติก และชิ้นส่วนอะไหล่ชั้นนำของไต้หวัน ทั้ง 4 แห่ง ได้แก่ Chumpower, FCS, Polystar และ YOKE ได้สาธิตผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีล่าสุดในงานสัมมนาออนไลน์ครั้งนี้ โดยมุ่งหวังให้อุตสาหกรรมพลาสติกมีความปลอดภัยยิ่งขึ้น เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และยกระดับอุตสาหกรรมให้ดียิ่งขึ้น

นายแลร์รี่ เหว่ย ประธาน สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องจักรไต้หวัน (TAMI) กล่าวว่า ด้วยมูลค่าการส่งออกเครื่องจักรพลาสติกของไต้หวันในปี 2564 สูงถึง 1.02 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 13.5% ทำให้ไต้หวันกลายเป็นหนึ่งในหกผู้ส่งออกเครื่องจักรพลาสติกรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในด้านผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง และมีบริการหลังการขายอย่างครบวงจร นอกจากนี้ ไต้หวันยังแนะนำโซลูชันเครื่องจักรอัจฉริยะเพื่อควบคุมกระบวนการผลิตให้ลดการสูญเสียวัสดุเหลือใช้ พลังงาน และของเหลว จึงทำให้ไต้หวันกลายเป็นพันธมิตรที่ดีที่สุดสำหรับบริษัทที่มุ่งสร้างสายการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

Chumpower แนะนำเครื่องจักรขึ้นรูปขวด PET รีไซเคิล ที่ช่วยให้ผู้ผลิตคงความแข็งแรงของโครงสร้างขวดไปพร้อมกับลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อบรรลุเป้าหมายการดำเนินธุรกิจบนความยั่งยืนอีกด้วย FCS แนะนำเครื่องฉีดที่ลดการใช้พลังงานได้มากถึง 30%-70% และระบบการจัดการอัจฉริยะ “iMF4.0” รุ่นใหม่ล่าสุด ที่ช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตได้อย่างยืดหยุ่น Polystar นำเสนอเครื่องจักรรุ่นใหม่ล่าสุด ที่มีระบบการอัดเม็ดพลาสติกอัตโนมัติที่ได้รับการจดสิทธิบัตรแล้ว พร้อมด้วยระบบควบคุมอัจฉริยะที่สามารถนำวัสดุรีไซเคิลมาใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพในสายการผลิตตามหลักของเศรษฐกิจหมุนเวียน YOKE เปิดตัวผลิตภัณฑ์ยก และ “RiConnectApp” แอปพลิเคชัน IoT ที่ให้คำแนะนำที่สามารถพัฒนาได้ด้วยตนเอง ใช้สำหรับเครื่องจักรและแม่พิมพ์ขนาดใหญ่ ให้ผู้ใช้งานสามารถยกและเคลื่อนย้ายได้อย่างปลอดภัยยิ่งขึ้น

 

งานสัมมนาออนไลน์ครั้งนี้ มีผู้สนใจลงทะเบียนออนไลน์กว่า 185 คน ซึ่งเป็นนักธุรกิจ และสื่อมวลชนจาก 10 ประเทศ ได้แก่ เยอรมนี โปแลนด์ ตุรกี ปากีสถาน อินเดีย บังคลาเทศ อินโดนีเซีย ไทย มาเลเซีย และเวียดนาม

การสัมมนาออนไลน์ครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งในงาน TaipeiPLAS 2022 งานแสดงสินค้าเครื่องจักรของอุตสาหกรรมพลาสติกที่ใหญ่ที่สุดในไต้หวัน มีผู้ผลิตมากกว่า 300 ราย เข้าร่วมงานแสดงสินค้าในรูปแบบไฮบริดเป็นเวลา 5 วัน ตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน-1 ตุลาคม 2565 โดยการแสดงสินค้าในรูปแบบออนไลน์จะจัดแสดงไปจนถึงวันที่ 27 ตุลาคม 2565

สำนักการค้าต่างประเทศ (BOFT) ในไต้หวัน และสภาส่งเสริมการค้าและการส่งออกไต้หวัน (TAITRA) ร่วมกับสหพันธ์การผลิตแห่งมาเลเซีย (FMM) กำหนดจัดงานสัมมนา “Taiwan-Malaysia Smart Machinery” ในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2565 โดยเชิญ 3 แบรนด์ที่ได้รับรางวัล Taiwan Excellence ได้แก่ Buffalo Machinery, HONOR SEIKI และ Axisco Precision Machinery จัดแสดงโซลูชันการแปรรูปโลหะอัจฉริยะ โดยไต้หวันมุ่งมั่นที่จะนำเสนอคุณประโยชน์เพื่ออัพเกรดสายการผลิตอุตสาหกรรมแปรรูปโลหะของประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

from:https://www.thumbsup.in.th/taiwan-excellence-3?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=taiwan-excellence-3

เงินบาทอ่อนค่าทะลุ 38 บาทต่อดอลลาร์ ครั้งแรกในรอบ 16 ปี

เงินบาทยังคงเผชิญแรงกดดันจากการแข็งค่าของดอลลาร์อย่างต่อเนื่อง หลังจาก FED ประกาศกร้าวจะขึ้นดอกเบี้ยจนกว่าจะควบคุมอัตราเงินเฟ้อสำเร็จ ล่าสุดคืนวันที่ 27 ก.ย. เงินบาทอ่อนค่าแตะระดับ 38 บาทต่อดอลลาร์ ครั้งแรกนับในรอบ 16 ปี 2 เดือน

อย่างไรก็ตามในฝั่งของเงินบาทนั้น นักลงทุนจับตาดูผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) ของธนาคารแห่งประเทศไทยในวันนี้ (28 ก.ย.) ซึ่งส่วนใหญ่ประเมินว่า กนง. จะยังปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอย่างค่อยเป็นค่อยไปในระดับ 0.25% สู่ระดับ 1% เพื่อลดช่องว่างของอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ และไทย

โดยในช่วง 3 วันทำการที่ผ่านมา เริ่มเห็นนักลงทุนต่างชาติเป็นผู้ขายสุทธิทั้งในตลาดหุ้นและตลาดบอนด์ 14,752 ล้านบาท แบ่งเป็น การขายสุทธิในตลาดหุ้น 6,181 ล้านบาท และ ขายสุทธิในตลาดบอนด์ 8,571 ล้านบาท

โดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ในการประชุมกนง. ที่จะถึงนี้ คาดว่ากนง. จะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.25% มาอยู่ที่ระดับ 1% ท่ามกลางแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูงและค่าเงินบาทที่อ่อนค่าอย่างต่อเนื่อง 

อย่างไรก็ดี กนง. คงจะยังทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามที่ได้ส่งสัญญาณไว้ก่อนหน้า ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยที่กำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัวและยังคงเปราะบางจากหนี้ในภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง โดย กนง. คงหลีกเลี่ยงที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายแรงเนื่องจากจะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ 

ขณะที่ กนง. คงมีมุมมองว่าการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งของภาคการท่องเที่ยวในช่วงที่เหลือของปีนี้จะช่วยพยุงให้ค่าเงินพลิกกลับมาแข็งค่าได้บ้าง อีกทั้ง กนง. ยังคงมีมุมมองว่าเสถียรภาพด้านอัตราแลกเปลี่ยนคงเป็นประเด็นระยะสั้น และยังพอมีเวลาที่จะติดตามสถานการณ์และเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินได้ในระยะข้างหน้า

ทั้งนี้ ในการประชุมที่จะมีขึ้นวันที่ 28 ก.ย.นี้ หาก  กนง. มีมติปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.25% ตามคาด อาจมีแรงกดดันให้ค่าเงินบาทยังมีแนวโน้มที่จะอ่อนค่าอย่างต่อเนื่อง 

อย่างไรก็ดี คงต้องติดตามตัวเลขเงินเฟ้อและเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งจะส่งผลต่อแนวโน้มการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดและค่าเงินดอลลาร์ฯ รวมถึงดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยที่จะส่งผลต่อแนวโน้มค่าเงินบาทในระยะข้างหน้า

 

ที่มา

กรุงเทพธุรกิจ

from:https://www.thumbsup.in.th/38-baht-depreciation?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=38-baht-depreciation