คลังเก็บหมวดหมู่: THUMBSUP

Rabbit’s Tale ดึง “จ๊อด-สงกรานต์ เศรษฐสมภพ” ร่วมทีม พร้อมกระโดดสู่ก้าวใหม่ในรูปแบบ Experience Agency ครบวงจร

Rabbit’s Tale เอเจนซี่ด้านการตลาดและสื่อสารมวลชน ประกาศแต่งตั้ง “พี่จ๊อด” สงกรานต์ เศรษฐสมภพ มาเสริมทัพในทีมคณะที่ปรึกษา Board of Advisory เพื่อมุ่งหน้าสร้างปรากฎการณ์ครั้งใหม่ในวงการโฆษณาไทย

“พวกเราตื่นเต้นที่ได้รับเกียรติจากพี่จ๊อด สงกรานต์ มาร่วมเป็นหนึ่งในคณะที่ปรึกษา เราเชื่อว่าด้วยประสบการณ์กว่า 36 ปี ในสายงานแขนงต่างๆ ผ่านช่วงเวลาที่วงการถูก Disrupt และ Transform ในหลายๆยุค

พี่จ๊อดจะสามารถนำพาพวกเรา Break the Norm, Build the Tale. เพื่อเดินหน้าสู่การเป็น Experience Agency ได้อย่างเต็มตัว” นายสุนาถ ธนสารอักษร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของแรบบิทส์ เทล กล่าว

“ผมเชื่อในพลังของคนรุ่นใหม่ที่ไม่เคยหยุดนิ่งอยู่กับที่ คิดนอกกรอบและสร้างสรรค์สิ่งแปลกใหม่อยู่เสมอ” นายสงกรานต์กล่าวถึงการมาร่วมทัพในครั้งนี้ “ทีมงานของ Rabbit’s Tale คือกลุ่มคนที่มี Dynamic ของพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ เมื่อมองไปถึงอนาคตของวงการอันน่าตื่นเต้นที่รออยู่ข้างหน้า การได้มาร่วม Board of Advisory ของที่นี่ถือเป็นการเดินทางครั้งใหม่ที่สนุกแน่นอนครับ”

ก่อนเข้าร่วมกับ Rabbit’s Tale นายสงกรานต์ เศรษฐสมภพ เคยนั่งแท่นบริหารงานในเอเจนซี่โฆษณาและการตลาดหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท Publicis Groupe Thailand, ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BBDO Bangkok, หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ Creative Juice/G1 เอเจนซี่ในเครือข่ายของ TBWA – OmniCom รวมถึงสายงาน Client Service ในเอเจนซี่ชั้นนำของเมืองไทยอีกมากมาย

from:https://www.thumbsup.in.th/rabbits-tale-new-board?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=rabbits-tale-new-board

“NocNoc” แพลตฟอร์ม Home and Living เปิดตัว 3 ปี กวาดยอดขายรวมกว่า 5,000 ล้านบาท

“NocNoc” มาร์เก็ตเพลส ศูนย์รวมเฟอร์นิเจอร์และไอเดียแต่งบ้านออนไลน์ ที่รวบรวม เฟอร์นิเจอร์ ของแต่งบ้าน วัสดุปูพื้น-ผนัง และเครื่องใช้ไฟฟ้าเปิดตัวมา 3 ปีแล้ว ในช่วงที่โควิดกระทบธุรกิจต่างๆ อย่างหนัก แต่ช่องทางออนไลน์ทำให้เติบโตได้แบบก้าวกระโดด กวาดยอดขายรวมทะลุเป้ากว่า 5,000 ล้านบาท

ด้วยการรวบรวมผู้ขาย (Seller) กว่า 3,000 ราย ที่มีสินค้ามากกว่า 500,000 SKU ให้ลูกค้าได้เลือกช้อป และใช้บริการทุกเรื่องบ้านได้ทุกที่ทุกเวลา แถมสะดวกสบายด้วยบริการจัดส่งถึงหน้าบ้านพร้อมบริการติดตั้ง และมีช่องทางการชำระเงินที่หลากหลาย พร้อมเตรียมเดินหน้าบุกตลาดปี 2566 ด้วยกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่ง ด้วยแผนบุกตลาด Home and Living ให้ NocNoc กลายเป็น Destination ของกลุ่มคนที่สนใจ และรักในการแต่งบ้านทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

นางชลลักษณ์ มหาสุวีระชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เบ็ตเตอร์บี มาร์เก็ตเพลส จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทฯ เป็นผู้ให้บริการแพลตฟอร์มมาร์เก็ตเพลส “NocNoc” ศูนย์รวมเฟอร์นิเจอร์และไอเดียแต่งบ้านออนไลน์ พร้อมบริการทุกเรื่องบ้านที่ครบวงจรที่สุดรายแรกในไทย เรามีสินค้า Home and Living มากถึงกว่า 500,000 SKU จากผู้ขายคุณภาพกว่า 3,000 ราย และยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ซึ่งถ้าดูในภาพใหญ่นั้นสินค้าที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับ 1 คือกลุ่มเฟอร์นิเจอร์ของแต่งบ้าน อันดับ 2 คือกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า กลุ่มที่ 3 คือ กลุ่ม Home Improvement และสุดท้ายคือการให้บริการเรื่องบ้าน (Service) โดยสัดส่วนที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับ 1 มากกว่า 50% คือ Home & Décor Furniture โดยแบ่งเป็นประเภทสินค้า 5 อันดับแรกคือ โซฟา, เครื่องนอน, ชั้นจัดเก็บ และโต๊ะ, เก้าอี้ และกระเบื้อง

ที่ผ่านมา NocNoc เติบโตอย่างก้าวกระโดด หลังจากที่เปิดตัวมาได้เพียง 3 ปี มียอดขายรวมบนแพลตฟอร์มกว่า 5,000 ล้านบาท ซึ่งในไตรมาส 4 ที่ผ่านมา เติบโตขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วกว่า 200% และโดยเฉลี่ยมีผู้เข้ามาใช้บริการเพิ่มมากขึ้นกว่า 3 ล้านรายต่อเดือน ทั้งลูกค้า B2C และ B2B

นางชลลักษณ์ กล่าวต่อไปว่า ปัจจัยที่ทำให้ NocNoc ประสบความสำเร็จ และเติบโตขึ้นนั้น เกิดจากจุดแข็งที่แตกต่างที่เราให้ความสำคัญทั้งในด้านสินค้า Home & Living ที่ครบครันทุก Category การบริการเรื่องบ้าน (Service) ที่ครบวงจรโดยช่างผู้เชี่ยวชาญ การจัดส่งทั่วไทยที่พร้อมให้บริการแบบ End-to-End การดูแลผู้ใช้บริการอย่างเต็มที่ เพื่อประสบการณ์ที่ดีที่สุดของ ผู้ซื้อ (Customer) ผู้ขาย (Seller) ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำเพื่อสร้างเกิดความเชื่อใจ ( Brand Trust) ที่มีต่อ NocNoc

ด้านนายอนุพงศ์ ทะสดวก ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการค้าและพาณิชย์ บริษัท เบ็ตเตอร์บี มาร์เก็ตเพลส จำกัด กล่าวเสริมว่า นอกเหนือจากด้านสินค้า และบริการครบทุกเรื่องบ้าน ที่เราให้ความสำคัญแล้ว การทำความเข้าใจกับกลุ่มเป้าหมายโดยใช้กลยุทธ์ทางการตลาดแบบ Hyper-Personalized Marketing ผ่าน Big Data ที่เราได้ทำการเก็บข้อมูลของลูกค้าบนทุกแพลตฟอร์มของ NocNoc เพื่อให้เราสามารถคาดการณ์ทั้งความต้องการ ไลฟ์สไตล์ และพฤติกรรมการซื้อในอนาคตได้แล้วนำเสนอคอนเทนต์ให้ตรงกับทุก Journey ของลูกค้าได้แบบเฉพาะบุคคล ยังเป็นอีกหนึ่งจุดแข็งที่ทำให้ NocNoc เติบโตได้

ในปี 2566 นี้ NocNoc มีเป้าหมายที่จะเป็นมากกว่าแพลตฟอร์มมาร์เก็ตเพลส คือเราจะเป็น Home and Living Destination ให้กับลูกค้า ที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่มาร์เก็ตเพลสที่นำเสนอเฉพาะสินค้า Home & Living เท่านั้น แต่เรายังเป็นแพลตฟอร์มที่สามารถสร้างประสบการณ์ในการแต่งบ้านในสไตล์ที่ชอบและใช่ได้ด้วยระบบ AI ที่ช่วยค้นหาเฟอร์นิเจอร์ ของแต่งบ้านได้ตรงใจ ผ่าน InspiREALtion Feed ช่วยให้แรงบันดาลใจในการแต่งบ้านเป็นจริงได้ รวมถึงเรามีการเปิดตัว Community ใน แอปพลิเคชั่น NocNoc ที่ทุกคนสามารถเข้ามาร่วมแชร์ แลกเปลี่ยนไอเดีย และประสบการณ์เรื่องบ้านที่อยากป้ายยา หรือรีวิวให้กับกลุ่มคนรักบ้านได้เข้าถึงได้ง่ายมากขึ้น

และในปีนี้เอง NocNoc จะโฟกัสกลุ่มสินค้าเรื่องบ้านที่มีความวาไรตี้ในหลากหลาย Category มากขึ้น เช่น แม่และเด็ก ไลฟ์สไตล์ สัตว์เลี้ยง คาเฟ่ ร้านอาหาร และเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึงเราจะมีกิจกรรมส่งเสริมการขายเพื่อขยายตลาด Home and Living ในวงกว้าง อย่าง NocNoc Fair ที่ตั้งเป้าจะจัดงานปีละ 2 ครั้ง , NocNoc for Business เพื่อเข้าถึงผู้ประกอบการทั้งรายย่อยและรายใหญ่ และการบุกตลาดตามหัวเมืองต่างจังหวัดมากยิ่งขึ้น

เพื่อขยายฐานกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพ และช่วยให้แบรนด์ได้ใกล้ชิดกลุ่มผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น โดยเราจะแบ่งสัดส่วน และโฟกัสกลุ่มเป้าหมายให้ชัดขึ้น เพื่อนำเสนอสินค้า และประสบการณ์ให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายนั้น ๆ ให้มากที่สุดอีกด้วย

“ภาพรวมตลาด E-Commerce ประเทศไทยปี 2023 คาดว่าจะเติบโต 10% ซึ่งถือว่าไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับช่วงสามปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามเนื่องจากสัดส่วนการขายออนไลน์ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้า Home and Living ยังไม่สูงนัก ประกอบกับการฟื้นตัวของธุรกิจหลังจากช่วงโควิด ถือเป็นความท้าทาย แต่เรายังคงมีโอกาสเติบโตใน Sector นี้อีกมาก ในปี 2023 นี้ เราจึงมีเป้าหมายที่จะเติบโตมากกว่า 100% โดยยังคงเน้นการเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมยกระดับวงการ Home and Living ให้สอดรับกับเทรนด์ตลาด พฤติกรรมผู้บริโภคที่มีความซับซ้อน และเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

ชาว NocNoc มุ่งมั่นที่จะพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นทุกวัน ทั้งในด้าน Technology การสื่อสาร การนำเสนอสินค้าและบริการที่ตรงใจลูกค้า เพิ่มความหลากหลายของสินค้า สร้างประสิทธิภาพของ Supply Chain และบริการที่ลูกค้ามั่นใจเพื่อให้เราสามารถเป็นเพื่อนที่ช่วยสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าในทุกจังหวะชีวิต ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยให้ NocNoc สามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน นางชลลักษณ์ กล่าวสรุปในตอนท้าย

from:https://www.thumbsup.in.th/nocnoc-platform-home-and-living?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=nocnoc-platform-home-and-living

SPRC ประกาศซื้อปั๊มน้ำมัน Caltex คาดเสร็จสิ้นไตรมาสแรกของปี 2567

บมจ. สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง หรือ SPRC ได้รับการอนุมัติจากผู้ถือหุ้น เพื่อเข้าซื้อธุรกิจจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมของ บริษัท เชฟรอน (ไทย) จำกัด หรือสถานีบริการน้ำมัน Caltex คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาสแรกของปี 2567

Caltex

นอกจากนี้ SPRC ยังได้สิทธิ์ในสัดส่วนการถือครองหุ้น 9.91% ในบริษัท ท่อส่งปิโตรเลียมไทย จำกัด สัดส่วนการถือครองหุ้น 2.51% ใน บมจ. บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ และที่ดินแปลงที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม รวมถึงสัดส่วนการใช้ประโยชน์ในคลังน้ำมันเชื้อเพลิงที่ตั้งอยู่ในจังหวัดสงขลาและจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยกระบวนการควบรวมธุรกิจจะดำเนินการภายในช่วง 10 ถึง 12 เดือนข้างหน้า ซึ่งคาดว่าการทำธุรกรรมต่าง ๆ ดังกล่าวนี้ จะแล้วเสร็จในไตรมาสแรกของปี 2567

โรเบิร์ต โดบริค กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง เปิดเผยว่า การเข้าลงทุนในธุรกิจจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวที่สำคัญของ SPRC ในการเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขัน และเป็นการขยายธุรกิจเชิงกลยุทธ์ด้านห่วงโซ่คุณค่าที่จะทำให้ SPRC สามารถให้บริการลูกค้าในประเทศไทยได้ดียิ่งขึ้นผ่านการตลาด และจัดจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีคุณภาพสูงของบริษัทฯ

การลงทุนในครั้งนี้จะเป็นการรวมสินทรัพย์ในทำเลที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ ได้แก่ คลังน้ำมันเชื้อเพลิง และสถานีบริการน้ำมันจำนวน 427 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งดำเนินการโดยพันธมิตรทางธุรกิจมืออาชีพ และ SPRC จะยังคงจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำมันเชื้อเพลิงคุณภาพภายใต้แบรนด์ คาลเท็กซ์ และ เทครอน ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ได้รับความไว้วางใจและอยู่เคียงคู่กับประเทศไทยมาอย่างยาวนาน สำหรับการเข้าทำธุรกรรมในครั้งนี้จะส่งผลให้บริษัทฯ สามารถดำเนินธุรกิจการกลั่นและการตลาดได้ครบวงจรมากขึ้น ควบคู่กับการมอบประสบการณ์และบริการให้กับลูกค้าได้ครอบคลุมยิ่งขึ้นผ่านเครือข่ายสถานีบริการน้ำมันที่มีอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งจะสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีขึ้นให้กับผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ นอกจากนี้ยังเป็นการเพิ่มทักษะความรู้ความสามารถของพนักงานให้มีความพร้อมในการมุ่งสู่การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ซึ่งเป็นกลยุทธ์สำคัญในการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ เพื่อการเติบโตในระยะยาวต่อไป

ปัจจุบัน SPRC เป็นหนึ่งในผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมชั้นนำในประเทศไทย และเป็นผู้ประกอบกิจการโรงกลั่นน้ำมันที่มีคุณภาพสูงในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค ตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง เราดำเนินการโรงกลั่นที่มีความซับซ้อน โดยมีกำลังการกลั่นน้ำมันดิบ 175,000 บาร์เรลต่อวัน ผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ ประกอบด้วย ก๊าซปิโตรเลียมเหลว น้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่วเกรดพิเศษและเกรดธรรมดา น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว และน้ำมันเตา

ส่วนบริษัท เชฟรอน (ไทย) จำกัด ชื่อเดิมคือ บริษัท น้ำมันคาลเท็กซ์ (ไทย) จำกัด เป็นบริษัทในเครือบริษัทเชฟรอนคอร์ปอเรชั่น ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2491 โดยให้บริการน้ำมันคุณภาพภายใต้ตรา Caltex แก่ลูกค้าชาวไทยและลูกค้าเชิงพาณิชย์ในประเทศไทยมานานกว่า 74 ปี บริษัทฯ จัดจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงหลากหลายชนิด อาทิ น้ำมันดีเซลเกรดธรรมดา และเกรดพรีเมียม น้ำมันแก๊สโซฮอล์ น้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่ว น้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อการอุตสาหกรรม น้ำมันเชื้อเพลิงเชิงพาณิชย์ และน้ำมันอากาศยาน นอกจากนี้ ยังจำหน่ายน้ำมันหล่อลื่นคุณภาพสูง อาทิ น้ำมันเครื่องตระกูลเดโล่สำหรับเครื่องยนต์ดีเซล และน้ำมันเครื่องตระกูลฮาโวลีนสำหรับเครื่องยนต์เบนซิน รวมถึงน้ำมันหล่อลื่นสำหรับภาคอุตสาหกรรม

from:https://www.thumbsup.in.th/sprc-caltex?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sprc-caltex

เตรียมพบกับงาน Marketing Technology & Innovation Expo 2023 presented by SC ASSET

Future Trends สื่อผู้ให้บริการข้อมูลข่าวสารด้านเทคโนโลยีการตลาด และนวัตกรรมชั้นนําของประเทศไทย ผนึกกำลังกับ Marketing Tech Thailand คอมมูนิตี้สำหรับนักการตลาดที่กำลังมองหาโซลูชั่นเพื่อการพัฒนาธุรกิจ เตรียมจัดงาน Marketing Technology & Innovation Expo 2023 presented by SC ASSET งานมหกรรมด้านการตลาดสุดยิ่งใหญ่ครั้งแรกในประเทศไทย

ที่จะช่วยยกระดับธุรกิจให้ก้าวหน้าด้วยเทคโนโลยีการตลาดที่ทันสมัย เพื่อพัฒนาศักยภาพทางการตลาดให้ธุรกิจไทยก้าวหน้ายิ่งขึ้น พร้อมพบกับบูธแสดงสินค้าและบริการดิจิทัล จากบริษัทชั้นนำกว่า 50 บูธ ที่ขนทัพเทคโนโลยีทางการตลาดมาให้เลือกสรร

ร่วมพบปะพูดคุยกับตัวแทนจากองค์กรชั้นนำ และรับฟังการบรรยายสุดเอ็กซ์คลูซีฟจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญแถวหน้าของเมืองไทย และร่วมกิจกรรมเวิร์คช็อปต่าง ๆ ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ในวันที่ 1 มีนาคม 2566 ณ มิตรทาวน์ฮอลล์ สามย่านมิตรทาวน์

ธนโชติ วิสุทธิสมาน ผู้ก่อตั้ง Future Trends สื่อให้บริการข้อมูลข่าวสารด้านการเทคโนโลยีการตลาด และนวัตกรรมชั้นนําของประเทศไทย กล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการจัดงานครั้งนี้ว่า “เราคือผู้คัดสรร (Curator) ที่สร้างสรรค์งานมหกรรมด้านเทคโนโลยีการตลาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย งาน Marketing Technology & Innovation Expo 2023

คืองานที่เราตั้งใจจัดขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่พบปะ สังสรรค์ แลกเปลี่ยนความคิด อัปเดตเทรนด์ของ MarTech และเป็นสื่อกลางให้ลูกค้าได้มา “Collect” หรือรวบรวมนวัตกรรมและเครื่องมือ เพื่อช่วยในการต่อยอดและเพิ่มศักยภาพให้กับบริษัท ไม่ใช่แค่ลูกค้าในกลุ่มธุรกิจขนาดกลางหรือขนาดใหญ่เท่านั้นที่จะได้ประโยชน์จากงานนี้

แต่กลุ่มลูกค้าในธุรกิจ SME ลูกค้ากลุ่มบุคคลหรือองค์กรขนาดย่อมก็สามารถมาตามหาเทคโนโลยีทางการตลาดที่ช่วยพัฒนาธุรกิจของพวกเขาได้เช่นกัน ซึ่งเราได้รวบรวมกับบูธแสดงสินค้าและบริการดิจิทัล จากบริษัทชั้นนำกว่า 50 บูธ ไม่ว่าจะเป็น PRIMO, Advice, Zanroo, Choco CRM, PAM, Predictive, Braze, AWS, Zoho, Paysolution และอื่น ๆ

มาให้ทุกท่านได้เลือกสรรในราคาที่สมเหตุสมผล นอกจากนี้ยังมีการบรรยายสุดเอ็กซ์คลูซีฟจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยีทางการตลาด (Marketing Technology) แถวหน้าของเมืองไทย อาทิ คุณสุธีรพันธุ์ สักรวัตร คุณสโรจ เลาหศิริ, คุณวีร์ สิรสุนทร, คุณสิทธินันท์​ พลวิสุทธิ์ศักดิ์​, คุณไชยพงศ์ ลาภเลี้ยงตระกูล, สิรสิทธิ์ สุริยพัฒนพงศ์ ซึ่งทุกท่านสามารถเข้าร่วมงานนี้ได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย งานจะจัดขึ้นในวันพุธที่ 1 มีนาคม 2566 นี้ที่ มิตรทาวน์ฮอลล์ สามย่านมิตรทาวน์”

จิตติพงศ์ เลิศประดิษฐ์ ผู้ก่อตั้งชุมชน Marketing Tech Thailand ที่ใหญ่ที่สุดในไทย และเป็นผู้มีประสบการณ์ ด้าน Marketing Technology มากกว่า 20 ปี กล่าวว่า “Marketing Technology (MarTech) คือเครื่องมือ (Tool) และระบบ (Platform) ที่พัฒนาขึ้น เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ด้านกิจกรรมทางการตลาด เพื่อช่วยพัฒนาการตลาดไปจนถึงการจัดการแคมเปญทางการตลาดให้ง่ายขึ้น เพื่อสามารถสื่อสารกับลูกค้าได้หลากหลายรูปแบบไปจนถึงการวัดผลได้แม่นยำขึ้น

ซึ่งในปัจจุบันมีเครื่องมือและระบบที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อให้ครอบคลุมการทำการตลาดได้มากยิ่งขึ้น โดยจะขอยกตัวอย่างเครื่องมือของ MarTech ที่กำลังเป็นที่นิยมในแวดวงธุรกิจและการตลาดดังนี้ กลุ่มที่ช่วยในการจัดการด้านข้อมูล (Data) อาทิ แพลตฟอร์มสำหรับการจัดการข้อมูลลูกค้า CDP (Customer data platform) หรือเทคโนโลยีทางการตลาดที่มีความสามารถทางด้านการรวบรวมข้อมูลของลูกค้าจากฐานข้อมูลต่างๆ มาไว้ที่เดียวกัน, เครื่องมือวัดผลทางการตลาด (Marketing Analytics) คือเทคโนโลยีประเภทวิเคราะห์ข้อมูลทางการตลาด เพื่อการวัดประสิทธิภาพต่างๆ

Social Listening คือ การเก็บข้อมูลของผู้บริโภคที่อยู่บน Social Media เช่น Facebook, Instagram, Twitter และ YouTube เพื่อนำมาวิเคราะห์ข้อมูล และสามารถต่อยอดไปสู่กิจกรรมทางการตลาดอื่นๆได้ กลุ่มเครื่องมือทางด้านคอนเทนต์ (Content Marketing Tools) ซึ่งก็คือเทคโนโลยีที่ช่วยในการทำ Content Marketing หรือเครื่องมือ AI ที่ช่วยการการสร้างคอนเทนต์ เครื่องมือวางแผนคอนเทนต์ ไปจนถึง SEO tools

สำหรับ Search Marketing และกลุ่มการตลาดอัตโนมัติ (Marketing Automation) ซึ่งมีความสามารถในการสื่อสารกับกลุ่มลูกค้า โดยบางเครื่องมือมีความสามารถในการควบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ หรือที่เรียกว่า Data Integration ทำให้กระบวนการทำงานการตลาดมีประสิทธิภาพรวดเร็ว ลดการใช้งานมนุษย์ในการดึงข้อมูล ทำให้สามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และสื่อสารกับกลุ่มลูกค้าได้แม่นยำตรงกลุ่มเป้าหมาย และยังวัดผลตอบแทนจากการลงทุนทางการตลาด (ROI) ได้ลึกขึ้น”

งานมหกรรมการตลาดสุดยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ก็ได้รับการสนับสนุนโดย SC ASSET ผู้นำด้าน Marketing Technology ในตลาดอสังหาฯ ที่จะมาร่วมออกบูธ และร่วมเป็น Keynote speaker บนเวทีส่งต่อความรู้เรื่องเทคโนโลยีการตลาด

พร้อมมอบสิทธิพิเศษให้กับลูกบ้านของ SC ASSET ในการลงทะเบียนร่วม Workshop ต่าง ๆ ที่จัดขึ้นภายในงานโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

นอกจากนี้ Marketing Technology & Innovation Expo 2023 ยังได้รับการสนับสนุนจากแบรนด์ Marketing Technology ชั้นนำซึ่งได้แก่ PRIMO, ChocoCRM, PAM, Predictive, AWS, Advice และ Braze

เทคโนโลยีทางการตลาด หรือ MarTech เริ่มเข้ามามีบทบาทในองค์กรธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่ ตั้งแต่ในช่วงปี 2012 โดยเริ่มต้นจากส่วนงานระบบจัดการลูกค้าสัมพันธ์ (Customer Relationship Management) ระบบการรับส่ง Email และระบบจัดเก็บข้อมูลลูกค้า จนมาในช่วงปี 2019 ที่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด 19 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค ไปสู่ยุคดิจิทัลเพิ่มมากขึ้น จึงกลายเป็นตัวเร่งให้องค์กรธุรกิจต่างๆหันมาใช้ MarTech กันมากขึ้น

ซึ่งในปัจจุบันองค์กรธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่กว่า 90% มีการใช้เครื่องมือ MarTech ในบริษัทอย่างน้อย 2 ประเภท ซึ่งหากเปรียบเทียบกับองค์กรในต่างประเทศแล้ว มีการใช้ MarTech Stacks หรือการนำเครื่องมือเทคโนโลยีการตลาดมาประยุกต์ใช้งานร่วมกัน โดยประมาณ 5 – 20 ประเภท ครอบคลุมตั้งแต่การทำการตลาด การขาย ไปจนถึงการดูแลหลังการขาย

ซึ่งจากผลสำรวจ MarTech Research ที่ได้สอบถามกับสมาชิกกลุ่ม MarTech Thailand พบว่าเครื่องมือของ MarTech ที่ดูแลเกี่ยวกับ การจัดการลูกค้าสัมพันธ์ (Customer Relationship Management) มีประสิทธิภาพต่อธุรกิจถึง 34% รองลงมาคือเครื่องมือที่ใช้ในการจัดเก็บ รวบรวมข้อมูลลูกค้า (Customer Data Platforms) ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ธุรกิจถึง 18% การใช้ AI มาเพิ่มศักยภาพให้การตลาด (AI, Machine Learning) ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ธุรกิจได้ 15%

การใช้เครื่องมือในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงตลาด (Marketing Analytics) 9% และการนำข้อมูลมาวิเคราะห์และนำเสนอแผนภาพข้อมูลรูปแบบที่เข้าใจง่าย (Data Visualization) 8%

ยกระดับธุรกิจให้ก้าวหน้าด้วยเทคโนโลยีการตลาดที่ทันสมัย เพื่อช่วยพัฒนาศักยภาพทางการตลาดให้ธุรกิจไทยก้าวหน้ายิ่งขึ้นในงาน Marketing Technology & Innovation Expo 2023 presented by SC ASSET วันที่ 1 มีนาคม 2566 นี้ ณ มิตรทาวน์ฮอลล์ สามย่านมิตรทาวน์
สนใจสอบถามข้อมูลโทร 080-526-5628 หรือเข้าเยี่ยมชมเว็ปไซต์ https://www.facebook.com/ThaiMartechExpo/?ref=page_internal

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมงาน Marketing Technology & Innovation Expo 2023 presented by SC ASSET สามารถลงทะเบียนเพื่อรับบัตรเข้าร่วมงานได้ที่ https://bit.ly/martechexpo1

from:https://www.thumbsup.in.th/marketing-technology-innovation-expo-2023-presented-by-sc-asset?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=marketing-technology-innovation-expo-2023-presented-by-sc-asset

บิ๊กซี จับมือ ดีเอชแอล ซัพพลายเชน ใช้รถบรรทุกไฟฟ้าขนส่งสินค้าจากศูนย์กระจายสินค้า

บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ผู้ดำเนินธุรกิจค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภคชั้นนำของเมืองไทย และ ดีเอชแอล ซัพพลายเชน ประเทศไทย ร่วมมือเพื่อประกาศใช้รถขนส่งพลังงานไฟฟ้าในการขนส่งสินค้าจากศูนย์กระจายสินค้าบิ๊กซีวังน้อยไปยังศูนย์การค้าบิ๊กซีในกรุงเทพฯ และเตรียมเสริมทัพการกระจายสินค้าบิ๊กซีไปยังสาขาอื่น ๆ ในอนาคต

Big C

อัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี กล่าวว่า กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี ดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการสร้างเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับชุมชน สังคม ล่าสุด บิ๊กซี ร่วมกับพันธมิตร ดีเอชแอล ซัพพลายเชน ประเทศไทย ผู้นำตลาดระดับโลกด้านโลจิสติกส์ นำรถพลังงานไฟฟ้า (EV) เต็มรูปแบบมาใช้ขนส่งและกระจายสินค้า เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อมุ่งเน้นในการเป็นองค์กรแห่งการเป็น Green Logistics และเป้าหมายในการเป็นองค์กรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ของกลุ่มบีเจซี บิ๊กซี ในอีก 28 ปีข้างหน้า หรือปี 2050

บิ๊กซีจะนำร่องใช้รถพลังงานไฟฟ้าในการขนส่งกระจายสินค้า ในบิ๊กซี 3 สาขา ในกรุงเทพฯ คือ บิ๊กซี สาขาสะพานควาย บิ๊กซี สาขารัชดา และบิ๊กซี สาขาราชดำริ พร้อมวางแผนขยายเส้นทางและจำนวนรถเพิ่มเติมในระยะยาว ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดในอนาคต ทั้งนี้การร่วมมือดังกล่าวถือเป็นการร่วมกันขับเคลื่อนในการสร้างซัพพลายเชนด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

สตีฟ วอล์กเกอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดีเอชแอล ซัพพลายเชน กลุ่มธุรกิจประเทศไทย กล่าวว่า การร่วมมือกับบิ๊กซีในการดำเนินงานบนค่านิย มและวิสัยทัศน์ร่วมกัน เพื่อการปกป้องโลกและยกระดับคุณภาพชีวิตผู้คน ดีเอชแอล ซัพพลายเชน ประเทศไทย มุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำและพันธมิตรด้านการขนส่งที่มีความรับผิดชอบในภูมิภาคเพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืน ตลอดระยะเวลา 20 ปี ที่ผ่านมา เราได้สนับสนุนการดำเนินธุรกิจของบิ๊กซีและยังคงขนส่งสินค้าของบิ๊กซีไปสู่สาขากว่า 1,800 สาขาทั่วประเทศในปัจจุบัน ทั้งช่วยส่งเสริมการดำเนินงานด้านซัพพลายเชนของบิ๊กซี ผ่านการมอบโซลูชั่นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและปลอดภัยเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

รถขนส่งพลังงานไฟฟ้านี้จะถูกบริหารจัดการโดยศูนย์ควบคุมการปฏิบัติการด้านการขนส่งของดีเอชแอล (DHL Connected Control Tower) ซึ่งติดตั้งเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากมาย อาทิ Paragon Route Optimization System, Transport Management System, Telematics, และ MySupplyChain digital platform เพื่อให้ระบบการขนส่งสินค้ามีประสิทธิภาพสูงสุด

from:https://www.thumbsup.in.th/big-c-dhl-ev?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=big-c-dhl-ev

คนไทยเลี้ยงสัตว์แทนลูก ยอมจ่ายค่าดูแลทูนหัว 1-2 หมื่น/ตัว/ปี

วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) เผยผลสำรวจล่าสุด ณ เดือนมกราคม ปี 2566 ระบุว่า ตลาดธุรกิจสัตว์เลี้ยงในไทย เติบโตสวนกระแสโควิดเป็นอย่างมาก

โดย 49% ของกลุ่มตัวอย่างกลุ่ม มักจะเลี้ยงสัตว์เป็นลูก (Pet Parent) โดยมีค่าใช้จ่ายในการดูแลสัตว์เลี้ยงเฉลี่ยอยู่ที่ 14,200 บาทต่อตัวต่อปี

ผศ.ดร.บุญยิ่ง คงอาชาภัทร หัวหน้าสาขาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) กล่าวว่า ตลาดธุรกิจสัตว์เลี้ยงมีการเติบโตสวนกระแสโควิด-19 เป็นอย่างมาก
ขณะที่ “ยูโรมอนิเตอร์” หน่วยงามเก็บข้อมูลสถิติระดับโลกคาดการณ์ว่า

ในปี 2026 “ตลาดสัตว์เลี้ยง” ทั่วโลก จะมีมูลค่าสูงถึง 217,615 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเติบโตเฉลี่ยปีละ 7.2% ซึ่งตลาดสัตว์เลี้ยงในไทยก็เติบโตสอดคล้องไปกับตลาดโลกเช่นกัน

อีกทั้งพบข้อมูลการขึ้นทะเบียนสุนัข-แมวในปัจจุบันระบุว่า เจ้าของพา หมาแมว มาขึ้นทะเบียนจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมากในทุกปี แต่ในทางกลับกัน อัตราการเกิดของเด็กในไทยตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา กลับลดลงอย่างเห็นได้ชัด สะท้อนให้เห็นถึงครอบครัวจำนวนมากที่นิยมเลี้ยงสัตว์เลี้ยงเพื่อเข้ามาเติมเต็มครอบครัว

จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมในปัจจุบันมีธุรกิจหลากหลายแบรนด์ เลือกที่จะทำการตลาดแนว “Pet Marketing” มากขึ้น เพื่อสื่อสารแบรนด์ถึงกลุ่มคนเลี้ยงสัตว์ นั่นเป็นเพราะว่าไลฟ์สไตล์ของคนยุคนี้ที่นิยมเลี้ยงสัตว์เลี้ยงแทนลูก และการที่ผู้บริโภคเห็นภาพโฆษณาที่มีทั้งสัตว์และสินค้าอยู่ในโฆษณาสินค้าใดๆ ก็ตาม ก็จะส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้านั้นๆ มากถึง 43.82% เนื่องจากสัตว์เลี้ยงช่วยดึงดูดความสนใจของผู้บริโภคยุคนี้ได้อย่างดี

ขณะที่ พัชรพันธุ์ เทียนศิริ นักศึกษาปริญญาโท CMMU ในฐานะหัวหน้าทีมวิจัยชิ้นนี้ กล่าวว่า ทีมวิจัยได้สำรวจเกี่ยวกับ “การเลี้ยงสัตว์เลี้ยงเป็นลูกของคนยุคใหม่” จากกลุ่มตัวอย่างคนไทยจำนวน 1,046 คน โดยกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนเจนเนอเรชันวาย อายุระหว่าง 24 – 41 ปี โดยจากการสำรวจพบว่า เหตุผลที่คนไทยนิยมเลี้ยงสัตว์เลี้ยงในปัจจุบัน คือ

  • 49% ของกลุ่มตัวอย่าง ต้องการเลี้ยงสัตว์เพื่อเป็นลูก (Pet Parent)
  • 34% ของกลุ่มตัวอย่าง ต้องการเลี้ยงสัตว์เพื่อสถานะทางสังคม (Pet Prestige)
  • 18% ของกลุ่มตัวอย่าง ต้องการเลี้ยงสัตว์เพื่อช่วยเหลือและบำบัดรักษา (Pet Healing)

อีกทั้งยังพบข้อมูลเกี่ยวกับประเภทสัตว์เลี้ยงที่คนไทยในกลุ่มคนรุ่นใหม่นิยมเลี้ยงมากที่สุด เรียงจากมากไปน้อย โดยผลสำรวจชี้ว่า

  • อันดับ 1 คนไทยเลี้ยงสุนัขมากที่สุด คิดเป็น 40.4%
  • อันดับ 2 คนไทยเลี้ยงแมวรองลงมา คิดเป็น 37.1%
  • อันดับ 3 คนไทยเลี้ยงสัตว์เอ็กโซติกน้อยที่สุด คิดเป็น 22.6%

ขณะที่ผลสำรวจเกี่ยวกับ “ค่าใช้จ่าย” ในการเลี้ยงสัตว์แบบทั่วๆ ไป พบว่า 39.3% ของกลุ่มตัวอย่าง ระบุว่ามีค่าใช้จ่ายอาหารสัตว์ต่อเดือนอยู่ที่ 1,001 – 2,000 บาท แต่ถ้าในกลุ่มเจ้าของที่ “เลี้ยงสัตว์เป็นลูก” จะยิ่งยอมจ่ายค่าดูแลสัตว์เลี้ยงมากขึ้น โดยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ 14,200 บาทต่อตัวต่อปี
โดยบริการยอดฮิตที่เหล่าทาสเลือกใช้งานมากที่สุด คือ อาบน้ำตัดขนที่มีสัดส่วนสูงถึง 61% ของบริการเกี่ยวกับสัตว์ทั้งหมด

จากข้อมูลสถิติข้างต้น ทีมวิจัยได้นำมาพัฒนาเป็นกลยุทธ์ที่เรียกว่า “PETSUMER” เพื่อเป็นข้อแนะนำให้ผู้ประกอบการในสายธุรกิจเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง ได้นำไปปรับใช้ในการดึงดูดลูกค้ากลุ่มนิยมเลี้ยงสัตว์เป็นลูกได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น

  • การมีสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะด้านของผู้บริโภค (Personalization)
  • สินค้าต้องเข้าถึงง่าย (Easy Access)
  • สินค้าต้องมีคุณภาพ น่าเชื่อถือ น่าไว้วางใจ (Trustworthiness)
  • สินค้าต้องมีความโดดเด่นและเป็นที่จดจำ (Uniqueness) เป็นต้น

เรียกว่าเป็นข้อมูลที่น่าสนใจไม่น้อย และน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจหน้าใหม่ ที่เพิ่งจะหันมาจับธุรกิจเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง โดยสามารถนำข้อมูลเชิงลึกจากผลวิจัยชิ้นนี้ไปปรับสร้างกลยุทธ์เพื่อต่อยอดให้ธุรกิจเติบโตและก้าวหน้าได้มากขึ้น

from:https://www.thumbsup.in.th/human-love-cat?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=human-love-cat

YouTube เพิ่มการเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกด้านพฤติกรรมของผู้ชมให้เหล่า Creator

ข่าวดีสำหรับครีเอเตอร์ Youtube ที่แพลตฟอร์มได้ขยายการเข้าถึง “วีดีโออื่นๆที่ผู้ชมของคุณรับชม”

ซึ่ง YouTube เคยเปิดตัวฟีเจอร์ครั้งแรกในปี 2020 ซึ่งให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับพฤติกรรมการรับชมของผู้ชมในช่อง โดยแสดงรายการวิดีโอที่พวกเขาดูเจ็ดคลิปก่อนหน้า ซึ่งอาจช่วยในการระบุแนวโน้มหลักและปรับปรุงกลยุทธ์ของครีเอเตอร์ให้เกี่ยวกับความสนใจที่เพิ่มขึ้น ในช่วงนั้น ฟีเจอร์นี้ใช้ได้เพียงกับช่องที่มีจำนวนการเข้าชมเข้าถึงเกณฑ์เท่าสนั้น ซึ่งในตอนนี้ Youtube กำลังลดเกณฑ์นั้นลงเพื่อให้ครีเอเตอร์เข้าถึงข้อมูลนี้ได้มากขึ้น

“เราได้พูดคุยกับครีเอเตอร์แล้วและได้ยินมาว่าเป็นเรื่องที่ไม่เป็นที่พึงพอใจในหมู่ครีเอเตอร์เมื่อฟีเจอร์การวิเคราะห์ของ YouTube บางส่วนไม่พร้อมใช้งานเนื่องจากมีข้อมูลไม่เพียงพอ และเรายินดีที่จะประกาศว่าเรากำลังนำเสนอฟีเจอร์ ‘วิดีโออื่นๆ ที่ผู้ชมของคุณรับชม’ ให้กับครีเอเตอร์จำนวนมากขึ้นที่อาจไม่ถึงเกณฑ์ข้อมูลก่อนหน้านี้” Youtube กล่าว

นอกจากนี้ YouTube ยังต้องการนำการฟีเจอร์นี้เข้าตามประเภทเนื้อหาของ – Shorts, VOD หรือ Live – อีกด้วย ดังนั้น สำหรับผู้ที่สร้างเนื้อหาดังกล่าว ในไม่ช้าจะสามารถมีข้อมูลเชิงลึกที่เข้าถึงได้โดยตรงมากขึ้นเกี่ยวกับแนวโน้มที่เกี่ยวข้องในหมวดหมู่

 

YouTube ยังทำการทดสอบฟีเจอร์ใหม่บางอย่างสำหรับการโพสต์ในชุมชน ซึ่งรวมถึงตัวกรองข้อความและสติกเกอร์ด้วย ซึ่งทำให้จริงๆ แล้ว ครีเอเตอร์ Shorts น่าจะเป็นผู้รับผลประโยชน์ที่ใหญ่ที่สุดของการอัปเดตใหม่เหล่านี้ ด้วยข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับแนวโน้มและความสามารถในการค้นหาที่เพิ่มเข้ามาซึ่งมอบวิธีใหม่ๆ ในการใช้ Shorts 

ที่มา : marketingtechwire.com

from:https://www.thumbsup.in.th/youtube-features?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=youtube-features

6 เทรนด์ที่นักการตลาดยุคใหม่ต้องรู้และทรานส์ฟอร์มตัวเองให้ทัน

ในโลกธุรกิจที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จนก่อให้เกิดกระแสดิสรัปชั่น (Disruption) ที่เรียกร้องให้องค์กรต่างๆ ต้องทรานส์ฟอร์มตัวเองในทุกด้านเพื่ออยู่รอดในสภาพแวดล้อมการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงไป

และหนึ่งในด้านสำคัญที่จำเป็นต้องปรับตัวตามมากที่สุด คือ ด้านการตลาด (Marketing) ที่มีความอ่อนไหวต่อทั้งเทคโนโลยี สภาวะแวดล้อมทางธุรกิจ อีกทั้งการสลับสับเปลี่ยนของพฤติกรรมผู้บริโภค

ซึ่งทำให้ผู้ทำงานด้านการตลาดกลายเป็นหนึ่งในสายอาชีพที่เรียกร้องความสามารถในการปรับเปลี่ยนและพัฒนาทักษะของตนเองให้สอดรับกับสภาวะความเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็วเหล่านี้ตลอดเวลา

จากการวิเคราะห์ของนิตยสาร Forbes พบว่า ภายในปี 2023 ผู้ที่ทำงานด้านการตลาด โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในระดับบริหารและผู้นำในด้านนี้ขององค์กรจะต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญหลายประการ เช่น พฤติกรรมของผู้บริโภคที่จะมาอยู่บนโลกออนไลน์มากขึ้นกว่าเดิม ความเลือนลางของเส้นแบ่งประสบการณ์ของผู้บริโภคในโลกจริงและโลกเสมือนจริง หรือแม้แต่พัฒนาการอันก้าวกระโดดของระบบปัญญาประดิษฐ์

ซึ่งสอดคล้องกับรายงานของทาง Gartner ที่ออกมาเผยว่าปี 2023 นี้จะเป็นช่วงเวลาที่พฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคผันผวนจนแทบคาดเดาไม่ได้

สิ่งต่างๆ เหล่านี้เรียกร้องให้เกิดการคิดใหม่และลงมือทำใหม่ในผู้บริหารและผู้นำด้านการตลาด ที่ต้องก้าวขาขึ้นมาเป็นด่านหน้าในการเผชิญกับโลกของธุรกิจที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การเริ่มต้นติดอาวุธและเสริมทักษะด้านการตลาดของตัวเองจึงต้องทำอย่างเร่งด่วน

เพื่อไม่พลาดที่จะดำรงอยู่ในยุคสมัยที่ทุกบริษัทต่างต้องการผู้นำด้านการตลาดยุคใหม่ หรือ Next-Gen Marketing Leader

 

6 เทรนด์การตลาดที่ผู้บริหารการตลาดต้องรู้และเข้าใจหากไม่อยากถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

  1. Speed over perfection – ความเร็วต้องมาก่อนความสมบูรณ์แบบ

ความรู้เรื่องการตลาดในโลกปัจจุบันมีอยู่อย่างมหาศาล ทำให้นักการตลาดหลายคนประสบปัญหากับขั้นตอนและกระบวนการเลือกหยิบใช้ความรู้เหล่านี้ส่งผลให้การลงมือทำช้าลงไป และไม่สอดคล้องกับโลกของการตลาดยุคปัจจุบันที่เรียกร้องการทำงานให้รวดเร็วมากกว่าการทำงานให้สมบูรณ์แบบ

โดยมีปัจจัยสำคัญที่ภูมิทัศน์ของสื่อ ช่องทางการขาย และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ตัวอย่างสำคัญคือ การเผยแพร่แคมเปญในยุคก่อนหน้านี้ที่ต้องใช้เวลาหลักปีในการทำให้สำเร็จ แต่ในยุคปัจจุบันกลับใช้เวลาเพียงหลักอาทิตย์หรือแค่หลักวันเท่านั้น

การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนให้เห็นวิถีการทำงานของนักการตลาดยุคใหม่ที่ต้องให้ความสำคัญกับการตอบโจทย์ผู้บริโภคให้ทันต่อความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วด้วยความเข้าใจผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง

  1. Become the customer-centric organization – องค์กรยุคใหม่ต้องให้ผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง

องค์กรยุคปัจจุบันต้องปรับเปลี่ยนตัวเองสู่การมีลูกค้าเป็นศูนย์กลางในการกำหนดทิศทางที่จะเดินไปข้างหน้า รวมถึงมองพฤติกรรมลูกค้าเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการเลือกสร้างผลิตภัณฑ์ใดๆ ขึ้นมา โดยไม่จำกัดความถนัดไว้เพียงอุตสาหกรรมเดิมที่ตนอยู่เหมือนก่อนหน้านี้

สำหรับนักการตลาดที่หน้าที่หลักคือการสร้างความต้องการ (Demand) ให้เกิดขึ้นในกลุ่มลูกค้า จึงต้องเรียนรู้เพื่อเข้าใจวิธีคิดและพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป และปรับกลยุทธ์รวมถึงกิจกรรมทางการตลาดให้เท่าทันกับสิ่งเหล่านี้

  1. Transformation begins with the small things – จะเริ่มทรานส์ฟอร์ม ไม่จำเป็นต้องทำใหญ่

หลายคนอาจมองว่าการทรานส์ฟอร์มองค์กรต้องเป็นเรื่องที่ต้องทำให้ใหญ่ แต่ในความเป็นจริงสิ่งนี้สามารถเริ่มต้นทำจากจุดเล็กๆ ได้ โดยในองค์กรขนาดใหญ่หลายแห่งเลือกใช้วิธีการแยกแบรนด์ย่อยออกมาเพื่อทดลองค้นหาน่านน้ำใหม่ๆ

เและสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve) ที่จะมาตอบโจทย์ในการขยายและสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ให้กับบริษัท นักการตลาดซึ่งถือเป็นสายงานที่อยู่ส่วนหน้าของการเปลี่ยนแปลง จึงต้องมีความพร้อมรับมือการทรานส์ฟอร์มที่จะเกิดขึ้นอยู่เสมอ เพราะเราไม่มีทางทำวิธีเดิมๆ เพื่อคาดหวังผลลัพธ์แบบใหม่ๆ ได้

  1. Revenue is the real metric – รายได้ของบริษัทคือตัววัดผลที่สำคัญที่สุด

เป้าหมายสำคัญของงานด้านการตลาดคือการสร้างรายได้ให้กับบริษัท และในโลกที่เทคโนโลยีก้าวหน้าอย่างมากเช่นทุกวันนี้ ประกอบกับแนวคิดในการทำให้ทุกอย่างเป็นดิจิทัล (Digitized) ให้มากที่สุด นักการตลาดจึงสามารถติดตามและประเมินยอดขายได้สะดวก ง่าย และทันต่อเวลามากขึ้น

รวมถึงกลายเป็นจุดวัดความสำเร็จที่เหนือกว่าแค่เพียงยอดผู้ติดตามหรือจำนวนผู้มีส่วนร่วมกับแบรนด์ที่เพิ่มขึ้น มาตรวัดทางการตลาดของโลกยุคนี้จึงเกี่ยวข้องกับเป้าหมายทางธุรกิจมากขึ้นกว่าเดิม

  1. Maintain balance and harmony of Art & Science – นักการตลาดต้องรู้จักใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์

แม้โลกยุคปัจจุบันจะมีเครื่องมือ เทคโนโลยี และข้อมูลจำนวนมากให้นักการตลาดได้เลือกใช้ ทำให้หลายครั้งนักการตลาดอาจเกิดความรู้สึกอัดแน่นด้วยข้อมูล จนสุดท้ายไม่สามารถมองหาจุดที่จะเอามาใช้ หรืออินไซต์จากข้อมูลเหล่านี้ได้

นักการตลาดจึงต้องอาศัยทั้งศิลปะในการทำความเข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภค ความคิดสร้างสรรค์ในการสื่อสารให้ผู้บริโภคเห็นถึง Value หรือคุณค่าของสินค้าและบริการของเรา รวมถึงการเห็นมิติทางสังคมที่อยู่เบื้องหลังสิ่งเหล่านี้

รวมถึงทักษะในการเข้าใจโมเดลธุรกิจของตนเอง และถอดเอารูปแบบการปฏิสัมพันธ์ของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์ (Customer Journey) มาปรับกลยุทธ์และแผนการทำงานที่เหมาะสมต่อสถานการณ์ได้ อาจสรุปได้ว่านี่คือโลกที่นักการตลาดต้องพึ่งทั้งทักษะในการวิเคราะห์และความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างวิธีการทางการตลาดที่ประสบความสำเร็จ

  1. Only paranoid marketer survived – นักการตลาดต้องพร้อมเรียนรู้และปรับตัวเสมอ

นักการตลาดเป็นตำแหน่งงานที่ต้องยืดหยุ่นต่อการปรับตัว เพราะต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยก่อนหน้านี้นักการตลาดอาจมีบทบาทสูงในช่วงการสร้างผลิตภัณฑ์ (Product) ก่อนที่จะปรับบทบาทสู่ผู้ทำหน้าที่กระตุ้นให้เกิดการซื้อขายผ่านการเล่าเรื่อง (Storytelling) หรือการทำให้แบรนด์มีตัวตนในสายตาของผู้บริโภค

ก่อนที่ปัจจุบันจะปรับมาสู่การเป็นผู้มอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับผู้บริโภค (Consumer Experience) ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ต่างเรียกร้องทักษะการทำงานที่แตกต่างกันไป หน้าที่ของ

นักการตลาดจึงเป็นการวิ่งไล่ตามควาดคาดหวังของผู้บริโภคให้ทัน และปรับทักษะของตัวเองให้พร้อมต่อเป้าหมายนี้อยู่เสมอ ทำให้งานของนักการตลาดในยุคปัจจุบันต้องมีทั้งความรู้กว้างและความรู้ลึก หรืออาจเรียกได้ว่า ต้องเป็นผู้มีทักษะแบบ T-Shaped (T-Shaped Skill) เพื่อก้าวสู่การเป็นนักการตลาดที่ครบเครื่องและเท่าทันต่อพฤติกรรมของลูกค้าได้

สิ่งเหล่านี้ ยังส่งผลกระทบต่อการบริหารงานด้านการการตลาด ที่จะไม่สามารถทำตามรูปแบบเดิมได้อีกต่อไป หากแต่ต้องปรับตัวให้สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงของโลก กลมกลืนเข้ากันกับเป้าหมายขององค์กร และทำให้ตนเองกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญในด้านกลยุทธ์และสร้างผลกำไรให้กับองค์กรเพื่อทะยานสู่อนาคตของธุรกิจ

 

ที่มา : Rise

from:https://www.thumbsup.in.th/6-trend-marketer?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=6-trend-marketer

TK Park เดินหน้าขยายศูนย์ฯ มุ่งสร้าง “ระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้” คู่สังคมไทย

TK Park เตรียมนำร่องใช้แพลตฟอร์ม “ห้องสมุดเดียว” เชื่อมโยงเครือข่ายกับศูนย์การเรียนรู้ทั่วประเทศ พร้อมพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้ให้แก่คนทุกกลุ่ม สู่การพัฒนาคน ดึง Big Data พัฒนาบริการตอบโจทย์ผู้ใช้บริการ

หากคุณเป็นเด็กที่อยู่ในเมืองและเติบโตมากับการเข้าไปหาความรู้ในห้องสมุดน่าจะรู้จัก TK Park ศูนย์การเรียนรู้ที่เปิดให้บริการมาหลายปี มีจำนวนหนังสือที่หลากหลาย สภาพดี อัดแน่นให้ค้นหาและมีที่นั่งอ่านอย่างสะดวกสบาย

สำหรับ สถาบันอุทยานการเรียนรู้ ในปี 2023 กำลังเดินหน้าสานภารกิจ “สร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้” ผ่านสื่อ หนังสือ และกิจกรรม พร้อมเน้นกลยุทธ์เชิงรุกนำการเรียนรู้ส่งถึงมือผู้คนในสังคม ใช้นวัตกรรมสร้างระบบเชื่อมโยงโครงข่าย TK Park ทั่วประเทศ ปั้นแพลตฟอร์ม “ห้องสมุดเดียว” อำนวยความสะดวกให้สมาชิกสามารถยืม-คืนหนังสือข้ามสาขาได้

และเตรียมนำ “ตู้ยืมหนังสืออัตโนมัติ” ที่บรรจุหนังสือกว่า 300 เล่ม มาให้บริการเป็นครั้งแรกในย่านใจกลางเมืองกลางปีนี้ ดึง Big Data มาใช้ประมวล ผลสร้างกิจกรรม-การเรียนรู้-คอร์สเทรนนิ่ง ที่มากกว่าการอัพสกิลและรีสกิล ตอบโจทย์การแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ตามความสนใจของผู้คนทุกช่วงวัย และยังคงเน้นสร้างความร่วมมือกับเครือข่ายทั่วประเทศ โดยตั้งเป้าสร้างเครือข่ายเมืองแห่งการเรียนรู้ตามแนวทางของยูเนสโกเพิ่มขึ้น และในปีนี้เตรียมพร้อมเพิ่มจำนวนเครือข่ายใหม่ๆ ร่วมกับ ทรู ดิจิทัลพาร์ค อบจ.สุราษฎร์ธานี และเทศบาลเมืองพะเยา

นายกิตติรัตน์ ปิติพานิช ผู้อำนวยการสถาบันอุทยานการเรียนรู้ กล่าวว่า ในปี พ.ศ. 2566 TK Park ยังคงเดินหน้าสานต่อการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ มาตอบโจทย์พื้นที่การเรียนรู้ที่ผู้คนในสังคมต้องการ จึงได้ลงทุนเพิ่มในเรื่องนวัตกรรมระบบโครงข่ายเชื่อมโยงข้อมูล Big Data ของ TK Park ทั่วประเทศ ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะมาช่วยให้เรารู้ข้อมูลที่ชัดเจนถูกต้องมากขึ้น เพื่อเรียนรู้พฤติกรรมของผู้คน และนำมาสู่การพัฒนาคุณภาพบริการ เติมเต็มสิ่งที่ประชาชนต้องการเรียนรู้และนำไปต่อยอดใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้

รวมทั้งยังเกิดการสร้างบูรณาการเป็นหนึ่งเดียวของ TK Park ที่มีอยู่ทั่วประเทศ ด้วยแพลตฟอร์ม “ห้องสมุดเดียว” อำนวยความสะดวกให้สมาชิกสามารถยืม-คืนหนังสือข้ามห้องสมุดได้ โดยเฉพาะผู้ใช้บริการที่อยู่ในต่างจังหวัด สามารถยืมหนังสือจากกรุงเทพฯ และผู้ใช้บริการที่กรุงเทพฯ ก็สามารถยืมหนังสือจาก TK Park ในต่างจังหวัดได้ผ่านระบบตะกร้ากลางควบคู่กับบริการ Book Delivery ที่สามารถส่งและคืนหนังสือได้ตลอดเวลา

กลยุทธ์ที่ TK Park ปักธงให้ความสำคัญในปีนี้

  • เดินหน้าขยายความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ อาทิ กรุงเทพมหานคร, ทรู ดิจิทัลพาร์ค และ กลุ่มหอการค้า ( YEC ) จากนี้ไปจะมีความร่วมมือเพิ่มเติมกับภาคเอกชนอีกหลายราย เพราะการส่งเสริมการเรียนรู้ทำเพียงลำพังจะทำให้ไปสู่เป้าหมายได้ยาก การลงทุนใหม่ทุกอย่างอาจไม่ใช่คำตอบ แต่การพยายามหาความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญที่ทำได้ดีอยู่แล้วหรือมีประสบการณ์แล้ว เราไปร่วมมือกันจะทำให้การสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้บรรลุเป้าหมายได้เร็วขึ้น

“ต้นเดือนกุมภาพันธ์นี้ จะเปิดบริการ TK Park สาขาใหม่ที่ ทรู ดิจิทัล พาร์ค เวสต์ ซึ่งเป็นพื้นที่สำนักงานและโครงการธุรกิจ เพื่อขับเคลื่อนชุมชนเทคโนโลยีและสตาร์ทอัพแห่งใหม่ใจกลางกรุงเทพฯ บนถนนสุขุมวิท นับเป็นครั้งแรกของการเปิดสาขา TK Park ในพื้นที่กรุงเทพฯ และในปีนี้ เราเตรียมพร้อมเปิดTK Park ที่สวนสาธารณะเกาะลำพู ในตัวเมืองจังหวัดสุราษฎร์ธานี และTK Park ในเขตเทศบาลเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา รวมถึงการผลักดันให้เกิดเมืองแห่งการเรียนรู้ หรือ Learning City เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนตามแนวทางยูเนสโก ที่ TK Park จะร่วมผลักดันกับเครือข่ายในทุกจังหวัด เพื่อส่งเสริมให้ทุกที่สามารถเข้าร่วมเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ให้สำเร็จ”

  • ขยายพื้นที่การเรียนรู้ จากนี้ TK Park จะยิ่งรุกหน้าเข้าหาประชาชนให้มากขึ้น นอกเหนือจากผ่านช่องทางการสื่อสารในแพลตฟอร์มต่างๆ ที่ครอบคลุมของ TK Park แล้ว ยังมีการขยายเพิ่มการเข้าถึงพื้นที่กายภาพ โดยในช่วงกลางปีคาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการ ตู้ยืมหนังสืออัตโนมัติ ที่มีหนังสือพร้อมให้บริการ 300 เล่ม ใช้บริการได้ตลอด 24 ชม. และอยู่ในพื้นที่ ๆ ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ง่าย ต่อไปเรื่องที่ 3. ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้บริการในทุกกลุ่ม

บริการหลักของ TK Park คือ เรามีหนังสือ สื่อ องค์ความรู้ และมีการฝึกอบรม แนวทาง Train the Trainers เพื่อขยายผลองค์ความรู้ให้ได้มากที่สุด โครงการต่างๆ ดำเนินการโดยผ่านการเก็บรวมรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเกิดเป็นโซลูชั่นที่ตรงกับความสนใจของคนแต่ละกลุ่ม เช่น โครงการแนะให้แนว ที่เป็นโครงการสำหรับเด็กวัยมัธยมเพื่อแนะนำ ชี้เส้นทางอนาคต ซึ่งจะทำให้เด็กๆ ได้มองเห็นแนวทางและภาพอนาคตของตนเอง โดยต่อไปจะมีการพัฒนากลุ่มเป้าหมายของโครงการ ไปสู่กลุ่มคนทำงาน ที่อยากจะพัฒนาทักษะด้านต่างๆ หรือการเปลี่ยนเส้นทางอาชีพ การต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ หรือเสริมเรื่อง Design Thinking กลุ่มคนวัยเกษียณ ที่ต้องการแนะแนวเส้นทางการใช้ชีวิตและการพัฒนาตัวเองในด้านต่างๆ

“สำหรับกิจกรรมของกลุ่มเด็กและผู้ปกครอง TK Park เราส่งเสริมการสร้างการเรียนรู้เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับเด็กๆ เพิ่มทักษะที่เหมาะกับโลกยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นด้านความคิดสร้างสรรค์ การทำงานเป็นทีม การเข้าใจผู้อื่น ผ่านกิจกรรมเด็กมากมาย อาทิ กิจกรรมนิทานผลิบาน กิจกรรมสนุกอ่านสนุกคิด ฯลฯ ที่เด็กๆ จะได้กระตุ้นจินตนาการผ่านนิทาน และยังต่อยอดด้วยการเปิดอบรมให้กับคุณครู เพื่อที่จะนำความรู้เหล่านี้ขยายผลและต่อยอดได้มากขึ้น โดยกิจกรรมอบรมเหล่านี้มีทั้งรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์

นอกจากนี้ นายกิตติรัตน์ ยังกล่าวเสริมถึงทิศทางต่อไปของ TK Park ว่า ปัจจุบันกระแส Sharing Economy กำลังมาแรง โดยเฉพาะในต่างประเทศได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ไม่ใช่แค่การแชร์หนังสือแลกกันอ่าน แต่ยังรวมถึงการแชร์สิ่งของที่ผู้คนใช้กันไม่บ่อย ช่วยลดการซื้อของเข้าบ้าน TK Park เราได้คิดนำระบบการแชร์หนังสืออ่านด้วยกันมาใช้

รวมถึง การให้ยืม “ของเล่น” ที่เหมาะกับเด็กในช่วงวัยต่างๆ โดยที่ผู้ปกครองไม่จำเป็นต้องซื้อ เป็นการเดินหน้าสู่คอนเซ็ปต์ เปลี่ยนห้องสมุดจาก Public Space ให้เป็น People Space นั่นคือ ถ้าเราอยากให้ห้องสมุดเป็นที่ต้องการของผู้คน เราก็ต้องทำตัวให้เกี่ยวข้องกับความต้องการของผู้คนมากขึ้น ต้องตอบโจทย์กับสิ่งที่คนสนใจให้ได้ ต้องรู้จักคิดต่อยอด เช่น ในย่านที่ห้องสมุดตั้งอยู่นั้น มีอะไรโดดเด่นในพื้นที่ เราควรหยิบอะไรออกมาใช้เพื่อจะได้สัมพันธ์กับวิถีชีวิตของผู้คนในพื้นที่นั้นๆ

“ทักษะที่จะทำให้คนเราอยู่รอดได้ท่ามกลางอุปสรรคและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตลอดเวลา คือ Transferable Skill เป็นทักษะที่จะสามารถส่งต่อให้กับผู้คนรู้จักนำไปใช้ในการแก้ปัญหาและหาคำตอบกับสิ่งที่เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงในทุกวัน TK Park สนับสนุนการเรียนรู้ที่ไม่มีที่สิ้นสุด ยิ่งเรียนรู้เยอะยิ่งดี เราจึงพยายามสนับสนุนการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นเมกะเทรนด์ของโลก การที่เราเรียนรู้ด้วยตัวเอง

อยากรู้เรื่องใดก็ค้นคว้าหาความรู้ เพราะปัจจุบันแนวโน้มคนเราเริ่มรู้เส้นทางการเรียนรู้ที่เขาอยากจะเป็นเพิ่มมากขึ้น TK Park จึงนับเป็นพื้นที่ ที่เปิดโอกาสให้ผู้คนเข้าถึงการเรียนรู้ ซึ่งจะมีส่วนช่วยลดความเหลื่อมล้ำของสังคมได้อย่างแท้จริง” ผอ.กิตติรัตน์กล่าว

from:https://www.thumbsup.in.th/tk-park-provience?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=tk-park-provience

‘บางกอกแลนด์’ เปิด “เลอโนท ประเทศไทย” ชูจุดเด่น ทีมสอนส่งตรงจากฝรั่งเศส จูงใจผู้สนใจทำอาหารทั่วเอเซีย

บมจ.บางกอกแลนด์ เปิดตัวโรงเรียนสอนประกอบอาหาร เลอโนท ประเทศไทย แห่งแรกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สืบทอดชื่อเสียงและทักษะความเป็นเชฟมืออาชีพจาก เลอโนท ปารีส ประเทศฝรั่งเศส มอบประสบการณ์การเรียนทำอาหารจากเชฟมืออาชีพของฝรั่งเศส พร้อมหลักสูตร อาหารคาว ขนมอบ ขนมปังครบ หวังดึงผู้สนใจทำอาหารทั่วเอเซียแบบไม่ต้องบินไกล

คุณพอลล์ กาญจนพาสน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บางกอกแลนด์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ประเทศไทยถือเป็นศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยว ซึ่งอุตสาหกรรมไมซ์ อุตสาหกรรมอาหารถือเป็นหนึ่งในหัวใจหลักของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และสร้างรายได้อันดับต้นๆ ให้แก่ประเทศ แต่ละปีประเทศไทยมีร้านอาหารใหม่ๆ เปิดตัวขึ้นและนำเสนอรูปแบบและประเภทอาหารที่หลากหลาย ทั้ง Fine Dining สตรีทฟู้ด และมีร้านอาหารในไทยหลายร้านได้คว้ารางวัล ‘ดาวมิชลิน’ (MICHELIN Star) เพิ่มขึ้นในทุกๆ ปี

ซึ่งบริษัทมองว่า อุตสาหกรรมอาหารเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มการเติบโตต่อเนื่อง ขณะที่ประเทศไทยกลับมีโรงเรียนสอนประกอบอาหารจำนวนไม่มาก จึงได้ทำสัญญากับเลอโนท ปารีส ประเทศฝรั่งเศส เพื่อนำโรงเรียนสอนทำอาหารมีชื่อเสียงที่สุดในโลกจาก เลอโนท ปารีส ประเทศฝรั่งเศส มาเปิดให้บริการที่ประเทศไทย ภายใต้ชื่อ โรงเรียนสอนประกอบอาหาร เลอโนท ประเทศไทย (Lenôtre Culinary Arts School Thailand) ซึ่งถือเป็นแห่งแรกและแห่งเดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเลอโนท ปารีส ประเทศฝรั่งเศส

โดยบริษัทได้เริ่มก่อสร้างโรงเรียนสอนประกอบอาหาร เลอโนท ประเทศไทย ตั้งแต่ปลายปี 2564 บนพื้นที่ริมทะเลสาบเมืองทองธานี ด้วยงบลงทุน 800-1,000 ล้านบาทครอบคลุมการสร้างอาคารเรียนและวางระบบปฏิบัติการทั้งหมด

สำหรับโรงเรียนสอนประกอบอาหาร เลอโนท ประเทศไทย มุ่งมั่นจะถ่ายทอดทักษะการทำอาหารจากทีมเชฟผู้สอนมืออาชีพ มุ่งเน้นด้านคุณค่าความเป็นเลิศในการประกอบอาหาร สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้เรียนจากทุกภาคส่วนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้เป็นอย่างดี เพื่อถ่ายทอดให้นักเรียนทุกคนได้เรียนรู้ และมีประสบการณ์จากการลงมือทำจริงทุกขั้นตอน

“การเปิดตัว เลอโนท ประเทศไทย ถือเป็นโอกาสที่ดีที่ผู้สนใจด้านการทำอาหารชาวไทยและชาวเอเซีย จะได้มีโอกาสเรียนรู้วัฒนธรรมการทำอาหารตามแบบฉบับของฝรั่งเศส ที่ถูกถ่ายทอดโดยเชฟผู้มีประสบการณ์จากเลอโนท ปารีส ประเทศฝรั่งเศสโดยตรง ความโดดเด่นระหว่างหลักสูตรของ เลอโนท กับโรงเรียนสอนประกอบอาหารอื่นๆ คือ เลอโนท ไม่ได้มุ่งสอนให้ผู้เรียนเป็นสตาร์เชฟ แต่สอนทักษะการทำอาหารตามแบบฉบับของฝรั่งเศสที่เป็นเอกลักษณ์ เพื่อสร้างพื้นฐานที่ดีให้แก่นักเรียนของเลอโนททุกคน นำไปสู่การพัฒนาวงการอาหารต่อไป”

ทั้งนี้ โรงเรียนสอนประกอบอาหาร เลอโนท ประเทศไทย จัดหลักสูตรทำอาหารทั้งแบบหลักสูตรประกาศนียบัตรและหลักสูตรระยะสั้น เพื่อให้สอดรับกับทุกความต้องการของนักเรียนที่แตกต่างกัน ซึ่งการฝึกอบรมทั้งหมดนี้จะได้รับการถ่ายทอดจากทีมผู้สอนและเชฟมืออาชีพชาวฝรั่งเศสที่ได้รับการฝึกฝนและยึดมั่นในหลักการปฏิบัติจาก เลอโนท ปารีส

แบ่งออกเป็น 2 ระดับ 

ส่วนที่ 1.หลักสูตรประกาศนียบัตร แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่

  1. การประกอบอาหารคาว เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเป็นเชฟมืออาชีพ หรือต้องการเปลี่ยนอาชีพมาสู่การเป็นเชฟผู้เชี่ยวชาญในการผลิตและการจัดการอาหารประเภทอาหารคาวโดยเฉพาะ ใช้ระยะเวลาในการเรียนจำนวน 840 ชั่วโมง
  2. การทำขนมอบ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเป็นเชฟมืออาชีพในการผลิตขนมอบหรือการจัดการอาหารประเภทขนมอบโดยเฉพาะ ใช้ระยะเวลาในการเรียนจำนวน 840 ชั่วโมง
  3. การทำขนมปัง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเป็นเชฟมืออาชีพในการผลิตหรือการจัดการอาหารประเภทขนมปังโดยเฉพาะใช้ระยะเวลาในการเรียนจำนวน 520 ชั่วโมง

ส่วนที่ 2 หลักสูตรระยะสั้น เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่มีพื้นฐานในด้านการประกอบอาหารหรือขนมมาก่อน ไปจนถึงผู้เรียนระดับมืออาชีพที่ต้องการเสริมทักษะเพื่อนำไปใช้ต่อยอดธุรกิจ รวมทั้ง ยังมีการฝึกอบรมในหัวข้อพิเศษตามฤดูกาลและเทศกาลต่างๆ ที่ใช้ระยะเวลาในการเรียนจำนวน 4 ชั่วโมงขึ้นไป

“โรงเรียนสอนประกอบอาหาร เลอโนท ประเทศไทย จะช่วยตอบโจทย์ผู้สนใจทำอาหารในภูมิภาคเอเซีย โดยไม่ต้องบินไกลไปเรียนถึงยุโรป ค่าใช้จ่ายถูกกว่า ที่สำคัญรูปแบบการเรียน การสอนเป็นตามแนวทางที่เลอโนท ปารีส ประเทศฝรั่งเศสกำหนด ด้วยทีมสอนมืออาชีพจากประเทศฝรั่งเศส จึงมั่นใจได้ว่ามาเรียนที่ เลอโนท ประเทศไทย เสมือนได้บินไปเรียนที่ เลอโนท ปารีส ประเทศฝรั่งเศส เพราะการเรียนที่เลอโนทไม่ใช่เพียงการได้มาเข้าชั้นเรียน เพื่อได้สูตรทำอาหารคาวหวาน แต่เชื่อมั่นว่าการเรียนรู้ที่นี่ คือ ประสบการณ์การเรียนรู้ผ่านการฝึกฝน ทุ่มเท จากมืออาชีพที่ประเมินค่าไม่ได้”

นายพอลล์ กล่าวต่อว่า ในทุกๆ ปี บริษัทได้ลงทุนในธุรกิจอาหารของบริษัทในเครือ ไม่ต่ำกว่าปีละ 2,000 ล้านบาทในทุกส่วน ทั้งการขยายสาขา วิจัย พัฒนาเมนูอาหารใหม่ๆ รวมถึงการพัฒนาด้านบุคลากร เพื่อสร้างความแข็งแกร่งทุกมิติให้แก่ธุรกิจของ บมจ.บางกอกแลนด์ และยังคงมุ่งมั่นลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพราะเชื่อว่าธุรกิจอาหารจะเป็นธุรกิจที่มีการเติบโตที่ดีในอนาคต

โดยการเปิดโรงเรียนสอนประกอบอาหาร เลอโนท ประเทศไทย ถือเป็นจิ๊กซอว์สำคัญในการเพิ่มทักษะและการสร้างมาตรฐานที่ดีให้แก่บุคลากรของ บมจ.บางกอกแลนด์ และเป็นหมุดหมายแห่งใหม่ของผู้คน ที่จะหลั่งไหลเข้ามาเติมสีสันให้เมืองทองธานี นอกเหนือจากศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี ศูนย์การค้าคอสโมบาซาร์ และเอาท์เลตสแควร์ เมืองทอง

“เลอโนท ประเทศไทย เป็นสาขาแรกนอกประเทศฝรั่งเศส และสาขาแรกของภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ถือเป็นสาขาที่ 2 ของโลก ดังนั้น จึงถือเป็นส่วนสำคัญในการเติมความแข็งแกร่ง และตอกย้ำการเป็นศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยว อุตสาหกรรมไมซ์ของประเทศไทย และเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ช่วยผลักดันให้ประเทศไทยเดินหน้าสู่การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ คือ การท่องเที่ยวเชิงอุตสาหกรรมอาหาร (Food Tourism) ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยต่อไป”

เรื่องน่ารู้ของเลอโนท

  • เชฟกัสตง เลอโนท (Gaston Lenôtre) ก่อตั้งโรงเรียนสอนประกอบอาหาร เลอโนท ปารีส ฝรั่งเศส ขึ้นเมื่อปี 1971
    โรงเรียนสอนประกอบอาหารเลอโนท ประเทศไทย เริ่มก่อสร้างขึ้นช่วงปลายปี 2564 บนพื้นที่ริมทะเลสาบเมืองทองธานี ด้วยงบลงทุนประมาณ 800-1,000 ล้านบาท
  • วันที่ 18 มกราคม 2566 โรงเรียนสอนประกอบอาหาร เลอโนท ประเทศไทย เปิดตัวขึ้นอย่างเป็นทางการ เป็นโรงเรียนแห่งแรกและแห่งเดียวในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ถือเป็นโรงเรียนสอนประกอบอาหาร เลอโนท สาขาที่ 2 ของโลก
  • พื้นที่ทั้งหมด 4,000 ตร.ม. ความสูง 3 ชั้น คือ ชั้น 1 ประกอบด้วย ห้องสมุด โปร่งรับแสงธรรมชาติ บรรยากาศส่วนตัว รวบรวมตำราคู่มือการทำ
  • อาหารที่หลากหลายไว้โดยเฉพาะ ร้านค้าขายอุปกรณ์สำหรับนักเรียน สวนผักออร์แกนิก ชั้น 2 ประกอบด้วย ห้องเรียน 7 ห้อง และชั้น 3 ประกอบด้วย หอประชุมขนาดใหญ่ 1 ห้อง ห้องอาหารวิวทะเลสาบ ในบรรยากาศผ่อนคลาย
  • พื้นที่จอดรถกว้างขวางรองรับได้มากกว่า 100 คัน
  • อุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ทันสมัยและครบครัน เช่น อาคารเรียนใหม่ดีไซน์ทันสมัย สไตล์มินิมอล พร้อมรับแสงธรรมชาติ ด้านในตกแต่งเฟอร์นิเจอร์ครบครัน บรรยากาศเงียบสงบ รายล้อมไปด้วยพื้นที่สีเขียวโดยรอบ อุปกรณ์และเครื่องครัวได้มาตรฐานสากล เป็นต้น

หลักสูตรประกาศนียบัตร เป็น 3 ประเภท คือ

  • การประกอบอาหารคาว เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเป็นเชฟมืออาชีพ ระยะเวลาเรียนจำนวน 840 ชั่วโมง 2
  • การทำขนมอบ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเป็นเชฟมืออาชีพในการผลิตขนมอบ ระยะเวลาเรียนจำนวน 840 ชั่วโมง
  • การทำขนมปัง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเป็นเชฟมืออาชีพในการผลิต ระยะเวลาเรียนจำนวน 520 ชั่วโมง

หลักสูตรระยะสั้น เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่มีพื้นฐานในด้านการประกอบอาหารหรือขนมมาก่อน ไปจนถึงผู้เรียนระดับมืออาชีพที่ต้องการเสริมทักษะเพื่อนำไปใช้ต่อยอดธุรกิจ

หลักสูตรฝึกอบรมในหัวข้อพิเศษตามฤดูกาลและเทศกาลต่างๆ ที่ใช้ระยะเวลาในการเรียนจำนวน 4 ชั่วโมงขึ้นไป

 

from:https://www.thumbsup.in.th/bangkokland-open-lenote?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=bangkokland-open-lenote