คลังเก็บหมวดหมู่: THUMBSUP

เงินบาทอ่อนค่าทะลุ 38 บาทต่อดอลลาร์ ครั้งแรกในรอบ 16 ปี

เงินบาทยังคงเผชิญแรงกดดันจากการแข็งค่าของดอลลาร์อย่างต่อเนื่อง หลังจาก FED ประกาศกร้าวจะขึ้นดอกเบี้ยจนกว่าจะควบคุมอัตราเงินเฟ้อสำเร็จ ล่าสุดคืนวันที่ 27 ก.ย. เงินบาทอ่อนค่าแตะระดับ 38 บาทต่อดอลลาร์ ครั้งแรกนับในรอบ 16 ปี 2 เดือน

อย่างไรก็ตามในฝั่งของเงินบาทนั้น นักลงทุนจับตาดูผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) ของธนาคารแห่งประเทศไทยในวันนี้ (28 ก.ย.) ซึ่งส่วนใหญ่ประเมินว่า กนง. จะยังปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอย่างค่อยเป็นค่อยไปในระดับ 0.25% สู่ระดับ 1% เพื่อลดช่องว่างของอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ และไทย

โดยในช่วง 3 วันทำการที่ผ่านมา เริ่มเห็นนักลงทุนต่างชาติเป็นผู้ขายสุทธิทั้งในตลาดหุ้นและตลาดบอนด์ 14,752 ล้านบาท แบ่งเป็น การขายสุทธิในตลาดหุ้น 6,181 ล้านบาท และ ขายสุทธิในตลาดบอนด์ 8,571 ล้านบาท

โดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ในการประชุมกนง. ที่จะถึงนี้ คาดว่ากนง. จะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.25% มาอยู่ที่ระดับ 1% ท่ามกลางแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูงและค่าเงินบาทที่อ่อนค่าอย่างต่อเนื่อง 

อย่างไรก็ดี กนง. คงจะยังทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามที่ได้ส่งสัญญาณไว้ก่อนหน้า ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยที่กำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัวและยังคงเปราะบางจากหนี้ในภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง โดย กนง. คงหลีกเลี่ยงที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายแรงเนื่องจากจะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ 

ขณะที่ กนง. คงมีมุมมองว่าการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งของภาคการท่องเที่ยวในช่วงที่เหลือของปีนี้จะช่วยพยุงให้ค่าเงินพลิกกลับมาแข็งค่าได้บ้าง อีกทั้ง กนง. ยังคงมีมุมมองว่าเสถียรภาพด้านอัตราแลกเปลี่ยนคงเป็นประเด็นระยะสั้น และยังพอมีเวลาที่จะติดตามสถานการณ์และเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินได้ในระยะข้างหน้า

ทั้งนี้ ในการประชุมที่จะมีขึ้นวันที่ 28 ก.ย.นี้ หาก  กนง. มีมติปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.25% ตามคาด อาจมีแรงกดดันให้ค่าเงินบาทยังมีแนวโน้มที่จะอ่อนค่าอย่างต่อเนื่อง 

อย่างไรก็ดี คงต้องติดตามตัวเลขเงินเฟ้อและเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งจะส่งผลต่อแนวโน้มการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดและค่าเงินดอลลาร์ฯ รวมถึงดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยที่จะส่งผลต่อแนวโน้มค่าเงินบาทในระยะข้างหน้า

 

ที่มา

กรุงเทพธุรกิจ

from:https://www.thumbsup.in.th/38-baht-depreciation?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=38-baht-depreciation

ทำความเข้าใจลูกค้าทุก Generation พฤติกรรมและความท้าทายที่แตกต่างกัน

“ลูกค้า” คือหัวใจสำคัญของการทำธุรกิจ การทำความเข้าใจลูกค้าจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะการจที่สินค้าและบริการสามารถตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายในแต่ละช่วงวัยได้ ต้องมีความเข้าใจความคิด ทัศนคติ พฤติกรรม ซึ่งแตกต่างกันออกไป

Thumbsup ขอนำเสนอข้อมูลจาก Creative Thailand เรื่องลักษณะ/ทัศนคติ และการเลือกสินค้าและบริการของลูกค้าในแต่ละ Generation ตั้งแต่ Baby Boomer, Gen X, Gen Y/Millennial, Gen Z และ Gen Alpha เพื่อนำมาปรับใช้กับธุรกิจ แคมเปญ การตลาดให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

Baby Boomer เกิดระหว่างปี 1946-1964

“ช่วงวัยที่มีทั้งเงินและเวลา”

  • 13% เลื่อนแผนการเกษียณอายุ
  • ท่องโลกโซเชียลมีเดียมากขึ้น เพื่อลดความโดดเดี่ยว
  • ชื่นชอบการแชร์ข้อมูลเรื่องสุขภาวะ การกิน และแฟชั่นไปยังครอบครัวและเพื่อนๆ

การเลือกซื้อสินค้าและบริการ

  • เริ่มเปลี่ยนความคิดกับการซื้อสินค้าออนไลน์ เนื่องจากสะดวกในทุกขั้นตอน
  • ลงทุนกับโฮมออฟฟิศและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกในบ้านมากขึ้น
  • การท่องเที่ยวและทานอาหารนอกบ้านลดลงมากกว่าเจนอื่น

Gen X เกิดระหว่างปี 1965-1980

“ช่วงวัยที่มีอำนาจตัดสินใจซื้อในครอบครัว”

  • กลุ่มคนที่ควบคุมค่าใช้จ่ายภายในครอบครัว
  • รับผิดชอบดูแลพ่อแม่สูงอายุ และลูกเจนซีที่เพิ่งเริ่มทำงาน

การเลือกซื้อสินค้าและบริการ

  • กลุ่มคนที่จงรักภักดีต่อแบรนด์สินค้า และมักเป็นสมาชิกระดับพรีเมียม
  • กลุ่มลูกค้าหลักของแบรนด์อาหารเสริม สกินแคร์ และเครื่องสำอาง
  • ค้นหาข้อมูลสินค้าจาก YouTube ตัดสินใจซื้อผ่านโฆษณาใน Facebook

Gen Y (Millennials)  เกิดระหว่างปี 1981-1996

“ช่วงวัยที่ชอบขับเคลื่อนสังคม และบริโภคตามกระแส”

  • เจนนักสู้ ปรับตัวเก่ง สร้างสรรค์ และชอบขับเคลื่อนสังคม
  • ให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตและคุณภาพชีวิต มองหาสมดุลชีวิตและการทำงาน

การเลือกซื้อสินค้าและบริการ

  • ธุรกิจบ้านและที่อยู่อาศัยเป็นตัวเลือกการลงทุนแรกๆ
  • เลือกเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ภายในบ้านที่สะท้อนตัวตนและแนวคิด
  • ใช้วันหยุดไปกับกิจกรรมกลางแจ้ง คาเฟ่ ดำน้ำ โชว์ไลฟ์สไตล์หรูหราผ่านโซเชียลมีเดีย
  • ชอบอัปเดตเทรนด์ใหม่ ผลักดันธุรกิจร้านกาแฟ ชานมไข่มุก และเครื่องดื่มอื่นๆ

Gen Z เกิดระหว่างปี 1997-2012

“ช่วงวัยที่เท่าทันสื่อ ทำธุรกิจออนไลน์มีรายได้สูงตั้งแต่อายุน้อย”

  • กลุ่มคนที่มีช่องทางเสพสื่อและหาข้อมูลได้มากกว่าเจนอื่นในช่วงอายุเดียวกัน
  • นิยมทำช่อง YouTube ชอบดูสตรีมมิ่งเกมและไลฟ์ขายสินค้า
  • การเท่าทันเทคโนโลยีทำให้มีรายได้จากการทำธุรกิจออนไลน์ได้สูงตั้งแต่อายุน้อย

การเลือกซื้อสินค้าและบริการ

  • สินค้าประเภทอาหาร ขนม และเครื่องดื่ม รวมถึงเทคโนโลยีมักถูกรีวิวโดย Gen Z
  • พร้อมคว่ำบาตรแบรนด์ที่ไม่จัดการเรื่องสิ่งแวดล้อมและรับผิดชอบสังคม

Alpha เกิดระหว่างปี 2010-2024

“ช่วงวัยที่มีเทคโนโลยีเพียบพร้อม ใช้แอปฯ ในการสั่งซื้อสินค้าในชีวิตประจำวัน”

  • เติบโตมาพร้อมกับหน้าจอทัชสกรีน ยูทูบ และแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งสำหรับเด็ก
  • พึ่งพาแอปฯ และเทคโนโลยีในการจัดการความกังวล ควบคุมสมาธิและพัฒนาสมอง
  • เติบโตมาพร้อมกับหน้าที่ที่เกินวัย
  •  “Alphluence” ชิงพื้นที่สื่อโซเชียลได้รวดเร็ว มีศักยภาพในการดึงสปอนเซอร์ได้ง่าย

การเลือกซื้อสินค้าและบริการ

  • มีส่วนสำคัญในการตัดสินใจของครอบครัว รายจ่าย 50% ถูกใช้ไปกับอาหาร ของใช้ และความบันเทิง
  • บริการเดลิเวอรี่อาหารเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน

 

ที่มา

Creative Thailand

from:https://www.thumbsup.in.th/generation-of-customer?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=generation-of-customer

คินดริล เปิดตัว “Kyndryl Bridge” แพลตฟอร์มจัดการข้อมูลใหม่ล่าสุด พร้อมเร่งธุรกิจให้เติบโตแบบไร้ขีดจำกัด

คินดริล หรือ Kyndryl ผู้ให้บริการระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประกาศเปิดตัวแพลตฟอร์มบูรณาการแบบเปิดใหม่ล่าสุด “Kyndryl Bridge” ที่จะมาเป็นผู้ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลในระบบไอทีอันซับซ้อนแบบเรียลไทม์ ให้ธุรกิจลูกค้าสามารถควบคุมการดำเนินงานให้เป็นไปตามพันธกิจหลักขององค์กรได้ดั่งใจ

จุดแข็งของ Kyndryl Bridge คือ การผนึกกำลังของเทคโนโลยีหลักของคินดริลเข้ากับความเชี่ยวชาญด้าน การจัดการ IP และข้อมูลปฏิบัติการหลากหลายรูปแบบตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษ จนสามารถวิเคราะห์ออกมาเป็นข้อมูลเชิงลึกอันทรงประสิทธิภาพที่จะช่วยยกระดับการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยเอไอ และเร่งให้ธุรกิจพัฒนาการดำเนินงานไปสู่เป้าหมายได้รวดเร็วยิ่งขึ้น คุณสมบัติดังกล่าวจะเข้ามาเชื่อมต่อธุรกิจดิจิทัลกับเทคโนโลยีที่ใช้ในการขับเคลื่อนธุรกิจนั้น ๆ จนเกิดเป็นการดำเนินงานแบบไร้รอยต่อ นอกจากนี้ Kyndryl Bridge ได้รับการออกแบบมาให้ตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้าทุกประเภท Kyndryl Bridge

จึงเป็นแพลตฟอร์มที่สามารถทำงานร่วมกับข้อมูลในระบบของแต่ละหน่วยงานได้โดยไม่จำเป็นต้องมาจากที่เดียวกัน ทำให้ธุรกิจสามารถทำกำไรสูงสุดจากอุปกรณ์หรือเครื่องมือที่ใช้งานอยู่โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนอุปกรณ์ใด ๆ

“การจัดการกับเรื่องซับซ้อนเป็นสิ่งที่คินดริลถนัดที่สุดและก็เป็นสิ่งที่ลูกค้าต้องการมากที่สุดเช่นกันKyndryl Bridge จะเข้ามาเป็นแพลตฟอร์มช่วยบริหารจัดการธุรกิจของลูกค้าองค์กร โดยมี Kyndrylเข้ามาปูทางการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลให้เป็นไปอย่างราบรื่น”

มาร์ติน สโครเตอร์ ประธานและกรรมการผู้จัดการแห่งคินดริล กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า “คินดริล เชื่อมั่นในการส่งมอบบริการด้านไอทีที่ต่างไปจากเดิม โดย Kyndryl Bridge ถือเป็นหัวใจสำคัญของพันธกิจเชิงยุทธศาสตร์ในระยะยาวของเราที่จะช่วยให้ระบบนิเวศน์ของพันธมิตรทางธุรกิจของเราเติบโตยิ่งขึ้น เราจึงใช้เครื่องมือและไอพีเพื่อสร้างระบบส่งมอบการให้บริการที่ล้ำสมัยและทรงพลัง รวมถึงใช้ทักษะความรู้เพื่อดูแลลูกค้าของเราให้ดีที่สุดด้วยความใส่ใจ”

ผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูงมากกว่า 60% เห็นตรงกันว่า ความพยายามปรับตัวให้ทันสมัยเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้ธุรกิจเติบโตได้ในปี 2022 จึงไม่แปลกที่การปรับตัวทางดิจิทัลได้กลายเป็นวาระสำคัญอันดับต้น ๆ ของธุรกิจทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ความซับซ้อนทางเทคโนโลยีและธุรกิจ รวมถึงการขลาดแคลนทักษะจำเป็นด้านไอที ได้กลายเป็นปัจจัยที่ทำให้องค์กรต่าง ๆเคลื่อนไปข้างหน้าได้ช้าลง คินดริล จึงพยายามเร่งให้กลุ่มลูกค้าธุรกิจดิจิทัลก้าวผ่านอุปสรรคดังกล่าวด้วยการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อส่งมอบโซลูชันผ่านการให้บริการแพลตฟอร์มต่าง ๆ

ผู้นำขององค์กรไอทีทุกวันนี้มีหน้าที่รับผิดชอบการบริหารจัดการระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีความซับซ้อนมากขึ้น จึงจำเป็นต้องดูแลทรัพยากรเหล่านั้นอย่างทั่วถึงด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการทำให้เกิดการทำงานร่วมกับข้อมูลในระบบของแต่ละหน่วยงานได้ รวมถึงใช้เอไอในการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อนำมาป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาระบบล่ม” เดวิด แทปเปอร์ รองประธานด้านโปรแกรม ฝ่ายจัดจ้างภายนอกและบริการคลาวด์

บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล ดาต้า คอร์ปอเรชั่น (IDC) กล่าวว่า“Kendryl Bridge สามารถเชื่อมต่อทรัพยากรล้ำค่าของธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือ ขั้นตอนการปฏิบัติงาน และการประมวลผลเข้าด้วยกัน พร้อมทั้งส่งมอบข้อมูลวิเคราะห์เชิงลึกและคำแนะนำที่นำไปปฏิบัติจริงได้แบบเรียลไทม์ ซึ่งถือเป็นคุณสมบัติอันทรงพลังของธุรกิจทั่วโลก”

ลดการบริหารจัดการที่ซับซ้อนขององค์กร

Kyndryl Bridge บูรณาการและเชื่อมต่อการบริหารจัดการที่ซับซ้อนเข้ากับเครื่องมือประมวลผลที่องค์กรทั่วโลกต่างให้ความไว้วางใจ แพลตฟอร์มของคินดริลจึงสามารถช่วยองค์กรต่าง ๆ ลดจำนวนปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในหนึ่งเซิฟเวอร์ ได้ถึง 74% โดยเฉลี่ยต่อเดือน

“เมื่อมี Kyndryl Bridge เป็นผู้ช่วย ผู้นำองค์กรจะสามารถสนับสนุนและสร้างกลยุทธ์ทางธุรกิจดิจิทัลหรืองานที่สร้างมูลค่ามากกว่าได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกังวลกับการจัดการระบบไอที” แอนโทนี ชาโกรี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีแห่งคินดริล กล่าวว่า “แพลตฟอร์มของเราจะทำให้ธุรกิจเข้าถึงและควบคุมเครื่องมือหลักต่าง ๆ ได้ดียิ่งกว่าเดิม อีกทั้งคินดริลก็มีความเชี่ยวชาญด้านคลาวด์ ดาต้าและเอไอ ระบบรักษาความปลอดภัยและการฟื้นฟู การพัฒนาเมนเฟรมให้ทันสมัย รวมถึงแง่มุมสำคัญอื่น ๆ เกี่ยวข้องกับระบบไอที”

Kyndryl Bridge ซึ่งได้รับการออกแบบมาให้ปรับตั้งค่าและกำหนดคุณสมบัติได้ จึงสามารถพัฒนาให้ใช้ร่วมกับโซลูชันพร้อมใช้ในระดับอุตสาหกรรมจากคินดริลและระบบนิเวศน์ของพันธมิตรที่กำลังเติบโตได้ เครื่องมือจัดการอันชาญฉลาดซึ่งมีเอไอและระบบอัตโนมัติมาสนับสนุน จะช่วยธุรกิจวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกแบบเรียลไทม์เพื่อป้องกันไม่ให้ระบบล่ม และยังช่วยคาดการณ์ความต้องการและค่าใช้จ่ายในอนาคตได้แม่นยำกว่าเดิม

“ขณะที่ลูกค้าจำนวนมากกำลังเร่งเปลี่ยนผ่านธุรกิจสู่ดิจิทัล แพลตฟอร์มบูรณาการใหม่ของคินดริลก็จะเข้ามาช่วยให้ข้อมูลเชิงลึก โซลูชันระบบอัตโนมัติ รวมถึงการส่งมอบบริการจากผู้เชี่ยวชาญ” นิกโฮลเดน รองประธานบริษัท ซิสโก โกลบอล สแตรตีจิก พาร์ตเนอร์ และผู้ค้าร่วม ยังกล่าวเพิ่มอีกว่า“Kyndryl Bridge ถือเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้คินดริลและซิสโกสร้างผลดำเนินงานทางธุรกิจที่น่าพอใจตามที่ลูกค้าของเราต้องการ”

สำหรับกลุ่มลูกค้าธุรกิจ แพลตฟอร์มนี้จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถของมัลติ-คลาวด์แบบเนทีฟและส่งมอบพื้นที่ปฏิบัติงานในรูปแบบของการบริการ (as-a-service หรือ aaS) โดย Kyndryl Bridge ได้รับการออกแบบมาให้เป็นจุดศูนย์กลางเชิงกลยุทธ์ทางดิจิทัล ซึ่งจะขยายตัวและเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ เกิดเป็นการเชื่อมต่อเทคโนโลยีล้ำสมัยของคินดริลกับเครื่องมือระดับผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมดิจิทัลและผู้ริเริ่มนวัตกรรมล้ำสมัยในทุกภาคส่วนของระบบเศรษฐกิจทั่วโลก

from:https://www.thumbsup.in.th/kyndryl-bridge-data-management-platform?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=kyndryl-bridge-data-management-platform

เซ็นทรัล รีเทล เปิดตัว Tops CLUB ขนทัพสินค้านำเข้าจากทั่วโลก

เซ็นทรัล รีเทล เปิดตัว ท็อปส์ คลับ (Tops CLUB) เมมเบอร์ชิปสโตร์ 15,000 ตารางเมตร ขนทัพสินค้าแบรนด์ดังนำเข้า 3,500 รายการ สร้างประสบการณ์ช็อปปิ้งสาขาแรกบริเวณด้านหลังศูนย์การค้าเซ็นทรัลพระราม 2 

โดยลูกค้าที่สมัครเป็นสมาชิกจะสามารถซื้อสินค้านำเข้าแบรนด์ดังจากทั่วโลก กว่า 3,500 รายการ ทั้งหมวด อาหารสด อาหารแห้ง ขนม-เบเกอรี่ สินค้าเครื่องครัว ของใช้ภายในบ้าน เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์กลางแจ้ง ของเล่นสำหรับเด็ก อุปกรณ์กีฬา อุปกรณ์สำหรับสัตว์เลี้ยง เครื่องดื่ม และไวน์จากต่างประเทศ

แบ่งออกเป็น 3 โซน ตามประเภทสินค้า พร้อมจุดชิมสินค้า 40 จุดทั่วร้าน แนะนำโดยพนักงานผู้เชี่ยวชาญ

  1. Kid’s Paradise ของเล่นเด็ก ตุ๊กตาหมีสูงกว่า 3 เมตร แพยางยูนิคอร์น-ฟลามิงโก้ไซซ์ยักษ์ เก้าอี้เกมมิ่งดีไซน์สุดคิวต์ ที่สามารถทดลองเล่นเกมก่อนตัดสินใจเลือกซื้อ สินค้าอุปกรณ์กลางแจ้งทั้งเต็นท์ เก้าอี้สนาม ชุดเตา-อุปกรณ์ย่างบาร์บีคิว จากแบรนด์สินค้าชื่อดังจากจากต่างประเทศ ได้แก่ Ozark Trail, Expert Grill, Lifetime เครื่องครัว Mainstays แบรนด์จากอเมริกา สินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยง ของใช้ภายในบ้าน อุปกรณ์รถยนต์ รวมถึงยังมีอุปกรณ์กีฬา เครื่องใช้ไฟฟ้าจากแบรนด์ชั้นนำ
  2. อาหารที่เป็นห้องเย็นขนาดใหญ่ ให้เดินเข้าไปเลือกซื้อสินค้านำเข้าทั้งผัก-ผลไม้สด ช็อกโกแลต มีตู้ Chilled และ Frozen สินค้าแปลกใหม่ อาทิ KILLINCHY GOLD ไอศกรีมแบรนด์ชื่อดังจากนิวซีแลนด์ มีตบอล เนื้อบดเกรดนำเข้า ถั่วรวมหลากชนิด พิสตาชิโอ รวมถึงสินค้ากลุ่มขนม ทั้งมันฝรั่งทอดกรอบรสชาติแปลกใหม่  แคปหมูปรุงรส ผัก ผลไม้อบกรอบ จากออสเตรเลีย เครื่องดื่ม ชา-กาแฟ เครื่องปรุง ทั้งจากยุโรป อเมริกา และเอเชีย อีกทั้งยังมีโซนคอฟฟี่บาร์ ให้บริการจัดชิมชาและกาแฟ
  3. สินค้ากลุ่มอาหารสด เนื้อสัตว์ อาหารทะเล ที่นำเข้ามาจากยุโรปและอเมริกา ทั้งเนื้อวัว เนื้อแกะ แซลมอน หอยนางรม หอยเชลล์ ล็อบสเตอร์ โซนสินค้าเครื่องดื่ม และไวน์ รวมถึงโซน Cooking Show ที่มีทีมเชฟชื่อดังมาปรุงอาหาร พร้อมแนะนำเครื่องดื่มทานคู่กับอาหารชนิดต่าง ๆ 

ทั้งนี้ ยังมีสินค้าใหม่ ๆ ตลอดจนสินค้าตามเทศกาล เช่น คริสต์มาส ปีใหม่ ฯลฯ เข้ามาหมุนเวียนทุกสัปดาห์เพื่อสร้างประสบการณ์ช็อปปิ้งที่แตกต่างและตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ พร้อมเปิดให้บริการเต็มรูปแบบ 28 กันยายน 2565

นายสเตฟาน คูม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มฟู้ด เซ็นทรัล รีเทล เปิดเผยว่า เซ็นทรัล ฟู้ดรีเทลมุ่งพัฒนาค้าปลีกโมเดลใหม่ ๆ ซึ่งจะทำให้แบรนด์ Tops เป็นฟู้ดเดสติเนชั่นของไทย โดยใช้เวลากว่า 2 ปี ในการเปิดตัวโปรเจ็กต์ Tops CLUB ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยหลังจากทดลองเปิด pop-up store ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ลูกค้าให้การตอบรับเป็นอย่างดี สมัครสมาชิกแล้วกว่า 12,000 ราย เชื่อมั่นว่าจะสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้าได้ 

พร้อมกันนี้ยังเพิ่มช่องทางให้เข้าถึง Tops CLUB ได้ง่ายขึ้น โดยสามารถสั่งซื้อสินค้าบนแอปพลิเคชั่น Tops CLUB ในรูปแบบออมนิแชนเนล และสามารถสะสมคะแนน The 1 โดยมีรูปแบบสมาชิก 2 แบบ ได้แก่ สมาชิกทั่วไป (Basic Member) สมัครฟรี โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และสมาชิกระดับพรีเมี่ยม (Premium Member) ค่าสมาชิกพิเศษเพียง 799 บาทต่อปี ตั้งแต่วันนี้-31 ตุลาคม 2565 จากปกติ 999 บาทต่อปี พร้อมรับสิทธิรับส่วนลด 5% ตามด้วยบริการส่งสินค้าฟรี ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ไม่มีขั้นต่ำ เมื่อซื้อสินค้าออนไลน์ผ่าน Tops CLUB  ถึง 31 ธันวาคม 2566

from:https://www.thumbsup.in.th/central-tops-club?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=central-tops-club

LINE MAN Wongnai ขึ้นแท่นสตาร์ตอัพที่ใหญ่ที่สุดในไทย หลังระดมทุนซีรีส์บี 265 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

LINE MAN Wongnai ประกาศระดมทุนรอบซีรีส์บี มูลค่า 265 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (9,700 ล้านบาท) นำโดย GIC กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของสิงคโปร์ และบริษัท LINE Corporation ในการระดมทุนรอบนี้ยังมี BRV Capital Management, บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR), Bualuang Ventures และ Taiwan Mobile ร่วมลงทุนด้วย

การระดมทุนครั้งนี้ทำให้บริษัทมีมูลค่าหลังระดมทุนมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (3.7 หมื่นล้านบาท) ขึ้นเป็นเทคสตาร์ตอัพที่ใหญ่ที่สุดของไทยเมื่อวัดจากมูลค่าบริษัท

เงินที่ได้จากการระดมทุนจะนำมาเสริมความแข็งแกร่งในธุรกิจส่งอาหาร ขยายไปสู่บริการใหม่ ๆ ขยายทีมงานด้านเทคโนโลยี และยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี บริษัทตั้งเป้าเพิ่มจำนวนพนักงานฝ่ายเทคโนโลยีให้มากกว่า 450 คนภายในสิ้นปี 65

LINE MAN Wongnai ก่อตั้งในปี 63 จากการควบรวมระหว่างแพลตฟอร์มออนดีมานด์ LINE MAN และแพลตฟอร์มรีวิวร้านอาหาร Wongnai โดยมีเป้าหมายเป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซด้านบริการ (E-commerce Platform for Services) ที่มีนวัตกรรมมากที่สุด

ปัจจุบัน LINE MAN Wongnai มีธุรกิจในเครือ 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

  • กลุ่มบริการออนดีมานด์ – บริการภายใต้แบรนด์ LINE MAN ครอบคลุมการส่งอาหาร สินค้า เมสเซนเจอร์ และแท็กซี่ โดยธุรกิจส่งอาหารมีอัตราการเติบโตของจำนวนออร์เดอร์ต่อเดือนมากกว่า 15 เท่าระหว่างมกราคมปี 63 ถึงสิงหาคมปี 65 ถือเป็นบริการส่งอาหารที่เติบโตเร็วที่สุดในไทย ปัจจุบัน LINE MAN ให้บริการครอบคลุมพื้นที่ 77 จังหวัดทั่วไทย และมีร้านอาหารบนแพลตฟอร์มกว่า 700,000 ร้าน ซึ่งมากที่สุดในท้องตลาด
  • กลุ่มโซลูชันสำหรับร้านค้าและร้านอาหาร – Wongnai มีฐานข้อมูลร้านค้าและร้านอาหารมากกว่า 1 ล้านร้านทั่วไทย นำมาให้บริการค้นหาข้อมูลร้านอาหารและรีวิวจากผู้ใช้งานจริง รวมทั้งมี Wongnai POS ระบบจัดการร้านอาหารและการขายผ่านเดลิเวอรี ถือเป็นผู้นำตลาด POS สำหรับร้านอาหาร และมีผู้ประกอบการร้านอาหารใช้งานมากกว่า 50,000 ร้าน
  • กลุ่มธุรกิจเสริมมูลค่า – ด้วยฐานผู้ใช้งานเดลิเวอรีที่มีทั้งผู้ใช้ ผู้ขับขี่ และร้านอาหารจำนวนมาก นำมาสู่ธุรกิจใหม่ที่ช่วยเพิ่มมูลค่าแก่ทุกภาคส่วนในอีโคซิสเต็ม โดยมีทั้งธุรกิจโฆษณาสำหรับร้านอาหาร และธุรกิจบริการทางการเงิน

คุณยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai กล่าวว่า

“ความสำเร็จของการระดมทุนครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของ LINE MAN Wongnai ต้องขอขอบคุณ GIC, LINE และนักลงทุนรายอื่นๆ ที่ให้โอกาสพวกเราสร้างการเปลี่ยนแปลงสำคัญ และขึ้นเป็น National Champion ในอุตสาหกรรมส่งอาหารของประเทศไทย อาหารถือเป็นรากเหง้าของเรามาตั้งแต่เมื่อร่วมก่อตั้ง Wongnai และตอนนี้พวกเราบรรลุความฝันในการเชื่อมต่อลูกค้าหลายล้านคนกับร้านอาหารจำนวนมาก เรายังภูมิใจที่สามารถสร้างงานให้กับไรเดอร์มากกว่า 1 แสนตำแหน่งทั่วประเทศ โดยไรเดอร์จำนวนมากมีรายได้มากกว่าค่าแรงขั้นต่ำ 2 เท่า เรามุ่งมั่นที่จะผลักดันประเทศไทยไปข้างหน้า ด้วยการพัฒนาบริการที่ยอดเยี่ยมสำหรับคนไทย เพื่อให้คนไทยมีชีวิตที่ดีขึ้น”

คุณอึนจอง ลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ไลน์ พลัส คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “LINE MAN ถือเป็นหนึ่งในบริการที่ประสบความสำเร็จที่สุด แสดงให้เห็นว่า LINE สามารถสร้างบริการที่เหมาะกับความต้องการของผู้ใช้ในแต่ละประเทศได้ การระดมทุนรอบนี้จะช่วยให้ LINE MAN Wongnai มีพื้นฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการเติบโตในอนาคตเพื่อเป้าหมายในการสร้างชีวิตที่ดีกว่าและสะดวกกว่าให้กับผู้ใช้ชาวไทย”

from:https://www.thumbsup.in.th/line-man-wongnai-biggest-start-up?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=line-man-wongnai-biggest-start-up

TikTok เปิดให้ใช้งานปุ่ม Unlike ความคิดเห็นแล้ว เพื่อตรวจจับพฤติกรรมในเชิงลบ

หลังจากทดสอบระบบมานานกว่า 6 เดือน ล่าสุด TikTok ประกาศใช้งานปุ่ม Unlike เพื่อให้ผู้ใช้งานลดการมองเห็นความคิดเห็นที่ไม่เหมาะสมได้ด้วยตัวเอง

หากทุกคนเข้าไปในแอปฯ TikTok ในช่องความคิดเห็นเราจะเจอ ‘นิ้วโป้งคว่ำ’ ด้านขวาสุด ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายและรวดเร็วในการช่วยให้แพลตฟอร์มระบุพฤติกรรมหรือความคิดเห็นในเชิงลบ

TikTok ระบุไว้เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาว่า “เราได้เริ่มทดสอบวิธีที่จะให้บุคคลระบุความคิดเห็นที่พวกเขาเชื่อว่าไม่เกี่ยวข้องหรือไม่เหมาะสม วิธีนี้จะช่วยเพิ่มความเกี่ยวข้องและการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง เพื่อหลีกเลี่ยงการสร้างความรู้สึกไม่ดีระหว่างสมาชิกในชุมชนหรือทําให้ผู้ใช้อื่นเสื่อมเสีย ชื่อเสียง”

อย่างไรก็ตามฟีเจอร์นี้ได้เตรียมพร้อมสำหรับการ “Brigading” หรือรวมตัวโจมตีผู้คนหรือความคิดเห็นทางการเมืองที่ขัดแย้งกัน เนื่องจากทุกคนควรมีสิทธิในการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ฟีเจอร์นี้จะเป็นตัวกลั่นกรองของแพลตฟอร์ม จากนั้นจะมีการพิจารณาให้เป็นความคิดเห็นที่เหมาะสมอีกครั้งหนึ่ง

การเตรียมพร้อมดังกล่าวจะช่วยสร้างการมีส่วนร่วมและชุมชนในทางที่ดีขึ้น รวมถึงช่วยปรับปรุงอัลกอริทึมตรวจจับพฤติกรรมในเชิงลบได้อย่างมีประสิทธิภาพในอนาคตอีกด้วย

ที่มา

socialmediatoday

from:https://www.thumbsup.in.th/tiktok-roll-out-unlike?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=tiktok-roll-out-unlike

ทำความเข้าใจ 5 ฟีเจอร์ใหม่ของ YouTube ที่ใช้เพิ่ม Engagement

ล่าสุด YouTube Shorts มีผู้ใช้สูงสุด 1.5 พันล้านรายต่อเดือนในเวลาเพียงสองปี ด้วย 51% ของผู้บริโภคที่คาดการณ์ว่า YouTube จะเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่พวกเขาใช้มากที่สุดในปีนี้ ซึ่งความนิยมสูงยังหมายถึงการแข่งขันที่สูงอีกด้วย และฟีเจอร์ใหม่ของ YouTube จะเป็นประโยชน์ต่อนักการตลาดและครีเอเตอรมากยิ่งขึ้น 

1. คุณสมบัติการค้นหาของ YouTube

ค้นหาคอมเม้นท์

การตอบกลับความคิดเห็นเป็นส่วนสำคัญของการจัดการชุมชน โดย YouTube พัฒนาเครื่องมือกที่ช่วยในการค้นหาความคิดเห็นที่คุณยังไม่ได้ตอบกลับ ระบุผู้แสดงความคิดเห็นที่มีผู้ติกตามมากที่สุด และใช้คำถามที่พบบ่อยเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับเนื้อหาใหม่ของคุณต่อไป

ค้นหาแฮชแท็ก

เช่นเดียวกับ Twitter แฮชแท็กจะสามารถค้นหาได้บน YouTube นี่เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสำหรับการวิจัยคู่แข่ง เพื่อระบุแฮชแท็กที่คุณควรใช้

2. คุณสมบัติ YouTube Live

37% ของผู้บริโภคกล่าวว่าวิดีโอสดเป็นเนื้อหาที่พวกเขามีส่วนร่วมมากที่สุด นี่จึงเป็นสิ่งที่มีค่าสำหรับกลยุทธ์การตลาดวิดีโอของคุณ Live Video บน YouTube ยังมีฟีดเฉพาะ ซึ่งสามารถช่วยขยายการเข้าถึงของคุณได้

คุณสมบัติการกลั่นกรองแชทสด

หน้าต่างแชทระหว่างLive Videoสร้างการมีส่วนร่วมและชุมชนแบบเรียลไทม์ แต่นั่นก็หมายถึงว่าอาจคอมเม้นท์ที่ไม่ดีเกิดขึ้นมาได้ Youtube จึงมีเครื่องมือกลั่นกรองแชทสดเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น เช่นเครื่องมือ Assigning Moderators ที่เราสามารถเลือกคนเพื่อทำการตอบกลับหรือลบความคิดเห็นที่ไม่เหมาะสมได้ หรือเครื่องมือ Blocked words ที่สามารถกันไม่ให้ผู้คนสามารถพิมคำที่เราระบุไว้ได้

3. เครื่องมือในการทำคลิปวีดีโอ

แดชบอร์ดและ Studio ของ YouTube นำเสนอการวิเคราะห์และเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ แต่ส่วนมากมักถูกมองข้าม

เช่น YouTube Creator Studio ที่สามารถดูภาพรวมช่องของคุณได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งรวมถึงความคิดเห็นล่าสุด ประสิทธิภาพของวิดีโอล่าสุด และการดูในช่วง 28 วันที่ผ่านมา นอกจากนี้ คุณยังจะพบส่วนที่เป็นประโยชน์ต่างๆอีกมากมาย เช่น ไอเดียที่คัดสรรมาสำหรับคุณ ข่าวสารและเคล็ดลับสำหรับครีเอเตอร์ และอื่นๆ

นอกจากนี้ยังมี Video editor and Audio Library ที่เป็นเครื่องมือตัดต่อวิดีโอของ YouTube ซึ่งทำให้ง่ายต่อการตัดแต่งวิดีโอ แม้กระทั่งวิดีโอที่เผยแพร่ ก็ยังสามารถเข้าถึงไลบรารีเสียงในตัวแก้ไขเพื่อเพิ่มเพลงที่พร้อมใช้งานและไม่มีลิขสิทธิ์ให้กับเนื้อหาได้อีกด้วย

4. การเชื่อมกับผู้ชมของคุณ

การเพิ่มประสิทธิภาพวิดีโอเพื่อแสดงในการค้นหาสามารถช่วยให้วิดีโอปรากฏในหน้าแรกของผู้คนได้ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพ โดยหน้า Homepage ของ Youtube ที่จะมีการแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพวิดีโอ ว่าวิดีโอของคุณทำงานได้ดีแค่ไหนกับผู้ดู ประวัติการดูและการค้นหาของผู้ชมของคุณ ความถี่ที่พวกเขาดูช่องและหัวข้อ

5. แบรนด์ฟีเจอร์อื่นๆ ของ YouTube

เพื่อดึงดูดครีเอเตอร์ แพลตฟอร์มนี้กำลังขยายเครื่องมือการสร้างรายได้สำหรับครีเอเตอร์ นอกเหนือจากการโฆษณาแบบดั้งเดิมแล้ว ยังมีฟีเจอร์สร้างสรรค์บางอย่างที่ครีเอเตอร์สามารถใช้ได้:

Super Chat และ Super Stickers: กระตุ้นให้แฟนๆ ซื้อสติกเกอร์ดิจิทัลสำหรับแชทสด

การเป็นสมาชิก: แฟนๆ สามารถเป็นสมาชิกของช่องได้โดยเลือกชำระเงินเป็นงวดเพื่อแลกกับสิทธิพิเศษและเนื้อหาพิเศษ

การช็อปปิ้งบน YouTube: ครีเอเตอร์ที่มีสิทธิ์สามารถขายสินค้าให้กับแฟนๆ ได้ที่ด้านล่างวิดีโอ ระหว่างสตรีมแบบสดและผ่านหน้าร้านดิจิทัลในช่องของตน

ที่มา : blogaboutcontent.com

from:https://www.thumbsup.in.th/5-youtube-features?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=5-youtube-features

คำถามที่แบรนด์ต้องทบทวน ก่อนสร้างบัญชีโซเชียลมีเดีย

แบรนด์ควรเริ่มการวางแผนคุยกันเกี่ยวกับกลยุทธ์และแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับแพลตฟอร์มโซเชียล

1. คุณกำลังสร้างบัญชีเพราะเป็น “สิ่งใหม่” หรือแพลตฟอร์มนี้สามารถช่วยสนับสนุนเป้าหมายของคุณได้หรือไม่?

บ่อยครั้งที่บัญชีโซเชียลมีเดียเริ่มต้นขึ้นเนื่องจากคำถามว่า “ทำไมเราไม่อยู่บนแพลตฟอร์มดังกล่าว” หรืออาจมีความตื่นเต้นทั่วไปที่จะกระโดดเข้าสู่แพลตฟอร์มที่เกิดขึ้นใหม่ทันที แต่แท้จริงแล้วแบรนด์ควรเลือกและทำบัญชีตามกลุ่มเป้าหมายให้ออกมาดี หากคุณกำลังพยายามเพิ่มจำนวนผู้ชมหรือกำลังทดลองกับประเภทเนื้อหาต่างๆ การมีส่วนร่วมเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ตั้งเป้าหมายเพื่อดูว่าคุณก้าวหน้าแค่ไหน

2. ทรัพยากรที่แบรนด์มี

คุณมีคนที่เหมาะสมในการผลิตเนื้อหาสำหรับแพลตฟอร์มใหม่หรือไม่ และคุณสามารถโพสต์เนื้อหาลงได้บ่อยเพียงใด ตัวอย่างเช่น สมมติว่าคุณตัดสินใจเริ่มต้นบัญชี TikTok เพราะ TikTok ไม่ได้เป็นเพียงแพลตฟอร์มอื่นที่คุณสามารถแชร์เนื้อหาที่มีอยู่ได้ กระบวนการสร้างเนื้อหาแตกต่างจาก Twitter หรือ Facebook อย่างสิ้นเชิง ต้องมีการทำรูปแบบของวีดีโอขนาดสั้นออกมาในแพลตฟอร์มนี้ กระบวนการสร้างและการจัดการของแต่ละแพลตฟอร์มมีความซับซ้อนขึ้น เป็นการดีที่จะรู้เกี่ยวกับขั้นตอน วิธีการสร้างแนวคิดและการเขียนโพสต์ของแพลตฟอร์มนั้นๆ

3. ผู้ชมของคุณอยู่บนแพลตฟอร์มนี้หรือไม่?

สิ่งสำคัญคือต้องทำวิจัยเกี่ยวกับแพลตฟอร์มก่อน ข้อมูลประชากรอายุหลักของผู้ใช้บนแพลตฟอร์มคืออะไร? ผู้ชมที่คุณพยายามเข้าถึงส่วนมากอยู่ในแพลตฟอร์มนั้นหรือไม่ อาจสังเกตจากคู่แข่งว่าผู้ชมใช้งานในพื้นที่นั้นหรือไม่ คุณภาพของเนื้อหาอาจเป็นปัจจัยหนึ่ง แต่ถ้าอุตสาหกรรมโดยทั่วไปไม่ได้อยู่บนแพลตฟอร์มนั้นหรือไม่ได้รับความสนใจมากนัก นั่นจะเป็นสิ่งที่บอกได้

from:https://www.thumbsup.in.th/social-media-question?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=social-media-question

สกิลที่ต้องมี เมื่อทำงานด้านโซเชียลมีเดีย

อาชีพที่เกี่ยวกับโซเชียลมีเดียกำลังเริ่มเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยคุณนำทางอาชีพที่กำลังพัฒนานี้ เราได้รวบรวมคู่มือนี้เกี่ยวกับงานในโซเชียลมีเดียว่าทักษะใดที่คุณต้องมี ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา 

โซเชียลได้กลายเป็นช่องทางสำหรับทุกสิ่งตั้งแต่การค้นพบผลิตภัณฑ์ไปจนถึงการแชร์รีวิว ในการใช้ประโยชน์จากโอกาสที่กำลังเติบโตนี้ นักการตลาดส่วนมากกำลังทบทวนโครงสร้างทีมโซเชียลของตน เพราะจากลักษณะการทำงานร่วมกันของงานโซเชียลมีเดียที่มีมากขึ้น ช่องทางนี้ถูกใช้เพื่อสนับสนุนการทำงานทางธุรกิจหลายอย่าง รวมถึงทรัพยากรบุคคล การบริการลูกค้า และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การตอบสนองความต้องการภายในและภายนอกองค์กร เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นต้องมีทีมผู้เชี่ยวชาญ นักยุทธศาสตร์ และผู้จัดการที่มีความหลากหลายและความเชี่ยวชาญทางด้านนี้อย่างจริงจัง

1. ทักษะเฉพาะทาง

“สิ่งที่สำคัญที่สุดคือคุณรู้จักตัวคุณ” การรู้จักสิ่งที่ตัวเองมีถือเป็นสิ่งที่จะช่วยให้สามารถพัฒนาต่อไปได้ ประมาณตัวเองแล้วรู็จักในการศึกษาเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง เพราะงานในด้านโซเชียลมีเดียนี้ต้องมีการตามเทรนด์อยู่เสมอ หาว่ารูปแบบใดที่เป็นตัวขับเคลือ่อนรูปแบบการมีส่วนร่วม

2.การกำหนดทิศทางของแบรนด์

ในบทบาทของโซเชียลมีเดีย คุณจะต้องสามารถตัดสินใจว่าได้ว่าจะกำหนดลักษณะบุคลิกของแบรนด์ให้ออกมาเป็นอย่างไร อาจต้องทำให้เชื่อมโยงเข้ากับที่ที่สังคมหรือกลุ่มลูกค้าที่คุณสนใจต้องการ

3. การวิเคราะห์ข้อมูล

องค์กรมากกว่าครึ่งใช้ข้อมูลโซเชียลทุกวัน การวิเคราะห์ทางสังคมเป็นตัวขับเคลื่อนการตัดสินใจเชิงรุกให้กับแบรนด์ ทางที่ดีก็ครต้องวิเคราะห์และตีความข้อมูลทางโซเชียลและสื่อสารมันออกมาได้อย่างดีด้วย

4. ทิศทางที่สร้างสรรค์

บนโซเชียล แคมเปญที่จัดการได้รับผลตอบรับที่ดี มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นคือทิศทางที่สร้างสรรค์อย่างชัดเจน สิ่งนี้ขยายได้ดีกว่าคอนเท้นต์ธรรมดาทั่วไป อาจเป็นเรื่องของระยะของแคมเปญ หรือ mood and tone เป็นต้น

5. บริการลูกค้า

ในไม่ช้าโซเชียลมีเดียจะกลายเป็นช่องทางหลักสำหรับการบริการลูกค้าและการสนับสนุนต่างๆ ผู้บริโภคหันไปใช้โปรไฟล์สาธารณะของแบรนด์เพื่อขอความช่วยเหลือหรือเมื่อมีสิ่งที่ต้องการ ซึ่งคุณควรจะต้องเข้าถึงการบริการลูกค้าเพื่อจัดการกับคำขอเหล่านี้ได้

from:https://www.thumbsup.in.th/skills-must-have-socialmedia?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=skills-must-have-socialmedia

ทำความรู้จัก TikTok Creator Marketplace จุดนัดพบของแบรนด์และครีเอเตอร์

หนึ่งในเทรนด์การตลาดออนไลน์ที่ยังคงมีประสิทธิภาพมากที่สุดคืออินฟลูเอนเซอร์/ครีเอเตอร์ ปัจจุบันแบรนด์ต่างๆ กำลังมองหาช่องทางใหม่โปรโมตแบรนด์ ซึ่ง TikTok เป็นแพลตฟอร์มที่มองข้ามไปไม่ได้เลย

TikTok ได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มผู้ใช้ทุกช่วงอายุ โดยเฉพาะ Gen Z ด้วยจุดเด่นที่ไม่เหมือนใคร สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างทรงพลังและสร้างสรรค์แคมเปญการตลาดได้มากมาย

ดังนั้น TikTok Creator Marketplace หรือ TCM จึงเป็นเหมือนจุดนัดพบระหว่างแบรนด์และครีเอเตอร์ โดยเป็นเครื่องมือวิเคราะห์การทำงานร่วมกัน ได้ง่ายผ่านการประเมินข้อมูลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ยอดไลค์ ยอดแชร์ จำนวนความคิดเห็น

จุดเด่นของ TikTok Creator Marketplace

  • TikTok มีจำนวนผู้ใช้กว่า 1 พันล้านคนในแต่ละวัน (Active Users)
  • TikTok มีครีเอเตอร์ผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์กว่า 8 ล้านคนในแต่ละวัน (Active Creators)
  • สามารถเชื่อมต่อกับครีเอเตอร์ได้โดยตรง
  • เข้าถึงข้อมูลของครีเอเตอร์ทั้งยอดไลค์ ยอดวิว ยอดแชร์ จำนวนการมีส่วนร่วม
  • ช่องทางใหม่ในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ

แบรนด์จะเข้าร่วม TCM ได้อย่างไร?

หากแบรนด์มีบัญชีอยู่ใน TikTok อยู่แล้วจะมีขั้นตอนไม่ยุ่งยาก เพียงลงทะเบียนแบรนด์ของคุณใน TCM จากนั้นก็ดำเนินการค้นหาครีเอเตอร์และร่วมงานกันได้ตามขั้นตอน ดังนี้

  • – ค้นหาครีเอเตอร์ผ่านตัวกรองตามหัวข้อความสนใจของครีเอเตอร์
  • – วิเคราะห์จำนวนผู้ติดตาม ยอดวิวเฉลี่ย ผลงานในอดีตของครีเอเตอร์
  • – วิเคราะห์กลุ่มผู้ชมว่าเป็นกลุ่มลูกค้าหรือไม่
  • – ติดตามแนวโน้มเพราะคาดการณ์ผลลัพธ์ของแคมเปญ

ครีเอเตอร์จะเข้าร่วม TCM ได้อย่างไร?

TikTok จะส่งคําเชิญให้คุณสมัครเข้าร่วม TCM หากคุณมีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ ดังนี้

  1. อายุ 18 ปีขึ้นไป
  2. ผู้ติดตามมากกว่า 100k
  3. มีอย่างน้อย 3 วิดีโอที่โพสต์ในช่วง 28 วันที่ผ่านมา
  4. มียอดไลค์วิดีโอมากกว่า 100,000 ครั้งในช่วง 28 วันที่ผ่านมา

โดยสรุป TikTok Creator Marketplace ในฝั่งแบรนด์จะได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง เข้าถึงครีเอเตอร์ได้โดยตรงไม่มีตัวกลาง และยังช่วยติดตามและวิเคราะห์ผลลัพธ์ของแคมเปญทั้งหมดได้ในที่เดียว และสำหรับครีเอเตอร์ก็เป็นเครื่องมือสร้างรายได้จากการสร้างสรรคเนื้อหา และมีฟีเจอร์ต่างๆ ช่วยปรับปรุงเนื้อหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา

influencermarketinghub

armfulmedia

from:https://www.thumbsup.in.th/tiktok-creator-marketplace?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=tiktok-creator-marketplace