คลังเก็บป้ายกำกับ: INTERNET_OF_THINGS

Meta เสียเงินไปกับธุรกิจ VR มากถึง 1.37 หมื่นล้านเหรียญฯ แม้จะขึ้นราคาขายอุปกรณ์ก็ตาม

ฝันของพี่มาร์คกับการฝากอนาคตกับเมตาเวิร์สได้ถลุงเงินนักลงทุนไปมหาศาล ซึ่งจากรายงานผลประกอบการล่าสุดที่แถลงเมื่อวันพุธที่ผ่านมา Meta กล่าวว่าแผนก Reality Labs ที่ดูเรื่องเทคโนโลยีเวอร์ช่วลเรียลลิตี้ ขาดทุนในไตรมาสที่ 4 ถึง 4.28 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ

นั่นหมายความว่าตลอดทั้งปี 2022 ที่ผ่านมา แผนกแห่งความฝันนี้เอาเงินไปผลาญมากทั้งหมดถึง 1.37 หมื่นล้านเหรียญฯ เลยทีเดียว ถือเป็นปีที่ยากลำบากมากหลังเปลี่ยนชื่อบริษัทใหม่เป็น Meta ตั้งแต่ปลายปี 2021

แน่นอนชื่อใหม่นี้บอกชัดว่า มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ต้องการเอาดีด้านเมตาเวิร์ส ในฐานะจักรวาลแบบดิจิทัลที่ผู้คนจะเข้ามาทำกิจกรรมต่างๆ เสมือนโลกจริง ทั้งการทำงาน ซื้อของ เล่นเกม และเรียนรู้ต่างๆ แต่ประเด็นคือตอนนี้ยังเป็นแค่แหล่งของค่าใช้จ่าย (Cost Center)

และตอนนี้เมตาก็ยังถือเป็นบริษัทโฆษณาออนไลน์ มีรายได้จากบริการโฆษณาเป็นหลักอย่างเดียว สำหรับธุรกิจส่วน Reality Labs ทำรายได้ 727 ล้านเหรียญฯ ในไตรมาสที่ 4 รวมทั้งปีคิดเป็นแค่ 2.16 ล้านเหรียญฯ ซึ่งลดลงเล็กน้อยจากปี 2021 ที่ทำรายได้ทั้งปี 2021

อ่านเพิ่มเติมที่นี่ – CNBC

from:https://www.enterpriseitpro.net/meta-lost-13-7-billion-usd-on-reality-labs-in-2022/

ทำไม AMD ดูดีกว่า Intel มากในสภาวะเศรษฐกิจถดถอยแบบเดียวกัน

AMD และ Intel เป็นคู่แข่งที่เบียดกันดุเดือดมากในตลาดชิปประมวลผล แต่รายแรกตอนนี้กลับดูภาพรวมสดใสกว่าอีกเจ้ามาก โดยขณะที่อินเทลคาดผลประกอบการณ์ว่ากำลังถดถอย แต่ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ของ AMD กลับทะยานด้วยการเปิดตัวชิปใหม่

โดยเฉพาะการโชว์ป๋าซื้อกิจการผู้ผลิตชิปเฉพาะด้านอย่าง Xilinx ในช่วงสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ ที่ล่าสุดผลประกอบการส่วนนี้ก็เติบโตขึ้นด้วย แม้จากการแถลงของ AMD เมื่อวันอังคาร คาดการณ์ว่ายอดขายในไตรมาสเดือนมีนาคมนี้จะอยู่ที่ 5.3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลง 10% เมื่อเทียบช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนก็ตาม

ถึงจะไม่ใช่ตัวเลขที่สวยงาม แต่ก็ดูดีกว่าตัวเลขยอดขายคาดการณ์ช่วงเวลาเดียวกันของอินเทลมาก โดยสัปดาห์ที่แล้วอินเทลกล่าวว่า ตัวเองทำนายยอดขายว่าจะได้ประมาณ 1.1 หมื่นล้านเหรียญฯ ซึ่งร่วงลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วถึง 40% เลยทีเดียว

ทั้งสองบริษัทไม่ให้ตัวเลขคาดการณ์ยอดขายตลอดทั้งปี โดยใช้เหตุผลว่าเศรษฐกิจยังไม่แน่นอน ซีอีโอ AMD คุณ Lisa Lu กล่าวกับนักวิเคราะห์ในงานแถลงผลประกอบการณ์ว่า “เราอยากเฝ้าระวังสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปในปีนี้ ที่ส่งผลต่อสภาพเศรษฐกิจโดยรวม”

แต่อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นต่างตอบสนองต่อทั้งสองบริษัทต่างกันมาก โดยหลังจากอินเทลรายงานออกมาสัปดาห์ก่อน หุ้นก็ร่วงลงมากกว่า 7% ในช่วงต่อเวลาซื้อขาย ขณะที่หุ้น AMD กลับพุ่งขึ้น 2% หลังการรายงานผลประกอบการณ์เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

บริษัททั้งสองนี้เผชิญกับภาวะตลาดพีซีถดถอยรุนแรงเหมือนกัน หลังจากช่วงสองปีก่อนหน้านี้ที่ยอดขายพุ่งทะยานในช่วงที่มีการระบาดของโควิด 19 ที่หลายคนต่างต้องซื้อคอมพิวเตอร์ใหม่เอาไปทำงานหรือเรียนหนังสือจากบ้านกัน

กลุ่มผลิตภัณฑ์ชิปสำหรับคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลของ AMD ลดลง 51% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ขณะที่ของอินเทลลดค่ำลง 36% ซีอีโอ AMD ยังกล่าวว่า ตัวเลขตลาดพีซีน่าจะร่วงอีก 10% ในปี 2023 นี้ แต่ดีที่ AMD ทำตลาดชิปเซิร์ฟเวอร์พุ่งขึ้นถึง 42%

อ่านเพิ่มเติมที่นี่ – CNBC

from:https://www.enterpriseitpro.net/why-amd-is-faring-much-better-than-intel/

PayPal เตรียมเลย์ออฟพนักงาน 2,000 คน คิดเป็นกว่า 7% ของพนักงานทั้งหมด

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา PayPal ประกาศแผนที่จะเชิญพนักงานออกจำนวนมากถึง 2,000 คน หรือประมาณ 7% ของทีมงานทั้งหมด อ้างอิงจากโพสต์บนเว็บไซต์บริษัทที่เขียนโดยประธานและซีอีโอ Dan Schulman โดยย้ำเหตุผลว่ามาจาก “สภาพเศรษฐกิจที่ท้าทายเป็นอย่างมาก”

เขากล่าวว่า บริษัทกำลังปรับโครงสร้างให้เน้นธุรกิจที่มีความสำคัญหลักก่อน ปรับแต่งโครงสร้างค่าใช้จ่ายให้เหมาะสมอยู่ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ยากลำบากมาก โดยเฉพาะเมื่อต้องกระทบกับเพื่อนร่วมงาน ที่ต้องเห็นเพื่อนเราเดินจากองค์กรนี้ไป

Schulman ย้ำด้วยว่า “พวกเราจะเผชิญหน้ากับปัญหาเหล่านี้ด้วยกัน ฝ่าฟันผลักดันแพลตฟอร์มระดับโลกของเรานี้ไปพร้อมๆ กัน ให้ก้าวนำคู่แข่งแบบไม่มีใครเทียบได้ ด้วยการปรับการลงทุนเพื่อเสริมความแข็งแกร่งของธุรกิจแกนหลัก และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้าของเรา”

หลังประกาศ ราคาหุ้น PayPal ก็ปิดตลาดเพิ่มขึ้น 2% สำหรับประกาศเลย์ออฟครั้งนี้ก็ถือเป็นเจ้าล่าสุดในกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีด้วยกัน ก่อนหน้านี้มีบริษัท Workday ลดคนไป 525 ตำแหน่งเมื่อวันอังคารเช่นกัน ผลประกอบการ PayPal ไตรมาสที่สามที่เพิ่งประกาศก็ได้ตามเป้า แต่ราคาหุ้นก็ร่วงลงเพราะตัวเลขคาดการณ์ไตรมาสถัดไปที่ประกาศต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้

อ่านเพิ่มเติมที่นี่ – CNBC

from:https://www.enterpriseitpro.net/paypal-to-lay-off-2000-employees/

อินเทลพับโครงการแล็ปทดสอบคูลลิ่ง 700 ล้านเหรียญฯ หลังดีมานด์ชิปร่วงหนัก

กลายเป็นรายการหั่นต้นทุนล่าสุดของซีอีโอคนเก่ง Pat Gelsinger อีกตัว สำหรับศูนย์วิจัยและพัฒนามูลค่า 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในเมืองฮิลส์โบโร่ รัฐโอเรกอน หลังก่อนหน้านี้ยักษ์ใหญ่ด้านชิป x86 เคยประกาศสร้างแล็ปสุดล้ำพื้นที่ 2 แสนตารางฟุตไปเมื่อฤดูใบไม้ผลิปีที่แล้ว

ก่อนหน้านี้แพลนว่าจะใช้ศูนย์ใหม่ที่ตั้งห่างจากพอร์ตแลนด์แค่ 20 ไมล์นี้ในการทดลองระบบคูลลิ่งดาต้าเซ็นเตอร์แบบใหม่ๆ แต่สุดท้ายก็ออกมายอมรับในอีเมลถึงสำนักข่าว The Register ว่าจำเป็นต้องลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานด้วยหลายวิธีตอนนี้

“โดยเฉพาะเรื่องการจัดการอสังหาริมทรัพย์ ที่ต้องพิจารณาทางเลือกที่ดีกว่าอย่างศูนย์ R&D ที่กำลังสร้างอยู่ตอนนี้” อย่างการหมกมุ่นกับระบบทำเย็นแบบแช่ทั้งระบบในถังสารหล่อเย็นที่ตื่นเต้นกันมาหลายปีแต่ใช้ไม่ได้จริงในทางธุรกิจมาตลอด

จริงอยู่ที่เริ่มกลับมาฮิตอีกครั้งเพราะชิปเดี๋ยวนี้ก็ร้อนขึ้นมาก อย่างตัวซีพียูดาต้าเซ็นเตอร์ของอินเทลตอนนี้ก็ปาไป 350W ขณะที่ GPU และชิป AI พุ่งสูงถึง 600W แต่ทำไงได้เมื่อรายรับร่วงกระฉูดถึง 20% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

อ่านเพิ่มเติมที่นี่ – Theregister

from:https://www.enterpriseitpro.net/intel-kills-700m-liquid-cooling-lab-amid-chip-slump/

ไมโครซอฟท์ซื้อพลังงานแสงอาทิตย์มากถึง 2.5GW เพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

เหลือแค่ 7 ปีที่ไมโครซอฟท์ตั้งเป้าจะใช้พลังงานทดแทนให้ครบทั้งองค์กร 100% และล่าสุดก็ประกาศความร่วมมือกับบริษัท Hanwha Qcells ของเกาหลีใต้ เพื่อเพิ่มพลังงานทดแทนจากพลังงานแสดงอาทิตย์เข้ามาในการดำเนินงานมากถึง 2.5 กิกะวัตต์

บริษัทยักษ์ใหญ่อย่างไมโครซอฟท์ มีคาร์บอนฟุตปรินท์ปริมาณมหาศาลอยู่แล้วทั้งจากสำนักงานมากกว่า 200 แห่ง และดาต้าเซ็นเตอร์คลาวด์กว่า 60 รีเจี้ยน ซึ่งแต่ละแห่งอาจใช้พลังงานมากถึงสิบล้านวัตต์ต่อชั่วโมงเพื่อแลกกับการประมวลผลข้อมูลหลายเพตะไบต์

ยุคนี้แทบจะไม่มีคลาวด์รีเจี้ยนไหนมีความจุแค่ 50 – 60 MW กันแล้ว ยิ่งมีซีพียู จีพียูที่ร้อนขึ้น ใช้วัตต์ไฟฟ้ามากขึ้นในตลาด การใช้พลังงานไฟฟ้าในดาต้าเซ็นเตอร์เหล่านี้ก็ต้องเพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะผู้ให้บริการคลาวด์ใหญ่อย่างไมโครซอฟท์ที่พยายามเพิ่มความหนาแน่นของ Rack ขึ้นเรื่อยๆ

สำหรับข้อตกลงครั้งนี้ ไมโครซอฟท์จะทำงานร่วมกับ Qcell เพื่อพัฒนา จัดซื้อ และก่อสร้างระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ผ่านข้อตกลงการจัดซื้อพลังงานหรือ PPA ที่มักถูกใช้เป็นกลไกสำหรับบริษัทต่างๆ ในการจัดซื้อพลังงานสะอาดมาทดแทนภายในภูมิภาคนั้นๆ เป็นระยะเวลา 10 – 20 ปี

อ่านเพิ่มเติมที่นี่ – Theregister

from:https://www.enterpriseitpro.net/microsoft-shells-out-for-2-5gw-of-solar/

บทความ : รายงาน Global Digital 2023 ที่คนไทยเป็นอันดับต้นๆในหลายด้าน แล้วเราควรวางแผนลงทุนไอทีอย่างไร?

ทุกๆ ปี We are social ซึ่งเป็นเอเจนซีทางด้านโซเชียลมีเดีย จะทำรายงานประจำเกี่ยวกับสรุปสถิติการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลทั่วโลก โดยรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ทั้งอัตราการใช้อินเทอร์เน็ต อุปกรณ์ที่ผู้ใช้ใช้เพื่อเข้าถึงเนื้อหาและบริการดิจิทัล พฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ต การใช้สื่อสังคมออนไลน์ การใช้แอพพลิเคชันต่างๆ ตลอดจนการใช้อีคอมเมิร์ช การชำระเงินออนไลน์และการโฆษณาดิจิทัล ล่าสุดทางบริษัทได้ร่วมกับ Meltwater ออกรายงาน “Digital 2023 Global Overview Report” มาเมื่อปลายเดือนมกราคม ซึ่งมีเนื้อหาเป็นสไลด์กว่า 400 หน้า

ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลกล่าสุดมีจำนวน 5,158 ล้านคน คิดเป็น 64.4% ของประชากรทั้งโลก โดยเฉลี่ยจะใช้เวลาเล่นอินเทอร์เน็ตถึงคนละ 6 ชั่วโมง 37 นาทีต่อวัน ซึ่งพบว่าน้อยกว่าปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 6 ชั่วโมง 58 นาทีต่อวัน โดยประเทศไทยมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 61.21 ล้านคน คิดเป็นอัตราส่วนการใช้อินเทอร์เน็ตต่อประชากรทั้งหมดอยู่ที่ 85.3% ติดอันดับที่ 34 ของโลก แต่เราใช้เวลาในการเล่นอินเทอร์เน็ตโดยเฉลี่ยสูง ถึง 8 ชั่วโมง 06 นาทีต่อวันติดอันดับที่ 9 ของโลก แต่ก็ลดลงจากปีก่อนที่ใช้ถึง 9 ชั่วโมง 06 นาทีต่อวัน ทั้งนี้ปีนั้นมีการใช้กันมากเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19

อุปกรณ์ส่วนใหญ่ที่คนทั่วโลกเข้าถึงอินเทอร์เน็ตจะมาจากมือถือที่คิดเป็น 92.3% เมื่อเทียบกับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ 65.6% ซึ่งลดลงจากปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 71.2% แสดงให้เห็นว่าคนเริ่มใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เข้าถึงอินเทอร์เน็ตลดลงอย่างต่อเนื่อง และที่น่าสนใจอย่างมากก็คือคนไทยติดอันดับที่ 4 ของโลกที่ใช้เวลาเฉลี่ยการเล่นอินเทอร์เน็ตจากมือถือที่ 5 ชั่วโมง 05 นาทีต่อวัน แต่ก็ลดลงจากปีก่อนที่อยู่ที่อันดับ 2 ของโลกใช้เวลาเฉลี่ย 5 ชั่วโมง 28 นาทีต่อวัน โดยที่ฟิลิปปินส์ยังครองเป็นอันดับหนึ่งของโลก ส่วนการใช้อินเทอร์เน็ตจากเครื่องคอมพิวเตอร์คยไทยใช้เวลาเฉลี่ย 3 ชั่วโมง 01 นาทีต่อวัน

ส่วนในด้านความเร็วของอินเทอร์เน็ตตามบ้านพบว่าอันดับโลกของประเทศไทยลดลงจากที่เคยติดอันดับสองลงมาอยู่ที่อันดับที่สี่ โดยมีความเร็ว 205.63 Mbps ส่วนสามอันดับแรกคือ ชิลี จีน และสิงคโปร์ ส่วนความเร็วของอินเทอร์เน็ตทางมือถือของประเทศไทยอยู่ที่ 37.85 Mbps ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกที่ 33.97 Mbps ไม่มากนัก

ในรายงานระบุว่าผู้คนทั่วโลกเข้าเว็บไซต์หรือเล่นแอปต่างๆเพื่อที่ พูดคุยหรือส่งข้อความหาเพื่อนสูงถึง 94.8% ตามมาด้วยการใช้โซเชียลมีเดีย 94.6% และการค้นหาข้อมูล 81.8% อันดับที่สี่คือการดูและสินค้าออนไลน์ 76% การค้นหาสถานที่หรือดูแผนที่ 55% การใช้อีเมล 48.9% การฟังเพลง 46.3% ตืดตามข่าวสาร 41.4% การเล่นเกมส์ 34.3% และเพื่อการศึกษาเพียง 23.8%

รายงาน Digital 2023 แม้มีข้อมูลพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ต สถิติเว็บไซต์ยอดนิยม การเข้าชม NetFlix หรือการฟังเพลงจาก Spotify ตลอดจนการค้นหาข้อมูลต่างๆ แต่ก็ยังเป็นภาพรวมทั่วโลก ยังไม่ได้แยกให้เห็นสถิติเป็นรายประเทศซึ่งโดยมากทาง We are social จะออกรายงานของแต่ละประเทศตามหลังมากอีก แต่เท่าที่เห็นสถิติที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของคนไทยที่มาจากการสอบถามข้อมูลผู้ช่วงอายุระหว่าง 16 -64 ปีทั่วโลก ของ GWI.com มีข้อมูลที่น่าสนใจในหลายเรื่อง อาทิเช่น คนไทยติดอันดับสี่ของโลกในการเล่นวิดีโอเกมส์จากทุกอุปกรณ์ โดยมีจำนวน 94% ของจำนวนผู้สอบถามที่ใช้อินเทอร์เน็ต โดยอันดับหนึ่งคือประเทศฟิลิปปินส์ ตามด้วยอินโดนีเซียและเวียดนาม ขณะทีค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 81.9% ทั้งนี้ปีก่อนไทยอยู่อันดับสองของโลก

คนไทยใช้ QR Code ติดอันดับห้าของโลกจากการสแกนในการใช้ชีวิตประจำวัน โดยมีอัตราผู้ใช้ต่อเดือนสูงถึง 54.1% ทั้งนี้สามอันดับแรกคือ ฮ่องกง ไต้หวัน และจีน ขณะทีค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 44.6%

คนไทยติดอันดับสี่ของโลกในการถือของเงินสกุลคริปโทฯมีจำนวน 21.9% แต่ก็ตกลงมาจากปีก่อนซึ่งเราเคยอยู่ในอันดับที่หนึ่ง (จำนวน 20.1%) โดยสามอันดับแรกคือ ตุรเคีย อาร์เจนติน่า และฟิลิปปินส์ ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 11.9% แต่ทั้งนี้เราจะมีค่าเฉลี่ยการใช้จ่ายเงินสกุลคริปโทฯต่อคนเพียง 73.81 ดอลลาร์ ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่ 135 ดอลลาร์ ขณะที่ประเทศที่จะมีการใช้จ่ายเงินสกุลคริปโทฯติดอันดับต้นๆคือ สวิสเซอร์แลนด์ ไอร์แลนด์ นอร์เวย์ ที่มีการใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนมากกว่า 750 ดอลลาร์

คนไทยยังคงติดอันดับหนึ่งของโลกเป็นปีที่สองติดต่อกันในการซื้อสินค้าออนไลน์เป็นประจำทุกสัปดาห์โดยมีจำนวน 66.8% ของจำนวนผู้สอบถามที่ใช้อินเทอร์เน็ตนำหน้าประเทศอย่าง เกาหลีใต้ ตุรเคีย เม็กซิโก และชิลี ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 57.6% แต่เมื่อดูมูลค่าเฉลี่ยในการซื้อสินค้าทางอีคอมเมิรซ์แล้วประเทศมีค่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกมาก โดยมีมูลค่าเพียง 491 ดอลลาร์ เทียบกับค่าเฉลี่ย 873 ดอลลาร์
คนไทยติดอันดับหนึ่งของโลกคู่กับเกาหลีใต้ในการซื้อสินค้าสดหรือของชำออนไลน์เช่นการสั่งสินค้าจากร้านสะดวกซื้อ โดยมีจำนวน 45.2 % ของจำนวนผู้สอบถามที่ใช้อินเทอร์เน็ตนำหน้าประเทศอย่าง ตุรเคีย อินโดนีเซีย และเม็กซิโก ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 28.3%

คนไทยติดอันดับห้าของโลกในการชำระเงินผ่านมือถือ โดยมีจำนวน 33.5% ของจำนวนผู้สอบถามที่ใช้อินเทอร์เน็ต โดยมีไต้หวัน ฮ่องกง เดนมาร์ก และ ซาอุดิอาระเบียที่มีอันดับดีกว่าขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 25%
นอกจากนี้รายงานยังระบุว่าคนไทยมีการใช้ออนไลน์วิดีโอเพื่อการศึกษา ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลก โดยอยู่ที่ 32.7%% ติดอันดับที่ 39 ของโลก ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 43.4% ขณะที่ประเทศอย่าง ฟิลิปปินส์ แอฟริกาใต้ และ อินโดนีเซีย ติดสี่อันดับแรกของโลก สะท้อนให้เห็นว่าผู้ใช้อินเทอร์เน็ตของเขายังเน้นไปในด้านการศึกษา

คนไทยให้ความสำคัญกับการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้งานในทางที่ไม่เหมาะสมต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกมาก โดยอยู่ที่ 27.3% ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 32.9% สะท้อนให้เห็นว่าเรายังตระหนักในเรื่องของความข้อมูลส่วนบุคคลค่อนข้างต่ำ

จากข้อมูลในรายงานได้สะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานทางด้านอินเทอร์เน็ตที่ค่อนข้างดี ประชาชนสามารถเข้าถึงได้มากขึ้น และมีจำนวนผู้ใช้อืนเตอร์เน็ตที่ค่อนข้างสูง แต่ก็มีความน่าเป็นห่วงว่าคนไทยใช้เวลาเล่นอินเทอร์เน็ตและอยู่กับมือถือมากเกินไป สูงกว่าหลายประเทศในโลก และเน้นไปที่ความบันเทิง การเล่นเกมส์ มากกว่าการค้นข้อมูลด้านการศึกษา แต่ก็น่าสนใจที่ว่าคนไทยหันมาให้ความสำคัญการด้านการเงินมากขึ้น ทั้งด้านการชำระเงินและการถือครองคริปโทฯ

อย่างไรก็ตาม เราควรต้องหาแนวทางที่ให้คนของเราใช้เวลากับโลกออนไลน์ให้น้อยลง และเน้นใช้เพื่อการทำงานมากกว่านี้ จึงจะมั่นใจได้ว่า เราใช้เทคโนโลยีได้เหมาะสม และนำไปใช้ เพื่อสร้างศักยภาพในการแข่งขันของประเทศได้

ในการนี้สถาบันไอเอ็มซีและบริษัท ออพติมุส (ประเทศไทย) จำกัด จึงได้สังเคราะห์องค์ความรู้ดังกล่าวออกมาเป็น “Digital Trends 2023 Lesson Learned from the use of Emerging Technologies” งานสัมมนาที่ถ่ายทอดประสบการณ์และความรู้ที่ผ่านการวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญรอบด้าน เพื่อให้องค์กรสามารถนำไปเป็นแนวทางปฏิบัติต่อไปได้

“Digital Trends 2023 Lesson Learned from the use of Emerging Technologies” จะนำเสนอแนวทางในการจัดทำโครงการไอทีและเทคโนโลยีดิจิทัลภายในองค์กรให้ประสบความสำเร็จ ตลอดจนให้แนวคิดในการเลือกและตัดสินใจลงทุนด้านเทคโนโลยีใหม่ ตลอดจนวิธีการสร้างมุมมอง สร้างวัฒนธรรมองค์กร และทักษะที่จำเป็นต่อบุคลากรภายในองค์กร เพื่อให้องค์ประกอบด้านเทคโนโลยี องค์กร และบุคลากร มีความพร้อมที่สอดคล้องกันอย่างกลมกลืน

โดยในงานสัมมนาดังกล่าวซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 22 กุมภาพันธ์นี้ จะช่วยเปิดมิติการเรียนรู้จากบทเรียนในอดีตโดยองค์กรไม่ต้องมีประสบการณ์ความล้มเหลวจริง แต่จะเรียนและรู้จากเนื้อหาในงานที่ได้สังเคราะห์มาให้แล้ว
_____

from:https://www.enterpriseitpro.net/digital-trends-2023-lesson-learned-from-the-use-of-emerging-technologies/

เสริมศักยภาพ Data Center ขององค์กร ด้วย Dell Integrated System for Microsoft Azure Stack HCI

เดลล์ เทคโนโลยีส์ พร้อมให้คุณเปิดประสบการณ์ในโลกแห่งการทำงานยุคไฮบริดคลาวด์อย่างรวดเร็วและง่ายดาย โดยโซลูชันที่ดึงเอานวัตกรรม Microsoft Azure มาผนึกเป็นโซลูชันอันทรงพลังเพื่อตอบโจทย์ความต้องการขององค์กรในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี

จากความเชื่อมั่นของลูกค้าในฐานะผู้นำทางด้านไอทีทั้ง เดลล์ เทคโนโลยีส์ และไมโครซอฟท์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในการพัฒนานวัตกรรมโครงสร้างอินฟราสตรัคเจอร์ในแบบไฮบริด ที่ออกแบบให้สามารถบริหารจัดการได้อย่างง่ายดายตอบสนองกับเวิร์กโหลดต่างๆ ได้อย่างยอดเยี่ยม โดยได้แนะนำผลิตภัณฑ์ที่ผสานความร่วมมือของผู้นำทั้งสองภายใต้ระบบเซิร์ฟเวอร์ที่ชื่อว่า Dell Integrated System for Microsoft Azure Stack HCI ในการบริหารจัดการข้อมูลที่อยู่ในทุกส่วนขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบคลาวด์ หรือที่เอดจ์ คอมพิวติ้ง

Microsoft Azure Stack HCI คือการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีเซิร์ฟเวอร์จาก เดลล์ เทคโนโลยีส์ ผนวกเข้ากับความสามารถของแพลตฟอร์ม Microsoft Azure จากไมโครซอฟท์ กลายมาเป็นโซลูชันภายใต้ชื่อว่า Dell Integrated System for Microsoft Azure Stack HCI ทำให้สามารถรันเวิร์กโหลดต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่ระบบสามารถตอบโจทย์การทำงานในแบบ Hyper Converged Infrastructure (HCI) เป็นสิ่งสำคัญที่จะเปิดโอกาสให้องค์กรสามารถปรับปรุงความทันสมัยของโครงสร้างอินฟราสตรัคเจอร์ (Modernize Infrastructure) ให้เกิดผลลัพธ์เช่น

• ทำงานร่วมกับ Microsoft Azure เพื่อสร้างระบบ Hybrid Cloud ได้ทันที
• ง่ายต่อการบริหารจัดการ เนื่องจากรวมการบริการจัดการมาไว้ที่ส่วนกลาง เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการ และประหยัดค่าใช้จ่ายโดยรวม คิดค่าใช้จ่ายตามการใช้งานจริง และเพิ่มหรือลดขนาดของระบบโดยรวมตามความเหมาะสมได้

คุณสมบัติที่สำคัญของ Dell Integrated System for Microsoft Azure Stack HCI

– การคอนฟิกูเรชันที่ยืดหยุ่น เพื่อรองรับกับเวิร์กโหลดหรือแอปพลิเคชันที่หลากหลาย
– สามารถขยายคลัสเตอร์ได้ตั้งแต่ 2 ถึง 16 โหนด
– มีระบบช่วยในการ Pre-configure มาให้ ตัวอย่างเช่น การจัดการเรื่องแคชและการจัดการ Storage-tiering
– ตัวโอเอส Microsoft Azure Stack HCI ได้มีการปรับปรุงในส่วนของฟีเจอร์เช่นการทำลดเรื่องของ Data Deduplication,
การเพิ่มขีดความสามารถในการขยายคลัสเตอร์ ฯลฯ
– เครือข่ายที่รองรับการเชื่อมต่อเน็ตเวิร์กในแบบ 10/25/100 GbE เพียงพอต่อการสร้างโซลูชันในแง่ของ Hyperconverged Infrastructure อย่างแท้จริง
– บริการ ProDeploy และ ProSupport สำหรับการสนับสนุนทางเทคนิค

Dell Integrated System for Microsoft Azure Stack HCI นับเป็นการผสานในส่วนของการทำ Software-Defined Compute รวมถึงคุณสมบัติด้านเครือข่ายและสตอเรจของระบบโอเอส Microsoft Azure Stack HCI เข้ากับตัว AX-Nodes จากเดลล์ เทคโนโลยีส์ จึงทำให้กลายเป็นโซลูชันเซิร์ฟเวอร์ที่ให้ประสิทธิภาพในการทำงานที่เข้มข้น รวมถึงตั้งอยู่บนพื้นฐานในแง่ของการขยายตัวไปพร้อมกับสร้างความปลอดภัยไปพร้อมกัน เป็นหนึ่งในสิ่งที่จำเป็นมากสำหรับองค์กรที่ต้องการรันระบบโครงสร้างในแบบ Software-Defined Infrastructure ซึ่งใน Dell Integrated System for Microsoft Azure Stack HCI มีคุณสมบัติที่น่าสนใจอันประกอบด้วย การบริหารจัดการได้อย่างลงตัวผ่านระบบ Dell OpenManage Integration with Windows Admin Center

จุดเด่นที่สำคัญอย่างหนึ่งของโซลูชัน Microsoft Azure Stack HCI ก็คือความสามารถในการบริหารจัดการองค์รวม เป็นการผสานการทำงานร่วมกันระหว่าง Dell OpenMenager Integration ที่ทำงานร่วมกันกับ Windows Admin Center จากไมโครซอฟท์ได้อย่างยอดเยี่ยมและลงตัว ทำให้ผู้ดูแลระบบไอทีสามารถจัดการงานที่เกิดขึ้นในโครงสร้างอินฟราสตรัคเจอร์ได้อย่างรวดเร็ว

สนใจ Dell Integrated System for Microsoft Azure Stack HCI สามารถดูศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.dell.com/en-th/dt/hyperconverged-infrastructure/microsoft-azure-stack/microsoft-azure-stack-hci.htm#tab0=0

หรือ ติดต่อทีมงาน Dell Technologies ประจำประเทศไทยได้ที่ E-mail: DellTechnologies@kkudos.com โทร 090-949-0823 (คุณวศิน)

from:https://www.enterpriseitpro.net/dell-integrated-system-for-microsoft-azure-stack-hci/

iOS 16.3 ที่อัปเดตใหม่ รองรับฮาร์ดแวร์คีย์พวก YubiKey แล้ว

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา แอปเปิ้ลได้ปล่อย iOS เวอร์ชั่นใหม่ 16.3 พร้อมรองรับกุญแจในรูปฮาร์ดแวร์ (Hardware Security Key) ที่หลายคนตั้งตารอ เพื่อใช้ป้องกันการโจมตีฟิชชิ่ง และการเข้าถึงอุปกรณ์โดยไม่ได้รับอนุญาตได้มากขึ้นอีกระดับหนึ่ง

สำหรับคีย์ฮาร์ดแวร์นี้เป็นอุปกรณ์กายภาพขนาดเล็ก หน้าตาคล้ายธัมม์ไดรฟ์ ซึ่งถ้าจะเอามาใช้กับเครื่องแมคหรือไอโฟนก็เชื่อมต่อผ่าน USB-C (ร่วมกับอแดปเตอร์) หรือทาบแบบ Near-field communication (NFC) ก็ได้ ทำให้การอัพเดทครั้งนี้เปิดให้ใช้อุปกรณ์กลุ่มนี้ในการยืนยันตัวตนสำหรับ Apple ID ได้

แทนที่ก่อนหน้านี้ เวลาที่ต้องยืนยันตน Apple ID แบบสองปัจจัย (Two Factor) ก็ต้องใช้การกดพิน 6 หลักเสมอ เสมือนการจำรหัสผ่านที่หลุดให้ผู้โจมตีเอามาใช้เข้าเครื่องได้จากระยะไกล การใช้คีย์กายภาพที่เก็บข้อมูลคีย์เชนหรือวอลเล็ตที่ต้องเสียบเครื่องเท่านั้นถึงยืนยันตนได้ก็จะช่วยป้องกันช่องโหว่นี้

ตัวอย่างเช่น ถ้าปกติแฮ็กเกอร์ใช้ฟิชชิ่งหลอกถามรหัส Apple ID และรหัส 2FA ได้ หลังจากใช้คีย์นี้ แฮ็กเกอร์ที่มีรหัสผ่านในมือก็ไม่สามารถเข้าเครื่องคุณได้จากระยะไกลตราบที่ไม่ได้มีคีย์ที่เป็นฮาร์ดแวร์นี้อยู่ในมือ และล่าสุดมีการยืนยันแล้วว่าใช้ฟีเจอร์นี้ได้ร่วมกับ YubiKey 5 NFC, YubiKey 5C NFC, และ Google Titan ได้เป็นอย่างน้อย

อ่านเพิ่มเติมที่นี่ – BPC

from:https://www.enterpriseitpro.net/apple-ios-16-3-arrives-with-support-for-hardware-security-keys/

แอปเปิ้ลเปิดตัว HomePod รุ่นใหม่ 299 เหรียญฯ

Apple เพิ่งประกาศเปิดตัว HomePod ใหม่รุ่นที่สองเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ในราคา 299 ดอลลาร์สหรัฐฯ ถือเป็นการสานต่อจากรุ่นแรงที่ดิสคอนทินิวไปเมื่อปี 2021 หลังตลาดค่อนข้างตอบรับกับ HomePod mini ที่ทั้งเล็กกว่า และราคาดูจับต้องได้มากกว่า

โดย HomePod รุ่นแรกสุดนั้นเปิดตัวที่ราคาสูงถึง 349 ดอลลาร์ฯ และไม่เคยจะสามารถเบียดเอาชนะคู่แข่งที่ราคาถูกกว่าอย่าง Amazon Echo หรือ Google Nest ได้เลย จนต่อมาแอปเปิ้ลต้องยอมหั่นราคาลงเหลือแค่ 299 ดอลลาร์ฯ เมื่อปี 2019

สำหรับ HomePod รุ่นใหม่นี้เปิดให้ผู้ใช้สร้างระบบสมาร์ทโฮมอัตโนมัติได้ผ่าน Siri, เช็คอุณหภูมิและความชื้นภายในบ้าน, แจ้งเตือนเมื่อตรวจจับควันหรือก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์, รวมทั้งใช้ระบบเสียงแบบ Spatial ที่ดีขึ้นเสมือนเพลงเล่นอยู่รอบๆ ตัวคุณ

นอกจากนี้ยังรองรับมาตรฐานใหม่ Matter ที่ทำให้ใช้งานร่วมกับอุปกรณ์สมาร์ทโฮมรุ่นใหม่ๆ ตัวอื่นอย่างหลอดไฟ กริ่งประตู และกล้องวงจรปิดได้ โดยไม่ต้องกังวลว่าอุปกรณ์นั้นจะรองรับฮับสมาร์ทโฟนเจ้าอื่นอย่างแอมะซอน กูเกิ้ล หรือแอปเปิ้ลเองได้หรือไม่

อ่านเพิ่มเติมที่นี่ – CNBC

from:https://www.enterpriseitpro.net/apple-just-announced-a-new-299-homepod/

[คลิป VDO] แบตสำรองทำไฟลุกเครื่องไฟลท์จากไต้หวันไปสิงคโปร์ เลี้ยวกลับแทบไม่ทัน

มีรายงานว่าเมื่อสัปดาห์ก่อน พบพาวเวอร์แบงก์แบบ USB ของผู้โดยสารรายหนึ่งมีไฟลุกไหม้ขึ้นขณะที่เครื่องบินกำลังวิ่งไปยังรันเวย์เพื่อบินจากสนามบินนานาชาติเถาหยวน ไต้หวัน ไปยังสนามบินชางอีของสิงคโปร์ ทำให้เครื่องบินต้องเลี้ยวขับกลับไปที่เกตแทน

เพลิงลุกไหม้ดังกล่าวลุกลามจนเกิดควันเต็มห้องผู้โดยสาร สร้างความตื่นตระหนกแก่ผู้โดยสารอื่นๆ เป็นอย่างมาก โดยมีนักการเมืองชาวไต้หวัน Wang Hao-yu อยู่บนไฟล์ TR993 ของสายการบิน Scoot Airlines นั้นด้วย โพสเป็นภาษาจีนบนเพจเฟซบุ๊กตัวเองว่า

“เมื่อเครื่องบินเริ่มขับออกมาเตรียมวิ่งไปยังรันเวย์ ก็มีเพลิงไหม้เกิดขึ้นในห้องผู้โดยสารควันขโมงอย่างรวดเร็ว พนักงานก็รีบดับไฟดังกล่าวทันที จากการสืบสวนภายหลังพบว่าเป็นแบตสำรองพกพาที่อยู่บนเครื่อง และเพลิงกับควันก็ทำให้ผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บจำนวนสองราย”

พร้อมทั้งโพสภาพแบตที่ระเบิดไหม้พร้อมกันด้วย ทั้งนี้หลังจากเครื่องบินลำดังกล่าวผ่านการตรวจสอบด้านความปลอดภัยอีกครั้ง ผู้โดยสารทั้ง 187 คนก็ได้รับสิทธิ์ที่จะเลือกนั่งเดินทางต่อ หรือลงจากเครื่อง แต่อย่างไรก็ดีหลังคณะกรรมความปลอดภัยการขนส่งของไต้หวันเข้ามาจัดการ ก็ทำให้ไฟลท์ไม่ได้บินต่อในวันนั้น

อ่านเพิ่มเติมที่นี่ – Theregister

from:https://www.enterpriseitpro.net/flaming-usb-battery-halts-flight-from-taiwan-to-singapore/