คลังเก็บหมวดหมู่: enterpriseitpro

พบบั๊กร้ายแรงบน WhatsApp ที่ใช้เจาะอุปกรณ์จากระยะไกลได้

ทาง WhatsApp ได้ปล่อยตัวอัปเดตด้านความปลอดภัยมาแก้ไขช่องโหว่สองรายการบนแอพทั้งฝั่งแอนดรอยด์และ iOS ที่อาจนำไปสู่การรันโค้ดอันตรายจากระยะไกลบนอุปกรณ์ได้ โดยหนึ่งในสองรายการนี้ได้แก่ CVE-2022-36934 (CVSS score: 9.8)

ซึ่งเป็นช่องโหว่ร้ายแรงแบบ Interger Overflow ใน WhatsApp ที่ทำให้รันโค้ดอันตรายที่ต้องการได้เพียงแค่ต่อสายวิดีโอวอล พบบนแอพ WhatsApp และ WhatsApp Business ทั้งบนแอนดรอยด์และ iOS เวอร์ชั่นก่อนหน้า 2.22.16.12

นอกจากนี้ยังมีการแพ็ตช์บั๊กอีกตัวหนึ่งที่เป็นแบบ Interger Underflow ด้วย ที่เป็นรูปแบบความผิดพลาดที่ตรงข้ามกันกับ Overflow ในแง่ที่มีการทำผลลัพธ์ของการประมวลผลเล็กมากเกินไปที่จะจัดเก็บในพื้นที่หน่วยความจำที่จัดไว้ให้

อีกช่องโหว่หนึ่งได้แก่ CVE-2022-27492 (CVSS score: 7.8) กระทบกับ WhatsApp for Android เวอร์ชั่นก่อนหน้า 2.22.16.2 และ WhatsApp for iOS เวอร์ชั่นก่อนหน้า 2.22.15.9 ที่ถูกใช้โจมตีได้เมื่อได้รับไฟล์วิดีโอที่สร้างขึ้นมาเป็นพิเศษ

อ่านเพิ่มเติมที่นี่ – THN

from:https://www.enterpriseitpro.net/critical-whatsapp-bugs-could-have-let-attackers-hack-devices-remotely/

ข้อมูลและภาพดีไซน์ของ Surface Studio 3 หลุดออกมาในรายงานของ FCC

แม้เครื่อง Surface Studio รุ่นถัดไปของไมโครซอฟท์กำลังจะเปิดตัวเร็วๆ นี้ แต่ก็แทบไม่มีรายละเอียดฟีเจอร์ต่างๆ เปิดเผยออกมาก่อนเลย จนกระทั่งมีภาพหลุดหน้าตาของเครื่องในรายงาน FCC ที่เป็นรูปการทดสอบอุปกรณ์ดังกล่าว

ประเด็นคือ ภาพที่หลุดออกมานั้นดูเหมือนดีไซน์รุ่นปัจจุบันอย่าง Surface Studio 2 เลย แค่รันวินโดวส์ 11 พร้อมระบุวันที่ทดสอบเป็นวันที่ 16 กันยายนที่ผ่านมา ที่ระบุได้ว่าน่าจะเป็นรุ่นใหม่ ทั้งนี้รุ่นใหม่ที่กำลังจะออกมามีโค้ดเนมว่า Chehalis

ก่อนหน้านี้ก็มีหลุดข้อมูลของอุปกรณ์เสริมที่จะมาพร้อมกันในกล่องด้วยอย่าง Surface Keyboard และ Surface Pen ที่สังเกตดีไซน์ที่เปลี่ยนไปเล็กน้อยอย่างสีปุ่มคีย์บอร์ดที่สว่างมากขึ้น Surface Studio รุ่นปัจจุบันมีมา 4 ปีแล้ว

ถ้ารุ่นใหม่ที่จะออกไม่ได้มีดีไซน์ที่เปลี่ยนใหม่ชัดเจนก็น่าจะสร้างความผิดหวังกับแฟนๆ ที่รอกันไม่น้อย นอกจากนี้ยังมีข่าวลือจากหลายแหล่งด้วยว่า Studio 3 จะยังใช้ชิปอินเทลเจน 11th ไม่ใช่เจน 12th ที่หลายคนคาดหวัง

อ่านเพิ่มเติมที่นี่ – windowscentral

from:https://www.enterpriseitpro.net/microsoft-surface-studio-3-picture/

สรุปเทคนิคทดสอบด้วยเครื่องมือในการตรวจสอบทั้ง OLTS และ OTDR

ปัจจุบันสายไฟเบอร์มีบทบาทสำคัญในการวางระบบเครือข่ายมากขึ้นเรื่อยๆ จากความต้องการแบนด์วิธที่มากกว่าเดิมทั้งในดาต้าเซ็นเตอร์ และระบบสายเคเบิลแกนหลัก หรือแม้แต่โครงข่ายผู้ให้บริการ 5G และ FTTX ที่ต้องการดีเลย์ต่ำ

แม้สายทองแดงจะยังครองส่วนแบ่งตลาดระบบสายเคเบิลส่วนใหญ่อยู่เนื่องจากยังไม่มีอุปกรณ์มากเท่าที่ต้องการแบนด์วิธมากกว่า 10 Gbps แถมส่วนใหญ่นี้ดกำลังไฟในสายเคเบิลแบบ PoE กันมากกว่า แต่ปริมาณการใช้สายไฟเบอร์ก็พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

โดยเฉพาะความต้องการที่พุ่งสูงถึงระดับ 40 และ Gbps ขึ้นไป หรือที่ที่ต้องการระยะทางไกลขึ้น รวมถึงไม่อยากให้อ่อนไหวต่อสัญญาณรบกวน ได้เรื่องความเสถียรและปลอดภัยมากกว่า ซึ่งผลการศึกษาล่าสุดพบว่า ตลาดสายไฟเบอร์ทั่วโลกน่าจะแตะ 6.9 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2024 นี้

เรียกว่าการวางระบบสายไฟเบอร์เริ่มเป็นที่พบเห็นกันได้ทั่วไปแล้ว ทั้งเจ้าของเครือข่ายและช่างหน้างานจึงหันมาให้ความสำคัญกับเครื่องมือที่ใช้ทดสอบสายไฟเบอร์ที่จำเป็นอยู่สองตัว ได้แก่ Optical Loss Test Set (OLTS) และเครื่อง Optical Time Domain Reflectometer (OTDR)

เครื่อง OLTS ใช้ในการวัดค่าการสูญเสียภายในสายได้แม่นยำที่สุด วัดบนลิงค์โดยใช้แหล่งกำเนิดแสงที่ปลายด้านหนึ่ง แล้วต่อปลายอีกด้านหนึ่งเข้ากับเครื่องวัดกำลังแสงเพื่อวัดว่ามีปริมาณแสงออกมามากเท่าไรที่ปลายอีกด้านหนึ่ง

ซึ่งการตรวจวัดนั้นจำเป็นต้องทำตามมาตรฐานอุตสาหกรรม อย่างมากตรฐาน TIA และ ISO ต่างก็ใช้คำว่า “Tier 1” แทนการทดสอบด้วยเครื่อง OLTS นี้ ขณะที่เครื่อง OTDR ใช้อธิบายลักษณะของการสูญเสียพลังงานบนลิงค์ที่สไปซ์และหัวต่อแต่ละจุด

โดยใช้การส่งผ่านคลื่นแสงเข้าไปในสายไฟเบอร์ แล้ววัดปริมาณแสงที่สะท้อนออกมาสำหรับแต่ละคลื่นแสง แนะนำให้ทดสอบตามมาตรฐานอุตสาหกรรมเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะในรูปแบบการใช้งานแบบ Short-Reach, Single Mode ที่กำลังนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ

การทดสอบนี้จำเป็นอย่างมากในการเติมเต็มยุทธศาสตร์การทดสอบระบบสายเคเบิล โดยการทำสอบที่ครบทั้งการใช้เครื่อง OTDR และ OLTS นี้จะเรียกว่าการทดสอบแบบ “Tier 2” ตามมาตรฐาน TIA และเรียกว่าการทดสอบแบบ “Extended” ตามมาตรฐาน ISO

แม้การตรวจวัดโดยใช้เครื่องมือทั้งสองตัวนี้จะดูคล้ายกัน แต่จริงๆ แล้วทำงานแตกต่างกัน และต่างมีบทบาทสำคัญทั้งสิ้น เราจึงควรเข้าใจกำไลการทำงานของแต่ละเครื่อง รูปแบบการเลือกใช้เครื่องมือ และการเติมเต็มซึ่งกันและกันในการวัดประสิทธิภาพสายไฟเบอร์ในปัจจุบัน

เริ่มที่เครื่อง OLTS ที่ถือเป็นพื้นฐานหลักในการทดสอบสายไฟเบอร์ เนื่องจากใช้วิธีที่แม่นยำมากที่สุดในการวัดค่าการสูญเสียทั้งหมดบนลิงค์ จำเป็นสำหรับมาตรฐานอุตสาหกรรมเพื่อพิสูจน์ว่า ลิงค์ดังกล่าวได้สเปกการสูญเสียตรงตามรูปแบบการประยุกต์ใช้ที่ต้องการ

การทดสอบนี้ทำได้ด้วยแหล่งกำเนิดแสงที่ปล่อยคลื่นแสงต่อเนื่อง ที่ความยาวคลื่นจำเพาะ เชื่อมเข้าที่ปลายด้านหนึ่งของสาย ส่วนปลายอีกด้านหนึ่งต่อกับเครื่องวัดกำลังแสงที่วัดกำลังแสงที่ความยาวคลื่นเดียวกันกับแสงที่ปล่อยจากตัวต้นกำเนิด จนคำนวณค่าการสูญเสียทั้งหมดมาได้

มาตรฐานอุตสาหกรรมต่างๆ มีการกำหนดขีดจำกัดของค่าการสูญเสียภายในสายที่จำเพาะกับรูปแบบการใช้งานแต่ละแบบเอาไว้ ที่เป็นการคิดรวมกันระหว่างโควต้าค่าการสูญเสีย และความยาวของลิงค์ อย่างเช่นที่ต้องการสำหรับมาตรฐาน TIA 568-3.D และ ISO/IEC 14763-3 สำหรับการทดสอบแบบ Tier 1 นั้น

ค่าการสูญเสียที่วัดได้จากเครื่อง OLTS จะเทียบกับลิมิตค่า Insertion Loss ของรูปแบบการใช้งานที่เลือกไว้ เพื่อดูว่าผลผ่านหรือไม่ผ่าน ซึ่งตัวมิเตอร์วัดกำลังไฟจากแหล่งกำเนิดหรือ LSPM ตรวจค่าการสูญเสียตามแต่ละมาตรฐานได้แม่นยำก็จริง

แต่ก็ไม่ได้มีฟีเจอร์สำคัญบางอย่างบนเครื่อง OLTS ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการทดสอบไว้ด้วย เช่นการทดสอบดูเพล็กซ์ การทดสอบสองทิศทางแบบแฮนด์ฟรี การโหลดค่าลอสลิมิตล่วงหน้า การตรวจวัดความยาวสาย และฟีเจอร์ชั้นสูงอื่นๆ

มาที่เครื่อง OTDR ที่แสดงผลการตรวจที่พิจาณาลักษณะต่างๆ ที่เกิดขึ้น โดยพล็อตค่าแสงที่สะท้อนกลับหรือกระจายกลับออกมาเทียบกับระยะทางตลอดสายไฟเบอร์ จึงใช้อธิบายเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดการสะท้อนหรือไม่สะท้อนที่จุดต่างๆ บนลิงค์ไฟเบอร์ได้

โดยการตรวจตลอดสายผ่าน OTDR แบบต่างๆ มีลักษณะคล้ายกันคือ เริ่มจากการปล่อยคลื่นแสงแรกที่เป็นผลจากการสะท้อนแบบ Fresnel ที่จุดเชื่อมต่อเครื่อง OTDR จากนั้นกราฟจะโค้งลงจากผลของค่าการสูญเสียภายในสายที่วัดจากแสงกระจายสะท้อนกลับระหว่างวิ่งบนสายไฟเบอร์

การลดลงนี้อาจโดนคั่นด้วยการเปลี่ยนค่าฉับพลัน ที่แสดงถึงการเบี่ยงเบนของค่าที่ตรวจตลอดสายไม่ว่าจะเป็นทิศขึ้นหรือลง ซึ่งมักเกิดจากหัวต่อ จุดเชื่อมสไปซ์ หรือสายหักขาด และเมื่อถึงจุดปลายสายก็จะเห็นการหักของกราฟอย่างรุนแรง ที่ร่วงลงมาตามแกน Y

และคลื่นแสงที่ออกมาที่ปลายผลการทดสอบด้วยเครื่อง OTDR นั้นเป็นผลจากการสะท้อนแสงที่จุดหน้าตัดปลายสาย ที่เราเรียกเหตุการณ์ดังกล่าวว่า “Ghost” เนื่องจากในทางเทคนิคในเชิงปฏิบัติแล้วจะไม่เกิดเหตุการณ์อะไรแบบนี้

ดาวน์โหลด Whitepaper เต็มได้ที่ https://www.flukenetworks.com/createpdf/en/edocs/olts-otdr-complete-testing-strategy

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ – บริษํท เมเชอร์โทรนิกซ์ จำกัด โทร. 02-514-1000

from:https://www.enterpriseitpro.net/olts-otdr-a-complete-testing-strategy/

แฮ็กเกอร์ใช้เทคนิคเอาเมาส์วางในพาวเวอร์พอยต์เพื่อฝังมัลแวร์

กลุ่มอาชญากรไซเบอร์ชื่อดังที่เชื่อว่าทางการรัสเซียสนับสนุนอย่าง APT28 กำลังใช้เทคนิคใหม่สำหรับรันโค้ดอันตราย ด้วยการใช้การเคลื่อนเมาส์บนพาวเวอร์พอยต์เพื่อติดตั้งมัลแวร์ เมื่อผู้ใช้กดพรีเซนต์แล้วเริ่มขยับเมาส์

บริษัทด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ Cluster25 ออกรายงานทางเทคนิค ระบุว่า “แค่ขยับเมาส์ก็รันสคริปต์พาวเวอร์เชลล์อันตรายที่ดาวน์โหลดและรันดรอปเปอร์ใน OneDrive ต่อได้แล้ว แม้ตัวดรอปเปอร์ดูไม่มีพิษมีภัย

แต่ก็เป็นสะพานนำไปสู่การโหลดมัลแวร์ตัวจริงอย่าง Graphite ที่ใช้ Microsoft Graph API และ OneDrive สื่อสารกับเซิร์ฟเวอร์ศูนย์บัญชาการ (C&C) เพื่อโหลดข้อมูลอันตรายเพิ่มเติม เทคนิคนี้เป็นการล่อหลอกให้ผู้ใช้ใช้เท็มเพลตตัวหนึ่ง

ที่พบความเชื่อมโยงกับหน่วยงานระดับนานาชาติที่อยู่กรุงปารีสอย่าง Organisation for Economic Co-operation and Development (OECD) และพบว่าการโจมตีแบบนี้ยังคงระบาดต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงสิงหาคมจนถึงปัจจุบัน แม้จะพบร่องรอยของการใช้เทคนิคนี้ตั้งแต่มกราคมก็ตาม

ที่มา : THN

from:https://www.enterpriseitpro.net/hackers-using-powerpoint-mouseover-trick-to-infect-system-with-malware/

Meta ปรับให้ผู้ใช้สลับไปมาระหว่าง Facebook และ IG ของตัวเองได้ง่ายขึ้น

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เมต้าระบุว่ากำลังทดสอบฟีเจอร์ใหม่ที่ใช้จัดการได้ทั้ง Facebook ใน IG จากหน้าอินเทอร์เฟซเดียวกัน ซึ่งความเคลื่อนไหวครั้งนี้ยิ่งตอกย้ำเจตนาของเมต้าที่จะผสานแอพต่างๆ เป็นหนึ่งเดียว ไม่แยกจากกันแบบตอนนี้

ฟีเจอร์ใหม่จะช่วยให้เชื่อมบัญชีที่อยู่ใน Account Manager เดียวกัน ให้สามารถกดเปลี่ยนไปมาระหว่างแอพ รวมทั้งได้การแจ้งเตือนจากทุกแอพ ทุกบัญชีที่เชื่อมกัน จากที่เดียวกันได้ ยังไม่พอ เมต้ายังมีแผนการวร้าย เอ้ย แผนปรับปรุงเพิ่มด้วย

อย่างการลงทะเบียนเปิดบัญชีผู้ใช้ใหม่ ก็จะเป็นการเปิดแอคเดียวใช้ได้ทุกแพลตฟอร์มเลย ด้วยเจตนาที่จะสร้างความสะดวกแก่ผู้ใช้งานจริงๆๆ แถมรำพึงว่าฟีเจอร์นี้ยังใช้ได้แค่ระหว่าง Facebook กับ IG แต่ก็จะพยายามเชื่อมกับทุกแอพให้ได้ในอนาคตอันใกล้มาก (เช่น WhatsApp)

ทั้งนี้เมื่อกรกฎาคมที่ผ่านมา มีการเปิดตัวบัญชีผู้ใช้แบบเครือใหญ่สไตล์กูเกิ้ลหรือไมโครซอฟท์แอคเคาต์ที่ล็อกอินใช้ได้กับทุกบริการในเครือ ในชื่อ Meta Account แต่ครั้งนั้นเพื่อให้คนที่ไม่มี Facebook ยังสามารถล็อกอินใช้อุปกรณ์สวมหัว VR ของบริษัทได้

อ่านเพิ่มเติมที่นี่ – CNBC

from:https://www.enterpriseitpro.net/meta-makes-it-easier-to-switch-between-facebook-and-instagram-accounts/

อินเทล เปิดตัวตระกูลโปรเซสเซอร์ Intel Core เจเนอเรชัน 13

อินเทลได้เปิดตัวตระกูลโปรเซสเซอร์ Intel® Core™ เจเนอเรชัน 13 ภายในงาน Intel Innovation เมื่อเร็ว ๆ นี้ นำโดยไฮไลต์สำคัญได้แก่ การเปิดตัวโปรเซสเซอร์ Intel® Core™ i9-13900K เจเนอเรชัน 13 ซึ่งเป็นเดสก์ท็อปโปรเซสเซอร์ที่เร็วแรงที่สุดในโลกในตอนนี้

โดยตระกูลโปรเซสเซอร์ Intel Core เจเนอเรชัน 13 ใหม่ล่าสุดนี้ ประกอบด้วยเดสก์ท็อปโปรเซสเซอร์ใหม่แบบปลดล็อก 6 ตัว ด้วยจำนวนคอร์สูงสุดถึง 24 คอร์ 32 เธรด และอัตราความเร็วสัญญาณนาฬิกาสูงสุดถึง 5.8 GHz พร้อมมอบประสบการณ์ให้ผู้ใช้ได้เล่นเกม สตรีม และบันทึกภาพและเสียงได้อย่างดีและราบรื่นที่สุดโดยไม่ถูกขัดจังหวะ

ตระกูลเดสก์ท็อปโปรเซสเซอร์ Intel Core เจเนอเรชัน 13 นำโดยโปรเซสเซอร์ Intel Core ‘K’ จะประกอบด้วยโปรเซสเซอร์ทั้งหมด 22 ตัวและดีไซน์ระบบของพันธมิตรมากกว่า 125 แบบ ให้ผู้ใช้งานได้สัมผัสประสบการณ์การใช้งานที่เหนือชั้น ทั้งในด้านประสิทธิภาพของแอปพลิเคชันและความสามารถในการรองรับการใช้งานบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ ผู้ใช้จะได้ใช้ประโยชน์จากการปรับปรุงประสิทธิภาพของโปรเซสเซอร์ Intel Core เจเนอเรชัน 13 ที่มาพร้อมเมนบอร์ด (แผงวงจรหลักของพีซี) ชิปเซ็ต (แกนซิลิโคนที่ฝังอยู่ในเมนบอร์) Intel® 600 หรือชิปเซ็ต Intel® 700 รุ่นใหม่ ตลอดจนการรองรับหน่วยความจำ DDR5 รุ่นล่าสุดและหน่วยความจำ DDR4 อย่างต่อเนื่อง โดยผู้ใช้สามารถปรับแต่งการตั้งค่าตามคุณสมบัติและงบประมาณที่ต้องการได้

นางสาวมิเชล จอห์นสตัน โฮลท์เฮาส์ (Michelle Johnston Holthaus) รองประธานบริหารและผู้จัดการทั่วไปของ Client Computing Group ของอินเทล กล่าวว่า “เรากำลังยกระดับมาตรฐานประสิทธิภาพการทำงานของพีซีอีกครั้งด้วยโปรเซสเซอร์ Intel Core เจเนอเรชัน 13 ใหม่ล่าสุดของอินเทล ตระกูลโปรเซสเซอร์ Intel Core เจเนอเรชัน 13 เป็นตัวอย่างล่าสุดที่แสดงให้เห็นถึงประสบการณ์อันน่าทึ่งที่อินเทลได้สร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นเพื่อการทำงานบนพีซี ทั้งในเรื่องขนาดและทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์พีซีของอินเทล เรากำลังแสดงให้โลกเห็นถึงความเป็นไปได้ที่แท้จริงในการเปิดประสบการณ์พีซีในอนาคต ด้วยการเปิดตัวตระกูลโปรเซสเซอร์ Intel Core เจเนอเรชัน 13 พร้อมด้วยระบบนิเวศของพันธมิตรชั้นนำในอุตสาหกรรม และโซลูชันใหม่ ๆ เช่น Intel Unison”

from:https://www.enterpriseitpro.net/intel-core-generation-13-at-intel-innovation/

แรนซั่มแวร์ FARGO กำลังจ้องช่องโหว่ของ Microsoft SQL ในการโจมตีระลอกใหม่

นักวิจัยด้านความปลอดภัยจาก AhnLab Security Emergency Response Center (ASEC) ออกโรงเตือนว่า เซิร์ฟเวอร์ Microsoft SQL ทั่วโลกกำลังเผชิญกับการโจมตีของแรนซั่มแวร์ FARGO นอกจากตัวที่ระบาดอยู่ก่อนแล้วอย่าง GlobeImposter

โดยจากข้อมูลทางสถิติที่อิงตามรหัสของแรนซั่มแวร์แล้ว พบว่า FARGO มีอัตราการเติบโตที่สูงมาก สายพันธุ์นี้เคยมีโค้ดเนมชื่อ “Mallox” จากการเข้ารหัสไฟล์เป็นสกุล .mallox นอกจากนี้ บริษัทแอนตี้ไวรัสอย่าง Avast ก็เคยพบตัวนี้มาก่อน

ซึ่งครั้งนั้นออกรายงานการพบช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พร้อมตั้งชื่อว่า TargetCompany รวมถึงมีการออกยูทิลิตี้ถอดรหัสไฟล์เหยื่อที่โดนล็อกให้ด้วย ประเด็นคือทูลปลดล็อกของ Avast ก็ยังมีข้อจำกัดอยู่หลายอย่าง

ครั้งนี้ทาง ASEC ระบุว่า FARGO จะโหลดโค้ด .NET อันตรายโดยใช้คำสั่ง cmd.exe และ powershell.exe แล้วสร้างไฟล์ .BAT สำหรับรันเพื่อปิดโปรเซสและเซอร์วิสต่างๆ ในโฟลเดอร์ %temp% จากนั้นฝังตัวใน AppService.exe ลบรีจิสตรี้ของระบบป้องกันต่างๆ ต่อไป

อ่านเพิ่มเติมที่นี่ – ITPro

from:https://www.enterpriseitpro.net/%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b8%99%e0%b8%8b%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b9%8c-fargo-%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%8a/

ขอเชิญร่วมงาน HPE Discover More 2022 พบกับเทคโนโลยีล้ำสมัยมากมายจาก HPE และพาร์ทเนอร์ไอที

งาน HPE Discover More 2022 เป็นงานที่รวบรวมผู้เชี่ยวชาญจากหลายสาขา ทั้งลูกค้า คู่ค้า และผู้บริหารของทาง HPE มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์โดยตรงในการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล โดยจะมาอธิบายถึงข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับวิธีที่จะสามารถใช้ประโยชน์จากไฮบริดคลาวด์, วิธีในการสร้างความปลอดภัยสูงสุด, ระบบ AI และการวิเคราะห์แบบองค์รวม ที่เป็นพื้นฐานสำหรับการปฏิรูประบบการจัดการฐานข้อมูลให้ทันสมัยที่สุด และสร้างแรงบันดาลใจที่จะช่วยในการขับเคลื่อนองค์กรไปสู่อนาคตด้วยกลยุทธ์ที่ใช้ได้จริงและก้าวสู่ความสำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพ

คุณจะได้พบกับเรื่องราวเกี่ยวกับองค์ความรู้ แนวปฏิบัติที่ดีที่สุด รวถึงประสงการณ์ในการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐาน ตั้งแต่ Edge ไปจนถึง Cloud ทั้งนี้เพื่อความรวดเร็วในการตัดสินใจของผู้บริหารและยังผลต่อเนื่องไปจนถึงประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากรไอที

ดั้งนั้นทาง HPE จึงขอเรียนเชิญทุกท่านเข้าร่วมงานสัมมนาในครั้งนี้ ในวันอังคารที่ 18 ตุลาคม 2565 เวลา 08.30 – 18.00 น. ณ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ห้อง Ballroom 1-2 ชั้น 1 โดยมีกำหนดการตามด้านล่างนี้

และในตอนบ่ายแบ่งออกเป็นแทร็คที่น่าสนใจ

สำหรับวิทยากรผู้บรรยยายในครั้งนี้

ท่านที่สนใจสามารถคลิกลงทะเบียนร่วมงานได้ที่นี่

https://connect.hpe.com/Discover_more_Bangkok-apac-en
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณดนิตา ดอกมณฑา โทร 02-408-8770 ต่อ 208 อีเมล์ : Danita@chiq-511.co.th

 

from:https://www.enterpriseitpro.net/hpe-discover-more-2022-seminar-event/

เชิญร่วมงานสัมมนา Cohesity Cyber Resilience Day Seminar (27 ตุลาคมนี้)

ในปัจจุบันนี้ข้อมูลมีความสำคัญต่อองค์กรต่างๆ แล้วทำไมองค์กรของคุณต้องให้ความสนใจกับการจัดการข้อมูล (Data Management) เพราะข้อมูลคือพื้นฐานสำคัญที่ช่วยให้องค์กรเติบโตและเป็นรากฐานของการดำเนินธุรกิจ หรือการจัดการภายในองค์กร เพื่อการตัดสินใจและการดำเนินการที่ถูกต้องที่สุดและดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็น การปรับปรุงด้านการตลาด การทำแคมเปญ การเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการดำเนินธุรกิจในการลดต้นทุน เพื่อนำไปสู่การเพิ่มรายได้และผลกำไรให้กับองค์กร แต่ข้อมูลเหล่านั้นจะมีคุณภาพสามารถนำไปใช้ประโยชน์ ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพอย่างที่ควรจะเป็นหรือไม่นั้น ต้องอาศัยการจัดการข้อมูลที่ดีเข้ามาช่วยนั่นเอง

การจัดการข้อมูล (Data Management) คือกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลของบริษัท หรือองค์กรใด ๆ ตั้งแต่ขั้นตอนของการนำเข้าข้อมูล การจัดเก็บข้อมูล การจัดระเบียบข้อมูล และการบำรุงรักษารวบรวมข้อมูลเหล่านั้นให้คงอยู่ สามารถนำออกมาใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้การจัดการข้อมูลยังครอบคลุมหน้าที่ในการวางแผนการใช้ข้อมูล ตรวจสอบ ประมวลผลและส่งมอบข้อมูลเหล่านั้นให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับบริษัท หรือองค์กรอีกด้วยและเพื่อให้องค์กรสามาถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าของตนในยุค Digital Transformation ได้อย่างไร

ทาง Cohesity  ประเทศไทย เรียนเชิญทุกท่านหาคำตอบไปพร้อมกันได้ที่ งานสัมมนา Cohesity Cyber Resilience Day Event ในวันพฤหัสบดีที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2565 ตั้งแต่เวลา 8:00 น. ถึง 13:00. น. ที่โรงแรมแบงค็อก แมริออท เดอะ สุรวงศ์

ท่านใดสนใจ สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ลิงค์ลงทะเบียนด้านล่างนี้ – คลิกลงทะเบียน!

 

from:https://www.enterpriseitpro.net/cohesity-resilience-day-event-on-27-oct/

TikTok อาจโดนปรับ 27 ล้านปอนด์ ข้อหาล้มเหลวในการปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้เยาว์

บริษัทโซเชียลมีเดียชื่อดัง TikTok กำลังจะโดนปรับเป็นเงินกว่า 27 ล้านปอนด์ ภายใต้กฎหมายปกป้องข้อมูลของสหราชอาณาจักร ด้วยข้อหาที่ยังปกป้องความเป็นส่วนตัวของเยาวชนบนแพลตฟอร์มตัวเองไม่เพียงพอ

โดยทางสำนักงานคณะกรรมการด้านข้อมูลหรือ ICO ได้ออกจดหมายแจ้งไปยัง TikTok และบริษัท TikTok Information Technologies UK เกี่ยวกับการสืบสวนการดำเนินงานของบริษัท ซึ่งถือเป็นเอกสารทางกฎหมายที่จะออกมาก่อนทำการปรับเงินจริง

เนื้อหาระบุความเห็นของ ICO ว่า TikTok ละเมิดกฎหมายปกป้องข้อมูลของอังกฤษในช่วงระหว่างพฤษภาคม 2018 ถึงกรกฎาคม 2020 อย่างการใช้ข้อมูลของเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปีโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ปกครองอย่างถูกต้อง

รวมทั้งบริษัทเองก็ไม่ได้ให้ข้อมูลที่เหมาะสมเพียงพอแก่ผู้ใช้ ที่ชัดเจน โปร่งใส และเข้าใจง่าย รวมทั้งจัดการข้อมูลส่วนตัวที่ควรต้องจัดการเป็นพิเศษ แต่กลับเผยข้อมูลอย่างชาติกำเนิดหรือความเห็นทางการเมืองแม้ไม่ได้มีการร้องขอทางกฎหมาย

อ่านเพิ่มเติมที่นี่ – ITPro

from:https://www.enterpriseitpro.net/tiktok-could-be-hit-with-27m-fine/