คลังเก็บป้ายกำกับ: CRYPTOCURRENCY

ตลาดแลกเปลี่ยนคริปโต Kraken ปลดพนักงานออก 1,100 คน (30%) เพราะสภาพตลาดขาลง

Kraken ตลาดซื้อขายแลกเปลี่ยนคริปโตชื่อดังอีกราย ประกาศปลดพนักงานออกราว 1,100 คน หรือคิดเป็น 30% ของพนักงานทั้งหมด โดยให้เหตุผลว่าเป็นการปรับตัวตามสภาพตลาดคริปโตขาลง (crypto winter) ในช่วงนี้

Kraken ยอมรับว่าขยายตัวเร็วเกินไป รับพนักงานเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าในช่วงตลาดคริปโตขาขึ้น แต่สภาพเศรษฐกิจของปี 2022 ส่งผลกระทบต่อภาคการเงิน ทำให้ปริมาณการเทรดลดลง ลูกค้าใหม่น้อยลง ที่ผ่านมาบริษัทชะลอการจ้างพนักงานและลดค่าใช้จ่ายด้านการตลาดแล้ว แต่ยังไม่พอ จึงต้องปลดพนักงานออก

พนักงานจะได้รับเงินชดเชยอย่างน้อย 16 สัปดาห์ และโบนัสอีกจำนวนหนึ่ง รวมถึงให้ความช่วยเหลือพนักงานที่ต้องมีวีซ่าทำงานด้วย (บางบริษัทใช้วิธียืดสถานะพนักงานให้อีกหน่อย เพื่อให้มีวีซ่าทำงานอยู่ในสหรัฐได้ยาวขึ้น)

No Description

ที่มา – Kraken

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/131680

Binance ซื้อกิจการ Sakura Exchange BitCoin ผู้ให้บริการซื้อขายคริปโตในญี่ปุ่น

Binance ประกาศซื้อกิจการทั้งหมดของ Sakura Exchange BitCoin หรือ SEBC ผู้ให้บริการซื้อขายคริปโตในญี่ปุ่น โดยไม่มีการเปิดเผยมูลค่าของดีลดังกล่าว

ผลจากดีลนี้ Binance บอกว่า จะทำให้บริษัทเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่นแบบมีใบอนุญาตจากหน่วยงานกำกับดูแล ซึ่งญี่ปุ่นถือเป็นตลาดคริปโตที่มีบทบาทสูง และถือเป็นครั้งแรกที่บริษัทเข้ามาลงธุรกิจในโซนเอเชียตะวันออก จากก่อนหน้านี้ Binance ให้บริการกับลูกค้าญี่ปุ่น แต่ไม่ได้ใบอนุญาตจากหน่วยงานท้องถิ่น

Binance ยังประกาศว่าบริษัทจะปิดการสมัครใช้งาน Binance ใหม่ มีผลกับผู้ใช้งานในญี่ปุ่นทันที หลังประกาศดีลซื้อ SEBC ดังกล่าว โดยไม่กระทบกับผู้ใช้งานเดิม

ที่มา: Binance [1], [2]

No Description

from:https://www.blognone.com/node/131676

BITFRONT ตลาดคริปโตของ LINE ประกาศปิดกิจการ

BITFRONT ตลาดคริปโตหนึ่งใน ecosystem ด้านบล็อคเชนของ LINE ประกาศปิดกิจการ หลังจากเปิดบริการมาเพียงสองปีครึ่งเท่านั้น

BITFRONT เป็นหนึ่งในบริการที่สามารถใช้โทเค็น LINK ของ LINE มาจ่ายเป็นค่าธรรมเนียมได้ ราคาล่าสุดของ LINK ตอนนี้อยู่ที่ 23 ดอลลาร์ต่อโทเค็นเท่านั้น จากเดิมที่เคสูงสุดกว่า 300 ดอลลาร์ในช่วงปี 2021

ตอนนี้ BITFRONT ปิดรับผู้ใช้ใหม่ทั้งหมดแล้ว เดือนธันวาคมนี้จะหยุดรับฝากเงินเพิ่มเติม สิ้นเดือนธันวาคมจะหยุดการซื้อขายทั้งหมดและผู้ใช้จะมีเวลาถอนสินทรัพย์ทั้งหมดภายในสิ้นเดือนมีนาคม 2023

ที่มา – BITFRONT

No Description

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/131658

บริษัทคริปโต BlockFi ยื่นล้มละลาย ผลกระทบต่อเนื่องจาก FTX ล้มละลาย

บริษัทคริปโต BlockFi ประกาศยื่นล้มละลายตามกฎหมาย chapter 11 ของสหรัฐ หลังได้รับผลกระทบจากการล้มละลายของ FTX ที่เป็นคู่สัญญาด้านการเงิน (counterparty) ระหว่างกัน

BlockFi เป็นบริษัทที่ทำธุรกิจด้านคริปโตหลายอย่าง ทั้งการเทรดคริปโต การรับฝากและการให้กู้เงินคริปโต รวมถึงการให้บริการบัตรเครดิตคริปโตด้วย

BlockFi ไม่ได้เปิดเผยว่ามีสินทรัพย์ค้างอยู่กับ FTX เท่าไร บอกแต่ว่ามีเงินสดในมือ 256.9 ล้านดอลลาร์ และตัดสินใจยื่นล้มละลายเพื่อฟื้นฟูกิจการตามกฎหมาย โดยจะพยายามขอให้ศาลล้มละลายอนุมัติจ่ายเงินเดือนให้พนักงาน แม้เว็บไซต์ Decrypt อ้างแหล่งข้อมูลภายในว่ามีการปลดพนักงานออกจำนวนหนึ่งด้วยก็ตาม

บริษัท BlockFi มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ FTX มาตลอด และเมื่อกลางปีนี้เพิ่งรับเงินสินเชื่อ 250 ล้านดอลลาร์จาก FTX เข้ามาช่วยเติมสภาพคล่อง

ที่มา – BlockFi

No Description

from:https://www.blognone.com/node/131643

ซีอีโอใหม่ FTX บอกว่าบริษัทมีระบบควบคุมภายในแย่ที่สุดเท่าที่เคยทำงานมา 40 ปี

John J. Ray III ซีอีโอคนใหม่ของ FTX ที่เข้ามาปรับโครงสร้างบริษัทหลังยื่นขอล้มละลาย ส่งรายงานการเข้าสอบสวนสถานการณ์ของ FTX ต่อศาล โดยระบุว่า FTX เป็นบริษัทที่มีระบบควบคุมภายในแย่ที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมาตลอดชีวิตการทำงานเลยทีเดียว

ตัวของ John J. Ray III เชี่ยวชาญเรื่องการฟื้นฟูกิจการอย่างมาก ทำงานเรื่องนี้มากว่า 40 ปี และเขาเคยเข้าไปจัดการปัญหาของบริษัท Enron ที่ล้มละลายในปี 2001 ซึ่งเขาบอกว่า FTX แย่ที่สุดตั้งแต่เคยทำงานสายนี้มา

Never in my career have I seen such a complete failure of corporate controls and such a complete absence of trustworthy financial information as occurred here.

ก่อนหน้านี้ Sam Bankman-Fried เพิ่งให้สัมภาษณ์ว่าปัญหาของ FTX เกิดจากการลงบัญชีที่แย่ (messy accounting) รายงานของ John J. Ray III ก็แสดงให้เห็นว่าระดับของความแย่นั้นเป็นอย่างไร

ตัวอย่างปัญหาที่พบใน FTX ได้แก่

  • พนักงานยื่นขอเบิกเงินผ่านการแชท โดยผู้อนุมัติใช้ emoji ประจำตัวเป็นการยืนยันว่าอนุมัติแล้ว
  • การตามหาร่องรอยของเอกสารทำได้ยาก เพราะใช้แชทกันเป็นหลัก และเป็นแชทที่ตั้งให้ลบข้อความเก่าอัตโนมัติเมื่อหมดอายุ
  • บริษัทให้ผู้บริหารกู้เงินไปใช้ส่วนตัว เช่น Alameda Research ให้เงินกู้กับ Sam Bankman-Fried ถึง 1 พันล้านดอลลาร์ และหัวหน้าฝ่ายวิศวกรรม Nishad Singh อีก 543 ล้านดอลลาร์
  • เงินทุนของบริษัทนำไปใช้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ และทรัพย์สินส่วนตัวอื่นๆ ให้กับผู้บริหารและที่ปรึกษาบางคน
  • FTX ไม่เคยมีการประชุมบอร์ดใดๆ ทำให้การตรวจสอบกิจการเป็นไปไม่ได้เลย
  • ไม่มีระบบบริหารเงินสดจากส่วนกลาง บริษัทไม่รู้ว่าตัวเองมีเงินสดอยู่ในมือเท่าไร
  • โครงสร้างธุรกิจซับซ้อน ชื่อพนักงานปนกันอยู่ในหลายบริษัทย่อย ไม่รู้ว่าใครอยู่ที่บริษัทไหน ควรทำงานให้บริษัทใด และมี “พนักงานผี” ที่ไม่มีตัวตนจริงอยู่จำนวนหนึ่ง
  • ไม่มีรายชื่อพนักงานทั้งหมด สัญญาของพนักงานแต่ละคน และสถานะล่าสุดของพนักงานแต่ละคน
  • เงินคริปโตของลูกค้าไม่ถูกบันทึกลงในบัญชีงบดุล (balance sheet) ของบริษัทเลย แต่ถูกเก็บรวมกันไว้ในบัญชีคริปโตเพียงอันเดียว ใครจะนำไปใช้ทำอะไรก็ได้ ไม่มีการควบคุม
  • คนจัดการเงินคริปโต มีแค่ Sam Bankman-Fried และ Gary Wang ผู้ร่วมก่อตั้งอีกคน ใช้วิธีสร้าง group mail เอาไว้แลกเปลี่ยน private key กัน
  • จ้างบริษัทผู้ตรวจสอบบัญชี Prager Metis ที่ไม่มีใครรู้จัก และโฆษณาตัวเองว่ามีสำนักงานอยู่ใน Metaverse

ที่มา – Coindesk

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/131551

ซีอีโอ FTX เปิดปาก บอกคิดผิดที่ยื่นล้มละลาย, ที่เคยพูดเรื่องการกำกับดูแลเป็น PR ล้วนๆ

Sam Bankman-Fried หรือ SBF ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ FTX โผล่มาให้สัมภาษณ์กับ Kelsey Piper ผู้สื่อข่าวของ Vox (ผ่านทาง Twitter DM) มีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้

  • SBF ไม่ได้บอกว่าเขาอยู่ที่ไหน (เชื่อกันว่ายังอยู่ในบาฮามาส)
  • เขาบอกว่าสาเหตุของปัญหาเกิดจากระบบบัญชีที่ซับซ้อนระหว่าง FTX และ Alameda Research โดยยืนยัน FTX ไม่ได้นำเงินของลูกค้าไปลงทุน แต่ให้ Alameda ยืมเงินไปลงทุน โดยเขาคิดว่าฝั่ง Alameda มีสินทรัพย์ค้ำประกัน (collateral) มากพอ ซึ่งภายหลังมาพบว่าไม่จริง
  • เรื่องทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความตั้งใจของใคร (it was never the intention) แต่เป็นปัญหาเรื่องการลงบัญชี (messy accounting) ซึ่งเกิดขึ้นมานานแล้ว แต่เขาเพิ่งรู้ตัวว่าเป็นเรื่องใหญ่เมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา กระบวนการแต่ละขั้นตอนสมเหตุสมผลในตัวมันเอง แต่พอนำมารวมกันเป็นภาพใหญ่แล้วเกิดปัญหา
  • เขาบอกว่าตัดสินใจผิดที่เลือกนำ FTX ล้มละลายตามกฎหมาย chapter 11 และบอกว่าถ้าไม่ล้มละลาย ลูกค้าน่าจะกลับมาถอนเงินคืนได้ภายใน 1 เดือน
  • แม้บริษัทล้มละลายและเขาลาออกจากตำแหน่งซีอีโอไปแล้ว แต่เขายืนยันว่ากำลังหาเงินอีก 8 พันล้านดอลลาร์ภายในกรอบเวลา 2 สัปดาห์
  • ประเด็นเรื่องการแฮ็ก FTX เป็นการแฮ็กจริงๆ โดยอาจเป็นอดีตพนักงานหรือมัลแวร์ในเครื่องพนักงาน
  • เขาบอกว่าที่ผ่านมาพูดเรื่องจริยธรรม (ethics) หรือการกำกับดูแล มันเป็นเรื่อง PR ล้วนๆ โลกเราชอบคำอะไรเท่ๆ ดูดี ซึ่งเขาพูดแล้วทั้งโลกก็ชอบคำเหล่านี้ เลยเริ่มมีชื่อเสียงขึ้นมา

ที่มา – Vox

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/131543

Binance เตรียมตั้งกองทุน ช่วยเหลือโครงการคริปโตที่พื้นฐานดี แต่ประสบปัญหาสภาพคล่อง

Changpeng Zhao หรือ CZ ซีอีโอ Binance เปิดเผยว่า เขากำลังจัดตั้งกองทุนเพื่อฟื้นฟูอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับคริปโตขึ้นมา โดยรายละเอียดของกองทุนจะเปิดเผยในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก Justin Sun ผู้ก่อตั้ง Tron ด้วย

CZ บอกว่ามีโครงการหลายอย่างที่ยังมีพื้นฐานแข็งแกร่ง แต่ตอนนี้ประสบปัญหาสภาพคล่องการเงิน ฉะนั้น Binance จะประเมินและเข้าให้เงินช่วยเหลือ เขายืนยันว่าคริปโตจะยังคงอยู่ แต่เราต้องปรับปรุงโครงสร้างกันใหม่

ก่อนหน้านี้ Binance ก็ประกาศตั้งกองทุนขนาด 500 ล้านดอลลาร์ เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการเหมืองคริปโต

ที่มา: CoinDesk

from:https://www.blognone.com/node/131486

Feds ประกาศยึดบิทคอยน์มูลค่า 3.36 พันล้านดอลลาร์ฯ ที่เคยถูกขโมยไปจากตลาดผิดกฎหมาย

เมื่อเร็วๆ นี้ กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ประกาศการเข้ายึดเหรียญบิทคอยน์มูลค่ารวมกว่า 3.36 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ระหว่างการเข้าตรวจบ้านของ James Zhong เมื่อปี 2021 ซึ่งไม่ได้มีการเปิดเผยภารกิจการเข้าจับกุมดังกล่าวมาก่อนด้วย

โดย Zhong รับสารภาพเมื่อวันศุกร์ ยอมรับผิดคดียักยอกการโอนเงินหนึ่งกระทง ที่แค่นี้ก็อาจทำให้เขาได้รับโทษจำคุกสูงสุดถึง 20 ปีแล้ว จากกรณีนี้ทำให้ทางการสหรัฐฯ ยึดเหรียญคริปโตของกลางได้ประมาณ 50,676 บิทคอยน์

เหรียญที่ยึดมาได้นี้ได้มาระหว่างการตรวจค้นบ้านของเขาในเมือง Gainesville รัฐจอร์เจีย เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2021 ทาง DOJ เองระบุว่าถือเป็นการยึดทรัพย์ที่มูลค่ามากที่สุดเป็นอันดับสองเท่าที่เคยมีมา โดยอันดับแรกที่เคยยึดได้คือกรณีของตลาดแลกเปลี่ยน Bitfinex เมื่อปี 2016 ที่มีมูลค่ามากถึง 3.6 พันล้านดอลลาร์ฯ

สำหรับครั้งนี้ Zhong ขโมยบิทคอยน์จากตลาดมืดอย่าง Silk Road ที่เป็นเว็บบอร์ดขายยาและสิ่งผิดกฎหมายอื่นโดยใช้เงินคริปโต เว็บนี้เปิดตัวเมื่อ 2011 แต่โดน FBI สั่งปิดเมื่อปี 2013 และผู้ก่อตั้งอย่าง Ross William Ulbricht ก็กำลังรับโทษจำคุกตลอดชีวิตในเรือนจำ

อ่านเพิ่มเติมที่นี่

from:https://www.enterpriseitpro.net/feds-announce-seizure-of-3-36-billion-in-bitcoin-stolen/

Crypto.com โอนเหรียญล็อตใหญ่ 416 ล้านดอลลาร์ให้ตลาดอีกแห่ง บอกโอนผิด อีกฝ่ายโอนกลับให้

มีผู้ใช้ทวิตเตอร์ชื่อ @jconorgrogan ตรวจสอบการโอนเหรียญ Ethereum ล็อตใหญ่จำนวน 320,000 ETH (มูลค่าประมาณ 416 ล้านดอลลาร์) จาก Crypto.com ตลาดแลกเปลี่ยนคริปโตชื่อดัง ให้กับตลาดแลกเปลี่ยนอีกราย Gate.io เมื่อวันที่ 21 ตุลาคมที่ผ่านมา พร้อมตั้งคำถามว่าทำไมต้องโอนเงินให้กันเยอะขนาดนี้

หลังจากนั้น Gate.io โอนเหรียญคืนกลับให้ 285,000 ETH ในอีก 5-7 วันต่อมา โดย Kris Marszalek ซีอีโอของ Crypto.com เข้ามาตอบว่าเป็นการโอนผิด ตอนแรกตั้งใจโอนเหรียญเข้าไปเก็บใน code storage แต่ใส่ที่อยู่เป็นตลาดแลกเปลี่ยนอื่นใน whitelist แทน ซึ่งทาง Crypto.com สื่อสารกับทาง Gate เรียบร้อยและโอนเหรียญคืนทั้งหมดกลับมาให้แล้ว (บล็อกเชนถอยธุรกรรมกลับไม่ได้!) บริษัทได้เพิ่มมาตรการป้องกันข้อผิดพลาดแบบเดียวกันนี้แล้ว

เมื่อเดือนสิงหาคม Crypto.com ก็เพิ่งทำพลาดคล้ายๆ กันคือโอนเหรียญมูลค่าราว 400 ล้านดอลลาร์ให้บัญชีของลูกค้า จนต้องมีคดีฟ้องร้องเพื่อเรียกเหรียญกลับคืน ทำให้ลูกค้าหลายรายเริ่มตั้งคำถามว่าเหรียญของตัวเองที่ฝากไว้กับตลาดแลกเปลี่ยน จะโดนโอนผิดพลาดง่ายๆ แบบนี้กันอีกหรือไม่

ที่มา – web3 is just going great

from:https://www.blognone.com/node/131477

ดราม่ายังไม่จบ FTX Wallet โดนแฮ็ก แฮ็กเกอร์โอนถ่ายเหรียญออกไปมูลค่า 600 ล้านดอลลาร์

ดราม่า FTX ยังไม่จบลงง่ายๆ แม้ยื่นขอล้มละลายไปแล้ว ล่าสุด FTX รายงานปัญหาผ่านห้องแชทใน Telegram ว่าโดนแฮ็กที่แอพ FTX Wallet ทำให้แฮ็กเกอร์สามารถโอนเงินคริปโตออกไปได้เป็นมูลค่า 600 ล้านดอลลาร์ (บางแห่งก็บอก 400 ล้านดอลลาร์)

ข้อความใน Telegram ของ FTX ระบุว่าตัวแอพ FTX Wallet มีมัลแวร์ และขอให้ลบออกทันที ส่วน Ryne Miller หัวหน้าฝ่ายกฎหมายของ FTX โพสต์ผ่านทวิตเตอร์ว่ากำลังสอบสวนปัญหานี้ และจะรายงานข้อมูลเพิ่มเติมต่อไป เขายังโพสต์อีกข้อความบอกว่าตอนนี้ FTX ย้ายสินทรัพย์ที่เหลือไปเก็บไว้ใน cold wallet/cold storage ที่เข้าถึงได้ยาก เพื่อความปลอดภัยที่มากขึ้น

หลังมีข่าว FTX โดนแฮ็กและโดนโอนถ่ายสินทรัพย์ดิจิทัลออกไป บล็อกเชนบางแห่ง เช่น Tether ก็ได้บล็อคที่อยู่ของผู้โอนออกแล้ว เพื่อช่วยสกัดกั้นการโอนถ่ายสินทรัพย์ครั้งนี้

No Description

ภาพจาก FTX

ที่มา – Coindesk, Coindesk

from:https://www.blognone.com/node/131467