คลังเก็บป้ายกำกับ: PRODUCTS

Fortinet ออกชิป ASIC ใหม่ ‘FortiSP5’ ยกระดับการทำงาน ผสานพลัง Network และ Security

Fortinet ผู้นำด้าน Next-gen Firewall ได้เปิดตัวนวัตกรรมชิป ASIC ล่าสุดของตนรุ่นที่ 5 หรือ Security Processing Unit ‘SP5’ โดยมีสถิติใหม่ที่น่าสนใจดังนี้

credit : Fortinet
  • ให้ประสิทธิภาพสำหรับ Firewall สูงกว่า CPU ตามมาตรฐานชั้นนำถึง 17 เท่า
  • ให้ประสิทธิภาพสำหรับ Next-gen Firewall เช่น การทำ Traffic inspection สูงกว่า CPU ตามมาตรฐานชั้นนำถึง 3.5 เท่า
  • ทำการเข้ารหัสได้เร็วกว่า 32 เท่า เสริมพลังให้แก่การทำ VPN และการปกป้องข้อมูลที่อ่อนไหว
  • ตรวจตราทราฟฟิคที่เข้ารหัสเพื่อป้องกันมัลแวร์ได้ถึง 2.5 Gbps
  • เพื่อความสามารถ Secure Boot อนุญาตเฉพาะ OS ที่ถูกต้องเท่านั้น
  • ใช้พลังงานลดลงถึง 88% เทียบกับ CPU ชั้นนำตามมาตรฐานอุตสาหกรรม
  • เสริมสมรรถนะให้แก่การป้องกัน DDoS และ ช่วยเรื่องของการทำ QoS ด้วยพลังจากฮาร์ดแวร์ นอกจากนี้ยังช่วยในเรื่องของ VXLAN/GRE Encapsulation ด้วย

ประสิทธิที่ภาพที่เพิ่มขึ้นอย่างยิ่งยวดด้วยพลังงานที่ต่ำลงและขนาดชิปเล็กลง ยังตอบโจทย์นโยบายด้านความยั่งยืนไปพร้อมกัน ซึ่งการที่ฮาร์ดแวร์เก่งขึ้นการให้บริการฟีเจอร์ Firewall, ZTNA, SD-WAN และ SSL Inspection ก็ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ยกระดับการใช้งานในแง่มุมต่างๆ ทั้ง Edge, 5G, Branch/Campus และงานในภาคอุตสาหกรรม (OT)

ผู้สนใจทุกท่านตั้งตารอได้เลย โดย FortiGate รุ่นระดับเล็กและกลางที่จะออกมาในปีนี้จะอัดแน่นมาด้วยขุมพลังจาก SP5 อย่างแน่นอน

ที่มา : https://www.fortinet.com/corporate/about-us/newsroom/press-releases/2023/fortinet-unveils-new-asic-accelerate-networking-security-convergence-across-network-edges

from:https://www.techtalkthai.com/fortinet-asic-fortisp5/

AIS Business ตอกย้ำผู้นำด้านดิจิทัลและไอซีที สำหรับองค์กรและธุรกิจไทย ยกทัพโครงข่ายอัจฉริยะ, 5G โซลูชัน, โครงสร้างพื้นฐานดาต้าและคลาวด์ และทีมงานมืออาชีพ พร้อมเป็นดิจิทัลพาร์ทเนอร์อันดับ 1 ในใจผู้ประกอบการ ที่มุ่งสร้างการ “เติบโต อุ่นใจ ไปด้วยกัน” [Guest Post]

AIS Business ขึ้นแท่นผู้นำการให้บริการดิจิทัลและโซลูชัน ที่ได้รับการยอมรับสูงสุดจากกลุ่มผู้ประกอบการภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม และ SME ในฐานะโอเปอเรเตอร์ ที่มีวิสัยทัศน์มุ่งเป็นองค์กรโทรคมนาคมอัจฉริยะ หรือ Cognitive Tech-Co รวมถึงยังมีโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลเทคโนโลยี หรือ Digital infrastructure ที่แข็งแรงมากพอในการเชื่อมต่อประสบการณ์ของลูกค้าและคนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มธุรกิจลูกค้าองค์กร ในปี 2023 นี้ AIS Business ยังคงเดินหน้าสร้างการ “เติบโต อุ่นใจ ไปด้วยกัน” กับลูกค้า ทั้งภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการ SME ในการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นด้วยต้นทุนที่เหมาะสม สนับสนุนการเติบโตขององค์กรและธุรกิจ ภายใต้เทรนด์และสถานการณ์ภายหลังจากที่ต้องเผชิญกับวิกฤติ และการเปลี่ยนแปลงของบริบทโลก ที่วันนี้ AIS Business พร้อมส่งมอบบริการดิจิทัลและไอซีทีโซลูชัน ที่สร้างความปลอดภัย มั่นใจ ตอบโจทย์การเติบโตของลูกค้าอย่างยั่งยืน

นายธนพงษ์ อิทธิสกุลชัย หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าองค์กร AIS อธิบายต่อถึงภาพรวมสถานการณ์ตลาด และเทรนด์การทำ Digital Transformation ขององค์กร และ SME ที่จะเกิดขึ้นในปีนี้ว่า “3 ปี ที่เราอยู่กับการระบาดของโควิด-19 ทำให้องค์กรส่วนใหญ่ได้ปรับตัวรับผลกระทบจนพร้อมที่จะเดินหน้าต่อในบริบทของโลกหลังโควิดแล้ว และแน่นอนว่า พร้อมเปิดรับเทคโนโลยีดิจิทัลเข้าไปเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้วยการทำ Digital Transformation เพื่อสร้างโอกาสทางการแข่งขันและพัฒนานวัตกรรมเพื่อการเติบโตของธุรกิจมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม ภาคการผลิต ธุรกิจขนส่ง Logistics และผู้ให้บริการทางการเงิน เป็นต้น อีกทั้งเทรนด์ของการใช้งานในปีนี้องค์กรจะมุ่งไปที่การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทาง IT ที่ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ เข้ามาช่วยจัดการ ควบคุม ความมั่นคงปลอดภัยของ Data ตามกรอบกฎหมายที่ประกาศใช้ในปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังมีกระแสเรื่องของการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และมีการบริหารจัดการที่ดี ทั้งหมดนี้ทำให้ ดิจิทัลโซลูชัน ได้กลายเป็นปัจจัยหลักที่จะเข้ามาช่วยองค์กรสร้างความพร้อมสู่การเติบโตควบคู่กับความยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจได้”

นายธนพงษ์ ขยายความต่อไปอีกว่า เมื่อมองภาพรวมของสถานการณ์ทั้งหมดแล้ว ทำให้ในปีนี้เรายังคงมุ่งสร้าง Digital Business Ecosystem ให้มีความสมบูรณ์แบบ สามารถตอบโจทย์การทำงานทุกองค์กรได้ในทุกมิติ ผ่าน 5 กลยุทธ์ อันได้แก่ 1) เชื่อมต่อ 5G Ecosystem เพื่อการทำงานของภาคธุรกิจอย่างรอบด้าน 2) ยกระดับการทำงานของโครงข่ายด้วย Intelligent Network  3) มุ่งเสริมความสมบูรณ์ของโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและแพลตฟอร์ม  4) เสริมอาวุธด้านการตลาดและเพิ่มโอกาสการเติบโต Data-driven Business  5) ส่งมอบบริการด้วยทีมงานมืออาชีพที่ไว้วางใจได้

ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจของ AIS Business ประกอบกับความพร้อมในฐานะผู้ให้บริการโครงข่ายอัจฉริยะ 5G อันดับ 1 ของไทย ทำให้เราพร้อมเป็นพันธมิตรดิจิทัล ที่มั่นใจได้ เพื่อพัฒนาธุรกิจและสังคมไทยเติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน ในมิติต่างๆ ดังนี้

Growth: Accelerating Growth Beyond Pandemic Recovery เร่งการเติบโตของธุรกิจโดยการสร้างขีดความสามารถใหม่ๆ ด้วยเครื่องมือทางดิจิทัล เพิ่มความคล่องตัวทางธุรกิจด้วยศักยภาพของ AIS 5G และ Cloud Platform, ตอบโจทย์การให้บริการลูกค้าด้วยการบริหารจัดการข้อมูลอัจฉริยะ Data Insight & Lifestyle as a Service, พร้อมการสร้างสรรค์โซลูชันใหม่ ๆ เฉพาะอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็น Smart Manufacturing, Smart Transportation & Logistics, Smart City & Building, และ Smart Retail

Trust: Modernizing Trusted Digital Infrastructure to Improve Efficiency, Agility and Security บริการโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และเชื่อถือได้ ด้วยความพร้อมเต็มรูปแบบของ Intelligent Network, Cloud Platforms, และ Cyber Security สอดรับกับกฎระเบียบของการใช้งานที่ปลอดภัยและเป็นไปตามข้อกำหนดของแต่ละอุตสาหกรรม ผ่านโซลูชันอย่างเช่น Sovereign Cloud, SD-WAN, Secured Connectivity เป็นต้น ที่ตอบโจทย์ทั้งความเร็ว ความยืดหยุ่น ช่วยยกระดับการบริหารจัดการข้อมูลและระบบต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มความน่าเชื่อถือและความปลอดภัยขององค์กร

Sustainability: Creating Sustainable Business with Digital Solutions สร้างระบบนิเวศนวัตกรรมเพื่อธุรกิจอย่างยั่งยืน AIS Business พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยเสริมนวัตกรรมเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน ครอบคลุมทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่การสร้างระบบนิเวศสำหรับการพัฒนานวัตกรรมร่วมกับพันธมิตรต่างๆ การสร้าง AIS 5G NEXTGen Platform เพื่อการสร้าง 5G โซลูชันได้สะดวกรวดเร็วขึ้น ไปจนถึงโซลูชันที่เข้ามาช่วยในการบริการจัดการการใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดการปล่อยคาร์บอน การปล่อยน้ำเสียโดยใช้ข้อมูลแบบ real-time จากอุปกรณ์ IoT ทำให้พร้อมการคาดการณ์การใช้พลังงานล่วงหน้า เพื่อให้สามารถตัดสินใจวางแผนการทำงาน หรือการผลิตได้อย่างเหมาะสม ควบคู่ไปกับการดำเนินโครงการเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่าง e-Waste, Academy for Thai, และอุ่นใจไซเบอร์ เป็นต้น

“จากเป้าหมายใหญ่ของ AIS ที่ต้องการเป็นองค์กรโทรคมนาคมอัจฉริยะ ในส่วนธุรกิจลูกค้าองค์กรอย่าง AIS Business ก็จะสร้างเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลไทยให้ยั่งยืน ด้วยการเร่งขับเคลื่อนดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันของลูกค้า โดยเทคโนโลยีและการให้บริการดิจิทัลที่หลากหลายครบครัน ด้วยทีมงานที่ไว้ใจได้ในความสามารถอย่างมืออาชีพ

เรามุ่งหวังที่จะเป็นพันธมิตรสมาร์ตดิจิทัลที่ไว้วางใจได้ สนับสนุนองค์กรธุรกิจและ SME ไทยให้ “เติบโต อุ่นใจ ไปด้วยกัน” อย่างยั่งยืน”  นายธนพงษ์ กล่าวทิ้งท้าย 

เกี่ยวกับ AIS

บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS ผู้ให้บริการดิจิทัลบนโครงข่ายอัจฉริยะ 5G ที่มีคลื่นความถี่ในการให้บริการมากที่สุดรวม 1420 MHz และมีจำนวนผู้ใช้งานมากที่สุดกว่า 45.7 ล้านเลขหมาย (ณ กันยายน 2565) พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยเทคโนโลยี 5G ที่ครบ 77 จังหวัดแล้วเป็นรายแรกผ่าน 3 สายธุรกิจ ได้แก่ โทรศัพท์เคลื่อนที่, อินเทอร์เน็ตบ้านความเร็วสูงภายใต้แบรนด์ AIS Fibre และบริการดิจิทัล 5 ด้าน ได้แก่ วิดีโอ คลาวด์ ดิจิทัลเพย์เมนท์ อินเทอร์เน็ตในทุกสิ่ง (IoT) และบริการร่วมกับพาร์ทเนอร์ตลอดจนขยายสู่กลุ่มธุรกิจใหม่ อาทิ AIS eSports, AIS Insurance Service ทั้งหมดนี้เพื่อเดินหน้าตามวิสัยทัศน์การเป็นองค์กรโทรคมนาคมอัจฉริยะ หรือ Cognitive Tech-Co ที่พร้อมนำศักยภาพเข้าสนับสนุนความแข็งแกร่งด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศขยายขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรม และยกระดับ คุณภาพชีวิตของคนไทยไปพร้อมกัน พบกับเราได้ที่ www.ais.th

from:https://www.techtalkthai.com/ais-business-strategies-growth-relieve-together-guest-post/

ทรานส์ฟอร์มธุรกิจอย่างมั่นใจ ด้วย Alibaba Cloud จาก TrueBusiness

ทุกวันนี้ไม่ว่าจะทำธุรกิจอยู่ในภาคอุตสาหกรรมใด ล้วนจำเป็นจะต้อง Digital Transformation เพื่อให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดอย่างรวดเร็ว ซึ่ง Cloud คือหนึ่งในเทคโนโลยีที่สำคัญในการทำให้องค์กรสามารถทรานส์ฟอร์มได้สำเร็จ หากแต่ในทุกวันนี้การใช้ Cloud เพียงเจ้าใดเจ้าหนึ่งนั้นก็อาจไม่เพียงพอที่จะให้บริการกับลูกค้าได้อย่างมีเสถียรภาพอีกต่อไปเสียแล้ว

อีกหนึ่งผู้ให้บริการ Cloud ระดับโลกที่น่าจับตาอย่างยิ่ง นั่นคือ “Alibaba Cloud”  ผู้ให้บริการ Infrastructure as a Service (IaaS) ระดับแนวหน้าในภูมิภาคเอเชียที่ได้มาเปิดตัว Data Center ในประเทศไทยช่วง พ.ค.2565 พร้อมกับมีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับทาง True ในช่วงปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา และสร้างความร่วมมือกับทาง TrueBusiness ที่จะมาร่วมกันช่วยปลดล็อกศักยภาพของภาคธุรกิจไทยให้ทรานส์ฟอร์มองค์กรได้อย่างรวดเร็ว รายละเอียดของ Alibaba Cloud ที่มีพื้นที่ให้บริการในไทยกับทาง TrueBusiness นั้นเป็นอย่างไร อะไรคือเหตุผลที่ภาคธุรกิจควรใช้ Alibaba Cloud ผ่าน TrueBusiness ติดตามได้ในบทความนี้

ความท้าทายของบริการ Public Cloud ในภาคธุรกิจไทย 

แม้ว่าเทรนด์ Digital Transformation จะเกิดขึ้นมาสักพักหนึ่งแล้ว หากแต่ความท้าทายสำคัญคือ “การเริ่มต้น” ที่หลาย ๆ องค์กรในภาคอุตสาหกรรมนั้นอาจจะยังไม่เข้าใจถึงความต้องการอย่างชัดเจน รวมทั้งโลกของเทคโนโลยีที่มีสิ่งใหม่เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งรวมไปถึงเทคโนโลยี Cloud ที่ยอมรับโดยทั่วกันแล้วว่าเป็นหนึ่งในส่วนสำคัญที่สามารถช่วยสนับสนุนให้องค์กรทรานส์ฟอร์มได้อย่างทันท่วงที

ด้วยความต้องการในภาคอุตสาหกรรมที่มีความหลากหลายและแตกต่างกันไป รวมทั้งเทคโนโลยี Cloud ที่ปัจจุบันการใช้งาน Cloud ที่เดียวไม่อาจตอบโจทย์ได้ตามที่ต้องการทั้งหมด จำเป็นต้องใช้งานในรูปแบบ Hybrid Cloud หรือ Multi Cloud ที่สามารถปรับแต่งได้ตามโจทย์หรือ Pain Point ที่มีของแต่ละธุรกิจ ความท้าทายเหล่านี้คือจุดสำคัญที่ทำให้องค์กรจำเป็นจะต้องมีผู้เชี่ยวชาญในทุกเทคโนโลยี Cloud เพื่อมาช่วยแนะนำและคัดสรรเลือกใช้โซลูชันที่ตอบโจทย์กับธุรกิจ ด้วยราคาที่สมเหตุสมผลและประสิทธิภาพรวดเร็ว มีความเสถียรตลอดเวลา ซึ่ง Alibaba Cloud คือหนึ่งในผู้ให้บริการ IaaS ชั้นนำในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและเป็นผู้ให้บริการ IaaS อันดับ 3 ของตลาดโลกนั้นคืออีกหนึ่งแบรนด์ที่ต้องจับตามองการเติบโตที่กำลังเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

TrueBusiness จับมือ Alibaba Cloud เสริมบริการภาคธุรกิจในไทย

อย่างที่รู้กันว่าจุดเริ่มต้นของ Alibaba Cloud นั้นคือการพัฒนาระบบ Cloud สำหรับใช้งานภายในองค์กรตัวเองเพื่อสนับสนุนระบบ e-Commerce ในจีนที่ถือได้ว่าใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก หากแต่ปัจจุบัน Alibaba Cloud ได้วิวัฒนาการจนกลายมาเป็นผู้ให้บริการ Cloud ระดับโลกเป็นที่เรียบร้อย โดย ณ วันนี้ได้เปิดให้บริการถึง 86 โซนใน 28 ภูมิภาคทั่วโลก อาทิ จีน, สิงคโปร์, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, ญี่ปุ่น, สหราชอาณาจักร, เยอรมัน และออสเตรเลีย ซึ่ง Alibaba Cloud มีผลิตภัณฑ์ให้บริการมากกว่า 200 ผลิตภัณฑ์แล้วตอนนี้

ในที่สุดเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา Alibaba Cloud ก็ได้ขยายพื้นที่ให้บริการ Data Center มายังประเทศไทยอย่างเป็นทางการ พร้อมทั้งเซ็นต์สัญญาลงนามความร่วมมือกับทางกลุ่ม True เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อเสริมความพร้อมในการให้บริการโซลูชันดิจิทัลครบวงจรให้กับลูกค้าองค์กรทุกระดับ และสนับสนุนการให้คำปรึกษาทางธุรกิจเพื่อเร่งการทำ Digital Transformation ขององค์กรไทยได้รวดเร็วและตอบโจทย์การใช้งานได้ดีขึ้นกว่าเดิม

ด้วยจุดแข็งของทาง Alibaba Cloud ที่เชี่ยวชาญทั้งส่วนของโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure), ความมั่นคงปลอดภัย (Security) ของ Cloud รวมทั้งโซลูชันบริการวิเคราะห์ข้อมูลและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI & Data Analytics) มากมายที่พร้อมสนับสนุนในทุกภาคอุตสาหกรรม เสริมกับความแข็งแกร่งของทาง TrueBusiness ผู้ให้บริการลูกค้าองค์กรชั้นนำของไทยที่ครอบคลุมบริการอยู่ในทุกภาคอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจค้าปลีก (Retail) โลจิสติกส์ (Logistics) อีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) การเงิน (Finance) เป็นต้น ความร่วมมือที่เกิดขึ้นนี้คือการเสริมกำลังกันที่จะสามารถสนับสนุนการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมไทย ตามโจทย์ความต้องการใช้งานของแต่ละแห่งได้รวดเร็วยิ่งขึ้นกว่าเดิมแน่นอน

5 เหตุผลที่ต้องใช้ Alibaba Cloud กับ TrueBusiness

Alibaba Cloud ที่มาเปิดตัว Data Center แห่งแรกในประเทศไทยได้มีโมดูลพร้อมให้บริการที่หลากหลายมากมาย ที่จะสนับสนุนให้ทุกองค์กรทุกภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทยสามารถใช้งานทรานส์ฟอร์มธุรกิจได้แล้ววันนี้ ตั้งแต่ Cloud Computing, Stroage, Network, Database, Security, Big Data &AI และ Media & CDN และนี่คือ 5 เหตุผลที่ควรจะต้องใช้ Alibaba Cloud กับทาง TrueBusiness

มีความเสถียรสูง

จุดเด่นที่สุดของ Alibaba Cloud นั้นคือ “ความเสถียร” โดยตัวอย่างที่เห็นเด่นชัดเจนมาก ๆ นั่นคือ Alibaba Cloud นั้นเป็นโครงสร้างพื้นฐานผู้อยู่เบื้องหลังตลาด e-Commerce ของ Alibaba Group ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีนที่สามารถจัดการกับธุรกรรมที่เกิดขึ้นในช่วงที่จัดมหกรรมช้อปปิ้งระดับโลก 11.11 ได้อย่างเสถียรและไม่มีปัญหาใด ๆ เกิดขึ้น ซึ่งหากธุรกิจใดที่ต้องการความเสถียรในการให้บริการระดับสูงสุดด้วยระดับเดียวกับที่ให้บริการในประเทศจีนแล้ว Alibaba Cloud ถือว่าตอบโจทย์ที่สุดและมั่นใจในการให้บริการได้อย่างแน่นอน

คุ้มค่าใช้จ่าย

เมื่อเทียบกับผู้ให้บริการ Cloud เจ้าอื่น ๆ ในส่วนการประมวลผล (Compute Engine) นั้น Alibaba Cloud ถือว่าสามารถสนับสนุนลูกค้าในราคาที่เข้าถึงได้มากกว่า จึงทำให้สามารถสร้างโอกาสในการแข่งขันทางธุรกิจได้ดีกว่านั่นเอง อีกทั้ง Alibaba Cloud จะมีทีมงานสนับสนุนในโมดูลที่เลือกใช้งานทุกส่วน และทีมเชิงลึกที่จะมาช่วยสนับสนุนข้อมูลว่าทำไมถึงองค์กรของลูกค้าควรจะทรานส์ฟอร์มมาที่ Cloud และจะมีผลตอบแทนจากการลงทุน (Return on Investment : ROI) อย่างไรบ้างให้ประกอบการตัดสินใจอีกด้วย 

พร้อมดำเนินการตาม PDPA

PDPA หรือพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 นั้นคือสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในการทำธุรกิจในประเทศไทย ซึ่งการเลือกใช้ Alibaba Cloud กับทาง TrueBusiness นั้นได้มีการคำนึงถึงจุดนี้พร้อมไว้เรียบร้อยแล้ว ทั้งในเรื่องของการรับรองมาตรฐาน ISO27001 และ ISO20000 และ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของไทยในด้านการรักษาความปลอดภัยที่นำเสนอให้แก่ลูกค้า เช่น บริการป้องกันการโจมตีแบบ Anti-DDoS, WAF, ศูนย์ความปลอดภัย, การตรวจสอบการดำเนินการ, บริการใบรับรอง SSL และการจัดการการเข้าถึงทรัพยากร (RAM)

CDN ประสิทธิภาพสูงสุดในประเทศไทย

CDN หรือ Content Delivery Network คือเครือข่ายที่ช่วยทำให้การส่งข้อมูลเนื้อหาต่าง ๆ มีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ซึ่ง Alibaba Cloud มีโหนด CDN ที่ทำให้มั่นใจได้ว่าการส่งข้อมูลที่รองรับด้วย Alibaba Cloud CDN จะมีประสิทธิภาพทั้งความรวดเร็ว เสถียร มีความมั่นคงปลอดภัยอย่างสูงสุด และที่สำคัญคือมี Latency ระดับต่ำสุด การันตีคุณภาพจากลูกค้าทุกกลุ่มโดยเฉพาะลูกค้ากลุ่มมีเดียในประเทศไทย 

Website Acceleration ด้วย Alibaba Cloud CDN

TrueBusiness ที่พร้อมสนับสนุนทุกการทรานส์ฟอร์ม

จนถึงวันนี้ TrueBusiness ได้ให้บริการเทคโนโลยี Cloud ทั้งในส่วนของ Enterprise Cloud และ Public Cloud กับลูกค้าองค์กรมามากกว่า 9 ปีแล้ว โดย TrueBusiness มีทีมงานรองรับอย่างครบวงจรตั้งแต่เริ่มพูดคุยเรื่องความต้องการใช้งาน โจทย์ปัญหาหรือ Pain Point ที่ต้องการปรับแก้ เพื่อนำไปวิเคราะห์ว่าโจทย์ที่ได้นั้นเหมาะสมกับ Cloud เจ้าใดและบริการอะไรบ้าง พร้อมทั้งยังมีทีมออกแบบและให้คำปรึกษา ที่จะช่วยคัดสรรเทคโนโลยีที่เหมาะสมและดีที่สุดให้กับลูกค้าใช้งานในราคาที่สมเหตุสมผลอีกด้วย

ในฝั่งของ Alibaba Cloud นั้น ทาง TrueBusiness ก็มีทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่ได้ใบรับรองจาก Alibaba Cloud ในทุกระดับ ทั้งในส่วนของ Alibaba Cloud Associate, Alibaba Cloud Professional และ Alibaba Cloud Network Engineering Specialist ซึ่งปัจจุบัน TrueBusiness ได้มีลูกค้าที่ใช้ Alibaba Cloud แล้ว ดังนั้น TrueBusiness มีความพร้อมและมั่นใจที่จะสนับสนุนให้กับทุกองค์กรจากทุกภาคอุตสาหกรรมในการทรานส์ฟอร์มองค์กรผ่าน Alibaba Cloud ได้แล้ววันนี้

ติดต่อ TrueBusiness เริ่มใช้ Alibaba Cloud ได้ทันที

ถ้าหากรู้สึกได้ว่า Alibaba Cloud นั้นตอบโจทย์กับองค์กรของท่าน ทาง TrueBusiness คือผู้ให้บริการที่มีความพร้อมในการให้บริการโซลูชันดิจิทัลครบวงจร รวมทั้งมีผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาในการนำโซลูชันต่าง ๆ ไปปรับใช้ในธุรกิจได้ ดังนั้น มั่นใจได้เลยว่าการบริการ Alibaba Cloud จากทาง TrueBusiness นั้นจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งในด้านดิจิทัลและความสามารถในการแข่งขันในอนาคตได้อย่างแน่นอน

สำหรับผู้ที่สนใจใช้บริการของ Alibaba Cloud ในประเทศไทย สามารถติดต่อ TrueBusiness เพื่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการลูกค้าองค์กร โทร 1239 หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://truebusiness.truecorp.co.th/th/solution/data-cloud/cloud-services

from:https://www.techtalkthai.com/transform-your-business-with-alibaba-cloud-from-truebusiness/

เริ่มต้นใช้ RPA กันง่ายๆ ด้วยบริการครบวงจรจาก KDDI Thailand

RPA เป็นเทคโนโลยีที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ประหยัดเวลา แบ่งเบาภาระให้พนักงานมีเวลาไปทำกิจกรรมอื่นที่มีประโยชน์มากขึ้น อีกทั้งปัจจุบันเทคโนโลยี RPA ยังได้รับการเสริมสร้างความชาญฉลาดจาก AI/ML หรือแม้กระทั่งการทำงานร่วมกับ IoT ด้วยเหตุนี้เอง RPA จึงถือเป็นกุญแจสำคัญในโครงการ Digital Transformation อนึ่งแม้จะมีประโยชน์มากล้น แต่การตีความเพื่อนำไปใช้จริงนั้นมีความท้าทายไม่น้อย ด้วยเหตุนี้เองวันนี้เราขอพาทุกท่านไปรู้จักกับบริการ RPA ภายใต้มือผู้เชี่ยวชาญจาก KDDI Thailand กันครับ

Software RPA คืออะไร?

Robotic Process Automation หรือ RPA คือการสร้างหุ่นยนต์หรือบอทที่จะเข้าไปทำงานแทนมนุษย์ โดยงานที่เข้าไปทำแทนอาจจะเป็นงานที่ซ้ำซากจำเจ งานที่ไม่ต้องใช้ความสามารถมากแต่กินเวลา หรืองานที่คอมพิวเตอร์สามารถทำได้เร็วกว่ามนุษย์
ก่อนที่บอทจะเข้าไปทำงานเหล่านั้นได้ ก็ต้องมีการสอนงานกันก่อน โดยอาจทำผ่านการลองทำงานนั้นและ Record ไว้เพื่อเป็นตัวอย่างสำหรับบอท หรือการเขียนโปรแกรมเพื่อสร้างบอทตามต้องการ ซึ่งอาจรองรับเคสที่ซับซ้อนมากกว่า และเมื่อนำบอทเหล่านี้ไปใช้งาน พวกมันก็จะทำงานอย่างรวดเร็วแม่นยำตามรูปแบบที่เรียนมา ไม่มีการเหนื่อยล้า ไม่ตกหล่น และสามารถทำงานได้ตลอดแม้นอกเวลาทำการ

หากกล่าวถึงข้อดีของ RPA นั้นมีอยู่หลายด้านทีเดียว ประการแรก ตอบโจทย์ด้าน Compliance เนื่องจากบอทสามารถบันทึกทุกกิจกรรมไว้จึงมีแนวทางที่ชัดเจนไม่นอกกรอบมั่นใจได้ ดังนั้นการตรวจสอบภายในจึงทำได้ง่าย อีกทั้งฟีเจอร์ของ RPA ยังรองรับกับมาตรฐานในหลายอุตสาหกรรมเช่น HIPAA, PCI และอื่นๆ

ประการที่สอง ไม่กระทบกับระบบเดิมเพราะการทำงานของ RPA จะอยู่ในเลเยอร์แอปพลิเคชันเฉกเช่นเดียวกับที่ผู้ใช้ปฏิสัมพันธ์กับแอป กล่าวคือไม่ต้องเปลี่ยนแปลงแอปเดิมที่มีอยู่ทำให้ไม่กระทบกับการทำงาน การใช้งานสมัยใหม่ก็ไม่ยากนักเพราะถูกพัฒนาให้ง่ายขึ้นเรื่อยๆลดการพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญ

ประการที่สาม เพิ่มประสิทธิภาพให้แก่การทำงานของพนักงานซึ่งจะเห็นได้ว่าบอทเหมาะแก่การทำงานซ้ำเดิมหรืองานปริมาณมาก สร้างประสบการณ์ความเป็นอัตโนมัติให้แก่กระบวนการทำงาน

ประการสุดท้าย แพลตฟอร์มกลางที่ใช้บริหารจัดการ RPA ในการทำงานมีลักษณะแบบรวมศูนย์ ดังนั้นกิจกรรมทุกอย่างตั้งแต่การตั้งค่า ควบคุม สร้างบอทจะเกิดขึ้นได้จากศูนย์กลาง อีกทั้งหากเซิร์ฟเวอร์อยู่บนคลาวด์องค์กรก็จะสามารถควบคุมบอทได้จากที่ใดก็ได้
แต่แน่นอนว่าแต่ละองค์กรมีความต้องการที่แตกต่างกัน นั่นหมายถึงบอทที่สร้างขึ้นต้องถูกปรับแต่งให้เหมาะกับการทำงานในแง่ต่างๆ สเกลให้มากพอกับปริมาณงาน เชื่อมต่อระบบเดิมได้ อีกทั้งยังต้องประเมินประสิทธิภาพอยู่เสมอ นั่นทำให้ UiPath และ KDDI จะเข้ามาตอบโจทย์ตรงนี้

UiPath RPA

ความต้องการที่แตกต่างกันของสถานการณ์และลักษณะธุรกิจทำให้เรื่องราวทั้งหมดย้อนกลับมาสู่คำถามว่า UiPath มีเครื่องมืออะไรที่อำนวยความสะดวกให้แก่การทำงานนั้น และคำตอบนี้เห็นได้จากการที่ UiPath แบ่งส่วนของผลิตภัณฑ์ไว้ 3 ขั้นตอนคือ

  • Discover – มีเครื่องมือช่วยเสาะหาว่าโปรเซสใด หรืองานใดในองค์กรที่สามารถสร้างผลสัมฤทธิ์ด้วย RPA ได้ อีกทั้งยังมีตัวอย่างการทำ Automation จากส่วนกลางเพื่อให้ผู้สนใจสามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้สร้าง ROI ได้เหมาะกับองค์กร โดยมีฟีเจอร์ที่เกี่ยวข้องเช่น Process Mining, Task Mining และ Automation Hub
  • Automate – มีเครื่องมือช่วยให้การพัฒนาบอทเป็นไปได้ง่ายและอัตโนมัติเช่น ทำให้งานง่ายขึ้นด้วย Low-code และรองรับการสเกลการทำงานด้วย API หรือมีระบบช่วยเหลือที่ทำให้เข้าใจโจทย์ได้รวดเร็วด้วย NLP และ AI/ML เป็นต้น โดยมีฟีเจอร์ที่เกี่ยวข้องคือ Studio Family, Apps, Integration Service, Assistant, Action Center, Assistant, Data Service และ Ai Center 
  • Operate – มีความสามารถช่วยให้องค์กรปฏิบัติงานได้หลายรูปแบบทั้ง SaaS หรือโฮสต์ระบบเอง ตลอดจนการวิเคราะห์ข้อมูลทางธุรกิจที่ช่วยในการโปรแกรมระบบบอท อีกทั้งยังช่วยติดตามทดสอบบอทที่ใช้งานได้อย่างต่อเนื่องทำให้สามารถเข้าใจและปรับปรุงประสิทธิภาพให้สูงขึ้นได้ รวมถึงบริการจัดการบอทได้จากศูนย์กลาง โดยมีฟีเจอร์ที่เกี่ยวข้องคือ Insights, Test Suite, Orchestrator, Automation Ops, Automation Cloud และ Automation Suite 

ความครอบคลุมนี้เองเป็นเหตุผลที่ทำให้องค์กรมากมายต่างเลือกใช้ UiPath RPA อีกทั้งในปีล่าสุด Gartner ยังยกย่องให้ UiPath เป็นผู้นำในกลุ่มผลิตภัณฑ์ RPA ทั้งในแง่ของการนำไปใช้งานและวิสัยทัศน์ของโซลูชันด้วย

credit : UiPath

บริการ RPA จาก KDDI Thailand

แม้ว่า UiPath RPA จะมีเครื่องมือช่วยเหลืออย่างเพรียบพร้อมแต่ในทางปฏิบัติแล้ว การนำ RPA ไปใช้งานจริงยังมีความท้าทายหลายด้านรออยู่

1.) เกิดแรงเสียดทางจากพนักงานซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาในทุกการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีใหม่ เนื่องจากอาจสร้างความกดดันที่พนักงานต้องมีภาระงานเพิ่มขึ้นกว่าเดิมในช่วงต้น อย่างไรก็ดีสิ่งเหล่านี้จะแก้ได้เมื่อมีการสื่อสารจากผู้บริหารให้ชัดเจนว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะสร้างผลประโยชน์แก่องค์กรมากเพียงใด

2.) เลือกโปรเซสที่เหมาะสมกับการทำงานของ RPA ซึ่งนี่เป็นเรื่องยากมาก ที่องค์กรทั่วไปจะตีโจทย์ให้ออกว่าการทำงานส่วนไหนที่จะใช้ RPA ได้อย่างเหมาะสมคุ้มค่า จะทำงานร่วมกับรูปแบบเดิมอย่างไร โดยเฉพาะกับองค์กรที่ไม่มีมาตรฐานและหากต้องข้องเกี่ยวกับมนุษย์มากจะยิ่งทำให้โจทย์ซับซ้อนมากขึ้น

3.) การตั้งความคาดหวังกับ RPA เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมากเช่นกัน โดยองค์กรควรเข้าใจว่าอะไรคือข้อจำกัดที่ RPA ทำได้และไม่ได้ ซึ่งการตัดสินใจนี้เกิดขึ้นจากองค์ประกอบอีกหลายด้านเช่น ฟังก์ชันการทำงาน ระยะเวลาอิมพลีเม้นต์ และผลลัพธ์การปฏิบัติการที่แต่ต่างกันไปตามธุรกิจ ทั้งหมดนี้จะต้องหารือกันในภาพกว้าง

จะเห็นได้ว่าความท้าทายที่รออยู่นอกจากระดับผู้บริหารเข้าไปสื่อสารกับพนักงานแล้ว ความท้าทายข้อ 2 และ 3 จำเป็นต้องอาศัยผู้มีประสบการณ์จริงเกี่ยวกับการทำงานของ RPA ในภาคองค์กรประกอบกับผู้รู้ในกระบวนการของตัวเอง จึงจะนำไปสู่การตัดสินใจได้ว่ากระบวนใดที่สมควรใช้ RPA แล้วจะคุ้มค่าต่อการลงทุน นอกจากนี้การมีผู้เชี่ยวชาญยังอุ่นใจหากเกิดปัญหากับระบบ และยังได้รับการถ่ายทอดความรู้ที่ตรงประเด็นอีกด้วย ซึ่ง KDDI Thailand คือผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้บริการ UiPath RPA แล้วตั้งแต่การเข้าไปประเมินระบบเดิม วางแนวทางการนำ RPA ไปใช้ร่วมกัน อิมพลีเม้นต์ระบบ ตลอดจนคอยดูแลประสิทธิภาพของบอทหลังเริ่มใช้งานและปรับปรุงให้มีศักยภาพตอบโจทย์ความต้องการขององค์กร

ท่านใดสนใจบริการ RPA จาก KDDI Thailand ติดต่อทีมงานได้ที่ อีเมล bd@kddi.co.th โทรศัพท์ 02 075 8888 หรือ https://www.linkedin.com/company/kddi-thailand 

from:https://www.techtalkthai.com/uipath-rpa-by-kddi-thailand/

Google เปิดตัว “Bard” คู่แข่งรายใหม่ของ ChatGPT

Google เปิดตัวบริการแชท AI ที่มีชื่อเรียกว่า “Bard” เพื่อคัดเลือกผู้ใช้ทดสอบก่อนการเปิดตัวที่สู่สาธารณะ
 

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา Google ได้ประกาศเปิดตัวบริการแชท AI รุ่นทดลองชื่อ “Bard” ซึ่งเป็นคู่แข่งโดยตรงกับ ChatGPT ของ OpenAI โดย Chatbot AI ของ Google จะได้รับการทดสอบโดยผู้ใช้จำนวนหนึ่งก่อนที่จะเผยแพร่สู่สาธารณะในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า
 
“Bard” ขับเคลื่อนโดย Language Model for Dialogue Applications (LaMDA) ของ Google และจะดึงข้อมูลทั้งหมดจากเว็บมาใช้ในการตอบกลับ สิ่งนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Bard มีความแตกต่างไปจาก ChatGPT ของ OpenAI ซึ่งสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ถึงปี 2021 เท่านั้น และไม่สามารถเข้าถึงเว็บได้
 
Sundar Pichai ซีอีโอของ Google กล่าวว่า “Bard พยายามที่จะผสมผสานความรู้อันกว้างขวางของโลกเข้ากับพลัง ความฉลาด และความคิดสร้างสรรค์ของโมเดลภาษาขนาดใหญ่ของเรา” Bard จะสังเคราะห์หัวข้อที่ซับซ้อนให้เป็นข้อมูลที่มีความกระชับมากขึ้นและในรูปแบบบทสนทนา แนวคิดคือการเพิ่มองค์ความรู้ในแบบที่เข้าใจได้และสามารถกระตุ้นการเรียนรู้สำหรับทุกคน รวมไปถึงเด็กๆ ด้วย
 
Bard เวอร์ชันเริ่มต้นจะใช้ LaMDA เวอร์ชัน lightweight model ที่มีน้ำหนักเบาเนื่องจากต้องการพลังการประมวลผลน้อยกว่าและสามารถปรับขนาดให้เหมาะกับผู้ใช้จำนวนมากขึ้นได้ Google จะใช้แนวทางนี้ โดยคงไว้ซึ่งบริการ AI ขั้นสูงจนกว่าจะมั่นใจว่าพร้อมสำหรับสาธารณะ
 

from:https://www.techtalkthai.com/google-launches-bard-a-new-competitor-to-chatgpt/

VMware เตือน พบกลุ่มแรนซัมแวร์มุ่งเป้าโจมตี ESXi Server ที่ไม่ได้รับการแพตช์

VMware เตือน พบกลุ่มแรนซัมแวร์มุ่งเป้าโจมตี ESXi Server ที่ไม่ได้รับการแพตช์

VMware และหน่วยงานรัฐบาลในกลุ่มประเทศยุโรปได้ออกประกาศเตือนผู้ใช้งาน VMware ESXi Hypervisor ว่ากำลังพบการระบาดของแรนซัมแวร์ในกับ ESXi Server ที่ยังไม่ได้รับการแพตช์ โดยกลุ่มผู้ไม่หวังดีโจมตีผ่านช่องโหว่ CVE-2021-21974 ที่ทำให้เกิด Heap overflow ใน OpenSLP ที่ใช้งานใน ESXi เวอร์ชัน 6.5, 6.7 และ 7.0 ซึ่งช่องโหว่นี้ได้รับการแพตช์ไปแล้วตั้งแต่เมื่อปี 2021 ซึ่งการโจมตีนั้นจะเกิดขึ้นผ่านพอร์ต 427 ที่โดยปกติแล้วจะถูกปิดเอาไว้ หากมีการอัปเดตแพตช์ดังกล่าวแล้ว หากโจมตีสำเร็จจะมีการติดตั้งแรนซัมแวร์ลงในเครื่องของเหยื่อและใช้เป็นช่องทางในการโจมตีต่อไป

ปัจจุบันหน่วยงานรัฐบาลจากหลายประเทศในยุโรป เช่น ฝรั่งเศสและอิตาลี ได้ออกมาประกาศเตือนถึงกลุ่มแรนซัมแวร์ที่มุ้งเป้าโจมตีโดยใช้ช่องโหว่นี้ เพื่อให้หน่วยงานทั้งรัฐบาลและเอกชนมีการเตรียมพร้อมสำหรับการโจมตี ผู้ดูแลระบบจึงควรตรวจสอบเวอร์ชันที่ใช้งานและทำการแพตช์ระบบให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด

ที่มา: https://siliconangle.com/2023/02/06/vmware-governments-warn-ransomware-attack-targeting-unpatched-esxi-servers/

from:https://www.techtalkthai.com/vmware-warns-ransomware-gangs-target-unpatched-vmware-esxi-server/

ตลาด SaaS มีแนวโน้มจะแข่งขันดุเดือดมากขึ้นทุกปี

อัตราการเติบโต Dynamics 365 ของ Microsoft กำลังถูกเบียดพื้นที่ส่วนแบ่งตลาดจากผู้เล่นรายใหญ่อย่าง Oracle, SAP, Workday และ Salesforce ซึ่งได้รับรายรับโตขึ้นตามลำดับอย่างน่าพอใจ
 

Image Credit : salesforce.com
สรุปข้อมูลรายรับหมวด SaaS รายไตรมาสสิ้นสุดเมื่อวันที่ 30 พ.ย. 2022
  • Oracle มีรายได้เติบโต 40% คิดเป็นรายรับรายประจำไตรมาสที่ 2,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
  • SAP มีรายได้เติบโต 30% คิดเป็นรายรับรายประจำไตรมาสที่ 2,330 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
  • Workday มีรายได้เติบโต 22.3% คิดเป็นรายรับรายประจำไตรมาสที่ 1,430 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ข้อมูลอัปเดตสิ้นสุดเมื่อวันที่ 31 ต.ค. 2022)
  • Salesforce มีรายได้เติบโต 15% คิดเป็นรายรับรายประจำไตรมาสที่ 5,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ข้อมูลยังไม่ชัดเจน เป็นแค่การคาดการณ์)
  • Microsoft ไม่เปิดเผยรายรับรายไตรมาสสำหรับ Dynamics 365 แม้ถูกคาดการณ์ว่าจะเติบโตขึ้น 21% แต่เมื่อเทียบรายรับรายไตรมาสในปีก่อนหน้า Microsoft มีอัตราการเติบโตสูงถึง 45% นั่นหมายความว่า ณ ปีปัจจุบันตัวเลขการเติบโตมีตัวเลขที่ดิ่งลงมากกว่าครึ่งๆ
SaaS ตลาดซอฟต์แวร์ที่มีการแข่งขันช่วงชิงพื้นที่ส่วนแบ่งการตลาดกันอย่างดุเดือดมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งสามารถช่วยพลิกชีวิตให้กับกลุ่มธุรกิจต่างๆ สามารถปรับตัวก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล ทั้ง Microsoft, Oracle, SAP, Workday และ Salesforce ล้วนแต่เผยกลยุทธ์เชิงรุกออกมาเพื่อนำเสนอให้กับผู้บริโภค และสำหรับปี 2023 คาดว่าบริษัทด้าน SaaS จะเน้นด้านประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ของตนเองมากขึ้นเพื่อการนำเสนอบริการที่แตกต่างและช่วยนำพาองค์กรต่างๆ ไปสู่ Digital Transformation ได้อย่างยั่งยืน
 

ที่มา : https://accelerationeconomy.com/cloud-wars/cloud-wars-minute/apps-wars-oracle-sap-outgrow-microsoft-dynamics-365/

from:https://www.techtalkthai.com/the-saas-market-tends-to-become-more-competitive-every-year/

Cisco ออกแพตช์อุดช่องโหว่ความรุนแรงสูงในอุปกรณ์ที่ใช้งาน Cisco IOx Application Hosting Environment

Cisco ออกแพตช์อุดช่องโหว่ความรุนแรงสูงในอุปกรณ์ที่ใช้งาน Cisco IOx Application Hosting Environment

Cisco ได้ออกแพตช์อุดช่องโหว่ CVE-2023-20076 ที่อาจถูกใช้เป็นช่องทางในการโจมตีแบบ Command Injection ได้ ช่องโหว่นี้ถูกค้นพบโดยผู้เชี่ยวชาญทางด้านความมั่นคงปลอดภัยจาก Trellix Advanced Research Center ซึ่งการโจมตีเข้าสู่ระบบปฏิบัติการสามารถทำได้อย่างไม่ซับซ้อน เพียงแค่ทำการ Deploy และ Activate ตัว Application ที่มีการปรับแต่งไฟล์ Payload บนอุปกรณ์เท่านั้น หลังจากนั้นผู้โจมตีสามารถฝัง Backdoor เอาไว้ในเครื่องเพื่อใช้ในการโจมตีครั้งต่อไปได้ ช่องโหว่ดังกล่าวกระทบกับอุปกรณ์ที่ใช้งาน IOS XE ที่เปิดใช้งานฟีเจอร์ Cisco IOx Application Hosting Environment และไม่รองรับ Docker แบบ Native ตามรายการดังนี้

  • 800 Series Industrial ISRs
  • Catalyst Access Points (COS-APs)
  • CGR1000 Compute Modules
  • IC3000 Industrial Compute Gateways (เวอร์ชันก่อนหน้า 1.2.1)
  • IR510 WPAN Industrial Routers

อย่างไรก็ตามช่องโหว่ดังกล่าวไม่มีผลกระทบกับผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Catalyst 9000 Series Switch, IOS XR, NX-OS และ Meraki ปัจจุบัน Cisco Product Security Incident Response Team (PSIRT) ยังไม่พบการโจมตีจากช่องโหว่นี้แต่อย่างใด แต่ผู้ดูแลระบบควรอัปเดตไปใช้งานเฟิร์มแวร์เวอร์ชันล่าสุดเพื่ออุดช่องโหว่ดังกล่าว

ที่มา: https://www.bleepingcomputer.com/news/security/cisco-fixes-bug-allowing-backdoor-persistence-between-reboots/

from:https://www.techtalkthai.com/cisco-releases-patch-for-high-severity-flaws-on-devices-using-iox-application-hosting-environment/

ฟูจิตสึ พลิกโฉม เปิดศักราชใหม่ เดินหน้าชู FUJITRA ผลักดันองค์กรเพื่อสังคมยั่งยืน ขับเคลื่อนด้วย Digital Transformation [Guest Post]

กรุงเทพฯ:  1 กุมภาพันธ์ 2566 บริษัท ฟูจิตสึ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ FTH เปิดศักราชใหม่ เดินหน้าชู FUJITRA (Fujitsu Transformation) ผลักดันองค์กรเพื่อสังคมยั่งยืน ขับเคลื่อนด้วยการนำดิจิทัล (Digital Transformation) มาช่วยปรับเปลี่ยน หน่วยงาน วัฒนธรรมองค์กร ผลิตภัณฑ์ บริการ และโมเดลทางธุรกิจ โดยการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ส่งผลลัพธ์ที่ดีในการสำรวจความผูกพันของพนักงาน (Employee Engagement Survey) และยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ ฟูจิตสึ เป็นหนึ่งในองค์กรที่ได้รับการคัดเลือกในปี 2022 ว่า เป็นหนึ่งในสถานที่ทำงานที่ดีที่สุดในโลก (Best Places to Work)

นางสาวกนกกมล เลาหบูรณะกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟูจิตสึ (ประเทศไทย) จำกัด

นางสาวกนกกมล เลาหบูรณะกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟูจิตสึ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้บริหารหญิงและคนไทยคนแรกของ ฟูจิตสึ รับผิดชอบธุรกิจในประเทศไทย กล่าวว่า “ฟูจิตสึ ประเทศไทย ปีนี้ก้าวสู่ปีที่ 33 ผ่านการสร้างองค์กรให้มีความแข็งแกร่ง และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับสากลได้เป็นอย่างดี โดย ฟูจิตสึ เล็งเห็นว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจสูง ในภูมิภาคเดียวกัน (Fastest Economic Growing Country) จากเดิมที่มีผู้นำเป็นชาวญี่ปุ่นและผู้ชายมาตลอด เปลี่ยนมาเป็นผู้หญิงและคนไทยคนแรก ที่มาบริหารองค์กรในประเทศไทย โดยการเปลี่ยนแปลงผู้นำในครั้งนี้นับเป็นปรากฏการณ์แรกสำหรับองค์กรญี่ปุ่นอย่างฟูจิตสึ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ฟูจิตสึให้ความสำคัญกับตลาดประเทศไทยและต้องการส่งเสริมศักยภาพของคนไทยรุ่นใหม่ และต้องการให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารงานยิ่งกว่าเดิม ตามนโยบายและกลยุทธ์หลักของบริษัทแม่ที่ประเทศญี่ปุ่น เพื่อให้ตอบรับความต้องการของลูกค้าในประเทศไทยที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยปัจจุบันทุกองค์กรทั่วโลก ต้องการไปสู่จุดหมายของความยั่งยืน (Sustainability Transformation)

การนำ FUJITRA มาช่วยปรับเปลี่ยนองค์กรครั้งนี้ ถือเป็นเวลาที่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ฟูจิตสึ ได้เปลี่ยนรูปแบบการทำงานเต็มรูปแบบ เป็นแบบ Hybrid Working หรือ การทำงานรูปแบบผสมผสาน โดยพนักงานทุกคนไม่จำเป็นต้องเข้าทำงานที่ออฟฟิศทุกวัน สามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้ในโลก นอกจากความยืดหยุ่นเรื่องสถานที่ทำงานแล้วยังได้เสริมความคล่องตัวด้วยการนำเครื่องมือทาง IT ต่างๆ มาใช้ในการทำงาน รวมทั้งปรับปรุงกระบวนการทำงานและวัฒนธรรมองค์กร “ฟูจิตสึ มองว่า การเปลี่ยนแปลงองค์กรภายในเป็นเรื่องจำเป็นและสำคัญมาก และพนักงานทุกคน เป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยกันขับเคลื่อนองค์กร เพื่อให้เกิดความคล่องตัว รวมทั้งสามารถช่วยลูกค้าขับเคลื่อนธุรกิจ และสร้างการเปลี่ยนแปลงแบบยั่งยืน ได้ดียิ่งขึ้น” นางสาวกนกกมล กล่าว

ในการเปลี่ยนแปลงองค์กร Fujitsu ใช้กรอบความคิด “FUJITRA” ในการผลักดันการเปลี่ยนแปลงซึ่งประกอบด้วย

  1. Leadership
  2. Culture
  3. Data-driven
  4. DX (Digital Transformation)

การริเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเองโดยใช้ “FUJITRA” ทำให้ฟูจิตสึ ซึ่งถือหลักการในการเปลี่ยนแปลงตนเองก่อนที่จะไปช่วยเปลี่ยนแปลงให้ลูกค้า สามารถพิสูจน์ให้เห็นว่า การทำ Digital Transformation ให้เกิดความสำเร็จอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องมีองค์ประกอบที่มากกว่าเทคโนโลยีและข้อมูล แต่ต้องอาศัยผู้นำองค์กรในการขับเคลื่อนเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมไปพร้อมๆ กันอีกด้วย

ปัจจุบัน ฟูจิตสี มีความพร้อม สามารถช่วยองค์กรทั่วโลก สร้างการเปลี่ยนแปลงด้วย โซลูชัน Fujitsu Uvance ที่ช่วยส่งเสริมความยั่งยืนในอุตสาหกรรมด้านต่างๆ 4 ด้าน คือ

  1. อุสาหกรรมการผลิตแบบยั่งยืน (Sustainable Manufacturing)
  2. ประสบการณ์สำหรับผู้บริโภค (Consumer Experience)
  3. การใช้ชีวิตที่มีสุขภาพดี (Healthy Living)
  4. และสังคมที่เชื่อถือได้ (Trusted Society) 

โดยขับเคลื่อนผ่านกลุ่มเทคโนโลยีสำคัญ 3 กลุ่มคือ

  1. การปรับเปลี่ยนสู่ดิจิทัล (Digital Shifts)
  2. แอปพลิเคชันทางธุรกิจ (Business Applications)
  3. ระบบไอทีแบบไฮบริด (Hybrid IT)

โดย ฟูจิตสึ ประเทศไทย มีกำหนดจัดงาน Fujitsu Day: Data and Automation for Sustainability เพื่อประกาศศักยภาพในด้านเทคโนโลยีขั้นสูงและความพร้อมในการสนับสนุน Digital Transformation ให้กับทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ในวันที่ 15 มีนาคม 2566 นี้

เกี่ยวกับฟูจิตสึ

ฟูจิตสึ เป็นบริษัทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ชั้นนำของญี่ปุ่น ที่นำเสนอผลิตภัณฑ์ โซลูชัน และบริการด้านเทคโนโลยีอย่างเต็มรูปแบบ พนักงานฟูจิตสึมีจำนวน 124,000 คน ช่วยสนับสนุนลูกค้าในกว่า 100 ประเทศ เราใช้ประสบการณ์และศักยภาพทางด้าน ICT มาช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน ต่อสังคมในอนาคตร่วมกับลูกค้าของเรา Fujitsu Limited (TSE:6702) รายงานรายรับรวม 3.6 ล้านล้านเยน (32 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) สำหรับปีงบการเงินสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2565

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาเยี่ยมชมที่ http://www.fujitsu.com/th

เกี่ยวกับ บริษัท ฟูจิตสึ  (ประเทศไทย) จำกัด หรือ FTH   

บริษัท ฟูจิตสึ  (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำด้าน Digital Transformation พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์โซลูชันและการให้บริการทางด้านเทคโนโลยีอย่างครบถ้วน รวมไปถึง โซลูชันด้านดิจิทัล บริการด้านความปลอดภัย คลาวด์โซลูชัน ซอฟต์แวร์อีอาร์พี การบริหารจัดการโครงสร้างทางด้านไอที การจัดวางระบบ ที่ปรึกษาทางด้านไอที คอมพิวเตอร์ เซิร์ฟเวอร์และสแกนเนอร์  โดย บริษัท ฟูจิตสึ (ประเทศไทย) จำกัด ก่อตั้งในประเทศไทยเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2533 และเติบโตอย่างต่อเนื่อง FTH มีบรรษัทภิบาลในการบริหารจัดการที่แข็งแกร่ง อิสระในการสร้างความสัมพันธ์และสนับสนุนความเข้าใจร่วมกันกับลูกค้าในประเทศ รวมถึงให้การตอบสนองและความรับผิดชอบในพื้นที่การทำธุรกิจ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.fujitsu.com/th

from:https://www.techtalkthai.com/fujitsu-internal-dx-fujitra-serve-customer-with-uvance/

“คลังสินค้า” มีผลผลิตเพิ่มขึ้น 15% ด้วยเทคโนโลยีจาก Zebra

[ IT Case Studies ] Zebra Technologies โชว์ผลงานว่าด้วยอุปกรณ์อ่านบาร์โค้ดประเภทพกพา และเครื่องพิมพ์อุตสาหกรรมของตนได้ช่วยให้ผู้บริการจัดส่งสินค้าสามารถดำเนินการได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นถึง 15%
 

Zebra ได้เคลมตัวอย่างโซลูชันแบบครบวงจรสำหรับ Warehouse Management ของ Stuart ซึ่งเป็นเชี่ยวชาญด้านการจัดส่งสินค้าแบบเร่งด่วนและปัจจุบันได้ให้บริการแล้วทั่วยุโรป โดยเฉพาะลูกค้าในฝรั่งเศสระดับชั้นนำอย่าง Carrefour, Decathlon และ Nespresso ที่มีสาขาทั้งในและประเทศต่างๆ ในทุกภูมิภาค
 
ผู้ให้บริการด้านจัดส่งสินค้า “ควรอย่างยิ่งที่จะเสริมศักยภาพให้กับการดำเนินงานเพื่อยกระดับให้มีประสิทธิภาพที่สูงขึ้น ด้วยการปรับใช้อุปกรณ์และเทคโนโลยีตัวช่วยที่ถูกออกแบบมาโดยเฉพาะงาน สำหรับเคสโซลูชันคลังสินค้าของ Stuart ได้นำอุปกรณ์พกพาระดับอุตสาหกรรมเข้ามาช่วยขยายขีดความสามารถให้กับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานภายในคลังสินค้า เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่มีปริมาณเพิ่มขึ้น” จากข้อมูลข้างต้นนี้ Stocovia-ID ซึ่งเป็น Business Partner กับ Zebra Technologies ได้ออกแบบโซลูชันเฉพาะทางสำหรับ Warehouse Management ขึ้นมา โดยคำนึงถึงความเหมาะสมที่จะเข้ามาผสานการทำงานร่วมกับกิจกรรมหลักภายในคลังสินค้าของ Stuart ซึ่งขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีจาก Zebra Technologies

Scanner – งานสแกนอ่านบันทึกข้อมูลสินค้า :

ในคลังสินค้าของ Stuart พนักงานได้ใช้เทคโนโลยีจาก Zebra แบบสวมใส่ เพื่อเสริมทักษะความคล่องตัวให้กับเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน และอุปกรณ์อ่านข้อมูลบาร์โค้ดแบบตั้งโต๊ะ อุปกรณ์ทั้งหมดนี้ได้เข้ามาช่วยให้การทำงานบันทึกข้อมูลสินค้าจากบาร์โค้ดให้มีประสิทธิภาพและความแม่นยำในศูนย์คัดแยกสินค้ามากขึ้น โดยมีรุ่นอุปกรณ์ดังนี้
  • คอมพิวเตอร์พกพาแบบสวมแขน รุ่น Zebra TC5X Series
  • เครื่องสแกนแบบวงแหวนสวมนิ้วมือ รุ่น Zebra RS5100
  • เครื่องสแกนอ่านข้อมูลบาร์โค้ด รุ่น Zebra DS2208
Image Credit : identwerk.de

ผลิตภัณฑ์ประเภท Scanner ช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานควบคุมคลังสินค้าทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการปลดพันธนาการให้กับมือทั้งสองข้างเป็นอิสระเพื่อเพิ่มศักยภาพในการคัดแยกสินค้า การจัดเก็บสินค้า และการเคลื่อนย้ายพัสดุต่างๆ ซึ่งเป็นกระบวนการก่อนที่จะถึงขั้นตอนการจัดส่งออกไปจากคลังสินค้าสู่ลูกค้าปลายทางอย่างครบถ้วนและถูกต้อง Zebra กล่าวว่า โซลูชันเฉพาะทางที่นำเสนอให้กับ Stuart นี้ “ช่วยให้ประสิทธิภาพของผลผลิตสูงขึ้นถึง 10-15%”

Printer – งานสั่งพิมพ์ข้อมูลสินค้าในรูปแบบ RFID tag :

นอกจากเครื่องอ่านบาร์โค้ดแล้ว ภายในคลังสินค้าของ Stuart ได้เลือกใช้เครื่องพิมพ์อุตสาหกรรมรุ่น Zebra ZT411 RFID (Radio Frequency Identification) เข้ามาช่วยสร้างฉลากสินค้าชนิด RFID tag ซึ่งจะเห็นได้จากร้านค้าของ Decathlon ที่ประยุกต์ใช้งานเทคโนโลยี RFID กับสินค้าในทุกรายการ ตั้งแต่กระบวนการรับสินค้าเข้า การจัดวางสินค้าพร้อมจำหน่าย และการตัดรายการสินค้าออกจากร้านค้า (การชำระเงิน) โดยมีรายงานว่า Zebra ZT411 RFID Printer สามารถช่วยเร่งผลผลิตจากงานพิมพ์เพิ่มขึ้นถึง 70% เลยทีเดียว
Léonel de La Bretesche กรรมการผู้จัดการของ Stuart Retail France กล่าวว่า “การทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและแม่นยำที่ศูนย์คัดแยกของเรามีความสำคัญต่อความสำเร็จของเรา ด้วยโซลูชันใหม่นี้ เราพบว่ามีผลผลิตเพิ่มขึ้นอย่างน่าทึ่ง – มากถึง 70% ในบางพื้นที่”
 
“เวิร์กโฟลว์ของเราเชื่อถือได้อย่างสมบูรณ์แบบ และเรากำจัดข้อผิดพลาดในการจัดส่งได้เกือบทั้งหมดแล้ว ด้วยแอปพลิเคชันที่กำลังพัฒนามากขึ้นและความเป็นไปได้ในการปรับขยายโซลูชันนี้ทั่วทั้งธุรกิจของเรา เราหวังว่าจะได้ทำงานร่วมกับเทคโนโลยีของ Zebra อย่างต่อเนื่อง” Léonel de La Bretesche กล่าวทิ้งท้าย
 

from:https://www.techtalkthai.com/successful-case-study-warehouse-productivity-increases-15-percent-with-zebra-technology/