คลังเก็บป้ายกำกับ: PRODUCTS

Intel เปิดตัวหน่วยประมวลผล 13th Gen Intel Core

Intel เปิดตัวหน่วยประมวลผล 13th Gen Intel Core ใช้โค้ดเนม Raptor Lake เตรียมวางจำหน่าย 20 ตุลาคมนี้

Credit: Intel

ในงาน Intel Innovation ทาง Intel ได้ประกาศเปิดตัวหน่วยประมวลผลใหม่ 13th Gen Intel Core อย่างเป็นทางการ โดยมีรุ่นเรือธงอย่าง i9-13900K ซึ่งเคลมว่าเป็นหน่วยประมวลผล Desktop ที่เร็วที่สุดในโลก หน่วยประมวลผลตระกูลใหม่นี้มีรุ่นให้เลือกกว่า 22 รุ่น รองรับทำงานบน Intel 600 Chipset และ Intel 700 Series Chipset รุ่นใหม่ รองรับหน่วยความจำทั้งแบบ DDR4 และ DDR5, รองรับ PCIe Gen 5.0 และเพิ่ม L2 Cache ถึงสองเท่า

Intel เปิดตัวด้วยหน่วยประมวลผล Intel Core รหัส “K” ซึ่งเป็น Desktop Processor แบบ Unlocked มีด้วยกัน 6 รุ่น มีจำนวน Core สูงสุด 24 Core, 32 Thread ทำความเร็วได้สูงสุด 5.8 GHz เหมาะสำหรับงาน Gaming, Streaming และ Recording ใช้การผลิตแบบ Intel 7 และยังใช้ Hybrid Architecture ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง Performance-cores (P-core) และ Efficient-cores (E-core) ทำให้มีประสิทธิภาพการทำงานแบบ Single-threaded เพิ่มขึ้น 15% และแบบ Multi-threaded เพิ่มขึ้น 41%

Credit: Intel

Intel ยังได้เปิดตัว Intel Speed Optimizer ใช้สำหรับการ Overclock เพื่อผู้ที่ต้องการประสิทธิภาพสูงสุด มาพร้อม Intel Extreme Memory Profile (XMP) 3.0 และ Intel Dynamic Memory Boost ช่วยให้การ Overclock หน่วยความจำนั้นง่ายมากขึ้น

Intel จะเริ่มวางจำหน่าย 13th Gen Intel Core Desktop “K” และ Intel Z790 Chipset ในวันที่ 20 ตุลาคมนี้

ที่มา: https://www.intel.com/content/www/us/en/newsroom/news/13th-gen-core-launch.html

from:https://www.techtalkthai.com/intel-launches-13-th-gen-intel-core-processors/

[Guest Post] การใช้ Edge automation กับ 7 อุตสาหกรรมหลัก

บทความโดย เด็บ ริชาร์ดสัน, Contribution Editor, เร้ดแฮท

คำอธิบายง่าย ๆ ของ edge computing คือการประมวลผลที่เกิดขึ้น ณ ตำแหน่ง หรือใกล้กับตำแหน่งทางกายภาพของผู้ใช้ หรือแหล่งที่มาของข้อมูลที่กำลังประมวลผล เช่น อุปกรณ์หรือเซ็นเซอร์

การวางบริการด้านการประมวลผลต่าง ๆ ไว้ใกล้กับตำแหน่งเหล่านี้ ช่วยให้ผู้ใช้ได้รับประโยชน์จากบริการที่รวดเร็วและเชื่อถือได้มากขึ้น และองค์กรจะได้ประโยชน์จากความยืดหยุ่นและความคล่องตัวของโอเพ่นไฮบริดคลาวด์ด้วย

ความท้าทายของ Edge computing

เนื่องจากมีการใช้อุปกรณ์และบริการต่าง ๆ ที่ติดตั้งอยู่ที่ edge แพร่หลายมากขึ้น ทำให้การบริหารจัดการนอกพื้นที่การทำงานแบบเดิม ๆ เพิ่มขึ้นตามไปด้วย มีการนำแพลตฟอร์มต่าง ๆ ไปใช้นอกดาต้าเซ็นเตอร์ อุปกรณ์หลากหลายเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณและกระจายไปอยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ ตลอดจนออน-ดีมานด์แอปพลิเคชันและบริการต่าง ๆ ก็ทำงานอยู่บนโลเคชันที่ห่างไกล หลากหลาย และแตกต่างกันอย่างมาก

สภาพแวดล้อมของการใช้งานไอทีที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ ทำให้องค์กรต้องเผชิญกับความท้าทายใหม่ ๆ เช่น

  • ความท้าทายด้านบุคลากรที่จะต้องมั่นใจได้ว่ามีทักษะในการจัดการกับความต้องการต่าง ๆ ของโครงสร้างพื้นฐานไอทีที่ edge ที่เปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง
  • การสร้างความสามารถในการโต้ตอบและตอบสนองต่อสิ่งต่าง ๆ ได้ ด้วยการใช้มนุษย์ให้น้อยที่สุด แต่ต้องปลอดภัยและเชื่อถือได้มากขึ้น
  • ทำให้การทำงานที่ edge สามารถปรับขนาดได้อย่างมีประสิทธิภาพในขณะที่ต้องพิจารณาจำนวนอุปกรณ์และอุปกรณ์ปลายทางที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

อย่างไรก็ตามความท้าทายที่ยากจะขจัดได้ดังกล่าวสามารถบรรเทาลงได้ด้วยการใช้ระบบอัตโนมัติที่ edge (edge automation)

คุณประโยชน์ของ Edge automation

การทำงานต่าง ๆ ที่ edge ได้แบบอัตโนมัติจะช่วยลดความยุ่งยากที่เกิดจากการใช้โครงสร้างพื้นฐานไฮบริดคลาวด์ได้มาก องค์กรจึงสามารถใช้ประโยชน์จาก edge computing ได้มากขึ้น

Edge automation สามารถช่วยองค์กรได้ดังนี้

  • เพิ่มความสามารถในการปรับขนาดการทำงาน ด้วยการใช้การกำหนดค่าที่ช่วยให้โครงสร้างพื้นฐานไอทีทั้งหมดขององค์กรมีความเสถียรมากขึ้น และบริหารจัดการอุปกรณ์ edge ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • เพิ่มความคล่องตัว โดยปรับการทำงานให้ตรงตามความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป และใช้ทรัพยากร edge เท่าที่จำเป็น
  • ให้ความสำคัญอย่างมากต่อความปลอดภัยและระบบรักษาความปลอดภัยของการทำงานจากระยะไกล ด้วยการอัปเดต การแพตช์ และการบำรุงรักษาที่จำเป็นแบบอัตโนมัติ โดยไม่ต้องส่งช่างเทคนิคไปที่หน้างาน
  • ลดดาวน์ไทม์ จากการบริหารจัดการเครือข่ายที่ง่ายขึ้น และลดโอกาสเกิดข้อผิดพลาดจากการทำงานของมนุษย์
  • เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ด้วยการวิเคราะห์ การตรวจสอบ และการแจ้งเตือนแบบอัตโนมัติ

ตัวอย่างการใช้ edge automation ในอุตสาหกรรม 7 ประเภท

1.  การขนส่ง
ธุรกิจขนส่งสามารถทำให้กระบวนการติดตั้งอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เคยทำแบบแมลนวลและมีความซับซ้อนกลายเป็นอัตโนมัติได้ ด้วยการอัปเดทซอฟต์แวร์และแอปพลิเคชันต่าง ๆ ให้กับรถไฟ เครื่องบิน และยานพาหนะขับเคลื่อนอื่น ๆ ซึ่งช่วยลดการทำงานด้วยพนักงานได้อย่างมาก ทั้งยังช่วยประหยัดเวลาและขจัดความผิดพลาดจากการตั้งค่าต่าง ๆ แบบแมนนวล ช่วยให้ทีมงานสามารถทำงานอื่น ๆ ที่เป็นงานในเชิงกลยุทธ์ สร้างสรรค์นวัตกรรม และมีความสำคัญมากกว่าได้

การติดตั้งและบริหารจัดการอุปกรณ์ได้แบบอัตโนมัติ มีความปลอดภัยและเชื่อถือได้มากกว่าการทำงานเหล่านี้แบบแมนนวล

2.  ค้าปลีก
การก่อตั้งร้านค้าปลีกสักหนึ่งแห่งที่มีระบบการให้บริการแบบดิจิทัลผ่านออนไลน์อาจเป็นเรื่องซับซ้อน ตั้งแต่เรื่องของการจัดการตั้งค่าอุปกรณ์เน็ตเวิร์ก การตรวจสอบการกำหนดค่าต่าง ๆ และตั้งค่าทรัพยากรด้านการประมวลผลทั่วทุกส่วนของร้าน และเมื่อร้านพร้อมเปิดให้บริการ งานด้านไอทีจะเปลี่ยนไปให้ความสำคัญกับความเสถียร ความสม่ำเสมอ และความเชื่อถือได้แทนเรื่องของความเร็วและการปรับขนาด

Edge automation ช่วยให้ร้านค้าปลีกพึ่งพาตัวเองและดูแลอุปกรณ์ใหม่ ๆ ได้อย่างรวดเร็วและสม่ำเสมอมากขึ้น พร้อม ๆ กับช่วยลดข้อผิดพลาดที่เกิดจากการตั้งค่าและการอัปเดตแบบแมนนวลลงได้อย่างมาก

3.  อุตสาหกรรม 4.0

สำหรับอุตสาหกรรม 4.0 เราเห็นกันอยู่ว่ามีการนำเทคโนโลยีต่าง ๆ เช่น อินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ (IoT), คลาวด์คอมพิวติ้ง, การวิเคราะห์ และปัญญาประดิษฐ์/แมชชีนเลิร์นนิง (AI/ML) มาผสมผสานใช้ในกระบวนการผลิตและการดำเนินงานต่าง ๆ ของภาคอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นโรงกลั่นน้ำมันและก๊าซไปจนถึงโรงงานอัจฉริยะ และระบบซัพพลายเชน 

ตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงคุณประโยชน์ของ edge automation ในอุตสาหกรรม 4.0 คือในส่วนของการผลิตที่ใช้เวอร์ชวลไลเซชัน อัลกอริธึม โดย edge automation สามารถช่วยตรวจจับความบกพร่องต่าง ๆ ของส่วนประกอบที่ผลิตขึ้นบนสายงานด้านการประกอบผลิตภัณฑ์ ทั้งยังช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับการทำงานต่าง ๆ ในโรงงาน ด้วยการระบุและแจ้งเตือนเมื่อเกิดปัจจัยแวดล้อมที่เป็นอันตรายหรือการกระทำใด ๆ ที่ไม่ได้รับอนุญาต

4. โทรคมนาคม สื่อ และความบันเทิง

Edge automation เป็นประโยชน์อย่างมากต่อผู้ให้บริการ รวมถึงการเพิ่มประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้ามากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

เช่น edge automation สามารถเปลี่ยนข้อมูลที่ได้รับจากอุปกรณ์ edge ให้เป็นข้อมูลเชิงลึกที่มีประโยชน์ สามารถนำไปใช้เพิ่มประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าได้ เช่น การแก้ไขปัญหาการเชื่อมต่อได้แบบอัตโนมัติ

Edge automation ยังช่วยให้ส่งมอบบริการใหม่ ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ให้บริการสามารถส่งอุปกรณ์ไปยังบ้านหรือสำนักงานของลูกค้า และลูกค้าก็สามารถเสียบปลั๊กใช้งานได้เลย โดยไม่ต้องมีช่างเทคนิคมาติดตั้งให้ การให้บริการได้แบบอัตโนมัติไม่เพียงช่วยเพิ่มประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า แต่ยังสร้างกระบวนการดูแลรักษาเน็ตเวิร์กให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งมีศักยภาพในการลดค่าใช้จ่ายแฝงอยู่ด้วย

5. บริการด้านการเงินและประกันภัย

ลูกค้าของภาคการเงินต้องการบริการและเครื่องมือด้านการเงินที่เฉพาะตัวมากขึ้น และต้องสามารถเข้าใช้งานได้จากทุกที่ รวมถึงจากอุปกรณ์โมบายของลูกค้า

เช่น edge automation สามารถช่วยให้ธนาคารที่ต้องการเปิดตัวเครื่องมือทางการเงินแบบที่ลูกค้าสามารถหาข้อเสนอที่ต้องการได้ด้วยตนเอง (self-service tool) ไม่ว่าจะเป็นแพ็คเกจประกันภัยใหม่ ข้อเสนอในการจดจำนอง หรือบัตรเครดิต สามารถขยายบริการเหล่านี้ได้ในขณะที่ยังคงมาตรฐานความปลอดภัยของอุตสาหกรรมไว้อย่างเข้มงวดโดยอัตโนมัติ และไม่กระทบต่อประสบการณ์ลูกค้า

Edge automation ช่วยให้ลูกค้าสามารถเข้าใช้งานได้อย่างรวดเร็วตามต้องการ และมีสิ่งที่ผู้ให้บริการทางการเงินต้องการ นั่นคือ ความเชื่อถือได้และการปรับขยายขนาดการให้บริการได้ตามต้องการ

6.  เมืองอัจฉริยะ

เมืองหลายแห่งใช้เทคโนโลยี edge ที่ทันสมัยหลายอย่างผสมผสานกัน เพื่อปรับปรุงการให้บริการและเพิ่มประสิทธิภาพด้านต่าง ๆ เช่น ใช้  IoT และ AI/ML เพื่อติดตามและตอบสนองต่อปัญหาต่าง ๆ ที่กระทบต่อความปลอดภัยสาธารณะ ความพึงพอใจของประชาชน และความยั่งยืนของสภาพแวดล้อม

โครงการเมืองอัจฉริยะในช่วงแรก ๆ มีข้อจำกัดด้วยเทคโนโลยีในสมัยนั้น แต่เมื่อเกิด 5G networks (และเทคโนโลยีด้านการสื่อสารใหม่ ๆ ที่กำลังตามมา) ที่ส่งผลให้ไม่เพียงเข้ามาเพิ่มความเร็วของการรับส่งข้อมูล แต่ยังทำให้สามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้ด้วย เมืองอัจฉริยะจึงต้องขยายขีดความสามารถต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และจำเป็นต้องทำให้การทำงานที่ edge เป็นไปโดยอัตโนมัติ ซึ่งรวมถึงการเก็บรวบรวมข้อมูล การประมวลผล การติดตามและการแจ้งเตือน

7.  ภาคสาธารณสุข

ภาคสาธารณสุขได้เริ่มเปลี่ยนจากการให้บริการภายในโรงพยาบาลไปสู่ทางเลือกในการให้บริการทางไกลมานานแล้ว เช่น ศูนย์ผู้ป่วยนอก, คลินิก และห้องฉุกเฉินอิสระ (freestanding emergency rooms) และได้มีการนำเทคโนโลยีต่าง ๆ มาใช้อย่างแพร่หลายต่อเนื่อง เพื่อให้การสนับสนุนสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ เหล่านี้ นอกจากนี้ข้อมูลที่ได้จากอุปกรณ์สวมใส่และอุปกรณ์ทางการแพทย์อื่น ๆ ที่หลากหลาย ยังช่วยให้การตัดสินใจด้านการรักษาพยาบาลมีประสิทธิภาพและเฉพาะเจาะจงกับผู้รับบริการแต่ละรายมากขึ้น

การใช้ระบบอัตโนมัติ, edge computing และการวิเคราะห์ข้อมูล ช่วยให้แพทย์ผู้ทำการรักษาสามารถแปลงข้อมูลใหม่จำนวนมากมายเหล่านี้ ให้กลายเป็นข้อมูลเชิงลึกที่ทรงคุณค่า เพื่อช่วยให้การรักษาผู้ป่วยมีผลลัพธ์ดีขึ้น และมอบคุณประโยชน์ด้านการเงินและการดำเนินงานไปพร้อม ๆ กัน

Red Hat Edge

แพลตฟอร์มประมวลผลอันทันสมัยที่ขับเคลื่อนโดย Red Hat Edge สามารถช่วยองค์กรขยาย การใช้โอเพ่นไฮบริดคลาวด์ไปยัง edge ได้ Red Hat Edge แสดงให้เห็นถึงแรงผลักดันร่วมกันของ เร้ดแฮทในการรวม edge computing ไว้ในโอเพ่นไฮบริดคลาวด์ ระบบนิเวศของพันธมิตรที่มีขนาดใหญ่และกำลังขยายตัวตลอดจนวิธีการทำงานแบบโอเพ่นของเร้ดแฮท ทำให้องค์กรมีความยืดหยุ่นที่จำเป็นต่อการสร้างแพลตฟอร์มที่สามารถตอบสนองต่อสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และสร้างข้อเสนอที่โดดเด่นให้กับลูกค้า

Red Hat Edge ประกอบด้วยพอร์ตโฟลิโอของซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สระดับองค์กรที่เชื่อถือได้ เช่น Red Hat Enterprise Linux, Red Hat Ansible Automation Platform และอื่น ๆ สามารถช่วยให้ลูกค้าใช้แนวทางรักษาความปลอดภัยแบบเลเยอร์สำหรับบริหารจัดการความเสี่ยงทั้งในองค์กร, ในคลาวด์และที่ edge ให้ดีขึ้น  

ลูกค้าสามารถใช้พอร์ตโฟลิโอแพลตฟอร์มโอเพ่นซอร์ส และระบบนิเวศพันธมิตรที่ครอบคลุมของเร้ดแฮท เพื่อทำให้เกิดโซลูชันที่ยืดหยุ่นสำหรับ

  • การมอบโครงสร้างพื้นอันทันสมัยที่เน้นความปลอดภัยและปรับขนาดได้มากขึ้น ตั้งแต่ edge ไปสู่แกนกลางจนถึงระบบคลาวด์
  • การใช้ edge computing แก้ไขปัญหาต่าง ๆ และส่งเสริมกรณีการใช้งานที่เป็นนวัตกรรม
  • หลีกเลี่ยงการถูกล็อกอินจากผู้ขายเทคโนโลยี และสร้างแพลตฟอร์มที่ยั่งยืนมากขึ้น
  • การสร้างแพลตฟอร์ม edge ที่คล่องตัว ที่สามารถปรับใช้เพื่อรองรับความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป
  • การปรับเปลี่ยนตามสภาวะตลาด และสร้างความโดดเด่นในการแข่งขัน

from:https://www.techtalkthai.com/applying-edge-automation-to-7-key-industries/

SYNNEX ประกาศวิสัยทัศธุรกิจครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำ – ปลายน้ำ

ฉายภาพ No.1 IT Ecosystem ในงาน “Synnex Partner Connect 2022”
จับมือพันธมิตร เกาะเมกะเทรนด์ดิจิทัล เติบโตไปด้วยกัน
 

ห่างหายกันไป 2 ปีเต็มกับงาน SYNNEX NO.1 IT ECOSYSTEM PARTNER CONNECT การกลับมาครั้งนี้มาพร้อมกับความก้าวหน้าของโลกเทคโนโลยีเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เพื่อติดอาวุธสร้างการเติบโต บมจ. ซินเน็ค (ประเทศไทย) ในฐานะผู้นำด้านไอทีอีโคซิสเต็ม ได้เปิดฉากงานสุดยิ่งใหญ่แห่งปี “Synnex Partner Connect 2022” งานที่รวบรวมดีลเลอร์และเวนเดอร์แบรนด์ชั้นนำระดับโลก มาอัปเดตเทรนด์เทคโนโลยีที่น่าจับตา ผ่านมุมมอง “สุธิดา มงคลสุธี” ซีอีโอ และพันธมิตร ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ ต่อจิ๊กซอว์เสริมแกร่งด้านนวัตกรรม และ สนับสนุนพาร์ทเนอร์ทั่วประเทศไทย เกาะเมกะเทรนด์ดิจิทัล ให้เติบโต แข็งแกร่ง ไปด้วยกัน
 
วันที่ 26 กันยายน 2022 – บมจ. ซินเน็ค (ประเทศไทย) ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ด้านไอที กลับมาจัดงานใหญ่แห่งปีอีกครั้งหลังจากเจอพิษการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เริ่มต้นเปิดงานด้วย CEO Talk : SYNNEX IT Ecosystem Vision โดย นางสาวสุธิดา มงคลสุธี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ขึ้นมากล่าวถึงกลยุทธ์เกี่ยวกับ IT Ecosystem และการสนับสนุนพาร์ทเนอร์ “ซินเน็คฯ ได้จัดงานสุดยิ่งใหญ่แห่งปี Synnex Partner Connect 2022 นับเป็นงานที่รวบรวมดีลเลอร์และเวนเดอร์แบรนด์ชั้นนำระดับโลก มากกว่า 40 แบรนด์ มาพบปะอัปเดทแวดวงไอที และเทรนด์เทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งนับเป็นช่วงพิเศษของปีที่ผู้นำตลาดมาเจอกัน เพื่อผนึกกำลังขยายตลาด เสริมศักยภาพการแข่งขัน สร้างการเติบโตไปพร้อมกับการตอบสนองความต้องการขององค์กรธุรกิจและผู้บริโภค อีกทั้ง ได้นำโซลูชันและผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายมาจัดแสดงภายในงาน ตอกย้ำการให้ความสำคัญ ในการผนึกกำลังในรูปแบบ We Grow Together
 
ในปีนี้ ซินเน็คฯ ได้ฉายภาพกลยุทธ์หลักในการก้าวสู่ No.1 IT ECOSYSTEM เพื่อมุ่งสู่ new digital era ด้วยการขยายธุรกิจแบบครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำ – ปลายน้ำ พร้อมดึงพาร์ทเนอร์ ทั้งดีลเลอร์ และเวนเดอร์ เข้ามาอยู่ใน Ecosystem เพื่อที่จะเติบโตไปด้วยกัน
 
ในด้านกลยุทธ์การต่อยอดอีโคซิสเต็มในครั้งนี้ ซินเน็คฯ ให้ความสำคัญในการเติมเต็มสินค้าที่เป็นเทรนด์ของโลก และได้มีการเปิดตัวสินค้าเฮาส์แบรนด์เป็นครั้งแรกในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ภายใต้แบรนด์ S-Gear สอดรับสินค้าเกมมิ่ง และสินค้าไอทีไลฟ์สไตล์ในประเทศ มีความต้องการที่เติบโตสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด จึงเข้ามาสู่ธุรกิจต้นน้ำของอุตสาหกรรม อีกทั้ง ได้จับมือกับ Honor (ออนเนอร์) ผู้นำยอดขายสมาร์ทโฟนอันดับ 1 ในจีน มาบุกตลาดสมาร์ทดีไวซ์ในประเทศไทย ในรูปแบบที่เรียกว่า Full Service Distributor เพราะซินเน็คฯ ต้องการยกระดับการสนับสนุนพาร์ทเนอร์ ตลอดจนตอบสนองไลฟ์สไตล์ และความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ ในขณะที่ ปลายน้ำของอุตสาหกรรม ซินเน็คฯ ได้ เปิดตัว Swopmart แพลตฟอร์มซื้อ-ขาย สินค้าไอทีมือสอง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ธุรกิจหลัก และสร้างประสบการณ์แบบไร้รอยต่อให้แก่ผู้บริโภคด้วยแพลตฟอร์มที่น่าเชื่อถือ ในราคาที่เข้าถึงได้ เติมเต็ม Ecosystem ให้แก่พาร์ทเนอร์ ด้วยช่องทางการขายและการบริการรองรับ พร้อมกับการมุ่งเน้นด้าน e-waste management ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์กร
 
ซินเน็คฯ ชูจุดแข็งสำคัญ ในการนำประสบการณ์ด้านงานบริการสินค้าไอทีที่มีมากกว่า 30 ปี มาต่อยอดอีโคซิสเต็มในด้านบริการได้อย่างน่าทึ่ง โดยจัดตั้งบริษัท Service Point ขึ้นมา เพื่อสนับสนุนบริการหลังการขายให้กับพาร์ทเนอร์ จากการที่ซินเน็คฯ ได้รับความไว้วางใจให้เป็น Authorized Service Center ให้สินค้า IT & Smartphone มากกว่า 21 brand และเพื่อการเติบโตที่ชัดเจน ไม่ใช่เพียงแต่การให้บริการ After-sale Service เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมอีก 6 บริการที่สำคัญ ทั้งในด้าน Technical Support, Professional Service Device as the Service Contact Center, งานการเคลมสินค้าแบรนด์ภายใต้ “Trusted by Synnex” ตอกย้ำความเชื่อมั่นจากผู้บริโภค และ ศูนย์บริการ Service Center กว่า 26 ศูนย์ และมี Service Partner ทั่วประเทศกว่า 67 ราย (Synnex, Huawei, Xiaomi)
 
นอกจากนี้ ซินเน็คฯ กำลังเคลื่อนทัพสู่ตลาดคอมเมอร์เชียลอย่างเต็มรูปแบบ รับแนวโน้มองค์กรธุรกิจมีการลงทุนกับเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น โดยประกาศลงทุนในบริษัท ไซเบอร์ตรอน จํากัด (Cybertron) ศูนย์เฝ้าระวังภัยคุกคามด้านความมั่นคงทางระบบออนไลน์ ดึงบุคลากรและผู้บริหารชั้นนำ “ดร.ปริญญา หอมเอนก” ผู้เชี่ยวชาญนัมเบอร์วันไซเบอร์ซีเคียวริตในเมืองไทยมาเป็นพันธมิตร เพราะมองว่าความปลอดภัยกลายเป็นเรื่องสำคัญของธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยี โดยเฉพาะความปลอดภัยด้านข้อมูล ซึ่งต้องยอมรับว่าตลาดนี้ยังเติบโตได้อย่างมีนัยสำคัญ การจับมือร่วมกับ Cyberton ครั้งนี้ เพื่อรองรับความต้องการของตลาดแบบครบวงจรมากขึ้น ทั้งในด้าน Hardware Software และการให้บริการในยุค Digital Transformation
 
คุณสุธิดา กล่าวทิ้งท้ายถึงงาน “Synnex Partner Connect” นับเป็นการฉายภาพใหญ่ของการเป็นไอทีอีโคซิสเต็มของซินเน็คฯ ได้อย่างครบถ้วนที่สุด เราไม่หยุดนิ่งในการเดินหน้าตามเป้าหมายหลักขององค์กร และผสานพลังกับพาร์ทเนอร์ที่แข็งแกร่งของเรา เติบโตไปด้วยกัน ระหว่าง ซินเน็คฯ กับดีลเลอร์ และ เวนเดอร์ ไปพร้อมกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ภายใต้ Ecosystem ที่แข็งแกร่ง และยังคงขยายความร่วมมือต่อไปในอนาคต
 

ต้องการอัปเดตเทรนด์ Enterprise IT Infrastructure ล่าสุด เข้าร่วมงาน TTT 2022 Reinforce ฟรี

รวมแนวโน้ม เทคโนโลยี แนวทางปฏิบัติ และกรณีศึกษาที่น่าสนใจทางด้าน IT Infrastructure สำหรับองค์กร ครอบคลุมทั้งด้าน Cloud & Data Center, Networking, Cybersecurity และ Standards & Compliance รวม 4 Tracks 20 เซสชัน และบูธจัดแสดงนวัตกรรมจากหน่วยงาน/บริษัท IT ชั้นนำระดับโลกอีก 28 บูธ พร้อมลุ้นรับของรางวัลรวมมูลค่ากว่า 130,000 บาทภายในงาน ณ ศูนย์ประชุม BITEC บางนา วันพุธที่ 5 ตุลาคม 2022 ลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรี

from:https://www.techtalkthai.com/synnex-no-1-it-ecosystem-partner-connect-2022/

ปกป้องข้อมูลธุรกิจของคุณให้ปลอดภัยจากแรนซัมแวร์ด้วย Commvault

แรนซัมแวร์เป็นหนึ่งในภัยคุกคามที่สร้างความเสียหายให้แก่องค์กรอยู่สม่ำเสมอ หลายปีที่ผ่านมาแนวโน้มภัยคุกคามของแรนซัมแวร์ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยืนยันจากสถิติปี 2020 พบว่ามีเหตุการถูกโจมตีจากแรนซัมแวร์เพิ่มขึ้นกว่า 435% และ 60% ขององค์กรประสบกับการโจมตีด้วยแรนซัมแวร์ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ความสูญเสียจากแรนซัมแวร์มีหลายระดับทั้งในเรื่องของผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจที่อาจหยุดชะงัก ประสบการณ์แย่ๆต่อลูกค้า และภาพลักษณ์ของแบรนด์ ซึ่งความเสียหายเหล่านี้อาจต้องใช้เวลาเยียวยาหลายปี อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญและกระทบโดยตรงคือการกู้คืนข้อมูลอาจใช้เวลาถึงหลายเดือนหรืออาจทำไม่ได้เลย แม้โดยเฉลี่ยแล้วค่าไถ่จะอยู่ที่ 154,000 เหรียญสหรัฐฯ แต่ก็เคยมีเคสที่เหยื่อยอมจ่ายค่าไถ่สูงถึง 71 ล้านเหรียญสหรัฐฯ นั่นชี้ให้เห็นว่าข้อมูลมีความสำคัญแค่ไหน ดังนั้นองค์กรจึงควรมีโซลูชันการปกป้อง ตรวจจับ และกู้คืนข้อมูลจากแรนซัมแวร์

Commvault สามารถช่วยองค์กรให้พร้อมรับมือภัยจากแรนซัมแวร์ด้วยความสามารถต่างๆ โดยการลดพื้นผิวการโจมตี (Attack Surface) ด้วยฟีเจอร์ Immutable ที่ไม่ยึดติดกับฮาร์ดแวร์ใดๆ หรือการทำ Air Gapping รวมถึงมีกลไกด้าน AI และ Honeypot เพื่อตรวจสอบพฤติกรรมที่ต้องสงสัยต่างๆให้คุณจำกัดความเสียหายได้แต่เนิ่นๆ มองเห็นภาพรวมของข้อมูล ทำให้บังคับใช้ Policy เป็นไปได้ในทิศทางในเกณฑ์เดียวกัน พร้อมตอบสนองกู้คืนข้อมูลได้อย่างฉับไว ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติสากลด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ตามมาตรฐานของ NIST ด้วยหลักการดังนี้

               1) Identify – ประเมินค้นหาภัยคุกคามและลดความเสี่ยง ด้วยการควบคุมการเข้าถึงข้อมูลที่สามารถรองรับการทำ Multi-Factor Authentication (MFA) ที่หลากหลาย การจัดการสิทธิ์ใช้งานข้อมูลด้ายการกำหนด Role based security รวมไปถึงการทำ Encryption Data และ Audit report เพื่อติดตามและตรวจสอบย้อนหลัง

               2) Protect – ปกป้องข้อมูลด้วยการทำ Air Gap Solution สำหรับการจัดเก็บข้อมูลสำรองไว้ใน Isolating Networks รวมไปถึงการทำ Immutable สำหรับป้องกันการลบและแก้ไขข้อมูล

               3) Monitor – ตรวจสอบ Activity ที่มีความผิดปกติและการแจ้งเตือนด้วย feature Ransomware Detection and Protection ผ่าน Single Dashboard Management

               4) Respond – วิเคราะห์ข้อมูลและตอบสนองดูแลการปฏิบัติการอย่างเป็นระบบ

               5) Recover – ความสามารถในการกู้คืนข้อมูลและระบบได้อย่างรวดเร็ว เช่นการกู้คืนข้อมูลสำรองจาก Isolating Networks, Commvault Cloud DR ซึ่งเป็น free service ในสำรองข้อมูลเก็บไว้ที่ Cloud ของ Commvault เป็นต้น

นอกจาก Commvault จะช่วยตอบโจทย์ในด้านการป้องกันข้อมูลจากแรนซัมแวร์แล้ว Commvault ยังมีโซลูชันการปกป้องข้อมูลที่มีประสิทธิภาพที่ครอบคลุมไปถึงเรื่องการทำ Disaster Recovery ที่สามารถลดปริมาณงานของผู้ดูแลระบบ, ลดความซ้ำซ้อนของเครื่องมือ, ประหยัดการลงทุน และช่วยลดข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นจาก Human Error ได้อีกด้วย

ท่านใดสนใจติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโซลูชัน Commvault ได้ที่

บริษัท คอมพิวเตอร์ยูเนี่ยน จำกัด โทร. 02-311-6881 #7151, 7158 หรือ Email : cu_mkt@cu.co.th

ทั้งนี้ทางคอมพิวเตอร์ยูเนี่ยนมีทีม CU as-a-Service ที่มีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่สามารถให้คำแนะนำและปรึกษาด้านการออกแบบและดีไซน์โซลูชัน รวมถึงการให้บริการ POC และติดตั้งใช้งาน โดยสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.cu.co.th/distributor/service/ หรือแสกน QR Code

from:https://www.techtalkthai.com/protect-your-business-data-from-ransomware-with-commvault/

Sophos ออกแพตช์อุดช่องโหว่ Zero-Day บน Firewall

Sophos ออกแพตช์อุดช่องโหว่ Zero-Day บน Firewall ผู้ดูแลระบบควรทำการอัปเดต

Credit:alexmillos/ShutterStock

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีรายงานการโจมตีอุปกรณ์ Sophos Firewall ด้วยช่องโหว่ Zero-day โดยมีรหัส CVE-2022-3236 มีคะแนน CVSS score ถึง 9.8 เป็นช่องโหว่ชนิด Remote Code Execution ทำให้ผู้ไม่หวังดีสามารถเจาะเข้าถึงระบบเครือข่ายภายในได้ผ่านทางหน้า User Portal และ Webadmin ซึ่งช่องโหว่นี้มีอยู่ใน Sophos Firewall เวอร์ชัน 19.0 MR1 (19.0.1) หรือเก่ากว่า

ล่าสุด Sophos ได้ออกแพตช์อุดช่องโหว่ดังกล่าวแล้ว ผู้ดูแลระบบจึงควรทำการอัปเดตทันที โดยสามารถอัปเดตเป็นเวอร์ชันดังนี้

  • v19.5 GA
  • v19.0 MR2 (19.0.2)
  • v19.0 GA, MR1, and MR1-1
  • v18.5 MR5 (18.5.5)
  • v18.5 GA, MR1, MR1-1, MR2, MR3, and MR4
  • v18.0 MR3, MR4, MR5, and MR6
  • v17.5 MR12, MR13, MR14, MR15, MR16, and MR17
  • v17.0 MR10

ที่มา: https://thehackernews.com/2022/09/hackers-actively-exploiting-new-sophos.html

from:https://www.techtalkthai.com/sophos-releases-patch-for-zero-day-vulnerability-on-firewall/

Cloudflare เปิดตัว Zero Trust SIM ช่วยปกป้องอุปกรณ์ Mobile

Cloudflare เปิดตัว Zero Trust SIM ช่วยปกป้องอุปกรณ์ Mobile ในระดับเครือข่าย

Credit: Cloudflare

Cloudflare ผู้ให้บริการ Content Delivery Network (CDN) รายใหญ่ ประกาศเปิดตัวโซลูชัน Cloudflare Zero Trust SIM บริการซิมการ์ดสำหรับองค์กรที่ออกแบบมาสำหรับเพิ่มความปล่อยภัยในการเข้าใช้งานเครือข่ายจากอุปกรณ์ Mobile Devices โดยบริการนี้จะช่วยให้ทุกๆการเชื่อมต่อจากอุปกรณ์ Mobile นั้นวิ่งผ่าน Cloudflare Zero Trust Platform ก่อน เพื่อทำการตรวจสอบนโยบายความปลอดภัยในการใช้งานเครือข่าย เช่น ตรวจสอบ DNS request, ทำ DNS Filtering และ Identity-based connectivity สำหรับซิมการ์ดที่นำมาใช้นั้นจะเป็นบริการในลักษณะ eSIM หรือซิมดิจิทัล ที่สามารถสร้างและเริ่มต้นใช้งานได้อย่างรวดเร็ว ไม่จำเป็นต้องใช้งานซิมการ์ดแบบปกติ ช่วยลดความเสี่ยงในการสูญหายหรือถูกโจมตีแบบ SIM-swapping

นอกจากนี้ Cloudflare ยังพัฒนาเครื่องมืออื่นๆสำหรับรองรับการนำ Zero Trust SIM มาใช้กับอุปกรณ์ Internet of Things (IoTs) อีกด้วย และยังมีการเปิดตัวบริการ Zero Trust for Mobile Operators เพื่อให้ผู้บริการระบบโครงข่ายสามารถนำโซลูชัน Cloudflare Zero Trust ไปต่อยอดบนบริการของตนเองได้

ที่มา: https://siliconangle.com/2022/09/26/cloudflare-zero-trust-sim-protects-every-mobile-device-data-packet/

from:https://www.techtalkthai.com/cloudflare-launches-zero-trust-sim-enchane-security-on-mobile-devices/

ดาวน์โหลด WHITEPAPER ฟรี: การสร้างรากฐานที่จำเป็นสำหรับ SMART HEALTHCARE

สิ่งหนึ่งที่เราได้เห็นกันบ่อยครั้งในหน้าสื่อเกี่ยวกับธุรกิจคือการที่โรคระบาดโควิด 19 ได้เน้นให้เห็นถึงความสำคัญและความเร่งด่วนของการปฏิรูปทางดิจิทัลสำหรับองค์กรในทุกภาคส่วน คำพูดเหล่านี้จริง ทว่าแม้ก่อนเกิดวิกฤตการณ์ในครั้งนี้ขึ้น อาจกล่าวได้ว่าหน่วยงานด้านการดูแลสุขภาพนั้นตระหนักถึงเรื่องนี้เป็นอย่างดีกว่าองค์กรประเภทอื่นๆ

รายงานที่เพิ่งถูกเผยแพร่ออกมาเร็วๆนี้โดย McKinley & Co เผยว่าอุตสาหกรรมสาธารณะสุขในภูมิภาคเอเซียแปซิฟิกได้ตกอยู่ภายใต้แรงกดดันจากหลายทิศทางใหญ่ให้มีการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นจำนวนประชากรสูงอายุที่เพิ่มสูงขึ้น ความยากลำบากในการตอบสนองต่ออุปสงค์ของผู้เข้ารับบริการ ภาระค่าใช้จ่ายในการให้บริการสุขภาพที่สูงขึ้น และความคาดหวังของผู้เข้ารับบริการที่มีมากกว่าเดิม

แรงกดดันเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผลักดันการพัฒนาสภาพแวดล้อมการให้บริการด้านสุขภาพที่มีผู้เข้ารับบริการเป็นศูนย์กลางซึ่งประกอบไปด้วยการให้บริการในรูปแบบต่างๆ เช่น การเพิ่มการให้บริการด้านสุขภาพในชั้นปฐมภูมิ การเร่งความเร็วในการให้บริการแก่ผู้ป่วยที่มีภาวะฉุกเฉิน การบริหารและติดตามอาการป่วย และการส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ในเชิงรุกเพื่อตรวจสอบปัญหาสุขภาพในเบื้องต้นที่อาจลุกลามเป็นอาการที่มีค่าใช้จ่ายสูงในการรักษา

ดาวน์โหลด Whitepaper ฉบับนี้เพื่อเรียนรู้ถึงแนวโน้มของ Smart Healthcare และวิธีการเตรียมตัวที่เหมาะสมสำหรับหน่วยงานสาธารณสุขและโรงพยาบาล https://go.techtalkthai.com/2022/09/free-whitepaper-building-the-essential-foundations-of-smarter-healthcare/

from:https://www.techtalkthai.com/free-whitepaper-building-the-essential-foundations-of-smarter-healthcare/

IBM เข้าซื้อกิจการ Dialexa เสริมศักยภาพให้กับ Digital Innovation

IBM ประกาศการซื้อกิจการ Dialexa ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการด้านวิศวกรรมผลิตภัณฑ์ดิจิทัลชั้นนำของสหรัฐฯ เพื่อช่วยบริษัทต่างๆ ในการขับเคลื่อนนวัตกรรมและบรรลุวาระการเติบโตทางดิจิทัล การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้คาดว่าจะช่วยเสริมศักยภาพความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมผลิตภัณฑ์ของไอบีเอ็มและให้บริการการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลแบบครบวงจรสำหรับลูกค้า
 

Picture credit : IBM
ธุรกรรมการเข้าซื้อกิจการต่างๆ ล่าสุดนี้ นับเป็นครั้งที่ 6 ของ IBM ในปี 2022 โดย Dialexa จะเข้ามาสนับสนุนทักษะและความสามารถด้าน AI และ Hybrid Cloud ของ IBM จากสถิตินับจำนวนครั้ง ที่ IBM เข้าซื้อกิจการจำนวนมากกว่า 25 บริษัท ตั้งแต่ Arvind Krishna ดำรงตำแหน่ง CEO ในเดือนเมษายน 2020 รวมถึง Dialexa ดีลล่าสุดนี้ด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้ IBM ได้เคยเข้าซื้อ Neudesic, Sentaca, Nordcloud และ Taos
 
การเข้าซื้อกิจการของ Dialexa จะเป็นครั้งแรกของ IBM Consulting ในตลาดบริการด้านวิศวกรรมผลิตภัณฑ์ดิจิทัลที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งคาดว่าจะโตถึง 700,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2026 นับต่อไปจากนี้ Dialexa จะเข้าร่วมกับ IBM Consulting ซึ่งเป็นหัวหอกสำคัญในการดำเนินธุรกิจบริการด้านวิศวกรรมผลิตภัณฑ์ดิจิทัลของ IBM ในอเมริกา
 
ประวัติความเป็นมาของ Dialexa ก่อตั้งขึ้นในปี 2010 นำเสนอชุดบริการด้านวิศวกรรมผลิตภัณฑ์ดิจิทัล ช่วยให้องค์กรต่างๆ สร้างผลิตภัณฑ์เพื่อการเปลี่ยนแปลงเพื่อขับเคลื่อนผลลัพธ์ทางธุรกิจ ด้วยทีมงานกว่า 300 คน ที่มีทักษะหลากหลายทางวินัยและมีทักษะสูง ซึ่งประกอบด้วย product managers, designers, full-stack engineers and data scientists
 
Dialexa ตั้งอยู่ในเมืองดัลลัสและชิคาโก ให้คำปรึกษาและสร้างผลิตภัณฑ์ดิจิทัลแบบกำหนดเองในเชิงพาณิชย์สำหรับลูกค้า เช่น Deere & Company, Pizza Hut US และ Toyota Motor North America
 
Dialexa มีประสบการณ์อย่างลึกซึ้งในการให้บริการด้านวิศวกรรมผลิตภัณฑ์ดิจิทัลแบบ end-to-end ซึ่งประกอบด้วย services consisting of strategy, design, build, launch และการเพิ่มประสิทธิภาพในแพลตฟอร์มคลาวด์ต่างๆ รวมถึง AWS และ Microsoft Azure
 
ธุรกรรมดังกล่าว คาดว่าจะจบลงในไตรมาสที่สี่ของปีนี้ และขึ้นอยู่กับเงื่อนไขการปิดตามธรรมเนียมและการอนุมัติตามระเบียบข้อบังคับ โดยไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดมูลค่าทางการเงิน
 

from:https://www.techtalkthai.com/ibm-acquires-dialexa-to-speed-digital-innovation/

CEO ของ Nvidia กล่าว “การ์ดจอราคาแพงขึ้น คือ New Normal”

ล่าสุด Nvidia ได้ประกาศเปิดตัว GeForce RTX พร้อมแจงราคาสำหรับในบางรุ่น
 

Picture Credit : Nvidia
ผลิตภัณฑ์ Nvidia RTX 40-series พร้อมราคา:
 
  • RTX 4090 ราคา 1,599 เหรียญสหรัฐฯ
  • RTX 4080 16GB ราคา 1,199 เหรียญสหรัฐฯ
  • RTX 4080 12GB ราคา 899 เหรียญสหรัฐฯ
ถึงแม้คอเกมจะคาดหวังว่าการ์ดจอราคาน่าจะถูกลง แต่สวนทางกลับคำกล่าวของ Jensen Huang – CEO ของ Nvidia “กฏของ Moore ได้ตายลงแล้ว” กับประสิทธิภาพการทำงานเพิ่มขึ้นสองเท่าในราคาครึ่งหนึ่งทุกๆ สองปี สืบเนื่องจากราคาชิ้นส่วนประกอบในกระบวนการผลิตของชิป โดยเฉพาะ “12-inch wafer” ปรับตัวสูงขึ้นมากกว่าในอดีตที่ผ่านมา ส่งผลให้ความคิดที่ว่า ชิปกำลังจะปรับตัวลดลงนั้น เป็นเรื่องของอดีตไปแล้ว
 
ในราคาที่แพงมากขึ้น แน่นอนว่าผู้บริโภคย่อมอยากได้รับความคุ้มค่ากับสิ่งที่ต้องลงทุนจ่ายไป โดย RTX 40-series มาพร้อมสถาปัตยกรรม NVIDIA Ada Lovelace ล่าสุด กราฟิกที่เสมือนจริงและสมจริงด้วย Ray Tracing Cores แบบแยก ผลิตด้วยนวัตกรรมขนาด 5nm TSMC 4N เคลมว่า ประสิทธิภาพและการจัดการพลังงานสูงสุด 2 เท่า ประสิทธิภาพ AI สูงสุด 2 เท่า และประสิทธิภาพ Ray Tracing สูงสุด 2 เท่า
 
โฆษกของ Nvidia กล่าวเสริมว่า
“RTX 4080 16GB นั้นมีประสิทธิภาพมากกว่า RTX 3080 Ti ถึง 3 เมื่อประมวลผลกับ Cyberpunk พร้อมโหมด RT Overdrive”
 
อย่างไรก็ตามรุ่น RTX 3080 ทาง Nvidia ยังคงนำเสนอให้กับผู้ที่สนใจต่อไป
 
และ
และ

from:https://www.techtalkthai.com/nvidia-ceo-says-more-expensive-graphics-cards-are-the-new-normal/

Supermicro ประกาศรองรับ NVIDIA H100 บน Server กว่า 20 รุ่น

Supermicro ประกาศรองรับ NVIDIA H100 บน Server กว่า 20 รุ่น ช่วยเร่งประสิทธิภาพงาน AI/ML, HPC และ Inferencing

Credit: Supermicro

Supermicro ผู้ผลิต Server รายใหญ่ ประกาศ Certified Server กว่า 20 รุ่นกับ NVIDIA H100 GPU รองรับการใช้งานทั้งแบบ H100 PCI-E และ H100 SXM โดยมี Server ให้เลือกใช้งานตามความเหมาะสมของงาน ได้แก่ 8U, 5U, 4U, 2U และ 1U ทั้งในตระกูล SuperBlades, Workstation และ Universal GPU System ภายในตัว Server จะรองรับเทคโนโลยีต่างๆที่จำเป็น เช่น PCI-E Gen5, 4th-Gen NVLink และ NVLink Network for scale-out นอกจากนี้ Server ยังรองรับ NVIDIA GPU รุ่นอื่นๆ อีก เช่น NVIDIA L40 Omnivese และ NVIDIA H100 CNX ซึ่งรองรับการทำ GPUDirect RDMA ผ่านทาง NVIDIA Magnum IO และ NVIDIA AI Enterprise

Supermicro ยังเผยว่า การใช้งาน NVIDIA H100-Certified GPU systems จะช่วยเร่งความเร็วในการทำ AI Inferencing ได้เร็วขึ้น 30 เท่า และทำ AI Training ได้เร็วขึ้น 9 เท่า เมื่อเทียบกับการใช้ GPU รุ่นก่อนของ NVIDIA

ผู้ที่สนใจสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: https://www.supermicro.com/en/accelerators/nvidia

 

เกี่ยวกับ Throughwave Thailand

Throughwave Thailand เป็นตัวแทนจำหน่าย (Distributor) สำหรับผลิตภัณฑ์ Enterprise IT ครบวงจรทั้ง Server, Storage, Network และ Security พร้อมโซลูชัน VMware และ Microsoft ที่มีลูกค้าเป็นองค์กรชั้นนำระดับหลายหมื่นผู้ใช้งานมากมาย โดยทีมงาน Throughwave Thailand ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าจากทีมงาน Engineer มากประสบการณ์ ที่คอยสนับสนุนการใช้งานของลูกค้าตลอด 24×7 ร่วมกับ Partner ต่างๆ ทั่วประเทศไทย https://www.throughwave.co.th

ที่มา: https://www.supermicro.com/en/pressreleases/supermicro-expands-its-nvidia-certified-server-portfolio-new-nvidia-h100-optimized

from:https://www.techtalkthai.com/supermicro-announces-new-nvidia-h100-certified-gpu-systems/