ดูบอลสด อาร์เซน่อล พบ สเปอร์ส ลิงค์ดูบอล ช่อง TPF HD 1

ศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัด นอร์ธ ลอนดอน ดาร์บี้ อาร์เซน่อล จะเปิดบ้านรับการมาเยือนของ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ โดยเกมนี้ทั้งสองทีมต่างอยู่ในฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมด้วยกันทั้งคู่ โดยเจ้าถิ่น อาร์เซน่อล ชนะ 6 จาก 7 เกมลีก พลาดท่าแพ้แค่เกมเดียว ส่วน สเปอร์ส เป็นหนึ่งในสองทีมที่ยังไม่แพ้ใครในพรีเมียร์ลีก มีสถิติชนะ 5 เสมอ 2 ทำให้เกมนี้นอกจากเป็นศึกแห่งศักดิ์ศรีแล้ว ยังเดิมพันตำแหน่งจ่าฝูงของลีกด้วย ติดตามชม อาร์เซน่อล พบ สเปอร์ส ถ่ายทอดสดทางช่อง TPF HD 1 >> ลิงค์ดูบอล คลิกที่นี่

รายชื่อ 11 ผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม

อาร์เซน่อล : อารอน แรมส์เดล (GK), เบ็น ไวท์, วิลเลี่ยม ซาลิบา, กาเบรียล มากัลแญส, โอเล็คซานเดอร์ ซินเชนโก้, กรานิต ชาก้า, โธมัส ปาร์เตย์, บูกาโย่ ซาก้า, มาร์ติน โอเดการ์ด, กาเบรียล มาร์ติเนลลี่, กาเบรียล เชซุส

สเปอร์ส : อูโก้ โยริส (GK), คริสเตียน โรเมโร่, เอริค ไดเออร์, เกลม็องต์ ล็องเล่ต์, อิวาน เปริซิช, ปิแอร์-เอมิล ฮอยจ์เบิร์ก, โรดริโก เบนตานคูร์, ไรอัน เซสเซยง, ริชาร์ริซอน, แฮร์รี่ เคน, ซน ฮึง-มิน

อาร์เซน่อล พบ สเปอร์ส ช่อง TPF HD 1 >> ลิงค์ดูบอล คลิกที่นี่

from:https://www.9tana.com/node/epl-2223-arsenal-spurs/

พบบั๊กร้ายแรงบน WhatsApp ที่ใช้เจาะอุปกรณ์จากระยะไกลได้

ทาง WhatsApp ได้ปล่อยตัวอัปเดตด้านความปลอดภัยมาแก้ไขช่องโหว่สองรายการบนแอพทั้งฝั่งแอนดรอยด์และ iOS ที่อาจนำไปสู่การรันโค้ดอันตรายจากระยะไกลบนอุปกรณ์ได้ โดยหนึ่งในสองรายการนี้ได้แก่ CVE-2022-36934 (CVSS score: 9.8)

ซึ่งเป็นช่องโหว่ร้ายแรงแบบ Interger Overflow ใน WhatsApp ที่ทำให้รันโค้ดอันตรายที่ต้องการได้เพียงแค่ต่อสายวิดีโอวอล พบบนแอพ WhatsApp และ WhatsApp Business ทั้งบนแอนดรอยด์และ iOS เวอร์ชั่นก่อนหน้า 2.22.16.12

นอกจากนี้ยังมีการแพ็ตช์บั๊กอีกตัวหนึ่งที่เป็นแบบ Interger Underflow ด้วย ที่เป็นรูปแบบความผิดพลาดที่ตรงข้ามกันกับ Overflow ในแง่ที่มีการทำผลลัพธ์ของการประมวลผลเล็กมากเกินไปที่จะจัดเก็บในพื้นที่หน่วยความจำที่จัดไว้ให้

อีกช่องโหว่หนึ่งได้แก่ CVE-2022-27492 (CVSS score: 7.8) กระทบกับ WhatsApp for Android เวอร์ชั่นก่อนหน้า 2.22.16.2 และ WhatsApp for iOS เวอร์ชั่นก่อนหน้า 2.22.15.9 ที่ถูกใช้โจมตีได้เมื่อได้รับไฟล์วิดีโอที่สร้างขึ้นมาเป็นพิเศษ

อ่านเพิ่มเติมที่นี่ – THN

from:https://www.enterpriseitpro.net/critical-whatsapp-bugs-could-have-let-attackers-hack-devices-remotely/

NASA ปล่อยภาพจากกล้อง James Webb และ Hubble ที่บันทึกภาพการชนของยาน DART

หลังจากที่ไม่กี่วันก่อน NASA แถลงข่าวความสำเร็จของโครงการ DART ยืนยันการพุ่งชนดาวเคราะห์น้อยเป้าหมาย ซึ่งตามที่แจ้งไว้ก่อนหน้านี้ว่านอกเหนือจากข้อมูลภาพที่ได้จากกล้อง DRACO บนยาน DART เองแล้ว ได้มีการใช้กล้อง James Webb และกล้อง Hubble ร่วมบันทึกข้อมูลด้วยนั้น ล่าสุด NASA ได้ปล่อยภาพที่ได้จากกล้องโทรทรรศน์อวกาศทั้ง 2 ตัวออกมาแล้ว

ภาพที่ได้จากกล้อง James Webb นั้นเป็นภาพถ่ายแบบโดยใช้ NIRCam อันเป็นหนึ่งใน 4 เครื่องมือบันทึกภาพของกล้อง James Webb โดย NIRCam นี้เป็นการถ่ายภาพบันทึกคลื่นในช่วงใกล้ความถี่คลื่นอินฟราเรด ภาพที่บันทึกไว้นั้นแสดงให้เห็นถึง Ejecta ซึ่งหมายถึงเศษฝุ่นที่เกิดขึ้นจากการชนและพุ่งกระจายออกรอบตำแหน่งการชน (สามารถดูภาพ timelapse ได้จากเว็บไซต์ของ NASA) โดยกล้อง James Webb ได้ทำการบันทึกภาพการชนนี้รวม 10 ครั้งในระยะเวลา 5 ชั่วโมงคาบเกี่ยวก่อนและหลังการชนของยาน DART

ส่วนกล้อง Hubble นั้นก็สามารถบันทึกภาพ Ejecta ได้เช่นกัน โดยเห็นรูปร่างของ Ejecta แตกต่างจากที่กล้อง James Webb บันทึกไว้ได้เล็กน้อย โดยกล้อง Hubble บันทึกภาพด้วยคลื่นแสงที่มองเห็นได้ ซึ่งแสงจากการชนยังคงมองเห็นได้อย่างชัดเจนแม้กระทั่งในช่วงเวลา 8 ชั่วโมงหลังการชน โดยหลังจากนี้กล้อง Hubble จะยังคงเก็บข้อมูลต่อเนื่องไปอีก 3 สัปดาห์

No Descriptionซ้าย: ภาพจากกล้อง Hubble, ขวา: ภาพจากกล้อง James Webb พร้อมเส้นแสดงทิศทางการชนของยาน DART

ภาพที่บันทึกได้จากกล้อง Hubble เปรียบเทียบกันใน 3 ช่วงเวลาที่บันทึกภาพ

นอกจากภาพที่บันทึกไว้ได้โดยกล้องโทรทรรศน์อวกาศ James Webb และ Hubble แล้ว ยังมีภาพถ่ายจากดาวเทียม LICIACube ของ ASI (องค์การอวกาศของอิตาลี) ซึ่งถูกส่งไปพร้อมกับยาน DART ก่อนที่ดาวเทียมจะแยกตัวออกจากยาน DART ในช่วงก่อนการชนไม่นาน โดยภาพดังกล่าวถูกบันทึกไว้ในช่วงไม่กี่นาทีหลังยาน DART พุ่งเข้าชนดาวเคราะห์น้อย Dimorphos

No Descriptionภาพที่บันทึกได้โดยดาวเทียม LICIACube ในช่วงไม่กี่นาทีหลังการชน

ภาพถ่ายเหล่านี้จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับดาวเคราะห์น้อยได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้การติดตามข้อมูลอย่างต่อเนื่องหลังจากนี้ไปจะช่วยให้ทราบว่าวงโคจรของดาวเคราะห์น้อยมีการเปลี่ยนแปลงไปตามที่ได้คำนวณวางแผนไว้หรือไม่

ที่มา – NASA – 1, 2

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/130705

บริษัทคริปโตเริ่มเจอปัญหา เป็นสปอนเซอร์รถแข่ง F1 แต่แสดงโลโก้ในสิงคโปร์ไม่ได้

ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา เราเห็นบริษัทคริปโตจำนวนมากแห่กันไปเป็นสปอนเซอร์การแข่งขันกีฬาประเภทต่างๆ (ข่าวเก่า) ถ้านับเฉพาะวงการรถแข่ง F1 ก็มีทีมแข่งรถหลายทีมที่มีสปอนเซอร์เป็นบริษัทคริปโต เช่น McLaren มี OKX, Mercedes มี FTX, Redbull มี Vela หรือถ้าใหญ่หน่อยคือ Crypto.com ถึงขั้นเป็นสปอนเซอร์งานแข่ง Miami Grand Prix ทั้งงานเลย

แต่เมื่อการแข่ง F1 หมุนเวียนสนามแข่งไปหลายประเทศที่มีกฎระเบียบต่างกัน และสัปดาห์นี้ F1 มีแข่งที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งธนาคารกลาง Monetary Authority of Singapore (MAS) มีกฎหมายด้านการโฆษณาคริปโตที่เข้มงวด ทำให้ทีมแข่งรถเหล่านี้ต้องปรับตัวตาม

เงื่อนไขของ MAS คือทีมแข่งรถแต่ละทีมสามารถโชว์โลโก้สปอนเซอร์สายคริปโต ได้เฉพาะบนตัวรถและเสื้อของนักขับเท่านั้น ไม่สามารถแสดงโลโก้บนป้ายโฆษณาตามพื้นที่อื่นๆ ในสนามได้ทั้งหมด

ประเด็นเรื่องการแสดงโฆษณาสปอนเซอร์บางหมวด ไม่ใช่เรื่องใหม่ของวงการ F1 เพราะในอดีตก็มีข้อจำกัดเรื่องการห้ามโฆษณาเหล้าหรือบุหรี่ในหลายประเทศ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่บริษัทคริปโตเริ่มเจอข้อห้ามและกฎระเบียบแบบเดียวกัน

No Description

ที่มา – Bloomberg

from:https://www.blognone.com/node/130704

Cloudflare เปิดสถิติโดเมนเนมยอดนิยมของโลก 1 ล้านอันดับ ใช้แทน Alexa.com ที่ปิดไป

Cloudflare เปิดตัว Radar Domain Rankings บริการให้คะแนนความนิยมของโดเมนเนม ออกมาใช้แทน Alexa.com ที่โดน Amazon ปิดไปเมื่อเดือนพฤษภาคมนี้

Cloudflare มีบริการ Radar เอาไว้ดูสถิติด้านต่างๆ ของอินเทอร์เน็ต เช่น ปริมาณทราฟฟิก, สัดส่วนการใช้ IPv6, การโจมตี DDoS ฯลฯ อยู่ก่อนแล้ว ข้อมูลตัวหนึ่งของ Radar คือโดเมนเนมยอดนิยม ที่พอใช้อ้างอิงได้ว่าเว็บไซต์แต่ละแห่งได้รับความนิยมแค่ไหน

ล่าสุด Cloudflare ขยายบริการตัวนี้เพิ่มเติมเป็น Radar Domain Rankings โดยนำข้อมูลจากบริการ DNS 1.1.1.1 ของตัวเอง มารวมเป็นสถิติโดเมนยอดนิยม 1 ล้านอันดับแรก (ถ้าแยกเป็นรายประเทศมีให้ 100 อันดับแรก ตัวอย่างอันดับของไทย) เอาไว้ใช้อ้างอิงได้กว้างขวางมากขึ้น

Cloudflare บอกว่านำข้อมูลการใช้งานจริงของผู้ใช้จาก 1.1.1.1 ในแง่ความแม่นยำของสถิติคงไม่มีปัญหา ความยากอยู่ที่การนำข้อมูลมาแยกแยะ คัดกรองทราฟฟิกบ็อตออกไป สุดท้ายต้องแยกทำ 2 โมเดลคือ Top 100 และ Top 1M เพราะรูปแบบการใช้งานแตกต่างกัน ระหว่างโดเมนที่คนเข้าเยอะมากๆ กับโดเมนทั่วไป

ตอนนี้โดเมนกลุ่ม Top 100 เรียงอันดับทั้งหมด แยกตามประเทศ และอัพเดตใหม่ทุกวัน ส่วนอันดับที่ 101 เป็นต้นไป แยกเป็นถังตามช่วง ไม่เรียงลำดับในถัง และอัพเดตให้ทุกสัปดาห์

10 อันดับโดเมนยอดนิยมของโลก

No Description

ที่มา – Cloudflare

from:https://www.blognone.com/node/130703

เอไอเอสอุ่นใจอาสา ภูมิใจ เสร็จสิ้นภารกิจ เชื่อมต่อ ช่วยเหลือ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับคนไทย ณ ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ

“ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ” ถูกตั้งขึ้นให้เป็นหนึ่งในจุดฉีดวัคซีนโควิด-19 ที่ใหญ่ที่สุดในช่วงเวลาที่การระบาดอยู่ในจุดสูงสุดเมื่อช่วงปีที่ผ่านมา และถือเป็นจุดบริการทางสุขภาพที่สำคัญอย่างยิ่งของประเทศ ที่รองรับประชาชนได้มากกว่า 10,000 คนต่อวัน ภายใต้การดำเนินงานของกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ที่ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงคมนาคม โดยมี พญ.มิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง เป็นผู้อำนวยการศูนย์ฉีดวัคซีนสถานีกลางบางซื่อ

AIS

สำหรับภารกิจสร้างภูมิคุ้มกันประเทศ ซึ่ง AIS ได้เข้าร่วมสนับสนุน ภายใต้แนวคิด เชื่อมต่อ ช่วยเหลือ เพื่อคนไทย ณ ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ ตั้งแต่วันแรกที่เปิดให้บริการประชาชนคนไทย ด้วยการส่งพนักงานอุ่นใจอาสา เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการบริการประชาชนร่วมกับบุคลากรทางการแพทย์ พร้อมสนับสนุนเครือข่ายสื่อสารให้แก่คณะทำงาน และประชาชน เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการสื่อสารอย่างไม่ติดขัด

นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าฝ่ายงานประชาสัมพันธ์ AIS กล่าวว่า “ย้อนกลับไปในช่วงปีที่ผ่านมา AIS ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในภารกิจสร้างภูมิคุ้มกันให้กับคนไทย ในฐานะผู้ให้บริการโครงข่ายดิจิทัล โดยเราเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนผ่านระบบลงทะเบียนครั้งแรก เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2564 ซึ่งสามารถช่วยอำนวยความสะดวกให้คนไทยมารับบริการได้อย่างปลอดภัย ไม่ต้องแออัด  

หลังจากนั้นชาวอุ่นใจอาสากว่าร้อยชีวิตก็ร่วมภารกิจฉีดวัคซีนเข็มแรกตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2564 จนถึงวันนี้ รวมเป็นเวลากว่า 477 วัน ได้ให้บริการคนไทยไปกว่า 3,345,585 คน รวมจำนวนวัคซีน 6,501,019 โดส นับเป็นการเสร็จสิ้นภารกิจของพวกเราชาวเอไอเอสอย่างสมบูรณ์ต่อการทำงานที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงทางสุขภาพและสาธารณสุขของคนไทยในช่วงที่วิกฤติที่สุดจนถึงปัจจุบันที่สถานการณ์เริ่มคลี่คลาย”

“พวกเราชาว AIS รู้สึกเป็นเกียรติและยินดีอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ประเทศผ่านการคุ้มครองปกป้องคนไทย  ต้องขอขอบคุณในความเสียสละของคุณหมอ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ทุกท่านที่หมุนเวียนกันมาร่วมฉีดวัคซีนให้กับคนไทย 

ถึงแม้วันนี้ภารกิจที่ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อจะจบลง แต่พวกเรายังคงเดินหน้านำศักยภาพโครงข่ายดิจิทัลเข้า เชื่อมต่อ ช่วยเหลือ เพื่อคนไทย ในทุกสถานการณ์ และ AIS ยังคงพร้อมให้บริการและสนับสนุนทุกภาคส่วนอย่างเต็มกำลัง” นางสายชล กล่าวทิ้งท้าย

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/ais-aunjai-volunteer-complete-the-mission-at-the-central-vaccination-center-bang-sue/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=ais-aunjai-volunteer-complete-the-mission-at-the-central-vaccination-center-bang-sue

คุยกับ VST ECS (Thailand) ในวันที่มือถือกลายมาเป็นสินค้าสำคัญ สวนทางกับตลาดชิปเซ็ตที่กำลังขาดแคลน

ปัญหาการขาดแคลนชิพเซ็ตยังคงเป็นสิ่งที่น่ากังวลอย่างต่อเนื่อง เหตุเพราะการเติบโตทางด้านเทคโนโลยีทำให้ความต้องการชิพเซ็ตมีสูงขึ้น สวนทางกับกำลังการผลิตที่มีอย่างจำกัด รวมทั้งความต้องการใช้งานไม่ได้จำกัดอยู่แค่กลุ่มสมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์หรือดีไวซ์บางกลุ่มแบบเดิม แต่ขยายตัวไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมอื่นๆ มากขึ้น เช่น IOT ยานยนต์ อสังหา เน็ตเวิร์ก หรือกลุ่มร้านอาหาร นั่นจึงเป็นเหตุให้ภาคธุรกิจต้องวางแผนจัดการชิ้นส่วนเหล่านี้ รวมทั้งเพิ่มกำลังในการผลิตให้ทันต่อความต้องการมากขึ้น

คุณสมศักดิ์ เพ็ชรทวีพรเดช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วีเอสที อีซีเอส (ประเทศไทย) จำกัด ได้เล่าเกี่ยวกับภาพรวมตลาดไอทีให้ฟังว่า การขาดแคลนชิพเซ็ตนั้น ไม่ได้เป็นเพราะกำลังการผลิตที่มีผลกระทบจากปัญหาของจีนและไต้หวัน แต่เป็นไปตามดีมานด์ของตลาด ซึ่งก่อนหน้านี้ความต้องการใช้ชิพเซ็ตในกลุ่มสินค้าสมาร์ทโฟนก็ได้ขาดแคลนอยู่แล้ว เพราะถูกนำไปใช้ในหลายอุปกรณ์ที่ต้องการความสมาร์ทอย่างกลุ่มสินค้าไอโอที ยานยนต์และอุตสาหกรรมต่างๆ ที่ต้องการปรับตัวให้ทันสมัยสู่การเป็นดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน ทำให้ดีมานด์ในกลุ่มชิพเซ็ตสูงขึ้นประมาณ 25% และยังคาดว่าความต้องการชิพเซ็ตยังคงมีต่อเนื่อง

ภาพรวมธุรกิจ VST ECS (Thailand)

สำหรับภาพรวมธุรกิจในครึ่งปีแรกของ วีเอสที อีซีเอส โตขึ้นประมาณ 12% เมื่อเทียบกับปีที่แล้วก็ยังคงมีตัวเลขการเติบโตสองหลักเช่นกัน ซึ่งเป็นตัวเลขที่มองว่ามีโอกาสโตมากกว่านี้ แต่เพราะการขาดแคลนชิพเซ็ตทำให้กลุ่มสินค้าประเภทเน็ตเวิร์กขาดตลาดอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็น F5, Arista, Cisco, Aruba เจอปัญหาขาดตลาดทั้งหมด ทำให้เจอผลกระทบในการรอสินค้านานหนึ่งปี

คุณสมศักดิ์ เพ็ชรทวีพรเดช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วีเอสที อีซีเอส (ประเทศไทย) จำกัด
คุณสมศักดิ์ เพ็ชรทวีพรเดช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วีเอสที อีซีเอส (ประเทศไทย) จำกัด

“โชคดีที่บริษัทมีการสั่งสต็อกสินค้าไว้ทำให้ตัวเลขรายได้ยังมีการเติบโตไปต่อได้ ซึ่งถ้าสินค้าไม่ขาดตลาดคาดว่าจะทำรายได้ได้ดีกว่านี้ อาจจะพุ่งไปถึง 16-18% ไม่ใช่แค่ 12% แบบตอนนี้”

อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้บริษัทยังมีโอกาสไปต่อได้ เป็นเพราะมีความร่วมมือกับกลุ่มลูกค้ารายใหญ่ที่ทำโปรเจ็คร่วมกันทั้งภาคธุรกิจรายเล็ก กลางใหญ่ ธนาคาร ภาครัฐทั้งระดับประเทศและท้องถิ่น เพราะเป็นกลุ่มที่มีความต้องการใช้งานไอทีอย่างต่อเนื่องและต้องการคุณภาพของเน็ตเวิร์กที่สูงขึ้น รวมถึงระบบสตอเรจคุณภาพต้องดี ระบบซอฟต์แวร์ต้องช่วยให้การทำงานง่ายขึ้น ลดการใช้กระดาษ รวมทั้งการทำซีเคียวริตี้ป้องกันภัยคุกคามจากแฮคเกอร์ที่มาโจมตี ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีความเกี่ยวข้องกับซอฟต์แวร์ทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลขในกลุ่มคอนซูเมอร์จะลดลงแต่บริษัทใกล้ชิดกับลูกค้ามากขึ้น ทำให้มองเห็นโอกาสการเติบโตแม้จะเป็นตัวเลขหลักเดียวก็ตาม เพราะกำลังซื้อในกลุ่มสินค้าไอทีลดลงจากปัญหาค่าครองชีพสูงขึ้น สภาพเศรษฐกิจยังไม่ดีพอ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อด้วย

นอกจากนี้ กลุ่ม SMB ที่เป็นฐานสำคัญก็เจอผลกระทบเรื่องการเข้าหาเงินทุนยากขึ้น การสนับสนุนจากรัฐบาลลดลงทำให้ขยายธุรกิจยากขึ้นเมื่อเทียบกับองค์กรขนาดใหญ่ที่มีความแข็งแรงด้านการเงินมากกว่าจึงมุ่งหวังให้ภาครัฐเข้ามาช่วยในเรื่องแหล่งเงินกู้ให้แก่ธุรกิจขนาดกลางและย่อมกลุ่มนี้ เพื่อหนุนให้ภาพรวมธุรกิจทั้งประเทศไปต่อได้

ส่วนในกลุ่มภาครัฐยังมีการเติบโตที่ดีถือเป็นรายได้หลัก เพราะมีการลงทุนต่อเนื่อง แม้จะเป็นหน่วยงานท้องถิ่นแต่เม็ดเงินยังสะพัดดีอยู่ รวมทั้งมีโปรเจ็คต่างๆ เยอะมาก

ทางบริษัทจึงคาดหวังรายได้ครึ่งปีแรกอยู่ที่ 17,000 ล้านบาท รวมทั้งปีคาดว่าน่าจะทำได้ที่ 34,000 ล้านบาท หรือประมาณ 10-12% เมื่อเทียบกับปีที่แล้วปิดรายได้ทั้งปีอยู่ที่ 31,000 ล้านบาท

การลงทุนใหม่ๆ ของปีนี้

ทางด้านของบริษัทเองก็จะมีการปรับเปลี่ยนระบบภายในองค์กรให้มีความเป็นดิจิทัลมากขึ้น ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ก่อนเกิดโควิดแล้ว ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของการทำ E-Document, การทำระบบฐานข้อมูลใหม่, การปรับเปลี่ยน infrastructure เพื่อรองรับการทำงานแบบ anywhere any place ให้มีการทำงานอย่างรวดเร็วและปลอดภัย โดยมุ่งไปที่การพัฒนาในส่วนของเน็ตเวิร์ก, ซีเคียวริตี้ หรือการรีพอร์ตต่างๆ หากจะนับเม็ดเงินลงทุนเพื่อพัฒนาระบบภายในของบริษัท มีการใช้เงินไปมากกว่า 30-50 ล้านบาทแล้ว

from:https://www.thumbsup.in.th/vst-ecs-thailand?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=vst-ecs-thailand

สหรัฐฯ เริ่มโครงการวิจัยปัญญาประดิษฐ์หาคนเขียนบทความจากรูปแบบการเขียน

Intelligence Advanced Research Projects Activity (IARPA) หน่วยงานให้ทุนวิจัยด้านข่าวกรองของสหรัฐฯ ประกาศเริ่มโครงการวิจัย Human Interpretable Attribution of Text Using Underlying Structure (HIATUS) สำหรับการตรวจหาผู้เขียนจากรูปแบบข้อความอย่างเดียว ทำให้รู้ได้ว่าใครเป็นคนเขียนบทความแม้จะไม่มีข้อมูลอื่นนอกจากเนื้อหาก็ตาม

ตัวปัญญาประดิษฐ์จะอ่านข้อความและพยายามจับลักษณ์ต่างๆ เช่น การเลือกใช้คำ, รูปแบบประโยค เพื่อหาใครเป็นคนเขียนบทความนั้นๆ ขณะที่อีกด้านหนึ่งปัญญาประดิษฐ์นี้ก็อาจใช้นำไปปกปิดตัวตนของผู้เขียนด้วย เพราะมันสามารถตรวจพบรูปแบบที่เฉพาะตัวของบทความ

นอกจากตัวฟีเจอร์หลักปัญญาประดิษฐ์จะบอกได้ว่าข้อความหนึ่งๆ เขียนโดยใคร โครงการ HIATUS ยังมีเป้าที่จะสร้างปัญญาประดิษฐ์ที่อธิบายได้ มันจะแสดงคำอธิบายว่าเห็นอะไรในข้อความแต่ละส่วนจึงมองว่าผู้เขียนเป็นใคร หรือให้คำแนะนำได้ว่าทำไมการเขียนบางรูปแบบจึงปกปิดตัวตนผู้เขียนได้ดีกว่า

ที่มา – DNI.gov

No Description

ภาพโดย stevepb

from:https://www.blognone.com/node/130702

Geely เข้าถือหุ้น 7.6% ของ Aston Martin เสริมแกร่งกลยุทธ์ทำตลาดรถยนต์หรู

Zhejiang Geely Holding Group ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตรถยนต์จากจีนแจ้งอย่างเป็นทางการว่า บริษัทได้เข้าถือหุ้นในสัดส่วน 7.6% ของ Aston Martin Lagonda แบรนด์รถหรูจากอังกฤษ หวังต่อยอดแผนเสริมแกร่งตลาดรถหรู

Aston Martin

Geely เดินหน้าแผนซื้อกิจการรถหรู

Geely แจ้งว่า บริษัทเข้าถึอหุ้นในสัดส่วน 7.6% ของ Aston Martin โดยไม่มีการเปิดเผยมูลค่าการลงทุนครั้งนี้เพียงแต่แจ้งว่าบริษัทจะขึ้นเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับที่ 5 ทันที และการตัดสินใจครั้งนี้มาจากการต่อยอดแผนซื้อกิจการรถหรูที่น่าสนใจเพื่อเสริมแกร่งพอร์ตรถหรูของบริษัท

ปี 2021 Aston Martin จำหน่ายรถยนต์ไปราว 6,000 คัน โดยการเข้ามาของ Geely จะช่วยให้บริษัทพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า และเทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับได้ดีขึ้น เพราะปัจจุบัน Aston Martin ยังไม่ทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้ารูปแบบใด ๆ โดยจะเริ่มต้นที่ Plug-in Hybird ในปี 2024 และรถยนต์ไฟฟ้าล้วนปี 2025

ส่วน Geely ในปี 2021 จำหน่ายรถยนต์ได้กว่า 2.2 ล้านคันทั่วโลก โดยยักษ์ใหญ่จากจีนเน้นใช้กลยุทธ์ควบรวมกิจการกับแบรนด์รถดั้งเดิม เช่น การซื้อกิจการ Volvo ในปี 2010 และ Proton ในปี 2017 โดยการซื้อดังกล่าวทางแบรนด์ได้ Lotus แบรนด์สปอร์ตจากอังกฤษมาอยู่ในครอบครอง

ขณะเดียวกัน Geely อยู่ระหว่างเร่งทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้า เช่น การปรับกลยุทธ์ให้ Volvo จำหน่ายแต่รถยนต์ไฟฟ้าล้วน และการสร้างแบรนด์ Polestar ร่วมกับ Volvo เพื่อทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าหรูโดยเฉพาะ ซึ่งแบรนด์ดังกล่าวจำหน่ายได้กว่า 30,000 ในปี 2021 ที่สหรัฐอเมริกา แะกลุ่มยุโรปบางประเทศ

สรุป

Geely พยายามทำตลาดรถหรู และรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น ซึ่งการจะไปถึงจุดนั้นได้อย่างรวดเร็ว การเข้าไปลงทุน หรือซื้อแบรนด์รถที่น่าสนใจก็คืออีกวิธีที่มีประสิทธิภาพ จึงน่าสนใจว่า Geely จะไปควบรวมรถยนต์หรูแบรนด์อื่นอีกหรือไม่ เพราะปัจจุบันตลาดรถหรูถ้าไม่หรูจริงก็อยู่ค่อนข้างยาก

อ้างอิง // Nikkei Asia, Car and Driver

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post Geely เข้าถือหุ้น 7.6% ของ Aston Martin เสริมแกร่งกลยุทธ์ทำตลาดรถยนต์หรู first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/geely-aston-martin/

Lenovo เปิดตัว ThinkPad X1 รุ่นครบรอบ 30 ปี โลโก้ดั้งเดิม ราคาเริ่มต้นเกินแสน

Lenovo เปิดตัวโน้ตบุ๊ก ThinkPad X1 Carbon ฉลองครบรอบ 30 ปี ThinkPad แม้ว่าก่อนหน้านี้ Lenovo จะเคยทำตลาดกับแฟนคลับ ThinkPad มาแล้วตั้งแต่ปี 2017 แต่รอบนี้ตัวเครื่องไม่ได้ย้อนยุคแบบเดิม โดยตัวถังและคีย์บอร์ดยังเป็น ThinkPad X1 Carbon คล้ายปกติ ความต่างหลักๆ คือสีโลโก้ แพ็กเกจ และหมายเลขประจำเครื่อง

ตอนนี้เว็บ Lenovo เปิดขาย ThinkPad X1 รุ่นครบรอบ 30 ปี ด้วยสเปค Core i7-1270P แรม 32GB สตอเรจ 1TB หน้าจอสัมผัส 14 นิ้วความละเอียด 4k ที่สเปคนี้หากเทียบกับ ThinkPad X1 Gen 10 รุ่นปกติเกือบเท่าตัว โดยรุ่นปกติราคาขายประมาณ 2,300 ดอลลาร์ ขณะที่รุ่นครบรอบ 30 ปีราคาสูงถึง 4,169 ดอลลาร์

ที่มา – Lenovo, Liliputing

No Description

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/130701

for feed news app

%d bloggers like this: