AIS eSports เปิดรับสมัครอบรมแคสเตอร์ในโครงการ Young Caster Talent SS2 ผลักดันวงการอีสปอร์ตไทยเพื่อเศรษฐกิจดิจิทัล

ใครใฝ่ฝันอยากเป็นแคสเตอร์หรือนักพากย์แข่งขันอีสปอร์ตมาทางนี้! AIS eSports มีโครงการดี ๆ กับ Young Caster Talent Season 2 เปิดรับสมัครคนรุ่นใหม่ที่สนใจอยากฝึกฝนการเป็นนักพากย์แข่งเกม ปีนี้มีรับสมัคร 2 ช่วงอายุ มีรุ่นวัยเยาว์ 12 – 17 ปี เปิดรับสมัครตั้งแต่ 1 พ.ย. 2565 และมีสำหรับบุคคลทั่วไปอายุ 18 ปีขึ้นไปเปิดรับสมัครช่วง 1 ต.ค.2565  เป็นต้นไป

AIS eSports Young Caster Talent Season 2 เป็นโครงการที่ทำต่อยอดมาเป็นปีที่สองแล้วของ AIS โดยจะเปิดอบรมคนที่สนใจทำงานสายอาชีพนักพากย์​อี​สปอร์ต​ ด้วยหลักสูตรเข้มข้น มาครบทั้งความรู้พื้นฐาน ทฤษฎี​ และยังให้ลองปฏิบัติจริงในห้องสตูดิโอที่มีเครื่องมือรองรับครบครัน โดยมีการจับมือดึงนักพากย์มืออาชีพอย่าง Xyclopz และพาร์ทเนอ​ร์อย่าง Twitch มาเตรียมปั้นนักพากย์​หน้าใหม่ออกสู่สายตาชาวไทยและชาวโลก

โดยคุณรุ่งทิพย์ จารุศิริพิพัฒน์ จาก AIS เค้าก็เล่าความเป็นมาของโครงการว่า ขณะนี้วงการเกมไทยกำลังเติบโตขึ้นสูงขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปี มีมูลค่าอยู่ราว ๆ 35,000 ล้านบาทต่อปี ส่วนฐานคนดูกีฬาอีสปอร์ตในไทยตอนนี้มีสูงถึง 5.1 ล้านคนแล้วในปี 2565 ทางเอไอเอสก็เล็งเห็นศักยภาพของไทยในจุดนี้ จึงได้มีโครงการช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรม​เกมเรื่อยมา ไม่ว่าจะเป็นการร่วมมือกับผู้พัฒนาเกม ร่วมจัดทัวนาเมนต์แข่งขันอีสปอร์ต​ และก็ไม่ลืมที่จะผลักดันสายงานนักพากย์งานแข่งขันพวกนี้ขึ้นมาด้วย

คุณจิรัฐติกาล สุทธิวรรณารัตน์ ผู้อำนวยการคอนเทนต์ Twitch ไทยก็ยังได้กล่าวไว้ด้วย ว่าการเข้าร่วมโครงการนี้จะช่วยเพิ่มสกิลและทักษะต่าง ๆ อย่างการพูดและระบบการทำงาน ที่สามารถนำไปต่อยอดได้นอกเหนือจากการเป็นนักพากษ์เกมเท่านั้น และ Twitch ก็จะเป็นแพลตฟอร์มคอยเปิดโอกาสให้คนที่สนใจได้ลองฝึกฝนจนเกิดเป็นอาชีพได้จริง

โดยปีนี้จะขยายโครงการอบรมให้มากขึ้นกว่าเดิม มีโครงการที่เพิ่งเพิ่มกันเข้ามาคือ Young Caster Talent Junior เปิดรับสมัครนักพากย์เยาวชนหน้าใหม่อายุ 12 – 17 ปี หรือเด็ก ๆ ที่อยู่ในช่วงชั้นมัธยม จะมีการคัดเลือกผู้สมัครที่เหมาะสมทั้งหมด 20 คนมาเข้าคอร์สเรียนรู้การเป็นแคสเตอร์กันทั้งหมด 24 ชั่วโมง จะเริ่มเปิดให้สมัครกันตั้งแต่ 1 พ.ย. 2565 – 24 ก.พ. 2566

ส่วนโครงการที่สองคือ Young Caster Talent Season 2 ที่ดำเนินการต่อมาจากปีที่แล้ว เปิดรับคนทั่วไปที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปจำนวน 20 คนให้มาเรียนรู้ในคอร์สทั้งหมด 30 ชั่วโมง (แต่อาจมีเพิ่มให้มากกว่านี้ตามความเหมาะสม) จะเริ่มเปิดให้สมัครกันตั้งแต่ 1 ต.ค. 2565 – 24 ก.พ. 2566

ส่วนขั้นตอนการสมัครเค้าก็บอกว่าจะมีแบบสอบถามให้ผู้สนใจตอบผ่านทางออนไลน์ พร้อมต้องส่งวิดีโอพูดแนะนำตัวมากันด้วย ใครพูดเก่งและตอบโดนใจกรรมการก็จะได้รับคัดเลือกมาเข้าการอบรมดังกล่าวครับ หลังผ่านช่วงสมัครไปแล้วจะมีประกาศรายชื่อผู้ได้รับคัดเลือกในวันที่ 7 มี.ค. 2566 และเริ่มเปิดอบรมกันในช่วง 20 – 31 มี.ค. 2566 

ส่วยรายละเอียดคอร์สอันนี้คุณตรีภพ เที่ยงตรง หรือ Xyclopz ก็ให้รายละเอียดว่าจะแบ่งช่วงอบรมเป็น 3 ส่วนใหญ่ ๆ เริ่มตั้งแต่สอนขั้นความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับสายอาชีพนักพากย์อีสปอร์ต ว่าอาชีพนี้มีความจำเป็นอย่างไร มีโอกาสเติบโตไปเป็นอะไรได้บ้าง และอื่น ๆ จากนั้นขั้นที่สองก็จะเป็นการจัดสอนแบบจัดเต็ม ในด้านสกิลที่จำเป็นต่าง ๆ โดยจะมีการเปลี่ยนคู่พากย์กันตลอดเวลาเพื่อให้คุ้นชินกับสภาพการทำงานจริง

จากนั้นขั้นที่สามในหลักสูตรคือการเสริมความรู้ที่จำเป็น อย่างเรื่องระบบการทำงานในสตูดิโอ ระบบงานอีเว้นท์ กฏหมายที่เกี่ยวกับอาชีพ และมารยาทในการทำงาน หลังเรียบจบแล้วก็จะมีช่วงสอบเก็บคะแนนอย่างจริงจัง ผู้ที่ทำคะแนนได้ดีที่สุด 2 คนจะได้รับโอกาสให้มาเป็น AIS eSports Talent คอยพากย์ในงานแข่งขันของเอไอเอสกันไปเลย

ใครที่สนใจโครงการนี้สามารถติดตามข่าวสารได้ผ่านทางเพจเฟซบุ๊ก AIS eSports ได้เลยครับ

 

ที่มา : ข่าวประชาสัมพันธ์

from:https://droidsans.com/ais-esports-young-caster-season-2/

กนง. มีมติขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจาก 0.75% เป็น 1% มีผลทันที

คณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. มีมิตเป็นเอกฉันท์ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ต่อปี จากเดิม ร้อยละ 0.75 เป็น 1.00 ต่อปี มีผลทันที

แบงก์ชาติ, ธนาคารแห่งประเทศไทย, BoT

เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยอาศัยการกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นหลัก อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ในระดับสูง ราคาสินค้าโภคภัณฑ์มีแนวโน้มคลี่คลาย ภาพรวมแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ก่อนหน้า คณะกรรมการฯ จึงเห็นว่าการทยอยปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นแนวทางการดำเนินนโยบายที่เหมาะสม เห็นควรให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบ้ย 0.25 ต่อปี

เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องที่ 3.3% และ 3.8% ในปี 2565 และ 2566 ตามลำดับ ตามแรงส่งของภาคท่องเที่ยวและการบริโภคภาคเอกชนเป็นสำคัญ ภาคท่องเที่ยวฟื้นตัวดีกว่าคาด นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจมีความทั่วถึงมากขึ้น ทั้งมิติสาขาธุรกิจ ภาคบริการและมิติรายได้กระจายตัวดีขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงกว่าคาด ส่งผลต่อการส่งออก แต่ไม่กระทบต่อแนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจในภาพรวม

อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2565 และ 2566 คาดว่าอยู่ที่ 6.3% และ 2.6% ตามลำดับ

มีแนวโน้มปรับลดลงตามราคาน้ำมันโลกและปัญหาห่วงโซ่อุปทานคลี่คลาย อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานปี 2565 และ 2566 คาดว่าอยู่ที่ 2.6% และ 2.6% ตามลำดับ ค่าจ้างแรงงานปรับเพิ่มขึ้นบางธุรกิจและบางพื้นที่ที่ขาดแคลนแรงงาน ยังไม่เห็นสัญญาณการปรับเพิ่มขึ้นในวงกว้าง แรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ยังจำกัด เศรษฐกิจไทยอยู่ในระหว่างการฟื้นตัว

ระบบการเงินโดยรวมมีเสถียรภาพ ธนาคารพาณิชย์มีระดับเงินกองทุนและเงินสำรองที่เข้มแข็ง ความสามารถในการชำระหนี้ของภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนปรับดีขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แต่ยังมี SMEs บางสาขาที่ฟื้นตัวได้ช้า ครัวเรือนรายได้น้อยบางกลุ่มยังอ่อนไหวต่อค่าครองชีพ กนง. เห็นควรให้ดำเนินมาตราการปรับโครงสร้างหนี้ต่อเนื่อง แก้ปัญหาหนี้สำหรับกลุ่มเปราะบาง

ภาวะการเงินผ่อนคลาย อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบดอลลาร์สหรัฐ ปรับอ่อนค่าเร็วและต่อเนื่องตามการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ สอดคล้องกับสกุลเงินในภูมิภาค ยังติดตามพัฒนาการตลาดการเงินและอัตราแลกเปลี่ยนใกล้ชิด โดยเฉพาะที่ค่าเงินบาทมีความผันผวนสูง

เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง แต่มีความเสี่ยงจากเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น เห็นควรให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายแบบค่อยเป็นค่อยไป

ที่มา – ธนาคารแห่งประเทศไทย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post กนง. มีมติขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจาก 0.75% เป็น 1% มีผลทันที first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/bank-of-thailand-raise-interest-rate-to-one-percent/

เรียลมี เปิดตัว realme C30s ในไทย สมาร์ตโฟน Entry-level รุ่นเดียวในเซกเมนต์ที่มาพร้อมการสแกนลายนิ้วมือด้านข้าง ราคาสุดคุ้มเพียง 3,299 บาท!

เรียลมี” แบรนด์สมาร์ตโฟนเพื่อคนรุ่นใหม่ที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก ประกาศเปิดตัว realme C30s อย่างเป็นทางการในประเทศไทย โดย realme มุ่งมั่นที่จะนำนวัตกรรมมาสู่ C-series มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้และ realme C30s ถือเป็นความพยายามล่าสุดในการสร้างผลิตภัณฑ์ที่ผสมผสานการออกแบบและเทคโนโลยีได้อย่างลงตัว 

พร้อมเรียกเสียงฮือฮาในฐานะสมาร์ตโฟน Entry-level รุ่นเดียวในเซกเมนต์ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีการสแกนนิ้วมือด้านข้างที่รวดเร็ว ปลอดภัย และแม่นยำสูง นับเป็นสมาร์ตโฟนระดับเริ่มต้นที่อัดแน่นด้วยสเปกทรงพลัง แบตเตอรี่สุดอึด และหน้าจอฟูลสกรีน ขนาด 6.5 นิ้ว ทั้งหมดนี้มาในราคาที่คุ้มค่าโดนใจเพียง 3,299 บาท

realme C30s น้องใหม่ล่าสุดจากตระกูล C series ที่โดดเด่นและสร้างชื่อเสียงในด้านการมอบประสบการณ์ที่เหนือกว่าในราคาสุดคุ้ม โดยหนึ่งในไฮไลท์สำคัญของ realme C30s มาพร้อมกับเซ็นเซอร์การสแกนลายนิ้วมือด้านข้างที่มีความเร็วในการปลดล็อก 0.58 วินาที พร้อมความแม่นยำสูงถึง 99% 

ช่วยให้ผู้ใช้งานปลดล็อกได้อย่างปลอดภัย รวดเร็ว และสะดวกสบายกว่าการปลดล็อกด้านหลัง เพราะสามารถปลดล็อกได้แม้วางโทรศัพท์อยู่บนโต๊ะ ด้วยอัลกอริทึมทรงประสิทธิภาพ เครื่องจึงสามารถจดจำลายนิ้วมือได้อย่างแม่นยำและรวดเร็วขั้นสุด แม้จะมีพื้นที่สแกนลายนิ้วมือที่บางเฉียบเพียง 8×1.6 มม. ก็ตาม

อีกหนึ่งเรื่องที่ค่ายเรียลมีไม่เคยทำให้ผิดหวังคืองานดีไซน์ที่เข้าใจทุกสไตล์การใช้งาน โดย realme C30s โดดเด่นด้วยความบางเฉียบเพียง 8.5 มม. และน้ำหนักเบาเพียง 182 กรัม และอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือ ดีไซน์ป้องกันการลื่นแบบ Micro-texture ที่นอกจากจะมอบการจับที่กระชับถนัดมือในทุกการเคลื่อนไหวแล้ว ยังสร้างสรรค์เป็นแพทเทิร์นที่สวยงามไม่เหมือนใครอีกด้วย

และสำหรับใครที่ต้องการหน้าจอที่คมชัด ใหญ่เต็มตา ก็จะต้องถูกใจกับหน้าจอ LCD คุณภาพสูงแบบฟูลสกรีน 6.5 นิ้ว ซึ่งมีอัตราส่วนหน้าจอสูงถึง 88.7% พร้อมความสว่างสูงถึง 400nits ที่จะมาเพิ่มอรรถรสให้กับทุกประสบการณ์ความบันเทิงของทุกคนในครอบครัว

ในแง่ของขุมกำลังก็ไม่น้อยหน้า เพราะ realme C30s ขับเคลื่อนด้วยUnisoc SC9863A Octa Core อันทรงพลัง ที่จะช่วยเปิดประสบการณ์การใช้งานที่ราบรื่นไม่มีสะดุด พร้อมแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 5000mAh รองรับการใช้งานสมาร์ตโฟนได้ลื่นไหลและต่อเนื่องยาวนาน เมื่อแบตเหลือน้อย

สมาร์ตโฟนจะเข้าสู่ Ultra Saving Mode เพื่อประหยัดพลังงานและคงฟังก์ชันพื้นฐานของสมาร์ตโฟนไว้ได้อย่างทรงพลังและ realme C30s เครื่องนี้สามารถสแตนด์บายได้ยาวนานถึง 16.5 ชั่วโมง แม้แบตจะเหลือเพียง 5% ช่วยให้ผู้ใช้งานอุ่นใจได้ในทุก ๆ วัน

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบในการถ่ายรูป realme C30s ก็ตอบโจทย์ได้อย่างครบครัน เพราะมาพร้อมกล้องหลัง 8MP ที่ขับเคลื่อนด้วย AI มอบภาพที่สวยงามสมบูรณ์แบบในทุกช็อต พร้อมกล้องหน้าความละเอียด 5MP ที่ถ่ายเซลฟี่ได้อย่างคมชัดตรงใจ

สเปกทรงพลังและดีไซน์สุดล้ำที่ “เรียลมี” จัดมาให้อย่างไม่ยั้งใน realme C30s นับเป็นการยกระดับมาตรฐานสมาร์ตโฟน Entry-level ขึ้นไปอีกขั้น เหมาะสำหรับคนที่กำลังมองหาสมาร์ตโฟนสเปกแรงในราคาสุดคุ้มค่า realme C30s 

พร้อมวางจำหน่าย 2 สี ได้แก่ สีฟ้า Stripe Blue และสีดำ Stripe Black ในความจุ 2+32GB ราคา 3,299 บาท ผ่านช่องทาง realme Brand Shop และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ และช่องทางออนไลน์ไม่ว่าจะเป็น Lazada, Shopee และ JD Central โดยวางจำหน่ายพร้อมกันในวันที่ 1 ตุลาคมทุกช่องทาง

แฟน ๆ เรียลมีสามารถติดตามรายละเอียดการวางจำหน่ายได้ผ่าน realme official ในช่องทาง Facebook Fan page: realme TH ดูข้อมูลผลิตภัณฑ์และติดตามข่าวสารล่าสุดของ realme ได้ที่เฟซบุ๊ก realme Official Fan Page หรือเว็บไซต์ https://www.realme.com/

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/realme-launches-realme-c30s-in-thailand/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=realme-launches-realme-c30s-in-thailand

รีวิว Samsung Galaxy Z Fold4 สัมผัสประสบการณ์จริงกับการใช้งานสมาร์ตโฟนจอพับ เหมือนมี PC อยู่ในมือ เก่งทั้งเรื่องงาน และ เรื่องเล่น

เดินทางมาถึงรุ่นที่ 4 แล้วสำหรับ Samsung Galaxy Z Fold4 สมาร์ตโฟนจอพับแฟล็กชิประดับพรีเมียมรุ่นใหม่ของซัมซุง ที่ยังคงรูปลักษณ์ดีไซน์จากรุ่น Z Fold3 แต่มาพร้อมหน้าจอที่กว้างกว่าเดิม แถมยังมีความบาง และน้ำหนักที่เบาขึ้น ทำให้พกพาได้สะดวก นอกจากนี้ยังมีการอัปเกรดชิปเซ็ท ความคมชัดของกล้อง โหมดต่างๆ รวมถึงความจุแบตเตอรี่ และเพิ่มการรองรับ Super Fast Charging เพื่อยกระดับประสบการณ์ของผู้ใช้ให้ไร้รอยต่อมากยิ่งขึ้น

ซึ่งทางทีมงาน MobileOcta ก็ได้เครื่อง Samsung Galaxy Z Fold4 มาอยู่ในมือเป็นที่เรียบร้อย โดยหลังจากที่ได้ลองใช้งานจริงมากว่า 1 สัปดาห์ก็ได้เวลามารีวิวให้ชมกันว่าสมาร์ตโฟนจอพับรุ่นนี้จะมีจุดเด่นที่น่าสนใจอะไรบ้าง และจะนำไปใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างไร ไปติดตามกันเลยครับ

https://news.samsung.com/global/user-guide-unfolding-new-possibilities-for-work-and-play-galaxy-z-fold4-for-on-the-go-productivity

สเปกเบื้องต้น Samsung Galaxy Z Fold4

ขนาด 155.1 x 130.1 x 6.3 มม. (เมื่อพับจอ)
155.1 x 67.1 x 14.2-15.8 มม. (เมื่อกางจอ)
น้ำหนัก 263 กรัม
หน้าจอ หน้าจอแสดงผลหลักแบบ Dynamic AMOLED 2X ความละเอียด QXGA+ 1812 x 2176 พิกเซล ขนาด 7.6 นิ้ว ในอัตราส่วน 21.6:18 โดยมีอัตรารีเฟรชเรท 120Hz, รองรับ HDR10+ และความสว่างสูงสุด 1200 nits และครอบทับด้วยกระจกกันรอย Ultra Thin Glass เวอร์ชั่น 2.0 (UTG 2.0)

หน้าจอแสดงผล Cover แบบ Dynamic AMOLED 2X ความละเอียด HD+ 904 x 2316 พิกเซล ขนาด 6.2 นิ้ว ในอัตราส่วน 23.1:9 โดยมีอัตรารีเฟรชเรท 120Hz และครอบทับด้วยกระจกกันรอย Corning Gorilla Glass Victus+

หน่วยประมวลผล ใช้หน่วยประมวลผลซีพียูแบบ Octa Core ความเร็ว 3.19GHz โดยใช้ชิปเซ็ท Qualcomm SM8475 Snapdragon 8+ Gen 1 (4 nm), หน่วยประมวลผลกราฟิก Adreno 730
RAM 12GB
หน่วยความจำภายในเครื่อง 256GB/512GB/1TB
microSD Card สูงสุด 1TB
ระบบปฏิบัติการ Android 12L ครอบทับด้วย One UI 4.1.1
เชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac/6e, dual-band, Wi-Fi Direct, hotspot
Bluetooth 5.2, A2DP, LE, aptX HD
GPS with A-GPS, GLONASS, GALILEO, BDS
NFC
พอร์ต USB Type-C 3.2, USB On-The-Go
กล้องถ่ายภาพ กล้องหลัง 3 เลนส์ AI Triple Camera พร้อมไฟแฟลช LED
– กล้องหลักความละเอียด 50 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8 (wide), 1.0µm, Dual Pixel PDAF และระบบกันสั่น OIS
– กล้องตัวที่ 2 เลนส์ Ultra Wide Angle ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2, 12mm, 1.12µm และถ่ายมุมกว้างได้ 123 องศา
– กล้องตัวที่ 3 เลนส์ Telephoto ความละเอียด 10 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4, 66mm, 1.0µm, PDAF, ระบบกันสั่น OIS และซูมออปติคอล 3x

*30X Space Zoom รวมฟีเจอร์ 3x Optical Zoom และ 30x digital zoom ด้วยเทคโนโลยี AI Super Resolution  การซูมมากถึง 3 เท่าอาจทำให้คุณภาพของรูปถ่ายลดลงได้

กล้อง Under Camera display 2.0 ความละเอียด 4 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8, ขนาดพิกเซล 2.0μm และ FOV 80˚

กล้องหน้าเซลฟี่ความละเอียด 10 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2. ขนาดพิกเซล 1.22μm และ FOV 85˚

รองรับระบบ Dual Slot  แบบ 2 ซิม ชนิดนาโนซิม และ 1 eSIM
2G GSM : GSM850, GSM900, DCS1800, PCS1900
3G UMTS : B1(2100), B2(1900), B4(AWS), B5(850), B8(900)
4G FDD LTE : B1(2100), B2(1900), B3(1800), B4(AWS), B5(850), B7(2600), B8(900), B12(700), B13(700), B17(700), B18(800), B19(800), B20(800), B25(1900), B26(850), B28(700), B66(AWS-3)
4G TDD LTE : B38(2600), B39(1900), B40(2300), B41(2500)
5G FDD Sub6 : N1(2100), N2(1900), N3(1800), N5(850), N7(2600), N8(900), N12(700), N20(800), N25(1900), N28(700), N66(AWS-3)
5G TDD Sub6 : N38(2600), N40(2300), N41(2500), N77(3700), N78(3500)
แบตเตอรี่ 4.400mAh รองรับระบบชาร์จเร็ว Super Fast Charging สามารถชาร์จจาก 0% ถึง 50% ได้ภายใน 30 นาทีด้วยอแดปเตอร์ชาร์จไว 25W หรือสูงกว่า
รองรับ Fast wireless charging 2.0
รองรับ Wireless PowerShare
สี Graygreen, Phantom Black, Beige และ Burgundy [Samsung.com Exclusive]
ราคา 59,900 บาท (256 GB)
65,900 บาท (512 GB)
75,900 บาท (1 TB)

รูปลักษณ์ดีไซน์ / การออกแบบ

Samsung Galaxy Z Fold4 มีรูปลักษณ์ดีไซน์ภายนอกที่ไม่ต่างจากรุ่นก่อน โดยมีขนาดตัวเครื่องที่ถือว่าแทบจะเท่าเดิมเลย แต่ซัมซุงมีการปรับให้หน้าจอทั้งด้านนอก และด้านในใหญ่ขึ้น โดยมีความกว้างขอบจอน้อยลง ทำให้หน้าจอด้านนอกมีขนาดใหญ่ขึ้นอีก 2.7 มม. ส่วนหน้าจอด้านในก็ใหญ่ขึ้นอีก 3 มม. ซึ่งถ้าเทียบกับรุ่นก่อน หน้าจอด้านในจะมีขนาดใหญ่ขึ้นอีก 10%

นอกจากนี้ยังมีจุดเด่นเป็นบานพับที่ปรับขนาดให้บางลงจากเดิมที่พับเข้าหากันจะมีขนาด 16 มม. รุ่นนี้มีการปรับลดลงมาอยู่ที่ขนาด 15.8 มม. พร้อมกับเพิ่มความแข็งแกร่งช่วยให้ใช้งานได้อย่างไม่ต้องกังวลเหมือนเดิม และยังเล็กลงจากรุ่นก่อน 271 กรัม เหลือ 263 กรัม ทำให้น้ำหนักเครื่องเบาลง ซึ่งเวลาถือจับใช้งานจริงก็ยังรู้สึกหนักอยู่ แต่ไม่มากนัก เมื่อถือจับใช้งานบ่อยๆ ก็จะชินไปเอง

ตัวบานพับของ Samsung Galaxy Z Fold4 ยังมีความสามารถที่มากกว่าแค่การกางออก-พับเข้าเท่านั้น โดยสามารถปรับมุมองศาได้หลากหลายไม่ว่าจะเลือกกางแค่ครึ่งเดียว หรือหยุดค้างตรงไหนก็ได้ ซึ่งตัวกลไกบานพับเองมีความแน่นมาก ไม่หลวมง่าย ทางซัมซุงเคลมว่าสามารถพับได้มากถึง 200,000 ครั้งเหมือนเดิมอีกด้วย

สำหรับดีไซน์ที่เปลี่ยนไปอีกอย่างของ Samsung Galaxy Z Fold4 เมื่อเทียบกับรุ่นก่อน ก็คือกรอบเครื่องที่ปรับให้ดู Flat ขึ้นลดความโค้งมนลง พร้อมเปลี่ยนผิวสัมผัสแบบด้านเป็นแบบมันวาว เพิ่มความหรูหราให้กับตัวเครื่อง แต่ก็อาจติดรอยนิ้วมือได้ง่ายขึ้น

ในส่วนหน้าจอแสดงผล เริ่มจากหน้าจอแสดงผลด้านนอกหรือ Cover Screen เป็นจอแบบ Dynamic AMOLED 2X ความละเอียด HD+ 904 x 2316 พิกเซล ขนาด 6.2 นิ้ว ในอัตราส่วน 23.1:9 โดยมีอัตรารีเฟรชเรท 120Hz และครอบทับด้วยกระจกกันรอย Corning Gorilla Glass Victus+

รวมทั้งมีการขยายขอบหน้าจอให้ชิดขึ้นไปถึงขอบเครื่องมากกว่าเดิม และมีความ Flat ขึ้นเป็นหน้าจอแบบแบนราบกว่าแต่ก่อ ทำให้แม้ความกว้างของหน้าจอจะมากขึ้น แต่เมื่อถือใช้งานก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันเทอะทะมากกว่าเดิมเมื่อเทียบกับรุ่นก่อน กลับกันยังทำให้มีพื้นที่มากขึ้น สามารถถือใช้งานได้คล่องกว่าเดิม

โดยตรงกลางด้านบนติดตั้งกล้องเซลฟี่ความละเอียด 10 ล้านพิกเซล ไว้สำหรับถ่ายภาพเซลฟี่สวยๆ และภาพ Portrait แบบหน้าชัดหลังเบลอได้

ขณะที่หน้าจอหลักแบบ Dynamic AMOLED 2X ความละเอียด QXGA+ 1812 x 2176 พิกเซล ขนาด 7.6 นิ้ว ในอัตราส่วน 21.6:18 โดยมีอัตรารีเฟรชเรท 120Hz, รองรับ HDR10+, ความสว่างสูงสุด 1200 nits และครอบทับด้วยกระจกกันรอย Ultra Thin Glass เวอร์ชั่น 2.0 (UTG 2.0) ให้ประสบการณ์การใช้งานหน้าจอกว้างที่เหมือนแท็บเล็ตขนาดย่อมๆ ทำอะไรได้มากขึ้น แถมยังถือจับใช้งานได้สะดวก และไม่หนักเท่าแท็บเล็ตอีกด้วย

และด้านขวาบนติดตั้งกล้อง Under Camera display 2.0 ความละเอียด 4 ล้านพิกเซล ซึ่งทางซัมซุงได้พัฒนารูปแบบการวางพิกเซลหน้าจอใหม่ทำให้เนียนตาขึ้น 20% ทำให้การทำงานทั่วไปไม่มีอะไรมารบกวนสายตา รวมถึงการดูคอนเทนต์ หรือเล่นเกม ก็แทบจะไม่เห็นเลนส์กล้องเลย เรียกว่าเนียนจริงๆ

ด้านหลังดีไซน์เรียบๆ พื้นผิวด้าน ซึ่งสีที่ทางทีมได้มารีวิวคือสี Phantom Black โดยมุมซ้ายด้านบนมีโมดูลกล้องที่ยื่นขึ้นมาภายในติดตั้งกล้อง 3 ตัว Triple Camera โดยวางเรียงกันในแนวตั้ง และมีไฟแฟลช LED อยู่ใต้เลนส์กล้อง 

ด้านซ้ายข้างตัวเครื่อง (เมื่อกางหน้าจอ) มีช่องใส่ซิมการ์ดแบบ nanoSIM Card ซึ่งรองรับ 2 SIM

ส่วนด้านขวาข้างเครื่อง (เมื่อกางหน้าจอ) มีปุ่มปรับเพิ่ม/ลดระดับเสียง กับปุ่ม Power สำหรับเปิด/ปิดเครื่อง และติดตั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือฝังไว้บนปุ่มนี้ด้วย

ด้านบนของตัวเครื่องมีช่องลำโพงเสียง กับช่องไมโครโฟนตัดเสียง

และด้านท้ายเครื่องประกอบไปด้วยช่องลำโพงเสียง, ช่องไมโครโฟนสนทนา และพอร์ต USB Type-C

ตัวเครื่อง Galaxy Z Fold4 ยังรองรับการกันน้ำมาตรฐาน IPX8 จมน้ำลึก 1.5 เมตรได้ยาวนาน 30 นาที ซึ่งหาไม่ได้จากสมาร์ตโฟนจอพับรุ่นอื่น สามารถใช้งานได้อย่างสบายแม้จะเจอละอองน้ำ หรือโดนน้ำกระเด็นใส่ แต่ในรุ่นนี้ยังไม่มีการรองรับการกันฝุ่น ดังนั้นควรระวังอย่าให้ไปอยู่กับเศษดินเศษทราย และคอยเช็คฝุ่นให้สะอาดบ่อย

อ่านต่อหน้า 2

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/review-samsung-galaxy-z-fold4/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=review-samsung-galaxy-z-fold4

[ลือ] Apple เตรียมปล่อยแอป Apple Music Classical มีแค่เพลงคลาสสิก

Apple อาจจะกำลังเตรียมที่จะเปิดตัวบริการสตรีมเพลงคลาสสิก Apple Music Classical ในเครือ Apple Music หลังจากบัญชี Twitter @aaronp613 เป็นผู้สังเกตเห็นสตริงในโค้ดที่พูดถึง Apple Music Classical

ก่อนหน้านี้ Apple ได้ซื้อกิจการ Primephonic ซึ่งเป็นแอปสตรีมเพลงคลาสสิกไปเมื่อปีที่แล้ว และ Apple ก็ได้เปิดเผยว่าจะเปิดตัวแอปพลิเคชันเพลงคลาสสิกในปีนี้ โดยจะใช้หน้า interface ของแอป Primephonic พร้อมทั้งเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ ๆ ด้วย

ที่มา: MacRumors

from:https://www.blognone.com/node/130654

Samsung โชว์จอม้วนได้แบบใหม่สำหรับคอมพิวเตอร์ ดึงออกด้านข้างเพื่อขยายจอได้

ในงาน Intel Innovation Keynote 2022 ที่ผ่านมา JS Choi ซีอีโอของบริษัท Samsung Display เผยโฉมหน้าจอ OLED แบบม้วนได้แบบใหม่ หน้าจอสามารถดึงออกเพื่อขยายขนาดได้จากทางด้านข้าง โดยสามารถขยายถึงขนาดใหญ่สุดถึง 17 นิ้ว จากขนาดเล็กสุดที่ 13 นิ้ว Choi กล่าวว่าจอสไลด์ได้ผลิตมาสำหรับคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานในลักษณะเหมือนแท็บเล็ต

ทั้งนี้ ยังไม่ได้มีการเปิดเผยข้อมูลสเปคและรายละเอียดอื่น ๆ

ที่มา: SamMobile

No Description

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/130653

Apple ปรับนโยบายซ่อม iPad mini 6 เปลี่ยนเฉพาะแบตได้ ไม่ต้องเปลี่ยนทั้งเครื่อง!

MacRumors เผย Apple ปรับนโยบายซ่อม iPad mini 6 ใหม่ เปล […] More

from:https://www.iphonemod.net/ipad-mini-6-battery-policy-update.html

อินเทล เปิดตัวตระกูลโปรเซสเซอร์ Intel Core เจเนอเรชัน 13

13th Gen Intel® Core™ 01 1
เดสก์ท็อปโปรเซสเซอร์ Intel Core เจเนอเรชัน 13  มอบประสบการณ์การเล่นเกมที่ดีที่สุดในโลกและความสามารถในการ โอเวอร์คล็อกที่เหนือชั้น

อินเทลได้เปิดตัวตระกูลโปรเซสเซอร์ Intel® Core™ เจเนอเรชัน 13 ภายในงาน Intel Innovation เมื่อเร็ว ๆ นี้ นำโดยไฮไลต์สำคัญได้แก่ การเปิดตัวโปรเซสเซอร์ Intel® Core™ i9-13900K เจเนอเรชัน 13 ซึ่งเป็นเดสก์ท็อปโปรเซสเซอร์ที่เร็วแรงที่สุดในโลกในตอนนี้[1] โดยตระกูลโปรเซสเซอร์ Intel Core เจเนอเรชัน 13 ใหม่ล่าสุดนี้ ประกอบด้วยเดสก์ท็อปโปรเซสเซอร์ใหม่แบบปลดล็อก 6 ตัว ด้วยจำนวนคอร์สูงสุดถึง 24 คอร์ 32 เธรด และอัตราความเร็วสัญญาณนาฬิกาสูงสุดถึง 5.8 GHz พร้อมมอบประสบการณ์ให้ผู้ใช้ได้เล่นเกม สตรีม และบันทึกภาพและเสียงได้อย่างดีและราบรื่นที่สุดโดยไม่ถูกขัดจังหวะ[2]

ตระกูลเดสก์ท็อปโปรเซสเซอร์ Intel Core เจเนอเรชัน 13 นำโดยโปรเซสเซอร์ Intel Core ‘K’ จะประกอบด้วยโปรเซสเซอร์ทั้งหมด 22 ตัวและดีไซน์ระบบของพันธมิตรมากกว่า 125 แบบ ให้ผู้ใช้งานได้สัมผัสประสบการณ์การใช้งานที่เหนือชั้น ทั้งในด้านประสิทธิภาพของแอปพลิเคชันและความสามารถในการรองรับการใช้งานบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ ผู้ใช้จะได้ใช้ประโยชน์จากการปรับปรุงประสิทธิภาพของโปรเซสเซอร์ Intel Core เจเนอเรชัน 13 ที่มาพร้อมเมนบอร์ด (แผงวงจรหลักของพีซี) ชิปเซ็ต (แกนซิลิโคนที่ฝังอยู่ในเมนบอร์) Intel® 600 หรือชิปเซ็ต Intel® 700 รุ่นใหม่ ตลอดจนการรองรับหน่วยความจำ DDR5 รุ่นล่าสุดและหน่วยความจำ DDR4 อย่างต่อเนื่อง โดยผู้ใช้สามารถปรับแต่งการตั้งค่าตามคุณสมบัติและงบประมาณที่ต้องการได้

Advertisementavw

นางสาวมิเชล จอห์นสตัน โฮลท์เฮาส์ (Michelle Johnston Holthaus) รองประธานบริหารและผู้จัดการทั่วไปของ Client Computing Group ของอินเทล กล่าวว่า “เรากำลังยกระดับมาตรฐานประสิทธิภาพการทำงานของพีซีอีกครั้งด้วยโปรเซสเซอร์ Intel Core เจเนอเรชัน 13 ใหม่ล่าสุดของอินเทล ตระกูลโปรเซสเซอร์ Intel Core เจเนอเรชัน 13 เป็นตัวอย่างล่าสุดที่แสดงให้เห็นถึงประสบการณ์อันน่าทึ่งที่อินเทลได้สร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นเพื่อการทำงานบนพีซี ทั้งในเรื่องขนาดและทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์พีซีของอินเทล เรากำลังแสดงให้โลกเห็นถึงความเป็นไปได้ที่แท้จริงในการเปิดประสบการณ์พีซีในอนาคต ด้วยการเปิดตัวตระกูลโปรเซสเซอร์ Intel Core เจเนอเรชัน 13 พร้อมด้วยระบบนิเวศของพันธมิตรชั้นนำในอุตสาหกรรม และโซลูชันใหม่ ๆ เช่น Intel Unison”

แพลตฟอร์มที่ครอบคลุมและตอบโจทย์รอบด้านเพื่อการเล่นเกมและสร้างสรรค์งานต่าง ๆ

เดสก์ท็อปโปรเซสเซอร์ Intel Core เจเนอเรชัน 13 สร้างขึ้นจากกระบวนการผลิต Intel 7 และสถาปัตยกรรมไฮบริดประสิทธิภาพสูง x86 ซึ่งช่วยให้ประสิทธิภาพของระบบดีขึ้น เพื่อรองรับการทำงานมัลติทาสกิ้งของเวิร์กโหลด ซึ่งรวมถึงประสิทธิภาพการทำงานจริงแบบเธรดเดียวที่ดีขึ้นสูงสุด 15% และประสิทธิภาพการทำงานจริงแบบหลายเธรดที่ดีขึ้นสูงสุด 41%[3].

นอกจากนี้ สถาปัตยกรรมไฮบริดประสิทธิภาพสูงของเดสก์ท็อปโปรเซสเซอร์ Intel Core เจเนอเรชัน 13 ได้ผสานรวมทั้งคอร์ประสิทธิภาพ (P-คอร์) ที่เร็วที่สุดเท่าที่เคยสร้างมา และคอร์ประสิทธิผล (E-คอร์) ที่เพิ่มจำนวนขึ้นถึงสองเท่า เพื่อมอบประสิทธิภาพการทำงานจริงแบบเธรดเดียวและหลายเธรดที่ดีขึ้น โดยประสิทธิภาพการทำงานดังกล่าว ได้แก่:

  • ชูประสบการณ์การเล่นเกมที่ดีที่สุดในโลก – ด้วยจำนวนคอร์สูงถึง 24 คอร์ (8 P-คอร์ และ 16 E-คอร์) และ 32 เธรด ทำให้โปรเซสเซอร์ Intel Core i9-13900K ใหม่ล่าสุด สามารถส่งมอบประสบการณ์ชั้นยอดสำหรับการเล่นเกม สตรีม และการบันทึกภาพและเสียงได้อย่างลงตัว ด้วยความถี่สูงสุดถึง 8 GHz และประสิทธิภาพการทำงานแบบเธรดเดียวที่ดีขึ้นสูงสุด 15% ก็ช่วยเพิ่มอัตราความเร็วของเฟรมภาพหรือเฟรมเรต (Frame Rate) ได้มากขึ้นเพื่อปลดล็อกประสบการณ์การเล่นเกมระดับท็อปด้วยประสิทธิภาพการทำงานที่เหนือกว่า[4].
  • ต่อยอดด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำไปอีกขั้นเพื่อการสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่สมบูรณ์แบบ –เดสก์ท็อปโปรเซสเซอร์ Intel Core เจเนอเรชัน 13 การเพิ่มจำนวน E-คอร์ มากขึ้น และขยายเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานแบบหลายเธรดที่ดีขึ้นสูงสุด 41% เพื่อรองรับเวิร์กโหลดที่หลากหลายและต้องการการประมวลผลที่ซับซ้อนในเวลาพร้อมกันเพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานผลิตผลงานความสร้างสรรค์ได้อย่างราบรื่น
  • ส่งมอบประสบการณ์โอเวอร์คล็อกที่เหนือกว่า[5]– โปรเซสเซอร์ Intel Core เจเนอเรชัน 13 ให้ประสบการณ์การโอเวอร์คล็อก (overclock) ที่ยอดเยี่ยมที่ไม่มีผู้ผลิตรายใดสามารถทำได้มาก่อนเพื่อผู้ใช้งานทุกระดับ ตั้งแต่ระดับเริ่มต้นจนถึงระดับผู้เชี่ยวชาญ โดยผู้ใช้งานโปรเซสเซอร์ Intel Core เจเนอเรชัน 13 จะสัมผัสได้ถึงความเร็วของอัตราการโอเวอร์คล็อกโดยเฉลี่ยที่สูงขึ้นทั้งจาก P-คอร์, E-คอร์ และหน่วยความจำ DDR5 อินเทลยังได้ทำการอัปเดตฟีเจอร์ Intel® Speed Optimizer กับการโอเวอร์คล็อกแบบ 1-click ที่ใช้งานง่าย เพื่อช่วยเสริมการทำงานของโปรเซสเซอร์ Intel Core เจเนอเรชัน 13 และช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถทำการโอเวอร์คล็อกได้โดยไม่ยุ่งยาก ในขณะที่ระบบนิเวศ Intel® Extreme Memory Profile (XMP) 3.0 ที่แข็งแกร่งยังนำเสนอโมดูลสำหรับการโอเวอร์คล็อกที่หลากหลาย เมื่อทำงานคู่กับ Intel® Dynamic Memory Boost ฟีเจอร์นี้จะช่วยให้การโอเวอร์คล็อกหน่วยความจำทั้ง DDR4 และ DDR5 ทำได้อย่างราบรื่นและรวดเร็ว     

นายร็อบ บาร์โธโลมิว ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ Creative Assembly กล่าวว่า “เราได้ทำงานร่วมกับอินเทลมากว่าทศวรรษเพื่อส่งมอบประสบการณ์การเล่นเกมที่เหนือชั้นสำหรับคอเกมซีรีส์ Total War บนซีพียูของอินเทล เราได้ปรับเสริมเกม Total War: WARHAMMER III เพื่อสถาปัตยกรรมไฮบริดเจเนอเรชัน 12 โดยเฉพาะ และเรารู้สึกตื่นเต้นและตั้งตารอที่จะได้สานต่อนวัตกรรมเพื่อจับคู่กับโปรเซสเซอร์ Intel Core เจเนอเรชัน 13 ใหม่ล่าสุด”   

ฟีเจอร์ที่มีคุณสมบัติชั้นนำในอุตสาหกรรมสำหรับการทำงานบนเดสก์ท็อปแพลตฟอร์ม

เดสก์ท็อปโปรเซสเซอร์ Intel Core เจเนอเรชัน 13 ขับเคลื่อนขุมพลังให้แก่ผู้ใช้งานด้วยประสิทธิภาพและประสบการณ์การใช้งานที่เหนือกว่า ทั้งสำหรับการเล่นเกม การสร้างสรรค์คอนเทนต์ และการทำงานทั่วไป ประกอบด้วยฟีเจอร์ใหม่ ๆ และฟีเจอร์ที่ได้รับการพัฒนาเพิ่มเติม ดังต่อไปนี้

  • เทคโนโลยี Intel® Adaptive Boost Technology และ Thermal Velocity Boost – ที่ช่วยเพิ่มความถี่ในการคล็อก (clock) หรือความเร็วสัญญาณนาฬิกาของโปรเซสเซอร์ได้ในทันทีตามพลังงานและอุณหภูมิของระบบในช่วงเวิร์กโหลดที่ได้รับ โดยเทคโนโลยีนี้มีอยู่ในโปรเซสเซอร์ Intel Core i9 unlocked SKUs
  • E-คอร์เพิ่มขึ้นใน Intel Core i5, i7 และ i9 – เพิ่มพลังการประมวลผลแบบหลายเทรดให้ทรงพลังขึ้นแบบก้าวกระโดด ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สัมผัสประสบการณ์การใช้งานแบบมัลติทาสก์/เมกะทาสก์ที่เหนือชั้นยิ่งขึ้น
  • รองรับ PCIe Gen 5.0 พร้อมเลนด้านนอกโปรเซสเซอร์สูงสุด 16 เลน
  • รองรับหน่วยความจำเพิ่มขึ้นเป็น DDR5-5600 และ DDR5-5200 โดยยังคงสามารถใช้งานร่วมกับ DDR4 ได้
  • เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของแคช L2 เร็วขึ้นถึง 2 เท่า พร้อมเพิ่มขนาดแคช L3

เปิดตัวชิปเซ็ต Intel700 Series พร้อมคุณสมบัติ Backward Compatibility เพื่อใช้งานกับอุปกรณ์หรือโปรแกรมรุ่นเก่ากว่า

นอกจากเดสก์ท็อปโปรเซสเซอร์ Intel Core เจเนอเรชัน 13 แล้ว Intel ยังเตรียมเปิดตัวชิปเซ็ต Intel 700 Series ใหม่ พร้อมคุณสมบัติขั้นสูงที่ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เลน PCIe Gen 4.0 ที่เพิ่มขึ้นมาอีกแปดช่อง เมื่อรวมกับ PCIe Gen 3.0 จะมีเลนนอกชิปเซ็ต ทั้งหมด 28 เลน พอร์ต USB 3.2 Gen 2×2 (20 Gbps) ที่เพิ่มขึ้นช่วยเสริมความเร็วในการเชื่อมต่อ USB ที่ดียิ่งขึ้น และ DMI Gen 4.0 เพิ่มระดับการส่งมอบปริมาณงาน (throughput) ของชิปเซ็ตไปยัง CPU เพื่อถ่ายโอนข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ต่อพ่วงและระบบเครือข่ายที่รวดเร็ว นอกจากนี้ Intel ยังได้มอบคุณสมบัติทั้งแบบ Forward และ Backward Compatibility โดยต่อยอดจากการปรับปรุงประสิทธิภาพของโปรเซสเซอร์ Intel Core เจเนอเรชัน 13 ด้วยเมนบอร์ดที่ใช้ชิปเซ็ต Intel 600 อยู่แล้ว

การวางจำหน่าย

เดสก์ท็อปโปรเซสเซอร์ ‘K’ ของ Intel Core เจเนอเรชัน 13 และชิปเซ็ต Intel Z790 จะวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2565 เป็นต้นไป ซึ่งรวมถึงโปรเซสเซอร์ชนิดบรรจุกล่อง เมนบอร์ด และระบบเดสก์ท็อปด้วย

ข้อมูลเพิ่มเติมอื่น ๆ ของโปรเซสเซอร์ Intel Core เจเนอเรชัน 13 จะมีการเผยแพร่ในภายหลัง

13th Gen Intel® Core™ Unlocked Desktop 06 1

Intel Unison: ประสบการณ์การใช้งานบนอุปกรณ์หลายเครื่องที่ราบรื่นไร้รอยต่อ สู่การใช้งานในระบบนิเวศแบบเปิด

หลังจากที่ Intel ได้เข้าซื้อกิจการ Screenovate ในงาน CES 2022 Intel ก็ได้เปิดตัว Intel® Unison™ ซึ่งเป็นโซลูชันซอฟต์แวร์ที่เชื่อมต่อพีซีและอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้อย่างลื่นไหล เพื่อเติมเต็มประสบการณ์การใช้งานที่ครอบคลุมและใช้งานได้ง่ายบนระบบปฏิบัติการต่าง ๆ

การเปิดตัวครั้งแรกของ Intel Unison จะมอบประสบการณ์การเชื่อมต่อระหว่างพีซีและโทรศัพท์ที่ราบรื่นไม่มีสะดุด โดยเริ่มจากระบบ iOS และ Android เพียงแค่ผู้ใช้ทำตามขั้นตอนการจับคู่ที่ไม่ยุ่งยาก ก็จะสามารถทำสิ่งต่าง ๆ ต่อไปนี้ได้

  • ถ่ายโอนไฟล์ – ผู้ใช้สามารถประหยัดเวลาในการถ่ายโอนไฟล์และภาพถ่ายระหว่างพีซีกับอุปกรณ์ Android หรือ iOS ตลอดจนเพิ่มพลังของพีซี มอบความเพลิดเพลินในการถ่ายภาพหรือวิดีโอบนโทรศัพท์ได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงตัดต่อบนพีซีได้อย่างราบรื่น
  • รับ-ส่งข้อความตัวอักษร – ผู้ใช้สามารถรับและส่งข้อความตัวอักษรจากพีซีได้โดยไม่ต้องสลับอุปกรณ์ไปมา สะดวกสบายกับการใช้งานแป้นพิมพ์ได้ทั้งชุด รวมถึงใช้งานหน้าจอได้อย่างง่ายดาย
  • การสนทนาทางโทรศัพท์ – ด้วยการเข้าถึงรายชื่อผู้ติดต่อทั้งหมดในโทรศัพท์ ผู้ใช้สามารถทำการโทรออกและรับสายสนทนาได้โดยตรงจากเครื่องพีซีของตน
  • การแจ้งเตือนทางโทรศัพท์ – ผู้ใช้สามารถรับและจัดการการแจ้งเตือนทางโทรศัพท์จากเครื่องพีซีของตนเพื่อการเชื่อมต่อและควบคุม

ภายในปีนี้ Intel Unison จะเปิดตัวแล็ปท็อป Intel® Evo™ เฉพาะรุ่นที่ใช้โปรเซสเซอร์ Intel Core เจเนอเรชัน 12 ทั้งจาก Acer, HP และ Lenovo นอกจากนี้ อินเทลจะขยายไปสู่ดีไซน์อุปกรณ์ที่ใช้โปรเซสเซอร์ Intel Core เจเนอเรชัน 13 ซึ่งจะเริ่มต้นในปี พ.ศ. 2566  โดย Intel Unison จะยังคงเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่องด้วยฟอร์มแฟกเตอร์ ฟังก์ชันการทำงาน และระบบปฏิบัติการเพิ่มเติมในอนาคต[6].

  • อ้างอิงจาก Intel Core i9-13900K ซึ่งเป็นเดสก์ท็อปโปรเซสเซอร์ที่เร็วที่สุดในโลกที่ความถี่ 5.8 GHz ณ วันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2565
  • เปิดประสบการณ์การเล่นเกมที่ดีที่สุดในโลกจากประสิทธิภาพและคุณสมบัติเฉพาะตัวของโปรเซสเซอร์ Intel Core เจนเนอเรชั่น 13 รวมถึงเมื่อเทียบกับ Intel Core i9-12900K เจนเนอเรชั่น 12, AMD Ryzen 9 5950X และ AMD Ryzen 7 5800X3D ณ วันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2565 ลูกค้าสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.intel.com/PerformanceIndex
  • ด้วยประสิทธิภาพที่แตกต่างออกไปการตามใช้งาน การกำหนดค่า และปัจจัยอื่นๆ ลูกค้าสามารถเรียนรู้เพิ่มเติมได้ที่ www.Intel.com/PerformanceIndex  สำหรับผลลัพธ์ด้านประสิทธิภาพนั้นอ้างอิงจากการทดสอบ ณ วันที่ทำการแสดงในการกำหนดค่า และอาจไม่สะท้อนการอัปเดตที่เผยแพร่ต่อสาธารณะทั้งหมด ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากส่วนการเปิดเผยการกำหนดค่า (configuration disclosure)
  • สถาปัตยกรรมไฮบริดประสิทธิภาพสูงได้ผสมผสาน 2 คอร์ไมโครสถาปัตยกรรมได้แก่ คอร์ประสิทธิภาพ (P-คอร์) และคอร์ประสิทธิผล (E-คอร์)  บนไดย์โปรเซสเซอร์ตัวเดียว (single processor die) ที่เปิดตัวครั้งแรกบนโปรเซสเซอร์ Intel Core เจนเนอเรชั่น 12 อย่างไรก็ตาม โปรเซสเซอร์ Intel Core เจนเนอเรชั่น 13 บางรุ่นยังไม่มีสถาปัตยกรรมไฮบริดประสิทธิภาพสูง ซึ่งมีเพียงแค่ P-คอร์ และขนาดแคช (cache) เท่ากับรุ่นก่อนหน้า สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถดูได้ที่ ark.intel.com
  • การโอเวอร์คล็อกอาจทำให้การรับประกันไม่มีผลได้หรือส่งผลต่อความสมบูรณ์ของระบบ อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ที่ได้อาจแตกต่างกันออกไป สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถดูได้ที่ www.intel.com/overclockin
  • โซลูชัน Intel® Unison™ มีให้ใช้งานเฉพาะกับดีไซน์อุปกรณ์ที่ผ่านการรับรองสัญลักษณ์ Intel® Evo™ บนเครื่องพีซีที่ใช้ระบบ Windows และสามารถจับคู่กับโทรศัพท์ที่ใช้ Android หรือ iOS ได้เท่านั้น นอกจากนี้ อุปกรณ์ทั้งหมดจำเป็นต้องถูกอัปเดตให้เป็นเวอร์ชันที่มีการรองรับ สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมและข้อกำหนดในการตั้งค่าสามารถดูได้ที่  intel.com/performance-evo อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ที่ได้อาจแตกต่างกันออกไป

from:https://notebookspec.com/web/669329-intel-innovation-2

ดีแทคคว้ารางวัลชนะเลิศ สาขา Force For Good จากแคมเปญ ดีทั่วดีถึงเพื่อผู้พิการ ในงาน YouTube Works Awards Thailand 2022

ดีแทครับรางวัล Winner สาขา Force For Good จากแคมเปญ ดีทั่วดีถึงเพื่อผู้พิการ ‘Go Beyond (Dis) abilities into possibilities together ต่อยอดศักยภาพผู้พิการ พลิกการขาดหาย ให้กลายเป็นพลังใหม่ พร้อมพาทุกชีวิต “ดีทั่วดีถึง ดีไปด้วยกัน ทุกคน” ในงานประกาศผลรางวัลจาก  YouTube Works Awards Thailand 2022 รางวัลส่งเสริมและยกย่องชิ้นงานโฆษณาที่โดดเด่น สะท้อนความคิดสร้างสรรค์ การวางแผนสื่อ การเล่าเรื่องราว การใช้ข้อมูลและเครื่องมือของ YouTube รวมไปจนถึงการร่วมมือเชิงกลยุทธ์และสร้างสรรค์ระหว่างแบรนด์กับเหล่าครีเอเตอร์ ทำให้สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้ชมได้อย่างมีประสิทธิภาพและสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจ

dtac

สื่อสารเรื่องราวโฆษณาให้เข้าใจและเข้าถึงผู้พิการทุกคนให้ได้มากที่สุด

ดีแทคเข้าใจ และเห็นถึงศักยภาพของผู้พิการ ในแบบที่ต่างจากมุมมองทั่วไปที่สังคมอาจเคยเห็น หรือเข้าใจมา ผู้พิการมีความสามารถกว่าที่ใครคิด เพราะแม้จะมีสิ่งที่ขาดหาย แต่สามารถพยายามเพื่อก้าวข้ามอุปสรรค และข้อจำกัดในชีวิตที่มีมากกว่า เพื่อเพิ่มโอกาสให้ตัวเองใช้ชีวิตได้ดีที่สุดในแบบที่ต้องการ ด้วยจุดมุ่งหมายที่อยากจะมีชีวิตที่ดียิ่งขึ้นในทุกๆวัน ไม่ต่างจากคนทั่วไป ดีแทคจึงอยากสนับสนุนผู้พิการให้ต่อยอดศักยภาพในการใช้ชีวิตแบบที่ต้องการอย่างรอบด้านผ่านแพ็กเกจพิเศษเพื่อคนพิการและผู้ดูแล ที่ให้มากกว่า พร้อมสิทธิพิเศษต่าง ๆ อีกมากมาย

ด้วยแนวความคิดที่ต้องการสื่อสารเรื่องราวโฆษณาให้เข้าใจและเข้าถึงผู้พิการทุกคนให้ได้มากที่สุด และคงจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะคิดหรือสร้างสรรค์เรื่องราวของผู้พิการ โดยขาดมุมมองหรือความคิดเห็นจากคนที่เข้าใจจริงๆ ทีมงานทั้งครีเอทีฟเอเจนซี่และทีม production house จึงมองหาคนที่จะมาช่วยเสริมจุดนี้ เพื่อทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดตลอดทั้งกระบวนการสร้างสรรค์ โดยได้ “น้องธันย์” ณิชชารีย์ มาเป็นตัวแทนของผู้พิการและในฐานะผู้กำกับร่วม ซึ่งในอดีตน้องธันย์ก็เคยชนะการประกวดทำหนังสั้นมาก่อน

การทำหนังออกมาให้ disabled friendly ด้วยข้อมูลและ insight ดีๆ จากน้องธันย์ ที่แบ่งปันความคิดเห็นตั้งแต่เริ่มพัฒนา storyboard มีแนวคิดที่สำคัญหนึ่งที่น้องธันย์บอกว่า

“เราไม่ได้ทำโฆษณาที่ให้คนทั่วไปดูเท่านั้น แต่เรากำลังทำโฆษณาที่ทุกคนรวมถึงผู้พิการ ต้องสามารถดูโฆษณานี้ได้อย่างเข้าใจ เพราะฉะนั้นควรปรับ mindset ก่อนเริ่มทำงานทั้งหมด”

จึงเป็นสาเหตุที่โฆษณาเรื่องนี้ถูกออกแบบมาให้เป็นโฆษณาที่ disabled friendly กับผู้พิการ ที่ผู้พิการทุกประเภทสามารถรับชมเรื่องราวได้อย่างเข้าใจ ไม่ว่าจะเป็น ระบบบรรยายภาพด้วยเสียง และจังหวะการเล่าช้ากว่าปกติเล็กน้อย เพื่อผู้พิการทางสายตา และมีคำบรรยาย พร้อมภาษามือ เพื่อผู้พิการทางการได้ยินอีกด้วย

นายฮาว ริเร็น รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาด บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวว่า “ปัจจุบันนักการตลาด เผชิญความท้าทายปัจจัยต่างๆ เช่น พฤติกรรมและทัศนคติของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป การเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยี การสื่อสารการตลาดกับผู้บริโภคยุคใหม่ ต้องสะท้อน ความคิดสร้างสรรค์ การวางแผนสื่อ การใช้ข้อมูล แพลตฟอร์ม YouTube ถ่ายทอด เรื่องราวของแบรนด์ไปสู่ผู้บริโภคได้อย่างยิ่งใหญ่ ส่งต่อเรื่องราว ที่สร้างพลังใจ ความหวัง ความอบอุ่นใจ ไปจนถึงความเศร้าสะเทือนใจ ให้ผลลัพธ์ที่จับต้องได้จากยอดขายที่เติบโตเพิ่มขึ้น

หนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้แคมเปญการตลาดประสบความสำเร็จคือ พันธมิตร ซึ่งเรามี UM ช่วยวางแผนสื่อ ช่วยกรองโซลูชันต่างๆ ให้เหมาะสมภายใต้หลักที่ว่า “คอนเทนท์ที่ใช่ในเวลาที่ใช่ มี Wunderman Thompson Thailand เป็นพาร์ทเนอร์งานครีเอทีฟ ซึ่งดีแทคทำงานอย่างให้เกียรติซึ่งกันและกัน แบ่งปันข้อมูลให้เห็นภาพรวมและความต้องการอย่างแท้จริงในฐานะลูกค้าอย่างตรงไปตรงมา

ดีแทคต้องขอขอบคุณ พันธมิตรบริษัทเอเยนซี่โฆษณา ที่ร่วมจับมือสร้างผลงานโฆษณาด้วยเป้าหมายที่มีวิสัยทัศน์ร่วมกัน ในการหาแนวทางใหม่ที่จะสร้างผลงานออกสู่สายตาผู้บริโภคในจังหวะเวลาที่ใช่ในที่ที่ต้องการ

รางวัล YouTube Works Awards เป็นพลังใจให้ทีมงานดีแทค มุ่งมั่นที่จะช่วยกันผลักดัน สร้างผลงานที่ยอดเยี่ยมและเป็นบรรทัดฐานใหม่ให้กับผลงานชิ้นต่อไป เพื่อสื่อสารไปถึงลูกค้าประชาชนด้วยภารกิจของแบรนด์ที่สะท้อนถึง ความมุ่งมั่นที่จะช่วยเติมเต็มและติดต่อกับทุกความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า ให้ใช้ชีวิตที่ใช่ในแบบที่ชอบ”

ทั้งนี้ ดีแทคยังมีแคมเปญที่ได้รับคัดเลือกผ่านเข้ารอบสุดท้าย อีก 2 แคมเปญ คือ

1) แคมเปญ Reborn Rewards (dtac Network & Local SME shop) ที่ใช้ YouTube เพื่อกระตุ้น Conversion โอกาสในการขายออนไลน์โดยตรงและบรรลุเป้าหมายของแคมเปญอย่างมีประสิทธิภาพ

วิกฤตโควิด-19 กว่า 2 ปีมานี้ ไม่เพียงแต่ทำให้ร้านค้าหลายแห่งต้องถูกสั่งปิดจนเกิดความเสียหายเท่านั้น แต่ผลกระทบหลังการกลับมาเปิดตัวกิจการก็หนักหนาไม่แพ้กัน โดยเฉพาะ ‘ร้านเล็ก ๆ ด้วยกำลังและต้นทุน ที่ไม่อาจสู้รายใหญ่ได้ การกลับมาฟื้นตัวเหมือนเดิมต้องใช้เวลา ใช้แรงที่มากกว่า    ดีแทคจึงรวบรวมร้านเล็กๆ มาไว้ใน #ดีทั่วดีถึง reward ร้านเหล่านี้ไม่ได้เป็นร้านแบรนด์ใหญ่ หรือแฟรนไชส์ที่ทุกคนรู้จัก แต่เป็นร้านค้าที่ทุกคนไม่เคยรู้ ว่าร้านเหล่านี้มีของอร่อย คุณภาพดี บริการด้วยความตั้งใจของเจ้าของร้านและพนักงาน โดยได้นำเอาจุดขายของสินค้าบริการ ในร้านมาเล่าเรื่องราว ที่ชวนให้ทุกคนเข้ามาอุดหนุนด้วยรอยยิ้ม

แคมเปญ #ดีทั่วดีถึง reward ได้เล่าเรื่องราว ความน่ารักของร้านค้า ผ่าน YouTube วิดีโอ ออนไลน์ ประชาสัมพันธ์ให้ทุกคนได้รู้จัก ช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กเข้าถึงผู้ใช้ดีแทคเกือบ 20 ล้านคน ทำให้ธุรกิจในท้องถิ่นกลับมามีชีวิตอีกครั้งและชวนกันมาอุดหนุนร้านเล็ก ๆ เพื่อให้พวกเขากลับมาฟื้นตัวได้เร็วที่สุด นอกจากนี้ ลูกค้าดีแทคยังจะได้รับดีลดี ดีลเด็ดจากร้านเหล่านั้นอีกด้วย

แคมเปญประสบความสำเร็จที่จับต้องได้พร้อมผลลัพธ์เชิงบวกที่เกินความคาดหมาย ส่งผลให้ยอดแลกรางวัลดีแทคเพิ่มขึ้นทันที 415% ในเดือนแรกหลังจากเปิดตัว มียอดขายเพิ่มขึ้น 150% อย่างมีนัยสำคัญ สร้างรายได้เพิ่มเติมกว่า 50,000 บาท สำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่เข้าร่วมโปรแกรมนี้

2) แคมเปญ เบอร์มงคลเฉพาะคุณ การทำการตลาดแบบ Full Funnel เริ่มจากการสร้างการรับรู้แบรนด์ไปจนถึงการเพิ่มการพิจารณาและสร้างยอดขาย โดยใช้ YouTube เป็นช่องทางในการสร้างการรับรู้ของแบรนด์

การทำตลาดด้วยความเชื่อโชคลางและดวงชะตาเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและท้าทาย ตลาดเรื่องความเชื่อยังคงเติบโต อย่างรวดเร็วจากความหลากหลายของผลิตภัณฑ์และบริการ การรับรู้ถึงผลิตภัณฑ์และความเกี่ยวข้อง ความน่าเชื่อถือของแบรนด์ ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับราคา/มูลค่า มีผลต่อกระบวนการคัดเลือกเบอร์มงคล

ดีแทคเข้าใจคนไทยอย่างแท้จริง และ จากการศึกษาพฤติกรรมของคนไทยที่ชื่นชอบเรื่องเลขมงคล เสริมโชคชะตา ในเชิงลึกและต่อเนื่อง ทำให้รู้ว่าสื่อไหนที่คนติดตาม ใช้สื่อที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย อยู่ในทุกช่องทางที่ผู้บริโภคมองหา จนสามารถครองความเป็นเจ้าตลาดในเรื่องเบอร์มงคล สร้างการเติบโตของยอดขายที่ 36% การเติบโตของการจองบริการโหราศาสตร์ที่ 400% จากเดือนที่ 1 ของการเปิดตัวและการเติบโตของการเข้าชมเว็บไซต์ที่ 36.7% ต่อวันโดยเฉลี่ย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ดีแทคคว้ารางวัลชนะเลิศ สาขา Force For Good จากแคมเปญ ดีทั่วดีถึงเพื่อผู้พิการ ในงาน YouTube Works Awards Thailand 2022 first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/dtac-force-for-good-youtube-works-awards-thailand-2022/

AIS ผนึก ZTE เปิดตัว “ศูนย์นวัตกรรม 5G A-Z Center” แห่งแรกในไทย พัฒนาโครงข่าย 5G อัจฉริยะ

AIS พร้อมด้วย ZTE Corporation ผู้พัฒนาดิจิทัลเทคโนโลยีระดับโลกจากประเทศจีน ร่วมกันเปิดตัว A-Z Center หรือศูนย์นวัตกรรม 5G แห่งแรกในประเทศไทย ภายหลังจากที่มีการลงนามข้อตกลงในฐานะพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์เพื่อพัฒนาเทคโนโลยี 5G วางเป้าส่งเสริมการพัฒนาและสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ โดยเฉพาะการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของดิจิทัลเทคโนโลยีให้มีความแข็งแกร่ง สร้างสรรค์โซลูชันที่จะสนับสนุนการพัฒนาของภาคอุตสาหกรรม เพื่อส่งต่อประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมให้แก่คนไทย เพิ่มขีดความสามารถและสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันให้กับประเทศไทย

ais

สมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  AIS กล่าวว่า “เพราะ 5G คือ เทคโนโลยีที่จะช่วยขับเคลื่อนประเทศ ดังนั้นในฐานะผู้ให้บริการโครงข่ายที่มีคลื่นความถี่ครอบคลุมการใช้งานมากที่สุดในไทย เราจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับประเทศอย่างยั่งยืน จึงเป็นที่มาของความร่วมมือกับ ZTE ในระดับยุทธศาสตร์ ใน 3 ส่วนประกอบด้วย

  • ยกระดับโครงข่าย 5G ของไทยให้ก้าวสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลมาตรฐานระดับโลก เป็นมากยิ่งกว่าโครงข่ายที่เร็วที่สุด พร้อมก้าวสู่โครงข่ายอัจฉริยะที่ควบคุมสั่งการได้ด้วยตัวเองแบบ real time (5G Smart Autonomous Network)
  • ร่วมกันพัฒนาโซลูชันเพื่อภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม ภาคประชาชน เสริมขีดความสามารถทางการแข่งขันตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0
  • ส่งต่อบริการจาก 5G หลากหลายรูปแบบที่เป็นประโยชน์ต่อคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืนไปยังคนไทย

ais

โดยมี ศูนย์นวัตกรรม 5G A-Z Center แห่งแรกของไทย เป็นศูนย์กลางการทำงานตามเป้าหมายข้างต้น อันจะถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการปลดล็อคศักยภาพของประเทศไทยให้เดินหน้าไปอีกขั้น โดยเฉพาะภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรม ที่เริ่มทำ Digital Transformation เพื่อเสริมประสิทธิภาพและยกระดับการบริหารจัดการ อันจะส่งผลโดยตรงต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ”

สวี จือหยาง ซีอีโอ ZTE Corporation กล่าวว่า “ความร่วมมือในฐานะพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ในการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลสู่การจัดตั้ง A-Z Center ครั้งนี้ จะสามารถนำเสนอนวัตกรรมทางเทคโนโลยีได้อย่างหลากหลาย โดยเฉพาะยิ่งการนำเอาโครงข่าย 5G มาวางรากฐานด้านการวิจัยและพัฒนาจะทำให้เกิด Use Case ใหม่ๆ ในอนาคตที่พร้อมรองรับทั้งความต้องการของลูกค้าและการเพิ่มโอกาสให้กับภาคธุรกิจ”

ais

ศูนย์นวัตกรรม 5G A-Z Center จะเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและโซลูชันที่ครบถ้วนที่สุด ทั้งการติดตั้งสถานีฐานทุกย่านความถี่เพื่อการทดลองทดสอบ พร้อมเทคโนโลยีเครือข่ายต้นแบบที่จะพลิกโฉมการพัฒนาเครือข่าย 5G ในประเทศไทย, โซลูชันต้นแบบเพื่อภาคอุตสาหกรรมต่างๆ  (5G vertical industry applications), อุปกรณ์สื่อสารปลายทาง (Smart Terminal) ที่จะมีการหมุนเวียนมาทดสอบและจัดแสดง โดยในเบื้องต้น ประกอบด้วย

1. Next Generation Products for 5G Capability Growth เทคโนโลยีเครือข่ายที่พร้อมรองรับ 5G โดยทาง ZTE ในฐานะผู้พัฒนา ได้ขับเคลื่อนนวัตกรรมผ่านแนวคิด “1+2+3” ที่ประกอบไปด้วย 1. เทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐาน 2.พันธุกรรมรากฐานต้นแบบ และ 3. สามองค์ประกอบที่ยกระดับการต่อยอดและขยายผล เพื่อให้เกิดประสิทธิผลมากที่สุด อาทิ

  • Radio Composer ที่เป็นครั้งแรกในโลกอันเกิดจากการทำงานร่วมกับ AIS ในการพัฒนา AAU (Active Antenna Unit) 5G mmWave bandwidth support 1.2GHz, AAU 5G 2.6GHz ที่ลดการใช้พลังงานไฟฟ้า โดยอุปกรณ์ 5G radio ใหม่นี้ถูกออกแบบให้ตรงกับความต้องการและส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าเอไอเอสและยังเป็นมิตรกับธรรมชาติเพื่อความยั่งยืนทางพลังงานอีกด้วย
  • RIS (Reconfigurable Intelligent Surface) คืออุปกรณ์ช่วยสะท้อนสัญญาณ 5G ที่พัฒนามาสำหรับคลื่น 26 GHz หรือ mmWave ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพขยายสัญญาณโครงข่าย 5G ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

ais

2. 5G Use Cases เพื่อเชื่อมต่อการใช้โครงข่าย 5G ไปยังภาคอุตสาหกรรม อาทิ

  • 5G Natural Navigation AGV หรือรถขนถ่ายสินค้าอัตโนมัติที่ embedded 5G module สามารถใส่ซิมการ์ด 5G ได้เลย ง่ายต่อการใช้งานโดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องสถานที่ เพราะไม่ต้องติดตั้ง Wifi
  • 5G Machine Vision ระบบที่ใช้สำหรับงานตรวจสอบทางกายภาพของผลิตภัณฑ์ผ่าน 5G โดยมีระบบการประมวลผลที่ใกล้เคียงกับการทำงานของมนุษย์ สามารถตัดสินใจได้และส่งผลลัพธ์ที่ต้องการได้ตามโปรแกรมที่กำหนดไว้
  • 5G XR Explorer ระบบที่นำ XR เข้ามาใช้งานผ่าน 5G, XR หรือ Extended Reality เป็นเทคโนโลยีเสมือนจริงที่ผสมผสานหลากหลายมิติเข้าด้วยกันไม่ว่าจะเป็นสภาพแวดล้อมในโลกจริง สภาพแวดล้อมดิจิทัล รวมถึงการปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และเครื่องจักรที่เกิดขึ้นจากเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์หรือเทคโนโลยีสวมใส่ นำไปใช้ในการ Training หรือ Guidance ได้
  • 5G Holographic หรือเทคนิคการสร้างภาพสามมิติ ที่ถูกนำมาปรับใช้อย่างแพร่หลาย อาทิ การประชุมทางไกล การศึกษาและงานอีเวนท์ขนาดใหญ่ หรือเมตาเวิร์ส เหมาะกับการใช้แบนด์วิธขนาดใหญ่ เช่น AR หรือ VR ถือเป็นการทลายขีดจำกัดระหว่างโลกเสมือนและโลกแห่งความจริงให้สามารถเชื่อมต่อได้อย่างไร้รอยต่อด้วย 5G

ais

3. Diversified 5G Terminal Devices โดย AIS ได้ร่วมกับ ZTE เปิดตัวสมาร์ทโฟน 5G ZTE Blade A72 ซึ่งเป็นโทรศัพท์มือถือ 5G ที่มีประสิทธิภาพและราคาคุ้มค่าที่สุดสำหรับตลาดสมาร์ทโฟนในไทย โดยคาดว่าจะเปิดตัวในเดือนตุลาคม 2565 รวมไปถึง Smart Terminal อื่นๆ เช่น 5G CPE และ 5G Router ซึ่งถือเป็นการตอกย้ำภาพของ ZTE ในฐานะผู้ให้บริการ End-to-End เพียงรายเดียวที่ทำงานร่วมกับ AIS ในฐานะผู้ให้บริการโครงข่ายที่จะทำให้เกิดประสบการณ์ที่ดีที่สุดสำหรับผู้บริโภค

ความร่วมมือในครั้งนี้ระหว่าง AIS กับ ZTE เป็นก้าวที่สำคัญที่แสดงออกถึงความพร้อมในการต่อยอดเป้าหมาย Cognitive Tech-Co ด้วยการพัฒนาโครงข่าย 5G สู่การเป็น 5G Smart Autonomous Network ทั้งในแง่ของการส่งมอบประสบการณ์ที่ดี การสร้างโอกาสให้กับภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งการสร้างนวัตกรรมและโซลูชันมิติใหม่ๆ ที่จะเข้ามาขานรับพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างฉับไวของบริบททางสังคม ตลอดจนการสร้างระบบเศรษฐกิจดิจิทัลให้กับไทยในอนาคต

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post AIS ผนึก ZTE เปิดตัว “ศูนย์นวัตกรรม 5G A-Z Center” แห่งแรกในไทย พัฒนาโครงข่าย 5G อัจฉริยะ first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/ais-zte-5g-a-z-center/

for feed news app

%d bloggers like this: