คลังเก็บป้ายกำกับ: DELL_TECHNOLOGIES

เดลล์ เทคโนโลยีส์ ประกาศเสริมความแข็งแกร่งในการเตรียมพร้อมเพื่อการรับมือกับภัยคุกคามไซเบอร์ด้วยนวัตกรรมด้านความปลอดภัยและการปกป้องข้อมูลบนมัลติคลาวด์ [Guest Post]

ซอฟต์แวร์ที่ทำงานด้วยพลังของ AI จากเดลล์ และความสามารถในการดูแลรักษาความปลอดภัยในการปฏิบัติงานช่วยขับเคลื่อนการทำงานแบบ Zero Trust ที่ปกป้องทั้งข้อมูล พร้อมลดความเสี่ยงจากการโจมตีทางไซเบอร์

กรุงเทพฯ ประเทศไทย – วันที่ 24 พฤศจิกายน 2565

  • ด้วยศักยภาพที่เพิ่มขึ้นของซอฟต์แวร์ Dell PowerProtect Data Manager พร้อมทั้ง appliance รุ่นใหม่ ช่วยให้ลูกค้าเพิ่มขีดความสามารถในการปกป้องข้อมูลและความสามารถในการตอบสนองต่อภัยคุกคามทางไซเบอร์
  • Dell และ Google Cloud ร่วมมือกันเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการบน public cloud ในส่วนของนวัตกรรมเพื่อปกป้องและกู้คืนข้อมูลทางไซเบอร์ (cyber vault)
  • โซลูชั่นการปกป้องข้อมูลบนมัลติคลาวด์ของเดลล์ มาพร้อม (built-in) กับความสามารถในการการรักษาความปลอดภัยในการปฏิบัติงานซึ่งเป็นพื้นฐานของ Zero Trust Principle

เดลล์ เทคโนโลยีส์ เพิ่มศักยภาพในการเป็นผู้นำอุตสาหกรรมในด้านอุปกรณ์และซอฟต์แวร์เพื่อการปกป้องข้อมูล เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถปกป้องข้อมูลทั้งที่อยู่บน on premises บน public cloud และที่ edge ปลายทาง

ทั้งนี้ Dell PowerProtect Data Manager Appliance เป็นผลิตภัณฑ์ล่าสุดในกลุ่มของ PowerProtect Solution ที่มาพร้อมกับการปกป้องข้อมูลในรูปแบบของมัลติคลาวด์ที่เพิ่มขีดความสามารถและที่ง่ายต่อการนำไปใช้งาน พร้อมนวัตกรรมของเดลล์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI และการรักษาความปลอดภัยในการปฏิบัติงานซึ่งอยู่บนพื้นฐานของสถาปัตยกรรม Zero Trust ช่วยปกป้ององค์กรจากภัยคุกคามที่มาจากการโจมตีทางไซเบอร์ในปัจจุบัน

โซลูชันใหม่นี้เข้ามาช่วยจัดการกับความท้าทายที่องค์กรเผชิญอยู่ในการปกป้องข้อมูลที่เพิ่มสูงมากขึ้น จากผลสำรวจดัชนีชี้วัดการปกป้องข้อมูลทั่วโลกของเดลล์ (Global Data Protection Index: GDPI) ปี 2022 องค์กรธุรกิจต่างประสบกับภัยพิบัติทั้งจากธรรมชาติและจากภัยในรูปแบบใหม่อื่น ๆ ในระดับที่สูงกว่าในปีที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลกระทบออกมาในรูปแบบของการสูญหายของข้อมูล การดำเนินงานขององค์กรต้องหยุดชะงัก อีกทั้งค่าใช้จ่ายเพื่อใช้ในการกู้คืนก็เพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว

ในปีที่ผ่านมา การโจมตีทางไซเบอร์สามารถคิดเป็นจำนวน 48 เปอร์เซ็นต์ของภัยพิบัติทั้งหมด (โดยเพิ่มขึ้นจากจำนวน 37 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2021) เมื่อเทียบกับสาเหตุอื่นๆ

การสำรวจยังเผยให้เห็นว่า 85 เปอร์เซ็นต์ขององค์กรที่ใช้ผู้ให้บริการปกป้องข้อมูลหลายราย (multiple vendors) เห็นพ้องกันในเรื่องของการลดจำนวนผู้ให้บริการลง นอกจากนี้ ผลสำรวจยังเปิดเผยว่าองค์กรที่ใช้ผู้ให้บริการปกป้องข้อมูลเพียงรายเดียว (single vendor) มีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในการกู้คืนระบบจากการโจมตีทางไซเบอร์หรือเหตุการณ์ทางไซเบอร์อื่นๆ น้อยกว่าองค์กรที่ใช้ผู้ให้บริการหลายรายถึง 34 เปอร์เซ็นต์

“ด้วยทุกสิ่งที่เชื่อมต่อเข้ากับอินเทอร์เน็ตในโลกดิจิทัลทุกวันนี้ ความจำเป็นในการปกป้องข้อมูลอันมีค่าจึงกลายเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากกว่าที่เคย” เจฟฟ์ บูโดรว์ ประธานและผู้จัดการทั่วไป กลุ่มธุรกิจอินฟราสตรัคเจอร์ โซลูชันส์ เดลล์ เทคโนโลยีส์ กล่าว “ภูมิทัศน์ดิจิทัลนี้ต้องการการปกป้องข้อมูลและกลยุทธ์ด้านความปลอดภัยที่ทันสมัยเพื่อจัดการกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ โซลูชันเฉพาะจุดไม่ได้ลงลึกหรือกว้างมากพอที่จะช่วยปกป้ององค์กรได้ เดลล์ช่วยลูกค้าในการเสริมความแข็งแกร่งด้านความยืดหยุ่นบนไซเบอร์ด้วยการนำเสนอบริการ ระบบ และซอฟต์แวร์ด้านการปกป้องข้อมูลแบบบูรณาการ เพื่อช่วยให้มั่นใจได้ว่าทั้งข้อมูลและแอปพลิเคชันต่างได้รับการปกป้องและมีความยืดหยุ่นทนทานในทุกที่ที่มีการจัดเก็บเพื่อการใช้งาน”

การสำรวจของ GDPI พบว่า 91 เปอร์เซ็นต์ขององค์กรต่างตระหนักหรือมีการวางแผนในการประยุกต์ใช้สถาปัตยกรรมแบบ Zero Trust ซึ่งเป็นรูปแบบพื้นฐานของการรักษาความปลอดภัยบนไซเบอร์ที่จะเข้ามามีบทบาทและเปลี่ยนแปลงรูปแบบการรักษาความปลอดภัยขององค์กรจากการพึ่งพาการป้องกันภายในเพียงอย่างเดียว มาเป็นกลยุทธ์ในเชิงรุกที่ยินยอมให้เฉพาะรูปแบบของการสื่อสารที่รู้จักและได้รับอนุญาตภายในระบบ และภายในเวิร์กโฟล์ของข้อมูล (data pipelines) เท่านั้น อย่างไรก็ตาม มีองค์กรเพียง 23 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ประยุกต์ใช้สถาปัตยกรรมแบบ Zero Trust แล้ว และมีเพียง 12 เปอร์เซ็นต์ที่ประยุกต์ใช้อย่างสมบูรณ์

การสำรวจของ GDPI พบว่า 91 เปอร์เซ็นต์ขององค์กรต่างตระหนักหรือมีการวางแผนในการประยุกต์ใช้สถาปัตยกรรมแบบ Zero Trust ซึ่งเป็นรูปแบบพื้นฐานของการรักษาความปลอดภัยบนไซเบอร์ที่จะเข้ามามีบทบาทและเปลี่ยนแปลงรูปแบบการรักษาความปลอดภัยขององค์กรจากการพึ่งพาการป้องกันภายในเพียงอย่างเดียว มาเป็นกลยุทธ์ในเชิงรุกที่ยินยอมให้เฉพาะรูปแบบของการสื่อสารที่รู้จักและได้รับอนุญาตภายในระบบ และภายในเวิร์กโฟล์ของข้อมูล (data pipelines) เท่านั้น อย่างไรก็ตาม มีองค์กรเพียง 23 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ประยุกต์ใช้สถาปัตยกรรมแบบ Zero Trust แล้ว และมีเพียง 12 เปอร์เซ็นต์ที่ประยุกต์ใช้อย่างสมบูรณ์

ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น (APJ) ซึ่งไม่รวมประเทศจีนนั้น แผนงานขององค์กรต่างๆ ในการประยุกต์ใช้สถาปัตยกรรม Zero Trust ยังอยู่ในขั้นของการวางนโยบายเป็นส่วนมาก โดยมีเพียง 22 เปอร์เซ็นต์ขององค์กรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่นเท่านั้นที่ประยุต์ใช้สถาปัตยกรรม Zero Trust แล้ว และมีเพียง 13 เปอร์เซ็นต์ที่ประยุกต์ใช้อย่างสมบูรณ์

ด้วยนวัตกรรมล่าสุด ที่จะช่วยให้การปกป้องข้อมูลเป็นไปอย่างง่ายดาย

เดลล์ยังคงนำเสนอนวัตกรรมในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นซอฟต์แวร์เพื่อการปกป้องข้อมูลอย่าง Dell PowerProtect Data Manager ที่ช่วยให้องค์กรลดความยุ่งยากของการดำเนินงานพร้อมการลดความเสี่ยงในการทำงาน ทั้งนี้ ซอฟต์แวร์ PowerProtect Data Manager ตอบสนองความต้องการสำหรับความสามารถในการเตรียมความพร้อม และตอบสนองต่อภัยคุกคามทางไซเบอร์ รวมถึงการกู้คืนระบบให้กลับมาดำเนินการได้ตามปกติ และรองรับหลักการ Zero Trust ด้วยความสามารถด้านความปลอดภัยในการปฏิบัติงานที่ built-in ภายในตัว เช่น การรับรองการเข้าถึงระบบด้วย multifactor authentication การระบุตัวตนและการกำหนดสิทธิ์และระดับการเข้าถึงของผู้ใช้แบบ dual authorization และการกำหนดสิทธิการเข้าถึงข้อมูลโดยจัดกลุ่มตามบทบาทที่กำหนด หรือ role-based access controls เป็นต้น

Dell PowerProtect Data Manager Appliance คือเทคโนโลยีพื้นฐานที่สามารถต่อยอดกลยุทธ์ในการปกป้องข้อมูลได้อย่างง่ายดายในอนาคต

  • สถาปัตยกรรมที่ทำงานโดยซอฟต์แวร์: (software-defined architecture) ช่วยให้สามารถสืบค้นและปกป้องระบบต่าง ๆ ได้โดยอัตโนมัติ ซึ่งรวมไปถึงระบบ VMware ด้วย อีกทั้งยังมีความสามารถพิเศษเฉพาะสำหรับระบบ VMware เพื่อให้แน่ใจว่า VM ทั้งหมดพร้อมใช้งานโดยไม่มีการหยุดชะงักทางธุรกิจ
  • ยืดหยุ่นและปลอดภัยบนสูงสุด ให้การเข้าถึงที่ปลอดภัยมากยิ่งขึ้นไปยังฟังก์ชันการทำงานที่ถูกควบคุมด้วยการบริหารจัดการตัวตนและการเข้าถึง (Identity and Access Management) เพื่อเสริมความแข็งแกร่งและตอบสนองต่อภัยคุกคามไซเบอร์
  • ง่ายต่อการบริหารจัดการ มอบประสบการณ์ใหม่ในการดูแลระบบที่บริหารจัดการโดยซอฟต์แวร์ ส่งผลให้ง่ายต่อการปรับและประยุกต์ใช้งาน

“Dell PowerProtect Data Manager ทำให้เราบริหารจัดการระบบสำรองข้อมูลของเราง่ายขึ้น ด้วยการปกป้องข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้เราก้าวสู่กระบวนการปฏิรูปทางดิจิทัลได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว” เจมส์ แมคแนร์ รองประธาน ผู้จัดการ distributed systems ของธนาคาร Trustmark Bank กล่าว “ด้วย Dell PowerProtect Data Manager Appliance ใหม่ เราสามารถประยุกต์ใช้ Data Manager กับโครงสร้างเทคโนโลยีสารสนเทศพื้นฐานของเราได้อย่างคล่องตัวและง่ายดาย รวมไปถึงประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น ซึ่งช่วยเสริมความแข็ งแกร่งให้กับความยืดหยุ่นทางไซเบอร์ของเราอีกด้วย”

เดลล์ประกาศเป็นพันธมิตรกับผู้ให้บริการ public cloud เพื่อเพิ่มทางเลือกในการเตรียมความพร้อมกับภัยคุกคามไซเบอร์

PowerProtect Cyber Recovery สำหรับ Google Cloud ช่วยให้ลูกค้าประยุกต์ใช้ระบบกู้คืนข้อมูลทางไซเบอร์ (isolated cyber vault) บน Google Cloud เพื่อปกป้องข้อมูลจากการโจมตีทางไซเบอร์ได้อย่างปลอดภัยยิ่งขึ้น แตกต่างจากโซลูชันสำรองข้อมูลบนคลาวด์แบบมาตรฐาน การเข้าถึงอินเทอร์เฟซการจัดการจะถูกล็อคโดยการควบคุมเครือข่าย และสามารถเรียกร้องหลักฐานอ้างอิงด้านความปลอดภัยแยกต่างหาก รวมถึงการรับรองความถูกต้องโดยใช้หลายปัจจัย (multifactor authentication) สำหรับการเข้าถึงอีกด้วย

องค์กรต่าง ๆ ที่ใช้บริการของ Google Cloud อยู่แล้วในปัจจุบัน สามารถเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ PowerProtect Cyber Recovery ผ่านทาง Google Cloud Marketplace และสามารถรับบริการได้โดยตรงจากเดลล์และพันธมิตร

สำหรับการเป็นพันธมิตรกับ Google Cloud ในส่วนของ Cyber Recovery นั้น ถือเป็นการขยายขีดความสามารถล่าสุดของเดลล์ในด้านการกู้คืนทางไซเบอร์สำหรับพับบลิคคลาวด์ จากที่มีการเปิดตัว Dell PowerProtect for Microsoft Azure และ CyberSense for Dell PowerProtect Cyber Recovery for AWS ก่อนหน้านี้

ซีฟ เท็คลู สถาปนิกอาวุโสด้านโซลูชัน Arrow Electronics กล่าว่า“Dell PowerProtect Data Manager Appliance ใช้งานง่ายและยังสะดวกต่อการปรับแต่งในรูปแบบอื่น ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งจะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับลูกค้าขนาดเล็กถึงขนาดกลางขององค์กรของเราที่ต้องการปรับปรุงและพัฒนาการปกป้องข้อมูลให้ทันสมัยเพื่อช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง”

ความพร้อมในการวางตลาด

  • Dell PowerProtect Data Manager Appliance พร้อมวางจำหน่ายทั่วโลกในเดือนนี้ในกว่า 30 ประเทศทั่วทั้งอเมริกาเหนือ ละตินอเมริกา ยุโรป และเอเชียแปซิฟิก
  • ซอฟต์แวร์ Dell PowerProtect Data Manager มีวางจำหน่ายแล้วทั่วโลก
  • Dell PowerProtect Cyber Recovery สำหรับ Google Cloud Platform มีให้บริการทั่วโลกแล้ว

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม

  • ติดตามความเคลื่อนไหวของเดลล์ผ่านทาง Twitter และ LinkedIn

เกี่ยวกับ Dell Technologies Global Data Protection Index ปี 2022

เดลล์ เทคโนโลยีส์ มอบหมายให้ Vanson Bourne จัดทำ Global Data Protection Index ประจำปี 2022 ฉบับที่ 6 โดยในช่วงระหว่างเดือนสิงหาคมถึงตุลาคม 2022 ได้มีการสำรวจผู้มีหน้าที่รับผิดชอบและตัดสินใจด้านไอทีจำนวน 1,000 รายใน 15 ประเทศและ 14 อุตสาหกรรมจากองค์กรที่มีพนักงานมากกว่า 250 คน เพื่อทำความเข้าใจความต้องการขององค์กรต่าง ๆ ในด้านการปกป้องและฟื้นฟูระบบให้ดียิ่งขึ้น

เกี่ยวกับเดลล์ เทคโนโลยีส์

เดลล์ เทคโนโลยีส์ ช่วยให้องค์กรธุรกิจและปัจเจกบุคคลสร้างอนาคตดิจิทัล พร้อมช่วยปฏิรูปทั้งรูปแบบการทำงาน การดำเนินชีวิต และการพักผ่อน เดลล์ เทคโนโลยีส์ให้การดูแลสนับสนุนลูกค้าด้วยสายผลิตผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีและการบริการที่กว้างที่สุด และมีความเป็นนวัตกรรมอย่างสูงสุดในยุคของข้อมูล (data era)

from:https://www.techtalkthai.com/dell-technologies-today-announced-strengthening-its-cyber-threat-preparedness-with-security-innovations-and-multicloud-data-protection/

Dell ไตรมาสล่าสุด กลุ่ม Infrastructure เติบโตสูง ทำสถิติรายได้อีกไตรมาส

Dell Technologies รายงานผลประกอบการของไตรมาสที่ 3 ตามปีการเงินบริษัท 2023 สิ้นสุดเดือนตุลาคม มีรายได้รวม 24,721 ล้านดอลลาร์ ลดลง 6% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันในปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 241 ล้านดอลลาร์

ที่น่าสนใจคือกลุ่ม Infrastructure Solutions รายได้เติบโตทำสถิติสูงสุดประจำไตรมาสที่ 3 เพิ่มขึ้น 12% เป็น 9,630 ล้านดอลลาร์ และเป็นการเติบโตติดต่อกันไตรมาสที่ 7 แล้ว การเติบโตมาจากสินค้ากลุ่มเซิร์ฟเวอร์และอุปกรณ์เน็คเวิร์ก ที่เพิ่มขึ้น 14% ส่วนสตอเรจเพิ่มขึ้น 11%

กลุ่ม Client Solutions รายได้ลดลง 17% เป็น 13,775 ล้านดอลลาร์ ปัจจัยหลักจากลูกค้าทั่วไป (Consumer) ที่รายได้ลดลง 29%

Jeff Clarke รองประธานและซีโอโอร่วมของ Dell Technologies กล่าวว่าบริษัทเคลียร์แบ็คล็อก เพื่อให้ทันต่อความต้องการของลูกค้า และมีรายได้ทำสถิติสูงสุดในกลุ่ม Infrastructure ขณะเดียวกันบริษัทยังคงพัฒนาผลิตภัณฑ์ในหมวดที่เป็นกลยุทธ์สำคัญทั้ง Edge, Multicloud และ as-a-Service

ที่มา: Dell Technologies

No Description

from:https://www.blognone.com/node/131600

Dell เปิดตัว PowerEdge XE Server ใหม่ ตอบโจทย์งาน HPC และ AI

Dell เปิดตัว PowerEdge XE Server รุ่นใหม่ ตอบโจทย์งาน High Performance Computing และ AI

Credit: Dell

Dell ได้ประกาศเปิดตัว PowerEdge XE Server ออกมาด้วยกัน 3 รุ่น ได้แก่ PowerEdge XE9680, XE9640 และ XE8640 โดยเป็น Server ระดับสูงที่ออกแบบมาสำหรับงาน HPC หรือ AI รองรับการระบายความร้อนด้วยเทคโนโลยี Smart Cooling โดย PowerEdge XE9680 นั้นมีประสิทธิภาพสูงที่สุด รองรับการติดตั้ง GPU NVIDIA H100 Tensor Core หรือ A100 Tensor Core จำนวน 8 ตัว และรองรับหน่วยประมวลผล 4th Gen Intel Xeon Scalable จำนวน 2 ตัว ส่วน PowerEdge XE9640 นั้นรองรับ Intel Data Center Max OAM GPUs จำนวน 4 ตัว รองรับการใช้งาน Liquid Cooling และ PowerEdge XE8640 รองรับ NVIDIA H100 Tensor Core จำนวน 4 ตัว แต่ใช้ระบบระบายความร้อนด้วยลมเพียงอย่างเดียว สำหรับ Server ทั้งสามรุ่น จะพร้อมวางจำหน่ายภายในช่วงต้นปี 2023

นอกจากนี้ Dell ยังเปิดตัวบริการ Dell APEX High Performance Computing เพื่อให้องค์กรสามารถใช้บริการ HPC แบบ Subscription-based ได้ มีเครื่องมือต่างๆมาให้อย่างครบครัน เช่น HPC Cluster manager, Container orchestrator และ Workload Manager ปัจจุบันมี Workload ให้เลือก 2 แบบ ได้แก่ Life Science และ Manufacturing พร้อมให้บริการลูกค้าในสหรัฐอเมริกาแล้ว

ที่มา: https://www.dell.com/en-us/dt/corporate/newsroom/announcements/detailpage.press-releases~usa~2022~11~20221114-dell-technologies-advances-high-performance-computing–and–ai-with-dell-poweredge-servers-and-dell-apex-innovation.htm

from:https://www.techtalkthai.com/dell-launches-new-poweredge-xe-server-for-hpc-and-ai/

Blendata จับมือ Get On ผสานซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ประสิทธิภาพสูง ยกระดับบริการและเทคโนโลยีด้าน Big Data ครบวงจร [Guest Post]

เบลนเดต้า (Blendata) บริษัท Deep Tech ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มบริหารจัดการ Big Data อัจฉริยะ เผย Blendata ได้ลงนามความร่วมมือ (MOU) กับ Get On Technology ผู้เชี่ยวชาญและผู้นำด้าน IT Transformation ในระดับองค์กร ตัวแทนจำหน่าย Dell Technologies ในประเทศไทย ตั้งเป้าหมายพัฒนาบริการ เครื่องมือ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ Big Data ให้ครอบคลุมครบวงจรและทรงประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ผ่านการผสานความสามารถของซอฟต์แวร์ด้าน Big Data จาก Blendata และฮาร์ดแวร์ จาก Dell Technologies พร้อมบริการจากทีมงานผู้เชี่ยวชาญ หนุนองค์กรธุรกิจทั้งภาครัฐและเอกชนนำ Big Data ไปใช้งานให้เกิดประโยชน์สูงสุด ยกระดับศักยภาพองค์กร พร้อมแข่งขันในทุกสังเวียนธุรกิจ

นายณัฐนภัส รชตะวิวรรธน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท เบลนเดต้า จำกัด เปิดเผยว่า หากย้อนไปเมื่อหลายปีก่อน Big Data คือคำยอดฮิตที่ถูกพูดถึงเป็นอย่างมาก ในระยะแรกองค์กรส่วนใหญ่ได้นำไปใช้ในแง่ของการจัดเก็บข้อมูลเป็นหลัก โดยไม่ได้มีการนำข้อมูลที่จัดเก็บไว้ไปต่อยอดในด้านอื่น ๆ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับปัจจุบัน Big Data ไม่ได้เป็นแค่เทรนด์และไม่ใช่แค่เทคโนโลยีที่มีหน้าที่เพียงการจัดเก็บข้อมูลอีกต่อไป แต่กลายเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่ทุกองค์กรจำเป็นต้องนำไปปรับใช้ในการวิเคราะห์หาข้อมูลเชิงลึกที่เป็นประโยชน์ (Big data analytics) ออกมาในรูปแบบ Use case ที่วัดผลและจับต้องได้มากขึ้น อีกทั้ง Blendata ยังมองเห็นช่องว่างของตลาด Big Data ในปัจจุบัน ที่ยังขาดบริการและเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์แบบ End-to-end ส่งผลให้เมื่อต้องการทำโปรเจค Big Data ที่มีการทำงานร่วมกันระหว่าง Infrastructure, Software และ Hardware นั้น องค์กรจะต้องทำการจัดซื้อเครื่องมือทั้งหมดจากผู้ให้บริการหลายแห่ง ซึ่งทำให้เกิดความซับซ้อนและข้อจำกัดในการใช้งาน

จากที่มาดังกล่าว เพื่อตอบโจทย์ความต้องการขององค์กรและธุรกิจ Blendata ซึ่งเป็นบริษัทซอฟต์แวร์และ Deep Tech ผู้พัฒนาเทคโนโลยีด้าน Big Data สัญชาติไทย จึงได้ผนึกกำลังครั้งสำคัญกับพันธมิตรที่มีความแข็งแกร่งในด้าน Infrastructure และเป็นผู้นำด้าน IT Transformation อย่าง บริษัท เก็ต ออน เทคโนโลยี จำกัด หรือ Get On ตัวแทนจำหน่าย Dell Technologies ในประเทศไทย เพื่อเสริมศักยภาพการทำ Big data analytics ให้แข็งแกร่งขึ้น ด้วยการผสานการทำงานระหว่างซอฟต์แวร์จาก Blendata และฮาร์ดแวร์จาก Dell Technologies โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาการให้บริการและเครื่องมือที่เกี่ยวข้องกับ Big Data ที่ตอบโจทย์ธุรกิจแบบครบวงจร และเพื่อให้ลูกค้าสามารถทำโปรเจค Big data ได้สำเร็จรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตลอดจนได้รับการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญด้วยบริการที่มีคุณภาพนายณัฐนภัสกล่าว

ด้าน นายวุฒิชัย ปุณยกนก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เก็ต ออน เทคโนโลยี กล่าวว่า จากประสบการณ์การทำงานร่วมกับตัวแทนจำหน่ายและลูกค้าในหลากหลายอุตสาหกรรม พบว่าองค์กรในประเทศไทยมีความต้องการในการทำ Big data analytics มากขึ้นและต้องการตัวเลือกทางเทคโนโลยีที่หลากหลาย โดย Get On ในฐานะตัวแทนจำหน่าย Dell Technologies ซึ่งมีอุปกรณ์ด้าน Infrastructure ที่มีความพร้อมและมีโซลูชันครบวงจร โดยสามารถนำเสนอทั้งในส่วนของ Compute, Network รวมถึง Storage โดยมีความหลากหลายและเหมาะสมกับงานที่องค์กรต้องการ ตัวอย่างเช่น Power Scale ซึ่งเหมาะกับการเก็บข้อมูลประเภท Unstructured เพื่อทำ Data analytics เป็นต้น และ Dell ยังมีเครื่องมือที่ชื่อว่า CloudIQ ที่เข้ามาช่วยในการทำ Monitoring, Troubleshoot อุปกรณ์ที่เป็นของ Dell จากศูนย์กลางได้ ทำให้ลูกค้าสามารถบริหารจัดการอุปกรณ์ที่เป็น Dell ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม Get On มองหาซอฟต์แวร์เข้ามาช่วยเพิ่มความสามารถด้าน Infrastructure ของ Dell Technologies จึงได้ร่วมมือกับ Blendata ซึ่งเป็น Local Partner ที่มีแพลตฟอร์มด้าน Big Data ประสิทธิภาพสูงและทันสมัย พร้อมกับมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญ ไม่ว่าจะเป็น Data Scientist, Data Engineer และ Data Analyst ถือเป็นการนำจุดแข็งของทั้งสองบริษัทเข้ามาช่วยยกระดับโซลูชันด้าน Big Data ให้ครอบคลุมครบวงจร เพื่อช่วยองค์กรในการเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจและเป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนองค์กรแบบเก่าให้เป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลนายวุฒิชัยกล่าว

จากความร่วมมือในครั้งนี้ Blendata และ Get On ได้เปิดตัวแพ็คเกจ Big Data Starter Kits พร้อมให้บริการใน 3 แพ็กเกจหลัก ขนาด S, M และ L สำหรับจำนวนผู้ใช้งานและ Workloads ที่แตกต่างกัน ช่วยให้กลุ่มธุรกิจทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในทุกอุตสาหกรรม ตั้งแต่ธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดกลาง จนถึงขนาดใหญ่ ที่มี First party data อยู่ในมือ สามารถทำ Big data analytics ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีบริการที่ครอบคลุมตั้งแต่การให้คำปรึกษา การออกแบบโซลูชัน แพลตฟอร์ม Big Data รวมทั้งทีมงานซัพพอร์ตในประเทศ ซึ่งช่วยลดความซับซ้อนจากการใช้เครื่องมือจากผู้ให้บริการหลายแห่ง ช่วยลดระยะเวลาในการวางรากฐานโปรเจค Big Data จาก 6 เดือนเหลือเพียง 2 เดือน และสามารถนำไปใช้กับ Use case ทางธุรกิจได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการทำ Centralized data, Business performance analysis, Operation monitoring & analysis, Customers 360, Next best offer, Real-time analytics, Root cause analysis, Anomaly detection และอื่น ๆ อีกมากมาย

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ marcom@got.co.th หรือ โทร 66 (0)2 9111 999 # 295

from:https://www.techtalkthai.com/blendata-get-on-mou-guest-post/

[รีวิว] Dell Latitude 7330: Notebook ทำงาน บาง เบา ทนทาน ตอบโจทย์การประชุมด้วยกล้องคมชัดและ AI เพิ่มคุณภาพเสียง ด้วยขุมพลังจาก Intel vPro® platform

ในปี 2022 นี้ Dell ก็ได้เปิดตัว Dell Latitude ซีรีส์ใหม่สำหรับตอบโจทย์ภาคธุรกิจองค์กรที่ต้องการเครื่อง Notebook สำหรับรองรับการใช้ทำงานประชุมงานได้อย่างมั่นใจ โดยในครั้งนี้ทีมงาน TechTalkThai และ ADPT.news ได้รับเครื่อง Dell Latitude 7330 มารีวิวกัน โดยมีความโดดเด่นที่น่าสนใจดังนี้

  • ตัวเครื่องขนาดเล็กที่มีจอ 13 นิ้ว น้ำหนักเบาเพียง 1.13 กิโลกรัม พกพาไปใช้ทำงานได้อย่างสะดวกสบาย
  • CPU Intel® Core™ i5-1240U processor พร้อม 16GB RAM และ 256GB SSD ประสิทธิภาพสูง ใช้Windows 11 Pro ได้อย่างคล่องตัว
  • กล้องความคมชัด 1080p รองรับการใช้งานในห้องที่ไฟน้อยได้ ประชุมงานได้ตลอดเวลา
  • ไมโครโฟนพร้อม AI จาก Dell Optimizer ช่วยตัดเสียงระบบต่างๆ ระหว่างประชุมได้เป็นอย่างดี
  • Packaging และตัวเครื่องที่ให้ความสำคัญต่อการใช้วัสดุ Recycle ตอบโจทย์เป้าหมายด้านความยั่งยืนของธุรกิจ

สำหรับรีวิวฉบับเต็ม สามารถรับชมได้ดังนี้ครับ

Dell Latitude 7330: Notebookทำงานระดับพรีเมี่ยมตอบทุกโจทย์การทำงานได้อย่างมั่นใจและยั่งยืน

Credit : Dell

Dell Latitude 7330 นี้ถูกวางตัวมาให้เป็น Notebook หน้าจอ 13 นิ้วสำหรับตลาดภาคธุรกิจในระดับพรีเมี่ยม ที่ต้องการเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ดูดี บางเบา รวดเร็ว ทนทาน และรองรับการใช้ลูกเล่นใหม่ๆ ทางด้าน AI จาก Dell ได้อย่างรอบด้าน โดยสามารถเลือกวัสดุภายนอกได้ด้วยกันถึง 3 แบบ ได้แก่

  • Carbon Fiber Reinforced น้ำหนักเริ่มต้น 1.13 กิโลกรัม
  • Magnesium Alloy น้ำหนักเริ่มต้น 0.967 กิโลกรัม
  • Aluminum Titan Grey น้ำหนักเริ่มต้น 1.21 กิโลกรัม

ส่วนสเป็คของ Hardware ภายใน Dell Latitude 7330 ก็ยังคงเปิดให้เราเลือกปรับแต่งได้ตามต้องการอย่างหลากหลาย ดังนี้

  • CPU: เลือกได้ระหว่าง
    • 12th Gen Intel® Core™ i5-1235U processor (12 MB cache, 10 cores, 12 threads, up to 4.40 GHz)
    • Intel vPro® with 12th Gen Intel® Core™ i5-1245U processor (12 MB cache, 10 cores, 12 threads, up to 4.40 GHz)
    • Intel vPro® with 12th Gen Intel® Core™ i5-1265U processor (12 MB cache, 10 cores, 12 threads, up to 4.40 GHz)
    • 12th Gen Intel® Core™ i7-1255U processor (12 MB cache, 10 cores, 12 threads, up to 4.70 GHz)
  • RAM: 8-32GB DDR4 3200MHz
  • SSD: PCIe NVMe Gen4 x4 SSD ขนาด 256GB – 1TB เลือกออปชัน Self-Encrypting ได้
  • GPU: Intel® Iris® Xe Graphics
  • Display: 13.3-inch, FHD 1920 x 1080, 60 Hz, anti-glare เลือกได้ระหว่าง Touch และ Non-Touch
  • Network: Intel® AX211, 2×2 MIMO, 2.40 Gbps, 2.40 GHz/6 GHz, Wi-Fi 6E (WiFi 802.11ax), Bluetooth® 5.2 (onboard) สามารถเพิ่มออปชัน LTE ได้
  • Audio: Stereo speakers with Waves MaxxAudio® Pro, 2 W x 2 = 4 W total, 2 Noise Canceling Microphones, Intelligent Audio with Neural Noise Cancellation
  • Camera: เลือกได้ระหว่าง 2.7 mm 720p at 30 fps HD RGB webcam, 6 mm 720p at 30 fps HD RGB webcam, 3.25 mm 1080p at 30 fps FHD RGB+IR webcam with Human Presence Detection and ALS, 6 mm 1080p at 30 fps FHD RGB+IR webcam with Human Presence Detection and ALS สามารถเลื่อนเปิดปิดกล้องได้
  • OS: เลือกได้ระหว่าง Windows 11 Pro 64-bit, Windows 11 Home 64-bit, Windows 10 Pro 64-bit, Windows 10 Home 64-bit, Ubuntu® Linux® 21.04 LTS 64-bit
Credit : Dell

ตอบโจทย์การบริหารจัดการมากขึ้นด้วย Intel vPro® platform

จุดที่น่าสนใจในส่วนของ CPU นั้นก็คือการเปิดให้เราเลือกใช้ 12th Gen Intel® Core™ processors รุ่นที่รองรับ Intel vPro® platform สำหรับใช้ในการบริหารจัดการผ่าน Software ระดับองค์กรได้เป็นอย่างดี ซึ่งก็ถือว่าสอดคล้องกับทิศทางของ Intel® ที่จะผลักดันด้านการบริหารจัดการ PC, Notebook ด้วย Intel vPro® platform ให้มีการใช้งานมากขึ้นในภาคธุรกิจองค์กร โดยทุกรุ่นที่มีให้เลือกนี้จะเป็นรุ่น 10 Cores / 12 Threads ทั้งหมด จุดต่างที่เหลือจึงมีแค่ประเด็นด้านความเร็ว และฟีเจอร์จาก Intel® เท่านั้นส่วนทางด้าน RAM, SSD, GPU ก็ถือว่ามาตรฐาน สามารถเลือกได้หลายออปชันอย่างที่ผ่านมา

รองรับ Wi-Fi 6E เพิ่ม LTE ได้

สำหรับ Wi-Fi รุ่นนี้ก็รองรับได้ถึง Wi-Fi 6E และ Bluetooth 5.2 เรียกได้ว่ารองรับมาตรฐานใหม่ล่าสุด ใช้งานได้อีกหลายปีสอดคล้องไปกับการลงทุนอัปเกรด Wi-Fi ในองค์กรอย่างแน่นอน และยังมีออปชัน LTE ให้เสริมสำหรับองค์กรที่ต้องการปรับการทำงานไปสู่ Hybrid Work อย่างเต็มตัว ให้คอมพิวเตอร์เชื่อมต่อ Internet ได้จากทุกที่ทุกเวลา

นอกจากนี้ ตัวเครื่องยังมาพร้อมกับความสามารถในการทำ Network Optimization หลายส่วน ทั้งการจัดลำดับความสำคัญ App ประชุมให้สูงขึ้นเพื่อให้การประชุมเป็นไปได้อย่างลื่นไหล การรองรับการเชื่อมต่อ LAN/WLAN พร้อมกันได้เพื่อให้เครือข่ายมีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นต้น

พร้อมประชุมงานด้วยกล้องและเสียงคุณภาพสูง

จุดที่ถือว่าทำมาได้ดีขึ้นกว่าในอดีตมากสำหรับ Dell Latitude 7330 รุ่นนี้ก็คือเรื่องของเสียงและกล้อง ที่ปรับมาให้ตอบโจทย์การประชุมงานเป็นหลักเลย ด้วยไมโครโฟนแบบ Noise Canceling 2 ชุด พร้อม AI ที่ช่วยตัดเสียงรบกวนได้เป็นอย่างดี และกล้องที่อัปเกรดได้ถึง 1080p พร้อมความสามารถ Human Presence Detection สำหรับนำมาใช้เป็นลูกเล่นใหม่ๆ ทางด้าน AI ภายในเครื่อง

พอร์ตครบ พร้อมใช้งาน

1. USB Type-C Thunderbolt™ 4.0 with Power Delivery & DisplayPort 1.4

2. USB 3.2 Gen 1 with PowerShare

3. HDMI 2.0

4. Wedge Shaped Lock slot

5. USB Type-C Thunderbolt™ 4.0 with Power Delivery & DisplayPort 1.4

6. Universal Audio Jack

7. Contacted Smart Card Reader (optional)

ตัวเครื่องรุ่นนี้ถือว่าให้พอร์ตมาไม่เยอะมากนัก แต่ก็เพียงพอต่อการใช้งานเบื้องต้นได้อย่างครบถ้วน รองรับการต่อ Dock เพิ่มเติมสำหรับเพิ่มพอร์ตและต่อจอได้อย่างสะดวก โดยสามารถเชื่อมต่อจอได้ทั้งทาง USB-C และ HDMI 2.0

ตอบโจทย์ความยั่งยืนด้วยวัสดุ Recycle

ถือเป็นอีกไฮไลท์ของ Dell Latitude 7330 เลยกับการนำวัสดุ Recycle มาใช้ในตัวเครื่องให้มากที่สุด ตั้งแต่ตัวหีบห่อบรรจุเครื่องที่เลือกใช้ 100% Recycled หรือ Renewable ให้สามารถนำกลับไปแปรรูปใช้ซ้ำได้, การใช้ 39% Bio-based Rubber ใต้เครื่อง, การใช้ 50% Recycled Plastic ใน Battery Frame, การใช้ 35% Recycled Plastic ที่บริเวณแป้นวางมือ และสำหรับรุ่น Carbon Fiber ก็มีการใช้ 18% Recycled Carbon Fiber ตรงฝาด้วย เรียกได้ว่าจับไปตรงไหนก็ใช้วัสดุ Recycle มาแทบทั้งนั้น

เช่นเคย ประกันที่มากับตัวเครื่องก็ยังคงเป็นแบบ 3 ปี Onsite ทั่วประเทศไทยตามสไตล์ของ Dell ที่ให้ความสำคัญเรื่องบริการหลังการขายเป็นอย่างดี

แกะกล่อง ทดลองใช้งานของจริง

ตัวกล่องของ Dell Latitude 7330 จะระบุว่าใช้วัสดุ Recycle ทั้งหมด ซึ่งในระหว่างที่เปิดออกมานั้นก็ไม่มีส่วนใดที่เป็นพลาสติกเลย จะเน้นการใช้กระดาษเป็นหลัก โดยภายในกล่องก็จะมีตัวเครื่องและสายชาร์จ พร้อมคู่มือพื้นฐานให้เราครับ

ตัวเครื่องถือว่าทำน้ำหนักมาได้ดีมากเพียงแค่ 1.13 กิโลกรัม ซึ่งถือว่าเป็นรุ่นที่มีน้ำหนักสูงที่สุดในบรรดา Option ทั้งหมดที่มีให้เลือกแล้วสำหรับเครื่องรุ่นนี้ ถือว่าเบามากๆ ยกมือเดียวได้สบายๆ ง่ายต่อการพกพาไปใช้นอกสถานที่ และด้วยตัวเครื่องที่มีขนาดเล็กสำหรับจอ 13 นิ้ว ก็ถือเป็นขนาดที่ดีมากๆ

ตัวบอดี้แบบ Carbon Fiber เองก็ให้สัมผัสดีที่ ลายตารางหลังเครื่องเองก็ทำให้รู้สึกว่าไม่จำเจกับ Dell Latitude ในรุ่นก่อนๆ อีกทั้งยังมีการเคลือบมาให้ผิวภายนอกเรียบเนียน ให้ความรู้สึกที่พรีเมี่ยม และยังมีการผสมวัสดุ Recycle เข้ามาทำให้มี Story ที่น่าสนใจ

Keyboard และ Track Pad ถือว่าวาง Layout มาได้กำลังดี ไม่เล็กจนเกินไป พิมพ์สนุกมือ แต่ Track Pad มีการเปลี่ยนไปจากรุ่นก่อนๆ ให้มีความลื่นมากขึ้นพอสมควร ดังนั้นใครที่ใช้ Dell Latitude มาจนชินมือก็อาจต้องปรับตัวเล็กน้อยครับในจุดนี้

ในส่วนของสายชาร์จเองก็ใช้สายขนาดที่เล็กลงและอ่อนลง ทำให้สามารถม้วนเก็บสายได้ง่ายขึ้น และใช้งานจริงได้ง่ายกว่าเดิมมาก โดยพอร์ตชาร์จจะเป็น USB-C เพื่อให้เครื่องมีขนาดบางเบา

สำหรับการเปิดเครื่องนั้นก็ไม่ถึงกับเปิดปุ๊บติดปั๊บ เพราะจะมีส่วนของ Dell ที่เช็คการทำงานของ Hardware ส่วนต่างๆ และความมั่นคงปลอดภัยก่อนเล็กน้อย แต่ก็ใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่วินาทีสำหรับการเปิดครั้งแรก หลังจากนั้นก็แทบไม่ต้องปิดเครื่องอีกเลย ซึ่งก็จะทำให้การเปิดหน้าจอปุ๊บตัวเครื่องก็แทบจะพร้อมใช้งานได้ทันที เป็นประสบการณ์การทำงานที่คล่องตัว

ตัวเครื่อง Dell Latitude 7330 ที่ได้มารีวิวในครั้งนี้จะมีสเป็คดังนี้

  • CPU: Intel vPro® with 12th Gen Intel® Core™ i5-1245U processor (12 MB cache, 10 cores, 12 threads, up to 4.40 GHz)
  • RAM: 16GB ((อัปเกรดได้สูงสุด 32GB)
  • SSD: 256GB (อัปเกรดได้สูงสุด 1TB)
  • GPU: Intel® Iris® Xᵉ graphics
  • Network: Wi-Fi 6
  • OS: Windows 11 Pro

การใช้งานโดยรวมถือว่ารวดเร็วว่องไวไม่ติดขัดอะไร การอัปเดตระบบปฎิบัติการตาม Patch ต่างๆ ก็ทำได้อย่างไม่มีปัญหา ส่วนการเปิดคลิป 4K นั้นก็สามารถทำได้อย่างลื่นไหล และกินทรัพยากรของ CPU, GPU น้อยกว่า Dell Latitude รุ่นก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด

ทางด้านงานประมวลผล 2D ด้วย CAD นั้นก็สามารถทำได้สบายๆ แบบแทบไม่เปลือง CPU เลยสำหรับงานเล็กๆ

ส่วนงาน 3D ที่ต้องมีการแสดงผลปรับเปลี่ยนมุมของวัตถุนั้นก็สามารถทำได้ดีกว่าเดิมมากทีเดียว โดยใน Dell Latitude รุ่นก่อนๆ นั้น GPU จะพุ่งถึง 100% เป็นช่วงๆ ทุกครั้งที่วัตถุจะมีการเปลี่ยนมุมมอง แต่ใน Dell Latitude 7330 เครื่องนี้ GPU จะพุ่งถึง 100% เป็นแค่ช่วงแรกๆ เท่านั้น แต่หลังจากนั้นจะค่อยๆ ใช้น้อยลงเรื่อยๆ ครับ

Dell Optimizerกับลูกเล่นใหม่ๆ มากมาย

Dell Optimizer คือเครื่องมือในการปรับแต่งการทำงานของเครื่องเบื้องต้นเพื่อให้ Dell Latitude สามารถส่งมอบประสบการณ์การใช้งานที่เหมาะสมกับความต้องการของผู้ใช้งานได้ โดย Dell ก็ได้พัฒนา Dell Optimizer ให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ในอดีต พร้อมมีการเสริม AI ใหม่ๆ เพื่อช่วยสร้างประสบการณ์ในการใช้งานที่ดี โดยการเปิดใช้งานความสามารถเหล่านี้จะแทบไม่กระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องเลย เพราะการใช้ Intel® Core™ i5-1245U processor และ Intel® Iris® Xᵉ graphics นั้นมีประสิทธิภาพที่สูงพอสำหรับการประมวลผลด้าน AI เหล่านี้ได้เป็นอย่างดี ใน Dell Optimizer รุ่นล่าสุดบน Dell Latitude 7330 นี้ จะมีลูกเล่นที่น่าสนใจ ดังนี้

สำหรับในหมวด Applications นั้นยังไม่เปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก โดยเราสามารถเลือกให้ AI ทำการเรียนรู้พฤติกรรมการใช้งาน Application ต่างๆ ของเราและทำ Performance Tuning ให้เราได้โดยอัตโนมัติ แต่ส่วนที่เพิ่มมาคือคำสั่ง Prioritize Foreground Applicationsที่เราเลือกได้ว่าถ้าเราเปิดใช้งาน App ไหนเป็นหน้าต่างบนสุด Dell จะทำการจองทรัพยากรให้กับ App นั้นๆ เป็นอันดับต้นๆ เพื่อให้ประสบการณ์การทำงานของเราดีที่สุดอยู่เสมอ ก็เหมาะกับคนที่เปิดใช้งานหลาย App แล้วสลับหน้าต่างไปมา แต่อาจจะไม่สลับบ่อยมากนักครับ

ถัดมาในส่วนของ Audio ก็ถือว่าน่าประทับใจมากๆ กับความสามารถในการลดเสียงรบกวนด้วย AI อย่าง Remove My Background Noise สำหรับตัดเสียงพื้นหลัง เช่น เสียงเพลง เสียงกระทบกันของวัตถุต่างๆ รอบตัว ทำให้สามารถประชุมงานในพื้นที่สาธารณะได้โดยเสียงเงียบเหมือนประชุมในห้องส่วนตัว และ Remove Others’ Background Noise สำหรับใช้ในกรณีที่ในห้องทำงานมีคนนั่งทำงานด้วยกันหลายคน ประชุมกันหลายคน ระบบก็จะตัดเสียงของคนอื่นรอบตัวออกไปให้ครับ ทำให้เสียงประชุมไม่ตีกันเอง ส่วน 3D Audio อันนี้ต้องสารภาพตรงๆ ว่าทีมรีวิวไม่ได้มีหูฟังที่ดีนักสำหรับใช้ทดสอบความสามารถนี้ จากที่ทดสอบดูเลยไม่รู้สึกต่างมาก แต่สำหรับ Audio Device Pop-Up ถือเป็นอีกความสามารถที่ประทับใจมากๆ เพราะที่ผ่านมาเวลาใช้ Dell Latitude แล้วมีการเสียบหูฟังเข้าไป ระบบจะมีหน้าต่างขึ้นมาให้เราเลือกทุกครั้งว่าอุปกรณ์นั้นเป็นอุปกรณ์ใด เพื่อให้ระบบสามารถปรับแต่งการทำงานให้เหมาะสมได้ แต่หลายๆ ครั้งบางทีการใช้งานของเราก็เป็นแค่การเสียบหูฟังธรรมดาจะได้ประชุมแบบเงียบๆ ได้เท่านั้น การมีหน้าต่างขึ้นมาให้ต้องเลือกทุกครั้งก็ถือว่ากวนใจอยู่ไม่น้อย คราวนี้ใน Dell Optimizer ก็เลยมีให้เราเลือกเปิดปิดหน้าต่างนั้นได้ ทำให้การใช้งานสะดวกขึ้นมากทีเดียวครับ

ในฝั่งของ Network ก็ถือว่ามีลูกเล่นที่น่าสนใจเช่นกัน อย่างเช่น Simultaneous Data Transfer ที่สามารถเชื่อมต่อ LAN และ WLAN และทำการ Upload/Download จากทั้งสองการเชื่อมต่อพร้อมๆ กันได้ ทำให้ประสิทธิภาพของเครือข่ายดีขึ้นอย่างชัดเจน ส่วน Conference Bandwidth Performance ก็จะทำการจอง Network Bandwidth เอาไว้สำหรับ App ประชุมโดยเฉพาะเพื่อให้ภาพและเสียงไม่กระตุก ใช้งานได้จริงในระดับหนึ่ง และสุดท้ายก็คือ Automatic Network Switching ที่เราสามารถเลือก List ของ Network ที่เราจะให้ Dell Latitude ทำการเชื่อมต่อเอาไว้ได้กลุ่มหนึ่ง ช่วยให้การจัดการด้านการเชื่อมต่อ Wi-Fi มีความชัดเจนมากกว่าการใช้งานเมนูปกติบน Windows ได้ดีขึ้นครับ

สำหรับเมนู Power นั้นก็จะเปิดให้เราทำการปรับพฤติกรรมการใช้พลังงานของ Dell Latitude ได้ด้วยตนเอง เช่น Adaptive Battery Performanceที่จะให้ AI ปรับการใช้พลังงานของเราให้สอดคล้องกับ App ที่เราใช้งานโดยอัตโนมัติ เพื่อยืดอายุการใช้ Battery ในแต่ละวันให้คงทนยาวนานยิ่งขึ้น Dynamic Charge Policyปรับพฤติกรรมการชาร์จไฟและใช้ไฟในกรณีที่เสียบสาย เพื่อถนอมอายุของ Battery ให้เสื่อมช้าลง Thermal Managementปรับระบบระบายอากาศในเครื่องให้เหมาะกับความต้องการของเรา เช่น ต้องการให้เครื่องทำงานเงียบๆ หรือให้เครื่องทำงานเต็มประสิทธิภาพ และสุดท้าย เราก็สามารถเลือกได้ว่าจะให้ระบบทำการชาร์จไฟหรือใช้ไฟในช่วงเวลากี่โมงบ้างของแต่ละวัน เพื่อให้ถึงแม้จะยังเสียบสายอยู่ ระบบก็จะผลัดไปใช้พลังงานจาก Battery บ้างจะได้สมดุล เป็นต้นครับ

ทางด้าน Presence Detection จะเป็นการปรับแต่ง AI ที่ใช้กับกล้องของเราให้เครื่องมีความชาญฉลาดมากขึ้นครับ อย่างเช่น Onlooker Detection ก็จะใช้กล้องวิเคราะห์ว่ากำลังมีคนแอบมองจอของเราจากข้างหลังหรือเปล่า และถ้าพบว่ามีคนแอบมองอยู่ จอก็จะปรับไปเป็นแบบนี้ครับ

ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้มีคนมาแอบมองจอแล้วเห็นข้อความหรือเนื้อหาที่อาจเป็นความลับทางธุรกิจนั่นเอง ซึ่งเราก็สามารถเลือกได้ว่าจะให้หน้าจอนี้แสดงขึ้นมาเองเลย หรือมีแจ้งเตือนก่อน และสามารถสั่ง Snooze ได้เผื่อกรณีที่เราให้เพื่อนร่วมงานมาดูจอทำงานด้วยกัน ก็ปิดการทำงานของฟังก์ชันนี้ชั่วคราวได้ตามระยะเวลาที่เราต้องการครับ

ส่วน Look Away Detectก็จะใช้กล้องตรวจว่าเราไม่ได้มองหน้าจออยู่หรือไม่ ถ้าเราไม่ได้มองหน้าจออยู่จริงๆ ระบบก็จะหรี่ความสว่างหน้าจอลง เพื่อช่วยประหยัดพลังงานให้ ในขณะที่ Walk Away Lockระบบจะตรวจว่าเราไม่ได้อยู่ที่หน้าเครื่องต่อเนื่องเป็นเวลาที่กำหนดหรือไม่ ถ้าใช่ ระบบจะทำการ Lock เครื่องให้อัตโนมัติเพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีบุคคลอื่นแอบมาใช้เครื่องของเรา รวมถึงเรายังเลือกได้ด้วยว่าจะเปิดใช้ความสามารถ Presence Detection นี้ในระหว่างที่เชื่อมต่อจอนอกสำหรับการนำเสนออยู่หรือไม่ เพราะบางครั้งในการนำเสนองาน เราก็อาจจะไปยืนอยู่ข้างจอนอกที่เชื่อมต่อแทนนั่นเอง

จะเห็นได้ว่าการนำ AI มาประยุกต์ใช้เสริมการทำงานนี้จะทำให้ตัวเครื่องมีลูกเล่นที่หลากหลายขึ้นเป็นอย่างมาก ซึ่งบางความสามารถก็อาจจะเหมาะกับงานบางประเภท และบางความสามารถก็อาจจะไม่เหมาะกับงานบางประเภท ดังนั้นใน Dell Optimizer จึงเปิดให้เราเลือกปรับแต่งการใช้งานแต่ละความสามารถได้ตามต้องการ ซึ่งผู้ใช้งาน Dell Latitude ทุกท่านก็ควรต้องทำการเรียนรู้เบื้องต้นและเลือกเปิดปิดความสามารถให้ตอบโจทย์กับการทำงานของแต่ละคนด้วยตนเองครับ

กล้อง 1080p ที่คมชัดมากยิ่งกว่าเดิม และใช้งานในที่แสงน้อยได้

อีกส่วนหนึ่งที่ดีขึ้นมากก็คือการใช้กล้อง 1080p สำหรับการประชุม โดยกล้องสามารถเปิดใช้งานในที่แสงน้อยได้ อย่างเช่นในภาพทดสอบนี้ทำการทดสอบในช่วงเวลากลางคืน โดยมีไฟเพียงแค่หลอดเดียวจากเพดาน ถ้าเป็นกล้องจากรุ่นเก่าๆ ภาพจะมืดกว่านี้มากครับ

นอกจากนี้หากมีการเปิดใช้งานไมโครโฟน เช่น ประชุมงาน หรือบันทึกเสียง ระบบก็จะมีหน้าต่างแจ้งเตือนด้วยว่าตอนนี้ AI สำหรับปรับแต่งเสียงกำลังทำงานอยู่ เผื่อบางกรณีเราอาจจะอยากไปปรับให้ AI มันเหมาะกับสภาพแวดล้อมที่เราใช้ได้นั่นเองครับ

สรุปข้อดีข้อเสีย

ข้อดี

  • บอดี้เครื่องให้สัมผัสที่ดีมากๆ เมื่อเทียบกับรุ่นที่เป็น Carbon Fiber ก่อนหน้า ให้ความรู้สึกที่พรีเมี่ยมยิ่งขึ้นไปอีก และยังใช้วัสดุ Recycle หลายส่วน ตอบโจทย์ด้านความยั่งยืนให้กับโลกได้
  •  สเป็คเครื่องที่ให้มาถือว่าเพียงพอต่อการใช้งานมากกว่าที่คิด โดยเฉพาะ Intel® Core™ i5-1245U processor และIntel® Iris® Xᵉ graphics ที่สามารถใช้ได้ทั้งการทำงานทั่วไป การเปิดคลิป 4K และการทำงานกับงานออกแบบ 2D, 3D เบื้องต้น ที่ CPU และ GPU ยังคงเหลือทรัพยากรสำหรับรองรับงานอื่นได้อยู่พอสมควร
  • Keyboard ยังคงพิมพ์สนุกและใช้งานง่ายมากๆ อาจมีจุดต่างจากรุ่นก่อนๆ บ้าง แต่โดยรวมคือแทบไม่ต้องปรับตัวเลยในการใช้งาน
  • กล้องที่มีความคมชัดมากถึง 1080p และทำงานได้ในสภาวะที่แสงน้อย ใช้งานได้ดีทั้งในการประชุมงานและการอัดคลิปแบบง่ายๆ
  • Dell Optimizer มีลูกเล่นใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงานหลายส่วนมาก เช่น การจัดการกรณีที่มีคนมาแอบมองหน้าจอ, การจัดการ AI ตัดเสียงรบกวน, การจัดการพฤติกรรมของระบบเมื่อมีการเสียบหูฟัง, การจัดการด้านการเชื่อมต่อ Wi-Fi เฉพาะวง SSID ที่ต้องการได้อย่างเป็นระบบและการจัดลำดับความสำคัญในการรับส่งข้อมูลสำหรับ App ต่างๆ ซึ่งช่วยให้ประสบการณ์การใช้งานดีขึ้นจริง แต่อาจต้องลองใช้งานให้เข้าใจการทำงานในส่วนนี้ด้วย

ข้อเสีย

  • มีการเปิดเครื่องอัตโนมัติแทบทุกครั้งที่มีการเปิดฝาเครื่องและการเดินผ่านหน้าเครื่อง ต้องปรับตัวเล็กน้อยให้ชินในการใช้งาน
  • Trackpad ลื่นกว่ารุ่นก่อนหน้ามากๆ ในหลายๆ ครั้งก็ช่วยให้สะดวกและทำงานได้เร็วขึ้น แต่หลายครั้งก็เร็วเกินไปจนทำให้เกิดอาการคลิกพลาดได้บ้าง ต้องปรับตัวในการใช้งานให้ชินพอสมควร แต่โดยรวมก็เป็นสัมผัสที่ดี
  • Port ที่ให้มาน้อย และไม่มีช่อง LAN แลกกับการที่ได้เครื่องบางเบามาใช้งาน
  • ตัวเครื่องร้อนบ้างเมื่อใช้งานหนักๆ บริเวณใต้เครื่องส่วนมุมซ้ายบน ถ้าวางบนตักอาจจะไม่ไหว แต่ถ้าใช้งานทั่วไปไม่มีปัญหาเลย และเครื่องก็ทำงานได้เงียบมาก

ผู้ที่สนใจสามารถตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.dell.com/en-th/work/shop/laptops-2-in-1-pcs/latitude-7330-laptop-or-2-in-1/spd/latitude-13-7330-2-in-1-laptop   

สนใจ Dell Latitudeติดต่อทีมงานDell ได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจใช้งาน Dell Latitude หรือโซลูชันอื่นๆ จาก Dell สามารถติดต่อทีมงาน Dell Technologies ประจำประเทศไทยได้ที่ E-mail: DellTechnologies@kkudos.com โทร 090-949-0823 (คุณวศิน)

from:https://www.techtalkthai.com/review-dell-latitude-7330-notebook-x-intel-vpro-platform/

Enterprise ITPro พาทุกท่านเยี่ยมชมงาน Dell Technologies Forum 2022 Thailand

Dell Technologies Forum 2022 Thailand กับการรวบรวมนวัตกรรมและเทคโนโลยีล่าสุด จาก Dell Technologies และ Partner รวมถึงโซลูชันที่จะยกระดับ องค์กรของคุณไปอีกขั้น

from:https://www.enterpriseitpro.net/enterprise-itpro-dell-technologies-forum-2022-thailand/

Dell เปิดตัวระบบ HCI ขนาดเล็ก ทำงานบน Microsoft Azure Stack

Dell ได้ประกาศเปิดตัว Dell Integrated System for Microsoft Azure Stack HCI ขนาดเล็ก รองรับการทำงานแบบ Single-node

Credit: Dell Technologies

Dell ได้ร่วมมือกับ Microsoft ในการปรับปรุง Dell Integrated System for Microsoft Azure Stack HCI โดยปรับปรุงให้สามารถทำงานแบบ Single-node ได้ เหมาะกับลูกค้าที่ต้องการระบบขนาดเล็กเพื่อใช้งานในศูนย์ข้อมูลของตนเอง และยังมีการปรับปรุงให้รองรับ Microsoft Azure Stack HCI เวอร์ชันล่าสุดด้วย โดยจุดเด่นของโซลูชันมีดังนี้

  • รองรับการใช้งานแบบ Single-node Configuration ตัวระบบทำงานบน Microsoft Azure Stack ที่มีระบบ Management, Security และ Application Service มาอย่างครบครัน
  • ปรับปรุงการทำงานของ GPU Support เพื่อรองรับการทำงานของระบบ AI และ Machine Learning ผู้ใช้งานสามารถเลือกระหว่าง NVIDIA A2 GPU และ NVIDIA A30 GPU ได้ตามความเหมาะสม
  • ปรับปรุงด้านความปลอดภัย รองรับการทำงานร่วมกับ Microsoft Azure Arc ช่วยเพิ่มความปลอดภัยและรองรับการทำ Compliance

ที่มา: https://www.dell.com/en-us/blog/delivering-new-innovations-for-hybrid-cloud-environments-with-microsoft/

from:https://www.techtalkthai.com/dell-launches-small-hci-system-support-microsoft-azure-stack/

งานวิจัย Dell Technologies ชี้ ภาคธุรกิจถือคนทำงานสำคัญสุด ในการปฏิรูปทางดิจิทัล

หลังจากช่วงเวลา 2 ปีที่ผ่านมาที่องค์กรธุรกิจต่างเร่งปฏิรูปสู่ระบบดิจิทัล ราวครึ่งหนึ่งของผู้นำด้านไอทีในประเทศไทย หรือ 58% (เอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น: 45%; ทั่วโลก: 50%) กล่าวว่าองค์กรของตนรู้ว่าจะต้องทำอย่างไรบ้างในการปฏิรูปคนทำงานสู่ระบบดิจิทัล แต่หลังจากที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พนักงานหลายคนกำลังเจอปัญหาท้าทายในการก้าวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง สอดคล้องตามการสำรวจครั้งใหม่ของเดลล์ เทคโนโลยีส์ ที่ยิ่งกว่านั้นก็คือ มากกว่าสองในสามของผู้ตอบจำนวน 10,500 รายจากกว่า 40 ประเทศ เชื่อว่าองค์กรของตนประเมินต่ำเกินไปในเรื่องการทำให้พนักงานมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเหมาะสมในการวางแผนโปรแกรมการปฏิรูป

ผลสำรวจเน้นให้เห็นว่าช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเมื่อไม่นานมานี้ ทำให้บรรดาองค์กรธุรกิจและคนทำงานต้องการเวลาในการปรับตัว เตรียมใจ ก่อนที่จะเริ่มดำเนินการตามโครงการใหม่หรือโครงการที่หยิบมาทำซ้ำ แม้ว่าช่วงสองสามปีที่ผ่านมาจะเห็นถึงความมุ่งมั่นพยายามและความก้าวหน้าอย่างมากก็ตาม โดยผลวิจัยเน้นว่ายังคงมีแนวโน้มว่าการปฏิรูปจะเกิดการสะดุด โดยผู้ตอบในประเทศไทย 69% (เอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น: 72%; ทั่วโลก: 64%) เชื่อว่าการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงจากคนในองค์กรอาจทำให้การปฏิรูปไม่ประสบผลสำเร็จ กว่าครึ่งของผู้ตอบในประเทศไทยจำนวน 54% (เอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น: 62%; ทั่วโลก: 53%) กลัวว่าจะตัวเองจะถูกปิดกั้นจากความก้าวหน้าของโลกดิจิทัล เนื่องจากขาดผู้ที่มีอำนาจ/มีวิสัยทัศน์ที่เหมาะสมจะนำโอกาสมาใช้ให้เกิดประโยชน์ และเรื่องนี้ก็ทำให้โมเดล As-a-Service กลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับหลายธุรกิจ

“ในการสร้างอนาคตที่ดีขึ้นและเหมาะสมสำหรับทุกคน เราต้องเข้าใจก่อนว่าความสำเร็จทางธุรกิจและความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงานนั้นคือสิ่งที่เชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก การวิจัยล่าสุดของเราแสดงให้เห็นว่าการปฏิรูปสู่ดิจิทัลที่ให้ความยั่งยืนเกิดขึ้นจากการมาบรรจบกันระหว่างคนและเทคโนโลยี การจะบรรลุความก้าวหน้าครั้งสำคัญอย่างมีประสิทธิภาพ องค์กรต่างๆ ควรพิจารณาแนวทางใน 3 แง่มุมด้วยกัน ประการแรกคือมอบประสบการณ์การทำงานที่ต่อเนื่องและปลอดภัยให้กับพนักงาน ไม่ได้กำหนดว่าทำงานจากที่ไหน ประการที่สอง ช่วยขับเคลื่อนผลลัพธ์ของงานด้วยการนำเครื่องมือด้านเทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มความสามารถให้กับคนเพื่อช่วยให้พนักงานมุ่งเน้นกับงานที่ทำได้ดีที่สุด ประการสุดท้ายคือการสร้างแรงบันดาลใจให้พนักงานด้วยวัฒนธรรมการทำงานที่เข้าอกเข้าใจรวมถึงความเป็นผู้นำที่แท้จริง” อามิต มิธา ประธาน เอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น และGlobal Digital Cities เดลล์ เทคโนโลยีส์ กล่าว

“องค์กรส่วนใหญ่ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ตระหนักดีถึงความจำเป็นในการปฏิรูปทางดิจิทัล แต่พวกเขาพบว่าการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลนั้นเป็นสิ่งที่ค่อนข้างยาก และบุคลากรที่อยู่ในองค์กรก็ไม่ได้ยอมรับการเปลี่ยนแปลงเสมอไป ความขัดแย้งระหว่างเทคโนโลยีกับมนุษย์นี้ประกอบกันขึ้นมาเพียงจากการแพร่ระบาดของโรค ทำให้สุดท้ายแล้วเราต้องเข้าสู่การทำให้ธุรกิจความสามารถตอบสนองต่อวิกฤติได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งนั่นก็ทำให้หลายๆ คนอ่อนแรงไปไม่ใช่น้อย” ฐิตพล บุญประสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการใหม่ประจำประเทศไทย เดลล์ เทคโนโลยีส์ กล่าวเสริม “วันนี้ องค์กรธุรกิจที่ปรารถนาความสำเร็จอย่างยั่งยืนต้องถามตัวเองว่าพวกเขาจะสามารถช่วยพนักงานของตนนำทางไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่มากขึ้นต่อไปได้อย่างไร”

ปัจจุบัน นับเป็นช่วงเวลาที่องค์กรจะต้องประเมินสถานการณ์ก่อนที่จะเริ่มโครงการใหม่ในการปฏิรูปสู่ดิจิทัล เพื่อให้มั่นใจว่าคนทำงานจะได้รับการสนับสนุนและมีความเข้าใจชัดเจนเกี่ยวกับการดำเนินงานในขั้นตอนถัดไป

from:https://www.enterpriseitpro.net/dell-said-the-human-important-for-digital-transformations/

งานวิจัยเดลล์ เทคโนโลยีส์ชี้ ภาคธุรกิจถือคนทำงานในฐานะสินทรัพย์สำคัญสูงสุด ในการขับเคลื่อนโครงการปฏิรูปทางดิจิทัล

หลังจากช่วงเวลา 2 ปีที่ผ่านมาที่องค์กรธุรกิจต่างเร่งปฏิรูปสู่ระบบดิจิทัล ราวครึ่งหนึ่งของผู้นำด้านไอทีในประเทศไทย หรือ 58%  (เอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น: 45%; ทั่วโลก: 50%)  กล่าวว่าองค์กรของตนรู้ว่าจะต้องทำอย่างไรบ้างในการปฏิรูปคนทำงานสู่ระบบดิจิทัล แต่หลังจากที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

พนักงานหลายคนกำลังเจอปัญหาท้าทายในการก้าวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง สอดคล้องตามการสำรวจครั้งใหม่ของเดลล์ เทคโนโลยีส์ ที่ยิ่งกว่านั้นก็คือ มากกว่าสองในสามของผู้ตอบจำนวน 10,500 รายจากกว่า 40 ประเทศ เชื่อว่าองค์กรของตนประเมินต่ำเกินไปในเรื่องการทำให้พนักงานมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเหมาะสมในการวางแผนโปรแกรมการปฏิรูป

ผลสำรวจเน้นให้เห็นว่าช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเมื่อไม่นานมานี้ ทำให้บรรดาองค์กรธุรกิจและคนทำงานต้องการเวลาในการปรับตัว เตรียมใจ ก่อนที่จะเริ่มดำเนินการตามโครงการใหม่หรือโครงการที่หยิบมาทำซ้ำ แม้ว่าช่วงสองสามปีที่ผ่านมาจะเห็นถึงความมุ่งมั่นพยายามและความก้าวหน้าอย่างมากก็ตาม

โดยผลวิจัยเน้นว่ายังคงมีแนวโน้มว่าการปฏิรูปจะเกิดการสะดุด โดยผู้ตอบในประเทศไทย 69% (เอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น: 72%; ทั่วโลก: 64%) เชื่อว่าการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงจากคนในองค์กรอาจทำให้การปฏิรูปไม่ประสบผลสำเร็จ กว่าครึ่งของผู้ตอบในประเทศไทยจำนวน 54% (เอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น: 62%; ทั่วโลก: 53%)  กลัวว่าจะตัวเองจะถูกปิดกั้นจากความก้าวหน้าของโลกดิจิทัล เนื่องจากขาดผู้ที่มีอำนาจ/มีวิสัยทัศน์ที่เหมาะสมจะนำโอกาสมาใช้ให้เกิดประโยชน์ และเรื่องนี้ก็ทำให้โมเดล As-a-Service กลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับหลายธุรกิจ

Dell Technologies

“ในการสร้างอนาคตที่ดีขึ้นและเหมาะสมสำหรับทุกคน เราต้องเข้าใจก่อนว่าความสำเร็จทางธุรกิจและความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงานนั้นคือสิ่งที่เชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก การวิจัยล่าสุดของเราแสดงให้เห็นว่าการปฏิรูปสู่ดิจิทัลที่ให้ความยั่งยืนเกิดขึ้นจากการมาบรรจบกันระหว่างคนและเทคโนโลยี การจะบรรลุความก้าวหน้าครั้งสำคัญอย่างมีประสิทธิภาพ

องค์กรต่างๆ ควรพิจารณาแนวทางใน 3 แง่มุมด้วยกัน ประการแรกคือมอบประสบการณ์การทำงานที่ต่อเนื่องและปลอดภัยให้กับพนักงาน ไม่ได้กำหนดว่าทำงานจากที่ไหน ประการที่สอง ช่วยขับเคลื่อนผลลัพธ์ของงานด้วยการนำเครื่องมือด้านเทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มความสามารถให้กับคนเพื่อช่วยให้พนักงานมุ่งเน้นกับงานที่ทำได้ดีที่สุด ประการสุดท้ายคือการสร้างแรงบันดาลใจให้พนักงานด้วยวัฒนธรรมการทำงานที่เข้าอกเข้าใจรวมถึงความเป็นผู้นำที่แท้จริง” อามิต มิธา ประธาน เอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น และGlobal Digital Cities เดลล์ เทคโนโลยีส์ กล่าว

“องค์กรส่วนใหญ่ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ตระหนักดีถึงความจำเป็นในการปฏิรูปทางดิจิทัล แต่พวกเขาพบว่าการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลนั้นเป็นสิ่งที่ค่อนข้างยาก และบุคลากรที่อยู่ในองค์กรก็ไม่ได้ยอมรับการเปลี่ยนแปลงเสมอไป ความขัดแย้งระหว่างเทคโนโลยีกับมนุษย์นี้ประกอบกันขึ้นมาเพียงจากการแพร่ระบาดของโรค ทำให้สุดท้ายแล้วเราต้องเข้าสู่การทำให้ธุรกิจความสามารถตอบสนองต่อวิกฤติได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งนั่นก็ทำให้หลายๆ คนอ่อนแรงไปไม่ใช่น้อย” ฐิตพล บุญประสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการใหม่ประจำประเทศไทย เดลล์ เทคโนโลยีส์ กล่าวเสริม

“วันนี้ องค์กรธุรกิจที่ปรารถนาความสำเร็จอย่างยั่งยืนต้องถามตัวเองว่าพวกเขาจะสามารถช่วยพนักงานของตนนำทางไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่มากขึ้นต่อไปได้อย่างไร”

ปัจจุบัน นับเป็นช่วงเวลาที่องค์กรจะต้องประเมินสถานการณ์ก่อนที่จะเริ่มโครงการใหม่ในการปฏิรูปสู่ดิจิทัล เพื่อให้มั่นใจว่าคนทำงานจะได้รับการสนับสนุนและมีความเข้าใจชัดเจนเกี่ยวกับการดำเนินงานในขั้นตอนถัดไป

เปรียบเทียบเพื่อประเมินความพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัล

เดลล์และผู้เชี่ยวชาญอิสระด้านพฤติกรรมได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับการสำรวจความพอใจในการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัลของผู้เข้ารับการสำรวจ และพบว่าคนทำงานในประเทศไทย 30% (เอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น: 7%; ทั่วโลก: 10%)  ตั้งแต่ผู้นำธุรกิจระดับอาวุโส ตลอดจนผู้มีอำนาจตัดสินใจด้านไอทีและพนักงาน กำลังดำเนินการตามโครงการปรับปรุงความทันสมัยให้กับองค์กร จำนวนน้อยกว่าครึ่งของคนทำงานในประเทศไทย 19% (เอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น: 46%; ทั่วโลก: 42%)  ตอบรับการเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ หรือยังลังเลอยู่

ปัจจุบัน จากการสำรวจ คนทำงานทั่วโลกสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มต่างๆ ได้ดังต่อไปนี้

เกณฑ์มาตรฐานของการวัดระดับ Breakthrough(Breakthrough benchmark)   
1 Sprint หรือกลุ่มที่ก้าวไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูงสุด คือผู้ที่จะไล่ตามนวัตกรรมและเป็นผู้บุกเบิกการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีได้อย่างรวดเร็ว ประเทศไทย 30%(เอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น 7%; ทั่วโลก: 10%)
2 Steady หรือกลุ่มที่มีความสม่ำเสมอหนักแน่น จะปรับตัวเพื่อรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีตามที่ผู้อื่นเลือกให้ ประเทศไทย 49%(เอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น: 41%; ทั่วโลก: 43%)
3 Slow: Inclined to hold back and observe / deliberate.Slow คือกลุ่มที่เอนเอียงไปทางลังเลและสังเกตทีท่า/ไตร่ตรอง ประเทศไทย 19%(เอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น: 46%; ทั่วโลก: 42%) 
4 Still หรือกลุ่มที่ค่อนข้างหยุดนิ่งกับที่  มีแนวโน้มที่จะคาดการณ์ถึงปัญหาล่วงหน้าและต่อต้านนวัตกรรมเทคโนโลยีที่นำเสนอจากที่รับรู้ถึงความเสี่ยง ประเทศไทย 2%(เอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น: 6%; ทั่วโลก: 5%)

การศึกษาที่กำหนดเส้นทางข้างหน้า ส่งสัญญาณบ่งบอกถึงโอกาสสำหรับภาคธุรกิจในการมุ่งเน้นและก้าวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง โดยมีความก้าวหน้าครั้งสำคัญที่เกิดขึ้นจากการบรรจบกันของคนและเทคโนโลยีในสามส่วนด้วยกัน

1.       การเชื่อมต่อ

ธุรกิจประสบความสำเร็จอย่างมากในเรื่องของการเชื่อมต่อ การประสานความร่วมมือและการทำธุรกิจออนไลน์ในช่วงของการแพร่ระบาด แต่นับว่ายังไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์

ผู้ตอบแบบสอบถามในประเทศไทย 2% (เอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น: 78%; ทั่วโลก: 72%)  บอกว่าอยากให้องค์กรของตนมอบระบบโครงสร้างและเครื่องมือที่จำเป็นที่ช่วยให้ทำงานได้จากทุกที่ (พร้อมให้อิสระในการเลือกรูปแบบการทำงานได้ตามต้องการ) ในความเป็นจริง คนเหล่านี้ต่างกังวลว่าพนักงานของตนจะถูกทิ้งอยู่ข้างหลังเนื่องจากไม่มีเทคโนโลยีที่เหมาะสมในเวลาที่เปลี่ยนไปใช้รูปแบบการทำงานแบบกระจายศูนย์ (ซึ่งการทำงานและการประมวลผลไม่ได้ผูกกับส่วนกลาง แต่เกิดขึ้นได้ทุกที่)

ลำพังแค่เทคโนโลยีอย่างเดียวนับว่าไม่พอ องค์กรธุรกิจต้องทำให้งานเป็นเรื่องที่เสมอภาคสำหรับคนที่มีความต้องการต่างกัน มีความสนใจและความรับผิดชอบต่างกัน รวมถึง ประเทศไทย 86% (เอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น: 78%; ทั่วโลก: 76%) ของพนักงานอยากให้องค์กรของตนดำเนินการในเรื่องต่อไปนี้ไม่เรื่องใดก็เรื่องหนึ่ง

·       กำหนดความมุ่งมั่นที่ชัดเจนต่อเนื่องเพื่อให้จัดการงานได้อย่างยืดหยุ่นและมีแนวทางปฏิบัติที่ทำได้จริง ประเทศไทย 56% (เอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น: 46%; ทั่วโลก: 40%)

·       เตรียมความพร้อมให้กับผู้นำในการบริหารจัดการทีมงานจากระยะไกลได้อย่างทัดเทียมและมีประสิทธิภาพ ประเทศไทย 65% (เอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น: 45%; ทั่วโลก: 43%)

·       ให้อำนาจแก่พนักงานในการเลือกรูปแบบการทำงานได้ตามต้องการและมอบเครื่องมือ/ระบบโครงสร้างที่จำเป็น ประเทศไทย 51% (เอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น: 47%; ทั่วโลก: 44%)

2.       ผลลัพธ์ของงาน

เวลาของคนทำงานนั้นมีอยู่อย่างจำกัด และปัจจุบันผู้สมัครที่มีคุณสมบัติเหมาะกับบทบาทการทำงานที่เปิดกว้างนั้นมีอยู่ แค่ไม่กี่คน ในการรับมือกับข้อจำกัดเหล่านี้ องค์กรธุรกิจสามารถมอบหมายงานที่ต้องทำซ้ำให้เป็นเรื่องของกระบวนการดำเนินงานแบบอัตโนมัติ และทำให้บุคลากรมีเวลาเพื่อมุ่งเน้นการทำงานที่สร้างคุณค่าได้มากขึ้น

ปัจจุบัน คนทำงานในประเทศไทย 32% (เอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น: 32%; ทั่วโลก: 37%)  บอกว่างานของตนได้รับการส่งเสริมและไม่จำเจ การที่มีโอกาสเปลี่ยนงานที่ต้องทำซ้ำๆ ให้เป็นระบบอัตโนมัติได้มากขึ้น ทำให้พนักงานในประเทศไทย 73% (เอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น:74%; ทั่วโลก: 69%) มุ่งหวังว่าจะเรียนรู้เทคโนโลยีและทักษะใหม่ เช่นทักษะด้านความเป็นผู้นำ หลักสูตรด้านแมชชีนเลิร์นนิ่ง หรือมุ่งเน้นที่โอกาสในเชิงกลยุทธ์มากขึ้นเพื่อต่อยอดหน้าที่การงาน  

อย่างไรก็ตาม บรรดาธุรกิจที่มีงบประมาณจำกัดมีความกังวลว่าจะไม่สามารถพัฒนาคนทำงานให้มีความก้าวหน้าและแข่งขันได้

3.       การเข้าอกเข้าใจ

หัวใจสำคัญ คือองค์กรธุรกิจต้องสร้างวัฒนธรรมที่มีแบบอย่างมาจากผู้นำที่มีความเข้าอกเข้าใจและดูแลพนักงานเสมือนเป็นแหล่งทรัพยากรที่สำคัญที่สุดที่ให้ความคิดสร้างสรรค์และคุณค่าแก่องค์กร

งานวิจัยชิ้นนี้ แสดงให้เห็นว่ามีงานที่ต้องทำและใช้ความเข้าอกเข้าใจในการตัดสินใจ จากการลดความซับซ้อนของเทคโนโลยีลงเกือบครึ่งหนึ่งของคน หรือในประเทศไทยราว 73% (เอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น: 52%; ทั่วโลก: 49%) คนมักจะรู้สึกว่าโดนครอบงำด้วยเทคโนโลยีที่ซับซ้อน เพื่อให้โปรแกรมการเปลี่ยนแปลงนั้นตรงกับทักษะเฉพาะตัวของแต่ละคน โดย ประเทศไทย 73% (เอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น: 50%; ทั่วโลก: 41%) ของพนักงานเชื่อว่าผู้นำของตัวเองจะทำแบบนี้

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม อ่านงานวิจัยของเราได้ที่ www.dell.com/breakthrough 

รูปแบบ วิธีการดำเนินการวิจัย

งานภาคสนามดำเนินการโดยบริษัทวิจัยตลาดแวนสัน บอร์น (Vanson Bourne) ตั้งแต่เดือนสิงหาคม – ตุลาคม 2564 ครอบคลุมกว่า 40 แห่งในทุกภูมิภาคทั่วโลก

ฐานการทำวิจัย: เดลล์ เทคโนโลยีส์ ได้ทำการสำรวจกับผู้มีอำนาจตัดสินใจทางธุรกิจระดับสูง 10,500 คน ผู้มีอำนาจตัดสินใจด้านไอที และพนักงานที่มีความรู้ (พนักงานที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปสู่ดิจิทัล) ในกว่า 40 ประเทศ โดยในเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น ได้มีการสำรวจผู้ตอบแบบสอบถาม 2,900 คนจาก 11 แห่ง สำหรับในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น ได้แก่ ประเทศออสเตรเลีย อินเดีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น มาเลเซีย นิวซีแลนด์ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ประเทศไทย และเวียดนาม โดยในประเทศไทยมีผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 200 คน

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม

·      อ่านผลการศึกษาฉบับเต็มได้ที่นี่: www.dell.com/breakthrough

·      อ่านชุดบทความที่เป็นมุมมองต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้ที่นี่: https://www.dell.com/en-us/perspectives/series/breakthrough/

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/dell-technologies-research/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=dell-technologies-research

เจาะลึกเทรนด์ Cloud & Data Center ของไทยในงาน TTT 2022 Reinforce: Enterprise IT Infrastructure Day

เจาะลึกเทรนด์ด้าน Data Center และกลยุทธ์ Hybrid Multi-cloud ในไทย การปฏิรูป Data Center ด้วยเทคโนโลยี Hyper-converged Infrastructure แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดของการทำ Cloud Migration และการวางสถาปัตยกรรมระบบ Container และ Kubernetes เพื่อการพัฒนา Cloud Native Apps อย่างมั่นคงและยั่งยืน ในงาน TTT 2022 Reinforce: Enterprise IT Infrastructure Day วันที่ 5 ตุลาคม 2020 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุม BITEC

📆 วันพุธที่ 5 ตุลาคม 2022
⏰ เวลา 8:00 – 17:00 น.
🏢 Grand Hall, BITEC Bangna
🇹🇭 บรรยายภาษาไทยทุกเซสชัน

กำหนดการบรรยาย Track 1: Cloud & Data Center

09:00 – 09:30 สรุปเทรนด์ Data Center และกลยุทธ์ Hybrid Multi-Cloud ในไทยปี 2022
คุณณัฐพัชญ์ นราพิมพ์สกุล Head of Consulting & Professional Services, True IDC
09:30 – 10:00 ปรับเปลี่ยนสถาปัตยกรรม Infrastructure อย่างไร เมื่อ Cloud เป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจดิจิทัลในยุคปัจจุบันและอนาคต
คุณโชติวิทย์ จารุวรรณสถิตย์ Advisory Solution Architect & Field CTO, Dell Technologies
10:00 – 10:30 Google Cloud Migration – นำระบบขึ้นสู่ Cloud อย่างมั่นใจ
คุณธีระ วิวัฒน์โชติพร Senior Google Cloud Solutions, Tangerine
10:30 – 11:00 พักรับประทานอาหารว่างและเยี่ยมชมบูธ
11:00 – 11:30 วางรากฐานองค์กรให้พร้อมก้าวสู่การทำ Application Modernization
คุณเต็มภูมิ ชัยวัฒนายน Specialist Solution Engineer, VMware Tanzu และคุณธนกร อินทรัตน์ System Engineer, Veeam Software (Thailand)
11:30 – 12:00 มุ่งสู่ Hyper-converged อีกก้าวการปฏิรูป Data Center ให้ทันสมัย
คุณทวิพงศ์ อโนทัยสินทวี Country Manager, Nutanix (Thailand)
12:00 – 13:30 พักรับประทานอาหารกลางวันและเยี่ยมชมบูธ

งานสัมมนานี้เหมาะสำหรับ: CIO, CTO, CISO, DPO, IT Manager, Compliance Manager, Cloud Architect, Security Engineer, Security Analyst, Network Engineer, IT Admin, IT Auditor และผู้ที่สนใจด้าน Cloud, Data Center, Networking และ Cybersecurity

🎉 พิเศษ!! ลงทะเบียนและเข้าร่วมงานเพื่อลุ้นรับ MacBook Air (M2), AirPods Max และ Sandisk Extreme Portable SSD อย่างละ 2 รางวัล รวมมูลค่ากว่า 130,000 บาท

ดูรายละเอียด กำหนดการ และลงทะเบียนได้ที่: https://conf.techtalkthai.com/re22/

เกี่ยวกับงานสัมมนา TTT 2022 Reinforce: Enterprise IT Infrastructure Day

จากซีรีส์งานสัมมนาออนไลน์ TTT Virtual Summit ที่มีคนติดตามมากกว่า 8,000 คน สู่งานสัมมนาใหญ่ Enterprise IT Infrastructure Day ส่งท้ายปี 2022 ในรูปแบบ Physical Event ภายใต้แนวคิด Reinforce เสริมแกร่งรากฐานระบบ IT พลิกโฉมสู่ธุรกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืนและมั่นคงปลอดภัย ภายในงานท่านจะได้อัปเดตแนวโน้ม นวัตกรรม แนวทางปฎิบัติ และกรณีศึกษาที่น่าสนใจทางด้าน IT Infrastructure สำหรับองค์กร ครอบคลุมทั้งด้าน Cloud & Data Center, Networking, Cybersecurity และ Standards & Compliance ผ่านการบรรยายรวม 20 เซสชัน

นอกจากนี้ยังมีบูธจัดแสดงนวัตกรรมสำหรับองค์กรอีกกว่า 30 บูธ สำหรับให้ผู้เข้าร่วมงานขอคำปรึกษา แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และแชร์ประสบการณ์ด้าน Enterprise IT Infrastructure โดยตรงกับผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงาน องค์กร และบริษัท IT/Consult ชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ

from:https://www.techtalkthai.com/ttt-2022-reinforce-track-1-cloud-and-data-center/