คลังเก็บป้ายกำกับ: HIGHLIGHT

Marketing trends 2023 อ่านอนาคตของโลกการตลาดไทย

สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ได้ทำการสำรวจเทรนด์และความคิดเห็นในกลุ่ม MAT CMO Council (สมาชิก ซีเอ็มโอ เคานซิล ของสมาคมการตลาดฯ) ซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงในองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยการตลาด และ คณาจารย์ในภาควิชาที่เกี่ยวข้องจำนวน 156 ท่าน เพื่อสรุปแนวทางในการทำกลยุทธ์ทางการตลาดของแบรนด์และนักการตลาดไทย

ดร. สมชาติ วิศิษฐชัยชาญ กรรมการบริหารและที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร ศูนย์สาธารณประโยชน์และประชาสังคม นิด้า และ อุปนายกฝ่ายองค์ความรู้ด้านการตลาด และ ผศ. ดร. เอกก์ ภทรธนกุล หัวหน้าภาควิชาการตลาด Chulalongkorn Business School และ อุปนายกฝ่ายกิจกรรม การสื่อสาร และการตลาดยั่งยืน สมาคมการตลาดฯ ได้เป็นผู้สรุปผลสำรวจและมีความน่าสนใจ ดังนี้

ดร.สมชาติ กล่าวว่า ในอดีตเรามักหาแนวโน้มการตลาดจากต่างประเทศ การทำผลสำรวจในครั้งนี้จะช่วยให้เราได้อ่านกลยุทธ์และทิศทางการดำเนินธุรกิจของผู้เชี่ยวชาญในประเทศไทย เพื่อนำไปใช้ในการวางแผนและสร้างสรรค์กลยุทธ์ให้เหมาะกับผู้บริโภคในประเทศ

ดร.เอกก์ กล่าวเสริมว่า การจัดทำงานวิจัยในกลุ่ม MAT CMO Council จะทำให้เราได้เห็นมุมมองที่หลากหลายมากกว่าการฟันธงจากนักการตลาดเพียงไม่กี่คน ซึ่งนักการตลาดจะได้เห็นมุมมองวิชาการและนักปฏิบัติ 156 ท่าน

สิ่งที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า?

ผลจากการสำรวจพบว่า ภาคธุรกิจมีความเชื่อมั่นว่าภาพรวมเศรษฐกิจจะเริ่มคลี่คลายไปในทางบวก แต่ยังไม่สดใสมากนัก นักการตลาดยังต้องเตรียมรับมือกับหลากหลายสถานการณ์ที่ยากจะคาดการณ์ แม้ส่วนมากยังมองการเติบโตทางเศรษฐกิจในมุมแคบๆแค่ +5%

แต่ก็มีความเห็นสอดคล้องกันว่า ในปี 2023 ที่จะมาถึงนี้ โลกการ ตลาดจะตื่นตัวคึกคักขึ้น โดยผู้เข้าร่วมสำรวจกว่าครึ่งคาดการณ์ว่า งบการตลาดจะเพิ่มสูงกว่าปี 2022 กว่า 5-10% 

ปัจจัยหลักที่เชื่อว่าจะมีผลโดยตรงกับการตลาด อันดับหนึ่งคือ เรื่องความต้องการของลูกค้า อันดับสองคือ เศรษฐกิจโลก และ อันดับสามคือ การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งทั้ง 3 เป็นปัจจัยภายนอก องค์กรและนักการตลาดจึงควรเตรียมความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ โดยไม่ประมาท

ซึ่งภาพรวมตลาดจะโตตามที่คาดการณ์หรือไม่ จะต้องดูด้วยว่า มีการเกิดสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดผลกระทบได้มากหรือน้อยแค่ไหน ส่วนตลาดจะโตหรือไม่อยู่ที่แอคชั่นของนักการตลาดในการร่วมมือกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปด้วยกัน

ทั้งนี้ นักการตลาดชั้นนำทั้งหลายของไทยมองว่า เทรนด์พฤติกรรมผู้บริโภคในปีที่จะมาถึงนี้ จะให้ความสำคัญกับเรื่องของคุณภาพ การทดลองแบรนด์ใหม่ๆ และการรู้ที่มาที่ไปของสินค้า เป็นอันดับต้นๆ 

ส่วนเรื่องของการลงทุนในแพลตฟอร์มใหม่ๆ จะเน้นไปในเรื่องของ 4 เรื่องหลัก คือ

  • Commerce
  • Content
  • Payment
  • Martech
  • Governance

ในมุมของลูกค้าจะไม่ใช่แค่เรื่องของคุณภาพเพียงอย่างเดียวแล้ว แต่แบรนด์จำเป็นต้องสร้างธีมหลักของสินค้าว่าที่มาที่ไปอย่างไร เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์การตลาดที่ให้ลูกค้าได้มองเห็นมุมมองของแบรนด์ที่บียอนด์ไปมากกว่าแค่สินค้าใหม่ หรือบริษัทที่เก่าแก่แบบเดิมๆ

ส่วนเรื่องของการชอบทดลองแบรนด์ใหม่ สะท้อนให้เห็นว่า brand royalty ของลูกค้าหายไป เมื่อลูกค้าเปิดโอกาสให้แบรนด์ใหม่ๆ ได้เข้ามาทดลองสร้างสิ่งใหม่ๆ เราก็จะต้องเร่งปรับตัวให้ทัน

ยกตัวอย่างสินค้า Zero Meat จาก CPF ที่มีจุดเริ่มต้นของสินค้าที่ไม่ได้มองแค่ว่า อาหารที่ทำจากพืชมีมูลค่าตลาดแค่ 70 ล้านบาท แต่ลงมือทำ R&D อย่างจริงจังและสื่อสารอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นโอกาสใหม่ทำให้ภาพรวมของตลาดอาหารเพื่อสุขภาพนี้ เพิ่มขึ้นเป็น 360 ล้านบาทภายใน 1 ปี และ CPF ก็กินส่วนแบ่งตลาดได้มากกว่า 60% สะท้อนให้เห็นว่าคนไทยใส่ใจทั้งเรื่องคุณภาพที่บียอนด์กว่าแค่การกินอาหารเพื่อสุขภาพแบบเดิมๆ และต้องพัฒนาให้อร่อยและดีต่อสุขภาพไปพร้อมๆ กัน

จะทำอย่างไร??

อย่างที่บอกไปข้างต้นว่า เมื่อเศรษฐกิจปีหน้ามีทิศทางที่ดีขึ้น งบการตลาดในปีหน้าก็คาดว่า จะมีการเพิ่มขึ้น 5-10% แบรนด์จึงต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งใหม่ๆ ที่ไม่ใช่แค่สร้างยอดขายอย่างเดียว ต้องสร้างโอกาสเกิดใหม่ แม้ว่าเราจะเป็นเจ้าตลาดในอุตสาหกรรมเดิมอยู่แล้ว

อย่างเช่น รองเท้านันยาง ที่ดึงกระแส Black Pink ออกมาสร้างแคมเปญรองเท้าพรีเซลล์ ที่ผลิตตามการสั่งซื้อทำให้มูลค่ารองเท้าจาก 99 เป็น 199 เพิ่มรายได้ใหม่ 20 ล้านบาทจากแคมเปญนี้ หากเรารู้จักปรับตัวและสร้างโอกาสทันก็ย่อมได้รับช่องทางรายได้และเข้าถึงลูกค้าใหม่ๆ อยู่เสมอ

ดังนั้น สิ่งที่เราควรให้ความสนใจ คือ เรื่องของ คน ที่เป็นศูนย์กลางในบริบททางการตลาดหลายๆเรื่อง เมื่อเราทำการโหวตการให้ความสำคัญของ People (คน) Planet (โลกและสิ่งแวดล้อม) และ Profit (ผลกำไร)

สิ่งที่นักการตลาดและผู้บริหารให้ความสำคัญเป็นอันดับ 1 คือ เรื่องของ คน ซึ่งในที่นี้ครอบคลุมทั้ง สังคม ชุมชน และ ลูกค้า ซึ่งนับเป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญมาก สำหรับการสร้างความรักในแบรนด์อย่างแท้จริงในยุคนี้ ตามมาด้วย โลก และต่อด้วย ผลกำไรเมื่อองค์กรนั้นมีทั้งความ เข้าใจและใส่ใจ ผลที่จะสะท้อนกลับมา ย่อมเป็นผลเชิงบวกที่จะนำไปสู่ผลบวกทางธุรกิจอย่างแน่นอน

 

ปีหน้าจะเกิดอะไรขึ้น??

หัวใจสำคัญ ที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในโลกการตลาดปี 2023 นี้ สรุปเป็นประเด็นได้ “4ร คือ “เร็ว – รู้ – เรื่อง – รักษา

  1. เร็ว เพราะเราอยู่ในยุคที่ไม่มีอะไรแน่นอน การปรับเปลี่ยน ปรับปรุงอย่างทันท่วงที (Adaptability) จึงสำคัญมากสำหรับความสำเร็จ การทำงานก็ต้องคล่องตัวมากขึ้นทันเหตุการณ์มากขึ้น (Agile Marketing)
  2. รู้ หมายถึงทั้งแง่การพัฒนาศักยภาพบุคลากร อัพสกิล – รีสกิล (Upskill & Reskill) ให้ทันโลกที่เปลี่ยนแปลง และในแง่การเรียนรู้ความต้องการของลูกค้าผ่านการเก็บข้อมูล และนำมาวิเคราะห์เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพและประสิทธิผล (Data Driven Marketing)
  3. เรื่อง คือการให้ความสำคัญกับเนื้อหาและบริบทของการสื่อสาร (Contextual Marketing & Content Marketing) เพื่อนำไปสู่การสื่อสารอย่างใส่ใจ โดนใจ แม่นยำ และ ใส่ใจในเรื่องความละเอียดอ่อนของการสื่อสารอีกด้วย (Communication Sensitivity)
  4. รักษา คือ การทำธุรกิจอย่างใส่ใจ และสร้างคุณค่าให้แก่โลกและสังคม (Sustainable Marketing)

แต่ทั้งนี้ ในโลกยุคดิจิทัลที่มีการเติบโตของการใช้งานผ่านระบบต่างๆมากมาย ในโลกที่หมุนไว องค์กรและนักการตลาดควรต้องให้ความสำคัญกับเรื่องของการ ระวัง ซึ่งเป็นอีกสิ่งที่มองข้ามไม่ได้ โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยในโลกเทคโนโลยีทั้งเรื่องการเงินหรือการบริหารจัดเก็บข้อมูล (Cyber Security & Data Security) ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรประมาทเลย

from:https://www.thumbsup.in.th/marketing-trends-2023?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=marketing-trends-2023

การ์ทเนอร์เผยผลสำรวจล่าสุด ผู้นำธุรกิจวางแผนเพิ่มการลงทุนความยั่งยืนในอีก 2 ปีข้างหน้านี้

 

การ์ทเนอร์เผยว่า องค์กรธุรกิจมองว่า ผู้บริโภคยุคใหม่ได้สร้างแรงกดดันให้องค์กรธุรกิจต้องเดินหน้าเรื่องของความยั่งยืนให้มากขึ้น  โดย 86% ของผู้นำธุรกิจ มองว่า การลงทุนด้านความยั่งยืนจะช่วยปกป้ององค์กรจากปัญหาการหยุดชะงัก รวมทั้งโครงการความยั่งยืน จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการใช้พลังงาน การเดินทางเพื่อธุรกิจ และต้นทุนการทำธุรกรรมของลูกค้าด้วย
การ์ทเนอร์ อิงค์ เผยผลสำรวจล่าสุด พบว่า 87% ของผู้นำธุรกิจเตรียมเพิ่มการลงทุนด้านความยั่งยืนในอีกสองปีข้างหน้า โดยระบุว่าลูกค้าเป็นกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียหลักที่กดดันให้องค์กรต้องลงทุนหรือดำเนินการด้านความยั่งยืน ซึ่งเป็นการเลือกจากกลุ่มผู้บริหาร 80% ตามมาด้วยกลุ่มนักลงทุน (60%) และกลุ่มนักกฎหมาย (55%) ตามลำดับ

คริสติน โมเยอร์ รองประธานฝ่ายวิจัยของการ์ทเนอร์ กล่าวว่า ความยั่งยืนช่วยให้ธุรกิจสามารถรับมือกับการหยุดชะงักต่าง ๆ ได้ โดยความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนวัสดุและพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น ล้วนส่งผลให้องค์กรธุรกิจต้องกลับมาตรวจสอบค่าใช้จ่ายทุกรูปแบบอีกครั้ง ซึ่งการมุ่งให้ความสำคัญกับเรื่องที่จำเป็นและความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ต้องการเห็นความคืบหน้าของการดำเนินงานตามเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (หรือ ESG) นั้นสร้างโอกาสการเติบโตใหม่ ๆ แก่องค์กร พร้อมช่วยลดต้นทุนและความเสี่ยง

ความยั่งยืนช่วยปกป้ององค์กรธุรกิจจากการหยุดชะงัก

86% ของผู้นำธุรกิจมองว่าความยั่งยืนนั้นเป็นการลงทุนที่ช่วยปกป้ององค์กรของตนจากการหยุดชะงัก นอกจากนี้ 83% ยังระบุว่า กิจกรรมต่าง ๆ ในโครงการความยั่งยืนนั้นช่วยสร้างมูลค่าแก่องค์กรทั้งในระยะสั้นและระยะยาว และ 80% ระบุว่าความยั่งยืนช่วยให้องค์กรปรับความเหมาะสมและลดต้นทุนได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ตอบแบบสำรวจระบุว่าโครงการความยั่งยืนกำลังช่วยลดต้นทุนให้กับประเด็นต่อไปนี้เป็นอันดับต้น ๆ ซึ่งประกอบด้วย การใช้พลังงาน (Energy Consumption) การเดินทางเพื่อธุรกิจ (Business Travel) และธุรกรรมของลูกค้า (Customer Transaction)

“ผู้นำองค์กรบรรลุความสำเร็จในด้านการปฏิบัติงานและการประหยัดในห่วงโซ่อุปทานด้วยโครงการความยั่งยืนของพวกเขา ตามกลยุทธ์ “Two For One” ที่การลงทุนด้านความยั่งยืนช่วยสนับสนุนเป้าหมายทางธุรกิจ อาทิ การเพิ่มประสิทธิภาพต้นทุน ที่ช่วยเพิ่มผลกระทบของโครงการได้อย่างมากด้วยการสร้างวงจรการทำธุรกิจด้วยคุณธรรม”

ความยั่งยืนขับเคลื่อนการเติบโตองค์กรและนวัตกรรม

ความยั่งยืนสามารถเพิ่มมูลค่าและสร้างโอกาสการเติบโตทางธุรกิจ โดย 57% ของผู้นำธุรกิจระบุว่าโครงการความยั่งยืนมีความเชื่อมโยงสำคัญต่อผลกำไรขาดทุนขององค์กร และ 42% ใช้ประโยชน์จากกิจกรรมความยั่งยืนต่าง ๆ เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรม สร้างความแตกต่าง และการเติบโตแก่องค์กรผ่านผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน

“การลงทุนด้านความยั่งยืนสามารถส่งเสริมการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ให้มีความแตกต่างได้ แต่ควรระมัดระวังความเสี่ยงจากการมุ่งสู่องค์กรสีเขียว เนื่องจากไม่มีทางลัดสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ดังนั้นจึงควรมุ่งเน้นไปที่คุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ที่มีความสำคัญต่อลูกค้าและจัดลำดับความสำคัญนั้น ๆ เพื่อกำหนดรูปแบบของการตัดสินใจซื้อ เมื่อเรามองในมุมกลยุทธ์ ความยั่งยืนนั้นเป็นทางแสงสว่างแก่ธุรกิจในสภาวะตลาดที่ยากลำบาก”

from:https://www.thumbsup.in.th/gartner-business-sustainability?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=gartner-business-sustainability

เช็คลิสต์สิ่งที่ผู้ประกอบอาชีพด้านการสื่อสารควรทำส่งท้ายปี

เข้าสู่ช่วงปลายปีแบบนี้ คนทำงานด้านการสื่อสารไม่ว่าจะเป็น สายคอนเทนต์ กราฟิก หรือประชาสัมพันธ์ ต่างก็ต้องอัปเดตเรซูเม่กันแล้ว เพราะช่วงนี้หลายบริษัทเริ่มเปิดรับพนักงานใหม่ หลังจากมีการปรับเปลี่ยนคนในองค์กร หากคุณอยากย้ายไปทำสิ่งใหม่ๆ ก็ต้องเตรียมเช็คลิสต์ให้พร้อมเพื่อหาโอกาสใหม่ๆ เติบโตในสายงานด้านการสื่อสารกันครับ

อัปเดตประวัติย่อของคุณด้วยประสบการณ์ล่าสุดอยู่เสมอ

ฝ่ายงานด้านการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ เรียกว่าเป็นตำแหน่งที่มีการทำงานแบบทุกๆ นาที  เพราะมีเรื่องของการสื่อสารและแคมเปญต่างๆ ที่ต้องอัปเดตให้ลูกค้าได้เห็นอย่างต่อเนื่อง เมื่อคุณปรับตามสถานการณ์อย่างรวดเร็ว การจำรายละเอียดเล็กน้อยเกี่ยวกับทุกเนื้องานอาจจะเป็นเรื่องยาก นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เราควรอัปเดตประวัติการทำงานแบบสรุปย่อทุกไตรมาส และตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณมีตัวชี้วัดที่เป็นปัจจุบันซึ่งจะเน้นที่ความสำเร็จครั้งล่าสุด ว่าใช้เวลาในการสร้างสรรค์ผลงานชิ้นเด่นในแต่ละปีมากน้อยแค่ไหน

โดยพิจารณาว่าชิ้นงานนั้น ถูกเผยแพร่ไปยังสื่อสิ่งพิมพ์และแพลตฟอร์มออนไลน์ใด ที่สร้างผลงานในระดับธุรกิจได้ดีที่สุด เพราะจะเป็นประโยชน์ที่ดีในแง่อาชีพการงานของคุณ แม้ว่าคุณจะไม่มีแผนที่จะโยกย้ายตำแหน่งหรือหางานใหม่ แต่การทบทวนงานแบบรายไตรมาสนี้ืจะช่วยให้คุณรักษาประวัติย่อของคุณให้เป็นผลงานล่าสุดอยู่เสมอ

จัดระเบียบไฟล์ผลงานของคุณ

ไม่ว่าจะเป็นการบรรยายสรุปเนื้อหาของลูกค้า แผนงานร่างเนื้อข่าวประชาสัมพันธ์ ไปจนถึงแผนกลยุทธ์ชิ้นล่าสุด ที่คุณต้องทำงานกับเอกสารหลายร้อยฉบับตลอดทั้งปีนี้ ลองใช้เวลาในการจัดเรียงไฟล์เหล่านี้ให้เป็นระเบียบ ในโฟลเดอร์ที่มั่นใจว่าจะไม่เผลอกดลบและล้างข้อมูลเก่าในไดรฟ์ของคุณบ้าง

สิ่งที่ควรลงมือทำทันที

  • สำรองไฟล์ที่สำคัญที่สุดของคุณ และตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณสามารถค้นหาเอกสารได้โดยง่ายตามวิธีการจัดเรียงตามอันดับก่อนและหลัง
  • สร้างเอกสารอันดับต้น ๆ ของโฟลเดอร์ปี 2022 ด้วยเทมเพลตหรือไฟล์ที่สำคัญที่สุด ซึ่งคุณจะอ้างอิงต่อไปในปีหน้า
  • ลบเอกสารที่มั่นใจว่า คุณไม่จำเป็นต้องใช้งานอีกต่อไป

คิดทบทวนให้ดีว่าอีกหนึ่งปีต่อจากนี้ไปอยู่ที่ไหน

เมื่อลองตั้งคำถาม เราก็จะรู้คำตอบว่า ตอนนี้คุณมีความสุขกับการทำงานในบริษัทปัจจุบันของคุณหรือไม่ หรือมีตำแหน่งที่น่าสนใจกว่าทำงานที่บริษัทเดิมไหม แม้ว่าคุณวางแผนที่จะอยู่ในบทบาทเดิม แต่คุณก็ยังสามารถทะเยอทะยาน ที่จะพัฒนาทักษะเพิ่มเติม เพิ่มขอบเขตความสามารถใหม่ๆ  และสร้างเป้าหมายใหม่ให้ไปถึง โดยอาจจะเริ่มด้วยการถามตัวเองว่า

  • แคมเปญโปรดของฉันที่ทำในปีนี้คืออะไร อะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้ชิ้นงานนี้โดดเด่น?
  • แคมเปญงานที่ฉันชื่นชอบน้อยที่สุดในปีนี้คืออะไร และเหตุผลว่าทำไมคุณถึงไม่พอใจในงานชิ้นนี้?
  • ทักษะใดที่ฉันอยากจะต่อยอดและสร้างโอกาสเติบโตในอนาคต?

วางระเบียบแบบแผนทางการเงิน

แน่นอนว่าสิ่งสำคัญในการมองหางานใหม่ก็คือเรื่องของ “เงินเดือน” ลองทบทวนการใช้จ่ายของคุณตลอดทั้งปี ว่าใช้จ่ายไปทางด้านใดมากที่สุด และเช็คชัดเจนว่าคุณสามารถเก็บเงินเพื่อทำตามเป้าหมายที่วางไว้ได้หรือไม่ รวมทั้งในอนาคตคุณอยากจะทำอะไรบ้าง ซื้อบ้าน ซื้อรถ ท่องเที่ยว ซื้อของที่ตนเองชอบหรือกินตามใจปาก สิ่งเหล่านี้สามารถเป็นได้ทั้งเป้าหมายระยะสั้นและระยะยาว ถ้าลองตั้งเป้าคุณก็จะวางแผนสำรองเงินที่เหมาะสมได้ ว่าแผนระยะสั้นควรใช้เงินเท่าไหร่ แผนระยะยาวต้องเก็บเท่าไหร่ การวางแผนที่ชัดเจนนี้จะทำให้คุณมีเป้าหมายในการทำงานระยะยาว รวมทั้งการหาอาชีพเสริมเพื่อให้สำเร็จตามเป้าได้ไวขึ้น

ตั้งเป้าสิ่งที่ต้องการทำในปีหน้า

เมื่อใกล้จบปี แน่นอนสิ่งที่เราต้องมองหาคือเรื่องของอนาคต แล้วในอนาคตเราอยากจะทำอะไรกันบ้าง อยากอ่านหนังสือให้จบ 100 เล่ม อยากพูดภาษาที่สองหรือสามได้มากขึ้น อยากเที่ยวรอบโลก อยากเปลี่ยนอาชีพใหม่ สิ่งเหล่านี้จะเป็นเป้าหมายบอกให้เรารู้ว่าต้องการทำสิ่งใดในปีต่อๆ ไป และแผนเหล่านั้นต้องใช้เวลาในการลงมือทำให้สำเร็จมากหรือน้อยแค่ไหน

 

ด้วยสายงานอาชีพด้านการสื่อสารถือว่าเป็นอาชีพยอดนิยมที่มีคนหันมาให้ความสนใจกันเยอะมาก การแข่งขันก็สูง ดังนั้น หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ทำงานในสายงานด้านการสื่อสารก็ต้องหมั่นพัฒนาความสามารถและไม่ยอมหยุดนิ่งหรือเสียโอกาสดีๆ ไปนะครับ

from:https://www.thumbsup.in.th/communicator-checklist?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=communicator-checklist

McKinsey เผยทางรอดภาคธนาคารไทย ต้องเร่งปรับองค์กรเพื่อสร้างผลกำไรให้อยู่รอด

รายงานฉบับล่าสุดของ McKinsey เผยเกี่ยวกับทิศทางของภาคธนาคารในไทยว่า แม้จะอยู่ในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัวและประสบกับภาวะผลกำไรลดลงมาเป็นเวลากว่าทศวรรษ แต่ภาคธนาคารไทยนั้นยังคงมีรากฐานที่แข็งแกร่ง และมีโอกาสที่จะพลิกกลับขึ้นมาเป็นผู้นำระดับภูมิภาคได้อีกครั้ง

โดยทาง McKinsey ได้นำเสนอ 10 แนวทางสำคัญ ภายใต้ 4 วาระการเปลี่ยนแปลงซึ่งธนาคารไทยสามารถนำไปปรับใช้ เพื่อกลับมาสร้างการเติบโตและเพิ่มผลกำไรได้

รายงานฉบับใหม่ ที่ McKinsey จัดทำขึ้นนั้น อยู่ภายใต้หัวข้อ ‘กำหนดอนาคตอุตสาหกรรมธนาคารไทย: สร้างเป้าหมายใหม่เพื่อจุดประกายการเติบโต’ (Shaping the future of Thai banking: Reinventing purpose to ignite growth) ที่เน้นย้ำถึงความเร่งด่วนของภาคธนาคารที่จำเป็นต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป และการเตรียมความพร้อม รวมถึงเตรียมศักยภาพขององค์กรต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อกระตุ้นการเติบโตและสร้างผลกำไรที่ดีขึ้น ด้วยการกำหนดเป้าหมาย และวัตถุประสงค์ใหม่อย่างตรงจุด

รายงานดังกล่าวได้เขียนขึ้นในช่วงที่ภาคธนาคารของไทยเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ โดยราคาหุ้นของธนาคารไทยมีการซื้อขายต่ำกว่าหุ้นอื่นๆ ในตลาดอย่างมีนัยสำคัญ โดยธนาคาร 5 อันดับแรกมีอัตราส่วน Price to Book (P/B) อยู่ที่ 0.7 เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยหุ้นทั้งหมดที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่อยู่ที่ 1.8

ในส่วนของระดับภูมิภาค สัดส่วนมูลค่าตลาดของธนาคารในประเทศไทยจากมูลค่าตลาดรวมของธนาคารในอาเซียนลดลงจากร้อยละ 16 ในปี 2552 เหลือเพียงร้อยละ 9 ในปี 2564 ซึ่งทำให้ธนาคารจากอินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ขึ้นมาอยู่ในรายชื่อธนาคารที่มีมูลค่าสูงสุด 15 อันดับแรกในภูมิภาค แทนที่ธนาคารไทยหลายแห่ง

ขณะนี้เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับธนาคารไทยในปรับเปลี่ยนองค์กร ซึ่งสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจไทย กอปรกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและวาระแห่งชาติที่มีการปรับเปลี่ยนลำดับความสำคัญ การเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างประชากรของประเทศ รวมถึงพฤติกรรมของผู้บริโภค ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว และการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้

วาจี๊ด อาห์เหม็ด, Partner บริษัท แมคคินซี่ แอนด์ คอมพานี (ประเทศไทย) จํากัด กล่าวว่า “ธนาคารไทยมีโอกาสที่จะสนับสนุนการเติบโตและการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งการที่จะบรรลุเป้าหมายนี้อย่างมีประสิทธิภาพได้นั้น ธนาคารไทยอาจพิจารณาที่จะมุ่งเน้นไปที่ 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่

  • การทบทวนเป้าหมายของกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ของธนาคารเพื่อให้การสนับสนุนธุรกิจในเศรษฐกิจยุคใหม่ (new economy)
  • การส่งเสริมการเงินเพื่อความยั่งยืน เพื่อช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (net-zero)
  • เพิ่มการเข้าถึงเงินทุนของ SME โดยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัล ข้อมูล และการวิเคราะห์ข้อมูล

การไม่เริ่มเปลี่ยนแปลงจะทำให้ธนาคารไทยเผชิญความเสี่ยงสูงในอนาคต ในขณะเดียวกันหากธนาคารไทยสามารถเปลี่ยนแปลงได้สำเร็จ ก็มีแนวโน้มที่ผลตอบแทนที่ได้กลับมาจะเป็นไปในเชิงบวกเช่นเดียวกัน เพื่อให้อุตสาหกรรมธนาคารไทยยังคงความสำคัญต่อไปในทศวรรษข้างหน้า

McKinsey เผย 10 แนวทางสำคัญ ภายใต้วาระการเปลี่ยนแปลง 4 ส่วน เพื่อช่วยให้ธนาคารไทยสามารถกำหนดเป้าหมายและวัตถุประสงค์ใหม่ได้ ประกอบด้วย

ส่วนที่ 1: สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

  • ทบทวนเป้าหมายของกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ของธนาคารเพื่อส่งเสริมธุรกิจในเศรษฐกิจยุคใหม่ (new economy)
  • ส่งเสริมการเงินเพื่อความยั่งยืน เพื่อสนับสนุนให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (net-zero)
  • เพิ่มการเข้าถึงเงินทุนของ SME โดยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัล ข้อมูล และการวิเคราะห์ข้อมูล

ส่วนที่ 2: สร้างโมเดลธุรกิจที่มีความคล่องตัวและเฉพาะทาง

  • สร้างโมเดลธุรกิจการบริหารความมั่งคั่งเฉพาะทางสำหรับกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกัน
  • เชี่ยวชาญด้านบริการสินเชื่อเพื่อลูกค้ารายย่อยในยุคดิจิทัล
  • แสวงหาพันธมิตรใหม่ๆ เพื่อสร้างธนาคารยุคใหม่ ที่เน้นการสร้างระบบนิเวศ และแพลตฟอร์ม โดยมีลูกค้าเป็นศูนย์กลาง

ส่วนที่ 3: พัฒนาประสบการณ์ของลูกค้าและพนักงานด้วยนวัตกรรม เพื่อตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไป

  • ให้ข้อเสนอและประสบการณ์ใหม่ๆ ให้แก่ลูกค้าในรูปแบบที่ปรับแต่งได้ตามความต้องการของแต่ละบุคคล (Personalization at scale)
  • ปรับเปลี่ยนวิธีการทำงาน และสร้าง Value Proposition สําหรับพนักงานอย่างเหมาะสม

ส่วนที่ 4: สร้างความพร้อมและศักยภาพขององค์กรสำหรับอนาคต

  • เร่งนำเทคโนโลยีใหม่มาปรับใช้
  • เสริมความปลอดภัยในโลกไซเบอร์เพื่อต่อสู้กับ “ด้านมืด” ของโลกดิจิทัล

เรนนี่ โทมัส, Senior Partner และ Asia Banking Practice Leader บริษัท แมคคินซี่ แอนด์ คอมพานี (ประเทศไทย) จํากัด กล่าวเสริมว่า “ปัจจุบันธนาคารไทยถือว่ากำลังอยู่ในจุดที่ต้องตัดสินใจ หากภาคธนาคารไทยสามารถเริ่มลงมือเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วและเด็ดขาด ก็มีแนวโน้มที่จะทำให้ธนาคารไทยสามารถกลับขึ้นมาเป็นผู้นำระดับภูมิภาคได้อีกครั้ง การรับแนวทางใหม่มาปรับใช้ นำเสนอบริการที่เป็นนวัตกรรมใหม่ รวมถึงสร้างความสามารถและศักยภาพในการปรับใช้เทคโนโลยีดิจิทัล จะทำให้ธนาคารไทยมีความพร้อมมากขึ้นในการเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ด้านโครงสร้างประชากร ความต้องการของผู้บริโภค และโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว การไม่ลงมือทำอาจมีความเสี่ยง แต่ผลตอบแทนที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงที่ประสบความสำเร็จนั้นก็มีโอกาสที่จะเป็นผลตอบแทนที่น่าพึงพอใจเช่นกัน ”

from:https://www.thumbsup.in.th/mckinsey-research-bank?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=mckinsey-research-bank

กรุงศรี คอนซูมเมอร์ เปิดตัวแคมเปญ “บัตรรู้ใจ ใช่ทุกมื้อ” กระตุ้นยอดหมวดร้านอาหาร รับเทศกาลส่งท้ายปี

กรุงศรี คอนซูมเมอร์ จับมือพันธมิตรร้านอาหารทั่วไทย เปิดตัวแคมเปญใหม่ “บัตรรู้ใจ ใช่ทุกมื้อ” มอบเครดิตเงินคืนรวมสูงสุด 17% เมื่อใช้จ่ายผ่านบัตรตามเงื่อนไข ที่ร้านอาหารทั่วไทยและแอปเดลิเวอรี่ชั้นนำที่ร่วมรายการ พร้อมเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ U EATS ในแอป UCHOOSE เอาใจสายกิน รวมโปรเด็ดและดีลสุดคุ้มจากร้านอาหารชั้นนำ หวังเพิ่มความผูกพันกับลูกค้าต่อเนื่อง เสริมภาพลักษณ์แบรนด์ในฐานะบัตรเครดิตที่มอบดีลสุดคุ้มในหมวดร้านอาหาร กระตุ้นยอดใช้จ่าย รับเทศกาลแห่งความสุขส่งท้ายปี ตั้งเป้ายอดใช้จ่ายผ่านบัตรหมวดร้านอาหารตลอดปี 2565 รวม 15,000 ล้านบาท เติบโตกว่า 65%

นายสมหวัง โตรักตระกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท บัตรกรุงศรีอยุธยา จำกัด ในฐานะตัวแทนบัตรเครดิตในเครือ กรุงศรี คอนซูมเมอร์ กล่าวว่า “หมวดร้านอาหารและบริการส่งอาหาร นับเป็นหนึ่งในหมวดใช้จ่ายผ่านบัตรที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยในปี 2565 นี้ กรุงศรี คอนซูมเมอร์ มียอดใช้จ่ายผ่านบัตรเฉลี่ยต่อเดือนในหมวดดังกล่าว เติบโตสูงถึง 65% เมื่อเทียบกับยอดใช้จ่ายเฉลี่ยในปี 2564 เพื่อต้อนรับฤดูกาลแห่งการเฉลิมฉลองส่งท้ายปี และเสริมภาพลักษณ์แบรนด์ของบัตรเครดิตในเครือกรุงศรี คอนซูมเมอร์ในฐานะ บัตรเครดิตที่มอบดีลสุดคุ้มในหมวดร้านอาหาร บัตรเครดิตในเครือกรุงศรี คอนซูมเมอร์ จึงจับมือพันธมิตรร้านอาหารทั่วไทย เปิดตัวแคมเปญใหม่ “บัตรรู้ใจ ใช่ทุกมื้อ” ที่มอบสิทธิพิเศษสำหรับสมาชิกบัตรเครดิต กรุงศรี บัตรกรุงศรี เฟิร์สช้อยส์ บัตรเครดิต เซ็นทรัล เดอะวัน และบัตรเครดิตโลตัส มอบเครดิตเงินคืน รวมสูงสุดถึง 17% เมื่อใช้จ่ายผ่านบัตรตามเงื่อนไข ที่ร้านอาหารทั่วไทยและแอปเดลิเวอรี่ชั้นนำที่ร่วมรายการ ตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2565 ถึง 31 มกราคม 2566”

“นอกจากนี้ เพื่อสร้างความผูกพันกับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง กรุงศรี คอนซูมเมอร์ ยังได้เพิ่มฟีเจอร์ใหม่ U EATS ในแอปพลิเคชัน UCHOOSE สำหรับสมาชิกบัตรเครดิตในเครือกรุงศรี คอนซูมเมอร์ ซึ่งเป็นแหล่งรวมโปรโมชั่นสุดคุ้มจากร้านอาหารชั้นนำทั่วไทย รวมถึงแอปฟู้ดเดลิเวอรี่ พร้อมรีวิวร้านอาหาร และดีลสุดพิเศษจากพันธมิตรร้านอาหารของเรา ให้สมาชิกบัตรได้สามารถเลือกซื้อ ทั้งนี้ คาดว่าแคมเปญ“บัตรรู้ใจ ใช่ทุกมื้อ” และฟีเจอร์ใหม่ล่าสุด U EATS นี้จะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์แบรนด์บัตรเครดิตในเครือกรุงศรี คอนซูมเมอร์ ในฐานะ บัตรเครดิตที่มอบดีลสุดคุ้มในหมวดร้านอาหาร พร้อมกระตุ้นยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในเครือกรุงศรี คอนซูมเมอร์ ให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ กรุงศรี คอนซูมเมอร์ ตั้งเป้ายอดใช้จ่ายผ่านบัตรในหมวดร้านอาหารและบริการส่งอาหาร รวม 15,000 ล้านบาท ตลอดปี 2565”

แคมเปญ “บัตรรู้ใจ ใช่ทุกมื้อ” จากกรุงศรี คอนซูมเมอร์ มอบสิทธิพิเศษสุดคุ้มถึง 2 ต่อ ต่อที่ 1 รับเครดิตเงินคืน 7% สำหรับวันศุกร์ เสาร์และอาทิตย์ และ 3% สำหรับวันอื่นๆ เมื่อใช้จ่ายผ่านบัตร 1,000 บาทขึ้นไป/เซลล์สลิป ณ ร้านอาหารทั่วไทยและแอปเดลิเวอรีชั้นนำ (จำกัดเครดิตเงินคืนสูงสุด 600 บาท/บัญชีบัตรหลัก/ตลอดรายการ) สำหรับสมาชิกบัตรเครดิต กรุงศรี บัตรกรุงศรี เฟิร์สช้อยส์ บัตรเครดิต เซ็นทรัล เดอะวัน และบัตรเครดิตโลตัส

ต่อที่ 2 พิเศษ! แลกรับเครดิตเงินคืนเพิ่ม 10% สำหรับสมาชิกบัตรเครดิต กรุงศรี และบัตรเครดิตกรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ วีซ่า เมื่อใช้จ่ายผ่านบัตร 1,000 บาทขึ้นไป/เซลล์ สลิป รับสิทธิ์แลก 1,000 คะแนน เพื่อรับเครดิตเงินคืนเพิ่ม 100 บาท (จำกัดการแลกคะแนนสูงสุดไม่เกิน 500,000 คะแนน/บัญชีบัตร/วัน) (เงื่อนไขเป็นไปตามที่กำหนด) ณ ร้านอาหารทั่วไทย อาทิ ร้านอาหารในเครือเซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป (CRG), ร้านอาหารในเครือไมเนอร์ ฟู้ด, Starbucks, Sukishi, Sushiro, Haidilao Hot Pot, Mo-Mo Paradise, Ootoya, Bonchon, แหลมเจริญซีฟู้ด, Coffee Beans by Dao, After You, บุญตงกี่, โอ้กะจู๋, Audrey, Hong Bao, Teppen, Tsuta, Water Library, ป้าบุญล้อม และอื่นๆ อีกมากมาย รวมถึง แอปฟู้ดเดลิเวอรี่ชั้นนำ อาทิ Foodpanda, Grabfood, Lineman, Robinhood, Shopeefood, Air Asia Food

สมาชิกบัตรที่สนใจ สามารถร่วมอิ่มฟินรับปลายปี กับ “บัตรรู้ใจ ใช่ทุกมื้อ” ได้ง่ายๆ เพียงลงทะเบียนรับสิทธิ์ผ่านแอป UCHOOSE เพื่อร่วมรายการ ตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2565 ถึง 31 มกราคม 2566 ข้อมูลเพิ่มเติม ติดตามได้จาก www.krungsricard.com/th/Promotion/Dining/Restaurant-Cashback

from:https://www.thumbsup.in.th/krungsri-consumer-restaurant?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=krungsri-consumer-restaurant

6 วิธีคำนวณยอด Engagement สำหรับแบรนด์และนักการตลาด

RainMaker ได้แชร์ข้อมูลเกี่ยวกับการวัดยอดเอ็นเกจเมนต์ (Engagement) ของโซเชียลมีเดียต่างๆ เพื่อให้นักการตลาดและแบรนด์สามารถวัดผลยอดไลก์ ยอดแชร์ คอมเมนต์และจำนวนผู้ติดตาม เพื่อทราบระดับของแบรนด์ตนเองในโลกโซเชียลมีเดีย เพื่อให้นำไปใช้ในการแผนกลยุทธ์ต่างๆ

ทั้งนี้ สูตรคำนวณยอดเอ็นเกจเมนต์ในโซเชียลมีเดียมีสูตรให้ใช้งานมากมาย เพราะยอดวัดมูลค่าของโพสต์ต่างๆ จะสร้างคุณค่าให้กับตลาดคอนเทนต์และรับรู้ได้ว่าชิ้นงานของตนเองสำเร็จตามเป้าหมายหรือไม่ อย่างน้อยเราก็ต้องรู้มาตรฐานที่ใช้วัดยอดเอ็นเกจเมนต์นี้กันก่อนค่ะ

อย่างไรก็ตาม มาตรฐานที่ใช้วัดยอดเอ็นเกจเมนต์ จะประกอบด้วย

  • Reactions
  • Likes
  • Comments
  • Shares
  • Saves
  • Messengers
  • Direct Messages
  • Mentions (Tagged / Untagged)
  • Click
  • Profile Visits
  • Retweets
  • Replies
  • Quote Tweets
  • Sticker Taps
  • Link Clicks
  • Views

โดยรายละเอียดเหล่านี้ จะสามารถช่วยเปลี่ยนการรับรู้ระหว่างแบรนด์และกลุ่มเป้าหมาย รวมถึงการสร้างโอกาสเพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ แต่อย่างไรก็ตามแบรนด์และนักการตลาดจำเป็นต้องทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายหลักของตนเองให้ดีเสียก่อน และควรรู้ไทม์ไลน์ที่เหมาะสมในการโพสต์ เช่น โพสต์เวลาไหนดี โพสต์ตอนไหนเอ็นเกจเมนต์จะดีที่สุด

และวันนี้ thumbsup จะมาแนะนำวิธีการคำนวณสูตรที่น่าสนใจมากถึง 6 สูตรมาฝากกันค่ะ

 

Rate by Reach (ERR) : คำนวณจากยอด Reach

เป็นสูตรยอดนิยมที่นำมาใช้ในการคำนวณเอ็นเกจเมนต์มากที่สุดเพราะสามารถวัดจากคนที่มีส่วนร่วมกับเราได้โดยตรงหลังเห็นคอนเทนต์แล้ว เหมาะใช้กับโพสต์เดี่ยวและคำนวณค่าเฉลี่ยของมัลติโพสต์

  • ข้อดี : คำนวณยอด Reach ได้แม่นยำกว่าการคำนวณยอดจากผู้ติดตาม
  • ข้อเสีย : ยอด Reach อาจมีการขึ้นลงจากหลายปัจจัย ทำให้ยากจะควบคุมได้

 

Rate by Posts (ER Post) : คำนวณจากยอดโพสต์

สูตรนี้คล้ายกับยอดการคำนวณจากยอด Reach เพียงแต่เปลี่ยนจากยอด Reach เป็นการคำนวณยอดจากผู้ติดตาม โดยจะบอกว่ามีผู้ติดตามกี่คน สร้างยอดเอ็นเกจเมนต์ให้กับคอนเทนต์ได้กี่คน

  • ข้อดี : การคำนวณแบบ ERR เป็นวิธีที่ดีในการบอกจำนวนคนที่มองเห็นโพสต์ แต่สูตรนี้จะแทนที่ด้วยยอดการติดตามจากผู้ชม ซึ่งจะเป็นตัววัดที่แม่นยำกว่า
  • ข้อเสีย : การคำนวณยอดด้วยสูตรนี้จะต้องอัปเดตอยู่เสมอ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของจำนวนยอดผู้ติดตามที่เพิ่มหรือลด อาจทำให้การมีส่วนร่วมกับโพสต์ลดลงได้เช่นกัน

Rate by impressions (ER impressions)  : คำนวณจากยอดการมองเห็น

ยอด Impression ทำให้รู้ว่ามีคนมองเห็นคอนเทนต์ของคุณเท่าไหร่แม้จะเป็นการกลับมาดูซ้ำก็ตาม เพราะการคำนวณด้วยสูตรนี้จะต้องนับยอดหรือความถี่ที่คนมองเห็นนั่นเอง

  • ข้อดี : สูตรนี้เหมาะกับคอนเทนต์ที่จ่ายเพื่อเพิ่มการมองเห็น (Paid Content) และเป็นคอนเทนต์ที่เน้นการประเมินตามการแสดงผล
  • ข้อเสีย : แม้สูตรนี้จะเป็นสูตรยืนพื้นที่ในการวัดผล Impression แต่อาจจะทำให้ได้ผลลัพท์ที่ต่ำกว่าการคำนวณแบบ ERR และ ER รวมกัน เพราะยอด Reach และ Impression มักจะไม่สอดคล้องกัน

 

Daily engagement Rate (Daily ER) : คำนวณจากยอดรายวัน

แม้ยอดเอ็นเกจเมนต์จะคำนวณตามยอดที่เรามองเห็น การคำนวณจากยอดผู้ติดตามที่เข้ามามีส่วนร่วมกับบัญชีผู้ใช้งานของเรา

  • ข้อดี : สูตรนี้ไม่ได้คำนวณเฉพาะโพสต์ แต่เป็นการคำนวณจากยอดทั้งหมดรายวันของโซเชียลมีเดียผลลัพธ์จึงขึ้นอยู่กับโพสต์ใหม่และเก่ารวมกันได้เลย
  • ข้อเสีย : ในสูตรไม่ได้คำนวณถึงเวลาที่ผู้ติดตามคนเดิมเข้ามามีส่วนร่วมกับโพสต์ซ้ำๆ

Rate by Views (ER View) : คำนวณจากยอดวิว

หากคุณทำคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มวีดีโอเป็นหลัก ควรเลือกใช้สูตรนี้ เพราะจะทำให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำในการคำนวณเอ็นเกจเมนต์ที่สุดแล้ว

  • ข้อดี : เป็นสูตรที่เหมาะกับการคำนวณโพสต์หรือคอนเทนต์วีดีโอ ที่คุณต้องการเก็บยอดเอ็นเกจเมนต์
  • ข้อเสีย : อาจเกิดมัลติวิวจากการรับชมสะสมทั้งยอดเก่าและใหม่ จากการดูหลายครั้ง

 

Factored Engagement Rate : คำนวณแบบแยกส่วน

การคำนวณยอดเอ็นเกจเมนต์แยกส่วนเหมาะกับแบรนด์ที่อยากคิดยอดแบบเจาะจงและให้น้ำหนักกับการประเมินบางประเภทมากกว่า

  • ข้อดี : คำนวณได้แบบเจาะจงและนำไปต่อยอดได้
  • ข้อเสีย : สูตรนี้อาจเพิ่มการมีส่วนร่วมของยอดเอ็นเกจเมนต์และทำให้เกิดความผิดพลาดในการคำนวณได้

สำหรับแบรนด์ที่ยังไม่เคยคำนวณยอดเอ็นเกจเมนต์มาก่อนและไม่รู้จะเริ่มจากจุดไหน ลองเอาสูตรเหล่านี้ไปปรับใช้เพื่อเอาผลลัพธ์ที่ได้มาใช้เป็นแผนในกลยุทธ์การทำโซเชียลมีเดียในอนาคตของคุณกันค่ะ

 

 

ที่มา :

RainMaker

HootSuite

from:https://www.thumbsup.in.th/6-engagement-for-brand?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=6-engagement-for-brand

สายครีเอทีฟได้เฮ! ดิสนีย์เปิดตัวโครงการ “The Creative Experience” ในเอเชียแปซิฟิก หวังดึงครีเอเตอร์ชั้นดีสร้างสรรค์งานใน Disney+

เรียกได้ว่าเป็นโอกาสที่ดีสุดๆ กับการเปิดตัว creative exchange program ซึ่งเป็นครั้งแรกของโครงการที่จะเชื่อมสายสัมพันธ์ระหว่างเหล่าครีเอเตอร์มือดีที่สุดในภูมิภาค กับทีมผู้สร้างและครีเอทีฟจากสตูดิโอชั้นนำของดิสนีย์ในฮอลลีวูด ทั้ง ทเวนตีท์ เซนจูรี สตูดิโอส์, ดิสนีย์ ไลฟ์ แอ็กชัน, เสิร์ชไลท์ พิคเจอร์ส และอีกมากมาย

​โดยจะมีเหล่าครีเอเตอร์จากเอเชียแปซิฟิก ที่เข้าร่วมโครงการส่วนหนึ่งจะมาร่วมเปิดตัวคอนเทนต์ใหม่ล่าสุดของพวกเขา ในงาน 2022 Disney Content Showcase ที่กำลังจะจัดขึ้นที่ประเทศสิงคโปร์

เดอะ วอลต์ ดิสนีย์ เอเชียแปซิฟิก ได้เผยความสำเร็จจากการเปิดตัว “The Creative Experience” (www.disneycreativeexperience.com) โครงการแลกเปลี่ยนผลงานความคิดสร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงระหว่างเหล่านักเล่าเรื่องชั้นนำจากภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กับเหล่าผู้อำนวยการสร้างและครีเอทีฟแถวหน้าจากแบรนด์และสตูดิโอต่าง ๆ ในเครือดิสนีย์

อย่างไรก็ตาม โครงการนี้สร้างขึ้นโดยมีเป้าหมายในการแบ่งปันประสบการณ์การเล่าเรื่องกว่า 100 ปี ของเดอะ วอลต์ ดิสนีย์ กับเหล่าคอนเทนต์ครีเอเตอร์จากทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โปรแกรม “The Creative Experience” ได้มอบสิทธิพิเศษสำหรับกลุ่มผู้เข้าร่วมที่ผ่านการคัดเลือกสามารถเข้าถึงทีมผู้สร้างที่มีอิทธิพลจากดิสนีย์ผ่านการร่วมรับชมงานเสวนาถ่ายทอดสดสุดเอ็กซ์คลูซีฟ​มากมายที่จะพาไปเจาะลึกเรื่องราวเกี่ยวกับกระบวนการสร้างสรรค์ผลงานของ มาร์เวล สตูดิโอส์, วอลต์ ดิสนีย์ แอนิเมชัน สตูดิโอส์, ดิสนีย์ ไลฟ์ แอ็กชัน, ทเวนตีท์ เซนจูรี สตูดิโอส์, เสิร์ชไลท์ พิคเจอร์ส, พิกซาร์, ลูคัสฟิล์ม, เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก, ดิสนีย์ ทีวี สตูดิโอส์, เอฟเอ็ก, เอบีซี และอื่น ๆ อีกมากมาย

“The Creative Experience มีเป้าหมายเพื่อที่จะส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาและเติบโตของความคิดสร้างสรรค์ในระดับภูมิภาคดังที่การสตรีมมิ่งได้ช่วยยกระดับมาตรฐานการผลิตเนื้อหาในท้องถิ่นและทำให้การถ่ายทอดเรื่องราวต่าง ๆ มีประสิทธิภาพมากขึ้น”

แครอล ชอย หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์เนื้อหาออริจินัลจากเอเชียแปซิฟิก บริษัท เดอะ วอลต์ ดิสนีย์ จำกัด กล่าวว่า “ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีนักเล่าเรื่องและนักสร้างสรรค์คอนเทนต์ ที่มีศักยภาพไปสู่ระดับโลกมากมาย และเราหวังว่าโปรแกรมใหม่นี้จะกลายเป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาทางความคิดสร้างสรรค์ในภูมิภาคนี้ ถือเป็นโอกาสอันดีในการเปิดประตูสู่ความบันเทิงใหม่ ๆ สำหรับชุมชนคนสร้างสรรค์”

งานเสวนาแบบถ่ายทอดสดครั้งแรกของโครงการ มีวิทยากรเข้าร่วมงานดังนี้ ฌอน เบลีย์ ประธานฝ่ายไลฟ์แอ็กชันจากดิสนีย์, ซารา เชพเพิร์ด รองประธานอาวุโสของทเวนตีท์ เซนจูรี สตูดิโอส์ และแมทธิว กรีนฟิลด์ ประธานเสิร์ชไลท์ พิคเจอร์ส

งานเสวนาแบบถ่ายทอดสดครั้งที่สองของโครงการ มีผู้เข้าร่วมจากซ้ายไปขวาดังนี้ ไรอัน คูเกลอร์ ผู้กำกับและร่วมเขียนบทภาพยนตร์เรื่อง “Black Panther: Wakanda Forever”, โจ โรเบิร์ต โคล ผู้เขียนบทร่วม และเนท มัวร์ โปรดิวเซอร์และผู้บริหารจากมาร์เวล สตูดิโอส์

เมื่อครั้งฉายรอบปฐมทัศน์ของภาพยนตร์เรื่อง Black Panther: Wakanda Forever ในเดือนที่ผ่านมา เหล่าครีเอเตอร์จากเอเชียแปซิฟิกได้เข้าร่วมงานเสวนาพิเศษเกี่ยวกับการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ โดยมี ไรอัน คูเกลอร์ ผู้กำกับและร่วมเขียนบท โจ โรเบิร์ต โคล ผู้เขียนบทร่วม และเนท มัวร์ โปรดิวเซอร์และผู้บริหารจากมาร์เวล สตูดิโอส์

มาร่วมพูดคุยในหัวข้อดังกล่าว ซึ่งในแต่ละช่วงของกิจกรรมได้มีเหล่าครีเอเตอร์เข้าร่วมกว่า 200 คนจากทั่วทั้งภูมิภาค งานเสวนาครั้งนี้ดำเนินรายการโดย เกร เดรก บรรณาธิการอาวุโสจาก Rotten Tomatoes

โดยงานเสวนาถ่ายทอดสดในรูปแบบดังกล่าวจะมีการจัดขึ้นตลอดปี 2023 การริเริ่มโครงการ “The Creative Experience” เป็นส่วนหนึ่งในความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในภูมิภาคเอเชียแปซิปิกอย่างต่อเนื่องของบริษัท เดอะ วอลต์ ดิสนีย์ จากที่ในปัจจุบัน สายสัมพันธ์ในกลุ่มชุมชนสร้างสรรค์ในภูมิภาคได้เริ่มพัฒนาไปสู่การร่วมมือกันในระยะยาวที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ในปีที่ผ่านมาจากงาน APAC Content Showcase ที่จัดขึ้นครั้งแรกบริษัทได้ประกาศความมุ่งมั่นของดิสนีย์ที่จะเดินหน้าสร้างสรรค์คอนเทนต์ออริจินัลของเอเชียแปซิฟิกมากกว่า 50 คอนเทนต์ ภายในปี 2023 และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา บริษัทได้เปิดตัวคอนเทนต์ใหม่ ๆ มากมายจากภูมิภาคนี้ ทั้งเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และจีน บนแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งระดับโลกอย่าง Disney+

ซึ่งในวันที่ 30 พฤศจิกายนนี้ ทางบริษัทกำลังจะจัดงานที่หลายคนตั้งตารออย่าง Disney Content Showcase ที่ประเทศสิงคโปร์ เตรียมพบกับการเปิดตัวภาพยนตร์และ

คอนเทนต์สตรีมมิ่งใหม่ล่าสุดสำหรับปี 2023 ซึ่งรวมถึงคอนเทนต์ออริจินัลจากเอเชียแปซิฟิกที่สร้างสรรค์โดยครีเอเตอร์แถวหน้าจากภูมิภาคบน Disney+ และ Disney+ Hotstar

from:https://www.thumbsup.in.th/the-creative-experience?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=the-creative-experience

[NEWS] TanSanSu โคเรียนโซดาแบบไร้แอลกอฮอลล์ เครื่องดื่มใหม่ที่ช่วย “อิชิตัน” กลับมาผงาดอีกครั้ง

กระแส Korean Wave และชาวเจน Z เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งกลุ่มเป้าหมายที่แบรนด์เริ่มให้ความสนใจมากขึ้น อย่างในกรณีของอิชิตัน ที่เห็นกระแสความชื่นชอบศิลปินเกาหลีแบบไม่มีแผ่วของเด็กรุ่นใหม่

ทำให้ทีมการตลาดต้องคิดค้นเครื่องดื่มใหม่ “ตันซันซู” ออกสู่ตลาดเมื่อช่วง 24 ตุลาคมที่ผ่านมา และแรงตอบรับก็ดีจนมีช่วงสินค้าขาดตลาดเกิดขึ้นถึงกับต้องเพิ่มกำลังการผลิต จนเรียกได้ว่าเครื่องดื่มใหม่ตัวนี้จะเป็นกลุ่มสินค้าใหม่ที่สร้างยอดขายจนดันเป้ายอดขายไปถึง 150 ล้านบาทในสิ้นปีนี้

ตัน ภาสกรนที กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กระแส K-Pop ในประเทศไทยสูงเป็นอันดับ 6 ของโลกด้วยมูลค่าสินค้าและบริการกว่า 9,636 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ ส่วนใหญ่มาจากกลุ่มผู้บริโภคที่เป็นชาวเจน Z ในการสนับสนุนศิลปินและวัฒนธรรมต่างๆ ของชาวเกาหลีก็ได้รับการส่งต่อผ่านบทเพลง ภาพยนตร์และซีรี่ส์ จนผู้บริโภคมีความต้องการในสินค้าอุปโภคและบริโภคเหล่านี้

นอกจากนี้ สัดส่วนประชากรไทยชาวเจน Z ที่มีสัดส่วนกว่า 23% หรือประมาณ 15 ล้านคนเมื่อเทียบเท่ากับประชากรทั้งหมด พบว่า เป็นผู้บริโภคที่มีการใช้จ่ายด้วย Emotional และเป็น Global Citizen ที่มีการเปิดรับสิ่งใหม่ๆ หรือเทรนด์ที่เปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ ของโลกได้อย่างรวดเร็ว

ดังนั้น อิชิตัน จึงส่งเครื่องดื่มแบรนด์ ตันซันซู ซึ่งความหมายในภาษาเกาหลี ประกอบด้วย “ตันซัน แปลว่า ซ่าส์” ส่วน “ซู แปลว่า น้ำ” มาเจาะตลาดลูกค้าสองกลุ่มคือ เจน Z ที่มีช่วงอายุตั้งแต่ 13 – 25 ปี กับ โคเรียนเลิฟเวอร์ที่มีช่วงอายุ 13 – 35 ปี ที่มีการเข้าถึงสินค้าเกาหลีจนคุ้นชินและเป็นกลุ่มคนที่เปิดรับสิ่งใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว

ประกอบกับข้อมูลจาก Nielsen ที่เผยถึงภาพรวมตลาดน้ำอัดลมในงวด 9 เดือนแรกของปี 2565 มีมูลค่าตลาด 42,695.60 เติบโตขึ้น 5.5% จากงวดเดียวกันของปีก่อน

โดยตลาดเครื่องดื่มน้ำอัดลม 0% น้ำตาล มีการเติบโตก้าวกระโดด เครื่องดื่มอัดลมน้ำดำ 0% น้ำตาล มีมูลค่าตลาด 2,732 ล้านบาท โต 20.2% ด้านเครื่องดื่มอัดลมน้ำสี 0% น้ำตาล
มีมูลค่าตลาด 2,026.9 ล้านบาท โตถึง 57.2%

ข้อมูลที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งคือ ตั้งแต่ปี 2019 – 2021 ตลาดเครื่องดื่มโซจูในประเทศ”ทยเติบโตมากกว่า 100% คิดเป็นมูลค่าตลาดกว่า 1,000 ล้านบาท แต่ก็มีนักดื่มชาวไทยที่อยากสัมผัสเครื่องดื่มประเภทโซจู แต่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ หรือเลือกรับประทานในช่วงเวลาที่ต้องการดื่มน้ำซ่าแบบสัมผัสรสชาติเครื่องดื่มใหม่ๆ ทำให้มีชาวเจน Z รีวิวเครื่องดื่มนี้แบบ Organic สูงมากในช่วงที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ด้านรสชาติของตันซันซูที่จะวางขายในปีนี้ได้พัฒนารสชาติออกมา 2 รส คือโซจูบอมบ์ และ โซจู โยเกิร์ต ซึ่งเป็นเครื่องดื่มที่มีรสชาติซ่าแบบไม่มีแอลกอฮอลล์ พร้อมกับวิตามินซี ขนาด 360 มล. ราคาขวดละ 20 บาท ซึ่งตั้งแต่วางขายเครื่องดื่มนี้ ช่วงปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา พบว่ามีแนวโน้มยอดขายที่ดี คาดว่าจะเป็นตัวม้ามืด สร้างยอดขายสิ้นปีนี้ได้ถึง 150 ล้านบาท

ก่อนที่จะมีการเพิ่มรสชาติใหม่ในปีหน้า พร้อมกับศิลปิน K-Pop ที่จะมาเป็น Endorser ของแบรนด์ในปีหน้าเช่นกัน

ทั้งนี้ งบการตลาดของปีหน้าก็ได้วางไว้ที่ 100 ล้านบาทในทุกองศา พร้อมผลักดันเป้าหมายยอดขายของปี 2566 ไว้ที่ 600 ล้านบาท

 

from:https://www.thumbsup.in.th/tansansu-korean-soda-for-gen-z?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=tansansu-korean-soda-for-gen-z

สมาคมการตลาดฯ เผยวิสัยทัศน์ พร้อมเป็นพลังขับเคลื่อนธุรกิจไทยก้าวไปข้างหน้า

นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ดร. บุรณิน รัตนสมบัติ เปิดวิสัยทัศน์และพันธกิจของสมาคมฯ พร้อมเป็น “ผู้ผลักดัน” ให้การตลาดเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ เผยภารกิจสำคัญสร้าง National Branding เพื่อเป็นพลังอำนาจในการสร้างโอกาสและศักยภาพของนักการตลาดไทย พร้อมเผยเทรนด์ความเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจยุคใหม่ โลกเปลี่ยนอย่างไร ต้องเปลี่ยน ต้องเป็น และต้องปรับตัวอย่างไรให้ทันโลก

ดร. บุรณิน รัตนสมบัติ นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ในช่วงปีที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าวิกฤติ Covid-19 จะเริ่มคลี่คลาย แต่จากสถานการณ์และปัจจัยต่างๆรอบโลก ทั้ง ปัญหาเงินเฟ้อ สงครามยูเครน-รัสเซีย ความผันผวนของเศรษฐกิจดิจิทัล รวมทั้งการปิดประเทศของจีน ทำให้ภาพรวมของปีหน้ายังไม่สดใสเท่าที่ควร ทั้งเรื่องสงครามและโรคติดต่อที่ยังไม่จบทำให้ปีหน้ามีแนวโน้มที่จะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย (recession) ภาคธุรกิจยังคงต้องเฝ้าระวัง และเตรียมหาทางสู้

สำหรับประเทศไทยเอง จริงๆแล้วเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวที่ดีขึ้น ทั้งเรื่องของการท่องเที่ยวที่เริ่มกลับมา การสนับสนุน SME ให้เติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งด้านองค์ความรู้และแหล่งทุน รวมถึงการที่เราได้รับการยกย่องจาก WHO ให้เป็น“ประเทศ” ที่มีการเตรียมความพร้อมด้านระบบสาธารณสุขที่แข็งแกร่ง ไปจนถึงการวางระบบดูแลสุขภาพประชาชนแบบถ้วนหน้า (Universal Health and Preparedness Review (UHPR) ไว้อย่างยอดเยี่ยม ทั้งหมดนี้น่าจะเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นของภาคเอกชนและนานาชาติ ที่นำไปสู่การลงทุนที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการเป็นเจ้าภาพการจัดประชุมสุดยอดผู้นำ APEC ที่กรุงเทพ ในสัปดาห์ที่ผ่านมา

แต่อย่างไรก็ดี ในมุมของผู้ทำธุรกิจ ผู้ประกอบการต่างๆ เรายังอยู่ในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง และความไม่แน่นอน จึงต้องเฝ้าระวังทั้งในเชิงเศรษฐกิจ Geopolitics เทคโนโลยี และความมั่นคงทางพลังงาน อาหาร สุขภาพ เพื่อจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงและรวมพลังประเทศไทยไปด้วยกัน โดยเราเชื่อมั่นว่า การตลาดจะยังคงมีบทบาทสำคัญที่จะเสริมความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ และการตลาดไม่ได้อยู่แค่องค์กรของเอกชน แต่รวมถึงองค์กรของรัฐ องค์การมหาชน มูลนิธิ และอื่นๆ รวมไปถึงอยู่ในทุกหน่วยงานในองค์กรไม่ใช่แค่ฝ่ายขาย ฝ่ายการตลาด หรือสื่อสารองค์กร

คณะกรรมการอำนวยการของสมาคมการตลาดชุดใหม่ ได้มีการทำ workshop เพื่อวิเคราะห์โลกการตลาดยุคใหม่ และร่วมร่างกลยุทธ์ของสมาคมฯ เพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่ทศวรรษที่ 6 ของสมาคมในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โดยเราสามารถสรุปการเปลี่ยนแปลงหลักๆ ของคำว่าการตลาด และ ธรรมชาติขององค์กรยุคใหม่ ได้ดังนี้

  • การตลาดยุคใหม่ไร้เส้นแบ่ง : ในโลกยุคนี้ จะไม่ได้มี Line เป็นเส้นกั้นอีกต่อไป เราจะไม่พูดถึง Above the Line, Below the Line, Offline หรือ Online แต่เส้นตรงเหล่านั้น จะมาเชื่อมกันเป็นวงกลมที่มีลุกค้าอยู่ตรงกลาง กลายเป็น On-live Marketing อย่างแท้จริง
  • นักการตลาดไม่ใช่แค่ชื่อตำแหน่งอีกต่อไป : ในยุคนี้ ชื่อตำแหน่งอาจเปลี่ยนไป หรือ functionการทำงานอาจเปลี่ยนไป คำว่านักการตลาด จะกลายมาเป็น หัวใจ ของทุกตำแหน่ง ทุกองค์กร เป็นความรู้และคุณสมบัติที่ทุกๆ function จะต้องมี
  • อายุตัวและอายุงาน ไม่ได้เป็นตัวกำหนดตำแหน่งอีกต่อไป : ความรู้ ความสามารถ ความเชี่ยวชาญ มีบทบาทสำคัญกับการก้าวหน้าใน career path ของโลกยุคใหม่ เราจะเห็นผุ้บริหารระดับสูงที่เด็กลง และเราจะเห็นคนวัยเกษียณที่ยังทำงานในบทบาทอื่นเยอะขึ้น เขาเหล่านี้พร้อมที่จะเปิดวิสัยทัศน์ แลพร้อมจะ upskill & reskill ให้ตัวเองทันโลกอยู่เสมอ
  • ขนาดขององค์กรไม่ได้เป็นตัวกำหนดความสำเร็จ : เราอยู่ในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงและปรับตัวอย่างแท้จริง ในยุคนี้ การเปิด-ปรับ-เปลี่ยน คือกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ องค์กรใหญ่ก็ต้องเรียนรู้จากองค์กรเล็ก องค์กรเล็กก็ต้องเรียนรู้จากองค์กรใหญ่
  • การสร้างคุณค่า จะนำไปสู่มูลค่า : ในยุคนี้ Value Creation สำคัญมาก ซึ่งคุณค่านี้ตีความได้ทั้งในมิติของสินค้า-บริการ และ ในมิติของแบรนด์ การแข่งขันทางราคาไม่ได้แปลว่าต้องถูกที่สุด แต่ต้องคุ้มค่าที่สุด และ มีค่าต่อใจที่สุด
  • การตลาดบนฐานของเทคโนโลยี : คน กับเทคโนโลยีทำงานร่วมกัน ภายใต้การบริหารข้อมูลมหาศาลรวดเร็ว แม่นยำ เพื่อสร้างสรรค์ idea และนวัตกรรมใหม่ๆ
  • จาก Meta สู่ Metta + Mitri : ปีที่ผ่านมา เราให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีมากๆ ใครๆก็กล่าวถึง Metaverse แต่ในอีกมุมหนึ่ง เรากำลังก้าวสู่ยุคแห่งความเป็นมิตรและการพึงพากันอย่างแท้จริง คือ ยุคแห่งเมตตาและไมตรี เป็นการตลาดของคนตัวใหญ่เพื่อคนตัวเล็ก เพื่อโลก สิ่งแวดล้อมและสังคม เป็นการตลาดแบบทุกคนเติบโตไปด้วยกัน

เมื่อโลกเปลี่ยน เราต้องปรับ … ทางสมาคมฯจึงอยากให้ทุกๆท่าน มาร่วมสร้างความเปลี่ยนแปลง จากข้างในสู่ข้างนอก โดยมีแกนหลักๆของการเปลี่ยนแปลงแบบ Game Changer ทั้งหมด 4 ด้าน

  1. Perspective Changer : ทุกความสำเร็จ เริ่มต้นจากวิสัยทัศน์ที่เฉียบคมและกว้างไกล และความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้จริง ทิศทางต้องชัดเจน มีมุมมองและแนวคิดที่สะท้อนกับมุมมองของโลกและความสามารถขององค์กร : Stability , Sustainability , Security, Inequalities … Strategic Driven
  2. Practice Changer : คือการเปลี่ยนวิธีการ ทำงานเพื่อให้ได้รับผลลัพธ์ใหม่ๆ : Marketing Automation, Lean and Resilient, Partnership , Fragmentation and Co brand development …Outcome Driven
  3. Platform Changer : อันนี้มีมุมที่สำคัญมากๆกับโลกยุคนี้ เพราะ เราไม่ได้อยู่ในยุค online หรือ offline อีกต่อไป แต่เราก้าวเข้าสู่ยุคของ Blended Experiences in Multi Distribution channel คือลูกค้ามองหาประสบการณ์ที่ต่อเนื่องกันในทุกๆ platform ทุกๆ touch point และไม่ได้มีการแยกจากกันอีกต่อไป … Customer Driven
  4. Planet Changer : กระแสรักษ์โลกไม่ใช้แค่กระแสชั่วคราว ไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง โลกเราเริ่มถดถอยจริง สังคมเราต้องการการช่วยเหลือจริง ดังนั้นในยุคนี้ แบรนด์ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้ให้มาก และนำแนวคิดของการสร้าง positive impact มาพัฒนาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจ เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่แคมเปญ CSRเพื่อการทำ PR อีกต่อไป แต่เป็นส่วนหนึ่งของ brand promise ที่จะสร้าง brand value ในใจลูกค้าจริงๆ … Purpose Driven and Real storytelling

สำหรับสมาคมการตลาดเอง เราก็คิดว่า เราถึงจุดที่ต้องสร้างความเปลี่ยนแปลงในตัวของเราเอง ดังนั้น เราจึงมีความตั้งใจที่มุ่งจะ transform ตัวเอง จากการเป็นแค่ “Platform” หรือพื้นที่ให้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ มาเป็น “Enabler” หรือ “ผู้ผลักดัน”ให้การตลาดเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ สร้าง National Branding เพื่อเป็นพลังอำนาจในการสร้างโอกาสและศักยภาพของนักการตลาดไทย

โดยมีพันธกิจสำคัญ ที่จะเป็นร่วมเป็นพลังสำคัญในการช่วยผลักดันให้เกิดสิ่งเหล่านี้

  1. Branding the nation : การตลาดเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ
  2. Creating net positive : สนับสนุนให้ภาคธุรกิจสร้างพลังบวกคืนสู่สังคม สิ่งแวดล้อม และโลกของเรา
  3. Driving new business growth : เสริมความแกร่งให้ธุรกิจไทยเดินหน้าต่อ
  4. Creating platforms for sustainable advantage : เชื่อมโยงพันธมิตรภาครัฐและภาคเอกชน
  5. Marketing for all : สนับสนุนเรื่องการตลาดเพื่อคนตัวเล็ก

โดย ทางสมาคมมุ่งวางแผนงานหลัก ให้สอดคล้องกับ 4 แกนหลักนี้

  1. Connecting เชื่อมโยง สร้างสังคมนักการตลาดที่เข้มแข็ง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
  2. Admiring ชื่นชมและเชิดชูตัวอย่างที่ดีในโลกธุรกิจ ที่สร้างpositive impact ทั้ง 3P
  3. Knowledge Providing รวมรวมและเผยแพร่ความรู้ด้านธุรกิจและการตลาดที่ถูกต้อง ร่วมสมัย … Learning from best practice
  4. Experience Creating สร้างประสบการณ์ใหม่แห่งการเรียนรู้ ให้แก่ผู้บริหาร ผู้ประกอบการ และนักการตลาดไทยโดยนำแนวคิดการสร้างคุณค่าไปสู่มูลค่า

โดยในปีหน้าที่จะมาถึงนี้ เรามีแผนการที่จะสร้างสรรสิ่งใหม่ๆมากมาย อาทิ

  • โครงการ MAT CMO council และ MAT Academic council ที่จะเชื่อมเครือข่ายภาคเอกชนและภาคการศึกษาเข้าด้วยกันอย่างเข้มแข็ง
  • มีการสนับสนุนและส่งเสริมในเรื่องการมอบรางวัลต่างๆที่เป็นรูปธรรมทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงต่อยอดในการรวบรวมเคสขององค์กรที่เป็นผู้นำทั้งด้าน ethical & profitable เพื่อมาเผยแพร่
  • ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำข้อมูล Foresight และ Insight ที่จำเป็น เพื่อให้นักการตลาดและผู้ประกอบการมีข้อมูลนำไปใช้งานได้จริง
  • ปรับหลักสูตรการเรียนรู้ต่างๆให้ทันสมัย ตรงความต้องการของตลาด ทางสมาคมฯ และเพิ่มกิจกรรมที่เน้นการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ใหม่ๆ อาทิ การไปดูงาน การไปเยี่ยมชมบริษัทที่น่าสนใจ และกิจกรรมรูปแบบใหม่ๆ อาทิ Executive round table, Afternoon tea talk ฯลฯ
  • ให้ความร่วมมือกับภาคการศึกษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อวางรากฐานการตลาดให้แก่ยุวชน ให้พร้อมที่จะออกมาเป็นบุคลากรคุณภาพของสังคม
  • และที่สำคัญปีหน้าสมาคมการตลาดจะได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมการตลาดระดับโลกขึ้นในประเทศไทย ซึ่งนอกจากจะเป็น conference สำคัญที่จะติดอาวุธให้นักการตลาดไทย แล้วยังช่วยเสริมภาพลักษณ์ให้กับประเทศไทย ว่าประเทศของเราแข็งแกร่งและมีความสามารถไม่แพ้ที่ใดในโลก

และ ในวันที่ 29 พฤศจิกายนนี้ ทางสมาคมจะจัดงาน Thailand Marketing Day 2022 ซึ่งเป็นงานใหญ่ประจำปีของเรา อยากจะเรียนเชิญพี่ๆสื่อมวลชนมาร่วมงาน ที่ห้องมณียาบอลรูม โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์ ปีนี้ theme คือ The Game Changer กับ 10 หัวข้อหลัก จากวิทยากร 20 ท่าน ที่จะมาจุดประกายสู่ไอเดียใหม่ๆ ในการทำธุรกิจ เป็นการ Warm up ก่อนเข้าปีใหม่อีกด้วย

from:https://www.thumbsup.in.th/mat-day-2022?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=mat-day-2022

สายกราฟิกต้องรู้! 10 เทรนด์ Graphic Design ปี 2023

เรื่องของการออกแบบยังคงเป็นเทรนด์สำคัญในการสร้างสรรค์คอนเทนต์ให้สวยงามและดึงดูดผู้ใช้งานให้รู้สึกว่าแบรนด์ของเรามีความสนุกสนานและน่าสนใจ

วันนี้ thumbsup ได้รวบรวม 10 เทรนด์กราฟิกดีไซน์ที่น่าสนใจมาฝากกันค่ะ

Motion Graphics & Animation

เรื่องของการทำ Motion Graphic หรือ Animation เป็นเทรนด์ที่สำคัญของการทำวิดีโอคอนเทนต์ เพราะทำให้งานกราฟิกดึงดูดและได้ผลงานที่น่าสนใจ โดยเฉพาะในเรื่องของการออกแบบเพื่อตอบสนอง User Experience ของลูกค้าให้อยากมีส่วนร่วมกับกราฟิกเหล่านั้น รวมทั้งอยากกดดูต่อจนจบและมีส่วนร่วมในกิจกรรมนั้นๆ

 

Distorted Type

การใช้ฟอนต์หรือองค์ประกอบที่มีรูปร่างพริ้วไหวต่างไปจากความเป็นจริง จะช่วยให้ผลงานดูมี Movement ที่ไหลลื่นมากขึ้น สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับเทรนด์ Metaverse ได้เป็นอย่างดี

 

Metaverse / Virtual Reality

“Metaverse” ยังคงเป็นเทรนด์ยอดนิยม รวมไปถึง Al, AR และ VR ด้วย ที่มีแนวโน้มว่าในปี 2023 เมื่อโลกก้าวเข้าสู่โลกเสมือนมากขึ้น สไตล์การออกแบบ Visual ที่สื่อถึงเทคโนโลยีแห่งโลกอนาคต ก็จะมีความสำคัญขึ้นมา ดังนั้น กราฟิกสไตล์นี้จะเน้นความ Futuristic ที่มีการใช้องค์ประกอบ 3D เข้ามาผสานกับการไล่สีแบบ Gradient รวมถึง Text ที่มีความ Sci-fi เพื่อเพิ่มประสบการณ์ที่แปลกใหม่ให้ผู้ชมได้รู้สึกถึงความล้ำในเทคโนโลยีแห่งอนาคต

Liquid Gradients

เทรนด์สี Gradients มีมาค่อนข้างนาน แต่เทรนด์ที่กำลังจะมาแรงนี้ จะเป็น Liquid Gradients หรือการไล่สีที่ Texture ของกราฟิก จะดูไปทางสีเงามัน เหมือนกับการรวมสีกันของของเหลว ซึ่งงานประเภทนี้จะให้ความรู้สึกมี Movement เป็นอิสระอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อเทียบกับการไล่สี Gradients แบบเดิม ถ้าลองวาง Text ทับไปบนพื้นหลังที่เป็น Liquid Gradients จะทำให้ตัวหนังสือมีความโดดเด่น รวมถึงดึงดูดให้คนมองได้ไม่เบื่ออีกด้วย

 

Retrofuturism

เทรนด์ Futuristic กำลังมาแรง เมื่อผู้คนโหยหาการย้อนสู่อดีต หรือคำว่า Nostalgia ทำให้เกิดการผสมผสานระหว่างสีสันของความย้อนยุคแบบ Retro ผสานเข้าไปกับความ Futuristic เกิดเป็นผลงานในอนาคตที่มีกลิ่นอายของความดั้งเดิมในยุคเก่าเข้าไป ด้วยสีที่ฉูดฉาดของความ Retro จะช่วยทำให้ผลงานดึงดูดสายตาให้ต้องหยุดดูได้ไม่ยาก เมื่อใส่ความล้ำเข้าไปแล้ว ยิ่งทำให้พูดงานดูทันสมัยและน่าจับตามองอย่างเลี่ยงไม่ได้เลยทีเดียว

 

3D Elements

องค์ประกอบของกราฟิกประเภท 3D ช่วยทำให้ภาพล้อไปกับเทคโนโลยี และความ Futuristic มากขึ้น เข้ากับเทรนด์กราฟิกที่จะมาในปี 2023 เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการออกแบบเพื่องานดีไซน์ Metaverse แถมแนวโน้มของ Visual 3D ยังจะเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ อีกด้วย

นอกจากความสวยงาม และความทันสมัยแล้ว การมีองค์ประกอบ 3D ยังช่วยยกระดับให้ผลงานออกมาดูดี มีระดับมากขึ้นอีกด้วย เนื่องจากองค์ประกอบที่แสดงให้เห็นถึงหลายด้าน ทั้งแสง มุม และความตื้นลึกขององค์ประกอบอย่างชัดเจน จึงทำให้คอนเทนต์ประเภทมาร์เก็ตติ้งนำองค์ประกอบของ 3D มาใช้ในการช่วยอธิบายบทความเพิ่มเติมนั่นเอง

 

The Return of the Sans Serif

หากพูดถึงฟอนต์แห่งยุค เรียกได้ว่าเป็นการกลับมาของฟอนต์ตระกูล Sans Serif อย่างแท้จริง แทนที่จะใช้ฟอนต์ที่หวือหวาเหมือนยุคก่อน การเลือกใช้ฟอนต์ที่มีความ Minimalism ที่สื่อถึงความเรียบง่าย เรียบหรู แต่ยังคงสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์

ซึ่งฟอนต์ตระกูล Sans Serif มีหลากหลายแบบให้เลือกใช้ ทั้งแบบเรียบง่ายธรรมดา เน้นความกว้าง หรือใส่ Movement เข้าไปในฟอนต์ เรียกว่ามีหลายแบบแล้วแต่สไตล์ที่นักออกแบบต้องการ เหมาะกับการนำมาใช้ในการออกแบบโลโก้ หัวข้อบทความ บรรจุภัณฑ์ ทั้งยังยังเหมาะกับงานออนไลน์อย่างเว็บไซต์ และนิตยสาร ด้วยนะคะ

 

Surrealist Maximalism

การผสมผสานระหว่างความ Realism + Minimalism = Surrealist Maximalism หรือ Visual ที่สื่อถึงความเกินจริง ล้ำสมัย ตอบโจทย์หลังโควิดฟื้นตัว ทำให้ทุกคนไม่ต้องการที่จะถูกกักอยู่ในกรอบ หรือข้อกำหนดแบบเดิมๆ อีกต่อไป Visual ที่สื่อถึงจินตนาการอันล้ำลึกเหนือความเป็นจริง จึงเป็นนิยมมากขึ้น

เห็นได้จากแคมเปญของ Coca-Cola ที่นำเทคนิคนี้ไปใช้ในแคมเปญ “Taste a Dreamworld Limited Edition Flavour” ที่นำองค์ประกอบต่าง ๆ มารวมกัน ทำให้ภาพที่ออกมาดูเป็นโลกที่ล้ำสมัย และเหนือความเป็นจริง ซึ่งหลาย ๆ แบรนด์เองก็ใช้นำเสนอผลิตภัณฑ์ของตัวเองผ่านการออกแบบงานสไตล์นี้เช่นกัน

 

Chaotic Maximalism

การเปลี่ยนผ่านจาก Gen Y สู่ Gen Z ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในแง่ของการออกแบบ สำหรับ Gen Y อาจจะเน้นไปที่ความ Minimalism ในขณะที่ Gen Z เริ่มสนใจการออกแบบที่ดูยุ่งเหยิง และมีความ Maximalism มากขึ้น

ตามความเป็นจริงแล้ว Chaotic Maximalism เป็นประเภทกราฟิกที่เคยเป็นที่นิยมในอดีต จากเป็นการผสมผสานการออกแบบระหว่าง Folk Art และศิลปะในอดีตเข้ากับเทรนด์ในยุคปัจจุบัน จนเกิดเป็นการย้อนยุคที่ดูทันสมัย

 

Sci-Fi Logos

หลายแบรนด์ที่พยาพยามจะผสมผสานตัวเองเข้าไปกับความ Futuristic เพราะกระแสของ Metaverse ทำให้ฝ่ายออกแบบเริ่มมองหา Visual ที่สื่อถึงเทคโนโลยีมากขึ้น เพื่อเตรียมตัวให้เข้ากับเทรนด์ที่กำลังจะมาในอนาคต นอกจากการออกแบบบสไตล์ Futuristic ในการออกแบบโลโก้ที่มีความเข้าถึงเทคโนโลยี และความ Sci-Fi มากขึ้นแล้ว การออกแบบสำหรับแบรนด์ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี เทรนด์ การตลาด ก็เหมาะกับการออกแบบแนวนี้เป็นอย่างมาก

ดูเทรนด์การออกแบบเหล่านี้แล้ว นึกถึงแบรนด์หรือโลโก้ของใครกันบ้าง สามารถแชร์กันได้เลยนะคะ

 

 

ที่มา :

RainMaker

Venngage

IndesignSkills

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

from:https://www.thumbsup.in.th/graphic-design-2023?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=graphic-design-2023