คลังเก็บป้ายกำกับ: Advertorial

กว่าจะมาเป็น HUAWEI Mate 50 Pro Kunlun Glass Edition: จากเทือกเขาในตำนาน สู่การสร้างสรรค์ระดับนวัตกรรม

จากสถิติการให้บริการหลังการขาย หัวเว่ยพบว่ามีลูกค้านำสมาร์ทโฟนมาใช้บริการซ่อมกระจกหน้าจอเป็นจำนวนมากกว่า 50% ของการใช้บริการทั้งหมด1 และส่วนมากเกิดจากการทำเครื่องตก ซึ่งเป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นได้ในสมาร์ทโฟนทุกยี่ห้อ ดังนั้นวิศวกรของหัวเว่ยจึงเกิดไอเดียใหม่ คือ “จะทำอย่างไรให้กระจกหน้าจอได้รับผลกระทบจากการตกน้อยที่สุด” จึงเป็นที่มาของการพัฒนาสมาร์ทโฟนรุ่นเรือธงที่หน้าจอแข็งแรงที่หัวเว่ยเคยผลิตมา คือ HUAWEI Mate 50 Pro Kunlun Glass Edition
alt="enter image description here"

alt="enter image description here"

วิวัฒนาการแห่ง Kunlun Glass บน HUAWEI Mate Series

HUAWEI Mate Series นับเป็นกลุ่มสมาร์ทโฟนเรือธงที่ผ่านการพัฒนาให้มีความโดดเด่นในหลากหลายด้านมากว่า 10 ปี ไม่ว่าจะเป็นความกว้างของจอ ความจุของแบตเตอรี่ หรือแม้กระทั่งสมาร์ทโฟนรุ่นบุกเบิกที่มี Fingerprint Power Button สำหรับครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่วิศวกรและนักวิจัยของหัวเว่ยได้มุ่งมั่นค้นคว้าเกี่ยวกับวัสดุหน้าจอ จนออกมาเป็นกระหน้าจอที่ประกอบด้วยนาโนคริสตัลความหนาถึงหนึ่งพันล้านล้านชั้นที่อัดเข้าด้วยกันโดยใช้ไอออนคอมโพสิท ผ่านความร้อนสูง 24 ชั่วโมง กระบวนการขัดเจียรไมโครคริสตัลไลน์ 108 ขั้นตอน และเทคโนโลยีหลอมละลายแพลตทินัมที่ 1,600 องศาเซลเซียส ช่วยให้กระจกมีความทนทาน รองรับแรงกระแทกจากการตกได้มากขึ้นถึง 10 เท่า2 นวัตกรรมล่าสุดครั้งนี้สร้างบทพิสูจน์ใหม่ในวงการสมาร์ทโฟน จนทำให้ HUAWEI Mate 50 Series ได้รับการรับรองจาก SGS ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ว่ามีความทนทานต่อแรงกระแทกในระดับ 5 ดาว

alt="enter image description here"

alt="enter image description here"

เบื้องหลังที่มีแรงบันดาลใจจาก ‘จิตวิญญาณแห่งคุนหลุน’

หากมองย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้น หัวเว่ยได้วิเคราะห์โครงสร้างทางเคมีของกระจกหน้าจอทั่วไปซึ่งมีความหนาราว 150 ไมโครเมตร และเพิ่มความแข็งแรงได้โดยการเพิ่มชั้นความหนาของกระจก แต่ยังมีข้อจำกัดในด้านความทนทานต่อแรงกระแทก หัวเว่ยจึงคิดค้นการสร้างกระจกหน้าจอที่แตกยากขึ้นโดยได้แรงบันดาลใจมาจากโครงสร้างภายในอันซับซ้อนของสถาปัตยกรรมคอนกรีต กลายมาเป็นแนวคิดการนำนาโนคริสตัลมาเป็นโครงสร้างหลักของกระจกหน้าจอ Kunlun Glass

ยิ่งกว่านั้น ชื่อ Kunlun Glass ยังมีที่มาจากเทือกเขาคุนหลุนที่มีความยาวถึง 2,500 กิโลเมตร นับเป็นเทือกเขาที่ยาวที่สุดในทวีปเอเชีย และเป็นจุดกำเนิดของตำนานเทพปกรณัมซึ่งมีความสำคัญทั้งในด้านประวัติศาสตร์ ความเชื่อ และวัฒนธรรมของชาวจีนมารุ่นสู่รุ่น และฝังรากลึกอยู่ในทุกศาสตร์ไม่ว่าจะเป็นศิลปะ วิทยาศาสตร์ ปรัชญา และมนุษยศาสตร์ และหัวเว่ยได้นำ ‘จิตวิญญาณแห่งคุนหลุน’ ที่แสดงถึงความไม่ย่อท้อที่จะพิชิตยอดเขาเพื่อเป้าหมายอันสูงส่ง มาเป็นคอนเซ็ปต์เบื้องหลังการพัฒนา Kunlun Glass

alt="enter image description here"

ตอกย้ำความเป็นตำนาน ด้วยดีไซน์ใหม่สุดพรีเมียม

หัวเว่ยออกแบบ HUAWEI Mate 50 Pro Kunlun Glass Edition มาให้รับกับแนวคิดเบื้องหลังการสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นตัวเครื่องสีส้มใหม่ ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากสีส้มของแสงอาทิตย์ อีกทั้งยังใช้วัสดุภายนอกเป็นหนังสังเคราะห์ สามารถป้องกันตัวเครื่องจากแรงกระแทก รอยขีดข่วน ไปจนถึงกันน้ำและกันฝุ่นในระดับ IP68 โดยในรุ่นพิเศษนี้สามารถกันน้ำได้ที่ความลึกถึง 6 เมตร

HUAWEI Mate 50 Pro Kunlun Glass Edition ยังคงมาในรูปลักษณ์อันเป็นเอกลักษณ์ประจำ HUAWEI Mate 50 Series คือลวดลาย Clous de Paris อันหรูหรา ประกอบกับ Space Ring ที่มีกล้องหลัง 3 ตัว ได้แก่ กล้อง Ultra Aperture XMAGE camera เลนส์ F1.4 50MP รับแสงให้ภาพสีสวยคมชัดมากขึ้น 24%3 กล้อง Periscope 64MP ที่สามารถซูมภาพระยะไกลได้รวมถึง 200 เท่า โดยมีระบบ OIS กันสั่น และกล้องแบบ Ultra Wide ความละเอียด 13MP โดยมีรูเซ็นเซอร์อย่าง Focus Sensor, Proximity Light Sensor และ 10-channel multispectral sensor จัดวางอยู่อย่างสมมาตร

โดดเด่นด้วยประสิทธิภาพสุดล้ำไม่แพ้ความทนทาน
ในฐานะผู้ผลิตสมาร์ทโฟนชั้นนำระดับโลก หัวเว่ยยกระดับ HUAWEI Mate 50 Pro Kunlun Glass Edition ให้มีประสิทธิภาพการทำงานที่ทรงพลัง และมอบความสะดวกสบายให้ผู้บริโภคมากกว่าที่เคย เริ่มจากเพิ่มความสามารถในการใช้งานได้นานด้วยแบตเตอรี่สูงสุด 4700mAh4 ประกอบกับโหมดแบตเตอรี่ฉุกเฉินเมื่อถึงระดับต่ำแบบใหม่ล่าสุด ซึ่งรวมแบตเตอรี่สเปกสูงเข้ากับอัลกอริธึม EMUI 13 และเทคโนโลยี SuperEnergy Boosting ที่จะทำงานเมื่อระดับแบตเตอรี่ลดลงเหลือ 1% พร้อมเทคโนโลยี SuperCharge แบบหลายช่องสัญญาณ สามารถชาร์จเร็วทั้งแบบมีสาย 66W HUAWEI Super Charge และไร้สาย 50W5 และยังมาพร้อม ROM 512 GB เพิ่มพื้นที่สำหรับภาพภ่ายและวิดีโอได้อย่างจุใจ

HUAWEI Mate 50 Series มาพร้อมความเหนือชั้นของ EMUI 13 พร้อมฟีเจอร์ใหม่ๆ มากมาย อาทิ SuperHub หน้าต่างลอยที่ช่วยให้จัดการไฟล์ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น Super Device ช่วยเชื่อมการทำงานระหว่างดีไวซ์ไม่ว่าจะเป็นแล็ปท็อป แท็บเล็ต หรือสมาร์ทวิชัน และ Smart Service Widgets & Stack Widgets ที่พร้อมให้เจ้าของเครื่องจัดสรรหน้าโฮมของตนเองให้เป็นระเบียบและเข้าถึงง่าย ผสานการทำงานกับแพลตฟอร์มชิปเซ็ตระดับ Dragon Master ปฎิวัติการใช้งานให้มีความรวดเร็วยิ่งขึ้น ทั้งการปิด-เปิดแอปฯ (SuperHold) อัตรารีเฟรชเกมที่เสถียรมากขึ้น (SuperRender6) และการประหยัดพื้นที่ใช้สอยในตัวเครื่อง (SuperStorage)

alt="enter image description here"

HUAWEI Mate 50 Pro Kunlun Glass Edition หน่วยความจำ 8 GB ความจุ 512 GB วางจำหน่ายในราคา 46,990 บาท ลูกค้าสามารถสั่งจองล่วงหน้าได้ตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม 2566 ถึง 27 มกราคม 2566 พร้อมโปรโมชันสุดคุ้ม รับฟรี HUAWEI Watch GT 3 Pro มูลค่า 11,990 บาท และ HUAWEI App Benefits มูลค่า 1,181 บาท ที่ร้าน HUAWEI Experience Store ทั่วประเทศ ข้อมูลเพิ่มเติมที่นี่

1ข้อมูลจากหัวเว่ย
2เปรียบเทียบรุ่น Kunlun Glass Orange กับรุ่น Black และ Silver รุ่นปกติ ข้อมูลมาจาก Huawei Labs
3เมื่อเทียบกับ HUAWEI Mate 40 Pro ข้อมูลอ้างอิงจากผลการทดสอบของ Huawei Lab
4ค่าปกติ ความจุสูงสุดของแบตเตอรี่คือ 4600mAh
566W คือกำลังการชาร์จสูงสุด และสามารถเข้าถึงได้เฉพาะเมื่อใช้ที่ชาร์จและสาย HUAWEI SuperCharge เฉพาะ 66W เท่านั้น 50W คือพลังงานการชาร์จแบบไร้สายสูงสุด และสามารถเข้าถึงได้เฉพาะเมื่อใช้แท่นชาร์จไร้สาย HUAWEI SuperCharge (สูงสุด 50W) ซึ่งเป็นการซื้อแยกต่างหาก ประสิทธิภาพการชาร์จจริงอาจแตกต่างกันไป
6จำเป็นต้องมีการปรับแต่งเกมที่เล่น โปรดพิจารณาจากการใช้งานจริง

ติดตามอัปเดตข่าวสารล่าสุดก่อนใครได้ทางเฟซบุ๊กแฟนเพจ Facebook Huawei Mobile TH สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการซื้อสินค้า คอมมิวนิตี้ และบริการ ง่ายๆ ในคลิกเดียว เพียงดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน My HUAWEI ใน AppGallery

หมายเหตุของสมนาคุณ
1. หัวเว่ยสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงประเภทของแถมเป็นของขวัญที่มีมูลค่าใกล้เคียงกัน โดยจะต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
2. ของแถมในกิจกรรมนี้ให้สิทธิ์ตามลำดับก่อน-หลังจนกว่าของจะหมด

No Description

ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมของ หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป (ประเทศไทย) ได้ที่:
Website: http://consumer.huawei.com/th
Facebook: http://www.facebook.com/HuaweiMobileTH
LINE: HuaweiMobileThailand, IG: Huawei.TH

from:https://www.blognone.com/node/132309

Major Group ส่ง Imax Laser เปิดประสบการณ์รับชมสุดว้าว ให้บริการเดือนแรก กวาดรายได้เกือบร้อยล้านบาท

ทราบกันดีว่าเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ปเป็นผู้นำทางด้านธุรกิจโรงภาพยนตร์และเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและเป็นองค์กรที่มีการพัฒนาโรงภาพยนตร์อย่างไม่หยุดยั้ง

ซึ่งตอนนี้ได้มีการนำเข้านวัตกรรมการชมภาพยนตร์ที่แตกต่าง กับระบบฉายของ IMAX LASER  ที่มีประสิทธิภาพคมชัดที่สุด และบนจอใหญ่ที่สุด เพื่อเป็นการเปิดประสบการณ์การชมภาพยนตร์อย่างสมบูรณ์แบบ

มีการเริ่มฉายวันแรก เมื่อวันที่ 9 .. 2565 ที่สาขา ไอคอน ซีเนคอนิค ภายในระยะเวลา 1 เดือนกว่าๆ กวาดรายได้ไปแล้วเกือบ 100 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นการทำรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และได้รับการตอบรับจากคอภาพยนตร์เป็นอย่างดี

ด้วยเหตุผลนี้เอง ที่ทำให้ต้องชมภาพยนตร์ด้วยระบบ IMAX LASER

 

จุดเด่นของระบบภาพและเสียง

ระบบภาพ

  • IMAX 4K Laser projector คมชัดมากที่สุดในประเทศไทย 

  • คมชัดกว่า 4K ในโรงทั่วไปด้วยเทคโนโลยีเฉพาะของ IMAX

  • ขอบเขตสีกว้างขึ้น แสดงสีสันครอบคลุม 75% ของสีทั้งหมดที่ดวงตามุนษย์มองเห็นได้ (ของเดิม 45%)

  • ให้ระดับคอนทราสที่ดีขึ้นกว่าเดิมถึง 5 เท่า ให้สีดำที่ดำสนิทขึ้น 

  • ให้ภาพ 3D สว่าง คมชัดขึ้น เกือบเหมือนดูภาพ 2D ปกติ ไม่ครอปลงมาก และเอียงหัวภาพไม่ล้ม สบายตามากขึ้น 

 

ระบบเสียง

  • เพิ่มลำโพงขึ้นอีกเท่าตัว มีลำโพงเพิ่มที่ด้านข้าง และด้านบน กระหึ่ม และรอบทิศทางมากที่สุด

สำหรับภาพยนตร์เรื่องแรกที่ให้ได้รับชม ฉายในระบบ IMAX Laser ในรูปแบบ HFR3D  เป็นครั้งแรกช่วยให้ภาพคมชัดแม้ในฉากที่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ก็คือเรื่อง Avatar : The Way Of Water 

IMAX Laser พร้อมให้สัมผัสแล้ววันนี้ ครบทั้ง 3 สาขาที่ พารากอน ซีนีเพล็กซ์, ไอคอน ซีเนคอนิค และ เมกา ซีนีเพล็กซ์

รับชมคลิปได้ที่นี่

#IMAXLaserTH #IMAX #MajorCineplex

from:https://www.thumbsup.in.th/major-group-imax-laser?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=major-group-imax-laser

ชิลล์ก่อนบิน! K Point KLUB@สนามบินสุวรรณภูมิ จุดพักรอไฟลต์ ใช้เพียง K Point 1,500 ได้พักสบายเตรียมขึ้นเครื่อง

ก่อนเดินทางไกล ใคร ๆ ก็จะต้องมาเตรียมตัวรอที่สนามบินก่อน พร้อมใช้เวลาพักใหญ่กว่าจะได้ขึ้นเครื่อง ยังดีที่ตอนนี้เค้ามี K Point KLUB เปิดใหม่ที่สนามบินสุวรรณภูมิ เป็นจุดนั่งพักผ่อนสุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับลูกค้า KBank เต็มไปด้วยบริการสารพัด มีเครื่องดื่ม ขนม ให้ฟรี เข้าใช้บริการง่าย ๆ เพียงแลก K Point 1,500 คะแนนเท่านั้นเอง!

K Point KLUB @สนามบินสุวรรณภูมิ จุดพักผ่อนใหม่ เปิดบริการตลอด 24 ชั่วโมง

K Point KLUB บรรยากาศข้างในดีสุด ๆ จัดที่นั่งไว้หลายแบบหลายมุม ไม่ว่าจะอยากนั่งคนเดียวชิล ๆ เงียบ ๆ นั่งด้วยกันแบบคู่ หรืออยู่รวมกันหลายคน ก็มีที่นั่งรองรับครบทุกแนว สามารถชาร์จแบตเวลานั่งรอได้ด้วย

นอกจากจะมีที่นั่งส่วนตัวสุดสบายแล้ว ยังมีบริการจำเป็นต่าง ๆ เช่น ตารางข้อมูลเที่ยวบิน เครื่องแลกเงินตราต่างประเทศอัตโนมัติ ฟรี Wi-Fi และตู้กดขนมที่คัดสรรมาเป็นพิเศษจากต่างประเทศสำหรับ K Point KLUB และยังมีเครื่องดื่มสุดพรีเมียมจาก Nespresso ไว้คอยให้บริการอีกด้วย

สำหรับสายถ่ายรูป ถ้ามานั่งรอเฉย ๆ แล้วไม่รู้จะทำอะไร ก็มาเล่นกับจอยักษ์ Interactive Wall ถ่ายภาพสวย ๆ กับภาพแลนด์มาร์คระดับโลก ทั้งญี่ปุ่น ตุรกี อเมริกา ถ่ายปุ๊บสามารถสแกน QR Code เก็บภาพไว้แชร์บนโซเชียลได้ ตัวนี้ไม่ว่าจะมาคนเดียวหรือมาเป็นกลุ่มก็เล่นได้หมด

K Point KLUB อยู่ตรงไหนในสนามบินสุวรรณภูมิ

K Point KLUB ที่สนามบินสุวรรณภูมิตั้งอยู่ 2 แห่ง ทั้งคู่อยู่ที่ ชั้น 4 ขาออกต่างประเทศ จุดแรกตั้งอยู่ฝั่งตะวันออก ใกล้ Concourse A ส่วนอีกจุดตั้งอยู่ตรง ฝั่งตะวันตก ใกล้ Concourse G เปิดให้บริการอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง

ขั้นตอนเข้าใช้บริการด้วยคะแนนสะสม K Point ง่าย ๆ

ใครสนใจอยากเข้าไปนั่งพักใน K Point KLUB ก็ไม่ต้องทำอะไรวุ่นวาย เพียงเปิด K PLUS แล้วเข้าไปที่หน้า K+ Market

กดเลือก K Point KLUB > จากนั้น เลือกคูปองที่เราต้องการแลกคะแนน > กดเลือกได้ว่าจะใช้คะแนนแลกคูปองใช้เอง หรือจะแลกให้เพื่อนที่มาด้วยกันก็ได้

หลังแลกคะแนนแล้วให้ไปที่หน้า คูปองของฉัน > กดใช้คูปอง > นำ QR Code ที่ได้ไปสแกนที่ทางเข้า และแลกรับขนม/เครื่องดื่มไปเลยฟรีๆ ตามใจชอบ ซึ่ง QR Code อันนึงจะใช้บริการได้นานสูงสุด 2 ชั่วโมงครับ

ความแตกต่างคูปอง K Point Klub

ในหน้าเลือกคูปองจะเห็นได้ว่าเค้ามีตัวเลือกหลายแบบ ซึ่งแต่ละแบบก็จะได้สิทธิพิเศษแตกต่างกันไปตามนี้เลย

  • K Point 1,500 คะแนน เข้าใช้บริการพร้อมเลือกขนมและเครื่องดื่มได้ฟรี 2 ชิ้น
  • K Point 1,800 คะแนน เข้าใช้บริการพร้อมเลือกขนมและเครื่องดื่มได้ฟรี 3 ชิ้น
  • K Point 2,100 คะแนน เข้าใช้บริการพร้อมเลือกขนมและเครื่องดื่มได้ฟรี 4 ชิ้น

วิธีสะสมแต้ม K Point

ใครที่ยังไม่เคยสะสมคะแนน K Point หรือยังมีคะแนนไม่มาก สามารถสะสมได้เพิ่มเติมทุกครั้งที่จ่ายเงินผ่านบัตรเครดิต นอกจากนี้ยังสามารถสะสมแต้มผ่านการจ่ายบิล เติมเงิน และสแกน QR Code ด้วย K PLUS  ตามเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนด

ดังนั้นถ้าใครมีโอกาสได้เดินทางโดยใช้สนามบินสุวรรณภูมิ อย่าลืมแวะไปที่ K Point KLUB@สนามบินสุวรรณภูมิใช้บริการได้ง่ายๆแค่แลกด้วย K Point 1,500 คะแนน ก็ได้พักผ่อนเตรียมตัวให้พร้อมก่อนเดินทาง

from:https://droidsans.com/k-point-klub-at-suvarnabhumi-airport/

ไมโครซอฟท์ส่งโซลูชั่น Azure และ Microsoft 365 ช่วยองค์กรประหยัด จ่ายน้อยกว่าแต่ได้มากกว่า

ปี 2022กำลังผ่านไปพร้อมกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจหลายอย่างที่สร้างความผันผวนให้กับธุรกิจอย่างหนัก ทำให้องค์กรจำนวนมากมองหาหนทางประหยัดค่าใช้จ่ายในปี 2023 ที่จะถึงนี้ การนำพาธุรกิจให้เดินต่อ สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน ก็หนีไม่พ้นเรื่องของโดยการนำเทคโนโลยีมาช่วยขับเคลื่อน แล้วจะทำอย่างไรให้การลงทุนนั้นคุ้มค่า ไม่ต้องจ่ายซ้ำซ้อน ในขณะเดียวกันก็ต้องคงความปลอดภัยให้ได้มาตรฐานสูงสุดไปพร้อมกัน การมองหาโซลูชั่นที่ปกป้ององค์กรตั้งแต่เซิร์ฟเวอร์ภายในไปจนถึงอุปกรณ์ต่างๆ ของพนักงานจำนวนมากที่ต้องได้รับการปกป้องอย่างครบถ้วน ตามแนวทาง จ่ายน้อยกว่าแต่ได้มากกว่า (do more with less) จึงเป็นเทรนด์สำคัญสำหรับปี 2023 นี้

No Description

Azure SQL ทางเลือกที่ประหยัดกว่าไม่ว่าจะใช้ฐานข้อมูลรูปแบบใด

ระบบฐานข้อมูลคือหัวใจธุรกิจ บริการ Azure SQL เป็นตัวเลือกหนึ่งที่ช่วยให้องค์กรประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาวมได้มากกว่า เมื่อเทียบกับคู่แข่งรายอื่น โดยเฉพาะ SQL Server ที่สามารถรันบน Azure โดยมีค่าใช้จ่ายรวมต่ำกว่าคลาวด์อื่นๆ ถึง 80% และ Enterprise Strategy Group (ESG) ยังสำรวจองค์กรต่างๆ พบว่าการใช้งานฐานข้อมูลโอเพนซอร์สอย่าง PostgreSQL หรือ MySQL บน Azure เองก็ยังมีความคุ้มค่าสูงกว่าคู่แข่งอย่างชัดเจน

No Description

ค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่าของ Azure SQL มาพร้อมกับความปลอดภัยสูงสุด โดย Microsoft SQL มีช่องโหว่ต่ำสุดในบรรดาระบบฐานข้อมูลในช่วงสิบปีที่ผ่านมา และผู้ใช้ Azure SQL ก็ได้รับการดูแลความปลอดภัยอย่างต่อเนื่องตลอดการใช้งานโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

กระบวนการย้ายแอปพลิเคชั่นไปยัง Azure ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่หลายองค์กรกลัว Forrestor Consulting รายงานถึงความคุ้มค่าของการย้ายแอปพลิเคชั่นไปยัง Azure SQL ว่าสามารถคืนทุนในการย้ายได้ในช่วงเวลาเพียงไม่ถึงสามเดือนเท่านั้น แต่ในระยะยาวกลับสามารถลดค่าใช้จ่ายได้มาก ทั้งค่าใช้จ่ายที่เกิดจากภาระของทีมงานไอทีที่ต้องดูแลระบบ, ค่าใช้จ่ายสำหรับการบำรุงรักษาฮาร์ดแวร์, เน็ตเวิร์ค, และสตอเรจที่สร้างภาระโดยไม่รู้ตัว ตัวบริการ Azure SQL Managed Instance ยังเข้ากันได้กับ SQL Server 2008 ทำให้ไม่ต้องกังวลว่าต้องแก้ไขแอปพลิเคชั่นเพื่อใช้งาน

โครงสร้างพื้นฐานบน Azure ประหยัดกว่า เชื่อถือได้มากกว่า

สำหรับองค์กรที่ต้องการย้ายโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดขึ้นมายัง Azure ไมโครซอฟท์เปิดทางให้ประหยัดได้มากกว่า ด้วยสิทธิประโยชน์การรับแพตช์ระยะยยาว Azure Hybrid Benefit ที่ใช้งานได้กับ Azure VMware ด้วย ทำให้เซิร์ฟเวอร์ต่างๆ ทั้ง Windows Server และ SQL Server ยังคงได้รับแพตช์ระยะยาวต่อไป ขณะที่องค์กรสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายลงอีกด้วยการใช้ Reserved Instance เมื่อคาดเดาโหลดที่ต้องการใช้งานได้ แม้แต่แอปพลิเคชั่นที่รันบนลินุกซ์ก็ยังสามารถนำไลเซนส์มาใช้งานต่อเนื่องบน Azure ได้ทั้ง Red Hat และ SUSE

No Description

Microsoft Azure มาพร้อมกับเครื่องมือช่วยจัดการค่าใช้จ่ายอย่าง Microsoft Cost Management ที่แนะนำวิธีการลดค่าใช้จ่ายได้ 20-34% พร้อมกับคำแนะนำเพิ่มเติมจาก Azure Advisor

การใช้งานโครงสร้างพื้นฐานบน Azure ยังเปิดโอกาสให้องค์กรสามารถใช้งานเครื่องมือเพิ่มเสถียรภาพและความปลอดภัยของระบบได้ เช่น Azure Site Recovery และ Azure Backup ที่ช่วยลดการเกิด downtime ที่ไม่คาดคิดได้ถึง 93% ขณะที่ Microsoft Defender for Cloud ก็ช่วยดูแลความปลอดภัยเซิร์ฟเวอร์และระบบฐานข้อมูลโดยประหยัดกว่าการใช้โซลูชั่นอื่น

Microsoft 365 Business Premium คุ้มครองทุกคนในองค์กร

องค์กรส่วนใหญ่คงใช้งาน Microsoft 365 กันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว เพราะชุดซอฟต์แวร์ Microsoft Office กลายเป็นหัวใจสำหรับการทำงานในองค์กรจำนวนมาก แต่ที่หลายองค์กรยังคงเลือกใช้โซลูชั่นความปลอดภัยเพิ่มเติมจากผู้ผลิตต่างๆ ไปพร้อมกัน

No Description

Microsoft 365 Business Premium เป็นชุดเพิ่มเติมที่ใส่โซลูชั่นความปลอดภัยมาอย่างครบถ้วน เปิดทางให้องค์กรสามารถควบคุมความปลอดภัยได้อย่างเต็มรูปแบบ ตัวป้องกันไวรัสระดับองค์กรอย่าง Microsoft Defender for Business ทำให้องค์กรมองเห็นช่องโหว่ต่างๆ ว่าเครื่องของพนักงานคนใดถูกโจมตี และ Microsoft Intune ทำให้ควบคุมได้ว่าอุปกรณ์แต่ละชิ้นที่เชื่อมต่อเข้าระบบขององค์กรมีความปลอดภัยเพียงพอหรือไม่ สามารถจัดการเครื่องระยะไกล โดยไม่ต้องให้พนักงานนำเครื่องมาหาฝ่ายไอทีเพื่อติดตั้งซอฟต์แวร์ต่างๆ โดยโซลูชั่นทั้งหมดเชื่อมต่อเป็นเนื้อเดียวกัน ไม่ต้องเสียเวลาเซ็ตอัพที่ยุ่งยากและอาจจะเกิดปัญหาตามมาภายหลัง

การเลือกใช้ Microsoft 365 Business Premium ช่วยให้องค์กรสามารถจัดการไลเซนส์ได้อย่างง่ายดายเพราะนับตามการใช้งานของผู้ใช้ Microsoft 365 ปกติ ช่วยประหยัดต้นทุนการดูแลไลเซนส์ซอฟต์แวร์ที่อาจจะทับซ้อนกันไปมาและต้องเสียเวลาอินทิเกรตกันเป็นเวลานานไปได้ถึง 60% ขณะที่เจ้าหน้าที่ไอทีขององค์กรสามารถให้บริการได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้นจากระบบที่เชื่อมกันและเปิดให้สามารถให้บริการได้โดยอัตโนมัติ เปิดทางให้พนักงานทั้งองค์กรสามารถทำงานจากที่ใดก็ได้โดยยังมีความปลอดภัยเต็มรูปแบบ

Microsoft Power Platform พัฒนาแอปพลิเคชั่นได้มากกว่าในเวลาที่สั้นลง

ต้นทุนก้อนใหญ่ของการดูแลระบบไอทีในองค์กรคือการพัฒนาแอปพลิเคชั่นภายในที่ช่วงหลังมีต้นทุนที่สูงขึ้น ปัญหาเช่นนี้ทำให้องค์กรจำนวนมากหันมาพิจารณาแพลตฟอร์ม Low Code / No Code ที่ช่วยสร้างแอปพลิเคชั่นได้อย่างรวดเร็ว พร้อมกับความสามารถในการปรับเปลี่ยนการทำงานตามความเปลี่ยนแปลงของธุรกิจได้ตลอดเวลา และ Microsoft Power Platform ก็นับเป็นแพลตฟอร์มชั้นนำไม่ต่างจากโซลูชั่นเฉพาะทาง

No Description

Power Apps นับเป็นแพลตฟอร์ม Low Code No Code ชั้นนำที่ความสามารถครบถ้วน เปิดทางให้นักพัฒนาสามารถสร้างแอปพลิเคชั่นที่ตรงความต้องการได้ในเวลาอันสั้น หรือแม้แต่ผู้ใช้ทั่วไปก็สามารถสร้างแอปพลิเคชั่นด้วยตัวเองได้

Power Automate เปิดทางให้องค์กรสามารถปรับกระบวนการทำงานที่เคยต้องใช้พนักงานมาทำขั้นตอนต่างๆ เช่น การส่งต่อเอกสาร รวบรวมข้อมูลประจำวัน หรืองานซ้ำๆ ที่เคยต้องใช้คน มาเป็นระบบอัตโนมัติที่เพิ่มประสิทธิภาพได้อย่างชัดเจน

บริการทั้งสองตัวยังเชื่อมต่อกับบริการอื่นๆ ของไมโครซอฟท์ได้อย่างแนบแน่น หรือบริการอื่นๆ นอกเหนือจากบริการของไมโครซอฟท์ก็ยังมี connector รองรับการทำงานมากกว่า 400 รายการ ทำให้การพัฒนาแอปพลิเคชั่นทำได้ในเวลาอันรวดเร็วโดยไม่ต้องลงทุนก้อนใหญ่กับการพัฒนาแอปพลิเคชั่นแบบเดิมๆ

ติดต่อตัวแทนของไมโครซอฟท์วันนี้เพื่อพูดคุยถึงความเป็นไปได้ในการปรับปรุงระบบในองค์กร เพื่อให้การลดค่าใช้จ่ายเป็นเรื่องง่ายยิ่งขึ้น วันนี้ Microsoft เราโปรแกรมมากมายที่จะช่วยในเรื่องของการนำ Microsoft SQL Server และ VMware License มาสู่ Azure Cloud ซึ่ง Microsoft จะมีบริการ migrate ฟรี รวมถึงมี credit ให้ทดลองใช้งาน และช่วย optimize ให้แบบไม่เสียค่าใช้จ่ายในกรณีที่ท่านใช้ Microsoft Azure อยู่แล้วตามเงื่อนไขที่กำหนด

ท่านสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เกี่ยวกับ Microsoft SQL Server และ VMware License ได้ที่

  • aka.ms/AZTHContact หรือแชทผ่าน Facebook ที่
  • Aka.ms/ContactMSFTTH หรือโทรมาหาเรา 1800-012-821 ได้ตั้งแต่วันนี้

from:https://www.blognone.com/node/131974

หากคุณคือ Superstar ต้องไม่พลาด Rockstar ในคอนเซ็ปต์ “Recharge แล้วไปต่อ”

ท่านผู้อ่านอาจจะสงสัยกับวลีเด็ดที่เรากล่าวไปข้างต้นอย่าง “Recharge แล้วไปต่อ” คอนเซ็ปต์เครื่องดื่มตัวใหม่ของ ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค ที่ตั้งใจบุกตลาดพรีเมียม ว่าเกี่ยวข้องอะไรกับการสร้างแบรนด์เครื่องดื่มใหม่

วันนี้ thumbsup จะมาเล่าเรื่องการทำแบรนด์เครื่องดื่มพรีเมียมของ Rockstar มาฝากกันค่ะ

รู้จัก Rockstar

บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มภายใต้แบรนด์สินค้าของซันโทรี่และเป๊ปซี่โคในประเทศไทย เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ เครื่องดื่มผสมกาเฟอีน ร็อคสตาร์ (Rockstar) มุ่งหวังที่จะรุกตลาดพรีเมียมเครื่องดื่มให้พลังงานของเมืองไทย เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภควัยทำงานรุ่นใหม่ที่มองหาเครื่องดื่มให้พลังงานที่สามารถตอบโจทย์ทั้งภาพลักษณ์ที่ทันสมัยและทางเลือกเพื่อสุขภาพ

ในปี 2564 ที่ผ่านมา ตลาดเครื่องดื่มให้พลังงาน (Energy Drink) ของประเทศไทย มีมูลค่าตลาดโดยรวมอยู่ที่ 19,000 ล้านบาท จากผลกระทบด้านการเพิ่มขึ้นของผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มทางเลือกในตลาด ปัญหาเศรษฐกิจที่ทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง และสถานการณ์โควิด-19 ขณะที่ตลาดพรีเมียม

ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 10% ของตลาดเครื่องดื่มให้พลังงานทั้งหมด มีแนวโน้มการเติบโตสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากการเข้ามาของผู้เล่นรายใหม่ ที่ส่งสินค้าเข้ามาช่วยกระตุ้นให้ตลาดคึกคัก

การเปิดตัวครั้งนี้ ถือว่าเป็นครั้งแรกในประเทศไทยกับแบรนด์เครื่องดื่มให้พลังงานชื่อดังระดับโลก ที่ให้ความซ่าแบบอัดก๊าซ ผสานกลิ่นหอม รสชาติกลมกล่อมลงตัว มีให้เลือก 2 สูตร ได้แก่

  • เครื่องดื่มผสมกาเฟอีน ร็อคสตาร์ สูตร ออริจินัล (ROCKSTAR ENERGY DRINK ORIGINAL)
  •  เครื่องดื่มผสมกาเฟอีน ร็อคสตาร์ สูตรไม่มีน้ำตาล (ROCKSTAR ENERGY DRINK NO SUGAR)

ชูคอนเซ็ปท์ “ไม่หมดใจ…ยังไงก็ไปต่อได้” เพื่อเติมความสดชื่น รีชาร์จพลังใจให้พร้อมเดินหน้าท้าชนทุกกิจกรรมที่คุณชื่นชอบ พร้อมอัดกิจกรรมทางการตลาดหลากหลายรูปแบบ หวังเจาะกลุ่มเป้าหมายที่เวิร์คฮาร์ด เพลย์ฮาร์ดเดอร์

 

จากกลุ่มซูเปอร์สตาร์สู่ไบค์เกอร์

ด้วยวิสัยทัศน์ ‘การเติบโตอย่างยั่งยืน’ (Growing for Good) ซึ่งเป็นหนึ่งในกลยุทธ์หลักคือเสริมสร้างการเติบโตผ่านการขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ ดังนั้นการเปิดตัวแบรนด์ใหม่ล่าสุดอย่าง ‘ร็อคสตาร์’ ในตลาดเครื่องดื่มให้พลังงาน จึงถือเป็นการเติมเต็มกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม ที่มีความหลากหลาย ทั้งด้านคุณภาพ รสชาติอร่อย และเป็นทางเลือกสำหรับเทรนด์รักสุขภาพที่มองหาเครื่องดื่มที่ไม่มีน้ำตาล หรือน้ำตาลน้อย

ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสดชื่นในระหว่างวันได้ในแบบที่ต้องการ จึงทำให้เราเห็นถึงความน่าสนใจของตลาดพรีเมียมเครื่องดื่มให้พลังงาน สำหรับการขยายฐานลูกค้าใหม่ในตลาดประเทศไทย

ก่อนหน้านี้ Rockstar เปิดตัวมาในคอนเซ็ปต์ Superstar ที่มีการยกทัพตัวแทนชาวร็อกสตาร์อย่าง โจอี้ บอย, ติช่า และ เติร์ด Tilly Birds มาให้กำลังใจในการล่าตามฝัน ผ่านสโลแกน “ไม่หมดใจ ยังไงก็ไปต่อได้”

ในต่างประเทศ Rockstar เป็นสินค้าที่ชื่นชอบในหมู่ Biker ด้วยภาพลักษณ์ที่พรีเมียม หาซื้อง่าย เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่ชอบใช้ชีวิตในการตามหา Passion

 

Recharge ไปกับ Rockstar Biker

การจัดแคมเปญอย่าง Recharge แล้วไปต่อกับ Rockstar Biker เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ในการบุกเติมพลังด้วยย่านสุดชิคในกรุงเทพฯ เพื่อทำความรู้จักกับเหล่า Rockstar ตัวจริง ให้มาแวะรีชาร์จส่งท้ายกับแคมเปญ Rockstar Recharge ที่ขนเหล่าไบค์เกอร์กับมอเตอร์ไซค์สุดหรูอย่าง Ducati เพื่อเติมพลังให้ชาวกรุงเทพพร้อมส่งต่อแจ๊คเก็ต Rockstar ให้กับเหล่า Rockstar ตัวจริงในทุกๆ ด้าน

สำหรับเครื่องดื่มผสมกาเฟอีน “ร็อคสตาร์” ชูความแตกต่างด้วยความซ่าที่มาจากการอัดก๊าซ ผสมผสานด้วยกลิ่นหอม รสชาติกลมกล่อม ดื่มง่าย และมีส่วนผสมที่เป็นประโยชน์ ซึ่งจะช่วยในการรีเฟรชและรีชาร์จพลังใจให้พร้อมไปต่อในทุกสถานการณ์ ในแบบฉบับของร็อคสตาร์ที่หลายคนชื่นชอบ มีให้เลือก 2 สูตร ได้แก่ ร็อคสตาร์ สูตรออริจินัล (ROCKSTAR ENERGY DRINK ORIGINAL) และร็อคสตาร์ สูตรไม่มีน้ำตาล (ROCKSTAR ENERGY DRINK NO SUGAR)

วางจำหน่ายแล้วในรูปแบบกระป๋อง ขนาด 245 มิลลิลิตร หาซื้อได้ในร้านสะดวกซื้อ ร้านค้าปลีก-ส่ง ซูเปอร์มาร์เก็ต และห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศ

 

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทาง

Facebook : ROCKSTAR THAILAND

เว็บไซต์ : www.suntorypepsico.co.th

from:https://www.thumbsup.in.th/rockstar-brand-recharge?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=rockstar-brand-recharge

ฮาวทู! การสร้าง Cross Targeting บน LINE ด้วย BUSINESS MANAGER ได้ง่ายๆ

นักการตลาดและเอเจนซี่ที่ดูแลแบรนด์หลายท่านที่ทำการตลาดบน LINE อาจจะเคยได้ยินหรือเคยลองใช้เครื่องมือ BUSINESS MANAGER กันมาบ้าง

แต่ทราบหรือไม่ว่า BUSINESS MANAGER นั้น สามารถทำ Cross Targeting หรือการส่งข้อมูลกลุ่มเป้าหมายข้ามผลิตภัณฑ์บน LINE เพื่อการยิงโฆษณาหรือการทำแคมเปญได้หลากหลายรูปแบบ ซึ่งการใช้เครื่องมือนี้จะช่วยให้องค์กรที่มีสินค้าหลายตัวสามารถเจาะกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ได้กว้างขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

วันนี้ thumbsup จะมายกตัวอย่างการใช้งานเครื่องมือนี้ ให้นักการตลาดของแบรนด์และเอเจนซี่ ได้นำไปปรับใช้กันค่ะ

รู้จัก BUSINESS MANAGER ใช้ทำงานอะไรได้บ้าง

นักการตลาดที่เคยวางแผนสร้างแคมเปญใน LINE น่าจะทราบดีว่า LINE มีเครื่องมือในการทำการตลาดที่หลากหลายเพื่อให้ได้เลือกใช้ในการเข้าถึงลูกค้า และในวันนี้ ยังสามารถช่วยให้แบรนด์ทำ Cross Targeting ได้ง่ายๆ ผ่านเครื่องมือ BUSINESS MANAGER ที่จะเป็นตัวช่วยสำคัญในการแชร์ข้อมูลกลุ่มเป้าหมายของระหว่าง 3 เครื่องมือสำคัญ ได้แก่

  • LINE OA ช่องทางหลักในการสื่อสารทำการตลาด
  • LINE Ads บัญชีเพื่อการยิงโฆษณาบนพื้นที่ตำแหน่งต่างๆ ใน LINE Ecosystem
  • Smart Channel Ads ตำแหน่งโฆษณาทำเลทองด้านบนสุดของหน้ารายการแชทในแอปฯ LINE

โดยทั่วไประบบหลังบ้านของ LINE สามารถทำการแลกเปลี่ยนข้อมูลกลุ่มเป้าหมายระหว่าง LINE OA และ LINE Ads ได้อยู่แล้ว

แต่ปัญหาคือรูปแบบการทำงานเดิมจะจำกัดเพียงหนึ่งบัญชี LINE OA ต่อหนึ่งบัญชี LINE Ads Account เท่านั้น ซึ่งถือเป็นข้อจำกัดในการทำ Cross Targeting สำหรับแบรนด์ที่มี LINE OA หรือ LINE Ads มากกว่าหนึ่งบัญชี

LINE จึงได้พัฒนาเครื่องมือ BUSINESS MANAGER เพื่อแก้ข้อจำกัดนั้น ทำให้การทำ Cross Targeting บนแพลตฟอร์ม LINE มีประสิทธิภาพการสื่อสาร การยิงโฆษณามากขึ้น

ทั้งนี้ thumbsup จะมาแนะนำตัวอย่างการใช้งานเครื่องมือ BUSINESS MANAGER เพื่อการทำ Cross Targeting 6 รูปแบบ เพื่อให้นักการตลาดเข้าใจกระบวนการทำงานมากขึ้น

 

รูปแบบที่ 1 : นำกลุ่มผู้ติดตาม (Friend List) ของแบรนด์ A ไปยิงแอดบนบัญชี LINE Ads ของแบรนด์ B

การทำ Cross Targeting รูปแบบนี้ จะช่วยให้แบรนด์หรือธุรกิจที่เป็นมีสินค้าหลายแบรนด์ นำข้อมูลระหว่างตัวสินค้า มาเพิ่มโอกาสทางการขาย เพราะแต่ละแบรนด์ย่อมมี LINE OA ภายใต้การดูแลอยู่หลายแบรนด์

ตัวอย่างเช่น 

แบรนด์ A (บิวตี้) VS แบรนด์ B (น้ำหอม)

ในกรณีที่แบรนด์ B ออกสินค้าใหม่เป็นน้ำหอมกลิ่นใหม่ และต้องการเพิ่มโอกาสในการรับรู้ไปที่กลุ่มเป้าหมายของสินค้าบิวตี้เพราะมีฐานลูกค้าที่กว้างและหลากหลาย โดยมีเป้าหมายในการโฆษณาที่ต้องการสื่อสารว่า “เมื่อลูกค้าสนใจผลิตภัณฑ์ความงามอยู่แล้ว พวกเขาอาจต้องการน้ำหอมเพื่อเสริมความมั่นใจ”

นักการตลาดของแบรนด์ สามารถนำเอาข้อมูลผู้ติดตาม หรือ Friend List จาก LINE OA ของแบรนด์ A ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่น่าจะสนใจในสินค้ากลุ่มความงาม มาแชร์ให้กับบัญชี LINE Ads ของแบรนด์ B ซึ่งเป็นสินค้าน้ำหอม เพื่อให้นำไปใช้เป็นกลุ่มเป้าหมายในการยิงแอด รวมทั้งเป็นการแนะนำสินค้าใหม่ให้กลุ่มเป้าหมายเหล่านั้น

ถือเป็นการขยายฐานกลุ่มเป้าหมายในการยิงโฆษณาของแบรนด์น้ำหอมให้ครอบคลุมขึ้น โดยยังคงอาศัยข้อมูลจากภายในองค์กรเดียวกันอยู่ จากการทดสอบของ LINE พบว่า การแชร์กลุ่มเป้าหมายในรูปแบบนี้ ช่วยให้ธุรกิจมี CTR เพิ่มขึ้นถึง 1.8 เท่า

 

รูปแบบที่ 2 : นำกลุ่มเป้าหมายที่คลิกข้อความบรอดแคสต์บน LINE OA ของแบรนด์ A ไปยิงแอดบนบัญชี LINE Ads ของแบรนด์ B

ตัวอย่างเช่น 

แบรนด์ A (บิวตี้) VS แบรนด์ B (น้ำหอม)

เมื่อสินค้าใกล้เคียงกัน ธุรกิจสามารถทำ Cross Targeting ผ่านการแชร์กลุ่มเป้าหมายเพื่อประสิทธิภาพการยิงโฆษณาที่สูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายที่เคยคลิกข้อความหรือภาพสินค้าจากการบรอดแคสต์ สะท้อนความสนใจที่ใกล้เคียงกัน ย่อมมีแนวโน้มที่จะให้ประสิทธิภาพในการยิงโฆษณาที่สูงขึ้น

แบรนด์บิวตี้อาจเคยทำภาพครีเอทีฟที่มีสินค้าหลากหลาย หรือมีคุณสมบัติหลากหลายรวมถึงสินค้าที่มีกลิ่นหอม ดังนั้น แบรนด์น้ำหอมสามารถเลือกเอาผู้ติดตามที่เคยคลิกภาพบรอดแคสต์ของสินค้าที่มีกลิ่นหอม หรือเกี่ยวกับกลิ่น มาเป็นกลุ่มเป้าหมายในการยิงแอดให้กับแบรนด์น้ำหอมเพื่อเข้าถึงลูกค้าที่สนใจผลิตภัณฑ์ที่มีกลิ่นหอม ซึ่งจะเกิดประสิทธิภาพมากกว่าการยิงแอดไปในกลุ่มเป้าหมายที่กว้างกว่าแต่ไม่ทราบความสนใจ

 

รูปแบบที่ 3 : นำกลุ่มเป้าหมายที่คลิกโฆษณาของแบรนด์ A ไปยิงแอดบนบัญชี LINE Ads ของแบรนด์ B

ตัวอย่างเช่น 

แบรนด์ A (บิวตี้) VS แบรนด์ B (น้ำหอม)

ไม่เพียงการแชร์ข้อมูลกลุ่มเป้าหมายที่คลิกข้อความหรือภาพจากการบรอดแคสต์จากใน LINE OA เท่านั้น ข้อมูลจากกลุ่มเป้าหมายที่เคยคลิกภาพจากโฆษณาผ่าน LINE Ads ของแบรนด์ A ที่อาจจะปรากฏอยู่ตามหน้า LINE TODAY, LINE VOOM, LINE Wallet หรือหน้า LINE OpenChat เป็นต้น ก็สามารถแชร์ไปให้แบรนด์ B ใช้ยิงแอดได้เช่นกัน ซึ่งจะทำให้ได้ฐานข้อมูลที่กว้างขึ้น ไม่ได้จำกัดแต่ผู้ติดตามใน LINE OA เพียงอย่างเดียว

กรณีคล้ายกันกับรูปแบบที่ 2 แต่ในกรณีนี้ แบรนด์จะได้กลุ่มเป้าหมายที่กว้างกว่า ไม่ใช่เพียงผู้ติดตาม LINE OA ของแบรนด์บิวตี้เท่านั้น แต่เป็นกลุ่มผู้ใช้ LINE อื่นๆ ที่เคยคลิกแอดของแบรนด์บิวตี้ด้วย โดยเมื่อนำข้อมูลกลุ่มนี้มาเป็นกลุ่มเป้าหมายในการยิงแอดของแบรนด์น้ำหอม จะทำให้แบรนด์น้ำหอมที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่มีความสนใจและจำนวนมากขึ้น

 

รูปแบบที่ 4 : นำกลุ่มเป้าหมายที่เคยเข้าชมเว็บไซต์ของแบรนด์ A ไปยิงแอดบนบัญชี LINE Ads ของแบรนด์ B

ตัวอย่างเช่น 

แบรนด์ A (บิวตี้) VS แบรนด์ B (น้ำหอม)

การแชร์ข้อมูลกลุ่มเป้าหมายผ่าน BUSINESS MANAGER ยังสามารถแชร์ข้อมูลลูกค้าที่ถูกติดตามจากการติด LINE Tag ได้ด้วย แบรนด์สามารถแชร์กลุ่มเป้าหมายที่ LINE Tag ติดตามผลว่า ได้เคยคลิกเข้าสู่เว็บไซต์ของแบรนด์ A จากการคลิกโฆษณามาแล้ว ไปใช้ยิงโฆษณาของแบรนด์ B หรือนำกลุ่มเป้าหมายเหล่านั้น ไปสร้างกลุ่มเป้าหมาย Lookalike ได้เช่นเดียวกัน

ผู้ที่ให้ความสนใจเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์จากการคลิกผ่านโฆษณาเข้ามา ย่อมเป็นผู้ที่มีความสนใจในผลิตภัณฑ์อย่างแท้จริง จึงถือเป็นกลุ่มเป้าหมายที่มีศักยภาพ แบรนด์น้ำหอมสามารถเลือกเอากลุ่มเป้าหมายที่เคยเข้าไปในเว็บไซต์ของแบรนด์บิวตี้ มาเป็นกลุ่มเป้าหมายในการยิงแอดแบรนด์น้ำหอม ซึ่งจะสามารสร้างประสิทธิภาพในการยิงแอดเพิ่มขึ้นได้อย่างแน่นอน

 

รูปแบบที่ 5 : นำข้อมูลที่เก็บจากลูกค้าโดยตรงของแบรนด์ A ไปยิงแอดบนบัญชี LINE Ads ของแบรนด์ B

ตัวอย่างเช่น 

แบรนด์ A (บิวตี้) VS แบรนด์ B (น้ำหอม)

หากทางแบรนด์มีการเก็บข้อมูลโดยตรงจากลูกค้า หรือที่เรียกว่า 1st party data ทั้งแบบออฟไลน์หรือออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น ข้อมูลส่วนตัว, อีเมล์, User ID หรือข้อมูลอื่นๆ ที่ได้ทั้งจากการทำแบบสอบถาม การเล่นเกมส์ หรือกิจกรรมทางการตลาดที่เคยทำมาของแบรนด์ A สามารถนำข้อมูลเหล่านี้ ไปใช้ยิงโฆษณาในบัญชีโฆษณาของแบรนด์ B ได้

ทั้งนี้ นักการตลาด แบรนด์ หรือผู้ประกอบการสามารถอัปโหลดข้อมูลเข้า BUSINESS MANAGER ได้

โดยไม่ต้องมีความกังวลในเรื่องการละเมิดกฏหมาย PDPA เพราะแบรนด์สามารถเลือกอัปโหลดข้อมูลเองได้โดยตรง รวมถึงจัดการ ลบข้อมูลเองได้ เลือกบัญชี LINE OA และ LINE Ads ในการทำแคมเปญแต่ละครั้งเองได้

รูปแบบที่ 6 : นำข้อมูลกลุ่มเป้าหมายที่เคยเห็นแอดบน LINE Smart Channel ไปยิงแอดบน LINE Ads 

ตัวอย่างเช่น 

แบรนด์ A (บิวตี้) VS แบรนด์ B (น้ำหอม)

แบรนด์สามารถนำกลุ่มเป้าหมายที่เคยรับชมหรือเคยคลิกโฆษณาบน LINE Smart Channel แชร์ไปที่ LINE Ads

เพื่อยิงโฆษณาตอกย้ำการรับรู้ด้วยข้อมูลที่ลึกขึ้น สร้าง Call to Action หรือแจ้งโปรโมชั่นเพื่อกระตุ้นให้เกิดความสนใจจนสามารถปิดการขายได้ โดยจากการทดสอบของ LINE การทำ Cross Target เช่นนี้ จะช่วยเพิ่ม CTR ขึ้นถึง 5.7 เท่า และลดต้นทุน CPC ได้ถึง 40%

LINE Smart Channel เป็นเครื่องมือที่เข้าถึงกลุ่มผู้ใช้จำนวนมาก เมื่อโฆษณาของแบรนด์บิวตี้ปรากฏอยู่บนตำแหน่งนี้ จะสามารถเก็บข้อมูลผู้สนใจคลิกแอดได้เป็นจำนวนมาก การแชร์กลุ่มเป้าหมายนี้ไปให้กับแบรนด์น้ำหอม จะสามารถสร้างกลุ่มเป้าหมายใหม่ที่มีศักยภาพให้กับแบรนด์น้ำหอมได้เป็นอย่างดี

เครื่องมือใหม่ BUSINESS MANAGER ของ LINE ถือเป็นเครื่องมือที่เข้ามาช่วยเสริมจุดแข็งให้แบรนด์และนักการตลาดในการสื่อสารกับลูกค้าและลดปัญหาการทำงานซ้ำซ้อนที่    ต้องเสียเวลาและเสียโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ ทั้งที่มีข้อมูลในมืออยู่แล้ว

อีกอย่างหนึ่งคือช่วยลดคความกังวลเรื่องกฏหมาย PDPA ที่แบรนด์และเอเจนซี่กังวลอย่างมากในการเก็บข้อมูลต่างๆ เพราะเป็นการแชร์ข้อมูลภายในองค์กรเดียวกันได้เท่านั้น ขณะเดียวกันก็ทำให้แบรนด์ได้ประโยชน์สูงสุดจากการใช้งานเครื่องมือใน LINE Ecosystem มากขึ้น

ทาง LINE เองก็มีการเสริมความมั่นใจให้กับลูกค้าด้วยผลการทดสอบการใช้งาน BUSINESS MANAGER ที่สามารถสร้างประสิทธิภาพการสื่อสาร รวมทั้งเพิ่ม CTR ได้มากขึ้นถึง 46% จากการทำ Cross Targeting ตามตัวอย่างที่เรายกมาฝากกัน

 

แบรนด์ที่สนใจสามารถใช้งาน BUSINESS MANAGER ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม!

โดยสามารถติดต่อเอเจนซี่ที่ดูแลแบรนด์ของท่านเพื่อลองใช้เครื่องมือนี้ ติดต่อเอเจนซี่พันธมิตรของ LINE ได้ที่ https://lineforbusiness.com/th/partner

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ BUSINESS MANAGER ได้ที่ https://lineforbusiness.com/th/service/businessmanager

#LINEBusinessManager #LINEforBusiness #Advertorial

 

บทความนี้เป็น Advertorial

from:https://www.thumbsup.in.th/how-to-cross-targeting-business-manager-line?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=how-to-cross-targeting-business-manager-line

แนะนำ K SHOP โฉมใหม่ รับเงินง่าย ได้เงินชัวร์ ตัวช่วยที่คนทำธุรกิจควรมี

ทุกวันนี้ใคร ๆ ก็อยากเป็นเจ้าของกิจการกันทั้งนั้น ด้วยความที่เทคโนโลยีใหม่ ๆ ทำให้เราสามารถเปิดกิจการกันได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเปิดร้านออนไลน์ หรือแม้จะเปิดร้านในซอกหลืบแค่ไหนขอแค่มีโซเชียลเน็ตเวิร์กก็มีลูกค้าเข้ามาหาแล้ว…และการบริหารจัดการธุรกิจของเราจะง่ายขึ้นไปกว่าเดิม เมื่อได้แอปอย่าง K SHOP จากธนาคารกสิกรไทย มาเป็นตัวช่วยในการจัดการเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ นอกจากจะถูกใจลูกค้าเพราะจ่ายง่ายครอบคลุมการชำระเงินหลากหลายวิธีแล้ว เจ้าของธุรกิจยังหายห่วงเพราะมั่นใจว่าได้เงินชัวร์ แถมยังปิดยอดตอนไหนก็ได้เงินเข้าบัญชีทันทีอีกต่างหาก

K SHOP คืออะไร ทำไมเจ้าของธุรกิจถึงควรใช้?

K SHOP ชื่อเดิมคือ K PLUS shop ซึ่งการรีแบรนด์ครั้งนี้เพื่อให้เป็นแอปที่ตอบโจทย์เจ้าของธุรกิจยิ่งกว่าเดิม ทั้งช่วยจัดการเรื่องรับจ่ายเงินและการบริหารร้านค้า ที่ต้องบอกเลยว่าเจ้าของกิจการที่มีหน้าร้านหรือขายของออนไลน์ควรมีไว้ใช้ เพราะยุคนี้สมัยนี้ลูกค้าหลาย ๆ คนก็แทบจะไม่พกเงินสดติดตัวกันแล้ว เวลาจะซื้อของแต่ละที ก็มักจะใช้การสแกน QR เพื่อชำระเงินกัน และหนึ่งในปัญหาหลักก็คือบางทีลูกค้าก็โอนผิดบ้าง โอนไม่ครบบ้าง บางร้านก็โดนสลิปปลอมให้เห็นกันอยู่บ่อย ๆ 

แต่ K SHOP จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ให้รับเงินง่ายได้เงินชัวร์แน่นอน เพราะเค้าได้เอาปัญหาที่เจ้าของธุรกิจต้องเจอบ่อย ๆ มาพัฒนาเป็นฟีเจอร์ที่ช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้แบบครบครัน และที่สำคัญคือแอปนี้ใช้งานง่ายใคร ๆ ก็ใช้ได้ ไม่มีอะไรซับซ้อนเลย

ฟีเจอร์น่าใช้ของ K SHOP

K SHOP มีฟีเจอร์ดีๆ ที่ออกแบบมาเพื่อเจ้าของธุรกิจมากมาย วันนี้เราขอยกตัวอย่าง ฟีเจอร์เด็ดมาให้ดูกันสักหน่อย ได้แก่

1.แจ้งยอดเงินเข้าด้วยเสียงพูด

ฟีเจอร์นี้จะช่วยประหยัดเวลาและลดความยุ่งยากให้เจ้าของธุรกิจ เพราะเมื่อลูกค้าจ่ายเงินและเงินเข้าบัญชีร้าน K SHOP จะแจ้งยอดเงินเป็นเสียงพูดออกมาเลยว่าลูกค้าโอนมาเท่าไหร่ ทำให้ไม่สับสนกับเสียงแจ้งเตือนของแอปอื่น หรือช่วงเวลาที่ร้านยุ่งมากๆ ก็ไม่ต้องมัวหันไปมองมือถือ แถมยังมั่นใจด้วยว่ายอดโอนมาถูกต้องจริง ๆ ไม่กลัวลูกค้ามั่วเอาสลิปปลอมมาเปิดให้ดูด้วย

2.สแกนเช็กสลิปปลอม

นอกจากแจ้งเตือนด้วยเสียงพูดแล้ว เราคิดว่าฟีเจอร์เช็กสลิปนี้ต้องถูกใจเหล่าพ่อค้าแม่ค้าแน่นอน เพราะเราเคยได้ยินข่าวมาก็เยอะว่าร้านค้าออนไลน์โดนมิจฉาชีพทำสลิปโอนเงินปลอมแล้วเนียนส่งมาหลอกว่าโอนเงินแล้วจนส่งของเรียบร้อยพึ่งรู้ว่าเงินไม่เข้า (ร้านก็ลืมเช็คยอดจากแอปธนาคาร) แต่ถ้ามี K SHOP ก็ชัวร์เพิ่มอีกชั้น เพราะสามารถสแกนเช็กสลิปที่ลูกค้าส่งมายืนยันได้ทันทีว่าสลิปนั้นเป็นของจริงหรือของปลอม 

3.ปิดยอดได้ไม่ต้องรอสิ้นวันเงินเข้าทันที

เงินหมุนเวียนคล่องเพราะ K SHOP สามารถกดปิดยอดเงินเข้าตอนไหนก็ได้ทันที โดยไม่ต้องรอปิดยอดสิ้นวันแบบแอปอื่น ๆ เกิดขายดีจัด ของหมดตั้งแต่เที่ยงจะไปซื้อของมาเติมก็แค่กดปิดยอดปุ๊บ เงินก็โอนเข้าบัญชีปั๊บ เอามาหมุนต่อได้ทันทีจ้า แต่วันไหนไม่รีบใช้เงินจะรอให้ระบบปิดยอดอัตโนมัติตามรอบตอนสิ้นวันก็ได้ 

4.รับชำระเงินได้หลากหลายรูปแบบ

แต่ก่อนข้อจำกัดของการชำระเงินด้วยระบบ QR คือเรื่องวิธีการจ่ายเงินที่อาจจะรองรับไม่ทั่วถึง ซึ่งไม่ใช่ปัญหาเพราะ QR K SHOP แทบจะดักการรับชำระเงินเอาไว้ทุกทางแล้ว ไม่ว่าลูกค้าอยากชำระด้วยแบบไหน QR K SHOP ก็รับได้ ทั้ง Thai QR, e-Wallet, บัตรเครดิต/เดบิต  และยังสามารถสร้าง QR ระบุยอดเงินสำหรับรับชำระได้ทั้งออฟไลน์และออนไลน์ อันนี้ลูกค้าน่าจะชอบเพราะสะดวก ไม่ต้องกดยอดเงินที่ต้องชำระเอง หรือลูกค้ายังสามารถใช้ K Point จ่ายแทนเงินสดได้ (10 พอยท์ = 1 บาท)

 5.รับชำระเงินจากนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ง่าย ๆ

ตอนนี้บ้านเราเริ่มเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวแล้ว ก็เป็นโอกาสทองสำหรับร้านค้าต่าง ๆ ที่จะรับลูกค้าชาวต่างชาติได้แบบง่าย ๆ ไม่ต้องมาวุ่นวายทอนเงิน นับเงินให้มึน เพราะว่าตอนนี้ K SHOP รองรับการสแกนจ่าย QR ของนักท่องเที่ยวต่างชาติผ่านแอป Mobile Banking จาก 5 ประเทศ คือ มาเลเซีย, เวียดนาม, สิงคโปร์, กัมพูชา และ อินโดนีเซีย

นอกจากนี้ยังรับชำระเงินจากนักท่องเที่ยวชาวจีนด้วยแอปอย่าง AliPay หรือ WeChat Pay ได้อีกต่างหาก พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวสุด ๆ

QR K SHOP VS QR K PLUS ต่างกันยังไง?

สำหรับผู้ที่ใช้ K PLUS อยู่แล้ว อาจจะคิดว่า…เออ ก็ QR เหมือนๆ กัน จะ QR รับเงินใน K PLUS หรือ QR K SHOP ก็ไม่เห็นต่างกันนี่นา แต่จริง ๆ แล้วการรับเงินด้วย QR K SHOP จะมีความพิเศษที่เหมาะกับเจ้าของธุรกิจหรือคนค้าขายมากกว่า โดยจุดสังเกตง่ายๆ อยู่ที่ QR K SHOP จะระบุชื่อร้านที่ใช้สมัครแทนที่จะเป็นชื่อบัญชีบุคคลนั่นเอง

รับเงินด้วย QR K SHOP ดีกับเจ้าของธุรกิจตรงไหน?

  • รับชำระเงินได้หลายรูปแบบ ให้ลูกค้าเลือกจ่ายได้ ทั้ง Thai QR, e-Wallet, บัตรเครดิต/เดบิต, รับสแกนจ่าย QR จาก Mobile Banking ของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่รองรับ รวมถึงรับชำระผ่าน AliPay หรือ WeChat Pay
  • มีแจ้งเตือนยอดเงินเข้า โดยเป็นเสียงพูดบอกจำนวนเงิน ละเอียดถึงหลักสตางค์เลย ไม่ใช่แค่เสียงแจ้งเตือนธรรมดา
  • สแกนเช็กสลิปปลอมผ่านแอปได้เลย
  • สมัคร Account เดียว แต่สามารถแยกยอดขายเป็นสาขา, แยกเป็นชื่อพนักงาน, แยกแบรนด์ได้
  • เรียกดูรายงานการขายได้แบบ real-time, ดูได้ว่ารับเงินมาจากใคร, ยอดเท่าไหร่, โอนจากธนาคารไหน แถมยังเอาข้อมูลเหล่านี้ออกมาเป็นไฟล์ Excel ได้ด้วย ไม่ต้องจดเอง ซึ่งสามารถนำข้อมูลนี้ไปใช้วางแผนต่อยอดธุรกิจได้
  • ปิดยอดเอาเงินเข้าบัญชีตอนไหนก็ได้ เงินเข้าบัญชีทันที ไม่ต้องรอสิ้นวัน

เห็นความสามารถของ K SHOP แล้ว เรียกว่าเป็นอะไรที่เหมาะสุด ๆ สำหรับเจ้าของธุรกิจทั้งแบบหน้าร้าน และแบบออนไลน์จริง ๆ เพราะฟีเจอร์ต่าง ๆ ของ K SHOP นอกจากจะทำให้การค้าขายมีความสะดวกรวดเร็วขึ้นแล้ว ยังมีความปลอดภัยสูงอีกต่างหาก และที่เด็ดคือ K SHOP ดาวน์โหลดฟรีด้วยนะ…เห็นแบบนี้แล้วก็ไปดาวน์โหลดมาใช้กันได้เลยทั้งระบบ Android และ iOS ครับ

สำหรับรายละเอียด K SHOP เพิ่มเติมก็เข้าไปดูกันได้ที่ https://kbank.co/3Wuslzl

K SHOP (Free, Google Play) →

‎K SHOP (Kasikorn SHOP) (Free, App Store) →

from:https://droidsans.com/k-shop-must-have-app-for-smes/

รู้จักกับ AXONS ผู้นำด้าน AgriTech พาเกษตรไทยทัดเทียมระดับโลกด้วยเทคโนโลยี

ประเทศไทยมีภาคการเกษตรขนาดใหญ่และมีแรงงานอยู่ในอุตสาหกรรมการเกษตรจำนวนมาก แต่การแข่งขันเกษตรกรรมในยุคใหม่ก็ต้องอาศัยเทคโนโลยีอย่างมาก นับแต่การจัดการภายในไร่นาหรือฟาร์มปศุสัตว์ให้มีประสิทธิภาพ หรือการติดตามย้อนรอยอาหารที่เราบริโภคกันว่ามีที่มาอย่างไรเพื่อให้แน่ใจว่าอาหารทุกจานที่เรากินมีความปลอดภัย

No Description

เกษตรกรรมนับเป็นอุตสาหกรรมใหญ่ของประเทศไทย โดยอุตสาหกรรมอาหารอย่างเดียวก็มีมูลค่ามากกว่า 20% ของ GDP ประเทศ และเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของรัฐบาล หรือหากมองภาคการเกษตรของไทยก็มีมูลค่าสูงถึง 1.38 ล้านล้านบาท การนำเทคโนโลยีมาใช้จะช่วยปลดล็อกให้อุตสาหกรรมนี้เติบโต ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจ พร้อมกับพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกร พ่อค้าแม่ค้ารายเล็กถึงรายใหญ่

No Description

AXONS เป็นบริษัทเกษตรเทคโนโลยี (AgriTech) ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์และ บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี ให้กับบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) มากว่า 40 ปี นับเป็นบริษัทเทคโนโลยีแรกๆ ของไทยที่เน้นพัฒนาเทคโนโลยีด้านการเกษตรอุตสาหกรรมโดยเฉพาะ ทำให้ทุกวันนี้ AXONS เป็นผู้นำด้านเกษตรเทคโนโลยีที่ช่วยให้คุณภาพชีวิตของทุกคนดีขึ้น

No Description

ทุกวันนี้ AXONS พัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเกษตรอุตสาหกรรมครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การจัดการ ด้านการเพาะปลูก การเลี้ยงสัตว์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตต่อพื้นที่ เรื่อยมาจนถึงระบบจัดการด้านลอจิสติกส์ การจัดการคงคลังการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในอุตสาหกรรม เน้นเรื่องการ บริการจัดการงานบำรุงเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่างๆ รวมไปถึงรายงานการวิเคราะห์ข้อมูลการซ่อม เพื่อประสิทธิผลสูงสุด และความปลอดภัยในโรงงาน ช่วยให้ธุรกิจดำเนินการได้อย่างราบรื่น จนถึงโซลูชั่นสำหรับธุรกิจค้าปลีกหรือร้านอาหารที่มีระบบจัดการร้านและการจัดการคลังความรู้ (KM) และระบบลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ (Digital Signature) นอกจากนี้ยังมีโซลูชั่นสำหรับเป็นตัวช่วยในการดำเนินธุรกิจ เช่น ระบบจัดการทรัพยากรบุคคล ระบบ CRM ที่ช่วยบริหารความสัมพันธ์ระหว่างลูกค้ากับบริษัท

No DescriptionNo Descriptionแอปฟ.ฟาร์ม By AXONS ช่วยเหลือเกษตรกรด้วยข้อมูลทั้งการจัดการผลผลิต, รายงานราคาซื้อขายและให้ความรู้ด้านการเกษตร และช่วยเกษตรกรในการถามประเด็นปัญหากับผู้เชี่ยวชาญ

เนื่องจากโซลูชั่นของ AXONS ครอบคลุมงานหลายส่วนเพราะต้องพัฒนาทั้งเดสท์ทอปแอปพลิเคชั่น, โมบายแอปพลิเคชั่น, เว็บแอปพลิเคชั่นไปจนถึง BI Dashboard เพื่อใช้ในการวิเคราะห์แนวโน้มทางธุรกิจ AXONS ก็ยังพัฒนาแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ เหล่านี้บน Technology Stack ที่ได้รับการยอมรับและใช้โดยบริษัท IT ชั้นนำของโลก

  • โดยเครื่องมือสำหรับใช้ในการพัฒนา Front End แอปพลิเคชั่น เราเลือกใช้ React ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นโดย Facebook เป็นเทคโนโลยี่ที่เหมาะกับการพัฒนา Web Application ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ในมุมของการพัฒนา Mobile Application เราเลือกใช้ Flutter ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นโดย Google รองรับการใช้งานบนระบบปฏิบัติการทั้ง iOS และ Android (Cross Platform) ทำให้ลดเวลาในการพัฒนาและสามารถส่งมอบ Application ที่ดีให้กับลูกค้าภายในเวลาอันรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
  • ในส่วนของ Back End เราเลือกใช้ Node.js ซึ่งใช้ภาษา JavaScript/Typescript เช่นเดียวกับ React ทำให้เราสามารถสร้าง Full Stack Squad โดยใช้ภาษาร่วมกันทั้ง Frontend และ Backend สำหรับ Data Analytic เราเลือกใช้ Python ในการพัฒนา AI Model ซึ่ง Python เป็นภาษาที่มี AI Library ที่หลากหลายและตอบโจทย์การทำ Prediction ขององค์กรและลูกค้า

ในมุมของโครงสร้างพื้นฐาน AXONS เลือกใช้ World Class Cloud Provider อย่าง AWS (Amazon Web Services) ซึ่งรองรับการทำงานของ Application แบบ High Availability โดยเมื่อ Data Center หนึ่งต้องหยุดการทำงานด้วยเหตุสุดวิสัย Application จะยังสามารถทำงานได้ตามปกติไม่ส่งผลกระทบกับลูกค้า

นอกจาก AWS แล้ว AXONS ยังเลือกใช้ GCP (Google Cloud Platform) สำหรับการจัดการ Data Lake และการทำ AI รวมถึง BI โดย GCP มีความสามารถในการเก็บข้อมูลจำนวนมหาศาลแบบ Real Time และสามารถดึงข้อมูลขึ้นมาใช้ได้อย่างรวดเร็ว แล้วยังมี Service ในการรองรับการทำ AI Model และ Management Dashboard ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว AXONS ยังมีการพัฒนาระบบอื่นๆ อีก เช่น

  • ระบบฐานข้อมูล AXONS เลือกใช้ Oracle ซึ่งมีการทำงานแบบ Cluster ทำให้ข้อมูลมีความเสถียรสูง มีการทำ Database Encryption (TDE) ซึ่งทำให้มั่นใจว่าข้อมูลลูกค้าถูกจัดเก็บอย่างปลอดภัย
  • ส่วน Database บน Cloud Application ก็เลือกใช้ AWS RDS แบบ Multi-AZ (ทำงานในหลาย Data Center พร้อมกัน) ทำให้มั่นใจว่า Application จะได้รับการรองรับจากฐานข้อมูลที่มีเสถียรภาพสูงสุด

แล้วได้มีการเลือกใช้ AWS SaaS (Software as a Service) โดยเลือกใช้เทคโนโลยี ElasticCache ในการเก็บข้อมูลชั่วคราวที่สามารถเข้าถึงได้อย่างรวดเร็ว และเลือกใช้ DynamoDB เพื่อเก็บข้อมูลประเภทที่เป็น Document

AXONS มีระบบการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) โดยใช้เทคโนโลยี Blockchain เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจว่าสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ผลิตจากวัตถุดิบที่ตรวจสอบย้อนกลับได้โดยไม่มีการแก้ไขข้อมูลระหว่างทาง (Immutable)

ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม
Website: http://www.axonstech.com/
ร่วมงาน: JoinUS@axonstech.com

from:https://www.blognone.com/node/131649

งาน SCG : The Next Chapter Exposition โซลูชันสุดล้ำเพื่ออนาคต

SCG

เมื่อโลกของเรากำลังก้าวสู่อนาคต และนวัตกรรมโซลูชันแห่งอนาคตก็ใกล้ชีวิตเราเข้ามาทุกที ลองมาค้นหาคำตอบในงาน SCG : The Next Chapter Exposition งานที่จะทำให้เราได้สัมผัสโซลูชันที่ตอบโจทย์การใช้ให้สะดวก ปลอดภัย และรักษ์โลกได้มากกว่าเดิม ภายใต้แนวคิด “Your Next Chapter is our Next Chapter”

งานเดียวที่รวมโซลูชันแห่งอนาคต ไม่ว่าจะเป็น

  • พลังงานสะอาดครบวงจร
  • สุขภาพและการแพทย์
  • ดิจิทัลโลจิสติกส์
  • นวัตกรรมรักษ์โลก
  • สมาร์ทลิฟวิ่ง
  • สมองกลอัจฉริยะ

นอกจากนี้ ยังมีงานเสวนาที่น่าสนใจมากมาย อย่าง Digital and Technology Global Trends, Smart Building Trends Update เเละ Young Talent Program Idea Pitching ตลอดจนกิจกรรมพิเศษ เช่น การสาธิตเทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติ (CPAC 3D Printing Solution) และการบินโดรนอัจฉริยะไร้คนขับ เป็นต้น

  • งาน SCG : The Next Chapter Exposition
  • วันอังคารที่ 13 – วันศุกร์ที่ 16 ธันวาคม 2565
  • เวลา 08.00 – 17.30 น.
  • ที่ เอสซีจี สำนักงานใหญ่

ลงทะเบียนจองรอบการเข้าชม >> https://www.eventpop.me/e/14170/scgthenextchapter

รับชมผ่านช่องทางออนไลน์มากมายได้ที่

#thumbsup

from:https://www.thumbsup.in.th/%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99-scg-the-next-chapter-exposition?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2599-scg-the-next-chapter-exposition

“Vision of the Beyond” คอนเซ็ปต์ใหม่จากเมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่มาของรถยนต์สปอร์ตในตำนานที่แฟน ๆ รอคอย

เมอร์เซเดส-เบนซ์ พร้อมเผยแนวทางใหม่ในการสร้างสรรค์บูธเมอร์เซเดส-เบนซ์สำหรับงานจัดแสดงรถยนต์ ที่งานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 39 ทั้งการเลือกใช้ “ดิจิทัลไกด์” ผู้ให้คำแนะนำเรื่องรถยนต์ที่รู้จริงแบบไม่จำกัดเพศ การสร้างสรรค์บูธแบบอินเทอร์แอคทีฟภายใต้คอนเซ็ปต์ “Vision of the Beyond” นำเสนอประสบการณ์ยานยนต์แบบฉบับ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่โดดเด่นเหนือระดับ และ ไฮไลต์ของรถยนต์หลากหลายรุ่น อาทิ

“EQS 500 4MATIC AMG Premium” ยานยนต์พลังไฟฟ้า 100% รุ่นประกอบในประเทศคันแรกที่ผสานทั้งเทคโนโลยี ดีไซน์ ฟังก์ชันการใช้งาน และการเชื่อมต่อเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน “Mercedes-AMG SL 43” รถยนต์สปอร์ตขุมพลังแรงเวอร์ชันใหม่ของรุ่นที่เป็นตำนานที่แฟน เมอร์เซเดส-เบนซ์ ตัวจริงรอคอย และ “Mercedes-Benz C 350 e AMG Dynamic” ยานยนต์ปลั๊กอินไฮบริดรุ่นใหม่ในตระกูล C-Class ที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้และได้รับเสียงตอบรับที่ดีเยี่ยม รวมถึงอีกหลายรุ่นที่พร้อมให้แฟน ๆ เมอร์เซเดส-เบนซ์ได้ตื่นเต้นตลอดงานมหกรรมยานยนต์ ตั้งแต่วันที่ 1-12 ธันวาคมนี้

มร. โรลันด์ โฟล์เกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เมอร์เซเดส-เบนซ์มีความมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้กำหนดเทรนด์ใหม่ ๆ ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยอยู่เสมอ นั่นจึงเป็นที่มาของการริเริ่มทำสิ่งใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการนำเสนอผลิตภัณฑ์ยานยนต์ของเราภายในการจัดงานแสดงรถยนต์ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา รวมทั้งในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 39 ครั้งนี้ด้วย

เริ่มตั้งแต่การเลือกใช้ “ดิจิทัลไกด์” เพื่อให้คำแนะนำและนำเสนอข้อมูลรถยนต์ด้วยความเชี่ยวชาญในรูปแบบดิจิทัล โดยไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นเพศใด การนำเสนอบูธเมอร์เซเดส-เบนซ์ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Vision of the Beyond ” ในรูปแบบอินเทอร์แอคทีฟ ด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำที่ลูกค้าสามารถเข้ามาโต้ตอบกับ AI Artist โดยจะแสดงข้อความต้อนรับเข้าสู่บูธแบบเอ็กซ์คลูซีฟ ดื่มด่ำกับประสบการณ์ใหม่ของการเลือกชมรถยนต์รุ่นใหม่ได้อย่างสอดคล้องกับตัวตน และไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนอย่างเต็มที่ผ่านแพลตฟอร์ม Midjourney

นอกจากนี้ เรายังมีไฮไลต์ของรถยนต์ใหม่ที่น่าตื่นเต้นมากมายมาให้ลูกค้าได้สัมผัส ไม่ว่าจะเป็นยนตรกรรมไฟฟ้า 100% ที่ประกอบในประเทศอย่าง “EQS 500 4MATIC AMG Premium” รวมถึง “Mercedes-AMG SL 43” ยานยนต์สปอร์ตพลังแรงตามแบบฉบับรถยนต์เอเอ็มจีที่แฟนเมอร์เซเดส-เบนซ์ตัวจริงรอคอย และ “Mercedes-Benz C 350 e AMG Dynamic” ยานยนต์ปลั๊กอินไฮบริดรุ่นใหม่ในตระกูล C-Class ที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้และได้รับเสียงตอบรับที่ดีเยี่ยม”

ภายในงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 39 นี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์พร้อมสร้างความตื่นเต้นให้กับลูกค้าและผู้มาเยี่ยมชมงานด้วยคอนเซ็ปต์ “Vision of the Beyond” เปิดโอกาสให้ทุกคนได้สัมผัสประสบการณ์สุดล้ำจากยนตรกรรมแห่งโลกอนาคต ผ่านรถยนต์ไฮไลต์โมเดลใหม่ 3 รุ่น ที่เสมือนเป็นตัวแทนของ Vision ในอนาคตของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ไม่ว่าจะเป็น

  • Vision of Innovation กับการพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์ของการสร้างสรรค์นวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ด้วยความพร้อมในการบุกเบิกและคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อสร้างสรรค์ยนตรกรรมแห่งโลกอนาคต
  • Vision of Performance กับยานยนต์ที่ยกระดับสมรรถนะความแรงไปอีกขึ้นกับเครื่องยนต์ที่ได้รับการสร้างสรรค์ออกมาราวกับงานฝีมือสุดประณีต
  • Vision of Sustainability ที่สะท้อนความมุ่งมั่นของเมอร์เซเดส-เบนซ์ในการพัฒนาระบบปลั๊กอินไฮบริดให้มีประสิทธิภาพลดการเผาผลาญพลังงานเชื้อเพลิง เป็นมิตรต่อโลกมากยิ่งขึ้น

ส่วนประสบการณ์ของการได้เข้ามาสัมผัสบูธเมอร์เซเดส-เบนซ์ที่งานมหกรรมยานยนต์ในปีนี้ก็พิเศษไม่แพ้รถยนต์ไฮไลต์ เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เมอร์เซเดส-เบนซ์นำเทคโนโลยี AI มาสร้างสรรค์ภาพโลกอนาคต จาก Vision ผู้เข้าร่วมงาน เพียงลงทะเบียนล่วงหน้าตอบคำถามสั้น ๆ ว่า “ภาพโลกอนาคตของคุณเป็นอย่างไร?” ระบบ AI จะนำคำตอบไปสร้างเป็นภาพโลกอนาคตในแบบคุณ พร้อมโชว์ผ่านจอขนาดยักษ์ในงาน ให้คุณได้สัมผัสประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟได้แบบเต็ม ๆ

สำหรับไฮไลต์ของรถยนต์รุ่นใหม่จากเมอร์เซเดส-เบนซ์ที่ลูกค้าจะได้พบภายในงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 39 ได้แก่

“EQS 500 4MATIC AMG Premium”

ยานยนต์ไฟฟ้าคันแรกจากแบรนด์ Mercedes-EQ ที่เมอร์เซเดส-เบนซ์พร้อมเปิดไลน์การผลิตภายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยรถยนต์คันนี้รังสรรค์ขึ้นด้วยแพลตฟอร์มของยานยนต์ไฟฟ้าใหม่ในทุกรายละเอียด ทั้งการออกแบบโครงสร้างทางวิศวกรรม เรื่อยไปจนถึงดีไซน์ภายนอกและภายในที่สะท้อนเอกลักษณ์ของความเป็นยานยนต์สำหรับโลกอนาคตจากเมอร์เซเดส-เบนซ์

โดยมาพร้อมขุมพลังไฟฟ้า 100% จากมอเตอร์ไฟฟ้าคู่พร้อมความจุของแบตเตอรี่ขนาด 108.4 kWh ให้กำลังสูงสุด 449 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 828 นิวตันเมตร ให้อัตราเร่งที่ยอดเยี่ยมจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงในเวลา 4.8 วินาที พร้อมทำความเร็วสูงสุดได้ 210 กิโลเมตร/ชั่วโมง ซึ่งด้วยความจุของแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ทำให้รถยนต์คันนี้สามารถวิ่งได้ไกลสูงสุด 702 กิโลเมตร (WLTP) ต่อการชาร์จแบตเตอรี่จนเต็ม 1 ครั้ง

ด้วยความตั้งใจในการออกแบบรถยนต์ระดับลักชัวรีบนแพลตฟอร์มรถยนต์ไฟฟ้าตั้งแต่เริ่มต้น ภายใต้โครงสร้างตัวถังที่ออกแบบขึ้นมาโดยเฉพาะแบบ EVA2 (Electric Vehicle Architecture Generation 2) รถยนต์รุ่น EQS 500 4MATIC AMG Premium จึงผสานความเป็นที่สุดทั้งในเรื่องเทคโนโลยี ฟังก์ชันการใช้งาน และการเชื่อมต่อเข้าด้วยกันอย่างลงตัวในทุกรายละเอียด และดีไซน์ทั้งภายนอกและภายในก็ตอบรับความตั้งใจดังกล่าวนี้โดยผสานปรัชญา “Sensual Purity” ของเมอร์เซเดส-เบนซ์เข้ากับแนวคิด “Progressive Luxury” ที่ให้ผลลัพธ์เป็นดีไซน์แบบไร้รอยต่อ (seamless design) ในทุก ๆ องศาของรถยนต์

รวมทั้งเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัยภายใน EQS 500 4MATIC AMG Premium นั้น จัดมาให้อย่างเต็มพิกัด ทั้งระบบเลี้ยว 4 ล้อแบบ rear axle steering ที่ทำให้ทุกการขับขี่ง่ายดายยิ่งขึ้นด้วยล้อหลังที่สามารถเลี้ยวได้มากถึง 4.5 องศา รวมถึงระบบช่วยเหลือการขับขี่แบบ Driving assistance package ที่รวบรวมระบบความปลอดภัยต่าง ๆ ไว้อย่างครบครัน ทั้งระบบรักษาระยะห่างจากรถด้านหน้าและควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Active Distance Assist DISTRONIC), ระบบช่วยรักษารถให้อยู่ในช่องทางจราจร (Active Lane Keeping Assist), ระบบช่วยเบรกอัตโนมัติ (Active Brake Assist), ระบบช่วยเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตา (Active Blind Spot Assist), ระบบช่วยการทรงตัวและดึงรถกลับเข้าช่องจราจร (Evasive Steering Assist) และระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติในกรณีฉุกเฉิน (Active Emergency Stop Assist) ฯลฯ

EQS 500 4MATIC AMG Premium วางจำหน่ายในราคา 7,900,000 บาท

 

“Mercedes-AMG SL 43”

“Mercedes-AMG SL 43” คือรถยนต์สปอร์ตขุมพลังแรงสุดหรูหราเวอร์ชันใหม่ของรุ่นที่เป็นตำนานจากแบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์ที่แฟนเมอร์เซเดส-เบนซ์ตัวจริงรอคอย และเมื่อ “The Star is Reborn” อีกครั้ง จึงมาพร้อมกับความเป็นที่สุดในทุกด้าน ทั้งความสะดวกสบายในทุกสัมผัส อารมณ์ความรู้สึกสปอร์ตถึงขีดสุดจากภายนอกถึงภายใน และขุมพลังความแรงที่ไม่อาจต้านทานของเครื่องยนต์
2.0 ลิตรสุดทรงพลังในแบบฉบับ AMG

ที่ประกอบขึ้นโดยวิศวกรผู้เชี่ยวชาญเพียงผู้เดียวตั้งแต่ขั้นตอนแรกจนถึงขั้นตอนสุดท้ายแบบ One Man, One Engine พร้อมระบบอัดอากาศไฟฟ้าแบบ electric exhaust gas turbocharger แบบเดียวกันกับที่ใช้ในรถยนต์ Formula 1® ทำให้เครื่องยนต์สามารถสร้างพละกำลังได้สูงถึง 381 แรงม้าที่ 6,750 รอบต่อนาที และให้แรงบิดสูงสุดถึง 480 นิวตันเมตร ที่ 3,000-5,000 รอบต่อนาที

Mercedes-AMG SL 43 ยังมีการปรับแต่งระบบควบคุมเครื่องยนต์ เพื่อเพิ่มสมรรถนะและการตอบสนองของเครื่องยนต์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ด้วยการควบคุมระบบอัดอากาศให้เหมาะสมตามการขับขี่ และตกแต่งฝาครอบเครื่องยนต์ด้วยลายเซ็นของผู้ประกอบ บ่งบอกถึงสัญลักษณ์ของ AMG ได้อย่างชัดเจน

ด้วยกำลังสูงสุด 381 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 480 นิวตันเมตร ดีไซน์ภายนอกคือการบรรจบกันระหว่างเอกลักษณ์ความเป็นรถสปอร์ตพลังแรงและความเป็นรถยนต์ซีดานที่เปี่ยมด้วยความหรูหรา ส่วนห้องโดยสารภายในให้รายละเอียดที่โดดเด่นตามแบบฉบับของรถยนต์มอเตอร์สปอร์ต 2 ประตูพร้อมเบาะที่นั่งแบบ 2+2 ที่มอบความสะดวกสบายสูงสุดสำหรับการขับขี่ในทุก ๆ วัน โดยเฉพาะการมาพร้อมระบบ MBUX เจเนอเรชันล่าสุด ที่พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ระดับเฟิร์สคลาสให้แฟนรถยนต์รุ่น SL ตัวจริงในทุกวินาทีที่อยู่ในห้องโดยสาร

ในส่วนของดีไซน์ภายนอกคือการบรรจบกันระหว่างเอกลักษณ์ความเป็นรถสปอร์ตพลังแรงและความเป็นรถยนต์ซีดานที่เปี่ยมด้วยความหรูหรา ทั้งกระจังหน้า AMG-specific radiator grille ไฟหน้า DIGITAL LIGHT สุดโฉบเฉี่ยว ล้ออัลลอย AMG multi-spoke light-alloy wheel ขนาด 20 นิ้ว หลังคาเปิดประทุนแบบ Fabric soft-top และความสปอร์ตสุดเท่ของ electrically extending rear wing ด้านหลัง

แฟนเมอร์เซเดส-เบนซ์รุ่น SL ตัวจริงยังสามารถเลือกออปชันอุปกรณ์ตกแต่งเพิ่มเติมได้อีก ไม่ว่าจะเป็น AMG Night Package, AMG Night Package Plus หรือ AMG DYNAMIC PLUS Package ที่สามารถเลือกตกแต่งได้ทุกรายละเอียด ทั้งกันชนหน้า กระจกมองข้าง ท่อไอเสีย กระจังหน้า โลโก้ ไปจนถึงการเลือกเพิ่มออปชันของล้ออัลลอย ดีไซน์ของพวงมาลัย สีของเบาะที่นั่ง และสีของเข็มขัดนิรภัยที่มีให้เลือกหลายแบบตามที่ต้องการ

Mercedes-AMG SL 43 วางจำหน่ายเริ่มต้นในราคา 11,700,000 บาท

 

“Mercedes-Benz C 350 e AMG Dynamic”

รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดรุ่นใหม่ในตระกูล C-Class ที่มาพร้อมสมรรถนะการขับขี่สุดเร้าใจ ด้วยขุมพลังของเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1,999 ซีซี ผสานกับมอเตอร์ไฟฟ้าที่อาศัยพลังงานจากแบตเตอรี่ขนาด 25.4 kWh ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่เป็นเจเนอเรชันที่ 4 ให้กำลังสูงสุด 313 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 550 นิวตันเมตร

โดยรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดคันนี้สามารถขับขี่ด้วยพลังไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวได้ไกลถึง 100 กิโลเมตร และทำความเร็วสูงสุดจากการขับขี่ด้วยพลังไฟฟ้าได้ถึง 140 กิโลเมตร/ชั่วโมง รถยนต์คันนี้ยังมาพร้อมรายละเอียดของการออกแบบที่มีเอกลักษณ์ด้วยดีไซน์ใหม่ในคอนเซ็ปต์ Sensual Purity ที่ให้สัมผัสที่ผสมผสานระหว่างความสปอร์ตและความหรูหรา ดีไซน์ภายนอกโดดเด่นด้วยรูปลักษณ์แบบสปอร์ตและขนาดตัวรถที่กว้างขึ้นในทุกมิติ ส่วนดีไซน์ภายในก้าวไปอีกขั้นกับการตกแต่งที่ถอดแบบมาจากรุ่น S-Class ทั้งยังมาพร้อมระบบความปลอดภัยและมาตรฐานของเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ได้รับการยกระดับขึ้นอีกขั้น

Mercedes-Benz C 350 e AMG Dynamic วางจำหน่ายในราคา 3,350,000 บาท

ผู้สนใจสามารถเข้าเยี่ยมชมบูธเมอร์เซเดส-เบนซ์ เพื่อพบกับรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์รุ่นต่าง ๆ พร้อมรับข้อเสนอสุดล้ำได้ที่งานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 39 ที่อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1 เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 1-12 ธันวาคม 2565 และสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ทุกรุ่นได้ที่ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ

ทั้งนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ มอบอีกหนึ่งสิทธิพิเศษสำหรับผู้ลงทะเบียนล่วงหน้า ลุ้นเป็นหนึ่งในผู้โชคดี มีรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ในกลุ่มปลั๊กอินไฮบริดจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ รับคุณมาที่งานมหกรรมยานยนต์หรือสำหรับผู้ที่เลือกทดลองขับเพื่อสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ด้วยตัวคุณเอง นอกจากจะได้ทดสอบสมรรถนะรถยนต์ไฟฟ้าก่อนใครแล้ว ยังมีส่วนช่วยลดมลพิษจากการเดินทางมางานอีกด้วย

 

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่ : http://mb4.me/VisionOfTheBeyond

from:https://www.thumbsup.in.th/vision-of-the-beyond-new-concept-mercedes-benz?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=vision-of-the-beyond-new-concept-mercedes-benz