คลังเก็บป้ายกำกับ: CONTENT

เพิ่มแรมโน๊ตบุ๊ค 2023 คอมช้า ไม่ทันใจ ใส่แรมใหม่ เลือกอย่างไร แบบไหนดี คุ้ม!

เพิ่มแรมโน๊ตบุ๊ค ไม่ต้องซื้อคอมใหม่ 2023 อัพเกรดง่าย เร็ว ทำเองได้ เลือกแบบไหน ดูอย่างไร ไปชม!

เพิ่มแรมโน๊ตบุ๊ค

เพิ่มแรมโน๊ตบุ๊ครุ่นใหม่ๆ ทำได้ง่ายขึ้น และเป็นวิธีที่ทำให้ระบบมีความเร็วเพิ่มขึ้นได้ ยิ่งในปัจจุบันแรมรุ่นใหม่ๆ อย่าง DDR5 ก็เริ่มมีมาให้ใช้งานกันบ้างแล้ว ความแรงเพิ่มขึ้น ประสิทธิภาพดีขึ้น อย่างไรก็ดีใครที่ใช้โน๊ตบุ๊ครุ่นเก่า หรือเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คที่ใช้เริ่มช้า อาจจะยังไม่ต้องซื้อใหม่ เพราะบางครั้งแค่อัพเกรดแรม ก็ทำงานลื่นขึ้นแล้ว แต่การอัพเกรดก็ต้องตรวจเช็คให้แน่ใจ ว่าโน๊ตบุ๊คที่ใช้รองรับการอัพเกรดแรมหรือไม่ ใช้แรมแบบใด มีสล็อตเพิ่มมาให้หรือไม่ และใส่ความจุสูงสุดได้เท่าไร? สิ่งเหล่านี้ผู้ใช้อาจจะต้องทราบก่อนที่จะไปซื้อแรมมาเพิ่มนั่นเอง จะได้ไม่เสียเวลา เสียเงินไปเปล่าๆ และถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่คิดว่า โน๊ตบุุ๊คที่ใช้อยู่ น่าจะได้เวลาอัพเกรดแรมแล้ว ไปดูกันว่าเราจะต้องสังเกต ตรวจเช็คอย่างไร

เพิ่มแรมโน๊ตบุ๊ค 2023 ง่าย สะดวก เร็วขึ้น


รู้จักกันแรมโน๊ตบุ๊ค

การเพิ่มแรมโน๊ตบุ๊ค สังเกตได้ชัดเจนกว่าแรมของพีซี เพราะฉะนั้นการซื้อมาใช้หรืออัพเกรด ต้องดูให้แน่ใจ ตามสัดส่วนที่เห็นง่ายๆ แบบนี้ ระหว่างแรม DIMM สำหรับพีซี และ SO-DIMM สำหรับโน๊ตบุ๊ค โดยด้านบนสุดจะเป็นแรม SO-DIMM ส่วนด้านล่าง จะเป็นแรม DDR4 และ DDR5 ของพีซี สังเกตไม่ยากครับ

Advertisementavw
เพิ่มแรมโน๊ตบุ๊ค

สำหรับในตลาดแรม DDR นอกจากเราจะเห็นคำว่า SO-DIMM ที่เป็นแรมแบบสั้นๆ เล็กกว่าแรมของพีซี ซึ่งจะออกแบบมาเพื่อแพลตฟอร์มของ Mobile หรือโน๊ตบุ๊คโดยเฉพาะ รวมถึงติดตั้งอยู่ใน Mini PC บางรุ่น ก็จะยังมีคำว่า LPDDR เข้ามาเกี่ยวข้องอีกด้วย โดยจะระบุอยู่บนแรม สเปคแรม และบนโน๊ตบุ๊คหลายๆ รุ่น สิ่งนี้หมายถึง แรมประหยัดพลังงาน หรือ Low Power Consumption ใช้พลังงานน้อยกว่าแรม DDR ปกติ ตัวอย่างเช่น แรม DDR4 มีแรงดันไฟ 1.2V แต่ LPDDR4 จะอยู่ที่ 1.1V เท่านั้น และยังมีแรมรุ่นใหม่อย่าง LPDDR4X ที่ลดการใช้พลังงานลงไปอีก เหลือเพียง 0.6V เท่านั้น ดังนั้นแล้วใครที่ค่อนข้างให้ความสำคัญกับการใช้พลังงาน หรือต้องการโน๊ตบุ๊คที่มีระดับการจัดการพลังงานมากขึ้น ก็อาจจะต้องมอง รุ่นที่ใช้แรมใหม่ๆ เช่นนี้ เอาไว้ด้วยเช่นกัน

เพิ่มแรมโน๊ตบุ๊ค
source: techcenturion.com

LPDDR/ LPDDRX: แรมทั้ง 2 รูปแบบนี้ มาจากพื้นฐานเดียวกัน และใช้ร่วมกันได้ แต่จะต่างกันเล็กน้อยนั่นคือ แรงดันไฟที่ LPDDRX จะใช้น้อยกว่า รวมถึงมีสัญญาณนาฬิกาที่สูงกว่านั่นเอง ซึ่งปัจจุบันเราจะเห็นได้บนโน๊ตบุ๊คบางเบา พรีเมียมโน๊ตบุ๊คและไลฟ์สไตล์ เช่น ASUS Zenbook 14 Duo, MSI Prestige 14 หรือ Lenovo ThinkBook, Ypga slim เป็นต้น

เพิ่มแรมโน๊ตบุ๊ค

DDR: สำหรับแรมประเภทนี้จะเน้นที่ Performance เป็นหลัก และเรื่องการใช้พลังงานเป็นเรื่องรอง ทำให้เรามักเห็นแรมประเภทนี้บนเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค นอกจากนี้แรม DDR ในแง่ของการผลิต ยังราคาถูกกว่า LPDDR ที่มีขนาดเล็กลง แต่มีประสิทธิภาพสูง และสิ่งที่แตกต่างเป็นสำคัญเลยคือ LPDDRX จะไม่สามารถอัพเกรดได้ ซึ่งจะใช้การติดตั้งลงบนบอร์ดโดยตรง หรือที่รู้จักกันว่าแรมออนบอร์ด แต่ถ้าเป็น DDR ส่วนใหญ่จะถอดเปลี่ยน และอัพเกรดได้

การสนับสนุนขึ้นอยู่กับเมนบอร์ดของโน๊ตบุ๊คในแต่ละรุ่น ว่าถูกออกแบบมาให้ใช้งานในลักษณะใด ตรงนี้ต้องว่ากันแต่ละรุ่นและซีรีส์ เพราะบางครั้งซีรีส์เดียวกัน แต่แยกออกไปหลายรุ่น หลายโมเดล ก็อาจจะใช้แรมที่ไม่เหมือนกัน บางครั้งเป็นแบบออนบอร์ดอย่างเดียว แต่บางทีก็มีออนบอร์ด รวมถึงมีสล็อตในการอัพเกรดได้

เช็คราคาแรมโน๊ตบุ๊ค 2023

Model Capacity Price
PNY DDR4 3200 8GB 975 บาท
Corsair Vengeance DDR4 3200 8GB 1090 บาท
ADATA DDR4 3200 16GB 1,850 บาท
TEAM TForce DDR4 3200 16GB 1,890 บาท
Kingston Value DDR4 3200 16GB 2,110 บาท
HyperX FURY IMPACT DDR4 3200 32GB 3,915 บาท
G.Skill RIPJAWS DDR5 4800 16GB 3,425 บาท
Corsair Vengeance DDR5 4800 32GB 8340 บาท
source: price 4/2/2023

แรมออนบอร์ด

อย่างที่ได้กล่าวไปในหัวข้อก่อนหน้านี้กับแรมออนบอร์ด หรือที่ติดตั้งในแบบบัดกรีติดกับเมนบอร์ด ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็น LPDDR แรมในรูปแบบนี้ จะมาพร้อมเครื่อง และมักจะไม่ได้ให้สล็อตสำหรับการอัพเกรดมาด้วย จะเป็นการกำหนดรุ่นให้ผู้ใช้ได้เลือก เช่น 8GB หรือ 16GB อย่างเช่นใน ASUS Zenbook หรือ Vivobook ในหลายๆ รุ่น ส่วนหนึ่ง ก็เพื่อให้ผู้ใช้ได้เลือกตามความเหมาะสมกับงาน และราคาที่ต้องการ

เพิ่มแรมโน๊ตบุ๊ค

อย่างไรก็ดียังมีโน๊ตบุ๊คในกลุ่มใกล้เคียงกันที่รองรับการอัพเกรด แม้ว่าจะมีแรมแบบออนบอร์ดติดตั้งมาด้วย เช่น Lenovo IdeaPad หรือ Yoga Slim บางรุ่น รวมถึง ASUS Zephyrus G14 เป็นต้น จะเห็นได้ว่าคาแรคเตอร์ของโน๊ตบุ๊คที่มีออนบอร์ด และสล็อตแรมส่วนใหญ่ อาจไม่ได้จำเพาะเจาะจง แต่สิ่งที่คล้ายกันคือ เป็นโน๊ตบุ๊คขนาดกระทัดรัด บาง และเน้นประสิทธิภาพเป็นหลัก

แต่ถ้าเป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คที่มักจะใช้เป็นแรม DDR ไม่ว่าจะเป็น DDR4 หรือ DDR5 ในแบบ SO-DIMM ปกติ ก็จะไม่ค่อยเห็นเป็นแบบออนบอร์ดมากนัก แต่ก็พอมีอยู่บ้าง เช่น ASUS ROG Zephyrus M16 ที่ให้แรมออนบอร์ดมาแล้ว 16GB และมีสล็อตว่าง สำหรับการอัพเกรดเพิ่มนั่นเอง


เมื่อไรต้องเพิ่มแรมโน๊ตบุ๊ค?

การเพิ่มแรมโน๊ตบุ๊ค หรืออัพเกรดแรม ช่วยให้ระบบสามารถทำงานได้ลื่นไหลมากขึ้น เช่นเดียวกับบนพีซี แต่เราจะสังเกตโน๊ตบุ๊คที่ใช้อย่างไร ว่าจำเป็นจะต้องเพิ่มแรมให้มากขึ้น

เพิ่มแรมโน๊ตบุ๊ค

เครื่องใช้เริ่มทำงานช้าลง อาจจะเปิดแอพพลิเคชั่นเดิม แต่ขนาดไฟล์ใหญ่ขึ้น ทำให้พื้นที่การ Swap file ต้องไปอาศัย Storage อย่างฮาร์ดดิสก์หรือ SSD การเพิ่มแรมมีส่วนช่วยได้

เปิดเว็บเบราว์เซอร์หลายหน้าต่างหรือหลายแท็ปบ่อย กับการทำงานในแบบมัลติทาส์ก คือทำหลายงานพร้อมกัน เช่น ดูหุ้น ทำเอกสาร ดูสตรีมมิ่งและการเปิดหาข้อมูลจากหลายๆ แหล่ง ก็จำเป็นต้องใช้แรมจำนวนมากเช่นกัน

เพิ่มแรมโน๊ตบุ๊ค

การเปิดไฟล์ขนาดใหญ่ หรือทำงานร่วมกับไฟล์จำนวนมาก ทำได้ช้า ใช้เวลานาน หรือมีอาการสะดุด แรมก็มีส่วนในการทำงานอยู่ด้วย

รวมไปถึงการเล่นเกม ที่บางเกมก็ต้องการแรมจำนวนมาก มาใช้ในการขับเคลื่อนข้อมูลเพื่อการประมวลผล แม้จะมี VRAM บนการ์ดจอก็ตาม แต่ก็มีความสำคัญในคนละส่วน ซึ่งการอัพเกรด มีส่วนช่วยให้การเล่นเกมไหลลื่นขึ้น และมีผลต่อเฟรมเรตที่ดีขึ้นในบางโอกาสอีกด้วย


โน๊ตบุ๊คที่ใช้ อัพเกรดได้มั้ย ดูอย่างไร?

วิธีการสังเกตว่าโน๊ตบุ๊คที่ใช้อยู่นั้น สามารถอัพเกรดแรม หรือเพิ่มแรมได้หรือไม่ มีด้วยกันหลายวิธี ว่ากันตั้งแต่

เพิ่มแรมโน๊ตบุ๊ค

ดูข้อมูลจากเว็บไซต์ผู้ผลิต: ขั้นตอนนี้ถือว่าเป็นวิธีการในเบื้องต้น ที่พอจะช่วยให้ผู้ใช้สามารถเช็คได้ว่า ต้องใช้แรมแบบใด และมีสล็อตสำหรับการอัพเกรดหรือไม่ โดยค้นหารุ่นและซีรีส์จากในเว็บไซต์ได้เลย หรืออย่างน้อยให้ทราบรุ่น และรหัสที่แน่นอน เช่น ExpertBook B5 Flip (B5302F) ในวงเล็บที่ต่อท้ายนี้ ค่อนข้างสำคัญเลยทีเดียว ซึ่งเมื่อทราบแล้ว การค้นหามักจะไม่ผิดรุ่น ยกเว้นว่าจะไม่ได้มีบอกไว้ใน Specification ของรุ่นนั้นๆ ตัวอย่าง จากภาพด้านบนนี้ ทั้งจาก MSI, ASUS และ HP ครับ

ติดตั้งซอฟต์แแวร์ยูทิลิตี้: ถือว่าพอช่วยได้ในระดับหนึ่ง สำหรับโน๊ตบุ๊คที่เป็นแบบมีสล็อตมาให้ภายใน แต่บางครั้งก็ไม่อาจจะตรวจได้ครบถ้วน ยิ่งมีแรมแบบออนบอร์ด บางครั้งก็ตรวจพบมากกว่า 2 สล็อตอีกด้วย ซึ่งก็ทำให้การตรวจเช็คสับสนอยู่พอสมควร ซอฟต์แวร์แนะนำว่าให้ดูแบบคร่าวๆ สำหร้บเช็คความจุแรม และสเปคของแรมที่ติดตั้งอยู่ในเครื่องจะแม่นยำกว่า

เพิ่มแรมโน๊ตบุ๊ค

ใช้บริการตรวจเช็คจากเว็บไซต์: ข้อนี้เป็นวิธีที่ง่าย เหมือนกับการเข้าไปหาข้อมูลในเว็บไซต์ผู้ผลิต จะต่างกันอยู่บ้างตรงที่ จะอำนวยความสะดวกในการตรวจเช็คให้ คล้ายกับการที่คุณใช้ระบบการค้นหาไดรเวอร์การ์ดจอ ที่จะมีระบบตรวจเช็คสเปคเครื่องให้ แล้วแจ้งว่า คุณมีสเปคอะไรบ้าง และต้องใช้ไดรเวอร์ตัวไหน

เพิ่มแรมโน๊ตบุ๊ค

เพียงแต่ระบบตรวจเช็คแรมนี้ จะตรวจว่าในระบบของคุณมีแรมกี่สล็อต และติดตั้งแรมอะไรไปแล้วบ้าง รวมถึงมีสล็อตเหลือมั้ย อัพเกรดเพิ่มได้หรือเปล่า โดยที่คุณแค่หาแรมมาเพิ่มตามที่ระบบแจ้งเอาไว้เท่านั้น ตัวอย่างระบบนี้อย่างเช่น เว็บไซต์ของทาง Crucial ที่จะมี Scan my laptop หรือ Lookup my laptop ในการสแกนเพื่อค้นหาการใช้งานแรมในระบบ ตามตัวอย่างที่อยู่ด้านบนนี้ เป็นอีกวิธีที่ง่ายมากๆ และอยากจะแนะนำ จากการที่ได้ทดสอบใช้งาน

เพิ่มแรมโน๊ตบุ๊ค

แกะเครื่องเปิดดู: เป็นแบบที่ชัดเจนที่สุด เพราะคุณสามารถเห็นฮาร์ดแวร์ได้ชัดเจนว่า โน๊ตบุ๊คที่ใช้อยู่นั้น รองรับการเพิ่มแรมได้หรือไม่ แต่การแกะฝาหลังโน๊ตบุ๊คบางครั้ง ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะบางรุ่นออกแบบมาอย่างแน่นหนา เรียกว่าแกะแทบไม่ได้เลย ถ้าไม่มีเครื่องมือที่ดีพอ แต่บางรุ่นก็แกะได้ง่าย เรียกว่าไขควง 4 แฉกตัวเดียว และบัตรพลาสติก ที่ใช้ในการแกะขอบด้านข้างเท่านั้น ก็สามารถถอดฝาหลังได้อย่างง่ายดาย

เพิ่มแรมโน๊ตบุ๊ค

แต่สิ่งสำคัญก็คือ การจะจับแตะต้องชิ้นส่วนที่อยู่ภายในโน๊ตบุ๊คนั้น ต้องให้แน่ใจว่า มือเราไม่มีไฟฟ้าสถิตย์ ที่อาจเกิดอันตรายต่อชิ้นส่วน และเสียหาย ดังนั้นเป็นไปได้ หากจะให้เกิดความปลอดภัย ควรมีถุงมือกันไฟฟ้าสถิตย์ หรือถอดขั้วต่อจากแบตเตอรี่มาที่ตัวเมนบอร์ดออกก่อน จากนั้นจึงแกะหรือติดตั้งแรมใหม่เข้าไป

การแกะเครื่องด้วยตัวเอง ควรศึกษาข้อมูลให้แน่ใจก่อนลงมือ ทั้งวิธีการ และการรับประกัน ให้มั่นใจว่าสามารถแกะได้ โดยไม่เสียการประกัน และไม่เกิดความเสียหาย ซึ่งหลายครั้งจะไม่สามารถเคลมได้ โปรดหลีกเลี่ยงโดยไม่จำเป็น

ดูจากเว็บไซต์รีวิว: ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่แนะนำ เพราะคุณจะสามารถทำตามขั้นตอนได้ รวมถึงเหล่านักรีวิว ก็จะบอกถึงรายละเอียดของแรม ให้คุณไปซื้อได้อย่างถูกต้อง รุ่นหรือซีรีส์ที่ใกล้กัน ก็พอที่จะใช้วิธีการเดียวกันได้ ซึ่งหากไม่แน่ใจว่าจะไปดูที่ไหนดี หรือดูต่างประเทศ ก็กลัวว่าซีรีส์เดียวกัน แต่คนละโมเดล ก็ดูจากรีวิวเมืองไทยก็ได้ครับ อย่างทีมงาน Notebookspec ก็มีแกะให้ได้ชมกันไปแล้วหลายร้อยรุ่น น่าจะพอเป็นข้อมูลในการอัพเกรดแรมของคุณได้พอสมควร


แรม Single channel vs Dual channel

หลายคนที่ไม่ค่อยได้ใช้คอมบ่อย หรืออาจจะมีโน๊ตบุ๊คตัวแรก อาจไม่ค่อยคุ้นหูสำหรับแรม Single channel และ Dual channel มากนัก ซึ่งตรงนี้อธิบายในเบื้องต้นว่า Dual channel เป็นรูปแบบการทำงานของแรม 2 ชุดเข้าด้วยกัน ทำให้ระบบมีประสิทธิภาพที่สูงขึ้นกว่าการทำงานแบบ Single channel เพียงแต่ว่าการจะใช้งานแรมแบบ Dual นี้ ก็มีเงื่อนไขในการทำงานเช่นกัน

เพิ่มแรมโน๊ตบุ๊ค

เงื่อนไขที่เป็นเรื่องพื้นฐาน คือ การติดตั้งแรม 2 ตัว เข้าด้วยกัน แม้จะเป็นแรมต่างความเร็ว หรือความจุไม่เท่ากันก็ได้ ติดตั้งด้วยกัน 2 แถว 2 สล็อต หรือจะเป็นแรมบนเมนบอร์ด หรือที่เรียกว่าออนบอร์ด คู่กับแรมบนสล็อต ก็สามารถใช้งาน Dual channel ได้เหมือนกัน

แต่ในกรณีที่เป็นแรม 16GB ที่ฝังมาบนเมนบอร์ดนั้น ก็ต้องขึ้นอยู่กับผู้ผลิตด้วย ว่าจัดวางมาในรูปแบบใด เพราะบางครั้งเป็น DRAM 16GB เม็ดเดียว ก็อาจจะไม่ได้ทำงานแบบ Dual channel แต่เราไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนักในเคสนี้ ส่วนใหญ่จะมาพร้อมกับเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คที่มีขนาดบาง และมีสล็อตมาให้อัพเกรด ตรงนี้ขึ้นอยู่กับการวางเม็ดแรม บางรุ่นมาในแบบ 4GB x4 อีกด้วย ดังนั้นต้องว่ากันที่การผลิตและรูปแบบการจัดวางในแต่ละรุ่น


แรมไม่เหมือนกันใส่ด้วยกันได้มั้ย?

บางท่านอาจจะสงสัย แรมแบบ DDR3/ DDR4/ DDR5 เหล่านี้ จะสามารถติดตั้งบนสล็อตร่วมกันได้หรือไม่ เพราะซื้อโน๊ตบุ๊คใหม่มาเป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค DDR5 แต่มีแรมจากโน๊ตบุ๊คตัวเก่าเป็น DDR4 16GB น่าจะเอามาใช้ร่วมกัน จะได้ไม่ต้องซื้อใหม่

เพิ่มแรมโน๊ตบุ๊ค
source: Crucial

ขอแจ้งเอาไว้ดังนี้เลยครับว่า ไม่สามารถใช้แรมต่างชนิด ต่างแบบร่วมกันได้ครับ อ้างอิงจากแรมค่าย Crucial ระหว่าง DDR5 จะเป็นขาแบบ 262-pins ส่วน DDR4 จะเป็นแบบ 260-pins แม้จะใกล้กันมาก แต่ก็ไม่สามารถติดตั้งลงบนสล็อตเดียวกันได้ แบบเดียวกับแรมบนพีซี แม้ว่าแรม DDR5 และ DDR4 จะใช้ DIMM 288-pins เช่นเดียวกัน แต่ด้วยตัวบาก (Notch) ไม่เหมือนกัน จึงไม่สามารถติดตั้งบนสล็อตเดียวกันได้ เพราะฉะนั้นอย่าฝืน หรืออย่าบังคับใส่ลงไป เพราะอาจทำให้บอร์ดและสล็อตเสียหายได้


ขั้นตอนการเพิ่มแรมโน๊ตบุ๊ค

สุดท้ายเป็นเรื่องของการติดตั้งแรมลงบนโน๊ตบุ๊ค หลังจากที่คุณได้แกะฝาหลังออกมาแล้ว รวมถึงเลือกแรมที่ใช้ร่วมกันให้พร้อม เสร็จแล้วก็ไปลุยกันเลย

เพิ่มแรมโน๊ตบุ๊ค

เตรียมแรมให้พ้อมสำหรับการเพิ่มแรมโน๊ตบุ๊ค โดยแนะนำเลยครับว่า ถ้ามีถุงมือให้ใส่ ก็ใส่เพื่อความปลอดภัยของตัวแรม และการติดตั้ง

เพิ่มแรมโน๊ตบุ๊ค

จากนั้นดูสล็อตที่เป็นช่องอัพเกรดแรมให้ตรงกับแรม โดยยึดเอาตัวบากหรือ Notch ที่เป็นร่องตรงกลางให้ตรงกันกับแรมที่ติดตั้งไว้ก่อนหน้านี้

เพิ่มแรมโน๊ตบุ๊ค

แล้วถ้าไม่มีแรมบนสล็อตนั้นล่ะ? ให้ลองวางตัวแรมลงบนสล็อต เพื่อวัดระยะก่อนว่า Notch นั้นตรงกันกับสล็อต จากนั้นเอียงแรมแบบในภาพ แล้วใส่ลงไปบนสล็อตแบบเอียงๆ นั้น จากนั้นกดแรมให้อยู่ในแนวราบเบาๆ จนกว่าจะได้ยินเสียงคลิ๊ก ที่หมายถึงล็อคตัวแรมลงบนสล็อตเป็นที่เรียบร้อย ก็ถือว่าเป็นอันเสร็จสิ้น

แต่ก่อนจะปิดฝาหลังของโน๊ตบุ๊คเพื่อจบงาน อย่าลืมตรวจเช็คด้วยการลองบูตเครื่อง เพื่อดูว่าสามารถเข้าระบบได้ตามปกติหรือไม่ หากติดปัญหา ไม่บูต ให้ลองแกะแรมออกมาอีกครั้ง แล้วติดตั้งกลับเข้าไปใหม่อีกครั้งหนึ่ง


แรมครบมั้ย

เมื่อติดตั้งแรมเสร็จแล้ว ก็อย่าลืมเช็คความเรียบร้อย ดูว่าระบบตรวจเช็คแรมได้ครบหรือไม่ หากคุณมีอยู่ 8GB แล้วเพิ่มไปอีก 8GB ก็ควรจะเป็น 16GB แต่ถ้าเช็คแล้วยังเป็น 8GB อยู่ ก็น่าจะมีอะไรผิดพลาด ด้วยวิธีการเช็คแบบง่ายๆ ดังนี้

เพิ่มแรมโน๊ตบุ๊ค

Task Manager วิธีนี้ค่อนข้างสะดวก ด้วยการกดปุ่ม Ctrl+Shift+Esc พร้อมกัน เพื่อเข้าไปใน Task Manager จากนั้นไปที่แท็ป Performance แล้วคลิ๊กที่ Memory ดูที่หน้าต่างด้านขวา จะเห็นความจุของแรมปรากฏขึ้น ให้ดูที่ตัวเลขที่อยู่มุมบนขวามือ จะบอกตัวเลขความจุทั้งหมดให้เราทราบ จากตัวอย่างนี้ เป็นแรม 4GB + ติดตั้งเพิ่ม 8GB รวมเป็น 12GB เห็นครบแบบนี้ก็มั่นใจได้ในระดับหนึ่ง เพราะสิ่งที่ต้องทำต่อไปนั้น คือการทดสอบเสถียรภาพ


อาการผิดปกติหลังเพิ่มแรม

เพิ่มแรมโน๊ตบุ๊ค

ความผิดปกติ หลังจากการเพิ่มแรมโน๊ตบุ๊ค ก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้ และผู้ใช้อาจจะต้องสังเกตอาการที่เกิดขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาเบื้องต้น เรามาดูว่าอาการเกี่ยวกับแรมที่อาจเกิดขึ้นได้มีสิ่งใดบ้าง และจะต้องแก้ไขอย่างไร?

โน๊ตบุ๊คค้าง ไม่เข้าระบบ: หรือโน๊ตบุ๊คเปิดไม่ติด ให้ลองเปิดฝาหลังโน๊ตบุ๊ค แล้วติดตั้งแรมที่เพิ่งใส่เข้าไปใหม่ เพียงแถวเดียว และบูตเครื่องใหม่อีกครั้ง เพราะอาจเป็นไปได้ว่า แรมไม่เข้ากับแรมเก่าที่ใช้งานอยู่ จากนั้นอาจจะต้องเช็คบัสของแรมอีกครั้ง และแจ้งเปลี่ยนกับร้านค้าที่จำหน่ายแรม

เพิ่มแรมโน๊ตบุ๊ค

แต่ถ้าไม่มีแรมอื่นใด ติดตั้งอยู่เลย การติดตั้งแรมใหม่ ไม่สามารถบูตเข้าระบบได้ หากมี 2 สล็อต ให้ลองสลับเปลี่ยนสล็อตอีกอัน เพื่อดูอาการ ส่วนถ้ามีแรมออนบอร์ด และใส่แรมใหม่เข้าไป แต่ไม่บูต ก็เป็นไปได้ว่าแรมใช้ร่วมกันไม่ได้ ซึ่งเจอได้น้อยมาก

เพิ่มแรมโน๊ตบุ๊ค

จอฟ้า BSOD: หากเป็นจอฟ้าบ่อย ให้ลองติดตั้งแรมอีกครั้ง เพราะอาจเกิดจากการติดตั้งไม่แน่น หรือเอียง จนไม่เข้าล็อคตามปกติ ขยับแรมออกมาใหม่ อาจช่วยได้

รีสตาร์ทบ่อย: ให้เช็คว่า ก่อนหน้านี้โน๊ตบุ๊คมีอาการผิดปกติดังกล่าวนี้มั้ย ถ้าไม่เคยมี และเป็นหลังจากการติดตั้งแรม ให้ลองรีบูตใหม่ และลองอัพเดตวินโดว์และไดรเวอร์ชิปเซ็ตเมนบอร์ดอีกครั้ง ด้วยการดาวน์โหลดจากเว็บไซต์ผู้ผลิต หากยังเป็นอยู่ให้นำแรมและโน๊ตบุ๊คให้ร้านค้าดู เพื่อทำการเปลี่ยนต่อไป


Conclusion

สุดท้ายนี้ ในการเพิ่มแรมโน๊ตบุ๊ค การติดตั้งและการใช้งาน ไม่ได้ซับซ้อนเหมือนกับการขั้นตอนการตรวจเช็ค หรือหาข้อมูลว่าโน๊ตบุ๊ครองรับการติดตั้งแรมเพิ่มได้มั้ย หรือใช้งานกับแรมแบบใด เพราะบางครั้งอาจถึงขั้นที่ต้องแกะโน๊ตบุ๊คออกมาดูกันเลยทีเดียว อย่างไรก็ดีครับ การเพิ่มแรม ก็ถือว่าคุ้มค่ากับการลงทุนลงแรง เนื่องจากค่าใช้จ่ายไม่สูง หากสังเกตจากราคาจะเห็นว่า เพิ่มแรม DDR4 8GB ยังไม่ถึงพันบาท แต่ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการทำงานแบบ Dual channel เมื่อใช้ร่วมกับแรมเดิมที่มีอยู่ และคุณยังสามารถทำเองได้ ด้วยเครื่องมือที่มีอยู่ที่บ้าน แต่ก็แนะนำว่าให้ลองสอบถามร้านจำหน่าย ว่ามีผลต่อการรับประกันด้วยหรือไม่ ในกรณีที่เป็นโน๊ตบุ๊คซึ่งอยู่ในระยะประกัน แต่ถ้าคุณไม่สะดวก ก็แนะนำว่าให้ไปร้านที่จำหน่ายโน๊ตบุ๊คใกล้บ้าน ขอคำแนะนำ ซื้อแรมและอัพเกรดโดยช่างที่ชำนาญในร้าน ก็เป็นทางออกที่น่าสนใจครับ อุ่นใจและมั่นใจได้

from:https://notebookspec.com/web/685571-upgrade-ram-notebook-2023

Intel Arc A-Series Mobile ศักราชใหม่ของชิปกราฟิกจาก Intel

Intel Arc A-Series Mobile ชิปกราฟิกแบบแยกของทาง Intel มาแล้ว ไปดูกันว่าชิปกราฟิกรุ่นใหม่นี้พกอะไรมาบ้างและประสิทธิภาพในการเล่นเกมจะแรงมากแค่ไหน

Intel Arc A-Series Mobile
Intel Arc A-Series Mobile

Intel ใช้ความพยายามเป็นอย่างมากในการเข้าสู่ตลาดชิปกราฟิกซึ่งมีคู่แข่งที่น่ากลัวอย่าง NVIDIA และ AMD เป็นผู้ครองตลาดอยู่ ดังจะเห็นได้ว่าทาง Intel เองนั้นมีความพยายามที่จะพัฒนากราฟิกชิปของตัวเองมาตลอดเวลาในช่วงเกือบจะ 20 ปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ดีในอดีตนั้นชิปกราฟิกของทาง Intel จะเป็นแบบฝังในหน่วยประมวลผล(CPU) แทบทั้งหมด ซึ่งประสิทธิภาพในการใช้งานนั้นเรียกได้ว่าเทียบไม่ได้เลยกับคู่แข่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งแล้วกับด้านการเล่นเกม ทว่าหลังจากนี้นั้นเกมได้เปลี่ยนไปแล้วเมื่อล่าสุดทาง Intel ได้ทำการเปิดตัวชิปกราฟิกแบบแยกสำหรับโน๊ตบุ๊คของตัวเองอย่าง Intel Arc A-Series Mobile ออกมาอย่างเป็นทางการพร้อมกันทีเดียวถึง 5 รุ่น

Advertisementavw

งานนี้มาดูกันดีกว่าว่า Intel Arc A-Series Mobile นั้นพกเอาอะไรมาให้ผู้ใช้อย่างเราๆ ท่านๆ ได้ตื่นตาตื่นใจกันบ้าง แล้ว Intel Arc A-Series Mobile ในแต่ละรุ่นนั้นหากใช้งานในการเล่นเกมจริงแล้วจะแรงมากแค่ไหน ถ้าพร้อมแล้วก็ไปติดตามกันได้เลย



การมาถึงของ Intel Arc A-Series Mobile

Intel Arc A Series Mobile 002

จริงๆ แล้วนั้นทาง Intel เปิดตัวชิปกราฟิกแบบแยกสำหรับโน๊ตบุ๊คของอย่าง Intel Arc A-Series Mobile ออกมาได้เป็นระยะเวลาเกือบจะหนึ่งปีได้แล้ว ทว่ากว่าที่โน๊ตบุ๊คที่มาพร้อมกับชิปกราฟิก Intel Arc A-Series Mobile จะออกมาวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการนั้นก็พึ่งจะผ่านมาไม่กี่เดือนนี้(ซึ่งยังออกไม่ครบทุกรุ่นด้วยสำหรับตลาดในไทย)

อย่างไรก็ตามแต่แล้วนั้นก่อนที่เราจะไปดูผลการทดสอบของ Intel Arc A-Series Mobile ในแต่ละรุ่นนั้นเรามาทำความรู้จัก Intel Arc A-Series Mobile กันก่อนดีกว่าว่ามันพกอะไรมาให้ผู้ใช้อย่างเราๆ ท่านๆ ได้ตื่นเต้นกันบ้าง

Intel Arc A Series Mobile 003

Intel Arc A-Series Mobile นั้นเป็นชิปกราฟิกแบบแยกสำหรับโน๊ตบุ๊คที่ใช้สถาปัตยกรรม Intel Xe-HPG ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรม Xe รุ่นที่ 2 ของทาง Intel ที่แรงมากขึ้นกว่าเดิม Intel Arc A-Series Mobile นั้นถูกแบ่งออกเป็น 5 รุ่นสำหรับแต่ละตลาดอันประกอบไปด้วย A770M, A730M, A550M, A370M และ A350M ตามลำดับความแรงของตัวชิป โดยรุ่น Arc 7 นั้นจะถูกจัดไว้ในระดับบน, Arc 5 ถูกจัดเอาไว้อยู่ในระดับกลาง ส่วน Arc 3 นั้นถูกจัดเอาไว้ในระดับเริ่มต้น โดยแต่ละรุ่นนั้นจะมีสเปคแตกต่างกันไปดังภาพด้านบน

Intel Arc A Series Mobile 004

ถึงแม้ว่าแต่ละรุ่นจะมีสเปคที่ต่างกัน ทว่าด้วยความที่ชิปกราฟิกทุกรุ่นนั้นใช้สถาปัตยกรรมแบบเดียวกันหมดทำให้ Intel Arc A-Series Mobile ทุกรุ่นนั้นจะรองรับการใช้งานกับ DirectX 12 Ultimate รวมถึงยังรองรับการใช้งานฟีเจอร์แสงและเงาอย่าง Ray-Tracing อีกด้วยต่างหาก ตัวชิปผลิตภายใต้กระบวนการผลิตที่ระดับ 6nm โดยทาง TSMC

Intel Arc A Series Mobile 006

แน่นอนว่าเมื่อเป็นชิปกราฟิกของทาง Intel เองดังนั้นก็ต้องมีฟีเจอร์เด่นๆ สำหรับร่วมใช้งานกับหน่วยประมวลผล(CPU) ของทาง Intel อย่าง Deep Link technology ซึ่งจะมีอยู่ด้วยกัน 3 ประการดังต่อไปนี้

  • Dynamic Power Share จะทำให้ชิปกราฟิกกับหน่วยประมวลผลสามารถที่จะแชร์ปริมาณงานในการทำงานกันสำหรับการประมวลผลได้เมื่อใช้งานร่วมกับหน่วยประมวลผล Intel Gen 12 ขึ้นไป โดยการทำงานนั้นจะช่วยทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานในด้านต่างๆ ดีขึ้นโดยการแบ้งพลังงานของโน๊บุ๊คให้กับการใช้งานระหว่างหน่วยประมวลผลและชิปกราฟิกว่าอะไรต้องการทำงานมากกว่ากัน งานนี้นอกจากจะทำให้ประสิทธิภาพการใช้งานดีขึ้นแล้วฟีเจอร์นี้ยังช่วยเรื่องการประหยัดแบตเตอรี่ให้กับผู้ใช้ได้อีกด้วย
  • Hyper Encode จะช่วยในการทำการเข้ารหัสไฟล์ภาพและวีดีโอโดยใช้การประมวลผลร่วมกันของหน่วยประมวลผลและชิปกราฟิกทำให้การเข้ารหัสไฟล์ภาพและวีดีโอต่างๆ นั้นเร็วมากขึ้นกว่าเดิม
  • Hyper Compute จะช่วยในการประมวลผลด้าน AI รวมถึงกระประมวลผลด้านกราฟิกในโปรแกรมหรือแอปพลิเคชันต่างๆ โดยใช้การประมวลผลร่วมกันระหว่างชิปกราฟิกแบบแยกอย่าง Intel Arc และชิปกราฟิกแบบฝังในหน่วยประมวลผล(Intel Gen 12 ขึ้นไปซึ่งในปัจจุบันนี้นั้นเป็น Iris Xe)
Intel Arc A Series Mobile 005

ต่อกันที่การรองรับการเข้ารหัสไฟล์วีดีโอที่ถือว่าน่าสนใจเป็นอย่างมากเนื่องจาก Intel Arc A-Series Mobile ทุกรุ่นนั้นจะรองรับการถอดและเข้ารหัสไฟล์วีดีโอที่นิยมในปัจจุบันทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น VP9, AVC, HEVC รวมไปถึงรูปแบบการถอดและเข้ารหัสไฟล์รุ่นใหม่ที่กำลังเริ่มได้รับความนิยมในปัจจุบันอย่าง AV1 อีกด้วยต่างหาก หากถามว่าประสิทธิภาพเป็นอย่างไรแล้วล่ะก็นี่คือตัวอย่าง

Intel Arc A Series Mobile 007
Intel Arc A Series Mobile 008
Intel Arc A Series Mobile 009

จากกราฟทั้ง 3 ทางด้านบนนั้นเป็นการเทียบการเข้ารหัสไฟล์วัดีโอในรูปแบบต่างๆ โดยใช้ชิปกราฟิกแบบแยกระดับเริ่มต้นของทาง Intel อย่าง A370M ซึ่งจะเห็นได้ว่าประสิทธิภาพในการเข้าและถอดรหัสไฟล์รวมถึงการใช้ AI ในการปรับแต่งวีดีโอผ่านโปรแกรมนั้น A370M สามารถที่จะทำผลการทดสอบได้ดีกว่า GeForce RTX 3050 ซึ่งถือว่าเป็นชิปกราฟิกตัวตึงในระดับเริ่มต้นได้ในบางการทดสอบด้วย

หมายเหตุ – แต่ว่าหน่วยประมวลผลรุ่นที่ทำการทดสอบนั้นจะเป็นคนละ Gen กันเลยทำให้อาจจะไม่สามารถยึดโยงผลได้มากนัก ทว่าก็ยังพอเห็นภาพได้ว่า Intel Arc A-Series Mobile จาก Intel นั้นมีของจริงๆ

Intel Arc A Series Mobile 010

สิ่งสุดท้ายที่หลายๆ ท่านอาจจะกังวลกันนั่นก็คือเรื่องของ Driver ของตัวชิปกราฟิกว่าจะทำออกมาได้ดีแค่ไหนเพราะขนาด AMD ซึ่งเป็นขาเก๋าแล้วในวงการกราฟิกยังมีปัญหากับการทำ Driver สำหรับชิปกราฟิกออกมาบางรุ่นอยู่ ทว่าในส่วนของทาง Intel นั้นเข้าใจเรื่องดังกล่าวนี้เป็นอย่างดี โดยทาง Intel ได้สัญญาว่าจะพัฒนา Driver สำหรับ Intel Arc A-Series Mobile ให้รองรับกับเกมใหม่ๆ ทันทีที่เกมใหม่นั้นๆ ออกวางจำหน่ายออกมาอย่างเป็นทางการ

นอกไปจากนั้นแล้วทาง Intel ยังได้แนะนำ Intel ARC Control สำหรับการควบคุมฟีเจอร์ของชิปกราฟิก Intel Arc A-Series Mobile ทั้งหมดออกมาซึ่งลักณะการใช้งานนั้นจะเน้น UI ที่สวยงามมากกว่าเดิม, ใช้งานง่ายขึ้น, รองรับการปรับแต่งมากขึ้น ฯลฯ

เราได้แนะนำให้ทุกท่านได้รู้จักกับฟีเจอร์หลักๆ ของ Intel Arc A-Series Mobile กันไปแล้ว จากนี้ไปก็จะถึงเวลาที่หลายๆ ท่านรอคอยอยู่นั่นก็คือผลการทดสอบประสิทธิภาพของ Intel Arc A-Series Mobile ในแต่ละรุ่น จะน่าสนใจมากแค่ไหนนั้นไปติดตามกันต่อได้เลย


Intel Arc A770M

เริ่มต้นกันที่ชิปกราฟิกรุ่นท๊อปอย่าง Intel Arc A770M ซึ่งจะมีสเปคและผลการทดสอบดังต่อไปนี้

Codename Alchemist
Architecture Xe HPG
Pipelines 32 – unified
Raytracing Cores 32
Core Speed 1650 MHz
Cache L1: 6 MB, L2: 16 MB
Memory Speed 16000 MHz
Memory Bus Width 256 Bit
Memory Type GDDR6
Max. Amount of Memory 16 GB
Shared Memory no
Memory Bandwidth 512 GB/s
API DirectX 12_2, OpenGL 4.6, Vulkan 1.3
Power Consumption 150 Watt (120 – 150 Watt TGP)
Transistor Count 21.7 Billion
Die Size 406 mm²
technology 6 nm
PCIe 4 16x
Displays 4 Displays (max.), HDMI 2.0b, DisplayPort 2.0 10G Ready
Notebook Size large
Intel Arc A Series Mobile 011

จากกราฟนั้นจะเห็นได้ว่า Intel Arc A770M มีประสิทธิภาพตามหลัง GeForce RTX 3070 mobile อยู่เล็กน้อย งานนี้เรียกได้ว่าน่าประทับใจมาก


Intel Arc A730M

ต่อกันที่ชิปกราฟิกรุ่นท๊อปตัวรองอย่าง Intel Arc A730M ซึ่งจะมีสเปคและผลการทดสอบดังต่อไปนี้

Codename Alchemist
Architecture Xe HPG
Pipelines 24 – unified
Raytracing Cores 24
Core Speed 1100 MHz
Cache L1: 4.5 MB, L2: 16 MB
Memory Speed 14000 MHz
Memory Bus Width 192 Bit
Memory Type GDDR6
Max. Amount of Memory 12 GB
Shared Memory no
Memory Bandwidth 336 GB/s
API DirectX 12_2, OpenGL 4.6, Vulkan 1.3
Power Consumption 120 Watt (80 – 120 Watt TGP)
Transistor Count 21.7 Billion
Die Size 406 mm²
technology 6 nm
PCIe 4 16x
Displays 4 Displays (max.), HDMI 2.0b, DisplayPort 2.0 10G Ready
Notebook Size medium sized
Intel Arc A Series Mobile 012
Intel Arc A Series Mobile 013
Intel Arc A Series Mobile 014
Intel Arc A Series Mobile 015

จากกราฟนั้นจะเห็นได้ว่า Intel Arc A730M มีประสิทธิภาพตามหลัง GeForce RTX 3060 mobile อยู่เล็กน้อย


Intel Arc A550M

ต่อกันที่ชิปกราฟิกรุ่นกลางอย่าง Intel Arc A550M ซึ่งในปัจจุบันนี้ยังคงไม่มีโน๊ตบุ๊คที่ใช้ชิปกราฟิกรุ่นนี้ออกวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการทำให้ยังไม่มีผลทดสอบออกมา อย่างไรก็ตามตัวชิปกราฟิกรุ่นนี้จะมีสเปคดังต่อไปนี้

Codename Alchemist
Architecture Xe HPG
Pipelines 16 – unified
Raytracing Cores 16
Core Speed 900 MHz
Cache L1: 3 MB, L2: 16 MB
Memory Speed 14000 MHz
Memory Bus Width 128 Bit
Memory Type GDDR6
Max. Amount of Memory 12 GB
Shared Memory no
Memory Bandwidth 224 GB/s
API DirectX 12_2, OpenGL 4.6, Vulkan 1.3
Power Consumption 80 Watt (60 – 80 Watt TGP)
Transistor Count 21.7 Billion
Die Size 406 mm²
technology 6 nm
PCIe 4 16x
Displays 4 Displays (max.), HDMI 2.0b, DisplayPort 2.0 10G Ready
Notebook Size medium sized

จากสเปคและการคาดการณ์นั้น Intel Arc A550M น่าจะมีประสิทธิภาพอยู่ระหว่าง Radeon RX 6500M และ 6600M


Intel Arc A370M

ต่อกันที่ชิปกราฟิกรุ่นล่างตัวบนอย่าง Intel Arc A370M ซึ่งตัวชิปกราฟิกรุ่นนี้จะมีสเปคและผลการทดสอบดังต่อไปนี้

Codename Alchemist
Architecture Xe HPG
Pipelines 8 – unified
Raytracing Cores 8
Core Speed 1550 MHz
Cache L1: 1.5 MB, L2: 4 MB
Memory Speed 14000 MHz
Memory Bus Width 64 Bit
Memory Type GDDR6
Max. Amount of Memory 4 GB
Shared Memory no
Memory Bandwidth 112 GB/s
API DirectX 12_2, OpenGL 4.6, Vulkan 1.3
Power Consumption 50 Watt (35 – 50 Watt TGP)
Transistor Count 7.2 Billion
Die Size 157 mm²
technology 6 nm
PCIe 4 8x
Displays 4 Displays (max.), HDMI 2.0b, DisplayPort 2.0 10G Ready
Notebook Size medium – small sized
Intel Arc A Series Mobile 016
Intel Arc A Series Mobile 017
Intel Arc A Series Mobile 018
Intel Arc A Series Mobile 019
Intel Arc A Series Mobile 020
Intel Arc A Series Mobile 021

จากกราฟและผลการทดสอบนั้นจะเห็นได้ว่า Intel Arc A370M มีประสิทธิภาพตามหลัง Radeon RX 6500M อยู่พอสมควร แต่ถ้าหากถามถึงเรื่องการเล่นเกมแล้วนั้น Intel Arc A370M สามารถที่จะเล่นเกมที่ความละเอียด 1080p โดยปรับเอฟเฟคที่ระดับกลาง – สูงได้แบบสบายๆ(ขึ้นอยู่กับเกมที่เล่น)


Intel Arc A350M

ปิดกันที่ชิปกราฟิกรุ่นเล็กสุดของซีรีย์อย่าง Intel Arc A330M ซึ่งในปัจจุบันนี้ยังคงไม่มีโน๊ตบุ๊คที่ใช้ชิปกราฟิกรุ่นนี้ออกวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการทำให้ยังไม่มีผลทดสอบออกมา อย่างไรก็ตามตัวชิปกราฟิกรุ่นจะมีสเปคดังต่อไปนี้

Codename Alchemist
Architecture Xe HPG
Pipelines 6 – unified
Raytracing Cores 6
Core Speed 1150 MHz
Cache L1: 1.1 MB, L2: 4 MB
Memory Speed 14000 MHz
Memory Bus Width 64 Bit
Memory Type GDDR6
Max. Amount of Memory 4 GB
Shared Memory no
Memory Bandwidth 112 GB/s
API DirectX 12_2, OpenGL 4.6, Vulkan 1.3
Power Consumption 35 Watt (25 – 35 Watt TGP)
Transistor Count 7.2 Billion
Die Size 157 mm²
technology 6 nm
PCIe 4 8x
Displays 4 Displays (max.), HDMI 2.0b, DisplayPort 2.0 10G Ready
Notebook Size medium – small sized
Intel Arc A Series Mobile 022
Intel Arc A Series Mobile 023
Intel Arc A Series Mobile 024
Intel Arc A Series Mobile 025

จากกราฟและผลการทดสอบนั้นจะเห็นได้ว่า Intel Arc A330M มีประสิทธิภาพตามหลัง GeForce GTX 1650 Max-Q อยู่เล็กน้อย แต่ถ้าหากถามถึงเรื่องการเล่นเกมแล้วนั้น Intel Arc A330M สามารถที่จะเล่นเกมระดับ AAA ที่ความละเอียด 1080p โดยปรับเอฟเฟคที่ระดับต่ำได้เท่านั้น(แต่ก็ขึ้นอยู่กับเกมที่เล่น)


โดยรวมแล้ว Intel Arc A-Series Mobile นั้นถือว่าเป็นชิปกราฟิกแยกสำหรับโน๊ตบุ๊คของทาง Intel ที่น่าประทับใจพอสมควร หากจะมีข้อเสียอยู่นั้นก็คือตัวเครื่องโน๊ตบุ๊คที่มาพร้อมกับชิปกราฟิก Intel Arc A-Series Mobile นั้นยังมีออกมาวางจำหน่ายให้เลือกกันไม่มากนัก อย่างไรก็ตามก็คงต้องให้เวลาทาง Intel ได้พิสูจน์กันอีกสักพัก แต่การที่ Intel เริ่มมาเล่นตลาดชิปกราฟิกแบบจริงจังนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีสำหรับผู้ใช้อย่างเราๆ ท่านๆ เพราะนั่นหมายถึงทำให้คู่แข่งนั้นก็จะพยายามพัฒนาตัวเองเพื่อที่จะหนีกันและสร้างความแตกต่างออกมาให้เราๆ ท่านๆ ได้่เลือกกันมากขึ้นนั่นเอง

ที่มา : notebookcheck 1, 2, 3, 4, 5, intel, forbes, hothardware

from:https://notebookspec.com/web/686285-intel-arc-a-series-mobile-gpus-arrive-with-powerful-innovative-new-features-for-notebook

7 โน๊ตบุ๊คทำงานราคาไม่เกิน 20000 บาท พร้อมโค้ดลดจาก BaNANA สเปคดีน่าใช้ได้ Office 2021 ด้วย!

โน๊ตบุ๊คทำงานราคาไม่เกิน 20000 บาทเพื่อชาวออฟฟิศและนักศึกษาทุกคน สเปคดีจบน่าจัด!

7 Notebook 20K Banana 1

โน๊ตบุ๊คทำงานราคาไม่เกิน 20000 บาท เชื่อว่าผู้ใช้หลายคนคงไม่ได้คาดหวังมากว่าโน๊ตบุ๊คเหล่านี้สเปคจะแรงทำงานดีอะไรมากนักอย่างแน่นอน แต่ ณ ปี 2023 นี้ เมื่อซีพียูรุ่นใหม่ๆ ของ AMD, Intel ถูกพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง นอกจากได้ประสิทธิภาพดีขึ้นและประหยัดพลังงานกว่าเดิมแล้วราคาของเทคโนโลยีก็ถูกลงเรื่อยๆ ทำให้โน๊ตบุ๊คทำงานราคาไม่เกิน 20000 บาทสเปคดีทรงพลังพอควร ตอบโจทย์ผู้ใช้ที่มีงบประมาณค่อนข้างจำกัดอย่างนักเรียนนักศึกษาที่กำลังเรียนอยู่หรือเพิ่งได้งานใหม่มาก

Advertisementavw

สเปคของโน๊ตบุ๊คเหล่านี้มักยืนพื้นด้วยจอขนาด 14 หรือ 15.6 นิ้ว กับ M.2 NVMe SSD 256~512GB มี Windows 11 Home ติดตั้งมาให้จากโรงงาน บางเครื่องอาจได้ Microsoft Office Home & Student ไม่ว่าจะ 2019, 2021 ติดเครื่องมาด้วย ส่วนแรมจะมีตั้งแต่ 8~16GB ขึ้นอยู่กับทางผู้ผลิตจะจัดสเปคมาให้ แต่ส่วนตัวผู้เขียนก็ขอแนะนำให้อัพแรมไป 16GB เลย จะได้เปิดโปรแกรมขึ้นมาใช้ได้พร้อมๆ กันหลายโปรแกรมแล้วเครื่องไม่ค้างด้วยและยังใช้งานในระยะยาวได้สบายๆ ไม่ต้องกังวลว่แรมไม่พอเครื่องไม่แรง ใช้งานไม่ลื่นเหมือนเมื่อก่อนแล้ว

โน๊ตบุ๊คทำงานราคาไม่เกิน 20000

ซึ่งถ้าใครหาซื้อโน๊ตบุ๊คทำงานราคาไม่เกิน 20000 บาทอยู่ ณ ตอนนี้ร้าน BaNANA จัดโปรโมชั่นรวมรุ่นน่าใช้มาให้เลือกซื้อ มีโค้ดส่วนลดและยังผ่อนได้ 0% x 24 เดือน และยังนำไปเข้าร่วมโครงการช้อปดีมีคืนเพื่อลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย โดยในอีเว้นท์ครั้งนี้มีโน๊ตบุ๊คจากแบรนด์ชั้นนำหลากหลายรุ่น ถูกใจผู้ใช้ทุกคนอย่างแน่นอน

สรุปสเปค 7 โน๊ตบุ๊คทำงานราคาไม่เกิน 20000 บาท สำหรับคนทำงาน

สรุปสเปคโน๊ตบุ๊คทำงานราคาไม่เกิน 20000 บาท CPU

GPU

SSD

RAM

Software

Display

Weight

Connectivity ราคา
(บาท)
Acer Aspire 3 A315-59-31F5 Intel Core
i3-1215U

Intel Iris Xe Graphics

M.2 NVMe
512GB

4GB DDR4
3200MHz

Windows 11 Home

15.6″ FHD IPS

1.77 กก.

USB-A 3.2 x 3

HDMI x 1

LAN x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 5

Bluetooth 5.0

16,990
MSI Modern 14 B11M-004TH Intel Core
i5-1155G7

Intel Iris Xe Graphics

M.2 NVMe
512GB

8GB DDR4
3200MHz

Windows 11 Home

15.6″ FHD IPS

1.6 กก.

USB-A 3.2 x 2

USB-C 3.2 x 1

HDMI x 1

MicroSD Card Reader x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.1

16,990
Acer Aspire 5 A515-45-R503 AMD Ryzen 5 5500U

AMD Radeon Graphics

M.2 NVMe
512GB

8GB DDR4
3200MHz

Windows 11 Home

15.6″ FHD IPS

1.8 กก.

USB 2.0 x 1

USB-A 3.2 x 2

USB-C 3.2 x 1

HDMI x 1

LAN x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 5

Bluetooth 5.1

16,990
Acer Aspire Vero AV15-51-518U Intel Core
i5-1155G7

Intel Iris Xe Graphics

M.2 NVMe
512GB

8GB DDR4
3200MHz

Windows 11 Home

Microsoft Office Home & Student 2021

15.6″ FHD IPS

1.8 กก.

USB 2.0 x 1

USB-A 3.2 x 2

USB-C 3.2 x 1

HDMI x 1

LAN x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.2

19,990
ASUS Vivobook 15 X1500EA-BR599W Intel Core
i5-1135G7

Intel Iris Xe Graphics

M.2 NVMe
512GB

8GB DDR4
3200MHz

Windows 11 Home

15.6″ FHD IPS

1.8 กก.

USB 2.0 x 2

USB-A 3.2 x 1

USB-C 3.2 x 1

HDMI x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 5

Bluetooth 4.1

17,990
Xiaomi RedmiBook 15 Intel Core
i5-11300H

Intel Iris Xe Graphics

M.2 NVMe
512GB

8GB DDR4
3200MHz

Windows 11 Home

15.6″ FHD IPS

1.8 กก.

USB-A 3.2 Gen 1 x 2

USB 2.0 x 1

HDMI 1.4 x 1

LAN x 1

SD Card Reader x 1

Audio Combo x 1

Wi-Fi 5

Bluetooth 5.0

18,990
Hp 15s-eq3001AU AMD Ryzen 5 5625U

AMD Radeon Graphics

M.2 NVMe
512GB

8GB DDR4
3200MHz

Windows 11 Home

Microsoft Office Home & Student 2021

15.6″ FHD IPS

1.69 กก.

USB-A 3.1 x 2

USB-C 3.1 x 1

HDMI x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.2

19,990

7 โน๊ตบุ๊คทำงานราคาไม่เกิน 20000 บาท สเปคคุ้มถูกใจได้ออฟฟิศแท้!!

หากใครมีโน๊ตบุ๊คเครื่องเก่าอยู่แล้วเริ่มทำงานไม่ดีไม่ลื่นไหลเหมือนก่อนแล้วอยากเปลี่ยนเครื่องเป็นรุ่นใหม่ที่ทำงานได้ไหลลื่นยิ่งขึ้น ในบทความนี้ผู้เขียนเลือกมาแนะนำทั้งหมด 7 รุ่นซึ่งสเปคน่าสนใจและมีส่วนลดเพิ่มเติมอีกด้วย โดยมีรุ่นดังนี้

  1. Acer Aspire 3 A315-59-31F5 (16,990 บาท)
  2. MSI Modern 14 B11M-004TH (16,990 บาท)
  3. Acer Aspire 5 A515-45-R503 (16,990 บาท)
  4. Acer Aspire Vero AV15-51-518U (19,990 บาท)
  5. ASUS Vivobook 15 X1500EA-BR599W (17,990 บาท)
  6. Xiaomi RedmiBook 15 (18,990 บาท)
  7. Hp 15s-eq3001AU (19,990 บาท)
1. Acer Aspire 3 A315-59-31F5 (16,990 บาท)

acer1

โน๊ตบุ๊คทำงานราคาไม่เกิน 20000 บาทเครื่องแรกเป็น Acer Aspire 3 A315-59-31F5 รุ่นล่าสุดเพิ่งเปิดตัวไปไม่นานนี้ โดยทาง Acer ได้อัพเดทเป็น Intel 12th Gen ซึ่งประสิทธิภาพดีขึ้นและประหยัดพลังงานกว่าเดิมแถมยังอัพเกรดเพิ่มแรมได้สะดวกและยังได้เครื่องใหญ่หน้าจอ 15.6 นิ้วอีกด้วย อย่างไรก็ตามแนะนำให้อัพเกรดแรมเป็น 8~16GB จะได้ทำงานได้ไหลลื่นยิ่งขึ้น

ซีพียูของ Aspire 3 นี้เป็น Intel Core i3-1215U แบบ 6 คอร์ 8 เธรด (2P+4E) ความเร็ว 3.3~4.4GHz ใช้การ์ดจอออนบอร์ด Intel Iris Xe Graphics หน้าจอขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS มี M.2 NVMe SSD ความจุ 512GB ติดตั้ง Windows 11 Home มาให้กับแรม 8GB DDR4 บัส 3200MHz มีพอร์ต USB-A 3.2 x 3, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1 การเชื่อมต่อไร้สายรองรับ Wi-Fi 5 มาตรฐาน 802.11ac และ Bluetooth 5.0 ได้ น้ำหนักเครื่อง 1.77 กิโลกรัม หากใครจะซื้อเครื่องนี้มาใช้งานก็อย่าลืมอัพเกรดแรมเท่านี้ก็ทำงานได้สบายๆ แล้ว

สเปคของ Acer Aspire 3 A315-59-31F5
CPU Intel Core i3-1215U แบบ 6 คอร์ 8 เธรด (2P+4E) ความเร็ว 3.3~4.4GHz
GPU Intel Iris Xe Graphics
SSD M.2 NVMe SSD 512GB
RAM 4GB DDR4 บัส 3200MHz
Display 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS
Connectivity USB-A 3.2 x 3, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1

Wi-Fi 5 มาตรฐาน 802.11ac และ Bluetooth 5.0

Software Windows 11 Home
Weight 1.77 กิโลกรัม
Price 16,990 บาท ใช้โค้ด BNACBJ7 ลดได้ 700 บาท (คลิ๊กสั่งซื้อได้ที่นี่)
2. MSI Modern 14 B11M-004TH (16,990 บาท)

MSI Notebook Modern 15 B11M 01

MSI Modern 14 B11M-004TH นี้เป็นโน๊ตบุ๊คทำงานราคาไม่เกิน 20000 บาท เครื่องใหญ่ 15.6 นิ้ว แต่เครื่องไม่หนักมากและบอดี้ทำจากอลูมิเนียม มี Numpad ติดตั้งมาให้ ไฟ LED Backlit พร้อมใช้ ทำงานในที่แสงน้อยได้สะดวก น้ำหนักเครื่องมากสุดเพียง 1.6 กิโลกรัมเท่านั้น จัดเป็นรุ่นที่น่าสนใจมาก

ซีพียูเป็น Intel Core i5-1155G7 แบบ 4 คอร์ 8 เธรด ความเร็ว 2.5~4.5GHz ใช้การ์ดจอออนบอร์ด Intel Iris Xe Graphics หน้าจอมีขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS มี M.2 NVMe SSD ความจุ 512GB ติดตั้ง Windows 11 Home มาให้ แรมมี 8GB DDR4 บัส 3200MHz พอร์ตเชื่อมต่อมี USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1, MicroSD Card Reader x 1, Audio combo x 1 รองรับ Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1 หากใครมองหาโน๊ตบุ๊คสายทำงานของ MSI ดีๆ ไว้ใช้สักเครื่องก็แนะนำให้ดูรุ่นนี้เลย

สเปคของ MSI Modern 14 B11M-004TH
CPU Intel Core i5-1155G7 แบบ 4 คอร์ 8 เธรด ความเร็ว 2.5~4.5GHz
GPU Intel Iris Xe Graphics
SSD M.2 NVMe SSD 512GB
RAM 8GB DDR4 บัส 3200MHz
Display 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS
Connectivity USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1, MicroSD Card Reader x 1, Audio combo x 1

Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax และ Bluetooth 5.1

Software Windows 11 Home
Weight 1.6 กิโลกรัม
Price 16,990 บาท (คลิ๊กสั่งซื้อได้ที่นี่)
3. Acer Aspire 5 A515-45-R503 (16,990 บาท)

Acer Notebook Aspire A515 02 square medium

ด้านแฟนคลับ AMD ที่อยากได้โน๊ตบุ๊คทำงานราคาไม่เกิน 20000 บาท ไว้ใช้ล่ะก็ Acer Aspire 5 A515-45-R503 ตอบโจทย์ใครหลายๆ คนอย่างแน่นอน ซึ่งจุดเด่นของมัน คืออัตราส่วนหน้าจอกับตัวเครื่อง (Screen-to-Body Ratio) ที่กว้างถึง 81.61% ทำให้มีพื้นที่แสดงผลบนหน้าจอกว้าง กรอบจอบางพร้อมฟีเจอร์ถนอมสายตาของผู้ใช้ติดตั้งมาให้และยังอัพเกรดแรมเพิ่มได้อีกด้วย

ซีพียูของ Aspire 5 นี้เป็น AMD Ryzen 5 5500U แบบ 6 คอร์ 12 เธรด ความเร็ว 2.1~4.0GHz ใช้การ์ดจอออนบอร์ด AMD Radeon Graphics และจอขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS มี M.2 NVMe SSD ความจุ 512GB ติดตั้ง Windows 11 Home กับแรม 8GB DDR4 บัส 3200MHz มาด้วย ส่วนพอร์ตมี USB 2.0 x 1, USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1 เชื่อมต่อไร้สายด้วย Wi-Fi 5 มาตรฐาน 802.11ac รองรับ Bluetooth 5.1 น้ำหนักเครื่อง 1.8 กิโลกรัม

สเปคของ Acer Aspire 5 A515-45-R503
CPU AMD Ryzen 5 5500U แบบ 6 คอร์ 12 เธรด ความเร็ว 2.1~4.0GHz
GPU AMD Radeon Graphics
SSD M.2 NVMe SSD 512GB
RAM 8GB DDR4 บัส 3200MHz
Display 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS
Connectivity USB 2.0 x 1, USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1

Wi-Fi 5 มาตรฐาน 802.11ac และ Bluetooth 5.1

Software Windows 11 Home
Weight 1.8 กิโลกรัม
Price 16,990 บาท ใช้โค้ด BNACAMD10 ลดได้ 1,000 บาท (คลิ๊กสั่งซื้อได้ที่นี่)
4. Acer Aspire Vero AV15-51-518U (19,990 บาท)

Acer Notebook Aspire Vero AV15 51 518U Gray 3 square medium

Acer Aspire Vero AV15-51-518U เมื่อก่อนหน้านี้มักมีราคาสูงเกิน 20,000 บาทไปพอสมควร แต่เมื่อวางขายมาระยะหนึ่งแล้ว ราคาก็ค่อยๆ ลดลงจนเข้าข่ายเป็นโน๊ตบุ๊คทำงานราคาไม่เกิน 20000 บาทไปโดยปริยาย ซึ่งจุดเด่นของตระกูล Vero ได้แก่ บอดี้เครื่อทำจากพลาสติกรีไซเคิลรักษ์โลกและในเครื่องยังติดตั้ง Microsoft Office มาให้ใช้ฟรีๆ แถมมีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือติดตั้งมาให้ด้วย

ซีพียูเป็น Intel Core i5-1155G7 แบบ 4 คอร์ 8 เธรด ความเร็ว 2.5~4.5GHz กับการ์ดจอออนบอร์ด Intel Iris Xe Graphics และหน้าจอขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS มี M.2 NVMe SSD ความจุ 512GB ติดตั้ง Windows 11 Home และ Microsoft Office Home & Student 2021 มาให้ใช้งาน แรม 8GB DDR4 บัส 3200MHz พอร์ตมี USB 2.0 x 1, USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1 รองรับ Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax และ Bluetooth 5.0 น้ำหนักเครื่อง 1.8 กิโลกรัม นับว่า Aspire Vero นี้เป็นโน๊ตบุ๊คทำงานราคาไม่เกิน 20000 บาทที่ลูกเล่นครบเครื่องน่าใช้ โดยเฉพาะเมื่อมีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือติดตั้งมาด้วยก็ช่วยรักษาความปลอดภัยและเป็นส่วนตัวให้เจ้าของเครื่องยิ่งขึ้น

สเปคของ Acer Aspire Vero AV15-51-518U
CPU Intel Core i5-1155G7 แบบ 4 คอร์ 8 เธรด ความเร็ว 2.5~4.5GHz
GPU Intel Iris Xe Graphics
SSD M.2 NVMe SSD 512GB
RAM 8GB DDR4 บัส 3200MHz
Display 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS
Connectivity USB 2.0 x 1, USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1

Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax และ Bluetooth 5.2

Software Windows 11 Home, Microsoft Office Home & Student 2021
Weight 1.8 กิโลกรัม
Price 19,990 บาท ใช้โค้ด BNACBJ7 ลดได้ 700 บาท (คลิ๊กสั่งซื้อได้ที่นี่)
5. ASUS Vivobook 15 X1500EA-BR599W (17,990 บาท)

Asus Notebook Vivobook 15 X1500EA 02 square medium

ASUS Vivobook 15 X1500EA-BR599W เป็นโน๊ตบุ๊คทำงานราคาไม่เกิน 20000 บาทที่สเปคยังน่าใช้งานอยู่ โดยตัวเครื่องบางเบาพกง่ายน้ำหนักเพียง 1.8 กิโลกรัม ได้ซีพียู Intel 11th Gen ดีไซน์หน้าจอขอบบาง NanoEdge Display ให้มีพื้นที่การมองเห็นกว้างยิ่งขึ้นด้วย

ซีพียูเป็น Intel Core i5-1135G7 แบบ 4 คอร์ 8 เธรด ความเร็ว 2.4~4.2GHz ใช้การ์ดจอออนบอร์ด Intel Iris Xe Graphics หน้าจอมีขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด HD (1366×768) พาเนล TN มี M.2 NVMe SSD ความจุ 512GB ติดตั้ง Windows 11 Home แรมออนบอร์ดความจุ 8GB DDR4 บัส 3200MHz มีพอร์ต USB 2.0 x 2, USB-A 3.2 x 1, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1, Audio combo x 1 เชื่อมต่อไร้สายด้วย Wi-Fi 5 มาตรฐาน 802.11ac รองรับ Bluetooth 4.1 ในตัว น้ำหนัก 1.8 กิโลกรัม นับเป็นโน๊ตบุ๊คทำงานราคาไม่เกิน 20000 บาทที่น่าสนใจอีกรุ่น

สเปคของ ASUS Vivobook 15 X1500EA-BR599W
CPU Intel Core i5-1135G7 แบบ 4 คอร์ 8 เธรด ความเร็ว 2.4~4.2GHz
GPU Intel Iris Xe Graphics
SSD M.2 NVMe SSD 512GB
RAM 8GB DDR4 บัส 3200MHz
Display 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS
Connectivity USB 2.0 x 2, USB-A 3.2 x 1, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1, Audio combo x 1

Wi-Fi 5 มาตรฐาน 802.11ac และ Bluetooth 4.1

Software Windows 11 Home
Weight 1.8 กิโลกรัม
Price 17,990 บาท (คลิ๊กสั่งซื้อได้ที่นี่)
6. Xiaomi RedmiBook 15 (18,990 บาท)

Xiaomi Notebook Redmi Book15 i5 03 square medium

Xiaomi RedmiBook 15 เป็นโน๊ตบุ๊คทำงานราคาไม่เกิน 20000 บาท หน้าตาเรียบร้อยสเปคดีบางเบาพกสะดวกใช้ทำงานเอกสารหรือเรียนออนไลน์ได้ดี ได้ซีพียู Intel 11th Gen รุ่น H-Series หากผู้ใช้คนไหนสนใจสามารถอ่านรีวิวฉบับเต็มได้ที่นี่ 

ซีพียูของ RedmiBook 15 เป็น Intel Core i5-11300H แบบ 4 คอร์ 8 เธรด ความเร็ว 3.1~4.4GHz ใช้การ์ดจอออนบอร์ด Intel Iris Xe Graphics และจอมีขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS มี M.2 NVMe SSD ความจุ 512GB ติดตั้ง Windows 11 Home มา แรม 8GB DDR4 บัส 3200MHz มีพอร์ต USB-A 3.2 Gen 1 x 2, USB 2.0 x 1, HDMI 1.4 x 1, LAN x 1, SD Card Reader x 1, Audio Combo x 1 เชื่อมต่อไร้สายด้วย Wi-Fi 5 มาตรฐาน 802.11ac และ Bluetooth 5.0 น้ำหนัก 1.8 กิโลกรัม หากใครหาเอาไว้ทำงานหรือเรียนออนไลน์ก็ดีทั้งคู่

สเปคของ Xiaomi RedmiBook 15
CPU Intel Core i5-11300H แบบ 4 คอร์ 8 เธรด ความเร็ว 3.1~4.4GHz
GPU Intel Iris Xe Graphics
SSD M.2 NVMe SSD 512GB
RAM 8GB DDR4 บัส 3200MHz
Display 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS
Connectivity USB-A 3.2 Gen 1 x 2, USB 2.0 x 1, HDMI 1.4 x 1, LAN x 1, SD Card Reader x 1, Audio Combo x 1

Wi-Fi 5 มาตรฐาน 802.11ac และ Bluetooth 5.0

Software Windows 11 Home
Weight 1.8 กิโลกรัม
Price 18,990 บาท (คลิ๊กสั่งซื้อได้ที่นี่)
7. Hp 15s-eq3001AU (19,990 บาท)

HP Notebook 15s eq3001AU Natural Silver 1 square medium

โน๊ตบุ๊คทำงานราคาไม่เกิน 20000 บาทเครื่องสุดท้ายเป็น Hp 15s-eq3001AU ซึ่งสเปคของมันถือว่าครบจบจากโรงงานโดยได้แรม 16GB และซีพียู AMD Ryzen รหัสพิเศษและได้ Microsoft Office ติดเครื่องมาพร้อมใช้งานอีกด้วย เรียกว่าซื้อมาเปิดทำงานได้เลยไม่ต้องทำอะไรเพิ่มก็ได้

ซีพียูเป็น AMD Ryzen 5 5625U แบบ 6 คอร์ 12 เธรด ความเร็ว 2.3~4.3GHz ใช้การ์ดจอออนบอร์ด AMD Radeon Graphics หน้าจอขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ติดตั้ง M.2 NVMe SSD ความจุ 512GB ติดตั้ง Windows 11 Home และ Microsoft Office Home & Student 2021 และแรมอีก 16GB DDR4 บัส 3200MHz มีพอร์ต USB-A 3.1 x 2, USB-C 3.1 x 1, HDMI x 1, Audio combo x 1 เชื่อมต่อ Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax และ Bluetooth 5.2 ได้ น้ำหนัก 1.69 กิโลกรัม จัดว่าเป็นรุ่นเด็ดสเปคดี น่าซื้อมาใช้งานมาก

สเปคของ Hp 15s-eq3001AU
CPU AMD Ryzen 5 5625U แบบ 6 คอร์ 12 เธรด ความเร็ว 2.3~4.3GHz
GPU AMD Radeon Graphics
SSD M.2 NVMe SSD 512GB
RAM 16GB DDR4 บัส 3200MHz
Display 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS
Connectivity USB-A 3.1 x 2, USB-C 3.1 x 1, HDMI x 1, Audio combo x 1

Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax และ Bluetooth 5.2

Software Windows 11 Home, Microsoft Office Home & Student 2021
Weight 1.69 กิโลกรัม
Price 19,990 บาท (คลิ๊กสั่งซื้อได้ที่นี่)

charlesdeluvio Lks7vei eAg unsplash 1

จะเห็นว่าโน๊ตบุ๊คทำงานราคาไม่เกิน 20000 บาท ณ ปี 2023 นี้ สเปคดีขึ้นมากระดับใช้ทำงานต่างๆ ได้สบายๆ และราคาก็ถือว่าสมเหตุสมผลกับสเปคที่ได้อีกด้วย เหมาะกับผู้ใช้ที่ต้องการเปลี่ยนโน๊ตบุ๊คเครื่องเก่าเป็นเครื่องใหม่มากๆ และยิ่งมีโค้ดส่วนลดจากทาง BaNANA เสริมเช่นนี้ ซื้อมาใช้คุ้มค่าทำงานได้สะดวกขึ้นแน่นอน


บทความที่เกี่ยวข้อง

รวม 7 โน๊ตบุ๊คราคาไม่เกิน 20000 1

7 Wireless Charging 1

รีวิว Lenova IdeaPad 1 1

from:https://notebookspec.com/web/685973-7-laptop-under-20000-banana-2023

วิธีแก้ error 0x8007045d บน Windows 10/11

error 0x8007045d ปัญหาใหญ่ของระบบปฎิบัติการ Windows ที่ใครๆ ก็อาจจะเจอได้ มันคืออะไร? สาเหตุมาจากไหน? และจะแก้ปัญหาได้อย่างไร มาลองติดตามกัน

error 0x8007045d
error 0x8007045d ปัญหาข้อผิดพลาดสุดโหดที่คุณควรรู้

Windows เป็นระบบปฎิบัติการที่มีผู้ใช้มากที่สุดในโลก แน่นอนว่าเป็นเรื่องปกติที่มันจะตามมาด้วยการพับเจอปัญหามากมาย บางข้อผิดพลาดผู้ใช้ก็ยังสามารถที่จะใช้งานระบบต่อไปได้ แต่บางข้อผิดพลาดก็อาจจะถึงขึ้นทำให้ระบบล่มจนสามารถใช้งานต่อเนื่องไม่ได้

ในวันนี้เราขอยกเอาอีกปัญหาหนึ่งอย่าง error 0x8007045d ที่ใครๆ ก็สามารถที่จะเจอกับปัญหานี้ได้(หรืออาจจะเคยเจอมาก่อนแล้ว) มาดูกันว่าเจ้า error 0x8007045d มันคืออะไร มีต้นเหตุมาจากไหน? พร้อมวิธีการแก้ไขเบื้องต้นที่คุณสามารถทำได้เองกัน จะเป็นเช่นไรนั้นไปติดตามกันได้เลย

Advertisementavw


Error 0x8007045d คืออะไร?

error 0x8007045d 1

error 0x8007045d หรือข้อผิดพลาด 0x8007045d เป็นเรื่องปกติสำหรับผู้ใช้ Windows ที่สามารถพบกันได้ทุกคน โดยปกติิแล้วข้อผิดพลาดนี้มักเกิดขึ้นเมื่อคุณพยายามสำรองไฟล์(หรืออาจจะทั้งโฟลเดอร์) ด้วยอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลภายนอก 

หากจะว่ากันไปแล้วข้อผิดพลาด 0x8007045d บน Windows นั้นสามารถที่จะเกิดขึ้นได้จาก 2 สาเหตุใหญ่ๆ คือ

  1. เกิดขึ้นเมื่อระบบปฏิบัติการของคุณไม่สามารถค้นหาหรืออ่านไฟล์ในคอมพิวเตอร์ของคุณได้
  2. เกิดขึ้นเมื่อระบบปฎิบัติการของคุณไม่สามารถที่จะทำการบันทึกไฟล์ลงไปในแหล่งเก็บข้อมูลที่คุณต้องการจัดเก็บได้

ต้นเหตุของปัญหา Error 0x8007045d

hard drive head damage

โดยปกติคุณจะพบข้อผิดพลาด 0x8007045d ขณะคัดลอกไฟล์เดียวหรือหลายไฟล์ผ่านแหล่งเก็บข้อมูลภายนอก ซึ่งโดยปกติแล้วจะเป็น USB Flash หรือแหล่งเก็บข้อมูลแบบ CD/DVD/Blu Ray ทว่าการเกิดขึ้นของข้อผิดพลาด 0x8007045d บน Windows 10 และ Windows 11 ที่พบได้มากที่สุดก็คือตามอที่ระบบปฎิบัติการกำลังทำการโหลดอัปเดต(หรือระหว่างการอัปเดท) ตัวระบบปฎิบัติการ Windows แต่อย่างไรก็ตามข้อผิดพลาดนี้ยังปรากฏขึ้นระหว่างการถ่ายโอนไฟล์ที่ผิดพลาดหรือการสำรองข้อมูลได้ด้วยอีกต่างหาก

ข้อผิดพลาดอาจปรากฏเป็นการแจ้งเตือนได้ดังต่อไปนี้

  • Windows cannot install the required files. Make sure all the files necessary for installation are available, and restart the installation. Error code: 0x8007045D
  • Error 0x8007045D: The request could not be performed because of an I/O device error.

ข้อผิดพลาด 0x8007045d ส่วนใหญ่เกิดขึ้นเมื่อคอมพิวเตอร์ของคุณไม่สามารถค้นหาหรืออ่านไฟล์ของคุณได้ซึ่งนั่นเป็นสัญญาณแรกที่บ่งบอกว่าแหล่งเก็บข้อมูลที่คุณทำการเก็บไฟล์นั้นอยู่อาจจะมีปัญหา หรือในบางกรณีเองนั้น ข้อผิดพลาด 0x8007045d อาจเกิดจากสาเหตุอื่นๆ ได้อีกเช่นซอฟต์แวร์ที่มีปัญหาระหว่างการติดตั้งหรือฮาร์ดแวร์อย่างแหล่งเก็บข้อมูลเกิดการเสียหาย ทั้งนี้อาการที่คุณจะพบได้ก็คือการไม่สามารถอ่านไฟล์หรือเกิดข้อผิดพลาดในการคัดลอกไฟล์เหล่านั้นในทุกๆ ครั้ง

หากจะให้พูดกันตรงๆ แล้วนั้นรหัสข้อผิดพลาด 0x8007045d มีสาเหตุหลายประการที่ทำให้ผู้ใช้เจอได้ซึ่งสามารถที่จะแยกออกมาได้ดังต่อไปนี้

  • Registry Editor เกิดความเสียหาย
  • ไฟล์ระบบปฎิบัติการหรือโปรแกรมเกิดความเสียหาย(บางไฟล์)
  • ไฟล์ที่คุณดาวน์โหลดจากอินเทอร์เน็ตอาจจะเกิดข้อผิดพลาดขึ้นระหว่างการโหลด
  • แหล่งเก็บข้อมูลภายนอกของคุณอย่าง external hard drive, USB drive, CD, DVD หรือ Blu ray มีปัญหาซึ่งอาจจะเกิดขึ้นจากช่องเชื่อมต่อส่วนใหญ่คือ USB หรือตัวแหล่งเก็บข้อมูลนั้นๆ มีปัญหา(ตัวอย่างเช่นหากเป็นแผ่น CD/DVD นั้นก็อาจจะมาจากการที่ตัวแผ่นได้รับการเก็บรักษาไม่ดีจนทำให้เกิดรอยขึ้นทางด้านหลังของแผ่น)
  • หน่วยความจำของตัวเครื่อง(หรือ RAM) ของคุณอาจจะมีปัญหา
  • พอร์ต USB ที่คุณใช้ในการเชื่อมต่อมีปัญหา

ข้อผิดพลาด 0x8007045d เป็นเรื่องปกติและไม่มีผลกระทบระยะยาวกับคอมพิวเตอร์ของคุณ ดังนั้นเมื่อเกิดข้อผิดพลาดคุณต้องลองใช้วิธีการที่มีอยู่ทั้งหมดทีละวิธีจนกว่าจะแก้ไขได้

แต่หากคุณลองทุกวิธีการแล้วยังพบปัญหาเดิมอยู่นั่นอาจจะเป็นสัญญาณว่าเซ็กเตอร์ใน Hard disk ที่คุณใช้งานบนเครื่องคอมพิวเตอร์หรือโน๊ตบุ๊คของคุณเกิดความเสียหาย ซึ่งการเสียหายนี้นั้นถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่มีผลเสียต่อความสมบูรณ์โดยรวมของไฟล์ทั้งหมดที่อยู่ใน Hard disk นั้นๆ ดังนั้นคุณควรสำรองไฟล์อื่นๆ ที่สำคัญทั้งหมดเอาไว้ที่อื่นแล้วรีบไปหาช่างที่คุณไว้ใจได้เพื่อเช็คอาการดูโดยด่วย


วิธีแก้ไขปัญหา Error 0x8007045d เบื้องต้นที่คุณทำได้

1. Restart Windows

Ewfvt

หากคุณพบข้อผิดพลาด 0x8007045d ให้ลองรีสตาร์ทคอมพิวเตอร์หรือโน๊ตบุ๊คของคุณเพื่อแก้ไขดูก่อนเป็นลำดับแรก  โดยทั่วไปแล้ววิธีการนี้ใช้ได้ผลเสมอกับปัญหาส่วนใหญ่ของ Windows ดังนั้นการรีสตาร์ท Windows จึงถือว่าเป็นสิ่งที่ง่ายที่สุดและสิ่งแรกที่คุณควรจะลองทำเมื่อเจอปัญหาใดๆ ก็ตามบนระบบปฎิบัติการ Windows

ทั้งนี้หากทำการรีสตาร์ทแล้วยังพบข้อผิดพลาดอยู่นั่นอาจจะหมายความว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณเริ่มมีปัญหาที่ใหญ่มากกว่าการที่ระบบปฎิบัติการ Windows ที่ได้รับการเริ่มต้นการทำงานใหม่ผ่านการรีสตาร์ทไม่สามารถช่วยได้เช่นเครื่องของคุณอาจจะมีข้อผิดพลาดของอุปกรณ์ I/O ให้คุณลองวิธีการต่อไป

2. ทำการอัปเดต Windows

windows update 1

วิธีการแก้ไขปัญหาที่ง่ายที่สุดรองลงมาที่คุณควรทำเป็นอย่างที่สองเลยก็คือลองทำการอัปเดทระบบปฎิบัติการ Windows ผ่านทาง Windows Update โดยตรง เพราะการอัปเดทระบบปฎิบัติการ Windows ในแต่ละครั้งนั้นจะมีการเขียนบันทึกไฟล์ระบบใหม่ลงไปด้วย สำหรับวิธีการนั้นให้คุณทำตามขั้นตอนต่อไปนี้

  1. กดปุ่ม Win + I เพื่อเปิด Windows Settings
  2. คลิกที่ Windows Update
  3. จากนั้นคลิกที่ Check for updates
  4. คลิกที่ Download & install เพื่อเสร็จสิ้นการติดตั้งระบบปฎิบัติการ Windows เวอร์ชันใหม่ที่ได้รับการอัปเดทและเพิ่มการแก้ไขข้อผิดพลาดต่างๆ

3. ลองใช้พอร์ต USB อื่น

usb flash drive ports latptop

จริงๆ แล้ววิธีการนี้ควรเป็นวิธีการแรก แต่ที่เรานำมาเอาไว้เป็นขั้นตอนที่ 3 นั้นก็เนื่องมาจากว่าหากคุณพบว่าพอร์ต USB ของเครื่องคอมพิวเตอร์หรือโน๊ตบุ๊คมีปัญหานั่นเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าอาร์ดแวร์หลักของเครื่องอย่างเมนบอร์ดอาจจะเกิดข้อผิดพลาดซึ่งเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุเอามากๆ ไม่ว่าจะเป็นเมนบอร์ดเสียหายเองหรือแหล่งจ่ายไฟมีปัญหา

และที่สำคัญเลยนั้นก็คือวิธีการนี้จะใช้งานได้เฉพาะก็ต่อเมื่อคุณเกิดข้อผิดพลาด 0x8007045d กับแหหล่งเก็บข้อมูลภายนอกที่เชื่อมต่อผ่าน USB เท่านั้น วิธีการก็คือให้คุณลองทำการเสียบแหล่งเก็บข้อมูลภายนอกเข้ากับพอร์ต USB อื่นที่มีอยู่ทั้งหมดบนคอมพิวเตอร์และโน๊ตบุ๊คของคุณทีละพอร์ตๆ หากลองเปลี่ยนพอร์ต USB แล้วพบว่าพอร์ต USB ใหม่นั้นสามารถใช้งานได้โดยไม่พบข้อผิดพลาด 0x8007045d เราขอให้คุณทำการรีบสำรองข้อมูลให้หมดแล้วให้คุณนำเครื่องไปหาช่างที่เชี่ยวชาญที่คุณไว้ใจเพื่อทำการบอกปัญหาโดยด่วนเพื่อทำการตรวจสอบดูว่าปัญหาดังกล่าวนี้เกิดขึ้นจากฮาร์ดแวร์ของตัวเครื่องหรือไม่(ควรทำเป็นอย่างยิ่งหากเครื่องคอมพิวเตอร์หรือโน๊ตบุ๊คของคุณยังอยู่ในประกัน)

บางครั้งการใช้ USB HUB หรือตัวขยายพอร์ต USB ก็อาจจะก่อให้เกิดข้อผิดพลาด 0x8007045d นี้ขึ้นได้เช่นกันดังนั้นเพื่อไม่ประมาทคุณควรต่อแหล่งเก็บข้อมูลภายนอกกับพอร์ต USB ของคอมพิวเตอร์และโน๊ตบุ๊คของคุณโดยตรงดู

4. ดาวน์โหลดไฟล์ที่ได้รับผลกระทบอีกครั้ง

asdasdasvv easfdsfsdf

หากข้อผิดพลาด 0x8007045d ปรากฏขึ้นขณะพยายามเปิดไฟล์ที่ดาวน์โหลดมาจากทั้งอินเทอร์เน็ตหรือไฟล์ที่อยู่ใน Flash Drive เองแล้วนั้นบางทีปัญหาทั้งหมดอาจจะเกิดขึ้นจากความผิดพลาดระหว่างการดาวน์โหลดหรือบันทึกไฟล์ลงแหล่งเก็บข้อมูลนั้นๆ ซึ่งทำให้ไฟล์นั้นๆ ที่มีปัญหานี้ไม่สมบูรณ์ อันเป็นสาเหตุที่ทำให้คุณเจอข้อผิดพลาด 0x8007045d ได้

หากเป็นกรณีนี้ วิธีที่ดีที่สุดคือดาวน์โหลดไฟล์ของคุณจากแหล่งเก็บข้อมูลต้นฉบับใหม่ โดยหากเป็นไปได้หากไฟล์ดังกล่าวนั้นเป็นไฟล์งานคุณควรลองเปิดไฟล์ดังกล่าวจากเครื่องคอมพิวเตอร์หรือโน๊ตบุ๊คที่เป็นแหล่งของต้นฉบับไฟล์นั้นดูก่อนว่าสามารถเปิดใช้งานได้ปกติหรือไม่(หากเป็นไฟล์ที่โหลดจากอินเทอร์เน็ตเราขอแนะนำให้คุณทำการดาวน์โหลดไฟล์นั้นใหม่ตั้งแต่ต้นอีกครั้ง)

5. เรียกใช้ Hardware and Device Windows Troubleshooter

hardware and device

Microsoft ได้จัดทำเครื่องมือมากมายที่ช่วยให้คุณทำการแก้ไขข้อผิดพลาดเบื้องต้นต่างๆ บนระบบปฎิบัติการ Windows ได้ด้วยตัวของคุณเอง โดยตัว Hardware and Device troubleshooter นั้นจะทำการวินิจฉัยคอมพิวเตอร์ของคุณทั้งในส่วนของระบบไฟล์ของตัวระบบปฎิบัติการ(เช่น Driver) รวมถึงวินิจฉัยฮาร์ดแวร์ที่ทำการเชื่อมต่อที่มีปัญหาและสามารถที่จะช่วยแก้ไขปัญหาเบื้องต้นบนคอมพิวเตอร์และโน๊ตบุ๊คระบบปฎิบัติการ Windows ของคุณได้

สำหรับขึ้นตอนต่อไปนี้เราขอแนะนำให้คุณทำเมื่อคุณพบปัญหาข้อผิดพลาด 0x8007045d กับแหล่งเก็บข้อมูลภายนอก(อย่าง USB Flash, External Hard disk หรือแหล่งเก็บข้อมูลแบบ CD/DVD/Blu Ray) เนื่องจากเป็นไปได้ว่าข้อผิดพลาด 0x8007045d นั้นอาจเกิดจากฮาร์ดแวร์ของแหล่งเก็บข้อมูลภายนอกเอง วิธีการก็คือให้คุณเชื่อมต่อแหล่งเก็บข้อมูลที่พบข้อผิดพลาด 0x8007045d แล้วทำตามขั้นตอนดังนี้

  • ไปที่แถบค้นหา(ไอคอนแว่นขยาย) ที่ Start พิมพ์ ‘cmd’ แล้วเลือก Command Prompt
  • จากนั้นให้ทำการพิมพ์คำสั่งต่อไปนี้แล้วกด Enter (หรือจะคัดลอกไปวางเลยก็ได้)

msdt.exe -id DeviceDiagnostic

Windows จะทำการเด้งหน้าจอ นี่Hardware and Devices ขึ้นมาจากนั้นให้คุณทำการเลือก Next แล้วตัวซอฟต์แวร์จะเริ่มสแกน Windows ของคุณเพื่อหาปัญหา ทันทีที่พบข้อผิดพลาดเครื่องมือจะแก้ไขทันทีโดยอัตโนมัติ หลังจากเสร็จสิ้นให้ลองตรวจสอบดูว่าข้อผิดพลาด 0x8007045d ยังคงอยู่หรือไม่

6. ปิดใช้งานซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสและไฟร์วอลล์

ซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสขึ้นชื่อเรื่องการแทรกแซงการอัปเดตและการติดตั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณพยายามสำรองข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับระบบปฎิบัติการของซึ่งในที่สุดอาจจะก่อให้เกิดข้อผิดพลาด 0x8007045d ขึ้นมาได้อันเนื่องมาจากว่าไฟล์ดังกล่าวนั้นๆ ไม่สามารถที่จะบนทึกลงไปในแหล่งเก็บข้อมูลหลักของคุณได้

หากคุณคิดว่าข้อผิดพลาด 0x8007045d เกิดปัญหาขึ้นจากซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสหรือไฟร์วอลล์นี้ให้คุณลองปิดการทำงานของซอฟ์ตแวร์ป้องกันไวรัส(ที่คุณใช้)ดูแล้วตามด้วยการปิดไฟร์วอลล์ดังวิธีการต่อไปนี้

ขอให้คุณตรวจสอบให้มั่นใจก่อนว่าไฟล์ที่เกิดข้อผิดพลาด 0x8007045d นั้นไม่ได้ติดไวรัสก่อนที่คุณจะดำเนินการใดๆ ต่อไป

error 0x8007045d 5
  • เปิด Control Panel จากนั้นมองหาและคลิกที่ Windows Defender Firewall
error 0x8007045d 6
  • คลิกตัวเลือก Turn Windows Defender Firewall on or off เพื่อดำเนินการต่อ
error 0x8007045d 7
  • ทำเครื่องหมายที่ตัวเลือก Turn off Windows Defender Firewall ในการตั้งค่าเครือข่ายส่วนตัว และคลิก OK เพื่อบันทึกการเปลี่ยนแปลง

หลังจากปิดใช้งานซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสและไฟร์วอลล์แล้ว ให้ตรวจสอบว่าข้อผิดพลาด 0x8007045d Windows ได้รับการแก้ไขแล้วหรือไม่ หากข้อผิดพลาดยังคงอยู่ ให้เปิดใช้งานโปรแกรมป้องกันไวรัสและไฟร์วอลล์กลับเพื่อป้องกันคอมพิวเตอร์ของคุณจากการถูกโจมตีจากนั้นลองใช้วิธีอื่นต่อไป

7. บูตคอมพิวเตอร์เพื่อเข้าใช้งานผ่าน Safe Mode

ในกรณีที่คุณไม่สามารถปิดปิดการทำงานของซอฟต์แวร์รักษาความปลอดภัยได้(ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม) การเข้าสู่ Safe Mode เป็นสิ่งที่ควรพิจารณาทำเพื่อทำการทดสอบดูว่าข้อผิดพลาด 0x8007045d นั้นจะเกิดขึ้นหรือไม่ เพราะ Safe Mode นี้รันโปรแกรมและบริการต่างๆ ของระบบปฎิบัติการ Windows และซอฟต์แวร์ที่คุณติดตั้งน้อยที่สุด สำหรับวิธีการเข้าสู่ Safe Mode นั้นให้ทำตามขั้นตอนต่อไปนี้

error 0x8007045d 8
  1. เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ของคุณด้วยผู้ใช้ที่มีสิทธิ์ของผู้ดูแลระบบ
  2. คลิก Start แล้วเปิด Run พิมพ์ msconfig ตามด้วยกด Enter
  3. คลิกปุ่ม Boot ในแอปเพล็ต Systems Configuration จากนั้นคลิก Safe Boot แล้วเลือกตัวเลือก Minimal จากนั้นให้คลิก OK เพื่อบันทึกการเปลี่ยนแปลง
  4. คลิกปุ่ม Restart เพื่อรีบูตระบบของคุณในหน้าต่างป๊อปอัป จากนั้นตรวจสอบว่าข้อผิดพลาด 0x8007045d Windows ได้รับการแก้ไขแล้วหรือไม่

8. ลองทำการ Update Driver ของแหล่งเก็บข้อมูลที่มีปัญหา

device manager 1

เอาจริงๆ แล้วนั้นข้อผิดพลาด 0x8007045d นั้นมักจะไม่ค่อยมีสาเหตุมาจากข้อผิดพลาดของไดรเวอร์แหล่งเก็บข้อมูลสักเท่าไรนัก แต่ก็มีความเป็นไปได้อยู่เช่นเดียวกันว่าไดรเวอร์ของแหล่งเก็บข้อมูลอาจจะเกิดความเสียหายขึ้นโดยที่คุณไม่รู้ตัว ดังนั้นหากมีปัญหากับไดรเวอร์ CD/DVD หรือแหล่งเก็บข้อมูลที่ใช้การเชื่อมต่อแบบ USB ให้คุณลองทำการอัปเดทไดร์เวอร์ของมั้นดูโดยทำการขึ้นตอนต่อไปนี้

  1. ไปที่แถบค้นหา(ไอคอนรูปแว่นขยาย) ของ Start menu พิมพ์ ‘device manager’ แล้วคลิกเลือกเพื่อเปิด
  2. ใน Device manager ให้ไปที่ DVD/USB Drivers จากนั้นคลิกขวาที่ไดรเวอร์นั้น
  3. เลือก Update driver เพื่อเริ่มอัปเดตไดรเวอร์ของคุณ

ตัวช่วยทำการอัปเดตจะเปิดขึ้นมา ให้คุณเลือกตัวเลือก Search automatically for drivers เมื่อเสร็จสิ้นให้ลองดูว่าข้อผิดพลาด 0x8007045d ถูกแก้ไขไปแล้วหรือยัง

9. ตรวจสอบไดรฟ์

9192e0aa 120d 91d6 131f b5f2f604819b

ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดที่เราไม่อยากให้คุณได้พบเจอนั่นก็คือการเสียหายของเซกเตอร์บนพื้แหล่งเก็บข้อมูลหลักของคุณซึ่งหากคุณเจอกับปัญหานี้จริงข้อผิดพลาด 0x8007045d ก็อาจจะเกิดขึ้นกับคุณได้ โชคดีที่คุณสามารถใช้การตรวจสอบไดรฟ์เพื่อทำการค้นหาเซกเตอร์เสียของแหล่งเก็บข้อมูลได้โดยให้เปิด My Computer เลือกไปที่ไดรฟ์ที่คุณต้องการจัดเก็บข้อมูล(ที่มีปัญหาข้อผิดพลาด 0x8007045d) แล้วคลิกขวาจากนั้นเลือก Properties แล้วเลือกไปที่แท็บ Tools จากนั้นตรง Error-checking ให้เลือก Check now แล้วรอดูว่าระบบแจ้งว่ามีข้อผิดพลาดกับไดวฟ์ที่จะจัดเก็บข้อมูลของคุณหรือไม่

หากคุณเจอแจ้งเตือนว่าพบปัญหาเราขอแนะนำให้รีบสำรองข้อมูลของคุณลงไดรฟ์อื่นให้หมดแล้วรีบนำเครื่องคอมพิวเตอร์และโน๊ตบุ๊คของคุณไปหาช่างผู้เชี่ยวชาญโดยด่วนเพราะนี้อาจจะเป็นสัญญาณว่าแหล่งเก็บข้อมูลหลักของคุณเกิดปัญหาขึ้นแล้ว

หากตัวขั้นตอนทางด้านบนตรวจไม่พบแต่คุณก็ยังเจอปัญหาข้อผิดพลาด 0x8007045d อยู่ตลอดเวลาเราอยากให้คุณลองใช้ฟีเจอร์ Surface Test ของ MiniTool Partition Wizard ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ฟรีที่จะช่วยให้คุณสามารถตรวจสอบการเสียหายของเซกเตอร์บนแหล่งเก็บข้อมูลหลักได้อย่างง่ายดาย (นอกไปจากนั้นยังมีฟีเจอร์เด่นๆ ที่ช่วยจัดการแหล่งเก็บข้อมูลได้อีกเช่น Format Partition, Data Recovery, Check File System, Disk Benchmark และอื่นๆ) หลังจากดาวน์โหลดและติดตั้ง MiniTool Partition Wizard Free Edition ลงในคอมพิวเตอร์ของคุณ ให้เปิดใช้งานโปรแกรมแล้วทำตามขั้นตอนด้านล่างต่อไปนี้

error 0x8007045d 2
  • เลือกไดรฟ์เป้าหมาย จากนั้นคลิก Surface Test ในแผงการทำงานด้านซ้าย
error 0x8007045d 3
  • คลิกปุ่ม Start Now เพื่อเริ่มการสแกน จากนั้นรอให้กระบวนการสแกนเสร็จสิ้นอย่างใจเย็น(เพราะการทำงานนี้จะใช้เวลามากน้อยตามขนาดพื้นที่ทั้งหมดของไดรฟ์ที่คุณทำการสแกน) หากผลการสแกนเป็นสีแดง แสดงว่ามีเซกเตอร์เสียในไดรฟ์และคุณจำเป็นต้องซ่อมแซมแหล่งเก็บข้อมูลนั้นอย่างเร่งด่วนโดยการนำเครื่องคอมพิวเตอร์หรือโน๊ตบุ๊คไปหาผู้เชี่ยวชาญพร้อมบอกปัญหา หากไม่มีเซกเตอร์เสียในไดรฟ์คุณควรตรวจสอบที่อื่นเพื่อหาต้นตอของข้อผิดพลาด

10. ลดขนาด Hard Drive

error 0x8007045d 4

สำหรับผู้ที่พบข้อผิดพลาด 0x8007045d เมื่อคัดลอก/ถ่ายโอนข้อมูลไปยังอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลภายนอก การลดขนาดฮาร์ดไดรฟ์อาจจะมีผลทำให้ข้อผิดพลาด 0x8007045d หายไปได้

ก่อนลดขนาดฮาร์ดไดรฟ์ ตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณมีสิทธิ์ระดับผู้ดูแลระบบและควรมั่นใจว่าคุณรู้จักขั้นตอนดังกล่าวนี้ดี หากคุณไม่มั่นใจแล้วอย่าทำขั้นตอนนี้เพราะอาจก่อให้เกิดความผิดพลาดกับไฟล์ที่อยู่ในไดรฟ์ไฟล์อื่นๆ ได้

หากคุณมั่นใจว่าคุณแกร่งพอให้คุณทำตามวิธีการข้างล่างต่อไปนี้

  1. พิมพ์ control panel ในช่องค้นหา จากนั้นคลิกที่ Control Panel จากผลการค้นหาเพื่อเปิด
  2. คลิกที่ตัวเลือก System and Security ใน Control Panel เพื่อดำเนินการต่อ
  3. ในหน้า System and Security คลิก Create and format hard disk partitions เพื่อดำเนินการต่อ
  4. จากนั้น Disk Management จะเปิดขึ้น คลิกขวาที่ไดรฟ์ที่คุณต้องการลดขนาด จากนั้นเลือกตัวเลือก Shrink Volume จากรายการ จากนั้นการดำเนินการจะเสร็จสิ้นโดยอัตโนมัติ

11. ถ่ายโอนไฟล์ผ่านคลาวด์

02 secure file transfer

หากคุณไม่สามารถเข้าถึงไฟล์ผ่านแหล่งเก็บข้อมูลภายนอกได้เลยหลังจากที่ลองทุกอย่างแล้ว แหล่งเก็บข้อมูลภายนอกนั้นๆ ของคุณอาจเสียหายทางกายภาพอย่างรุ่นแรงจนไม่สามารถใช้งานได้อีกต่อไป ทางเลือกที่ดีที่สุดหากคุณรีบแล้วล่ะก็เราขอแนะนำให้คุณส่งไฟล์ไปยังคอมพิวเตอร์ของคุณผ่าน Cloud Service เช่น Google Drive, Dropbox หรือ One Drive แทนด้วยวิธีนี้ คุณจะข้อผิดพลาดดังกล่าว(แต่ต้องมั่นใจว่าไฟล์ต้นฉบับของคุณไม่มีปัญหาเท่านั้นนะ)


สรุป

อย่างที่เราบอกไปในตอนต้นว่าข้อผิดพลาด 0x8007045d นั้นเป็นข้อผิดพลาดที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน โดยเวลาที่เกิดและต้นเหตุของปัญหานั้นอาจจะแตกต่างกันไปในแต่ละคน ดังนั้นแล้วเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวนี้คุณควรรักษาแหล่งเก็บข้อมูลภายนอกที่คุณใช้ในการโอนถ่ายไฟล์สำหรับการทำงานต่างๆ ให้ดี การเก็บไฟล์ไว้บนระบบ Cloud ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยรักษาข้อมูลที่สำคัญให้กับคุณได้(แต่อาจจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมหากคุณต้องการพื้นที่เก็บข้อมูลปริมาณมาก)

ทั้งนี้เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทความนี้จะช่วยให้คุณสามารถจัดการกับข้อผิดพลาด 0x8007045d ได้

ที่มา : lifewire, makeuseof, partitionwizard

from:https://notebookspec.com/web/685952-how-to-fix-the-0x8007045d-error-on-windows-10-or-11

7 ที่ชาร์จไร้สายน่าใช้ ชาร์จไวสะใจไม่ต้องรอนานแถมสะดวกด้วย!! เริ่มแค่ 499 บาท อัพเดท 2023

ที่ชาร์จไร้สายเป็นแกดเจ็ตน่าใช้อีกชิ้นสำหรับคนใช้สมาร์ทโฟนรุ่นเรือธง ณ ตอนนี้

7 Wireless Charging 1

ที่ชาร์จไร้สายเป็นแกดเจ็ดที่ออกแบบมาใช้งานกับสมาร์ทโฟนหรืออุปกรณ์เสริมอย่างหูฟังไร้สาย True Wireless (TWS) และสมาร์ทว็อชซึ่งออกแบบมาใช้งานคู่กันแล้วมีระบบชาร์จไร้สาย ณ ตอนนี้ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนชั้นนำหลายเจ้าก็ติดตั้งฟีเจอร์นี้มาเป็นพื้นฐานสำหรับสมาร์ทโฟนรุ่นเรือธงแล้วแถมยังพัฒนาให้ชาร์จได้เร็วขึ้นอีกด้วย บางแบรนด์ก็ออกแบบให้ชาร์จไร้สายกระแส 50 วัตต์ได้เลยทีเดียว เรียกว่าชาร์จได้เร็วทันใจไม่แพ้สายชาร์จกับอแดปเตอร์ชาร์จไวที่ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนชั้นนำหลายๆ เจ้าโฆษณากันอย่างสนุกสนานเลย

Advertisementavw

สำหรับเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการชาร์จไร้สายนั้น คือ มาตรฐาน Qi (ชี่) ซึ่งผู้เขียนได้กล่าวถึงไปก่อนหน้านี้แล้วผู้ที่สนใจสามารถอ่านในบทความนี้เพิ่มเติมได้ ซึ่งส่วนตัวผู้เขียนเองก็ชื่นชอบฟีเจอร์นี้เป็นอย่างมากนั่นเพราะสะดวกและปลอดภัยมาก เพียงเราเอาอุปกรณ์ที่ต้องการไปวางทิ้งเอาไว้แล้วระบบชาร์จก็จะทำงานให้เองโดยอัตโนมัติและถ้าชาร์จเต็ม ตัวระบบก็มีตัวตัดไฟป้องกันชาร์จเกินแล้วเครื่องร้อนจนเกิดความเสียหายได้อีกด้วย ดังนั้นถ้าสมาร์ทโฟนของใครรองรับการชาร์จไร้สายก็แนะนำให้ลองใช้เทคโนโลยีนี้ดู เชื่อว่าจะถูกใจฟีเจอร์นี้อย่างแน่นอน

ที่ชาร์จไร้สาย

สรุปสเปค 7 ที่ชาร์จไร้สายน่าใช้ มีแล้วชีวิตสะดวกขึ้นอย่างแน่นอน!

สเปคที่ชาร์จไร้สาย จำนวนอุปกรณ์ กำลังชาร์จและพอร์ต ราคา (บาท)
Hoco CW33 3-in-1 Wireless Charger 3 ชิ้น

สมาร์ทโฟน, TWS, สมาร์ทว็อช

15 วัตต์ (สมาร์ทโฟน)

3 วัตต์ (TWS)

USB-C

499
Baseus MagCharge Magnetic Simple Mini 2 1 ชิ้น

ระบบ MagSafe เป็นแม่เหล็ก

15 วัตต์ มีหน้าจอแสดงผล

USB-C

729
Xiaomi Vertical Air-cooled Wireless Charger 55W 1 ชิ้น

เป็นแท่นชาร์จกำลังสูง

55 วัตต์

USB-C

1,099
AUKEY LC-A1S 1 ชิ้น

เป็นแม่เหล็กดูดติดสมาร์ทโฟน

15 วัตต์

USB-C

990
AUKEY LC-A3 3 ชิ้น

สมาร์ทโฟน, TWS, สมาร์ทว็อช

20 วัตต์ (รวม)

10 วัตต์ (สมาร์ทโฟน)

5 วัตต์ (TWS, สมาร์ทว็อช)

USB-C

1,590
AUKEY LC-Q10 3 ชิ้น

สมาร์ทโฟน, TWS, สมาร์ทว็อช

25 วัตต์ (รวม)

10 วัตต์ (สมาร์ทโฟน)

5 วัตต์ (TWS, สมาร์ทว็อช)

USB-C

1,690
RIN นาฬิกาหัวเตียงพร้อมแท่นชาร์จไร้สาย 1 ชิ้น

สมาร์ทโฟนหรือ TWS

5 วัตต์

ต่อปลั๊กไฟบ้านตามปกติ

1,250

7 ที่ชาร์จไร้สายน่าใช้ ชาร์จไวและสะดวกจนลืมสายชาร์จเลย!

ที่ชาร์จไร้สาย ณ ปัจจุบันนี้จะมีให้เลือกหลากหลายแบบและดีไซน์ ตั้งแต่แท่นชาร์จแนวนอน, ตั้ง หรือจะเป็นแบบชาร์จพร้อมกันได้ 3-5 อุปกรณ์พร้อมกันก็ได้ หรือแม้แต่รวมเอาไว้กับเครื่องใช้อื่นๆ ด้วยซ้ำ ซึ่งที่ชาร์จไร้สายทั้ง 7 รุ่นที่เลือกมาแนะนำจะมีดังนี้

  1. Hoco CW33 3-in-1 Wireless Charger (499 บาท)
  2. Baseus MagCharge Magnetic Simple Mini 2 (729 บาท)
  3. Xiaomi Vertical Air-cooled Wireless Charger 55W (1,090 บาท)
  4. AUKEY LC-A1S (990 บาท)
  5. AUKEY LC-A3 (1,590 บาท)
  6. AUKEY LC-Q10 (1,590 บาท)
  7. RIN นาฬิกาหัวเตียงพร้อมแท่นชาร์จไร้สาย (1,250 บาท)
1. Hoco CW33 3-in-1 Wireless Charger (499 บาท)

bc22faa462a3dc48ad6f754d04913a23

Hoco CW33 3-in-1 Wireless Charger เป็นแท่นชาร์จไร้สายดีไซน์ให้ชาร์จแกดเจ็ตพร้อมกับสมาร์ทโฟนได้ 3 ชิ้นพร้อมกัน โดยกำลังชาร์จสูงสุดสำหรับสมาร์ทโฟนอยู่ที่ 15 วัตตํ และชาร์จให้กับหูฟัง TWS ที่รองรับการชาร์จไร้สายด้วยโดยมีกำลังชาร์จ 3W มีแท่นสำหรับใส่ตัวชาร์จสมาร์ทว็อชอีกด้วย พอร์ตที่ตัวแท่นชาร์จเป็น USB-C ส่วนวัสดุของแท่นชาร์จตัวนี้เป็นพลาสติก PC ผสมกับ ABS แข็งแรงและน้ำหนักเบาระดับหนึ่งและยังมีไฟ LED แสดงสถานะการชาร์จอีก 2 ดวงด้วย ซึ่งตัวชาร์จนี้เหมาะกับผู้ใช้ iPhone, Apple Watch และ AirPods อย่างแน่นอน

สเปคของ Hoco CW33 3-in-1 Wireless Charger
จำนวนอุปกรณ์ 3 ชิ้น รองรับสมาร์ทโฟน, TWS และสมาร์ทว็อช
กำลังชาร์จและพอร์ต 15 วัตต์ (สมาร์ทโฟน) / 3 วัตต์ (TWS)

มีแท่นติดตั้งที่ชาร์จสมาร์ทว็อช มีพอร์ต USB-C

ราคา 499 บาท (gadget_d.dee Shopee)
2. Baseus MagCharge Magnetic Simple Mini 2 (729 บาท)

sg 11134201 23020

ส่วนผู้ใช้คนไหนใช้ iPhone หรืออุปกรณ์ที่ใช้ชาร์จระบบ MagSafe ได้ แต่ราคาของทาง Apple แพงเกินไปล่ะก็หันมาซื้อ Baseus MagCharge Magnetic Simple Mini 2 ตัวนี้แทนได้เลย ใช้งานได้เหมือนกัน มีกำลังชาร์จสูงสุด 15 วัตต์ ใช้ชาร์จได้ทีละชิ้นเท่านั้น ใช้ชาร์จ iPhone และ AirPods ได้และยังมีหน้าจอแสดงกำลังไฟตอนชาร์จติดตั้งมาให้กับตัวสายอีกด้วย ส่วนหัวสายอีกด้านเป็น USB-C ใช้ต่อกับอแดปเตอร์ได้หลากหลายแบบ หากใครหาที่ชาร์จไร้สายระบบ MagSafe แบบไม่แพงมาก แนะนำให้ซื้อตัวนี้ไปใช้งาน

สเปคของ Baseus MagCharge Magnetic Simple Mini 2
จำนวนอุปกรณ์ 1 ชิ้น เป็นระบบ MagSafe ดูดติดสมาร์ทโฟนด้วยแม่เหล็ก
กำลังชาร์จและพอร์ต 15 วัตต์ มีหน้าจอแสดงกำลังไฟ สายเป็น USB-C
ราคา 729 บาท (Moov Thailand Shopee)
3. Xiaomi Vertical Air-cooled Wireless Charger 55W (1,090 บาท)

d5f2c0722dbff03dd1745e8b8d6e2708

ปัจจุบันนี้สมาร์ทโฟนหลายๆ รุ่นจะรองรับการชาร์จไร้สายอย่างรวดเร็วแล้ว ตั้งแต่ 15~50 วัตต์ทีเดียว โดยขึ้นอยู่กับผู้ผลิตว่าให้กำลังชาร์จมาเท่าไหร่ แต่ถ้าใครมองหาที่ชาร์จไร้สายกำลังสูงอยู่ล่ะก็  Xiaomi Vertical Air-cooled Wireless Charger 55W ตัวนี้น่าจะตอบโจทย์อย่างแน่นอนด้วยกำลังชาร์จ 55 วัตต์ มีพัดลมระบายความร้อนในตัวและชาร์จทั้งที่ยังใส่เคสได้อีกด้วยแต่มีเงื่อนไขว่าเคสนั้นๆ จะต้องหนาไม่เกิน 3 มม. โดยทางผู้ผลิตแนะนำให้ใช้กับอแดปเตอร์กำลังชาร์จ 65 วัตต์เพื่อให้ทำงานได้เร็วเต็มประสิทธิภาพ ส่วนพอร์ตที่ตัวแท่นชาร์จเป็น USB-C ซึ่งถ้าใครใช้สมาร์ทโฟนรุ่นเรือธงแล้วอยากชาร์จไร้สายให้เร็วทันใจ แท่นชาร์จตัวนี้ตอบโจทย์แน่นอน

สเปคของ Xiaomi Vertical Air-cooled Wireless Charger 55W
จำนวนอุปกรณ์ 1 ชิ้น เป็นแท่นชาร์จไร้สายกำลังสูง
กำลังชาร์จและพอร์ต 55 วัตต์ สายเป็น USB-C แนะนำให้ใช้กับอแดปเตอร์กำลังสูง
ราคา 1,099 บาท (Coca Mall Shopee)
4. AUKEY LC-A1S (990 บาท)

sg 11134201 23010

ด้านแบรนด์ชั้นนำระดับโลกเรื่องอุปกรณ์ชาร์จต้อง AUKEY จากเยอรมันเลย โดย AUKEY LC-A1S ตัวนี้เป็นที่ชาร์จไร้สายกำลังชาร์จ 15 วัตต์ ติดกับ iPhone ที่มี MagSafe ได้ด้วยแม่เหล็กในตัวชาร์จ ตัวสายเป็นหัว USB-C ความยาว 1.2 เมตร ซึ่งอุปกรณ์ชิ้นนี้ก็ไม่ได้จำกัดว่าต้องใช้กับ iPhone ที่มี MagSafe เท่านั้น หากใครมี iPhone ที่รองรับการชาร์จไร้สาย, หูฟัง TWS ที่ชาร์จไร้สายได้หรือแม้แต่สมาร์ทโฟน Android ก็ใช้กับ AUKEY LC-A1S ตัวนี้ได้เลยเช่นกัน และทาง AUKEY ก็ได้เสริมฟังก์ชั่นคุมอุณหภูมิและตรวจสอบกำลังชาร์จมาให้ในตัว ใช้งานได้ปลอดภัยอย่างแน่นอน

สเปคของ AUKEY LC-A1S
จำนวนอุปกรณ์ 1 ชิ้น เป็นระบบแม่เหล็กดูดติดสมาร์ทโฟน
กำลังชาร์จและพอร์ต 15 วัตต์ สายเป็น USB-C แนะนำให้ใช้กับอแดปเตอร์ 20 วัตต์
ราคา 990 บาท (AUKEY Shopee Mall)
5. AUKEY LC-A3 (1,590 บาท)

sg 11134201 22110 wq2m343q70jv8c

AUKEY LC-A3 ตัวนี้เป็นแท่นชาร์จไร้สาย 3 อุปกรณ์ของ AUKEY ซึ่งตัวแท่นชาร์จจะมีไฟ LED ติดตั้งมาเพื่อแสดงสถานการชาร์จ กำลังชาร์จรวม 20 วัตต์ ส่วนกำลังชาร์จของสมาร์ทโฟนอยู่ที่ 10 วัตต์ และอุปกรณ์เสริมอย่างหูฟัง TWS จะมีกำลังชาร์จ 5 วัตต์ มีแท่นชาร์จ Apple Watch กำลังชาร์จ 5 วัตต์ ด้วย ด้านพอร์ตต่อแท่นชาร์จไร้สาย AUKEY จะเป็นหัว USB-C ซึ่งแท่นชาร์จไร้สายตัวนี้ออกแบบมาให้ผู้ใช้ iPhone และสินค้า Apple โดยเฉพาะ หากใครใช้อุปกรณ์ iOS อยู่ล่ะก็แนะนำให้ซื้อแท่นชาร์จนี้ไปใช้งานได้เลย

สเปคของ AUKEY LC-A3
จำนวนอุปกรณ์ 3 ชิ้น รองรับสมาร์ทโฟน, TWS และสมาร์ทว็อช
กำลังชาร์จและพอร์ต กำลังชาร์จรวม 20 วัตต์
แยกเป็น 10 วัตต์ (สมาร์ทโฟน) / 5 วัตต์ (TWS) /
5 วัตต์ (Apple Watch)

มีแท่นติดตั้งที่ชาร์จสมาร์ทว็อช มีพอร์ต USB-C

ราคา 1,590 บาท (AUKEY Shopee Mall)
6. AUKEY LC-Q10 (1,590 บาท)

f282c03f08eabe0fc664c6a338bd42c5

ส่วนที่ชาร์จไร้สายรหัส AUKEY LC-Q10 ตัวนี้ก็ใช้ชาร์จอุปกรณ์และสมาร์ทโฟนได้พร้อมกันสูงสุด 3 ชิ้นทีเดียว โดยตัวแท่นชาร์จนี้จะรองรับกำลังไฟสูงสุด 25 วัตต์ โดยใช้ชาร์จสมาร์ทโฟนที่ใส่เคสหนาไม่เกิน 3 มม. ได้ทันที, หูฟัง TWS ได้ ส่วน Apple Watch จะต้องใช้สายของทาง Apple ควบคู่ด้วย โดยแท่นชาร์จนี้จะมีอแดปเตอร์กำลังชาร์จ 36 วัตต์แถมมาให้ในแพ็คเกจ ตัวแท่นชาร์จมีไฟ LED แสดงสถานะการชาร์จด้วย เหมาะกับผู้ที่ใช้สมาร์ทโฟนและแกดเจ็ตของ Apple และผู้ใช้สมาร์ทโฟน Android อย่างแน่นอน

สเปคของ AUKEY LC-Q10
จำนวนอุปกรณ์ 3 ชิ้น รองรับสมาร์ทโฟน, TWS และสมาร์ทว็อช
กำลังชาร์จและพอร์ต กำลังชาร์จรวม 25 วัตต์
แยกเป็น 10 วัตต์ (สมาร์ทโฟน) / 5 วัตต์ (TWS) /
5 วัตต์ (Apple Watch)

มีช่องติดตั้งหัวชาร์จ Apple Watch
มีอแดปเตอร์ชาร์จ 36 วัตต์ แถมมาให้ในกล่อง

ราคา 1,690 บาท (AUKEY Shopee Mall)
7. RIN นาฬิกาหัวเตียงพร้อมแท่นชาร์จไร้สาย (1,250 บาท)

1cecca4ad2764173dec29d1a33820056

หากเป็นแท่นชาร์จอย่างเดียวแล้วดูฟังก์ชั่นน้อยใช้งานได้ไม่เยอะ ก็มี RIN นาฬิกาหัวเตียงพร้อมแท่นชาร์จไร้สาย ให้เลือกซื้อ โดยตัวแท่นชาร์จจะถูกติดตั้งเอาไว้ตรงฝาด้านบนเหนือนาฬิกา มีกำลังชาร์จ 5 วัตต์เท่านั้น แต่ถ้าใครชอบใช้มือถือจนพอใจแล้วปล่อยชาร์จไว้ทั้งคืนน่าจะถูกใจนาฬิกาเรือนนี้อย่างแน่นอน ส่วนตัวนาฬิกามีหน้าจอปรับความสว่างได้ 3 ระดับ มีไฟ Nightlight ใต้ตัวนาฬิกาให้มองเห็นเวลากลางคืนอีกด้วย แม้กำลังชาร์จจะไม่สูงมาก แต่ฟังก์ชั่นใช้งานถือว่าดีน่าใช้ไม่แพ้ที่ชาร์จไร้สายชิ้นอื่นอย่างแน่นอน

สเปคของ RIN นาฬิกาหัวเตียงพร้อมแท่นชาร์จไร้สาย
จำนวนอุปกรณ์ 1 ชิ้น ใช้ชาร์จสมาร์ทโฟนหรือ TWS ได้
กำลังชาร์จและพอร์ต 5 วัตต์

เป็นนาฬิกาดิจิตอลใช้ปลั๊กไฟบ้านและมีไฟ Nightlight ในตัว

ราคา 1,250 บาท (ideacube Shopee Mall)

mikey wu r0Do56ntkBs unsplash 1

จะเห็นว่าแท่นชาร์จไร้สาย ณ ตอนนี้จะมีทั้งแบบกำลังชาร์จสูง ชาร์จแบตเตอรี่ให้สมาร์ทโฟนกลับมาเต็มได้อย่างรวดเร็วหรือจะชาร์จอุปกรณ์อื่นอย่างหูฟังไร้สายและสมาร์ทว็อชก็ได้ และถ้าใครคิดว่ารูปทรงเป็นแท่นชาร์จอย่างเดียวดูน่าเบื่อ ปัจจุบันนี้ทางผู้ผลิตก็ออกแบบดีไซน์ให้รวมไว้กับอุปกรณ์อื่นๆ อย่างเช่นนาฬิกาตั้งโต๊ะเป็นต้น หากใครชื่นชอบหรือมองหาแท่นชาร์จไร้สายแบบไหนอยู่ก็เลือกให้เข้ากับสไตล์การใช้งานของตัวเองแล้วค่อยตัดสินใจซื้อ จะได้คุ้มค่าที่สุด


บทความที่เกี่ยวข้อง

8 เคสคอมสีขาว 1

NBS 230130 FB Link Review Zenbook 14 OLED 1

7 หูฟังเกมมิ่ง 2023 1

from:https://notebookspec.com/web/685722-7-wireless-charger-2023

Service Host Process (svchost.exe) คืออะไร มาทำความรู้จักกัน

Service Host Process หรือไฟล์ svchost.exe คืออะไรทำไมถึงใช้ทรัพยากรเครื่อง Windows หนักขนาดนั้น วันนี้เราจะมาไขปริศนาพร้อมบอกวิธีแก้ไขเบื้องต้นกัน

Service Host Process
Service Host Process หรือไฟล์ svchost.exe

เชื่อว่าหลายๆ คนที่เคยเปิด Task Manager ดูนั้นจะสังเกตเห็นบริการหนึ่งที่ทำงานอยู่ตลอดเวลาซึ่งนั่นก็คือ Service Host Process หรือไฟล์ svchost.exe บางครั้งมันก็ทำงานแบบนิ่งๆ ไม่ใช้ทรัพยากรของเครื่องคอมพิวเตอร์ระบบปฎิบัติการ Windows เท่าไรนัก ทว่าในบางครั้งเจ้า Service Host Process หรือไฟล์ svchost.exe นี้ก็ใช้งานทรัพยากรของเครื่องสูงมากๆ ทั้งในส่วนของ CPU และ RAM

ในบทความนี้เราจะขอนำเสนอว่า Service Host Process หรือไฟล์ svchost.exe นั้นคืออะไร ทำไมมันถึงใช้ทรัพยากรของเครื่องหนักมากและคุณสามารถจัดการอะไรกับเจ้า Service Host Process หรือไฟล์ svchost.exe ได้หรือไม่ จะเป็นอย่างไรบ้างนั้นไปติดตามกันได้เลย

Advertisementavw


Service Host Process หรือไฟล์ svchost.exe คืออะไร

wsh 1 650x189 1

Service Host Process หรือ Svchost.exe เป็นชื่อกระบวนการโฮสต์ทั่วไปสำหรับบริการที่เรียกใช้จากไลบรารีไดนามิกลิงก์

ข้อความทางด้านบนนี้เป็นคำตอบของ Microsoft เกียวกับเรื่องที่มีคนถามว่า Service Host Process หรือ Svchost.exe คืออะไรแต่นั่นไม่ได้อธิบายอะไรเรื่องดังกล่าวนี้มากนัก ดังนั้นหากอยากจะพูดถึง Service Host Process หรือ Svchost.exe แล้วนั้นต้องย้อนกับไปเมื่อไม่นานมานี้ที่ทาง Microsoft ได้เริ่มทำการเปลี่ยนฟังก์ชันการทำงานของ Windows ส่วนใหญ่จากการใช้บริการ Windows ภายใน (หรือเรียกใช้งานบริการต่างๆ ที่ Windows ต้องการจากไฟล์ EXE) เป็นการใช้ไฟล์ DLL แทน

ถ้ามองในมุมมองของการเขียนโปรแกรม การแก้ไขดังกล่าวนี้ทำให้โค้ดสามารถนำมาใช้ซ้ำได้มากขึ้นและง่ายต่อการติดตามการทำงานของกระบวนการทำงานนั้นๆ ปัญหาก็คือคือคุณไม่สามารถเปิดไฟล์ DLL จาก Windows ได้โดยตรงแบบเดียวกับที่คุณเปิดไฟล์ EXE ซึ่งนักเขียนโปรแกรมจะใช้เชลล์ที่โหลดจากไฟล์ EXE เพื่อเรียกทำงานบริการ DLL เหล่านี้แทน

ดังนั้น Service Host Process (svchost.exe) จึงถือกำเนิดขึ้น เพื่อเป็นไฟล์กลางในการเรียกใช้งานบริการต่างๆ ที่อยู่ในรูปแบบของไฟล์ DLL ตามที่ Windows ต้องการ

ทำไมถึงมี Service Host หลายอันใน Task Manager

Service Host Process

หากคุณเคยดู Services(หรือบริการโดยหลังจากนี้จะใช้คำว่าบริการแทน) ใน  Control Panel คุณอาจสังเกตเห็นว่า Windows ต้องการบริการจำนวนมาก หากทุกบริการทำงานภายใต้ Service Host เดียว นั่นหมายความว่าหาก Service Host ล้มเหลวขึ้นมาแล้วล่ะก็ระบบปฎิบัติการ Windows ก็จะล้มเหลวไปด้วย ดังนั้นทาง Microsoft จึงได้ทำการแยก Service Host ออกมาเป็นหลายๆ ส่วนเพื่อให้ Service Host แต่ละอันควบคุมบริการต่างๆ ที่แตกต่างกันไปเช่น

Service Host ที่ให้บริการแตกต่างกันไปนั้นจะใช้เพื่อควบคุมการทำงานแยกกันอย่างชัดเจนตัวอย่างเช่น Service Host สำหรับควบคุม Network, Service Host สำหรับควบคุม UI หรือ Service Host สำหรับควบคุม Remote เป็นต้น

ด้วยความที่ Service Host Process หรือไฟล์ svchost.exe นั้นเป็นตัวเรียกในการทำงานบริการของระบบปฎิบัติการ Windows ทั้งหมด ดังนั้นจึงไม่แปลกที่มันจะใช้งานทรัพยากรของเครื่องคอมพิวเตอร์คุณในทุกๆ ส่วนไม่ว่าจะเป็น CPU, RAM, GPU หรือแม้กระทั่ง Network เองนั้น Service Host Process หรือไฟล์ svchost.exe ก็เรียกใช้ทรัพยากรดังกล่าวด้วยเช่นเดียวกัน


วิธีตรวจสอบ Service Host processes ใน Task Manager

Service Host Process 002

สำหรับวิธีการดังตรวจสอบดูว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณมี Service Host processes อะไรทำงานอยู่บ้างนั้น คุณสามารถที่จะตรวจสอบได้ใน Task Manager ตามขึ้นตอนต่อไปนี้

  • กด Ctrl + Shift + Esc เพื่อโหลด Task Manager โดยตรง
  • คลิก More details ที่ด้านล่างของหน้าต่าง
  • คลิก Name เพื่อจัดเรียงตามชื่อและหยุดไม่ให้งานที่ทำอยู่โดดข้ามไปมา จากนั้นให้เลื่อนและค้นหา Service Host processes ที่ใช้งานอยู่ (คุณอาจต้องเลื่อนไปที่ด้านล่างใต้ Windows processes) จากนั้น คลิกขวาที่บริการที่คุณต้องการตรวจสอบ และเลือกไปที่ Go to details
Service Host Process 003
  • ไฟล์ Service Host ที่คุณคลิกจะถูกเน้นในตารางใหม่ที่ Task Manager โหลดขึ้นมาซึ่งทางด้านขวาคุณจะเห็นการใช้งาน CPU และ RAM (หรือทรัพยากรอื่นๆ) ที่กระบวนการนั้นใช้อยู่
Service Host Process 004

svchost.exe ปลอดภัยหรือไม่

Service Host Process 001

Service Host Process หรือไฟล์ svchost.exe โดยปกติแล้วมักจะปลอดภัย ทว่าด้วยความที่มันเป็นไฟล์ระบบดังนั้นจึงทำให้แฮ็กเกอร์และอาชญากรไซเบอร์สามารถสร้างมัลแวร์ svchost เพื่อเลียนแบบ svchost.exes ของตัวระบบปฎิบัติการ Windows ขึ้นมาได้เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้ผู้ใช้งานสงสัยว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ของตัวเองโดนไวรัสหรือมัลแวร์เข้าให้แล้ว

โปรแกรมสแกนไวรัส บางโปรแกรมอาจจะเข้าไปตั้งค่าสถานะการทำงานของไฟล์ svchost.exe ของระบบปฎิบัติการ Windows ได้เนื่องจากไฟล์นี้สามารถเข้าถึงข้อมูลในส่วนอื่นๆ ของคอมพิวเตอร์คุณได้เกือบทั้งหมด

โดยปกติไฟล์ svchost.exe จะถูกเก็บเอาไว้ในโฟลเดอร์ C:\Windows\system32\ หากคุณพบไฟล์(หรือแม้กระทั่งโปรแกรมสแกนไวรัส) svchost.exe นอกโฟลเดอร์นี้ ให้คิดเอาไว้ก่อนเสมอว่าอาจเป็นไวรัสหรือมัลแวร์ตัวอย่างเช่น หากพบไฟล์ svchost.exe ในโฟลเดอร์ Download นั่นหมายความว่าคุณอาจติดไวรัสชื่อ svchost เข้าให้แล้ว(เป็นสปายแวร์ที่ใช้ตรวจสอบกิจกรรมการทำงานทั้งหมดของคุณกับคอมพิวเตอร์)

อาการของไวรัส Svchost นั้นจะเห็นได้จากการที่ตัวเครื่องใช้ทรัพยากรไม่ว่าจะเป็น CPU หรือ RAM สูงมากผิดปกติ

นอกไปจากนั้นยังมี System Host process ที่ชื่อ csrss.exe (Client Server Runtime Subsystem หรือ ระบบย่อยไคลเอ็นต์เซิร์ฟเวอร์รันไทม์) เองก็ใช้งานทรัพยากรมากจนทำให้ผู้ใช้ Windows บางคนกังวล แต่ถ้ามันไม่ใช่มัลแวร์หรือไวรัสคุณก็ไม่จำเป็นที่จะต้องกังวลไป วิธีการตรวจสอบด้วยตัวเองที่ง่ายที่สุดคือให้ดูตำแหน่งไฟล์นั้นจัดเก็บเอาไว้ตามวิธีการเดียวกับ svchost.exe หากไฟล์อยู่ใน “Windows\System32” ก็ไม่เป็นไรแต่ถ้าอยู่ที่อื่นคุณสามารถที่จะลบมันทิ้งได้ทันที

Service Host Process 005

แม้ว่าไ Service Host process ส่วนใหญ่จะชื่อ svchost.exe แต่ไฟล์ .exe ประเภทอื่นที่เรียกว่า utcsvc.exe ก็เป็น Service Host process ประเภทหนึ่งเช่นกัน ซึ่งมันจะเกี่ยวข้องกับการใช้งาน CPU สูง บางครั้งซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสยังตั้งค่าสถานะไฟล์เหล่านี้เป็น PUP แม้ว่าจะไม่ได้รับการพัฒนาโดย Microsoft แต่ไฟล์ utcsvc ก็ได้รับการติดตั้งไว้ล่วงหน้าใน Windows และจัดอยู่ในประเภท Diagnostic Tracking Tool ที่โดยปกติจะไม่ค่อยได้ทำการเรียกใช้งานมากเท่าไรนัก(นานๆ จะถูกเรียกขึ้นมาใช้งาน)

เนื่องจากไฟล์ utcsvc สามารถเข้าถึงพื้นที่ที่ละเอียดอ่อนในคอมพิวเตอร์ของคุณได้ จึงมีโอกาสที่ไฟล์เหล่านั้นจะถูกใช้เพื่อแพร่กระจายมัลแวร์ได้ และเช่นเดียวกับภัยคุกคามบนโลกออนไลน์ทั้งหมด Windows Defender อาจจะไม่เพียงพอสำหรับการให้ความมั่นใจว่าคุณจะปลอดภัยบนโลกออนไลน์ ดังนั้นหากเป็นไปได้คุณควรที่จะติดตั้งโปรแกรมสแกนไวรัสเพิ่มเติมอย่างน้อยหนึ่งโปรแกรม(เลือกโปรแกรมที่ชอบและใช่สำหรับคุณ)


วิธีปิดการทำงาน svchost.exe

สำหรับปิดการทำงาน Service Host Process หรือไฟล์ svchost.exe นั้นโดยปกติแล้วเราไม่อยากแนะนำให้คุณทำเพราะมันอาจจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อตัวระบบปฎิบัติการ Windows ได้ ดังนั้นก่อนที่จะทำตามขั้นตอนนี้ขอให้คุณพึงระลึกไว้เสมอว่าการปิดการทำงาน Service Host Process หรือไฟล์ svchost.exe นั้นมีความเสี่ยง หากคุณพร้อมที่จะลองก็สามารถที่จะทำได้ตามขั้นตอนต่อไปนี้่

  • กด Ctrl + Shift + Esc เพื่อเปิด Task Manager
  • คลิกที่ Name เพื่อจัดเรียงกระบวนการที่ใช้งานอยู่ตามชื่อ แล้วให้ค้นหา Service Host process ที่คุณต้องการหยุดจากนั้น คลิกขวา และเลือก End task
Service Host Process 007

อย่างที่เราได้เตือนไว้ การหยุด Service Host process ใดๆ นั้นอาจทำให้ระบบเกิดความผิดพลาดขึ้นได้ ดังนั้นก่อนที่จะทำให้คุณบันทึกงานของคุณทุกอย่างก่อนที่คุณจะทำการหยุดการทำงาน svchost.exe เพื่อความปลอดภัย

อย่างไรก็ตาม Windows ไม่อนุญาตให้คุณหยุดการทำงาน svchost.exe ที่กำลังใช้งานโดยโปรแกรมที่เปิดอยู่ดังนั้นหากเป็นไปได้ควรปิดโปรแกรมทุกอย่างก่อนทั้งหมด


วิธีลบไวรัส svchost.exe

อย่างที่ได้บอกไปแล้วว่า Service Host Process หรือไฟล์ svchost.exe นั้นโดนผู้ไม่หวังดีลอกเลียนชื่อไฟล์เพื่อทำเป็นมัลแวร์และไวรัสเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นหากคุณตรวจสอบดูตามด้านบนแล้วว่าตัวไฟล์ svchost.exe ที่มีปัญหาไม่ได้อยู่ในโฟลเดอร์  “Windows\System32” ก่อนที่คุณจะทำการลบเองนั้นเราขอแนะนำให้ทำการสแกนไฟล์ดังกล่าวด้วยโปรแกรมสแกนไวรัส(หรือมัลแวร์) ที่คุณใช้งานก่อน

แต่ปัญหาบางครั้งก็คือไวรัสหรือมัลแวร์ที่ใช้ชื่อว่า svchost.exe บางตัวนั้นอาจจะบล๊อคไม่ให้คุณเข้าถึง Task Manager เพื่อทำการตรวจสอบหาไฟล์เจ้าปัญหาดังกล่าวนี้ได้ วิธีการที่ดีที่สุดคือคุณควรที่จะต้องเข้าสู่ Windows Safe Mode แล้วทำการรันโปรแกรมสแกนไวรัสจากใน Safe Mode หลังจากนั้นให้ทำตามขั้นตอนต่อไปนี้เพื่อที่จะสั่งให้ Windows ซ่อมแซมไฟล์ระบบ

Service Host Process 008
  • กดที่ปุ่มค้นหา(รูปแว่นขยาย) ที่ Task Bar แล้วพิมพ์ CMD คุณจะเจอกับ Command Prompt ให้คุณทำการคลิกขวาแล้วเลือก Run as administrator
Service Host Process 009
  • เมื่อหน้าต่าง Command Prompt ขึ้นมาแล้วให้พิมพ์ sfc /scannow แล้วกด Enter เพื่อให้ระบบสแกนและซ่อมแซมไฟล์ของตัวระบบปฎิบัติการ(แนะนำให้คุณทำขั้นตอนนี้ 3 ครั้ง)

ไม่ได้มีเพียง Service Host Process หรือไฟล์ svchost.exe เท่านั้นที่เป็นเป้าหมายของผู้ไม่ประสงค์ดีในการลอกเลียนแบบไฟล์ไปสร้างไวรัสและมัลแวร์ คุณยังอาจจะเจอการจู่โจมจากผู้ไม่หวังดีจากช่องทางอื่นด้วยเช่นเดียวกัน(ลองศึกษาเพิ่มได้ที่ ทำความรู้จักกับ Shell Infrastructure Host พร้อมวิธีแก้ไขการใช้ทรัพยากรเครื่องสูง)

อย่างไรก็ตามเพื่อความไม่ประมาทคุณควรป้องกันตัวเองด้วยการติดตั้งโปรแกกรมสแกนไวรัส รวมทั้งไม่ควรโหลดไฟล์ต่างๆ ที่เสี่ยงต่อการใช้งานเพื่อแฝงตัวของไวรัสและมัลแวร์จากอินเทอร์เน็ต ที่สำคัญที่สุดก็คืออย่าคลิ๊กลิ้งค์แปลกๆ จากคนที่ไม่รู้จักด้วย

ที่มา : lifewire, avast, glasswire, howtogeek

from:https://notebookspec.com/web/685712-what-is-service-host-or-svchost-exe-and-how-can-we-do-with-it

7 เกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค Acer พร้อมส่วนลด 5,000 บาท รวมตัวแรงสเปคเทพ ทำงานดีปรับสุดได้ทุกเกม!!

เกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค Acer รอบนี้จัดตัวแรงมาเต็มๆ พร้อมส่วนลดสูงสุด 5,000 บาท!!

Artboard 2 1

 

Advertisementavw

เกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค Acer ในแคมเปญ Acer Love Your Sale รับต้นเดือนกุมภาพันธ์เพื่อเกมเมอร์และครีเอเตอร์หลายๆ ท่านที่กำลังมีแผนเปลี่ยนโน๊ตบุ๊คเครื่องเก่าที่ใช้งานได้เป็นรุ่นใหม่ประสิทธิภาพสูงยิ่งขึ้นให้ใช้ทำงานและเล่นเกมได้อย่างมีความสุขยิ่งกว่าเดิม โดยโน๊ตบุ๊คเหล่านี้จะติดตั้งซีพียู AMD, Intel มาโดยจับคู่กับการ์ดจอแยก NVIDIA ซึ่งใช้รันงานและเล่นเกมฟอร์มใหญ่ในปัจจุบันได้โดยปรับกราฟิคระดับกลาง~สูงได้เลย หรือถ้าเป็นครีเอเตอร์ก็ตัดต่อคลิปได้ลื่นไหลยิ่งขึ้นด้วย

เมื่อโน๊ตบุ๊คก็น่าใช้แล้ว ยังมีโค้ดส่วนลดจากทาง BaNANA ช่วยลดราคารุ่นที่เข้าร่วมรายการสูงสุดถึง 5,000 บาท แต่ถ้าไม่ถึง ทาง BaNANA ก็ให้ส่วนลดถึง 2,500 บาท เพียงซื้อโน๊ตบุ๊คราคาเกิน 35,000 บาทเท่านั้น น่าจะถูกใจผู้ใช้ที่คิดจะเปลี่ยนโน๊ตบุ๊คเครื่องใหม่อยู่อย่างแน่นอน ไม่ต้องรองานอีเว้นท์ใดๆ ก็เลือกซื้อรุ่นที่อากได้ที่หน้าเว็บไซต์ของทาง BaNANA ได้เลย และยังเลือกรอรับสินค้าหน้าร้านภายใน 1 ชั่วโมงได้อีกด้วย เรียกว่ามาหน้าร้านสั่งโน๊ตบุ๊ครุ่นในใจเอาไว้แล้วไปเดินช็อปปิ้งสักพักก็มารับโน๊ตบุ๊คกลับบ้านไปใช้งานต่อได้เลย

เกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค Acer

สรุปสเปค 7 เกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค Acer ร้าน BaNANA ตัวเด็ดน่าโดน

สรุปสเปคเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค Acer ร้าน BaNANA CPU

GPU

SSD

RAM

Software

Display

Weight

Connectivity ราคา
(บาท)
Acer Aspire 7 A715-42G-R4BX AMD Ryzen 5 5500U

NVIDIA GeForce GTX 1650

M.2 NVMe
512GB

8GB DDR4
3200MHz

Windows 11 Home

15.6″ FHD IPS

Refresh Rate 144Hz

2.15 กก.

USB 2.0 x 1

USB-A 3.2 x 2

USB-C 3.2 x 1

HDMI x 1

LAN x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.1

22,990
Acer Nitro 5 AN515-58-52BB Intel Core
i5-12500H

NVIDIA GeForce RTX 3050

M.2 NVMe
512GB

16GB DDR4
3200MHz

Windows 11 Home

15.6″ FHD IPS

Refresh Rate 165Hz

100% sRGB

2.5 กก.

Thunderbolt 4 x 1

USB-A 3.2 x 3

HDMI x 1

LAN x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.1

33,990
Acer Nitro 5 AN515-46-R2D4 AMD Ryzen 5 6600H

NVIDIA GeForce RTX 3050

M.2 NVMe
512GB

8GB DDR5
4800MHz

Windows 11 Home

15.6″ FHD IPS

Refresh Rate 165Hz

100% sRGB

2.5 กก.

USB-C 3.2 Full Function x 1

USB-A 3.2 x 3

HDMI x 1

LAN x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 6E

Bluetooth 5.2

35,990
Acer Nitro 5 AN515-46-R12A AMD Ryzen 5 6600H

NVIDIA GeForce RTX 3050 Ti

M.2 NVMe
512GB

8GB DDR5
4800MHz

Windows 11 Home

15.6″ FHD IPS

Refresh Rate 165Hz

100% sRGB

2.5 กก.

USB-C 3.2 Full Function x 1

USB-A 3.2 x 3

HDMI x 1

LAN x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 6E

Bluetooth 5.2

37,990
Acer Nitro 5 AN515-46-R1QY AMD Ryzen 7 6800H

NVIDIA GeForce RTX 3050

M.2 NVMe
512GB

8GB DDR5
4800MHz

Windows 11 Home

15.6″ FHD IPS

Refresh Rate 165Hz

100% sRGB

2.5 กก.

USB-C 3.2 Full Function x 1

USB-A 3.2 x 3

HDMI x 1

LAN x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 6E

Bluetooth 5.2

39,990
Acer Nitro 5 AN515-58-729S Intel Core
i7-12700H

NVIDIA GeForce RTX 3060

M.2 NVMe
512GB

16GB DDR5
4800MHz

Windows 11 Home

15.6″ FHD IPS

Refresh Rate 165Hz

100% sRGB

2.5 กก.

Thunderbolt 4 x 1

USB-A 3.2 x 3

HDMI x 1

LAN x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.1

49,990
Acer Nitro 5 AN515-46-R8TG AMD Ryzen 7 6800H

NVIDIA GeForce RTX 3060

M.2 NVMe
512GB

16GB DDR5
4800MHz

Windows 11 Home

15.6″ FHD IPS

Refresh Rate 165Hz

100% sRGB

2.5 กก.

USB-C 3.2 Full Function x 1

USB-A 3.2 x 3

HDMI x 1

LAN x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 6E

Bluetooth 5.2

50,990

7 เกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค Acer ร้าน BaNANA เด็ดคุ้มส่วนลดจัดหนัก ซื้อได้ไม่ต้องรอ!!

จะผู้ใช้หรือเกมเมอร์คนไหนที่คิดจะเปลี่ยนโน๊ตบุ๊คเครื่องเก่ามาซื้อเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค Acer อยู่ ณ ตอนนี้ถือว่าคุ้มค่ามากเพราะมีโค้ดส่วนลดสูงสุดถึง 5,000 บาททีเดียว โดยในบทความนี้ผู้เขียนขอยกมาแนะนำทั้งหมด 7 เครื่อง โดยมีรายชื่อดังนี้

  1. Acer Aspire 7 A715-42G-R4BX (22,990 บาท)
  2. Acer Nitro 5 AN515-58-52BB (33,990 บาท)
  3. Acer Nitro 5 AN515-46-R2D4 (35,990 บาท)
  4. Acer Nitro 5 AN515-46-R12A (37,990 บาท)
  5. Acer Nitro 5 AN515-46-R1QY (39,990 บาท)
  6. Acer Nitro 5 AN515-58-729S (49,990 บาท)
  7. Acer Nitro 5 AN515-46-R8TG (50,990 บาท)
1. Acer Aspire 7 A715-42G-R4BX (22,990 บาท)

Screenshot 2023 02 02 103220 1

เกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค Acer เครื่องแรกเป็น Acer Aspire 7 A715-42G-R4BX โน๊ตบุ๊คสายทำงานที่สเปคดีราคาไม่แพงมาก ซึ่งทาง Acer ออกแบบรุ่นนี้มาเพื่อนักศึกษาหรือคอนเทนต์ครีเอเตอร์มือใหม่ที่อยากได้โน๊ตบุ๊คมีการ์ดจอแยกเอาไว้ใช้งานสักเครื่อง เมื่อมีการ์ดจอ NVIDIA ติดตั้งมาก็ช่วยเสริมการประมวลผลตอนแต่งภาพ, ตัดต่อคลิปหรือจะเปิดเกมเล่นก็ได้เช่นกัน

ซีพียูในเครื่องเป็น AMD Ryzen 5 5500U แบบ 6 คอร์ 12 เธรด ความเร็ว 2.1~4.0GHz จับคู่การ์ดจอแยก NVIDIA GeForce GTX 1650 แรม 4GB GDDR6 และหน้าจอขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 144Hz ได้ภาพไหลลื่นไม่แพ้เกมมิ่งโน๊ตบุ๊คหลายๆ รุ่นในปัจจุบัน มี M.2 NVMe SSD ความจุ 512GB ติดตั้ง Windows 11 Home มาให้ มีแรม 8GB DDR4 บัส 3200MHz มีพอร์ต USB 2.0 x 1, USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1 เชื่อมต่อไร้สายด้วย Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax และ Bluetooth 5.1 ได้ น้ำหนักเครื่องเพียง 2.15 กิโลกรัม หากใครหาเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค Acer ดีๆ เอาไว้ใช้สักเครื่องแนะนำให้ดูรุ่นนี้เอาไว้ได้เลย

สเปคของ Acer Aspire 7 A715-42G-R4BX
CPU AMD Ryzen 5 5500U แบบ 6 คอร์ 12 เธรด ความเร็ว 2.1~4.0GHz
GPU NVIDIA GeForce GTX 1650 แรม 4GB GDDR6
SSD M.2 NVMe SSD 512GB
RAM 8GB DDR4 บัส 3200MHz
Display 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 144Hz
Connectivity USB 2.0 x 1, USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1

Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax และ Bluetooth 5.1

Software Windows 11 Home
Weight 2.15 กิโลกรัม
Price 22,990 บาท ใช้โค้ด BNACBJ7 ลดได้ 700 บาท (คลิ๊กสั่งซื้อได้ที่นี่)
2. Acer Nitro 5 AN515-58-52BB (33,990 บาท)

Screenshot 2023 02 02 103314 1

เกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค Acer ตั้งแต่รุ่นนี้เป็นต้นไปจะเป็นตระกูล Nitro 5 รุ่นน่าใช้ เริ่มต้นด้วย Acer Nitro 5 AN515-58-52BB ซึ่งมีจุดเด่นหลายส่วน ได้แก่ ไฟคีย์บอร์ด 4-Zone RGB, พอร์ต USB-C เป็น Thunderbolt 4 ใช้ชาร์จแบตเตอรี่แบบ Power Delivery และต่อจอแยกแบบ DisplayPort ได้ในตัวและได้บอดี้ตัวเครื่องดีไซน์ใหม่อีกด้วย

เครื่องแรกใช้ซีพียู Intel Core i5-12500H แบบ 12 คอร์ 16 เธรด (4P+8E) ความเร็ว 3.3~4.5GHz มีการ์ดจอแยก NVIDIA GeForce RTX 3050 แรม 4GB GDDR6 กับจอขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 165Hz ขอบเขตสีกว้าง 100% sRGB มี M.2 NVMe SSD ความจุ 512GB ติดตั้ง Windows 11 Home กับแรมอีก 16GB DDR4 บัส 3200MHz จากโรงงาน มีพอร์ต Thunderbolt 4 x 1, USB-A 3.2 x 3, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1 เชื่อมต่อไร้สายด้วย Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax และ Bluetooth 5.1 น้ำหนักเครื่อง 2.5 กิโลกรัม และเมื่อมีโค้ดส่วนลดจากแคมเปญนี้เสริม เลยทำให้ Acer Nitro 5 เครื่องนี้เป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค Acer ที่ราคาถูกและเข้าถึงง่ายสุด ณ ตอนนี้เลย

สเปคของ Acer Nitro 5 AN515-58-52BB
CPU Intel Core i5-12500H แบบ 12 คอร์ 16 เธรด (4P+8E) ความเร็ว 3.3~4.5GHz
GPU NVIDIA GeForce RTX 3050 แรม 4GB GDDR6
SSD M.2 NVMe SSD 512GB
RAM 16GB DDR4 บัส 3200MHz
Display 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 165Hz ขอบเขตสีกว้าง 100% sRGB
Connectivity Thunderbolt 4 x 1, USB-A 3.2 x 3, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1

Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax และ Bluetooth 5.1

Software Windows 11 Home
Weight 2.5 กิโลกรัม
Price 33,990 บาท ใช้โค้ด BNACBJ15 ลดได้ 1,500 บาท (คลิ๊กสั่งซื้อได้ที่นี่)
3. Acer Nitro 5 AN515-46-R2D4 (35,990 บาท)

r2d4 1

Acer Nitro 5 AN515-46-R2D4 เป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค Acer ที่น่าซื้อไม่แพ้กัน โดยรุ่นนี้เป็นสเปคเอาใจเกมเมอร์ที่อยากได้เครื่องสเปคแรงพอตัวแต่ไม่แพงมาก โดยแชร์ดีไซน์กับฟีเจอร์เด่นร่วมกัน แต่เปลี่ยนซีพียูเป็น AMD Ryzen 5 6600H แบบ 6 คอร์ 12 เธรด ความเร็ว 3.3~4.5GHz และให้แรมมา 8GB DDR5 บัส 4800MHz กับพอร์ต USB-C 3.2 Full Function รองรับ Power Delivery และ DisplayPort ในตัวและเชื่อมต่อ Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax กับ Bluetooth 5.2 ได้ด้วย จัดเป็นรุ่นน่าใช้ สเปคดีและส่วนลดจัดเต็มมากอีกรุ่น

สเปคของ Acer Nitro 5 AN515-46-R2D4
CPU AMD Ryzen 5 6600H แบบ 6 คอร์ 12 เธรด ความเร็ว 3.3~4.5GHz
GPU NVIDIA GeForce RTX 3050 แรม 4GB GDDR6
SSD M.2 NVMe SSD 512GB
RAM 8GB DDR5 บัส 4800MHz
Display 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 165Hz ขอบเขตสีกว้าง 100% sRGB
Connectivity USB-C 3.2 Full Function x 1, USB-A 3.2 x 3, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1

Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax และ Bluetooth 5.2

Software Windows 11 Home
Weight 2.5 กิโลกรัม
Price 35,990 บาท ใช้โค้ด BNACAMD50 ลดได้ 5,000 บาท (คลิ๊กสั่งซื้อได้ที่นี่)
4. Acer Nitro 5 AN515-46-R12A (37,990 บาท)

r12a 1

สำหรับ Acer Nitro 5 AN515-46-R12A เป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค Acer รุ่นแชร์สเปคร่วมกับ Nitro 5 ในข้อก่อนแทบทั้งหมด แต่อัพเกรดการ์ดจอเป็น NVIDIA GeForce RTX 3050 Ti แรม 4GB GDDR6 แทน ทำให้ประสิทธิภาพสูงขึ้นอีกราว 15% ช่วยเพิ่มเฟรมเรทระหว่างเล่นเกมให้สูงขึ้นอีก ซึ่งส่วนตัวผู้เขียนแนะนำให้เกมเมอร์เลือกซื้อรุ่นนี้ไปเล่นเกม ส่วน Nitro 5 ข้อก่อนหน้าจะเน้นไปทางครีเอเตอร์ที่อยากได้เกมมิ่งโน๊ตบุ๊คมีการ์ดจอแยกเอาไว้ทำงานกราฟิคมากกว่า

สเปคของ Acer Nitro 5 AN515-46-R12A
CPU AMD Ryzen 5 6600H แบบ 6 คอร์ 12 เธรด ความเร็ว 3.3~4.5GHz
GPU NVIDIA GeForce RTX 3050 Ti แรม 4GB GDDR6
SSD M.2 NVMe SSD 512GB
RAM 8GB DDR5 บัส 4800MHz
Display 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 165Hz ขอบเขตสีกว้าง 100% sRGB
Connectivity USB-C 3.2 Full Function x 1, USB-A 3.2 x 3, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1

Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax และ Bluetooth 5.2

Software Windows 11 Home
Weight 2.5 กิโลกรัม
Price 37,990 บาท ใช้โค้ด BNACAMD50 ลดได้ 5,000 บาท (คลิ๊กสั่งซื้อได้ที่นี่)
5. Acer Nitro 5 AN515-46-R1QY (39,990 บาท)

r1qy 1

หากใครอยากได้ซีพียูแรงเป็นหลักล่ะก็ Acer Nitro 5 AN515-46-R1QY เครื่องนี้เป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค Acer ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน แม้สเปคจะแชร์กับ Nitro 5 ในข้อก่อนแทบทั้งหมดแต่จะมีจุดแตกต่างตรงซีพียูเป็น AMD Ryzen 7 6800H แบบ 8 คอร์ 16 เธรด ความเร็ว 3.2~4.7GHz และใช้การ์ดจอแยก NVIDIA GeForce RTX 3050 แรม 4GB GDDR6 แทน ซึ่งดีต่อครีเอเตอร์อย่างแน่นอน ส่วนเกมเมอร์คนไหนที่เล่นเกมเน้นใช้ซีพียูประมวลผลเป็นหลักจะซื้อเครื่องนี้ไปเล่นเกมก็เวิร์คเช่นกัน

สเปคของ Acer Nitro 5 AN515-46-R1QY
CPU AMD Ryzen 7 6800H แบบ 8 คอร์ 16 เธรด ความเร็ว 3.2~4.7GHz
GPU NVIDIA GeForce RTX 3050 แรม 4GB GDDR6
SSD M.2 NVMe SSD 512GB
RAM 8GB DDR5 บัส 4800MHz
Display 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 165Hz ขอบเขตสีกว้าง 100% sRGB
Connectivity USB-C 3.2 Full Function x 1, USB-A 3.2 x 3, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1

Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax และ Bluetooth 5.2

Software Windows 11 Home
Weight 2.5 กิโลกรัม
Price 39,990 บาท ใช้โค้ด BNACAMD50 ลดได้ 5,000 บาท (คลิ๊กสั่งซื้อได้ที่นี่)
6. Acer Nitro 5 AN515-58-729S (49,990 บาท)

729s 1

ถ้าหาเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค Acer เน้นเล่นเกมเป็นหลัก สเปคแรงพอเล่นเกมฟอร์มใหญ่ในปัจจุบันปรับสุดได้ทุกเกมบนความละเอียดระดับ Full HD~QHD ล่ะก็ Acer Nitro 5 AN515-58-729S รหัสนี้ถือว่าแรงจบจากโรงงาน โดยทาง Acer ติดตั้งซีพียู Intel Core i7-12700H แบบ 14 คอร์ 20 เธรด (6P+8E) ความเร็ว 3.5~4.7GHz กับการ์ดจอแยก NVIDIA GeForce RTX 3060 แรม 6GB GDDR6 กับแรม 16GB DDR5 บัส 4800MHz มาให้จากโรงงาน ด้านสเปคส่วนอื่นๆ จะแชร์ร่วมกับรุ่นซีพียู Intel แทบทั้งหมด ซึ่งประสิทธิภาพและความแรงเรียกว่าหายห่วงทั้งทำงานและเล่นเกมก็เอาอยู่แน่นอน ยิ่งมีโค้ดส่วนลดจากทาง BaNANA เช่นนี้ยิ่งคุ้มค่าน่าซื้อแน่นอน

สเปคของ Acer Nitro 5 AN515-58-729S
CPU Intel Core i7-12700H แบบ 14 คอร์ 20 เธรด (6P+8E) ความเร็ว 3.5~4.7GHz
GPU NVIDIA GeForce RTX 3060 แรม 6GB GDDR6
SSD M.2 NVMe SSD 512GB
RAM 16GB DDR5 บัส 4800MHz
Display 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 165Hz ขอบเขตสีกว้าง 100% sRGB
Connectivity Thunderbolt 4 x 1, USB-A 3.2 x 3, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1

Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax และ Bluetooth 5.1

Software Windows 11 Home
Weight 2.5 กิโลกรัม
Price 49,990 บาท ใช้โค้ด BNACBJ25 ลดได้ 2,500 บาท (คลิ๊กสั่งซื้อได้ที่นี่)
7. Acer Nitro 5 AN515-46-R8TG (50,990 บาท)

r8tg 1

เกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค Acer ร้าน BaNANA ตัวแรงฝั่ง AMD เทียบชั้นกับ Intel Core i7 ในข้อก่อนได้ จะเป็น Acer Nitro 5 AN515-46-R8TG รุ่นนี้ที่ติดตั้งซีพียู AMD Ryzen 7 6800H แบบ 8 คอร์ 16 เธรด ความเร็ว 3.2~4.7GHz จับคู่การ์ดจอแยก NVIDIA GeForce RTX 3060 แรม 6GB GDDR6 มาให้และแรมอีก 16GB DDR5 บัส 4800MHz เท่ากันอีกด้วย เรียกว่าแรงทรงพลังไม่แพ้กัน และยังได้ส่วนลดแบบจัดเต็มถึง 5,000 บาทอีกด้วย หากใครอยากซื้อเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค Acer มีการ์ดจอแยกร้าน BaNANA ดีๆ ก็ลงทุนซื้อเครื่องนี้มาเล่นเกมได้เลย

สเปคของ Acer Nitro 5 AN515-46-R8TG
CPU AMD Ryzen 7 6800H แบบ 8 คอร์ 16 เธรด ความเร็ว 3.2~4.7GHz
GPU NVIDIA GeForce RTX 3060 แรม 6GB GDDR6
SSD M.2 NVMe SSD 512GB
RAM 16GB DDR5 บัส 4800MHz
Display 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 165Hz ขอบเขตสีกว้าง 100% sRGB
Connectivity USB-C 3.2 Full Function x 1, USB-A 3.2 x 3, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1

Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax และ Bluetooth 5.2

Software Windows 11 Home
Weight 2.5 กิโลกรัม
Price 50,990 บาท ใช้โค้ด BNACAMD50 ลดได้ 5,000 บาท (คลิ๊กสั่งซื้อได้ที่นี่)

Nitro 5 main 2560 1 1

เกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค Acer ครั้งนี้ถือว่าทาง BaNANA และ Acer จัดโปรโมชั่นแบบจัดหนักจัดเต็มมาก ตอบโจทย์เกมเมอร์และครีเอเตอร์ตั้งแต่งบสามหมื่นบาทต้นๆ ไปจนตัวแรงครึ่งแสนก็มีให้เลือกตามต้องการ เกมเมอร์คนไหนสนใจสเปคและความแรงระดับไหนก็เลือกซื้อได้ตามใจชอบเลย


บทความที่เกี่ยวข้อง

รวม 7 โน๊ตบุ๊คราคาไม่เกิน 20000 1

NBS 230130 FB Link Review Zenbook 14 OLED 1

รีวิว Lenova IdeaPad 1 1

from:https://notebookspec.com/web/685573-7-acer-gaming-laptop-banana-2023

MSI PRODP20ZA คอมจิ๋ว เทรดหุ้น เล่นเกมเบาๆ ต่อได้ 3 จอ ดูหนัง 4K เริ่มหมื่นกว่า

MSI PRODP20ZA มินิพีซีขนาดฝ่ามือ เล่นเกมเบาๆ ดูหนัง 4K เทรดหุ้น ต่อได้ 3 จอ ประหยัดไฟ

MSI PRODP20ZA

MSI PRODP20ZA มินิพีซีเครื่องจิ๋ว แต่ประสิทธิภาพเกินตัว พร้อมการเชื่อมต่อครบครัน รองรับการอัพเกรดเพิ่มได้ ปรับเปลี่ยนการทำงานได้หลายสไตล์ เข้ากับสภาพแวดล้อมการทำงานในยุคใหม่ได้หลายรูปแบบ ขุมพลัง AMD Ryzen 5000 series และแรม DDR4 รวมถึงกราฟิก Radeon Graphic ที่ตอบสนองได้ทั้งงานในสำนักงานทั่วไป งานเอกสาร และการทำบัญชี ไปจนถึงการตกแต่งภาพ รวมถึงการใช้งานส่วนตัว เช่นท่องอินเทอร์เน็ต ขายของออนไลน์ และความบันเทิงภายในบ้าน หรือเป็นพีซีเริ่มต้นการเรียนรู้สำหรับเด็กๆ ด้วยมิติที่เล็กกว่าเคสคอมทั่วไปหลายเท่า น้ำหนักเบา จึงติดตั้งได้ง่าย ใช้งานในจุดต่างๆ ของบ้านหรือสำนักงานได้ดี รองรับการเชื่อมต่อแบบไร้สายรุ่นใหม่ กับดีไซน์ที่เข้ากับเฟอร์นิเจอร์ภายในบ้าน และที่น่าสนใจคือ ประหยัดการใช้พลังงานลง ใครที่ชอบด้วยงบประมาณเริ่มต้นเพียง 15,000 บาท กับการรับประกัน 2 ปีอุ่นใจ ในแบบ Onsite Pickup & Return อีกด้วย ซื้อสินค้า MSI ได้ที่: https://msi.gm/DP20ZA-NBS

MSI PRODP20ZA มินิพีซีตัวจิ๋ว เพื่องานและความบันเทิง


จุดเด่น

Advertisementavw
  1. มิติที่เล็กมาก ขนาดเทียบเท่าฝ่ามือเองครับ เทียบกับเราเตอร์ขนาดย่อมๆ ก็ยังได้ เล็กกว่าพีซี 6-8 เท่าเลยทีเดียว เพราะขนาด 2.6L เท่านั้น ประหบัดพื้นที่บนโต๊ะไปได้เยอะ
  2. น้ำหนักประมาณ 1.5Kg เท่านั้นครับ วางมุมไหนก็ได้ โต๊ะไม่เอียงแน่นอน
  3. ออกแบบให้วางแนวตั้งหรือแนวนอนก็ได้หมด แล้วแต่ผู้ใช้จะดีไซน์ จัดโต๊ะคอมได้ง่ายขึ้น
  4. วางตรงไหนในห้องก็ได้ แทบจะเป็นดีไซน์แบบเดียวกับเฟอร์นิเจอร์สไตล์โมเดิร์นในปัจจุบัน ต่อสายเข้าจอ ก็พร้อมทำงาน เพราะมี WiFi ในตัว
  5. ด้านหน้าทันสมัย เน้นเส้นสายสะดุดตา ติดอยู่นิดนึง คือปุ่มอาจจะดูกลมกลืนไปกับลายด้านหน้าอยู่บ้าง แต่ก็มีแสงไฟสถานะให้พอสังเกตครับ
  6. ด้านข้างซ้ายปิดทึบ ใช้วางแนวนอนได้, ด้านขวามีช่องระบายอากาศ สำหรับพัดลมซีพียู
  7. ด้านหลังจัดพอร์ตมาให้เยอะพอสมควร เช่น USB 3.2, USB 2.0, พอร์ตแสดงผล HDMI, DP และ VGA
  8. การใช้พลังงาน มาพร้อมอแดปเตอร์ 120W ขนาดย่อมๆ มาให้ ไม่เปลืองไฟครับ
  9. ต่อได้ 3 จอเลยครับ สำหรับคนที่ต้องใช้งานหลายจอพร้อมกัน

ข้อสังเกต

  • มีไฟสถานะแสดงผลไม่มาก
  • ไม่รองรับการอัพเกรดการ์ดจอแยก
  • ใช้แรมแบบ SODIMM เท่านั้น

Specification

Description
CPU MODEL AMD Ryzen 3 5300G, 4 core/ 8 thread
CPU COOLING Air cooling
MEMORY DDR4 SO-DIMM 2 slot, Max. 64GB
STORAGE SSD 256GB, PCIe GEN3x4
2x M.2 slot
2x 2.5″ Drive bay
WIRELESS LAN INTEL/3168.NGWG, 802.11ac 1×1+BT 4.2
AUDIO Realtek ALC233, 2.1 Channel HD Audio
I/O PORTS (FRONT) 1 x USB 3.2 Gen 2 Type A
1 x USB 3.2 Gen 2 Type C
Front Audio Mic-In x1,
Headphone x1
I/O Port (Rear) USB 3.2 Gen 2 Type A x1
USB 2.0 TYPE A x3
LAN (RJ-45) x1
WiFi Antenna x2
VGA x1
HDMI x1
DP Out x1
COM Port x1
Power 120W Adaptor
Keyboard/ Mouse RF1430, MA04
PRODUCT DIMENSIONS (WXDXH) 160.55 x 193.3 x 85mm
WEIGHT 1.42Kg.
VESA SIZE 75 x 75 mm
Source: MSI Pro DP20Z

ข้อมูลเพิ่มเติม: MSI PRODP20ZA


Hardware / Design

MSI PRODP20ZA

การออกแบบของมินิพีซีจาก MSI รุ่นนี้ ส่วนตัวผมมองว่ามินิมอลกว่ารุ่นที่เราเคยรีวิวไปก่อนหน้านี้เสียอีก เพราะตัวถังแค่ 2.3L เท่านั้น มิติประมาณ 16cm x 19.3cm x 8.5cm หากเทียบกับเกมมิ่งตัวน้องอย่าง Trident AS ก็ยังเล็กกว่ามาก แต่จะพอๆ กับ MSI CUBI 5 ที่เราเคยรีวิวไปก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ดี Pro DP20ZA มีความคล่องตัว และสนับสนุนการติดตั้งฮาร์ดแวร์เพิ่มเติมได้มากกว่า

ด้านหน้าออกแบบมาในโทนสีดำ มีเส้นสายที่มีการสลับไปมา ดูมีมิติ และทันสมัย แทรกปุ่มเพาเวอร์และแสงไฟสถานะมาด้วย พร้อมพอร์ตต่อพ่วง และโลโก้ MSI สีเงิน ซึ่งเป็นแนวที่เราอาจไม่ได้เห็นกันบ่อยบนพีซีขนาดเล็ก เพราะส่วนใหญ่จะเป็นแบบเรียบ ไม่มีลวดลายมากนัก

MSI PRODP20ZA

เมื่อมาดูกันแบบใกล้ๆ จะเห็นได้ว่าเส้นสายที่อยู่ด้านหน้านี้ จะมีมิติยื่นออกมา สลับกับภายในที่เป็นสีดำเงา โดยปุ่มเพาเวอร์จะซ่อนอยู่ในนี้ด้วย ซึ่งหากไม่ได้กด หรือมีแสงไฟสถานะลอดออกมา ก็แทบจะดูไม่ออกว่าเป็นปุ่มเปิดการทำงาน ไฟจะมีสีฟ้าและสีขาว อยู่ตรงด้านบนขวา ใกล้กันก็จะเป็นพอร์ต Front panel ที่อยู่หน้าเครื่อง ประกอบด้วย USB Type-C, Type-A และหูฟัง ไมโครโฟน

MSI PRODP20ZA

ด้านข้างขวา จะเป็นช่องระบายความร้อน โดยเราจะเห็นพัดลมพื้นฐานของทาง AMD ดูดลมเข้ามาจากช่องนี้ เพื่อระบายความร้อนให้กับฮีตซิงก์ของซีพียู ที่อยู่ด้านใน และโลโก้ Pro series และใกล้ๆ กับช่องพัดลม และใกล้กับด้านหน้าจะมีระบุไว้ว่า Design and Engineering by MSI

MSI PRODP20ZA

ด้านซ้ายจะเป็นช่องเล็กๆ สำหรับติดตั้ง VESA Mount กับด้านหลังจอมอนิเตอร์ และฝาผนังเป็นแบบ 75mm x 75mm ส่วนตัวมองว่าเป็นประโยชน์ค่อนข้างมาก เพราะผู้ใช้สามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้หลายแบบ ไม่ว่าจะใช้ติดตั้งจอทีวีในบ้าน สำนักงาน สำหรับต้อนรับแขก พรีเซนเทชั่น หรือจะต่อกับจอภาพบางรุ่น เพื่อประหยัดพื้นที่บนโต๊ะทำงาน ยิ่งใช้งานแบบไร้สาย ก็จะทำให้โต๊ะไม่ดูรกรุงรังอีกด้วย

MSI PRODP20ZA

MSI PRODP20ZA วางได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอน ขึ้นอยู่กับการจัดวางองค์ประกอบบนโต๊ะ และความสะดวก ด้วยความกว้าง x ยาวระดับ 160.5 x 193mm เท่านั้น จึงไม่เปลืองพื้นที่บนโต๊ะทำงาน เรียกว่าโต๊ะขนาด 120cm ก็ยังเหลือพื้นที่ใช้สอยได้อีกมากมาย

ด้านหน้าที่มีพอร์ตต่อพ่วงมาให้ทั้ง USB และแจ๊ค 3.5mm อีกด้านจะเป็นโลโก้ MSI บนเพลทสีเงินสวยงาม

และอีกสองด้านที่เหลือ จะเป็นช่องระบายอากาศ ซึ่งมาในแบบตะแกรงขนาดเล็ก เพื่อให้อากาศไหลเวียนในตัวเคสได้ดีขึ้น ซึ่งหากดูตามการใช้งานแล้ว พีซีเครื่องนี้แทบไม่เกิดความร้อนขึ้นมากมายนัก โดยพัดลมซีพียูสามารถจัดการเรื่องอุณหภูมิได้ดีทีเดียว

MSI PRODP20ZA

ด้านหลังตัวเครื่องมาพร้อมช่องระบายความร้อนแบบตะแกรงช่องเล็กและพอร์ตต่อพ่วงมากมาย รวมถึงจุดติดตั้งเสาสัญญาณ WiFi อีกด้วย และเป็นจุดที่ใช้ไขน็อต เพื่อแกะฝาครอบ สำหรับการอัพเกรด

MSI PRODP20ZA

การดีไซน์โดยรวมถือว่าทำได้ค่อนข้างดีทีเดียว แตกต่างจากมินิพีซีทั่วไป ทั้งเส้นสาย พอร์ตการเชื่อมต่อ เพียงแต่อาจจะเน้นไปที่ Business เป็นหลัก ทำให้ไม่ได้ใส่เรื่องของแสงสีมากมายนัก แต่ก็เข้ากับเฟอร์นิเจอร์ภายในบ้านได้ดี ดูมินิมอลมากขึ้น


Connector / Thin And Weight

MSI PRODP20ZA

พอร์ตการเชื่อมต่อด้านหน้า มีเป็นพอร์ต USB 3.2 Gen2 Type-C ที่ใช้ได้ทั้งการชาร์จไฟ และโอนถ่ายข้อมูลความเร็วสูง ส่วนที่เป็น Type-A ผมว่าเหมาะกับผู้ใช้ที่มี External HDD หรือ SSD ที่ต่อภายนอก โอนถ่ายไฟล์ข้อมูลได้ไว เพราะเป็น USB 3.2 Gen2 ความเร็วระดับ 10Gbps เร็วกว่า Gen1 เท่าตัวเลยทีเดียว หรือใครสะดวกจะใช้พอร์ตด้านหลัง จะใช้พอร์ตนี้ในการต่อ เมาส์ คีย์บอร์ดได้เช่นกัน

ใกล้กันจะเป็นแจ๊ค 3.5mm ที่ทาง MSI ใส่แยกเอามาไว้ให้เป็น หูฟัง และไมโครโฟน เพื่อความสะดวกในการใช้งาน จะต่างจากบนโน๊ตบุ๊คที่เป็นคอมโบมาให้ อาจจะไม่สะดวก เมื่อต้องแยกใช้ไมโครโฟน กับเอาท์พุตเสียง เพื่องานในสำนักงาน

MSI PRODP20ZA

ด้านหลังจะเป็นพอร์ตเชื่อมต่อหลักจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น USB 2.0 Type-A 2 พอร์ต จุดนี้ผมมองว่าเหมาะกับการต่อเมาส์ คีย์บอร์ดเป็นหลัก เพราะไม่ได้เน้นความเร็ว ส่วนด้านล่างจะเป็น USB 3.2 Gen2 ซึ่งตอบโจทย์พรินเตอร์รุ่นใหม่ หรืออุปกรณ์เก็บข้อมูล และอื่นๆ ที่เน้นเรื่องความเร็ว ใกล้กันเป็นพอร์ตเชื่อมต่อเครือข่าย RJ-45 สำหรับ Gigabit LAN และพอร์ตแสดงผล ที่ถือว่าเป็นจุดเด่นของมินิพีซีจาก MSI รุ่นนี้ เพราะมีให้ถึง 3 พอร์ตด้วยกัน ประกอบด้วย

  • VGA สำหรับต่อจอพื้นฐานแอนาลอกบนความละเอียด Full-HD
  • DisplayPort ต่อจอแสดงผลดิจิตอล รองรับความละเอียด 4K เหมาะกับจอรุ่นใหม่
  • HDMI ใช้ได้ทั้งจอมอนิเตอร์ โปรเจกเตอร์ และจอพื้นฐานที่มีอยู่ทั่วไป
MSI PRODP20ZA

เสาสัญญาณ WiFi รองรับ 802.11ac และ Bluetooth 4.2 ทำให้การเชื่อมต่อของคุณไม่ติดขัด เพราะมีให้เลือกทั้ง LAN และ WiFi


Inside / Upgrade

MSI PRODP20ZA

การแกะอัพเกรดทำได้ค่อนข้างง่ายบน MSI PRODP20ZA นี้ เพราะไขน็อตเพียง 4 ตัวเท่านั้น สามารถไขออกได้ทั้ง 2 ด้านซ้ายและขวา

MSI PRODP20ZA

ด้านที่เป็นช่องระบายอากาศ จะเห็นพัดลมซีพียูขนาดใหญ่ พร้อมฮีตซิงก์ติดตั้งมากลางตัวเครื่อง ซึ่งข้อดีคือ การกระจายลมออกไปได้ทั่วๆ ภายในเคส และให้ลมออกได้ถึง 3 ด้านด้วยกัน โดยสามารถอัพเกรดได้สูงสุด AMD Ryzen 7 5700G ซึ่งเป็นรุ่นท็อปสุดที่วางจำหน่าย

MSI PRODP20ZA

พื้นที่ติดตั้ง Storage ด้านใน ติดตั้งได้ถึง 3 แบบ และยังอัพเกรดได้ โดยที่ติดตั้งมาให้เริ่มต้นเป็น SSD M.2 NVMe PCIe 256GB การถอดใช้เพียงไขควงแกะน็อตยึดเพียงตัวเดียวเท่านั้น แต่พื้นที่ค่อนข้างแคบเล็กน้อย

MSI PRODP20ZA

ด้านล่างจะเป็นสล็อตสำหรับติดตั้งแรมเป็นแบบ SODIMM DDR4 3200 เดิมจะติดตั้งมาให้ 8GB มาตรฐาน แต่สามารถอัพเกรดเพิ่มได้จากสล็อตที่เหลือ อัพเกรดได้สูงสุด 64GB (32GB x2)

MSI PRODP20ZA

แรมในแบบ SODIMM DDR4 3200 8GB จาก Samsung ที่ติดตั้งมาในระบบ

MSI PRODP20ZA

ด้านบนของโมดูล SSD M.2 เป็นพอร์ต SATA III เพิ่มเติมมาให้ สำหรับติดตั้งฮาร์ดดิสก์ 2.5″ หรือสำหรับโน๊ตบุ๊ค รวมถึง SSD SATA III เพิ่มได้อีก 2 ตัวด้วยกัน

MSI PRODP20ZA

นอกจากนี้แล้ว อีกฝั่งหนึ่งที่อยู่ด้านหลังของเมนบอร์ด ก็สามารถแกะเปิดออกมาได้ ให้คุณสามารถอัพเกรดอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลเพิ่มเติมได้อีก

MSI PRODP20ZA

MSI PRODP20ZA มีสล็อต M.2 PCIe รองรับการติดตั้ง SSD M.2 NVMe PCIe เพิ่มได้อีก 1 โมดูล รวมเป็น 2 โมดูลทั้งด้านหน้าและหลัง ได้ทั้งพื้นที่จัดเก็บข้อมูลที่มากขึ้น และความเร็วที่จาก SSD อีกด้วย เหมาะกับคนที่ไม่สะดวกจะใช้อุปกรณ์เก็บข้อมูลแบบต่อภายนอก


Performance / Software

MSI PRODP20ZA

โปรแกรม CPUz รายงานซีพียูที่ติดตั้งมาบน MSI PRODP20ZA รุ่นนี้เป็น AMD Ryzen 3 5300G เป็นแบบ 4 core/ 8 thread ความเร็วสูงสุดประมาณ 4.2GHz ซีพียูรุ่นนี้ ถือว่าเป็นกลุ่มของกราฟิกในตัว ให้ประสิทธิภาพในด้านต่างๆ ได้ดี ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน ความบันเทิง หรือเล่นเกมเบาๆ แต่อาจจะไม่ได้เจาะจงสำหรับงานเฉพาะทาง เช่นงานตัดต่อ แต่งภาพจริงจังหรืองานด้านวิศวกรรมโหดๆ ได้มากนัก

MSI PRODP20ZA

ติดตั้งแรม DDR4 3200 ในแบบ SODIMM 8GB และใส่เพิ่มอีก 8GB เป็น 16GB มีให้ติดตั้งได้ 2 สล็อต

MSI PRODP20ZA

การทดสอบเบื้องต้นบน CPUz นี้ เทียบกับซีพียูรุ่นพี่อย่าง AMD Ryzen 7 2700X ที่เป็นแบบ 8 core/ 16 thread ซีพียู Ryzen 3 สามารถเบียดบี้ได้อย่างสูสี และโดดเด่นในงาน Single core ด้วยสัญญาณนาฬิกาที่สูง แม้จะเป็นรองในแง่ของ Multi-thread เพราะคอร์ เธรดน้อยกว่านั่นเอง

MSI PRODP20ZA

กราฟิกเป็นแบบ Integrate ที่มาในตัวซีพียู AMD Ryzen 3 รุ่นนี้ กับ Radeon Graphic ที่อาจจะไม่ได้ตอบโจทย์กับการเล่นเกมโดยตรง เพราะจะเน้นที่การทำงาน ดูหนัง กับงานกราฟิกพื้นฐาน แต่ก็สามารถเล่นเกมที่ไม่ใช้ทรัพยากรมากๆ หรือแนวเกมออนไลน์ เช่น Genshin, Chrono Odyssy รวมถึงเกมพีซีที่แค่ปรับ Detail ก็สามารถเล่นได้ในหลายๆ เกม สามารถชมในส่วนการทดสอบเกมด้านล่างนี้ได้

MSI PRODP20ZA

การทดสอบ PCMark10 ให้ผลออกมาได้น่าพอใจ เพราะถ้าเทียบกับพีซีพื้นฐานขนาดใหญ่ MSI Pro DP20ZA นี้ ทำงานร่วมกับแอพพลิเคชั่นในชีวิตประจำวันได้ดีพอสมควร กับคะแนนรวมที่มากถึง 5,621 คะแนน รวมถึงคะแนน Essentials และ Productivity ที่มาแตะเกือบ 10,000 เพราะหลายครั้งที่เราทดสอบมาใน 2 ส่วนนี้ เฉลี่ยจะอยู่ที่ 10,000 ต้นๆ แสดงถึงความไม่ธรรมดาของซีพียูและการทำงานในภาพรวม

MSI PRODP20ZA

สำหรับ CINEBench นั้น จะเป็นการทดสอบด้านกราฟิก 3D Animation แม้ว่าจะเป็นซีพียูน้องเล็กอย่าง AMD Ryzen 3 แต่ก็สามารถผ่านการทดสอบได้ไม่ยาก แม้ว่าจะทำคะแนนได้ไม่สูงนัก เมื่อเทียบกับซีพียูรุ่นพี่ๆ ที่มี Core/ Thread จำนวนมากกว่า แต่ก็แสดงให้เห็นว่าพลังของซีพียูระดับ 4 core นี้ ก็พอจะช่วยให้ใช้งานได้ แต่อย่างไรก็ไม่ได้จะแนะนำให้ใช้งานกับโปรแกรมขั้นสูงเช่นนี้ เพราะไม่ได้ออกแบบมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ และอาจใช้เวลาในการประมวลผลมากเกินไป แต่ถ้าเป็นโมเดล AMD Ryzen 7 ก็พอจะช่วยงานนี้ได้ดียิ่งขึ้น

MSI PRODP20ZA

กับผลทดสอบด้านเกมกราฟิก ด้วยโปรแกรม 3DMark กับกราฟิก Radeon Graphic บนซีพียู AMD Ryzen 3 5300G นี้ แม้ว่าจะไม่ได้ออกแบบมาเพื่อการเล่นเกมเป็นหลัก แต่ก็แสดงศักยภาพได้ดีในระดับหนึ่ง โดยคะแนนอาจจะไม่ได้สูงมากนัก แต่ก็ผ่านการทดสอบมาได้ อยู่ในเกณฑ์ของกราฟิกบนซีพียูในหลายๆ รุ่น อย่างไรก็ดี หากมีความต้องการเล่นเกม ร่วมไปกับการใช้งานพื้นฐาน บนเคสขนาดเล็กเช่นนี้ แนะนำโมเดลที่เป็น Ryzen 7 5700G ที่จะช่วยเพิ่มเฟรมเรตได้พอสมควร

ทดสอบการเล่นเกม

MSI PRODP20ZA

เราทดสอบการเล่นเกม เพื่อให้เห็นศักยภาพของมินิพีซีจาก MSI รุ่นนี้ กับเกมพื้นฐานแนว MOBA อย่าง DOTA2 กับการปรับ Detail Fastest mode บนความละเอียด Full-HD เพื่อเน้นความลื่นไหล ตัวเกมสามารถให้เฟรมเรตได้ถึง 80-90fps. แต่ถ้าปรับเป็น High ให้เฟรมเรตเฉลี่ยที่ 47-48fps. แม้จะมีเอฟเฟกต์จากเวทย์ของฮีโรก็ตาม แนะนำตั้งค่านี้ได้เลยหากต้องการเล่น

MSI PRODP20ZA

ส่วนเกม PUBG บนความละเอียด Full-HD 1080p ตั้งค่า Very Low Detail ให้เฟรมเรตได้ในระดับ 39-45fps มีบ้างที่ขึ้นไป 50fps. บางจังหวะ แต่ก็ทำให้เล่นเกมนี้ได้ แนะนำให้ตั้ง Render scale ในระดับ 70-90 จะไม่กระทบต่อเฟรมเรตมากนัก และเล่นเกมได้สบายตามากขึ้น

MSI PRODP20ZA

มาสู่บททดสอบในด้านงานวีดีโอกันบ้าง ด้วยการ Export คลิปวีดีโอความละเอียด Full-HD มีความยาว 15 นาที ใส่เอฟเฟกต์ทั่วไป ด้วยการ Insert ภาพและเสียง ระบบใช้เวลาในการทำงานประมาณ 32 นาที ก็เป็นอันเสร็จสิ้น อย่างที่ได้แนะนำไปว่า หากต้องการจะเน้นไปที่การทำงานที่หนักมากขึ้น กับโปรแกรมเฉพาะทาง ทางเลือกของโมเดลรุ่น AMD Ryzen 7 มีความน่าสนใจ ส่วนในช่วงการใช้งานอาจมีบางจังหวะที่กระตุกเล็กน้อย เช่น ระหว่างการเลื่อนไทม์ไลน์ และพรีวิวภาพ เป็นปกติของการใช้งานที่เป็นซีพียูรุ่นน้องเล็ก และการ์ดจอแบบออนบอร์ดนั่นเอง แต่ในภาพรวมถือว่าทำงานได้ดีในระดับหนึ่ง

MSI PRODP20ZA

และในครั้งนี้เราใช้งานร่วมกับจอแสดงผล MSI PRO MP241X ซึ่งเป็นจอที่ให้พื้นที่แสดงผล 23.8″ ใกล้เคียงกับ MSI PRO MP243 ความละเอียด Full-HD โดยเป็นจอพาแนล VA ให้ความสว่างสดใส และมุมมองที่กว้างใกล้เคียงกับ IPS เหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน หรือจะนำไปใช้ในสำนักงาน กับความสว่างสดใส และสีสันที่คมชัด ปรับแต่งได้ง่ายผ่านทางปุ่ม OSD ด้านหลังจอ มาพร้อมพอร์ตแสดงผล ที่มีให้เลือกทั้ง HDMI และ VGA เพื่อความสะดวกต่อการใช้งาน

MSI PRODP20ZA

แต่ที่น่าสนใจคือ MSI PRO MP241X รุ่นนี้ มี VESA Mount ด้านหลัง สำหรับติดตั้งกับ Wall mount หรือ Arm table เพื่อแขวนหรือติดกับขาจับจอบนโต๊ะได้ง่าย รวมถึงเมื่อใช้ร่วมกับอแดปเตอร์ ก็จะสามารถต่อ MSI Pro DP20ZA เข้ากับด้านหลังจอ เพื่อประหยัดพื้นที่บนโต๊ะทำงานได้อีกด้วย นับว่าเป็นโซลูชั่นที่เหมาะกับการทำงานในทืุกวันนี้ได้เป็นอย่างดี

MSI PRODP20ZA

นอกจากนี้ยังมีพื้นที่แสดงผลขนาดใหญ่ ทำให้แบ่งหน้าจอในการใช้งานได้สะดวก และใช้งานได้จริง ไม่ว่าจะเป็นการทำงานเอกสาร ตรวจเช็คไฟล์งาน หรือจะด้านความบันเทิง ดูหนัง พร้อมดูหุ้นไปพร้อมกัน ด้วยการปรับแต่งเพียงเล็กน้อย เช่น การเพิ่มหรือลด Scale บนหน้าจอ ก็ช่วยให้ใช้งานได้ดียิ่งขึ้นแล้ว

MSI PRODP20ZA

ด้วยมุมมองที่กว้าง ก็ทำให้การใช้งานด้านภาพและวีดีโอได้ชัดเจน ผิดเพี้ยนน้อย รวมถึงใช้ในการแบ่งปันหน้าจอให้กับคนข้างๆ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงาน ลูกค้าหรือสมาชิกภายในบ้านให้เห็นได้อย่างชัดเจน

MSI PRODP20ZA

นอกจากนี้ผู้ใช้ยังสามารถต่อจอแสดงผลได้ถึง 3 จอพร้อมกัน ผ่านทางพอร์ตสัญญาณ Output ที่อยู่ทางด้านหลังของ MSI PRODP20ZA ไม่ว่าจะเป็น HDMI, DisplayPort และ VGA ให้คุณขยายศักยภาพการทำงานของคุณได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การท่องอินเทอร์เน็ตหาข้อมูล เทรดหุ้น ไปจนถึงการสตรีมมิ่งได้แบบลื่นๆ เลยทีเดียว


Battery / Heat / Noise

MSI PRODP20ZA

สุดท้ายก็เป็นเรื่องของอุณหภูมิในการทำงาน เห็นเคสเล็กๆ แบบนี้ แต่ก็จัดการเรื่องอุณหภูมิได้ดีพอสมควร โดยเฉพาะกับพัดลมซีพียูขนาดใหญ่ และครอบคลุมอุปกรณ์อื่นๆ ทั่วทั้งเมนบอร์ด ลมที่พัดเข้าไป ก็สามารถกระจายลมไปได้ทั่ว ลดความร้อนได้ดี โดยอุณหภูมิสูงสุดในการทดสอบบนแบบ Full load บนโปรแกรม FURmark อยู่ที่ราว 76 องศาเซลเซียสเท่านั้น โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 65-68 องศาเซลเซียสเท่านั้น ถือว่าทำได้ดี เพราะโอกาสการใช้งานซีพียูระดับ 100% แบบนี้ มีไม่มากนัก ฉะนั้นหากเป็นการทำงานโดยทั่วไปน่าจะอยู่ที่ราว 55-60 องศาเซลเซียส เท่านั้น


Conclusion / Award

MSI PRODP20ZA

สรุปภาพรวมของ MSI PRODP20ZA รุ่นนี้ ผมว่าเหมาะกับคนที่ต้องการคอมทำงาน หรือใช้ในสำนักงานยุคใหม่ เน้นความมินิมอล ดูมันสมัย ลองนึกภาพดูครับว่า บ้านที่เป็นแบบ Smart Home ใช้งานไร้สายให้มากที่สุด โต๊ะคอมที่ไม่ต้องเทอะทะ และพีซีที่จัดวางได้ในทุกแนว ตกแต่งห้องได้สวย แต่ทำงานที่เหมือนกับใช้คอมเครื่องใหญ่ จะต่อ 3 จอก็ง่าย ทำงานเอกสาร ท่องเน็ตหาข้อมูล หรือจะเทรดหุ้น สตรีมมิ่งวีดีโอไปพร้อมกัน ก็ยังได้ครับ

แต่ก็บอกตรงๆ ว่าอาจจะไม่ใช่สำหรับคอเกม ด้วยสเปคที่ไม่ได้ใส่การ์ดจอแยกมาให้ จะเล่นได้ในบางเกม ที่ไม่ได้เรียกใช้ทรัพยากรมากมายนัก เกมออนไลน์พอเล่นได้แบบที่เราได้ทดสอบบน DOTA2 และ PUBG ที่เล่นได้ลื่นในระดับ Low หรือ Medium Detail ในแง่ของการอัพเกรด ก็ยังทำได้ แม้ในเคสจะมีพื้นที่จำกัดก็ตาม เพราะเพิ่มได้ทั้ง SSD และ RAM บนสล็อตที่เหลือ 

สุดท้ายก็คือ พอร์ตที่ให้มาก็เรียกว่าเกือบครบครัน ให้คุณต่อพ่วงอุปกรณ์ได้อย่างเต็มที่ รวมถึงมี WiFi มาในตัวอีกด้วย สนนราคาเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 15,000 บาท การรับประกัน 3 ปี เป็นแบบ Onsite Pickup and Return อุ่นใจได้ในการใช้งาน โดยซีรีย์ DP20ZA จะมีทั้งหมด 3 รุ่น

ซื้อสินค้า MSI ได้ที่: https://msi.gm/DP20ZA-NBS

  • MSI PRODP20ZA 5M-205TH เริ่มต้น 23210.-
  • MSI PRODP20ZA 5M-206TH 18920.-
  • MSI PRODP20ZA 5M-207TH 15070.-

ข้อมูลเพิ่มเติม: MSI PRODP20ZA

from:https://notebookspec.com/web/682753-msi-pro-dp20za-mini-pc

จอคอมมือสอง 2023 น่าซื้อมั้ย? เลือกแบบไหนดี เช็คอย่างไรให้ได้ของดี คุ้มค่า

จอคอมมือสอง 2023 รุ่นไหนน่าใช้ เลือกอย่างไรดี จอคอมเกมมิ่ง วิธีเช็คง่ายๆ ก่อนเลือกซื้อ

จอคอมมือสอง

จอคอมมือสอง อย่าไปซื้อ! ปี 2023 แล้วซื้อจอใหม่ดีกว่า… มักคำเตือนแบบนี้มักจะเป็นเรื่องที่หลายคนอาจเคยเจอ เมื่อรู้ว่าเราจะซื้อจอมือ 2 มาใช้งาน ซึ่งก็อาจจะเป็นคำเตือนที่ดี แต่บางทีก็ขัดกับใจใครบางคน เพราะบางทีงบประมาณจำกัด แต่ก็อยากได้จอคอมใหญ่ๆ ความละเอียดสูงมาใช้ 2K, 4K หรือยิ่งได้รีเฟรชเรตสูงๆ 144Hz ขึ้นไป แบบจอเกมมิ่ง ก็ยิ่งดี แต่ราคาต้องเป็นมิตรกับเงินในกระเป๋าด้วย การที่จะได้จอที่ถูกใจมานั้น คงไม่ใช่แค่กำเงินที่มี แล้วเดินไปหาอย่างเดียว เพราะคุณจะต้องพอเช็คสภาพจอ รวมถึงกลไกต่างๆ ในการขายของจากบรรดาพ่อค้า วันนี้เรามาดูกันครับว่า การจะเลือกจอมือ 2 เหล่านี้ จะซื้ออย่างไร ที่ไหนและต้องเช็คอะไรบ้าง


จอคอมมือสอง น่าซื้อมั้ย? เลือกแบบไหนดี


จอคอมมือสอง น่าซื้อมั้ย?

จอคอมมือสองน่าซื้อมั้ย ข้อนี้ต้องถามใจคุณดูก่อนว่า คุณพร้อมที่จะรับสภาพได้แค่ไหน มีความอดทนมากพอมั้ย และจอที่คุณมองไว้ เหมาะสมกับงบประมาณที่ตั้งเอาไว้หรือไม่ เพราะราคาจะเป็นตัวกำหนด บางครั้งถูกมากไป ก็ได้ลุ้น แพงไปก็อาจจะไม่คุ้ม ฉะนั้นก็ต้องอยู่กลางๆ แต่หากคุณได้จอดีๆ มาใช้ ในราคาที่ถูกกว่าราคากลางในตลาด ก็ถือว่าคุณโชคดีมาก แต่กว่าจะได้จอมือสองแบบนั้นก็คงจะไม่ง่าย

Advertisementavw
จอคอมมือสอง

จอคอมมือสอง ก็คล้ายกับของมือสองอื่นๆ ในตลาด มีให้ลุ้นกันอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่ดีที่สุดก็คือ การได้ของที่ถูกใจ ในราคาถูกมาใช้ แต่ของเหล่านั้น ก็ถูกใช้งานมาแล้ว โอกาสที่มีข้อบกพร่องหรือเกิดความเสียหายก็มีเช่นกัน เช่นเดียวกับสภาพของจอ บางคนก็ดูแลดี เก็บรักษาอยู่ในห้อง แต่บางคนก็ไม่ได้ดูแล มีกระแทกบ้าง สัตว์เลี้ยงมาแทะ ซนชนจนหล่นตกแตก หรือบางทีก็ชอบเอานิ้วจิ้มจอ เป็นต้น ก็อาจจะมีผลต่อการใช้งานเช่นกัน

จอคอมมือสอง

รวมถึงของที่ใช้แล้ว ก็มีความเสื่อมเป็นธรรมดา ยิ่งเป็นจอที่มีอายุในตลาดมายาวนาน และใช้งานต่อเนื่อง ลองนึกสภาพว่า ผู้ใช้ไม่เหมือนกัน บางท่านก็อาจจะเปิดใช้ทำงานแค่วันละ 5-8 ชั่วโมง ส่วนเกมเมอร์บางคน อาจจะเล่นต่อเนื่องวันละ 12 ชั่วโมง ความเสื่อมสภาพของหน้าจอ หรืออายุการทำงาน ก็แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เมื่อครบปี โอกาสที่คุณจะรับไปใช้ต่อ แล้วเกิดปัญหาหรือการแสดงผลที่ผิดเพี้ยนได้บ้าง ก็มีอยู่ไม่น้อย

จากข้อมูลพื้นฐานของผู้ผลิต จอภาพในแบบ LED นั้น จะมีอายุการใช้งานราวๆ 80,000-120,000 ชั่วโมง หรือราวๆ 20 ปี ในกรณีที่ใช้วันละ 8 ชั่วโมงนะ (อ้างอิง: digitalworld839.com) ยังไม่รวมปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น อุณหภูมิ ความชื้นหรือสิ่งสกปรกอื่นๆ ที่อาจทำให้แผงวงจรหรือพาแนลเสียหายได้

จอคอมมือสอง

ยังไม่รวมถึงสภาพแวดล้อมหรือการจัดเก็บดูแล บางบ้านอยู่ในห้องปรับอากาศ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ส่วนใหญ่ ก็จะยังอยู่ในสภาพที่ดี เพราะชิ้นส่วนภายใน ไม่เจอกับอุณหภูมิที่สูง ก็จะทนทานกว่าจอภาพที่อยู่ในห้องธรรมดา อากาศร้อน หรือบางทีก็เสี่ยงกับความชื้น เช่นวางใกล้หน้าต่าง หรือสัตว์เลี้ยง แมลง มด สิ่งเหล่านี้ มีส่วนทำให้จอภาพเสียได้ไวขึ้น

แม้จะมีความเสี่ยง แต่ถ้าคุณได้จอคอมมือสองที่ถูกใจ ในราคาถูกลงเกือบครึ่ง สภาพดี มีประกัน แบบนี้ใครก็อยากเสี่ยง ไม่มีผิดหรือถูก ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของแต่ละบุคคล ดังนั้นถ้าคุณชอบของดี ราคาโดน เราไปดูรายละเอียดกันครับ ว่าจะเลือกอย่างไรบ้าง


ซื้อที่ไหนดี?

หลายคนตัดสินใจว่าจะเลือกซื้อจอคอมมือ 2 มาใช้เป็นการชั่วคราว และเก็บเงินซื้อจอใหม่ที่ดีกว่า อาจจะด้วยสาเหตุที่จอเก่าเสีย ส่งต่อให้คนอื่นหรือบางทีก็งบประมาณจำกัด ต้องการจะใช้จอที่มีคุณสมบัติตามต้องการ ซึ่งของใหม่อาจจะราคาสูงเกินเอื้อม แต่ก็ยังไม่แน่ใจว่าซื้อจอได้ที่ไหนบ้าง เรามีข้อมูลมาเป็นแนวทางครับ

ห้างไอที ร้านตู้ มีร้านเยอะ ความหลากหลายอยู่ที่จังหวะ ราคาอาจสูงบ้าง แต่เห็นของ เช็คสภาพได้เลย ร้านออนไลน์ มีให้เลือกหลากหลาย ชำระผ่านแพลตฟอร์ม ราคาอยู่ที่สภาพและความต้องการ จัดส่งมั่นใจได้ กลุ่มและคอมมูนิตี้ มีให้เลือกเยอะ ราคาดี มีให้บิดกับพ่อค้า ความไว้วางใจ ชำระเงิน ส่งของ เร็วช้าอยู่ที่เครดิต

ห้างไอที: ห้างเหล่านี้ หลายๆ แห่งจะมีบรรดาร้านที่มีจำหน่ายอุปกรณ์คอมมือสองอยู่ด้วย จะมีทั้งร้านเล็กและร้านใหญ่ บางร้านก็จะมีหน้าร้านออนไลน์เอาไว้ด้วย คุณสามารถสอบถามข้อมูล ราคา ก่อนจะเข้าไปดูตัวจริงที่ร้าน ข้อดีของการซื้อแบบนี้อยู่ที่ การได้เห็นตัวจริงสินค้า สภาพ มีร้านการันตี หน้าร้านชัดเจน ต่อรองราคาได้ และมั่นใจเรื่องการบริการ แต่อาจจะมีให้เลือกไม่หลากหลาย รวมถึงราคาอาจจะสูงเล็กน้อย เพราะร้านมีค่าใช้จ่าย รวมถึงเราต้องเดินทางไป และบางครั้งก็อาจจะไม่มีของที่เราต้องการ

จอคอมมือสอง

ร้านค้าออนไลน์: ในนี้เราจะรวมเว็บไซต์ที่เป็นตลาดซื้อขายเข้าไปด้วย ซึ่งในบ้านมีให้เลือกเข้าไปช้อปมากมายเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น Shopee, Lazada, Kaidee หรือ Pantipmarket เป็นต้น ข้อดีของร้านค้าเหล่านี้คือ แพลตฟอร์มที่ช่วยในการจัดการ ตั้งแต่ คัดกรองสินค้า ผู้จำหน่าย รวมถึงการค้นหา การชำระเงิน ส่วนใหญ่จะปลอดภัย สะดวก แต่ที่เหลือคือ ผู้ซื้อและผู้ขาย ต้องเช็คสินค้าและดูรายละเอียดให้ครบถ้วน ก่อนจ่ายเงิน และหลังจัดส่ง รวมถึงมีสินค้าให้เลือกหลากหลาย สอบถามรายละเอียดในแต่ละร้านได้โดยไม่ต้องโทรหา หรือเดินหาด้วยตัวเอง แค่แชทผ่านช่องทางที่กำหนด ทำราคาได้ค่อนข้างดี มีระบบจัดส่งที่วางใจได้ แต่คุณจะไม่ได้เห็นสินค้าแบบสัมผัสได้ หรือว่าทดสอบได้นั่นเอง

จอคอมมือสอง

Group หรือ Community: ส่วนใหญ่จอคอมมือสองจะเป็นกลุ่มใน Facebook ที่มักรวมกันเป็น Community ที่มีคนที่เป็นสมาชิกที่ชื่นชอบในสินค้าหรืออุปกรณ์แบบเดียวกัน เช่น กล้อง การ์ดจอ คอมพิวเตอร์ รวมถึงจอคอมด้วยเช่นกัน ข้อดีของ Community แบบนี้คือ ไม่ใช่แค่การมองหาแล้วซื้อ แต่คุณยังเปิดรับสินค้า ให้ผู้ขายเข้ามานำเสนอได้ บางครั้งแข่งกันเรื่องราคา ผู้ซื้อก็จะได้ราคาพิเศษไป แม้จะเป็นข้อดี แต่ก็ต้องยอมรับว่า ผู้ซื้อก็ต้องรับความเสี่ยงด้วยเช่นกัน เพราะกลุ่มไม่ได้เป็นแพลตฟอร์ม การคัดกรองค่อนข้างยาก มีทั้งผู้ที่จำหน่ายจริง และคนที่ไม่สุจริตเข้ามาแฝงอยู่ด้วยเช่นกัน ขั้นตอนที่สำคัญคือ การชำระเงิน การส่งของ จนกว่าจะถึงปลายทาง เพราะโอกาสที่ผิดพลาดก็มีสูง จากเคสต่างๆ เช่น โอนเงินแล้ว แต่ไม่ส่งของ ส่งของไม่ตรงกับที่สั่งซื้อ ส่งของเสียมาให้ หรือบางครั้งก็เป็นการหมุนเงินก่อน กว่าจะส่งของก็เป็นเดือนๆ หรือบางทีก็ไม่ส่ง การติดตามก็ยาก ช่วงหลายปีมานี้ ก็มีการใช้วิธี Verify ตัวบุคคล การสร้างเครดิตผู้ขาย รวมถึงการชำระแบบผ่านกลางแอดมินเป็นต้น

ห้างไอที ร้านค้าออนไลน์ Group หรือ Community
ความสะดวก ต้องเดินทางไป ดูข้อมูลง่าย ดูข้อมูลง่าย
ความหลากหลาย ขึ้นอยู่กับช่วงเวลา มีหลายร้านให้เลือก มีผู้ค้าจำนวนมาก
เช็คสินค้า เช็คได้ทันที ดูจากภาพ วีดีโอ ดูจากภาพ วีดีโอ
การชำระเงิน สะดวกจ่ายได้เลย หลายช่องทางตามสะดวก ขึ้นอยู่กับผู้ขาย
การจัดส่ง รับกลับได้ทันที รอร้านตามกระบวนการ ช้า/เร็ว อยู่ที่ความรับผิดชอบผู้ขาย
การรับประกัน เช็คได้ที่ร้าน ตามเงื่อนไข ตามที่ตกลงกับผู้ขาย
ความเชื่อมั่น มีหน้าร้านอุ่นใจ มีแพลตฟอร์มคืนได้ อยู่ที่เครดิตและความรับผิดชอบ
ราคา บวกจากปกติอยู่บ้าง ตามกลไกตลาด ถูก แพงอยู่ที่จังหวะและความต้องการ

เลือกอย่างไร?

ก่อนจะเลือกจอคอมมาใช้งาน ก็ต้องดูจากความต้องการของตนเองก่อนว่า อยากได้จอแบบไหน มาใช้งานอะไรบ้างในชีวิตประจำวัน ก่อนที่จะไปส่องจอคอมมือสอง เพราะจอแต่ละแบบก็มีคาแรคเตอร์ที่ไม่เหมือนกัน อีกทั้งราคาก็จะต่างกันด้วย เราไปดูกันก่อนว่าจอแบบไหน มีลักษณะอย่างไร

จอคอมมือสอง

จอคอมใช้งานทั่วไป: โดยพื้นฐานจะใช้สำหรับงานทั่วไป เช่นงานเอกสาร การเรียนรู้ หรือทำรายงาน แต่งภาพบ้าง สามารถใช้จอใหญ่ระดับ 24″-27″ ได้ ความละเอียด Full-HD และมีฟีเจอร์ถนอมสายตา เช่น Low Blue Light อัตรารีเฟรชเรตพื้นฐาน 60Hz อาจจะรองรับ HDR ได้บ้าง พาแนล IPS ปรับแต่งได้บ้าง แต่อาจไม่ถึงขั้นมี Game Mode ราคาจะไม่ค่อยสูง เหมาะกับการใช้งานภายในบ้าน หรือสำนักงาน

จอคอมทำงานเฉพาะทาง: จอคอมในกลุ่มนี้ ต้องการขอบเขตสี และความแม่นยำของสีสูง เพื่อให้สอดคล้องกับการทำสื่อสิ่งพิมพ์หรืองานด้านการออกแบบ ไม่ว่าจะเป็นกราฟิก 3 มิติ แอนิเมชั่น คอมพิวเตอร์กราฟิก รวมถึงงานด้านภาพ ตัดต่อวีดีโอ ดังนั้นสิ่งที่จำเป็นคือ จอต้องมีการแสดงภาพที่แม่นยำ สีสันคมชัด มองเห็นในมุมต่างๆ ได้ไม่ผิดเพี้ยน ปัจจุบัน เช่น มีขอบเขตสีครอบคลุมระดับ 100% sRGB พร้อมความแม่นยำของสี Delta E (ΔE) < 2 (น้อยกว่า 2) ความละเอียดสูง เพื่อให้รองรับงานและแอพพลิเคชั่นได้ดี เช่น 2K หรือ 4K มีความสว่างสูง ลดแสงสะท้อน การมีอัตรารีเฟรชเรตสูง ก็ถือว่าตอบโจทย์ได้ดีเช่นกัน แต่ด้วยศักยภาพที่เหนือกว่าจอทั่วไป ก็ทำให้ราคาของจอภาพพุ่งสูงกว่าจอแบบอื่นๆ

จอคอมมือสอง

จอคอมเล่นเกม: Gaming monitor เป็นจอคอมที่เราเห็นได้บ่อย เมื่อค้นหาคำว่า จอเกมมิ่ง จอเล่นเกมนี้จะต่างจากแบบทั่วไปในหลายด้าน ว่ากันตั้งแต่พื้นที่แสดงผล ตั้งแต่ 24″ ขึ้นไป หากคุณอยากใช้จอใหญ่ 27″-29″ อาจจะยังไม่ทำให้คุณต้องถอยร่นจากจอมากนัก เห็นได้เต็มตายิ่งขึ้น รวมถึงความละเอียด ส่วนใหญ่อยากได้ฟีเจอร์ครบ เทคโนโลยีจัดเต็ม 24″ Full-HD เป็นตัวเริ่มต้น แต่ถ้าเครื่องคอมคุณแรงพอ การ์ดจอเทพ จัดไป 2K (1440p) และ 4K (2160p) แต่อย่าลืมอัตรารีเฟรชเรตที่สูงขึ้น เริ่มต้นที่ 144Hz จะเพิ่มอรรถรสในการเล่นได้ดีทีเดียว

จอคอมมือสอง

นอกจากนี้หากคุณเลือกจอที่มีการปรับแต่งเพิ่มได้ เช่น Game Mode ให้เลือก รวมถึงเทคโนโลยีสนับสนุน เช่น nVIDIA G-Sync หรือ AMD FreeSync เป็นต้น เช่นเดียวกับฟีเจอร์ที่ติดกับตัวจอมาด้วย ในการช่วยให้การเล่นเกมสนุกหรือได้เปรียบมากขึ้น เช่น Crosshair หรือ Night Vision เป็นต้น และที่สำคัญถ้าได้ปุ่มที่ปรับแต่ง OSD ได้ง่าย ยิ่งใช้ซอฟต์แวร์ปรับแต่งได้ก็จะดีไม่น้อย แต่ทั้งหมดนี้ ส่วนใหญ่จะมาพร้อม Gaming monitor ที่ราคาค่อนข้างสูงเลยทีเดียว

จอคอมมือสอง

จอคอมสำหรับความบันเทิง: จะเน้นไปที่จอคอมที่มีพื้นที่แสดงผลขนาดใหญ่ ให้ความละเอียดสูง และมีสีสันสดใส ไม่จำเป็นต้องมีอัตรารีเฟรชเรตที่สูงมาก แต่ให้การสนับสนุนด้านภาพที่ดี มีความสว่างสูง และมุมมองที่กว้าง เพื่อการรับชมได้อย่างชัดเจน ซึ่งรวมถึงพาแนลแบบ IPS ปัจจุบันก็มีเทคโนโลยีใหม่ๆ มากมาย บนจอกลุ่มนี้ ไม่ว่าจะเป็น OLED, Mini OLED, QuantumDot เป็นต้น ที่นอกจากจะให้ความคมชัดสดใส สีดำดำสนิทแล้ว ก็ยังสนับสนุนหรือได้ Certified DisplayHDR ที่ทำให้การแสดงผลมีความกลมกลืนสวยสมจริง ให้ขอบเขตสีที่กว้าง และผู้ใช้ยังสามารถเลือกโหมดการแสดงผลให้เข้ากับการใช้งานได้อีกด้วย สนนราคาก็ขึ้นอยู่กับพาแนลที่ใช้และเทคโนโลยีที่เติมเข้ามานั่นเอง


เช็คสภาพจอได้อย่างไร?

เมื่อได้รับจอคอมมาแล้วต้องเช็คอะไรบ้าง? เป็นคำถามที่น่าสนใจ สำหรับคนที่ซื้อจอมือสองมาใช้ โดยเฉพาะคนที่ซื้อแบบออนไลน์ และไม่ได้ทดสอบมาก่อน แนะนำว่าให้รีบทดสอบก่อนภายใน 7 วัน ที่มักจะเป็นประกันแบบสากล มีความผิดปกติจะได้แจ้งกับผู้ขายให้ได้รับทราบก่อน เผื่อว่าอาจจะต้องส่งคืน หรือส่งเคลม (อย่างไรก็ดี ย้ำกันอีกทีว่า การซื้อของมือสอง ก็อาจจะไม่ได้ใหม่กริ๊บ สวยไร้ริ้วรอยเสมอไป ยกเว้นว่าคุณได้มาครอบครอง ก็ถือว่าโชคดีสุดๆ)

จอคอมมือสอง

สภาพโดยทั่วไป น่าจะเป็นสิ่งที่เห็นได้ง่ายที่สุด ก่อนจะไปดูสิ่งอื่นๆ ว่ากันที่ กรอบจอ ไม่อ้า ไม่กางออก ไม่แตกหัก งานประกอบเรียบสนิท ไม่มีคราบกาวไหลเยิ้ม อย่างน้อยถ้าเป็นงานซ่อม ก็ต้องออกมาดี รวมถึงด้านหลังจอ ควรยึดกับฐานได้แน่น ไม่หลวมหลุดแกว่งไปมา ซึ่งจะบอกถึงความแข็งแรงได้ดี

จอคอมมือสอง

ฐานขาตั้ง ข้อต่อ ขาตั้งจอควรมีความแข็งแรง รองรับน้ำหนักได้ หากเป็นจอที่ปรับมุม ก้ม-เงย, หันซ้าย-ขวา, หรือ Pivot ได้ ก็ควรให้เป็นไปตามนั้น ยกเว้นว่าคุณยอมรับสภาพนั้นอยู่แล้ว เพื่อราคาที่ถูกลงมากๆ ก็เป็นข้อยกเว้น เพราะอย่าลืมว่า เวลาที่ใช้งาน สายตาคุณจะไม่แกว่งไปตามจอภาพนั่นเอง

จอคอมมือสอง

ปุ่มปรับแต่ง สำคัญมากๆ สำหรับการใช้งาน เพราะบางครั้งคุณต้องปรับเลื่อนเลือกฟังก์ชั่น เพิ่ม-ลดความสว่าง หรือการเปลี่ยนโหมดการใช้งาน บางรุ่นมีแค่ OSD settings มาให้ แต่ไม่ได้มีซอฟต์แวร์ หากปุ่มเสียไปกด เลื่อน เลือกไม่ได้ ก็จะปรับอะไรไม่ได้เลย จึงต้องเช็คให้แน่ใจ

จอคอมมือสอง

พอร์ตสัญญาณ ควรจะต้องใช้ได้ทุกช่อง ให้ต่อสายจากคอมมาเช็คในทุกๆ พอร์ต ไม่ว่าจะเป็น VGA, DVI, HDMI หรือ DisplayPort บางรุ่นมี USB Type-A, Type-C สำหรับ PD Charging หรือช่อง Audio-Out มาอีกด้วย วันนี้คุณอาจไม่ได้ใช้ แต่วันข้างหน้าก็ไม่แน่ ยิ่งมีฟีเจอร์ KVM หรือ Display-Out ต่อจอเสริมได้ ก็ควรจะต้องใช้งานได้ตามปกติ

จอคอมมือสอง

ระบบไฟ ตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่จำเป็น ไม่ว่าจะใช้อแดปเตอร์ตัวแปลงไฟ หรือต่อสาย Powercord ต่อตรงก็ตาม ต้องแน่น ไม่หลุดหลวม เพราะโอกาสที่เกิดการลัดวงจร หรือภาพดับบ่อยๆ สามารถส่งผลเสียต่อการใช้งานอยู่ไม่น้อยเลย

จอคอมมือสอง

อุปกรณ์เสริม บางครั้งอาจจะครบ หรือไม่ครบ ก็ไม่ได้เป็นประเด็น แต่สิ่งที่ควรมี ก็ต้องมี เช่น น็อตสกรูสำหรับยึดจอเข้ากับขาตั้ง หรือสายไฟ สายสัญญาณ ในส่วนอื่นๆ ที่เสริมมานั้น ก็แล้วแต่กรณีไป ซึ่งถ้าเป็นเฉพาะของจอรุ่นนั้นๆ ก็ควรต้องสอบถามผู้ขายให้แน่ใจ

จอคอมมือสอง

หลังจากที่เช็คสภาพจอโดยทั่วไปแล้ว ก็ได้เวลาเช็คสิ่งสำคัญ นั่นคือการแสดงผล แม้จะเป็นจอคอมมือสอง แต่ก็ควรจะอยู่บนพื้นฐานของการใช้งานได้จริง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความสว่าง ภาพที่คมชัด ไม่มี Dead/Bright dot จนรบกวนการใช้งาน ไปจนถึงไม่มีเส้น แตก ลายเมื่อใช้งานต่อเนื่อง เป็นต้น แล้วจะเช็คได้อย่างไร?

เช็คบนวินโดว์ เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการตรวจเช็ค ด้วยการเปิดจอในหน้า Desktop ว่างๆ ด้วยการคลิ๊กขวาบนเดสก์ทอป จากนั้นเลือก View > เอาเครื่องหมายหน้า Show icon ออก แล้วเปลี่ยนสีของหน้าจอ ไปเป็นสีต่างๆ แล้วสังเกตสิ่งเหล่านี้

จอคอมมือสอง
  • เปิดหน้าจอสีขาว ต้องไม่มีจุดดำหรือ Dead pixel หรือถ้ามีมากสุดแค่จุดเดียว ก็ทำให้คุณเสียสมาธิและเสียอารมณ์ในการใช้งานได้แล้ว ยกเว้นว่าคุณรับได้
  • เปิดหน้าจอสีดำ ต้องไม่มีจุดสะดุดตา สีขาวหรือสีแดง ที่เป็น Hot pixel หรือ Bright pixel เพราะจะอารมณ์เดียวกันกับ Dead pixel และเป็นไปได้ว่า จะมีแนวโน้มเกิดขึ้นเพิ่มได้อีกด้วย
  • ไม่มีเส้นในแนวยาว หรือแนวตั้งปรากฏให้เห็น ไม่ว่าจะตอนเปิดจอใหม่ๆ หรือใช้งานไปนานๆ ก็ตาม
  • อาการแสงรั่ว ตรงนี้อยู่ที่การผลิตจอ ซึ่งเราแทบจะไม่เห็นกันในจอรุ่นใหม่ๆ ถามว่าน่ากังวลมั้ย ก็อาจจะมีอยู่บ้าง เมื่อเราใช้ในสภาพแวดล้อมที่มืดๆ ตรงจุดที่รั่วออกมาเยอะ อาจทำให้ความชัดลดลง และมีความรำคาญบ้างในบางครั้ง ซึ่งหากคุณงบน้อยจริง ต้องซื้อจอรุ่นเก่า พอรับได้ก็ดี แต่ถ้าจะซื้อจอกลางเก่ากลางใหม่ ก็ให้สังเกตเอาไว้หน่อยครับ รั่วเล็กน้อย แค่ขอบมุม พอได้ แต่ถ้ารั่วออกมากินพื้นที่จอเยอะเกินไป ก็ลองคุยกับผู้ขายดูอีกที

แต่ถ้าในกรณีที่ไม่แน่ใจจอคอมมือสองที่ได้มานี้ ใช้งานได้ดีมั้ย อยากจะเช็คการแสดงผลให้ละเอียดไปกว่านั้น ก็สามารถใช้ซอฟต์แวร์ทดสอบมาเป็นตัวช่วยได้ เรียกว่า DPT หรือ Dead Pixel Tester ดาวน์โหลดได้ ที่นี่ โปรแกรมนี้สามารถแสดงผลให้เราทราบได้เลยว่า มีความผิดปกติใด เกิดขึ้นกับจอคอมมือสองที่ซื้อมาบ้าง ไม่ใช่แค่ Dead/ Hot/ Bright Pixel เท่านั้น แต่การแสดงผลสีขาว/ ดำ หรือวงกลม สมดุล เส้นขอบแนว ก็ทำได้หมด จากตัวอย่างที่เรานำมาให้ชมนี้

จอคอมมือสอง ซื้อได้ ควรระวัง
สภาพโดยรวม ไม่แตกร้าว เบี้ยวหัก เสียหาย แตก งอ ชิ้นส่วนหาย
ขาตั้ง ฐาน รับน้ำหนักจอได้ สมดุล ปรับหมุนปกติ เอียง พับ เขย่าหรือเสียสมดุลเมื่อใช้
จอภาพ แสดงผลชัดเจน สว่าง สีสดใส ไม่มัว ภาพคมชัด ไม่กระพริบ จอสีเหลือบ มีเส้น หรือ Dead pixel เยอะ
พอร์ต ใช้งานได้ครบ ต่อพ่วงได้ตามปกติ พอร์ตเสีย สัญญาณขาดหาย ขั้วต่อเบี้ยง เอียง เสียบไม่แน่น
ปรับแต่ง ปุ่มใช้งานปกติ ตั้งค่าการทำงานได้ เปิด OSD settings ไม่ได้ ปุ่มพัง กดไม่ติด
เสียง เสียงดัง ฟังชัด ไม่ขาดหาย เสียงแตก ติดๆ ดับๆ
ประกัน ประกันศูนย์ ประกันร้าน ประกันใจ

Conclusion

จอคอมมือสอง

นอกจากคอมมือสอง จอคอมมือสองก็เป็นอีกสิ่งที่น่าสนใจ สำหรับคนที่งบประมาณจำกัด หรือบางทีอาจจะหามาใช้เป็นจอสำรอง และนำไปใช้เป็นจอเสริม ต่อแบบมัลติมอนิเตอร์ได้อีกด้วย แต่จากที่ว่ามาทั้งหมด จะเห็นได้ว่า การมองหาจอคอมให้ได้แบบที่ต้องการ บางครั้งก็ไม่ได้ง่าย และมีความเสี่ยงอยู่ไม่น้อย เมื่อมีการซื้อหาแบบออนไลน์ เพราะหลายท่านก็ไม่สะดวก ที่จะเดินทางไปดูที่ร้าน หรือชอบซื้ออยู่กับบ้านมากกว่า ดังนั้นการพิจารณาตามความเหมาะสม ไม่เร่งรีบ หรือเช็คให้ถี่ถ้วนจะเป็นการดี นอกเหนือจากให้ความสำคัญกับสเปค ความสวยงาม บางครั้งถ้าถึงขั้นจะต้องขอ Live เพื่อดูการใช้งานจริงๆ ได้ ก็คงต้องทำ เพราะเมื่อเงินโอนออกจากคุณไปแล้ว โอกาสจะได้คืนก็จะยากขึ้น ในกรณีที่ปลายทางไม่มีของอยู่จริง หรือเป็นมิจฉาชีพมาหลอกคุณนั่นเอง การเลือกซื้อจากร้านค้าที่มีแพลตฟอร์มก็ช่วยได้ในระดับหนึ่ง หรืออยากจะไปช้อปดูหน้าร้าน จ่ายเพิ่มอีกหน่อย แต่ได้เห็นของเช็คสภาพได้เลย ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ แต่ถ้าคุณคร่ำหวอดในตลาดมากพอ และรู้ช่องทางซื้อ จะทางไหนก็เลือกหากันได้เลย ตามความสะดวกของแต่ละบุคคลครับ


2nd hand gaming monitor 2023 63

จอคอมไม่ติด ไฟกระพริบ เช็คอาการ แก้ไขใน 7 ขั้นตอนปี 2023

from:https://notebookspec.com/web/684875-select-2nd-hand-display-2023

รีวิว ASUS Zenbook 14 OLED UM3402 ซีพียู Ryzen 7000 Series แบตฯ อึดเหลือใช้ โปรแกรมครบเครื่อง ค่าตัว 32,990 บาทเท่านั้น!!

ASUS Zenbook 14 OLED UM3402 บอดี้เดิม เติมความแรงด้วย Ryzen 7000 Series มี Office 2021 ติดเครื่องมาพร้อมใช้ ได้จอ OLED ขั้นเทพด้วย!!

NBS 230130 FB Link Review Zenbook 14 OLED 1

เมื่อพูดถึงโน๊ตบุ๊คสายทำงานระดับพรีเมี่ยมของ ASUS อย่าง ASUS Zenbook 14 OLED UM3402 เชื่อว่าผู้อ่านหลายท่านจะคิดถึงโน๊ตบุ๊คงานประกอบดี ฟีเจอร์ล้ำสมัยไม่ว่าจะ ASUS NumberPad 2.0 แป้นทัชแพดเปลี่ยนโหมดเป็น Numpad ได้, เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือแบบรวมกับปุ่ม Power พอร์ต USB-C Full Function รองรับการต่อหน้าจอแยก DisplayPort และชาร์จแบตเตอรี่ Power Delivery ได้ด้านหน้าจอ 14 นิ้ว ความละเอียด 2.8K พาเนล OLED ขอบเขตสีกว้าง 100% DCI-P3 ได้รับการรับรอง PANTONE Validated, VESA DisplayHDR True Black 600 มีฟีเจอร์ถนอมสายตา SGS Eye Care Display และภาพบนหน้าจอยังลื่นไหลเพราะมีค่า Refresh Rate ถึง 90Hz ด้านตัวเครื่องก็ทนทานผ่านการทดสอบ MIL-STD 810H การันตีความแข็งแรงทนทานอีกด้วย และทาง ASUS ก็ติดตั้ง Microsoft Office Home&Student 2021 มาให้ ไม่ต้องเสียเงินซื้อซอฟท์แวร์เพิ่มเติมให้เปลืองเงินอีกด้วย จัดว่าคุ้มค่าครบเครื่องมาก

Advertisementavw

ข้อดีถัดมา คือซีพียูของ ASUS Zenbook 14 OLED UM3402 ถูกอัพเกรดจาก Ryzen 5000 Series มาเป็น 7000 Series อย่าง AMD Ryzen 7530U แบบ 6 คอร์ 12 เธรด แล้ว คอร์ประมวลผลก็ทรงพลังและจัดการพลังงานได้ดีกว่าเดิมมากได้รับการรับรองการจัดการพลังงานจาก Energy Star การันตีว่าตัวเครื่องจัดการพลังงานได้ดีใช้งานได้นาน ส่วนทีเด็ดของ Ryzen 7000 Series คือการ์ดจอออนบอร์ดถูกปรับแต่งให้ประสิทธิภาพดีขึ้น หากรุ่นก่อนใช้แต่งภาพและดูคอนเทนต์ความละเอียดสูงได้ไหลลื่นอย่างเดียวล่ะก็ รุ่นใหม่นี้ก็ใช้เล่นเกมออนไลน์ปรับกราฟิคระดับกลาง~สูงได้เลยทีเดียว จัดว่าน่าประทับใจมาก

ASUS Zenbook 14 OLED UM3402

NBS Verdicts

ASUS Zenbook 14 OLED Ryzen 7000 DSC00072

ASUS Zenbook 14 OLED UM3402 แม้จะใช้บอดี้ร่วมกับ Zenbook 14 OLED รุ่นก่อนหน้าและยกจุดเด่นต่างๆ อย่าง NumberPad 2.0, เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือ, พอร์ต USB-C Full Function มาแทบทั้งหมดและเปลี่ยนเพียงซีพียูเป็น AMD Ryzen 5 7530U อย่างเดียว จนอาจกล่าวได้ว่าเป็น Zenbook รุ่นไมเนอร์เชนจ์ก็ตาม แต่การอัพเกรดครั้งนี้กลายเป็นการเสริมจุดเด่นให้ Zenbook 14 OLED UM3402 ดียิ่งขึ้น ทั้งแบตเตอรี่ใช้งานได้นานขึ้นและกราฟิคการ์ดออนบอร์ดมีประสิทธิภาพสูงขึ้นมากจนดูแล้วคุ้มค่าเกินค่าตัว 32,990 บาทมาก

หากเอา ASUS Zenbook 14 OLED UM3402 ไปเทียบกับโน๊ตบุ๊คคู่แข่งในระดับราคาใกล้เคียงกันแล้ว ต้องถือว่า Zenbook 14 OLED รุ่นนี้สมบูรณ์แบบทั้งด้านสเปคที่ดีทรงพลังและดีไซน์สวยงามแข็งแรงดูหรูหรา ตอบโจทย์ตั้งแต่นักศึกษาหรือพนักงานออฟฟิศที่อยากลงทุนซื้อโน๊ตบุ๊คระดับพรีเมี่ยมไว้ใช้งานได้หลายปี ไม่ต้องกังวลว่าประสิทธิภาพจะลดลงหรือไม่พอใช้รันโปรแกรมในอนาคตเลยก็ได้ ยิ่งใครเป็นเซลส์ที่ต้องออกไปพบลูกค้าและพรีเซนต์งานโปรเจคต่างๆ ก็พกเครื่องติดตัวไปได้สะดวกเพราะน้ำหนักเครื่องเพียง 1.39 กิโลกรัม และพาเนลจอ OLED ขอบเขตสีกว้าง 100% DCI-P3 ได้รับการรับรอง PANTONE Validated, VESA DisplayHDR True Black 600 แล้ว จึงใช้พรู้ฟงานอาร์ทและการันตีสีบนหน้าจอว่ามีความเที่ยงตรงกับผลงานจริงที่ปริ้นท์ออกมาใช้งานอย่างแน่นอน

จุดสังเกตของ ASUS Zenbook 14 OLED UM3402 มีเรื่องบอดี้เครื่องยกมาจาก Zenbook 14 OLED รุ่นก่อนทั้งหมดไม่ได้ปรับดีไซน์เพิ่มความแตกต่างจากรุ่นก่อนมากนัก หากวางเทียบคู่กันอาจจะแยกกันได้ยาก และการซีลตัวเครื่องทำมาแข็งแรงปิดสนิทมากถึงแม้จะดีกับความแข็งแรงสวยงามแต่ก็ไม่ถูกใจผู้ใช้ที่ต้องการเปิดฝาอัพเกรดด้วยตัวเองอย่างแน่นอน หากมีชิ้นส่วนภายในเสียหรือจะอัพเกรด SSD แนะนำให้เอาเครื่องไปให้ช่างผู้ชำนาญการประจำศูนย์บริการเป็นผู้จัดการให้จะดีที่สุด ลดความเสี่ยงว่าถ้าแกะทำเครื่องด้วยตัวเองแล้วจะเกิดความเสียหายด้วย 

ข้อดีของ ASUS Zenbook 14 OLED UM3402
  1. บอดี้เป็นอลูมิเนียมแข็งแรงดูหรูหราพรีเมี่ยม ผ่านการทดสอบ MIL-STD 810H แล้ว
  2. น้ำหนักเครื่องเพียง 1.39 กิโลกรัม พกพาง่าย เหมาะกับผู้ใช้ทุกคน
  3. มีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือติดตั้งมาให้โดยรวมไว้กับปุ่ม Power ปลดล็อคสะดวกรวดเร็ว
  4. ขาบานพับจอออกแบบให้กางได้แบนราบ 180 องศา มีความแข็งแรงทนทานมาก
  5. ทัชแพดมี ASUS NumberPad 2.0 ใช้งานสะดวก กดพิมพ์ตัวเลขได้สะดวกรวดเร็ว
  6. หน้าจอ 14 นิ้ว ความละเอียด 2.8K พาเนล OLED มีขอบเขตสีกว้าง 100% DCI-P3 ได้รับการรับรอง PANTONE Validated, VESA DisplayHDR True Black 600 ใช้พรู้ฟสีงานอาร์ทได้ดี
  7. หน้าจอมีค่า Refresh Rate 90Hz แสดงผลภาพได้ไหลลื่นต่อเนื่องลื่นไหลดีมาก
  8. มี Microsoft Office Home&Student 2021 ติดตั้งมาให้ใช้ครบเครื่อง ไม่ต้องซื้อเพิ่ม
  9. ได้พอร์ต USB-C Full Function ถึง 2 ช่อง ใช้ต่อหน้าจอแยกและชาร์จแบตฯ ได้ ใช้งานสะดวก
  10. แบตเตอรี่ 75Wh กับซีพียู Ryzen 5 7530U จัดการพลังงานดีมาก ใช้งานได้นาน 15 ชั่วโมง
  11. ลำโพงได้ harman/kardon มาปรับจูนเสียงให้ ได้เสียง Dolby Atmos เนื้อเสียงดีน่าประทับใจ
  12. ได้ประกัน ASUS Perfect Warranty 1 ปีแรก ช่วยดูแลตัวเครื่องเมื่อเกิดปัญหาได้เป็นอย่างดี
ข้อสังเกตของ ASUS Zenbook 14 OLED UM3402
  1. ดีไซน์ภายนอกยังคล้ายรุ่นก่อนหน้า ยังไม่ความแตกต่างหรือโดดเด่นมากนัก
  2. ตัวเครื่องซีลมาแน่นมากจนเปิดฝาเองไม่ได้ หากจะซ่อมหรืออัพเกรดควรให้ศูนย์บริการจัดการ

รีวิว ASUS Zenbook 14 OLED UM3402

Specification

Screenshot 2023 01 30 102049 1

ASUS Zenbook 14 OLED UM3402 เป็นโน๊ตบุ๊คบางเบาระดับพรีเมี่ยมของทาง ASUS ที่ได้อัพเกรดซีพียูจาก AMD Ryzen 5000 Series มาเป็น Ryzen 7000 Series แล้ว โดยสเปคจะเป็นดังนี้

CPU AMD Ryzen 5 7530U แบบ 6 คอร์ 12 เธรด ความเร็ว 2.0~4.5GHz
GPU AMD Radeon Graphics แบบ 7 คอร์ ความเร็ว 2,000MHz
SSD M.2 NVMe SSD 512GB PCIe 3.0 x4
RAM 16GB LPDDR4x บัส 4266MHz
Display 14 นิ้ว ความละเอียด 2.8K พาเนล OLED ค่า Refresh Rate 90Hz ขอบเขตสีกว้าง 100% DCI-P3 ได้รับการรับรอง PANTONE Validated, VESA DisplayHDR True Black 600
Connectivity USB-A 3.2 Gen 2 x 1, USB-C 3.2 Gen 2 Full Function x 2, HDMI 2.1 x 1, MicroSD Card Reader x 1, Audio combo x 1

Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax และ Bluetooth 5.0

Software Windows 11 Home, Microsoft Office Home&Student 2021
Weight 1.39 กิโลกรัม
Price 32,990 บาท (ASUS Shopee Mall)

Hardware & Design

ASUS Zenbook 14 OLED Ryzen 7000 DSC00070

ASUS Zenbook 14 OLED Ryzen 7000 DSC00055
ASUS Zenbook 14 OLED Ryzen 7000 DSC00056
ASUS Zenbook 14 OLED Ryzen 7000 DSC00061
ASUS Zenbook 14 OLED Ryzen 7000 DSC00046

บอดี้ของ ASUS Zenbook 14 OLED UM3402 จะยืนพื้นเหมือน Zenbook 14 OLED รุ่นก่อนหน้า นั่นคือบอดี้อลูมิเนียมเนื้อด้านมีความแข็งแรงสวยงาม บอดี้เป็นสีดำเหลือบน้ำเงินและตัดเว้นขอบล่างใต้ทัชแพดให้เว้าเข้ามาเล็กน้อย ใช้นิ้วชี้เพียงนิ้วเดียวกางเปิดหน้าจอได้ง่ายแถมยังวางบาลานซ์เครื่องได้ดีไม่มีอาการตัวเครื่องยกตามนิ้วขึ้นมาอีกด้วย ด้านที่วางข้อมือฝั่งซ้ายจะติดสติ๊กเกอร์การรับประกัน ASUS Perfect Warraty, Microsoft Office Home&Student 2021, ซีพียู AMD Ryzen และการ์ดจอ AMD Radeon มาให้ ฝั่งขวาจะติดสติ๊กเกอร์โชว์ฟีเจอร์เด่นของ Zenbook 14 OLED UM3402 เอาไว้เพื่อให้ผู้ใช้ทราบจุดเด่นของโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ในทันที

ปุ่ม Power จะติดตั้งรวมเอาไว้กับชุดคีย์บอร์ด โดยอยู่ระหว่างปุ่ม Print Screen, Delete รองรับการสแกนลายนิ้วมือเพื่อปลดล็อคเครื่องได้โดยทำงานร่วมกับระบบ Windows Hello สามารถตอบสนองได้รวดเร็ว ไม่แพ้เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือของสมาร์ทโฟนเลย ตัวปุ่มแข็งโดยใช้น้ำหนักกดมากกว่าปุ่มใช้งานของคีย์บอร์ดพอสมควร ลดโอกาสกดพลาดแล้วเผลอปิดเครื่องในนาทีสำคัญไปได้ระดับหนึ่ง ถ้าไม่ตั้งใจกดก็แทบไม่พลาดกดดับเครื่องเลย

ASUS Zenbook 14 OLED Ryzen 7000 DSC00035

ASUS Zenbook 14 OLED Ryzen 7000 DSC00033
ASUS Zenbook 14 OLED Ryzen 7000 DSC00041
ASUS Zenbook 14 OLED Ryzen 7000 DSC00031
ASUS Zenbook 14 OLED Ryzen 7000 DSC00029

ก้านขาบานพับของหน้าจอจะติดเป็นแนวนอนทำมุมกับตัวบานหน้าจอเป็นตัว L เป็นโลหะแข็งแรง ติดก้านพลาสติกรองใต้ขอบล่างของหน้าจอเอาไว้ซัพพอร์ตและยกตัวเครื่องขึ้นเล็กน้อย ช่วยลดริ้วรอยเวลากางหน้าจอทำงานได้ดีมากและสังเกตว่าตัวเครื่องจะยกขึ้นเล็กน้อยให้พิมพ์งานได้ถนัดมือกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปที่วางราบไปกับพื้นโต๊ะอีกด้วย

ด้านการกางหน้าจอ ทางบริษัทก็ออกแบบให้ ASUS Zenbook 14 OLED UM3402 กางจอได้แบนราบ 180 องศา ทำให้องศาการมองเห็นกว้างมาก จะตั้งพิมพ์งานบนโต๊ะหรือวางบนแท่นวางโน๊ตบุ๊คก็ปรับมุมหน้าจอให้มองเห็นได้ง่ายและยังกางจอวางราบกับพื้นโต๊ะให้เพื่อนร่วมงานดูหน้าจอร่วมกันได้ง่ายๆ อีกด้วย จัดเป็นดีไซน์ที่มีประโยชน์มากไม่แพ้การพับจอกลับเป็นแท็บเล็ตเลย

ASUS Zenbook 14 OLED Ryzen 7000 DSC00078
ASUS Zenbook 14 OLED Ryzen 7000 DSC00079

ฝาหลังของ Zenbook 14 OLED จะเน้นความเรียบง่าย ไม่มีลวดลายอะไรมากกว่าโลโก้ ASUS แบบเส้นกราฟิตี้ตรงกลางเครื่องฝั่งขวามือและสกรีนคำว่า ASUS Zenbook ไว้ตรงกลางขอบล่างของตัวเครื่องอีกจุด ดีไซน์ดูเรียบร้อยไม่หวือหวาสมกับที่ทางบริษัทเน้นออกแบบให้ดูพรีเมี่ยมมีระดับ ช่วยเสริมบุคลิคให้กับเจ้าของเวลาเครื่องติดไปประชุมงานกับลูกค้าก็ดูดีมีระดับยิ่งขึ้น

ASUS Zenbook 14 OLED Ryzen 7000 DSC00025

ฝาด้านใต้ตัวเครื่องจะมีแถบยางกันลื่นและช่วยป้องกันบอดี้เกิดริ้วรอยทั้งหมด 3 เส้น โดยมีแถบเส้นยาวขอบล่างตัวเครื่องและเส้นสั้นอีก 2 เส้นตรงขอบบนใกล้กับขาบานพับหน้าจอ ตรงกลางมีช่องสำหรับดึงอากาศเย็นเข้าไประบายความร้อนภายในเครื่องแล้วเป่าออกทางช่องระบายความร้อนที่ช่องฝั่งขวาของตัวเครื่อง แม้ช่องลมเข้าและออกจะมีขนาดไม่ใหญ่แต่ก็นำความร้อนออกจากตัวเครื่องได้ดี จากการทดลองใช้งานแม้จะรันโปรแกรมทดสอบอยู่ ความร้อนภายในเครื่องไม่มีการระอุหรือรบกวนผู้ใช้เลยแม้แต่น้อย ต้องถือว่าทาง ASUS จัดการเรื่องอุณหภูมิและระบบภายในเครื่องได้ดีมาก

Screen & Speaker

ASUS Zenbook 14 OLED Ryzen 7000 DSC00036

ASUS Zenbook 14 OLED Ryzen 7000 DSC00038
ASUS Zenbook 14 OLED Ryzen 7000 DSC00037
ASUS Zenbook 14 OLED Ryzen 7000 DSC00039
ASUS Zenbook 14 OLED Ryzen 7000 DSC00040

หน้าจอขนาด 14 นิ้ว ความละเอียด 2.8K (2880×1800) พาเนล OLED ของ Zenbook 14 OLED ใช้ดีไซน์แบบ NanoEdge โดยทำให้กรอบหน้าจอทั้ง 3 ด้านบางและขอบล่างสกรีนคำว่า ASUS Zenbook เอาไว้ แต่จอของเครื่องทดสอบจะไม่ได้เป็นจอทัชสกรีน ส่วนตัวผู้เขียนคาดว่าจะสงวนเอาไว้ให้รุ่น Ryzen 7 หรือเป็นรุ่นที่ไม่ได้นำมาจำหน่ายในประเทศไทยก็เป็นไปได้ 

คุณสมบัติของจอนี้นอกจากจะมองเห็นได้กว้าง 178 องศาโดยสีสันไม่เพี้ยนหรือมีเงาสะท้อนขึ้นบนจอ ก็ได้รับการรับรอง PANTONE Validated, VESA DisplayHDR True Black 600 และการันตีขอบเขตสีกว้าง 100% DCI-P3 แสดงสีสันได้มากถึง 1.07 พันล้านสี มีความสว่างสูงสุด 550 nits มีค่า Refersh Rate 90Hz และเป็นจอ SGS Eye Care Display ลดแสงสีฟ้าถนอมสายตาผู้ใช้อีกด้วย

ASUS Zenbook 14 OLED Ryzen 7000 DSC00067

display 1
gamut
luminance 1

ขอบเขตสีหน้าจอของ ASUS Zenbook 14 OLED UM3402 เมื่อทดสอบด้วย DisplayCal 3 และใช้เครื่อง Colorchecker ของ Calibrite วัดค่า Gamut coverage ซึ่งเป็นค่าขอบเขตสีจริงของหน้าจอนี้ได้ 99.8% sRGB, 92.6% Adobe RGB, 99.2% DCI-P3 ส่วน Gamut volume ซึ่งเป็นขอบเขตสีโดยรวมทั้งหมดของจอนี้สูงถึง 165.9% sRGB, 114.3% Adobe RGB, 117.5% DCI-P3 มีค่าความเที่ยงตรงสีหรือ Delta-E เฉลี่ย 0.08~2.58 และหน้าจอนี้แสดงค่าสีได้สูงถึง 10-bit อีกด้วย จึงถือได้หน้าจอของ Zenbook 14 OLED นี้ยังคงยอดเยี่ยมคงเส้นคงวา ใช้พรู้ฟสีงานอาร์ทหรือใช้แต่งภาพก็ได้ และคุณภาพสีของผลงานกับบนจอคอมก็จะได้ความเที่ยงตรงกันอย่างแน่นอน

ความสว่างหน้าจอเมื่อตั้งความสว่าง 100% วัดได้ 387.58 cd/m2 จัดว่าสว่างมากพอสู้แสงแดดที่สะท้อนบนหน้าจอได้สบายๆ ดังนั้นถ้าใครพกเครื่องไปนั่งทำงานตามร้านกาแฟก็เร่งความสว่างจอสู้ได้สบายๆ แต่ถ้านั่งทำงานในอาคารหรือออฟฟิศขอแนะนำให้ตั้งความสว่างราว 40~50% ก็สว่างเหลือเฟือพอมองเห็นจอได้สบายๆ แล้ว

ASUS Zenbook 14 OLED Ryzen 7000 DSC00026
ASUS Zenbook 14 OLED Ryzen 7000 DSC00027

เสียงลำโพงของ ASUS Zenbook 14 OLED UM3402 ได้ทาง harman/kardon มาปรับจูนเสียงให้และให้เสียงแบบ Dolby Atmos เนื้อเสียงมีมิติและทิศทางเสียงดี สเตจเสียงถือว่ากว้างระดับหนึ่ง โทนเสียงของลำโพงจะเน้นเสียงร้องกับเครื่องดนตรีเป็นหลัก มีเสียงเบสจากลำโพงจะเน้นทางซัพพอร์ตให้โทนเสียงมีมิติฟังสนุกขึ้น เมื่อเปิดเสียงดัง 100% แล้ววัดด้วยเครื่องวัดเสียงจะมีความดังราว 85dB ซึ่งถ้าใครชอบฟังเพลงป็อปและแจ๊สน่าจะชอบลำโพงของโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้มากและยังฟังเพลงแนวร็อคได้ด้วย แต่ถ้าเป็นแนว EDM ถึงจะฟังได้สนุกระดับหนึ่งก็ตาม แต่เบสอาจจะไม่หนักและแรงปะทะยังไม่หนักแน่นมาก กรณีนั้นแนะนำให้ต่อลำโพงแยกไปอีกชุดจะดีกว่า 

Keyboard & Touchpad

ASUS Zenbook 14 OLED Ryzen 7000 DSC00042

ASUS Zenbook 14 OLED Ryzen 7000 DSC00053
ASUS Zenbook 14 OLED Ryzen 7000 DSC00054
ASUS Zenbook 14 OLED Ryzen 7000 DSC00049
ASUS Zenbook 14 OLED Ryzen 7000 DSC00048
ASUS Zenbook 14 OLED Ryzen 7000 DSC00047
ASUS Zenbook 14 OLED Ryzen 7000 DSC00044
ASUS Zenbook 14 OLED Ryzen 7000 DSC00051
ASUS Zenbook 14 OLED Ryzen 7000 DSC00052

คีย์บอร์ดของ ASUS Zenbook 14 OLED UM3402 ใช้ดีไซน์ Dished Keycaps เหมือน Zenbook 14 OLED รุ่นก่อน ซึ่งคีย์แคปจะดีไซน์ตรงกลางปุ่มโค้งลงเหมือนท้องจานลึก 0.2 มม. มีระยะกด 1.4 มม. ซึ่งข้อดีของคีย์แคปนี้ทาง ASUS ลดโอกาสตอนพิมพ์ให้ผิดน้อยลงและกดได้แม่นยำยิ่งขึ้น ซึ่งดีไซน์และระยะกดถือว่ากำลังดีใช้งานถนัดกว่าปุ่มแบบแบนมาก และตัวแป้นคีย์บอร์ดจะมีไฟ LED Backlit ปรับไฟสว่างได้ 3 ระดับ ทำงานแบบ Toggle โดยกดเพิ่มไปสว่างสุดแล้วกดอีกครั้งไฟจะดับลง ช่วยให้พิมพ์งานในที่แสงน้อยได้สะดวกยิ่งขึ้นมาก

ปุ่มกดและคีย์ลัดสำคัญของคีย์บอร์ดจะมี Fn+Esc เพื่อสลับเลย์เอ้าท์ระหว่าง Function Hotkey กับปุ่ม F1~F12 ตามปกติได้ ปุ่มลูกศรทั้ง 4 ด้านจะมี Home, End, Page Up/Down แยกไปเป็น Delete กับ Insert ซ้อนเลเยอร์เอาไว้ สามารถกด Fn ค้างไว้ก่อนแล้วกดเรียกคำสั่งเหล่านี้มาใช้งานได้เลย สามารถกดใช้งานได้สะดวกและทำงานได้รวดเร็วดี

ASUS Zenbook 14 OLED Ryzen 7000 DSC00043

ส่วน Function Hotkey บริเวณบรรทัดบนสุด ทาง ASUS ก็เซ็ตปุ่มใช้งานหลักเอาไว้ครบถ้วนกดใช้งานได้สะดวกหรือจะสลับปุ่ม F1~F12 มาใช้งานก็ได้ โดยมีคีย์ลัดดังนี้

  • F1~F3 – ปิด, ลดหรือเพิ่มเสียงลำโพง
  • F4~F5 – ลดหรือเพิ่มความสว่างหน้าจอ
  • F6 – ปิด/เปิดทัชแพด
  • F7 – ปรับความสว่างหน้าจอ
  • F8 – ปุ่ม Project ตั้งค่าหน้าจอหลักและจอเสริม
  • F9 – ปิด/เปิดไมโครโฟน
  • F10 – ปิด/เปิดกล้อง Webcam
  • F11 – เรียกคำสั่ง Snipping Tool ขึ้นมาบันทึกภาพหน้าจอ
  • F12 – เรียกโปรแกรม MyASUS ขึ้นมาตั้งค่าตัวเครื่อง

ต้องถือว่าคีย์ลัดทั้งหมดนี้ของ ASUS Zenboook 14 OLED UM3402 เป็นคีย์พื้นฐานซึ่งผู้ใช้ส่วนใหญ่เรียกใช้งานเป็นประจำอยู่แล้วและทางบริษัทก็เซ็ตไว้ให้เรียกใช้งานได้ง่ายดีด้วย แต่ถ้าให้ดีขึ้นอีกก็ขอแนะนำให้ทางบริษัทนำคำสั่ง Snipping Tool ตรง F11 ย้ายไปรวมไว้กับปุ่ม Print Screen ข้างๆ กันแล้วใส่คำสั่งสลับค่า Refresh Rate 60~90Hz มาให้จะดีกว่า ให้ผู้ใช้เลือกได้ว่าจะให้ภาพบนหน้าจอลื่นไหลหรือเน้นประหยัดพลังงานจะดีกว่า

ASUS Zenbook 14 OLED Ryzen 7000 DSC00057
ASUS Zenbook 14 OLED Ryzen 7000 DSC00058
ASUS Zenbook 14 OLED Ryzen 7000 DSC00063
ASUS Zenbook 14 OLED Ryzen 7000 DSC00062

ทัชแพด ASUS NumberPad 2.0 จะรวมชุดแป้น Numpad เอาไว้ให้ผู้ใช้กดใช้งานได้โดยเป็นแป้นแบบเลเซอร์ ตอนเปิดใช้งานจะเป็นแป้นทัชแพดธรรมดาแต่ถ้าแตะค้างตรงไอคอนกรอบสี่เหลี่ยมมุมบนขวาจะเปิดฟังก์ชั่น Numpad ขึ้นมาใช้งาน ส่วนไอคอนสามเหลี่ยมมุมบนซ้ายมือจะใช้ปรับความสว่างของแป้นได้ หากแตะไอคอนมุมบนซ้ายแล้วลากออกจะเรียกโปรแกรม Calculator ขึ้นมาใช้งานได้ด้วย

ฟังก์ชั่นฝั่งทัชแพดของ NumberPad 2.0 ก็รองรับคำสั่ง Gesture ของ Windows 11 ครบถ้วน สามารถลากนิ้วตั้งแต่ 2~3 นิ้วเพื่อคุมการทำงานได้ง่ายๆ เวลาวางมือเพื่อพิมพ์งานแล้วสันมืออาจจะพาดตรงขอบของตัวทัชแพดเล็กน้อยแต่ก็ไม่เจออาการทัชแพดลั่นรบกวนการใช้งานเลย

Connector / Thin & Weight

ASUS Zenbook 14 OLED Ryzen 7000 DSC00064
ASUS Zenbook 14 OLED Ryzen 7000 DSC00065

พอร์ตการเชื่อมต่อของ ASUS Zenbook 14 OLED UM3402 จะถูกติดตั้งเอาไว้ 2 ฝั่งของตัวเครื่อง โดยฝั่งซ้ายมือจะเป็น USB-A 3.2 Gen 2 เพียงพอร์ตเดียวโดยอยู่ข้างๆ ช่องระบายความร้อน ส่วนฝั่งขวาจากซ้ายมือจะมีพอร์ต MicroSD Card Reader, USB-C 3.2 Gen 2 Full Function x 2, Audio combo และ HDMI 2.1 ส่วนการเชื่อมต่อไร้สายรองรับ Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax และ Bluetooth 5.0

ส่วนนี้ถือว่าทางบริษัทให้พอร์ตใช้งานมาครบเครื่องทำงานได้สะดวกสบายมาก ฝั่งเจ้าของเครื่องไม่ต้องลำบากหา USB-C Multiport Adapter มาต่อแยกให้ลำบากเลย อย่างมากถ้าผู้ใช้คนไหนต้องใช้ SD Card ก็หา Card Reader มาต่อเพิ่มอีกสักหน่อยก็เพียงพอแล้ว

ASUS Zenbook 14 OLED Ryzen 7000 DSC00018

ASUS Zenbook 14 OLED Ryzen 7000 DSC00086
ASUS Zenbook 14 OLED Ryzen 7000 DSC00020
ASUS Zenbook 14 OLED Ryzen 7000 DSC00019

น้ำหนักของ ASUS Zenbook 14 OLED UM3402 ทาง ASUS เคลมเอาไว้ที่ 1.39 กิโลกรัม แต่พอชั่งน้ำหนักดูแล้วมีน้ำหนักเพียง 1.35 กิโลกรัมเท่านั้น เมื่อรวมอแดปเตอร์หัวพอร์ต USB-C กำลังชาร์จ 65 วัตต์น้ำหนัก 224 กรัมแล้ว มีน้ำหนักรวมเพียง 1.58 กิโลกรัมเท่านั้น ถือว่าน้ำหนักเบาพกพาง่ายมาก จะใช้อแดปเตอร์ของตัวเครื่องอย่างเดียวหรือพกอแดปเตอร์ GaN กำลังชาร์จ 65 วัตต์เพื่อชาร์จแบตเตอรี่ก็ได้ ทำให้ผู้ใช้มีตัวเลือกเวลาจัดอุปกรณ์ในกระเป๋ายิ่งขึ้น

Performance & Software

cpu 1

mb 1
ram 1

ASUS อัพเกรดซีพียูใน ASUS Zenbook 14 OLED UM3402 ให้เป็น AMD Ryzen 5 7530U แบบ 6 คอร์ 12 เธรด ความเร็ว 2.0~4.5GHz สถาปัตยกรรม TSMC 7nm FinFET รองรับชุดคำสั่งพื้นฐานครบถ้วน อิงจากหลักการอ่านรหัสซีพียู AMD ในปี 2023 แล้ว Ryzen 5 7530U จะเป็นซีพียูโมเดลปี 2023 สถาปัตยกรรม Zen 3 / Zen 3+ รุ่นมาตรฐาน ออกแบบมาใช้งานกับโน๊ตบุ๊คบางเบาค่า TDP 15~28 วัตต์ 

แรม Zenbook 14 OLED เป็นแบบออนบอร์ด ความจุ 16GB LPDDR4x บัส 4266MHz ติดตั้งมาแบบ Dual Channel เป็นความจุที่มากพอใช้ทำงานต่างๆ ตั้งแต่งานเอกสาร Microsoft Office ไปจนงานตัดต่อแต่งภาพก็ยังพอมีให้ใช้ได้อย่างเหลือเฟือ แต่น่าสังเกตว่าทาง ASUS ยังใช้แรม LPDDR4x ไม่ใช่ LPDDR5 บัส 5500MHz อย่างโน๊ตบุ๊คบางเบาหลายๆ รุ่นในปัจจุบันนิยมกัน แต่ส่วนตัวผู้เขียนคิดว่าตัวแรมประเภทนี้ก็ได้บัสสูงพอและทำงานได้ไหลลื่นแล้ว ถ้าอัพเกรดมาแม้จะได้ความสดใหม่แต่ราคาสูงขึ้นแล้วประสิทธิภาพไม่หนีจากเดิมเกินไปอาจจะไม่คุ้มกันเท่าไหร่ แต่ถ้าในอนาคตเชื่อว่าทาง ASUS จะต้องมี Zenbook 14 OLED พร้อมแรม LPDDR5 ออกมาอย่างแน่นอน

gpu

การ์ดจอออนบอร์ดในซีพียูเป็น AMD Radeon Graphics แบบ 7 คอร์ ความเร็ว 2,000MHz รองรับชุดคำสั่งต่างๆ ไม่ว่าจะ OpenCL, OpenGL 4.6, DirectCompute, DirectML, Vulkan และ DirectX 12 ที่จำเป็นต้องใช้งานครบถ้วน จึงใช้ทำงานกราฟิคและโปรแกรมตัดต่อได้ดีอย่างแน่นอน

devicemgr 1

เมื่อเช็คพาร์ทในเครื่องด้วย Device Manager จะเห็นว่า ASUS Zenbook 14 OLED UM3402 ติดตั้งชิป TPM 2.0 และ AMD PSP 10.0 มาประสานงานกับระบบ Windows Hello เพื่อรักษาความปลอดภัยภายในเครื่อง ด้านเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ปุ่ม Power ผลิตโดย EgisTec เป็นผู้ผลิตเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือของทางไต้หวันเอง

ด้าน Wi-Fi PCIe Card เป็น MediaTek Filogic 330 MT7922 รองรับการเชื่อมต่อด้วย Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax คลื่น 6GHz แบนด์วิธ 160MHz เชื่อมต่อแบบ Dual band, MU-MIMO ความเร็ว Data Thoughput สูงสุดได้ 1.9Gbps และรองรับ Bluetooth 5.0 ในตัวอีกด้วย

ssd

 M.2 NVMe SSD ภายในเครื่องเป็นรุ่น INTEL SSDPEKNU512GZ เมื่อเช็คข้อมูลแล้วเป็น Intel 670p ความจุ 512GB เป็น QLC NAND โดยข้อดีจุดเด่นของ SSD นี้คือใช้ไฟน้อยประหยัดพลังงานและเย็น ส่วนความเร็วที่วัดได้จากโปรแกรม CrystalDiskMark 8 ได้ค่า Sequential Read 3,009.03 MB/s และ Sequential Write 1,643.15 MB/s ซึ่งความเร็วนี้จัดว่าสูงพอใช้ทำงานออฟฟิศและรันโปรแกรมต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ไม่ต้องอัพเกรดก็ได้

3dmark

เมื่อนำ ASUS Zenbook 14 OLED UM3402 มาทดสอบกับโปรแกรม 3DMark Time Spy แล้วจะได้คะแนนเฉลี่ย 1,428 คะแนน แยกเป็นคะแน CPU score 5,667 คะแนน และ Graphics score 1,262 คะแนน โดยคะแนนเฉลี่ยระดับนี้ถือว่าพอใช้เล่นเกมออนไลน์หลาๆ เกมในปัจจุบันได้อย่างแน่นอน แต่ไม่เหมาะกับเกมฟอร์มใหญ่นักเพราะการ์ดจอออนบอร์ดอาจประมวลผลไม่ไหวและทำให้เฟรมเรทตกเป็นระยะๆ อย่างแน่นอน

gaming r2

จากการทดสอบเล่นเกมทั้งหมด 3 เกม ได้แก่ Genshin Impact, DotA 2 และ Resident Evil Village ปรับกราฟิคสูงสุดจะเห็นว่าซีพียู AMD Ryzen 5 7530U และการ์ดจอ AMD Radeon Graphics 7 คอร์ ใน ASUS Zenbook 14 OLED UM3402 ได้รับการพัฒนามาพอสมควร ทำให้เล่นเกมออนไลน์ได้ดีพอสมควร โดยเฉพาะ DotA 2 ซึ่งเป็นเกมเน้นใช้คอร์ซีพียูเป็นหลัก (CPU Intensive) จะทำเฟรมเรทเฉลี่ยได้สูงถึง 57 Fps

ด้านเกมยอดนิยมอย่าง Genshin Impact ก็ทำเฟรมเรทเฉลี่ยได้ค่อนข้างดี แม้จะตั้งกราฟิคในระดับสูงและเปิดค่าเฟรมเรทเอาไว้ 60 Fps ตัวเกมก็ทำเฟรมเรทเฉลี่ยได้ 29 Fps ซึ่งถ้าใช้เล่นฆ่าเวลา ASUS Zenbook 14 OLED UM3402 ก็พอเล่นได้ระดับหนึ่ง แต่ข้อสังเกตที่พบระหว่างทดสอบ คือ เมื่อมีเอฟเฟคไฟหรือท่าไม้ตายเมื่อไหร่ ภาพจะหน่วงแล้วเฟรมเรทลดลงจนรู้สึกได้ ดังนั้นผู้เขีนยแนะนำว่าถ้าจะเล่น Genshin Impact ควรเปิดกราฟิคระดับกลางหรือต่ำเพื่อเน้นความไหลลื่นสูงสุดไปจะดีกว่า

กรณีเกมฟอร์มใหญ่อย่าง Resident Evil Village แม้เอนจิ้นเกมจะเอื้อ AMD Ryzen และ Radeon และทำเฟรมเรทเฉลี่ยได้ 27 Fps ก็ตาม แต่ตอนทดลองเล่นจริงแล้วผู้เขียนไม่แนะนำนัก เนื่องจากเครื่องต้องเรนเดอร์กราฟิคอย่างต่อเนื่องและใช้พลังของกราฟิคการ์ดสูงมาก ทำให้ภาพหน่วงและตอบสนองได้ไม่เร็วเท่ากับเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คแบบมีการ์ดจอแยก ดังนั้นถ้าเป็นเกมฟอร์มใหญ่เน้นประมวลผลภาพด้วยการ์ดจอแยก AMD Radeon Graphics 7 คอร์ใน AMD Ryze 5 7530U จะไม่แนะนำนัก

สรุปคือ ASUS Zenbook 14 OLED UM3402 สามารถเล่นเกมออนไลน์ทั่วไป เช่น DotA 2, Genshin Impact, PUBG หรือแม้แต่ Valorant ได้ไหลลื่นระดับหนึ่ง ส่วนเกมฟอร์มใหญ่จะเหมาะกับประเภทที่เน้นใช้ซีพียูทำงานเป็นหลัก (CPU Intensive) เช่น Civilization VI หรือ Total War ก็พอเล่นได้ แต่ถ้าเป็นเกมเน้นกราฟิคการ์ดเป็นหลักอาจต้องปรับกราฟิคระดับ Medium~Low ถึงจะเล่นได้ลื่นขึ้น

pcmark10

กลับกันถ้าเอา ASUS Zenbook 14 OLED UM3402 ไปทำงานจัดว่าทรงพลังไม่มีข้อกังขาแน่นอน โดยคะแนนจากโปรแกรมทดสอบการทำงานอย่าง PCMark 10 ทำคะแนนเฉลี่ยได้สูงมากถึง 5,903 คะแนน และถ้าดูแยกตามหมวดคะแนนจะเห็นว่า AMD Ryzen 5 7530U ทำคะแนนในกลุ่ม Essential อย่างการเปิดโปรแกรม, ประชุมงานออนไลน์หรือเปิดเว็บเบราเซอร์ได้ยอดเยี่ยม ถัดลงมาเป็นหมวด Productivity อย่างการเปิดโปรแกรมทำงานเอกสารและออฟฟิศไม่ว่าจะ Word, Excel ก็ทำได้ดีไม่แพ้กัน รองลงมาจะเป็นหมวด Digital Content Creation โดยเฉพาะการตัดต่อแต่งภาพจะทำได้ดีทีเดียว ส่วนการเรนเดอร์พรีวิวโมเดล 3D CG หรือตัดต่อวิดีโอต้องถือว่าใช้งานได้ แต่ไม่โดดเด่นเท่ารุ่นมีการ์ดจอแยก

โดยรวมในแง่การทำงาน ต้องถือว่า ASUS Zenbook 14 OLED UM3402 จะทำงานเอกสาร, ประชุมออนไลน์หรือเปิดเว็บแอพฯ ขึ้นมาทำงานเป็นอย่างมากและพอตัดต่อแต่งภาพด้วยโปรแกรม Photoshop ได้ดีระดับหนึ่ง อาจใช้พรีวิวโมเดล 3D CG เพื่อเสนองานให้กับลูกค้าได้ระดับหนึ่ง ดังนั้นมันจะเหมาะกับงานสายเซลส์ที่ต้องไปพบลูกค้าประชุมงาน ติดต่อรับส่งเมล์และแก้ไฟล์เอกสารรวมไปถึงนักศึกษาที่หาโน๊ตบุ๊คคุณภาพดีประสิทธิภาพสูงเอาไว้ทำงานสักเครื่องหนึ่งมาก

r15
r20

ด้านผลคะแนนเมื่อทดสอบด้วยโปรแกรม CINEBENCH R15 เพื่อดูพลังการเรนเดอร์กราฟิคของซีพียู AMD Ryzen 5 7530U แล้ว จะเห็นว่าส่วนของ OpenGL ทำได้ 125.86 fps และ CPU ได้ 1,480 cb สรุปได้ว่าซีพียูนี้สามารถพรีวิวโมเดล 3D เพื่อนำเสนองานให้ลูกค้าดูได้อย่างลื่นไหลต่อเนื่องแน่นอน ส่วน CINEBENCH R20 ที่ทดสอบพลังการทำงานของคอร์ซีพียูอย่างเดียว ได้คะแนน 3,423 pts จัดว่าสูงพอเรนเดอร์ภาพกราฟิคต่างๆ ได้สบายๆ ดังนั้นถ้าใครต้องทำงานกับโปรแกรมสาย Adobe Photoshop หรือแม้แต่ Lightroom ก็ทำได้ดีไม่มีปัญหา และแม้แต่เรนเดอร์โมเดลด้วยโปรแกรม Blender ก็ใช้งานได้ค่อนข้างไหลลื่นอีกด้วย

myasus1

oled care
customer support
settings

โปรแกรม MyASUS สำหรับตั้งค่าตัวเครื่องในส่วนต่างๆ จะมีฟังก์ชั่น ASUS OLED Care ไว้ตั้งค่าแสดงผลของพาเนล OLED ช่วยยืดอายุการใช้งานและลดปัญหาหน้าจอ Burn-in ลงไปได้ โดยผู้เขียนแนะนำให้เปิดฟังก์ชั่น OLED Care ทั้งหมดเอาไว้เลยเพื่อถนอมพาเนลให้อายุใช้งานนานที่สุด นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชั่นตั้งค่าตัวเครื่องในส่วนต่างๆ รวมทั้งหมวดการอัพเดทเฟิร์มแวร์ด้วย หากใครใช้โน๊ตบุ๊คเครื่องนี้รวมไปถึงเครื่องของแบรนด์ ASUS แนะนำให้เปิดซอฟท์แวร์นี้มาเช็คเฟิร์มแวร์เวอร์ชั่นใหม่ๆ และอัพเดทเป็นระยะๆ จะช่วยให้เครื่องทำงานได้ดีต่อเนื่อง

Battery & Heat & Noise

batt 1

แบตเตอรี่ของ ASUS Zenbook 14 OLED UM3402 เป็นแบตเตอรี่ความจุ 75Wh แบบฝังไว้ในเครื่อง ถ้าเทียบกับโน๊ตบุ๊คบางเบารุ่นอื่นในท้องตลาดต้องถือว่ามีความจุสูงทีเดียว เมื่อทดสอบตามมาตรฐานของทางเว็บไซต์โดยเปิดความสว่าง 50% เปิดเสียงลำโพง 10% แต่เมื่อซีพียูในเครื่องเป็น AMD Ryzen 5 7530U ผู้เขียนขอแนะนำให้เปลี่ยนจากการกดโหมด Battery Saver ของ Windows 11 มาเปิดฟังก์ชั่น Radeon Chill ใน AMD Software: Adrenalin Edition แทน และใช้ Microsoft Edge ดูคลิป YouTube โดยครั้งนี้ผู้เขียนทดลองเพิ่มระยะเวลาใช้งานให้นานขึ้นจาก 30 เป็น 45~50 นาทีแทน ตัว AMD Ryzen 5 7530U ก็สามารถใช้งานต่อเนื่องได้นานมากถึง 15 ชั่วโมง 10 นาที

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนได้ทดสอบโดยตั้งค่าตัวเครื่องแบบเดียวกันแต่ปล่อยเอาไว้ 30 นาที แบบเดียวกับที่ได้ทดสอบโน๊ตบุ๊คเครื่องอื่นๆ มาก่อนหน้านี้เช่นกัน ซึ่งระยะเวลาใช้งานก็ไม่ต่างกันกับการทดสอบในรีวิวนี้ และหากเปลี่ยนวิธีการทดสอบเล็กน้อยโดยไม่ใช้ Radeon Chill แล้วใช้ระบบ Battery Saver แทน ระยะเวลาใช้งานด้วยแบตเตอรี่ของ ASUS Zenbook 14 OLED UM3402 จะลดลงเหลือราว 14 ชั่วโมง 30 นาที ซึ่งน้อยลงราว 40 นาที ดังนั้นถ้าใครซื้อโน๊ตบุ๊คซีพียู AMD Ryzen มาใช้งานก็ขอแนะนำให้ใช้ระบบ Radeon Chill แทน จะจัดการพลังงานได้ดียิ่งขึ้นและแนะนำให้ลง AMD Chipset Driver ของโน๊ตบุ๊คเพิ่มเข้าไปอีกหน่อยจะรีดประสิทธิภาพและจัดการพลังงานได้ดีกว่าเดิมอย่างมาก

ASUS Zenbook 14 OLED Ryzen 7000 DSC00028

ช่องระบายความร้อนของ ASUS Zenbook 14 OLED UM3402 จะมีเพียงช่องเดียว โดยอยู่ถัดมาจากพอร์ต USB-A 3.2 Gen 2 ฝั่งซ้ายมือ เป็นช่องเล็กๆ ไม่กว้างมากแต่ก็ระบายความร้อนได้ดี เสียงตอนพัดลมโบลเวอร์ทำงานเต็มประสิทธิภาพจะดังราว 55~60dB เท่านั้น

temp

และแม้จะมีช่องระบายความร้อนเพียงช่องเดียวก็ตาม แต่เมื่อทดลองรันโปรแกรม Benchmark แล้วเช็คอุณหภูมิในเครื่องด้วย CPUID HWMonitor จะเห็นว่าอุณหภูมิในเครื่องจะวิ่งอยู่ราว 62.5~95.4 องศา มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 63.1 องศาเซลเซียสเท่านั้น และเวลาใช้งานจริงต้องถือว่าตัวเครื่องจัดการเรื่องอุณหภูมิได้ดีมาก จะวางเครื่องบนหน้าตักเพื่อใช้งานก็ได้ไม่ร้อนมากแต่ถ้ารันโปรแกรมกินทรัพยากรตัวเครื่องหนักๆ อย่าง Adobe Photoshop, Lightroom ตัวเครื่องจะอุ่นขึ้นมาระดับหนึ่ง แนะนำให้วางบนโต๊ะทำงานแทนจะดีกว่า

User Experience

ASUS Zenbook 14 OLED Ryzen 7000 DSC00074

แม้รูปลักษณ์ของ ASUS Zenbook 14 OLED UM3402 จะเหมือนกับ Zenbook 14 OLED ในรุ่นก่อนก็ตาม ใช้บอดี้เป็นอลูมิเนียมได้ความพกพาง่ายแข็งแรงทนทานและลวดลายดีไซน์เน้นความสวยเรียบหรูดูดีและได้ซอฟท์แวร์ใช้งานติดตั้งมาให้ครบทั้ง Windows 11 Home และ Microsoft Office Home & Student 2021 เพียงเปิดเครื่องขึ้นมา Sign in ให้เรียบร้อยแล้วก็เริ่มทำงานได้ทันที และทัชแพดของ Zenbook 14 OLEd นี้ก็เป็น ASUS NumberPad 2.0 ชุด Numpad เลเซอร์ซึ่งใช้งานได้สะดวกมาก ไม่ต้องเป็นโน๊ตบุ๊คเครื่องใหญ่ระดับ 15.6 นิ้วก็ทำงานเกี่ยวกับตัวเลขและเอกสารได้ดีไม่แพ้กัน

นอกจากซอฟท์แวร์จะครบ น้ำหนักก็ยังเบาพกง่าย เพียง 1.35 กิโลกรัมเท่านั้น ซึ่งเป็นจุดที่ผู้เขียนชอบมาก เวลาจะหยิบเครื่องติดตัวไปออฟฟิศหรือไปร้านกาแฟใกล้บ้านเพื่อนั่งทำงานก็เบาสบายพกง่าย ไม่ต้องใช้เป้ใบใหญ่แค่ใช้กระเป๋าสะพายข้างเส้นหนึ่งกับเซ็ตสาย USB-C และอแดปเตอร์ GaN กำลังชาร์จ 65 วัตต์อีกอันใส่กระเป๋าไปก็ไม่ต้องห่วงว่าแบตเตอรี่จะหมดระหว่างวันแล้ว แต่อันที่จริงซีพียู Ryzen 5 7530U ของ ASUS Zenbook 14 OLED UM3402 ก็จัดการพลังงานได้ดีมาก เพียงลง AMD Chipset Driver แล้วเข้า AMD Software: Adrenalin Edition เปิด Radeon Chill ใช้โหมด Power Saving เท่านี้ก็ใช้งานด้วยแบตเตอรี่ได้ทั้งวัน ส่วนตัวผู้เขียนจะตั้งสว่างหน้าจอ 50% แล้วปิดเสียงลำโพงกับไฟ LED Backlit ไป กลับถึงบ้านแบตเตอรี่ยังเหลือให้ใช้อีกพอสมควร

อุณหภูมิตอนใช้งานจริง แม้ตอนทดสอบ CPUID HWMonitor จะขึ้นว่าอุณหภูมิพุ่งไปสูงสุดถึง 95 องศาเซลเซียสก็ตาม แต่ตอนใช้งานจริงถ้าใช้งานทั่วไปอย่างเปิดเบราเซอร์ทำงานด้วยเว็บแอพฯ, ทำงานเอกสารหรือแม้แต่เปิดดูหนังฟังเพลง ตัวเครื่องก็เย็นตลอดเวลาแถมพัดลมระบายความร้อนก็ไม่ได้ดังรบกวนเลยแม้แต่นิดเดียว อาจจะมีเสียงพัดลมแทรกเล็กๆ น้อยๆ เวลาเปิดโปรแกรมประเภท Photoshop, Lightroom อยู่บ้าง แต่เสียงพัดลมจะไปหมุนดังเต็มที่ก็ตอนเปิดเล่นเกมเท่านั้น จึงสรุปเรื่องอุณหภูมิได้ว่า ASUS Zenbook 14 OLED UM3402 นั้นถ้าใช้งานทั่วไปก็เย็นแทบตลอดเวลา ไม่ต้องห่วงว่าเครื่องจะร้อนเลยแม้แต่นิดเดียว

ด้านพอร์ตก็มี HDMI, USB-A 3.2 และ MicroSD Card Reader ติดเครื่องมาให้ใช้งานเลย ไม่จำเป็นต้องหา USB-C Multiport Adapter มาต่อกับ USB-C 3.2 Full Function เพื่อเพิ่มพอร์ตก็ได้ อย่างมากอาจจะหา SD Card Reader และหัวแปลง HDMI to VGA มาเผื่อเอาไว้กรณีต้องต่อโปรเจคเตอร์รุ่นเก่าจะได้ทำงานได้สะดวกยิ่งขึ้นแค่นี้ก็เหลือเฟือแล้ว

จุดแข็งแต่ก็เป็นจุดสังเกตในเวลาเดียวกันอย่างพาเนล OLED ที่ได้ขอบเขตสีกว้าง สว่างและได้รับการรับรองจาก PANTONE Validated และ VESA DisplayHDR True Black 600 แถมขอบเขตสียังกว้างถึง 100% DCI-P3 ถือเป็นพาเนลที่ดีมากๆ หากใครต้องทำงานเกี่ยวกับสีสันเป็นประจำ ต้องการหน้าจอที่ดีเอาไว้พรีเซนต์งานหรือเทียบสี ก็ใช้จอของ ASUS Zenbook 14 OLED UM3402 เทียบสีได้เลย แต่ก็ต้องระวังว่าพาเนล OLED อาจมีปัญหา Burn-in หากเปิดความสว่างจอสูงสุดหรือใช้ภาพใดภาพหนึ่งค้างบนหน้าจอเป็นเวลานานๆ แต่ทางบริษัทก็ใส่ฟีเจอร์ ASUS OLED Care มาใน MyASUS แล้ว ดังนั้นถ้าซื้อเครื่องไป ให้เปิดฟีเจอร์ทั้งหมดในหมวดนี้เอาไว้ได้เลย จะได้ลดโอกาสจอไหม้ไปในตัว แต่นอกจากนั้น Zenbook 14 OLED UM3402 ถือเป็นโน๊ตบุ๊คที่น่าใช้และได้ฟีเจอร์เกินค่าตัว 32,990 บาทมาก

Conclusion & Award

ASUS Zenbook 14 OLED Ryzen 7000 DSC00076

ASUS Zenbook 14 OLED UM3402 แม้จะอัพเกรดจากรุ่นก่อนเพียงแค่เปลี่ยนซีพียูเป็น AMD Ryzen 5 7530U แต่ก็ยังน่าสนใจ ถ้าเทียบกับรุ่นก่อนหน้าที่เป็น Ryzen 5000 Series ซึ่งวางขายไปก่อนหน้านี้แล้ว ถือเป็นการยกข้อดีทั้งหมดที่รุ่นก่อนมาใช้แล้วใส่ซีพียูที่ประสิทธิภาพดีขึ้นลงไปแทน ทั้งทำงานหนักได้สบายๆ และยังจัดการพลังงานได้ดีกว่าเดิมมากจนแทบไม่ต้องห่วงว่าแบตเตอรี่จะหมดระหว่างวันเลย ยังไม่รวมถึงเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ใช้งานได้ง่ายและเหมาะสมกับยุค New Normal และซอฟท์แวร์ที่ติดตั้งมาให้ครบเครื่องทั้ง Windows 11 Home และ Microsoft Office Home & Student 2021 ด้วย เรียกว่าเปิดเครื่องมาก็ทำงานต่อจากที่คั่งคางไว้ได้ทันที

หากคิดคำนวณแล้ว ราคาเครื่อง 32,990 บาท แลกกับฟีเจอร์และซอฟท์แวร์ทั้งหมดใน Zenbook 14 OLED UM3402 แล้วก็เป็นราคาที่สมน้ำสมเนื้อกัน ซื้อมาแล้วจบไม่ต้องเสียเงินซื้อโปรแกรมอะไรเพิ่มให้เสียอารมณ์หรืองานสะดุดเลย ส่วนตัวผู้เขียนคิดว่าถ้าโน๊ตบุ๊คใครมีอายุราว 2 ปีขึ้นไปหรือมีเพื่อนถามหาโน๊ตบุ๊คบางเบาน่าใช้สักเครื่องล่ะก็ นี่คือโน๊ตบุ๊ครุ่นน่าซื้อหรือจะเอาไปแนะนำให้เพื่อนก็ยอดเยี่ยมทั้งนั้น

award

NBS award 4 Mobility

best mobility

น้ำหนักเครื่อง 1.35 กิโลกรัม แม้จะรวมอแดปเตอร์เข้าไปก็หนักแค่ 1.58 กิโลกรัมเท่ากับโน๊ตบุ๊คจอ 15.6 นิ้ว แต่ฟีเจอร์และฟังก์ชั่นมีให้ใช้เยอะไม่แพ้กันแถมยังพกง่ายหยิบใช้ถนัดอีกด้วย น่าจะถูกใจสายพกพาอย่างแน่นอน

award new Battery Life

best battery life

Zenbook 14 OLED UM3402 มีแบตเตอรี่ความจุ 75Wh ติดตั้งมาให้ เมื่อตั้งค่าการจัดการพลังงานแล้วก็ใช้งานได้นานมากถึง 15 ชั่วโมงทีเดียว ไม่ต้องกลัวว่าแบตเตอรี่จะหมดระหว่างวันเลยสักนิด และยังใช้อแดปเตอร์ GaN ชาร์จผ่านพอร์ต USB-C ได้ด้วย ถือว่าสะดวกเหลือเฟือ

NBS award Features

 

best features

AMD Ryzen 5 7530U, ASUS NumberPad 2.0, เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือ, Windows 11 Home, Microsoft Office Home & Student 2021 เป็นฟีเจอร์และซอฟท์แวร์เด่นๆ ที่ทางบริษัทใส่มาในโน๊ตบุ๊คบางเบาแต่ทรงพลังราคา 32,990 บาทเครื่องนี้ เรียกว่าคุ้มเกินค่าตัวไปมาก!

award new Graphic

best graphic

จอของ Zenbook 14 OLED UM3402 เป็นพาเนล OLED ค่า Refresh Rate 90Hz ได้ภาพลื่นไหล มีขอบเขตสียังกว้าง 100% DCI-P3 แถมได้รับการรับรอง PANTONE Validated, VESA DisplayHDR True Black 600 มาแบบครบเครื่อง ถูกใจสายกราฟิคแน่นอน

from:https://notebookspec.com/web/684943-review-asus-zenbook-14-oled-um3402