คลังเก็บป้ายกำกับ: Windows

เปิดตัว AORUS 17X เกมมิ่งโน๊ตบุ๊กตัวแรกที่มาพร้อม GeForce RTX 4090

เปิดตัว AORUS 17X เกมมิ่งโน๊ตบุ๊กตัวแรกที่มาพร้อม GeForce RTX 4090
HallZy

Gigabyte เปิดตัว AORUS 17X เกมมิ่งโน๊ตบุ๊กสุดแรง ตัวเครื่องมาพร้อมกับ Intel Core i9-13900HX สถาปัตยกรรม Raptor Lake 24C/32T ความเร็วสูงสุด 5.4 GHz และมีการ์ดจอออนบอร์ด (Integrated Graphics) มาให้ด้วย แต่ว่าประสิทธิภาพในการทำงานต่ำกว่ารุ่นบนเดสก์ท็อป

GIGABYTE AORUS 17X 2 videocardz | AORUS | เปิดตัว AORUS 17X เกมมิ่งโน๊ตบุ๊กตัวแรกที่มาพร้อม GeForce RTX 4090

ถึงจะใส่มาให้ก็เชื่อได้เลยว่าหลายคนคงไม่ได้สนใจสักเท่าไรก็เพราะ AORUS 17X มาพร้อมกับ GeForce RTX 4090 การ์ดจอสุดแรงจาก NVIDIA และดีที่สุดในเวลานี้ ด้วยประสิทธิภาพระดับนี้ก็ไม่แปลกใจเลยว่าทำไม RTX 4090 ถึงมีการใช้พลังงานสูงสุดถึง 175W 

GIGABYTE AORUS 17X 1 videocardz2 | AORUS | เปิดตัว AORUS 17X เกมมิ่งโน๊ตบุ๊กตัวแรกที่มาพร้อม GeForce RTX 4090

สเปกของ AORUS 17X 

  • Intel Core i9-13900HX 24C/32T Turbo 5.4 GHz 
  • NVIDIA GeForce RTX 4090 16GB GDDR6 
  • DDR5 32GB (16×2) 5600 MHz 
  • 2TB M.2 SSD 
  • หน้าจอขนาด 17.3 นิ้ว 16:9 ความละเอียด 2560×1440 240Hz, DCI-P3 100%
  • Windows 11 Pro / Wi-Fi 6E / Bluetooth V5.2 

GIGABYTE AORUS 17X 1 videocardz | AORUS | เปิดตัว AORUS 17X เกมมิ่งโน๊ตบุ๊กตัวแรกที่มาพร้อม GeForce RTX 4090

ความแรงระดับนี้การระบายความร้อนจึงเป็นเรื่องสำคัญ ตัวโน๊ตบุ๊กมาพร้อมกับมาลงระบายอากาศ 4 ตัวที่ และ Vapor Chamber แบบเต็มระบบ ด้วยน้ำหนัก 2.8 กิโลกรัมอาจทำให้การพกพาไปไหนมาไหนไม่สะดวกสักเท่าไร  ตัวเครื่องมีราคาอยู่ที่ $3,899 และเริ่มจัดส่งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2023 ใครสนใจสามารถสั่งซื้อล่วงหน้าได้แล้ววันนี้ 

ข่าว: เปิดตัว AORUS 17X เกมมิ่งโน๊ตบุ๊กตัวแรกที่มาพร้อม GeForce RTX 4090 มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/aorus-17x-the-first-laptop-with-geforce-rtx-4090/

AMD ประกาศวันวางจำหน่ายและราคา AMD Ryzen 7000X3D ซีรีส์อย่างเป็นทางการ

AMD ประกาศวันวางจำหน่ายและราคา AMD Ryzen 7000X3D ซีรีส์อย่างเป็นทางการ
HallZy

AMD ประกาศอย่างวันวางจำหน่ายและราคาของ Ryzen 7000X3D ซีรีส์อย่างเป็นทางการ โดยจะวางขายด้วยกันทั้งหมด 3 รุ่นคือ Ryzen 7 7800X3D, Ryzen 9 7900X3D และ Ryzen 9 7950X3D โดยชิปประมวลผลทั้ง 3 ตัวนี้มาพร้อมกับเทคโนโลยี 3D V-Cache ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเล่นเกมให้สูงขึ้น โดยโมเดลเรือธงนั้นทาง AMD ปล่อยออกมาเพื่อมาแข่งกับ Intel Core i9-13900K จากฝั่งคู่แข่งนั่นเอง

7900X3D LAUNCH DATE | AMD | AMD ประกาศวันวางจำหน่ายและราคา AMD Ryzen 7000X3D ซีรีส์อย่างเป็นทางการ

 Ryzen 7000X3D ซีรีส์ที่มีการประกาศวันวางจำหน่ายและราคา 

  • AMD Ryzen 7950X3D 16C/32T 4.2 GHz ความเร็วสูงสุด 5.7 GHz ขนาด Cache 144MB และ TDP 120W ราคา $699 วางจำหน่ายวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2023 
  • AMD Ryzen 7900X3D 12C/24T 4.4 GHz ความเร็วสูงสุด 5.6 GHz ขนาด Cache 140MB และ TDP 120W ราคา $599 วางจำหน่ายวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2023 
  • AMD Ryzen 7800X3D มาพร้อมกับ 8C/16T 4.2 GHz ความเร็วสูงสุด 5.0 GHz ขนาด Cache 104MB และ TDP 120W ราคา $449 วางจำหน่ายวันที่ 6 เมษายน 2023

7800X3D LAUNCH DATE | AMD | AMD ประกาศวันวางจำหน่ายและราคา AMD Ryzen 7000X3D ซีรีส์อย่างเป็นทางการ

หากใครสั่งซื้อ Ryzen 7 7800X, Ryzen 9 7900X หรือ Ryzen 9 7950 รับไปโค้ดเกม Star Wars Jedi: Survival ไปเล่นกันแบบฟรี ๆ แต่ก็ยังไม่ชัดเจนว่าโปรโมชั่นนี้จะมีใน Ryzen 7000X3D ซีรีส์หรือไม่ ก็คงต้องรอดูกันต่อไป 

ข่าว: AMD ประกาศวันวางจำหน่ายและราคา AMD Ryzen 7000X3D ซีรีส์อย่างเป็นทางการ มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/amd-ryzen-9-7950x3d-launches-february-28th/

Service Host Process (svchost.exe) คืออะไร มาทำความรู้จักกัน

Service Host Process หรือไฟล์ svchost.exe คืออะไรทำไมถึงใช้ทรัพยากรเครื่อง Windows หนักขนาดนั้น วันนี้เราจะมาไขปริศนาพร้อมบอกวิธีแก้ไขเบื้องต้นกัน

Service Host Process
Service Host Process หรือไฟล์ svchost.exe

เชื่อว่าหลายๆ คนที่เคยเปิด Task Manager ดูนั้นจะสังเกตเห็นบริการหนึ่งที่ทำงานอยู่ตลอดเวลาซึ่งนั่นก็คือ Service Host Process หรือไฟล์ svchost.exe บางครั้งมันก็ทำงานแบบนิ่งๆ ไม่ใช้ทรัพยากรของเครื่องคอมพิวเตอร์ระบบปฎิบัติการ Windows เท่าไรนัก ทว่าในบางครั้งเจ้า Service Host Process หรือไฟล์ svchost.exe นี้ก็ใช้งานทรัพยากรของเครื่องสูงมากๆ ทั้งในส่วนของ CPU และ RAM

ในบทความนี้เราจะขอนำเสนอว่า Service Host Process หรือไฟล์ svchost.exe นั้นคืออะไร ทำไมมันถึงใช้ทรัพยากรของเครื่องหนักมากและคุณสามารถจัดการอะไรกับเจ้า Service Host Process หรือไฟล์ svchost.exe ได้หรือไม่ จะเป็นอย่างไรบ้างนั้นไปติดตามกันได้เลย

Advertisementavw


Service Host Process หรือไฟล์ svchost.exe คืออะไร

wsh 1 650x189 1

Service Host Process หรือ Svchost.exe เป็นชื่อกระบวนการโฮสต์ทั่วไปสำหรับบริการที่เรียกใช้จากไลบรารีไดนามิกลิงก์

ข้อความทางด้านบนนี้เป็นคำตอบของ Microsoft เกียวกับเรื่องที่มีคนถามว่า Service Host Process หรือ Svchost.exe คืออะไรแต่นั่นไม่ได้อธิบายอะไรเรื่องดังกล่าวนี้มากนัก ดังนั้นหากอยากจะพูดถึง Service Host Process หรือ Svchost.exe แล้วนั้นต้องย้อนกับไปเมื่อไม่นานมานี้ที่ทาง Microsoft ได้เริ่มทำการเปลี่ยนฟังก์ชันการทำงานของ Windows ส่วนใหญ่จากการใช้บริการ Windows ภายใน (หรือเรียกใช้งานบริการต่างๆ ที่ Windows ต้องการจากไฟล์ EXE) เป็นการใช้ไฟล์ DLL แทน

ถ้ามองในมุมมองของการเขียนโปรแกรม การแก้ไขดังกล่าวนี้ทำให้โค้ดสามารถนำมาใช้ซ้ำได้มากขึ้นและง่ายต่อการติดตามการทำงานของกระบวนการทำงานนั้นๆ ปัญหาก็คือคือคุณไม่สามารถเปิดไฟล์ DLL จาก Windows ได้โดยตรงแบบเดียวกับที่คุณเปิดไฟล์ EXE ซึ่งนักเขียนโปรแกรมจะใช้เชลล์ที่โหลดจากไฟล์ EXE เพื่อเรียกทำงานบริการ DLL เหล่านี้แทน

ดังนั้น Service Host Process (svchost.exe) จึงถือกำเนิดขึ้น เพื่อเป็นไฟล์กลางในการเรียกใช้งานบริการต่างๆ ที่อยู่ในรูปแบบของไฟล์ DLL ตามที่ Windows ต้องการ

ทำไมถึงมี Service Host หลายอันใน Task Manager

Service Host Process

หากคุณเคยดู Services(หรือบริการโดยหลังจากนี้จะใช้คำว่าบริการแทน) ใน  Control Panel คุณอาจสังเกตเห็นว่า Windows ต้องการบริการจำนวนมาก หากทุกบริการทำงานภายใต้ Service Host เดียว นั่นหมายความว่าหาก Service Host ล้มเหลวขึ้นมาแล้วล่ะก็ระบบปฎิบัติการ Windows ก็จะล้มเหลวไปด้วย ดังนั้นทาง Microsoft จึงได้ทำการแยก Service Host ออกมาเป็นหลายๆ ส่วนเพื่อให้ Service Host แต่ละอันควบคุมบริการต่างๆ ที่แตกต่างกันไปเช่น

Service Host ที่ให้บริการแตกต่างกันไปนั้นจะใช้เพื่อควบคุมการทำงานแยกกันอย่างชัดเจนตัวอย่างเช่น Service Host สำหรับควบคุม Network, Service Host สำหรับควบคุม UI หรือ Service Host สำหรับควบคุม Remote เป็นต้น

ด้วยความที่ Service Host Process หรือไฟล์ svchost.exe นั้นเป็นตัวเรียกในการทำงานบริการของระบบปฎิบัติการ Windows ทั้งหมด ดังนั้นจึงไม่แปลกที่มันจะใช้งานทรัพยากรของเครื่องคอมพิวเตอร์คุณในทุกๆ ส่วนไม่ว่าจะเป็น CPU, RAM, GPU หรือแม้กระทั่ง Network เองนั้น Service Host Process หรือไฟล์ svchost.exe ก็เรียกใช้ทรัพยากรดังกล่าวด้วยเช่นเดียวกัน


วิธีตรวจสอบ Service Host processes ใน Task Manager

Service Host Process 002

สำหรับวิธีการดังตรวจสอบดูว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณมี Service Host processes อะไรทำงานอยู่บ้างนั้น คุณสามารถที่จะตรวจสอบได้ใน Task Manager ตามขึ้นตอนต่อไปนี้

  • กด Ctrl + Shift + Esc เพื่อโหลด Task Manager โดยตรง
  • คลิก More details ที่ด้านล่างของหน้าต่าง
  • คลิก Name เพื่อจัดเรียงตามชื่อและหยุดไม่ให้งานที่ทำอยู่โดดข้ามไปมา จากนั้นให้เลื่อนและค้นหา Service Host processes ที่ใช้งานอยู่ (คุณอาจต้องเลื่อนไปที่ด้านล่างใต้ Windows processes) จากนั้น คลิกขวาที่บริการที่คุณต้องการตรวจสอบ และเลือกไปที่ Go to details
Service Host Process 003
  • ไฟล์ Service Host ที่คุณคลิกจะถูกเน้นในตารางใหม่ที่ Task Manager โหลดขึ้นมาซึ่งทางด้านขวาคุณจะเห็นการใช้งาน CPU และ RAM (หรือทรัพยากรอื่นๆ) ที่กระบวนการนั้นใช้อยู่
Service Host Process 004

svchost.exe ปลอดภัยหรือไม่

Service Host Process 001

Service Host Process หรือไฟล์ svchost.exe โดยปกติแล้วมักจะปลอดภัย ทว่าด้วยความที่มันเป็นไฟล์ระบบดังนั้นจึงทำให้แฮ็กเกอร์และอาชญากรไซเบอร์สามารถสร้างมัลแวร์ svchost เพื่อเลียนแบบ svchost.exes ของตัวระบบปฎิบัติการ Windows ขึ้นมาได้เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้ผู้ใช้งานสงสัยว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ของตัวเองโดนไวรัสหรือมัลแวร์เข้าให้แล้ว

โปรแกรมสแกนไวรัส บางโปรแกรมอาจจะเข้าไปตั้งค่าสถานะการทำงานของไฟล์ svchost.exe ของระบบปฎิบัติการ Windows ได้เนื่องจากไฟล์นี้สามารถเข้าถึงข้อมูลในส่วนอื่นๆ ของคอมพิวเตอร์คุณได้เกือบทั้งหมด

โดยปกติไฟล์ svchost.exe จะถูกเก็บเอาไว้ในโฟลเดอร์ C:\Windows\system32\ หากคุณพบไฟล์(หรือแม้กระทั่งโปรแกรมสแกนไวรัส) svchost.exe นอกโฟลเดอร์นี้ ให้คิดเอาไว้ก่อนเสมอว่าอาจเป็นไวรัสหรือมัลแวร์ตัวอย่างเช่น หากพบไฟล์ svchost.exe ในโฟลเดอร์ Download นั่นหมายความว่าคุณอาจติดไวรัสชื่อ svchost เข้าให้แล้ว(เป็นสปายแวร์ที่ใช้ตรวจสอบกิจกรรมการทำงานทั้งหมดของคุณกับคอมพิวเตอร์)

อาการของไวรัส Svchost นั้นจะเห็นได้จากการที่ตัวเครื่องใช้ทรัพยากรไม่ว่าจะเป็น CPU หรือ RAM สูงมากผิดปกติ

นอกไปจากนั้นยังมี System Host process ที่ชื่อ csrss.exe (Client Server Runtime Subsystem หรือ ระบบย่อยไคลเอ็นต์เซิร์ฟเวอร์รันไทม์) เองก็ใช้งานทรัพยากรมากจนทำให้ผู้ใช้ Windows บางคนกังวล แต่ถ้ามันไม่ใช่มัลแวร์หรือไวรัสคุณก็ไม่จำเป็นที่จะต้องกังวลไป วิธีการตรวจสอบด้วยตัวเองที่ง่ายที่สุดคือให้ดูตำแหน่งไฟล์นั้นจัดเก็บเอาไว้ตามวิธีการเดียวกับ svchost.exe หากไฟล์อยู่ใน “Windows\System32” ก็ไม่เป็นไรแต่ถ้าอยู่ที่อื่นคุณสามารถที่จะลบมันทิ้งได้ทันที

Service Host Process 005

แม้ว่าไ Service Host process ส่วนใหญ่จะชื่อ svchost.exe แต่ไฟล์ .exe ประเภทอื่นที่เรียกว่า utcsvc.exe ก็เป็น Service Host process ประเภทหนึ่งเช่นกัน ซึ่งมันจะเกี่ยวข้องกับการใช้งาน CPU สูง บางครั้งซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสยังตั้งค่าสถานะไฟล์เหล่านี้เป็น PUP แม้ว่าจะไม่ได้รับการพัฒนาโดย Microsoft แต่ไฟล์ utcsvc ก็ได้รับการติดตั้งไว้ล่วงหน้าใน Windows และจัดอยู่ในประเภท Diagnostic Tracking Tool ที่โดยปกติจะไม่ค่อยได้ทำการเรียกใช้งานมากเท่าไรนัก(นานๆ จะถูกเรียกขึ้นมาใช้งาน)

เนื่องจากไฟล์ utcsvc สามารถเข้าถึงพื้นที่ที่ละเอียดอ่อนในคอมพิวเตอร์ของคุณได้ จึงมีโอกาสที่ไฟล์เหล่านั้นจะถูกใช้เพื่อแพร่กระจายมัลแวร์ได้ และเช่นเดียวกับภัยคุกคามบนโลกออนไลน์ทั้งหมด Windows Defender อาจจะไม่เพียงพอสำหรับการให้ความมั่นใจว่าคุณจะปลอดภัยบนโลกออนไลน์ ดังนั้นหากเป็นไปได้คุณควรที่จะติดตั้งโปรแกรมสแกนไวรัสเพิ่มเติมอย่างน้อยหนึ่งโปรแกรม(เลือกโปรแกรมที่ชอบและใช่สำหรับคุณ)


วิธีปิดการทำงาน svchost.exe

สำหรับปิดการทำงาน Service Host Process หรือไฟล์ svchost.exe นั้นโดยปกติแล้วเราไม่อยากแนะนำให้คุณทำเพราะมันอาจจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อตัวระบบปฎิบัติการ Windows ได้ ดังนั้นก่อนที่จะทำตามขั้นตอนนี้ขอให้คุณพึงระลึกไว้เสมอว่าการปิดการทำงาน Service Host Process หรือไฟล์ svchost.exe นั้นมีความเสี่ยง หากคุณพร้อมที่จะลองก็สามารถที่จะทำได้ตามขั้นตอนต่อไปนี้่

  • กด Ctrl + Shift + Esc เพื่อเปิด Task Manager
  • คลิกที่ Name เพื่อจัดเรียงกระบวนการที่ใช้งานอยู่ตามชื่อ แล้วให้ค้นหา Service Host process ที่คุณต้องการหยุดจากนั้น คลิกขวา และเลือก End task
Service Host Process 007

อย่างที่เราได้เตือนไว้ การหยุด Service Host process ใดๆ นั้นอาจทำให้ระบบเกิดความผิดพลาดขึ้นได้ ดังนั้นก่อนที่จะทำให้คุณบันทึกงานของคุณทุกอย่างก่อนที่คุณจะทำการหยุดการทำงาน svchost.exe เพื่อความปลอดภัย

อย่างไรก็ตาม Windows ไม่อนุญาตให้คุณหยุดการทำงาน svchost.exe ที่กำลังใช้งานโดยโปรแกรมที่เปิดอยู่ดังนั้นหากเป็นไปได้ควรปิดโปรแกรมทุกอย่างก่อนทั้งหมด


วิธีลบไวรัส svchost.exe

อย่างที่ได้บอกไปแล้วว่า Service Host Process หรือไฟล์ svchost.exe นั้นโดนผู้ไม่หวังดีลอกเลียนชื่อไฟล์เพื่อทำเป็นมัลแวร์และไวรัสเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นหากคุณตรวจสอบดูตามด้านบนแล้วว่าตัวไฟล์ svchost.exe ที่มีปัญหาไม่ได้อยู่ในโฟลเดอร์  “Windows\System32” ก่อนที่คุณจะทำการลบเองนั้นเราขอแนะนำให้ทำการสแกนไฟล์ดังกล่าวด้วยโปรแกรมสแกนไวรัส(หรือมัลแวร์) ที่คุณใช้งานก่อน

แต่ปัญหาบางครั้งก็คือไวรัสหรือมัลแวร์ที่ใช้ชื่อว่า svchost.exe บางตัวนั้นอาจจะบล๊อคไม่ให้คุณเข้าถึง Task Manager เพื่อทำการตรวจสอบหาไฟล์เจ้าปัญหาดังกล่าวนี้ได้ วิธีการที่ดีที่สุดคือคุณควรที่จะต้องเข้าสู่ Windows Safe Mode แล้วทำการรันโปรแกรมสแกนไวรัสจากใน Safe Mode หลังจากนั้นให้ทำตามขั้นตอนต่อไปนี้เพื่อที่จะสั่งให้ Windows ซ่อมแซมไฟล์ระบบ

Service Host Process 008
  • กดที่ปุ่มค้นหา(รูปแว่นขยาย) ที่ Task Bar แล้วพิมพ์ CMD คุณจะเจอกับ Command Prompt ให้คุณทำการคลิกขวาแล้วเลือก Run as administrator
Service Host Process 009
  • เมื่อหน้าต่าง Command Prompt ขึ้นมาแล้วให้พิมพ์ sfc /scannow แล้วกด Enter เพื่อให้ระบบสแกนและซ่อมแซมไฟล์ของตัวระบบปฎิบัติการ(แนะนำให้คุณทำขั้นตอนนี้ 3 ครั้ง)

ไม่ได้มีเพียง Service Host Process หรือไฟล์ svchost.exe เท่านั้นที่เป็นเป้าหมายของผู้ไม่ประสงค์ดีในการลอกเลียนแบบไฟล์ไปสร้างไวรัสและมัลแวร์ คุณยังอาจจะเจอการจู่โจมจากผู้ไม่หวังดีจากช่องทางอื่นด้วยเช่นเดียวกัน(ลองศึกษาเพิ่มได้ที่ ทำความรู้จักกับ Shell Infrastructure Host พร้อมวิธีแก้ไขการใช้ทรัพยากรเครื่องสูง)

อย่างไรก็ตามเพื่อความไม่ประมาทคุณควรป้องกันตัวเองด้วยการติดตั้งโปรแกกรมสแกนไวรัส รวมทั้งไม่ควรโหลดไฟล์ต่างๆ ที่เสี่ยงต่อการใช้งานเพื่อแฝงตัวของไวรัสและมัลแวร์จากอินเทอร์เน็ต ที่สำคัญที่สุดก็คืออย่าคลิ๊กลิ้งค์แปลกๆ จากคนที่ไม่รู้จักด้วย

ที่มา : lifewire, avast, glasswire, howtogeek

from:https://notebookspec.com/web/685712-what-is-service-host-or-svchost-exe-and-how-can-we-do-with-it

เปิดตัว Samsung Galaxy Book3 ซีรีส์ บางเฉียบน้ำหนักเบา แต่สเปกแรงไม่เบาเลย

เปิดตัว Samsung Galaxy Book3 ซีรีส์ บางเฉียบน้ำหนักเบา แต่สเปกแรงไม่เบาเลย
HallZy

หลังการเปิดตัว Galaxy S23 สมาร์ตโฟนซีรีส์ใหม่ Samsung ยังประกาศเปิดตัว Galaxy Book3 ออกมาอย่างเป็นทางการ โดยมี 4 รุ่นย่อยให้เลือกซื้อกันได้แก่ Galaxy Book3 Ultra, Book3 Pro และ Book3 Pro 360 ใครสนใจสามารถสั่งซื้อล่วงหน้าได้แล้ววันนี้ โดยจะเริ่มจัดส่งในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2023

ราคาของ Samsung Galaxy Book3 ซีรีส์

  •  Galaxy Book3 Ultra ราคาเริ่มต้น 2,199.99 ดอลลาร์สหรัฐ 
  •  Galaxy Book3 Pro 360 ราคาเริ่มต้น 1,699.99 ดอลลาร์สหรัฐ 
  •  Galaxy Book3 Pro ราคาเริ่มต้น 1,449.99 ดอลลาร์สหรัฐ 
  •  Galaxy Book3 360 ราคาเริ่มต้น 1,299.99 ดอลลาร์สหรัฐ 

gateway galaxy book3 ultra m | Galaxy Book3 | เปิดตัว Samsung Galaxy Book3 ซีรีส์ บางเฉียบน้ำหนักเบา แต่สเปกแรงไม่เบาเลย

Samsung Galaxy Book3 Ultra เป็นโน๊ตบุ๊กแบบ 2-in-1 มาพร้อมกับปากกา S Pen ต้องบอกเลยว่าจุดเด่นของรุ่น Ultra ก็คือฝาพับที่บางเพียง 16.5 มม. เพียงเท่านั้น และมีการใช้วัสดุที่เป็นอะลูมิเนียมน้ำหนักเบา ทำให้ตัวเครื่องมีน้ำหนักแค่ 1.7 กิโลกรัม

ถึงแม้จะน้ำหนักเบาแต่สเปกที่ให้มาก็ถึงว่าหนักข้อไม่เบาเลยเพราะตัวเครื่องมาพร้อมกับ Intel Core เจเนเรชั่น 13 และชิปประมวลผลกราฟิก NVIDIA GeForce RTX 4070 สุดแรง จะเอาไปเล่นเกม หรือนำไปทำงานก็ตอบโจทย์ทุกการใช้งานเลย 

gateway galaxy book3 pro360 m | Galaxy Book3 | เปิดตัว Samsung Galaxy Book3 ซีรีส์ บางเฉียบน้ำหนักเบา แต่สเปกแรงไม่เบาเลย

หน้าจอของ Samsung Galaxy Book3 Ultra มีขนาด 16 นิ้วและใช้แผงจอ Dynamic AMOLED 2X, ความละเอียด 3K / 120Hz บนหน้าจออัตราส่วน 16:10 ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ตัวเครื่องมาพร้อมกับ AI Noise Canceling ที่จะเข้าไปช่วยลดเสียงรบกวนจากรอบตัวได้ และ Samsung Studio Mode ฟีเจอร์ที่เข้ามาช่วยจัดการเรื่องแสงให้ถูกต้อง, ปรับมุมกล้อง และแก้ไข้ Eye Contact ระหว่างประชุมผ่านวิดีโอ

สุดท้ายตัวเครื่องมาพร้อมกับระบบลำโพง 4 ตัวที่รองรับ Dolby Atmos และขนาด Tochpad ที่ใหญ่กว่า Galaxy Book2 Pro มากถึง 39% เลยทีเดียว

ข่าว: เปิดตัว Samsung Galaxy Book3 ซีรีส์ บางเฉียบน้ำหนักเบา แต่สเปกแรงไม่เบาเลย มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/samsung-galaxy-book3-lineup-price/

Windows 11 เตรียมเพิ่มการรองรับระบบไฟล์แบบ ReFS ดีกว่า NTFS ทั้งด้านความยืดหยุ่น และความพร้อมใช้งานของไฟล์

หากใครเคยลง Windows ใหม่, แบ่ง partition ดิสก์ หรือสั่ง format แฟลชไดรฟ์น่าจะคุ้นเคยกับคำว่า NTFS กันมาบ้าง NTFS ย่อมาจาก New Technology File System เป็นระบบจัดการไฟล์บนคอมพิวเตอร์ที่พัฒนาขึ้นโดย Microsoft ตั้งแต่ปี 1992 ถูกใช้งานบน Windows หลายรุ่นมาจนถึง Windows 11 โดยอยู่เบื้องหลังการโยนไฟล์เข้าออกจาก SSD และฮาร์ดดิสก์ที่เราใช้กันเป็นปกติในปัจจุบัน (ควบคู่กับ FAT32 และ exFAT ที่ใช้กับพวก แฟลชไดรฟ์หรือ memory card)

NTFS ถูกใช้มานานและไม่ใช่ของใหม่สุดอีกต่อไป เพราะถัดมาในปี 2012 Microsoft ได้พัฒนาระบบที่ทันสมัยกว่ามาแทนที่ (นำ NTFS มาปรับปรุงเพิ่ม) ใช้ชื่อว่า ReFS ย่อมาจาก Resilient File System แปลตรงตัวตามชื่อคือระบบไฟล์ที่มีความยืดหยุ่น Microsoft เริ่มใช้ ReFS ครั้งแรกบน Windows Server 8 และใช้อยู่กับฝั่งเซิร์ฟเวอร์เป็นหลักมาตลอด ขณะที่ฝั่ง Client ก็เคยได้ใช้มาบ้างเช่น Windows 10 Pro แต่ก็ถูกถอดออกไปด้วยความไม่พร้อมหลายอย่าง

แต่ล่าสุด Microsoft ได้ตัดสินใจเอา ReFS มาใช้กับ Windows 11 ด้วยอีกครั้ง เพื่อให้เป็นอีกทางเลือกสำหรับการจัดการไฟล์บนตัว OS เพราะ ReFS มีข้อดีกว่า NTFS หลายด้าน โดยเฉพาะด้านความพร้อมใช้งานของไฟล์ที่เพิ่มขึ้น (ความเข้ากันได้ดีขึ้น ความผิดพลาดน้อยลง) และด้านการปรับขนาด (scale) ไฟล์ที่ทำให้ระบบจัดการกับขนาดข้อมูลใหญ่ ๆ ได้ดีกว่าด้วย

ข้อดีของ ReFS ที่พัฒนาเพิ่มเติมจาก NTFS

  • รองรับขนาดการจัดการพื้นที่ไฟล์สูงสุดจาก 256TB เพิ่มเป็น 35PB (1,024TB = 1PB) 
  • ใช้วิธีการเขียนไฟล์แบบ copy on write / allocate-on-write ซึ่งจะเขียนไฟล์ไว้บนบล็อกข้อมูลใหม่ก่อน แทนการเขียนทับบล็อกข้อมูลเก่าที่ NTFS ทำ ทำให้ข้อมูลเก่ายังไม่โดนแทนที่ทันทีจนกว่าจะเขียนเสร็จ ได้ข้อดีคือไฟล์เดิมก็จะไม่พังด้วยเวลากดยกเลิกหรือ copy ไม่สำเร็จ
  • ทำงานร่วมกับ Storage Spaces ซึ่งเป็นฟีเจอร์ใหม่ตั้งแต่ Windows 8 ได้ดีขึ้น มีประโยชน์คือมีการสำรองระบบไฟล์ไว้บนดิสก์อีกตัวหนึ่ง ซึ่งจะช่วยซ่อมตัวเองกลับมาได้เมื่อดิสก์ตัวใดตัวหนึ่งมีปัญหา
  • ในกรณีที่ต่อให้ดิสก์ 2 ตัวไฟล์ข้างในพังพร้อมกัน การกู้คืนระบบก็ยังทำได้ง่ายและเร็วกว่าของเดิม เพราะ ReFS จะดึงข้อมูลที่มีปัญหาออกจากระบบไฟล์ชั่วคราวก่อน เพื่อให้ระบบโดยรวมทำงานต่อไปได้ ซึ่งค่อนข้างเหมาะกับงานฝั่งเซิร์ฟเวอร์ที่แข่งกับเวลา
  • ใช้การ checksum ช่วยตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลปลายทางที่ copy มาว่าตรงกับต้นทางรึเปล่า เสริมข้อดีให้กับการวางไฟล์ที่ไม่ได้ทับของเดิมทันที คือใช้วิธีตรวจสอบทีหลังแทน ทำให้ยังได้ในเรื่องความปลอดภัยเหมือนเดิม (ม้าโทรจันแอบขึ้นรถแฝงตัวมากับไฟล์ไม่ได้)
  • พื้นฐานโดยรวมไม่ได้ต่างจาก NTFS มาก (ใช้โค้ดเดียวกัน แก้แค่ฐานส่วนจัดการไฟล์บนดิสก์) ทำให้ยังสามารถปรับความเข้ากันได้กับทุกอย่างที่อิงกับระบบเก่าได้ค่อนข้างเสถียร (อาจยังไม่เต็ม 100% แต่อยู่ในระดับสูง)

อย่างไรก็ตาม ReFS ก็ยังมีข้อจำกัดหลายอย่าง เช่น ไม่รับรองสตอเรจแบบถอดได้ (Removable Media) รวมถึงยังไม่รองรับการบีบอัด (Compression) และการเข้ารหัส (Encrytion) บางรูปแบบ พูดง่าย ๆ ว่ายังรองรับซอฟต์แวร์หลายอย่างได้ไม่ดีเท่า NTFS ซึ่งอยู่มานานกว่า เลยยังไม่เหมาะกับผู้ใช้ PC ทั่วไปขนาดนั้น

คาดว่าครั้งนี้ Microsoft ตั้งใจเตรียมนำ ReFS มาใส่ไว้ใน Windows 11 เพื่อการรองรับเผื่ออนาคตเฉย ๆ ยังไม่กะเอามาเป็น default สำหรับการลง Windows แทนที่ NTFS ในเร็ววันนี้ แต่ไม่แน่ เพราะปัจจุบันการใช้ข้อมูลในเครื่องระดับ PC เริ่มต้องการความยืดหยุ่นที่สูงขึ้น เห็นได้จากการเขียนไฟล์แบบคลาวด์เข้าออก OneDrive ทุกวัน, การจัดการไฟล์ Excel เรคคอร์ดใหญ่ ๆ หรือกระทั่งระดับประมวลผล AI (คอมบางเครื่องแทบจะกลายเป็น Workstation ที่เป็นเซิร์ฟเวอร์ในตัวได้แล้ว) ซึ่งทั้งหมดต้องการระบบจัดการไฟล์ที่ดีกว่าเดิมทั้งสิ้น นี่จึงน่าจะเป็นเหตุผลว่าทำไม Microsoft ถึงอยากนำ ReFS มาใช้กับ Windows ทั่วไปด้วยนั่นเอง

 

 

ที่มา : Windows Latest

from:https://droidsans.com/windows-11-to-get-refs-file-system-support/

ทำความรู้จักกับ Shell Infrastructure Host พร้อมวิธีแก้ไขการใช้ทรัพยากรเครื่องสูง

Shell Infrastructure Host เป็นโปรเซสที่น่าสงสัยที่สุดบน Windows เพราะใช้ทรัพยากรของเครื่องสูงมาก มาทำความรู้จักกับมันและวิธีจัดการแก้ไขกัน

Shell Infrastructure Host
Shell Infrastructure Host

เคยเจอปัญหาไหมที่อยู่ๆ ก็รู้สึกว่า Windows ทำงานช้าลงอย่างเห็นได้ชัด โดยหากคุณเป็นคนที่คุ้นเคยกับระบบปฎิบัติการ Windows อยู่บ้างเชื่อว่าคุณจะเข้าไปดูโปรเซสที่กำลังทำงานอยู่ผ่านทาง Task Manager ซึ่งในบางครั้งคุณจะพบว่ามีโปรเซสหนึ่งทำงานอยู่ตลอดเวลาภายใต้ชื่อ Shell Infrastructure Host หรือไฟล์ sihost.exe ทำงานอยู่แถมมันก็ใช้ทรัพยากรของเครื่องคอมพิวเตอร์คุณ(โดยเฉพาะหน่วยประมวลผล) หนักมาก

หลายท่านอาจจะสงสัยว่ามันคืออะไร เป็นไวรัสหรือไม่ ก่อนที่คุณจะทำอะไรลงไปกับมันนั้น เราอยากขอแนะนำให้คุณทำความรู้จักกับมันผ่านบทความนี้ พร้อมกับวิธีการแก้ไขเบื้องต้นเพื่อที่คุณจะได้สามารถแก้ไขปัญหาที่น่าหนักใจดังกล่าวนี้ได้

Advertisementavw


ทำความรู้จักกับ Shell Infrastructure Host

sihost exe in windows 10

โปรเซส Shell Infrastructure Host หรือที่อยู่ในรูปแบบไฟล์ sihost.exe บน Windows นั้นมีเอาไว้เพื่อสร้างและดูแลอินเทอร์เฟซผู้ใช้แบบกราฟิกสำหรับองค์ประกอบต่างๆ ของระบบปฎิบัติการ Windows ตัวอย่างที่เด่นชัดมากที่สุดเลยก็คือโปรเซสดังกล่าวนี้จะทำหน้าที่ในการจัดการลักษณะที่ปรากฏของพื้นหลังเดสก์ท็อป, การแจ้งเตือนแบบโผล่ขึ้นมาบนหน้าจขอและแถบงานต่างๆ ที่ใช้งานบนหน้าจอ ณ เวลานั้นๆ

Shell Infrastructure Host เป็นโปรเซสที่ทำหน้าที่ดูแล UI บนระบบปฎิบัติการ Windows

โดยทั่วไปโปรเซส Shell Infrastructure Host จะใช้ทรัพยากรของเครื่องคอมพิวเตอร์อย่างหน่วยประมวลผล(CPU) และหน่วยความจำ(RAM) ไม่สูงมากเท่าไรนัก อันที่จริงแล้วโปรเซส Shell Infrastructure Host แทบจะไม่เป็นภาระต่อระบบปฎิบัติการ Windows ของคุณเลยด้วยซ้ำไป

ถึงจะเป็นเช่นนั้นก็อย่าพึ่งย่ามใจไปเพราะโปรเซส Shell Infrastructure Host ก็เหมือนกันกับโปรเซสอื่นๆ ของระบบปฎิบัติการ Windows ที่ในบางครั้งปัญหาเกี่ยวกับแอปพลิเคชันบางแอปหรือการเปิดใช้ฟีเจอร์บางอย่างของ Windows อาจทำให้โปรเซส Shell Infrastructure Host ต้องใช้ทรัพยากรมาก ซึ่งนั่นเลยกลายเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหา

Sihost.exe ใน Windows 11 รวมถึง Windows รุ่นก่อนหน้านี้(ย้อนไปถึง Windows 7) เป็นไฟล์ที่มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ ซึ่งโฟลเดอร์ที่ตัวไฟล์นี้ถูกเก็บอยู่นั้นก็คือ “C:\ Windows\System 32\” ดังนั้นหากถามในเบื้องต้นแล้วบอกได้เลยว่า Shell Infrastructure Host หรือไฟล์ Sihost.exe ที่อยู่ในโฟลเดอร์ดังกล่าวนี้ไม่ใช่ไฟล์มัลแวร์หรือไวรัสที่ผู้ไม่ประสงค์ดีแอบมาติดตั้งไว้บนเครื่องของคุณอย่างแน่นอน

Sihost.exe ที่อยู่ในโฟลเดอร์ “C:\ Windows\System 32\” เป็นไฟล์ของ Microsoft โดยตรงไม่ใช่ไวรัส

แต่ว่าอย่าพึ่งไว้ใจไปเพราะผู้ไม่ประสงค์ดีมักจะตั้งชื่อไฟล์มัลแวร์หรือไวรัสให้เหมือนกันกับไฟล์ที่เป็นระบบปฎิบัติการเครื่องอยู่ซึ่งไฟล์ Sihost.exe เองนั้นก็โดนปลอมแปลงกับเขาด้วยเช่นเดียวกันเนื่องจากมันเป็นเรื่องที่ง่ายมากที่จะทำให้ผู้ใช้ทั่วไปอย่างเราๆ ท่านๆ ไม่สนใจว่ามันเป็นมัลแวร์หรือไวรัสถึงแม้ว่ามันจะใช้ทรัพยากรของเครื่องคอมพิวเตอร์สูงอยู่ตลอดเวลามาก็ตาม

Sihost.exe Process in Windows 10 1

คุณสามารถที่จะตรวจสอบการทำงานของโปรเซส Shell Infrastructure Host ได้โดยการเปิด Task Manager โดยการคลิกขวาที่ Task bar แล้วเลือก “Task Manager” จากนั้นดูที่แท็บ ” Processes” แล้วเลื่อนเลื่อนลงไปข้างล่างทีละเล็กน้อยเพื่อดูโปรเซส “Shell Infrastructure Host” หรือไฟล์ Sihost.exe 

หากคุณพบว่าโปรเซส Shell Infrastructure Host ไม่ได้ใช้ทรัพยากรของเครื่องมากจนผิดปกติ เราขอยินดีด้วยว่าเครื่องของคุณนั้นน่าจะยังไม่มีปัญหากับโปรเซส Shell Infrastructure Host ณ เวลาที่คุณเปิดดูอย่างแน่นอน

เราสามารถ Disable หรือ Terminate การทำงานของไฟล์ Sihost.exe ได้หรือไม่

คุณสามารถยุติกระบวนการ Sihost.exe ได้โดยคลิกปุ่ม “End Task” ใน Task manager ซึ่งการกระทำเช่นนี้นั้นจะยุติกระบวนการทำงานของไฟล์ Sihost.exe ลง อย่างไรก็ดีกระทำดังกล่าวไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่งหากเครื่องของคุณทำงานได้อย่างปกติและโปรเซส Shell Infrastructure Host ไม่ได้ใช้ทรัพยากรของเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณมากจนผิดสังเกต

การยุติการทำงานโปรเซส Shell Infrastructure Host นั้นอาจทำให้เกิดข้อผิดพลาดร้ายแรงกับระบบเนื่องจาก Sihost เป็นไฟล์ระบบดังที่เราได้กล่าวไปแล้วในข้างต้น แต่ถ้าหากคุณยังอยากจะซนลองยุติการทำงานมันดูแล้วล่ะก็คุณอาจจะได้เจอกับปัญหาการใช้งานเช่นไม่สามารถเปิด Start Menu และ Cortana ได้ นอกไปจากนี้ในกรณีที่เลวร้ายที่สุดคุณอาจพบการหยุดทำงานของ file explorer บ่อยครั้งจนทำให้ใช้งานอะไรไม่ได้เลย

อย่าลบไฟล์ Sihost.exe ที่อยู่ในโฟลเดอร์ “C:\ Windows\System 32\” เด็ดขาดเพราะมันจะเป็นการทำให้ Windows Shell เสียหายอย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งวิธีแก้ปัญหาคือคุณต้องลง Windows ใหม่เท่านั้น

จะเกิดอะไรขึ้นหาก Sihost.exe เสียหาย

ไฟล์ Sihost.exe หรือโปรเซส Shell Infrastructure Host ที่มีข้อบกพร่อง(หรือได้รับความเสียหาย) อาจทำให้ระบบของคุณทำงานช้าและแสดงข้อความแสดงข้อผิดพลาดประเภทต่างๆ เช่น

  • Shell Infrastructure Host has stopped working.
  • A problem has occurred that caused the program to terminate.
  • Access violation of the address FFFFFFFF in Shell Infrastructure Host (Sihost.exe) module and reading the address 00000000 (an Unknown hard error).

Sihost.exe ไม่ใช่ภัยคุกคามต่อระบบคอมพิวเตอร์ของคุณอย่างที่เราได้กล่าวไว้แล้วในข้างต้น แต่ก็ปฎิเสธไม่ได้ว่าบางทีมันก็น่าสงสัยว่า Sihost.exe ที่ใช้งานทรัพยากรของเครื่องคอมพิวเตอร์มากจนเกินไปนั้นเป็นมัลแวร์หรือไวรัสรึไม่ ขึ้นตอนต่อไปเราจะมาทำการตรวจสอบดูกันว่า Sihost.exe ที่คุณกำลังสงสัยอยู่นั้นเป็นไฟล์ระบบจริงๆ หรือเป็นมัลแวร์ที่แอบแผงเข้ามาในเครื่องของคุณ


วิธีเช็คว่า Shell Infrastructure Host เป็นไวรัสหรือไม่

Sihost.exe Process in Windows 10 2

อย่างที่บอกไปว่ามัลแวร์และไวรัสจำนวนมากสามารถแฝงตัวไปยังไฟล์ระบบได้ เพราะมันเป็นเรื่องที่ง่ายมากที่จะหลอกให้คุณไม่สงสัยว่าได้โดนมัลแวร์หรือไวรัสเข้าไปแล้ว ดังนั้นหากคุณต้องการตรวจสอบดูว่าไฟล์ Sihost.exe ยังคงเป็นไฟล์ระบบจากทาง Microsoft ที่ไม่มีอันตรายแฝงตัวหรือไม่ให้ทำตามขึ้นตอนดังต่อไปนี้

  • เปิด “Task Manager” และเลือก “Shell Infrastructure Host” คลิกขวาแล้วเลือก “Properties”
Sihost.exe Process in Windows 10 3 353x500 1
  • คลิกที่แท็บ “Details” และอ่านคำอธิบายของไฟล์ หากเป็นไฟล์ของแท้จะมีลิขสิทธิ์จาก Microsoft Corporation

อีกวิธีหนึ่งที่คุณสามารถทำการตรวจสอบว่า Sihost.exe เป็นไฟล์ที่เป็นอันตรายหรือไม่นั่นก็คือการตรวจสอบตำแหน่งในไดเร็กทอรีโดยสามารถที่จะทำตามขั้นตอนด้านล่างต่อไปนี้

Sihost.exe Process in Windows 10 4
  • เปิด Task Manager คลิกขวาที่ “Shell Infrastructure Host” และเลือกตัวเลือก “Open File Location
  • ตรวจสอบไดเร็กทอรีที่มีไฟล์อยู่ หากอยู่ในไดเร็กทอรี C:\Windows\System32 คุณก็ไม่จำเป็นต้องกังวลอะไรอีกต่อไป แต่ถ้าไดเร็กทอรีอื่นๆ แล้วล่ะก็ นี่เป็นสัญญาณว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณโดนไวรัสหรือมัลแวร์เข้าให้แล้ว

เตือนอีกครั้งอย่าลบอย่าลบไฟล์ Sihost.exe ที่อยู่ในโฟลเดอร์ “C:\ Windows\System 32\” เด็ดขาด

Sihost.exe Process in Windows 10 5

จัดการ “Shell Infrastructure Host” ปลอมที่เป็นมัลแวร์หรือไวรัส

ทีนี้เรามาดูกันต่อว่าเราจะจัดการกับโปรเซส “Shell Infrastructure Host” หรือไฟล์ Sihost.exe ที่เป็นไวรัสหรือมัลแวร์กันได้อย่างไร วิธีการที่ง่ายที่สุดคือจัดการสแกนพีซีของคุณด้วยซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสและมัลแวร์ชื่อดัง

ในกรณีที่คุณพบว่าโปรเซส “Shell Infrastructure Host” หรือไฟล์ Sihost.exe ยังไม่โดนมัลแวร์หรือไวรัสฝัง คุณสามารถที่จะป้องกันได้ด้วยวิธีการต่อไปนี้

  • อัปเดต Windows ของคุณเป็นเวอร์ชันล่าสุด เพราะการอัปเดตใหม่ล่าสุดจะมีการแก้ไขช่องโหว่ในตัวระบบปฎิบัติการที่เป็นเป้าหมายของของผู้ไม่ประสงค์ดีได้
  • ใช้โปรแกรมป้องกันไวรัสที่มีประสิทธิภาพและอย่าปิดไฟร์วอลล์
  • อัปเดตโปรแกรมป้องกันไวรัสของคุณให้ทันสมัยอยู่เสมอ
  • อย่าเปิดลิงค์จากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ
  • อย่าบันทึกรหัสผ่านและข้อมูลสำคัญของคุณบนเว็บเบราว์เซอร์ โดยเฉพาะรายละเอียดบัตรเครดิตและธนาคารเนื่องจากอาจถูกดูดข้อมูลออกไปได้โดยไม่รู้ตัว
  • ติดตั้ง Windows ที่ถูกลิขสิทธิ์เสมอ การโหลดไฟล์ ISO  Windows ที่ผ่านการดัดแปลงมาเพื่อติดตั้งคุณอาจจะได้มัลแวร์หรือไวรัสเป็นของแถม

การแก้ไข Shell Infrastructure Host ใช้งานทรัพยากรเครื่องสูง

หากคุณได้อ่านมาจนถึงตรงนี้และทำการตรวจสอบแล้วว่าโปรเซส “Shell Infrastructure Host” หรือไฟล์ Sihost.exe ไม่ได้ติดมัลแวร์หรือไวรัสอย่างแน่นอน แต่โปรเซส “Shell Infrastructure Host” หรือไฟล์ Sihost.exe ก็ยังคงใช้ทรัพยากรของเครื่องมากผิดปกติ เหตุการดังกล่าวนี้อาจจะมาจากสาเหตุหลักสองประการคือหน่วยความจำรั่วจากแอปพลิเคชันหรือโปรแกรมบางโปรแกรม และการตั้งค่าส่วนบุคคลหรือ Personalization ไม่ถูกต้อง ซึ่งเราจะแนะนำวิธีการแก้ไขปัญหาดังกล่าวตามขั้นตอนด้านล่างต่อไปนี้

ทำการตรวจสอบเบื้องต้น

  1. ปิดแอปที่เน้นกราฟิกทั้งหมดและเปิดทีละแอปหากคุณใช้งานหลายแอปพร้อมกัน(โดยเฉพาะกับผู้ใช้งานโปรแกรม Wallpaper Engine ที่ใช้งานทรัพยากรสูงมากสำหรับกราฟิกหน้าเดสก์ท็อปบางประเภท)
  2. ปิดใช้งานวิดเจ็ตและการปรับแต่งเดสก์ท็อปอื่นๆ ชั่วคราว
  3. ไปที่ Task Manager ค้นหากระบวนการ Shell Infrastructure Host คลิกขวาที่มันแล้วกด End task แล้วทำการรีสตาร์ทเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อให้ระบบเริ่มต้นใหม่
  4. ตรวจสอบให้แน่ใจว่าระบบปฏิบัติการ Windows ของคุณเป็นรุ่นล่าสุด
  5. ตรวจสอบว่ากระบวนการของ Shell Infrastructure Host เป็นของแท้และไม่ใช่ไวรัสที่ตั้งชื่อตามชื่อไฟล์ระบบของ Microsoft
  6. เรียกใช้การสแกน SFC และ DISM เพื่อแก้ไขไฟล์ระบบที่เสียหายซึ่งอาจทำให้ระบบของคุณทำงานหนักเกินไป(สามารถดูวิธีการใช้งานได้จาก 20 Windows Command Prompt (CMD) ที่คุณควรรู้)
  7. ตรวจสอบให้แน่ใจว่าไดรเวอร์กราฟิกของคุณเป็นเวอร์ชันใหม่ล่าสุดเสมอเนื่องจากในเวอร์ชันใหม่ๆ นั้นจะมีการแก้ไขปัญหาออกมาอย่างต่อเนื่อง
  8. ใช้การสแกนมัลแวร์แบบออฟไลน์ของ Microsoft Defender ตรวจสอบให้มั่นใจว่า Shell Infrastructure Host บนเครื่องของคุณนั้นไม่ได้ถูกมัลแวร์หรือไวรัสแฝงตัวอยู่

หากทำตามขั้นตอนขั้นต้นแล้วก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ คุณสามารถลดการใช้ทรัพยากรของโปรเซส Shell Infrastructure Host ได้โดยการตรวจสอบการรั่วไหลของหน่วยความจำในแต่ละแอปพลิเคชันและปรับแต่งการตั้งค่าส่วนบุคคล ซึ่งสามารถที่จะทำได้ตามวิธีการทางด้านล่างต่อไปนี้

วิธีจัดการแก้ไขปัญหาหน่วยความจำรั่วไหล

หน่วยความจำรั่วในแอปที่เน้นการใช้งานทรพยากรด้านกราฟิกเช่น แอปสำหรับดูรูปภาพที่ติดตั้งมาพร้อมกับระบบปฎิบัติการ Windows, Paint 3D และอื่นๆ เป็นสาเหตุหลักอันดับแรกๆ ที่โปรเซส Shell Infrastructure Host ใช้หน่วยความจำ(RAM) มากเกินไป

หน่วยความจำรั่วคือการที่ระบบปฎิบัติการจัดสรรทรัพยากรหน่วยความจำ(RAM) ไม่ถูกต้อง ตัวอย่างง่ายๆ ที่สามารถเห็นได้ชัดเจนก็คือแอปพลิเคชันหรือโปรแกรมที่เปิดขึ้นมาใหม่ไม่สามารถเรียกใช้งานได้ถึงแม้ว่าจริงๆ แล้วหน่วยความจำของคุณจะว่างอยู่ก็ตาม

วิธีการสังเกตว่าแอปพลิเคชันหรือโปรแกรมไหนที่มีอาการหน่วยความจำรั่วก็คือให้คุณทำการดูใน Task Manager ว่าแอปหรือโปรแกรมนั้นใช้หน่วยความจำ(RAM) มากผิดปกติหรือบ่อยๆ หรือไม่ หากคุณเจอแอปหรือโปรแกรมที่คุณสงสัยแล้วว่าทำให้เกิดอาการหน่วยความจำจะรั่ว คุณสามารถที่จะแก้ไขได้ตามขั้นตอนทางด้านล่างต่อไปนี้

Image 1 Changing Advanced Options Settings of Microsoft Photos App in Windows Settings App
  • คลิกขวาที่ปุ่ม Windows Start แล้วเลือก Apps and Features
  • ค้นหาแอปที่มีปัญหาในรายการ
  • คลิกที่จุดแนวตั้งสามจุดถัดจากแอป(จุดที่อยู่ทางด้านขวา) แล้วเลือก  Advanced options
Image 2 Clicking on the Repair Button under Reset Option in the Advanced Options Settings of Microsoft Photos App in Windows Settings App
  • จากนั้น เลื่อนลงและคลิก Repair

นอกจากจะ Repair แล้วคุณยังสามารถ Reset แอปได้โดยคลิกที่ปุ่ม Reset ที่อยู่ด้านล่าง Repair อย่างไรก็ตามก่อนที่จะ Reset นั้นเราขอให้คุณลอง Repair ดูก่อนว่าแก้ปัญหาได้หรือไม่เนื่องจากการ Reset นั้นจะทำให้ข้อมูลของแอปดังกล่าวหายทั้งหมด ขั้นต่อมาหาก Reset ดูแล้วก็ยังไม่ได้ผลให้คุณทำการถอนแล้วติดตั้งแอปนั้นใหม่อีกครั้ง

Image 3 Clicking on the Reset Button under Reset Option in the Advanced Options Settings of Microsoft Photos App in Windows Settings App

หากการติดตั้งใหม่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาการรั่วไหลของหน่วยความจำ บางทีปัญหาอาจจะเกิดขึ้นจากตัวแอปนั้นๆ เองที่มีปัญหาหน่วยความจำรั่วไหล วิธีแก้นี้คุณอาจจะต้องรอผู้พัฒนาทำการอัปเดทแอปเวอร์ชันใหม่หรือลองใช้แอปรูปแบบเดียวกันดูแทน

ปรับแต่งการตั้งค่า Personalization

โปรเซส Shell Infrastructure Host จัดการองค์ประกอบกราฟิกส่วนใหญ่ในการตั้งค่าส่วนบุคคลของ Windows เช่น themes, colors, transparency effects ฯลฯ เพื่อจัดการให้โปรเซส Shell Infrastructure Host ใช้ทรัพยากรน้อยลงคุณสามารถที่จะลองทำการปิดใช้งานคุณสมบัติที่ไม่จำเป็นบางอย่างได้ตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

Image 4 Tweaking the Personalization Settings by Selecting a Static Background in Windows Settings App
  • หากคุณใช้ฟีเจอร์ฺ wallpaper slideshow หรือ Windows spotlight ของ Windows คุณควรเปลี่ยนกลับมาใช้งานเป็นพื้นหลังแบบภาพนิ่งก่อน โดยคลิกขวาที่ปุ่ม Start ของ Windows แล้วเลือก Settings จากนั้นคลิก Personalization ในแถบด้านข้างซ้าย ต่อด้วยการคลิกที่ดรอปดาวน์ถัดจาก Personalize your background แล้วเลือก Picture แล้วกดตกลง
  • หากคุณเปิดใช้ฟีเจอร์ contrast theme เพื่อการเข้าถึงที่ดีขึ้น ให้กดปุ่มคีย์บอร์ด Alt ซ้าย + Shift ซ้าย + Print Screen(PrtSc) พร้อมกันเพื่อปิดใช้งานฟีเจอร์ดังกล่าว
  • ต่อไปให้ไปที่ Personalization > Colors และปิดใช้งาน Transparency effects 
  • หากคุณใช้สี Accent แบบกำหนดเองให้เปลี่ยนการตั้งค่าเป็น Automatic แทน
Image 5 Turning Off Transparency Effects and Changing Accent Color to Automatic in Windows Personalization Settings
  • เปลี่ยนไปใช้ Themes เริ่มต้นของ Windows หากคุณใช้ Themes อื่นๆ ที่โหลดมาจากอินเทอร์เน็ต(ซึ่งอาจจะมีการใช้งานกราฟิกสูง)

คุณยังสามารถปิดใช้งานหรือปรับแต่งคุณสมบัติอื่นๆ ในการตั้งค่า personalization ดูได้แล้วทำการตรวจสอบว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นๆ ช่วยลดการใช้หน่วยความจำของโปรเซส Shell Infrastructure Host หรือไม่

อย่างไรก็ตามแต่แล้วนั้นปัญหาดังกล่าวทั้งหมดนี้อาจจะมีสาเหตุอีกอย่างหนึ่งมาจากการที่เครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณเริ่มช้าเกินไปสำหรับระบบปฎิบัติการ Windows เวอร์ชันใหม่ ดังนั้นคุณควรดูสเปคความต้องการของ Windows เวอร์ชันที่คุณต้องการจะติดตั้งก่อนว่าเข้ากันได้กับสเปคเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณหรือไม่

ที่มา : compspice, windowsreport, makeuseof, thewindowsclub, howtogeek

from:https://notebookspec.com/web/685400-what-does-the-shell-infrastructure-host-process-do-on-windows-and-how-to-fix-its-high-resources-consumption

จัดอันดับ Windows จากแย่ไปดีที่สุดนับตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา

Windows ระบบปฎิบัติการที่มีผู้ใช้มากที่สุดจาก Microsoft มีอายุมาอย่างยาวนานและมีออกมาให้ใช้หลายเวอร์ชั่น มาดูกันดีกว่าว่านับตั้งแต่ Y2K มาเราผ่าน Windows อะไรกันมาบ้าง

Windows
จัดอันดับ Windows ตั้งแต่ Y2K

เชื่อไหมว่าคุณสามารถบอกอายุของคนอื่นๆ ได้ด้วยการถามว่า Windows เวอร์ชันใดที่พวกเขาชื่นชอบ เพราะ Windows นั้นอยู่กับวงการคอมพิวเตอร์มาอย่างยาวนานและยังไม่จางหายไปได้อย่างง่ายๆ ในขณะที่หลายๆ คนอาจจะบอกว่า Windows นั้นเหมือนจะไร้คู่แข่ง แต่จริงๆ แล้ว Windows นี่แหละที่แข่งกันเองภายใน Microsoft

การจัดอันดับเวอร์ชันต่างๆ ของ Windows นั้นเป็นมากกว่ายุคของคอมพิวเตอร์ที่คุณเติบโตมา มีบางอย่างที่ร้ายแรงมากในแคตตาล็อกด้านหลังของ Microsoft เช่นเดียวกับที่มีชัยชนะอยู่ด้วยเช่นกัน แต่ไม่ว่าคุณจะมองย้อนกลับไปถึงการเปิดตัวครั้งร้ายแรงของ Microsoft ด้วยสายตาอย่างแท้จริงต่อความผิดพลาดของ Microsoft

Advertisementavw

จะยังไงก็แล้วแต่นี่คือ Windows ทุกเวอร์ชันที่จัดอันดับจากดีที่สุดไปหาแย่ที่สุดนับตั้งแต่ในยุค Y2K เป็นต้นมา มาดูกันว่าอันดับที่เรายกมานั้นจะตรงใจคุณไหม



Windows 8 (2012)

windows8 01
ติดตั้งผ่านทาง(ตามมาตรฐานของ Microsoft) DVD 8GB, USB Flash drive และ Windows Update
พื้นที่แหล่งเก็บข้อมูลที่ใช้หลังติดตั้ง 20GB

จาก Windows 7 ที่สวยงาม, ประสบความสำเร็จและเป็นที่รัก Microsoft ทำในสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นคือ ทำทุกอย่างให้พัง การก้าวพลาดที่เห็นได้ชัดของ Windows 8 นั้นสมเหตุสมผลมากในการเข้าใจถึงปัญหาหลังเหตุการณ์ต้นปี 2010 เป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่และรวดเร็วสำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยี โดยส่วนใหญ่เป็นเพราะความสำเร็จของสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต (โดยเฉพาะ iPhone และ iPad) ทุกอย่างจำเป็นต้องมีหน้าจอสัมผัส Microsoft มองไปที่ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของธุรกิจซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ของ Apple โดยเฉพาะ App Store และกล่าวว่า “เราต้องการสิ่งนั้น”

ดังนั้น Windows เวอร์ชันที่แย่ที่สุดจึงถือกำเนิดขึ้น ระบบปฏิบัติการที่สร้างขึ้นสำหรับทั้งเดสก์ท็อปและโน๊ตบุ๊คแบบจอสัมผัสที่ไม่ได้เก่งในด้านใดด้านหนึ่ง ระบบปฏิบัติการที่ต้องการควบคุม(และขาย) แอปพลิเคชันทั้งหมดผ่าน Microsoft Store ใหม่ แม้ว่า Windows จะเป็นแพลตฟอร์มแบบเปิดก็ตาม

Microsoft พยายามแก้ปัญหา UI ที่เลวร้ายที่สุดของ Windows 8 กับ Windows 8.1 ในปี 2013 โดยใช้วิธี backpedaling เพื่อนำปุ่ม Start ของแถบงานกลับมา มันทำให้ Windows 8.1 ใช้งานได้มากขึ้น แต่ก็ยังเป็นการผสมผสานระหว่างอินเทอร์เฟซเดสก์ท็อปและแท็บเล็ตที่น่าอึดอัดใจ

การยอมรับที่ซบเซาสะท้อนให้เห็นตามที่ NetMarketshare ได้เผยส่วนแบ่งในตลาดของ Windows ภายในช่วงปี 2015 ก่อนที่ Windows 10 จะวางจำหน่ายพบว่า Windows 8 และ Windows 8.1 รวมกันมีส่วนแบ่งตลาดพีซีเพียง 14% ในขณะที่ Windows 10 สามารถที่จะผ่าน 14% ได้ภายในหนึ่งปี


Windows Me (2000)

windowsme01
ติดตั้งผ่านทาง(ตามมาตรฐานของ Microsoft) 1 CD-ROM
พื้นที่แหล่งเก็บข้อมูลที่ใช้หลังติดตั้ง 320MB

คุณทราบดีว่าไม่ใช่สัญญาณที่ดีเมื่อ Windows เวอร์ชันหนึ่งมีอายุการใช้งานน้อยกว่าหนึ่งปี Windows Millennium Edition เป็นชื่อที่สมบูรณ์แบบอย่างแท้จริงสำหรับซอฟต์แวร์ชิ้นหนึ่งที่ล้าสมัย อย่างจริงจัง ME คือปี 2000 ซีดีการติดตั้งเป็นโฮโลแกรม(นี่มัน Y2K ชัดๆ)

Windows ME ถูกกำหนดให้เป็นตัวตายตัวแทนของ Windows 95/98 ในแง่ที่ว่ามันรวบรวมข้อบกพร่องและปัญหาทั้งหมดของเวอร์ชันเหล่านั้นและรวมเข้าด้วยกันเป็นระบบปฏิบัติการเส็งเคร็งอย่างสมบูรณ์แบบ ในทางปฏิบัติดูเหมือนว่าจะ Windows ME เหมือนกับ Windows 98 และไม่มีฟีเจอร์ใหม่ใดที่เปิดตัวมาชดเชยความไม่เสถียรที่น่าอับอายได้มากนัก Windows ME ทำให้ Windows 95 ดูเสถียรขึ้นมาเป็นอย่างมากเลยทีเดียวหากเอามาเทียบกัน

บางทีบาปที่ร้ายแรงที่สุดที่ ME กระทำคือการจำกัดการเข้าถึงของผู้ใช้ไปยัง DOS แม้ว่าจะเป็นระบบปฏิบัติการ Windows สุดท้ายที่สร้างขึ้นจาก DOS มันสิ้นสุดยุคที่ก้าวล้ำของ Windows ด้วยเสียงครวญคราง ทว่า Microsoft ก็แก้เกมด้วย Windows XP ที่มาพร้อมกับเสียงตอบรับโครมครามในอีกหนึ่งปีต่อมาได้อย่างงดงาม


Windows Vista (2006)

CFSAaWcQHkojeeCdg7VFHm 970 80
ติดตั้งผ่านทาง(ตามมาตรฐานของ Microsoft) 1 DVD
พื้นที่แหล่งเก็บข้อมูลที่ใช้หลังติดตั้ง 20GB

ทุกวันนี้หากมองย้อนกลับไปที่ Vista แล้วหลายๆ คนอาจจะมองมันด้วยความเห็นอกเห็นใจ เพราะจริงๆ แล้ว Vista ไม่สมควรได้รับคำวิจารณ์แย่ๆ เลย

Windows Vista มีปัญหาด้านประสิทธิภาพที่เจ็บปวดอย่างแน่นอนในตอนเริ่มต้น Vista นั้นต้องการฮาร์ดแวร์ระบบมากกว่า Windows XP อย่างหนัก และบางระบบที่ได้รับการขนานนามว่าสามารถใช้งาน Vista นั้นจริงๆ แล้วก็ยังไม่สามารถใช้งานได้อย่างที่ควรจะเป็น(หรือจะทำได้ก็ต่อเมื่อคุณปิดกราฟิกที่สวยงามทั้งหมด เช่น เอฟเฟ็กต์ความโปร่งแสงของ Aero)

Vista เป็นการยกเครื่องครั้งใหญ่ของระบบปฏิบัติการที่มาจาก XP เพราะ Vista ต้องการไดรเวอร์ใหม่ทั้งหมดแถมยังมีการปล่อยออกมาช้า นั่นหมายความว่าฮาร์ดแวร์บางตัวใช้งานไม่ได้กับ Vista(ในช่วงแรก) และหลายเกมทำงานได้แย่กว่า XP ทั้งหมดทั้งมวลนี้ทำให้ Vista เปิดตัวได้แย่มาก

ป๊อปอัปการควบคุมบัญชีผู้ใช้ที่ยอดเยี่ยม(UAC) คือสิ่งยอดเยี่ยมที่ทาง Microsoft พยายามเสนอ ทว่าผู้ใช้เกือบทุกคนเกลียดสิ่งเหล่านี้และไม่มีใครเข้าใจว่าเหตุใด Vista จึงครอบครองหน้าจอทั้งหมดของคุณเพื่อเตือนคุณทุกครั้งที่คุณพยายามเปลี่ยนการตั้งค่าในแผงควบคุมหรือเปิดโปรแกรม

แต่ภายใต้ข้อบกพร่องที่เห็นได้ชัดเหล่านี้ Vista ได้แนะนำคุณสมบัติใหม่จำนวนมากและดูล้ำสมัยเมื่อเทียบกับ XP มันยกเครื่องแทบทุกระบบ Windows จาก XP มันเป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่ เพื่อเป็นการตอบแทนสำหรับขั้นตอนนั้น คุณเพียงแค่ต้องทนกับเกมที่แย่ลง เครื่องพิมพ์ไม่ทำงานและป๊อปอัปรบกวนคุณตลอดเวลา

สิ่งที่ดีที่สุดที่สามารถพูดได้สำหรับ Vista คือการปรับปรุงพื้นฐานส่วนใหญ่ถูกนำกลับมาแทบไม่เปลี่ยนแปลงใน Windows 7 เพียงไม่กี่ปีต่อมา


Windows 98 (1998)

VPFbBEpSEXsZXhzLgtPWma 970 80
ติดตั้งผ่านทาง(ตามมาตรฐานของ Microsoft) 1 CD-ROM หรือ 38 floppy disks
พื้นที่แหล่งเก็บข้อมูลที่ใช้หลังติดตั้ง 255MB

เมื่อ Windows 98 มาถึง Microsoft ได้เปิดตัว Internet Explorer และพัฒนาเป็นเวอร์ชัน 4.0 ย้อนกลับไปในปี 1995 Microsoft เพิ่งเริ่มเข้าใจว่าอินเทอร์เน็ตอาจเป็นสิ่งที่จำเป็นจริงๆ แต่ก็ไม่สามารถทำให้ Internet Explorer เสร็จทันเวลาที่จะจัดส่งพร้อมกับการเปิดตัวครั้งแรกของ Windows 95 ภายในปี 1998 อินเทอร์เน็ตเป็นส่วนสำคัญของระบบปฏิบัติการระบบ (ต่อมาเป็นแรงผลักดันให้เกิดคดีต่อต้านการผูกขาดครั้งใหญ่) และ Windows 98 โดยรวมได้รับการออกแบบมาให้ดีขึ้นสำหรับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต

Windows 98 ดูค่อนข้างเหมือนกัน แต่แนะนำคุณสมบัติที่สำคัญบางอย่างที่เพิ่มขึ้นเช่น โมดูลไดรเวอร์ Windows และการรองรับ USB ที่ดีกว่า นอกจากนั้น Second Edition ของปี 1999 ได้ปรับปรุงระบบปฏิบัติการให้ดียิ่งขึ้น เมื่อมองย้อนกลับไป Windows 98 คือรุ่นก่อนของการอัปเดตตามฤดูกาลที่มีเนื้อหนังมากที่สุดของ Windows 10 หรือจังหวะการติ๊กต็อกของ Vista-to-7 และ 8-to-10 เพราะในความเป็นจริงแล้ว Windows 98 ไม่ได้แปลกใหม่ไปจาก Windows 95 แต่เป็นการอัพเกรดที่สำคัญที่ทำให้ระบบปฏิบัติการสามารถแข่งขันได้และเข้ากันได้กับฮาร์ดแวร์ล่าสุดในช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในยุคสมัยนั้น


Windows 11 (2021)

windows 11 sunrise theme
ติดตั้งผ่านทาง(ตามมาตรฐานของ Microsoft) DVD 8GB, USB Flash drive และ Windows Update
พื้นที่แหล่งเก็บข้อมูลที่ใช้หลังติดตั้ง 25GB

เด็กใหม่ล่าสุดในกลุ่มนี้มีอะไรให้พิสูจน์อีกมาก แต่ก็ทิ้งร่องรอยเอาไว้แล้วจากการออกแบบเมนู Start และทาสก์บาร์ใหม่อย่างรวดเร็ว Windows 11 อาจมีลักษณะที่คล้ายคลึงกับ Windows 8 แต่ก็ไม่เป็นเช่นนั้น อาจมีการเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ แต่ Windows 11 เป็นวิวัฒนาการของ Windows 10 ดึงเอาอินเทอร์เฟซ Windows 7 รุ่นเก่าบางส่วนออกและทำให้ประสบการณ์โดยรวมมีความเป็นหนึ่งเดียวกันและน่าดึงดูดยิ่งขึ้น โดยหยิบยืมเอฟเฟกต์ความโปร่งใสจากคู่แข่ง Windows บางราย คุณยังสามารถเรียกใช้เดสก์ท็อปหลายเวอร์ชันพร้อมกัน สลับไปมาระหว่างเวอร์ชันต่างๆ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและการแบ่งส่วนหน้าจอได้อีกต่างหาก

แอปพลิเคชัน Android มีการรองรับ Windows 11 แบบเนทีฟ ทำให้เส้นแบ่งระหว่างตัวมันกับ Chrome OS รุ่นใกล้เคียงกันอีกครั้ง และแม้ว่า Microsoft Store จะไม่ได้เร่งรีบใน Windows 11 มากนัก แต่ก็ยังขยายออกไปด้วยการสนับสนุนใหม่สำหรับแอปพลิเคชัน Win32 เช่น Epic Games Store และ Firefox

ด้วย Windows 10 กลายเป็นบ้านของเกมเมอร์พีซียุคใหม่ Windows 11 จึงพยายามล่อใจพวกเขาด้วยคุณสมบัติใหม่สองสามอย่าง มีการเพิ่มประสิทธิภาพที่ดีขึ้นสำหรับการรันเกมในโหมดหน้าต่างและเพิ่มการรองรับสำหรับ AutoHDR และ DirectStorage

อาจใช้เวลาหลายปีกว่าที่ Windows 11 จะเข้ามาแทนที่ Windows 10 แต่หากอัตราการนำไปใช้ยังคงลดลง สักวันหนึ่ง Windows 11 จะกลายเป็นสิ่งที่น่าผิดหวังอันดับต้นๆ 


Windows 2000 (2000)

dYUpK4zALQMfWYjUh9pYJ3 970 80
ติดตั้งผ่านทาง(ตามมาตรฐานของ Microsoft) 1 CD-ROM
พื้นที่แหล่งเก็บข้อมูลที่ใช้หลังติดตั้ง 1GB

มี Windows หลายรุ่นที่ไม่รวมอยู่ในรายการนี้ เนื่องจากไม่สมเหตุสมผลเลยที่จะจัดอันดับ Windows Server 2003 มาร่วมกับทุกเวอร์ชันที่คนปกติใช้กันจริงๆ แต่ Windows 2000 เป็นข้อยกเว้น เนื่องจากเป็น Windows เวอร์ชันที่เน้นเวิร์กสเตชันเพียงรุ่นเดียวซึ่งลงเอยด้วยการใช้งานทั่วไป นอกจากนี้ยังเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญในประวัติศาสตร์ของ Windows อีกด้วยต่างหาก

ในปี 2000 Microsoft ได้เปิดตัวทั้ง Windows Me (สร้างขึ้นบนฐานรหัส 95/98) และ Windows 2000 ซึ่งสร้างขึ้นบน Windows NT คุณสามารถฝังตัวเองเพื่อค้นหารายละเอียดทางเทคนิคและพยายามเรียนรู้ความแตกต่างระหว่าง Windows ทั้ง 2 นี้ แต่รายละเอียดที่บอกได้มากที่สุดคือเมื่อ XP เปิดตัวในช่วงปลายปี 2001 นั้นใช้เคอร์เนลของ Windows NT ซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดของ Windows ที่สร้างขึ้นบน MS-DOS 

Windows 2000 ดูเหมือน Windows 95 และ 98 มาก แต่ภายใต้ผิวเผินคือระบบปฏิบัติการที่เสถียรกว่ามาก อัดแน่นไปด้วยคุณสมบัติที่จะทำให้มีความเกี่ยวข้องและใช้งานได้นานหลายปี

Windows 2000 สามารถไฮเบอร์เนตได้ Windows 2000 รองรับอุปกรณ์ USB มากมาย (และ Firewire) ด้วยปลั๊กแอนด์เพลย์ที่ใช้งานง่าย เริ่มต้นด้วยการสนับสนุน DirectX 7 และได้รับการอัปเดตเป็น 9.0c(ซึ่งยังคงเกี่ยวข้องกับการเล่นเกมจนถึงปี 2010)

Windows 2000 ได้เพิ่ม Event Viewer ซึ่งเป็นเครื่องมือบันทึกระบบที่คุณหวังว่าจะไม่ต้องใช้ แต่น่าจะชอบถ้าคุณเคย รองรับการเข้ารหัสและมีตัวจัดการดิสก์แบบลอจิคัลซึ่งเป็นกุญแจสำคัญสำหรับยุคที่การใส่ฮาร์ดไดรฟ์ใน RAID เป็นวิธีหลักในการเพิ่มความเร็วพื้นที่จัดเก็บ และ  Windows 2000 ยังแนะนำคุณสมบัติการช่วยสำหรับการเข้าถึงที่มีมาอย่างยาวนาน รวมถึงแป้นพิมพ์บนหน้าจอและผู้บรรยาย หากไม่ใช่เพราะหน้าตาแบบธรรมดาของ Windows 2000 ไม่แน่ว่า Windows 2000 อาจได้รับความรักจากผู้ใช้งาน XP ไปเต็มๆ


Windows 10 (2015)

GpN96xngcgCrmrEgcHadoB 970 80
ติดตั้งผ่านทาง(ตามมาตรฐานของ Microsoft) USB Flash drive 8GB+
พื้นที่แหล่งเก็บข้อมูลที่ใช้หลังติดตั้ง 20GB

Windows 10 ดำเนินไปได้ด้วยดี แน่นอนว่า Microsoft ได้ทำผิดพลาดบ้างในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จำได้ไหมว่าการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวทั้งหมดของผู้ใช้ถูกยกเลิกเมื่อเปิดตัว Windows 10 ยัง พยายามบังคับให้ผู้ใช้สั่งงานด้วยเสียงไปยัง Cortana เพื่อเข้าสู่ระบบปฏิบัติการและดำเนินการติดตั้งโปแกรมต่างๆ แม้ว่าจะดูเหมือนไม่มีใครต้องการก็ตาม นอกจากนั้นยังมีบางเมนูที่ไม่เปลี่ยนแปลงมาตั้งแต่ปี 2005 แต่ส่วนใหญ่แล้ว เชื่อเหลือเกินว่า Windows 10 นั้นก็เป็นอีกระบบปฎิบัตการหนึ่งที่ผู้ใช้เลือกที่จะใช้อย่างเต็มใจ

ที่เป็ํนเช่นนั้นก็เพราะส่วนใหญ่ Windows 10 ทำงานได้ดี, รวดเร็วและอินเทอร์เฟซของ Windows 10 ค่อนข้างสะอาด อีกทั้ง Windows 10 ยังมีเมนู Start ที่ถูกเรียกร้องให้กลับมา(ถึงแม้จะไม่เหมือนเดิม) วิธีที่ผู้ใช้สามารถย้อมสีหน้าต่างของคุณและนำไปใช้อย่างสม่ำเสมอทั่วทั้ง UI นั้นเป็นสิ่งที่ดีจริงๆ เพราะมันหมายถึงการใช้งานที่ไม่ต้องเบื่อหน่ายเมื่อต้องอยู่หน้าจอในทุกๆ วัน

รูปถ่ายหน้าจอล็อกเหล่านั้นมีประโยชน์จริงๆ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้ใช้ต้องเข้าสู่ระบบทุกวัน) และ Microsoft ก็ทำได้ดีในการปรับตัวให้เข้ากับยุคการแสดงผลความละเอียดสูง ด้วยการปรับขนาดที่ส่วนใหญ่ใช้งานได้โดยไม่ต้องยุ่งยากมากเกินไป 

จุดที่น่าผิดหวังที่สุดคงหนีไม่พ้น Microsoft Store ที่ห่วยแตกแถม Microsoft ยังไม่สามารถที่จะพยายามทำให้ผู้พัฒนาโปรแกรมหันไปพัฒนาโปรแกรมลงใน Microsoft Store ได้เหมือนเดิม


Windows XP (2001)

pRc5YPmae9Noxi9tJJsdfS 970 80
ติดตั้งผ่านทาง(ตามมาตรฐานของ Microsoft) 1 CD-ROM
พื้นที่แหล่งเก็บข้อมูลที่ใช้หลังติดตั้ง 1.5GB

คงไม่มี Windows เวอร์ชันใดที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นและคลุมเครือมากไปกว่า XP เพราะไม่ว่าจะไปที่ในในยุคสมัยนั้นก็จะพบแต่ผู้คนที่ใช้งานมัน

Windows XP สามารถขายได้ประมาณ 500 ล้านชุดเมื่อ Microsoft เลิกสนับสนุนในปี 2014

Windows XP ทำให้ผู้ใช้รู้สึกเป็นส่วนตัวด้วยโปรไฟล์ผู้ใช้แต่ละคนและธีมสีน้ำเงินและสีเขียวตัวหนาที่คุณสามารถเปลี่ยนสกินใหม่ได้หากต้องการ สำหรับผู้คนหลายล้านคน XP ยังเป็นประตูสู่อินเทอร์เน็ตในยุคออนไลน์ที่เฟื่องฟูไม่ว่าจะเป็น AIM, MSN Messenger, Limewire, Winamp และ Myspace ล้วนเป็นส่วนสำคัญของยุค XP แม้ว่าในปัจจุบันจะล้มหายตายจากไปเกือบหมดแล้วก็ตาม

แต่ถ้ามองในมุม Microsoft แล้ว Windows XP อาจจะไม่ใช่ความทรงจำที่ดีนักเพราะทาง Microsoft ต้องโดนคดีต่อต้านการผูกขาดซึ่งนั่นหมายความว่า Microsoft ต้องแกะซอฟต์แวร์บางส่วนออกแทนที่จะรวมไว้ใน XP แต่ XP ยังคงมีซอฟต์แวร์ที่อัดแน่นอยู่มากมายทำให้ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทั่วไปสามารถทำทุกอย่างที่ต้องการได้

Windows Movie Maker และ Windows Media Player นั้นยอดเยี่ยมในช่วงเวลานั้น คุณสามารถเบิร์นซีดีและดีวีดีได้โดยตรงจากตัวสำรวจไฟล์ Service Packs นำเสนอแนวคิดของการอัปเดตที่ดาวน์โหลดได้สำหรับ Windows ซึ่งทำให้ระบบปฏิบัติการดียิ่งขึ้น

นอกไปจากนั้นแล้ว XP ยังแก้ไขข้อบกพร่องและเพิ่มคุณสมบัติใหม่เช่นรองรับ USB 2.0 และโหมดความปลอดภัย wi-fi สิ่งนี้ช่วยยืดอายุการใช้งานของ Windows XP เป็นเวลาหลายปี(อาจนานกว่าที่ Microsoft ต้องการจริงๆ) ทำให้เป็น Windows เวอร์ชันที่คนส่วนใหญ่ใช้เป็นระยะเวลานานที่สุด

XP มีความเสถียร XP นั้นสะดวกสบาย เป็น Windows เวอร์ชันที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา… จนถึงปี 2009


Windows 7 (2009)

2nPDxP3mqzyeJic6UAnLBi 970 80
ติดตั้งผ่านทาง(ตามมาตรฐานของ Microsoft) USB Flash drive 4GB+
พื้นที่แหล่งเก็บข้อมูลที่ใช้หลังติดตั้ง 20GB

ราชาแห่งกาลครั้งหนึ่งและอนาคตของ Windows

Windows 7 คือผู้ที่ช่วยชีวิตเราจากการควบคุมบัญชีผู้ใช้(UAC) ที่น่าสะพรึงกลัวของ Vista และปล่อยให้เราใช้ชีวิตอย่างอิสระในสรวงสวรรค์ที่ส่องประกายแวววาว มันเร็วและมีเสถียรภาพ มันทำทุกอย่างที่ Windows จำเป็นต้องทำ นอกไปจากนั้นยังมาพร้อมกับการยกระดับให้ระบบปฏิบัติการ Windows สวยขึ้นในขณะที่สามารถใช้งานง่ายขึ้นโดยไม่รบกวนประสบการณ์ที่สั่งสมมาหลายปี Aero ยังคงดูลื่นไหลในทศวรรษต่อมา แม้ว่าการออกแบบร่วมสมัยจะเปลี่ยนไปใช้การแรเงาสมัยใหม่ก็ตาม ปิดท้ายด้วยชุดรูปแบบที่ช่วยให้คุณปรับใช้รูปลักษณ์ที่สอดคล้องกันกับระบบปฏิบัติการทั้งหมดตามเดสก์ท็อปของคุณอย่างที่คุณต้องการ

การปรับแต่งเล็กๆ น้อยๆ มากมายทำให้คุณลักษณะ Windows เก่าดีขึ้น การปักหมุดรายการบนทาสก์บาร์ทำให้คุณมีไอคอนที่สวยงามและคลิกได้ง่าย การซ้อนหน้าต่างเบราว์เซอร์และตัวสำรวจไฟล์ไว้ในไอคอนเดียวช่วยให้สิ่งต่างๆ เป็นระเบียบ Jumplists ช่วยให้เข้าถึงคุณสมบัติภายในโปรแกรมเหล่านั้นได้อย่างรวดเร็ว ภาพตัวอย่างขนาดย่อช่วยให้คุณวางเมาส์เหนือหน้าต่างเพื่อดูหน้าต่างโดยไม่ต้องคลิก

ไลบรารีทำให้การจัดกลุ่มไฟล์เข้าด้วยกันง่ายขึ้นใน Windows Explorer ดังนั้นคุณจึงไม่ต้องสนใจการตั้งค่าโฟลเดอร์ “My Documents” แบบเก่า(และหักหน้าต่างไปที่ด้านข้างของหน้าจอ) Windows 7 อาจเป็นการเปลี่ยนแปลงประสิทธิภาพการทำงานที่ดีที่สุดที่ Microsoft ทำขึ้นในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา

สิ่งที่ทำให้ Windows 7 ยอดเยี่ยมนั้นจริงๆ มีอยู่แล้วใน Vista แต่ไมโครซอฟต์ได้กำจัดสิ่งที่หยาบกร้านเพื่อให้มันเปล่งประกายออกมา เพียงแค่กดปุ่ม Windows และพิมพ์ชื่อโปรแกรมที่ต้องการ การเปิดโปรแกรมใดๆ ก็ตามก็เป็นเรื่องง่ายที่ไม่ต้องมานั่งหากันให้ปวดหัวอีกต่อไป อีกทั้งยังเพิ่มแป้นพิมพ์ลัดสำหรับคุณสมบัติต่างๆ เช่น การสแนปหน้าต่างซึ่งทำให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

หาก Windows 10(หรือ Windows 11) เป็นเพียง Windows 7 ที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ยกเว้นการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานและการอัปเดตสำหรับฮาร์ดแวร์สมัยใหม่ เชื่อเหลือเกินว่าอาจจะไม่มีใครอยากละทิ้งการใช้งานจาก Windows 7

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทาง Microsoft จะให้ Windows 7 เป็นมาตรฐานของระบบปฏิบัติการที่จะได้รับการปรับแต่งสำหรับฮาร์ดแวร์สมัยใหม่และความปลอดภัยในอนาคต


ที่มา : howtogeek, digitaltrends, pcgamer

from:https://notebookspec.com/web/685023-all-windows-from-2000-ranked-from-worst-to-best

ใหญ่ไปไหน! หลุดภาพ RTX 4090 Ti / TITAN พื้นที่ติดตั้ง 4 สล็อตใช้พลังงาน 800W

ใหญ่ไปไหน! หลุดภาพ RTX 4090 Ti / TITAN พื้นที่ติดตั้ง 4 สล็อตใช้พลังงาน 800W
HallZy

มีข่าวลือใหม่เกี่ยวกับ RTX 4090 Ti / TITAN มาพร้อมกับการใช้พื้นที่ติดตั้งมากถึง 4 สล็อต ส่วนพอร์ตการเชื่อมต่อจอมิเตอร์ที่ด้านหลังมีดีไซน์ที่ต่างไปจากเดิมคือมีการวางที่เป็นแนวตั้งทั้งหมด 4 ช่อง และมีช่องเป่าลมออกมีขนาดใหญ่มากขึ้น อย่างไรก็ตาม NVIDIA ยังไม่ได้ออกมายืนยันดีไซน์ของตัวการ์ด หรือมีแผนที่จะวาง PCB เป็นแนวตั้งหรือไม่ ? 

NVIDIA RTX 40 900W COOLER 2 | RTX 4090 Ti | ใหญ่ไปไหน! หลุดภาพ RTX 4090 Ti / TITAN พื้นที่ติดตั้ง 4 สล็อตใช้พลังงาน 800W

จากภาพหลุดที่เราได้เห็นชี้ให้เห็นว่า RTX 4090 Ti / TITAN ต้องรอทาง NVIDIA ออกมายืนยันชื่อเต็มของตัวการ์ดกันอีก แต่ไม่ว่าจะชื่ออะไรก็ตามตัวการ์ดมาพร้อมกับดีไซน์สีทองที่มักใช้ใน NVIDIA TITAN ซีรีส์ แต่อาจจะเป็นเรือธงตัวใหม่ของ RTX 40 ก็เป็นได้เพราะข่าวลือก่อนหน้านี้ก็มีการปล่อยรูป PCB แนวตั้งเหมือนกับที่ปล่อยออกมาล่าสุดเช่นกัน 

อ้างอิงจากข่าวลือ RTX 4090 Ti / TITAN มาพร้อมกับ CUDA Cores 18,176 หน่วยความจำ 48GB นี่อาจเป็นการ์ดจอตัวแรกของ NVIDIA ที่มาพร้อมกับความเร็ว 24 Gbps GDDR6X และใช้พลังงานมากถึง 800W ซึ่งห่างจาก RTX 4090 TDP 450W พอสมควรเลย

ข่าว: ใหญ่ไปไหน! หลุดภาพ RTX 4090 Ti / TITAN พื้นที่ติดตั้ง 4 สล็อตใช้พลังงาน 800W มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/nvidias-quad-slot-geforce-rtx-4090ti-titan-800w/

CPU-Z เวอร์ชั่นใหม่เพิ่มข้อมูลของ Intel Core i9-13900KS และ Ryzen 9 7950X3D เรียบร้อย

CPU-Z เวอร์ชั่นใหม่เพิ่มข้อมูลของ Intel Core i9-13900KS และ Ryzen 9 7950X3D เรียบร้อย
HallZy

แน่นอนว่าใครที่ใช้ CPU-Z เวอร์ชั่นเก่าอยู่และใช้ซีพียูและการ์ดจอรุ่นใหม่ ๆ จาก Intel และ AMD แล้วอยากที่จะดูข้อมูลของฮาร์ดแวร์ที่เราใช้สักหน่อยอาจจะลำบากกันหน่อย แต่หลังจากการมาของ CPU-Z เวอร์ชั่น 2.04 ได้มีการเพิ่มข้อมูลของฮาร์ดแวร์ตัวใหม่เข้ามาเพียบ รวมถึง Intel Core i9-13900 KS ซีพียูสุดแรงจากฝั่ง Intel อีกด้วย 

CPUZ 204 UPDATE | CPU-Z | CPU-Z เวอร์ชั่นใหม่เพิ่มข้อมูลของ Intel Core i9-13900KS และ Ryzen 9 7950X3D เรียบร้อย

รายชื่อซีพียูและการ์ดจอใน CPU-Z เวอร์ชั่น 2.04 

  • Intel N100 และ N200
  • Intel Core i3 N300 และ N305 
  • Intel Core i5-13450HX, 13500HX, Core i7-13650HX, 13700HX (55W) 
  • Intel Core i9-13900 KS
  • AMD Ryzen 9 7950X3D, 7900X3D, Ryzen 7 7800X3D
  • AMD Ryzen 9 7900, Ryzen 7 7700, Ryzen 5 7600 (65W) 
  • AMD Athlon Gold 7220U, Ryzen 3 7320U, Ryzen 5 7520U 
  • AMD Radeon RTX 7900XT / 7900XTX
  • NVIDIA RTX 4080 16GB 
  • NVIDIA RTX 4070 Ti 

รวมถึงมีการเพิ่มข้อมูลของซีรีส์ Ryzen 7000X3D เข้ามาด้วยเช่นกัน ถึงแม้เราจะไม่รู้วันวางจำหน่ายก็ตาม สุดท้ายแล้วในแท็บของการ์ดจอก็แสดงการ์ดจอรุ่นใหม่จาก NVIDIA กับ AMD อย่าง Radeon 7900XT, 7900 XTX และ GeForce RTX 4080, RTX 4070 Ti เป็นที่เรียบแล้ว สามารถเข้าไปดาวน์โหลด CPU-z เวอร์ชั่น 2.04 มาใช้กันได้แล้ววันนี้ 

ข่าว: CPU-Z เวอร์ชั่นใหม่เพิ่มข้อมูลของ Intel Core i9-13900KS และ Ryzen 9 7950X3D เรียบร้อย มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/cpu-z-now-for-ryzen-9-7950x3d-core-i9-13900ks/

มาทำความรู้จักการบีบอัดพื้นที่บน Harddisk ของระบบปฎิบัติการ Windows กัน

ระบบปฎิบัติการ Windows นั้นมีฟีเจอร์การบีบอัดพื้นที่บน Harddisk มานานหลายยุคหลายสมัย ทว่าหลายๆ คนอาจจะไม่รู้ว่าฟีเจอร์นี้มีอยู่ ลองมาดูกันว่าฟีเจอร์นี้คืออะไรและควรทำหรือไม่

Harddisk
ฟีเจอร์บีบอัดพื้นที่บน Harddisk ในระบบปฎิบัติการ Windows

การบีบอัดไดรฟ์ระบบปฏิบัติการเป็นวิธีประหยัดพื้นที่ในฮาร์ดไดรฟ์ของคอมพิวเตอร์ การลดขนาดไฟล์ทำให้มีพื้นที่จัดเก็บมากขึ้น เนื่องจากไดรฟ์ OS มักจะมีซอฟต์แวร์ที่อัดแน่นไปด้วยทรัพยากร, ไฟล์ปรับแต่งและโค้ดที่ซ้ำกัน ผู้คนจึงตั้งทฤษฎีว่าการบีบอัดไดรฟ์ OS อาจทำให้พื้นที่ว่างจำนวนมากขึ้นและด้วยระบบไฟล์บีบอัดแบบโปร่งใส(Transparent Compression) ผู้ใช้จึงสามารถใช้ไฟล์ของตนได้อย่างราบรื่นโดยไม่ต้องบีบอัดและขยายขนาดด้วยตนเอง

ดังนั้นคุณควรบีบอัดไดรฟ์ OS ของคุณหรือไม่ ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องคืออะไร และการบีบอัดแบบโปร่งใสหมายถึงอะไร เราจะแถลงไขในบทความนี้

Advertisementavw

คำเตือน – ก่อนที่คุณจะกระทำใดๆ กับคอมพิวเตอร์ของคุณ แนะนำว่าคุณควรผ่านบทความนี้ให้จบก่อน



การบีบอัดแบบโปร่งใสคืออะไร

ระบบไฟล์คือสิ่งที่จัดโครงสร้างไฟล์ทั้งหมดของคุณ เพื่อให้คอมพิวเตอร์สามารถจัดเก็บและดึงข้อมูลเมื่อจำเป็นได้อย่างง่ายดาย ระบบไฟล์บางระบบอนุญาตให้มีการบีบอัดแบบโปร่งใส(Transparent Compression) และบางระบบไม่อนุญาต ตัวอย่างเช่น ระบบไฟล์ทั่วไปสามระบบถูกใช้บน Windows และมีเพียงระบบเดียว (NTFS) ที่อนุญาตให้มีการบีบอัดแบบโปร่งใส

การมีระบบไฟล์บีบอัดแบบโปร่งใส เช่น NFTS ทำให้สามารถบีบอัดไดรฟ์ระบบปฏิบัติการได้ การบีบอัดแบบโปร่งใสเป็นคุณสมบัติภายในระบบไฟล์ที่บีบอัดและขยายขนาดไฟล์, ไดเร็กทอรีและไดรฟ์โดยอัตโนมัติ

เนื่องจากระบบไฟล์หรือระบบปฏิบัติการมีหน้าที่ในการบีบอัดและคลายไฟล์ ผู้ใช้สามารถเข้าถึงและทำงานกับไฟล์ได้ แต่การทำงานนั้นจะขึ้นอยู่กับพลังการประมวลผลของ CPU ของคุณและโหลดงานที่ระบบปฎิบัติการใช้งานอยู่ คุณอาจจะไม่รู้สึกว่าประสิทธิภาพลดลงเลยก็ได้(หากเครื่องของคุณเร็วพอ)

เนื่องจากไดร์ฟ OS ของคุณมีไฟล์โปรแกรมต่างๆ ที่คุณใช้ทุกวัน การมีระบบไฟล์บีบอัดแบบโปร่งใสจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเครื่องในการอ่านและเขียนไฟล์อย่างต่อเนื่องแม้ในขณะที่บีบอัด


ประโยชน์ของการบีบอัดไดรฟ์ระบบปฏิบัติการของคุณคืออะไร

csaba balazs q9ursedw330 unsplash

การบีบอัดพื้นที่ Harddisk ที่จัดเก็บ OS ของคุณกลายเป็นคุณสมบัติในระบบปฏิบัติการบางระบบ เนื่องจากมีประโยชน์หลายอย่างที่อาจเป็นประโยชน์สำหรับเครื่องบางเครื่อง ถึงแม้ว่ากระบวนการนี้อาจจะเป็นกระบวนการที่มีความเสี่ยง แต่ขึ้นอยู่กับเครื่องของคุณและไฟล์ที่ไดรฟ์ OS ของคุณมี การบีบอัดพื้นที่ Harddisk ที่จัดเก็บ OS อาจเป็นตัวเลือกที่ใช้การได้เพื่อรับประโยชน์บางอย่าง เช่น

  • พื้นที่จัดเก็บที่เพิ่มขึ้น: การบีบอัดไดรฟ์ระบบปฏิบัติการทำให้ไฟล์มีขนาดเล็กลง ซึ่งช่วยให้สามารถจัดเก็บข้อมูลในฮาร์ดไดรฟ์ของคุณได้มากขึ้น
  • ปรับปรุงประสิทธิภาพ: ด้วยไฟล์ขนาดเล็กในไดรฟ์ OS ประสิทธิภาพของคอมพิวเตอร์อาจเร็วขึ้น เนื่องจากระบบสามารถเข้าถึงไฟล์ที่บีบอัดได้เร็วกว่าที่สามารถเข้าถึงไฟล์ที่ไม่บีบอัดได้ แต่เฉพาะเมื่อ CPU ไม่ทำงานเต็มประสิทธิภาพเท่านั้น
  • ขนาดการสำรองข้อมูลที่ลดลง: การสำรองข้อมูลไดรฟ์ OS ที่บีบอัดทำให้ไฟล์สำรองข้อมูลมีขนาดเล็กลง ประหยัดเวลาและพื้นที่จัดเก็บ
  • ทราฟฟิกเครือข่ายลดลง: ไฟล์บีบอัดใช้พื้นที่น้อยลง หมายความว่าต้องส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายน้อยลง สิ่งนี้มีประโยชน์เมื่อทำงานกับเซิร์ฟเวอร์ระยะไกลหรือถ่ายโอนไฟล์ขนาดใหญ่ผ่านอินเทอร์เน็ต

ถึงแม้จะฟังดูยอดเยี่ยม! แต่การบีบอัดพื้นที่ Harddisk ที่จัดเก็บ OS นั้นก็มีข้อเสียและแม้แต่ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการบีบอัดไดรฟ์ OS ของคุณ ก่อนที่จะทำการใดๆ นั้นคุณควรอ่านบทความนี้ให้จบก่อน


ข้อเสียและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการบีบอัดไดร์ฟระบบปฏิบัติการของคุณ

tim gouw 1k9t5yiz2wu unsplash

การมีระบบไฟล์แบบโปร่งใส(transparent file systems) จะบีบอัดและคลายไฟล์และไดเร็กทอรีโดยอัตโนมัติเป็นวิธีที่สะดวกในการประหยัดพื้นที่ แต่ก่อนที่คุณจะทำเช่นนั้นอาจมีความเสี่ยงและข้อเสียหลายประการที่เกี่ยวข้องกับการบีบอัดไดรฟ์ระบบปฏิบัติการดังต่อไปนี้

  • ความไม่เสถียรของระบบ: ไดร์ฟ OS ที่ถูกบีบอัดจะเพิ่มการประมวลผลอีกชั้นหนึ่งเพื่อเข้าถึงและเขียนข้อมูล ซึ่งอาจทำให้ระบบไม่เสถียรและล่มได้
  • ประสิทธิภาพการทำงานช้า: ในไดรฟ์ OS ที่มีการบีบอัด CPU ต้องใช้ทรัพยากรบางส่วนในการบีบอัดและคลายไฟล์ ซึ่งจะเพิ่มเวลาแฝงทุกครั้งที่พยายามเข้าถึงไฟล์ที่ถูกบีบอัดไว้(ให้นึกถึงภาพเวลาที่คุณจะใช้ไฟล์ๆ หนึ่งที่อยู่ในไฟล์นามสกุล RAR  หรือ Zip ที่ก่อนจะใช้งานทุกครั้งคุณต้องแตกไฟล์ออกมาก่อน)
  • ข้อมูลสูญหาย: บางครั้งการบีบอัดอาจผิดพลาดและทำให้ข้อมูลสูญหาย แม้ว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้นไม่บ่อยนักแต่การบีบอัดไฟล์ของคุณอย่างต่อเนื่องจะเพิ่มโอกาสที่จะทำให้ข้อมูลเสียหายได้
  • ความยากลำบากในการแก้ไขปัญหา: อาจเป็นเรื่องยากที่จะแก้ไขปัญหาและวินิจฉัยปัญหาหากระบบปฏิบัติการที่มีการถูกบีบอัด เนื่องจากอาจบดบังปัญหาพื้นฐานได้
  • ปัญหาความเข้ากันได้: เมื่อถ่ายโอนฮาร์ดไดรฟ์ไปยังคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น ระบบบางระบบอาจไม่รองรับระบบไฟล์หรือประเภทการบีบอัดแบบโปร่งใสที่ใช้ในไดรฟ์ OS ของคุณ หนักที่สุดก็คือคุณจะไม่สามารถเข้าถึงไฟล์ที่อยู่ในนั้นได้เลย(จากเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ระบบปฎิบัติการอื่น)

ความเป็นไปได้ของข้อเสียเหล่านี้จะขึ้นอยู่กับฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ของคุณ ไฟล์ใดที่ไดรฟ์หลักของคุณจัดเก็บและระบบปฏิบัติการของคุณรองรับการบีบอัดแบบโปร่งใสของไดรฟ์หรือไม่


ระบบปฏิบัติการใดที่รองรับการบีบอัดไดรฟ์

ntfs compression windows 1200x720 1

ไม่ใช่ทุกระบบปฏิบัติการที่รองรับการบีบอัดพื้นที่ Harddisk ที่จัดเก็บ OS เรามาพูดถึงสิ่งที่ทำได้ มาดูกันว่าระบบปฎิบัติการที่มีคนใช้ในปัจจุบันส่วนใหญ่ระบบปฎิบัติการไหนมีฟีเจอร์รองรับการบีบอัดพื้นที่ Harddisk ที่จัดเก็บ OS กันบ้าง

Windows

สำหรับ Windows 7 ขึ้นไป Microsoft ได้เปิดใช้งานการบีบอัดพื้นที่ Harddisk ที่จัดเก็บ OS ในตัวเองด้วยระบบไฟล์ NTFS ดังนั้น การบีบอัดไดรฟ์ C:/ ของคุณบน Windows จึงเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดเนื่องจากสนับสนุนการบีบอัดไดรฟ์ในตัวเอง สิ่งที่คุณต้องทำคือฟอร์แมตไดรฟ์ของคุณเพื่อใช้ NTFS จากนั้นอนุญาตการบีบอัดไฟล์แบบโปร่งใสโดยไปที่คุณสมบัติ(Properties)ของไดรฟ์ C: และทำเครื่องหมายในช่องที่ระบุว่า “บีบอัดเนื้อหาเพื่อประหยัดพื้นที่ดิสก์”(“Compress contents to save disk space.”)

Linux

สำหรับพีซีที่ใช้ Linux พวกเขาอาจใช้ระบบไฟล์ Brfts สำหรับการบีบอัดระบบปฏิบัติการ Brfts รองรับโดย Linux distros ยอดนิยมหลายตัว เช่น Arch Linux, Debian, Fedora, Ubuntu, Manjaro และ Red Hat

เซิร์ฟเวอร์ Linux อาจใช้ระบบไฟล์ ZFS ซึ่งรองรับโดย Fedora, Debian และ Cent OS

หากคุณใช้ Linux มาระยะหนึ่งแล้ว คุณควรจะสามารถบีบอัดพื้นที่ Harddisk ที่จัดเก็บ OS ของคุณได้อย่างง่ายดาย แม้ว่า Linux distros บางตัวจะรองรับ NTFS แต่ก็สามารถอ่านและเขียนข้อมูลได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนสิทธิ์

macOS

ขออภัยสำหรับ macOS การบีบอัดพื้นที่ Harddisk ที่จัดเก็บ OS ของคุณไม่ตรงไปตรงมาเหมือนกับ Windows และ Linux distros บางตัว แม้ว่า macOS จะรองรับการบีบอัดแบบโปร่งใสผ่าน HFS+ แต่ก็ไม่ได้ให้เครื่องมือแก่ผู้ใช้ในการดำเนินการดังกล่าว คุณจะต้องติดตั้ง Homebrew และใช้เครื่องมือของบริษัทอื่น เช่น afsctool เพื่อที่จะทำการบีบอัดพื้นที่ Harddisk ที่จัดเก็บ OS


คุณควรบีบอัดไดรฟ์ OS ของคุณหรือไม่

โดยทั่วไปไม่แนะนำให้คุณพื้นที่ Harddisk ที่จัดเก็บ OS เนื่องจากอาจทำให้ระบบไม่เสถียรและประสิทธิภาพการทำงานช้าลง

อย่างไรก็ตาม ในบางกรณีอาจจำเป็นต้องบีบอัดไดร์ฟ OS ของคุณเพื่อเพิ่มพื้นที่ว่างและบีบประสิทธิภาพจากพีซีของคุณให้มากขึ้น

หากคุณใช้คอมพิวเตอร์รุ่นเก่า การบีบอัดพื้นที่ Harddisk ที่จัดเก็บ OS ควรเป็นความพยายามสุดท้ายเพื่อให้มีเครื่องที่ใช้งานได้มีพื้นที่ใช้งานเพิ่มอันเนื่องมาจากการที่คุณไม่มีทางเลือกจริงๆ

คอมพิวเตอร์สมัยใหม่อาจบีบอัดไดร์ฟระบบปฏิบัติการหากเครื่องมี CPU เร็วและฮาร์ดไดร์ฟช้า เนื่องจาก CPU ไม่ได้ถูกใช้งานอย่างเต็มประสิทธิภาพด้วยเหตุผลจากข้อจำกัดของแบนด์วิธจากฮาร์ดไดรฟ์(คิดง่ายๆ เหมือนคุณใช้ CPU รุ่น Core i9-13900K แต่ใช้แหล่งเก็บข้อมูลเป็น Harddisk แบบจานหมุน) การให้ CPU ประมวลผลไฟล์ในเบื้องหลังน่าจะช่วยแก้ปัญหาคอขวดได้(แต่ก็ไม่แนะนำอยู่ดี)


การบีบอัดไดรฟ์ระบบปฏิบัติการควรเป็นทางเลือกสุดท้าย

แม้ว่าการบีบอัดพื้นที่ Harddisk ที่จัดเก็บ OS จะช่วยประหยัดพื้นที่จัดเก็บข้อมูลได้เป็นจำนวนมากและอาจเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ แต่ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องนั้นไม่คุ้มค่าเนื่องจากมีวิธีอื่นๆ ที่จะช่วยให้คุณประหยัดพื้นที่จัดเก็บข้อมูลได้เช่นเดียวกัน(และมีความเสี่ยงในการใช้งานน้อยกว่า)

วิธีแก้ไขปัญหาที่เก็บข้อมูลของคุณอย่างชัดเจนคือการซื้อฮาร์ดไดรฟ์ใหม่ แต่ถ้าคุณไม่ทราบวิธีเปลี่ยนฮาร์ดไดรฟ์ ยังมีวิธีมากมายที่จะประหยัดพื้นที่และเพิ่มประสิทธิภาพเช่น คุณสามารถถอนการติดตั้งโปรแกรมที่ไม่จำเป็น, ล้างไฟล์ชั่วคราว(Temp files), จัดเรียงข้อมูลในฮาร์ดไดรฟ์ของคุณ, ใช้ยูทิลิตี้การล้างข้อมูลบนดิสก์เช่น CCleaner หรือเพียงแค่บีบอัดไฟล์และไดเร็กทอรี่ที่คุณไม่ได้ใช้งานบ่อยๆ แทนไดรฟ์ระบบปฏิบัติการทั้งหมด

แม้ว่าระบบปฏิบัติการของคุณจะสนับสนุนการบีบอัดพื้นที่ Harddisk ที่จัดเก็บ OS แต่โปรดจำไว้ว่าควรใช้เป็นทางเลือกสุดท้ายจริงๆ และไม่ควรเป็นตัวเลือกแรกในการประหยัดพื้นที่ดิสก์

ที่มา : makeuseof

from:https://notebookspec.com/web/684625-should-you-compress-your-os-harddisk-drive-to-save-disk-space