คลังเก็บป้ายกำกับ: Press_Release

[Guest Post] เตรียมเข้าสู่โลกดิจิทัลอาร์ตกับ Bitkub NFT Fair

พร้อมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในการขับเคลื่อนระบบคอมมูนิตี้ในงาน Crypto Night
ณ บิทคับ เอ็ม โซเชียล ชั้น 9 ศูนย์การค้าเอมควอเทียร์ 10-11 กันยายน 2565 เท่านั้น

กรุงเทพมหานคร, 6 กันยายน 2565 — บิทคับ บล็อคเชน เทคโนโลยี ผู้สร้างและดำเนินการ Bitkub Chain เครือข่ายบล็อกเชนที่ได้รับความนิยมของไทย และ ผู้ดำเนินการแพลตฟอร์ม Bitkub NFT แพลตฟอร์มศูนย์รวม NFT (Non-Fungible Token) ในรูปแบบของตลาดแรก ปัจจุบันนับว่าเป็นตลาด NFT ที่มีการใช้งานแพร่หลายมากที่สุดในประเทศไทย และเป็นศูนย์รวมผู้สร้างสรรค์ผลงาน NFT ที่มีการนำมาใช้งานในรูปแบบที่หลากหลาย ขอเชิญทุกท่านร่วมเปิดประสบการณ์ดิจิทัลอาร์ตในงาน Bitkub NFT Fair ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-11 กันยายน 2565 ณ บิทคับ เอ็ม โซเชียล ชั้น 9 ศูนย์การค้าเอมควอเทียร์

จุดประสงค์ของงานในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้สร้างสรรค์ผลงานได้ร่วมพบปะกับพาร์ทเนอร์และคอมมูนิตี้และเชื่อมต่อโอกาสทางธุรกิจ รวมถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในการขับเคลื่อนระบบคอมมูนิตี้ผ่านฟีเจอร์ Social DAO เพื่อการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทิศทางโปรเจกต์อย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต รวมถึง EarnKUB ที่ทุกท่านจะได้ร่วมสนุกกับภารกิจต่าง ๆ บนแพลตฟอร์ม อีกทั้งผู้เข้าร่วมงานจะได้ร่วมสนุกกับกิจกรรม “Social DAO เปิดโหวตความเห็นจากคอมมูนิตี้” ที่ทุกท่านจะสามารถมีส่วนร่วมกับกิจกรรมในครั้งนี้ด้วยการโหวต พร้อมรับสิทธิพิเศษและของรางวัลอีกมากมาย นอกจากนี้ Bitkub NFT ยังได้รับเกียรติจากผู้มากประสบการณ์ทางด้าน NFT อีกมากมาย มาร่วมแชร์ความรู้ภายใต้หัวข้อ “NFT จากจุดเริ่มต้น สู่การใช้งานที่หลากหลาย”

อีกทั้ง ยังมีกิจกรรมสุดพิเศษ “Crypto Night” จาก บิทคับ เอ็ม โซเชียล ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Talks, Drinks & Mingling” ที่จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 10 กันยายน 2565 เวลา 17:00 – 22:00 น. ภายในงานทุกท่านจะได้พบปะพูดคุย พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และพบกับแขกรับเชิญสุดพิเศษ “คุณท็อป จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด” ที่จะมาร่วมพูดคุยภายในงานนี้ นอกจากนี้ยังมีซุ้มเครื่องดื่ม อาหาร และดนตรีให้บริการเพื่อมอบความเพลิดเพลินให้กับทุกท่าน

ติดตามข่าวสารและข้อมูลการพัฒนาโครงการต่าง ๆ ของ Bitkub NFT และ Bitkub Chain ได้ที่
Bitkub NFT
Website : https://www.bitkubnft.com/
Facebook : https://www.facebook.com/bitkubnft

Bitkub Chain
Website : https://www.bitkubchain.com/
Facebook : https://www.facebook.com/bitkubchainofficial
Twitter : https://twitter.com/bitkubchain

ติดตามข่าวสารและข้อมูลการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ของ Bitkub M Social ได้ที่

Bitkub M Social
Website : https://www.bitkubmsocial.com/
Facebook : https://www.facebook.com/bitkubmsocial

from:https://www.techtalkthai.com/get-ready-to-enter-the-world-of-digital-art-with-bitkub-nft-fair/

[Guest Post] VMware ยกระดับประสบการณ์การมัลติคลาวด์ที่ดีขึ้นแก่ลูกค้าด้านนวัตกรรมใหม่

VMware เปิดตัวพอร์ตโฟลิโอ พร้อมบริการ Cross-Cloud และประกาศความร่วมมือสำคัญที่งาน VMware Explore

เพื่อนำเสนอประสบการณ์คลาวด์ที่รวดเร็วและชาญฉลาดสำหรับธุรกิจดิจิทัล

ซาน ฟรานซิสโก – VMware Explore US 2022 (31 สิงหาคม 2565) – ที่งาน VMware Explore 2022 บริษัท วีเอ็มแวร์ จำกัด (VMware, Inc. หรือ NYSE: VMW) เปิดตัวนวัตกรรม บริการ ข้อเสนอใหม่ และขยายความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์เพื่อสานต่อความมุ่งมั่นในการช่วยให้ลูกค้าใช้งานและเติบโตในมัลติคลาวด์ในปัจจุบัน ลูกค้ายังคงพัฒนาและปรับธุรกิจของตนให้เป็นดิจิทัลเพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ รวดเร็วและให้บริการลูกค้าของตนเองได้ดียิ่งขึ้น VMware และระบบนิเวศของพาร์ทเนอร์ช่วยให้ธุรกิจต่างๆ เลือกระบบคลาวด์ที่เหมาะสมกับแอปได้ดียิ่งขึ้น

นายรากู รากูราม ซีอีโอของ VMware กล่าวว่า “ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้มาใหม่ที่เกิดและเติบโตในคลาวด์หรือผู้ให้บริการที่เป็นที่ยอมรับ เป้าหมายสูงสุดสำหรับลูกค้าคือระบบมัลติคลาวด์ที่ช่วยให้พวกเขาเร่งการสร้างนวัตกรรมดิจิทัลได้ดียิ่งขึ้น – ทั้งหมดขับเคลื่อนโดยรูปแบบการดำเนินงานที่สอดคล้องกันซึ่งขยายไปทั่วทุกคลาวด์ ที่ VMware Explore เราร่วมกับพาร์ทเนอร์นำเสนอเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อช่วยให้ลูกค้าได้รับประโยชน์ด้วยแนวทาง Cloud-Smart”

คลิกเพื่อ อ่านบล็อกโพสต์ของ รากู รากูราม หัวข้อ จาก Cloud Chaos สู่ Cloud Smart

ความสามารถใหม่เหล่านี้สร้างขึ้นจากบริการ VMware Cross-Cloud™ ที่เปิดตัวในงาน VMworld 2021 ปีที่แล้ว ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อให้องค์กรมีข้อได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ Cloud-Smartเมื่อธุรกิจเพิ่มจำนวนคลาวด์เพื่อบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจ พวกเขาเผชิญกับความซับซ้อนในการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น โดย VMware Cross-Cloud เป็นบริการแบบ unified service ซึ่งมีแนวทางที่เรียบง่ายในการสร้าง การใช้งาน การเข้าถึง และการรักษาความปลอดภัยแอปพลิเคชันบนคลาวด์ที่ใช้งานบนอุปกรณ์ต่างๆ – สำหรับทุกแอปแพลตฟอร์ม และรองรับการทำงานจากทุกๆ ที่

เร่งการเปลี่ยนแปลงของคลาวด์ระดับองค์กร Enterprise Cloud

VMware เปิดตัวโซลูชั่นโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์และเอดจ์ ที่ช่วยให้ธุรกิจเร่งการทรานส์ฟอร์มคลาวด์องค์กร และช่วยให้ลูกค้าสามารถรัน ปรับขนาด และรักษาความปลอดภัยเวิร์กโหลดขององค์กรได้ดียิ่งขึ้นทั้งบนไพรเวทคลาวด์ พับบลิกคลาวด์และที่เอดจ์ โดย VMware และพับบลิกคลาวด์พาร์ทเนอร์ยังช่วยเหลือลูกค้าในการโยกย้ายและรันเวิร์กโหลดเหล่านั้นบนพับบลิกคลาวด์ที่พวกเขาเลือก นอกจากนี้ VMware ยังเปิดตัวนวัตกรรมด้านเครือข่ายและความปลอดภัย เพื่อช่วยให้ลูกค้าใช้งานคลาวด์อย่างปลอดภัยโซลูชั่นที่เปิดตัวในงานได้แก่:

  • VMware vSphere 8 คือก้าวใหม่ของการประมวลผลที่รองรับ DPU (Data Processing Units) ควบคู่ไปกับ CPU และ GPU ทำให้มีโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัยและทุกองค์กรสามารถใช้งานได้ vSphere 8 จะเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเวิร์กโหลดของลูกค้า ปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานและประสิทธิภาพด้านไอที เร่งนวัตกรรมสำหรับ DevOps และอื่นๆ
  • ด้วยแพลตฟอร์มสตอเรจแห่งอนาคตที่ปรับให้เหมาะสมกับฮาร์ดแวร์สมัยใหม่ที่มีโครงสร้างพื้นฐานแบบไฮเปอร์คอนเวิร์จ VMware vSAN 8 นำเสนอประสิทธิภาพที่ล้ำหน้าและคุณภาพสูง สถาปัตยกรรมการจัดเก็บข้อมูล vSAN Express ใหม่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน การจัดเก็บข้อมูล การปกป้องข้อมูล และการจัดการ vSAN ที่ทำงานบนอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลรุ่นล่าสุด
  • VMware Cloud Foundation+ จะเปิดตัวสถาปัตยกรรมที่เชื่อมต่อกับคลาวด์สำหรับการจัดการและใช้งาน HCI แบบ full stack ในดาต้าเซ็นเตอร์
  • VMware Edge Compute Stack 2 จะช่วยให้ลูกค้าทำงานได้ง่ายและปรับขนาดที่เอดจ์ได้ รวมถึงรองรับขนาดคลัสเตอร์ที่เล็กลงเพื่อเรียกใช้คอนเทนเนอร์อย่างมีประสิทธิภาพบนฮาร์ดแวร์ COTS ที่มีขนาดเล็กลง
  • Project Northstar พรีวิวความก้าวหน้าครั้งสำคัญของแพลตฟอร์ม VMware NSX สำหรับเครือข่ายมัลติคลาวด์ ความปลอดภัย และการมองเห็นแบบ end-to-end
  • Project Watch แนวทางใหม่ของเครือข่ายมัลติคลาวด์และการรักษาความปลอดภัยที่จะให้การควบคุมนโยบายแอปไปยังแอปขั้นสูงเพื่อช่วยในการประเมินความเสี่ยงและการปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่างต่อเนื่อง

ความสามารถในการปรับขยายระบบปฏิบัติการของแพลตฟอร์ม Cloud Native

VMware ยังคงช่วยลูกค้ารักษาความปลอดภัย รัน และจัดการแอปบนคลาวด์ทั้งหมด ความสามารถใหม่ๆ ในพอร์ตโฟลิโอ VMware Tanzu ปลดล็อกประสิทธิภาพการทำงานของนักพัฒนา ส่งมอบการรักษาความปลอดภัยแบบ end-to-end ตั้งแต่เริ่มจนเข้าสู่กระบวนการทำงาน และเปิดใช้งานการทำงานแบบมัลติคลาวด์ที่มีความปลอดภัยมากขึ้นครอบคลุมคลาวด์ทุกขนาด ไม่ว่าองค์กรจะอยู่ที่ใดในเส้นทางของ Kubernetes นอกจากนี้ VMware ยังเปิดตัวพอร์ตโฟลิโอการจัดการมัลติคลาวด์ตัวล่าสุดVMware Aria—ชุดโซลูชั่นแบบ end-to-end สำหรับการจัดการแอปพลิเคชั่นและโครงสร้างพื้นฐานบนคลาวด์เนทีฟ ข้อเสนอใหม่นี้จะช่วยลูกค้าจัดการต้นทุน ขณะที่สามารถทำงาน กำหนดค่า และส่งมอบไพรเวทคลาวด์และพับบลิกคลาวด์สาธารณะได้อย่างประสิทธิภาพ โซลูชั่นที่เปิดตัวในงานได้แก่:

  • VMware Tanzu สำหรับ Kubernetes Operations—ซึ่งรวมถึง VMware Tanzu Mission Control, VMware Aria Operations for Apps และ VMware Tanzu Kubernetes Grid จะทำให้สามารถส่งมอบและจัดการได้ง่ายขึ้น ขณะที่สร้างความน่าเชื่อถือแก่ Kubernetes ได้
  • ความสามารถใหม่ใน VMware Tanzu Mission Control จะขยายและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการ Kubernetes แบบมัลติคลาวด์และมัลติคลัสเตอร์ การเปิดตัวในครั้งนี้ยังโชว์พรีวิวไลฟ์ไซเคิลของคลัสเตอร์ Amazon Elastic Kubernetes Service (EKS) การผสานรวมกับ VMware Aria Automation การจัดการไลฟ์ไซเคิลของคลัสเตอร์ได้อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอผ่าน GitOps และสร้างความน่าเชื่อถือแก่แอปพลิเคชันด้วยการสำรองและกู้คืนข้ามคลัสเตอร์ได้
  • VMware Aria Graph เทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลแบบกราฟที่จะลดความซับซ้อนของมัลติคลาวด์ รองรับการทำงานทั้งบนคลาวด์ แอปและสไตล์การทำงานของทุกคน
  • VMware Aria Hub หรือชื่อเดิมคือ Project Ensemble ซึ่งจะให้มุมมองและการควบคุมแบบรวมศูนย์เพื่อจัดการสภาพแวดล้อมแบบมัลติคลาวด์ทั้งหมด และใช้ประโยชน์จาก VMware Aria Graph เพื่อกำหนดมาตรฐานทั่วไปหรือ common definition ให้กับแอปพลิเคชัน ทรัพยากร หน้าที่ และบัญชีต่างๆ

เสริมพลังให้กับ Hybrid Workforce

ลูกค้ายังคงต้องการประสบการณ์การทำงานที่ปลอดภัยและราบรื่นไม่ว่าจะอยู่ในหรือนอกออฟฟิศ VMware Anywhere Workspace ได้เพิ่มความสามารถด้าอุปกรณ์ของพนักงานขององค์กร ซึ่งช่วยให้ทีมไอทีทำสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้นโดยใช้เวลาน้อยลง การปรับปรุงรวมถึง:

  • The next generation of VMware Horizon Cloud that will enable multi-cloud agility and flexibility
  • VMware Horizon Cloud รุ่นต่อไป จะเพิ่มความสามารถให้ใช้งานมัลติคลาวด์ได้คล่องตัวและยืดหยุ่นมากขึ้น
  • ความสามารถในการจัดการอุปกรณ์บนโซลูชัน Digital Employee Experience ที่ล้ำกว่า Workspace ONE UEM โดยโซลูชันจะประกอบด้วย VMware Horizon และ บริหารจัดการ third-party และอุปกรณ์ยังไม่ได้จัดการ
  • ส่วนขยายของ Workspace ONE Freestyle Orchestrator ไปยังอุปกรณ์โมบายล์ และแอป นอกองค์กรสำหรับการออโตเมชั่นและ orchestration สำหรับมัลติแพลตฟอร์ม

ติดตามข่าวสารล่าสุดและข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางที่ VMware นำเสนอเส้นทางสู่ระบบคลาวด์ที่รวดเร็วและชาญฉลาดยิ่งขึ้นสำหรับธุรกิจดิจิทัล รวมถึงข่าวประกาศความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ต่างๆ ได้ที่ VMware Explore 2022

เกี่ยวกับ VMware Explore

VMware Explore เป็นอีเวนท์เรือธงที่มีวิวัฒนาการมาจาก VMworld โดยมุ่งหวังที่จะเป็นงานประชุมใหญ่สำหรับอุตสาหกรรมมัลติคลาวด์ ในปีนี้ จะมีการนำเสนอโซลูชันและเซสชันทางเทคนิคสำหรับอุตสาหกรรม ระบบนิเวศที่ครอบคลุม 90% ของพาร์ทเนอร์คลาวด์ชั้นนำ ยกระดับมาร์เก็ตเพลสมัลติคลาวด์ ISV ที่กำลังเติบโต และกิจกรรมเน็ตเวิร์กกิ้งต่างๆ หากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ VMware Explore คลิก: www.vmware.com/explore.html

เกี่ยวกับ VMware

VMware เป็นผู้ให้บริการชั้นนำด้านบริการมัลติ-คลาวด์สำหรับแอป ทำให้เกิดนวัตกรรมดิจิทัลระดับองค์กร ในฐานะผู้ให้บริการที่เชื่อถือได้ในการเร่งสร้างนวัตกรรม ซอฟต์แวร์ VMware ช่วยให้ธุรกิจมีความยืดหยุ่นและมีตัวเลือกที่จำเป็นเพื่อรองรับการทำธุรกิจในอนาคต VMware มีสำนักงานใหญ่ในเมืองพาโลอัลโต รัฐแคลิฟอร์เนีย มุ่งมั่นที่จะสร้างอนาคตที่ดีกว่าผ่านวาระ 2030 ของบริษัท ข้อมูลเพิ่มเติมคลิก www.vmware.com/company

VMware, Anywhere Workspace, Explore, VMworld, Tanzu, vSAN, และ vSphere, VMware Aria, NSX, Workspace ONE, และ Horizon เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนหรือเครื่องหมายการค้าของ VMware, Inc. หรือ บริษัทในเครือ ในสหรัฐอเมริกาและเขตอำนาจศาลอื่น ๆ

 

from:https://www.techtalkthai.com/vmware-delivers-better-multi-cloud-experiences-for-its-innovative-customers/

[Guest Post] ‘บิทคับ’ ยื่นอุทธรณ์ CTO บิทคับ บล็อคเชน เทคโนโลยี ยังคงปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งตามปกติ

ประกาศจาก บริษัท บิทคับ บล็อคเชน เทคโนโลยี จำกัด ณ วันที่ 30 สิงหาคม 2565

สืบเนื่องจากข่าวสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ฉบับที่ 135/2565 เรื่อง ก.ล.ต. ใช้มาตรการลงโทษทางแพ่งกับผู้กระทำความผิด 1 ราย กรณีซื้อเหรียญ KUB โดยอาศัยข้อมูลภายใน ลงวันที่ 30 สิงหาคม 2565 นั้น บริษัท บิทคับ บล็อคเชน เทคโนโลยี จำกัด (“บริษัท”) ขอแจ้งให้ทราบว่า นายสำเร็จ วจนะเสถียร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายเทคโนโลยี (Chief Technology Officer : CTO) ยังปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งดังกล่าวตามปกติจนกว่าจะเกิดความชัดเจนในกระบวนการทางกฎหมาย โดยบริษัทจะติดตามและเรียนแจ้งให้ลูกค้าและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่านทราบต่อไป

จากกรณีดังกล่าวบริษัทขอยืนยันว่า บริษัทไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว ตลอดจนการพัฒนาเครือข่าย Bitkub Chain และการดำเนินการของบริษัท ไม่ได้รับผลกระทบกับเหตุการณ์นี้แต่อย่างใด

บริษัทขอเรียนให้ลูกค้าและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่านทราบว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาและต่อไปในอนาคต บริษัทยังคงมุ่งมั่นพัฒนาเครือข่าย Bitkub Chain ตามแผนงานที่ได้ให้คำมั่นสัญญากับสาธารณะชนดังที่นำเสนอผ่านเอกสาร Whitepaper ด้วยความมุ่งหวังที่จะให้ Bitkub Chain เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจดิจิทัลที่แข็งแรงของประเทศไทยให้ทัดเทียมกับเครือข่ายบล็อกเชนชั้นนำระดับโลก ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สามารถเข้าถึงได้และสร้างประโยชน์ต่อทุกภาคส่วนอย่างเท่าเทียมและโปร่งใสต่อไป

ขอแสดงความนับถือ

บริษัท บิทคับ บล็อคเชน เทคโนโลยี จำกัด

โดยนายสำเร็จ วจนะเสถียร ได้ชี้แจงในผ่านเฟสบุ๊คส่วนตัว โดยมีข้อความว่า

“ตามที่ กลต. ได้กล่าวหาผมเรื่องการใช้ข้อมูลภายในสำหรับการซื้อเหรียญ KUB ของผม ระหว่างวันที่ 4 กันยายน 2564 จนถึงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2564 นั้น ผมอยากจะใช้ช่องทางนี้เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นและความบริสุทธิ์ใจของผม ดังนี้

ผมรู้กฎหมายเรื่อง Insider trading เป็นอย่างดีว่า เวลาผมทำโปรเจค ผมก็จะซื้อ KUB ไม่ได้ ดังนั้น ผมจะมีช่วงเวลาสั้น ๆ หลังโปรเจคเปิดตัว และยังไม่ได้เริ่มโปรเจคใหม่ที่ผมจะลงทุนซื้อ KUB ได้ โดยก่อนหน้าช่วงเวลาดังกล่าว ผมอยากซื้อ KUB ในราคาที่ต่ำกว่า 30 บาท แต่ซื้อไม่ได้เนื่องด้วยผมทำโปรเจค Morning Moon ก่อนหน้านี้ สุดท้ายผมรอโปรเจค Morning Moon เปิดตัวเลยต้องซื้อ KUB ได้ที่ราคา 30 บาท – 32 บาท เพราะหากไม่ซื้อภายในช่วงเวลาดังกล่าว ผมก็จะต้องเริ่มโปรเจคใหม่ และจะทำให้ผมไม่สามารถซื้อ KUB ได้อีกนาน ส่วนเวลาก่อนหน้านี้ก็ซื้อเพื่อแลกเป็นค่าธรรมเนียมการเทรดใน Exchange ทันทีช่วงเวลาที่ กลต. กล่าวโทษ ผมเป็นผู้บริหาร BBT ซึ่งเป็นคนละบริษัทกับ Exchange ดังนั้นผมกล้าพูดได้ว่า ผมไม่รู้เรื่อง SCB Deal ใด ๆ ทั้งสิ้น ถ้าผมรู้ผมคงขาย WAN, SNT, BNB, Ethereum ซึ่งมีมูลค่ารวมประมาณ 4 ล้านบาทแล้ว และคงลงเงินกับ KUB ไปให้หมดไปแล้ว ซึ่งจำนวนเงินที่ผมลงทุนใน KUB ก็ใกล้เคียงกับเหรียญอื่น ๆ ที่ผมมีส่วนตัวแล้ว เป็นจำนวน 60,000 KUB ผมมองว่าจำนวนไม่ได้ผิดแปลกแต่เป็นความบังเอิญที่เป็นเวลาที่เค้าทำ Deal กันพอดี การซื้อเหรียญ KUB ของผมมีวัตถุประสงค์เพื่อการลงทุนระยะยาว ดังจะเห็นได้ว่า หากผมซื้อเหรียญ KUB โดยมีเจตนาที่จะมุ่งหวังทำกำไรระยะสั้นแล้ว ผมคงเทขายเหรียญ KUB ทั้งหมดเพื่อทำกำไรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏ ผมยังไม่ได้ขายเหรียญ KUB ดังกล่าวเพื่อทำกำไรแต่อย่างใดจนถึงวันนี้ที่ผมพิมพ์ มีส่วนหนึ่งที่เอาไปแลกค่าธรรมเนียมการเทรดใน Exchange เท่านั้น

เรื่องราวทั้งหมดผมได้บอก กลต. แล้วแต่ทาง กลต. ก็ยังตัดสินลงโทษอยู่ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้มีหลักฐานชัดเจนว่าผมกระทำผิด ผมจึงจะขอต่อสู้ในกระบวนการทางกฎหมายต่อไป ผมขอยืนยันว่า ผมบริสุทธิ์ใจและยืนหยัดที่จะพัฒนาเทคโนโลยีของ Bitkub Chain ต่อไป เพื่อให้ประเทศไทยมีเทคโนโลยีบล็อกเชนที่ดีและได้มาตรฐานเพื่อให้คนไทยได้ใช้งานอย่างแพร่หลาย”

สำเร็จ วจนะเสถียร

ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายเทคโนโลยี (Chief Technology Officer : CTO)

บริษัท บิทคับ บล็อคเชน เทคโนโลยี จำกัด

รายละเอียดเพิ่มเติม :
https://www.facebook.com/bitkubchainofficial/photos/a.114199560836918/406861638237374/

from:https://www.techtalkthai.com/bitkub-appeals-cto-bitkub-blockchain-technology-remains-active-in-position/

[Guest Post] Dreame เปิดตัว “DreameBot L10s” หุ่นยนต์ทำความสะอาดบ้านรุ่นล่าสุด ด้วยเทคโนโลยี Next-gen AI แสนอัจฉริยะสุดสร้างสรรค์

หุ่นยนต์ทำความสะอาด DreameBot L10s Ultra รุ่นล่าสุดของ Dreame เปิดตัวแล้วในประเทศไทย

มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการสุดอัจฉริยะที่สามารถวิเคราะห์สิ่งกีดขวาง วางแผนการทำความสะอาดบ้านอย่างไร้ที่ติ พร้อมกลับสู่แท่นชาร์จเพื่อเก็บเศษขยะและทำความสะอาดตัวเองโดยอัตโนมัติ

กรุงเทพวันที่ 30 สิงหาคม 2022 – ดรีมมี เทคโนโลยี (Dreame Technology) หรือ Dreame บริษัทผลิตอุปกรณ์ทำความสะอาดอัจฉริยะชั้นนำระดับโลก เปิดตัว DreameBot L10s Ultra  หุ่นยนต์ทำความสะอาดบ้านที่มาพร้อมเทคโนโลยี AI คุณภาพสูงและสร้างสรรค์ สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมภายในบ้านได้อย่างชาญฉลาด ทำให้หุ่นยนต์ทำความสะอาดรุ่นนี้สามารถวางแผนการทำความสะอาดได้อย่างมีประสิทธิภาพบนทุกพื้นผิว DreameBot L10s Ultra  เป็นหุ่นยนต์ทำความสะอาดล้ำสมัยระดับแนวหน้าของตลาดที่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการทำความสะอาดแบบ all-in-one โดยสิ้นเดือนสิงหาคมนี้  ประเทศไทยจะเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่จะได้สัมผัสกับเทคโนโลยีการทำความสะอาดอันชาญฉลาดและสร้างสรรค์ใหม่ล่าสุดของ L10 Ultra รวมถึงแท่นชาร์จอัตโนมัติสุดล้ำสมัย

L10s Ultra ช่วยสานต่อภารกิจของ Dreame ในการที่จะ ปลดปล่อยผู้ใช้งาน จากงานทำความสะอาดบ้านหรือโฮมออฟฟิศที่สิ้นเปลืองเวลา และโอกาสที่จะพลาดสิ่งสำคัญ ๆ ในแต่ละวัน ด้วยการมอบเทคโนโลยีการทำความสะอาดที่จะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถมีความสุขกับชีวิตอย่างเต็มที่ภายในบ้านหรือออฟฟิศที่สะอาดสะอ้าน มอบความสะดวกสบาย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม  โดยหุ่นยนต์ทำความสะอาดรุ่น L10s Ultra มาพร้อมกับแท่นชาร์จอัตโนมัติสุดล้ำสมัยที่สามารถเก็บฝุ่นจากกล่องเก็บฝุ่นของหุ่นยนต์มาเก็บไว้ที่แท่นชาร์จ พร้อมทำความสะอาดแผ่นม็อบหมุน เติมน้ำ และเพิ่มน้ำยาทำความสะอาดโดยอัตโนมัติเมื่อน้ำและน้ำยาในแท็งก์อยู่ในระดับต่ำ เมื่อเสร็จแล้ว L10s Ultra จะกลับไปทำหน้าที่ดูแลให้บ้านสะอาด เรียบร้อย  สวยงามน่าอยู่อีกครั้ง แถมใช้งานได้กับทุกสภาพแวดล้อมภายในบ้านและเรียกใช้งานได้ทุกเวลา

“DreameBot L10s” หุ่นยนต์ทำความสะอาดบ้าน ด้วย AI อัจฉริยะ ที่ปรับเข้ากับทุกสภาพแวดล้อมภายในบ้าน ด้วยระบบปฏิบัติการอันชาญฉลาด เชื่อถือได้ และมีสไตล์ – เติมเต็มความฝันในการมีคนทำงานบ้านแทนเรา

นอกจากกล่องเก็บฝุ่นจะสามารถเก็บฝุ่นไว้ในถุงเก็บฝุ่นเดียวได้ถึง 60 วันแล้ว L10s Ultra ยังสามารถรองรับการตั้งค่าการทำความสะอาดแบบกำหนดเองอีกด้วย เพียงดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Dreamehome (https://app.dreame.tech/) จากนั้นทำการตั้งค่าหุ่นยนต์ทำความสะอาดให้เข้ากับความต้องการและกำหนดเวลาในการทำความสะอาดให้เหมาะกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตของแต่ละบุคคล รวมทั้งสามารถปรับระดับน้ำ ความแรงในการดูดฝุ่น และสามารถตั้งค่าหุ่นยนต์ทำความสะอาดให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

ด้วยแอปพลิเคชัน Dreamehome ผู้ใช้งานสามารถสร้างแผนที่บ้านแบบ 3 มิติ เพื่อให้หุ่นยนต์ทำความสะอาดสามารถประมวลผลและวางแผนการทำความสะอาดให้เข้ากับกิจวัตรการทำความสะอาดของผู้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ  นอกจากนี้ L10s Ultra ยังรองรับการสั่งงานด้วยเสียง ผู้ใช้สามารถสั่งการผ่านผู้ช่วยในบ้าน อาทิ Alexa,  Siri และ Google Assistant ได้  ทำให้ผู้ใช้งานสามารถทำความสะอาดแบบแฮนด์ฟรีได้อย่างสมบูรณ์ และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตในบ้านสมัยใหม่ในปัจจุบัน

สำหรับระบบนำทาง – L10s Ultra ขับเคลื่อนด้วยระบบนำทาง  AI  ช่วยให้มั่นใจได้ว่าบ้านของผู้ใช้จะได้รับการทำความสะอาดอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ด้วยเทคโนโลยี AI Action พร้อมกับ กล้อง RGB และระบบแสงที่มีโครงสร้าง 3 มิติ หุ่นยนต์ทำความสะอาดรุ่น L10s Ultra จะทำการประมวลผลบ้านอย่างรวดเร็วพร้อมปรับแผนการทำความสะอาดให้เหมาะสม นอกจากนี้ AI Action ยังช่วยให้มั่นใจว่าหุ่นยนต์ทำความสะอาดจะสามารถสร้างเส้นทางการทำความสะอาดตามประเภทของสิ่งกีดขวาง พื้นผิว หรือห้อง ขณะทำความสะอาดในช่วงเวลาที่กำหนดโดยอัตโนมัติ

หยู เฉินยี่ ผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์ ดรีมมี่ เทคโนโลยี กล่าวถึงการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของหุ่นยนต์ทำความสะอาดในประเทศไทย ว่า “DreameBot L10s Ultra เป็นหุ่นยนต์ทำความสะอาดที่ Dreame ใฝ่ฝันให้ประสบความสำเร็จที่สุด และเพื่อที่จะปรับหุ่นยนต์ให้เข้ากับบ้านได้ดีขึ้น L10s Ultra ได้ติดตั้งเซนเซอร์ 24 ตัว ซึ่งนับเป็นจำนวนที่มากที่สุดเท่าที่เคยมีมาสำหรับหุ่นยนต์ทำความสะอาดของ Dreame  และยังมาพร้อมการติดตั้งเทคโนโลยีเซนเซอร์ LIDAR  หรือไลดาร์ ซึ่งเป็นการยิงคลื่นแสงเลเซอร์ที่ส่งไปกระทบระหว่างพื้นผิวและวัตถุเป้าหมาย เพื่อวัดระยะห่าง และทำให้สามารถสร้างภาพจำลองดิจิตอล 3 มิติของพื้นที่ที่ซับซ้อนได้  อีกทั้งตัวหุ่นยนต์ยังติดตั้งระบบการสแกนวัตถุด้วยแสง และกล้อง RGB เพื่อใช้หลีกเลี่ยงสิ่งกีดขวาง

เซนเซอร์อินฟราเรดที่ติดมากับตัว DreameBot L10s Ultra ช่วยให้หุ่นยนต์สามารถทำความสะอาดจนถึงขอบห้องโดยเซนเซอร์นี้ทำหน้าที่เหมือนนำระบบนำทางขั้นสูงแบบเดียวกับที่ใช้ในรถยนต์ไร้คนขับ ซึ่งมีความซับซ้อนและมีประสิทธิภาพสูง ช่วยส่งมอบประสิทธิภาพการทำความสะอาดที่สมบูรณ์แบบในทุก ๆ วันหยู เฉินยี่ กล่าว พร้อมเสริมว่า จำนวนเซนเซอร์ที่ใช้ในหุ่นยนต์ทำความสะอาด L10s Ultra นั้น สามารถระบุหมวดได้ถึง 6 หมวดหมู่ และสามารถประมวลสิ่งกีดขวางและสภาพแวดล้อมภายในบ้านได้ มากกว่า 30 ชนิด

ก่อนหน้านี้ สิ่งกีดขวางในบ้านที่หลีกเลี่ยงได้ยาก ไม่ว่าจะเป็น สายไฟ ถุงเท้า รองเท้าแตะ รูปแบบผนังแปลก ๆ หรือการจัดวางเฟอร์นิเจอร์ที่ไม่ปกติ อย่างไรก็ตามความท้าทายเหล่านั้นได้กลายเป็นอดีตไปแล้ว ต้องขอบคุณการพัฒนาล่าสุดและการบูรณาการเทคโนโลยีในตัวหุ่นยนต์ทำความสะอาด L10s Ultra”

หยู เฉินยี่ กล่าวสรุป

กลับถึงบ้านแล้วรู้สึกดีเมื่อพบกับพื้นที่หอม สะอาด น่ามอง

Dreame ยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาและนำเทคโนโลยีระดับแนวหน้าของอุตสาหกรรม ม็อบอัจฉริยะ (smart mob)”  มาใช้งานและปรับใช้ในหุ่นยนต์ทำความสะอาด L10s Ultra ตั้งแต่การตั้งค่าการถูที่สามารถหมุนได้หลายแบบ ช่วยให้ผู้ใช้งานมีความสุขในการใช้ชีวิตอยู่ในบ้านอันสวยงามและสะอาดอย่างสงบสุข การตั้งเวลาการทำความสะอาดล่วงหน้า การเลือกโหมดทำความสะอาดที่ต้องการ พร้อมด้วยการเพิ่มแรงดูดถึง 5,300Pa ให้เหมาะกับพื้นพรมและพื้นแข็ง และแรงดันถูพื้นที่ถูกปรับมาใหม่ให้เร็วขึ้นถึง 180rpm ทำให้มั่นใจได้ว่าทุกพื้นผิวจะถูกทำให้สะอาดสดชื่นและปลอดภัย

ประสิทธิภาพการปฏิบัติการของ L10s Ultra ได้ถูกปรับปรุงให้ดีขึ้นจากรุ่นเดิม อาทิ แท็งก์น้ำสะอาดที่ใหญ่ขึ้นถึง 2.5 ลิตร แม้โครงสร้างของหุ่นยนต์ทำความสะอาดจะถูกออกแบบมาให้มีขนาดเล็กกะทัดรัดเพื่อประหยัดพื้นที่ใช้งาน ตัวหุ่นยนต์ยังสามารถครอบคลุมพื้นที่การทำความสะอาดได้ถึง 200 ตารางเมตรต่อการใช้งานหนึ่งครั้ง นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชันการเติมน้ำสะอาดและน้ำยาทำความสะอาดแบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์จะสามารถเติมของเหลวลงในแท็งก์ด้วยอัตราส่วนปริมาณน้ำยาต่อน้ำสะอาดที่ถูกต้อง ทำให้มั่นใจได้ว่าทุกพื้นผิวบ้านจะเงางามเป็นประกายในทุก ๆ ห้อง

DreameBot L10s Ultra จะเปิดตัวในประเทศไทย วันที่ 25 สิงหาคมนี้ ด้วยราคาประมาณ 39,999 บาท

พร้อมกับโปรโมชั่นบนช่องทางออนไลน์เพื่อต้อนรับการเปิดตัวสุดพิเศษ

  • เมื่อซื้อสินค้าผ่าน Shopee  รับโค้ดส่วนลดพิเศษ:  DREAMEL10  มูลค่า 800 บาท ตามลิงก์ https://bit.ly/3QfNSZJ 
  • เมื่อซื้อสินค้าผ่าน Lazada รับข้อเสนอโปรโมชั่นล่าสุด สำหรับ DreameBot และผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ภายในบ้าน Dreame อื่น ๆ ในประเทศไทย ตามลิงก์  https://bit.ly/3QvYtPQ 

เทคโนโลยีเกี่ยวกับดรีมมี่ (Dreame Technology)

ดรีมมี่ เทคโนโลยี ก่อตั้งขึ้นในปี 2560 และเป็นผู้ผลิตสินค้าสำหรับผู้บริโภคที่ทันสมัย โดยมุ่งเน้นไปที่เครื่องทำความสะอาดบ้านอัจฉริยะ บริษัทมีวิสัยทัศน์ในการมอบพลังให้กับทุกชีวิตด้วยเทคโนโลยี บริษัทเป็นผู้บุกเบิกผลิตภัณฑ์บ้านอัจฉริยะ (smart home) อาทิ เครื่องดูดฝุ่นไร้สาย หุ่นยนต์ทำความสะอาด ไม้ถูพื้น เครื่องดูดฝุ่นแบบเปียกและแห้ง รวมถึงอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านอัจฉริยะ

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Dreame ได้ที่ Facebook Dreame Thailand หรือ เว็บไซต์ https://www.dreametech.com/

from:https://www.techtalkthai.com/dreame-launched-home-cleaning-robot-dreamebot-l10s-with-next-gen-ai-technology/

[Guest Post] ‘บิทคับ และ SCBS’ ตกลงร่วมกันไม่ไปต่อ แจงการสอบทานธุรกิจไม่มีปัญหา

ยังคงเป็นผู้นำตลาดและดำเนินงานได้ตามปกติ

ประกาศจาก บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด ณ วันที่ 25 สิงหาคม 2565

สืบเนื่องจากประกาศของบริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด หรือ SCBS ตามที่ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด ได้มีมติอนุมัติให้ SCBS เข้าทำสัญญาธุรกรรมซื้อหุ้นในบริษัทบิทคับ ออนไลน์ จำกัด จาก บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด ในสัดส่วน 51% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด นั้น

ตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา ทางบริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด และบริษัทหลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ จำกัด (SCBS) ได้ดำเนินการสอบทานธุรกิจ (due diligence) ร่วมกันอย่างรอบคอบ โดยบริษัทฯ ได้ให้ความร่วมมืออย่างดีกับบริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด และได้ทำการเปิดเผยข้อมูลที่แสดงถึงความสามารถในการดำเนินงานของบริษัทฯ ที่มีศักยภาพ และแสดงผลประกอบการอย่างโปร่งใสและตรงไปตรงมา ตลอดจนนำเสนอแผนกลยุทธ์การดำเนินงานและพัฒนาธุรกิจในอนาคต

จากการสอบทานธุรกิจ ทางบริษัทผู้ซื้อ (SCBS) “ไม่พบข้อบ่งชี้ถึงความผิดปกติอันเป็นนัยสำคัญที่ไม่สามารถแก้ไขได้” อย่างไรก็ดี เนื่องจากบริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด ยังคงมีประเด็นคงค้างกับสำนักงานกํากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่อาจส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการดำเนินการธุรกรรมดังกล่าว บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด และบริษัทผู้ซื้อ (SCBS) จึงได้ตกลงร่วมกันที่จะระงับธุรกรรมการซื้อขายหุ้นในครั้งนี้ เพื่อให้บริษัทดำเนินการหาข้อสรุปในประเด็นต่างๆ ตามคำชี้แนะและสั่งการโดยคณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฯ ต่อไป

บริษัทขอเรียนว่าการดำเนินงานและการประกอบธุรกิจของบริษัทไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด บริษัทยังคงเป็นผู้นำในตลาดศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทยพร้อมมีทรัพยากรสำหรับการดำเนินกิจการได้อย่างต่อเนื่องตามแผนงานและยุทธศาสตร์ที่ได้วางไว้ และยังคงเดินหน้าต่อไปตามวิสัยทัศน์พันธกิจเพื่อสร้างระบบนิเวศของตลาดการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างมีคุณภาพและประกอบธุรกิจตามหลักบรรษัทภิบาล เพื่อให้บริการผู้ลงทุนอย่างโปร่งใสและสร้างโอกาสอย่างเท่าเทียมแก่ผู้คนในสังคมต่อไป

ขอแสดงความนับถือ
บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด

นอกจากนี้แล้วยังมีประกาศจาก บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด ใจความว่า

ประกาศ ณ วันที่ 25 สิงหาคม 2565

สืบเนื่องจากประกาศของบริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด หรือ SCBS ตามที่ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ ได้มีมติอนุมัติให้ SCBS เข้าทำสัญญาธุรกรรมซื้อหุ้นในบริษัทบิทคับ ออนไลน์ จำกัด หรือ Bitkub Exchange จาก บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ ในสัดส่วน 51% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดนั้น

บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด ขอชี้แจงว่า บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด เป็นหนึ่งในบริษัทในเครือบิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป ที่มีการดำเนินงานเป็นเอกเทศจากทั้งบริษัทแม่และบริษัทอื่นๆในเครือร่วมกัน ได้แก่

บริษัท บิทคับ บล็อคเชน เทคโนโลยี จำกัด
บริษัท บิทคับ แล็บส์ จำกัด
บริษัท บิทคับ เวนเจอร์ส จำกัด
บริษัท บิทคับ อินฟินิตี้ จำกัด
บริษัท บิทคับ เอ็ม จำกัด
บริษัท บิทคับ เวิลด์เทค จำกัด

โดยทุกบริษัทยังคงดำเนินงานตามปกติและไม่ได้รับผลกระทบจากการระงับธุรกรรมการซื้อขายหุ้นระหว่างบริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด หรือ SCBS และ บริษัทบิทคับ ออนไลน์ จำกัด หรือ Bitkub Exchange แต่อย่างใด

บริษัทในเครือ บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป ยังคงมีความมั่นคงทางทรัพยากรและยังคงมุ่งมั่นในการพัฒนาเทคโนโลยี ผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อผู้บริโภคตลอดจนเดินหน้าต่อไปตามวิสัยทัศน์และพันธกิจที่จะสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจดิจิทัลเพื่อสร้างโอกาสให้ทุกคนได้เข้าถึงอย่างเท่าเทียมต่อไป

ขอแสดงความนับถือ
บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด

from:https://www.techtalkthai.com/bitkub-and-scbs-agreed-not-to-go-further/

[Press Release] Veeam ประกาศความสำเร็จ ขึ้นแท่น No.1 ของผู้ให้บริการโซลูชั่นการจัดเก็บและกู้คืนข้อมูล

กรุงเทพมหานคร, 24 สิงหาคม 2565: Veeamผู้นำด้านโซลูชั่นการบริหารจัดการ การจัดเก็บและกู้คืนข้อมูล ประกาศความเป็นผู้นำตลาดโซลูชั่นการปกป้องข้อมูลที่มีความทันสมัย หลังได้รับการยกย่องจาก IDC ให้ขึ้นเป็นผู้ให้บริการโซลูชั่นระดับ T1 จากผลสำรวจ IDC Semi-Annual Software Tracker: Data Replication & Protection โดยจัดเป็นบริษัทที่มีผลประกอบการเติบโตไวที่สุดแบบปีต่อปี และยังได้รับการจัดอันดับจาก Gartner Magic Quadrant ให้เป็นผู้นำตลาดด้าน Enterprise Backup & Recovery Solutions ถึง 6 สมัย ด้วยผลสำเร็จมากมายที่การันตีคุณภาพ ได้แก่ส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ 1 จากทั่วโลก ยอดลูกค้าทั่วโลกมากกว่า 4.5 แสนราย จาก 180 ประเทศทั่วโลก และได้รับรางวัลผู้นำอุตสาหกรรมมากกว่า 200 รายการ

เบนิ เซีย รองประธานประจำภูมิภาค เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเกาหลี ของ Veeam กล่าวว่า “ผลประกอบการของ Veeam เราเติบโตแบบ double-digit ถึง 18 ไตรมาสต่อเนื่อง โดยมีผลกำไรแบบ ARR จากทั่วโลกอยู่ที่ 1.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2564 คิดเป็นร้อยละ 27 โดยไตรมาสที่ 2 ปี 2565 ซึ่งเป็นไตรมาสที่ 18 ของการเติบโตอย่างต่อเนื่องมีการเติบโตอยู่ที่ร้อยละ 22 ขณะที่การเติบโตในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น Veeam มีการเติบโตอยู่ที่ร้อยละ 32 และร้อยละ 27 เฉพาะไตรมาสที่ 2 ปี 2565 โดยมีสัดส่วนลูกค้าใหม่เข้ามาที่ร้อยละ 31 ในช่วงไตรมาสที่ 2 ปี 2565 ซึ่งการเติบโตของภูมิภาคเอเชียแปซิกและญี่ปุ่นนี้กล่าวได้ว่าเป็นการเติบโตอย่างก้าวกระโดดจนมีตัวเลขการเติบโตเฉพาะภูมิภาควิ่งแซงหน้าการเติบโตในระดับโลก

ขณะที่ผลสำเร็จของธุรกิจในประเทศไทย เจษฎา ภาสวรวิทย์ ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย ของ Veeam เปิดเผยว่า ปัจจุบัน Veeam มีการเติบโตแบบ double-digit ทั้งในปีงบประมาณ 2564 และในไตรมาสที่ 2 ปี 2565 และมีพันธมิตรมากกว่า 400 ราย และมีการเติบโตอย่างเห็นได้ชัดในด้านกำลังคนโดยมีการเพิ่มจำนวนพนักงานขึ้นมาถึงร้อยละ 62 ในช่วงปี 2561 – 2565 และมีลูกค้าที่ครอบคลุมอุตสาหกรรมต่าง ๆ ได้แก่ ธนาคารกสิกรไทย การไฟฟ้าฝ่ายผลิต ทิพยประกันภัย และ TRC ซึ่งโซลูชั่นการบริหารจัดการ การจัดเก็บและกู้คืนข้อมูลของ Veeam ได้เข้าไปมีบทบาทสำคัญในการช่วยสนับสนุนให้ลูกค้าเหล่านี้สามารถประสบผลสำเร็จจากความท้าทายที่ธุรกิจต้องเผชิญได้

ผลสำเร็จที่ Veeam เข้าไปช่วยสนับสนุนการจัดการ การสำรองและปกป้องข้อมูลได้แก่ ช่วยให้ธนาคารกสิกรไทยสามารถลดระยะเวลาในการสำรองข้อมูลได้ถึง 900 ชั่วโมง และลดต้นทุนด้านไอทีมากกว่า 2.5 ล้านบาท และช่วยปกป้องข้อมูลสำคัญในการสร้างธนาคารดิจิทัลแห่งอนาคต ขณะที่ทิพยประกันภัยเราเข้าไปมีบทบาทในการช่วยลดระยะเวลาในการสำรองข้อมูลจำนวนมากกว่า 300 TB ได้ถึง 50% นอกจากนี้ในส่วนของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตโซลูชั่นของ Veeam สามารถช่วยให้ กฟผ. สามารถกู้ข้อมูลได้รวดเร็วขึ้นถึง 12 เท่า จากระยะเวลา 1 ชั่วโมงเหลือแค่ 5 นาที และช่วยให้ TRC สามารถลดลระยะเวลาในการค้นหาและกู้ข้อมูลได้รวดเร็วขึ้น 10 เท่า พร้อมลดต้นทุนในการบริหารจัดการ DR Site ได้ถึง 50% หลังจากที่มีการเปลี่ยนผ่านขึ้นสู่คลาวด์

จากผลสำเร็จที่ผ่านมา และจำนวนลูกค้าจริง ๆ ที่เรามีอยู่ในประเทศไทย กล่าวได้ว่าโซลูชั่นของ Veeam ได้รับความไว้วางใจอย่างกว้างขวางครอบคลุมแทบทุกอุตสาหกรรม” เจษฎา ภาสวรวิทย์ กล่าวสรุป

ด้าน เรย์มอนด์ โกะ หัวหน้าฝ่ายวิศวกรรมระบบ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น ของ Veeam กล่าวถึง เทคโนโลยีอันเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Veeam ประสบความสำเร็จว่า นิยามของคำว่าการปกป้องและกู้คืนข้อมูลที่มีความทันสมัยคือ เทคโนโลยีของ Veeam จะมอบความสะดวกสบายให้กับลูกค้าในการปกป้องและกู้คืนข้อมูลได้จากทุกที่บนสภาพแวดล้อมแบบไฮบริดคลาวด์ และช่วยให้ลูกค้าของ Veeam มั่นใจในความคล่องตัวทางธุรกิจด้วยการปกป้องข้อมูลจากพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ต่าง ๆ และขจัดปัญหาการสูญเสียข้อมูลรวมถึงปัญหาจากระบบล่ม และทำให้ลูกค้าสามารถเปลี่ยนผ่านขึ้นมาอยู่บนคลาวด์ได้อย่างมั่นใจไร้กังวลปราศจากปัญหาการติดชะงักโดยอาศัยจุดเด่นจากความคล่องตัวของคลาวด์ ทั้งนี้คุณสมบัติเด่นที่มีอยู่บนแพลตฟอร์มของ Veeam คือ มีความเรียบง่าย ยืดหยุ่น มีความน่าเชื่อถือ และเป็นแพลตฟอร์มที่ทรงพลัง

นอกจากนี้ ในส่วนของโร้ดแมปปี 2565 เรย์มอนด์ เปิดเผยว่า ในครึ่งปีแรกบริษัทฯ จะเปิดตัว Veeam Backup for Microsoft 365 v6, Veeam Backup for Salesforce, และ Veeam Backup for AWS v5, Azure v4, GCP v3 ก่อน จากนั้นช่วงครึ่งปีหลังจะเปิดตัว Veeam Backup & Replication and Suite v12 ซึ่งเป็นโซลูชั่นเรือธงของบริษัท

ผมอยากบอกทุกท่านว่า โซลูชั่นของ Veeam จะส่งมอบคุณค่า 3 ประการที่ไม่เหมือนใครให้แก่ลูกค้า ประกอบด้วย แพลตฟอร์มที่มีความน่าเชื่อถือที่สุดในตลาดซึ่งผ่านการรับรองมาแล้ว นวัตกรรมที่เป็นผู้นำในอุตสาหกรรม และความเป็นมิตรกับระบบ ecosystem” เรย์มอนด์ โกะ กล่าวสรุป

from:https://www.techtalkthai.com/veeam-no-1-of-backup-solution/

[Press Release] Westcon Group (Thailand) พร้อมจัดจำหน่ายโซลูชั่นของ EfficientIP

5 กรกฎาคม 2565 กรุงเทพฯ : Westcon-Comstor ผู้ให้บริการเทคโนโลยีและตัวแทนจำหน่ายระดับโลก เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้ลงนามข้อตกลงการเป็นตัวแทนจำหน่ายให้กับ บริษัท เอฟฟิเชียนต์ไอพี (EfficientIP) โดยความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยให้โซลูชั่นการจัดการ DNS, DHCP และ IP Address (DDI) และ DNS Security ของ EfficientIP รุกเข้าสู่ตลาดเอเชีย-แปซิฟิกทั้งหมด รวมถึงยุโรปและแอฟริกา รวมถึงประเทศไทย

ในช่วงสองปีที่ผ่านมา บุคลากรที่ทำงานจากที่บ้าน (Work From Home) มีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้การบริหารจัดการเครือข่ายและการรักษาความปลอดภัยเกิดความต้องการเพิ่มมากขึ้น ขณะที่องค์กรต่างๆ ก็เร่งดำเนินการปรับใช้เทคโนโลยี Cloud IoT พร้อมทั้งปรับเปลี่ยนธุรกิจสู่ดิจิทัล และอัพเกรดระบบไปสู่ Next Generation Software ซึ่งทั้งหมดนี้ก่อให้เกิดความยุ่งยากซับซ้อนเพิ่มมากขึ้น และจำเป็นต้องเพิ่มขีดความสามารถในการตรวจสอบเครือข่ายขององค์กร

การขยายตัวดังกล่าวเปิดโอกาสให้แฮคเกอร์เข้าโจมตีระบบได้ง่ายขึ้น และผลที่ตามมาก็คือ ภัยคุกคามทางไซเบอร์เพิ่มมากขึ้น โดยระบบ DNS กลายเป็นเป้าหมายหลักของการโจมตี จากการสำรวจล่าสุดของ IDC ซึ่งดำเนินการในนามของ EfficientIP ชี้ว่า เกือบ 90% ขององค์กร ที่ถูกโจมตีผ่าน DNS โดยการโจมตีแต่ละครั้งสร้างความเสียหายโดยเฉลี่ยประมาณ 924,240 ดอลลาร์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงบทบาทและความสำคัญอย่างมากของการรักษาความปลอดภัยให้กับ DNS ทั้งในแง่ที่เป็นช่องทางการโจมตีและเป้าหมายของการรักษาความปลอดภัย

ปัจจุบัน โซลูชั่นการรักษาความปลอดภัยเครือข่ายแบบเดิมๆ ไม่สามารถครอบคลุมทุกแง่มุมของสถานการณ์ภัยคุกคามสำหรับ DNS ส่งผลให้เกิดช่องโหว่ที่แฮคเกอร์สามารถใช้ในการโจมตี หากไม่มีอินเทอร์เฟซของระบบรักษาความปลอดภัยที่ยืดหยุ่นและครอบคลุมอย่างรอบด้าน บริษัทก็อาจเสี่ยงต่อการสูญเสียการเข้าถึงบริการและทรัพยากรที่สำคัญ โซลูชั่น 360° DNS Security ของ EfficientIP จะช่วยแก้ไขปัญหาช่องโหว่ดังกล่าว ด้วยแนวทางที่รอบด้านและครอบคลุมสำหรับการปกป้อง DNS โดยโซลูชั่นนี้จะทำหน้าที่ตรวจสอบติดตามพฤติกรรมของคนร้ายในแบบเรียลไทม์ และแจ้งเตือนในทันทีเพื่อปกป้องบริการสำคัญๆ ให้ปลอดภัย

นอกเหนือจากการรับมือกับภัยคุกคามด้านความปลอดภัยแล้ว บริษัทต่างๆ ยังจำเป็นต้องเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงานและรักษาขีดความสามารถด้านการแข่งขันในยุคดิจิทัล โดยไม่ควรที่จะมองข้ามความสำคัญของระบบไอทีและอุปกรณ์ IP เนื่องจากปัจจุบันบริษัทต่างๆ ปรับใช้อุปกรณ์ IP เพิ่มมากขึ้น ดังนั้นโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายคุณภาพสูง จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง โซลูชั่น Network Automation ของ EfficientIP จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ป้องกันความเสี่ยงและเพิ่มความรวดเร็วในการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ ออกสู่ตลาด ซึ่งทั้งหมดนี้นับเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างมากต่อความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน

ตลาดซอฟต์แวร์ด้านการรักษาความปลอดภัย DNS คาดว่าจะเติบโตจาก 1,200.41 ล้านดอลลาร์ในปี 2564 เป็น 2,314.56 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2571 ความร่วมมือระหว่าง Westcon-Comstor และ EfficientIP จะช่วยขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ DDI ระดับชั้นนำ เพื่อให้ได้รับประโยชน์เพิ่มมากขึ้นจากการเติบโตของตลาดดังกล่าว ทั้งยังช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มุ่งเน้นเครือข่าย ซึ่ง Westcon-Comstor เป็นตัวแทนจำหน่ายอยู่ในปัจจุบัน

นายแพทริค อารอนสัน ประธานบริหารฝ่ายการตลาดและรองประธานบริหารประจำภูมิภาค APAC ของ Westcon-Comstor กล่าวว่า “สำหรับผู้ดูแลระบบเครือข่าย จำนวนอุปกรณ์ IoT ที่เพิ่มขึ้น การโยกย้ายไปสู่คลาวด์ และการทำงานแบบไฮบริด ทั้งหมดนี้ก่อให้เกิดภัยคุกคามและผลกระทบต่อระบบเครือข่ายเพิ่มมากขึ้น ขณะที่อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายขององค์กรมีจำนวนเพิ่มขึ้น การตรวจสอบติดตาม IP Address ของอุปกรณ์เหล่านั้นก็อาจกลายเป็นงานที่ยุ่งยาก

บริการ DDI ของ EfficientIP ช่วยให้ผู้ดูแลระบบเครือข่ายสามารถช่วยเพิ่มความคล่องตัวให้กับกระบวนการต่างๆ และยังช่วยลดความยุ่งยากซับซ้อนในการปกป้องเครือข่ายได้อย่างมาก การเพิ่มความคล่องตัวและลดความยุ่งยากในการบริหารจัดการเครือข่ายแบบเรียลไทม์นับว่ามีความสำคัญอย่างมากต่อการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ และการรักษาความปลอดภัย นอกจากนี้ โซลูชั่น 360° DNS Security ของ EfficientIP ยังสามารถช่วยปกป้องธุรกิจจากภัยคุกคาม DNS ทั้งจากภายในและภายนอกองค์กร การนำเอาโซลูชั่นของ EfficientIP เข้ามาเสริมทัพให้กับ Westcon-Comstor โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้าน Cyber Security จะช่วยให้พาร์ทเนอร์ของเรามีเครื่องมือที่ดีเยี่ยมสำหรับการแก้ไขปัญหาด้าน Cyber Security ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน และยังช่วยเพิ่มความสะดวกในการปกป้องเครือข่ายขององค์กรอีกด้วย

นายสมนึก สุนทรเพ็ชรพันธุ์ ผู้บริหารประจำประเทศไทย (Country Manager) บริษัท เวสท์คอน กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด

นายสมนึก สุนทรเพ็ชรพันธุ์ ผู้บริหารประจำประเทศไทย (Country Manager) บริษัท เวสท์คอน กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด  กล่าวว่า Westcon และ EfficientIP ได้ร่วมมือกันในระดับเอเชียแปซิฟิก ซึ่งทาง Westcon ได้มีการเพิ่มทีมงานที่มาดูแลสินค้าตัวนี้โดยเฉพาะ โดยในประเทศไทยมี Engineer และ Product Manager เพื่อมาทำตลาดและทำงานร่วมกับทีมงานขายในปัจจุบัน ด้วย EfficientIP เองมีเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์กับลูกค้าทั้งเรื่อง DDI และ DNS Security โดยเฉพาะ DNS Security มีจุดแข็งที่สามารถรองรับความต้องการของลูกค้าในปัจจุบัน เพราะเรื่อง Security เป็นเรื่องที่สำคัญมากกับทุกองค์กร ซึ่งจะนำไปสู่การปกป้องข้อมูลขององค์กรเป็นสำคัญ

สำหรับจุดแข็ง เวสท์คอน กรุ๊ป (ประเทศไทย) เป็น Value Added Distributor ในการทำธุรกิจ โดยเป็นการทำธุรกิจผ่านบริษัทที่เป็นตัวแทนจำหน่าย ดังนั้นจึงมีมุมมองในการทำธุรกิจโดยการ 1.พัฒนาตัวแทนจำหน่าย ให้มีความรู้ในเรื่องของ Solution และ Product ทั้งเรื่องการขายและเรื่องการซับพอร์ทสินค้าให้กับลูกค้า 2.สามารถพัฒนากลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการการใช้โซลูชั่น DDI ซึ่งคือกลุ่มบริษัท Enterprise ขนาดกลางที่มี User ตั้งแต่ 500 User ขึ้นไปกับตัวแทนและทาง EfficientIP 3.การลงทุนในเรื่องของการ Demo เพื่อพัฒนาทีมงานและการสาธิตการใช้งานว่าโซลูชั่น จะมาช่วยลูกค้าในการทำงานในองค์กรอย่างไร และ 4.การทำ Workshop ให้กับกลุ่มลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าเห็นถึงความสำคัญในโซลูชั่นที่เข้าไปช่วยลูกค้าได้อย่างไร เช่นเรื่องของ DNS Security เป็นต้น

นายลีโอนาร์ด ดาฮาน รองประธานฝ่ายช่องทางจัดจำหน่ายทั่วโลกของ บริษัท เอฟฟิเชียนต์ไอพี EfficientIP

นายลีโอนาร์ด ดาฮาน รองประธานฝ่ายช่องทางจัดจำหน่ายทั่วโลกของ บริษัท เอฟฟิเชียนต์ไอพี EfficientIP กล่าวว่า “เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ทำงานร่วมกับ Westcon-Comstor และใช้โอกาสนี้ในการขยายธุรกิจของเราในเอเชีย-แปซิฟิก การแต่งตั้งให้ Westcon-Comstor เป็นตัวแทนจำหน่ายใน APAC จะช่วยให้เรานำเสนอโซลูชั่น DDI และ DNS Security แก่เครือข่ายพาร์ทเนอร์และ reseller รายใหม่ๆ ได้รวดเร็วมากขึ้นเมื่อองค์กรต่างๆ เข้าใจถึงคุณประโยชน์ของโซลูชั่น EfficientIP สำหรับโครงการด้านไอทีที่สำคัญๆ เราก็พร้อมที่จะสนับสนุนความพยายามขององค์กรเหล่านั้นในการปรับปรุงเครือข่ายให้ปลอดภัยและประหยัดค่าใช้จ่ายมากขึ้น พร้อมทั้งเพิ่มความรวดเร็วในการนำเสนอแอพและบริการใหม่ๆ ร่วมกับ Westcon-Comstor

เกี่ยวกับ EfficientIP

EfficientIP เป็นบริษัทด้านระบบรักษาความปลอดภัยเครือข่ายและระบบอัตโนมัติ มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษในด้าน DNS-DHCP-IPAM (DDI) โดยมุ่งเน้นการรักษาความต่อเนื่องในการดำเนินงานด้วยการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน IP ให้มีเสถียรภาพ คล่องตัว และปลอดภัย  นับตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา บริษัทฯ ได้ขยายตลาดในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง        โดยจัดหาโซลูชั่น บริการระดับผู้เชี่ยวชาญ และบริการสนับสนุนครอบคลุมทั่วโลก ด้วยความช่วยเหลือจากพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ  บริษัทฯ ได้ส่งมอบโครงการที่ประสบความสำเร็จให้แก่ลูกค้ากว่า 1,000 รายทั่วโลก และมุ่งมั่นให้บริการแก่ลูกค้าเพื่อให้สามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เกี่ยวกับ Westcon-Comstor

Westcon-Comstor เป็นผู้ให้บริการเทคโนโลยีและตัวแทนจำหน่ายระดับโลก โดยเปิดดำเนินงานในกว่า 70 ประเทศ เพื่อนำเสนอคุณประโยชน์และโอกาสทางธุรกิจ ด้วยการเชื่อมโยงบริษัทไอทีชั้นนำของโลกเข้ากับรีเซลเลอร์ด้านเทคโนโลยี        ผู้ติดตั้งระบบ และผู้ให้บริการ  บริษัทฯ ผสานรวมความเชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรม ความรู้ด้านเทคนิค และประสบการณ์กว่า 30 ปีในธุรกิจจัดจำหน่าย เพื่อมอบคุณประโยชน์ที่เป็นรูปธรรม และช่วยให้บริษัทไอทีและพาร์ทเนอร์ประสบความสำเร็จได้รวดเร็วยิ่งขึ้น  บริษัทฯ ทำตลาดผ่านสองช่องทางธุรกิจ ได้แก่ Westcon และ Comstor

from:https://www.techtalkthai.com/westcon-group-thailand-x-efficientip-distributor/

[Guest Post] งานแถลงข่าวกลุ่มย่อย ในหัวข้อ “The Culture of Innovation” การสร้างวัฒนธรรมของสตาร์ทอัพ กุญแจสู่การสร้างวัฒนธรรมด้านนวัตกรรม ของ อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย)

วันที่ 28 มิถุนายน 2565 : Amazon เป็นแพลตฟอร์มที่สร้างสตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จระดับโลกมากมาย เช่น Netflix, Stripe และ Airbnb ไปจนถึงสตาร์ทอัพในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค ไม่ว่าจะเป็น Grab, Tokopedia, Carsome และ Wisesight หนึ่งในเหตุผลที่เราประสบความสำเร็จในการสนับสนุนสตาร์ทอัพ คือเราเองเคยเป็นสตาร์ทอัพมาก่อนและไม่เคยลืมความเป็นมาของบริษัทตั้งแต่ช่วงที่เราเริ่มก่อตั้งแรกๆ

แถลงโดย ปรียา ลักษมี (Priya Lakshmi)
Head of Startup Business, AWS, ASEAN

ที่ Amazon เรามักพูดคำว่า “every day being Day 1” หรือ “ทำทุกวันให้เป็นวันแรกของการเริ่มต้นธุรกิจ” ซึ่งหมายความว่าการสร้างสรรค์และพัฒนานวัตกรรมยังคงเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญมากที่สุด แนวความคิดนี้ทำให้เราเข้าใจลูกค้าสตาร์ทอัพของเรา และทำให้เราสามารถคาดการณ์และตอบสนองความต้องการของพวกเขาได้อย่างต่อเนื่อง

จะเรียกได้ว่าเรากำลังอยู่ในช่วงเลาที่พิเศษที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เราได้เห็นสตาร์ทอัพเกิดใหม่เพิ่มขึ้นมากมาย และ AWS มองว่านี่เป็นหน้าที่ของเราที่จะช่วยให้พวกเขาประสบความสำเร็จ ไม่เพียงแค่ด้วยบริการด้านเทคโนโลยีที่หลากหลายและครอบคลุมเท่านั้น แต่ด้วยคำแนะนำในการสร้างวัฒนธรรมที่ถูกต้อง เพื่อให้แน่ใจว่าสตาร์ทอัพต่าง ๆ กำลังสร้างธุรกิจที่ประสบความสำเร็จและยั่งยืน เรามองว่าวัฒนธรรมที่ช่วยให้ Amazon เติบโตจากวันที่เราเป็นสตาร์ทอัพนั้นเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับสตาร์ทอัพอื่น ๆ ที่เราทำงานด้วยเช่นกัน

Amazon เริ่มต้นในปีค.ศ. 1994 จากการเป็นร้านหนังสือออนไลน์ และมีการเปลี่ยนแปลงและเกิดนวัตกรรมมากมายตั้งแต่นั้นมา อย่างแรกเลย คือเราขยายการขายออนไลน์ไปยังหมวดหมู่อื่น ๆ เช่น ซีดี ดีวีดี จากนั้นมีสินค้ามากมายที่ถูกขายและจัดส่งไปทั่วโลก นอกจากนี้ เรายังเป็นผู้บุกเบิกด้านคลาวด์คอมพิวติ้งในปีค.ศ. 2006 ภายใต้ อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส (Amazon Web Services: AWS) และได้เปิดตัวอุปกรณ์อย่าง Kindle และ Echo เราพัฒนาเป็นสตูดิโอผลิตรายการโทรทัศน์และภาพยนตร์ภายใต้ อเมซอน ไพรม์ (Amazon Prime) และยังมีหน้าร้านของ Amazon Books, Amazon Go และอื่น ๆ

เนื่องจากความต้องการของลูกค้าเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา เราใช้กระบวนการทำงานแบบ “working backwards” ที่เริ่มจากความต้องการของลูกค้าเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ ซึ่งแนวคิดการทำงานแบบย้อนกลับโดยมีลูกค้าเป็นที่ตั้งนี้มีบทบาทอย่างมากต่อการสร้างวัฒนธรรมด้านนวัตกรรม วัฒนธรรมนี้ทำให้เรามีกระบวนการคิดแบบสตาร์ทอัพอยู่เสมอ และหมายความว่าเราสามารถรักษาวัฒนธรรมแบบที่สตาร์ทอัพให้คุณค่าไว้ได้

Our Mission: พันธกิจของเรา คือการเป็นบริษัทที่มุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้ามากที่สุดในโลก และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ที่เป็นประโยชน์ของลูกค้าของเราทั่วโลกหลายล้านคน ไม่ว่าจะเป็น ผู้บริโภค ผู้ขาย ผู้สร้างเนื้อหา นักพัฒนา องค์กร และอื่น ๆ เราทำงานร่วมกับลูกค้าทุกขนาด ตั้งแต่สตาร์ทอัพไปจนถึงธุรกิจขนาดกลางไปจนถึงองค์กรระดับโลกที่ใหญ่ที่สุด ในทุกอุตสาหกรรมและทุกกลุ่มตลาด ทั้งภาครัฐและเอกชน ลูกค้าแต่ละรายมีความต้องการและโอกาสที่แตกต่างกัน เราต้องการคิดค้นโซลูชั่นใหม่ ๆ เพื่อทำให้ประสบการณ์ของลูกค้าที่หลากหลายเหล่านี้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น ดีขึ้น และคุ้มค่ามากขึ้น

จาก Amazon.com สู่ Amazon Web Services

เมื่อบริษัทโตขึ้น และผลิตภัณฑ์ที่เราขายมีมากขึ้น เราไม่หยุดถามตัวเองว่ามีอะไรอีกที่เราสามารถสร้างได้ที่จะช่วยลูกค้าได้มากขึ้น? หลังจากกว่าทศวรรษของการสร้างและใช้งานเว็บแอปพลิเคชันที่ปรับขนาดการใช้งานได้สูงมาก ทำให้เราได้พัฒนาความสามารถหลักในการดำเนินงานโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีขนาดใหญ่และศูนย์ข้อมูล ในปีค.ศ. 2006 เราจึงเริ่มภารกิจที่ขยายกว้างออกไปในการให้บริการลูกค้ากลุ่มใหม่ ที่เป็นนักพัฒนาและธุรกิจต่าง ๆ ดังนั้น Amazon Web Services Cloud จึงถือกำเนิดขึ้นเป็นแพลตฟอร์มเทคโนโลยี ที่ลูกค้าสามารถใช้เพื่อสร้างแอปพลิเคชันที่ซับซ้อนและปรับขนาดได้ตามต้องการและ AWS ได้พัฒนาบริการต่าง ๆ บนระบบคลาวด์นับแต่นั้นมาโดยตลอด จนมีมากกว่า 200 บริการในปัจจุบัน

จุดเริ่มต้นของนวัตกรรม: เริ่มต้นที่ลูกค้าและทำงานย้อนกลับโดยเริ่มต้นที่ลูกค้า (start with the customer and work backwards)

เราเริ่มต้นด้วยการทำความเข้าใจลูกค้าของเราอย่างลึกซึ้ง เข้าใจสิ่งที่จำเป็นต่อลูกค้า หรือสิ่งที่ลูกค้าต้องการ จุดไหนที่ลูกค้ามีความไม่พอใจหรือต้องการการแก้ไข ไม่ใช่แค่ความสนิทสนมและถามถึงสิ่งที่พวกเขาต้องการ แต่ต้องเข้าใจสถานการณ์และบริบทของลูกค้าอย่างลึกซึ้ง เพื่อให้เราสามารถคิดแทนลูกค้าได้ การทำงานย้อนกลับที่เริ่มต้นจากความต้องการของลูกค้า ช่วยให้เราคิดค้นวิธีที่จะทำให้ลูกค้าประหลาดใจและพึงพอใจ

เราเตรียมความพร้อมเพื่อนวัตกรรมอย่างไร?

ที่ AWS มีกระบวนการสร้างนวัตกรรมให้เกิดขึ้นทุกวันโดยอาศัยวิธีการ 4 ส่วน ประกอบด้วย วัฒนธรรม (Culture), องค์กร (Organization), สถาปัตยกรรม (Architecture) และวิธีการ (Mechanisms)

  1. วัฒนธรรม (Culture) – องค์ประกอบแรกคือวัฒนธรรม ที่มุ่งมั่นในการตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า จ้างผู้สร้าง และสนับสนุนพนักงานด้วย leadership principle หรือหลักการชี้นำในการปฏิบัติทั้ง 16 ข้อที่ถูกสร้างขึ้นมาให้ใช้ในทุกกระบวนการทำงาน ซึ่งมีความสำคัญในการช่วยให้เราประสบความสำเร็จ และเราเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นประโยชน์สำหรับองค์กรอื่น ๆ ที่กำลังเดินทางสู่ความสำเร็จ ดังนั้นเราจึงส่งเสริมหลักการและวัฒนธรรมของเรา โดยหวังว่าจะเป็นแรงบันดาลใจและช่วยให้ลูกค้าสตาร์ทอัพของเราสร้างวัฒนธรรมด้านนวัตกรรมของตนเองได้

Leadership principle ของเราเริ่มต้นด้วยความมุ่งมั่นในการตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า หลักการชี้นำในการปฏิบัติของเราไม่ได้มีไว้เพื่อสร้างความสามัคคี แต่มีไว้เพื่อใช้ร่วมกันในการช่วยให้ตัดสินใจได้เร็วขึ้นอย่างมีคุณภาพ ทำหน้าที่เป็นแนวทางเพื่อช่วยให้เราจัดลำดับความสำคัญในเวลาที่ต้องตัดสินใจ ช่วยจัดกรอบการสนทนาที่ตัดสินใจได้ยากและซับซ้อน และทำให้เรามองปัญหาจากหลาย ๆ มุม

เรายังมีปรัชญาที่ว่าทุกคนในบริษัทเป็นผู้นำในภารกิจของเรา และส่วนหนึ่งของผู้นำคือการใช้หลักการเหล่านี้ในทุก ๆ วัน เพื่อช่วยให้ตัดสินใจได้ดีขึ้นในการสนับสนุนลูกค้า ซึ่งรวมไปถึงการว่าจ้างและการสัมภาษณ์ผู้สมัคร ใช้กำหนดกรอบความคิดเห็นที่เราให้ซึ่งกันและกันในฐานะเพื่อนร่วมงาน และในการสนทนาเพื่อการเติบโตและการพัฒนาระหว่างหัวหน้างานและทีมงาน

  1. องค์กร (Organization) – ทีมขนาดเล็กที่มีอำนาจและเป็นเจ้าของสิ่งที่พวกเขาสร้างขึ้นมา เสาหลักข้อที่สองในการขับเคลื่อนนวัตกรรมคือองค์กร เราบริหารธุรกิจเพื่อความรวดเร็วและคล่องตัวอย่างไร? Amazon รับพนักงานที่เป็นนักสร้างสรรและให้พวกเขาได้สร้าง นี่อาจเป็นหนึ่งในความแตกต่างที่ใหญ่ที่สุดระหว่างสตาร์ทอัพและบริษัทแบบดั้งเดิม และเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้องค์กรเติบโตอย่างรวดเร็ว

สิ่งแรกคือการมองหาคนที่เหมาะสม ที่เป็นนักสร้าง ผู้ที่ชื่นชอบการประดิษฐ์ ผู้ที่ต้องการสร้างอนาคต ผู้ที่ชอบศึกษาประสบการณ์ของลูกค้าในมุมต่าง ๆ พนักที่เข้าใจว่าเมื่อออกผลิตภัณฑ์สู่ตลาดนั้นเป็นแค่จุดเริ่มต้น ไม่ใช่เส้นชัย และองค์กรจำเป็นต้องบริหารนักสร้างเหล่านี้เพื่อให้พวกเขาสามารถสร้างได้อย่างแท้จริง ส่งเสริมให้พวกเขาคิดแทนลูกค้า เรายังจัดโครงสร้างทีมโดยอาศัยทฤษฎี “ทีมพิซซ่า 2 ถาด” ซึ่งโดยทั่วไปหมายถึงเป็นทีมที่สามารถทานพิซซ่าได้ 2 ถาดพอดี เพื่อความว่องไวและคล่องตัว ส่งเสริมความเป็นเจ้าของและความเป็นอิสระ เมื่อมีคนจำนวนมากเกินไปมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ความก้าวหน้าก็อาจหยุดชะงักลงได้

ทีมพิซซ่า 2 ถาดควรมีบุคลากรที่เหมาะสม เช่น วิศวกรรม การทดสอบ การจัดการผลิตภัณฑ์และโปรแกรม เพื่อให้ทีมสามารถบริหารจัดการผลิตภัณฑ์หรือบริการที่พวกเขาสร้างขึ้นได้ สามารถปรับปรุงบริการได้อย่างต่อเนื่อง และสร้างสรรค์นวัตกรรมในเชิงรุกสำหรับลูกค้า

ในท้ายที่สุด ทีมพิซซ่า 2 ถาดไม่ใช่เรื่องของขนาด แต่เป็นการผลักดันความเป็นเจ้าของและความเป็นอิสระของทีม ช่วยให้ทีมเหล่านั้นทำงานได้อย่างรวดเร็ว ทดลองแต่เนิ่น ๆ และบ่อยครั้ง และนำการเรียนรู้ไปใช้อย่างรวดเร็ว สิ่งนี้ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายเมื่อเกิดความล้มเหลวเพราะการเรียนรู้เกิดขึ้นเร็วกว่าและมีความเสี่ยงน้อยกว่า เมื่อเทียบกับการที่อาจเกิดความล้มเหลวในอนาคต

เมื่อคุณเข้าเว็บไซต์ Amazon.com บริการหรือฟีเจอร์ต่าง ๆ มากกว่า 250 รายการจะถูกใช้งาน ซึ่งแต่ละบริการมีทีมที่เป็นเจ้าของดูแลตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์

ที่ AWS เรามีบริการคลาวด์ที่พร้อมให้บริการมากกว่า 200 รายการ เรามั่นใจว่าแต่ละบริการมีทั้งทรัพยากรด้านบุคลากรที่จำเป็นสำหรับการขยายและมีอิสระที่จะเติบโตอย่างสอดคล้องไปกับความต้องการของลูกค้า ด้วยการใช้ทีมขนาดเล็กที่มุ่งเน้นที่ผลลัพธ์เดียว ทีมเหล่านี้สนับสนุนแนวคิดในการพัฒนาแบบลีนและสตาร์ทอัพเพื่อสร้างสิ่งใหม่ ๆ ด้วยความเร็ว

อย่างไรแล้ว ทฤษฎีทีมพิซซ่า 2 ถาดไม่ได้รับประกันความสำเร็จ และนวัตกรรมไม่สามารถเกิดขึ้นได้โดยปราศจากความล้มเหลว อย่างที่ เจฟฟ์ เบโซส์ กล่าวไว้ในจดหมายผู้ถือหุ้นประจำปี 2015 ของเขาว่า “ความล้มเหลวและการสร้างสรรค์เป็นฝาแฝดที่แยกกันไม่ได้ ในการสร้าง คุณต้องทดลอง และถ้าคุณรู้ล่วงหน้าว่าจะได้ผล มันก็ไม่ใช่การทดลอง”

ความล้มเหลวเป็นส่วนสำคัญของนวัตกรรม และองค์กรควรมีโครงสร้างและวัฒนธรรมที่ไม่เพียงแค่ยอมรับความล้มเหลวเท่านั้น แต่คาดหวังว่ามันจะเกิดขึ้นหากต้องการสร้างสรรค์นวัตกรรม ที่ Amazon เราพบกับความล้มเหลวมากมาย และเราไม่กลัวที่จะยอมรับมัน

เรียนรู้จากความล้มเหลว

เราล้มเหลวในธุรกิจด้านประมูลถึง 2 ครั้ง! เราเปิดตัว Amazon Auctions ในปีค.ศ. 1999 แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ต่อมาเราเปิดตัว zShops โดยมีค่าธรรมเนียมเล็กน้อย สำหรับผู้ใช้ที่ต้องการสร้างร้านค้าเสมือนจริงบน Amazon เพื่อขายผลิตภัณฑ์ของตน และความคิดนั้นก็ไม่ประสบความสำเร็จเช่นกัน แต่เราไม่ได้ทิ้งไอเดียนั้นไป และยังคงยึดมั่นในวิสัยทัศน์แต่ยืดหยุ่นในรายละเอียด เราเชื่อมั่นในคุณค่าระยะยาวว่าแนวคิดนี้จะขับเคลื่อนทั้งลูกค้าและผู้ขาย และให้ความยืดหยุ่นในการนำไปใช้ โดยทำซ้ำตามสิ่งที่เราเรียนรู้ในแต่ละครั้ง

องค์กรต้องมีวัฒนธรรมที่ถ้าพนักงานทำงานบางอย่างล้มเหลว พวกเขาจะไม่ถูกลงโทษจากความล้มเหลวนั้น

  1. สถาปัตยกรรม (Architecture) – โครงสร้างและเครื่องมือทางเทคนิคที่รองรับการเติบโตและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เรามองหาคนที่กระตือรือร้นที่อยากจะตื่นนอนทุกวันเพื่อแก้ปัญหาของลูกค้าและช่วยสร้างอนาคต เราต้องมอบแพลตฟอร์มสถาปัตยกรรมและชุดเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพให้แก่พวกเขาเพื่อกำจัดข้อจำกัดต่าง ๆ ซึ่งเราเรียนรู้วิธีการเหล่านี้จากการเดินทางทางสถาปัตยกรรมของเราเอง ความคล่องตัวไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากลูกค้ากำลังสร้างผลิตภัณฑ์บนแพลตฟอร์มเดิมที่ไม่ตอบสนองและมีข้อจำกัด

สถาปัตยกรรมทางเทคนิคของเรา มุ่งเน้นเพื่อการเร่งความเร็วของนวัตกรรม ดังนี้

  • ช่วยให้ทำการทดลองได้ทันที
  • ลดค่าใช้จ่ายเมื่อเกิดความล้มเหลว
  • สามารถปรับขนาดการใช้งานและทำซ้ำได้ย่างรวดเร็ว

ในระบบคลาวด์ ลูกค้าสามารถจัดเตรียมเซิร์ฟเวอร์หลายพันเครื่องได้ภายในเวลาไม่กี่นาที วันนี้ใน AWS Cloud เรามีบริการมากกว่า 200 รายการที่ลูกค้าสามารถใช้งานร่วมกันได้ตามความต้องการ ซึ่งลูกค้าได้รับตั้งแต่เรื่องแนวคิดไปสู่การนำไปใช้ได้เร็วขึ้น เราสร้างแพลตฟอร์มที่มีความยืดหยุ่นที่จำเป็นสำหรับ Amazon ในสร้างนวัตกรรมอย่างรวดเร็ว ซึ่งเราเห็นว่าบริษัทอื่น ๆ สามารถนำสถาปัตยกรรมของเราไปใช้เพื่อให้ได้ผลลัพธ์แบบเดียวกันได้ และแนวทางนี้ได้เปลี่ยนองค์กรของเราโดยสิ้นเชิง โดยส่งผลต่อจำนวนครั้งที่พนักงานใช้ไปในการคิดค้นนวัตกรรม เพียงเพราะพวกเขามีความมั่นใจว่าไอเดียที่เกิดขึ้นจะมีโอกาสได้ทดลองว่ามันจะได้ผลหรือไม่ สิ่งนี้ทำให้คนในบริษัทที่มีแนวคิดใหม่ ๆ มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น จากคนเพียงไม่กี่คนกลายเป็นทุกคน

  1. วิธีการ (Mechanism) – พฤติกรรมที่ถูกปลูกฝังที่เอื้อต่อการคิดเชิงนวัตกรรม วิธีการสำหรับ Amazon มีความหมายเฉพาะเจาะจงมาก เป็นกระบวนการที่สมบูรณ์ (complete process) ที่เสริมสร้างและปรับปรุงตัวเองอยู่เสมอ เราสร้างเครื่องมือ (เช่น ชิ้นส่วนของซอฟต์แวร์หรือกระบวนการ) ขับเคลื่อนการนำเครื่องมือนั้นไปใช้ และตรวจสอบผลลัพธ์เพื่อดูว่าเป็นไปตามที่เราตั้งใจไว้หรือไม่ จากนั้นเราจะทำซ้ำและปรับปรุงเครื่องมือนั้นอย่างต่อเนื่อง

Working backward หรือกระบวนการทำงานแบบย้อนกลับโดยการตั้งต้นที่ลูกค้า: วิธีการของการสร้างนวัตกรรม ใช้เพื่อให้เกิดความชัดเจน ไม่ใช่เพื่อบันทึกสิ่งที่ได้ตัดสินใจทำไปแล้ว

วิธีการที่โดดเด่นที่ต้องขับเคลื่อนความคิดและการสร้างสรรค์เชิงนวัตกรรมที่เน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลางอย่างสม่ำเสมอ คือกระบวนการทำงานย้อนกลับหลัง เราใช้วิธีนี้เพื่อให้แน่ใจว่าเรากำลังสร้างสิ่งที่ถูกต้องให้กับลูกค้าและเรามุ่งเน้นอยู่กับลูกค้าตั้งแต่เริ่มแนวคิดต่าง ๆ ดังนั้นทุกผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ถูกพัฒนาขึ้นใน Amazon และไปสู่ลูกค้าจะใช้กระบวนการทำงานย้อนกลับหลังเสมอ

คำถามเกี่ยวกับลูกค้า – กระบวนการเริ่มต้นด้วย 5 คำถามเกี่ยวกับลูกค้า เราสอนชาวอเมซอนให้ตกผลึกคำถามเหล่านี้เวลาที่เริ่มแนวคิดใหม่ ๆ ใครคือลูกค้า? ปัญหาหรือโอกาสของลูกค้าคืออะไร? ความคิดของคุณทำให้ลูกค้าได้ประโยชน์อย่างเห็นได้ชัดหรือไม่? คุณรู้ได้อย่างไรว่าลูกค้าต้องการอะไร? และประสบการณ์ของลูกค้าเป็นอย่างไร?

ที่ AWS มากกว่า 90% ของฟีเจอร์ต่าง ๆ ที่เราพัฒนาขึ้นนั้น มาจากความคิดเห็นและความต้องการของลูกค้าโดยตรง อีก 10% มาจากการทำงานใกล้ชิดกับลูกค้ามากพอที่เราสามารถคิดแทนลูกค้าได้ เมื่อลูกค้าไม่สามารถระบุความต้องการเหล่านั้นได้เอง

นวัตกรรมในการทำงานที่ Amazon

มาทำความรู้จักกับ Amazon flywheel หรือกงล้อการทำงานของ Amazon

ที่ Amazon คุณจะเห็นหน่วยธุรกิจต่าง ๆ มากมาย สิ่งเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ซึ่งเราคิดว่าสามารถหาวิธีตอบสนองความต้องการที่ดีกว่าที่มีอยู่แล้วในตลาด นั่นคือเหตุผลที่เราลงทุนในรูปแบบธุรกิจที่หลากหลาย ตั้งแต่การสตรีมเนื้อหา ไปจนถึงการขายปลีกแบบมีหน้าร้าน การพัฒนาและจำหน่ายอุปกรณ์ที่ขับเคลื่อนด้วย Machine Learning ขั้นสูง

การมีลูกค้าเป็นศูนย์กลาง นั่นคือกลยุทธ์การเติบโตของเรา – เรามองเรื่องการเติบโตและนวัตกรรมด้วยวิสัยทัศน์ระยะยาว ดังนั้น เราไม่ได้คิดแค่ว่าลูกค้ากำลังทำอะไรอยู่ตอนนี้ แต่มองถึงสิ่งที่ลูกค้าจะทำต่อไปในอนาคต และเราสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการที่ยั่งยืนที่จะคงอยู่ตลอดไป เราพบการเติบโตที่เกิดจากความต้องการที่ยั่งยืนเหล่านี้ และใช้มันเพื่อขับเคลื่อนวงจรที่ยั่งยืนและถาวรที่เรียกว่า Amazon flywheel

ธุรกิจ Amazon.com มุ่งเน้นที่ความต้องการของลูกค้าที่ยั่งยืน โดยมีราคาต่ำ มีตัวเลือกที่มากกว่า และมีความสะดวกสบาย ลูกค้าจะไม่มาหาเราและพูดว่า “เราหวังว่าราคาจะสูงขึ้น” หรือ “ฉันต้องการทางเลือกและความสะดวกสบายน้อยลง” ดังนั้น เราจึงมุ่งเน้นที่การส่งมอบบริการที่ตอบสนองความต้องการที่ยั่งยืนเหล่านี้อย่างต่อเนื่องเพื่อขับเคลื่อนการเติบโต หากเรามุ่งเน้นที่การปรับปรุงประสบการณ์ของลูกค้า เราจะสามารถดึงดูดการเข้าชมจากลูกค้ามากขึ้น หากเราสามารถขับเคลื่อนการเข้าชมได้มากขึ้น เราก็จะมีผู้ขายบนแพลตฟอร์มมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มตัวเลือกสินค้าสำหรับลูกค้าได้ นอกจากนี้ยังสร้างการเติบโตและขยายขนาด ซึ่งช่วยให้เราลดต้นทุนให้ต่ำลง ราคาและตัวเลือกสินค้าที่ดีขึ้น ช่วยให้ประสบการณ์ของลูกค้าดียิ่งขึ้นเช่นกัน ซึ่งจะทำให้มีการเข้าชมมากขึ้น และ Amazon flywheel ก็จะหมุนไป

ทุกการลงทุนที่เราทำเพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า ไม่เพียงแต่ช่วยตอบสนองความต้องการในปัจจุบัน แต่ยังช่วยให้มั่นใจว่าเรากำลังคิดถึงความต้องการในอนาคตของลูกค้า และบางครั้งนำไปสู่การสร้างธุรกิจใหม่ ๆ และนี่คือสิ่งที่ช่วยให้เราสามารถลดราคาให้กับลูกค้าถึง 115 ครั้ง นับตั้งแต่เปิดตัว AWS ในปีค.ศ. 2006

 

คุณพงศ์ระพี เจนจรัตน์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี บริษัท Wisesight ผู้ให้บริการด้านการวิเคราะห์ข้อมูลโซเชียลมีเดียอันดับหนึ่งในประเทศไทย เล่าถึงการเติบโตของบริษัทฯ ว่าเราก่อตั้งขึ้นในปี 2011 ปัจจุบันมีพนักงาน 210 คน เรามีวัฒนธรรมที่เหมือนกับ Amazon ในเรื่องของ customer obsession ที่เราฟังลูกค้าเพื่อที่จะทำความเข้าใจ และคิดอยู่เสมอว่าอะไรที่จะสามารถช่วยลูกค้าได้มากขึ้น และมองหาวิธีการสนับสนุนลูกค้าในด้านต่าง ๆ เราเริ่มต้นด้วยการเป็นเอเจนซี่โฆษณา ซึ่งเราใช้เทคโนโลยีในการสร้างแพลตฟอร์มที่ทำ digital marketing ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งเสียงตอบรับจากลูกค้าในตอนนั้น คืออยากให้ Wisesight เป็นผู้ให้บริการด้านการวิเคราะห์ข้อมูล ที่คอยให้ข้อมูลแก่ลูกค้าและเอเจนซี่เพื่อนำไปวางกลยุทธ์ด้านการตลาด

เราให้ความสำคัญกับการหาคนที่ใช่มาทำงานร่วมกันในทีม โดยในอดีตเรามักจะหาคนที่เข้ากับทีมได้เข้ามาร่วมงาน สุดท้ายทีมเราเต็มไปด้วยคนที่มีลักษณะเดียวกันทั้งหมด และไม่มีความแตกต่างทั้งในเรื่องของไอเดียหรือมุมมอง ทำให้เราได้เรียนรู้ว่าเราต้องมีความหลากหลายของบุคลากรเพื่อให้เกิดการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ 

นอกจากนี้ Wisesight ยังได้นำวัฒนธรรมของ Amazon ในเรื่องของทฤษฎีพิซซ่า 2 ถาด และแนวคิดว่า “every day being Day 1” หรือ “ทำทุกวันให้เป็นวันแรกของการเริ่มต้นธุรกิจ” มาปรับใช้ในองค์กร

สำหรับทฤษฎีพิซซ่า 2 ถาด ในช่วงโควิดที่เราทำงานกันจากที่บ้าน การทำงานร่วมกันทีมละ 3-6 คนทางออนไลน์ยังรู้สึกว่ามีจำนวนมากเกินไป ทำให้เราปรับและเลือกเฉพาะคนที่เกี่ยวข้องและสำคัญต่องานนั้น ๆ เข้าประชุม มีการระบุวัตถุประสงค์การประชุมล่วงหน้าให้ชัดเจน เช่น เพื่อให้ข้อมูล หรือเพื่อปรึกษาหารือ เป็นต้น รวมถึงระบุเวลาการประชุมให้สั้นเท่าที่จำเป็น

สำหรับแนวคิด every day being Day 1 นั้นสำคัญมาก เราต้องไม่ลืมจุดเริ่มต้นของเรา หรือวันแรกที่เราเริ่มสร้างและพยายามเติบโต ไม่หลงลืมไปกับความสำเร็จในปัจจุบัน เราต้องไม่หยุดเรียนรู้ว่าลูกค้าจะต้องการอะไรในอนาคต พรุ่งนี้จะมีปัญหาอะไร หรือจะมีอะไรใหม่เกิดขึ้นใหม่ในโลกอยู่เสมอ

เกี่ยวกับโปรแกรม AWS Activate

  • โปรแกรม AWS Activate ได้สนับสนุนลูกค้าสตาร์ทอัพหลายแสนราย ด้วย AWS credits การสนับสนุนด้านเทคนิค และการฝึกอบรม ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565 เป็นต้นมา
  • ในช่วงสองปีที่ผ่านมา AWS ได้สนับสนุนสตาร์ทอัพตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นด้วย AWS credits ที่มีมูลค่ากว่า 2 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อช่วยให้สตาร์ทอัพสามารถสร้างและเติบโตได้อย่างรวดเร็ว ด้วยโปรแกรมนี้สตาร์ทอัพสามารถใช้บริการระบบคลาวด์ที่ปรับขนาดได้ มีความเสถียร และปลอดภัย เช่น การประมวลผล พื้นที่จัดเก็บ ฐานข้อมูล การวิเคราะห์ Internet of Things แมชชีนเลิร์นนิง และอื่น ๆ อีกมากมายจาก AWS เพื่อปรับขนาดธุรกิจของตน
  • เรามี Activate Console ซึ่งออกแบบมาเพื่อสนับสนุนผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพในทุกขั้นตอนของเส้นทางเดินทางของสตาร์ทอัพ ตั้งแต่แนวคิดการเริ่มต้นธุรกิจ ไปจนถึงการสร้าง MVP เพื่อหาลูกค้ารายแรก และเพื่อการขยายธุรกิจบน AWS และอื่น ๆ Activate Console ให้คำแนะนำหัวข้อการฝึกอบรมที่เหมาะสมแก่ผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพในหัวข้อต่าง ๆ ที่มีความหลากหลายและตรงกับความสนใจ ตามการใช้งาน AWS และข้อมูล AWS credits และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จากการใช้งาน
  • เมื่อไม่นานมานี้ AWS ได้เปิดตัว “Build On AWS” ซึ่งเป็นชุดโครงสร้างพื้นฐานและเทมเพลตที่พร้อมใช้งานจริงและสถาปัตยกรรมอ้างอิง ที่ครอบคลุมโซลูชันที่หลากหลายซึ่งรวบรวมไว้โดยเฉพาะสำหรับสตาร์ทอัพ โดยได้ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนให้สตาร์ทอัพสามารถสร้างผลิตภัณฑ์ขึ้นได้ในเวลาไม่กี่นาที โซลูชันเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญของ AWS ซึ่งได้ยึดตามแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดของ AWS การเปิดตัว Build on AWS ได้ลดความซับซ้อนของหลายขั้นตอนในช่วงเริ่มต้นในการใช้โครงสร้างพื้นฐานที่ปรับขนาดได้ มีความเสถียร ปลอดภัย และเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ปรับให้เหมาะสมกับสตาร์ทอัพในอุตสาหกรรมต่าง ๆ หรือการใช้งาน

from:https://www.techtalkthai.com/amazon-press-release-the-culture-of-innovation/

[Guest Post] Stars Microelectronics พลิกกลับมากำไรด้วยกลยุทธ์การบริหารต้นทุนอย่างชาญฉลาด กับการใช้ SAP จาก NTT DATA Business Solutions Thailand เพื่อวางรากฐานด้านการเงินอย่างมั่นคง

โจทย์สำคัญของธุรกิจโรงงานและการผลิตในไทยและทั่วโลกนั้นโดยมากมักจะหนีไม่พ้นเรื่องของการบริหารจัดการต้นทุน ที่หากทำได้อย่างประสบความสำเร็จแล้ว ก็จะสามารถพลิกสถานะของธุรกิจและสร้างผลกำไรเพิ่มขึ้นได้อย่างทันที ซึ่ง Stars Microelectronics นั้นก็เป็นอีกหนึ่งธุรกิจโรงงานอุปกรณ์และวงจรอิเล็กทรอนิกส์ของไทยที่สามารถพลิกธุรกิจให้กลับมามีกำไรได้ในระยะเวลาอันสั้น ด้วยการเปลี่ยนกลยุทธ์ด้านการบริหารต้นทุน

ในครั้งนี้ได้รับเกียรติพูดคุยกับคุณโชติศักดิ์ พรหมวาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท Stars Microelectronics (Thailand) PCL. ในการถ่ายทอดประสบการณ์ในการปรับกลยุทธ์ด้านการบริหารจัดการต้นทุนภายในบริษัทได้สำเร็จ พลิกธุรกิจให้กลับมามีกำไรได้ภายในเวลาเพียงปีเดียว พร้อมเล่าถึงวิสัยทัศน์ในการนำ SAP เพื่อวางระบบบริหารจัดการธุรกิจในแบบดิจิทัลให้ได้อย่างยั่งยืน 

Stars Microelectronics ผู้ให้บริการโซลูชันระบบอิเล็กทรอนิกส์และการผลิตประกอบ Semiconductor แบบครบวงจร

Stars Microelectronics (Thailand) PCL. หรือชื่อย่อในตลาดหลักทรัพย์ SMT เป็นธุรกิจผู้ให้บริการโซลูชันด้านการผลิตอุปกรณ์และวงจรอิเล็กทรอนิกส์แบบครบวงจร ที่มีบริการ Outsource ทางด้านการประกอบ และทดสอบ (OSAT) รวมถึงบริการด้านการผลิตวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (EMS) ซึ่งมีสาขาหลักอยู่ที่ประเทศไทย โดยมีอายุมานานกว่า 20 ปี

ความสามารถในการผลิตของ SMT นั้นครอบคลุมตั้งแต่การทำ Wafer Processing, IC Assembly, PCB Assembly และการประกอบรวมผสานระบบทั้งหมดให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ และมีศักยภาพในการออกแบบ, การผลิตจำนวนมาก และการกระจายสินค้า ไปจนถึงการบริการในส่วนของผลิตภัณฑ์ที่เข้าสู่สถานะ End-of-Life ได้แบบครบวงจร รองรับการให้บริการให้กับธุรกิจได้หลากหลายอุตสาหกรรม ซึ่งบริการที่ครบถ้วนครอบคลุมทุกความต้องการได้นี้เอง ก็ทำให้ SMT มีลูกค้าอยู่ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา, ยุโรป, จีน และญี่ปุ่น

แน่นอนว่าอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์นี้เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีขนาดใหญ่ทั่วโลก และยังคงมีแนวโน้มที่จะเติบโตได้อีกมาก ทาง SMT ในฐานะของธุรกิจสัญชาติไทยที่มีวิสัยทัศน์ด้านการเติบโตในตลาดระดับนานาชาติมาโดยตลอด จึงได้มีการพัฒนาบริการและทำการวิจัยค้นคว้าเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างไม่หยุดยั้ง เป็นอีกหนึ่งธุรกิจไทยที่น่าจับตามอง

ผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถศึกษาข้อมูลได้ที่ https://starsmicro.com/

เมื่อธุรกิจมีความซับซ้อนสูง การบริหารจัดการด้านการเงินและต้นทุนจึงเป็นหัวใจสำคัญ

ถึงแม้ในช่วงปี 2020 – 2021 ที่ผ่านมานี้จะเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับธุรกิจในแทบทุกอุตสาหกรรมทั่วโลก และ SMT เองก็มองเห็นว่าบริษัทจะต้องมีการวางระบบใหม่นอกเหนือจากการ วางแผนด้านการบริหารจัดการที่ดี และปฏิบัติอย่างจริงจังภายในองค์กร โดยมุ่งเน้นไปที่เรื่องของการบริหารจัดการต้นทุนและการดำเนินงานภายใน ก็ทำให้ภายในปี 2020 เพียงปีเดียว ธุรกิจนั้นก็มีกำไรเพิ่มขึ้นถึง 300% ได้แม้มีการขยายตัวของลูกค้าใหม่ไม่มากนัก และในปี 2021 เอง SMT ก็ยังคงเติบโตต่อเนื่องและมีผลกำไรมากขึ้นอีก มากกว่า 150% เลยทีเดียว

คุณโชติศักดิ์ได้เผยถึงกุญแจสำคัญที่ทำให้ SMT พลิกกลับมาเติบโตได้อย่างรวดเร็ว ด้วยเคล็ดลับ 3 ประการ ดังนี้

  • เร่งเสริมคุณภาพในเชิงรายได้ของบริษัทให้ดี รายได้ต้องมาจากงานที่มีความมั่นคง มีผลกำไร และบริหารจัดการได้ดี
  • ต้องควบคุมต้นทุนและคุณภาพของวัตถุดิบให้ได้ แม้การผลิตจะมีความซับซ้อนที่สูง แต่ยิ่งการผลิตมีความซับซ้อนเท่าใด การบริหารต้นทุนก็ยิ่งสำคัญมากเท่านั้น
  • ต้องปรับปรุงให้มีพื้นฐานการบริหารงานที่ดี การดำเนินงานต้องมีความคุ้มค่า และเร่งปรับปรุงระบบพื้นฐานของธุรกิจให้ดีเพื่อให้ส่งผลต่อการดำเนินงานโดยรวม

การเร่งปรับปรุงเหล่านี้ถือว่าเป็นจังหวะที่ดีมากของ SMT เนื่องจากช่วงสองปีที่ผ่านมา เป็นช่วงขาขึ้นของอุตสาหกรรมพอดี ซึ่งถึงแม้ในวงการอิเล็กทรอนิกส์จะต้องเผชิญกับทั้งประเด็นด้าน Trade War ระหว่างประเทศมหาอำนาจตั้งแต่ก่อนช่วง COVID-19 แพร่ระบาด แต่เมื่อโรคระบาดมาก็ทำให้ตลาดเติบโตมากยิ่งขึ้น จากเดิมหลายธุรกิจที่ไม่เคยต้องใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ก็เริ่มหันมาลงทุนในส่วนนี้ แต่ประเด็นนี้เองก็เป็นดาบสองคมที่ทำให้เกิดภาวะ Supply Shortage ทั่วโลก ซึ่งก็เป็นอีกโจทย์ที่ SMT ต้องเผชิญและเอาชนะมาได้ด้วยการบริหารจัดการธุรกิจที่ดีนั่นเอง

คุณโชติศักดิ์ยังได้ยกตัวอย่างในการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ตั้งแต่การทำงานร่วมกับ Supplier หลายเจ้ามากขึ้นเพื่อให้บริษัทมีทางเลือกในการจัดซื้อวัตถุดิบในหลากหลายราคาและหลากหลายช่องทาง, การวางโมเดลในการคำนวณต้นทุนสำหรับการผลิตแต่ละรอบหรือแต่ละโครงการในหลายแง่มุม เพื่อให้สามารถประเมินความคุ้มค่าได้ครบถ้วนทุกมิติ, การรวบรวมข้อมูลด้านการเงินและการลงทุนในแต่ละการผลิตให้ได้อย่างครบถ้วน เพื่อให้การเก็บเงินในแต่ละโครงการมีความถูกต้องแม่นยำมากยิ่งขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้เองก็เป็นไปได้ทั้งด้วยแผนการบริหาร และการเลือกนำ Software บริหารจัดการธุรกิจที่ตอบโจทย์มาใช้

วางรากฐานครั้งสำคัญ ลงทุนครั้งใหญ่วางระบบ SAP เพื่อความยั่งยืน

ในปี 2020 ทาง SMT ยังมุ่งเน้นที่การปรับปรุงการบริหารจัดการเป็นหลัก และวางแผนที่จะนำระบบ Enterprise Resource Planning หรือ ERP เข้ามาใช้งานด้วย โดยมอง SAP เอาไว้ทั้งในฐานะของเครื่องมือที่เหล่าผู้บริหารคุ้นเคย, เป็นระบบที่มีชื่อเสียงในระดับโลก, มีนักพัฒนาระบบที่สามารถดูแลและปรับปรุงระบบได้มากกว่า ERP รายอื่นๆ และยังเป็นระบบที่ลูกค้าหรือคู่ค้าของ SMT หลายรายใช้งาน ทำให้การตั้งธงใช้ SAP นั้นนอกจากจะช่วยปรับปรุงการบริหารธุรกิจให้เป็นแบบดิจิทัลได้แล้ว ก็ยังมีโอกาสที่จะสามารถผสานระบบเข้ากับลูกค้าหรือคู่ค้าเพื่อทำการค้าขายแบบ Automation ร่วมกันได้อีกด้วย

เหตุนี้เอง ทำให้ในปี 2021 ทาง SMT ได้ลงทุนในระบบ SAP เป็นงบประมาณถึง 60% ของทรัพย์สินที่มีการลงทุนทั้งหมด และแทบจะไม่ได้มีการลงทุนในเครื่องจักรเลย เป็นการลงทุนเพื่อการปรับปรุงการบริหารธุรกิจสำหรับการเติบโตในอนาคตอย่างแท้จริง ซึ่งคุณโชติศักดิ์ก็ระบุว่าการลงทุนครั้งนี้ถือเป็นการลงทุนเชิงกลยุทธ์ที่มีความคุ้มค่าเป็นอย่างมาก เพราะการปรับปรุงระบบบริหารจัดการธุรกิจตั้งแต่ขั้นพื้นฐานนี้จะทำให้ธุรกิจได้เห็นข้อมูลต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น Capacity ของเครื่องจักร, การ Utilize ของการทำงานในส่วนต่างๆ, การวางแผนลงทุนในโรงงานแต่ละแห่ง, การปรับกลยุทธ์ในเชิงลูกค้า รวมถึงการบริหารจัดการต้นทุนและการเงินทั้งในภาพรวมและเชิงลึกของธุรกิจไปพร้อมๆ กัน

คุณโชติศักดิ์เผยว่าตั้งแต่เริ่มใช้ SAP มาเห็นผลกระทบในทางบวกต่อธุรกิจหลากหลายประเด็น เช่น

  • การรวบรวมข้อมูลด้านค่าใช้จ่ายในแต่ละโครงการได้อย่างครบถ้วน ทำให้สามารถมั่นใจได้ว่าทุกๆ การทำงานนั้นมีต้นทุนเท่าใด และมีผลกำไรเท่าไหร่ ช่วยให้ทุกๆ การขายและการผลิตเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • การเชื่อมต่อระบบ SAP ของ SMT เข้ากับ SAP ของลูกค้าและคู่ค้าผ่านทาง API ทำให้กระบวนการด้านการจัดซื้อและการขายเป็นไปแบบอัตโนมัติ โปร่งใส มีข้อมูลครบถ้วน โดยทาง SMT ได้ปรับระบบให้สามารถดึงราคาต้นทุนจากคู่ค้าแต่ละรายในชิ้นส่วนแต่ละชิ้นที่ต้องใช้ในการผลิตอย่างต่อเนื่องโดยอัตโนมัติ ส่งผลให้ทุกๆ การจัดซื้อเป็นไปได้อย่างรวดเร็วและคุ้มค่าสูงสุด
  • ในการพูดคุยกับลูกค้าแต่ละราย เมื่อต้องมีการปรับเปลี่ยนวัตถุดิบหรือรายละเอียดในการผลิต พนักงานภายในโรงงานก็จะมีข้อมูลอย่างครบถ้วนในการดำเนินงาน ในขณะที่ฝ่ายขายเองก็จะมีข้อมูลหลักฐานการทำงานทั้งหมดอย่างครบถ้วนในการพูดคุยกับลูกค้า ทำให้โดยรวมแล้วการทำงานเป็นไปได้อย่างถูกต้องโปร่งใสมากยิ่งขึ้น ได้รับความเชื่อมั่นในการทำงานร่วมกับลูกค้าจากนานาชาติมากยิ่งขึ้นในระยะยาว
  • การบริหารจัดการคลังสินค้าที่สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถนำของที่มีอยู่ในคลังสินค้ามาใช้ผลิตในแต่ละโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งตรงส่วนนี้ในอนาคตก็ยังสามารถปรับปรุงได้อีกมาก
  • การมองเห็นค่าใช้จ่ายและรายรับได้อย่างทันทีและแม่นยำ ทำให้ทางบริษัทสามารถปรับระบบบัญชีให้ดีขึ้นได้ โดยในอนาคตตั้งเป้าหมายว่าระบบบัญชีจะต้องมีความเป็นอัตโนมัติและใช้งานได้ง่ายดายยิ่งขึ้น

คุณโชติศักดิ์เชื่อว่าเมื่อมีการใช้งาน SAP ไปได้ระยะหนึ่งจนมีข้อมูลและกระบวนการที่ครบถ้วนแล้ว SMT ก็จะสามารถทำการรับรู้รายได้หรือการออก Financial Statement ได้รวดเร็วยิ่งขึ้นกว่าในอดีตเป็นอย่างมาก รวมถึงยังมีแผนที่จะพัฒนาระบบ Management Dashboard เพื่อให้ผู้บริหารมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการวางกลยุทธ์ต่างๆ ให้แม่นยำมากยิ่งขึ้นหลังจากนี้

เลือก  NTT DATA Business Solutions Thailand ร่วมเรียนรู้และพัฒนาแนวทางการบริหารจัดการธุรกิจโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ในแบบดิจิทัล

แน่นอนว่าอีกโจทย์สำคัญในการเลือกใช้งาน SAP นั้นคือการหา SAP Implementer ที่ไว้วางใจได้มาร่วมงานกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ที่มีความซับซ้อนสูงอย่าง SMT ยิ่งต้องเลือกใช้ Implementer ที่มีประสบการณ์และพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนระบบให้สอดคล้องต่อความต้องการที่เฉพาะตัว ในขณะที่คนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เองก็มี Turn Over Rate ที่สูง ทำให้ Implementer ที่มาทำงานร่วมกันนี้ต้องช่วยบริหารจัดการในส่วนนี้ให้ได้ เพื่อให้โครงการสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี

ด้วยเหตุนี้ ทีมผู้บริหารของ SMT จึงได้ตัดสินใจเลือกใช้บริการนี้จาก NTT DATA Business Solutions Thailand  (เดิมชื่อ  ISS Consulting) ที่มีทีมงานมืออาชีพซึ่งเข้าใจในข้อจำกัดของ SMT เป็นอย่างดี โดยถึงแม้ในช่วงที่มีการพูดคุยแรกเริ่มกันนั้น ทาง  NTT DATA Business Solutions Thailand จะยังไม่มีประสบการณ์ในการวางระบบ SAP ให้กับธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์มาก่อนมากนัก แต่ด้วยการทำงานและการวางแผนที่ดี รวมถึงความพร้อมในการเรียนรู้ความต้องการของ SMT ที่จะพัฒนาระบบร่วมกัน ทำให้สุดท้ายแล้ว SMT ก็ตัดสินใจที่จะร่วมงานกับ NTT DATA Business Solutions Thailand

คุณโชติศักดิ์เผยว่าในระหว่างที่มีการร่วมงานกับทาง NTT DATA Business Solutions Thailand  นั้นมีการประสานงานและเข้ามาทำงานกันอย่างใกล้ชิดโดยตลอด มีการพูดคุยปรับเปลี่ยนแก้ไขระบบให้อย่างต่อเนื่อง โดยทีมผู้บริหารของ SMT นั้นก็ได้ลงมาร่วมในโครงการนี้ด้วยอย่างเต็มตัวเพื่อให้การตัดสินใจในส่วนต่างๆ เป็นไปได้อย่างรวดเร็ว โดยเมื่อระบบเริ่มมีการใช้งานจริงๆ ก็ยังมีการรับฟังเสียงจากผู้ใช้งานและปรับเปลี่ยนระบบให้สอดคล้องกับการทำงานไปด้วย ในขณะที่ทาง NTT DATA Business Solutions Thailand    เองก็คอยเป็นผู้ประสานให้ทั้งผู้บริหารและพนักงานมีส่วนร่วมในโครงการมากขึ้น และนำ Best Practice จาก SAP มาให้ความรู้และปรับใช้ให้เหมาะสมกับความต้องการภายใน SMT

เรียกได้ว่าถึงแม้โครงการนี้จะต้องมีการร่วมมือร่วมแรงและใช้เวลานาน ทั้งยังต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่ท้ายที่สุด ก็สามารถดำเนินโครงการนี้ให้เป็นไปตามเป้าหมายของ SMT ได้เป็นอย่างดี และระบบ SAP นี้ก็จะกลายเป็นรากฐานที่สำคัญต่อการเติบโตของ SMT หลังจากนี้

บริหารจัดการธุรกิจด้วย Software คือกลยุทธ์ที่สำคัญ แต่ผู้บริหารต้องพิจารณาในหลายประเด็น

คุณโชติศักดิ์ได้ทิ้งท้ายถึงบทเรียนสำหรับผู้บริหารในธุรกิจอื่นๆ ที่มีแผนจะลงทุนในระบบ ERP เอาไว้ว่า โครงการระบบ ERP นี้สำคัญตั้งแต่การเลือก Software ที่ต้องเลือกให้สัมพันธ์กับทิศทางของธุรกิจในอนาคต สามารถทำงานร่วมกับลูกค้าหรือคู่ค้าได้แบบอัตโนมัติ สามารถนำมาใช้งานได้โดยไม่เกินกำลังการลงทุนของธุรกิจ โดยต้องตั้งเป้าว่าท้ายที่สุดแล้วระบบจะช่วยให้ธุรกิจเติบโตต่อไปได้ ซึ่งก็ย่อมจะทำให้ระบบเองต้องเติบโตตามธุรกิจ และรวบรวมองค์ความรู้ในการดำเนินธุรกิจเอาไว้ในระบบให้มากที่สุด ลดการยึดติดกับบุคลากรคนใดคนหนึ่งให้น้อยลงไป

และแน่นอนว่าการลงทุนในระบบ ERP นี้ย่อมต้องกระทบกับพนักงานด้วย ซึ่งธุรกิจเองก็ต้องพยายามผลักดันให้พนักงานทำการส่งต่อความรู้เข้าสู่ระบบ เปลี่ยนวัฒนธรรมและมุมมองในการทำงานของพนักงาน เพื่อให้พนักงานทุกคนหันมาสู่การทำงานในรูปแบบใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งทางที่ดีที่สุดก็คือการสื่อสารให้พนักงานเกิดความเข้าใจถึงข้อดีในการนำระบบ ERP มาใช้ และการวาง Workflow ที่เป็นมาตรฐานชัดเจนในการทำงาน ซึ่งจะส่งผลดีต่อทั้งธุรกิจที่ทำงานเป็นระบบมากขึ้น และพนักงานที่สามารถทำงานได้ถูกต้องแม่นยำพร้อมมีผลลัพธ์ในการทำงานที่ดีขึ้นไปด้วยในเวลาเดียวกัน

เกี่ยวกับ NTT DATA Business Solutions (Thailand) Ltd. เดิมชื่อ บริษัท ISS Consulting (Thailand) Ltd.

 

บริษัท NTT DATA Business Solutions  (Thailand) Ltd. ภายใต้กลุ่ม บริษัท NTT DATA ผู้ให้บริการระบบ SAP และ Data Center ระดับโลก และเป็นผู้นำทางด้าน Digital Transformation และเป็นสมาชิก SAP Global Partner ที่พร้อมคำปรึกษา และบริการด้านการออกแบบ พัฒนา ติดตั้งโซลูชัน SAP Solution และ IT Solution อื่น ๆ ให้กับลูกค้าในประเทศไทย เพื่อพัฒนาระบบบริหารการจัดการในองค์กรในทุกกลุ่มประเภทธุรกิจ

สำหรับธุรกิจที่ต้องการปรึกษาด้านโซลูชั่น SAP เพื่อพัฒนาระบบบริหารการจัดการในองค์กรให้ดีขึ้น NTT DATA Business Solutions Thailand  พร้อมให้คำปรึกษาในทุกกลุ่มประเภทธุรกิจ ติดต่อได้ที่ โทร 02 237 05553 หรือติดตาม ได้ที่ email: marketing-solutions-th@nttdata.com หรือ http://www.nttdata-solutions.com

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วางรากฐานครั้งสำคัญ ลงทุนครั้งใหญ่วางระบบ SAP เพื่อความยั่งยืน

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-ntt-data-and-stars-microelectronics/

[Press Release] ซุปเปอร์แนป (ประเทศไทย) ลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าร่วมกับ ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ เพื่อขับเคลื่อนศูนย์ข้อมูลระดับไฮเปอร์สเกล

ซุปเปอร์แนป (ประเทศไทย) จะผลิตพลังงานของตนเอง และจะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในธุรกิจยุคดิจิทัล และนำพลังงานหมุนเวียนมาสู่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศไทย

คุณสุนิตา บ๊อตเซ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ซุปเปอร์แนป (ประเทศไทย)

เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของบริษัทในการช่วยรักษาโลก ลดภาวะโลกร้อน และภาวะเรือนกระจก โครงการนี้จะช่วย ซุปเปอร์แนป (ประเทศไทย) และลูกค้าของบริษัท ในการลดต้นทุนค่าไฟฟ้าได้อย่างมากตลอดอายุของระบบ พร้อมชดเชยการปล่อยการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ได้ถึง 18,250 ตัน

“ซุปเปอร์แนป (ประเทศไทย) เป็นศูนย์ข้อมูลไฮเปอร์สเกล เปิดดำเนินการในปี พ.ศ. 2560 ซึ่งถือเป็นผู้บุกเบิกศูนย์ข้อมูลของภูมิภาคนี้ นับแต่นั้นมาเทคโนโลยีชั้นนำของเราได้มอบความพร้อมใช้งานต่อเนื่อง 100% ให้กับลูกค้า คำมั่นสัญญาของเราในการจัดหาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ได้แสดงให้เห็นอีกครั้งกับความคิดริเริ่มนี้ ซึ่งมุ่งสู่ประสิทธิภาพและความยั่งยืน ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ได้รับเลือกให้ติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ให้กับ ซุปเปอร์แนป (ประเทศไทย) เพราะมีความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมและความปลอดภัย รวมทั้งประสบการณ์ที่เชื่อถือได้ในการติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ เรามั่นใจในทักษะและความเป็นมืออาชีพของ ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์” คุณสุนิตา บ๊อตเซ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ซุปเปอร์แนป (ประเทศไทย) กล่าว

ซุปเปอร์แนป (ประเทศไทย) ได้ร่วมงานกับ ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ เพื่อดำเนินการติดตั้งแผงโซลาร์ฟาร์ม โดยโซลาร์ฟาร์มนี้จะสร้างขึ้นบนที่ดินของ ซุปเปอร์แนป (ประเทศไทย) บนพื้นที่ศูนย์ข้อมูลที่ตั้งอยู่ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) นอกเขตน้ำท่วมกรุงเทพฯ และใกล้กับสถานีเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างประเทศที่มีการเชื่อมโยงทั่วประเทศไทย

ดร.นิพนธ์ บุญเดชานันทน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน)

“ ซุปเปอร์แนป (ประเทศไทย) เป็นผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลได้รับการรับรองมาตรฐานในระดับ เทียร์   4 ด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ที่มีการขับเคลื่อนโดยความต้องการในเอเชียแปซิฟิกสำหรับศูนย์ข้อมูลที่สร้างขึ้นตามวัตถุประสงค์ซึ่งรับประกันประสิทธิภาพ ความพร้อมใช้งาน และการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ทั้งนี้ต้องยอมรับว่า การเติบโตของข้อมูลและแอปพลิเคชั่นในระดับภูมิภาคมาจากความต้องการที่จะใกล้ชิดกับธุรกิจและผู้บริโภค เพื่อปรับปรุงประสบการณ์ของลูกค้าที่ใช้ คลาวด์  AI  IOT และ BIG Data ดังนั้น ซุปเปอร์แนป (ประเทศไทย) จึงเป็นศูนย์ข้อมูลที่ทันสมัยที่สุดในประเทศไทย และถือเป็นผู้นำในเอเชีย ซึ่งเป็นศูนย์ข้อมูลที่มีความสามารถในการให้บริการที่สูงกว่าศูนย์ข้อมูลทุกแห่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ดังนั้นการที่บริษัทยักษ์ใหญ่ให้ WHAUP ติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ให้ยิ่งเป็นการการันตีศักยภาพและมาตรฐานการติดตั้งของ WHAUPมากยิ่งขึ้น”  ดร.นิพนธ์ บุญเดชานันทน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAUP กล่าว

สัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) รวมถึงงานวิศวกรรม การจัดซื้อจัดจ้าง และการก่อสร้าง (EPC) ตลอดจนระบบกักเก็บพลังงานเพื่อกักเก็บพลังงานส่วนเกิน และนำกลับมาใช้ใหม่เมื่อระบบพลังงานแสงอาทิตย์ไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้เพียงพอต่อความต้องการ นอกจากนี้ ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์จะรับผิดชอบการดำเนินงานและการบำรุงรักษาระบบเป็นเวลา 20 ปี โครงการมีกำหนดแล้วเสร็จในฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ โดยจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างในต้นเดือนเมษายนนี้

ด้วยการเป็นศูนย์ข้อมูลโคโลเคชั่นและระบบคลาวด์แห่งแรกที่ใช้พลังงานหมุนเวียน ซุปเปอร์แนป (ประเทศไทย) จะมีส่วนช่วยในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของภูมิภาค สนับสนุนยุทธศาสตร์ระดับชาติในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของลูกค้า

เกี่ยวกับ ซุปเปอร์แนป (ประเทศไทย) :

ซุปเปอร์แนป (ประเทศไทย) เป็นศูนย์ข้อมูลไฮเปอร์สเกลมาตรฐานระดับ Tier IV แห่งแรกในประเทศไทย โดยเป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัทชั้นนำของไทยและ Switch ผู้นำระดับโลกด้านระบบนิเวศและการออกแบบศูนย์ข้อมูล ได้รับการรับรองด้วยมาตรฐานระดับโลกสูงสุด และได้รับการยอมรับจากอุตสาหกรรมด้วยรางวัลมากมายจากเทคโนโลยีขั้นสูงและการรักษาความปลอดภัยเป็นเลิศ ซุปเปอร์แนป (ประเทศไทย) ให้บริการที่เหนือชั้น ปฏิบัติตามข้อกำหนด และมอบความอุ่นใจให้กับลูกค้า

ขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: www.supernap.co.th

เกี่ยวกับ ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ (WHAUP):

ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ เป็นผู้ให้บริการด้านสาธารณูปโภคและพลังงานชั้นนำของประเทศไทย ให้บริการโซลูชั่นครบวงจรสำหรับน้ำเพื่ออุตสาหกรรม การบำบัดน้ำเสีย พลังงานทั่วไป การจ่ายก๊าซธรรมชาติ พลังงานหมุนเวียน ได้แก่ การผลิตไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์ที่ติดตั้งบนหลังคา และการเปลี่ยนของเสียเป็นพลังงาน และอื่นๆ

ขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: www.wha-up.com

ข้อมูลเพิ่มเติมหรือมีข้อสงสัย กรุณาติดต่อ:

ซุปเปอร์แนป (ประเทศไทย| แผนกการตลาดและการสื่อสาร
marketing@supernap.co.th | +66 33 125 100

from:https://www.techtalkthai.com/supernap-agreement-with-whaup-for-power-utility/