คลังเก็บป้ายกำกับ: Press_Release

ซิสโก้ขับเคลื่อนการเชื่อมต่อดิจิทัลที่ปลอดภัยให้กับซิลิคอนเทคพาร์ค Innovation Hotspot แห่งต่อไปของประเทศไทย [Guest Post]

“Silicon Valley of the East” จะใช้ประโยชน์จากการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่ปลอดภัย
ของซิสโก้ เพื่อทดสอบนวัตกรรมใหม่ ๆ และส่งเสริมโอกาสทางเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย

กรุงเทพฯ – 16 ธันวาคม 2565 – ซิสโก้ ผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนอินเทอร์เน็ตร่วมมือกับโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC), แพลนเน็ตคอม และ ซิลิคอนเทคพาร์ค (STP) สร้างการเชื่อมต่อดิจิทัลที่ปลอดภัยที่เป็นรากฐานให้กับ “ศูนย์นวัตกรรมดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูงบ้านฉาง” ในพื้นที่โครงการ EEC Silicon Tech Park (EEC STP) ความร่วมมือนี้เป็นส่วนหนึ่งของ “โครงการขับเคลื่อนการพัฒนาดิจิทัล” หรือ Cisco’s Country Digital Acceleration (CDA) ของซิสโก้ ในด้านการพัฒนาสมาร์ทซิตี้ เพื่อเปิดโอกาสให้กับเศรษฐกิจดิจิทัลผ่านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ นอกจากจะให้บริการการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและคลาวด์ที่ปลอดภัยสำหรับพื้นที่โครงการ EEC Silicon Tech Park แล้ว ซิสโก้ยังสนับสนุนนวัตกรรมสำหรับอาคารอัจฉริยะ สมาร์ทซิตี้ การทำงานไฮบริดที่ปลอดภัย และสมาร์ทเวิร์คเพลส อีกด้วย

EEC Silicon Tech Park ได้รับการขนานนามว่าเป็น “Silicon Valley of the East” แห่งต่อไป โดยคาดว่าจะเป็นย่านที่มีชีวิตชีวาและไม่หยุดนิ่งผ่านเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และพื้นที่อยู่อาศัยในเมืองที่ยั่งยืน สร้างขึ้นเพื่อสนับสนุนแผนยุทธศาสตร์ของรัฐบาลในการเปลี่ยนประเทศไทยไปสู่เศรษฐกิจแบบ value-based ที่สนับสนุนโดยนวัตกรรม เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ โดยคาดว่าจะดึงดูดการลงทุน 2.2 ล้านล้านบาท (61.97 พันล้านดอลลาร์) ในเขตอุตสาหกรรมตะวันออกของประเทศในอีก 5 ปีข้างหน้า ศูนย์กลางของ EEC Silicon Tech Park คือ “ศูนย์นวัตกรรมดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูงบ้านฉาง” ซึ่งเป็น Next Frontier ของเทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูงที่ขับเคลื่อนโดยเครือข่ายที่ปลอดภัยและสามารถทนต่อสภาพแวดล้อมที่มีความต้องการด้านต่างๆ มากที่สุด (most demanding environments) จึงต้องมีนวัตกรรมในอนาคต

ตั้งแต่การเชื่อมต่อแบบแยกส่วนในอุตสาหกรรมไปจนถึงการเพิ่มความสามารถใหม่ๆ ด้วยหุ่นยนต์อัตโนมัติ การเชื่อมต่อเป็นพื้นฐานของนวัตกรรมที่ก้าวล้ำ ภายใต้โครงการ CDA ซิสโก้ได้สร้างการเข้าถึงเครือข่ายแบบหลายชั้นด้วยการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูงพิเศษ และการเข้าถึงไวไฟสาธารณะด้วยโซลูชันเชื่อมต่อที่ปลอดภัยรวมถึง Cisco Umbrella และ Ultra-Reliable Wireless Backhaul ในการเชื่อมต่อเสาอัจฉริยะทั่วทั้ง EEC Silicon Tech Park

ขับเคลื่อน Industry 4.0 ด้วยการเชื่อมต่อยุคใหม่

Cisco Network Convergence System (NCS) 5500 Series นำเสนอ port density ที่มีแบนด์วิดธ์ความเร็วสูงถึง 100 GbE และ 400 GbE ซึ่งนับเป็นความเร็วระดับแนวหน้าของอุตสาหกรรม ช่วยผู้ให้บริการเครือข่ายสามารถจัดการกับดาต้าเซ็นเตอร์ที่กำลังขยายตัวทั่วโลก และรองรับทราฟฟิกการรับ-ส่งข้อมูลเครือข่ายคลาวด์ สาธารณะ/ส่วนตัว ที่มีปริมาณมาก ทำให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างเรียบง่าย และมีประสิทธิภาพในการตอบสนองต่อการปรับขนาดขององค์กรขนาดใหญ่ เว็บ และผู้ให้บริการ แพลตฟอร์ม NCS ยังสนับสนุน Segment Routing และ Ethernet VPN ซึ่งเป็นนวัตกรรมซอฟต์แวร์ชั้นนำของตลาดที่สำคัญเพื่อช่วยผู้ให้บริการลดความซับซ้อนของสถาปัตยกรรมเครือข่าย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับนวัตกรรมคลาวด์และเอดจ์ เช่น ระบบการผลิตอัตโนมัติ และหุ่นยนต์ในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น การผลิตหรือลอจิสติกส์ทั่วไปที่ต้องใช้แบนด์วิธเครือข่ายระดับสูง สิ่งนี้ได้นำความเร็วใหม่มาสู่ธุรกิจ และสนับสนุนประสบการณ์ดิจิทัลในการวางแผน ออกแบบ และทดลองด้วยการพิสูจน์แนวคิด ศูนย์นวัตกรรมแห่งนี้จึงเป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับองค์กรต่างๆ ในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและสร้างนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับความต้องการทั้งในปัจจุบันและอนาคต องค์กรภาครัฐ นักวางผังเมือง และผู้ให้บริการดิจิทัลจะได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยเหล่านี้ที่ผนวกเข้ากับแอปพลิเคชันที่ใช้งานในชีวิตจริง โดยจะช่วยให้พวกเขาสามารถนำเทคโนโลยี 4.0 มาใช้ในการพัฒนาสมาร์ทซิตี้ได้เป็นอย่างดี

ในการนำแอปพลิเคชันที่สามารถใช้งานในชีวิตจริงจากเทคโนโลยีแบบ next-gen มาสู่ประชาชน ซิสโก้ได้นำเสนอพอร์ตโฟลิโอด้านอาคารอัจฉริยะ สมาร์ทซิตี้ การทำงานแบบไฮบริดที่ปลอดภัย และโซลูชันสำหรับที่ทำงานอัจฉริยะ ซึ่งรวมถึงการเชื่อมต่อเซ็นเซอร์ด้านสิ่งแวดล้อม และไฟอัจฉริยะไปจนถึงเครื่องมือจัดการอาคารอัจฉริยะที่ใช้ประโยชน์จากไวไฟเพื่อให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการเข้าใช้พื้นที่ และโซลูชันการรักษาความปลอดภัยแบบ end-to-end รวมถึงการใช้ปัจจัยหลายๆ อย่างในการตรวจสอบ และยืนยันตัวบุคคลเพื่อการใช้งานแอปพลิเคชันขององค์กรอย่างปลอดภัย

เตรียมความพร้อมให้กับคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถด้วยทักษะด้านดิจิทัล

เพื่อความสอดคล้องกับพันธกิจของบริษัทในการขับเคลื่อนอนาคตสำหรับทุกคน ซิสโก้ยังคงมุ่งมั่นในการสนับสนุนและพัฒนาความสามารถของบุคลากรด้านไอทีรุ่นใหม่ที่อาศัยอยู่ใน EEC Silicon Tech Park ซิสโก้ได้พัฒนาบุคลากรที่มีความสามารถด้านดิจิทัลผ่านโปรแกรม Cisco Networking Academy มาเป็นระยะเวลากว่า 25 ปีโดยการเป็นพันธมิตรกับ PlanetComm, Mavenir Systems และ 5G Catalyst Technologies ในการพัฒนาหลักสูตรไอทีที่มีคุณภาพ และความปลอดภัยทางไซเบอร์, เครื่องมือจำลองการเรียนรู้ และโอกาสในการเรียนรู้ภาคปฏิบัติ เพื่อดึงดูดผู้มีความสามารถในพื้นที่ EEC Silicon Tech Park

นายคณิศ แสงสุพรรณ ประธานที่ปรึกษาพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี กล่าวว่า “อีอีซี ได้ร่วมมือกับภาคเอกชนด้านนวัตกรรมชั้นนำ ได้แก่ ซิสโก้ แพลนเน็ตคอม และซิลิคอนเทคพาร์ค เตรียมความพร้อมการพัฒนา “ศูนย์นวัตกรรมดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูงบ้านฉาง” ในพื้นที่โครงการ EEC SILICON TECH PARK โดยใช้เทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง 400 Gbps นับเป็นการลงทุนระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลในพื้นที่อีอีซี เป็นที่ตั้งของคนทำงานยุคใหม่ผ่านนวัตกรรมขั้นสูง       ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ได้คุณภาพชีวิตที่ดี รองรับการลงทุนจากภาคเอกชน จูงใจบริษัทชั้นนำทั่วโลกเข้ามาลงทุนวิจัยพัฒนา (R&D) ต่อยอดธุรกิจด้านดิจิทัลในพื้นที่ในอีอีซี สร้างพื้นที่กลุ่มธุรกิจสตาร์ทอัพให้เข้ามาทำงานในอีอีซีเพิ่มขึ้น และจะเป็นศูนย์ฝึกอบรม การเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อพัฒนาบุคลากรด้านดิจิทัลในพื้นที่ อีอีซี โดยตั้งเป้าหมายให้พื้นที่ EEC SILICON TECH PARK เป็นเมืองต้นแบบดิจิทัล หรือ ซิลิคอนวอลเล่ย์แห่ง ภาคตะวันออก ดึงการลงทุนด้านดิจิทัล ขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมอัจฉริยะ สร้างโอกาสลงทุนตามแผน   อีอีซี ระยะ 2 ให้ได้ตามเป้าหมาย 2.2 ล้านล้านบาท (61.97 พันล้านดอลลาร์) ภายในปี 2570 รวมทั้งช่วยพัฒนาทักษะบุคลากรด้านดิจิทัล รองรับความต้องการของอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ New S-Curve สร้างตำแหน่งงาน และรายได้ที่ดีขึ้นอย่างสมดุลและยั่งยืน”

ดร. ชิต เหล่าวัฒนา ที่ปรึกษาพิเศษด้านการพัฒนาบุคลากรฯ สกพอ.

ดร. ชิต เหล่าวัฒนา ที่ปรึกษาพิเศษด้านการพัฒนาบุคลากรฯ สกพอ. กล่าวว่า “โครงการ EEC SILICON TECH PARK จะเป็นพื้นที่ศูนย์รวมงานวิจัยและเทคโนโลยีขั้นสูงของอีอีซี ที่ส่งเสริมและยกระดับความร่วมมือด้านการพัฒนาบุคลากร ด้านหุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ และดิจิทัล ภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ อีอีซี จะได้รับความรู้ และเกิดการใช้ระบบผลิตอัตโนมัติแบบดิจิทัล ด้วยเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตขั้นสูงในพื้นที่ พร้อมกันนี้จะสามารถฝึกอบรมทักษะใหม่ (New skill) เพื่อพัฒนาความชำนาญให้แก่บุคลากรที่จะเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมทักษะด้าน Robotics & Automation โดยตรง ซึ่งเป็นบุคลากรพิเศษเฉพาะด้าน โดยตั้งเป้าหมายจะพัฒนาให้ได้ประมาณ 5,000 คน ภายใน 5 ปี สร้างความพร้อมและจูงใจให้ผู้ประกอบการทั่วโลกสนใจลงทุนอุตสาหกรรมดิจิทัล ในพื้นที่อีอีซี ต่อไป”

มร. เอ็ดเวิร์ด แกรนท์, ที่ปรึกษาอาวุโสของ อีอีซี ซิลิคอนเทคพาร์ค

มร. เอ็ดเวิร์ด แกรนท์, ที่ปรึกษาอาวุโสของ อีอีซี ซิลิคอนเทคพาร์ค กล่าวว่า “EEC Silicon Tech Park (EEC STP) ตั้งอยู่ในทำเลที่ดีเยี่ยมในอำเภอบ้านฉาง โดยภายในรัศมี 10 กิโลเมตรจากพื้นที่อีอีซี การพัฒนา EEC STP จะเป็นหัวใจสำคัญของแผนที่จะเป็น ultimate frontier ของศูนย์กลางของเทคโนโลยีขั้นสูงและนวัตกรรม ด้วยความพร้อมของการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่ขับเคลื่อนโดยซิสโก้ EEC STP Park สามารถให้บริการเชื่อมต่อดิจิทัลกับผู้พักอาศัย รวมถึงการวิจัยและพัฒนาในทุกอุตสาหกรรม เช่น การบิน การแพทย์ การเงิน เทคโนโลยี และอื่นๆ เรามุ่งมั่นที่จะใช้ประโยชน์จากพลังงานหมุนเวียน และเทคโนโลยีกรีนเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ยั่งยืน รองรับอนาคต และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม EEC STP มุ่งมั่นสร้างแรงบันดาลใจ กระตุ้น และจุดประกายการสร้างสรรค์นวัตกรรมกับผู้คน และเรามีความยินดีที่ได้ร่วมมือกับซิสโก้ในโครงการนี้”

นายประพัฒน์ รัฐเลิศกานต์, ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แพลนเน็ต คอมมิวนิเคชั่น เอเชีย จำกัด (มหาชน)

นายประพัฒน์ รัฐเลิศกานต์, ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แพลนเน็ต คอมมิวนิเคชั่น เอเชีย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “แพลนเน็ตคอมร่วมมือกับซิสโก้ผ่านโครงการ Cisco CDA – Country Digital Acceleration ขับเคลื่อนการพัฒนาดิจิทัลในประเทศไทย นำนวัตกรรมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง Internet Switch 400 Gbps มาให้บริการอินเทอร์เน็ตในพื้นที่โครงการ EEC SILICON TECH PARK ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล และเป็น 1 ใน 4 ส่วนสำคัญอันประกอบด้วย อินเทอร์เน็ตเร็วสูง ระบบไฟฟ้ามั่นคง น้ำสะอาดอากาศบริสุทธิ์ และ ที่พักอาศัยสำหรับคนทำงานยุคใหม่ (Health & Wellbeing) เพื่อให้เป็นเมืองต้นแบบ Smart Digital City สำหรับการบูรณาการและพัฒนาเมืองอื่นในประเทศไทย

นายทวีวัฒน์ จันทรเสโน, กรรมการผู้จัดการ ซิสโก้ ประเทศไทยและพม่า

นายทวีวัฒน์ จันทรเสโน, กรรมการผู้จัดการ ซิสโก้ ประเทศไทยและพม่า กล่าวว่า “อนาคตของสมาร์ทซิตี้ในประเทศไทยต้องอาศัยเครือข่ายที่ปลอดภัยเป็นแกนหลัก เนื่องจากอุปกรณ์ ข้อมูล และแพลตฟอร์มที่เชื่อมต่อกันเป็นรากฐานของบริการสมาร์ทซิตี้ ซิสโก้มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับพันธมิตรอีโคซิสเต็มส์ภายใต้โครงการ CDA เพื่อนำอนาคตของการเชื่อมต่อที่ปลอดภัยมายังผู้อาศัย และธุรกิจต่างๆ ใน EEC Silicon Tech Park และเปิดโอกาสในการสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย โดยเป็นพื้นที่ที่ธุรกิจสามารถนำร่องประสบการณ์การเชื่อมต่อยุคใหม่ และสร้างประสบการณ์ดิจิทัลที่มีความหมาย เช่น ระบบไฟฟ้าอัจฉริยะ และระบบขนส่งอัจฉริยะ เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชากร”


เกี่ยวกับ อีอีซี

อีอีซี เป็นต้นแบบการพัฒนาพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์ โดยบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน มีพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561 รองรับ ให้การพัฒนาพื้นที่มีความต่อเนื่อง มีองค์กรกำกับดูแลอย่างถาวร และมีกระบวนการทำงานที่ชัดเจน เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย ส่งเสริมและสนับสนุนการลงทุนใน 12 อุตสาหหกรรมเป้าหมาย ต่อยอดและผลักดันนวัตกรรมขั้นสูงด้านดิจิทัล ยกระดับคุณภาพชีวิตเพื่อให้ประชาชนในพื้นที่และประเทศได้รับประโยชน์สูงสุด

เกี่ยวกับ ซิสโก้

ซิสโก้ (NASDAQ: CSCO) เป็นผู้นำเทคโนโลยีระดับโลกที่ยกระดับการใช้งานอินเทอร์เน็ต ซิสโก้สร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ จากวิธีการใช้แอปพลิเคชันที่แตกต่างไปจากเดิม การรักษาความปลอดภัยของข้อมูล การปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐาน และช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้กับทีมของคุณเพื่อโลกแห่งอนาคต เปิดประสบการณ์เพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบเน็ตเวิร์ก และติดตามข่าวสารของซิสโก้บนทวิตเตอร์ที่ Twitter @Cisco.

เกี่ยวกับ บริษัท แพลนเน็ต คอมมิวนิเคชั่น เอเชีย จำกัด (มหาชน)

แพลนเน็ตคอม (mai: PLANET) ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2537 และจดทะเบียนในตลาด mai เมื่อปี พ.ศ. 2557 โดยปัจจุบันเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมแบบครบวงจร ให้บริการออกแบบ ติดตั้ง และบริการหลังการขาย สำหรับโครงสร้างพื้นฐานระบบโครงข่ายโทรคมนาคม ระบบการสื่อสารแบบรวมศูนย์ ระบบส่งสัญญาณภาพและเสียงแบบดิจิทัล ระบบรักษาความปลอดภัยบนไซเบอร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ คลาวด์ ไอโอทีแพลทฟอร์ม การวิเคราะห์ภาพและข้อมูลอัจฉริยะ การแพทย์ทางไกล เทคโนโลยียานพาหนะไฟฟ้า พลังงานหมุนเวียน และ เทคโนโลยีการบริหารจัดการน้ำด้วยระบบดิจิทัล โดยมุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีไปใช้เพื่อยกระดับและพัฒนาประเทศไปสู่สังคมคาร์บอนเป็นศูนย์ (Zero-Carbon) ยกระดับภาคการผลิตไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพของผลผลิต (Increasing Productivity) รวมไปถึงยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน (Improving a Quality of Life)

เกี่ยวกับ ซิลิคอน เทค พาร์ค (STP)

ซิลิคอน เทค พาร์ค (STP) บ้านฉาง จังหวัดระยอง ประเทศไทย เป็นบริษัทบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ และอุทยานเทคโนโลยีขั้นสูงที่จัดตั้งขึ้นใหม่ ซึ่งครอบคลุมแผนยุทธศาสตร์ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มูลค่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์ของรัฐบาลไทย เพื่อสร้าง “มูลค่าใหม่ เศรษฐกิจฐานราก” มุ่งขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นประเทศที่มีการแข่งขันสูงที่สุดในอาเซียน เป็นเมืองน่าอยู่ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม น่าอยู่อาศัย ประกอบอาชีพ และเจริญรุ่งเรือง ด้วยพื้นที่รวมกว่า 519 ไร่ (205 เอเคอร์) STP จะกลายเป็นสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมือนใครในไม่ช้า และ เป็นวิทยาเขตที่มุ่งเน้นในด้านการวิจัยและพัฒนา รวมถึงการเป็นเจ้าของ หรือ การถือครอง ของบริษัทสตาร์ทอัพที่เพิ่งเริ่มต้น เฟสที่ 1 กำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการพร้อมกับความสำเร็จของ EEC Global Cloud Data Center ซึ่งเป็นศูนย์ข้อมูล Tier-3 ที่ทันสมัย และครอบคลุมที่สุดในอาเซียน และ ไซต์นี้ยังให้บริการโดยเครือข่าย 5-G ที่ทันสมัยที่สุดในประเทศไทย มีที่ดินสำหรับขาย หรือ ให้เช่า และเรามีพันธมิตรที่สามารถทำการสร้างให้เหมาะกับอาคาร หรือ สิ่งอำนวยความสะดวกใดๆ ที่นักลงทุนและ/หรือผู้เช่าหลักหมายปองไว้ได้อย่างรวดเร็ว107

from:https://www.techtalkthai.com/cisco-powers-secure-digital-connectivity-for-thailands-next-silicon-tech-park-innovation-hotspot/

พาโล อัลโต เน็ตเวิร์กส์ เผยการคาดการณ์ด้านความปลอดภัยไซเบอร์ สำหรับเอเชียแปซิฟิก ในปี 2566

การโจมตีทางไซเบอร์ที่พบในอุตสาหกรรมต่างๆในปีที่ผ่านมามีสถานการณ์ที่รุนแรงขึ้นจนก่อให้เกิดภัยคุกคามที่สร้างความเสียหายต่อธุรกิจต่างๆ โดยในปี 2565 อาชญากรไซเบอร์มุ่งเป้าการโจมตีไปที่โครงสร้างระบบ โดยใช้มัลแวร์เรียกค่าไถ่ อีกทั้งยังมีการคิดค้นวิธีใหม่ๆ เพื่อโจมตีคริปโทเคอร์เรนซี การทำงานแบบไฮบริด รวมไปถึง API ที่ไม่ปลอดภัยซึ่งเพิ่งถูกโจมตีไปเมื่อไม่นานมานี้

จากแบบสำรวจล่าสุดของพาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์ ในหัวข้อ ‘จะเกิดอะไรขึ้นต่อไปในโลกไซเบอร์’ พบว่าผู้ตอบคำถามเกือบทั้งหมดยอมรับว่าองค์กรของตนเองเคยพบกับปัญหาด้านระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์และปัญหาข้อมูลรั่วไหลในปีที่ผ่านมา โดยเฉลี่ยแล้วอยู่ที่ราว 11 ครั้ง แต่สิ่งที่น่ากังวลไปกว่าก็คือ มีเพียง 2 ใน 5 ที่ระบุว่าคณะกรรมการของบริษัทตระหนักมากขึ้น ในเรื่องความเสี่ยงทางไซเบอร์ควบคู่ไปกับการดำเนินกลยุทธ์เพื่อเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัลให้เร็วขึ้น

รายงานการคาดการณ์ด้านความปลอดภัยไซเบอร์สำหรับเอเชียแปซิฟิก ในปี 2566 ของพาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์ ให้ข้อมูลเชิงลึก 5 หัวข้อจากผู้บริหารเพื่อช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถเตรียมการรับมือได้อย่างมั่นใจ ซึ่งการคาดการณ์ในเรื่องระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์นั้น โดยปกติให้ผลที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริง เนื่องจากมีการพิจารณาด้านต่างๆ โดยรอบ ตั้งแต่เรื่องเทคโนโลยี ไปจนถึงแนวโน้มในที่ทำงาน ตลอดจนกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง พร้อมด้วยพฤติกรรมของผู้โจมตี

เอียน ลิม ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายรักษาความปลอดภัย ภาคสนาม ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ของพาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์กล่าวว่า “การโจมตีทางไซเบอร์ที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็วในทุกวันนี้ทำให้ผู้บริหารธุรกิจจำเป็นต้องทบทวนแนวทางด้านระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์อยู่ตลอดเวลา ผู้บริหารต้องเลือกใช้โซลูชัน เทคโนโลยี ตลอดจนแนวทางที่ทันสมัยที่ดีกว่ากลไกที่เคยใช้ในอดีต อีกทั้งยังต้องระมัดระวังให้มากยิ่งขึ้นในปี 2566  การมีความรอบคอบและความตื่นตัว จะช่วยให้สามารถป้องกันภัยคุกคามยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เอียน ลิม ยังกล่าวต่อว่า “ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี เอไอ ที่เน้นการป้องกันภัยเป็นลำดับแรก ไปจนถึงกลยุทธ์และสถาปัตยกรรมซีโรทรัสต์ องค์กรต่างๆ ควรต้องอาศัยความชำนาญทางไซเบอร์ในเชิงลึกและรอบด้าน ตลอดจนระบบข่าวกรองด้านภัยคุกคาม เข้ามาช่วยเสริมปราการป้องกัน การโหมกระหน่ำโจมตีจากวายร้าย ที่สำคัญก็คือ องค์กรจะต้องวางแนวทางที่ยืดหยุ่น ในการรับมือและกอบกู้สถานการณ์ในกรณีที่เกิดปัญหาซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้” 

พาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์ เผยแนวโน้มด้านระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ที่สำคัญ และควรเฝ้าระวังในปี 2565 จำนวน 5 เรื่อง ดังนี้

คาดการณ์ข้อที่ 1 : การขยายตัวอย่างรวดเร็วของ 5G จะยิ่งทำให้เกิดช่องโหว่ที่รุนแรงขึ้น

เครือข่าย 5G ครอบคลุมในเอเชียแปซิฟิก (APAC) คาดว่าจะแตะระดับ 430 ล้านคนในปี 2568 เพิ่มขึ้นถึงกว่า 200 ล้านคนเมื่อเทียบกับสิ้นปี 2564 ที่ผ่านมา ตามรายงานล่าสุดของสมาคม GSMA เช่นเดียวกับที่ Singtel มีเครือข่าย 5G ครอบคลุมทั่วประเทศ 95% เร็วกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ในปี 2568 และยังมีแผนที่จะขยายเครือข่าย 5G แบบสแตนด์อะโลน (การใช้เครือข่าย 5G เพียงลำพังโดยไม่พึ่งพาเครือข่ายประเภทอื่น) ครอบคลุมเครือข่ายที่ท่าเรือภายในปี 2568 ซึ่งในขณะที่คลาวด์ได้ช่วยเพิ่มความฉับไว การขยายระบบ และประสิทธิภาพการทำงาน แต่ก็เป็นการเปิดช่องโหว่การรักษาความปลอดภัยบนคลาวด์ บนแกนหลักระบบ 5G ด้วยเช่นกัน ดังนั้น การโจมตีในวงกว้างจึงอาจมาได้จากหลายทิศทาง แม้กระทั่งภายในเครือข่ายของค่ายมือถือเองก็ตาม

คาดการณ์ข้อที่ 2 : การรักษาความปลอดภัยบนอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายเป็นเรื่องสำคัญ

การปรับกระบวนการทำงานเข้าสู่ดิจิทัลทำให้วงการสาธารณสุขสามารถทำอะไรใหม่ๆ ได้หลายอย่าง อาทิ การให้บริการผ่านระบบเสมือนจริง และการวินิจฉัยโรคจากทางไกล ความล้าสมัยและข้อมูลส่วนตัวที่มีความสำคัญจำนวนมาก เป็นสิ่งดึงดูดอาชญากรไซเบอร์ ให้มุ่งโจมตีระบบสาธารณสุข ที่มีมาตรการป้องกันไม่ดีพอ จนตกเป็นเป้าหมายที่น่าจูงใจ ยิ่งอุปกรณ์ดังกล่าวใกล้ชิดกับผู้ป่วยมากเท่าใด ก็ยิ่งกระทบต่อความปลอดภัยมากขึ้นตามไปด้วย และมีโอกาสอย่างมากที่วายร้ายจะอาศัย จุดอ่อนดังกล่าวในการโจมตี ดังนั้น การดูแลระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์บนอุปกรณ์ IoT ทางการการแพทย์จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ต่อความปลอดภัยของผู้ป่วยมากกว่าที่เคยเป็นมา

คาดการณ์ข้อที่ 3 : การโจมตีซัพพลายเชนบนคลาวด์จะก่อให้เกิดความชะงักงันทางธุรกิจ

บริษัทจำนวนมากที่ได้ลงทุนติดตั้งสถาปัตยกรรมระบบคลาวด์มักมีการใช้โค้ดโปรแกรมของบริษัทอื่นในแอปพลิเคชันของตนเองอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก ดังเช่นที่ Log4J ได้แสดงให้เห็นว่าเมื่อไม่นานมานี้ว่าองค์กรจำนวนมากอาจเกิดช่องโหว่ได้ทันทีเนื่องจากมีการใช้โค้ดบางส่วนที่ฝังรวมอยู่ในกระบวนการบรรจุโค้ดซอฟต์แวร์ เราเห็นผู้โจมตีที่มุ่งเป้า ไปยังอาสาสมัครที่คอยดูแลโค้ดโอเพนซอร์สเพื่อจะได้ถือโอกาสแทรกซึมเข้าสู่องค์กรอื่นๆ ผ่านกระบวนการอัปเดตโค้ด ปัญหาดังกล่าวอยู่ในกลุ่มซัพพลายเชนบนคลาวด์ และเราจะยิ่งพบการหยุดชะงัก อันเนื่องมาจากแนวโน้มการติดตั้งใช้งานระบบคลาวด์เพิ่มขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ดังที่รายงานล่าสุดของเราประเมินว่า [1]องค์กรราว 37% คาดว่าจะมีเกิดการโจมตีผ่านซัพพลายเชนเพิ่มขึ้นมากที่สุดในปี 2566

คาดการณ์ข้อที่ 4 : การถกเถียงเรื่องอธิปไตยด้านข้อมูลจะเข้มข้นยิ่งขึ้น

เมื่อโลกต้องพึ่งพาข้อมูลและระบบดิจิทัลมากขึ้น ก็จะยิ่งมีการผ่านกฎเกณฑ์และกฎหมายมากขึ้นเพื่อควบคุมการใช้ข้อมูลและปกป้องประชาชน ตลอดจนดูแลให้ระบบที่มีความสำคัญ สามารถให้บริการได้อย่างต่อเนื่องต่อไป อันเป็นเหตุให้การถกเถียง เรื่องการจัดเก็บข้อมูลในประเทศ และอธิปไตยด้านข้อมูลจะเข้มข้นยิ่งขึ้นในปี 2566

คาดการณ์ข้อที่ 5 : เมตาเวิร์สกลายเป็นสนามแห่งใหม่ของอาชญากรไซเบอร์ 

คาดการณ์ว่า ในแต่ละปีมีการใช้จ่ายไปกับสินค้าเสมือนจริงรวมแล้วกว่า 54 พันล้านดอลลาร์ ดังนั้น เมตาเวิร์สจึงกลายเป็นสนามแห่งใหม่ ที่อาชญากรไซเบอร์ให้ความสนใจ ลักษณะการทำงานของเมตาเวิร์ส ที่ผสานความกลมกลืนของโลกเสมือนจริงเข้าด้วยกัน จะช่วยปลดล็อกโอกาสใหม่ๆ ทั้งสำหรับธุรกิจและผู้บริโภค อีกทั้งยังทำให้ผู้ซื้อและผู้ขายสามารถเชื่อมต่อกันได้ในรูปแบบใหม่ บริษัทจำนวนมากใช้ประโยชน์จากระบบมิกซ์เรียลริตี (mixed reality) ที่มีการผสมผสานโลกเสมือนเข้ากับโลกจริง เพื่อต่อยอดสินค้าและบริการให้เข้ากับความต้องการของลูกค้าในเมตาเวิร์ส

from:https://www.techtalkthai.com/palo-alto-networks-threat-prediction-2023/

ฟูจิตสึร่วมลงนามความร่วมมือกับคณะวิทยาศาสตร์ประยุกต์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เปิดโอกาสนักศึกษา พัฒนาความรู้ สู่ปฏิบัติงานจริง [Press Release]

กรุงเทพฯ: 30 พฤศจิกายน 2565 บริษัท ฟูจิตสึ (ประเทศไทย) จำกัด มุ่งมั่นพัฒนาบุคลากร เปิดโอกาสให้นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำในประเทศไทย เข้ารับการฝึกงานที่ ฟูจิตสึ ซึ่งมีกระบวนการทำงานระดับโลก เพื่อเตรียมความพร้อม และพัฒนาศักยภาพบุคลากรสู่การทํางานจริง ในสายงานภาคธุรกิจเทคโนโลยีและการสื่อสาร ให้มีมาตรฐานและเป็นที่ยอมรับ สอดรับต่อความต้องการของภาคอุตสาหกรรมด้านดิจิทัลของประเทศ โดย ฟูจิตสึ เผยว่า การร่วมลงนามความร่วมมือทางวิชาการกับคณะวิทยาศาสตร์ประยุกต์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือในครั้งนี้ เป็นโครงการนำร่องเพื่อต่อยอด ในการพัฒนานักศึกษาในสถาบันอื่นๆ ต่อไปในอนาคต

นางสาวกนกกมล เลาหบูรณะกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟูจิตสึ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า เรามุ่งเน้นช่วยตลาดแรงงานของประเทศไทยโดยรวม ในด้านการพัฒนาทรัพยากร ด้วยการเร่งกระบวนการเรียนรู้นอกห้องเรียน โดยการเปิดโอกาสให้นักศึกษาที่เข้ารับการฝึกงาน ได้เรียนรู้ ด้านเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดจากทั่วโลก เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่การทำงานจริง ทั้งยังช่วยส่งเสริมความเจริญก้าวหน้าให้นักศึกษาไทยได้อย่างยั่งยืน (Sustainability Transformation หรือ SX) และเป็นประโยชน์ต่อทั้งนายจ้างและลูกจ้างในอนาคตอีกด้วย โดยโครงการนี้จะจัดทำอย่างต่อเนื่อง เริ่มนำร่องด้วยการร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ ระหว่าง บริษัท ฟูจิตสึ (ประเทศไทย) จํากัด กับคณะวิทยาศาสตร์ประยุกต์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เพื่อสนับสนุนการจัดการการศึกษากับสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย ด้วยการรับนักศึกษาชั้นปีที่ 4 เข้าร่วมฝึกงาน

ทางด้าน รศ. ดร. สุรพันธ์ ยิ้มมั่น คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ประยุกต์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ กล่าวว่า คณะวิทยาศาสตร์ประยุกต์ มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีหน้าที่หลักในการผลิตบัณฑิต การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี ส่งเสริม และเป็นหน่วยงานในการให้บริการทางวิชาการด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวิชาการชั้นสูงที่เกี่ยวข้องแก่กลุ่มผู้ประกอบการ กลุ่มอาชีพ และผู้สนใจทั่วไป นอกจากนี้ยังมีนโยบายหลักที่จะเป็นคณะชั้นนำด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ให้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ มีความมุ่งมั่นที่จะให้นักศึกษาได้ปฏิบัติงานจริง ตามแนวทางจัดการศึกษาภายใต้กรอบแนวคิด “วิชาการดีเด่น จากการเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติ (Academic Excellence with Hands-on Experience)” โดยมุ่งเน้นการศึกษาที่ผลลัพธ์ของผู้เรียน ผลิตบัณฑิตและทรัพยากร ให้มีคุณภาพ ความคิดสร้างสรรค์สามารถลงมือปฏิบัติงานจริงได้ ด้วยการผสมผสานภาคทฤษฎีควบคู่กับการปฏิบัติงานจริงจากทั้งในสถานศึกษาและสถานประกอบการ (Cooperative Education) ทำให้นักศึกษา สามารถเข้าใจมุมมองของผู้ประกอบการด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี นำประสบการณ์ที่ได้จากการฝึกงาน ไปต่อยอด พัฒนา และเรียนรู้ต่อไปได้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) และคงไว้ซึ่งคุณธรรมและจรรยาบรรณในวิชาชีพ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ธุรกิจ และสังคมในปัจจุบันอีกด้วย

เกี่ยวกับฟูจิตสึ

ฟูจิตสึ เป็นบริษัทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ชั้นนำของญี่ปุ่น ที่นำเสนอผลิตภัณฑ์ โซลูชัน และบริการด้านเทคโนโลยีอย่างเต็มรูปแบบ พนักงานฟูจิตสึมีจำนวนประมาณ 124,000 คน สนับสนุนลูกค้าในกว่า 100 ประเทศ เราใช้ประสบการณ์และศักยภาพทางด้าน ICT มาช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน ต่อสังคมในอนาคตร่วมกับลูกค้าของเรา Fujitsu Limited (TSE:6702) รายงานรายรับรวม 3.6 ล้านล้านเยน (32 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) สำหรับปีงบการเงินสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2565

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาเยี่ยมชมที่ http://www.fujitsu.com/th

from:https://www.techtalkthai.com/fujitsu-mou-kmutnb-30112022/

Bluebik ทุ่มงบพันล้าน เข้าซื้อ 2 Big Tech Company เตรียมผงาดโตต่อเนื่องรับปีกระต่ายทอง [Guest Post]

Bluebik ประกาศทุ่มงบกว่า 1,000 ล้านบาท เข้าซื้อกิจการของ 2 บริษัทชั้นนำในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับประเทศ ได้แก่ หน่วยธุรกิจ Digital Delivery ของ MFEC และ Innoviz Solutions เสริมแกร่งงานด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์และต่อยอดบริการด้าน ERP สนับสนุนการขยายธุรกิจและบริการทั้งในและต่างประเทศ ปูทางสู่การเติบโตแบบก้าวกระโดดตาม แผนยุทธศาสตร์ 3 ปี พร้อมตอกย้ำความเป็น Truly End-to-End Digital Transformation Partner และพร้อมปูทางสู่การเป็น Tech Company และ Venture Builder ระดับสากล

ก่อนปิดปี 65 บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ BBIK ที่ปรึกษาชั้นนำผู้ให้บริการด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน แบบครบวงจร เข้าซื้อหน่วยธุรกิจ Digital Delivery ซึ่งเป็นทีมพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและแอปพลิเคชันจาก MFEC ลุยขยายทัพนักพัฒนาเทคโนโลยีอีกกว่า 300 ชีวิต เพิ่มขีดความสามารถการส่งมอบงานและบริหารจัดการระบบเทคโนโลยีสารสนเทศรับเศรษฐกิจดิจิทัลทั้งในและต่างประเทศ

พร้อมกันนี้ BBIK ยังได้ควบรวมกิจการกับบริษัท อินโนวิซ โซลูชั่นส์ จำกัด (Innoviz Solutions) ที่ปรึกษาและวางระบบ Microsoft Dynamics 365 อันดับหนึ่งของประเทศ เพื่อติดสปีดต่อยอดพร้อมเสริมแกร่งบริการที่ปรึกษาด้าน ERP หวังโกยลูกค้าทุกขนาดเข้าพอร์ต

นายพชร อารยะการกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ BBIK เปิดเผยว่า การเข้าซื้อหน่วยธุรกิจ Digital Delivery ของ MFEC เป็นการเพิ่มขีดความสามารถการรองรับงานบริการให้คำปรึกษาและพัฒนาเทคโนโลยี (Digital Excellence & Delivery หรือ DX) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่สร้างรายได้ให้กับบลูบิค และยังเป็นการต่อยอดทางธุรกิจในอนาคตผ่านการ Synergy ร่วมกันกับทาง MFEC อีกด้วย รวมทั้งช่วยเรื่องการประหยัดต้นทุนในการบริหารงานจาก Economy of Scale ซึ่งหลังจากกระบวนการควบรวมกิจการเสร็จสิ้น จะมีผลให้ทีมงานนักพัฒนาเทคโนโลยีและแอปพลิเคชันของกลุ่มบริษัทฯ เพิ่มมากขึ้นถึง 500 คน สามารถรองรับความต้องการในการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันของภาคธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศได้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

ทีมนักพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและแอปพลิเคชัน (Digital Delivery) ของ MFEC มีความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาและวางระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและแอปพลิเคชันภายใต้มาตรฐาน Software Development Life Cycle – SDLC และการนำระบบขึ้นเพื่อใช้งาน (Deployment Management) นอกจากนี้ยังมีความเชี่ยวชาญด้านอื่นๆ ดังต่อไปนี้ 

1) พัฒนาแอปพลิเคชันทั้งในรูปแบบ Mobile Application, Web Application, Desktop และบล็อกเชน 

2) การจัดการ Application Programming Interface – API 

3) การออกแบบเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันและฟังก์ชันพื้นฐานในการใช้งาน (UX/UI Design) 

4) การประกันคุณภาพซอฟต์แวร์ (Software Quality Assurance) 

5) การให้บริการหลังการขายที่เกี่ยวข้องกับบริการตาม ข้อ 1 และ 4 

สำหรับกระบวนการเข้าซื้อกิจการจะเริ่มหลังจากที่ MFEC จัดตั้งบริษัทย่อยสำหรับหน่วยธุรกิจนี้ โดยใช้เงินสดที่ได้จากการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนแก่ประชาชนครั้งแรก (Initial Public Offering – IPO) กระแสเงินสดจากการดำเนินงานและแผนการระดมทุนเพิ่ม ซึ่งกระบวนการดังกล่าวคาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในไตรมาส 1 ปี 2566

ในขณะที่การควบรวมกิจการกับ บริษัท อินโนวิซ โซลูชั่นส์ จำกัด มือหนึ่งด้านการวางระบบ ERP ของ Microsoft Dynamics 365 ที่ได้รับการรับรองเป็น Gold Certified Partner จากบริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งจะสร้างโอกาสเติบโตทางธุรกิจที่แข็งแกร่งให้กับบลูบิค เนื่องจากการพัฒนาการวางแผนและการจัดการทรัพยากรทางธุรกิจขององค์กรหรือระบบงาน ERP นั้นเป็นหัวใจหลักในการเพิ่มประสิทธิภาพกำลังการผลิตและกระบวนการดำเนินงานให้มีความคล่องตัวของธุรกิจ และยังเป็นที่ต้องการจากองค์กรชั้นนำที่ต้องปรับตัวเข้าสู่การทำธุรกิจยุคดิจิทัล (Digital Transformation) เพื่อสร้างการเติบโตทางธุรกิจอย่างยั่งยืน

“ทีมงานผู้เชี่ยวชาญระบบ ERP จำนวนมากกว่า 130 คน ที่เติมเข้ามาจาก Innoviz จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของบริษัทฯ และตอบสนองความต้องของลูกค้ากลุ่มเดิมของบลูบิคได้เป็นอย่างดี อีกทั้งเป็นการขยายบริการและผลิตภัณฑ์หลักของบลูบิคไปยังฐานลูกค้าของ Innoviz ที่มีอยู่มากกว่า 200 ราย โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กในกลุ่มอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภค การเงินและธนาคาร และหน่วยงานภาครัฐอีกด้วย จึงมั่นใจได้ว่าลูกค้าทั้ง 2 ฝั่งจะได้รับผลลัพธ์ที่ดีที่สุดภายใต้การให้บริการผ่านนวัตกรรมและเทคโนโลยีระดับโลกแบบครบวงจรที่สามารถรองรับทุกความต้องการของลูกค้าได้” นายพชร กล่าว   

 สำหรับกระบวนการควบรวมกิจการของ Innoviz จะแบ่งการชำระค่าหุ้นออกเป็น  3 งวด งวดแรกจะเริ่มต้นในไตรมาส 1 ปี 2566 และจะเสร็จสมบูรณ์ในปี 2568 โดยบลูบิคจะเข้าซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นเดิมทั้งหมดด้วยเงินสด 

“การขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่องของบลูบิคนั้นเป็นไปตามแผนการลงทุนที่บริษัทฯ ได้วางไว้ เพื่อรองรับกระแสการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันและความต้องการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้สร้างข้อได้เปรียบในภาคธุรกิจที่ยังคงแรงต่อเนื่อง จากปัจจัยบวกเหล่านี้ทำให้เห็นถึงโอกาสการเติบโตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ที่ได้สะท้อนผ่านผลประกอบของบริษัทฯ ที่สามารถทำนิวไฮในหลายไตรมาสติดต่อกัน ดังนั้นการเข้าซื้อกิจการของทั้ง 2 บริษัท จะทำให้การเติบโตนับจากนี้ของ  บลูบิค โดยเฉพาะในปี ​2566 เป็นไปอย่างน่าจับตามอง จากผลพวงของจำนวนผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีที่เพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัวตามแผนยุทธศาสตร์ 3 ปี เป็นการตอกย้ำความเป็น Tech Company ที่มุ่งเน้นการเป็น Venture Builder ระดับสากล” นายพชร กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริษัท สามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ Website : http://www.bluebik.com หรือติดตามข่าวสารผ่านทางโซเชียลมีเดียได้ที่ Facebook Page : Bluebik Group และ LinkedIn : Bluebik Group

from:https://www.techtalkthai.com/bluebik-buys-mfec-digital-delivery-and-innoviz-solutions/

Synology เปิดเกมรุก เปิดตัวโซลูชันใหม่ด้านการจัดเก็บข้อมูลสำหรับธุรกิจทุกขนาดตั้งเป้าโตกว่า 30% เดินหน้าตลาดในไทย เต็มลูกสูบ ชูนวัตกรรมใหม่ มั่นใจในความปลอดภัย เข้าถึงผู้ใช้งานได้ทุกกลุ่ม [Press Release]

กรุงเทพฯ – การเก็บรักษาข้อมูลภายใต้ระบบความปลอดภัยสูงสุด ถือเป็นประเด็นหลักที่หลายองค์กรทั่วโลกต้องคำนึงถึง เนื่องจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ อาจสร้างความเสียหายทางธุรกิจได้ในพริบตา การเลือกใช้โซลูชันทางไอทีที่มีประสิทธิภาพสูงและระบบรักษาความปลอดภัยข้อมูลที่ดี นอกจากจะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับองค์กรแล้ว ยังช่วยให้มั่นใจได้ว่าธุรกิจจะดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่หยุดชะงัก แม้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันอย่างเช่น สถานการณ์โรคระบาด

ภาพลำดับซ้าย-ขวา 1. คุณธัชวรรณ ชินชนากานต์, Regional Sales Manager (ASEAN) 2. คุณโจแอน แวง, Sales Director 3. คุณรหัท บุญตันจีน, Account Manager

บริษัท Synology Inc จำกัด ผู้ให้บริการด้านการจัดการและปกป้องข้อมูลชั้นนำระดับโลก เล็งเห็นถึงความสำคัญเหล่านี้ และต้องการช่วยให้ธุรกิจทุกประเภทสามารถบริหารและจัดการข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ คุณโจแอน แวง (Joanne Weng) Sales Director กล่าวว่า “เพราะความปลอดภัยด้านข้อมูลของลูกค้า คือสิ่งสำคัญสำหรับเรา เราจึงนำเสนอโซลูชันใหม่ ๆ ภายใต้หลักการของการพัฒนาที่ตอบโจทย์ความต้องการด้านการจัดการข้อมูล ที่มุ่งเน้นการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานภายใต้ต้นทุนที่คุ้มค่า ซึ่งที่ผ่านมา การดำเนินธุรกิจในปี 2564 บริษัทเรา มีรายได้รวมทั่วโลกกว่า 600 ล้านเหรียญสหรัฐหรือกว่า 21,633,240,000 บาท และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีประมาณ 20-30% เราเป็นแบรนด์อันดับ 1 ในตลาด NAS ทั่วโลก และตั้งเป้ายอดเติบโตประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐหรือ 36,055,400,000 บาท ให้ได้ภายในปี 2568 โดยโซลูชันใหม่ที่เปิดตัวในช่วงนี้ เรามุ่งเน้นให้ทุกธุรกิจ ก้าวข้ามผ่านความท้าทายในช่วง Digital Transformation โดยมุ่งเน้นไปที่เรื่อง Hybrid Solution ที่ช่วยให้ธุรกิจปรับตัว เพื่อรับกับความเปลี่ยนแปลงของข้อมูลทั้งในแง่ปริมาณที่เพิ่มขึ้น การรักษาความปลอดภัยและการเข้าถึงข้อมูลจากหลายจุด ตามการเติบโตขององค์กร โดยการผนวกโซลูชันทั้งแบบ On-Premise และ Public Cloud ที่พัฒนาโดย Synology เองทั้งหมด ทำให้เราควบคุมต้นทุนและกำหนดโซลูชันเองได้ เพื่อความยืดหยุ่นของผู้ใช้งาน

คุณโจแอน เล่าให้ฟังถึงโซลูชันด้านการจัดเก็บข้อมูลใหม่ของ Synology ที่จะเปิดตัวในปีหน้าว่า “ในปี 2566 นี้ เราจะเปิดตัว Synology Scale Out ที่เน้นความสามารถในการขยายความจุมากกว่า 12PB โดยเพิ่มคลัสเตอร์ได้ และออกแบบขึ้นมา โดยคำนึงถึงความยืดหยุ่นที่เน้นการทำงานแบบไม่มีจุดล้มเหลวแม้เพียงจุดเดียวหรือไม่มีเหตุการณ์ใดที่ทำให้การทำงานหยุดชะงักได้เลย ซึ่งเรากล้ารับรองว่าคุณภาพคุ้มราคาแน่นอน ด้วยความที่ส่วนแบ่งการตลาด(Market Share) ในกลุ่ม NAS มีค่อนข้างเยอะ แต่ละแบรนด์ ก็มีความแตกต่างกันไป การพัฒนาผลิตภัณฑ์ของเรา จึงมุ่งไปที่การตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานด้านการจัดการข้อมูลเป็นหลัก ถือเป็นกลยุทธ์หลักที่เราให้ความสำคัญ ควบคู่ไปกับการพัฒนาทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์อย่างไม่หยุดนิ่ง เราจึงมีผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ตั้งแต่ผู้ใช้งานตั้งแต่การใช้งานภายในบ้าน ไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ ด้วยการมอบโซลูชันที่บูรณาการฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์เข้าด้วยกันอย่างลงตัว และเราเป็น One Stop Solution และ One Stop Service ให้กับผู้ใช้งานด้วย อย่างในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา เรียกได้ว่าเป็นช่วงเปลี่ยนแปลงระบบการทำงานขององค์กรต่าง ๆ อย่างมาก Synology เข้าไปมีส่วนซับพอร์ตในหลายธุรกิจ ให้ก้าวข้ามความท้าทายต่าง ๆ ได้ เช่น Synology Drive ทำให้พนักงานเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น แม้ต้องทำงานที่บ้าน, Active Backup for Business ช่วยสำรองข้อมูลจากหลาย ๆ แพลตฟอร์มกลับมาที่ NAS ได้ในคอนโซลเดียว เป็นต้น อีกจุดหนึ่งที่ ทำให้เราแตกต่าง คือ ผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย เลือกได้ตามความต้องการใช้งานและต้นทุนที่กำหนด ลดภาระค่าใช้จ่าย ด้านซอฟต์แวร์ เพราะซอฟแวร์ของเราใช้งานฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายสิทธิ์การใช้งานเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่า โควิด-19 จะมีสัญญาณที่ดีขึ้น แต่เรามองว่า Digital Transformation ก็ยังคงเป็นสิ่งที่องค์กรให้ความสำคัญและต้องเร่งพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกองค์กรยังต้องคำนึงถึงคือการคุมค่าใช้จ่ายในการพัฒนาระบบ ซึ่งโซลูชันของเราสามารถตอบโจทย์ความต้องการตรงจุดนี้ให้กับธุรกิจ

ด้าน คุณธัชวรรณ ชินชนากานต์ Regional Sales Manager (ASEAN) ได้เผยถึงกลยุทธ์การทำธุรกิจในส่วนของประเทศไทยในปี 2566 ว่า “สำหรับแผนการตลาดในประเทศนั้น ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง (SMB) ยังคงเป็นตลาดหลักของเรา แต่ที่ผ่านมาเราก็เห็นการเติบโตที่แข็งแกร่งในตลาดกลุ่มเอ็นเตอร์ไพรส์มากขึ้นด้วย นอกจากนี้ ในกลุ่มผู้ใช้งานตามบ้าน เราเห็นถึงความต้องการในการทดแทน External HDD ด้วย NAS และความต้องการสำรองรูปภาพ ซึ่งเป็นทิศทางที่ Synology ต้องการจะโฟกัสไปในปี 2566 ซึ่งต้องบอกเลยว่า ปัจจุบันข้อมูลมีค่ามากกว่าทอง การจัดการข้อมูลจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจเติบโตและเมื่อธุรกิจเติบโตข้อมูลก็จะเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ การรับมือกับข้อมูลที่เพิ่มขึ้นนี่เอง ที่ทำให้องค์กรต่าง ๆ ต้องหันมาสนใจเรื่องการจัดการข้อมูลให้มีประสิทธิภาพ และแทบทุกอุตสาหกรรมต่างมองหาวิธีจัดการข้อมูลที่คุ้มค่าการลงทุน สำหรับในประเทศไทยเอง Synology มีบริการที่ครอบคลุมกลุ่มลูกค้าในหลายอุตสาหกรรมแล้ว ตั้งแต่หน่วยงานรัฐบาล โรงงานผลิต สถานศึกษา สถานพยาบาล เป็นต้น ซึ่งที่ผ่านมาในปี 2565 ในด้านกิจกรรมทางการตลาด ปี 2565ที่ผ่านมา เรามุ่งเน้นทำการตลาดแบบออนไลน์ เนื่องจากสถานการณ์แวดล้อมต่าง ๆ เช่นการทำ Webinar เพื่อแนะนำผลิตภัณฑ์และโซลูชันใหม่ในทุก ๆ ไตรมาส สำหรับกิจกรรมทางการตลาดในประเทศไทย ปี 2566 นี้ เราวางแผนที่จะกลับมารุกกิจกรรมแบบอออฟไลน์เพิ่มมากขึ้น เช่น การออกงานอีเวนต์ จัดกิจกรรมหรืองานสัมมนาต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งเราเตรียม ทุ่มงบประมาณด้านการตลาดในส่วนนี้อย่างเต็มที่ เพื่อขับเคลื่อนทุกโซลูชันของ Synology ให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ” คุณธัชวรรณ กล่าวทิ้งท้าย

from:https://www.techtalkthai.com/synology-plans-for-2023-press-release/

ภาครัฐ-เอกชน ผนึกกำลังเดินหน้าจัดงาน ดิจิเทค อาเซียน ไทยแลนด์ 2022 [Guest Post]

สนับสนุนอนาคตของเทคโนโลยีเพื่อปฏิรูประบบดิจิทัลของประเทศไทย

(4 พฤศจิกายน 2565) ตอบรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีดิจิทัลอาเซียนเติบโตต่อเนื่อง ภาครัฐ-เอกชน นำโดย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม, อิมแพ็ค และพันธมิตรธุรกิจ เตรียมจัดงานดิจิเทค อาเซียน ไทยแลนด์ 2022 งานแสดงสินค้าเจรจาธุรกิจด้านเทคโนโลยีและดิจิทัลแห่งภูมิภาคอาเซียน บนพื้นที่จริงในรอบ 2 ปีหลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย ดึงผู้ประกอบการเทคโนโลยีและดิจิทัลกว่า 150 แบรนด์ชั้นนำทั้งไทยและต่างประเทศร่วมงานภายใต้ธีม “Connecting You with the Global Tech and Digital Community” พร้อมเปิดเวทีสัมมนาวิชาการในประเด็นที่น่าสนใจมากถึง 80 หัวข้อ ระหว่างวันที่ 23-25 พฤศจิกายน 2565 ณ อาคาร 7 อิมแพ็ค เมืองทองธานี คาดมีผู้ร่วมงานมากกว่า 5,000 ราย

ดร.ภาสกร  ประถมบุตร รองผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ depa

ดร.ภาสกร  ประถมบุตร รองผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ depa กล่าวระหว่างการให้สัมภาษณ์พิเศษในประเด็น “อนาคตของเทคโนโลยีเพื่อปฏิรูประบบดิจิทัลของประเทศไทย” ว่า ในอีก 5 ปีข้างหน้า กลไกการพัฒนาและขับเคลื่อนเมืองด้วย city data platform มีความจำเป็นอย่างมาก เข้ามายกระดับคุณภาพชีวิตคนในชุมชนสู่สมาร์ทซิตี้ ทาง depa ได้ให้การสนับสนุนและพัฒนาร่วมกัน ในเมืองที่มีประชากร 10,000 คนขึ้นไป สามารถวางระบบพัฒนาเพื่อให้เกิดความเจริญหรือเข้ามาแก้ไขปัญหา เช่น การจัดการดูแล การจราจรของเมือง การดูแลเรื่องการระบายน้ำ การติดตามความเคลื่อนไหวของประชากร เพื่อควบคุมการระบาดของโรค เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันหลายๆ เมืองของไทยได้เริ่มพัฒนาและส่งโครงการมานำเสนอแล้วกว่า 60 โครงการ และได้ผ่านการรับรองแล้วถึง 30 โครงการ ทางหน่วยงานยังคงร่วมพัฒนาระบบต่อเนื่อง แต่อย่าง City Data หรือข้อมูลเมืองจะต้องเป็น good data ด้วยไม่ใช่เพียง Big Data เพื่อให้การพัฒนาเมืองที่มีประสิทธิภาพ ตรวจสอบได้ สร้างความเชื่อมั่น และความยั่งยืน

ในส่วนของเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ Digital Economy ยังคงมีบทบาทสำคัญที่สามารถเพิ่มมูลค่าให้กับอุตสาหกรรมต่างๆ ของประเทศ การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลให้เกิดประโยชน์ไม่ใช่เพียงเรื่องเทคโนโลยีเท่านั้นจะต้องคำนึงถึงเรื่องความพร้อมของกำลังพล การพัฒนาหรือสร้างทีม โดยเฉพาะการส่งเสริมกลุ่มสตารท์อัพให้ได้พัฒนาต่อยอดธุรกิจ และจำเป็นต้องถ่ายทอดให้คนในสังคมได้รู้เท่าทันเทคโนยีและนำมาใช้ให้เหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงต้องให้ความสำคัญกับความจริงที่สามารถตรวจสอบได้ อีกทั้งเรื่องความยั่งยืนทางด้านเทคโนโลยี ดิจิทัล Cloud Sustainability ซึ่งเป็นแนวทางการใช้บริการคลาวด์เพื่อให้เกิดประโยชน์ด้านความยั่งยืนภายในระบบเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อมและสังคม

จากความสำคัญดังกล่าว depa หนึ่งในหน่วยงานภายใต้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งมีบทบาทหน้าที่การส่งเสริมการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมมาใช้ในธุรกิจทุกรูปแบบ และยังสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถเพิ่มมูลค่าให้กับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีดิจิทัลของประเทศไทย ตามแผนพัฒนาดิจิทัล 20 ปี เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ จึงพร้อมให้การสนับสนุนการจัดงานดิจิเทค อาเซียน ไทยแลนด์ 2022 (DigiTech ASEAN Thailand) งานแสดงสินค้าและสัมมนาด้านเทคโนโลยีและดิจิทัลแห่งอาเซียน ซึ่งงานนี้รวมผู้ประกอบการ เทคโนโลยีดิจิทัลและระบบการจัดการในอุตสาหกรรมต่างๆ มารวมไว้ในที่เดียว ช่วยให้ทุกองค์กรได้มีโอกาสเปิดโลกทัศน์ ได้เรียนรู้ และสัมผัสเทคโนโลยีดิจิทัลล่าสุด พร้อมแลกเปลี่ยนความรู้จากการสัมมนา ซึ่งเป็นการจัดงานบนพื้นที่จริงอีกครั้งหลังสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ต้องเปลี่ยนรูปแบบการจัดงานเป็นออนไลน์ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

นายวรเทพ จักรวาลวิบูลย์ ผู้อำนวยการฝ่ายขาย ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง บริษัท เลอโนโว (ประเทศไทย) จํากัด

นายวรเทพ จักรวาลวิบูลย์ ผู้อำนวยการฝ่ายขาย ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง บริษัท เลอโนโว (ประเทศไทย) จํากัด กล่าวว่า การทำงานในยุค Hybrid work place จะปรับเปลี่ยนจาก Work from home เป็น Work from everywhere ดังนั้นจึงให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีที่นำมาใช้และการสื่อสารที่ง่าย รวมถึงการคำนึงถึงความคุ้มค่าในการเลือกใช้เทคโนโลยี ที่ต้องมีประสิทธิภาพ ความเร็ว ความเชื่อถือได้ และสามารถช่วยลดต้นทุนได้ เป็นต้น สำหรับงาน DigiTech ASEAN Thailand 2022 ถือเป็นงานแสดงเทคโนโลยีดิจิทัลระดับนานาชาติ และเป็นจัดงานยิ่งใหญ่ส่งท้ายปี 2565

ทางเลอโนโว ได้เตรียมแสดงเทคโนโลยี innovative เทคโนโลยีทางด้าน AR และ VR ซึ่งเทคโนโลยีของทั้ง AR และ VR สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับธุรกิจหรืออุตสาหกรรมอื่นๆ ได้อีกมากมาย นอกจากนี้ ยังนำระบบนวัตกรรมซูโลชั่นที่เอื้อต่อธุรกิจ ทั้งการจัดการค้าปลีก การบริการ การท่องเที่ยว ที่สามารถเพิ่มความสะดวกรวดเร็ว และได้ประสิทธิภาพ มีมาตรฐานตรวจสอบได้ ช่วยในเรื่องการการจอง การเช็คอิน การซื้อขาย และเทคโนโลยีอื่นๆ รวมถึงการเปิดจับคู่พันธมิตร เพื่อพัฒนาเรื่องคนและเทคโนโลยีให้พร้อมในการพัฒนาธุรกิจ

นายโอม ศิวะดิตถ์ ผู้บริหารด้านนโยบายภาครัฐ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย)

นายโอม ศิวะดิตถ์ ผู้บริหารด้านนโยบายภาครัฐ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ทางไมโครซอฟท์ ยังคงให้การสนับสนุนเรื่องการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลในหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งที่เป็นองค์กรขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ กลุ่มสตาร์ทอัพ รวมถึงให้การสนับสนุนสถานศึกษา โรงเรียน วิทยาลัย ได้ใช้งานไมโครซอฟท์มาโดยตลอด เพื่อส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีเพื่อให้เกิดการกระจายโอกาสทางการศึกษา พัฒนาเศรษฐกิจและความยืดหยุ่นทางการเงิน เพื่อที่จะสร้าง “ความสามารถในการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้” หรือ Tech Intensity ซึ่งเป็นการช่วยเพิ่มศักยภาพของมนุษย์ในการทำงาน

โดย Tech Intensity จะกลายเป็นกลยุทธ์ที่บริษัทฯ แนะนำให้องค์กรและบริษัททั่วโลกหันมาใช้งาน Tech Intensity ประกอบด้วย 3 มิติ คือ ยกระดับการใช้งานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไซเบอร์ซิเคียวริตี้-ความปลอดภัยข้อมูล และการพัฒนาทักษะดิจิทัล โดยผู้ใช้งานควรใช้เครื่องมือ เช่น ระบบการประมวลผล Cloud Computing และหน่วยจัดเก็บข้อมูลรูปแบบออนไลน์ที่ช่วยลดความยุ่งยากในการติดตั้ง ดูแลระบบ และลดต้นทุนในการสร้างระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ซึ่งการใช้งานคลาวด์คอมพิวติ้ง ควรเป็นเทคโนโลยีพื้นฐานที่ผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานรัฐและหน่วยงานเอกชนทั่วโลกสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับงานของตัวเองได้

คุณชาลี คาเนโกะ ประธานกรรมการบริหาร และผู้อำนวยการ บริษัท บิ๊กบีท แบงค็อก จำกัด

คุณชาลี คาเนโกะ ประธานกรรมการบริหาร และผู้อำนวยการ บริษัท บิ๊กบีท แบงค็อก จำกัด กล่าวว่า วัตถุประสงค์การเข้าร่วมงาน DigiTech ASEAN Thailand ครั้งนี้ คือ การนำเสนอตัวไคเซน ซึ่งเป็นเทคนิควิธีอันหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงานขององค์กร คำว่า “Kaizen” เป็นศัพท์ภาษาญี่ปุ่น แปลว่า การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เหมาะที่จะนำมาปรับใช้ส่งเสริมธุรกิจองค์กร หน่วยงาน สตาร์ทอัพ ในไทย และทางบริษัทฯ พร้อมช่วยเชื่อมต่อนำเข้าไปในตลาดญี่ปุ่น ซึ่งเปิดกว้างรองรับผู้ประกอบการไทย นอกจากนี้ ทาง อิจิ จะนำโซลูชั่นซอฟแวร์จากทางญี่ปุ่น ที่เรียกว่า SASS ซึ่งมีระบบที่หลากหลาย ทั้งระบบการจัดการงานก่อสร้าง ระบบจัดการศึกษา ระบบการจัดการข้อมูลป้องกันการรั่วไหล ระบบบริการการเงิน ฯลฯ เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้ประกอบการทั้งขนาดเล็ก ขนาดกลาง ได้เลือกทดลองใช้เทคโนโลยีที่หลากหลายจากผู้ประกอบการญี่ปุ่น เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้อุตสาหกรรมหรือธุรกิจของประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนได้เป็นอย่างดี

นางสาวพีรยาพัณณ์ พงษ์สนาม ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายโครงการ บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด

นางสาวพีรยาพัณณ์ พงษ์สนาม ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายโครงการ บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด กล่าวเสริมว่า Digitech ASEAN Thailand 2022 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 23-25 พฤศจิกายน 2565 ที่ อาคาร 7 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ภายใต้ธีม “Connecting You with the Global Tech and Digital Community” โดยปีนี้ยังคงได้รับการสนับสนุนอย่างดีจาก กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย สมาคมส่งเสริมนวัตกรรมเทคโนโลยีไซเบอร์ สมาคมฟินเทคประเทศไทย สมาคมผู้ใช้ดิจิทัลไทย สมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย สมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย Drone Academy Thailand สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น) สมาคมผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตและคลาวด์ไทย สมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ สมาคมหุ่นยนต์ช่วยเหลือแห่งเอเชียแปซิฟิก สมาคมเทคโนโลยีอีเว้นท์ประเทศฮ่องกง หอการค้าไทยสิงคโปร์ และอีกมากมาย

โดยมีบริษัทชั้นนำด้านเทคโนโลยีและดิจิทัลร่วมจัดแสดงสินค้าบริการกว่า 150 แบรนด์ชั้นนำจากทั้งไทยและต่างประเทศ อาทิ สิงคโปร์ ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย และไต้หวัน ตัวอย่างเช่น บริษัท จีเอเบิล จํากัด บริษัท เลอโนโว (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท บิ๊กบีท แบงค็อก จำกัด บริษัท ช็อคโก้ คาร์ด เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด Zoho Corporation บริษัท คินโทน เซาท์อีส เอเชีย บริษัท ซีเคียวริตี้ พิทช์ จำกัด คลาวดี เทเลคอม บริษัท ซีเอสไอ (ประเทศไทย) จำกัด Hitachi Asia (Thailand) Co., Ltd. บริษัท อัลทอส คอมพิวติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด 8×8 International EPISODE Limited WooKyoung Information Technology บริษัท เน็ตก้า ซิสเต็ม จำกัด บริษัท อีเอสอาร์ไอ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ไอโคเน็กซ์ จำกัด และ Jeju Special Self-Governing Province เป็นต้น

คุณ อรุช ถิรวัฒน ตัวแทนจาก TechTalk Thai

นอกจากนี้ ยังมีการสัมมนาวิชาการในหลากหลายประเด็นน่าสนใจรวมทั้งหมดกว่า 80 หัวข้อ โดยความร่วมมือของ Tech Talk Thai และพันธมิตรองค์กรด้านเทคโนโลยี ดิจิทัล จัดเวทีนำเสนอความรู้ทั้งในแง่มุมของแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมและกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ อาทิ หัวข้อ ก้าวสู่โลกอนาคตของการทำงานแบบไฮบริด ด้วย Zoho Location Intelligence: ก้าวล้ำไปกับเทคโนโลยีแห่งการเปลี่ยนแปลง, บทบาทของปัญญาประดิษฐ์ในโรงงานอัจฉริยะ: บทเรียนและความท้าทาย, แนวทางความปลอดภัยทางไซเบอร์โดย DevSecOps พลิกโฉมธุรกิจของคุณไปข้างหน้าด้วยระบบดิจิทัล และอีกมากมาย DigiTech ถือเป็นงานเดียวที่รวมการนำเสนอโซลูชั่นล่าสุดมาไว้ในที่เดียวกัน ได้แก่ ซอฟต์แวร์เพื่อธุรกิจ, ปัญญาประดิษฐ์, ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์, อีคอมเมิร์ซและการตลาดดิจิทัล,  ดาต้าและคลาวด์, สมาร์ทโซลูชั่นส์และไอโอที รวมไปถึงเทคโนโลยี 5G และเครือข่าย ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนพัฒนาเศรษฐกิจและการเติบโตของธุรกิจดิจิทัลในภูมิภาคอาเซียน คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานรวมมากกว่า 5,000 ราย

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ ฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่ายที่ https://bit.ly/3sLervF หรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมผ่านเว็บไซต์ www.digitechasean.com หรือเฟซบุ๊ก www.facebook.com/digitechasean

from:https://www.techtalkthai.com/public-private-sectors-join-forces-to-organize-digitech-asean-thailand-2022/

เอสเอพี ประเทศไทย จับมือ DEPA ลงนามบันทึกความเข้าใจ มุ่งยกระดับทักษะดิจิทัลของเยาวชนและผู้ประกอบการไทย [Guest Post]

ความร่วมมือครั้งนี้จะสร้างโอกาสการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ให้เยาวชนและผู้ประกอบการไทยได้พัฒนาทักษะการใช้งานเครื่องมือดิจิทัลและส่งเสริมกระบวนการทำงานเชิงดิจิทัล

เอสเอพี ประเทศไทย จับมือ DEPA จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU) ร่วมลงนามโดย ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ที่ 2 จากซ้าย) และ นายเอทูล ทูลิ กรรมการผู้จัดการ เอสเอพี อินโดไชน่า (ที่ 2 จากขวา) พร้อมด้วย ดร.ณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กลาง) เป็นประธานในพิธี ณ โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์

เอสเอพี ประเทศไทย และ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า (Depa) ได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU) เพื่อริเริ่มเปิดตัวโครงการส่งเสริมการเรียนรู้ทางดิจิทัลสำหรับเยาวชน ผู้ประกอบการธุรกิจ รวมถึงคนทำงานรุ่นใหม่ที่ต้องการพัฒนาความรู้ด้านนวัตกรรม และเทคโนโลยีแห่งอนาคต (Emerging Technologies)

(จากซ้ายไปขวา) ดร.จิระวรรณ ไชยพงศ์ผาติ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายดูแลรัฐสัมพันธ์ เอสเอพี ประเทศไทย, นายเอทูล ทูลิ กรรมการผู้จัดการ เอสเอพี อินโดไชน่า, ดร.ณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล, นายฉัตรชัย คุณปิติลักษณ์ รองผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล

ภายใต้ข้อตกลงความร่วมมือนี้ ทั้งสองฝ่ายจะร่วมมือกันพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้บนแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อให้เยาวชนและผู้ประกอบการธุรกิจในประเทศไทยสามารถเรียนรู้ เพิ่มพูนทักษะได้ตลอดชีวิต (Lifelong learning) โดยจะร่วมกันพัฒนาการเรียนรู้บนโลกออนไลน์ในระบบการศึกษาแบบเปิด ผ่านหลักสูตรออนไลน์ของ เอสเอพี ตลอดจนนำนวัตกรรมดิจิทัลที่เกี่ยวข้องมาใช้ในการจัดการการเรียนรู้ออนไลน์ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและคงไว้ซึ่งคุณภาพสำหรับแผนส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้ผ่านการนำเสนอหลักสูตรในด้านเทคโนโลยีแห่งอนาคต  พร้อมจัดตั้งคณะทำงานร่วม เพื่อกำกับดูแลการดำเนินการตามข้อตกลงความร่วมมือนี้

ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล กล่าวว่า “เนื่องจากเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยมีแนวโน้มเติบโตคิดเป็นสัดส่วนถึง 30% ของ GDP ภายในปี 2573 หรืออาจเร็วกว่านั้น การพัฒนาและส่งเสริมทักษะด้านดิจิทัลให้กับเยาวชนและภาคธุรกิจของไทยจึงเป็นสิ่งที่ DEPA ให้ความสำคัญเป็นลำดับต้น ๆ จะเห็นได้ว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เยาวชนและผู้ประกอบการไทยกำลังปรับตัวเพื่อให้มีทักษะตรงตามความต้องการของตลาดในยุค Digital Transformation เช่น การใช้เครื่องมือดิจิทัลและความเข้าใจในกระบวนการทำงานเชิงดิจิทัล ความร่วมมือกับภาคเอกชนจึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ได้เรียนรู้ทักษะที่จำเป็นสำหรับอนาคต ความร่วมมือกับเอสเอพี ในครั้งนี้จะช่วยส่งเสริมและต่อยอดความพยายามของ DEPA ในการพัฒนาทักษะดิจิทัลใหม่ให้กับเยาวชนและผู้ประกอบการไทย”

ขณะเดียวกัน เอสเอพี ยังนำทรัพยากรขององค์กรไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์และบริการเทคโนโลยีอัจฉริยะ ตลอดจนบุคลากรที่มีความสามารถ มาผนึกกำลังให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อเสริมทักษะด้านดิจิทัลที่จำเป็นในศตวรรษนี้ และเตรียมความพร้อมให้กับคนรุ่นใหม่ ผู้ซึ่งเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนอนาคต

จากการศึกษาของเอสเอพี แสดงถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการจัดหาบุคลากรที่มีทักษะสำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของประเทศ นายเอทูล ทูลิ กรรมการผู้จัดการ เอสเอพี อินโดไชน่า กล่าวว่า “ผลการศึกษาล่าสุดของเรา[1] พบว่า การขาดบุคลากรที่มีทักษะ เป็นความท้าทายอันดับต้น ๆ ของธุรกิจไทยในการขับเคลื่อนการเติบโตและเร่งเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล ความท้าทายนี้ฉีกรูปแบบความท้าทายเดิมที่ธุรกิจเคยพบเจอในอดีต เช่น ความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ การขาดงบประมาณ และการขาดความเข้าใจเกี่ยวกับโซลูชันดิจิทัล”

“การบ่มเพาะบุคลากรที่มีความสามารถและการพัฒนาทักษะทางดิจิทัลเป็นรากฐานสำคัญในการเสริมสร้างขุมพลังของประเทศ เพื่อขับเคลื่อนให้ประเทศเติบโตได้อย่างครอบคลุมทุกมิติ เอสเอพี มุ่งมั่นที่จะสนับสนุนงานด้านดิจิทัลทั้งในประเทศไทยและทั่วทั้งภูมิภาคมาโดยตลอด ความร่วมมือในครั้งนี้ตอกย้ำความพยายามของเราในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล ผลักดันให้ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืน เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นพันธมิตรกับ DEPA ในการยกระดับทักษะดิจิทัลและร่วมกันสร้างอนาคตดิจิทัลของประเทศไทย สรรค์สร้างนวัตกรรม เพื่อช่วยให้โลกดำเนินต่อไปได้ดียิ่งขึ้นพร้อมพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คน” นายเอทูล กล่าวปิดท้าย

ทั้งนี้ เอสเอพี ประเทศไทย ได้ริเริ่มโครงการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์แบบเปิด และการแข่งขัน ASEAN Data Science Explorers เพื่อพัฒนาทักษะดิจิทัลที่จำเป็นในอนาคต ให้กับเยาวชนไทยมากกว่า 1,200 คนในแต่ละปี

เยี่ยมชมศูนย์ข่าวเอสเอพี ติดตามเอสเอพี บน Twitter ได้ที่ @SAPNews

[1] The study, ‘Transformational Talent: The impact of the Great Resignation on Digital Transformation in APJ’s SMEs’, January 2022, The sample comprised 1,363 respondents across eight key countries included Thailand (n=207)

from:https://www.techtalkthai.com/sap-mou-depa-guest-post/

[Press Release] ความปลอดภัยไซเบอร์ของอุปกรณ์ IoT บนแพลตฟอร์มคลาวด์ในไทยและเอเชียแปซิฟิก

ดร. ธัชพล โปษยานนท์ ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยและอินโดจีน – พาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์

เอเชียแปซิฟิก (APAC) ถือเป็นภูมิภาคแนวหน้าในการใช้ IoT โดยคาดว่าค่าใช้จ่ายดังกล่าวจะแตะระดับ 437 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2568 ในขณะที่ตลาด IoT ของไทยมีมูลค่าราว 90,680 ล้านบาท ตามข้อมูลการสำรวจเมื่อปี 2564 ของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม การเติบโตดังกล่าวเกิดจากภาครัฐและเอกชนที่ทุ่มการลงทุนในโครงการด้านการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัล

อุปกรณ์ IoT ถือเป็นเสาหลักสำคัญของการทำดิจิทัลทรานสฟอร์เมชันซึ่งครอบคลุมการใช้งานหลากหลายด้าน ตัวอย่างเช่น เซนเซอร์ตรวจจับแสง เครื่องปรับอากาศในอาคารอัจฉริยะ ไปจนถึงหุ่นยนต์อัตโนมัติในระบบอุตสาหกรรม อย่างไรก็ดี อุปกรณ์อัจฉริยะจำนวนมากไม่ได้รับการออกแบบถึงระบบรักษาความปลอดภัยตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ หรือมีช่องโหว่ในรหัสโปรแกรมที่ใช้ในซัพพลายเชนของผู้ผลิตโดยที่ไม่มีใครรู้ตัว ช่องโหว่ความปลอดภัยดังกล่าวเมื่อผนวกกับเรื่องจำนวนอุปกรณ์ IoT ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้องค์กรต่างๆ จำเป็นต้องเร่งทบทวนมาตรการด้านความปลอดภัยเกี่ยวกับอุปกรณ์ IoT เหล่านี้ที่อยู่บนเครือข่ายของตนเอง ดังนั้น เมื่อบริษัทเดินหน้าลงทุนในด้านการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัล ก็ควรให้ความสำคัญในระดับเดียวกันกับเรื่องความปลอดภัยของอุปกรณ์และเทคโนโลยีที่นำมาใช้ในการดำเนินงานแต่ละวันด้วย

สิ่งที่ควรพิจารณาในด้านความปลอดภัยเกี่ยวกับอุปกรณ์ IoT มีอะไรบ้าง และเราจะจัดการกับเรื่องดังกล่าวได้อย่างไรบ้าง

ข้อจำกัดด้านความปลอดภัยในอุปกรณ์ IoT

สิ่งสำคัญที่ควรทราบก็คือ การตรวจพบภัยคุกคามจากอุปกรณ์ IoT มักขึ้นอยู่กับการอัปเดตฐานข้อมูลที่รวบรวมข้อมูลอุปกรณ์ที่ตกเป็นเป้าหมาย ตัวอย่างเช่น อุปกรณ์ IoT บางประเภทไม่มีพื้นที่จัดเก็บข้อมูล หรือพลังในการประมวลผลที่เพียงพอต่อการรองรับการจัดเก็บบันทึกระบบ หรือการเข้ารหัสเพื่อปกป้องข้อมูลที่อ่อนไหวระหว่างการประมวลผล ซึ่งอาจจะทำให้ข้อมูลเหล่านั้นตกอยู่ในความเสี่ยง ดังนั้น ธุรกิจต่างๆ จึงไม่สามารถตรวจพบและปกป้ององค์กรได้อย่างมั่นใจจากความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากอุปกรณ์ IoT ที่ไม่รู้จักและไม่สามารถจัดการได้

อีกทั้งความเสี่ยงดังกล่าวยังเพิ่มขึ้นในระบบการทำงานจากที่บ้านอีกด้วย โดยรายงานความปลอดภัยด้าน IoT ประจำปี 2564 ของพาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์ พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามราว 80% ในเอเชียแปซิฟิก (รวมประเทศญี่ปุ่น) ซึ่งมีอุปกรณ์ IoT เชื่อมต่อกับเครือข่ายขององค์กร รายงานว่า มีอุปกรณ์ IoT ที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานธุรกิจเชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายขององค์กรเพิ่มมากขึ้น โดยอุปกรณ์เหล่านี้ มีทั้งอุปกรณ์ที่บ้าน อุปกรณ์สวมใส่ทางการแพทย์ หรือแม้แต่เครื่องเล่นเกมคอนโซล 

ข้อจำกัดทางฮาร์ดแวร์ในการควบคุมความปลอดภัยในอุปกรณ์ IoT พร้อมด้วยการทำงานจากทางไกลที่เพิ่มขึ้น ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้หน่วยงานกำกับดูแลจำเป็นต้องหันมาให้ความสำคัญในการปกป้องความปลอดภัยไซเบอร์ให้กับอุปกรณ์ IoT ทั่วทั้งภูมิภาค   

หน่วยงานกำกับดูแลและการวางแนวทาง

สำหรับการรับมือกับการเติบโตของเทคโนโลยี IoT ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก หน่วยงานกำกับดูแลจึงได้จัดทำข้อกำหนดและมาตรฐานความปลอดภัยด้าน IoT สำหรับองค์กรและผู้ใช้

ประเทศไทยมีกฎหมายและการกำกับดูแลด้านความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูลซึ่งเกี่ยวข้องกับอุปกรณ์ไอที ได้แก่

●      พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์พ.. 2562 (2019) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการป้องกันและรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์อย่างทันท่วงที

การปฏิบัติตามข้อบังคับในประเทศสำหรับระบบคลาวด์

การทำดิจิทัลทรานสฟอร์เมชันเป็นปัจจัยที่เร่งการใช้งาน IoT ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและทำให้องค์กรวางใจที่จะใช้อุปกรณ์เหล่านี้เพื่อการดำเนินงานทางธุรกิจที่สำคัญ

ขณะเดียวกันบริษัทต่างๆ ก็ยังต้องรับมือกับข้อบังคับในประเทศที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการใช้งานและการจัดการกับอุปกรณ์ IoT และข้อมูลต่างๆ นโยบายภาครัฐอาจกำหนดแนวทางการเก็บรวบรวมและเก็บรักษาข้อมูล และอาจจำกัดการถ่ายโอนข้อมูลข้ามประเทศเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดช่องโหว่ในการเข้าถึงข้อมูลของประชาชน

ดังนั้น ทุกวันนี้เราจึงเห็นธุรกิจหลายแห่งที่ใช้บริการระบบคลาวด์หลากหลายรูปแบบเพื่อจัดเก็บข้อมูลในสถานที่ต่างๆ ทั่วโลก ขณะเดียวกันบริษัทระดับภูมิภาคที่พึ่งพาบริการระบบคลาวด์เพื่อให้บริการและรองรับการทำงานจากทางไกลก็ต้องเผชิญกับความท้าทายในการปฏิบัติตามข้อบังคับของประเทศต่างๆ แทนที่จะใช้เซิร์ฟเวอร์ภายในเพื่อจัดเก็บข้อมูลในแต่ละพื้นที่ บริษัทต่างๆ กลับใช้โซลูชันคลาวด์โฮสติงในประเทศของตนเอง เพื่อใช้ประโยชน์จากระบบคลาวด์ ขณะเดียวกันก็เป็นไปตามข้อบังคับเรื่องข้อมูลของแต่ละประเทศด้วย โซลูชันคลาวด์โฮสติงที่พัฒนาขึ้นโดยยึดหลักความปลอดภัยและการปฏิบัติตามข้อบังคับจะทำให้ธุรกิจต่างๆ บรรลุเป้าหมายในการจัดเก็บข้อมูลโดยที่ยังคงปกป้องเครือข่ายขององค์กรให้ปลอดภัย 

ธุรกิจต้องขยับตัวเชิงรุก

นอกจากการปฏิบัติตามมาตรฐานข้อบังคับ องค์กรต่างๆ ยังต้องรอบคอบในการปกป้องระบบเครือข่ายในเชิงรุกโดยเฉพาะในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลเช่นในปัจจุบัน

สิ่งจำเป็นก่อนที่จะนำมาตรการความปลอดภัยเหล่านี้ไปใช้ให้ได้ประสิทธิภาพก็คือ การทราบถึงและเข้าใจตัวตนและลักษณะของอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายทั้งหมด แนวทางซีโรทรัสต์เพื่อความปลอดภัยด้าน IoT ในระดับเครือข่ายถือเป็นสิ่งจำเป็นที่จะทำให้องค์กรสามารถขจัดจุดบอดที่อันตรายในระบบ นั่นหมายถึง องค์กรจะต้องรับรู้ถึงอุปกรณ์ IoT ทั้งหมดที่มีอยู่ ต้องดำเนินมาตรการติดตามอุปกรณ์และความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง และต้องจัดทำนโยบายรักษาความปลอดภัยพร้อมด้วยมาตรการบังคับที่ใช้ป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์

อีกทั้งองค์กรยังสามารถยกระดับมาตรการเชิงป้องกันให้ดียิ่งขึ้นด้วยเทคโนโลยีแมชีนเลิร์นนิง (ML) ที่ใช้ตรวจสอบอัตลักษณ์อุปกรณ์ ตรวจจับโค้ดอันตรายที่ถูกดัดแปลงได้ในเชิงรุก และสามารถป้องกันการโจมตีได้โดยอัตโนมัติ เมื่อคนร้ายใช้วิธีการที่ล้ำหน้ายิ่งขึ้น องค์กรก็ยิ่งจำเป็นต้องใช้ความสามารถของ ML เพื่อคอยระวังภัยได้ตลอดเวลา  

ความปลอดภัยด้าน IoT ถือเป็นความรับผิดชอบของทุกคน

ทั้งภาครัฐและเอกชันต่างมีบทบาทสำคัญในการดูแลความปลอดภัยด้าน IoT เพราะความแพร่หลายของอุปกรณ์ IoT หมายถึงจำนวนการใช้อุปกรณ์ดังกล่าวจะเติบโตขึ้นในทุกอุตสาหกรรม และถือเป็นความรับผิดชอบของทุกคนที่จะต้องปกป้องตนเองและองค์กรจากวายร้ายไซเบอร์:

● หน่วยงานกำกับดูแลต้องจัดวางรากฐานข้อบังคับและมาตรฐานด้านระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ที่สามารถนำไปใช้ได้ในวงกว้าง

● โซลูชันคลาวด์โฮสติงต้องมีระบบควบคุมความปลอดภัยในตัวเพื่อให้องค์กรบรรลุความต้องการด้านการจัดเก็บข้อมูล ขณะเดียวกันก็ได้รับประโยชน์จากระบบคลาวด์อย่างเต็มที่

● องค์กรจำเป็นต้องดำเนินมาตรการซีโรทรัสต์เชิงรุกเพื่อกำจัดจุดบอดด้านอุปกรณ์ IoT ในระบบ และใช้เทคโนโลยี ML เพื่อป้องกันการโจมตีโดยบัติโนมัติ

from:https://www.techtalkthai.com/palo-press-cybersecurity-iot-in-thai-cloud-platform-and-apac/

[Guest Post] เตรียมเข้าสู่โลกดิจิทัลอาร์ตกับ Bitkub NFT Fair

พร้อมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในการขับเคลื่อนระบบคอมมูนิตี้ในงาน Crypto Night
ณ บิทคับ เอ็ม โซเชียล ชั้น 9 ศูนย์การค้าเอมควอเทียร์ 10-11 กันยายน 2565 เท่านั้น

กรุงเทพมหานคร, 6 กันยายน 2565 — บิทคับ บล็อคเชน เทคโนโลยี ผู้สร้างและดำเนินการ Bitkub Chain เครือข่ายบล็อกเชนที่ได้รับความนิยมของไทย และ ผู้ดำเนินการแพลตฟอร์ม Bitkub NFT แพลตฟอร์มศูนย์รวม NFT (Non-Fungible Token) ในรูปแบบของตลาดแรก ปัจจุบันนับว่าเป็นตลาด NFT ที่มีการใช้งานแพร่หลายมากที่สุดในประเทศไทย และเป็นศูนย์รวมผู้สร้างสรรค์ผลงาน NFT ที่มีการนำมาใช้งานในรูปแบบที่หลากหลาย ขอเชิญทุกท่านร่วมเปิดประสบการณ์ดิจิทัลอาร์ตในงาน Bitkub NFT Fair ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-11 กันยายน 2565 ณ บิทคับ เอ็ม โซเชียล ชั้น 9 ศูนย์การค้าเอมควอเทียร์

จุดประสงค์ของงานในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้สร้างสรรค์ผลงานได้ร่วมพบปะกับพาร์ทเนอร์และคอมมูนิตี้และเชื่อมต่อโอกาสทางธุรกิจ รวมถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในการขับเคลื่อนระบบคอมมูนิตี้ผ่านฟีเจอร์ Social DAO เพื่อการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทิศทางโปรเจกต์อย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต รวมถึง EarnKUB ที่ทุกท่านจะได้ร่วมสนุกกับภารกิจต่าง ๆ บนแพลตฟอร์ม อีกทั้งผู้เข้าร่วมงานจะได้ร่วมสนุกกับกิจกรรม “Social DAO เปิดโหวตความเห็นจากคอมมูนิตี้” ที่ทุกท่านจะสามารถมีส่วนร่วมกับกิจกรรมในครั้งนี้ด้วยการโหวต พร้อมรับสิทธิพิเศษและของรางวัลอีกมากมาย นอกจากนี้ Bitkub NFT ยังได้รับเกียรติจากผู้มากประสบการณ์ทางด้าน NFT อีกมากมาย มาร่วมแชร์ความรู้ภายใต้หัวข้อ “NFT จากจุดเริ่มต้น สู่การใช้งานที่หลากหลาย”

อีกทั้ง ยังมีกิจกรรมสุดพิเศษ “Crypto Night” จาก บิทคับ เอ็ม โซเชียล ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Talks, Drinks & Mingling” ที่จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 10 กันยายน 2565 เวลา 17:00 – 22:00 น. ภายในงานทุกท่านจะได้พบปะพูดคุย พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และพบกับแขกรับเชิญสุดพิเศษ “คุณท็อป จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด” ที่จะมาร่วมพูดคุยภายในงานนี้ นอกจากนี้ยังมีซุ้มเครื่องดื่ม อาหาร และดนตรีให้บริการเพื่อมอบความเพลิดเพลินให้กับทุกท่าน

ติดตามข่าวสารและข้อมูลการพัฒนาโครงการต่าง ๆ ของ Bitkub NFT และ Bitkub Chain ได้ที่
Bitkub NFT
Website : https://www.bitkubnft.com/
Facebook : https://www.facebook.com/bitkubnft

Bitkub Chain
Website : https://www.bitkubchain.com/
Facebook : https://www.facebook.com/bitkubchainofficial
Twitter : https://twitter.com/bitkubchain

ติดตามข่าวสารและข้อมูลการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ของ Bitkub M Social ได้ที่

Bitkub M Social
Website : https://www.bitkubmsocial.com/
Facebook : https://www.facebook.com/bitkubmsocial

from:https://www.techtalkthai.com/get-ready-to-enter-the-world-of-digital-art-with-bitkub-nft-fair/

[Guest Post] VMware ยกระดับประสบการณ์การมัลติคลาวด์ที่ดีขึ้นแก่ลูกค้าด้านนวัตกรรมใหม่

VMware เปิดตัวพอร์ตโฟลิโอ พร้อมบริการ Cross-Cloud และประกาศความร่วมมือสำคัญที่งาน VMware Explore

เพื่อนำเสนอประสบการณ์คลาวด์ที่รวดเร็วและชาญฉลาดสำหรับธุรกิจดิจิทัล

ซาน ฟรานซิสโก – VMware Explore US 2022 (31 สิงหาคม 2565) – ที่งาน VMware Explore 2022 บริษัท วีเอ็มแวร์ จำกัด (VMware, Inc. หรือ NYSE: VMW) เปิดตัวนวัตกรรม บริการ ข้อเสนอใหม่ และขยายความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์เพื่อสานต่อความมุ่งมั่นในการช่วยให้ลูกค้าใช้งานและเติบโตในมัลติคลาวด์ในปัจจุบัน ลูกค้ายังคงพัฒนาและปรับธุรกิจของตนให้เป็นดิจิทัลเพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ รวดเร็วและให้บริการลูกค้าของตนเองได้ดียิ่งขึ้น VMware และระบบนิเวศของพาร์ทเนอร์ช่วยให้ธุรกิจต่างๆ เลือกระบบคลาวด์ที่เหมาะสมกับแอปได้ดียิ่งขึ้น

นายรากู รากูราม ซีอีโอของ VMware กล่าวว่า “ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้มาใหม่ที่เกิดและเติบโตในคลาวด์หรือผู้ให้บริการที่เป็นที่ยอมรับ เป้าหมายสูงสุดสำหรับลูกค้าคือระบบมัลติคลาวด์ที่ช่วยให้พวกเขาเร่งการสร้างนวัตกรรมดิจิทัลได้ดียิ่งขึ้น – ทั้งหมดขับเคลื่อนโดยรูปแบบการดำเนินงานที่สอดคล้องกันซึ่งขยายไปทั่วทุกคลาวด์ ที่ VMware Explore เราร่วมกับพาร์ทเนอร์นำเสนอเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อช่วยให้ลูกค้าได้รับประโยชน์ด้วยแนวทาง Cloud-Smart”

คลิกเพื่อ อ่านบล็อกโพสต์ของ รากู รากูราม หัวข้อ จาก Cloud Chaos สู่ Cloud Smart

ความสามารถใหม่เหล่านี้สร้างขึ้นจากบริการ VMware Cross-Cloud™ ที่เปิดตัวในงาน VMworld 2021 ปีที่แล้ว ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อให้องค์กรมีข้อได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ Cloud-Smartเมื่อธุรกิจเพิ่มจำนวนคลาวด์เพื่อบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจ พวกเขาเผชิญกับความซับซ้อนในการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น โดย VMware Cross-Cloud เป็นบริการแบบ unified service ซึ่งมีแนวทางที่เรียบง่ายในการสร้าง การใช้งาน การเข้าถึง และการรักษาความปลอดภัยแอปพลิเคชันบนคลาวด์ที่ใช้งานบนอุปกรณ์ต่างๆ – สำหรับทุกแอปแพลตฟอร์ม และรองรับการทำงานจากทุกๆ ที่

เร่งการเปลี่ยนแปลงของคลาวด์ระดับองค์กร Enterprise Cloud

VMware เปิดตัวโซลูชั่นโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์และเอดจ์ ที่ช่วยให้ธุรกิจเร่งการทรานส์ฟอร์มคลาวด์องค์กร และช่วยให้ลูกค้าสามารถรัน ปรับขนาด และรักษาความปลอดภัยเวิร์กโหลดขององค์กรได้ดียิ่งขึ้นทั้งบนไพรเวทคลาวด์ พับบลิกคลาวด์และที่เอดจ์ โดย VMware และพับบลิกคลาวด์พาร์ทเนอร์ยังช่วยเหลือลูกค้าในการโยกย้ายและรันเวิร์กโหลดเหล่านั้นบนพับบลิกคลาวด์ที่พวกเขาเลือก นอกจากนี้ VMware ยังเปิดตัวนวัตกรรมด้านเครือข่ายและความปลอดภัย เพื่อช่วยให้ลูกค้าใช้งานคลาวด์อย่างปลอดภัยโซลูชั่นที่เปิดตัวในงานได้แก่:

  • VMware vSphere 8 คือก้าวใหม่ของการประมวลผลที่รองรับ DPU (Data Processing Units) ควบคู่ไปกับ CPU และ GPU ทำให้มีโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัยและทุกองค์กรสามารถใช้งานได้ vSphere 8 จะเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเวิร์กโหลดของลูกค้า ปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานและประสิทธิภาพด้านไอที เร่งนวัตกรรมสำหรับ DevOps และอื่นๆ
  • ด้วยแพลตฟอร์มสตอเรจแห่งอนาคตที่ปรับให้เหมาะสมกับฮาร์ดแวร์สมัยใหม่ที่มีโครงสร้างพื้นฐานแบบไฮเปอร์คอนเวิร์จ VMware vSAN 8 นำเสนอประสิทธิภาพที่ล้ำหน้าและคุณภาพสูง สถาปัตยกรรมการจัดเก็บข้อมูล vSAN Express ใหม่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน การจัดเก็บข้อมูล การปกป้องข้อมูล และการจัดการ vSAN ที่ทำงานบนอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลรุ่นล่าสุด
  • VMware Cloud Foundation+ จะเปิดตัวสถาปัตยกรรมที่เชื่อมต่อกับคลาวด์สำหรับการจัดการและใช้งาน HCI แบบ full stack ในดาต้าเซ็นเตอร์
  • VMware Edge Compute Stack 2 จะช่วยให้ลูกค้าทำงานได้ง่ายและปรับขนาดที่เอดจ์ได้ รวมถึงรองรับขนาดคลัสเตอร์ที่เล็กลงเพื่อเรียกใช้คอนเทนเนอร์อย่างมีประสิทธิภาพบนฮาร์ดแวร์ COTS ที่มีขนาดเล็กลง
  • Project Northstar พรีวิวความก้าวหน้าครั้งสำคัญของแพลตฟอร์ม VMware NSX สำหรับเครือข่ายมัลติคลาวด์ ความปลอดภัย และการมองเห็นแบบ end-to-end
  • Project Watch แนวทางใหม่ของเครือข่ายมัลติคลาวด์และการรักษาความปลอดภัยที่จะให้การควบคุมนโยบายแอปไปยังแอปขั้นสูงเพื่อช่วยในการประเมินความเสี่ยงและการปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่างต่อเนื่อง

ความสามารถในการปรับขยายระบบปฏิบัติการของแพลตฟอร์ม Cloud Native

VMware ยังคงช่วยลูกค้ารักษาความปลอดภัย รัน และจัดการแอปบนคลาวด์ทั้งหมด ความสามารถใหม่ๆ ในพอร์ตโฟลิโอ VMware Tanzu ปลดล็อกประสิทธิภาพการทำงานของนักพัฒนา ส่งมอบการรักษาความปลอดภัยแบบ end-to-end ตั้งแต่เริ่มจนเข้าสู่กระบวนการทำงาน และเปิดใช้งานการทำงานแบบมัลติคลาวด์ที่มีความปลอดภัยมากขึ้นครอบคลุมคลาวด์ทุกขนาด ไม่ว่าองค์กรจะอยู่ที่ใดในเส้นทางของ Kubernetes นอกจากนี้ VMware ยังเปิดตัวพอร์ตโฟลิโอการจัดการมัลติคลาวด์ตัวล่าสุดVMware Aria—ชุดโซลูชั่นแบบ end-to-end สำหรับการจัดการแอปพลิเคชั่นและโครงสร้างพื้นฐานบนคลาวด์เนทีฟ ข้อเสนอใหม่นี้จะช่วยลูกค้าจัดการต้นทุน ขณะที่สามารถทำงาน กำหนดค่า และส่งมอบไพรเวทคลาวด์และพับบลิกคลาวด์สาธารณะได้อย่างประสิทธิภาพ โซลูชั่นที่เปิดตัวในงานได้แก่:

  • VMware Tanzu สำหรับ Kubernetes Operations—ซึ่งรวมถึง VMware Tanzu Mission Control, VMware Aria Operations for Apps และ VMware Tanzu Kubernetes Grid จะทำให้สามารถส่งมอบและจัดการได้ง่ายขึ้น ขณะที่สร้างความน่าเชื่อถือแก่ Kubernetes ได้
  • ความสามารถใหม่ใน VMware Tanzu Mission Control จะขยายและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการ Kubernetes แบบมัลติคลาวด์และมัลติคลัสเตอร์ การเปิดตัวในครั้งนี้ยังโชว์พรีวิวไลฟ์ไซเคิลของคลัสเตอร์ Amazon Elastic Kubernetes Service (EKS) การผสานรวมกับ VMware Aria Automation การจัดการไลฟ์ไซเคิลของคลัสเตอร์ได้อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอผ่าน GitOps และสร้างความน่าเชื่อถือแก่แอปพลิเคชันด้วยการสำรองและกู้คืนข้ามคลัสเตอร์ได้
  • VMware Aria Graph เทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลแบบกราฟที่จะลดความซับซ้อนของมัลติคลาวด์ รองรับการทำงานทั้งบนคลาวด์ แอปและสไตล์การทำงานของทุกคน
  • VMware Aria Hub หรือชื่อเดิมคือ Project Ensemble ซึ่งจะให้มุมมองและการควบคุมแบบรวมศูนย์เพื่อจัดการสภาพแวดล้อมแบบมัลติคลาวด์ทั้งหมด และใช้ประโยชน์จาก VMware Aria Graph เพื่อกำหนดมาตรฐานทั่วไปหรือ common definition ให้กับแอปพลิเคชัน ทรัพยากร หน้าที่ และบัญชีต่างๆ

เสริมพลังให้กับ Hybrid Workforce

ลูกค้ายังคงต้องการประสบการณ์การทำงานที่ปลอดภัยและราบรื่นไม่ว่าจะอยู่ในหรือนอกออฟฟิศ VMware Anywhere Workspace ได้เพิ่มความสามารถด้าอุปกรณ์ของพนักงานขององค์กร ซึ่งช่วยให้ทีมไอทีทำสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้นโดยใช้เวลาน้อยลง การปรับปรุงรวมถึง:

  • The next generation of VMware Horizon Cloud that will enable multi-cloud agility and flexibility
  • VMware Horizon Cloud รุ่นต่อไป จะเพิ่มความสามารถให้ใช้งานมัลติคลาวด์ได้คล่องตัวและยืดหยุ่นมากขึ้น
  • ความสามารถในการจัดการอุปกรณ์บนโซลูชัน Digital Employee Experience ที่ล้ำกว่า Workspace ONE UEM โดยโซลูชันจะประกอบด้วย VMware Horizon และ บริหารจัดการ third-party และอุปกรณ์ยังไม่ได้จัดการ
  • ส่วนขยายของ Workspace ONE Freestyle Orchestrator ไปยังอุปกรณ์โมบายล์ และแอป นอกองค์กรสำหรับการออโตเมชั่นและ orchestration สำหรับมัลติแพลตฟอร์ม

ติดตามข่าวสารล่าสุดและข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางที่ VMware นำเสนอเส้นทางสู่ระบบคลาวด์ที่รวดเร็วและชาญฉลาดยิ่งขึ้นสำหรับธุรกิจดิจิทัล รวมถึงข่าวประกาศความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ต่างๆ ได้ที่ VMware Explore 2022

เกี่ยวกับ VMware Explore

VMware Explore เป็นอีเวนท์เรือธงที่มีวิวัฒนาการมาจาก VMworld โดยมุ่งหวังที่จะเป็นงานประชุมใหญ่สำหรับอุตสาหกรรมมัลติคลาวด์ ในปีนี้ จะมีการนำเสนอโซลูชันและเซสชันทางเทคนิคสำหรับอุตสาหกรรม ระบบนิเวศที่ครอบคลุม 90% ของพาร์ทเนอร์คลาวด์ชั้นนำ ยกระดับมาร์เก็ตเพลสมัลติคลาวด์ ISV ที่กำลังเติบโต และกิจกรรมเน็ตเวิร์กกิ้งต่างๆ หากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ VMware Explore คลิก: www.vmware.com/explore.html

เกี่ยวกับ VMware

VMware เป็นผู้ให้บริการชั้นนำด้านบริการมัลติ-คลาวด์สำหรับแอป ทำให้เกิดนวัตกรรมดิจิทัลระดับองค์กร ในฐานะผู้ให้บริการที่เชื่อถือได้ในการเร่งสร้างนวัตกรรม ซอฟต์แวร์ VMware ช่วยให้ธุรกิจมีความยืดหยุ่นและมีตัวเลือกที่จำเป็นเพื่อรองรับการทำธุรกิจในอนาคต VMware มีสำนักงานใหญ่ในเมืองพาโลอัลโต รัฐแคลิฟอร์เนีย มุ่งมั่นที่จะสร้างอนาคตที่ดีกว่าผ่านวาระ 2030 ของบริษัท ข้อมูลเพิ่มเติมคลิก www.vmware.com/company

VMware, Anywhere Workspace, Explore, VMworld, Tanzu, vSAN, และ vSphere, VMware Aria, NSX, Workspace ONE, และ Horizon เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนหรือเครื่องหมายการค้าของ VMware, Inc. หรือ บริษัทในเครือ ในสหรัฐอเมริกาและเขตอำนาจศาลอื่น ๆ

 

from:https://www.techtalkthai.com/vmware-delivers-better-multi-cloud-experiences-for-its-innovative-customers/