คลังเก็บป้ายกำกับ: SPECIAL_STORY

ไขข้อข้องใจ SSD มีกี่แบบ? รวม 5 SSD ดีๆ และสิ่งที่ควรรู้ฉบับเข้าใจง่าย มือใหม่ก็เลือกได้! อัพเดทปี 2022

SSD มีกี่แบบไม่ต้องสงสัย มีวิธีดูแบบง่ายๆ อ่านแล้วเลือกเองได้เลย!

Share image Edit Name 1ssd2 1

 

Advertisementavw

ROM (Read-only Memory) หรือพื้นที่บันทึกข้อมูลภายในคอมพิวเตอร์ นอกจาก HDD ที่รู้จักกันดี ปัจจุบันนี้ก็มี SSD ด้วย แล้วหลายคนก็สงสัยว่า SSD มีกี่แบบ? แล้วแบบไหนถึงจะดีจะได้แรงและคุ้มด้วย? ถ้าใครกำลังสงสัยเรื่องนี้อยู่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรมากนัก นั่นเพราะหน่วยความจำอย่าง SSD มีให้เลือกใช้หลากหลายประเภทไม่พอ ยังมีความเร็ว, ดีไซน์, อินเตอร์เฟสแตกต่างกันไปหมดจนหลายๆ คนหน้านิ่วคิ้วขมวดไปตามๆ กัน ถ้าไปซื้อก็ต้องมีซื้อถูกซื้อผิดกันบ้างอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม คำถามสุดปวดหัวที่ว่า SSD มีกี่แบบนั้นก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิด ซึ่งวิธีแยกก็ดูตามรูปร่างแล้วค่อยแยกตามรูปแบบการเชื่อมต่อรับส่งข้อมูลอีกชั้นหนึ่งก็เข้าใจได้แทบจะทันทีเลย นั่นเพราะปัจจุบันนี้จะมี 2.5″ SATA III SSD หรือ SSD ทรงกล่องสี่เหลี่ยมเหมือนกับฮาร์ดดิสก์ลูกเล็กกับ M.2 SSD ซึ่งเป็นแผ่นวงจรขนาดเล็กหน้ากว้าง 22 มม. และยาวตั้งแต่ 30 ไปจน 80 มม. ซึ่งประเภทนั้นจะมีรายละเอียดปลีกย่อยเยอะกว่า แต่ประสิทธิภาพก็สูกว่าอย่างชัดเจนเช่นกัน

SSD มีกี่แบบ

สารบัญว่าด้วย SSD มีกี่แบบ?

ประเภทของ SSD มีอะไรบ้าง? ทำความเข้าใจแบบง่ายๆ ก่อนเสียเงินสักหน่อย!

marc pezin uJMfXAdDMyE unsplash 1

หากสงสัยว่า SSD มีกี่แบบ จะเลือกอย่างไรให้ได้ SSD ประสิทธิภาพดีไว้ลงโปรแกรม, เกม ที่ต้องการ เริ่มต้นผู้เขียนแนะนำให้แบ่งแยกจากรูปร่างของมันก่อนเป็นอย่างแรกเพราะแล้วเข้าใจได้ทันที ไม่ต้องอ่านสเปคของ SSD ให้ยุ่งยากเกินไป โดยวิธีแบ่งตามรูปร่างจะมี 4 แบบหลักๆ ดังนี้

2.5″ SATA III

blue sata

ถ้าสงสัยว่า SSD มีกี่แบบ เริ่มต้นแบบแรกเป็น 2.5″ SATA III เป็น SSD รูปทรงกล่องสี่เหลี่ยมเหมือนฮาร์ดดิสก์ทั่วไป เชื่อมต่อด้วย Serial ATA เวอร์ชั่น 3 (SATA III) ซึ่ง SSD นี้เอาไปติดตั้งในเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คหรือแม้แต่สายทำงานรุ่นเก่าที่ยังมีอินเตอร์เฟสนี้ได้ รวมไปถึงเกมมิ่งพีซีก็ใช้ได้เลย โดยต่อเหมือนฮาร์ดดิสก์ทุกอย่าง คือ สายไฟและสาย SATA อย่างละเส้น แต่ได้ความเร็วสูงกว่าราว 5 เท่าทีเดียว

ด้านความเร็วสูงสุดที่อินเตอร์เฟส Serial ATA (SATA) รองรับจะแตกต่างกันไปตามเวอร์ชั่น โดยมีความเร็วสูงสุดดังนี้

  • SATA I : 5 Gb/s (150 MB/s)
  • SATA II : 3 Gb/s (300 MB/s)
  • SATA III : 6 Gb/s (600 MB/s)

ซึ่งในปัจจุบันนี้ไม่ว่าจะเมนบอร์ดคอมพิวเตอร์, โน๊ตบุ๊คสายทำงานหรือเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คก็ติดตั้งอินเตอร์เฟสเป็น SATA III แล้ว ถ้ายังอยากใช้เครื่องอยู่แต่ไม่ชอบตรงเครื่องช้าโหลดไฟล์ไม่ทันใจ ก็เปลี่ยนฮาร์ดดิสก์ลูกเก่าเป็น 2.5″ SATA III SSD ต่อจากเพิ่มแรมในเครื่องได้เลย

M.2 SATA

M.2 SATA SSD

M.2 SATA SSD ตัวนี้จะมีหน้าตาคล้ายกับ M.2 PCI-E และ NVMe ซึ่งข้อดีนอกจากมีขนาดเล็กหน้าตาคล้าย RAM ก็ยังติดตั้งง่ายใส่โน๊ตบุ๊คหรือพีซีก็ได้ โดยต่อเข้าที่อินเตอร์เฟส PCIe สำหรับ SSD บนเมนบอร์ดก็ตั้งค่าแล้วใช้งานได้เลย ทว่าความเร็วของมันจะเท่ากับ 2.5″ SATA III ในข้อที่แล้ว ดังนั้นความเร็วตอนรับส่งข้อมูลจะตันอยู่ที่ 600 MB/s เท่านั้น

b0996abe9746c0cc29fa97abee839650 e1614151081964

สำหรับคนที่อยากรู้ว่า M.2 SATA SSD มีกี่แบบ โดยมาตรฐานแล้ว SSD ประเภทนี้จะมีความกว้าง 22 มิลลิเมตร แต่ความยาวจะแตกต่างกันไปตามจำนวนเม็ด NAND หรือแผ่นชิปที่ติดตั้งอยู่บนตัวแผ่น SSD ซึ่งจะมีขนาดดังนี้

  • M.2 2230  – กว้าง 22 mm. x ยาว 30 มม.
  • M.2 2242  – กว้าง 22 mm. x ยาว 42 มม.
  • M.2 2260  – กว้าง 22 mm. x ยาว 60 มม.
  • M.2 2280  – กว้าง 22 mm. x ยาว 80 มม. เป็นขนาดมาตรฐานที่พบเห็นได้ทั่วไป
  • M.2 22110  – กว้าง 22 mm. x ยาว 110 มม.
mSATA

Screenshot 2022 08 30 144916

mSATA เป็น SSD ขนาดเล็กซึ่งมีความเร็วรับส่งข้อมูล 6 Gb/s (600 MB/s) เท่ากันกับ M.2 SATA ในข้อก่อน แต่ข้อดีคือขนาดเล็กและประหยัดพลังงาน ทำให้ตอนใช้งานโน๊ตบุ๊คโดยไม่ได้ต่ออแดปเตอร์อยู่ได้นานยิ่งขึ้นมาก มีความจุมากสุด 1TB แต่พีซีหรือโน๊ตบุ๊คเครื่องนั้นต้องมีช่องสำหรับ mSATA SSD โดยเฉพาะด้วยถึงจะติดตั้งได้

M.2 PCI-E

311027b55933574976b01e109f9ea04a

 

M.2 PCI-E เป็นวิธีเอา M.2 NVMe SSD ไปต่อเข้ากับพอร์ต PCIe บนเมนบอร์ดผ่านทางอแดปเตอร์เฉพาะ ซึ่งมีหัวอินเตอร์เฟส PCIe เหมือนกับการ์ด Wi-Fi หรือ Sound card แทน โดยวิธีนี้เหมาะกับพีซีรุ่นเก่าที่ยังไม่มีหัวอินเตอร์เฟส PCIe สำหรับ NVMe SSD โดยเฉพาะ ทำให้ความเร็วอ่านเขียนข้อมูลสูงขึ้นถึง 2,000 MB/s แต่ปัจจุบันนี้ไม่ค่อยนิยมแล้ว เนื่องจากเมนบอร์ดรุ่นราคาไม่แพงมากก็มีอินเตอร์เฟส PCIe 3.0 x4 ติดตั้งมาให้อย่างน้อย 1 ช่องอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ถ้าใครต้องการใช้งานซื้อไปอัพเกรดพีซีเครื่องเก่าที่บ้าน ต้องดูว่า M.2 NVMe SSD และตัวการ์ด PCIe สำหรับต่อเข้าเมนบอร์ดใช้งานด้วยกันได้ ค่อยต่อกับอินเตอร์เฟส PCI-E บนเมนบอร์ดแล้วค่อยติดตั้งเกมหรือโปรแกรมที่ต้องการต่อไป

M.2 NVMe
th feature next level ssd performance 339603652

NVMe (Non-Volatile Memory Express) เป็น SSD ยอดนิยมในปัจจุบันซึ่งผู้ใช้หลายๆ คนมักคิดถึงเมื่อโดนถามว่า SSD มีกี่แบบ โดยปกติแล้ว Memory ประเภทนี้จะคล้ายแรมที่เมื่อสั่งดับเครื่องคอมพิวเตอร์แล้ว ข้อมูลที่ถูกอ่านและเขียนในไดรฟ์จะหายไป แต่ NVMe นอกจากข้อมูลจะไม่หาย (Non-Volatile) แล้ว ยังมีความเร็วสูงมากอีกด้วย

ด้านความเร็วสูงสุดของ NVMe จะขึ้นอยู่กับเวอร์ชั่นของอินเตอร์เฟสรับส่งข้อมูลของ NVMe และตัวเมนบอร์ด โดยความเร็วสูงสุดจะยึดตามอินเตอร์เฟสเวอร์ชั่นที่ต่ำกว่า เช่น ถ้าเมนบอร์ดเป็น PCIe 4.0 x4 แต่ NVMe SSD เป็น PCIe 3.0 x4 จะได้ความเร็วสูงสุดตามที่ SSD รับส่งข้อมูลได้นั่นเอง โดยความเร็วรับส่งข้อมูลของอินเตอร์เฟส PCIe จะเป็นดังนี้

เวอร์ชั่น/เลน PCIe x1 x4 x8 x16
PCIe 3.0 1 GB/s
(1,000 MB/s)
4 GB/s
(4,000 MB/s)
8 GB/s
(8,000 MB/s)
16 GB/s
(16,000 MB/s)
PCIe 4.0 2 GB/s
(2,000 MB/s)
8 GB/s
(8,000 MB/s)
16 GB/s
(16,000 MB/s)
32 GB/s
(32,000 MB/s)

ด้านความเร็วรับส่งข้อมูลของ SSD นอกจากมีผลต่อการเปิดโปรแกรม, โหลดไฟล์อย่างชัดเจนก็ตาม แต่กลับไม่ได้ส่งผลต่อค่า Fps ตอนเล่นเกมมากอย่างที่คิด ซึ่งจากการทดสอบของสื่อต่างประเทศหลายๆ เจ้า มักได้เฟรมเรทต่างกัน 1~5 Fps เท่านั้น แต่จากประสบการณ์ตรงของผู้เขียนเอง PCIe 3.0 x4 หรือ PCIe 4.0 x4 จะได้ผลแตกต่างกันอย่างชัดเจนเมื่อเล่นเกมสไตล์ Open world แล้วต้องโหลดแผนที่ขนาดใหญ่ ถึงจะเริ่มเห็นผลว่าตัว PCIe 4.0 จะโหลดได้เร็วสุด ต่อด้วย PCIe 3.0, 2.5″ SATA III SSD ปิดท้ายด้วยฮาร์ดดิสก์ตามลำดับ

5 SSD แนะนำสำหรับอัพคอมให้เร็วแรง! แยกตามรูปแบบการเชื่อมต่อ

หลังจากรู้กันแล้วว่า SSD มีกี่แบบ แต่ถ้าจะซื้อรุ่นน่าใช้โดยแยกตามอินเตอร์เฟสการเชื่อมต่อล่ะก็ ผู้เขียนมีมาให้เลือกทั้งหมด 5 รุ่นด้วยกัน ได้แก่

  1. WD Blue SATA III SSD 1TB (2,999 บาท)
  2. Transcend MTS430S 512GB (2,529 บาท)
  3. Samsung 980 1TB (3,999 บาท)
  4. WD Black SN770 1TB (3,790 บาท)
  5. Kingston FURY Renegade 1TB (6,190 บาท)
1. WD Blue SATA III SSD 1TB (2,999 บาท)

blue sata

WD Blue SATA III SSD 1TB ตัวนี้จัดเป็น SSD ประสิทธิภาพดีราคาไม่แพงไป ได้ความจุเยอะ เหมาะจะซื้อไปอัพเกรดโน๊ตบุ๊คหรือใส่พีซีให้โหลดเครื่องและเกมขึ้นมาพร้อมใช้งานได้เร็วกว่าเดิมก็ดีทั้งคู่ โดย SSD ตัวนี้เป็น 3D NAND ทนทานและใช้อินเตอร์เฟสรับส่งข้อมูลแลล SATA III มีความเร็ว Sequential Read 560 MB/s และ Sequential Write 530 MB/s มีความทนทานการเขียนข้อมูลลงไดรฟ์ได้ 400 TBW และได้ประกันตัวไดรฟ์ 3 ปีเต็มด้วย หากใครอยากอัพเกรดเครื่องเก่าให้แรงขึ้นก็ซื้อไดรฟ์นี้ไปใช้งานได้เลย

สเปคของ WD Blue SATA III SSD 1TB
  • Interface : SATA III
  • Speed : Sequential Read 560 MB/s, Sequential Write 530 MB/s
  • Endurance : 400 TBW
  • Warranty : 3 ปี
  • ราคา : 2,999 บาท (JD Mall Shopee)
2. Transcend MTS430S 512GB (2,529 บาท)

f08d944af430fdbf5bdfe750b4846518

รุ่นถัดมาสำหรับคนที่อยากรู้ว่า SSD มีกี่แบบ เป็น Transcend MTS430S 512GB เป็น M.2 SATA ขนาด M.2 2242 สำหรับโน๊ตบุ๊คสายทำงานหลายๆ รุ่นซึ่งมีช่อง SSD ขนาดเล็ก จุดเด่นคือมีฟีเจอร์ ECC (Error Correcting Code), DRAM cache แบบ DDR3 สำหรับเรียกไฟล์ใช้งานบ่อยขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว โดย SSD ตัวนี้ใช้ 3D NAND อินเตอร์เฟส SATA III มีความเร็ว Sequential Read 560 MB/s และ Sequential Write 500 MB/s มีความทนทานการเขียนข้อมูลลงไดรฟ์ 280 TBW พร้อมรับประกันอีก 5 ปีเต็มด้วย ถ้าโน๊ตบุ๊คของใครมีช่อง M.2 SATA ขนาด M.2 2242 ก็ซื้อ SSD ตัวนี้ไปได้เลย

สเปคของ Transcend MTS430S 512GB
  • Interface : SATA III
  • Speed : Sequential Read 560 MB/s, Sequential Write 500 MB/s
  • Endurance : 280 TBW
  • Warranty : 5 ปี
  • ราคา : 2,529 บาท (Transcend Shopee Mall)
3. Samsung 980 1TB (3,999 บาท)

395ffa9c1a78294ca1a43e3f0c8563a4

 

ถ้าใครได้อ่านบทความด้านต้นแล้วทราบว่า SSD มีกี่แบบและอยากได้ M.2 NVMe SSD อินเตอร์เฟส PCIe 3.0 x4 เอาไว้ใส่พีซีของเรา ก็แนะนำ Samsung 980 1TB รุ่นนี้เช่นกัน แม้จะไม่มี DRAM Cache ติดตั้งมาแต่ก็ยังรับส่งข้อมูลได้เร็ว มีแผ่นระบายความร้อนทำจากนิกเกิ้ลติดตั้งไว้ตรงคอนโทรลเลอร์เพื่อระบายความร้อนและยังใช้ซอฟท์แวร์ Samsung Magician สำหรับอัพเดทเฟิร์มแวร์และ Optimize ความเร็วรับส่งข้อมูลของ SSD ตัวนี้ได้ด้วย

สเปค Samsung 980 ใช้ Samsung V-NAND 3-bit MLC คุมด้วยคอนโทรลเลอร์ Samsung Pablo ใช้อินเตอร์เฟส PCIe 3.0 x4 มีความเร็ว Sequential Read 3,500 MB/s และ Sequential Write 3,000 MB/s มีความทนทานการเขียนข้อมูลลงไดรฟ์ 600 TBW และรับประกันนาน 5 ปีด้วย ซึ่งถ้าใครมองข้าม Samsung 980 ตัวนี้ก็อยากบอกว่าตัวนี้เป็น SSD ตัวคุ้มค่าน่าใช้รุ่นหนึ่งเลย

สเปคของ Samsung 980 1TB
  • Interface : PCIe 3.0 x4
  • Speed : Sequential Read 3,500 MB/s, Sequential Write 3,000 MB/s
  • Endurance : 600 TBW
  • Warranty : 5 ปี
  • ราคา : 3,999 บาท (LEGEND Thailand Shopee Mall)
4. WD Black SN770 1TB (3,790 บาท)

3b8f5c2438dd657eeed9e51a27d15092

เมื่อรู้แล้วว่า SSD มีกี่แบบและอยากได้ M.2 NVMe PCIe 4.0 x4 สเปคดีราคาไม่แรงเอาไปติดตั้งเกมมิ่งพีซีหรือโน๊ตบุ๊คของตัวเองก็มี WD Black SN770 1TB เป็นตัวเลือกสุดคุ้มที่มีรีวิวจากทางเว็บไซต์ให้อ่านด้วย และแม้จะเป็นตระกูล WD_Black แต่ทางผู้ผลิตก็เคลมว่า NVMe ตัวนี้ประหยัดแบตเตอรี่กว่า SSD ของ WD รุ่นก่อนถึง 20% ด้านสเปคของ SSD นี้ใช้อินเตอร์เฟส PCIe 4.0 x4 มีความเร็ว Sequential Read 5,150 MB/s และ Sequential Write 4,900 MB/s มีความทนทานต่อการเขียนข้อมูลลงไดรฟ์ 600 TBW มีประกันการใช้งานนาน 5 ปี หากใครอยากใช้ SSD ความเร็วสูงราคาไม่แพงก็ซื้อ SN770 นี้ไปติดตั้งในพีซีของตัวเองได้เลย

สเปคของ WD Black SN770 1TB
  • Interface : PCIe 4.0 x4
  • Speed : Sequential Read 5,150 MB/s, Sequential Write 4,900 MB/s
  • Endurance : 600 TBW
  • Warranty : 5 ปี
  • ราคา : 3,790 บาท (Lekcompiwshop Shopee)
5. Kingston FURY Renegade 1TB (6,190 บาท)

1c074aa9dbb2e79601fce04d40ac665d

รุ่นสุดท้ายที่ผู้เขียนแนะนำ คือ Kingston FURY Renegade 1TB ตัวนี้ที่นอกจากจะใช้ 3D TLC NAND ได้ความทนทานและแผ่นลาย FURY Renegade บนตัว SSD ก็เป็นแผ่นอลูมิเนียมกราฟีนสำหรับระบายความร้อนให้ชิป NAND ได้อย่างรวดเร็ว จะเอาไปใส่ในเกมมิ่งพีซีหรือ PlayStation 5 ก็ได้ทั้งคู่ รับส่งข้อมูลผ่านทางอินเตอร์เฟส PCIe 4.0 x4 คุมด้วยคอนโทรลเลอร์ Phison E18 มีความเร็ว Sequential Read 7,300 MB/s และ Sequential Write 6,000 MB/s มีความทนทานต่อการเขียนข้อมูลลงไดรฟ์ 1,000 TBW และได้การรับประกันนาน 5 ปีทีเดียว จัดเป็นตัวเด็ดเทพที่ไม่ควรมองข้ามหากอยากอัพเกรด PlayStation 5 หรือพีซีให้เร็วแรงที่สุด

สเปคของ Kingston FURY Renegade 1TB
  • Interface : PCIe 4.0 x4
  • Speed : Sequential Read 7,300 MB/s, Sequential Write 6,000 MB/s
  • Endurance : 1,000 TBW
  • Warranty : 5 ปี
  • ราคา : 6,190 บาท (JB_Justbuy Shopee)

สเปคโดยสรุปสำหรับ SSD 5 รุ่นเด็ดน่าโดน

SSD มีกี่แบบก็เลือก 5 รุ่นนี้ได้เลย Capacity

Interface

Speed Endurance

Warranty

ราคา
(บาท)
WD Blue SATA III SSD SATA III

1TB

Sequential Read 560 MB/s

Sequential Write 530 MB/s

400 TBW

3 ปี

2,999
Transcend MTS430S SATA III

512GB

Sequential Read 560 MB/s

Sequential Write 500 MB/s

280 TBW

5 ปี

2,529
Samsung 980 PCIe 3.0 x4

1TB

Sequential Read 3,500 MB/s

Sequential Write 3,000 MB/s

600 TBW

5 ปี

3,999
WD Black SN770 PCIe 4.0 x4

1TB

Sequential Read 5,150 MB/s

Sequential Write 4,900 MB/s

600 TBW

5 ปี

3,790
Kingston FURY Renegade PCIe 4.0 x4

1TB

Sequential Read 7,300 MB/s

Sequential Write 6,000 MB/s

1,000 TBW

5 ปี

6,190

jeshoots com sMKUYIasyDM unsplash 1

พอทราบแล้วว่า SSD มีกี่แบบและเหมาะจะใช้งานอะไรบ้าง ผู้เขียนก็อยากเชียร์ให้ผู้อ่านหันมาใช้ SSD เป็นไดรฟ์หลักเพื่อติดตั้งเกมและโปรแกรมทำงานแล้วใช้ฮาร์ดดิสก์แบบเดิมไว้แบ็คอัพเก็บงานจะดีกว่า เนื่องจากโปรแกรมต่างๆ ในปัจจุบันนี้มีขนาดใหญ่และมีไฟล์ในตัวต้องโหลดอีกมาก หากใครฮาร์ดดิสก์ตามเดิมก็คงจะเสียเวลาโหลดนานอย่างแน่นอน ถ้าใช้ SSD นอกจากจะเร็วทันใจยังประหยัดเวลาไปได้อีกมาก หากพีซีของผู้อ่านมีไดรฟ์สำหรับติดตั้ง SSD ประเภทใดประเภทหนึ่งได้ก็อยากให้ย้ายมาใช้งานเลย แล้วจะชื่นชอบความเร็วทันใจของฮาร์ดไดรฟ์ประเภทนี้อย่างแน่นอน


บทความที่เกี่ยวข้อง

Share image Edit Name 3icloud 1

vga cover

comcase cover

from:https://notebookspec.com/web/663993-5-types-of-ssd-and-how-to-choose

Pegasus สปายแวร์สุดโหดที่ผู้ใช้ควรระวัง

Pegasus สปายแวร์ในรูปแบบโทรจันที่กำลังถูกพูดถึงมากขึ้นในไทยตอนนี้มีที่มาจากไหน เป้าหมายในการโจมตีเป็นใครและผู้ใช้ทั่วไปจะป้องกันตัวเองได้ด้วยวิธีไหนบ้าง วันนี้เราจะไขข้อข้องใจกัน

Pegasus Spyware
Pegasus Spyware

ในช่วงนี้มีข้อมูลหนึ่งที่ถูกพูดถึงในไทยมากขึ้นอย่างสปายแวร์ที่มีชื่อว่า Pegasus โดยถึงแม้ว่าจะเป็นการพูดถึงในส่วนของวงการการเมือง แต่อันที่จริงแล้วนั้นเจ้าสปายแวร์ Pegasus นั้นสามารถที่จะถูกนำมาใช้งานได้จากผู้ประสงค์ร้ายทั้งหมด ดังนั้นถึงแม้ว่าจะเป็นผู้ใช้ทั่วไปอย่างเราๆ ท่านๆ เองนั้นก็ควรเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรู้จักเพื่อป้องกันตัวเองจากสปายแวร์ในรูปแบบนี้ให้ดีก่อน ดังนั้นในวันนี้ทาง NotebookSpec จึงอยากขอแนะนำให้ทุกท่านได้รู้จักกับเจ้าสปายแวร์ตัวนี้กัน จะน่ากลัวมากน้อยแค่ไหนและจะต้องป้องกันอย่างไรนั้นไปติดตามกันได้เลย



ต้นกำเนิดของสปายแวร์ Pegasus

What is Pegasus Spyware and How It Works

ก่อนที่จะพูดถึงเจ้า Pegasus นั้นต้องขออธิบายเรื่องของสปายแวร์ก่อน สปายแวร์นั้นเป็นส่วนแตกแยกมาจากไวรัสคอมพิวเตอร์ในอดีตโดยมีจุดประสงค์หรือเป้าหมายของมันเองชัดเจนมากๆ นั่นก็คือการขโมยข้อมูลส่วนตัวของผู้ถูกสปายแวร์นั้นๆ กลับไปให้ผู้ใช้สปายแวร์เพื่อนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้งานตามที่ผู้ประสงค์ร้ายต้องการ ในปัจจุบันนั้นเราสามารถที่จะแบ่งสปายแวร์ออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้

Advertisementavw
  1. แอดแวร์หรือซอฟต์แวร์โฆษณา สปายแวร์แบบรูปแบบนี้ถูกพบมากตั้งแต่ในอดีตจนกระทั่งในปัจจุบันนั้นก็ยังพบได้อยู่ โดยพฤติกรรมของมันนั้นมักจะเป็นการเรียกเอาโฆษณาต่างๆ ขึ้นมาโฆษณาบนเบราว์เซอร์หรือระบบปฏิบัติการของคุณ แอดแวร์นั้นส่วนมากจะสร้างความรำคาญให้กับผู้ถูกแอดแวร์จู่โจมมากกว่า ทว่าในช่วงปี 2005 – 2008 ที่ผ่านมานั้นในต่างประเทศได้มีการระบุรูปแบบการโฆษณาผ่านเบราว์เซอร์และแอดแวร์ให้มีความแตกต่างชัดเจนมากขึ้นจนทำให้บริษัทผู้สร้างโปรแกรมในลักษณะคล้ายๆ แอดแวร์ถูกปิดกิจการลงไป ทำให้ในปัจจุบันนั้นแอดแวร์ถูกแยกออกมาจากการโฆษณาบนเบราว์เซอร์อย่างชัดเจน
  2. คุกกี้สุดยอดสปายแวร์ที่เชื่อเถอะว่าทุกคนจะต้องเคยเห็นแล้ว(และเกือบจะทุกครั้งที่เข้าเว็บไซต์) ซึ่งในปัจจุบันนี้เองนั้นในวงการด้านความปลอดภัยทางด้านคอมพิวเตอร์ยังเถียงกันอยู่เลยว่าสรุปแล้วเจ้าคุกกี้นี้ควรจะถูกจัดอยู่ในกลุ่มไหนกันแน่ แต่โดยปกติแล้วนั้น ณ ปัจจุบัน “คุกกี้” ยังถูกจัดว่าเป็นสปายแวร์ที่เป็นมิตรอยู่เพราะคุณจะต้องกดอนุญาตทุกครั้งก่อนที่จะให้คุกกี้ของเว็บไซต์ต่างๆ นั้นทำงานได้และการทำงานของคุกกี้นั้นยังมีจุดประสงค์ชัดเจนที่ถูกบังคับให้ต้องแจ้งกับผู้ใช้งานก่อนทุกครั้ง
  3. โทรจัน(ม้าไม้โทรจัน) หรือ Trojans เป็นคำย่อที่มาจากคำว่า Remote Access Trojans (RAT) ซึ่งลักษณะการทำงานนั้นคือมันจะทำการติดตั้งตัวเองลงบนเครื่องของคุณด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่ง(ตามแต่ผู้เขียนโทรจันเป็นผู้กำหนด) เมื่อติดตั้งแล้วผู้ที่ใช้เจ้าโทรจันนั้นๆ จะสามารถควบคุมอุปกรณ์ของคุณได้ทันที โดยมันอาจจะอยู่นิ่งๆ แล้วทำแค่การส่งข้อมูลการใช้งานของคุณไปยังผู้ไม่ประสงค์ดีหรือบางทีมันก็อาจจะเข้าควบคุมอุปกรณ์ของคุณทั้งหมดจนถึงขึ้นทำให้คุณไม่สามารถใช้อุปกรณ์นั้นๆ ได้อีกต่อไปเลยก็ได้
  4. ระบบเฝ้าระวังหรือ monitoring systems เป็นสปายแวร์ที่จะแอบอยู่บนอุปกรณ์ของคุณแบบเงียบๆ แต่มันจะคอยจับตาดูการใช้งานทุกอย่างของคุณอยู่ลักษณะรูปแบบการทำงานจะคล้ายๆ กับโทรจันแต่ว่ามีความแตกต่างตรงที่ระบบเฝ้าระวังนั้นจะคอยจับการทำงานอุปกรณ์นำเข้าข้อมูลของคุณอย่างเช่นคีย์บอร์ดหรือเมาส์ว่ามีการพิมพ์อะไรใช้งานอะไร คลิกอะไรรูปแบบไหนแล้วส่งกลับไปยังผู้ไม่ประสงค์ดีที่เป็นคนติดตั้งเจ้าระบบเฝ้าระวังนี้เอาไว้บนอุปกรณ์ของคุณ

จากรูปแบบใหญ่ๆ ของสปายแวร์ทั้ง 4 แบบนั้นเอาจริงๆ แล้วมันก็ถือว่าน่ากลัวทั้งหมดหากเราคิดว่ามีใครมาคอยติดตามการใช้ชีวิตประจำวันของคุณ แต่ที่น่ากลัวที่สุดคงหนีไม่พ้นสปายแวร์กลุ่มโทรจันเนื่องจากมันมีเป้าหมายที่จะจ้องข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้โดยเฉพาะ ซึ่งเจ้า Pegasus นั้นก็ถือว่าเป็นโทรจันรูปแบบหนึ่งที่เริ่มมีการใช้งานอย่างกว้างขวางมากขึ้นในปัจจุบันนี้

90948166 f5f1 11eb 843a 9ca6d02d85b2 1628507213700 1628507229850

Pegasus นั้นมีต้นกำเนิดมาจากบริษัทรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ของประเทศอิสราเอลที่มีชื่อว่า NSO Group ซึ่งตามข้อมูลนั้นพบว่า NSO Group เริ่มมีการพัฒนาอย่างจริงจังตั้งแต่ในปี 2011 ที่ผ่านมาแถมที่สำคัญแล้วนั้น NSO Group ยังโพสไว้ด้วยว่าเจ้า Pegasus นั้นถูกรับรองการพัฒนาอย่างถูกต้องด้วยรัฐบาลในตอนนั้นโดยจุดประสงค์ของการพัฒนานั้นก็เพื่อเอา Pegasus ไว้ให้รัฐบาลช่วยด้านสงครามไซเบอร์และเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ อีกทั้งยังเอาไว้สำหรับการสืบข้อมูลบนระบบไซเบอร์โดยการออกแบบเจ้า Pegasus นั้นได้ถูกพิจารณาในเรื่องของด้านสิทธิมนุษยชนแล้ว

ในการถูกใช้งานจริงๆ นั้น Pegasus ถูกค้นพบว่าได้นำมาใช้งานเป็นครั้งแรกในเดือนสิงหาคมปี 2016 ซึ่งตามรายงานระบุว่าผู้ที่ถูกเจ้า Pegasus เล่นงานจริงๆ เป็นรายแรกคือนักปกป้องสิทธิมนุษยชนชาวอาหรับนาม Ahmed Mansoor โดย ณ ตอนนั้นที่เขาถูกโจมตีก็เนื่องมาจากว่าได้รับข้อความที่มีการระบุเอาไว้ว่า “เป็นความลับ” แล้วเอาให้เขาคลิกลิงค์ไปแห่งหนึ่งซึ่งลิงค์ดังกล่าวนั้นได้ถูกทาง Citizen Lab ของมหาวิทยาลัยโตรอนโตตรวจสอบแล้วว่าในลิงค์ดังกล่าวนั้นเมื่อกดเข้าไปมันจะทำการเจลเบรคเครื่อง iPhone และติดตั้งเจ้า Pegasus เอาไว้บนเครื่อง

ทีนี้เมื่อถามว่าเพียงแค่คลิกลิงค์แล้วทำไมถึงเจลเบรคเครื่องได้ ทาง Citizen Lab ของมหาวิทยาลัยโตรอนโตได้บอกเอาไว้ว่าจากการตรวจสอบบนลิงค์นั้นพบว่ามันจะใช้ช่องโหว่ที่เรียกว่า zero-day ของระบบ iOS หรือให้เข้าใจง่ายๆ เลยก็คือช่องโหว่ที่ยังไม่เคยถูกพบของระบบ iOS ในการทำการเจลเบรคตัวเครื่อง สาเหตุที่รู้ว่าเจ้าสปายแวร์ตัวนี้คือเจ้า Pegasus นั้นก็เนื่องจากการตรวจสอบทั้งหมดของทาง Citizen Lab ของมหาวิทยาลัยโตรอนโตพบว่าบนโค๊ดของสปายแวร์ในลิงค์ดังกล่าวนั้นมีส่วนหนึ่งของโค๊ดที่ไปเหมือนกับผลิตภัณฑ์ของทาง NSO Group ที่มีชื่อว่า Pegasus อยู่ ดังนั้นเจ้าสิ่งนี้จึงถูกเรียกว่า Pegasus ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา(ข้อมูลผลิตภัณฑ์ของ NSO Group ที่ถูกนำมาเทียบนี้เป็นข้อมูลที่หลุดออกมาไม่ใช่ข้อมูลที่ทาง NSO Group เผยออกมาเอง)

สาเหตุที่ Pegasus ถูกระบุว่าเป็นโทรจันประเภทหนึ่งก็มาจากการที่ทาง Citizen Lab ของมหาวิทยาลัยโตรอนโตได้ตรวจสอบแล้วพบว่าในโค๊ดบนลิงค์นั้นมีการส่งข้อมูลบางอย่างของผู้ใช้ซึ่ง ณ ตอนนั้นมีการระบุเอาไว้ว่าเป็นข้อมูลการสื่อสารทั้งหมดบนเครื่อง iPhone ของคุณ Ahmed Mansoor และยังรวบรวมข้อมูลรหัส Wi-Fi ที่คุณ Ahmed Mansoor เคยเข้าทั้งหมดส่งกลับไปที่ผู้ไม่หวังดีที่เป็นคนส่งสปายแวร์ Pegasus มา

อย่างไรก็ตามเมื่อทาง Citizen Lab ของมหาวิทยาลัยโตรอนโตสืบย้อนกลับไปพบว่าสปายแวร์ Pegasus นั้นถูกเคยนำมาใช้ปฏิบัติการจริงก่อนแล้วช่วงปี 2013 โดยสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์(สืบจากรูปแบบโค๊ดของเจ้า Pegasus) ซึ่งผู้ที่ใช้เจ้า Pegasus นั้นก็เป็นคนในเครือรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันความปลอดภัยของรัฐนั่นเอง


วิธีการทำงานของ Pegasus และพื้นที่ที่ถูกพบว่าใช้งาน

hacker activity concept 23 2148543435

ตามข้อมูลด้านต้นนั้นท่านจะเห็นได้ว่า Pegasus มีวิธีการทำงานดังต่อไปนี้

  1. หลอกเข้าลิงค์เพื่อที่จะเจาะระบบของเป้าหมาย
  2. ทำการเจาะระบบที่เป้าหมายใช้งานอยู่
  3. ทำงานเหมือนโทรจันคือเจาะระบบและส่งข้อมูลที่เกี่ยวข้อกับการติดต่อสื่อสารทั้งหมดกลับไปยังผู้ที่ทำการฝัง Pegasus ไว้
  4. สามารถทำการเปิดกล้องและไมโครโฟนของเป้าหมายได้ตลอดเวลาโดยที่เป้าหมายไม่รู้ตัวโดยจะสามารถบันทึกไว้ในเครื่องก่อนแล้วส่งไปยังผู้ไม่ประสงค์ดีเมื่อมีการเชื่อมต่อกับเครือข่ายได้(โดยที่ผู้ใช้ไม่สามารถที่จะหาไฟล์ดังกล่าวนั้นเจอด้วยวิธีการปกติ)

อย่างไรก็ตามแต่แล้วนั้นในช่วงเวลาที่เจ้า Pegasus ถูกระบุว่าโดนใช้งานส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับนักข่าว, นักสิทธิและผู้เคลื่อนไหวทางด้านการเมืองของประเทศในโซนอาหรับซะเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งแน่นอนว่าพวกเขาเหล่านี้นั้นไม่พอใจเท่าไรนักจึงเกิดการฟ้องร้องกันขนานใหญ่ลุกลามไปในหลายพื้นที่ ซึ่งเป้าหมายหลักที่กลายเป็นผู้โดนฟ้องนั้นก็คือบริษัท NSO Group จนทาง NSO Group ต้องมาปกป้องตัวเองด้วยการทำให้ตัวเองเปลี่ยนจากผู้ที่จะถูกฟ้องเป็นพยานที่ช่วยในเรื่องของการสืบสวนแทน

เอาเป็นว่าเรื่องดังกล่าวก็ต้องให้ศาลที่รับฟ้องร้องพิสูจน์กันต่อไปแต่เรามาดูกันที่เจ้าตัวหลักที่น่ากลัวอย่าง Pegasus ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นโทรจันซึ่งเป็นโค๊ดโปรแกรมชนิดหนึ่งแล้วนั้นมันย่อมมากับความน่ากลัวอันหาที่สุดไม่ได้นั่นก็คือการถูกพัฒนาเพิ่มเติมโดยจากตอนต้นที่มันถูกพัฒนามาเพื่อเจลเบลค iOS 7 ณ ตอนที่ถูกค้นพบ ทว่าในปัจจุบันนั้นพบว่ามันได้ถูกพัฒนาให้หาช่องโหว่แบบ zero-day ของระบบปฏิบัติการณ์อื่นๆ อย่าง Android, Windows และ macOS ได้แล้ว นอกไปจากนั้นมันยังได้ถูกพัฒนาให้สามารถที่จะค้นหา zero-day ของแอปพลิเคชันสำหรับการติดต่อสื่อสารอย่าง iMessage, Gmail, Viber, Facebook, WhatsApp, Telegram และ Skype ได้อีกด้วย

ตามข้อมูลระบุเอาไว้ว่าเจ้า Pegasus นี้ไม่เพียงจะทำการเจาะระบบของคุณเองผ่านทางช่องโหว่ zero-day เท่านั้น ทว่ามันยังถูกพัฒนาให้แจ้งเตือนผู้ใช้แบบเนียนๆ เพื่อเปิดช่องทางการเข้าถึงข้อมูลโดยผู้ใช้กดเองได้อีกต่างหากหากว่าช่องโหว่ zero-day ที่เจ้า Pegasus ใช้งานนั้นถูกผู้พัฒนาค้นพบและออกอัปเดทป้องกันความปลอดภัยดังกล่าวไปแล้ว(ที่สำคัญมันยังถูกพัฒนาให้มีความสามารถในการติดตั้งบนเครื่องผู้ใช้ได้เพียงแค่มีการโทรเข้าหาเครื่องดังกล่าวเท่านั้น จะรับหรือไม่รับมันก็สามารถที่จะติดตั้งได้ด้วยเช่นเดียวกัน)

สำหรับประเทศที่มีการเผยออกมาอย่างเป็นทางการแล้วว่ามีผู้ถูกเจ้า Pegasus จู่โจมอย่างแน่นอนจะมีรายชื่อดังต่อไปนี้(เรียงตามตัวอีกษร)

  1. Armenia
  2. Azerbaijan
  3. Bahrain
  4. Djibouti
  5. Egypt
  6. El Salvador
  7. Estonia
  8. Finland
  9. France
  10. Germany
  11. Hungary
  12. India
  13. Iraq
  14. Israel
  15. Jordan
  16. Kazakhstan
  17. Mexico
  18. Morocco
  19. Netherlands
  20. Panama
  21. Palestine
  22. Poland
  23. Rwanda
  24. Saudi Arabia
  25. South Africa
  26. Spain
  27. Thailand
  28. Togo
  29. Uganda
  30. Ukraine
  31. United Arab Emirates
  32. United Kingdom
  33. United States
  34. Yemen

ทั้งนี้ถึงแม้ว่าประเทศทั้ง 34 ประเทศดังกล่าวนี้จะมีรายงานว่ามีผู้ถูกเจ้า Pegasus เล่นงานแล้วนั้น ทว่าทางรัฐบาลต่างๆ ของประเทศเหล่านี้ก็ยังคงปฏิเสธเรื่องการใช้งาน Pegasus ฝนการเล่นงานผู้ที่กล่าวหา โดย ณ ปัจจุบันนี้มีการฟ้องร้องกันมากขึ้นในหลายๆ ประเทศนำโดยนักสิทธิมนุษยชน, นักข่าวและองค์กรที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชนในแต่ละประเทศนั้นๆ 

นอกไปจากนั้นแล้วยังไม่การฟ้องร้องใหญ่ๆ ที่เกิดขึ้นจากเจ้าของแอปพลิเคชันที่ถูกเกล่าหาว่าเป็นช่องทางในการติดตั้งเจ้า Pegasus เองอย่าง Meta ผู้เป็นเจ้าของแอปพลิเคชันการติดต่อสื่อสารชื่อดังอย่าง WhatsApp ในปี 2019 ที่ทำการฟ้องร้องบริษัท NSO Group โดยตรง(แต่อย่างที่บอกว่าทาง NSO Group เองก็ฉลาดคือในหลายๆ การฟ้องร้องก็ได้มีความพยายามในการนำตัวเองจากผู้ที่โดนฟ้องไปเป็นพยานที่ช่วยในการสืบสวนแทน)


การป้องกัน Pegasus

blog your security questions answered

หากท่านติดตามอ่านมาจนถึงตรงนี้จะเห็นได้ว่าเจ้า Pegasus ส่วนใหญ่จะถูกใช้งานโดยรัฐบาลของประเทศต่อเป้าหมายที่ส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวเนื่องกับความมั่นคงของประเทศนั้นๆ ทว่ามันก็ไม่ได้หมายความว่าตัวของท่านที่เป็นผู้ใช้ทั่วไปจะไม่ถูกเจ้า Pegasus เล่นงานเอาได้(และไม่แน่ว่าอุปกรณ์ของคุณอาจจะมีเจ้า Pegasus ติดตั้งอยู่แล้วโดยที่คุณไม่รู้ตัวด้วยซ้ำไป)

ทว่าจากวิธีการที่เจ้า Pegasus จะเล่นงานเราได้นั้นมันมีคีย์เวิร์ดหนึ่งที่เราได้รู้นั่นก็คือ zero-day attack หรือการโจมตีผ่านทางช่องโหว่ที่ยังไม่เคยถูกค้นพบซึ่งช่องโหว่ดังกล่าวนี้นั้นหลังจากที่เจ้า Pegasus เริ่มมีชื่อเสียงออกมาทางบริษัทใหญ่ๆ ที่เป็นเจ้าของระบบปฏิบัติการณ์และเจ้าของแอปพลิเคชันการติดต่อสื่อสารก็ได้ทำงานร่วมกันมากขึ้นในการค้นหาช่องโหว่ zero-day ให้ได้ก่อนที่ผู้ไม่ประสงค์ดีจะค้นพบอย่างเช่น Apple เองก็มีการเปิด Apple’s bug-bounty program ให้บรรดานักพัฒนาช่วยกันหาช่องโหว่ของระบบโดยช่องโหว่ที่เป็นจุดสำคัญและหาพบยากๆ นั้นสามารถที่จะทำเงินจาก Apple ได้มากถึง $200,000 เลยทีเดียว(แต่เอาเข้าจริงๆ ก็ถือว่าเป็นเงินที่น้อยนิดหากพิจารณาจากงบการเงินที่ทาง Apple ใช้ในการซื้อโค๊ดช่องโหว่ของระบบปฏิบัติการณ์ของตัวเองจากตลาดมืด) 

เมื่อทางผู้พัฒนาต้นพบช่องโหว่ของแอปพลิเคชันตัวเองหรือระบบปฏิบัติการณ์ของตัวเองแล้วนั้น โดยทั่วไปหากเป็นช่องโหว่ที่มีความสำคัญมากๆ ก็จะมีการปล่อยอัปเดทความปลอดภัยของแอปพลิเคชันออกมาอย่างรวดเร็ว

ดังนั้นวิธีที่เราๆ ท่านๆ จะสามารถระวังเจ้า Pegasus ได้ดีที่สุดนั่นก็คือการหมั่นอัปเดทแอปพลิเคชันและระบบปฏิบัติการณ์ของอุปกรณ์ที่ใช้งานอยู่เป็นประจำ ไม่คลิกเข้าลิงค์ที่ส่งมาจากบุคคลที่ไม่รู้จักหรือเบอร์แปลกๆ ไม่ว่าจะเป็นข้อความปกติหรือข้อความที่ถูกส่งผ่านมาทางแอปพลิเคชันติดต่อสื่อสารต่างๆ นอกไปจากนั้นการเปิดการเข้าสู่ระบบแบบ 2 ช่องทางหรือ two-factor authentication ก็ยังเป็นอีกวิธีการหนึ่งที่สามารถจะช่วยให้คุณปลอดภัยได้มากขึ้น

แต่ก็อย่างที่บอกว่าด้วยการที่เจ้า Pegasus ใช้ช่อง zero-day ทำให้การป้องกันจากทางผู้ใช้เองนั้นทำได้ค่อนข้างยากเพราะเอาเข้าจริงๆ แล้วชีวิตประจำวันนี้หากจะไม่ถูกเจ้า zero-day โจมตีเลยคุณมีหนทางเดียวเท่านั้นคือกลับไปใช้ฟีเจอร์โฟนที่ไม่สามารถออนไลน์ได้แบบในอดีต หรือไม่ก็ต้องใช้ชีวิตแบบตัดโลกออนไลน์ไปกันเลยทีเดียวซึ่งนี่ถือว่าน่าจะเป็นเรื่องยากสำหรับการใช้ชีวิตในยุค 2022 นี้

สำหรับวิธีการตรวจสอบว่าอุปกรณ์ของท่านมีเจ้า Pegasus ติดตั้งอยู่แล้วไหมนั้น ในปัจจุบันมีอุปกรณ์ตรวจสอบของทาง Amnesty International ปล่อยออกมาแล้วในรูปแบบของ open-source ชื่อ MVT (Mobile Verification Toolkit) โดยการทำงานของมันนั้นจะตรวจสอบข้อมูลไฟล์บนอุปกรณ์ของท่านทั้งหมด อย่างไรก็ตามอุปกรณ์ดังกล่าวนี้นั้นยังใช้งานค่อนข้างยากอยู่แต่ทว่าหลายๆ บริษัทรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ชั้นนำก็ได้มีการตอบรับนำเอาโค๊ดดังกล่าวไปพัฒนาต่อแล้ว

ที่มา : cnet, wikipedia, bitdefender

 

from:https://notebookspec.com/web/658403-pegasus-spyware-and-citizen-surveillance

มาดูอันดับ GPU ที่แย่และดีที่สุดกันดีกว่าว่าในอดีตที่ผ่านมามีอะไรบ้าง

GPU นั้นอยู่กับผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์มาหลายยุคหลายสมัย มีทั้งดีและแย่ปะปนกันไป มาดูกันดีกว่าว่าที่ผ่านมานั้นมี GPU ไหนดีหรือแย่บ้าง คุณจะเคยใช้มาแล้วรึเปล่า จะมีอะไรบ้างนั้นไปติดตามกัน

GPU
GPU Burn

เชื่อว่าหลายๆ ท่านน่าจะพอทราบกันดีแล้วว่าสถานการณ์เหมืองคริปโตตอนนี้นั้นเป็นอย่างไร แน่นอนว่าการเริ่มปิดเหมืองแล้วนำเอากราฟิกการ์ดมาวางจำหน่ายนั้นอาจจะทำให้หลายๆ ท่านต้องตกที่นั่งลำบากเพราะโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับตลาดมือสองที่ต้องดูกันให้ดีว่ากราฟิกการ์ดที่เราจะซื้อมาใช้งานนั้นผ่านการใช้งานในเหมืองหรือไม่

เอาเป็นว่าหากมองข้ามในส่วนข้างบนไปนั้นแล้วย้อนกลับไปดูในระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมาเราจะพบว่ากราฟิกการ์ดนั้นได้มีการพัฒนามาหลายรุ่นหลายสมัย เริ่มตั้งแต่การเป็นกราฟิกชิปที่ใช้สำหรับการประมวลผลทางด้าน 3 มิติแยกต่างหากแล้วก็รวมมากันมาจนถึงปัจจุบัน เชื่อเหลือเกินว่าหลายๆ ท่านนั้นน่าจะได้ผ่านการใช้งานกราฟิกการ์ดมาหลายรุ่นแล้ว มาลองดูกันดีกว่าว่าทาง Techradar นั้นจะจัดลำดับกราฟิกการ์ดที่แย่ที่สุดและดีที่สุดได้ถูกใจท่านกันหรือไม่ ว่าแล้วก็ไปเริ่มกันเลย

Advertisementavw


อันดับกราฟิกการ์ดที่ดีที่สุดที่เคยมีมา

JWnpzLqGRdU2wsesXJP4ic 970 80

1. 3dfx Voodoo ปี 1996

SPECIFICATIONS
Clock speed
Memory
50MHz
4/6MB

เริ่มต้นกับกราฟิกการ์ดที่ปฏิวัติวงการเกมคอมพิวเตอร์ให้ก้าวเข้าสู่ยุค 3 มิติอย่างเต็มรูปแบบที่คนใช้คอมพิวเตอร์ยุค 90’s จะต้องอยากเป็นเจ้าของกันทุกคนกับ 3dfx Voodoo หรือหมอผีวูดู ที่ตัวการ์ดนั้นเป็นการ์ดที่ถูกออกแบบมารองรับการใช้งานเฉพาะกับกราฟิก 3 มิติเท่านั้นทำให้ในการใช้งานจริงผู้ใช้จะต้องมีกราฟิกการ์ดสำหรับการทำงานแบบ 2 มิติแยกอีก 1 อันอีกต่างหาก ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้นแต่เจ้า 3dfx Voodoo ก็สามารถครองใจนักเล่นเกมในสมัยนั้นได้เป็นอย่างดีเพราะกราฟิก 3 มิติที่ได้นั้นเรียกได้ว่ายกระดับแบบสุดๆ เหมือนกับเครื่องเกมคอนโซลแพงๆ ในยุคนั้น(แต่ราคาค่าตัวของ 3dfx Voodoo ก็แพงใช่ย่อย)

3dfx Voodoo นั้นรองรับความละเอียดสูงสุดที่ระดับ 800 x 600 pixels ซึ่งในสมัยนั้นถือว่าอยู่ในระดับที่มากพอแล้วที่จะทำให้การเล่นเกมเป็นไปด้วยความสนุกสนาน


PT7kpnnBaiUy2vBEveaw3X 970 80

2. Nvidia GeForce 256 ปี 1999

SPECIFICATIONS
Clock speed
Memory
120MHz
32GB DDR

มาถึงอันดับที่ 2 กับกราฟิกการ์ดรุ่นแรกที่ได้ใช้ชื่อว่า GeForce ที่ยังคงใช้งานต่อเนื่องยาวนานมามากกว่า 20 ปีกับ GeForce 256 ของทาง NVIDIA ที่จริงๆ แล้วต้องบอกเลยว่านี่ไม่ใช่กราฟิกการ์ดแรกของทาง NVIDIA เพราะก่อนหน้านั้นทาง NVIDIA ได้ส่งกราฟิกการ์ดออกมาหลายรุ่นแล้วไม่ว่าจะเป็น Riva หรือ TNT เป็นต้น 

GeForce 256 นั้นถือได้ว่าเป็นกราฟิกการ์ดที่ปฏิวัติวงการณ์กราฟิกชิปบนคอมพิวเตอร์อีกครั้งกับการเป็นกราฟิกการ์ดแรกที่รองรับ DirectX 7 อย่างเต็มรูปแบบทำให้ผู้ใช้สามารถที่จะเล่นเกมที่มาพร้อมกับ lighting effects ที่สนับสนุนบน DirectX 7 ได้อย่างเต็มรูปแบบ งานนี้บอกได้เลยว่า NVIDIA นั้นเขาไม่ได้พึ่งจะมาเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีเรื่องแสงในปัจจุบันนี้แต่ทว่าเขาทำมาแล้วก่อนหน้านี้นานมาก


qmeouNdkKZic586rkoXHYD 970 80

3. Nvidia GeForce GTX 1060 ปี 2016

SPECIFICATIONS
Clock speed 
Memory
1,506MHz
6GB GDDR5

มาถึงอันดับที่ 3 ที่เชื่อว่าผู้ใช้หลายๆ ท่านคงไม่ปฏิเสธเลยหากจะได้เห็นเจ้า Nvidia GeForce GTX 1060 นั้นเข้ามาอยู่ในลำดับกราฟิกการ์ดที่ดีที่สุดด้วย เพราะกระทั่งในปัจจุบันนี้นั้นถึงแม้ Nvidia GeForce GTX 1060 จะเปิดตัวให้เราๆ ท่านๆ ซื้อมาใช้งานได้มากกว่า 8 ปีแล้วนั้น ทว่าก็ยังคงมีคนตามหาและใช้งานเจ้า Nvidia GeForce GTX 1060 ในการเล่นเกมกันอยู่มากอยู่

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ Nvidia GeForce GTX 1060 สามารถเข้ามาสู่อันดับกราฟิกการ์ดที่ดีที่สุดได้นั้นก็คือประสิทธิภาพที่คุ้มค่าคุ้มราคากับราคาในช่วง 8xxx – 15xxx ในช่วงแรกที่ออกวางจำหน่าย ซึ่งเป็นราคาที่ผู้ใช้ระดับทั่วไปเอื้อมถึง โดยที่ประสิทธิภาพนั้นตัวการ์ดเองก็ยังสามารถรันเกมในปัจจุบันที่ความละเอียดระดับ 1080p ได้อย่างสบายๆ(แต่เกมใหม่ๆ อาจจะต้องปิดเอฟเฟคกันบ้าง)

ถึงแม้ว่า Nvidia GeForce GTX 1060 จะมีผู้สานต่อความสำเร็จแล้วอย่าง Nvidia GeForce RTX 2060 และ Nvidia GeForce RTX 3060 ทว่าก็ไม่สามารถที่จะสู้รุ่นพี่ได้ในส่วนของประสิทธิภาพต่อราคาเพราะรุ่นสานต่อนั้นราคาเปิดตัวสูงมากกว่า Nvidia GeForce GTX 1060 พอสมควรแล้วยิ่งมาเจอช่วงระยะของการขุดเหมืองที่ทำให้ราคาการ์ดจอพุ่งไปอีกนั้นเลยเป็นที่น่าเสียดายว่ารุ่นน้องของ Nvidia GeForce GTX 1060 เลยไม่ได้รับความนิยมในหมู่ผู้ใช้สำหรับการเล่นเกมไปโดยปริยาย


sWbboMRj2hKqomaNRmuja4 970 80

4. Nvidia GeForce RTX 3080 Ti ปี 2021

SPECIFICATIONS
Clock speed 
Memory
1,370MHz
12GB GDDR6X

ต่อกันที่อันดับที่ 4 กับพี่เกือบใหญ่ในปัจจุบันอย่าง Nvidia GeForce RTX 3080 Ti ที่ถึงแม้ว่าทางเจ้าของอย่าง NVIDIA เองจะเปิดตัวรุ่นใหญ่กว่าอย่าง RTX 3090 และ RTX 3090 Ti ออกมาแล้วก็ตาม ทว่า Nvidia GeForce RTX 3080 Ti นั้นดูเหมือนกับจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับผู้ที่อยากได้ของดีที่คุ้มค่าคุ้มราคาสำหรับการเล่นเกมที่ระดับ 4K แบบชิวๆ สบายๆ (ถึงแม้ว่าเอาเข้าจริงๆ ราคาของตัวการ์ด Nvidia GeForce RTX 3080 Ti จะยังคงแพงอยู่ก็ตาม) 

อีกเหตุผลหนึ่งนั้นก็คือประสิทธิภาพในการเล่นเกมที่ความละเอียดระดับ 4K ของ Nvidia GeForce RTX 3080 Ti นั้นถือว่าแรงอยู่แล้วยิ่งผู้ที่ใช้งาน Nvidia GeForce RTX 3080 Ti อยู่แล้วนั้นก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องไปอัปเกรดเป็น RTX 3090 และ RTX 3090 Ti แต่อย่างใด งานนี้ถ้าคุณมองหากราฟิกการ์ดสำหรับเล่นเกมที่ความละเอียดระดับ 4K แบบชิวๆ อยู่และมีเงินมากพอ Nvidia GeForce RTX 3080 Ti ถือว่าเป็นตัวเลือกแรกๆ เลยที่อยากจะแนะนำ


V4UzFS3xbYu5SqpR4Nit9Q 970 80

5. AMD Radeon RX 580 ปี 2017

SPECIFICATIONS
Clock speed
Memory
1,257MHz
4GB/8GB GDDR5

ปิดท้ายกันด้วยกราฟิกการ์ดของคู่แข่งกับรุ่นยอดนิยมอย่าง AMD Radeon RX 580 ที่เอาเข้าจริงๆ หากเทียบกันแบบรุ่นต่อรุ่นแล้วนั้นอาจจะสู้กับกราฟิกการ์ดของทาง NVIDIA ในช่วงเวลาเดียวกันไม่ได้ ทว่าทาง AMD เดินเกมด้วยการใช้เรื่องราคามาเป็นจุดเด่นที่เมื่อเทียบประสิทธิภาพต่อราคาแล้วนั้น AMD Radeon RX 580 ไม่เป็นสองรองใครเหมือนกัน

ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้เองนั้นทำให้ AMD Radeon RX 580 เป็นเสมือนกับจุดเริ่มต้นให้กับทาง AMD ยึดแนวทางว่ากราฟิกการ์ดที่ดีไม่จำเป็นต้องขับเฟรมเรทได้แรงๆ มากจนเวอร์เกินไปก็ได้ ขอแค่เพียงตัวการ์ดสามารถที่จะเล่นเกมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากพอในระดับที่ผู้ใช้พอใจและที่สำคัญที่สุดก็คือราคาอยู่ในระดับที่ผู้ใช้เอื้อมถึง


อันดับกราฟิกการ์ดที่แย่ที่สุดที่เคยมีมา

2KJxPHkVVmawadbwwsSMtk 970 80

1. 3dfx Voodoo 4 4500 ปี 2000

SPECIFICATIONS
Clock speed
Memory
166MHz
32 MB SDR

สำหรับกราฟิกการ์ดที่แย่ที่สุดเท่าที่เคยมีมานั้นตกเป็นของผู้เปิดวงการกราฟิกการ์ดสำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์เองอย่าง 3dfx Voodoo 4 4500 ซึ่งเป็นกราฟิกการ์ดรุ่นที่เล็กที่สุดใน 3dfx Voodoo 5 ซีรีย์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของประสิทธิภาพที่สู้คู่แข่งในสมัยนั้นอย่าง NVIDIA GeForce2MX และ ATI Radeon SDR ไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ทว่าราคาของมันนั้นสูงแบบน่าตกใจอันเนื่องมาจากการเดินเกมผิดพลาดที่ทาง 3dfx ดันไปจับมือกับ STB เพื่อผลิตกราฟิกการ์ดวางจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียว

3dfx Voodoo 4 4500 เป็นกราฟิกการ์ดรุ่นสุดท้ายที่ได้มีการออกวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการของทาง 3dfx ก่อนที่จะมีปัญหาทางด้านการเงินจนในที่สุดก็ต้องยอมขายสินทรัพย์ของตัวเองออกไปให้กับคู่แข่งอย่าง NVIDIA แล้วก็ทำการจบฉาก 3dfx หมอผีแห่งวงการกราฟิกการ์ดอย่างเป็นทางการ


4pUfEPdzBoK6EUVCVGb7pM 970 80

2. Nvidia GeForce GTX Titan Z ปี 2013

SPECIFICATIONS
Clock speed
Memory
705MHz
12GB GDDR5

มาต่อกันที่กราฟิกการ์ดที่สุดจะแพงและมีผู้ใช้ไม่มากเท่าไรนักที่ได้เป็นเจ้าของอย่าง Nvidia GeForce GTX Titan Z ที่หากมองในส่วนของการเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีอย่างการพัฒนาให้บนกราฟิกการ์ดเดียวมีชิปกราฟิกจำนวน 2 ตัวแล้วนั้น ทว่าด้วยราคาที่แสนจะแพงของ Nvidia GeForce GTX Titan Z ทำให้มันไม่เป็นที่นิยมมากเท่าไรนักสำหรับผู้ใช้ที่เน้นเรื่องการเล่นเกม(แต่ถ้าเป็นผู้ใช้ด้านงานกราฟิก 3 มิติแล้วล่ะก็ Nvidia GeForce GTX Titan Z ถือว่าเจ๋งพอตัวเลยทีเดียว)

จุดที่ทำให้ Nvidia GeForce GTX Titan Z ติดโผกราฟิกการ์ดที่แย่ที่สุดนั้นก็คือการโฆษณาของทาง NVIDIA เองที่บอกว่า Nvidia GeForce GTX Titan Z นั้นเอาไว้ใช้สำหรับการเล่นเกมมหาโหด ทว่าด้วยราคาของมันนั้นทำให้นักเล่นเกมเอื้อมถึงกันได้ไม่มาก ที่สำคัญหลังจากนั้นไม่นานทาง NVIDIA เองก็เปิดตัว GTX 780 Ti ออกมา ซึ่งเจ้า GTX 780 Ti นั้นดันมีประสิทธิภาพในการเล่นเกมดีกว่า Nvidia GeForce GTX Titan Z ซะงั้นแถมราคายังถูกกว่าด้วย ในที่สุด Nvidia GeForce GTX Titan Z ก็หายไปจากตลาดด้วยราคาสุดเวอร์ของตัวมันเอง


WaXJqA2GSnzpFn3LxvAuxc 970 80

3. AMD R9 285 ปี 2014

SPECIFICATIONS
Clock speed 
Memory
918MHz
2GB GDDR5

อันดับที่ 3 ตกเป็นของ AMD R9 285 ที่ทำลายแนวทางการผลิตชิปกราฟิกของทาง AMD ที่ว่าประสิทธิภาพต่อราคาต้องคุ้มค่าไปอย่างสิ้นเชิง ด้วยสเปคของ AMD R9 285 ที่ออกมานั้นเมื่อเทียบกับราคาตอนเปิดตัว ณ ตอนนั้นกับสิ่งที่ได้บอกได้คำเดียวว่าไม่คุ้มอย่างที่ทาง AMD เคยโฆษณาเอาไว้เลย นอกเหนือไปจากนั้นแล้ว ณ เวลานั้นทาง NVIDIA เหมือนจะจัดการปิดตลาดด้วยการออก NVIDIA GeForce GTX 970 ออกมาในระดับราคาเดียวกันกับ AMD R9 285 อีก ด้วยราคาระดับเดียวกันแต่ GeForce GTX 970 นั้นมีประสิทธิภาพสูงกว่ามากทำให้ AMD R9 285 ก็ต้องม้วนกลับไปแก้การบ้านมาใหม่อีกครั้งไปโดยปริยาย


ทั้งนี้ทั้งนั้นนี่เป็นเพียงลำดับกราฟิกการ์ดที่เป็นความเห็นของทาง Techradar เท่านั้น หากท่านมีความคิดเห็นเป็นอย่างอื่นลองเสนอกันเข้ามาดู

ที่มา : techradar

from:https://notebookspec.com/web/655106-ranked-the-best-and-worst-gpu-ever-made

NVIDIA Studio เพิ่มพลังกราฟิกการ์ด GeForce RTX ให้นักสร้างคอนเทนต์ ด้วย Studio Driver 2022

NVIDIA Studio 2022 เพิ่มประสิทธิภาพให้กราฟิกการ์ด GeForce RTX บนพีซีและโน๊ตบุ๊ค สร้างคอนเทนต์ระดับมืออาชีพ

NVIDIA Studio

หลายๆ ท่านที่ใช้งานกราฟิกการ์ดของทาง NVIDIA นั้น น่าจะได้ดาวน์โหลด Driver โดยตรงจากเว็บไซต์ของทาง NVIDIA มากกว่าที่จะโหลดจากเว็บไซต์ของผู้ผลิตกราฟิกการ์ด ด้วยเหตุผลเรื่องของความเร็วในการออกไดรเวอร์อีกทั้งยังรองรับการใช้งานทั่วไปได้ครอบคลุมทั้งหมด เมื่อเข้าไปค้นหาไดร์เวอร์จากทางเว็บไซต์ของทาง NVIDIA โดยตรงนั้น เวลาที่ตัวเว็บไซต์ทำการแสดงผลการค้นหาจะมีการแสดงผลไดร์เวอร์ที่ชื่อว่า NVIDIA Studio Driver หรือเลือกไดรเวอร์ Game Ready Driver โดยเลือกได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

ในบทความนี้เราจะมาแนะนำ NVIDIA Studio ให้ได้ทราบถึงประสิทธิภาพและเทคโนโลยีใหม่นี้ จะช่วยให้การทำงานด้าน Studio และ Content Creator ดีขึ้นได้อย่างไร พร้อมทั้งยกตัวอย่างเครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งแบบเดสก์ทอปพีซีและโน๊ตบุ๊คที่สามารถใช้งาน NVIDIA Studio ให้ได้ทราบกัน รวมถึงขั้นตอนในการอัพเดตไดร์เวอร์ เพื่อให้การใช้งานนั้นง่ายขึ้น

Advertisementavw

NVIDIA Studio


nVIDIA Studio คือ?

ในอดีตคอมพิวเตอร์พีซีเดสก์ทอปหรือโน๊ตบุ๊ต ก็จะถูกแบ่งแยกตามรูปแบบการใช้งานอย่างชัดเจน เช่น พีซีทั่วไป ใช้งานร่วมกับซอฟต์แวร์พื้นฐาน งานสำนักงาน ชีวิตประจำวันและความบันเทิง เช่น ดูหนัง เล่นเกมเป็นต้น เช่นเดียวกับโน๊ตบุ๊ค ที่มาพร้อมประสิทธิภาพในการประมวลผลพื้นฐาน และส่วนที่เป็นงานเฉพาะทาง เช่น งานสตูดิโอ ตัดต่อ เรนเดอร์กราฟิกสามมิติ ก็จะเป็นกลุ่มของเวิร์กสเตชั่น ที่มักจะมากับขุมพลังที่แรง ไม่ว่าจะเป็นซีพียูไฮเอนด์ และกราฟิกการ์ดอย่าง nVIDIA Quadro เป็นต้น รวมถึงองค์ประกอบอื่นๆ ที่ทำให้การทำงานไหลลื่น และลดเวลาในการทำงานลงไปได้มากกว่าการใช้พีซีหรือโน๊ตบุ๊คทั่วไปนั่นเอง

NVIDIA Studio
NVIDIA STUDIO DRIVER

แม้ว่าพีซีโน๊ตบุ๊คในปัจจุบัน จะมาพร้อมกับพลังในการเล่นเกมที่สูง ไม่ว่าจะเป็นซีพียู หรือ GPU ระดับไฮเอนด์อย่าง GeForce GTX หรือ RTX ซึ่งสามารถรองรับการเล่นเกม ด้วยฟีเจอร์และศักยภาพ ที่ทำให้เฟรมเรตลื่นไหลได้ดี แต่หลายคนก็ได้นำกราฟิกการ์ดเหล่านี้มาใช้ในการทำงานด้าน Content Creator ไปด้วย ไม่ว่าจะเป็น งานตัดต่อวีดีโอ กราฟิกสามมิติ หรืองานในรูปแบบของ Workstation รวมถึงสนองความต้องการในด้านของการเป็นยูทูปเบอร์หรือสตรีมเมอร์ บางคนสามารถเลือกการ์ดจอได้เพียงแบบเดียว เพราะเน้นเล่นเกมเป็นหลัก GeForce RTX ก็ดูจะเหมาะสมกว่า ส่วน NVIDIA Quadro ให้ประสิทธิภาพที่ดีในการทำงานสตูดิโอกับการสร้างสรรค์งานเหล่านี้ แต่ก็ไม่ตอบโจทย์การเล่นเกมได้เต็มที่มากนัก ด้วยสิ่งนี้ทำให้ทาง NVIDIA ได้นำเสนอทางเลือกที่เหมาะสมให้ผู้ใช้ในกลุ่มนี้ ให้สามารถใช้งานกราฟิก GPU ในกลุ่มของ GeForce RTX ในด้านของ Autodesk / Photoshop / Lightroom / Premiere Pro / OBS Studio ได้ดียิ่งขึ้น ด้วยสิ่งที่เรียกว่า NVIDIA Studio Driver


ไดร์เวอร์ของ NVIDIA

Game Ready Driver ไดรเวอร์นี้ใช้สำหรับการเล่นเกมโดยเฉพาะ ซึ่งในทุกๆ การอัพเดตนั้นทาง NVIDIA จะได้มีการอัพเดตในเรื่องของประสิทธิภาพของชิปกราฟิกกับการเล่นเกมส์ต่างๆ ออกมาให้ทันกับเกมใหม่ๆ ที่มีออกมาอย่างต่อเนื่องอยู่เป็นประจำ

NVIDIA Studio

นอกไปจากเรื่องของประสิทธิภาพแล้วนั้น บน Game Ready Driver นั้นจะมีการอัพเดตในเรื่องของข้อผิดพลาดในการแสดงผลในเกมใหม่ต่างๆ ออกมาอย่างสม่ำเสมอ แถมทุกครั้งที่ทาง NVIDIA มีการปล่อยชิปกราฟิกรุ่นใหม่ๆ ออกมาจะมีการอัปเดท Game Ready Driver ในช่วงเวลาเดียวกันกับที่มีการเปิดตัวชิปกราฟิกนั้นๆ ออกมาด้วยทุกครั้ง

Game Ready Driver นั้นจะเป็นชุดไดร์เวอร์ใหญ่ๆ ที่ภายในจะมีชุดไดร์เวอร์ย่อยสำหรับชิปกราฟิกของทาง NVIDIA อยู่ซึ่งจะประกอบไปด้วย 3 ส่วนหลักๆ ด้วยกันคือ

  • ไดร์เวอร์ของตัวชิปกราฟิกซึ่งจะเกี่ยวข้องกับการประมวลผลไปถึงการแสดงผลของตัวชิปกราฟิกนั้นๆ โดยเฉพาะ
  • ไดร์เวอร์ HD Audio Driver หรือไดร์เวอร์ในส่วนของการประมวลผลเสียงเมื่อทำการเชื่อมต่อกราฟิกการ์ดไปยังหน้าจอที่มีลำโพงติดตั้งอยู่ด้วยผ่านทางพอร์ตการเชื่อมต่อแบบ HDMI
  • ไดร์เวอร์ NVIDIA PhysX หรือไดร์เวอร์สำหรับการประมวลผลทางด้านฟิสิกส์สำหรับเกมส์ที่ถูกออกแบบมารองรับการใช้งานกับเทคโนโลยี PhysX ผลที่ได้จะทำให้การประมวลผลทางด้านฟิสิกส์ในเกมส์(ซึ่งส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับเรื่องของความสมจริงในการเคลื่อนไหวของวัตถุในเกมส์ ไปจนกระทั่งการประมวลผลทางด้าน AI ของตัวละครต่างๆ ในเกม) สมจริงมากยิ่งขึ้น เกมส์ที่รองรับเทคโนโลยี PhysX นั้นจะย้ายการประมวลผลทางด้านฟิสิกส์มาทำที่ชิปกราฟิกแทนที่การประมวลผลบนหน่วยประมวลผล(CPU) ทำให้หน่วยประมวลผลจะทำงานน้อยลงทำให้ผู้พัฒนาเกมส์สามารถที่จะโปรแกรมให้เกมส์ใช้งานหน่วยประมวลผลในการประมวลผลส่วนอื่นๆ ได้ดีกว่าเดิม

NVIDIA Studio Driver

NVIDIA Studio

มาถึงไฮไลต์ในครั้งนี้ NVIDIA Studio Driver ซึ่งเป็นไดร์เวอร์สำหรับกราฟิกการ์ดของทาง NVIDIA ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการใช้งานกราฟิกการ์ดที่ใช้ชิปกราฟิกของทาง NVIDIA ในการออกแบบทางด้าน 3 มิติโดยเฉพาะ ซึ่งจริงๆ แล้วนั้น NVIDIA Studio Driver มีมานานแล้ว ในอดีตนั้นทาง NVIDIA จะใช้ชื่อไดร์เวอร์นี้เป็นอย่างอื่นและการดาวน์โหลดบนเว็บไซต์จะแยกกับ Game Ready Driver

โดยในช่วงแรก NVIDIA Studio Driver ถูกออกแบบแยกกันกับ Game Ready Driver ทำให้ในการใช้งานทางด้านการเล่นเกมโดยตรงนั้นประสิทธิภาพในการเล่นเกมเมื่อใช้ NVIDIA Studio Driver จะต่างจาก Game Ready Driver ซึ่งทำให้ทาง NVIDIA ปรับปรุงไดร์เวอร์ให้กับผู้ใช้งานแบบยกเครื่องใหม่ให้กับ NVIDIA Studio Driver ด้วยการนำ Game Ready Driver มาเป็นฐานในการพัฒนา แล้วเพิ่มโมดูลที่รองรับการใช้งานทางด้านการออกแบบ 3 มิติเพิ่มเข้ามาทำให้ผู้ใช้งานที่ต้องทำงานทางด้านการออกแบบ 3 มิติไปด้วยและเล่นเกมไปด้วยนั้น ไม่จำเป็นต้องมีเครื่องคอมพิวเตอร์แยกกันอีกต่อไป

nVIDIA Stu 00

โดยที่ NVIDIA Studio Driver พัฒนาด้วยการใช้ Game Ready Driver เป็นหลัก ดังนั้นโมดูลปกติทั้ง 3 โมดูลบน Game Ready Driver จึงถูกนำเข้ามาใช้งานใน NVIDIA Studio Driver ด้วย นอกไปจากนั้น NVIDIA Studio Driver มีการเพิ่มโมดูลไดร์เวอร์สำหรับการออกแบบกราฟิก 3 มิติที่สำคัญเข้ามาอีกจำนวนหนึ่งโดยส่วนที่สำคัญที่สุดก็คือชุดคำสั่งการเข้าถึงการออกแบบทางด้าน 3 มิติด้วย CUDA Cores ของทาง NVIDIA นั้นเอง

ผู้ใช้ทั่วไปสามารถโหลด NVIDIA Studio Driver มาใช้งานได้ไหม? ขอให้ข้อมูลแบบนี้ว่า ในปัจจุบันนั้นสามารถที่จะทำได้แล้ว ณ ปัจจุบันนี้นั้นทาง NVIDIA ได้มีการพัฒนา NVIDIA Studio Driver โดยมีฐานมาจาก Game Ready Driver แล้ว ดังนั้นในเรื่องของการใช้งานทางด้านการเล่นเกมประสิทธิภาพที่ได้จึงไม่ค่อยมีความแตกต่างกันเท่าไรนัก ดังนั้นหากผู้ใช้ไม่ได้ต้องทำงานทางด้านการออกแบกราฟิก 3 มิติด้วย ก็ยังไม่แนะนำให้โหลด NVIDIA Studio Driver มาใช้งาน เพราะเมื่อทำการติดตั้งแล้วนั้น NVIDIA Studio Driver จะใช้พื้นที่เก็บข้อมูลมากกว่า Game Ready Driver นั่นเอง


กราฟิกชิปที่รองรับ NVIDIA Studio Driver

NVIDIA Studio Driver เวอร์ชันปัจจุบัน(ล่าสุด ณ เวลาที่เขียนบทความคือ 512.59) นั้นจะรองรับชิปกราฟิกของทาง NVIDIA ตั้งแต่สถาปัตยกรรม NVIDIA® Maxwell ขึ้นไปหรือตั้งแต่ชิปกราฟิกในซีรีย์ GeForce GTX 9xx เป็นต้นมา ซึ่งสามารถแยกชิปกราฟิกที่ NVIDIA Studio Driver รองรับเป็นส่วนของชิปกราฟิกสำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ Desktop และโน๊ตบุ๊คได้ดังต่อไปนี้

ชิปกราฟิกบนเครื่อง Desktop

สถาปัตยกรรม ชิปกราฟิกที่รองรับ
Ampere GeForce RTX 3090 Ti, GeForce RTX 3090, GeForce RTX 3080 Ti, GeForce RTX 3080, GeForce RTX 3070 Ti, GeForce RTX 3060 Ti, GeForce RTX 3070, GeForce RTX 3060, GeForce RTX 3050
Turing NVIDIA TITAN RTX, GeForce RTX 2080 Ti, GeForce RTX 2080 SUPER, GeForce RTX 2080, GeForce RTX 2070 SUPER, GeForce RTX 2070, GeForce RTX 2060 SUPER, GeForce RTX 2060, GeForce GTX 1660 SUPER, GeForce GTX 1650 SUPER, GeForce GTX 1660 Ti, GeForce GTX 1660, GeForce GTX 1650
Volta NVIDIA TITAN V
Pascal NVIDIA TITAN Xp, NVIDIA TITAN X, GeForce GTX 1080 Ti, GeForce GTX 1080, GeForce GTX 1070 Ti, GeForce GTX 1070, GeForce GTX 1060, GeForce GTX 1050 Ti, GeForce GTX 1050

ชิปกราฟิกบนโน๊ตบุ๊ค

สถาปัตยกรรม ชิปกราฟิกที่รองรับ
Ampere GeForce RTX 3080 Ti Laptop GPU, GeForce RTX 3080 Laptop GPU, GeForce RTX 3070 Ti Laptop GPU, GeForce RTX 3070 Laptop GPU, GeForce RTX 3060 Laptop GPU, GeForce RTX 3050 Ti Laptop GPU, GeForce RTX 3050 Laptop GPU, NVIDIA RTX A5500 Laptop GPU, NVIDIA RTX A5000 Laptop GPU, NVIDIA RTX A4500 Laptop GPU, NVIDIA RTX A4000 Laptop GPU, NVIDIA RTX A3000 12GB Laptop GPU, NVIDIA RTX A3000 Laptop GPU, NVIDIA RTX A2000 8GB Laptop GPU, NVIDIA RTX A2000 Laptop GPU, NVIDIA RTX A1000 Laptop GPU, NVIDIA RTX A500 Laptop GPU
Turing GeForce RTX 2080 SUPER, GeForce RTX 2080, GeForce RTX 2070 SUPER, GeForce RTX 2070, GeForce RTX 2060, GeForce RTX 2050, GeForce GTX 1660 Ti, GeForce GTX 1650 Ti, GeForce GTX 1650
NVIDIA T1200 Laptop GPU, NVIDIA T600 Laptop GPU, Quadro RTX 8000, Quadro RTX 6000, Quadro RTX 5000, Quadro RTX 4000, Quadro RTX 3000, Quadro T2000, Quadro T1000, GeForce MX450
Volta NVIDIA Quadro GV100
Pascal GeForce GTX 1080, GeForce GTX 1070, GeForce GTX 1060, GeForce GTX 1050 Ti, GeForce GTX 1050, NVIDIA Quadro GP100, NVIDIA Quadro P6000, NVIDIA Quadro P5000, NVIDIA Quadro P4000, NVIDIA Quadro P3000, NVIDIA Quadro P2000, NVIDIA Quadro P1000, NVIDIA Quadro P600, NVIDIA Quadro P400, GeForce MX350, GeForce MX330, GeForce MX250, GeForce MX230
Maxwell NVIDIA Quadro M6000, NVIDIA Quadro M5000, NVIDIA Quadro M4000, NVIDIA Quadro M2000, NVIDIA Quadro K2200, NVIDIA Quadro K1200, NVIDIA Quadro K620, NVIDIA NVS 810

ข้อกำหนดของ nVIDIA Studio Driver

กราฟิก GPU: GeForce RTX 3050, RTX A1000 or higher
ซีพียู: Intel Core i5 (H Series) latest gen, AMD Ryzen r5 (H Series) last gen, or higher
แรม: 16 GB or more
SSD: 512 GB NVMe SSDs or larger
จอแสดงผล: Factory calibrated IPS displays with wide color gamuts (available in 4K and 1440p)


ซอฟต์แวร์ที่ใช้งานคู่กับ nVIDIA Studio Driver

สำหรับซอฟต์แวร์ในการออกแบบทางด้าน 3 มิติที่ทาง NVIDIA ออกมาประกาศว่า NVIDIA Studio Driver รองรับการใช้งานอย่างเป็นทางการนั้นจะประกอบไปด้วย

  • Unreal Engine 5(หรือแอปพลิเคชันสำหรับการออกแบบทางด้าน 3 มิติที่โหลดจาก Epiuc Games Launcher ในหัวข้อ Unreal Engine Marketplace)
  • Cinema4D
  • Chaos Vantage
  • NVIDIA Omniverse Create
  • Autodesk 3ds Max

นอกไปจากนั้นแล้วแอพพลิเคชันสำหรับการออกแบบทางด้านกราฟิก 3 มิติที่ใช้งาน API อย่าง Open Computing Language (OpenCLTM software), OpenGL®, Vulkan® และ DirectX นั้น NVIDIA Studio Driver ก็จะรองรับด้วยเช่นกัน ทว่าในการรองรับนั้นอาจจะไม่เต็มที่เหมือนกับแอปพลิเคัชันที่มีรายชื่อรองรับโดยตรงจากทาง NVIDIA

NVIDIA Studio

หลายท่านอาจจจะมีคำถามต่อมาว่าหากใช้ NVIDIO Studio Driver ร่วมกับชิปกราฟิกของทาง NVIDIA เพื่อการออกแบบกราฟิก 3 มิติ ในโปรแกรมที่รองรับแล้วนั้นจะมีผลดีอย่างไร? เป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะผลในการทดสอบที่ปรากฏดีกว่าการใช้งานหน่วยประมวลผล (CPU) ในการประมวลผลภาพอย่างเห็นได้ชัด ตัวอย่างจากทาง NVIDIA เมื่อใช้ชิปกราฟิก GeForce RTX 3090 คู่กับ NVIDIA Studio Driver 512.58 ในการแรนเดอร์กราฟิก 3 มิติบนโปรแกรม Cinema4D เทียบกับการเรนเดอร์ผ่านทางกราฟิก GPU ด้วยการใช้ NVIDIA Studio Driver ใช้เวลาสั้นกว่า ผลที่ได้บน AMD Ryzen Threadripper 3990X

นอกไปจากนี้ ในส่วนของโปรแกรมที่ทาง NVIDIA ออกมาระบุว่ารองรับโดยตรงก็จะสามารถทำการเรียกใช้ฟีเจอร์เฉพาะตัวของชิปกราฟิกของทาง NVIDIA ได้ภายในการใช้ชุดคำสั่งเดียวเท่านั้น อย่างเช่นโปรแกรมออกแบบ 3 มิติที่ใช้เอนจิ้น Unreal Engine 5 ก็จะสามารถที่จะทำการแรนเดอร์ภาพกราฟิกโดยใช้เทคโนโลยี RTX-accelerated ray tracing และ NVIDIA DLSS ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเฉพาะของทาง NVIDIA เองอีกด้วย

NVIDIA Studio

พิเศษสำหรับท่านที่ใช้ชิปกราฟิกที่รองรับกับเทคโนโลยี RTX-accelerated ray tracing โดยเฉพาะแล้วนั้นจะทำให้คุณสามารถที่จะทำการประมวลการตกกระทบของแสงแบบสมจริงได้อย่างง่ายดาย ดังเช่นตัวอย่างงานของคุณ Averkin harkens ในชื่อ When We Were Kids ซึ่งถูกสร้างสรรค์ผ่านทางโปรแกรมออกแบบ 3 มิติชื่อดังอย่าง Autodesk 3ds Max ก็ได้มีการใช้งานการแรนเดอร์ทางด้านแสงผ่านทาง RTX GPU-accelerated viewport และ RTX-accelerated AI denoising ที่ดูแล้วสมจริงมากมากเลยทีเดียว

สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างส่วนหนึ่ง กับความสะดวกสบายที่คุณจะได้รับเมื่อใช้งานชิปกราฟิก NVIDIA ร่วมกับ NVIDIA Studio Driver กับโปรแกรมการออกแบบ 3 มิติที่รองรับ การแรนเดอร์กราฟิก 3 มิติไม่ต้องใช้เวลานานอีกต่อไป ด้วยกราฟิกการ์ดที่คุณใช้เล่นเกมอยู่นั่นเอง


ตัวอย่างคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานกับ nVIDIA Studio Driver

NVIDIA Studio

สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่รองรับการใช้งานคู่กับ NVIDIA Studio Driver ไม่มีความซับซ้อน ขอเพียงแค่เครื่องคอมของคุณทั้งพีซีเดสก์ทอปหรือโน๊ตบุ๊ค ใช้ชิปกราฟิกที่ NVIDIA Studio Driver รองรับเท่านี้ก็สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ทาง NVIDIA ก็ได้มีการร่วมกับผู้ผลิตเครื่องคอมพิวเตอร์แบรนด์ต่างๆ เพื่อทำการพัฒนาเครื่องคอมพิวเตอร์สำหรับการใช้งานร่วมกับ NVIDIA Studio Driver โดยตรง ซึ่งล่าสุดที่ทาง NVIDIA ประกาศรองรับการใช้งานร่วมกันอย่างเป็นทางการแล้วนั้นจะมีรายชื่อดังต่อไปนี้

ท่านใดที่ต้องทำงานทางด้านกราฟิก 3 มิติ และต้องการที่จะซื้อเครื่องโน๊ตบุ๊คเพื่อการทำงานทางด้าน 3 มิติที่รองรับเทคโนโลยีของทาง NVIDIA นั้นก็สามารถที่จะหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก nVIDIA กันได้แล้วเวลานี้

ที่มา : NVIDIA 1, NVIDIA 2

from:https://notebookspec.com/web/649267-nvidia-studio-drivers-2022

DIMENSITY 9000 VS. SNAPDRAGON 8 GEN 1 เปรียบเทียบกันแบบจัดเต็ม

Dimensity 9000 Vs. Snapdragon 8 Gen 1 ศึกสุดยอดชิปเซ็ทสำหรับสมาร์ทโฟนระบบปฎิบัติการณ์ Android จาก 2 ค่ายชื่อดังที่กำลังได้รับการจับตามองเป็นอย่างมาก มาดูกันว่าใครจะแน่กว่ากัน

DIMENSITY 9000 VS. SNAPDRAGON 8 GEN 1
MediaTek Dimensity 9000 VS. Qualcomm Snapdragon 8 GEN 1

Dimensity 9000 Vs. Snapdragon 8 Gen 1 ชิปเซ็ทเรือธงจาก 2 ค่ายชื่อดังที่ในช่วงนี้นั้นทางผู้ผลิตสมาร์ทโฟนเริ่มที่จะมีการเปิดตัวและวางจำหน่ายสมาร์ทโฟนที่มาพร้อมกับชิปเซ็ทระดับบนรุ่นใหม่ล่าสุดจาก 2 ค่ายดังทั้ง MediaTek และ Qualcomm ซึ่งเชื่อเหลือเกินว่าหลายๆ ท่านนั้นจะมีคำถามว่าระหว่างสมาร์ทโฟนที่ใช้ชิปเซ็ททั้ง 2 รุ่นนั้นจะเสียเงินซื้อสมาร์ทโฟนรุ่นที่ใช้ชิปเซ็ทใดมาใช้กันดี สิ่งหนึ่งที่หลายๆ ท่านน่าจะอยากทราบก็คือเรื่องของประสิทธิภาพของตัวชิป เรื่องของการระบายความร้อน ความสามารถในการเล่นเกม รวมไปถึงการรองรับเทคโนโลยีต่างๆ วันนี้เราได้นำเอาการทดสอบเปรียบเทียบแบบหมัดต่อหมัดมาให้ทุกท่านได้ชมกัน จะน่าสนใจมากแค่ไหนนั้นไปติดตามกัน


DIMENSITY 9000 VS. SNAPDRAGON 8 GEN 1

Advertisementavw

สเปคของตัวชิปเซ็ทโดยสังเขป

Snapdragon 8 Gen 1 Dimensity 9000
Architecture 1x 3 GHz – Cortex-X2
3x 2.5 GHz – Cortex-A710
4x 1.8 GHz – Cortex-A510
1x 3.05 GHz – Cortex-X2
3x 2.85 GHz – Cortex-A710
4x 1.8 GHz – Cortex-A510
Cores 8 8
Frequency 3000 MHz 3050 MHz
Instruction set ARMv9-A ARMv9-A
L1 cache 1024 KB
L2 cache 1 MB 3.5 MB
L3 cache 4 MB 8 MB
Process 4 nanometers 4 nanometers
GPU name Adreno 730 Mali-G710
GPU frequency 818 MHz 850 MHz
Execution units 3 10
Shading units 768
Max display resolution 3840 x 2160 2960 x 1440
Memory type 3200 MHz LPDDR5 3750 MHz LPDDR5X
Max bandwidth 51.2 Gbit/s 60 Gbit/s
Video codecs H.264, H.265, VP8, VP9 H.264, H.265, AV1, VP9
4G & 5G Yes Yes
Wi-Fi 6 6
Bluetooth 5.2 5.2
Max camera resolution 1x 200MP 1x 320MP, 3x 32MP

หากมองจากสเปคของชิปเซ็ททั้ง 2 รุ่นแล้วนั้นจะพบว่าทั้ง Snapdragon 8 Gen 1 และ Dimensity 9000 มีสเปคในหลายๆ ส่วนที่คล้ายคลึงกันมากเลยทีเดียว ส่วนที่แตกต่างที่สุดอย่างชัดเจนเลยนั้นคงหนีไม่พ้นเรื่องของชิปกราฟิกภายในที่ถูกติดตั้งบนตัวชิปซึ่ง Snapdragon 8 Gen 1 นั้นจะยังคงใช้ Adreno 730 ที่ทาง Qualcomm พัฒนาเองทำให้ในจุดนี้นั้นทาง Qualcomm ถือว่าได้เปรียบไป 1 ก้าวเพราะนั่นทำให้ผู้พัฒนาเกมต่างๆ นั้นจะยังคงสามารถที่จะใช้หลักการพัฒนกราฟิกเกมของตัวเองออกมาให้รองรับกับชิปรุ่นใหม่นี้ได้อย่างต่อเนื่อง

ส่วน Dimensity 9000 นั้นยังคงใช้ชิปกราฟิกของทาง ARM ซึ่งเป็นรุ่นใหม่อย่าง Mali-G710 ที่เป็นชิปกราฟิกระดับบนสุดมาพร้อมกับประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากหากเทียบกับชิปกราฟิก Mali ในรุ่นก่อนๆ ของทาง ARM ข้อดีของชิปกราฟิก Mali-G710 นั้นก็คือการรองรับ AV1 CODEC ที่จะเข้ามาเป็นมาตราฐานการเข้ารหัสไฟล?วีดีโอแบบใหม่ที่ให้คุณภาพของภาพที่คมชัดในขณะที่ใช้เนื้อที่ในการเก็บข้อมูลน้อยลง 

ในส่วนของสเปคอื่นๆ นั้นก็จะแตกต่างกันไม่มากเท่าไรนักไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการรองรับการเชื่อมต่อเครือข่ายที่รองรับเครือข่าย 4G, 5G ได้ทั่วทั้งโลก นอกไปจากนั้นแล้วตัวชิปโมเด็มภายในยังมาพร้อมกับ Wi-Fi 6 ส่วนที่ Dimensity 9000 จะเหนืออยู่กว่าหน่อยตรงที่รองรับ Bluetooth 5.3 ที่เป็นเวอร์ชันใหม่ล่าสุดด้วย(ทว่าอุปกรณ์ที่จะนำเอามาใช้ร่วมกันได้ประสิทธิภาพสูงสุดนั้นก็ต้องเป็นอุปกรณ์ที่รองรับ Bluetooth 5.3 ด้วยเหมือนกันเท่านั้น)


ประสิทธิภาพจากแอปทดสอบประสิทธิภาพ

การทดสอบด้วยแอปพลิเคชัน Geekbench

aaa001

สำหรับการทดสอบด้วย Geekbench นั้นจะเป็นการทดสอบในส่วนของประสิทธิภาพการทำงานของ CPU แบบเพียวๆ ซึ่งจากการทดสอบนั้นผลปรากฎว่า MediaTek Dimensity 9000 สามารถทำคะแนนนำไปได้ทั้งในส่วนของ single-core และ multi-core ซึ่งถือว่าเป็นจุดที่น่าสนใจมากเพราะจริงๆ แล้วนั้นทั้ง MediaTek Dimensity 9000 และ Qualcomm Snapdragon 8 Gen 1 นั้นต่างก็ใช้สถาปัตยกรรมของแกนการประมวลผลเหมือนกัน 

aaaa001

ทว่าสิ่งที่ทำให้ Dimensity 9000 ได้คะแนนสูงกว่า(และสูงกว่าอย่างชัดเจนในส่วนของ multi-core test) นั้นคงจะหนีไม่พ้นการใช้งาน L1 -L3 cache ขนาดใหญ่กว่าของทาง Snapdragon 8 Gen 1 ซึ่งทำให้ตัว CPU นั้นมีพื้นที่ในการเก็บข้อมูลสำหรับการประมวลผลมากกว่า Snapdragon 8 Gen 1 อันส่งผลให้ในการประมวลผลการทำงานตามชุดคำสั่งต่างๆ นั้นเป็นไปได้อย่างรวดเร็วและมากกว่า Snapdragon 8 Gen 1 นั่นเอง

www002

ยังไม่เพียงเท่านั้น จากการทดสอบประสิทธิภาพต่อการใช้พลังงานของชิปเซ็ททั้ง 2 รุ่นก็ยังคงพบว่า Dimensity 9000 นั้นสามารถที่จะทำออกมาได้ดีกว่าถึงแม้ว่าชิปเซ็ททั้ง 2 รุ่นจะใช้กระบวนการผลิตที่ระดับ 4nm เหมือนๆ กันก็ตาม งานนี้นั้นทำให้เราสามารถที่จะคากเดาผลการทดสอบในส่วนของเรื่องการใช้พลังงานของชิปเซ็ททั้ง 2 รุ่นนี้ได้กลายๆ ว่า Dimensity 9000 นั้นน่าจะประหยัดพลังงานมากกว่า Snapdragon 8 Gen 1 อย่างแน่นอนหากให้ทำงานที่เหมือนๆ กันไปพร้อมๆ กัน(จากกราฟทางด้านบนนั้นพบว่า Dimensity 9000 มีอัตราประสิทธิภาพต่อการใช้พลังงานดีกว่า Smnapdragon 8 Gen 1 อยู่ที่ราวๆ 10% – 20%)

การทดสอบด้วยแอปพลิเคชัน AnTuTu

aaaaaa001

อีกหนึ่งแอปพลิเคชันการทดสอบประสิทธิภาพที่จะเป็นการทดสอบโดยรวมทั้งหมดอย่าง AnTuTu นั้นพบว่าคะแนนรวมของ Dimensity 9000 ยังคงทำคะแนนออกมาได้ดีกว่าโดยได้ทะลุ 7 หลักไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากภาพนั้นจะเห็นได้ว่าส่วนที่ Dimensity 9000 ทำคะแนนออกมาได้ดีนั้นยังคงเป็นส่วนของประสิทธิภาพในส่วนของ CPU ทว่าหากมองมาที่ส่วนของ GPU แล้วนั้นพบว่า Dimensity 9000 ที่มาพร้อมกับ Mali-G710 นั้นจะได้คะแนนน้อยกว่า Adreno 730 ของ Snapdragon 8 Gen 1 ซึ่งในจุดนี้นั้นคงต้องบอกว่าค่อนข้างที่จะเป็นเรื่องปกติเนื่องจากว่า Adreno ของทาง Qualcomm นั้นผ่านการพัฒนาในด้านการรองรับกราฟิกต่างๆ มาเป็นอย่างดีและยาวนานมากกว่า

การทดสอบด้วยแอปพลิเคชัน GFXBench

aaaaa 1024x582 1

มาดูผลการทดสอบทางด้านกราฟิกแบบเพียวๆ กันบ้างกับ GFXBench ซึ่งจากกราฟทางด้านบนนั้นจะเห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่า Mali-G710 บน Dimensity 9000 ทำการขับเฟรมเรทออกมาได้ต่ำกว่า Adreno 730 บน Snapdragon 8 Gen 1 ในทุกๆ การทดสอบ เป็นการตกย้ำว่าในส่วนของ GPU นั้น Adreno ของทาง Qualcomm ยังคงมีประสิทธิภาพสูงสุดหากเทียบกับชิปเซ็ทสำหรับสมาร์ทโฟน Android ด้วยกันเอง


การทดสอบเล่นเกม

GENSHIN IMPACT

b 1024x459 1

แน่นอนว่าสมาร์ทโฟนที่มาพร้อมกับชิปเซ็ทระดับเรือธงนั้นคงหนีไม่พ้นการใช้งานเพื่อการเล่นเกมเป็นหลักอย่างแน่นอน และในปัจจุบันนี้นั้นสำหรับเกมที่ได้ชื่อว่ากินสเปคโหดเป็นอย่างมากคงหนีไม่พ้น GENSHIN IMPACT ซึ่งจากการทดสอบนั้นพบว่าทั้ง Snapdragon 8 Gen 1 และ Dimensity 9000 แรงมากพอที่จะเล่นเกมนี้มี่โหมดความละเอียดสูงสุด(หรือ 720p) พร้อมทั้งกับเปิดคุณภาพของภาพไปที่สูงสุดแล้วยังคงเล่นเกมที่ FPS มากกว่า 60 เฟรมได้แบบสบายๆ 

bb 1024x447 1
bbb 1024x447 1

อย่างไรก็ตามแต่แล้วนั้นในการเล่นเกม GENSHIN IMPACT นี้พบว่าภาพที่ได้จาก Snapdragon 8 Gen 1 นั้นจะมีความสวยงามของภาพมากกว่า Dimensity 9000 ถึงแม้ว่าจะเปิดคุณภาพกราฟิกไปที่สูงสุดเหมือนกัน อีกจุดหนึ่งที่ต้องจับตามองก็คือเรื่องของความนิ่งของเฟรมเรทที่พบว่า Snapdragon 8 Gen 1 นั้นสามารถที่จะทำออกมาได้ดีกว่าในขณะที่ Dimensity 9000 นั้นจะมีช่วงเฟรมเรทไม่ค่อยนิ่งมากเท่าไรนัก 

ทั้งนี้ถึงแม้ว่าจะมีปัญหาเรื่องเฟรมเรทตกกันบ้างก็ตามแต่ทั้ง Snapdragon 8 Gen 1 และ Dimensity 9000 ต่างก็สามารถที่จะทำเฟรมเรทเฉลี่ยตลอดการเล่นเกมไปได้ที่ราวๆ 57 FPS พอๆ กัน งานนี้เรียกได้ว่าลื่นไหลพอๆ กันเลยทีเดียว

Honor of Kings

bbbbb 1024x462 1
bbbbbb 1024x454 1

เปลี่ยนมาดูอีกหนึ่งเกมดังอย่าง Honor of Kings นั้นพบว่าทั้ง Snapdragon 8 Gen 1 และ Dimensity 9000 สามารถที่จะขับเฟรมเรทออกมาได้เกือบ 120 FPS ทั้งคู่ แถมในเกมนี้นั้นยังพบว่าคุณภาพของกราฟิกที่แสดงผลออกมานั้นไม่มีข้อแตกต่างใดๆ เกิดขึ้นเหมือนกับที่เคยเกิดกับเกม Genshin Impact ดังนั้นแล้วในจุดๆ นี้นั้นจึงพบว่าการที่จะให้ภาพแสดงผลออกมาได้อย่างถูกต้องเหมาะสมนั้นทางผู้พัฒนาเกมจะต้องมีการพัฒนาในส่วนของตัวเกมให้รองรับกับชิปกราฟิกที่แตกต่างกันด้วย

อุณหภูมิของตัวเครื่องขณะเล่นเกม

heat control a
Dimensity 9000
heat control
Snapdragon 8 Gen 1

และแล้วก็มาถึงจุดที่นักเล่นเกมน่าจะให้ความสนใจมากที่สุดนั่นก็คือความร้อนที่เกิดขึ้นระหว่างการเล่นเกม โดยจากการทดสอบนั้นพบว่า Dimensity 9000 นั้นจะมีอุณหภูมิต่ำกว่า Snapdragon 8 Gen 1 อยู่ที่ราวๆ 3 องศา ซึ่งจากตรงนั้นทำให้เราพบว่า Dimensity 9000 นั้นได้รับการออกแบบมาเป็นอย่างดีจนทำให้ประสิทธิภาพในการเล่นเกมนั้นไม่ส่งผลให้การใช้พลังงานของตัวเครื่องเสียไปโดยเปล่าประโยชน์อันเป็นผลให้หากสมาร์ทโฟนทั้ง 2 เครื่องมีแบตเตอรี่ความจุมี่เท่ากันแล้วนำมาใช้เล่นเกมที่แตกต่างกันแล้วนั้น เครื่องที่ใช้ Dimensity 9000 จะมีอายุการใช้งานในการเล่นเกมได้ยาวนานกว่า Snapdragon 8 Gen 1 อยู่พอสมควรเลยทีเดียว


สรุป

จากการทดสอบทั้งหมดนั้นคงไม่ต้องบอกว่าศึกในครั้งนี้นั้นคงต้องยกให้ทาง MediaTek กับ Dimensity 9000 สามารถที่จะแสดงประสิทธิภาพต่ออัตราการใช้พลังงานได้ดีกว่า Qualcomm Snapdragon 8 Gen 1 เป็นอย่างมาก จุดสำคัญเลยนั้นก็คือเรื่องของอุณหภูมิที่เกิดขึ้นขณะที่ทำการเล่นเกมที่พบว่า Snapdragon 8 Gen 1 นั้นสูงกว่า Dimensity 9000 ถึง 3 องศา

หากจะต้องเสียดายก็คือเรื่องของการรองรับชิป Dimensity 9000 ของทาง MediaTek จากนักพัฒนาแอปพลิเคชันที่อาจจะมีน้อยกว่าฝั่งของ Qualcomm ซึ่งยืนหนึ่งในเรื่องของการเป็นชิปอันดับหนึ่งของสมาร์ทโฟน Android มาหลายสมัย เรื่องนี้นั้นคงต้องให้เวลานักพัฒนาได้ทำการบ้านในการพัฒนาแออปพลิเคชันของตัวเองให้ดีมากขึ้นหากใช้งานกับชิป MediaTek อย่างไรก็ตามแต่แล้วนั้นหากพูดถึงการใช้งานทั่วไปที่ไม่เน้นการเล่นเกมแล้วล่ะก็สมาร์ทโฟนที่มาพร้อมกับชิป MediaTek ถือว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจเป็นอย่างมากในปัจจุบันเพราะมีราคาต่ำกว่าสมาร์ทโฟนที่ใช้ชิปของทาง Qualcomm อยู่พอสมควรนั่นเอง

ที่มา : gizchina

from:https://notebookspec.com/web/647888-dimensity-9000-vs-snapdragon-8-gen-1-special-review

แนะนำ Facebook Group คอมมิวนิตี้ที่น่าจับตามองในปี 2022

แนะนำและทำความรู้จัก Facebook Group คอมมิวนิตี้ที่น่าจับตามอง สำหรับยุคดิจิตอล อัพเดท 2022

Facebook Group Dell Thailand

Facebook Group หรือกลุ่มเฟสบุ๊คนั้น ถือเป็นพื้นที่สำหรับให้ผู้คนมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความสนใจ ร่วมกันกับผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นความชื่นชอบหรือความสนใจแบบไหน ไม่เว้นแม้กระทั่งสายเกมเมอร์หรือเหล่านักธุรกิจรุ่นใหม่ในยุคดิจิตอลแบบนี้ ทีมงาน NotebookSPEC จึงอยากมาแนะนำ กลุ่ม Facebook สำหรับสายเกม และคนทำธุรกิจยุคดิจิตอล โดยกลุ่ม Facebook ที่ทีมงานอยากมาแนะนำในวันนี้ก็คือ กลุ่มเฟสบุ๊คจาก Dell ที่มีขึ้นเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของธุรกิจ หรือสายเกมเมอร์ ที่ได้รับความนิยมมากขึ้นทุกวัน การมีกลุ่มให้เราได้พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจทีเดียว


กลุ่ม Alienware & Dell Gaming Academy

Dell Thailand

เริ่มต้นกันด้วยกลุ่มแรกจาก Dell ที่ทีมงานอยากมาแนะนำ นั่นก็คือ กลุ่ม Facebook ‘Alienware & Dell Gaming Academy‘ ซึ่งเป็นกลุ่มสำหรับชุมชนชาวเกมเมอร์โดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นคนที่ชอบเล่น หรือชอบดู ก็สามารถเข้าไปร่วมกลุ่มแลกเปลี่ยนประสบการณ์ รับข่าวสาร รวมไปถึงทริกส์ดีๆ ในการพัฒนาทักษะด้านเกม ฯลฯ กันได้เลย ภายในกลุ่มยังมีทั้งข่าวสาร สิทธิประโยชน์ โปรโมชั่น รวมไปถึงกิจกรรมแจกของรางวัลมากมายให้กับสมาชิกภายในกลุ่ม โดยกิจกรรมต่างๆ ที่าง Dell จัดขึ้นนั้น ก็จะเป็นการร่วมมือกับเหล่า Gaming Streamer เพื่อมามอบความสนุก รวมไปถึงสาระความรู้ดีๆ เกี่ยวกับเกมให้สมาชิกในกลุ่มได้ร่วมสนุกกันด้วย

Advertisementavw
Facebook Group Dell Thailand

กติกาการเข้ากลุ่มนั้นก็ง่ายมากๆ เพียงแค่เราเข้าไปยังกลุ่ม Facebook Alienware & Dell Gaming Academy จากนั้นก็กดขอเข้าร่วมกลุ่ม โดยเพียงแค่เราตอบคำถามง่ายๆ ว่าเป็นสายเกมเมอร์แบบไหน ชอบดูหรือชอบเล่น จากนั้นก็กดยอมรับเงื่อนไข เพียงเท่านี้ก็สามารถเข้าร่วมกลุ่มได้แล้ว

dell2

ความน่าสนใจของกลุ่ม Alienware & Dell Gaming Academy ไม่ได้มีเพียงแค่เป็นพื้นที่สำหรับการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความคิด ด้านเกมเท่านั้น ยังมีโปรโมชั่น กิจกรรมให้เราได้ร่วมสนุก และได้ลุ้นรับของรางวัลอีกด้วย รวมไปถึงเทคนิคดีๆ บทความน่าสนใจ ก็มีให้เราได้อ่านกันมากมายเลยด้วย รวมไปถึงข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ข่าวสาร และผลิตภัณฑ์จาก Dell เพื่อชาว Gamer โดยเฉพาะเลยด้วย

dell4
ตัวอย่างกิจกรมจาก Dell – Alienware & Dell Gaming Academy

กลุ่ม Dell Entrepreneur Network – DEN (Thailand)

dell5

ดูกลุ่มสายเกมเมอร์กันไปแล้ว เรามาดูกลุ่มสำหรับสายธุรกิจกันบ้าง โดยเฉพาะในโลกดิจิตอลอย่างในปัจจุบันนี้ ที่เทคโนโลยีขับเคลื่อนอย่างรวดเร็ว ทาง Dell ก็ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์ ตอบสนองกับลไฟ์สไตล์คนทำงาน ทำธุรกิจในปัจจุบันได้เป็นอย่างดีเลยด้วย สำหรับ กลุ่ม Dell Entrepreneur Network – DEN (Thailand) นั้นก็ถือเป็นคอมมิวนิตี้สำหรับเหล่านักธุรกิจ เจ้าของกิจการ ผู้ประกอบการ ทั้งธุรกิจขนาดเล็ก ไปจนถึงธุรกิจขนาดใหญ่ รวมไปถึงผู้ที่มีความสนใจ ในด้านการทำธุรกิจ ภายในกลุ่มนั้น ทำหน้าที่เป็นเสมือนพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ทุกๆ คนได้มารวมตัวกัน แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความคิด ร่วมกันขับเคลื่อนธุจกิจ รวมไปถึงเทคโนโลยีไปพร้อมๆ กัน ผ่านกิจกรรม ข่าวสาร โปรโมชั่น และบทความดีๆ จากทาง Dell และ Partner นั่นเอง

การเข้ากลุ่มนั้นก็ทำได้ง่ายมากๆ เพียงแค่เราเข้าไปที่ กลุ่ม Dell Entrepreneur Network – DEN (Thailand) กดส่งคำขอเข้าร่วมกลุ่ม เพียงเท่านี้ก็สามารถเข้าร่วมกลุ่มธุรกิจดีๆ จาก Dell ได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ถ้าถามว่าเข้าไปแล้วได้อะไร ต้องบอกเลยว่าเยอะมากๆ ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เทคนิค กิจกรรม ข่าวสาร ทั้งด้านธุรกิจและเทคโนโลยีเลย นอกจากนั้น ยังมีบทความดีๆ จากคนทำธุรกิจรุ่นใหม่ที่น่าสนใจ ซึ่งสามารถนำมาต่อยอดเป็นแรงบันดาลใจให้กับใครหลายๆ คน รวมไปถึงคอร์สเรียนออนไลน์ เสริมความรู้ เพิ่มพูนทักษะให้กับสมาชิกในกลุ่มได้เป็นอย่างดีเลยด้วย

ตัวอย่างคอร์สออนไลน์ ติวเข้มด้านธุรกิจ และเทคโนโลยี สิทธิพิเศษสุด Exclusive จาก Dell – Entrepreneur Network

dell10
ตัวอย่างคอร์สเสริมทักษะ กิจกรรมดีๆ สุด Exclusive เกี่ยวกับ ภาษาอังกฤษและพบกับเทคนิคการใช้ภาษาอังกฤษแบบ Professional
dell16
ตัวอย่างคอร์สสุดพิเศษ เรียนออนไลน์ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย แถมผู้ลงทะเบียนยังได้รับ Starbucks voucher มูลค่า 300 บาท ฟรีเลยทันที

ตัวอย่างบทความการทำธุรกิจที่น่าสนใจที่เราสามารถอ่านได้จากในกลุ่มนี้

นอกจากกิจกรรมดีๆ เสริมทักษะและสกิลด้านธุรกิจและเทคโนโลยีใหม่ๆ สุดพิเศษ แถมยังฟรี และมีสิทธิประโยชน์อีกมากมายแล้ว ภายในกลุ่มยังมีบทความดีๆ ที่บอกทั้งความรู้และเสริมทักษะให้กับงานด้านธุรกิจและเทคโนโลยีอีกด้วย

dell11

ตัวอย่างบทความ 5 ตัวช่วยดีๆ ที่จะทำให้ก้าวแรกในการทำงาน ช่วยอำนวยความสะดวกแถมยังช่วยให้งานของเราสำเร็จได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็น

  • Canva: ผู้ช่วยในการสร้างสรรค์งานกราฟฟิกต่างๆ ให้น่าดึงดูด ผ่านเครื่องมือที่ใช้งานง่าย สามารถทำได้ทั้งงาน Present, Poster, หรืองานดีไซน์อื่นๆ ได้มากมาย
  • Wix: เครื่องมือสำหรับสร้างสรรค์งานเว็บไซต์ ผ่าน Template จากทางตัวเว็บ ที่แม้แต่ผู้ไม่มีความรู้ด้านงานเขียนเว็บไซต์ก็สามารถทำได้สบายๆ
  • Buffer: แพลตฟอร์มสำหรับจัดการงานด้านบัญชีโซเชียลของธุรกิจ มีตัวช่วยมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์ หรือวางแผนการโพสต์เพื่อให้การสื่อสารระหว่างแบรนด์กับลูกค้าเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
  • Trello: เครื่องมือในการสร้างลิสต์งาน ที่จะช่วยให้งานหรือโปรเจคต่างๆ ดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • MailChimp: ระบบอัตโนมัติในการช่วยส่ง Email วางแผนการโฆษณาบนโซเชียล การเข้าถึงหน้าเว็บไซต์ รวมไปถึงการส่ง Postcard สำหรับเทศกาลต่างๆ และตัวช่วยในการสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับกลุ่มลูกค้าด้วย
dell12

ตัวอย่างบทความเคล็ดลับการทำการตลาดด้วย Email หรือที่เรียกกันว่า Email Marketing ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพในการเข้าถึงลูกค้าโดยตรง สามารถทำได้ง่าย และประหยัด พร้อม 5 เหตุผลดีๆ ที่กลุ่มธุรกิจโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ธุรกิจขนาดเล็ก ควรทำ Email Marketing

  • การนำเสนอสินค้าหรือบริการผ่าน Email นั้นช่วยให้สามารถเล่าเรื่องราวของแบรนด์ สินค้าแบบไหน บริการแบบใด ทั้งยังสามารถสร้างกระแสให้เป็นที่พูดถึง หรือมอบสิทธิพิเศษให้ลูกค้าได้อีกด้วย
  • Email สามารถใช้แจ้งข่าว Deal ต่างๆ หรือคูปองดีๆ ช่วยให้สามารถเพิ่มยอดขายได้
  • Email ถือเป็นการสร้างช่องทางการสื่อสารระหว่างผู้ทำธุรกิจกับลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นข่าวสารต่างๆ รวมถึงความเป็นไปต่างๆ ของธุรกิจ
  • ช่วยสร้าง Customer Loyalty เมื่อแบรนด์สื่อสารได้ดี ก็จะช่วยเพิ่ม Brand Awareness จากนั้น Customer Loyalty ก็จะเกิดขึ้นตามมานั่นเอง ยิ่งหากแบรนด์สามารถสื่อสารได้อย่างเป็นกันเองก็จะยิ่งทำให้ลูกค้าเข้าถึงแบรนด์ได้มากยิ่งขึ้น

สำหรับใครที่มีความสนใจ ไม่ว่าจะเป็นด้านเกมหรือด้านธุรกิจ การที่เราได้มีกลุ่มสำหรับพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ รวมไปถึงโปรโมชั่น สิทธิประโยชน์ต่างๆ หรือเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ ในด้านนั้นๆ ก็อาจเป็นส่วนที่ช่วยจุดประกายให้เราได้ทำสิ่งที่เราต้องการสำเร็จได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น หรือนำไปต่อยอดตามเส้นทางของตัวเราเองด้วย หรืออย่างน้อยๆ เราก็อาจจะได้สังคม ได้เพื่อนใหม่ๆ จากกลุ่มเหล่านี้ด้วยก็ได้ ดังนั้น ถ้าใครที่อยากเข้าร่วมกิจกรรม ติดตามข่าวสาร รวมไปถึงการพูดคุยแลกเปลี่ยนประการณ์ ไม่ว่าจะเป็นสายเกม หรือสายธุรกิจ ก็สามารถเข้าไปขอร่วมกลุ่มกับ Dell Thailand กันได้เลย


อ่านบทความเพิ่มเติม / เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

laptop cover 30k
dell new cover
inspiron cover
คีย์บอร์ด บลูทูธ, Bluetooth Keyboard
iCloud เต็มทำไง
ลืมรหัส iCloud iPhone

from:https://notebookspec.com/web/643820-facebook-group-dell-thailand

SSD PCIe 5.0 ทางเลือกใหม่ เพิ่มความเร็วให้คอเกมและงานตัดต่อบน Intel Gen 12 และ AMD AM5

SSD PCIe 5.0 เพิ่มความเร็วให้ระบบ เปิดเครื่อง เข้าโปรแกรม เล่นเกม โอนถ่ายไฟล์ เสร็จได้ไวในพริบตา

SSD PCIe 5.0

SSD PCIe 5.0 มาถึงชั่วโมงนี้ คงต้องบอกว่า เลข 5 มาแรงจริงๆ เพราะก่อนหน้านี้ ได้นำเสนอ ในส่วนของ RAM DDR5 ที่คาดว่าจะมาพร้อมกับซีพียู Intel Gen 12 รุ่นใหม่ แล้วไหนจะเรื่องของซีพียู AMD ที่กำลังจะเปลี่ยนไปเป็นซ็อกเก็ต AM5 ในสถาปัตยกรรมใหม่เร็วๆ นี้ แต่สิ่งที่มีความสอดคล้องกันอย่างที่สุดของทั้ง 2 แพลตฟอร์มนี้ก็คือ การมาของ PCIe 5.0 หรือ Gen 5 ที่คาดว่าน่าจะมาถึงเร็วกว่ากำหนด และไม่ใช่แค่มีผลเพียงเรื่องอินเทอร์เฟสการเชื่อมต่อของอุปกรณ์ความเร็วสูงอย่างกราฟิกการ์ดเท่านั้น แต่ยังรวมถึงส่วนของ Storage อย่าง SSD อีกด้วย

SSD PCIe 5.0

KIOXIA SSD PCIe 5.0

ซึ่งในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ ก็มีค่ายผู้ผลิต SSD รายใหญ่ระดับโลก อย่าง KIOXIA ที่เคยได้รีวิวกันแบบยกโซลูชั่น ไปก่อนหน้านี้ ก็ได้เขย่าตลาดไอทีอีกครั้ง ด้วยการนำ SSD PCIe 5.0 รุ่นใหม่ล่าสุด มาปรากฏสู่สายตาชาวโลก ด้วยความเร็วที่มากกว่า SSD SATAIII อยู่ถึง 20 เท่า กับความเร็วระดับ 14,000MB/s หรือ 14GB/s ที่เร็วกว่า SSD PCIe Gen4 ที่ว่าแรงๆ อยู่ถึงเท่าตัวเลยทีเดียว เพราะรุ่นที่มีจำหน่ายในท้องตลาด ยังอยู่ที่ราว 6,000-7,500MB/s เท่านั้น เรียกว่าเป็นการปฏิวัติวงการการจัดเก็บข้อมูลแบบเงียบๆ แต่สะเทือนถึงดวงดาวเลยทีเดียว

SSD PCIe 5.0

แต่ก่อนเราจะไปดู SSD PCIe 5.0 ที่ทาง KIOXIA เค้าจะนำเสนอนั้น เรามาดูกันก่อนว่า โลกของการเปลี่ยนแปลงของ Storage ที่เป็นแบบ PCIe จากเดิม ผ่านมายังไง แล้วมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมบ้าง เอาแบบสั้นๆ

SSD PCIe 5.0

SATA to PCIe

ก่อนหน้านี้ เมื่อประมาณสัก 10 กว่าปีที่แล้ว เราได้เห็นการปรับเปลี่ยนฮาร์ดแวร์ที่ใช้ในการจัดเก็บข้อมูลเดิมที่เป็น SATA ในเวอร์ชั่นแรกๆ ไม่ขอลงรายละเอียดมากนักครับ เดี๋ยวจะเบื่อกัน มาเป็นมาตรฐานใหม่ SATAIII ที่ให้ประสิทธิภาพในการจัดเก็บข้อมูลได้เร็วถึง 550MB/s ในเวอร์ชั่นล่าสุดที่ใช้กันอยู่ในทุกวันนี้ อย่างที่ได้เห็นกันใน SSD แบบ 2.5″ แบบเดียวกับฮาร์ดดิสก์โน๊ตบุ๊คนั่นเอง ซึ่งในปัจจุบันมีความจุให้เลือกถึง 2TB สำหรับกลุ่มผู้ใช้ทั่วไป หรือ End-User แต่ถ้าเป็นกลุ่มองค์กร ก็จะมีตัวเลือกที่เพิ่มขึ้น รวมถึงฟีเจอร์พิเศษต่างๆ เช่นเดียวกับประสิทธิภาพการทำงาน ที่ถูกออกแบบมาให้ตอบสนองกับงานแต่ละงานได้ดียิ่งขึ้น

SSD PCIe 5.0

หลังจากนั้นมา ถ้าเราพูดถึงอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลในแบบโมดูลแบบ SATA ก็ยังมีรูปแบบของ M.2 มาเป็นอีกหนึ่งตัวเลือก แต่ส่วนใหญ่จะเห็นบนโน๊ตบุ๊คกันมากกว่า โดยโมดูลนี้เป็น SSD ในแบบที่เรียกว่า M.2 SATA ซึ่งมีขนาดให้เลือกอยู่หลายไซส์ แต่ความเร็วก็ยังคงอยู่ในระดับเดียวกับอินเทอร์เฟสแบบ SATA นั่นเอง

SSD PCIe 5.0

และในช่วงเวลาที่ไล่เลี่ยกัน M.2 ก็ได้รับความนิยมมากขึ้น แต่ไม่ใช่ว่า SATA 2.5″ จะเลือนหายไป แต่ยังคงวางจำหน่ายอยู่ในท้องตลาด สำหรับคนที่ต้องการอัพเกรดพีซีหรือโน๊ตบุ๊ครุ่นเก่า ที่มีข้อจำกัดคือ เมนบอร์ดไม่มีสล็อต M.2 มาให้ อีกทั้งราคาก็ประหยัด และยังเพิ่มประสิทธิภาพให้กับพีซีหรือโน๊ตบุ๊คเครื่องเก่าๆ อย่างเห็นได้ชัด เหมือนกับการปลุกชีพ ของเก่าให้กลับมาทำงานได้ดีขึ้น

ในช่วงนี้เองก็เริ่มมีแพลตฟอร์มของซีพียูรุ่นใหม่ออกมามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Intel หรือ AMD ก็ตาม ประมาณปี 2011 ก็เริ่มมองเห็นโพรโตคอลของ NVMe แบบใหม่เข้ามา เปลี่ยนช่องทางการเชื่อมต่อของ SSD SATA จากเดิมผ่านช่องทางของชิปเซ็ตหรือคอนโทรลเลอร์บนเมนบอร์ด มาเป็นการสื่อสารเชื่อมต่อกับ CPU ได้โดยตรง ผ่านช่องทางของ PCIe ที่เป็นช่องทางที่กว้าง และยังพัฒนาต่อไปได้อีกไกลเลยทีเดียว

SSD PCIe 5.0

เช่นเดียวกับในปี 2014 ที่เริ่มมีแพลตฟอร์มของ Intel รุ่นใหม่ๆ โดยเริ่มจากระดับไฮเอนด์อย่าง LGA2011 v3 บนชิปเซ็ต X99 เริ่มมีสล็อต PCI-Express 2.0 และขยับมาที่ PCI-Express 3.0 ที่เป็นแบบ x4 มาให้ได้ใช้งานกัน ในช่วงนั้นแบนด์วิทธิ์สูงสุด สามารถไปได้ถึง 3.9GB/s เลยทีเดียว รวมไปถึงทาง AMD เองก็ออกแพลตฟอร์ม AM4 ที่ใช้ชิปเซ็ต AMD 300 series ไม่ว่าจะเป็น X370, B350 หรือ A320 ที่สนับสนุนซีพียู AMD Ryzen และรองรับ Storage M.2 NVMe PCIe เต็มรูปแบบ บนมาตรฐาน PCI-Express 3.0 ซึ่งให้แบนด์วิทธิ์ได้สูงถึง 7.8GB/s นั่นเอง

10 Cooling AIO 2021

หลังจากนั้นมาเมนบอร์ดในรุ่นต่างๆ ของทั้ง Intel และ AMD ต่างก็สนับสนุน SSD ในแบบ M.2 NVMe PCIe กันอย่างครบถ้วน แต่จะรองรับได้กี่ช่องทาง กี่สล็อตหรือกี่ Lanes นั้น ก็ขึ้นอยู่กับซีพียูที่ใช้ และเมนบอร์ดที่ทำงานร่วมด้วยนั่นเอง และในปัจจุบันจากเดิมที่หลายคนคุ้นเคยกันดีบน SSD PCIe Gen3 x4 ให้แบนด์วิทธิ์และความเร็วในการอ่านข้อมูลระดับ 1,xxx – 3,500MB/s ก็ก้าวมาสู่ PCIe Gen4 x4 ซึ่งให้ความเร็วได้สูงถึง 7,xxxMB/s เลยทีเดียว ซึ่งพบบนแพลตฟอร์ม Intel Gen11 หรือ AMD Ryzen 3000 series เป็นต้นมานั่นเอง

SSD PCIe 5.0

แต่สิ่งที่ว่าทั้งหมดนั้น กำลังจะเป็นอดีต เพราะล่าสุดทาง KIOXIA ได้เผยว่า SSD PCIe 5.0 นั้น รวดเร็วกว่า SSD PCIe 4.0 อย่างเห็นได้ชัด โดยให้แบนด์วิทธิ์ได้ถึง 32GB/s ต่อช่องทางหรือ Lanes และ SSD ต้นแบบของค่ายนี้ สามารถให้ความเร็วในการอ่านข้อมูลได้สูงถึง 14,000MB/s หรือเร็วกว่า PCIe 4.0 อยู่สองเท่าเลยทีเดียว

SSD PCIe 5.0

และไม่ใช่แค่การอ่านข้อมูลเท่านั้น แต่ความเร็วในการเขียนข้อมูล ก็รวดเร็วไม่แพ้กัน จะทำให้คุณลืมความเร็วระดับ 2,000-4,000MB/s บน SSD PCIe 3.0 หรือ PCIe 4.0 กันไปได้เลย เพราะ SSD PCIe 5.0 ของทาง KOIXIA นั้นมีความเร็วในการเขียนข้อมูลสูงถึง 7,000MB/s เร็วกว่าเดิมเกือบ 70% ซึ่งความสามารถในระดับนี้ แม้ว่าจะเป็นผลดีต่อผู้ใช้โดยทั่วไป ทั้งเกมเมอร์ และคนทำงานซอฟต์แวร์เฉพาะทางก็ตาม แต่ในช่วงแรกนี้ ยังคงเน้นไปที่งานเซิร์ฟเวอร์ในระดับไฮเอนด์ก่อนมากกว่า เพราะการอัพเกรดความสามารถในด้านการเก็บข้อมูลในปัจจุบันนั้น ได้รับความสนใจมากกว่าการอัพเกรด CPU หรือ GPU เสียอีกสำหรับกลุ่มนี้

SSD PCIe 5.0
ที่มา: Techpowerup

Performance

ซึ่งจากในภาพที่ปรากฏในหลายๆ สื่อ ในงานโปรโมตของ KIOXIA จัดขึ้นนั้น จะเห็นกราฟเปรียบเทียบระหว่าง KIOXIA CM6 (PCIe 4.0)

  • Sequential Read จากเวอร์ชั่น 4.0 อยู่ที่ 6,900MB/s แต่เวอร์ชั่น 5.0 เพิ่มขึ้น 103% หรือสูงถึง 14,000MB/s เลยทีเดียว
  • Sequential Write จากเวอร์ชั่น 4.0 อยู่ที่ 4,200MB/s แต่เวอร์ชั่น 5.0 เพิ่มขึ้น 67% หรือสูงถึง 7,000MB/s
  • Response Time จากเวอร์ชั่น 4.0 อยู่ที่ 90ms แต่เวอร์ชั่น 5.0 จะอยู่ที่ 70ms เท่านั้นลดลงมาอย่างน้อยถึง 70% เลยทีเดียว
SSD PCIe 5.0
ที่มา: HardwareTime

แต่ก็ไม่ใช่แค่ KIOXIA เท่านั้น ที่ออกมาลุยตลาด PCIe 5.0 ซึ่งในช่วงประมาณกลางปี Samsung เอง ก็ได้ออกมาพรีเซนท์ Samsung PM1743 ที่เป็น SSD ในกลุ่ม High Performance สำหรับ Application ในระดับ Enterprise ด้วยเช่นกัน โดยอ้างอิงถึง PCIe 5.0 x4 ที่มาในอินเทอร์เฟส Single-port และ Dual-port ซึ่งออกแบบบมาสำหรับเพิ่มความจุและประสิทธิภาพให้กับเซิร์ฟเวอร์ โดยอัตราทรูพุตของอินเทอร์เฟสใหม่นี้ สูงถึง 15.7GB/s เลยทีเดียว และข้อมูลล่าสุดที่ออกมา เผยว่าทาง KIOXIA นั้น จะเปิดตัว SSD PCIe 5.0 ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ อาจเป็นช่วงพฤศจิกายนหรือธันวาคม โดยคาดว่าจะลงตลาดเซิร์ฟเวอร์ก่อนในช่วงแรก และเอนด์ยูสเซอร์จะเป็นช่วงถัดไป

SSD PCIe 5.0
Credit: Seby9123, ที่มา: pcgamer

Platform

สิ่งสำคัญคือ แม้ว่า SSD PCIe 5.0 อาจจะมาลงตลาดก็ตาม แต่ก็ต้องมีแพลตฟอร์มหรือเมนบอร์ด รวมถึงซีพียูที่สนับสนุนด้วย ซึ่งถ้ามองไปในเวลานี้ Intel Gen 12 น่าจะเป็นรายแรกๆ ที่พร้อมจะให้คุณได้สัมผัสกับความเร็วขั้นเทพเช่นนี้ แม้ว่าจะยังไม่ได้เป็นข้อมูลอย่างเป็นทางการออกมาก็ตาม รวมถึงชิปเซ็ตที่คาดว่าน่าจะเป็น Intel Z690 หรือไม่? เช่นเดียวกับทาง AMD ที่มีความเป็นไปได้สูงว่า AMD AM5 ที่จะเป็นแพลตฟอร์มใหม่ ซึ่งมีข่าวว่าจะลงตลาดในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน คือ ประมาณไตรมาสที่ 2 ของปี 2022 ก็น่าจะให้ผู้ใช้ได้สัมผัสกับ PCIe 5.0 นี้ด้วย

SSD PCIe 5.0

ตัวอย่างที่น่าสนใจบนเมนบอร์ดบางรุ่น ซึ่งคาดว่ารองรับการทำงานของ PCI-Express 5.0 โดยเป็นการทำงานบนพื้นฐานของซีพียู และชิปเซ็ตบนเมนบอร์ด จะมีทั้งในช่องทาง PCIe ของซีพียูโดยตรง แบ่งเป็น 2 สล็อตบน ที่รองรับ PCIe 5.0 x16 (ทำงานในแบบ x16 หรือ x8/x8) ส่วนสล็อตที่เหลือ หรือเป็นสล็อตที่ 3 ก็มีความเป็นไปได้ว่า จะใช้ช่องทางผ่านชิปเซ็ต Z690 ซึ่งจะรองรับ PCIe 4.0 x16 (รองรับในโหมด x4, x4/x4)

ขยับมาที่การสนับสนุน M.2 บนบอร์ดกันบ้าง อาจติดตั้งได้หลายโมดูล เช่น สามารติดตั้งโมดูล SSD ในแบบ PCIe 5.0 x4 ได้ แต่ถ้าใช้ โมดูลที่สอง อาจใช้เป็น PCIe 4.0 x4 หรือ 3.0 x4 และสล็อตสุดท้าย ก็อาจจะรองรับ PCIe 4.0 x4 และ SATA III ได้เช่นเดียวกัน

SSD PCIe 5.0

สำหรับซีพียู Intel Gen 12 ที่ใกล้จะลงตลาดเข้าไปทุกที ด้วยซีพียูเกือบครบทุกไลน์ ตั้งแต่ Core i5 ไปจนถึง Core i9 (แต่ยังไม่เห็น Core i3 นะ) สนนราคาไม่ได้ต่างไปจาก Intel Gen 11 มากนัก แต่ปรับเปลี่ยนภายในเกือบทั้งหมดเลย ด้วยสถาปัตยกรรม Alder Lake กระบวนการผลิต 10 nm หรือล่าสุดเรียกว่า Intel 7 ไปแทน มาถึงเวลานี้ คู่แข่งตลอดกาลอย่าง AMD ก็เตรียมไม้เด็ด ด้วยซีพียูรุ่นใหม่ สถาปัตยกรรม Zen 4 เปลี่ยนแพลตฟอร์มใหม่เป็น AM5 และยังชูฟีเจอร์ อย่างการสนับสนุน RAM DDR5 และ PCI-Express 5.0 ด้วยเช่นกัน ในชื่อของ Raphael แต่อาจจะลงตลาดช้ากว่าเล็กน้อย รวมถึงแพลตฟอร์มที่เป็น APU รุ่นใหม่ ซึ่งคาดว่าจะลงตลาดในช่วงปลายปี 2021 นี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งน่าจะมาพร้อมการสนับสนุนฮาร์ดแวร์ใหม่ๆ ได้อีกด้วย

Conclusion

แต่ก็ต้องไม่ลืมครับว่า การที่จะได้ใช้ SSD รุ่นใหม่อย่าง PCIe 5.0 นี้ ก็ต้องรอการมาของซีพียูรุ่นใหม่ รวมถึงแพลตฟอร์มชิปเซ็ตเมนบอร์ดใหม่ ซึ่งอย่างน้อยๆ ก็ในช่วงปีหน้า และค่าใช้จ่ายทั้งหมดก็คงไม่เบา เพราะเปลี่ยนกันแบบยกเครื่อง รวมถึงราคาของ SSD ก็คงจะไม่ได้เป็นมิตรกับเงินในกระเป๋าของใครหลายคนมากนัก ซึ่งหากตัวเลขที่ออกมาตามข่าวนี้จริง ก็คงต้องวัดใจกันว่า คุณอยากจะได้ประสิทธิภาพระดับนี้ ไปใช้สำหรับงานหรือความบันเทิงในรูปแบบใด เช่น การเล่นเกมทุกวันนี้ ด้วยแบนด์วิทธิ์ของ PCIe 3.0 หรือ 4.0 ก็น่าจะตอบโจทย์ได้แล้ว แต่ถ้าในกลุ่ม Content Creator หรือคนที่ทำงานกราฟิก ตัดต่อวีดีโอ น่าจะเห็นประสิทธิภาพได้ชัดเจนมากกว่าเดิมไม่น้อยเลย เอาเป็นว่าคุณคิดอย่างไรกับข้อมูลเหล่านี้ และความสำคัญของ Storage ความเร็วสูงรุ่นใหม่ๆ จะมีผลอย่างไรกับคุณบ้าง คอมเมนต์กันเข้ามาให้เพื่อนๆ ได้ทราบกันบ้างนะครับ

from:https://notebookspec.com/web/617469-ssd-pcie-5-0-intel-gen-12

Synology NAS ทางเลือกใหม่ที่ดีที่สุด

Synology NAS ทางเลือกใหม่ที่ดีที่สุด

Lifestyle ในปัจจุบันทำให้เรามีไฟล์รูปภาพและคลิปวิดีโอต่าง ๆ มากมายอยู่ในสมาร์ทโฟนเต็มไปหมด และมือถือหลายรุ่นในปัจจุบันก็ไม่สามารถเพิ่มเติมพื้นที่เก็บข้อมูลเหล่านี้ได้ ถ้าไม่ทำการลบทิ้งออกไปเพื่อเพิ่มพื้นที่ว่างเดิมให้กลับมา ก็จำเป็นต้องเอาไฟล์ออกไปสำรองเก็บไว้ที่อื่นอย่างในเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนตัว หรือโน้ตบุ๊ก

Photos Campaign GDN優點1 1080x1080 B

แต่มันจะดีกว่าหรือเปล่า ถ้าหากว่าเรามีพื้นที่เก็บข้อมูลที่สามารถเข้าถึงจากมือถือได้โดยตรง ไม่ต้องเสียบสายเชื่อมต่อใด ๆ ให้ยุ่งยาก สามารถเก็บข้อมูลรูปภาพ วิดีโอ หรือไฟล์เอกสารจากมือถือหรืออุปกรณ์อื่น ๆ มาไว้ในพื้นที่นี้ได้ และยังสามารถเปิดแชร์ให้กับเพื่อน ๆ หรือคนในครอบครัวได้อีกด้วย โดยที่ข้อมูลทั้งหมดนี้ ถูกเก็บเอาไว้ในอุปกรณ์ภายในบ้านของเราเอง ไม่ได้ไปอยู่ในเครื่องเซิร์ฟเวอร์ไหน หรือที่ประเทศอะไรก็ไม่รู้ แถมเรายังสามารถตั้งค่าการเข้าถึงได้อย่างละเอียด ทำให้ข้อมูลของเรามีความปลอดภัยและเป็นส่วนตัวสูง และนี่คืออุปกรณ์ที่เราจะเอามาแนะนำกันในวันนี้ กับ Synology NAS

Review Synology DS220 Plus NotebookSPEC 16

Synology NAS เก็บข้อมูลปลอดภัยยาวนาน

เครื่อง NAS เป็นชื่อย่อจากคำว่า Network-attached storage มันทำหน้าที่คล้าย ๆ เครื่องเซิร์ฟเวอร์ขนาดเล็ก หน้าตาเหมือนเป็นกล่องเล็ก ๆ ที่มีช่องใส่ฮาร์ดไดรฟ์มีพื้นที่จัดเก็บขนาดใหญ่มาก โดยที่เราสามารถเชื่อมต่อเข้ากับอุปกรณ์ใด ๆ ของเราก็ได้ผ่านทางอินเทอร์เน็ต เพื่อเก็บข้อมูลหรือเปิดดูข้อมูลที่จัดเก็บไว้ภายในเครื่อง แม้ว่าปัจจุบันเราจะมีบริการ Cloud Storage แบบออนไลน์มากมาย แต่ข้อมูลที่เราเอาไปเก็บไว้ทั้งหมด มันก็จะไปอยู่ในเครื่องเซิร์ฟเวอร์ของผู้ให้บริการที่อยู่ในต่างประเทศเป็นหลัก แต่ถ้าหากเรามีเครื่อง NAS ของเราเองภายในบ้าน ข้อมูลทุกอย่างก็จะอยู่ในบ้านของเรานี่เอง สามารถควบคุมจัดการได้ทันที ปลอดภัยกว่า

Review Synology DS920 plus NotebookSPEC 36

สิ่งที่แตกต่างคือ เราลงทุนกับตัวเครื่องนี้เพียงครั้งเดียว ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ แอแฝงเพิ่มเติม และใช้งานได้หลายคนเพียงแค่สร้างบัญชีและรหัสผู้ใช้งานให้กับเพื่อน ๆ ครอบครัว หรือจะใช้ในบริษัทที่มีพนักงานเป็นพันคนก็ยังได้ ทำให้ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาวได้เป็นอย่างดี และยังรองรับการขยับขยายพื้นที่เก็บข้อมูลในอนาคตได้อีกด้วย เรียกได้ว่าตอบโจทย์สำหรับผู้ที่มีการจัดเก็บข้อมูลเกิน 200GB – 2TB และไม่อยากเสียค่าบริการทิ้งให้กับบริการคลาวด์สาธารณะ ถ้าหากว่าคุณอยากเริ่มเพียงแค่น้อย ๆ ก็สามารถเสียบฮาร์ดไดรฟ์จำนวน 1 ลูกก่อน แต่เมื่อมีข้อมูลมากขึ้นในอนาคต ก็สามารถเสียบฮาร์ดไดร์ฟเพิ่มเติมเข้าไปได้อีกจนเต็มช่องของรุ่นที่คุณเลือกซื้อเอาไว้ หรือปรับเปลี่ยนขนาดความจุฮาร์ดไดร์ฟที่ใส่ ซึ่งในกลุ่มรุ่นสำหรับใช้ในงานบ้าน ก็รองรับฮาร์ดไดร์ฟได้ใหญ่สูงสุดถึง 12 ลูกเลยทีเดียว

img

Software เพียบ พร้อมตอบทุกโจทย์การใช้งาน

ทางด้านการใช้งาน คุณสามารถเข้าถึงข้อมูลที่เก็บไว้ในเครื่องได้ทางเว็บเบราวเซอร์ และแอปพลิเคชันบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ต่าง ๆ ซึ่ง Synology NAS เองไม่เพียงเป็นที่จัดเก็บไฟล์ธรรมดา ๆ เหมือน External HDD ทั่วไป แต่มันยังมาพร้อมกับ Synology Package Center ที่มีแอปมากกว่า 100 แอปที่พร้อมให้คุณดาวน์โหลดและติดตั้งใช้งานฟรีตามความต้องการของคุณ เช่น การสำรองข้อมูล PC และ Mac อัตโนมัติ, สตรีมมีเดียบนอุปกรณ์อื่น ๆ, การแชร์ไฟล์ และอื่น ๆ อีกมากมาย

synologyphotos 1606449807 3

ไฟล์มีเดียรูปภาพต่าง ๆ ที่คุณเอามาเก็บเอาไว้ในเครื่อง ยังมีระบบช่วยเหลือจัดเรียงหมวดหมู่ต่าง ๆ ได้ง่ายดายเหมือนในแอปคลังรูปของมือถือสมาร์ทโฟนในปัจจุบัน ด้วย Synology Photos ซอฟต์แวร์ช่วยจัดการรูปภาพทั้งหมดในไดรฟ์แบบ All-in-One ครบจบในตัวเดียว ทำให้เปิดดูรูปต่าง ๆ ได้ง่าย หารูปต่าง ๆ ได้สะดวกจากหลากหลายวิธีการ ไม่ว่าจะเป็น (Face Recognition) ระบบจัดกลุ่มจากสถานที่ที่ถ่าย หรือการใส่ Tag ที่คุณกำหนดเอาไว้ แยกทำเป็นอัลบั้มต่างเองก็ได้ แถมยังช่วยประหยัดพื้นที่จัดเก็บบนอุปกรณ์อื่น ๆ ของเรา

img 1

ยังไม่หมดเท่านั้น มันยังสามารถใช้เป็นที่เก็บไฟล์ข้อมูลภาพจากกล้องวงจรปิดภายในบ้านได้ด้วย เพราะทุกวันนี้ เราก็มีกล้องวงจรปิดใช้งานกันทั้งนั้น สามารถเชื่อมต่อกล้องทั้งแบบ Analog และ IP Camera เข้ามาบันทึกเอาไว้ในตัว NAS นี้ได้เลย

โดยเฉพาะซอฟต์แวร์ Surveillance Station ที่มาให้ด้วย เป็นระบบ Network Video Recording (NVR) ระดับมืออาชีพ สำหรับจัดการภาพวงจรปิดต่าง ๆ สามารถเปิดดูภาพจากมุมกล้องต่าง ๆ แต่ละตัวพร้อมกันได้ในหน้าเดียว เพิ่มความสะดวกในการดูภาพเหตุการณ์เดียวกันในหลาย ๆ มุมของสถานที่ เรียกดูภาพสดหรือย้อนหลังได้ผ่านเบราว์เซอร์หรือแอปบนมือถือได้ง่าย ๆ แถมยังตั้งค่า Notification แจ้งเตือนตามเหตุการณ์ได้อีกด้วย

Review Synology DS220 Plus NotebookSPEC 25

ขาดไม่ได้สำหรับ Content Creator

อีกรูปแบบสำคัญที่เราใช้งานกันมากในปัจจุบัน คืองานด้าน Content Creator หรือการสร้างสื่อที่มีเนื้อหาหลากหลายในรูปแบบต่าง ๆ และยิ่งในยุคปัจจุบัน หลีกหนีไฟล์รูปภาพและไฟล์วิดีโอเคลื่อนไหวขนาดใหญ่ไปไม่ได้เลย และไฟล์เหล่านี้ต้องการพื้นที่จัดเก็บขนาดใหญ่ เครื่อง Synology NAS ก็ถูกออกแบบมาให้มีขนาดพื้นที่จัดเก็บไฟล์ที่ใหญ่มากอยู่แล้ว จึงพร้อมรองรับตอบโจทย์การเก็บไฟล์ปริมาณมหาศาลได้เป็นอย่างดี

solution 04

การนำเอาไฟล์เหล่านี้มาใช้งานสร้างสื่อต่าง ๆ ก็ทำได้อย่างสะดวก ผ่านช่องทาง Network ที่เราเชื่อมต่อเข้ากับเครื่อง NAS เอาไว้ทั้งที่บ้านหรือที่ออฟฟิศ หากจำเป็นต้องแชร์ไฟล์ให้เพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ หรือบุคคลที่สามที่ไม่ได้มีบัญชีในอุปกรณ์ NAS ของเราให้เข้าถึงข้อมูลหรือนำเอาไปใช้งานต่อ ก็สามารถสร้างและส่งลิงก์แชร์ได้ง่าย ๆ สามารถเชื่อมต่อเครือข่ายอินเตอร์เน็ตออกไปยังภายนอกบ้านหรือออฟฟิศได้เลย หรือการประชุมงานนอกสถานที่ เราก็สามารถเปิดไฟล์ต่าง ๆ เหล่านี้เพื่อประชุมไอเดียกับคนอื่น ๆ ได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นที่ออฟฟิศลูกค้าหรือร้านกาแฟ

จุดสำคัญที่สุดที่เราอยากจะเน้นย้ำ นั่นคือเรื่องของความเป็นเจ้าของไฟล์ทั้งหมดแบบจริง ๆ ในมือภายในบ้านของเราเอง จะเปิดดูตอนไหนก็ได้ผ่านอินเทอร์เน็ตทางเว็บเบราวเซอร์และแอปมือถือ แถมยังมีแอปฟรีที่มากับตัวเครื่องให้เล่นมากมาย และความสามารถในการขยายความจุจัดเก็บอีก ไม่มีค่าใช้จ่ายรายเดือนอะไรเพิ่มเติม เป็นลงทุนเพียงครั้งเดียวใช้งานได้ยาว ๆ เหมาะสำหรับคนที่ต้องเก็บไฟล์ปริมาณมาก ๆ หรือต้องการความปลอดภัยของข้อมูล

from:https://notebookspec.com/web/618592-synology-nas-%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88

Dell Precision 5550 vs. Dell Precision 5560 ความเหมือนที่แตกต่าง

Dell Precision โน๊ตบุ๊คสาย Workstation ในรุ่น 5550 และ 5560 นั้นตัวเครื่องมีดีไซน์ที่เหมือนกันเป็นอย่างมาก แต่สเปคภายในนั้นแตกต่างทำให้ประสิทธิภาพแตกต่างกันด้วย จะต่างกันมากแค่ไหนนั้นไปติดตามกัน

Dell Precision
Dell Precision 5550 vs. Dell Precision 5560

กล่าวถึงโน๊ตบุ๊คสำหรับการทำงานอย่างแท้จริงแล้วนั้นเชื่อว่า Dell Precision จะต้องเป็นหนึ่งในชื่อโน๊ตบุ๊คที่ผู้ใช้หลายๆ ท่านให้ความสนใจอย่างแน่นอน โดยเฉพาะกับ Dell Precision 5xxx ซีรีย์ ที่หากดูจากสเปคแล้วนั้นต้องบอกว่าคุ้มค่าคุ้มราคาเป็นอย่างมาก 

อย่างไรก็ตามหากย้อนกลับไปในปี 2020 ที่ Dell Precision 5550 ออกวางจำหน่ายนั้นเราจะพบว่าตัวเครื่องมีการเปลี่ยนดีไซน์ใหม่ก่อให้เกิดความแตกต่างอย่างชัดเจนกับ Dell Precision 5540 ซึ่งเป็นรุ่นที่วางจำหน่ายในปี 2019 แต่พอมาเป็นปี 2021 นี้นั้น Dell Precision 5560 กลับมีดีไซน์เหมือนกันกับ Dell Precision 5550 ทุกอย่าง สิ่งที่แตกต่างกันนั้นจะเป็นสเปคตัวเครื่องที่มีการเปลี่ยนแปลงเท่านั้น

ดังนั้นเพื่อที่จะให้ผู้ใช้ Dell Precision 5550 อยู่นั้นได้สามารถที่จะตัดสินใจว่าควรเปลี่ยนมาใช้งาน Dell Precision 5560 ดีรึเปล่าเพราะราคาเปิดตัวนั้นเท่ากันเลย เรามาดูกันดีกว่าว่า Dell Precision 5550 และ Dell Precision 5560 นั้นมีประสิทธิภาพในการทำงานแตกต่างกันอย่างไรบ้าง ว่าแล้วก็ไปติดตามกันได่เลย



เทียบสเปคของทั้ง 2 รุ่น

02csm 5560 cd4efb7411
Dell Precision 5550 vs. Precision 5560

ก่อนอื่นเลยนั้นมาดูสเปคของทั้ง 2 เครื่องเทียบกันก่อนเลย

Dell Precision 5550 Dell Precision 5560
Processor Intel Core i7-10875H 8 x 2.3 – 5.1 GHz
Comet Lake-H
Intel Core i7-11850H 8 x 2.5 – 4.8 GHz, 93 W PL2 / Short Burst, 45 W PL1 / Sustained, Tiger Lake H45
Graphics adapter NVIDIA Quadro T2000 Max-Q – 4096 MB
Core: 1215 MHz, Memory: 1250 MHz GDDR6, 442.23, Optimus
NVIDIA RTX A2000 Laptop GPU – 4096 MB, Core: 1450 MHz, Memory: 1200 MHz, 45 W TDP, GDDR6, 472.12, Optimus
Memory 32768 MB  
DDR4-3200, 21-21-21-47
, Dual-Channel
32768 MB  
DDR4-3200, 22-22-22-52, Dual-Channel
Display 15.60 inch 16:10, 3840 x 2400 pixel 290 PPI, 10-point capacitive, Sharp LQ156R1, IPS, SHP14D0, Dell P/N: 90T02, glossy: yes, 60 Hz 15.60 inch 16:10, 3840 x 2400 pixel 290 PPI, 10-point capacitive, Sharp LQ156R1, IPS, SHP1516, Dell P/N: JNJY9, glossy: yes, 60 Hz
Mainboard Intel WM490 (Comet Lake PCH-H) Intel WM590 (Tiger Lake PCH-H)
Storage SK Hynix PC601A NVMe 1TB, 1024 GB Samsung PM9A1 MZVL22T0HBLB, 2048 GB
Soundcard Intel Comet Lake PCH-H – cAVS Intel Tiger Lake PCH-H – cAVS (Audio, Voice, Speech)
Connections 3 USB 3.0 / 3.1 Gen1, 3 USB 3.1 Gen2, 2 USB 3.2 Gen 2×2 20Gbps, 2 Thunderbolt, 3 DisplayPort, 1 Kensington Lock, Audio Connections: 3.5 mm combo, Card Reader: SD reader, Brightness Sensor 3 USB 3.0 / 3.1 Gen1, 3 USB 3.1 Gen2, 2 USB 3.2 Gen 2×2 20Gbps, 2 Thunderbolt, USB-C Power Delivery (PD), 3 DisplayPort, 1 Kensington Lock, Audio Connections: 3.5 mm combo, Card Reader: SD, Brightness Sensor
Networking Intel Wi-Fi 6 AX201 (a/b/g/h/n = Wi-Fi 4/ac = Wi-Fi 5/ax = Wi-Fi 6), Bluetooth 4.1 Intel Wi-Fi 6 AX201 (a/b/g/h/n = Wi-Fi 4/ac = Wi-Fi 5/ax = Wi-Fi 6), Bluetooth 5.2
Size 18 x 344.72 x 230.14 mm 18 x 344.72 x 230.14 mm
Battery 86 Wh Lithium-Polymer 86 Wh Lithium-Polymer
Operating System Microsoft Windows 10 Pro 64 Bit Microsoft Windows 10 Pro 64 Bit
Camera Webcam: 720p
Primary Camera: 0.9 MPix
Webcam: 720p
Primary Camera: 0.9 MPix
Additional features Speakers: 2.5 W x2 subwoofers, 1.5 W x2 tweeters, Keyboard: Chiclet, Keyboard Light: yes, USB-C to USB-A and HDMI adapter, Dell Command, PremierColor, Power Manager, Optimizer, Digital Delivery, 36 Months Warranty Speakers: 2.5 W x2 subwoofers, 1.5 W x2 tweeters, Keyboard: Chiclet, Keyboard Light: yes, USB-C to USB-A and HDMI adapter, Dell Command, Optimizer, Power Manager, PremierColor, Digital Delivery, 12 Months Warranty
Weight 1.996 kg
Power Supply: 481 g
2.006 kg
Power Supply: 481 g

จะเห็นได้ว่าสเปคของทั่ง Dell Precision 5550 และ Dell Precision 5560 นั้นมีความแตกต่างกันอยู่ในหลายๆ ส่วน โดยสามารถแยกได้ดังต่อไปนี้

  • หน่วยประมวลผลอัปเกรดจาก Intel Core i7-10875H เป็น Intel Core i7-11850H ซึ่งทั้ง 2 หน่วยประมวลผลนั้นมีสถาปัตยกรรมที่แตกต่างกันแต่ว่ามาพร้อมกับแกนการประมวลผล 8 แกน 16 threads เท่ากัน ด้านความเร็วฐานนั้น Intel Core i7-10875H จะต่ำกว่าคืออยู่ที่ 2.3 GHz แต่ความเร็วสัญญาณนาฬิกาขณะ boost นั้นจะสูงกว่าคืออยู่ที่ 5.1 GHz
  • ชิปกราฟิกมีการอัปเกรดจาก NVIDIA Quadro T2000 Max-Q ไปเป็นรุ่น NVIDIA RTX A2000 หรือถ้าจะให้เข้าใจง่ายๆ เลยนั้นก็คือมีการเปลี่ยนข้ามสถาปัตกรรม จากเดิมที่ใช้ Turing ที่พบได้บนกราฟิกการ์ดซีรีย์ RTX รุ่นแรก(เทียบกับกราฟิกการ์ดเพื่อการเล่นเกมก็จะเป็นซีรีย์ RTX 2000 นั่นเอง) ไปเป็น Ampere(เทียบกับกราฟิกการ์ดเพื่อการเล่นเกมก็จะเป็นซีรีย์ RTX 3000 นั่นเอง) แถม RTX A2000 นั้นไม่ใช่ตัวลดสเปคเหมือนกับ T2000 Max-Q อีกด้วย งานนี้หากมองที่การประมวลผลด้านกราฟิกแล้วนั้น Dell Precision 5560 จัดเต็มกว่าอย่างแน่นอน
  • จุดต่อมาคือแหล่งเก็บข้อมูลที่บน Dell Precision 5560 นั้นได้ใช้แหล่งเก็บข้อมูลแบบ PCIe4 NVMe SSDs ซึ่งสามารถที่จะโอนถ่ายข้อมูลได้ที่ความเร็วสูงสุดมากถึง 7000 MB/s ส่วนบน Dell Precision 5550 นั้นยังคงเป็น PCIe3 NVMe SSDs ซึ่งสามารถที่จะโอนถ่ายข้อมูลได้ที่ความเร็วสูงสุดมากถึง 3000 MB/s อยู่ ทำให้เรื่องของความเร็วในการโอนถ่ายข้อมูลนั้นแตกต่างกันอย่างชัดเจน แถมแหล่งเก็บข้อมูลบน Dell Precision 5560 นั้นยังมากกว่าคือให้มาถึง 2 TB ด้วย

ผลทดสอบประสิทธิภาพของ CPU

dell 5550 vs 5560 cpu test 001
dell 5550 vs 5560 cpu test 002
dell 5550 vs 5560 cpu test 003
dell 5550 vs 5560 cpu test 004
dell 5550 vs 5560 cpu test 005

สำหรับผลการทดสอบประสิทธิภาพของหน่วยประมวลผลนั้นเรียกได้ว่าหมดข้อกังขา ถึงแม้ว่า Dell Precision 5550 จะมาพร้อมกับความเร็วสัญญาณนาฬิกาขณะ Boost ที่มากกว่า ทว่าตัวหน่วยประมวลผลนั้นจะไม่ได้ทำงานที่ความเร็วสัญญาณนาฬิกาขณะ Boost ตลอดเวลา กลับกันแล้วในจุดนี้ Dell Precision 5560 ที่มาพร้อมกับหน่วยประมวลผล Intel รุ่นที่ 11 ที่แม้ว่าจะมีความเร็วสัญญาณนาฬิกาขณะ Boost น้อยกว่าแต่ก็มีความเสถียรมากกว่าตอนที่ทำงาน


ทดสอบประสิทธิภาพของชิปกราฟิก

dell 5550 vs 5560 gpu test 001
dell 5550 vs 5560 gpu test 002
dell 5550 vs 5560 gpu test 003
dell 5550 vs 5560 gpu test 004

ประสิทธิภาพทางด้านชิปกราฟิกนั้น NVIDIA RTX A2000 บน Dell Precision 5560 เอาชนะไปได้แบบสบายๆ ยกเว้นแค่ผลรวมการทดสอบบน 3DMark 11 ที่แพ้ไป 5% สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เนื่องมาจากความเร็วสัญญาณนาฬิกาของ CPU เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องเพราะต้องไม่ลืมว่า Intel Core i7-11850H บน Dell Precision 5560 นั้นมีความเร็วสัญญาณนาฬิกาขณะ boost น้อยกว่า Dell Precision 5550 อยู่เล็กน้อย แต่หากมองโดยรวมแล้วนั้น Dell Precision เป็นโน๊ตบุ๊คที่ใช้เพื่อเน้นการทำงานอยู่แล้วดังนั้นการแพ้เพียงแค่ 5% ในส่วนของผลรวมก็ไม่ได้ส่งผลอะไรมากนัก


อัตราการใช้พลังงาน

power con dell 5550 vs 5560 001

มาต่อกันที่อัตราการใช้พลังงานซึ่งจากสเปคของทั้ง 2 เครื่องนั้นจะมีขนาดความจุของแบตเตอรี่ที่เท่ากัน ทว่าด้วยสเปคในเกือบทุกๆ ด้านของ Dell Precision 5560 นั้นแรงกว่ามากทำให้การใช้พลังงานนั้นมากกว่า Dell Precision 5550 พอสมควร


เสียงรบกวรขณะใช้งาน

noise dell 5550 vs 5560 001

ด้วยความที่ฮาร์ดแวร์ต่างๆ บน Dell Precision 5560 นั้นเป็นรุ่นใหม่กว่าทำให้การระบายความร้อนต่างๆ นั้นดีกว่าเพราะมีการปล่อยความร้อนของฮาร์ดแวร์ออกมาน้อยกว่านั่นเอง


อายุการใช้งานแบตเตอรี่

battery dell 5550 vs 5560 001

จากสเปคของทั้ง 2 รุ่นที่มีความจุแบตเตอรี่เท่ากันนั้นจะเห็นได้ว่าในการทดสอบทั่วไปแล้ว Dell Precision 5550 สามารถที่จะใช้งานได้ยาวนานมากกว่า ที่เป็นเช่นนี้นั้นคงต้องยกให้กับตัวชิปกราฟิกบน Dell Precision 5550 ที่เป็นรุ่น Max-Q ซึ่งจะประหยัดพลังงานเป็นอย่างมากเวลาที่ไม่ได้ใช้งานกราฟิกสูงมากๆ 

กลับกันแล้วหากคุณทำงานกราฟิกหรืองานอื่นๆ หนักๆ ที่ต้องใช้งานทั้งหน่วยประมวลผลและกราฟิกไปพร้อมๆ กันแล้ว Dell Precision 5560 จะสามารถใช้งานได้ยาวนานต่อเนื่องมากกว่า


สรุป

เอาเข้าจริงๆ แล้วนั้นคงจะพูดยากหน่อยนักกับการเปรียบเทียบ Dell Precision 5560 กับ Dell Precision 5550 เพราะทั้ง 2 รุ่นนั้นมีสเปคที่แตกต่างกันค่อนข้างมากแถมยังออกวางจำหนายกันคนละปีอีกด้วย สำหรับผู้ใช้ Dell Precision 5550 อยู่แล้วนั้นเชื่อว่าท่านจะได้รับความแรงในการทำงานด้านกราฟิกที่เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากหากเทียบ Dell Precision 5550 กับ Dell Precision 5560 อย่างไรก็ตามแต่แล้วนั้นคงต้อดูเรื่องของงบประมาณเป็นหลักสำหรับการตัดสินใจที่จะเปลี่ยน แต่หากท่านใดที่กำลังตัดสินใจที่จะซื้ออยู่ระหว่าง 2 รุ่นนี้ล่ะก็ หากงบประมาณถึงจริงๆ แล้วนั้นเราก็ขอแนะนำ Dell Precision 5560 ไปเลยจะดีกว่า

ที่มา : notebookcheck

from:https://notebookspec.com/web/618217-dell-precision-5550-vs-precision-5560-whats-the-difference

เรียนให้สุด ด้วยเทคโนโลยีล้ำหน้า

BTS

ไม่ว่าจะเรียนอยู่ที่ไหน ก็เริ่มเทอมก่อนสิ้นปีได้อย่างเต็มที่ เคลียร์ได้ทุกอุปสรรคในการเรียนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเจอกับปัญหาวัยเรียนหนักหนาแค่ไหน ทั้งในห้องเรียน ที่บ้าน หรือที่หอ

สิ่งสำคัญที่ขาดไปไม่ได้สำหรับการไลฟ์สไตล์ของเราคือเทคโนโลยีที่เยี่ยมยอดที่สุด อย่าเครื่องโน้ตบุ๊กอันทรงพลัง ใครหลายคนอาจคิดว่าเครื่องโน้ตบุ๊กทั่ว ๆ ไปก็เพียงพอตอบโจทย์การใช้เรียนได้ แต่นั่นก็ไม่ใช่คำตอบที่ถูกไปซะทีเดียว เพราะจริง ๆ แล้ว เราจำเป็นต้องใช้เครื่องที่ทำงานได้รวดเร็ว พกพาสะดวก และสามารถใช้เป็นโน้ตบุ๊กเกมมิ่งได้ด้วย

หัวใจหลักของการเป็นโน้ตบุ๊กเกมมิ่งคือการเป็นที่ 1 เหนือใคร ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการแสดงผลภาพกราฟิกภายในเกมที่สวยงามให้ความสมจริง เพิ่มอรรถรสให้กับเกมโปรดของคุณได้อย่างเต็มที่ มีหน่วยประมวลผลกราฟิกหรือ GPU ประสิทธิภาพสูงในการช่วยทำงานเหล่านี้ ให้เกมที่คุณเล่นได้ความลื่นไหลมากกว่าเครื่องโน้ตบุ๊กทั่ว ๆ ไปตัวอื่น ๆ และแน่นอนว่าความแรงนี้สามารถช่วยให้การใช้งานแอปต่าง ๆ ในห้องเรียนทำงานได้เร็วขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะกับโน้ตบุ๊กที่ใช้การ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX™ ซีรีส์ 30 ที่นับเป็นตัวเลือกที่ดีเยี่ยมสำหรับการใช้งานทั้งกับแอปต่าง ๆ สร้างสรรค์ Content หรือผลงานสำหรับประกอบการเรียนที่จำเป็น

มาลองดูตัวเลือกโน้ตบุ๊กเกมมิ่งทรงประสิทธิภาพที่เราได้เลือกสรรค์มาให้คุณกันดีกว่า แล้วคุณจะได้เห็นว่า เครื่องที่ใช่สำหรับคุณจริง ๆ แล้ว มันเป็นยังไง

เครื่องสำหรับสายวิทย์, วิศวะ, เทคโนโลยี, คณิต

ใครจะไปอยากเสียเวลาอันมีค่ากับงานคิดคำนวณยาว ๆ หน่วยประมวลผลกราฟิกหรือ GPU ถือเป็นหัวใจหลักในการประมวลผลงานเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นแอปด้านวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ หรือแอปด้านวิศวกรรม ต่างก็ต้องใช้พลังจาก GPU ทั้งนั้น เครื่องโน้ตบุ๊ก MSI Katana GF66 ตัวนี้ มาพร้อมกับการ์ดจอ GeForce RTX™ 3060 ตัวใหม่ล่าสุดจาก NVIDIA ออกแบบมาพร้อมทำงานด้านการจำลอง Simulation, งานสร้างภาพ Visualization, งานประมวลผลคิดคำนวณ Computaion, งานเทรนระบบข้อมูลที่รวดเร็วทั้งสายวิทยาศาสตร์, เศรษฐศาสตร์ และงานประมวลผล AI

MSI Katana GF66 (45,990 บาท)

1024

พลังแห่งการสร้าง Content

และถ้าหากคุณเป็นสาย Creator แล้วล่ะก็ โน้ตบุ๊กในกลุ่ม NVIDIA Studio นับว่าเหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่ามีขุมพลังภายในที่ทรงพลังมาก ถูกออกแบบมาเป็นอย่างดีตามมาตรฐานที่วางเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นงานภาพหรืองานวิดีโอ การ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX™ ซีรีส์ 30 ก็เอาอยู่ แม้แต่งานระดับถ่ายหนังภาพยนตร์ การเรนเดอร์ไฟล์ตัดต่อความละเอียด 4K, 6K หรือแม้กระทั่ง 8K ก็เอาอยู่ทั้งหมด งานด้านดีไซน์เนอร์หรือศิลปินสร้างสรรค์ภาพต่าง ๆ ก็สามารถสร้างงานที่มีรายละเอียด 3D แบบครบกริบในทุกอณูได้อย่างง่ายด้าย รวดเร็ว รองรับสาย Adobe Creative Cloud ได้เลย ง่ายดายทุกอย่างเพียงปลายนิ้ว

geforce stem hero background image

เสริมพลังงานการเรียนรู้ไม่ว่าอยู่ที่ไหน

ยุคนี้การเรียนไม่ได้อยู่เพียงแค่ในห้องเรียนอีกต่อไปแล้ว แต่เรายังสามารถเข้าห้องเรียนแบบเสมือนจริงได้จากทุกที่ เทคโนโลยี NVIDIA Broadcast ได้ถูกสร้างขึ้นมาพร้อมกับระบบ AI ที่ช่วยให้การเรียนหรือทำงานแบบรีโมตได้ดีขึ้นกว่าเดิม ระบบ AI จะช่วยตัดเสียงรบกวนรอบข้างบรรยากาศที่เราอยู่ เพื่อไม่ให้เข้ามารบกวนระหว่างที่ประชุมวิดีโอคอลล์ สามารถเบลอภาพฉากพื้นหลังกล้องเว็บแคมของเราได้ กรณีที่ห้องของเรานั้นไม่ค่อยสวยงาม ดูรก หรือจะใส่ภาพแทนพื้นหลังเสมือนว่าเราอยู่ที่อื่นไปเลยก็ได้ และถ้าหากว่าห้องเรามืด ก็ยังมีระบบลบสัญญาณรบกวนในภาพ เพื่อให้ภาพหน้าเราคมชัดมากยิ่งขึ้น

โน้ตบุ๊ก ASUS TUF Dash F15 ที่มาพร้อมการ์ดตัวแรงทรงพลัง NVIDIA GeForce RTX™ 3070 และมีขนาดที่บางมาเป็นพิเศษเพียงแค่ 19.9 มิลลิเมตร มาพร้อมเทคโนโลยี NVIDIA Broadcast ทั้งหมดที่กล่าวไปข้างต้น นี่คือเครื่องที่พกพาสะดวกมากแต่ให้ประสิทธิภาพที่สูงเกินตัวไปหลายขุม

ASUS TUF Dash F15 (52,990 บาท)

6012f9f5c7ade g kv l

เทพเจ้าแห่งเกมมิ่ง

ใคร ๆ ก็รู้กันดีว่าเครื่องสายเกมมิ่งต้องมีการ์ดจอแยก และ NVIDIA GeForce RTX 3050 Ti ก็นับว่าเป็นสิ่งที่ขาดไปไม่ได้อย่างแน่นอน เพราะมีทั้งระบบ Ray Tracing, NVIDIA DLSS AI ที่ช่วยเพิ่มความสวยงามของภาพและความลื่นไหลในเกมมากยิ่งขึ้น ระบบ NVIDIA Reflex ที่ลดความหน่วงช้าของสัญญาณต่าง ๆ ทำให้การควบคุมเล่นเกมในทุกจังหวะตอบสนองแบบทันที ไม่มีอาการช้า หน่วง กระตุกให้เห็น และแม้แต่การเอาเครื่องนี้ไปใช้ทำงานด้านการเรียนต่าง ๆ มันก็ยังเหมาะมาก กับ Acer Nitro 5 ที่มีหน้าจอใหญ่เต็มตาขนาด 15.6 นิ้วอีกด้วย

Acer Nitro 5 (39,990 บาท)

Acer Nitro5 KSP7

from:https://notebookspec.com/web/616723-nvidia-college-life