คลังเก็บป้ายกำกับ: IT_KNOWLEDGE

ร่วมเสวนาด้าน Cybersecurity สำหรับหน่วยงาน CII ทั้ง 8 กลุ่ม ในงาน NCSA Thailand National Cyber Week 2023 วันที่ 17 – 18 กุมภาพันธ์ ณ สามย่านมิตรทาวน์

สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ขอเชิญเหล่าผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานด้าน Cybersecurity ของหน่วยงาน/องค์กรโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ (CII) ทั้ง 8 กลุ่ม รวมถึงนักเรียนนักศึกษาและประชาชนที่สนใจ เข้าร่วมการเสวนาด้าน Cybersecurity สำหรับหน่วยงาน/องค์กรด้าน CII ในงาน “Thailand National Cyber Week 2023” วันที่ 17 – 18 กุมภาพันธ์ ณ สามย่านมิตรทาวน์ ลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรี

📆 วันที่ 17 – 18 กุมภาพันธ์ 2023
⏰ เวลา 10:00 – 17:00 น.
🏢 สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์ (แผนที่, MRT สามย่าน)
🇹🇭 เสวนาภาษาไทยทุกเซสชัน
📍 ลงทะเบียนที่ www.thncw.com

สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแลด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของ CII ทั้ง 8 กลุ่ม จัดเสวนากลุ่มย่อยบนเวที NCSA Stage เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับประเด็นด้านภัยคุกคามไซเบอร์ ปัญหาและอุปสรรค การออกกฎหมาย นโยบาย และการกำกับดูแล รวมถึงแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด เพื่อรักษาหน่วยงาน/องค์กรด้าน CII ของไทยให้มีความมั่นคงปลอดภัย โดยแบ่งการเสวนาออกเป็น 8 เซสชัน ตาม CII ทั้ง 8 กลุ่มของ พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ โดยมีกำหนดการเสวนาดังนี้

วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2023

11:00 – 11:45 ความสำคัญของการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ด้านความมั่นคงของรัฐ กับวิสัยทัศน์ของประเทศไทย
วิทยากร
• สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ
• สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม
• คุณธาดา กิจมาตรสุวรรณ President Engineering, GenT Solution
13:30 – 14:15 บริการภาครัฐกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และความเป็นส่วนบุคคลของข้อมูลประชาชน
วิทยากร
• สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ
• สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน)
• คุณกฤษณา เขมากรณ์ Country Manager, M-Solutions Technology (Thailand)
14:30 – 15:15 เสริมความมั่นคงให้กับการบริการด้านสุขภาพ กับการป้องกันภัยคุกคามไซเบอร์สำหรับหน่วยงานสาธารณสุข
วิทยากร
• สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ
• สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข
• คุณณัฐพงษ์ ฟองสินธุ์ Senior Solution Architecture SEA, Infoblox
15:30 – 16:15 Manufacturing 4.0 กับการเสริมความมั่นคงให้ธุรกิจโรงงานและการผลิตด้วย Cybersecurity
วิทยากร
• สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ
• คุณนรินทร์​ฤทธิ์​ เปรม​อภิ​วัฒโน​กุล ​อุปนายก​ TISA
• ดร. ธัชพล โปษยานนท์ Country Director, Palo Alto Networks

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2023

11:00 – 11:45 การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ด้านการเงินธนาคาร เพื่อปกป้องชาวไทยจากการตกเป็นเหยื่อแก๊งอาชญากรไซเบอร์
วิทยากร
• สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ
• ธนาคารแห่งประเทศไทย
• สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
13:30 – 14:15 การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ให้โครงข่ายสัญญาณโทรคมนาคมทั่วไทย กับความสำคัญต่อภาคประชาชนและธุรกิจ
วิทยากร
• สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ
• คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ
• True Internet
• คุณสุรชัย ฉัตรเฉลิมพันธุ์ Country Cyber Security & Privacy Officer, Huawei
14:30 – 15:15 ความมั่นคงทางพลังงานและสาธารณูปโภคกับการเสริมแกร่งความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์
วิทยากร
• สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ
• สำนักงานปลัดกระทรวงพลังงาน
• การไฟฟ้านครหลวง
• คุณปิยธิดา ตันตระกูล Country Manager (Thailand), Trend Micro
15:30 – 16:15 ผลกระทบของภัยคุกคามไซเบอร์ต่อการคมนาคมขนส่งทั่วไทย และการรับมือของประเทศไทย
วิทยากร
• สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ
• สำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคม
• สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย

* กำหนดการและรายชื่อวิทยากรอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม

🎉 พิเศษ!! ลงทะเบียนและเข้าร่วมงานเพื่อลุ้นรับ iPhone 14, iPad (Gen 10), Apple Watch รวม 20 รางวัล และทองแท่ง 2 บาท 5 รางวัล รวมมูลค่ากว่า 1,000,000 บาท

from:https://www.techtalkthai.com/ncsa-thailand-national-cyber-week-2023-panel-discussion/

13 เทรนด์ Digital Transformation แห่งปี 2023

แม้ว่าปีที่ผ่าน ๆ มา Digital Transformation จะเป็นเทรนด์ยอดฮิตที่หลายองค์กรจำต้องเร่งปรับตัวเพื่อให้ทันกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แต่ในปี 2023 นี้ที่โลกดูเหมือนจะรับสถานการณ์ COVID-19 ได้แล้ว ก็ยังคงมีประเด็นอื่น ๆ มากมายที่ทำให้องค์กรจำต้องทรานส์ฟอร์มอย่างต่อเนื่อง 

ตามข้อมูลจาก Statista นั้นได้คาดการณ์ว่าธุรกิจต่าง ๆ ทั่วโลกจะมีการใช้จ่ายในเรื่อง Digital Transformation พุ่งไปถึง 3.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2026 จากในปี 2022 อยู่ที่ 1.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเรียกว่าเติบโตขึ้นมากกว่า 2 เท่าภายในเวลา 4 ปีเท่านั้น พูดอีกมุมหนึ่งก็คือ Digital Transformation จะยังคงเป็นเทรนด์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องไปอีกอย่างน้อย 4 ปี

บทความนี้ คือ 13 เทรนด์การทำ Digital Transformation แห่งปี 2023 ที่เชื่อว่าจะมีผลกระทบกับทุกองค์กรซึ่งแม้ว่าจะเป็นธุรกิจที่ไม่ใช่เชิงเทคนิค ก็ยังจำเป็นต้องเริ่มทรานส์ฟอร์มองค์กรแล้วด้วยเช่นกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ เสริมศักยภาพ สร้างความยืดหยุ่น ให้ทันรับกับสถานการณ์โลกที่จะเปลี่ยนแปลงไปอีก และเพื่อยังคงสถานะการแข่งขันในตลาดได้ต่อไป

1. Automation เสริมประสิทธิภาพไปอีกขั้น

เทคโนโลยี Automation คือหนึ่งในสิ่งที่จะใคร ๆ จะมองหามากที่สุดในการทำ Digital Transformation ในปีนี้ ด้วยปัญหาความไม่แน่นอน (Uncertainty) ทั้งหลายที่เกิดขึ้น อาทิ เงินเฟ้อ ราคาพลังงานที่แพงขึ้น ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ จึงทำให้เทคโนโลยี Automation คือสิ่งที่จำเป็นอย่างมากเพื่อช่วยให้องค์กรมีผลิตผล (Productivity) สูงขึ้น ใช้แรงงานมนุษย์น้อยลง รวมทั้งกระบวนงานที่ทำให้กลายเป็นแบบดิจิทัลแล้วนั้นจะเกิดความผิดพลาดน้อยลงอีกด้วย

ตามแบบสำรวจจาก Deloitte ยังชี้ให้เห็นว่า 53% ขององค์กรได้เริ่มพัฒนาระบบ Robotic Process Automation (RPA) แล้ว ส่วน Gartner นั้นทำนายไว้ว่าภายในปี 2024 ระบบ Hyper-automation จะทำให้องค์กรสามารถลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลงไปได้สูงถึง 30% และตลาดซอฟต์แวร์ Hyper-automation นั้นจะสูงถึง 860,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐอีกด้วย หากองค์กรใดยังไม่ได้พิจารณาในเรื่อง Automation มาก่อน ควรเริ่มพิจารณาได้แล้วว่ามีกระบวนการหรือขั้นตอนใดที่สามารถทดแทนด้วยระบบ Automation ได้บ้าง

Ex. Smart Factory

2. เครื่องมือ Low Code/No Code สนับสนุนแรงงานขาดแคลน

อย่างที่รู้กันว่าปัญหาแรงงานขาดแคลน (Talent Shortage) ยังคงเป็นอยู่อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ทีมไอทีจำต้องอยู่ภายใต้ความกดดันอย่างมากเมื่อต้องทำเรื่อง Digital Transformation ให้กับองค์กร และหนึ่งในเครื่องมือที่จะช่วยทำให้เกิดกระบวนงานอัตโนมัติได้อย่างรวดเร็วนั่นคือเครื่องมือแบบ Low Code/No Code ที่สามารถช่วยสนับสนุนการการพัฒนาระบบอย่างรวดเร็วขึ้น พร้อมกับแก้ไขปัญหาแรงงานขาดแคลนได้อย่างมาก

ด้วยความสามารถของเครื่องมือที่ใช้การเขียนโค้ดที่น้อย (Low Code) หรือไม่ต้องเขียนเลย (No Code) จะทำให้องค์กรสามารถสร้าง “ทีมผสม (Fusion Team)” ที่รวมคนจากฝั่งธุรกิจกับฝั่งเทคโนโลยีมาไว้ในทีมเดียวกันได้มากขึ้น ซึ่งเครื่องมือ Low Code/No Code จะเป็นตัวกระตุ้นให้ทีมนี้สามารถสร้างสรรค์โครงการใหม่ ๆ ขึ้นมาได้เร็วกว่าในอดีตอย่างมาก เพราะการมีคนจากฝั่งธุรกิจที่เข้าใจความต้องการของผู้ที่ใช้งานจริง ๆ โดยตรง และสามารถใช้งานเครื่องมือ Low Code/No Code ได้ด้วยตนเอง จึงทำให้เกิดเป็นโซลูชันที่ใช้งานได้จริงอย่างรวดเร็ว ตรงโจทย์ทางธุรกิจมากขึ้น และถ้าหากจำเป็นต้องใช้ทำอะไรที่ซับซ้อน ทีมเทคนิคก็จะสามารถสนับสนุนได้ทันที 

3. AI/ML ปลดล็อกศักยภาพไปอีกขั้น

วิวัฒนาการของ AI/ML ที่เกิดขึ้นมาอย่างก้าวกระโดดนั้น กำลังเปลี่ยนโลกของการทำงานไปโดยสิ้นเชิง ตามที่เห็นได้ว่าหลาย ๆ งานในปัจจุบันนั้นสามารถใช้ระบบ AI ทดแทนมนุษย์ได้แบบครบถ้วน เช่น ระบบแนะนำส่วนบุคคล ระบบรู้จำใบหน้า เอกสาร หรือป้ายทะเบียนรถยนต์ แชทบอท หรือว่าระบบวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งนอกจากจะทำให้ประสิทธิภาพดีขึ้นแล้ว ยังมีความแม่นยำมากกว่า แถมประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่าอีกด้วย ซึ่งปี 2023 นี้ AI/ML ก็จะยังคงเติบโตและสามารถปลดล็อกศักยภาพใหม่ ๆ ไปอีกขั้นให้เห็นกันทั่วโลกอย่างแน่นอน 

ที่สำคัญ การกำเนิด ChatGPT ที่ได้ทำให้โลกเกิดความกังวลมากมายตั้งแต่ปลายที่ผ่านมานั้น ก็ดูเหมือนจะยิ่งปรับภูมิทัศน์การทำงานยุคใหม่ไปอีกขั้น ซึ่งไม่แน่ว่าโลกการทำงานในอนาคต องค์กรต่าง ๆ อาจต้องแข่งขันกันในเรื่องความสามารถในการปรับใช้ AI ต่าง ๆ ที่มีให้บริการทั่วโลก อย่าง ChatGPT, Midjourney หรือ Imagen แทน ซึ่งหากองค์กรใดที่ไม่ได้ใช้งาน AI ใด ๆ เลย ก็อาจจะตกขบวนและออกจากการแข่งขันไปได้อย่างง่ายดาย

4. Composability เสริมความคล่องตัว

แน่นอนว่าความคล่องตัว (Agility) คือสิ่งที่จำเป็นอย่างมากในสถานการณ์ทุกวันนี้ แต่ทว่าองค์กรส่วนใหญ่จะไม่สามารถสร้าง Agility ขึ้นมาได้เพราะเทคโนโลยีที่ใช้งานยังล้าหลังเกินไป ผนวกกับเรื่องข้อมูลภายในองค์กรที่ยังเป็นไซโล (Silo) อยู่จำนวนมาก จึงทำให้ Mulesoft คาดว่าปี 2023 นี้ หลายองค์กรจะแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วยกลยุทธ์ถอดประกอบได้ (Composable) กันมากขึ้น คือการพัฒนาสิ่ง ๆ ให้สามารถ “ใช้ซ้ำ (Reuse)” เพื่อทำให้ทีมงานสามารถนำไปประยุกต์ (Adapt) ต่อยอดได้ทันกับตามความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว 

นอกจากนี้ Gartner ยังได้คาดการณ์ไว้ด้วยว่า ภายในปี 2023 องค์กรใหญ่ ๆ กว่า 60% จะมีการใส่กลยุทธ์การเป็น “Composable Enterprise” เพิ่มเป็นอีกเป้าหมายขององค์กร เนื่องจากองค์กรที่ใช้กลยุทธ์ Composable จะสามารถเร่งความเร็วในการพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ออกมาให้ผู้ใช้งานได้สูงถึง 80% เลยทีเดียว นี่จึงเป็นอีกเทรนด์ที่จะทำให้หลาย ๆ องค์กรทั่วโลกสามารถทรานส์ฟอร์มได้สำเร็จในปีนี้

5. Total Experience (TX) ประสบการณ์ทั้งฝั่งผู้บริโภคและพนักงาน

ก่อนหน้านี้องค์กรส่วนใหญ่มักจะมุ่งเน้นในเรื่องการปรับปรุงประสบการณ์ผู้บริโภค (Customer Experience : CX) เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตและสร้างความจงรักภักดี (Loyalty) ต่อแบรนด์ หากแต่หลังจากนี้ องค์กรจะเริ่มกลับมาสนใจในประสบการณ์ของพนักงาน (Employee Experience : EX) กันมากขึ้น เพราะสิ่งนี้คืออีกหนึ่งในปัจจัยสำคัญของความสำเร็จองค์กรในอนาคต และทั้งสองส่วนนี้รวมกันเรียกว่า Total Experience (TX)

เรื่องนี้ Mulesoft ได้คาดการณ์ว่าในปี 2023 นี้ จะมีองค์กรชั้นนำจำนวนมากเริ่มพิจารณาเรื่อง Total Experience มากขึ้น เพื่อปรับปรุงเส้นทาง (Journey) ในการเป็นลูกค้าหรือว่าพนักงานให้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนที่เป็นทั้งพนักงานและผู้บริโภคในเวลาเดียวกันนั้นจะยิ่งทำให้เกิดประสบการณ์ร่วมที่เหนือไปอีกขั้น และนอกจากจะทำให้ประสบการณ์ของพนักงานดีขึ้นแล้ว ยังเสริมให้องค์กรมีมูลค่าทางธุรกิจมากขึ้นอีกด้วย แถมยังเป็นการนำเอาเทคโนโลยีที่มีอยู่แล้วจากฝั่งลูกค้ามาใช้ซ้ำในฝั่งพนักงานในทำนองเดียวกันได้เลย ดังนั้น ทุกองค์กรสามารถทำได้ทันที ซึ่ง Gartner คาดการณ์ว่าภายในปี 2024 องค์กรที่มุ่งเน้นเรื่อง TX จะเหนือกว่าคู่แข่งในเรื่องความพึงพอใจทั้ง CX และ EX ถึง 25% 

6. Automated Data Intelligence ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลอย่างแท้จริง

ที่ผ่านมาจะเห็นว่าแทบทุกองค์กรกำลังพยายามขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven) กันทั้งสิ้น แต่ทว่าข้อมูลที่ถือว่าเป็นสินทรัพย์อันมีค่านี่เองนั้นกลับยังคงถูกจัดเก็บไว้เป็นไซโล (Silo) เสียส่วนใหญ่ จะเรียกใช้ก็มักจะเกิดความติดขัดอะไรมากมายภายในองค์กรอยู่เสมอ แต่ Mulesoft ได้ชี้ว่าหลาย ๆ องค์กรจะแก้ปัญหานี้ด้วยวิธีการ Composable เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลกันได้ง่ายขึ้น ซึ่งเมื่อดำเนินการได้สำเร็จจะทำให้เกิด “Data Fabric” ที่ข้อมูลจะเชื่อมโยงกันได้ทุกแพลตฟอร์มและกับผู้ใช้งานในภาคธุรกิจ เหมือนผ้าที่ถักร้อยไว้ด้วยกัน

นอกจากนี้ ถ้าองค์กรมีการลงทุนในระบบวิเคราะห์ข้อมูลแบบ Real Time เพิ่มเติมใน Data Fabric แล้ว จะยิ่งเสริมทำให้องค์กรสามารถดำเนินการตัดสินใจได้อย่างอัตโนมัติ (Automate Decision-Making) และสามารถใช้งานข้อมูลได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ซึ่งทั้งสองสิ่งจะทำให้กลายเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลได้อย่างแท้จริง

7. Cybersecurity ที่เชื่อมโยงหลาย Layer มากขึ้น

เรื่อง Cybersecurity คือสิ่งที่คู่กันกับ Digital Transformation อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเนื่องจากองค์กรมีการลงทุนในสถาปัตยกรรมแบบกระจาย (Distributed Architecture) และเทคโนโลยีที่ขอบ (Edge Technology) กันมากขึ้น จึงส่งผลให้ปีนี้คาดว่าจะเกิดความเสี่ยงในเรื่องความมั่นคงปลอดภัย (Security) มากขึ้นกว่าเดิมอีก ดังนั้น องค์กรควรต้องปรับใช้แนวทางการสร้าง “Cybersecurity Mesh” หรือสถาปัตยกรรมแบบ Composable ที่เชื่อมโยงบริการ Security ให้มีความหลากหลายและซ้อนกันไว้หลาย ๆ ชั้นกระจายไว้ในทุก ๆ จุด

ในเรื่องนี้ Gartner กล่าวว่าภายในปี 2024 องค์กรที่ได้ปรับใช้สถาปัตยกรรม Cybersecurity Mesh นั้นจะสามารถลดผลกระทบด้านการเงินจากเหตุการณ์โจมตี Security ลงไปได้โดยเฉลี่ยถึง 90% เลยทีเดียว แต่อย่างไรก็ดี การจะทำให้วิธีการนี้ได้สำเร็จ ก็อาจจำเป็นต้องมีระบบการบริหารสักตัวที่สามารถจัดการทุก Connection, API หรือพวก Component ต่าง ๆ อย่าง Automation Bot ที่ใช้งาน ได้จากหน้าจอ Administration ในที่เดียว เพื่อทำให้เห็นภาพรวมของทุกส่วนขององค์กร แล้วบริหารจัดการความเสี่ยงในทุก ๆ Attack Surface ที่อาจเหตุโจมตีขึ้นได้อย่างครอบคลุม

https://o.aolcdn.com/images/dims?quality=85&image_uri=https%3A%2F%2Fs.yimg.com%2Fos%2Fcreatr-images%2F2020-04%2F64396da0-78f4-11ea-afff-833061cb28e1&client=amp-blogside-v2&signature=0d230e4b613954dcba74674423e4014cfefaeb47

8. Hybrid Workforce อยู่ที่ไหนก็ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จากสถานการณ์แพร่ระบาดของ COVID-19 เกิดขึ้นและอาจจะกำลังผ่านพ้นไป ได้ทำให้แนวทางการทำงานในยุคใหม่เปลี่ยนแปลงไปอย่างถาวรก็ว่าได้ ซึ่งตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมานั้นได้พิสูจน์ให้เห็นส่วนหนึ่งแล้วว่าพนักงานหลาย ๆ ตำแหน่งสามารถทำงานจาก “ที่ไหนก็ได้” ได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นกัน นั่นแปลว่าหลาย ๆ องค์กร อาจไม่จำเป็นต้องให้พนักงานเข้ามาที่ออฟฟิศพร้อม ๆ กันทั้งหมดก็เป็นได้ 

สิ่งนี้เรียกว่า “Hybrid Workforce” ที่ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ องค์กรจะเริ่มเกิดทีมทำงานที่ผสมผสานพนักงานจากหลายที่หลายแห่ง หลาย Time Zone ที่สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจำเป็นจะต้องพึ่งพาเครื่องมือนวัตกรรมใหม่ ๆ อาทิ เครื่องมือประชุมทางไกล Collaboration Tool และอื่น ๆ เพื่อสนับสนุนให้ทีมงาน Hybrid Workforce ให้ทำงานได้เหมือนกับช่วงยุคก่อนที่ COVID-19 จะแพร่ระบาดเกิดขึ้น 

9. Cloud Migration จะมีมากขึ้น

อีกสิ่งหนึ่งที่คู่กับการทำ Digital Transformation นั่นคือเทคโนโลยี Cloud ซึ่งจะเห็นว่าองค์กรธุรกิจเริ่มทยอยหันมาใช้งาน Cloud กันมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะสิ่งนี้ได้พิสูจน์ให้หลาย ๆ แห่งเห็นแล้วว่าสามารถลดค่าใช้จ่าย เสริมประสิทธิภาพการทำงาน รวมทั้งลดปัญหาการบำรุงรักษาที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง หรือเรื่องการจ้างพนักงานเพื่อมาดูแลระบบหลังบ้านของตัวเอง เป็นต้น

อย่างไรก็ดี การใช้ Cloud เจ้าเดียวหรือที่เดียวนั้นก็เริ่มจะไม่เพียงพอในการให้บริการได้อย่างมีเสถียรภาพ จนทำให้เกิดการใช้งานแบบ Hybrid Cloud อันเป็นเทรนด์มาก่อนหน้านี้ และในปี 2023 จะเริ่มเห็นการปรับใช้สถาปัตยกรรม Multi Cloud มากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อทำให้บริการมีความเสถียรภาพสูง ลดความเสี่ยงต่าง  ๆ รวมทั้งเวลา Downtime ได้ หากแต่การปรับใช้ Cloud กันมากขึ้นก็ทำให้มีช่องโหว่ในเรื่องความมั่นคงปลอดภัยที่มากขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งสิ่งนี้เองคือส่วนที่ทั้งผู้ใช้งานและผู้ให้บริการทั้งหลายต้องคิดคำนึงถึงไปด้วยพร้อม ๆ กัน

10. Everything as a Service (XaaS) ทุกอย่างเป็นบริการได้หมด

เช่นเดียวกับเรื่อง Total Experience ในมุมของบริการหรือ Service ต่าง ๆ ก็จะเห็นได้ชัดมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าทุกอย่างสามารถให้บริการผ่าน Cloud ได้ทั้งหมด ซึ่งนั่นแปลว่าโลกกำลังจะเริ่มกลายเป็น Everything-as-a-Service (XaaS) ที่ไม่ว่าจะเป็นบริการหรือแอปพลิเคชันอะไร ก็จะกลายเป็นบริการที่เข้าถึงได้ง่าย เริ่มใช้งานได้อย่างรวดเร็วแทบจะทันที 

ปีนี้และถัด ๆ ไป จะได้เห็นบริการที่จะมาในรูปแบบลักษณะ Subscription มากขึ้น แทนที่จะเป็นการจ่ายเงินเพื่อซื้อ License แทน ด้วยข้อดีที่ทำให้ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องลงทุนด้วยเม็ดเงินจำนวนมากโดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ อย่างเช่นเครื่อง Server รวมถึงค่าบำรุงรักษา รวมทั้งเรื่องความเร็วที่ผู้ใช้สามารถเริ่มต้นใช้งานได้แทบจะทันที จึงทำให้ผู้ใช้งานเลือกที่จะไปใช้บริการ as-a-Service มากกว่า และนั่นคือสิ่งที่ทำให้ผู้ให้บริการต้องปรับตัว จนกลายเป็น Everything-as-a-Service นั่นเอง

Shot of a programmer connecting to a user interface while working in an office at night

11. Blockchain จะมีการลงทุนมากยิ่งขึ้น

แม้ว่าตลาด Cryptocurrency จะดำดิ่งไปในช่วงปีที่ผ่านมา แต่เทคโนโลยี Blockchain นั้นคือส่วนแกน (Core) ที่ยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเห็นว่าหลาย ๆ องค์กรและอุตสาหกรรมยังคงนำเอาเทคโนโลยีไปปรับใช้กันมากขึ้น แต่อย่างไรก็ดี มีบางอุตสาหกรรมที่ได้พิสูจน์แล้วว่า Blockchain ไม่ได้อาจช่วยแก้ไขปัญหาได้ทุกสิ่ง 

ทั้งนี้ จนถึงปัจจุบัน Blockchain ก็ยังคงถือว่าเป็นเทคโนโลยีเกิดใหม่ (Emerging Technology) และยังคงมีโอกาสที่จะดิสรัป (Disrupt) เทคโนโลยีดั้งเดิมได้ ซึ่งปีนี้คงจะได้เห็นการลงทุนพัฒนาในเทคโนโลยี Blockchain อย่างต่อเนื่อง และเชื่อว่าจะยังคงจะได้เห็น Blockchain ใหม่ ๆ กับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ออกมา ซึ่งต้องติดตามกันต่อไปว่าวิวัฒนาการที่เกิดขึ้นจะสามารถแก้ไขปัญหาได้จริงหรือไม่ และเทคโนโลยีกับอุตสาหกรรมกำลังจะขับเคลื่อนไปในทิศทางใดต่อไป

Source: ShutterStock.com

12. กำเนิด Customer Data Platform จำนวนมาก

Customer Data Platform (CDP) นั้นเป็นเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงแอปพลิเคชันและฐานข้อมูลต่าง ๆ เข้าไว้ด้วยกันเพื่อทำให้องค์กรมีข้อมูลสำหรับวิเคราะห์ลูกค้าแต่ละคน เพื่อสร้างความเข้าใจลูกค้าแต่ละแห่งให้กับองค์กรได้มากที่สุด และสร้างโอกาสให้กับธุรกิจในการทำการตลาดหรือขายสินค้าในอนาคตได้อย่างตรงจุด และเป็นส่วนบุคคลที่มากยิ่งขึ้น

ดังนั้น ปีนี้จะเห็นหลาย ๆ องค์กรเร่งพัฒนา CDP กันมากยิ่งขึ้นอย่างแน่นอนเพราะโลก Cookieless World นั้นก็กำลังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ส่งผลให้ข้อมูลลูกค้าที่องค์กรจัดเก็บเองจึงจะมีความสำคัญมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ในการทำธุรกิจในอนาคตต่อไป

13. Sustainability คือทุกสิ่งที่ต้องคำนึง

วินาทีนี้ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารระดับสูงหรือพนักงานทั่วไปก็ตาม จำเป็นต้องพิจารณาในเรื่องของความยั่งยืน (Sustainability) ที่จะมีผลกระทบกับสภาพแวดล้อมธรรมชาติกันทั้งสิ้น เพราะแม้ว่าก่อนหน้านี้ผู้บริหารทั้งหลายจะออกมาพูดในเรื่องความยั่งยืนกันอย่างหนัก แต่ก็ยังไม่พอที่จะทำให้ปัญหาเรื่องสภาพภูมิอากาศหายไปจากโลกใบนี้ได้ในอนาคต

หลังจากนี้ องค์กรที่จะสามารถสร้างความแตกต่างทางธุรกิจในอนาคตได้นั้นจะต้องเป็นกลุ่มองค์กรมุ่งเน้นเรื่อง Sustainability ที่สามารถลดหรือไร้การปล่อยมลพิษต่าง ๆ ออกมาสู่โลกใบนี้ได้สำเร็จ ซึ่งจะเห็นภาพนี้ชัดขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคตอันใกล้ โดย Mulesoft ชี้ว่าในปี 2023 นี้องค์กรจะแสวงหาแนวทางในการขับเคลื่อนเรื่อง Sustainability ในการดำเนินงานต่าง ๆ ผ่านการใช้กลยุทธ์ Composable กันมากขึ้น เพื่อปลดล็อกการเชื่อมโยงข้อมูลและแอปพลิเคชันต่าง ๆ พร้อมกับปรับใช้ Automation และ Analytics เพื่อค้นหาข้อมูลเชิงลึก (Insight) ที่จะทำให้การทำธุรกิจมีประสิทธิภาพและมีความยั่งยืนไปพร้อม ๆ กัน ซึ่ง ณ ตอนนี้ ผู้นำองค์กรบางส่วนก็ได้เริ่มนำเอาเรื่อง Sustainabiltiy เข้าไปอยู่ในหัวใจของธุรกิจแล้วและคาดว่าจะมีงบประมาณมาลงทุนในเรื่องนี้ราว 10-20% ในอีก 3 ปีข้างหน้า

References

from:https://www.techtalkthai.com/top-13-digital-transformation-trends-of-year-2023/

TechTalk Webinar: ย้ายข้อมูลไป MongoDB เริ่มได้ตั้งแต่วันนี้สู่เส้นทาง NoSQL

TechTalkThai ขอเชิญผู้ปฏิบัติงานในสายไอทีทุกท่านเข้าร่วมสัมมนาออนไลน์ในหัวข้อ “ย้ายข้อมูลไป MongoDB เริ่มได้ตั้งแต่วันนี้สู่เส้นทาง NoSQL” ซึ่งท่านจะได้เรียนรู้กับประโยชน์ของการใช้ NoSQL ที่จะช่วยให้แอปพลิเคชันมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยงานจะจัดขึ้นในวันอังคารที่ 21 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 14.00-15.30น. โดยมีกำหนดการลงทะเบียนดังนี้

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ : ย้ายข้อมูลไป MongoDB เริ่มได้ตั้งแต่วันนี้สู่เส้นทาง NoSQL

วันเวลา : วันอังคารที่ 21 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 14.00-15.30น.

วิทยากร : คุณ ปิติ จำปีทอง ตำแหน่ง Senior Consulting Engineer, MongoDB

ลิงก์ลงทะเบียน : https://us06web.zoom.us/webinar/register/WN_Er7foRDYTtGfFb_K0XMI3g

Relational Database หรือฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์นั้นถือกำเนิดขึ้นมาราว 1970 โดยสามารถเข้าถึงด้วยคำสั่งที่เรียกว่า SQL (Structured Query Language) โดยปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นคือความซ้ำซ้อนของข้อมูลที่ทำให้ค่าใช้จ่ายสูงขึ้นกว่าเวลาในการพัฒนา ซึ่งโครงสร้างแบบตารางเป็นสิ่งตายตัว ซับซ้อน เปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ลำบาก และมีค่าใช้จ่ายสูงเมื่อต้องการทำ Vertical Scaling

ในช่วงปลายทศวรรษ 2000 มีฐานข้อมูลชนิดใหม่ขึ้นที่เรียกว่า NoSQL โดยเน้นการปรับขยาย สืนค้นข้อมูลได้รวดเร็ว รองรับการเปลี่ยนแปลงแอปพลิเคชันได้บ่อยตามความต้องการและอำนวยความสะดวกต่อนักพัฒนา

ในงานสัมมนาครั้งนี้ท่านจะได้รับฟัง หัวข้อต่างๆเหล่านี้

  • ความแตกต่างระหว่างฐานข้อมูล SQL และ NoSQL
  • ข้อดีของการใช้ฐานข้อมูล NoSQL ที่เหนือกว่าฐานข้อมูล SQL
  • วิธีเริ่มต้นใช้งานฐานข้อมูล NoSQL

ลงทะเบียนตอนนี้ เพื่อเริ่มต้นสู่เส้นทาง NoSQL โดยวิทยากร คุณ ปิติ จำปีทองที่พร้อมจะตอบทุกคำถามของคุณเมื่อสิ้นสุดการนำเสนอ ห้ามพลาดโอกาสนี้ที่จะได้เรียนรู้และเก็บข้อมูลเพิ่มเติม!

from:https://www.techtalkthai.com/techtalk-webinar-move-to-mongodb-nosql/

“Logistics Automation Expo (LAE) 2023” งานนวัตกรรม แหล่งรวมผู้ประกอบการอุตสาหกรรม Supply Chain & Logistics 19–21 ก.ค.66 ณ ไบเทคบางนา ฮอลล์ EH101 [Guest Post]

งานเอ็กซ์โปที่เปิดพื้นที่ให้คุณได้แสดงเทคโนโลยี นวัตกรรม โซลูชันสุดล้ำที่งานนี้ อีกทั้งได้สร้างโอกาสการพบปะ พูดคุยกับผู้คนในอุตสาหกรรมเดียวกัน , แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และ สร้างเครือข่ายทางธุรกิจที่เพิ่มมากขึ้น อีกทั้งยังเสริมสร้างภาพลักษณ์แบรนด์คุณให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น

Logistics Automation Expo (LAE) 2023 คือ แพลตฟอร์มที่สร้างโอกาสทางการแลกเปลี่ยนทางธุรกิจ, พาร์ทเนอร์ อีกทั้งได้พบปะผู้มีอำนาจในการตัดสินใจโดยตรง จากหลายร้อยธุรกิจได้จากงานนี้ วันที่ 19 – 21 กรกฎาคม 2566 ณ ไบเทคบางนา ฮอลล์ EH101

ติดต่ออีเว้นท์

from:https://www.techtalkthai.com/logistics-automation-expo-lae-2023-at-bitec-bangna-guest-post/

NCSA Webinar Series EP.5 – แนวทางการสร้างความสมดุลระหว่าง Security และ Privacy และการประยุกต์ใช้ Zero Trust ในองค์กร

สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ร่วมกับ Cyber Elite และ Zscaler ขอเรียนเชิญผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานด้าน Cybersecurity เข้าร่วมงานสัมมนา NCSA Webinar Series EP.5 เรื่อง “แนวทางการสร้างความสมดุลระหว่าง Security และ Privacy และการประยุกต์ใช้ Zero Trust ในองค์กร” ในวันพฤหัสบดีที่ 9 กุมภาพันธ์ 2023 เวลา 14:00 – 15:30 น. ผ่านทาง LIVE Webinar

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: แนวทางการสร้างความสมดุลระหว่าง Security และ Privacy และการประยุกต์ใช้ Zero Trust ในองค์กร
วันเวลา: วันพฤหัสบดีที่ 9 กุมภาพันธ์ 2023 เวลา 14:00 – 15:30 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
ภาษา: ไทย
ลิงก์ลงทะเบียน: https://us06web.zoom.us/webinar/register/WN_o3vwzCg0ReOaM-tEVXW59w

กำหนดการบรรยาย

14:00 – 14:15 กล่าวเปิดงานและแนะนำหน่วยงาน สกมช.
โดยสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ
14:15 – 15:15 เสวนากลุ่มย่อย: แนวทางการสร้างความสมดุลระหว่าง Security และ Privacy และการประยุกต์ใช้ Zero Trust ในองค์กร
เรียนรู้การหาจุดสมดุลระหว่างการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความมั่นคงปลอดภัยและนโยบายความเป็นส่วนตัวตามมาตรฐานสากลจากผู้มีประสบการณ์จริง รวมถึงการนำสถาปัตยกรรม Zero Trust มาปรับใช้เพื่อพาองค์กรเข้าสู่การทำ Digital Transformation ให้ประสบความสำเร็จและมั่นคงปลอดภัย
วิทยากร: คุณกฤษฎา คำแท้ Head of Cybersecurity Department จาก Cyber Elite และคุณสุทธินันท์ แท่นนิล Senior Cybersecurity Consultant จาก Zscaler
15:15 – 15:30 Q&A

from:https://www.techtalkthai.com/ncsa-webinar-series-ep-5-by-cyber-elite/

“Cold Chain Exhibition 2023” ต้อนรับสู่ความก้าวหน้าของธุรกิจคุณกับงานแสดงสินค้าโคลด์ เชน 19–21 ก.ค.66 ณ ไบเทคบางนา ฮอลล์ EH101 [Guest Post]

Cold Chain Exhibition คืองานแสดงสินค้าและสัมมนา โดยเป็นแหล่งศูนย์รวมผู้นำระดับภูมิภาคเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นในธุรกิจด้านโครงสร้างพื้นฐานห้องเย็น, อุปกรณ์ทำความเย็น, การขนส่งแบบห้องเย็น และซัพพลายเชนเกี่ยวกับห้องเย็นทั้งหมด

งานนี้เป็นเสมือนเวทีที่แสดงนิทรรศการของ Cold Chain Logistics โดยท่านจะได้แสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีต่าง ๆ ทั้งระบบการจัดการการแก้ไขและ บริการเสริมที่รวมอยู่ใน Cold Chain ทั้งหมด ท่านจะพบการลงทุนใหม่ เทคโนโลยีที่ใหม่กว่า และ เป็นการเปิดโอกาสที่ยิ่งใหญ่ที่จะหลั่งไหลเข้ามาหาคุณในงานนี้

พบกับองค์กรระดับแถวหน้าจากอุตสาหกรรม Cold Chain ไม่ว่าจะเป็นบริษัทซัพพลายเชนเกี่ยวกับห้องเย็น, เจ้าของธุรกิจห้องเย็น, ธุรกิจอาหาร, ผู้ผลิตยา, ธุรกิจอาหารสด, บริษัทผลิตภัณฑ์นม (Dairy Product) และบริษัทรายใหญ่ที่มีความต้องการใช้สินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ Cold Chain

ภายในงานสัมมนา

Food and Pharma Logistics Conference ในงานแสดงสินค้าได้จัดสัมมนา ซึ่งมีการแลกเปลี่ยนเสวนาเรื่องนวัตกรรมเทคโนโลยีอุตสาหกรรม Cold Chain ที่อัพเดทเทรนด์ล่าสุด จนถึงการรับมือกับผลกระทบอย่างไรในอนาคต เพื่อธุรกิจของคุณได้คว้าส่วนแบ่งทางการตลาด อีกทั้งยังได้พูดคุยกับพาร์ทเนอร์มากมายจากงานนี้

มาสร้างโอกาสให้ธุรกิจและ สร้างแบรนด์ เพื่อพลักดันระดับธุรกิจของคุณก้าวไปสู่ความสำเร็จในระดับนานาชาติ พบกันได้ที่ไบเทคบางนา ฮอลล์ EH101 วันที่ 19 – 21 กรกฎาคม 2566 ณ ไบเทคบางนา ฮอลล์ EH101

ติดต่ออีเว้นท์

from:https://www.techtalkthai.com/cold-chain-exhibition-2023-at-bitec-bangna-guest-post/

เช็คตำแหน่งานที่เปิดรับใน Cyber Job Fair งาน NCSA Thailand National Cyber Week 2023 วันที่ 17 – 18 กุมภาพันธ์ ณ สามย่านมิตรทาวน์

สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ขอเชิญนักศึกษาจบและผู้ที่สนใจเข้าสู่สายงานด้าน Cybersecurity ร่วมค้นหาตำแหน่งงานที่น่าสนใจของ สกมช.​ และบริษัทชั้นนำด้าน Cybersecurity ของไทย ใน Cyber Job Fair งาน NCSA Thailand National Cyber Week 2023 วันที่ 17 – 18 กุมภาพันธ์ ณ สามย่านมิตรทาวน์ ลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรี

📆 วันที่ 17 – 18 กุมภาพันธ์ 2023
⏰ เวลา 10:00 – 17:00 น.
🏢 สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์
📍 ลงทะเบียนที่ www.thncw.com

ตำแหน่งงานที่น่าสนใจที่เปิดรับใน Cyber Job Fair งาน NCSA Thailand National Cyber Week 2023 มีดังนี้

สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.)

พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562 มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2562 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดนโยบาย มาตรการ แนวทางการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ สำหรับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ ในการป้องกัน รับมือ และลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ มิให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ และความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ รวมทั้งให้ สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) เป็นหน่วยงานรับผิดชอบงานตามพระราชบัญญัติ และประสานการปฏิบัติงานร่วมกันทั้งภาครัฐและเอกชน ไม่ว่าในสถานการณ์ทั่วไปหรือสถานการณ์ที่เป็นภัยต่อความมั่นคงอย่างร้ายแรง อันจะทำให้การป้องกันและการรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

เว็บไซต์: https://www.ncsa.or.th/

ตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัคร ได้แก่

  • SOC Security Engineer
  • Security Architect
  • Audit Project Manager (Cyber Security)
  • Cyber Security Officer

Bangkok MSP

แบงคอกเอ็มเอสพี เป็นบริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านการให้บริการระบบความปลอดภัยทาง IT Security โดยมี Products ที่ให้บริการครอบคลุมกับทุกด้านของความปลอดภัยและยังรวมไปถึงการให้บริการในรูปแบบ As a service โดย แบ่งออกเป็นทั้งหมด 3 ด้าน ด้วยกันคือ Soc as a Service, Operation IT as a Service และ System Security As a Service

เว็บไซต์: https://www.bangkokmsp.com/

ตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัคร ได้แก่

  • Engineer (30,000 – 50,000 บาท)
  • Sales (25,000 – 35,000 บาท)
  • Telesales (20,000 – 25,000 บาท)

Cybertron

ผู้ให้บริการศูนย์เฝ้าระวังภัยคุกคามด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์รูปแบบใหม่ พร้อมโซลูชันเพื่อการพัฒนาความสามารถด้วยแพลตฟอร์มการจำลองยุทธ์ด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ อีกทั้งยังเป็นผู้นำการให้บริการนวัตกรรมด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่ล้ำสมัยในระดับสากล

เว็บไซต์: https://cybertron.co.th/

ตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัคร ได้แก่

  • Cybersecurity Analyst
  • Cybersecurity Engineer
  • Project Manager
  • Sales Manager
  • Sales Engineer
  • SOC Manager

Incognito Lab

เว็บไซต์: https://incognitolab.com/

ตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัคร ได้แก่

  • Associate Cybersecurity Consultant
  • Red Teaming Engineer
  • Penetration Tester

ManpowerGroup

ผู้เชี่ยวชาญระดับโลกในธุรกิจจัดหาคน และจัดหางาน ที่เปิดให้บริการมานานกว่า 70 ปี มีสาขามากกว่า 75 ประเทศทั่วโลก ด้วยความเชี่ยวชาญในการบริการที่ตอบโจทย์ HR อย่างครบวงจร เช่น ค้นหาพนักงานประจำ, คอนแทรคระยะสั้น และ outsourcing ในทุกตำแหน่ง ทุกระดับ ตามความต้องการของธุรกิจ, Visa & Work Permit, Payroll และ Outplacement

เว็บไซต์: https://www.manpowerthailand.com/

ตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัคร ได้แก่

  • Firmware Engineer (80,000 – 100,000 บาท)
  • Senior System Engineer (40,000 – 60,000 บาท)
  • Project Manager (ATM) (60,000 – 100,000 บาท)
  • Software Tester (35,000 – 80,000 บาท)
  • SAP Consultant / Support (All Module) (35,000 – 70,000 บาท)

SnoopBees

ให้บริการด้าน CyberSecurity Service เช่น Penetration Test , VA, IT Security Consultant, Training โดยบุคลากรที่มีคุณภาพและ Certification ที่มีมาตรฐานระดับสากล

เว็บไซต์: https://www.snoopbees.com/

ตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัคร ได้แก่

  • Senior Pentester
  • Pentester
  • Sales Executive

Soft De’ but

ผู้นำเข้าและพัฒนาซอฟต์แวร์ชั้นนำระดับโลกมากกว่า 20 ปี รวมถึงเป็นผู้จัดจำหน่าย ซอฟต์แวร์ชั้นนำของประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างเป็นทางการ มีบุคคลากรที่เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาระบบซอฟต์แวร์ระบบสากลซึ่งได้รับความไว้วางใจจากบริษัทระดับโลก พร้อมสนับสนุนพัฒนาระบบซอฟแวร์ ให้บริการทางด้าน Cybersecurity ที่ทันสมัยและจะพัฒนาต่อไปเพื่อทุกองกรค์ของไทย

เว็บไซต์: https://www.softdebut.com/

ตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัคร ได้แก่

  • Product Manager / Assistant Product Manager / Product Specialist (60,000 – 80,000 บาท)
  • Backend Developer (20,000 – 35,000 บาท)
  • Mobile Application Developer (20,000 – 40,000 บาท)
  • PDP Specialist (English) (20,000 บาท)
  • Sales Exclusive (ยินดีรับนักศึกษาจบใหม่) (18,000 – 35,000 บาท)

Sosecure

ก่อตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะมีส่วนในการพัฒนาศักยภาพด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ของประเทศโดยการนำหลักการของ Cybersecurity Framework มาประยุกต์ใช้และออกแบบบริการต่าง ๆให้สอดรับกับองค์ความรู้สากลและเรามีประสบการณ์ทางด้าน Cybersecurity กว่า 10 ปีโดยทางบริษัทมีบริการทั้งด้าน Red Team และ Blue Team ดังนั้นจากสามารถให้บริการด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ได้อย่างรอบด้านและเรายังมีทีมผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่มีประกาศนียบัตรหรือคุณวุฒิจากสถาบันที่เป็นสากลเช่น (ISC)2, SANS, Offensive Security, EC-Council, CompTIA

เว็บไซต์: https://www.sosecure.co.th/

ตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัคร ได้แก่

  • Cybersecurity Engineer (20,000 – 50,000 บาท)
  • SOC Analyst Tier 1 (17,000 – 30,000 บาท ไม่รวม OT)
  • Junior Business Development (15,000 – 30,000 บาท)
  • Pre-sales Cybersecurity (20,000 – 50,000 บาท)
  • SOC Analyst Tier 2 (17,000 – 30,000 บาท ไม่รวม OT)

from:https://www.techtalkthai.com/ncsa-thailand-national-cyber-week-2023-job-fair/

พบ 47 หัวข้อสัมมนาด้าน Cybersecurity และ Data Privacy ในงาน NCSA Thailand National Cyber Week 2023 วันที่ 17 – 18 กุมภาพันธ์ ณ สามย่านมิตรทาวน์

สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ขอเชิญเหล่าผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานด้าน Cybersecurity รวมถึงนักเรียนนักศึกษาและประชาชนที่สนใจ เข้าร่วมสัมมนาและฟังบรรยายในงาน Cybersecurity Expo ระดับชาติ “Thailand National Cyber Week 2023” เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และอัปเดตเทรนด์ด้าน Cybersecurity และ Privacy ในไทยล่าสุด รวมทั้งสิ้น 47 หัวข้อจาก 3 เวที 2 ห้องสัมมนา ในวันที่ 17 – 18 กุมภาพันธ์ ณ สามย่านมิตรทาวน์ ลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรี

📆 วันที่ 17 – 18 กุมภาพันธ์ 2023
⏰ เวลา 10:00 – 17:00 น.
🏢 สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์ (แผนที่, MRT สามย่าน)
🇹🇭 บรรยายภาษาไทยเกือบทุกเซสชัน
📍 รายละเอียดกำหนดการ www.thncw.com/schedule

NCSA Stage

เวทีหลักของงาน Thailand National Cyber Week 2023 โดยจัดเป็นเสวนากลุ่มย่อยเพื่อร่วมพูดคุยประเด็นด้านแนวโน้มภัยคุกคามไซเบอร์ ปัญหาและอุปสรรค การออกกฎหมาย นโยบาย และการกำกับดูแล รวมถึงแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด เพื่อรักษาหน่วยงาน/องค์กรโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ (CII) ทั้ง 8 กลุ่มตาม พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ให้มีความมั่นคงปลอดภัย

วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2023

10:30 – 11:00 วิสัยทัศน์ ผลงาน และแผนการดำเนินงานในอนาคตของ สกมช.
โดย พลอากาศตรี อมร ชมเชย เลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ
11:00 – 11:45 เสวนากลุ่มย่อย – การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ด้านความมั่นคงของรัฐ
โดย สกมช., สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม, สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ และ GenT Solution
13:30 – 14:15 เสวนากลุ่มย่อย – การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ด้านบริการภาครัฐที่สำคัญ
โดย สกมช., กระทรวงการคลัง, สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล และ M.Tech
14:30 – 15:15 เสวนากลุ่มย่อย – การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ด้านสาธารณสุข
โดย สกมช., สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข, สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และ Infoblox
15:30 – 16:15 เสวนากลุ่มย่อย – การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ด้านอุตสาหกรรมการผลิต
โดย สกมช., TISA, PttOR และ Palo Alto Networks

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2023

10:30 – 11:00 สรุปสาระ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ประชาชนได้ประโยชน์อย่างไร?
โดย พลอากาศตรี อมร ชมเชย เลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ
11:00 – 11:45 เสวนากลุ่มย่อย – การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ด้านการเงินการธนาคาร
โดย สกมช., ธนาคารแห่งประเทศไทย, ก.ล.ต. และ HPE
13:30 – 14:15 เสวนากลุ่มย่อย – การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและโทรคมนาคม
โดย สกมช., กสทช., True Internet และ Huawei
14:30 – 15:15 เสวนากลุ่มย่อย – การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ด้านพลังงานและสาธารณูปโภค
โดย สกมช., กระทรวงพลังงาน, การไฟฟ้านครหลวง และ Trend Micro
15:30 – 16:15 เสวนากลุ่มย่อย – การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ด้านการขนส่งและโลจิสติกส์
โดย สกมช., สำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคม และสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย

Main Stage 1 และ Main Stage 2

เวทีบรรยายและเสวนาด้าน Cybersecurity และ Data Privacy ตั้งแต่ระดับพื้นฐานสำหรับนิสิตนักศึษาและบุคคลทั่วไป ไปจนถึงระดับเชิงกลยุทธ์และเชิงเทคนิคที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงสำหรับ CII, หน่วยงานรัฐ, ธุรกิจ SMB และองค์กรขนาดใหญ่ บรรยายโดยผู้เชี่ยวชาญด้าน Cybersecurity และ PDPA จากหน่วยงานชั้นนำทั้งในไทยและต่างประเทศ

Main Stage 1 – วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2023

10:30 – 11:00 2023 Cybersecurity & Privacy Trends
โดย คุณปริญญา หอมเอนก ประธานกรรมการบริหาร ACIS Professional Center
11:00 – 11:45 แนวทางการการจัดทำกลยุทธ์ด้าน Zero Trust สำหรับผู้บริหารระดับสูง
โดย ดร.ศุภกร กังพิศดาร Managing Director, Cyber Elite และ Heng Mok, CISO, Zscaler
13:30 – 14:15 NIST CSF in Practice
โดย คุณสุรชัย ฉัตรเฉลิมพันธุ์ Country Cyber Security & Privacy Officer, Huawei
14:30 – 15:15 Zero Trust Security for the Hybrid Workforce
โดย คุณกฤษณา เขมากรณ์ Country Manager, M-Solutions Technolgogy (Thailand)
15:30 – 16:15 PDPA Practices in AIS
โดย คุณมนฑกานติ์ อาขุบุตร Head of Data Protection Office Unit, AIS

Main Stage 1 – วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2023

10:30 – 11:00 สร้างภูมิคุ้มกันไซเบอร์ให้บุตรหลานของท่าน ด้วยโครงการ Cyber Safe Kids
โดย ดร. ธัชพล โปษยานนท์ Country Director, Palo Alto Networks Thailand and Indochina
11:00 – 11:45 The Future of Cybersecurity | Risk and Resilience
โดย คุณธนพล ประสิทธิ์ไพฑูรย์ ผู้ชำนาญการด้าน Cybersecurity จาก CyberGenics
13:30 – 14:15 พัฒนา Threat​ Model ด้วยตัวคุณ​เอง
โดย คุณณัฐพงศ์ สุระเรืองชัย Principle Technical​ Consultant, E-C.O.P (Thailand)
14:30 – 15:15 เสวนากลุ่มย่อย – รู้ทัน Phishing และแก๊ง Call Center ทำอย่างไรไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ?
โดย สกมช., กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และ
Secure-D Center
15:30 – 16:15 ท่องโลกไซเบอร์อย่างไรให้มั่นคงปลอดภัย
โดย Kaspersky

Main Stage 2 – วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2023

10:30 – 11:00 5 ข้อเช็คลิสต์ องค์กรคุณปฏิบัติตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลแล้วหรือยัง?
โดย ดร.สุนทรีย์ ส่งเสริม ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
11:00 – 11:45 To prevent Last line of defense / Edge to Cloud Security
โดย คุณสุรชัย อรรถมงคลชัย Hybrid IT Country Manager, HPE (Thailand) และ คุณปิยะพล ตรียานันท์ System Engineer Manager, HPE Aruba Networking
13:30 – 14:15 การใช้ AI และ Machine Learning ในโลก Application & Data Security
โดย คุณณัฐพล เทพเฉลิม Country Manager (Thailand), Imperva
14:30 – 15:15 เสวนากลุ่มย่อย – แนวทางการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ใน ASEAN/Japan และการนำโมเดล Zero Trust มาใช้งานจริงในองค์กรธุรกิจ
โดย สกมช., CSA (Singapore), JICA
15:30 – 16:15 OWASP Top 10 และแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับการพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันอย่างมั่นคงปลอดภัย
โดยคุณสุเมธ จิตภักดีบดินทร์ Board of Committee, OWASP Thailand Chapter

Main Stage 2 – วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2023

10:30 – 11:00 ETDA Digital Citizen ส่งต่อความรู้ สู่พลเมืองดิจิทัล
โดย ETDA
11:00 – 11:45 Special Topic by Cloudflare
โดย Cloudflare
13:30 – 14:15 State of Web Security ปี 2022 และวิธีเสริมแกร่งการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ให้แก่ธุรกิจของคุณ
โดย คุณวรินธร เอี่ยมกระแสสิน Regional Sales Manager, CDNetworks
14:30 – 15:15 5 ความเข้าใจผิดและ 5 ข้อควรรู้เกี่ยวกับ PDPA
15:30 – 16:15 Cyber Workforce Diversity
โดย สกมช.

The Mitr-ting Room

ห้องสัมมนาที่เจาะลึกประเด็นด้าน Cybersecurity และ Data Privacy ที่น่าสนใจ เช่น Cyber Resilience, การนำ AI และ Automation มาประยุกต์ใช้, การปกป้อง Digital Identity, การรักษาความมั่นคงปลอดภัยบน Hybrid Cloud, สถาปัตยกรรม Zero Trust, eVRF เป็นต้น รวมถึงโชว์ LIVE Hacking Demo “แอปดูดเงิน VS. เจาะระบบองค์กรขนาดใหญ่”

วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2023

11:00 – 11:20 Cyber Resilience ตอบโจทย์ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ได้อย่างไร?
โดย คุณศุภมิตต์ บุญชัยวัฒนา System Engineer, Computer Union
11:30 – 11:50 เสวนากลุ่มย่อย – Cyber Reality – Security in the Age of Alien Intelligence
โดย คุณวรเทพ ว่องธนาการ Solution Manager, คุณวนิดา แก้วมณี Assistant Solution Manager และคุณวิภาวี ม่วงชู Solution Architect, Yip In Tsoi
13:30 – 13:50 Special Topic by Forcepoint
โดย Forcepoint
14:00 – 14:20 ปกป้อง Digital Identity ของคุณ แค่ Multi-factor Authentication เพียงพอไหม?
โดย คุณสันต์ งามศิริเดช Senior Sales Engineer – ASEAN, Recorded Future
14:30 – 14:50 Simplify Cybersecurity with Security Vendor Consolidation
โดย ดร.รัฐิติ์พงษ์ พุทธเจริญ Senior Manager, Systems Engineering, Fortinet (Thailand)
15:00 – 15:20 การปกป้องข้อมูลความลับและจัดการการเข้าถึงบน Hybrid Cloud ขนาดใหญ่
โดย คุณดำรงศักดิ์ รีตานนท์ Chief Cyber Security Officer, MFEC
15:30 – 15:50 Zero Trust Concept Implemented as Asset-Based Cyber Defence (ABCD)
โดย Jason Kong, CTO, Toffs Technologies และคุณพิรดา อิงค์ธเนศ Co-Founder & COO, DataOne Asia (Thailand)
16:00 – 16:20 What’s eVRF and… Why Should I Care?
โดย Pakawat Wattanachot, Sales Engineering Thailand, Gigamon (Thailand)

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2023

11:00 – 11:20 ยกระดับ Cyber Resilience ขององค์กรด้วยเทคโนโลยี AI & Automation
โดย คุณวิญญู อดิศักดิ์ตระกูล Solution Consultant and Sales Manager, Sangfor Technologies (Thailand)
11:30 – 11:50 Security Culture in Thailand
โดย Henry Ho, Director of Sales, KnowBe4 และ ดร.ศุภกร กังพิศดาร Managing Director, Cyber Elite
13:30 – 16:30 LIVE Hacking Demo “แอปดูดเงิน VS. เจาะระบบองค์กรขนาดใหญ่”
โดย คุณนพ ภูมิไธสง Principal Cyber Security Consultant, MAYASEVEN

Meeting Room 2 & 3

ห้องสัมมนาสำหรับนำเสนอผลงานวิจัยและผลิตภัณฑ์ด้าน Cybersecurity และ Data Privacy จากเหล่านักศึกษาและ Startup ของไทย แนะนำสายงานที่กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดและการสอบ Certificate รวมถึงจัดเกมการแข่งขันทำโจทย์ตะลุยด่านด้าน Cybersecurity ชิงรางวัลรวมมูลค่ากว่า 100,000 บาท

วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2023

11:00 – 16:00 CTF by Cisco
เชิญเข้าร่วมเกมการแข่งขันทำโจทย์ตะลุยด่านด้าน Cybersecurity สำหรับนักศึกษาและบุคคลทั่วไป ชิงรางวัลรวมมูลค่ากว่า 100,000 บาท และประกาศนียบัตรจากสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ
ลงทะเบียน: www.thncw.com/ctf

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2023

11:00 – 11:20 ฝึกอบรมทางด้านไซเบอร์อย่างไรให้มีประสิทธิภาพ
โดย คุณสุเมธ จิตภักดีบดินทร์ Content Creator, SECPlayground
11:30 – 11:50 พวกเราสอนอะไร และมีสิ่งสนับสนุนในการเรียนอะไรบ้างที่ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
โดย ผศ.สุรทศ ไตรติลานันท์ ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
13:30 – 14:15 ใบรับรองด้าน Cybersecurity สำคัญอย่างไร เริ่มสอบจากใบรับรองไหนดี?
โดย (ISC)2, ISACA และ CompTIA
14:30 – 14:50 เพิ่มทักษะด้าน Cybersecurity อย่างมีประสิทธิภาพด้วย CTF
โดย คุณวรพัธน์ ด้วงแก้ว CEO & Cybersecurity Specialist, Permis Security
15:00 – 15:20 CyberSec Special Interest Group: The Culture
โดย ผศ.อัครเดช วัชระภูพงษ์ ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
15:30 – 16:15 สายงาน Cybersecurity ใดที่ตลาดไทยกำลังต้องการ และทักษะสำคัญที่ควรมี
โดย KBTG, Accenture, SANS Institute

🎉 พิเศษ!! ลงทะเบียนและเข้าร่วมงานเพื่อลุ้นรับ iPhone 14, iPad (Gen 10), Apple Watch รวม 20 รางวัล และทองแท่ง 2 บาท 5 รางวัล รวมมูลค่ากว่า 1,000,000 บาท

ดูรายละเอียดกิจกรรม กำหนดการงานสัมมนา และลงทะเบียนได้ที่ www.thncw.com

from:https://www.techtalkthai.com/ncsa-thailand-national-cyber-week-2023-schedules/

รายงาน Global Digtial 2023 ที่คนไทยเป็นอันดับต้น ๆ ในหลายด้าน แล้วเราควรวางแผนลงทุนไอทีอย่างไร

ทุก ๆ ปี We are social ซึ่งเป็นเอเจนซีทางด้านโซเชียลมีเดีย จะทำรายงานประจำเกี่ยวกับสรุปสถิติการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลทั่วโลก โดยรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ ทั้งอัตราการใช้อินเทอร์เน็ต อุปกรณ์ที่ผู้ใช้ใช้เพื่อเข้าถึงเนื้อหาและบริการดิจิทัล พฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ต การใช้สื่อสังคมออนไลน์ การใช้แอพพลิเคชันต่าง ๆ ตลอดจนการใช้อีคอมเมิร์ช การชำระเงินออนไลน์และการโฆษณาดิจิทัล ล่าสุดทางบริษัทได้ร่วมกับ Meltwater ออกรายงาน “Digital 2023 Global Overview Report” มาเมื่อปลายเดือนมกราคม ซึ่งมีเนื้อหาเป็นสไลด์กว่า 400 หน้า

ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลกล่าสุดมีจำนวน 5,158 ล้านคน คิดเป็น 64.4% ของประชากรทั้งโลก โดยเฉลี่ยจะใช้เวลาเล่นอินเทอร์เน็ตถึงคนละ 6 ชั่วโมง 37 นาทีต่อวัน ซึ่งพบว่าน้อยกว่าปีก่อนซึ่งอยู่ที่  6 ชั่วโมง 58 นาทีต่อวัน โดยประเทศไทยมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 61.21  ล้านคน คิดเป็นอัตราส่วนการใช้อินเทอร์เน็ตต่อประชากรทั้งหมดอยู่ที่ 85.3% ติดอันดับที่ 34 ของโลก แต่เราใช้เวลาในการเล่นอินเทอร์เน็ตโดยเฉลี่ยสูง ถึง 8 ชั่วโมง 06 นาทีต่อวันติดอันดับที่ 9 ของโลก แต่ก็ลดลงจากปีก่อนที่ใช้ถึง 9 ชั่วโมง 06 นาทีต่อวัน ทั้งนี้ปีนั้นมีการใช้กันมากเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19

อุปกรณ์ส่วนใหญ่ที่คนทั่วโลกเข้าถึงอินเทอร์เน็ตจะมาจากมือถือที่คิดเป็น 92.3% เมื่อเทียบกับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ 65.6% ซึ่งลดลงจากปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 71.2% แสดงให้เห็นว่าคนเริ่มใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เข้าถึงอินเทอร์เน็ตลดลงอย่างต่อเนื่อง และที่น่าสนใจอย่างมากก็คือคนไทยติดอันดับที่ 4 ของโลกที่ใช้เวลาเฉลี่ยการเล่นอินเทอร์เน็ตจากมือถือที่ 5 ชั่วโมง 05 นาทีต่อวัน แต่ก็ลดลงจากปีก่อนที่อยู่ที่อันดับ 2 ของโลกใช้เวลาเฉลี่ย 5 ชั่วโมง 28 นาทีต่อวัน  โดยที่ฟิลิปปินส์ยังครองเป็นอันดับหนึ่งของโลก ส่วนการใช้อินเทอร์เน็ตจากเครื่องคอมพิวเตอร์คยไทยใช้เวลาเฉลี่ย 3 ชั่วโมง 01 นาทีต่อวัน 

ส่วนในด้านความเร็วของอินเทอร์เน็ตตามบ้านพบว่าอันดับโลกของประเทศไทยลดลงจากที่เคยติดอันดับสองลงมาอยู่ที่อันดับที่สี่ โดยมีความเร็ว 205.63 Mbps ส่วนสามอันดับแรกคือ ชิลี จีน และสิงคโปร์ ส่วนความเร็วของอินเทอร์เน็ตทางมือถือของประเทศไทยอยู่ที่ 37.85 Mbps ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกที่ 33.97 Mbps ไม่มากนัก 

ในรายงานระบุว่าผู้คนทั่วโลกเข้าเว็บไซต์หรือเล่นแอปต่างๆเพื่อที่ พูดคุยหรือส่งข้อความหาเพื่อนสูงถึง  94.8% ตามมาด้วยการใช้โซเชียลมีเดีย 94.6% และการค้นหาข้อมูล 81.8% อันดับที่สี่คือการดูและสินค้าออนไลน์ 76% การค้นหาสถานที่หรือดูแผนที่ 55% การใช้อีเมล 48.9% การฟังเพลง 46.3% ตืดตามข่าวสาร 41.4% การเล่นเกมส์ 34.3% และเพื่อการศึกษาเพียง 23.8%

รายงาน Digital 2023 แม้มีข้อมูลพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ต สถิติเว็บไซต์ยอดนิยม การเข้าชม  NetFlix หรือการฟังเพลงจาก Spotify ตลอดจนการค้นหาข้อมูลต่างๆ แต่ก็ยังเป็นภาพรวมทั่วโลก ยังไม่ได้แยกให้เห็นสถิติเป็นรายประเทศซึ่งโดยมากทาง We are social จะออกรายงานของแต่ละประเทศตามหลังมากอีก แต่เท่าที่เห็นสถิติที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของคนไทยที่มาจากการสอบถามข้อมูลผู้ช่วงอายุระหว่าง 16 -64 ปีทั่วโลก ของ GWI.com มีข้อมูลที่น่าสนใจในหลายเรื่อง อาทิเช่น

คนไทยติดอันดับสี่ของโลกในการเล่นวิดีโอเกมส์จากทุกอุปกรณ์ โดยมีจำนวน 94% ของจำนวนผู้สอบถามที่ใช้อินเทอร์เน็ต โดยอันดับหนึ่งคือประเทศฟิลิปปินส์ ตามด้วยอินโดนีเซียและเวียดนาม ขณะทีค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 81.9% ทั้งนี้ปีก่อนไทยอยู่อันดับสองของโลก

คนไทยใช้ QR Code ติดอันดับห้าของโลกจากการสแกนในการใช้ชีวิตประจำวัน โดยมีอัตราผู้ใช้ต่อเดือนสูงถึง 54.1% ทั้งนี้สามอันดับแรกคือ ฮ่องกง ไต้หวัน และจีน ขณะทีค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 44.6%

คนไทยติดอันดับสี่ของโลกในการถือของเงินสกุลคริปโทฯมีจำนวน 21.9% แต่ก็ตกลงมาจากปีก่อนซึ่งเราเคยอยู่ในอันดับที่หนึ่ง (จำนวน  20.1%)  โดยสามอันดับแรกคือ ตุรเคีย อาร์เจนติน่า และฟิลิปปินส์ ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 11.9% แต่ทั้งนี้เราจะมีค่าเฉลี่ยการใช้จ่ายเงินสกุลคริปโทฯต่อคนเพียง 73.81 ดอลลาร์ ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่ 135 ดอลลาร์ ขณะที่ประเทศที่จะมีการใช้จ่ายเงินสกุลคริปโทฯติดอันดับต้นๆคือ สวิสเซอร์แลนด์ ไอร์แลนด์ นอร์เวย์ ที่มีการใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนมากกว่า 750 ดอลลาร์

คนไทยยังคงติดอันดับหนึ่งของโลกเป็นปีที่สองติดต่อกันในการซื้อสินค้าออนไลน์เป็นประจำทุกสัปดาห์โดยมีจำนวน  66.8% ของจำนวนผู้สอบถามที่ใช้อินเทอร์เน็ตนำหน้าประเทศอย่าง เกาหลีใต้ ตุรเคีย เม็กซิโก และชิลี ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 57.6% แต่เมื่อดูมูลค่าเฉลี่ยในการซื้อสินค้าทางอีคอมเมิรซ์แล้วประเทศมีค่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกมาก โดยมีมูลค่าเพียง 491 ดอลลาร์ เทียบกับค่าเฉลี่ย 873 ดอลลาร์ 

คนไทยติดอันดับหนึ่งของโลกคู่กับเกาหลีใต้ในการซื้อสินค้าสดหรือของชำออนไลน์เช่นการสั่งสินค้าจากร้านสะดวกซื้อ โดยมีจำนวน  45.2 % ของจำนวนผู้สอบถามที่ใช้อินเทอร์เน็ตนำหน้าประเทศอย่าง ตุรเคีย อินโดนีเซีย และเม็กซิโก ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 28.3% 

คนไทยติดอันดับห้าของโลกในการชำระเงินผ่านมือถือ โดยมีจำนวน 33.5% ของจำนวนผู้สอบถามที่ใช้อินเทอร์เน็ต โดยมีไต้หวัน ฮ่องกง เดนมาร์ก และ ซาอุดิอาระเบียที่มีอันดับดีกว่าขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 25%

นอกจากนี้รายงานยังระบุว่าคนไทยมีการใช้ออนไลน์วิดีโอเพื่อการศึกษา ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลก  โดยอยู่ที่ 32.7%% ติดอันดับที่ 39 ของโลก ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่  43.4% ขณะที่ประเทศอย่าง ฟิลิปปินส์ แอฟริกาใต้ และ อินโดนีเซีย ติดสี่อันดับแรกของโลก สะท้อนให้เห็นว่าผู้ใช้อินเทอร์เน็ตของเขายังเน้นไปในด้านการศึกษา

คนไทยให้ความสำคัญกับการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้งานในทางที่ไม่เหมาะสมต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกมาก โดยอยู่ที่  27.3%  ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่  32.9% สะท้อนให้เห็นว่าเรายังตระหนักในเรื่องของความข้อมูลส่วนบุคคลค่อนข้างต่ำ

จากข้อมูลในรายงานได้สะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานทางด้านอินเทอร์เน็ตที่ค่อนข้างดี ประชาชนสามารถเข้าถึงได้มากขึ้น และมีจำนวนผู้ใช้อืนเตอร์เน็ตที่ค่อนข้างสูง แต่ก็มีความน่าเป็นห่วงว่าคนไทยใช้เวลาเล่นอินเทอร์เน็ตและอยู่กับมือถือมากเกินไป สูงกว่าหลายประเทศในโลก และเน้นไปที่ความบันเทิง การเล่นเกมส์ มากกว่าการค้นข้อมูลด้านการศึกษา แต่ก็น่าสนใจที่ว่าคนไทยหันมาให้ความสำคัญการด้านการเงินมากขึ้น ทั้งด้านการชำระเงินและการถือครองคริปโทฯ

อย่างไรก็ตาม เราควรต้องหาแนวทางที่ให้คนของเราใช้เวลากับโลกออนไลน์ให้น้อยลง และเน้นใช้เพื่อการทำงานมากกว่านี้ จึงจะมั่นใจได้ว่า เราใช้เทคโนโลยีได้เหมาะสม และนำไปใช้ เพื่อสร้างศักยภาพในการแข่งขันของประเทศได้

ในการนี้สถาบันไอเอ็มซีและบริษัท ออพติมุส (ประเทศไทย) จำกัด  จึงได้สังเคราะห์องค์ความรู้ดังกล่าวออกมาเป็น “Digital Trends 2023 Lesson Learned from the use of Emerging Technologies” งานสัมมนาที่ถ่ายทอดประสบการณ์และความรู้ที่ผ่านการวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญรอบด้าน เพื่อให้องค์กรสามารถนำไปเป็นแนวทางปฏิบัติต่อไปได้

“Digital Trends 2023 Lesson Learned from the use of Emerging Technologies” จะนำเสนอแนวทางในการจัดทำโครงการไอทีและเทคโนโลยีดิจิทัลภายในองค์กรให้ประสบความสำเร็จ ตลอดจนให้แนวคิดในการเลือกและตัดสินใจลงทุนด้านเทคโนโลยีใหม่ ตลอดจนวิธีการสร้างมุมมอง สร้างวัฒนธรรมองค์กร และทักษะที่จำเป็นต่อบุคลากรภายในองค์กร เพื่อให้องค์ประกอบด้านเทคโนโลยี องค์กร และบุคลากร มีความพร้อมที่สอดคล้องกันอย่างกลมกลืน

โดยในงานสัมมนาดังกล่าวซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 22 กุมภาพันธ์นี้ จะช่วยเปิดมิติการเรียนรู้จากบทเรียนในอดีตโดยองค์กรไม่ต้องมีประสบการณ์ความล้มเหลวจริง แต่จะเรียนและรู้จากเนื้อหาในงานที่ได้สังเคราะห์มาให้แล้ว

from:https://www.techtalkthai.com/report-global-digtial-2023-even-though-thai-are-at-the-top-in-many-aspects-how-should-we-plan-to-invest-in-it/

รายงาน Global Digital 2023 ที่คนไทยเป็นอันดับต้น ๆ ในหลายด้าน แล้วเราควรวางแผนลงทุนไอทีอย่างไร

ทุก ๆ ปี We are social ซึ่งเป็นเอเจนซีทางด้านโซเชียลมีเดีย จะทำรายงานประจำเกี่ยวกับสรุปสถิติการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลทั่วโลก โดยรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ ทั้งอัตราการใช้อินเทอร์เน็ต อุปกรณ์ที่ผู้ใช้ใช้เพื่อเข้าถึงเนื้อหาและบริการดิจิทัล พฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ต การใช้สื่อสังคมออนไลน์ การใช้แอพพลิเคชันต่าง ๆ ตลอดจนการใช้อีคอมเมิร์ช การชำระเงินออนไลน์และการโฆษณาดิจิทัล ล่าสุดทางบริษัทได้ร่วมกับ Meltwater ออกรายงาน “Digital 2023 Global Overview Report” มาเมื่อปลายเดือนมกราคม ซึ่งมีเนื้อหาเป็นสไลด์กว่า 400 หน้า

ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลกล่าสุดมีจำนวน 5,158 ล้านคน คิดเป็น 64.4% ของประชากรทั้งโลก โดยเฉลี่ยจะใช้เวลาเล่นอินเทอร์เน็ตถึงคนละ 6 ชั่วโมง 37 นาทีต่อวัน ซึ่งพบว่าน้อยกว่าปีก่อนซึ่งอยู่ที่  6 ชั่วโมง 58 นาทีต่อวัน โดยประเทศไทยมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 61.21  ล้านคน คิดเป็นอัตราส่วนการใช้อินเทอร์เน็ตต่อประชากรทั้งหมดอยู่ที่ 85.3% ติดอันดับที่ 34 ของโลก แต่เราใช้เวลาในการเล่นอินเทอร์เน็ตโดยเฉลี่ยสูง ถึง 8 ชั่วโมง 06 นาทีต่อวันติดอันดับที่ 9 ของโลก แต่ก็ลดลงจากปีก่อนที่ใช้ถึง 9 ชั่วโมง 06 นาทีต่อวัน ทั้งนี้ปีนั้นมีการใช้กันมากเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19

อุปกรณ์ส่วนใหญ่ที่คนทั่วโลกเข้าถึงอินเทอร์เน็ตจะมาจากมือถือที่คิดเป็น 92.3% เมื่อเทียบกับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ 65.6% ซึ่งลดลงจากปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 71.2% แสดงให้เห็นว่าคนเริ่มใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เข้าถึงอินเทอร์เน็ตลดลงอย่างต่อเนื่อง และที่น่าสนใจอย่างมากก็คือคนไทยติดอันดับที่ 4 ของโลกที่ใช้เวลาเฉลี่ยการเล่นอินเทอร์เน็ตจากมือถือที่ 5 ชั่วโมง 05 นาทีต่อวัน แต่ก็ลดลงจากปีก่อนที่อยู่ที่อันดับ 2 ของโลกใช้เวลาเฉลี่ย 5 ชั่วโมง 28 นาทีต่อวัน  โดยที่ฟิลิปปินส์ยังครองเป็นอันดับหนึ่งของโลก ส่วนการใช้อินเทอร์เน็ตจากเครื่องคอมพิวเตอร์คยไทยใช้เวลาเฉลี่ย 3 ชั่วโมง 01 นาทีต่อวัน 

ส่วนในด้านความเร็วของอินเทอร์เน็ตตามบ้านพบว่าอันดับโลกของประเทศไทยลดลงจากที่เคยติดอันดับสองลงมาอยู่ที่อันดับที่สี่ โดยมีความเร็ว 205.63 Mbps ส่วนสามอันดับแรกคือ ชิลี จีน และสิงคโปร์ ส่วนความเร็วของอินเทอร์เน็ตทางมือถือของประเทศไทยอยู่ที่ 37.85 Mbps ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกที่ 33.97 Mbps ไม่มากนัก 

ในรายงานระบุว่าผู้คนทั่วโลกเข้าเว็บไซต์หรือเล่นแอปต่างๆเพื่อที่ พูดคุยหรือส่งข้อความหาเพื่อนสูงถึง  94.8% ตามมาด้วยการใช้โซเชียลมีเดีย 94.6% และการค้นหาข้อมูล 81.8% อันดับที่สี่คือการดูและสินค้าออนไลน์ 76% การค้นหาสถานที่หรือดูแผนที่ 55% การใช้อีเมล 48.9% การฟังเพลง 46.3% ตืดตามข่าวสาร 41.4% การเล่นเกมส์ 34.3% และเพื่อการศึกษาเพียง 23.8%

รายงาน Digital 2023 แม้มีข้อมูลพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ต สถิติเว็บไซต์ยอดนิยม การเข้าชม  NetFlix หรือการฟังเพลงจาก Spotify ตลอดจนการค้นหาข้อมูลต่างๆ แต่ก็ยังเป็นภาพรวมทั่วโลก ยังไม่ได้แยกให้เห็นสถิติเป็นรายประเทศซึ่งโดยมากทาง We are social จะออกรายงานของแต่ละประเทศตามหลังมากอีก แต่เท่าที่เห็นสถิติที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของคนไทยที่มาจากการสอบถามข้อมูลผู้ช่วงอายุระหว่าง 16 -64 ปีทั่วโลก ของ GWI.com มีข้อมูลที่น่าสนใจในหลายเรื่อง อาทิเช่น

คนไทยติดอันดับสี่ของโลกในการเล่นวิดีโอเกมส์จากทุกอุปกรณ์ โดยมีจำนวน 94% ของจำนวนผู้สอบถามที่ใช้อินเทอร์เน็ต โดยอันดับหนึ่งคือประเทศฟิลิปปินส์ ตามด้วยอินโดนีเซียและเวียดนาม ขณะทีค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 81.9% ทั้งนี้ปีก่อนไทยอยู่อันดับสองของโลก

คนไทยใช้ QR Code ติดอันดับห้าของโลกจากการสแกนในการใช้ชีวิตประจำวัน โดยมีอัตราผู้ใช้ต่อเดือนสูงถึง 54.1% ทั้งนี้สามอันดับแรกคือ ฮ่องกง ไต้หวัน และจีน ขณะทีค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 44.6%

คนไทยติดอันดับสี่ของโลกในการถือของเงินสกุลคริปโทฯมีจำนวน 21.9% แต่ก็ตกลงมาจากปีก่อนซึ่งเราเคยอยู่ในอันดับที่หนึ่ง (จำนวน  20.1%)  โดยสามอันดับแรกคือ ตุรเคีย อาร์เจนติน่า และฟิลิปปินส์ ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 11.9% แต่ทั้งนี้เราจะมีค่าเฉลี่ยการใช้จ่ายเงินสกุลคริปโทฯต่อคนเพียง 73.81 ดอลลาร์ ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่ 135 ดอลลาร์ ขณะที่ประเทศที่จะมีการใช้จ่ายเงินสกุลคริปโทฯติดอันดับต้นๆคือ สวิสเซอร์แลนด์ ไอร์แลนด์ นอร์เวย์ ที่มีการใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนมากกว่า 750 ดอลลาร์

คนไทยยังคงติดอันดับหนึ่งของโลกเป็นปีที่สองติดต่อกันในการซื้อสินค้าออนไลน์เป็นประจำทุกสัปดาห์โดยมีจำนวน  66.8% ของจำนวนผู้สอบถามที่ใช้อินเทอร์เน็ตนำหน้าประเทศอย่าง เกาหลีใต้ ตุรเคีย เม็กซิโก และชิลี ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 57.6% แต่เมื่อดูมูลค่าเฉลี่ยในการซื้อสินค้าทางอีคอมเมิรซ์แล้วประเทศมีค่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกมาก โดยมีมูลค่าเพียง 491 ดอลลาร์ เทียบกับค่าเฉลี่ย 873 ดอลลาร์ 

คนไทยติดอันดับหนึ่งของโลกคู่กับเกาหลีใต้ในการซื้อสินค้าสดหรือของชำออนไลน์เช่นการสั่งสินค้าจากร้านสะดวกซื้อ โดยมีจำนวน  45.2 % ของจำนวนผู้สอบถามที่ใช้อินเทอร์เน็ตนำหน้าประเทศอย่าง ตุรเคีย อินโดนีเซีย และเม็กซิโก ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 28.3% 

คนไทยติดอันดับห้าของโลกในการชำระเงินผ่านมือถือ โดยมีจำนวน 33.5% ของจำนวนผู้สอบถามที่ใช้อินเทอร์เน็ต โดยมีไต้หวัน ฮ่องกง เดนมาร์ก และ ซาอุดิอาระเบียที่มีอันดับดีกว่าขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 25%

นอกจากนี้รายงานยังระบุว่าคนไทยมีการใช้ออนไลน์วิดีโอเพื่อการศึกษา ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลก  โดยอยู่ที่ 32.7%% ติดอันดับที่ 39 ของโลก ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่  43.4% ขณะที่ประเทศอย่าง ฟิลิปปินส์ แอฟริกาใต้ และ อินโดนีเซีย ติดสี่อันดับแรกของโลก สะท้อนให้เห็นว่าผู้ใช้อินเทอร์เน็ตของเขายังเน้นไปในด้านการศึกษา

คนไทยให้ความสำคัญกับการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้งานในทางที่ไม่เหมาะสมต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกมาก โดยอยู่ที่  27.3%  ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่  32.9% สะท้อนให้เห็นว่าเรายังตระหนักในเรื่องของความข้อมูลส่วนบุคคลค่อนข้างต่ำ

จากข้อมูลในรายงานได้สะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานทางด้านอินเทอร์เน็ตที่ค่อนข้างดี ประชาชนสามารถเข้าถึงได้มากขึ้น และมีจำนวนผู้ใช้อืนเตอร์เน็ตที่ค่อนข้างสูง แต่ก็มีความน่าเป็นห่วงว่าคนไทยใช้เวลาเล่นอินเทอร์เน็ตและอยู่กับมือถือมากเกินไป สูงกว่าหลายประเทศในโลก และเน้นไปที่ความบันเทิง การเล่นเกมส์ มากกว่าการค้นข้อมูลด้านการศึกษา แต่ก็น่าสนใจที่ว่าคนไทยหันมาให้ความสำคัญการด้านการเงินมากขึ้น ทั้งด้านการชำระเงินและการถือครองคริปโทฯ

อย่างไรก็ตาม เราควรต้องหาแนวทางที่ให้คนของเราใช้เวลากับโลกออนไลน์ให้น้อยลง และเน้นใช้เพื่อการทำงานมากกว่านี้ จึงจะมั่นใจได้ว่า เราใช้เทคโนโลยีได้เหมาะสม และนำไปใช้ เพื่อสร้างศักยภาพในการแข่งขันของประเทศได้

ในการนี้สถาบันไอเอ็มซีและบริษัท ออพติมุส (ประเทศไทย) จำกัด  จึงได้สังเคราะห์องค์ความรู้ดังกล่าวออกมาเป็น “Digital Trends 2023 Lesson Learned from the use of Emerging Technologies” งานสัมมนาที่ถ่ายทอดประสบการณ์และความรู้ที่ผ่านการวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญรอบด้าน เพื่อให้องค์กรสามารถนำไปเป็นแนวทางปฏิบัติต่อไปได้

“Digital Trends 2023 Lesson Learned from the use of Emerging Technologies” จะนำเสนอแนวทางในการจัดทำโครงการไอทีและเทคโนโลยีดิจิทัลภายในองค์กรให้ประสบความสำเร็จ ตลอดจนให้แนวคิดในการเลือกและตัดสินใจลงทุนด้านเทคโนโลยีใหม่ ตลอดจนวิธีการสร้างมุมมอง สร้างวัฒนธรรมองค์กร และทักษะที่จำเป็นต่อบุคลากรภายในองค์กร เพื่อให้องค์ประกอบด้านเทคโนโลยี องค์กร และบุคลากร มีความพร้อมที่สอดคล้องกันอย่างกลมกลืน

โดยในงานสัมมนาดังกล่าวซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 22 กุมภาพันธ์นี้ จะช่วยเปิดมิติการเรียนรู้จากบทเรียนในอดีตโดยองค์กรไม่ต้องมีประสบการณ์ความล้มเหลวจริง แต่จะเรียนและรู้จากเนื้อหาในงานที่ได้สังเคราะห์มาให้แล้ว

from:https://www.techtalkthai.com/report-global-digital-2023-even-though-thai-are-at-the-top-in-many-aspects-how-should-we-plan-to-invest-in-it/