คลังเก็บป้ายกำกับ: IT_KNOWLEDGE

TechTalk Webinar : HPE ProLiant DX : The Best choice for Nutanix Hybrid Cloud Solutions

VST ECS ร่วมกับ Nutanix และ HPE ขอเรียนเชิญทุกท่านเข้าร่วมงานสัมมนาออนไลน์ในหัวข้อ “HPE ProLiant DX : The Best choice for Nutanix Hybrid Cloud Solutions” ซึ่งท่านจะได้เรียนรู้กับโซลูชันที่ผสานความแข็งแกร่งของ Nutanix และ HPE เพื่อตอบโจทย์การทำงานในรูปแบบของ Hybrid Cloud โดยงานจะจัดขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 20 ตุลาคม 2565 เวลา 14.00 – 16.00 น.

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ : HPE ProLiant DX : The Best choice for Nutanix Hybrid Cloud Solutions

วันเวลา : วันพฤหัสบดีที่ 20 ตุลาคม 2565 เวลา 14.00 – 16.00 น.

วิทยากร

  1. คุณทวิพงศ์ อโนทัยสินทวี, Country Manager / Nutanix (Thailand) Co., Ltd.
  2.  คุณชัยรัตน์ โล้วโสภณกุล, HPE Compute Product Manager / Hewlett Packard Enterprise Thailand
  3. คุณศรัณย์ ลิมปพยอม, Product Manager / VST ECS (Thailand) Co., Ltd.

ลิงก์ลงทะเบียน : https://us06web.zoom.us/webinar/register/WN_xuIoFYw0SECSe_NAVKEapg

HPE ProLiant DX คือหนึ่งในโซลูชันด้าน IT Infrastructure ที่เกิดจากความร่วมมือของสองบริษัท IT ชั้นนำคือ Nutanix และ HPE Enterprise โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อลดปัญหาที่เกิดจากการใช้งานระบบ Infrastructure แบบเดิมๆ และเพื่อสร้างทางเลือกที่ดีกว่าให้กับผู้ใช้งาน โดย Nutanix และ HPE ได้มีการออกแบบโซลูชันและมีการพัฒนาร่วมกัน รวมถึง Service support ที่มีการทำงานร่วมกันในรูปแบบ Collaborative support ด้วยความตั้งใจและความมุ่งมั่นที่จะนำเสนอโซลูชันและบริการที่ดีที่สุดจากทั้งสองบริษัท IT Enterprise

ความพิเศษสุดของระบบ Infrastructure จากความร่วมมือครั้งนี้ คือเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์การใช้งานในทุกๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นองค์กรณ์ขนาดเล็กที่มีความต้องการระบบ IT Infrastructure ขั้นพื้นฐานให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงความต้องการในการบริหารจัดการที่ง่ายเพื่อลดค่าใช้จ่ายขององค์กรในด้านบุคลากร ให้ธุรกิจสามารถพัฒนาได้อย่างคล่องตัวและรวดเร็ว หรือจะเป็นองค์กรขนาดกลางที่มีความต้องการทางด้านระบบ IT ที่มากขึ้น สามารถรองรับความต้องการของระบบได้อย่างหลากหลาย รวมถึงการเริ่มต้นนำระบบ Database เข้ามาใช้งานเพื่อรองรับการขยายตัวขององค์กร ซึ่งเทคโนโลยีของนูทานิคซ์จะช่วยให้การบริหารจัดการ Database และการจัดการข้อมูลง่ายขึ้น พร้อมระบบความปลอดภัยในการเข้าถึงข้อมูลสูงสุด ด้วยเหตุนี้ โซลูชันด้านซอร์ฟแวร์เอ็นเตอร์ไพรซ์จาก Nutanix และเทคโนโลยีของ Appliance จาก HPE ที่จึงตอบโจทย์ในทุกๆด้าน พร้อมขับเคลือนธุรกิจให้ก้าวสู่องค์กรที่มีขนาดใหญ่ บนระบบ IT ที่สามารถขยับขยายได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วเพื่อทันต่อการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจในอนาคต

from:https://www.techtalkthai.com/nutanix-x-hpe-proliant-dx-the-best-choice-for-nutanix-hybrid-cloud-solutions/

สถิติเผย มีองค์กรน้อยกว่า 5% ที่เปิดใช้มาตรการด้าน Email Security

การหลอกลวงหรือปลอมแปลงเป็นอีเมลที่น่าเชื่อถือนั้นมีความเสียหายเป็นนัยสำคัญอย่างมาก จากสถิติเพียงไตรมาสแรกของปี 2022 ได้แตะถึงสถิติใหม่ที่มีจำนวนการโจมตีทางอีเมลกว่า 1 ล้านครั้ง ซึ่งอันที่จริงแล้วโลกนี้มีทางเลือกสำหรับการป้องกันที่เรียกว่า DMARC และ BIMI

credit : Red Sift

DMARC หรือ  (Domain-based Message Authentication, Reporting and Conformance) เป็นโปรโตคอลที่ช่องเรื่องการพิสูจน์ตัวตนของอีเมล อยู่ใน RFC 7489 ออกเมื่อปี 2015 โดย DMARC ทำให้เจ้าของโดเมนอีเมลปกป้องโดเมนของตัวเองจากการนำไปใช้ที่ไม่ดีได้ โดยทำให้ผู้รับสามารถพิสูจน์ที่มาของอีเมลได้ตามข้อกำหนดของเจ้าขอโดเมน และมีขั้นตอนต่างๆว่าถ้าผ่านหรือไม่ผ่านพิสูจน์ตัวตนจะให้ทำอย่างไรต่อไป (กระบวนการภายในประกอบด้วย Sender Policy Framework  และ DomainKeys Identified Mail) 

BIMI (Brand Indicators for Message Identification) เป็นการยกระดับอีกขั้นด้วยการแสดงโลโก้แบรนด์ในอีเมลไคลเอ้นต์ โดยต้องมีพื้นฐานต่อยอดจาก DMARC ก่อน 

2 กระบวนการนี้ควรจะถูกใช้ในองค์กรเพื่อลดการตกเป็นเหยื่อในการโจมตี แต่ผลสำรวจบริษัทระดับ S&P 500 กลับพบว่า (ตามภาพประกอบ) มีบริษัทเพียง 51.2% เท่านั้นที่พอจะใช้ DMARC แล้วและ 2.4% เท่านั้นที่มีการใช้ BIMI ดังนั้นแทบจะไม่ต้องคาดหวังกับบริษัทเล็กทั่วโลกว่าความพร้อมของมาตรการด้าน Email Security เป็นอย่างไร ทั้งๆที่ปัจจุบันอุปกรณ์ฝั่งไคลเอนต์ก็รองรับรอแล้วเช่น iOS 16 เป็นต้น

ที่มา : https://venturebeat.com/security/report-less-than-5-of-public-companies-use-the-latest-email-security-standards/

from:https://www.techtalkthai.com/less-5-percents-of-sp-500-already-use-dmarc-and-bimi-email-protection/

Highlight : Google Cloud Day by Tangerine 2022 งานใหญ่ประจำปี พาธุรกิจของคุณรับมือกับความท้าทายใหม่

Tangerine และ Google Thailand กลับมาอย่างยิ่งใหญ่ พร้อมร่วมกันเปิดมุมมองใหม่ไปกับโลกของคลาวด์ ในงานอีเวนต์ “Google Cloud Day by Tangerine : The Future is Already Here!”

โดยภายในงานเราได้พาผู้เข้าร่วมไปสัมผัสกับความก้าวหน้าในโลกของคลาวด์ เพื่อให้ทุกท่านได้นำไปพัฒนากลยุทธ์ของธุรกิจให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดผ่านแนวคิดผู้บริหารของ Tangerine และ Google ประเทศไทย รวมถึงแนวคิดการดำเนินธุรกิจให้สามารถรับมือกับทุกความท้าทายในยุคดิจิทัลจนประสบความสำเร็จจาก Special Speaker บริษัทชั้นนำของประเทศอย่าง True Digital Group Co., Ltd. และ Asia Cab Co., Ltd.

และผู้เข้าร่วมงานจากธุรกิจหรือองค์กรขนาดใหญ่ระดับประเทศ ที่พร้อมร่วมเดินทางต่อยอดเทคโนโลยีคลาวด์ และให้ความสนใจกว่า 200 ราย เพื่อให้ได้นำโซลูชันเทคโนโลยีแห่งอนาคตไปผลักดันธุรกิจ พร้อมขับเคลื่อน Digital Transformation ร่วมกับทีมงาน Tangerine ที่สามารถไว้วางใจได้ และให้คำปรึกษาแก่ทุกท่านอย่างมืออาชีพ

ซึ่งบริษัท แทนเจอรีน จำกัด เป็นผู้เชี่ยวชาญในการให้คำปรึกษาและบริการด้าน Digital Technology, IT Infrastructure พร้อมออกแบบและพัฒนา ให้ธุรกิจหรือองค์กรของท่านสามารถต่อยอดและเติบโตอย่างไร้ขีดจำกัด และสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในเชิงธุรกิจให้เหมาะกับยุค Digital Transformation
ซึ่งแน่นอนว่า Tangerine ยังคงมุ่งมั่นที่จะสร้างความเชื่อมั่นและไว้วางใจให้ลูกค้าจากหลากหลายธุรกิจ และไม่หยุดยั้งในการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรให้มีความเชี่ยวชาญและมีมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง

และในครั้งหน้า เราจะยังคงสร้างและจัดงานอีเว้นท์สุดยิ่งใหญ่ต่อไป เพื่อให้ธุรกิจหรือองค์กรของท่านได้สัมผัสความก้าวหน้าของเทคโนโลยีแห่งยุคอย่างมั่นใจกว่าใคร ไปพร้อมกับพวกเรา

หากสนใจบริการต่าง ๆ หรือต้องการคำปรึกษาเพิ่มเติมติดต่อได้ที่
marketing@tangerine.co.th หรือโทร 02 285 5511
ท่านจะได้รับคำตอบจากผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน

from:https://www.techtalkthai.com/highlight-google-cloud-day-by-tangerine-2022/

[Guest Post] ดีลอยท์ เผยรายงานฉบับใหม่ นำเสนอความมุ่งมั่นด้านการจัดการด้านความยั่งยืนของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

  • เพื่อแสดงศักยภาพทางเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ ประชาคมอาเซียนจะต้องต่อสู้กับความท้าทายในการพัฒนาอย่างยั่งยืน
  • การทำตามเป้าหมายด้านความยั่งยืนให้เป็นจริง จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือกับพันธมิตรใหม่จากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลากหลายกลุ่มไม่ว่าจะเป็นองค์กรขนาดใหญ่และขนาดเล็ก ภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงองค์กรในประเทศและต่างประเทศอีกด้วย
  • การจัดการด้านความยั่งยืนของประเทศไทย สามารถทำได้ดีในทั้ง 5 ประเด็นด้านความยั่งยืน ได้แก่ พลังงาน สภาพอากาศ ความหลากหลายทางชีวภาพ น้ำ ขยะ และความเท่าเทียมกันทางเพศ 

ดีลอยท์ เผยรายงานฉบับใหม่ในหัวข้อ “ความมุ่งมั่นในการจัดการด้านความยั่งยืนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประจำปี 2565” นำเสนอความท้าทายในการจัดการด้านความยั่งยืนที่ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเผชิญอยู่ และความมุ่งมั่นของภาครัฐเพื่อจัดการกับความท้าทายเหล่านั้น เพื่อให้ภูมิภาคนี้ได้แสดงศักยภาพในทางเศรษฐกิจได้อย่างเต็มที่ รายงานดังกล่าวชี้ให้เห็นว่ากุญแจสำคัญในพัฒนาการจัดการด้านความยั่งยืนคือการส่งเสริมให้แต่ละประเทศร่วมมือกันในระดับภูมิภาคและส่งเสริมภาครัฐสร้างพันธมิตรใหม่ๆ ที่ครอบคลุมผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลากหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นองค์กรขนาดใหญ่และขนาดเล็ก ภาครัฐและภาคเอกชน องค์กรในประเทศและองค์กรระดับนานาชาติ

รายงานฉบับนี้ จัดทำขึ้นภายใต้ความร่วมมือระหว่าง Deloitte Center for the Edge และสภาธุรกิจสหรัฐอเมริกา-อาเซียน (US-ASEAN Business Council) มุ่งให้ความสำคัญกับข้อมูลเชิงลึกของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนห้าด้านสำคัญ ที่คัดเลือกโดยสมาชิกสภาธุรกิจสหรัฐฯ-อาเซียน ได้แก่ พลังงานและสภาพภูมิอากาศ ความหลากหลายทางชีวภาพ น้ำ ของเสียและความเท่าเทียมกันทางเพศ โดยข้อมูลเชิงลึกดังกล่าวสามารถใช้เป็นแหล่งข้อมูลแบบครบวงจรสำหรับบริษัทต่างชาติและนักลงทุนในการระบุประเด็นด้านความยั่งยืนที่อาจส่งผลกระทบมากที่สุด

รายงานดังกล่าวแสดงภาพรวมของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และมีการวิเคราะห์ข้อมูลโดยละเอียดจาก 9 ประเทศ ได้แก่ บรูไน กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม

ภาพรวมการจัดการด้านความยั่งยืนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ความคืบหน้าในการจัดการความยั่งยืนในปัจจุบันของแต่ละประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผ่านการวิเคราะห์ในรายงานตามระเบียบวิธีวิจัย มีการให้คะแนนตามผลงานของแต่ละประเทศ เป็นไปตามดัชนีที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล เป้าหมายและพันธสัญญาของประเทศต่างๆ จะถูกนำมาประเมินกับเป้าหมายที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก ซึ่งรวมถึงเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) สิ่งเหล่านี้แสดงถึงความมุ่งมั่นในการจัดการความยั่งยืนของประเทศต่างๆ

การดำเนินการตามเป้าหมายเหล่านี้ให้ประสบผลสำเร็จได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยในการดำเนินการ 5 ประการที่ระบุไว้ในรายงาน ดังต่อไปนี้

  • มีกลไกการติดตามและบังคับใช้หรือไม่
  • ตอบสนองความต้องการของกลุ่มเปราะบาง (ผู้หญิง เด็ก ชนกลุ่มน้อย ผู้มีรายได้น้อย) หรือไม่
  • การพัฒนาเป็นการวางแผนโดยยึดหลักฐานเป็นหลักหรือไม่
  • มีการลงทุนหรือจัดสรรงบประมาณตามเป้าหมายหรือไม่
  • มีความพยายามสร้างการรับรู้เกี่ยวกับเป้าหมายที่กำหนดหรือไม่

ในด้านพลังงานและสภาพอากาศ ภูมิภาคนี้ดำเนินการได้ดีเพื่อให้มีไฟฟ้าเพียงพอสำหรับประชากร 660 ล้านคน โดยประเทศต่างๆ ได้ 4 หรือ 5 คะแนนจากคะแนนเต็ม 5 คะแนน อย่างไรก็ตาม การรักษาสิ่งนี้ไว้ในขณะที่ความต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงสองทศวรรษข้างหน้า และในขณะเดียวกันก็ดำเนินการตามเป้าหมายการลดคาร์บอนอีกด้วย ถือเป็นความท้าทายครั้งสำคัญ

ภูมิภาคนี้มีทรัพยากรทางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ประกอบด้วยพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสี่แห่ง อย่างไรก็ตาม ยังมีความจำเป็นต้องดำเนินการตามขั้นตอนอย่างเร่งด่วนเพื่อมองหาแนวทางการเติบโตที่ยั่งยืนโดยไม่สูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ นอกจากนี้ยังพบว่าความคืบหน้าในปัจจุบันและเป้าหมายของประเทศที่มีการวิเคราะห์ในแง่ของการอนุรักษ์มหาสมุทร ระบบนิเวศบนบก และป่าไม้ ไม่เชื่อมโยงกันอีกด้วย

การจัดการทรัพยากรน้ำและของเสียยังคงเป็นความท้าทายสำคัญสำหรับบางประเทศ อย่างไรก็ตาม เศษอาหารเป็นปัญหาใหม่ซึ่งรัฐบาลทั่วทั้งภูมิภาคเพิ่งจะเริ่มสามารถจัดการได้อย่างมีเป้าหมายมากขึ้น

ในประเด็นเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ มีความคืบหน้าอย่างมากในการยุติการเลือกปฏิบัติ ความรุนแรง และการกระทำที่เป็นอันตรายทุกรูปแบบ นอกจากนี้ยังมีพัฒนาการในด้านการให้โอกาสที่เท่าเทียมกันและการส่งเสริมด้านการศึกษา สุขภาพ และเศรษฐกิจมากขึ้น แม้ว่าบทบาทในการเป็นตัวแทนทางการเมืองจะยังมีความคืบหน้าในระดับต่ำ

“ในฐานะที่ทวีปเอเชียเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคชั้นนำและเป็นแหล่งลงทุนโดยตรงของสหรัฐฯ ที่ใหญ่ที่สุด บริษัทสัญชาติสหรัฐฯ จึงลงทุนเพิ่มขึ้นในด้านต่างๆ เช่น การจัดการของเสีย การส่งเสริมบทบาททางเศรษฐกิจของผู้หญิง และการสนับสนุนโครงการริเริ่มในการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงาน เมื่อพวกเขาขยายกิจการเชิงพาณิชย์ในภูมิภาคที่มีการแข่งขันที่สูงนี้” มร. มาร์ค มีลลีย์ Senior Vice President-Policy สภาธุรกิจสหรัฐอเมริกา-อาเซียน

มร. ดุลีชา กุลสุรียา กรรมการผู้จัดการ Center for the Edge Deloitte Southeast Asia กล่าวเสริมว่า “ประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องมาจากที่ตั้งทางภูมิศาสตร์และระบบนิเวศทางธรรมชาติที่กำลังพัฒนา มีความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก อย่างไรก็ตาม มีโอกาสมากมายที่จะจัดการกับความท้าทายที่หลากหลายของภูมิภาคนี้ หากรัฐบาลอาเซียนดำเนินการตามพันธสัญญาด้านสภาพอากาศอย่างเด็ดขาด ร่วมมือกับภาคเอกชน และขับเคลื่อนการดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศและความยั่งยืน พวกเขาสามารถขับเคลื่อนกลไกใหม่ของการเติบโตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

ข้อมูลเชิงลึกสำหรับประเทศไทย

ด้วยความมุ่งมั่นที่จะสร้างเศรษฐกิจ Bio-Circular-Green ทำให้ประเทศไทยมีผลการดำเนินงานที่ดีในการจัดการความยั่งยืนทั้ง 5 ด้าน

การขยายเขตเมืองในประเทศไทยส่วนใหญ่นำโดยเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานคร ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 80 ของเขตเมืองทั้งหมดในประเทศ ประเทศไทยตั้งอยู่ในภูมิภาคที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และประเทศไทยเองมีความหลากหลายทางชีวภาพสูงที่สุดในโลกต่อหนึ่งหน่วยพื้นที่ ทำให้ประเทศไทยมีความเป็นเอกลักษณ์ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นศูนย์กลางธุรกิจเชิงพาณิชย์เท่านั้น แต่ยังเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสะอาดอีกด้วย

ประเทศไทยมียุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580) ที่ครอบคลุมเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals: SDGs) ทั้ง 17 ข้อ และยังคงมุ่งมั่นที่จะดำเนินการตามวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ.2030 เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ประเทศไทยยังมีส่วนร่วมในรายงานผลการทบทวนการดำเนินงานตามวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ประจำปี 2564 ระดับชาติโดยสมัครใจ (2021 Voluntary National Review on Sustainable Development) ซึ่งยืนยันว่าประเทศไทยมีการดำเนินการตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างชัดเจน นอกจากนี้แนวโน้มการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศจะขึ้นอยู่กับ Bio-Circular-Green Economy (BCG) ซึ่งเป็นแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งดำเนินการทั้งในทางปฏิบัติ นโยบาย และอุตสาหกรรม

ในปัจจุบัน การขยายเขตเมืองและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัจจัยท้าทายสำหรับการพัฒนาประเทศ ในปี พ.ศ.2563 ประชากรมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์อาศัยอยู่ในเขตเมือง และประเทศไทยกำลังเผชิญกับอัตราการขยายเขตเมืองที่ลดลงในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เนื่องจากมีสัดส่วนของประชากรจำนวนมากที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบท และความท้าทายอื่นๆ ยังไม่ได้รับการจัดการ เช่น การจัดหาน้ำเพื่อให้บริการในพื้นที่ และการจัดการของเสียในเขตเทศบาลอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังทำให้เกิดสภาพอากาศที่แปรปรวนรุนแรง ซึ่งส่งผลให้ความท้าทายดังกล่าวทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นเช่นกัน

การเพิ่มขีดความสามารถให้กับกำลังแรงงานเป็นสิ่งสำคัญในขณะที่ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนแปลงจากประเทศกำลังพัฒนาไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งเป็นเป้าหมายที่รัฐบาลไทยเรียกว่า ‘Thailand 4.0’ การเข้าถึงโอกาสในการจ้างงานที่ดีขึ้นและการสนับสนุนที่เพิ่มขึ้นจะเพิ่มอัตราการมีส่วนร่วมของผู้หญิงที่เป็นกำลังแรงงาน ซึ่งอยู่ที่ 59 เปอร์เซ็นต์ในปี 2564 การเปลี่ยนแปลงในทางเดียวกันทั้งสังคมนี้ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงานและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลากหลายกลุ่ม ควบคู่ไปกับการดำเนินการตามนโยบายที่มีเป้าหมายเพื่อกระจายทรัพยากรสำหรับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน

“การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นความท้าทายที่สำคัญและมีหลายแง่มุม ซึ่งเกี่ยวข้องกับประเด็นต่างๆ เช่น ความหลากหลายทางชีวภาพ น้ำ ของเสีย และความเท่าเทียมทางเพศ ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนจะเป็นกุญแจสำคัญในการช่วยให้อาเซียนรับมือกับความท้าทายเหล่านี้” มร. ดรูว์ แฮสสัน ผู้อำนวยการ (ความยั่งยืน) สภาธุรกิจสหรัฐฯ-อาเซียน กล่าว

นายกษิติ เกตุสุริยงค์ Sustainability & Climate Leader ดีลอยท์ ประเทศไทย กล่าวเสริมว่า “โมเดล Bio-Circular-Green Economy (BCG) ของประเทศไทย แสดงให้เห็นถึงโอกาสในการร่วมมือกันระหว่างภาคเอกชนและภาครัฐ เพื่อบรรลุเป้าหมายในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ เราเริ่มเห็นการริเริ่มของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่ายเพื่อขับเคลื่อนวาระ BCG ไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ แต่เราจำเป็นต้องมีการลงทุนมากขึ้นและระบบนิเวศที่เข้มแข็งขึ้นสำหรับการพัฒนาแนวทางการแก้ปัญหาทั้งด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยี เพื่อให้มั่นใจได้ว่าการดำเนินการตามแนวทางการลดคาร์บอนของเราเป็นไปตามเป้าหมาย

เพื่อให้สอดคล้องกับโมเดล BCG และส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ประเทศไทยได้ให้ความสำคัญกับการผลิตไฟฟ้าจากชีวมวล สำรวจทางเลือกการประเมินค่าเศษอาหารให้มีมูลค่าสูงขึ้น และขยายเครือข่ายน้ำเสียผ่านโครงการสาธารณูปโภคและขีดความสามารถทางเทคนิคของอาคาร ดังนั้นจึงมีโอกาสอีกมากมายที่ภาครัฐและเอกชนจะร่วมมือกันเพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนและประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทย”

ท่านสามารถดาวน์โหลดรายงานฉบับเต็มได้ที่นี่

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-deloitte-us-asean-business-council/

ไขความลับสู่ความสำเร็จการทำ Smart City ของเทศบาลนครนนท์ที่มอบให้แก่ประชาชน | Tangerine x เทศบาลนครนนท์

เทศบาลนครนนทบุรี ได้กำหนดวิสัยทัศน์ให้เป็นเมืองที่น่าอยู่ ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีการบริการที่เป็นเลิศ และด้วยสถานการณ์ปัจจุบัน วิกฤตโควิด 19 ทำให้เทศบาลนครนนทบุรีขยายฐานข้อมูล ไม่เพียงแต่กลุ่มเปราะบางเท่านั้น แต่เทศบาลยังเล็งเห็น และใส่ใจคุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่ที่ดี และการบริหารจัดการที่ดีขึ้น จึงเป็นที่มาของการทำโครงการ Smart City ร่วมกับ Tangerine เพื่อปรับปรุงระบบสารสนเทศ และบูรณาการข้อมูล ในการขับเคลื่อนการลงพื้นที่ เพื่อเป็นประโยชน์สำหรับการจัดทำฐานข้อมูลประวัติการติดเชื้อโควิด 19 และการรับวัคซีนป้องกันโควิด 19 ของประชาชนในเทศบาลนครนนทบุรี

ในอดีตระบบงานสาธารณสุขของเทศบาลนครนนทบุรี มีการสำรวจผู้ป่วยตามชุมชนทั้งหมดกว่า 93 ชุมชน ผ่านฟอร์มในรูปแบบกระดาษ รวมถึงเอกสารอื่น ๆ ทั้งข้อมูลค่าวัดต่าง ๆ เช่น ค่าหลอดเลือดหัวใจ ค่าความดันโลหิต หรือการข้อมูลการตรวจ ADL ทำให้เทศบาลมีเอกสารจำนวนมากสำหรับการบริหารจัดการ

แต่ด้วยวิสัยทัศน์ของเทศบาลนครนนทบุรี กับการบริหารจัดการ Paperless Work และ Digital Tranformation ให้ตอบโจทย์ในยุคดิจิทัล มีการนำเข้าข้อมูลของคน ประชากร เช่น ผู้ป่วยติดเตียง ผู้ป่วยติดบ้าน ผู้สูงอายุ และอื่น ๆ ให้แสดงผลบน Google Maps Platforms และทำแอปพลิเคชันให้เป็น Data Center เก็บข้อมูลทั้งหมดของศูนย์ในเทศบาลทั้งเขต อำเภอ สถานีอนามัย โรงเรียน ตลาด และอื่น ๆ ว่ามีจำนวนเท่าไหร่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบสารสนเทศ และบูรณาการข้อมูลของ เสริมความสามารถให้กับแพลตฟอร์มการบริหารจัดการข้อมูลสำหรับสร้าง เผยแพร่ และเป็นเว็บศูนย์กลางข้อมูล ด้านการบริหารจัดการ มีการจัดการชั้น layer ของข้อมูล รวมถึงการจำกัดสิทธิการเข้าถึงข้อมูล เพื่อให้การบริหารจัดการเป็นไปตามมาตราฐานที่กำหนดไว้

เทศบาลนครนนทบุรีมั่นใจในความเชี่ยวชาญของแทนเจอรีน ในการวางแผนและพัฒนาเมืองสู่เมืองอัจฉริยะ Smart City Application ซึ่งเล็งเห็นถึงโอกาสและความสำคัญของการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่ของประชาชนเพื่อมุ่งสู่การเป็น Smart Living พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง และกลุ่มผู้เปราะบางของเทศบาลนครนนทบุรี โดยนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลเข้ามาดูแลสุขภาพ อย่างยั่งยืน

และเทศบาลนครนนท์ก็ยังคงมีแผนที่จะทำให้สภาพแวดล้อมของชุมชนเมืองเป็นเมืองน่าอยู่อย่างยั่งยืน ส่งเสริม อาชีพ และสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เพื่อสร้างรายได้ให้กับประชาชน ส่งเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิตทั้งในด้านการศึกษา กีฬา นันทนาการ สาธารณสุข สวัสดิการต่าง ๆ และอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่ได้พัฒนาคุณภาพการให้บริการต่อไป โดยเน้นการสร้างเสริมศักยภาพบุคลากร ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เหมาะสม “เพราะนี่คือหัวใจของเรา การทำงานของเทศบาลนครนนทบุรี”

ท่านใดสนใจนำ Data มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้ธุรกิจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่หรือติดต่อ marketing@tangerine.co.th

from:https://www.techtalkthai.com/tangerine-nonthaburi-municipality-smart-city/

สรุปงาน Aruba Atmosphere 2022 SEATH : ก้าวสู่นวัตกรรมใหม่ Enterprise Networking & Security ด้วยอุปกรณ์เครือข่ายที่ชาญฉลาดมากยิ่งขึ้น

ในช่วงปีที่ผ่านมา ถือเป็นช่วงที่เทคโนโลยีในวงการ Enterprise Networking และ Security มีการปรับตัวสู่ทิศทางใหม่ในหลายแง่มุม และ Aruba Networks ในฐานะของผู้นำนวัตกรรมด้าน Enterprise Networking และ Security เอง ก็ได้มีการนำเสนอแนวคิดใหม่ๆ ภายในโซลูชันของตนเองมากมาย เพื่อให้ธุรกิจองค์กรได้นำไปปรับประยุกต์ใช้ สำหรับเตรียมก้าวสู่การผลักดันสร้างสรรค์สิ่งใหม่เพื่อเร่งสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจในยุคดิจิทัลแล้ว

ทีมงาน TechTalkThai และ APDT.news มีโอกาสได้เข้าร่วมงาน Aruba Atmosphere 2022 SEATH & INDIA ในครั้งนี้ที่มาจัดในประเทศไทย จึงขอนำสรุปประเด็นสำคัญจากงานสัมมนาครั้งนี้ พร้อมเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่นำมาจัดแสดงในบูธกันดังนี้ครับ

3 ปัจจัยสู่การทำ Networking Modernization

เทรนด์หลักที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกในวงการ Network อยู่นี้ก็คือการทำ Network Modernization หรือการปรับปรุงระบบเครือข่ายให้มีความทันสมัย ตอบรับต่อโลกของการทำงานที่กำลังเปลี่ยนไปสู่ยุค Hybrid Work ซึ่งมีทั้งโจทย์ของการรองรับการทำงานจากนอกสถานที่ได้อย่างอิสระ ไปจนถึงการใช้งาน Cloud เป็นหลักในการทำงาน ในขณะที่การรักษาความมั่นคงปลอดภัยก็ต้องสูงยิ่งขึ้นตามความซับซ้อนของภัยคุกคามที่กำลังเกิดขึ้นในทุกวัน

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในวงการ Enterprise Networking และ Security ในยามนี้ ได้ทำให้สถาปัตยกรรมของระบบเครือข่ายนั้นพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ และทำให้เหล่าผู้ดูแลระบบเครือข่ายทั่วโลกต้องเร่งปรับตัวกันอย่างรวดเร็ว ต้องมีการนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้งานอย่างต่อเนื่อง และต้องปรับวิธีการดูแลรักษาระบบเครือข่ายใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับความคาดหวังในการได้รับประสบการณ์ที่ดีของผู้ใช้งาน

ในมุมของ HPE Aruba สิ่งที่จะสามารถตอบโจทย์เหล่านี้ได้ คือการปรับระบบเครือข่ายให้มีคุณสมบัติ 3 ประการ ดังนี้

1.Automation
การทำ Automation ได้กลายเป็นคุณสมบัติสำคัญประการแรกของระบบเครือข่ายแห่งอนาคต เพราะด้วยระบบเครือข่ายที่มีการขยายตัวออกไปยังภายนอกองค์กร ทำให้มีองค์ประกอบภายในระบบเครือข่ายที่หลากหลายยิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อประสบการณ์ของผู้ใช้งานมากยิ่งขึ้น รวมถึงยังมีการใช้งานอุปกรณ์ Internet of Things (IoT) ที่หลากหลายยิ่งขึ้น ในขณะที่ประเด็นด้าน Cybersecurity เองก็ยังมีความสำคัญที่ไม่อาจมองข้ามไปได้ ทำให้ภาระในการบริหารจัดการและการดูแลรักษาระบบเครือข่ายนั้นสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว

ด้วยเหตุเหล่านี้ การบริหารจัดการระบบเครือข่ายด้วยวิธีการแบบดั้งเดิมจึงไม่อาจเพียงพออีกต่อไป และหลายองค์กรเองก็ยังต้องเผชิญความกดดันจากการขาดแคลนบุคลากรที่จะมาดูแลรักษาระบบ IT Infrastructure สำคัญเหล่านี้ด้วย ดังนั้นการมีเทคโนโลยีที่สามารถติดตั้งใช้งานบริหารจัดการได้ง่าย ทำงานได้แบบอัตโนมัติ และมี AI เป็นตัวช่วยจึงกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณา เพื่อให้ธุรกิจองค์กรยังคงสามารถจัดการและควบคุมการใช้ระบบเครือข่ายของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2.Security
จากความต้องการในการใช้งานระบบเครือข่ายในรูปแบบที่เปลี่ยนไป ทั้งจากภายในและภายนอกองค์กร ทำให้การปกป้องดูแลผู้ใช้งานและอุปกรณ์ขององค์กรนั้นต้องมีการปรับตัวตามไปด้วย ดังนั้นสถาปัตยกรรมด้าน Network Security อย่างในอดีตที่มีการแยกส่วนของการปกป้องผู้ใช้งานภายในองค์กรนั้นจึงไม่เพียงพออีกต่อไป

เพื่อตอบโจทย์นี้เทคโนโลยีด้าน Network และ Security ต้องถูกผสานรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน และทำงานได้ตามหลักการของ Zero Trust เพื่อควบคุมทุกการยืนยันตัวตนและเชื่อมต่อสื่อสารระหว่างผู้ใช้งานหรืออุปกรณ์ที่ใช้งาน ไปยังส่วนอื่นๆ ของระบบเครือข่ายหรือ Internet ให้เป็นไปตามนโยบายด้านความมั่นคงปลอดภัยขององค์กร เพื่อลดความเสี่ยงที่ระบบ IT จะถูกโจมตีต่อเนื่องด้วยวิธีการต่างๆ และจำกัดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

3.Agility
ความคล่องตัวนั้นได้กลายมาเป็นอีกคุณสมบัติสำคัญของระบบเครือข่ายในทุกวันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับระบบเครือข่ายที่มีขนาดใหญ่ เพื่อให้การเพิ่มเติมบริการหรือการปรับเปลี่ยนการทำงานของระบบเครือข่ายนั้นเป็นไปได้อย่างรวดเร็วและคล่องตัว ตอบสนองต่อกลยุทธ์ของธุรกิจและการทำงานที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งการมาของ COVID-19 ได้ทำให้ความสำคัญของประเด็นนี้ยิ่งทวีคูณขึ้น จากการที่ธุรกิจองค์กรทั่วโลกต่างต้องรีบเปลี่ยนสถาปัตยกรรมของระบบเครือข่ายเพื่อปรับตัวไปสู่การทำงานแบบ Remote Working อย่างเต็มตัวก่อนที่จะปรับมาสู่ Hybrid Working ในปัจจุบัน

นอกจากความคล่องตัวในเชิงเทคนิคแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่ธุรกิจองค์กรต้องคำนึงถึงก็คือความคล่องตัวในแง่ของการลงทุนเพิ่มขยายระบบ IT ภายในองค์กร ซึ่งเทรนด์ของการใช้งานระบบ IT ในแบบ as-a-Service นั้นก็สามารถตอบโจทย์นี้ได้เป็นอย่างดี และ Aruba ก็จะตอบสนองต่อความต้องการของธุรกิจองค์กรทั่วโลกนี้ ด้วยบริการ Network-as-a-Service หรือ NaaS นั่นเอง

ในการช่วยให้ธุรกิจองค์กรทั่วโลกก้าวไปสู่การทำ Network Modernization ได้อย่างสำเร็จนี้ ทาง Aruba ได้นำเสนอ Aruba ESP Solutions เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายทั้ง 3 ประการดังกล่าวภายในโซลูชันเดียว โดยภายในโซลูชันดังกล่าวนี้จะมีการแบ่งระบบออกเป็น 4 ชั้น ดังนี้

  1. Connect โดยมี Switch, AP, Gateway สำหรับรองรับการเชื่อมต่อทั้งภายในและภายนอกองค์กร รวมถึงยังรองรับการทำงานจากภายนอกองค์กรได้อย่างสะดวกสบาย เชื่อมต่อเครือข่ายระหว่างสาขาได้ง่ายด้วย SD-WAN
  2. Protect ปกป้องทุกการเชื่อมต่อสื่อสาร โดยผสานระบบ Security เข้าเป็นส่วนหนึ่งของระบบเครือข่ายโดยตรง เพื่อปกป้องทั้งอุปกรณ์ของผู้ใช้งานและอุปกรณ์ IoT ด้วยการทำ Zero Trust และเสริม Security เข้าไปในระบบ SD-WAN ให้ธุรกิจสามารถก้าวสู่การทำ SASE ด้วยเทคโนโลยี Cloud Security ได้ทันที
  3. Automation การติดตั้งใช้งานและการดูแลรักษาระบบทั้งหมดจะต้องเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดายและเป็นอัตโนมัติ เพื่อให้ตอบโจทย์ต่อระบบเครือข่ายที่ต้องขยายและเปลี่ยนแปลงตามระบบ IT ได้อย่างรวดเร็วและยืดหยุ่น โดย Aruba มีการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาเสริมในการทำ Automation
  4. Adapt เพิ่มความยืดหยุ่นในการวางระบบเครือข่ายให้สูงยิ่งขึ้น ทั้งในแง่ของการลงทุนที่มีทางเลือกใหม่อย่าง NaaS และการบริหารจัดการที่สามารถเลือกได้ว่าจะดูแลรักษาระบบเครือข่ายด้วยตนเอง หรือ Outsource ออกไปให้กับผู้ให้บริการ Managed Services

อัปเดตเทคโนโลยีและโซลูชันล่าสุดจาก Aruba ในปี 2022

นอกจากการนำเสนอในเชิงวิสัยทัศน์แล้ว งานสัมมนาครั้งนี้ก็ได้มีการนำนวัตกรรมใหม่ๆ จาก HPE Aruba มาเปิดตัวในภูมิภาค APAC กันอย่างหลากหลาย ดังนี้ครับ

โซลูชันแรกคือ Aruba Central NetConductor ที่จะช่วยให้การวางระบบ Network และ Security ภายในองค์กรกลายเป็นรูปแบบ Overlay ได้ ด้วยการตั้งค่าในแบบ Intent-based และบังคับใช้งานนโยบายเหล่านี้ได้แบบอัตโนมัติ ทำให้การบริหารจัดการเครือข่ายในภาพรวมทั้งในส่วนของ Network และ Security ถูกผสานรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน โดยการตั้งค่าทั้งหมดนี้จะอาศัยการผสมผสานกันระหว่าง Protocol มาตรฐานของอุตสาหกรรม เพื่อให้มั่นใจว่าทุกการทำงานนั้นจะเป็นไปอย่างมีแบบแผน และปรับเปลี่ยนได้ในอนาคตเมื่อมีมาตรฐานใหม่ๆ ออกมาให้ใช้งาน

ถัดมาที่ถูกเน้นย้ำเป็นอย่างมากในงานสัมมนาครั้งนี้ ก็คือ Aruba EdgeConnect SD-WAN Fabric ที่มีทั้ง EdgeConnect Mobile, Mibrobranch, SD-Branch และ Enterprise ให้เลือกใช้งานได้ตามรูปแบบของสาขาที่ธุรกิจองค์กรต้องการ เพื่อเชื่อมต่อเครือข่ายและรักษาความมั่นคงปลอดภัยให้กับระบบเครือข่ายได้อย่างครอบคลุมไม่ว่าโครงสร้างของธุรกิจและนโยบายในการทำงานจะเป็นอย่างไร และปกป้องผู้ใช้งานได้ในทุกการเข้าถึงทุก Application ทั้งภายใน Data Center และบน Cloud

ในส่วนของ Aruba EdgeConnect Microbranch ที่ Aruba ระบุว่าได้รับความนิยมสูงมากนั้น ก็คือการเสริมความสามารถ SD-WAN Gateway เข้าไปยัง Access Point รุ่น Remote ของ Aruba โดยตรง ทำให้การวางระบบเครือข่ายสำหรับสาขาขนาดเล็กมากๆ ที่มีผู้ใช้งานเพียงแค่ 1 คน แต่อาจมีหลายอุปกรณ์ที่ต้องใช้งาน และต้องการส่งมอบประสบการณ์ในการทำงานให้กับพนักงานหรือผู้บริหารที่ทำงานจากที่บ้านนั้นเป็นไปได้เสมือนการมาทำงานที่ออฟฟิศ เกิดขึ้นได้อย่างสะดวกและง่ายดายภายในอุปกรณ์เพียงแค่ชุดเดียว สามารถนำไปใช้ได้ทั้งสำหรับสาขาของร้านค้าขนาดเล็ก หรือการวางระบบให้พนักงานสามารถทำงานจากที่บ้านได้อย่างมั่นคงปลอดภัย ตอบโจทย์การเพิ่มขยายสาขาจำนวนหลายสิบหรือหลายร้อยแห่งในระยะเวลาอันสั้นได้เป็นอย่างดี

ทางด้าน Aruba EdgeConnect Enterprise ก็มีประกาศอัปเดตครั้งใหญ่ในฐานะของโซลูชัน SD-WAN แรกที่ได้รับ ICSA Secure SD-WAN Certification ที่รับรองถึงความสามารถในการทำ Next-Generation Firewall และ Cybersecurity อื่นๆ สามารถทำงานได้อย่างมีมาตรฐาน ตรวจจับและยับยั้งป้องกันภัยคุกคามในหลากหลายรูปแบบได้อย่างแม่นยำ เพื่อปกป้องการเชื่อมต่อของระบบ SD-WAN และควบคุมการเข้าถึงใช้งานระบบเครือข่ายของผู้ใช้งานได้อย่างมั่นใจ

อีกหนึ่งนวัตกรรมที่น่าสนใจนั้นก็คือ Open Locate ที่ทาง Aruba ได้ทำการใส่ GPS ลงไปใน AP รุ่น Wi-Fi 6E และรองรับมาตรฐาน 802.11mc / Fine Time Measurement (FTM) ทำให้การระบุจุดติดตั้ง Access Point มีความแม่นยำสูงยิ่งขึ้นกว่าในอดีต และนำตำแหน่งจุดติดตั้งไปใช้อ้างอิงกับระบบแผนที่อื่นๆ ได้อย่างเป็นสากล ในขณะที่ยังสามารถให้บริการข้อมูลพื้นที่ตำแหน่งให้กับ Mobile Application ได้ สร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการพัฒนา Location-based Application ที่ต้องใช้ข้อมูลตำแหน่งภายในอาคารได้อย่างง่ายดาย ตอบโจทย์ได้ดีทั้งในแง่ของการติดตั้งใช้งาน และการต่อยอดสร้างคุณค่าเพิ่มเติมจากระบบเครือข่ายไร้สายที่ธุรกิจมีการใช้งานอยู่

ในฝั่งของ Data Center Networking ทาง Aruba ได้พูดคุยถึงเทรนด์ Distributed Services Switch ด้วย Aruba CX 10000 Series Switch with Pensando ที่ใช้เทคโนโลยีชิป DPU และ Software จาก AMD Pensando เข้ามาเสริมให้กับ Data Center Switch ทำให้ Top-of-Rack Switch มีความสามารถด้าน Security ในตัวในระดับประสิทธิภาพเดียวกับการทำ Switching ได้ทันที อย่างเช่น การทำ Firewall เพิ่มเติมภายในอุปกรณ์ Switch ช่วยเสริม Data Center Network Security ได้โดยไม่เกิดผลกระทบต่อประสิทธิภาพด้านระบบเครือข่าย และไม่มีความซับซ้อนของการรับส่งข้อมูลภายในระบบเครือข่ายอย่างในอดีตอีกต่อไป ตอบโจทย์ของธุรกิจที่ต้องการทำ Security ให้กับ Network Traffic ในแบบ East-West ซึ่งมีปริมาณมหาศาล และยากต่อการดูแลรักษาในอดีตได้ทันที

สุดท้ายก็คือการพูดคุยถึง NaaS – Network as a Service ที่ธุรกิจองค์กรสามารถเลือกใช้งานระบบ IT Infrastructure ในฝั่งของ Network และ Security จาก Aruba ทั้งหมดได้ โดยคิดค่าใช้จ่ายในแบบ Subscription-based ซึ่งจะมีทั้ง Hardware และ Software รวมอยู่ภายในบริการ พร้อมระบบ Data Analytics สำหรับวิเคราะห์ข้อมูลการใช้งานและการปรับแต่งระบบเครือข่าย เปิดให้สามารถบริหารจัดการได้ทั้งโดยฝ่าย IT ขององค์กร และผู้ให้บริการ Managed Services ซึ่งจะช่วยให้เทคโนโลยีด้าน Network และ Security ขององค์กรสามารถถูกใช้งานได้โดยตลาดที่มีขนาดกว้างมากยิ่งขึ้น ในขณะที่มีความสามารถเทียบเท่าได้กับโซลูชันในระดับธุรกิจองค์กร

Aruba ระบุว่าเทรนด์ของการปรับไปใช้งาน NaaS นั้นโตเร็วมากจากการมาของ Hybrid Work ที่ธุรกิจต้องการระบบเครือข่ายใหม่ที่มีความซับซ้อนสูง บนการออกแบบสถาปัตยกรรมที่แตกต่างออกไป ดูแลง่าย ในขณะที่ค่าใช้จ่ายในการลงทุนเริ่มต้นไม่สูงมาก

ในการใช้งาน NaaS นั้น ธุรกิจองค์กรจะสามารถใช้งานผ่านบริการ HPE GreenLake for Aruba Service Packs รองรับ 8 Use Case ได้แก่ Outdoor Wireless, Indoor Wireless, Remote Wireless, Wired Core, Wired Aggregation, Wired Access, SD-Branch และ UXI โดยสามารถเสริมความสามารถในส่วนของ Network Management และ Network Security จากโซลูชันของ Aruba ที่ต้องการได้ทั้งหมด ซึ่งสัญญาในการใช้บริการดังกล่าวนี้จะอยู่ที่ระยะเวลา 3-5 ปี

และทั้งหมดนี้ก็คือประเด็นสำคัญจากงานสัมมนา Aruba Atmosphere 2022 SEATH & INDIA ในครั้งนี้ครับ ถ้าหากท่านใดมีข้อสงสัยหรือคำถามใดๆ เพิ่มเติม ก็สามารถติดต่อทีมงาน HPE Aruba สามารถติดต่อ HPE Aruba ได้ที่อีเมล: nawarat.ch@hpe.com หรือติดต่อพาร์ทเนอร์รายต่างๆ ของ Aruba ทั่วประเทศ เพื่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมหรือนัดทดสอบเทคโนโลยีหรือโซลูชันต่างๆ ที่ต้องการได้ทันทีครับ

 

from:https://www.techtalkthai.com/aruba-atmosphere-2022-seath/

[Guest Post] งานแสดงเทคโนโลยีธุรกิจ 5G แห่งอนาคต เริ่มอย่างเป็นทางการแล้ววันนี้!!

เปิดประสบการณ์สู่โลกของธุรกิจเทคโนโลยีไร้สายความเร็วสูง 28-29 กันยายน ณ สามย่านมิตรทาว์นฮอลล์ ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์ กรุงเทพฯ

วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค  ผู้จัดงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติในเอเชีย เปิดตัวงานแสดงสินค้าใหม่ล่าสุดในสายธุรกิจเทคโนโลยี ภายใต้ชื่องาน ‘BYOND MOBILE’ (บิยอน โมบาย) ซึ่งเป็นงานแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมสำหรับธุรกิจ 5G เครือข่ายความเร็วสูง อันจะเป็นจุดนับพบที่สำคัญของผู้ที่เกี่ยวข้องกับระบบนิเวศของอุตสาหกรรม 5G ต่อยอดสู่โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่จะเชื่อมโยงผู้ให้บริการและสตาร์ทอัพได้มาพบปะเจรจาธุรกิจเพื่อการต่อยอดในอนาคต โดยงาน BYOND MOBILE มีกำหนดการจัดงานระหว่างวันที่ 28-29 กันยายน 2565 ณ สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์ ตั้งแต่เวลา 10:00-18:00 น. นับเป็นอีกงานที่ผลักดันให้กรุงเทพฯ เป็นศูนย์รวมของธุรกิจ 5G แห่งอนาคต ตลอด 2 วันของการจัดงาน มีการนำเสนอเทคโนโลยีสุดล้ำสำหรับธุรกิจชีววิทยาศาสตร์ การแพทย์ด้วยระบบดิจิทัล เทคโนโลยีเพื่อการเกษตร เทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ กระบวนการผลิตและวิทยาการหุ่นยนต์ สมาร์ทซิตี้ เมืองแห่งเทคโนโลยี และยานยนต์แห่งอนาคต ด้วยความร่วมมือจากบรรดาผู้ประกอบการและเจ้าของกิจการด้านเครือข่ายความเร็วสูง อินเตอร์เน็ต เครือข่ายการสื่อสารผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ และระบบไอทีอัจฉริยะมากกว่า 50 แบรนด์ พร้อมด้วยตารางงานประชุมสัมมนาเชิงวิชาการที่อัดแน่นสำหรับผู้ที่สนใจ ร่วมรับฟังการแบ่งปันข่าวสารความรู้ แนวโน้มของธุรกิจ นำเสนอเทคโนโลยีใหม่ การสาธิตผลิตภัณฑ์โดย CEO แบรนด์ชั้นนำมากกว่า 40 วิทยากรรับเชิญ ตลอดจนการแข่งขัน Start-up ของธุรกิจสายเทคโนโลยีซึ่งได้รับความสนใจอย่างคับคั่ง

พิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการ นำโดย มร.อิกอร์ เพาก้า กรรมการผู้จัดการ บริษัท วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค ผู้จัดงาน พร้อมด้วย คุณจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (สสปน.) และ ดร.พนิตา พงษ์ไพบูลย์ รองผู้อำนวยการ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) กล่าวสนับสนุนการจัดงาน และเปิดงานอย่างเป็นทางการด้วยปาฐกถาจาก คุณเนวินธุ์ ช่อชัยทิพฐ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมเยี่ยมชมบูธผู้ประกอบการและพูดคุยกับผู้บริหารจากแบรนด์ชั้นนำภายในงาน

BYOND MOBILE เป็นอีกงานแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรม 5G และการรวมตัวของผู้ที่เกี่ยวข้องในระบบนิเวศของเทคโนโลยีเครือข่ายความเร็วสูงทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน เพื่อวางรากฐานเศรษฐกิจเครือข่ายแห่งอนาคต ภายในงานจะมีการนำเสนอบริษัทชั้นนำของ blue-chip ตลอดจนสตาร์ทอัพที่มาจากสายเทคโนโลยีทั้งหมด บนพื้นที่กว่า 3,000 ตร.ม. จัดแสดงผลิตภัณฑ์และโซลูชั่น 5G จากแบรนด์ชั้นนำกว่า 50 แบรนด์ และพาวิลเลียนนานาชาติจากประเทศสหราชอาณาจักร พร้อมนำเสนอเทคโนโลยีเครือข่ายมือถือและโซลูชันระบบคลาวด์ การรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์และหุ่นยนต์ ตลอดจน AR/VR แมชชีนเลิร์นนิง และ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เราเชื่อมั่นว่าการจัดงานครั้งนี้จะเป็นเวทีเจรจาการค้าใหม่ที่ช่วยกระตุ้นความตื่นตัวของอุตสาหกรรม 5G ระดับประเทศต่อไป” กล่าวโดย มร.อิกอร์ เพาก้า กรรมการผู้จัดการ บริษัท วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค ผู้จัดงาน

คุณจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (สสปน.) กล่าวสนับสนุนการจัดงาน “เหตุผลที่สำคัญสำหรับการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าต่างๆ โดยเฉพาะงาน BYOND MOBILE ที่เปิดงานอย่างเป็นทางการวันนี้ คือ ผู้เข้าร่วมงานทุกท่านจะสามารถศึกษาแนวโน้มของตลาด เรียนรู้ถึงแนวทางการพัฒนาแบรนด์และธุรกิจให้สอดคล้องกันเพื่อรองรับความต้องการของตลาดในปัจจุบัน ตลอดจนการสร้างโอกาสทางธุรกิจจากการพบปะพูดคุยโดยตรงจากผู้ประกอบการจากแบรนด์ชั้นนำในอุตสาหกรรมนั้นๆ เพื่อค้นหาพันธมิตรทางธุรกิจใหม่จากการเลือกและเปรียบเทียบคุณสมบัติผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้อย่างชัดเจน และแม้ว่าคุณอาจสามารถค้นหาข้อมูลต่างๆ ได้จากโลกอินเตอร์เน็ต แต่การมาร่วมงานแสดงสินค้าแบบพบปะกันตัวต่อตัว จะทำให้คุณได้แลกเปลี่ยนความรู้ พูดคุยแนวทางแก้ไขปัญหา ตลอดจนเป็นเวทีเจรจาการค้าที่รวมหลากหลายแบรนด์ชั้นนำ เจ้าของกิจการ ผู้ซื้อ และผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนได้ที่เดียวกัน ซึ่งทางสสปน. เชื่อมั่นว่าทุกงานแสดงสินค้านำมาซึ่งประโยชน์มากมายต่อภาคอุตสาหกรรมและเป็นกลไกที่สำคัญประการหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ นั่นคือเหตุผลสำคัญที่ทางเราสนับสนุนการจัดแสดงสินค้ามาโดยตลอด”

“เทคโนโลยี 5G กำลังเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในหลายมุมมองและที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือ การรวมกันของเทคโนโลยี 5G ในภาคธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น ระบบการผลิตอัตโนมัติและหุ่นยนต์ การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ ชีววิทยาศาสตร์และการดูแลสุขภาพด้วยระบบดิจิทัล และอีกมากมาย เราเชื่อมั่นว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ เทคโนโลยี 5G จะเข้ามาเป็นส่วนสำคัญและเพิ่มขอบข่ายของธุรกิจที่ได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้มากยิ่งขึ้น” ดร.พนิตา พงษ์ไพบูลย์ รองผู้อำนวยการ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) กล่าว “ทางศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ตระหนักถึงความสำคัญของเทคโนโลยีนี้มาโดยตลอด เราพร้อมที่จะสนับสนุนทุกงานวิจัยอันจะนำมาซึ่งการพัฒนาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และ ระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อผลักดันและเสริมสร้างการเปลี่ยนแปลงของประเทศไทยให้ทันเทียมกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของตลาดโลก ซึ่งในขณะนี้เรากำลังอยู่ในช่วงตั้งค่าเครือข่ายความเร็วสูง และทดสอบเสถียรภาพของเครือข่าย 5G ที่เกี่ยวข้องด้านการอำนวยความสะดวกในอุตสาหกรรม 4.0 โดยมีการจัดตั้งเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EECi เป็นศูนย์กลาง นวัตกรรมแห่งใหม่บนพื้นที่ EEC มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในวังจันทร์วัลเลย์ จ.ระยอง โดยมีเป้าหมายสำคัญในการช่วยยกระดับและพัฒนาอุตสาหกรรมเดิม รวมถึงการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ ควบคู่กับการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งการจัดแสดงงาน BYOND MOBILE ในครั้งนี้มอบโอกาสที่ดีในเชิงธุรกิจ และกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนตื่นตัวมากขึ้น” ดร.พนิตา พงษ์ไพบูลย์ กล่าว

BYOND MOBILE เป็นโอกาสอันดีสำหรับพวกเราทุกคนในการรับฟัง-เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญและนำข้อมูลข่าวสารใหม่ไปต่อยอดธุรกิจที่นำเสนอโดยเจ้าของแบรนด์ ผู้ปฏิบัติงาน ผู้ให้บริการ หน่วยงานที่กำกับดูแล ตลอดจนในมุมของผู้ใช้บริการเอง ในนามของ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ประเทศไทย ผมยินดีต้อนรับทุกเทคโนโลยี ทุกผลิตภัณฑ์และการบริการที่จะมีส่วนสำคัญในการพัฒนารูปแบบของธุรกิจด้วยเครื่องมือที่ดีที่สุด และส่งผลต่อการพัฒนาเครือข่ายเศรษฐกิจของประเทศไทย” คุณเนวินธุ์ ช่อชัยทิพฐ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าว

5G เป็นองค์ประกอบหลักที่ส่งผลต่อโครงสร้างพื้นฐาน อันจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ กระทรวงดิจิทัลฯ ได้ดำเนินการพัฒนาการบริการและผลิตภัณฑ์ใหม่ที่นำเทคโนโลยี 5G เข้ามาใช้ เพื่อขับเคลื่อนสังคมด้วยนวัตกรรม ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาแอปพลิเคชันใหม่ การสร้างระบบนิเวศที่ครบครันด้วยอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้วยนวัตกรรม สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่จะผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่ศูนย์กลางของเมืองอัจฉริยะในภูมิภาคอาเซียน” คุณเนวินธุ์ ช่อชัยทิพฐ์ กล่าวเสริม

BYOND MOBILE (บิยอน โมบาย) เป็นเวทีเจรจาการค้าผ่านงานแสดงสินค้าอันเป็นสะพานที่เชื่อมระดับโลกสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติที่ให้บริการกลุ่มประเทศ 11 ประเทศเพื่อเชื่อมต่อกับตัวแทนจำหน่ายทั่วโลก แล้วพบกัน ระหว่างวันที่ 28 – 29 กันยายน 2565 ณ ฮอลล์ 1-2 สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์ กรุงเทพฯ เปิดโลกการเรียนรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเครือข่ายไร้สายแห่งอนาคต!

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเยี่ยมชมได้ทาง https://byondmobile.asia/
ลงทะเบียนล่วงหน้าได้ที่ https://eventpassinsight.co/el/to/Q87OY [ไม่มีค่าใช้จ่าย]
from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-byond-mobile-5g-28-29-sep-22/

ขอเชิญเจ้าหน้าที่ภาครัฐเข้าร่วมงานสัมมนา Moving Government Forward, The Future Belongs in the Cloud [9 ต.ค. 2022 เวลา 9.00น. – 13.00น.]

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, สำนักงานคณะกรรมการกิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (สดช.), บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ Cisco และ AIT  ขอเรียนเชิญเจ้าหน้าที่ภาครัฐทุกท่านทั่วประเทศไทยจากทุกกระทรวง ทบวง กรม เข้าร่วมงานสัมมนาฟรี Moving Government Forward, The Future Belongs in the Cloud เพื่อเรียนรู้ถึงความสำคัญและประโยชน์ของการใช้งานระบบคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) เพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัล (Government Digital Transformation)

งานสัมมนานี้จะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม 2022 เวลา 9.00น. – 13.00น. ในรูปแบบ Hybrid Event โดยเจ้าหน้าที่ภาครัฐที่สะดวกเดินทาง สามารถลงทะเบียนเข้ามาร่วมงานได้ที่ศูนย์ประชุมวายุภักษ์ 6 โรงแรมเซ็นทราศูนย์ราชการ และหากเจ้าหน้าที่ภาครัฐท่านใดไม่สะดวกในการเดินทาง ก็สามารถเข้าร่วมงานสัมมนาในช่องทางออนไลน์ได้ด้วยเช่นกัน

ตรวจสอบรายละเอียด กำหนดการ และวิธีการลงทะเบียนเข้าร่วมงานโดยไม่มีค่าใช้จ่ายได้ดังนี้

Moving Government Forward, The Future Belongs in the Cloud

วันเวลา: วันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม 2022 เวลา 9.00น. – 13.00น.

ช่องทางการบรรยาย: On Ground (ศูนย์ประชุมวายุภักษ์ 6 โรงแรมเซ็นทราศูนย์ราชการ) และ Online Conference

ภาษา: ไทย

ลงทะเบียนเข้าร่วมงานโดยไม่มีค่าใช้จ่าย (สามารถเลือกได้ว่าจะร่วมงานแบบ On Ground หรือ Online):

https://www.readyregister.com/form/w/display/1063

เข้าร่วมงานสัมมนาในรูปแบบกึ่งการเสวนาโดย

  • คุณชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
  • คุณภุชพงค์ โนดไธสง, เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
  • คุณทวีวัฒน์ จันทรเสโน, กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซิสโก้ ซิสเต็มส์ (ประเทศไทย) จำกัด
  • คุณธีรวุฒิ ธงภักดิ์, ผู้อำนวยการกองโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีดิจิทัล, สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจกและสังคม (สดช.)
  • ดร.ยุทธศาสตร์ นิธิไพจิตร, ผู้จัดการฝ่ายธุรกิจคลาวด์และบิ๊กดาต้า, บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน)
  • คุณธนวิทย์ ชาญสุไชย, ผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์ศูนย์ข้อมูลและคลาวด์ บริษัท ซิสโก้ ซิสเต็มส์ (ประเทศไทย)
  • คุณฐนิศร์ เลี้ยงสกุล, Assistant Vice President, Technical Support, บริษัท แอ็ดวานซ์อินฟอร์เมชั่นเทคโนโลยี จำกัด (มหาชน)
  • คุณเอกอรุณ ตันสุน, Vice President, บริษัท แอ็ดวานซ์อินฟอร์เมชั่นเทคโนโลยี จำกัด (มหาชน)

เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมเห็นความสำคัญและประโยชน์ของการใช้งานระบบคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) อันจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของหน่วยงานภาครัฐทุกกระทรวง ทบวง กรม ให้สามารถเข้าถึงทรัพยากรคอมพิวเตอร์บนระบบคลาวด์ และใช้ประโยชน์จากข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง เพื่อการเปลี่ยนนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัล (Government Digital Transformation) ต่อไป

ระบบคลาวด์กลางภาครัฐนี้มีหัวใจหลักคือระบบเครือข่ายที่มีความเข้มแข็งด้วยอุปกรณ์และนวัตกรรมที่มีความน่าเชื่อถือได้มาตรฐานระดับโลก ยึดหลักความปลอดภัย ทั้งในมุมมองของการเข้าถึงข้อมูลและข้อมูลของผู้ใช้งานตามข้อกำหนดของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

กำหนดการ

ลงทะเบียนเข้าร่วมงานสัมมนาได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อเข้าร่วมงานสัมมนาดังกล่าวนี้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายทั้งในแบบ On Ground และ Online ได้ทันทีที่ https://www.readyregister.com/form/w/display/1063 โดยทีมงานขอความกรุณากรอกข้อมูลชื่อบริษัทด้วยชื่อเต็มของหน่วยงานหรือองค์กร เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการจัดการกับข้อมูลการลงทะเบียน

from:https://www.techtalkthai.com/seminar-moving-government-forward-the-future-belongs-in-the-cloud-09092022/

[Guest Post] การใช้ Edge automation กับ 7 อุตสาหกรรมหลัก

บทความโดย เด็บ ริชาร์ดสัน, Contribution Editor, เร้ดแฮท

คำอธิบายง่าย ๆ ของ edge computing คือการประมวลผลที่เกิดขึ้น ณ ตำแหน่ง หรือใกล้กับตำแหน่งทางกายภาพของผู้ใช้ หรือแหล่งที่มาของข้อมูลที่กำลังประมวลผล เช่น อุปกรณ์หรือเซ็นเซอร์

การวางบริการด้านการประมวลผลต่าง ๆ ไว้ใกล้กับตำแหน่งเหล่านี้ ช่วยให้ผู้ใช้ได้รับประโยชน์จากบริการที่รวดเร็วและเชื่อถือได้มากขึ้น และองค์กรจะได้ประโยชน์จากความยืดหยุ่นและความคล่องตัวของโอเพ่นไฮบริดคลาวด์ด้วย

ความท้าทายของ Edge computing

เนื่องจากมีการใช้อุปกรณ์และบริการต่าง ๆ ที่ติดตั้งอยู่ที่ edge แพร่หลายมากขึ้น ทำให้การบริหารจัดการนอกพื้นที่การทำงานแบบเดิม ๆ เพิ่มขึ้นตามไปด้วย มีการนำแพลตฟอร์มต่าง ๆ ไปใช้นอกดาต้าเซ็นเตอร์ อุปกรณ์หลากหลายเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณและกระจายไปอยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ ตลอดจนออน-ดีมานด์แอปพลิเคชันและบริการต่าง ๆ ก็ทำงานอยู่บนโลเคชันที่ห่างไกล หลากหลาย และแตกต่างกันอย่างมาก

สภาพแวดล้อมของการใช้งานไอทีที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ ทำให้องค์กรต้องเผชิญกับความท้าทายใหม่ ๆ เช่น

  • ความท้าทายด้านบุคลากรที่จะต้องมั่นใจได้ว่ามีทักษะในการจัดการกับความต้องการต่าง ๆ ของโครงสร้างพื้นฐานไอทีที่ edge ที่เปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง
  • การสร้างความสามารถในการโต้ตอบและตอบสนองต่อสิ่งต่าง ๆ ได้ ด้วยการใช้มนุษย์ให้น้อยที่สุด แต่ต้องปลอดภัยและเชื่อถือได้มากขึ้น
  • ทำให้การทำงานที่ edge สามารถปรับขนาดได้อย่างมีประสิทธิภาพในขณะที่ต้องพิจารณาจำนวนอุปกรณ์และอุปกรณ์ปลายทางที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

อย่างไรก็ตามความท้าทายที่ยากจะขจัดได้ดังกล่าวสามารถบรรเทาลงได้ด้วยการใช้ระบบอัตโนมัติที่ edge (edge automation)

คุณประโยชน์ของ Edge automation

การทำงานต่าง ๆ ที่ edge ได้แบบอัตโนมัติจะช่วยลดความยุ่งยากที่เกิดจากการใช้โครงสร้างพื้นฐานไฮบริดคลาวด์ได้มาก องค์กรจึงสามารถใช้ประโยชน์จาก edge computing ได้มากขึ้น

Edge automation สามารถช่วยองค์กรได้ดังนี้

  • เพิ่มความสามารถในการปรับขนาดการทำงาน ด้วยการใช้การกำหนดค่าที่ช่วยให้โครงสร้างพื้นฐานไอทีทั้งหมดขององค์กรมีความเสถียรมากขึ้น และบริหารจัดการอุปกรณ์ edge ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • เพิ่มความคล่องตัว โดยปรับการทำงานให้ตรงตามความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป และใช้ทรัพยากร edge เท่าที่จำเป็น
  • ให้ความสำคัญอย่างมากต่อความปลอดภัยและระบบรักษาความปลอดภัยของการทำงานจากระยะไกล ด้วยการอัปเดต การแพตช์ และการบำรุงรักษาที่จำเป็นแบบอัตโนมัติ โดยไม่ต้องส่งช่างเทคนิคไปที่หน้างาน
  • ลดดาวน์ไทม์ จากการบริหารจัดการเครือข่ายที่ง่ายขึ้น และลดโอกาสเกิดข้อผิดพลาดจากการทำงานของมนุษย์
  • เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ด้วยการวิเคราะห์ การตรวจสอบ และการแจ้งเตือนแบบอัตโนมัติ

ตัวอย่างการใช้ edge automation ในอุตสาหกรรม 7 ประเภท

1.  การขนส่ง
ธุรกิจขนส่งสามารถทำให้กระบวนการติดตั้งอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เคยทำแบบแมลนวลและมีความซับซ้อนกลายเป็นอัตโนมัติได้ ด้วยการอัปเดทซอฟต์แวร์และแอปพลิเคชันต่าง ๆ ให้กับรถไฟ เครื่องบิน และยานพาหนะขับเคลื่อนอื่น ๆ ซึ่งช่วยลดการทำงานด้วยพนักงานได้อย่างมาก ทั้งยังช่วยประหยัดเวลาและขจัดความผิดพลาดจากการตั้งค่าต่าง ๆ แบบแมนนวล ช่วยให้ทีมงานสามารถทำงานอื่น ๆ ที่เป็นงานในเชิงกลยุทธ์ สร้างสรรค์นวัตกรรม และมีความสำคัญมากกว่าได้

การติดตั้งและบริหารจัดการอุปกรณ์ได้แบบอัตโนมัติ มีความปลอดภัยและเชื่อถือได้มากกว่าการทำงานเหล่านี้แบบแมนนวล

2.  ค้าปลีก
การก่อตั้งร้านค้าปลีกสักหนึ่งแห่งที่มีระบบการให้บริการแบบดิจิทัลผ่านออนไลน์อาจเป็นเรื่องซับซ้อน ตั้งแต่เรื่องของการจัดการตั้งค่าอุปกรณ์เน็ตเวิร์ก การตรวจสอบการกำหนดค่าต่าง ๆ และตั้งค่าทรัพยากรด้านการประมวลผลทั่วทุกส่วนของร้าน และเมื่อร้านพร้อมเปิดให้บริการ งานด้านไอทีจะเปลี่ยนไปให้ความสำคัญกับความเสถียร ความสม่ำเสมอ และความเชื่อถือได้แทนเรื่องของความเร็วและการปรับขนาด

Edge automation ช่วยให้ร้านค้าปลีกพึ่งพาตัวเองและดูแลอุปกรณ์ใหม่ ๆ ได้อย่างรวดเร็วและสม่ำเสมอมากขึ้น พร้อม ๆ กับช่วยลดข้อผิดพลาดที่เกิดจากการตั้งค่าและการอัปเดตแบบแมนนวลลงได้อย่างมาก

3.  อุตสาหกรรม 4.0

สำหรับอุตสาหกรรม 4.0 เราเห็นกันอยู่ว่ามีการนำเทคโนโลยีต่าง ๆ เช่น อินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ (IoT), คลาวด์คอมพิวติ้ง, การวิเคราะห์ และปัญญาประดิษฐ์/แมชชีนเลิร์นนิง (AI/ML) มาผสมผสานใช้ในกระบวนการผลิตและการดำเนินงานต่าง ๆ ของภาคอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นโรงกลั่นน้ำมันและก๊าซไปจนถึงโรงงานอัจฉริยะ และระบบซัพพลายเชน 

ตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงคุณประโยชน์ของ edge automation ในอุตสาหกรรม 4.0 คือในส่วนของการผลิตที่ใช้เวอร์ชวลไลเซชัน อัลกอริธึม โดย edge automation สามารถช่วยตรวจจับความบกพร่องต่าง ๆ ของส่วนประกอบที่ผลิตขึ้นบนสายงานด้านการประกอบผลิตภัณฑ์ ทั้งยังช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับการทำงานต่าง ๆ ในโรงงาน ด้วยการระบุและแจ้งเตือนเมื่อเกิดปัจจัยแวดล้อมที่เป็นอันตรายหรือการกระทำใด ๆ ที่ไม่ได้รับอนุญาต

4. โทรคมนาคม สื่อ และความบันเทิง

Edge automation เป็นประโยชน์อย่างมากต่อผู้ให้บริการ รวมถึงการเพิ่มประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้ามากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

เช่น edge automation สามารถเปลี่ยนข้อมูลที่ได้รับจากอุปกรณ์ edge ให้เป็นข้อมูลเชิงลึกที่มีประโยชน์ สามารถนำไปใช้เพิ่มประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าได้ เช่น การแก้ไขปัญหาการเชื่อมต่อได้แบบอัตโนมัติ

Edge automation ยังช่วยให้ส่งมอบบริการใหม่ ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ให้บริการสามารถส่งอุปกรณ์ไปยังบ้านหรือสำนักงานของลูกค้า และลูกค้าก็สามารถเสียบปลั๊กใช้งานได้เลย โดยไม่ต้องมีช่างเทคนิคมาติดตั้งให้ การให้บริการได้แบบอัตโนมัติไม่เพียงช่วยเพิ่มประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า แต่ยังสร้างกระบวนการดูแลรักษาเน็ตเวิร์กให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งมีศักยภาพในการลดค่าใช้จ่ายแฝงอยู่ด้วย

5. บริการด้านการเงินและประกันภัย

ลูกค้าของภาคการเงินต้องการบริการและเครื่องมือด้านการเงินที่เฉพาะตัวมากขึ้น และต้องสามารถเข้าใช้งานได้จากทุกที่ รวมถึงจากอุปกรณ์โมบายของลูกค้า

เช่น edge automation สามารถช่วยให้ธนาคารที่ต้องการเปิดตัวเครื่องมือทางการเงินแบบที่ลูกค้าสามารถหาข้อเสนอที่ต้องการได้ด้วยตนเอง (self-service tool) ไม่ว่าจะเป็นแพ็คเกจประกันภัยใหม่ ข้อเสนอในการจดจำนอง หรือบัตรเครดิต สามารถขยายบริการเหล่านี้ได้ในขณะที่ยังคงมาตรฐานความปลอดภัยของอุตสาหกรรมไว้อย่างเข้มงวดโดยอัตโนมัติ และไม่กระทบต่อประสบการณ์ลูกค้า

Edge automation ช่วยให้ลูกค้าสามารถเข้าใช้งานได้อย่างรวดเร็วตามต้องการ และมีสิ่งที่ผู้ให้บริการทางการเงินต้องการ นั่นคือ ความเชื่อถือได้และการปรับขยายขนาดการให้บริการได้ตามต้องการ

6.  เมืองอัจฉริยะ

เมืองหลายแห่งใช้เทคโนโลยี edge ที่ทันสมัยหลายอย่างผสมผสานกัน เพื่อปรับปรุงการให้บริการและเพิ่มประสิทธิภาพด้านต่าง ๆ เช่น ใช้  IoT และ AI/ML เพื่อติดตามและตอบสนองต่อปัญหาต่าง ๆ ที่กระทบต่อความปลอดภัยสาธารณะ ความพึงพอใจของประชาชน และความยั่งยืนของสภาพแวดล้อม

โครงการเมืองอัจฉริยะในช่วงแรก ๆ มีข้อจำกัดด้วยเทคโนโลยีในสมัยนั้น แต่เมื่อเกิด 5G networks (และเทคโนโลยีด้านการสื่อสารใหม่ ๆ ที่กำลังตามมา) ที่ส่งผลให้ไม่เพียงเข้ามาเพิ่มความเร็วของการรับส่งข้อมูล แต่ยังทำให้สามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้ด้วย เมืองอัจฉริยะจึงต้องขยายขีดความสามารถต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และจำเป็นต้องทำให้การทำงานที่ edge เป็นไปโดยอัตโนมัติ ซึ่งรวมถึงการเก็บรวบรวมข้อมูล การประมวลผล การติดตามและการแจ้งเตือน

7.  ภาคสาธารณสุข

ภาคสาธารณสุขได้เริ่มเปลี่ยนจากการให้บริการภายในโรงพยาบาลไปสู่ทางเลือกในการให้บริการทางไกลมานานแล้ว เช่น ศูนย์ผู้ป่วยนอก, คลินิก และห้องฉุกเฉินอิสระ (freestanding emergency rooms) และได้มีการนำเทคโนโลยีต่าง ๆ มาใช้อย่างแพร่หลายต่อเนื่อง เพื่อให้การสนับสนุนสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ เหล่านี้ นอกจากนี้ข้อมูลที่ได้จากอุปกรณ์สวมใส่และอุปกรณ์ทางการแพทย์อื่น ๆ ที่หลากหลาย ยังช่วยให้การตัดสินใจด้านการรักษาพยาบาลมีประสิทธิภาพและเฉพาะเจาะจงกับผู้รับบริการแต่ละรายมากขึ้น

การใช้ระบบอัตโนมัติ, edge computing และการวิเคราะห์ข้อมูล ช่วยให้แพทย์ผู้ทำการรักษาสามารถแปลงข้อมูลใหม่จำนวนมากมายเหล่านี้ ให้กลายเป็นข้อมูลเชิงลึกที่ทรงคุณค่า เพื่อช่วยให้การรักษาผู้ป่วยมีผลลัพธ์ดีขึ้น และมอบคุณประโยชน์ด้านการเงินและการดำเนินงานไปพร้อม ๆ กัน

Red Hat Edge

แพลตฟอร์มประมวลผลอันทันสมัยที่ขับเคลื่อนโดย Red Hat Edge สามารถช่วยองค์กรขยาย การใช้โอเพ่นไฮบริดคลาวด์ไปยัง edge ได้ Red Hat Edge แสดงให้เห็นถึงแรงผลักดันร่วมกันของ เร้ดแฮทในการรวม edge computing ไว้ในโอเพ่นไฮบริดคลาวด์ ระบบนิเวศของพันธมิตรที่มีขนาดใหญ่และกำลังขยายตัวตลอดจนวิธีการทำงานแบบโอเพ่นของเร้ดแฮท ทำให้องค์กรมีความยืดหยุ่นที่จำเป็นต่อการสร้างแพลตฟอร์มที่สามารถตอบสนองต่อสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และสร้างข้อเสนอที่โดดเด่นให้กับลูกค้า

Red Hat Edge ประกอบด้วยพอร์ตโฟลิโอของซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สระดับองค์กรที่เชื่อถือได้ เช่น Red Hat Enterprise Linux, Red Hat Ansible Automation Platform และอื่น ๆ สามารถช่วยให้ลูกค้าใช้แนวทางรักษาความปลอดภัยแบบเลเยอร์สำหรับบริหารจัดการความเสี่ยงทั้งในองค์กร, ในคลาวด์และที่ edge ให้ดีขึ้น  

ลูกค้าสามารถใช้พอร์ตโฟลิโอแพลตฟอร์มโอเพ่นซอร์ส และระบบนิเวศพันธมิตรที่ครอบคลุมของเร้ดแฮท เพื่อทำให้เกิดโซลูชันที่ยืดหยุ่นสำหรับ

  • การมอบโครงสร้างพื้นอันทันสมัยที่เน้นความปลอดภัยและปรับขนาดได้มากขึ้น ตั้งแต่ edge ไปสู่แกนกลางจนถึงระบบคลาวด์
  • การใช้ edge computing แก้ไขปัญหาต่าง ๆ และส่งเสริมกรณีการใช้งานที่เป็นนวัตกรรม
  • หลีกเลี่ยงการถูกล็อกอินจากผู้ขายเทคโนโลยี และสร้างแพลตฟอร์มที่ยั่งยืนมากขึ้น
  • การสร้างแพลตฟอร์ม edge ที่คล่องตัว ที่สามารถปรับใช้เพื่อรองรับความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป
  • การปรับเปลี่ยนตามสภาวะตลาด และสร้างความโดดเด่นในการแข่งขัน

from:https://www.techtalkthai.com/applying-edge-automation-to-7-key-industries/

ดาวน์โหลด WHITEPAPER ฟรี: การสร้างรากฐานที่จำเป็นสำหรับ SMART HEALTHCARE

สิ่งหนึ่งที่เราได้เห็นกันบ่อยครั้งในหน้าสื่อเกี่ยวกับธุรกิจคือการที่โรคระบาดโควิด 19 ได้เน้นให้เห็นถึงความสำคัญและความเร่งด่วนของการปฏิรูปทางดิจิทัลสำหรับองค์กรในทุกภาคส่วน คำพูดเหล่านี้จริง ทว่าแม้ก่อนเกิดวิกฤตการณ์ในครั้งนี้ขึ้น อาจกล่าวได้ว่าหน่วยงานด้านการดูแลสุขภาพนั้นตระหนักถึงเรื่องนี้เป็นอย่างดีกว่าองค์กรประเภทอื่นๆ

รายงานที่เพิ่งถูกเผยแพร่ออกมาเร็วๆนี้โดย McKinley & Co เผยว่าอุตสาหกรรมสาธารณะสุขในภูมิภาคเอเซียแปซิฟิกได้ตกอยู่ภายใต้แรงกดดันจากหลายทิศทางใหญ่ให้มีการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นจำนวนประชากรสูงอายุที่เพิ่มสูงขึ้น ความยากลำบากในการตอบสนองต่ออุปสงค์ของผู้เข้ารับบริการ ภาระค่าใช้จ่ายในการให้บริการสุขภาพที่สูงขึ้น และความคาดหวังของผู้เข้ารับบริการที่มีมากกว่าเดิม

แรงกดดันเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผลักดันการพัฒนาสภาพแวดล้อมการให้บริการด้านสุขภาพที่มีผู้เข้ารับบริการเป็นศูนย์กลางซึ่งประกอบไปด้วยการให้บริการในรูปแบบต่างๆ เช่น การเพิ่มการให้บริการด้านสุขภาพในชั้นปฐมภูมิ การเร่งความเร็วในการให้บริการแก่ผู้ป่วยที่มีภาวะฉุกเฉิน การบริหารและติดตามอาการป่วย และการส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ในเชิงรุกเพื่อตรวจสอบปัญหาสุขภาพในเบื้องต้นที่อาจลุกลามเป็นอาการที่มีค่าใช้จ่ายสูงในการรักษา

ดาวน์โหลด Whitepaper ฉบับนี้เพื่อเรียนรู้ถึงแนวโน้มของ Smart Healthcare และวิธีการเตรียมตัวที่เหมาะสมสำหรับหน่วยงานสาธารณสุขและโรงพยาบาล https://go.techtalkthai.com/2022/09/free-whitepaper-building-the-essential-foundations-of-smarter-healthcare/

from:https://www.techtalkthai.com/free-whitepaper-building-the-essential-foundations-of-smarter-healthcare/