คลังเก็บป้ายกำกับ: SERVER_AND_STORAGE

ลดความซับซ้อน เพิ่มความคุ้มค่าให้กับการลงทุน Server ด้วย Dell PowerEdge Server ที่มาพร้อมกับระบบ Windows Server 2022

ถึงแม้ Cloud จะเป็นสถาปัตยกรรมที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในตลาดธุรกิจองค์กร แต่ความต้องการในการใช้งานระบบในแบบ On-Premises เองก็ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะหลายระบบ IT สำคัญของธุรกิจนั้นยังอาจไม่คุ้มค่าหรือเหมาะสมต่อการนำไปใช้งานบน Cloud อีกทั้งในหลายกรณี ระบบ On-Premises เองก็มีความคุ้มค่าในระยะยาวที่สูงกว่าการใช้ Cloud

และแน่นอนว่าหลายระบบ On-Premises ของธุรกิจเอง ยังคงต้องอาศัย Windows Server 2022 เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนระบบโดยรวมไม่ว่าจะเป็น Active Directory, File Sharing, Application Server หรือแม้แต่ Database Server สำหรับระบบภายใน

ในบทความนี้เราจะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับ Windows Server OEM ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการใช้งาน Windows Server 2022 ร่วมกับ Dell PowerEdge Server ได้อย่างคุ้มค่า ทั้งในแง่ของค่าใช้จ่ายในการลงทุนที่น้อยลง และการติดตั้งหรือการดูแลรักษาที่ง่ายดายยิ่งขึ้น พร้อมประโยชน์ของการใช้งาน Windows Server 2022 ร่วมกับ Dell PowerEdge Server ที่เหนือยิ่งขึ้นกว่าเดิม

Microsoft OEM Software คืออะไร?

แนวคิดของ OEM Software อาจเป็นที่คุ้นเคยสำหรับผู้ดูแลระบบ IT ในธุรกิจองค์กรหลายแห่งอยู่แล้ว แต่สำหรับผู้ที่เพิ่งเข้าสู่วงการ Enterprise IT เราจะขอแนะนำให้ทุกท่านได้รู้จักกับ
Microsoft OEM Software กันก่อน

OEM นั้นย่อมาจากคำว่า Original Equipment Manufacturer ซึ่งเป็นคำที่ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในหลายวงการ ตัวอย่างที่เรามักจะพบเห็นกันนั้นก็คือโรงงาน OEM ซึ่งเป็นโรงงานที่รับผลิตสินค้าให้กับแบรนด์ต่างๆ เพื่อให้แบรนด์เหล่านั้นนำโลโก้หรือตราสัญลักษณ์ของตนเองมาติดก่อนนำไปจำหน่าย เรียกง่ายๆ ว่าโรงงานเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นผู้ผลิตให้กับแบรนด์นั่นเอง

ในวงการ IT ก็คล้ายคลึงกัน Microsoft OEM Software นั้นก็คือ License ของ Microsoft ที่จัดจำหน่ายให้กับผู้ผลิต Hardware โดยตรง ซึ่งจะทำให้โรงงานเหล่านั้นสามารถขาย Software ของ Microsoft ในราคาที่ถูกกว่าการที่ลูกค้าไปซื้อผ่านช่องทางอื่นๆ เอง แต่ก็มากับเงื่อนไขต่างๆ เพิ่มเติม อย่างเช่นในกรณีของ Windows Server จะมีเงื่อนไขดังนี้

  • License ของ Windows Server OEM จะถูกผูกติดอยู่กับ Motherboard ของ Server ดังนั้นโดยทั่วไปแล้วผู้ใช้งานจะสามารถอัปเกรด Hardware ในส่วนอื่นๆ ได้ตามต้องการ ยกเว้นในกรณีที่ Motherboard มีปัญหา
  • การ Downgrade สามารถทำได้ภายใต้เงื่อนไขและข้อกำหนดบางประการ
  • สามารถใช้ License Microsoft Software Assurance เสริมเพื่อรองรับการอัปเกรดเพิ่มเติมได้ในอนาคต

สำหรับการใช้ Windows Server OEM ร่วมกับ Dell PowerEdge Server นั้นจะช่วยลดขั้นตอนการติดตั้งและความซับซ้อนในการจัดซื้อ License ลงมาได้เป็นอย่างมาก โดย License ดังกล่าวจะถูกผูกอยู่กับ Dell PowerEdge Server เครื่องนั้นๆ และ Dell Technologies จะรับหน้าที่เป็น Contact Point ในการดูแลรักษาและแก้ไขปัญหาให้ทั้งในส่วนของ Server Hardware และ Windows Server Software ทั้งหมด

อัปเกรดระบบสู่ Windows Server 2022 ตอบโจทย์ทั้งความมั่นคงปลอดภัย และความยืดหยุ่นที่สูงยิ่งขึ้นในแบบ Hybrid Multicloud

สำหรับสาเหตุสำคัญที่ทำให้ธุรกิจองค์กรจำนวนมากพิจารณาการอัปเกรดระบบไปสู่ Windows Server 2022 นั้น ก็คือเรื่องของความมั่นคงปลอดภัยที่สูงขึ้น และการรองรับสถาปัตยกรรมของ Application ในแบบ Hybrid Multicloud ที่ดียิ่งขึ้นนั่นเอง

ในแง่ของความมั่นคงปลอดภัย Windows Server 2022 สามารถทำงานร่วมกับ Hardware เพื่อปกป้องระบบด้วยแนวทางใหม่ๆ เพิ่มเติมได้ เช่น

  • Secured-Core Server ปกป้อง Server เพิ่มเติมได้ด้วยความสามารถของ Hardware จาก OEM Partner ที่ผ่านการทดสอบและรับรองร่วมกับ Microsoft
  • Hardware Root-of-Trust ใช้ชิป Trusted Platform Model 2.0 (TPM 2.0) บน Server เพื่อจัดเก็บกุญแจเข้ารหัสสำคัญของระบบภายใน Hardware ที่มีความมั่นคงปลอดภัยสูง ลดโอกาสการถูกเจาะระบบโจมตีเพื่อขโมยกุญแจเข้ารหัสลงได้
  • Firmware Protection ใช้เทคโนโลยี Dynamic Root of Trust for Management (DRTM) และ Direct Memory Access (DMA) เพื่อปกป้อง Firmware ส่วนต่างๆ ของระบบให้มีความมั่นคงปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

ส่วนในแง่ของการใช้งาน Windows Server 2022 ก็สามารถตอบโจทย์ให้กับภาคธุรกิจองค์กรได้ด้วยความสามารถดังต่อไปนี้

  • Identity จัดการการยืนยันตัวตนและกำหนดสิทธิ์ให้กับผู้ใช้งานและระบบต่างๆ ภายในองค์กรด้วย Active Directory Domain Services
  • File Server จัดเก็บและกำหนดสิทธิ์ในการเข้าถึงไฟล์ต่างๆ ด้วยระบบ Storage และ File Sharing พร้อมการเสริมความมั่นคงปลอดภัย, การทำ Backup, การทำ Replication และการ Recover ข้อมูลได้ภายในระบบปฏิบัติการโดยตรง
  • Application Hosting รองรับการติดตั้ง Application ต่างๆ เพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็น Application จาก Microsoft อย่างเช่น IIS สำหรับเว็บ, SharePoint สำหรับการทำงานร่วมกันภายในองค์กร, Exchange สำหรับระบบ Email, SQL Server สำหรับ Database ไปจนถึงระบบ Application อื่นๆ ทั้งจาก Microsoft และผู้พัฒนารายอื่นๆ
  • VMs & Containers รองรับการใช้งาน Virtual Machine และ Container ที่ใช้ระบบปฏิบัติการทั้งจาก Microsoft, Linux และผู้พัฒนารายอื่นๆ ไปจนถึงการใช้ Kubernetes ทำหน้าที่เป็นระบบ Infrastructure ให้กับ Cloud-Native Application และรองรับการต่อยอดสู่ Hybrid Multicloud ร่วมกับ Microsoft Azure และบริการ Cloud ชั้นนำรายต่างๆ ได้
  • Network Infrastructure จัดการ DNS และ DHCP ภายในองค์กรได้จากศูนย์กลาง ทั้งสำหรับผู้ใช้งานและระบบ IT ต่างๆ ภายในองค์กร

ใช้ Windows Server 2022 แบบ OEM บน Dell PowerEdge Server: ลดความซับซ้อน เพิ่มความคุ้มค่า เสริมความมั่นคงปลอดภัย

เพื่อให้ธุรกิจองค์กรสามารถเริ่มต้นใช้งาน Windows Server 2022 ได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นระบบ IT ใหม่ หรือการอัปเกรดระบบเก่า ทาง Dell Technologies จึงได้จับมือกับ Microsoft ในฐานะของ OEM Partner เพื่อนำ Windows OEM Software ในส่วนของ Windows Server 2022 มาติดตั้งบน Dell PowerEdge Server และจัดจำหน่ายพร้อมให้บริการแบบครบวงจร ดังนี้

1. เริ่มต้นใช้งานได้อย่างง่ายดาย ด้วยขั้นตอนในการติดตั้งที่น้อยลงถึง 59 ขั้นตอน

ด้วยการติดตั้ง Windows Server 2022 มาให้บน Dell PowerEdge Server ล่วงหน้า ทำให้ผู้ดูแลระบบหรือผู้ติดตั้งสามารถลดขั้นตอนการทำงานลงไปได้ถึง 59 ขั้นตอน ภายในเวลาประมาณ 6 นาทีเท่านั้น ใช้เวลาน้อยลงกว่าเดิมถึง 84% ส่งผลให้องค์กรมีความรวดเร็วและความยืดหยุ่นในการทำงานมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของการติดตั้งระบบ Server จำนวนหลายเครื่องพร้อมๆ กัน

2. คุ้มค่ากว่าเดิม ด้วยค่า License ที่ถูกลง และไม่ต้องติดตั้ง Windows Server ด้วยตัวเอง

หากเปรียบเทียบกับการซื้อ Volume License แล้ว การใช้ OEM License จะสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายในการลงทุนได้ถึง 28% จากการที่ตัว OEM License มีราคาที่ถูกกว่า และธุรกิจยังสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการติดตั้งที่ซับซ้อนลงไปได้ในเวลาเดียวกัน

3. มั่นคงปลอดภัยยิ่งขึ้น ด้วยการทำงานร่วมกันระหว่าง Hardware ของ Dell Technologies และ Software จาก Microsoft

Dell PowerEdge Server นั้นรองรับการทำงานร่วมกับ Windows Server 2022 เพื่อเสริมความมั่นคงปลอดภัยได้แบบครบวงจร ไม่ว่าจะเป็น Secured-Core Server, Hardware Root-of-Trust ไปจนถึง Firmware Protection พร้อมการติดตั้ง OEM License ที่เปิดใช้ความสามารถเหล่านี้มาให้แต่แรก ช่วยให้ผู้ดูแลระบบ IT มั่นใจได้ในความมั่นคงปลอดภัย

4. ดูแลรักษาแก้ไขปัญหาได้อย่างง่ายดาย โดยทีมงานมืออาชีพจาก Dell Technologies

ในการใช้ Windows Server 2022 บน Dell PowerEdge Server แบบ OEM นี้ ทีมงาน Dell Technologies จะทำหน้าที่เป็น Contact Point เพื่อแก้ไขปัญหาทั้งในส่วนของ Dell PowerEdge Server และ Windows Server 2022 ให้ทั้งหมด ช่วยให้ผู้ดูแลระบบ IT สามารถทำงานได้ง่ายขึ้น และสามารถจัดการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในเชิงของความเข้ากันได้ระหว่าง Software และ Hardware ได้อย่างคล่องตัวยิ่งขึ้น

สนใจ Dell PowerEdge Server และ Windows Server 2022 ติดต่อทีมงาน Dell Technologies ได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจใช้งาน Dell PowerEdge Server และ Windows Server 2022 สามารถรับชมข้อมูลได้ที่ https://www.dell.com/en-th/dt/solutions/microsoft-oem/index.htm หรือสอบถามโซลูชันอื่นๆ จาก Dell Technologies สามารถติดต่อทีมงาน Dell Technologies ประจำประเทศไทยได้ที่ E-mail DellTechnologies@kkudos.com โทร 090-949-0823 (คุณวศิน)

from:https://www.techtalkthai.com/dell-poweredge-server-bundle-windows-server-2022/

IBM เพิ่มจำนวนคอร์โปรเซสเซอร์มากขึ้น 4 เท่า สำหรับ Oracle

เมื่อเดือนที่แล้ว IBM ประกาศอย่างเงียบๆ ว่ามีแผนที่จะเปิดตัวโปรเซสเซอร์ Power 10 แบบ 24 คอร์ เพื่อประโยชน์ของฐานข้อมูล Oracle ตามประกาศลงวันที่ 13 ธันวาคม 2022 ให้รายละเอียดเกี่ยวกับแผนของ IBM สำหรับเซิร์ฟเวอร์ Power S1014

เซิร์ฟเวอร์ S1014 ติดตั้งบนแร็คขนาด 4U แบบซ็อกเก็ตเดียวพร้อม NVMe SSD 16 ตัวและความจุหน่วยความจำสูงสุด 64GB เอกสารกล่าวในบางส่วน
 
“IBM ตั้งใจที่จะประกาศโปรเซสเซอร์ 24 คอร์ที่มีความหนาแน่นสูงสำหรับระบบ IBM Power S1014 (MTM 9105-41B) เพื่อจัดการกับสภาพแวดล้อมของแอปพลิเคชัน Oracle Database พร้อมโมเดลสิทธิ์การใช้งาน Standard Edition 2 (SE2) โดยตั้งใจที่จะรวมเอาความแข็งแกร่ง การคำนวณ throughput ด้วยคุณสมบัติความน่าเชื่อถือและความพร้อมใช้งานที่เหนือกว่าของแพลตฟอร์ม IBM Power ในขณะที่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การให้สิทธิ์การใช้งาน Oracle Database SE2”
 
IBM เพิ่มจำนวนคอร์ของ RISC CPU เป็น 4 เท่า เพื่อประโยชน์ของฐานข้อมูลของ Oracle โดยปกติแล้ว Power Processor ใน S1014 จะมีจำนวน 4 หรือ 8 คอร์ แต่ IBM ตั้งใจที่จะเพิ่มเป็น 24 คอร์ โดยอ้างอิงโมเดลการให้สิทธิ์การใช้งาน Oracle Database Standard Edition 2 (SE2) โดยเฉพาะ “แบบต่อซ็อกเก็ต ไม่ใช่แบบต่อคอร์” และสิทธิ์ใช้งานของลูกค้าจะยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
 
“การเพิ่มจาก 4 หรือ 8 คอร์เป็น 24 คอร์ จะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพครั้งใหญ่”
 
การเพิ่มจำนวนคอร์มากถึง 4 เท่า แน่นอนว่าจะต้องเกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่ายภายในการดำเนินการและ IBM คาดหวังที่จะคืนเงินนั้นเช่นกัน แต่จะด้วยวิธีการอย่างไรยังไม่แน่ชัด เพราะ Oracle Database SE2 ไม่ใช่ฐานข้อมูลระดับบนสุดของ Oracle (เหตุใด Oracle จึงเลือก SE ไม่ใช่ EE) ซึ่ง Bob O’Donnel นักวิเคราะห์ของ Technalysis Research มองว่า IBM มีลูกค้าจำนวนมากที่ใช้ฐานข้อมูล Oracle และพวกเขาคิดว่านี่เป็นวิธีที่ค่อนข้างง่ายในการนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดในระดับเดียวกันให้แก่ลูกค้า
 
ในส่วนของ Oracle กล่าวว่า “ไม่ได้ร้องขอการเพิ่มแกนนี้จาก IBM และสำหรับคำถามอื่นๆ คุณจะต้องถาม IBM
 

from:https://www.techtalkthai.com/ibm-quadruples-the-number-of-processor-cores-for-oracle/

Supermicro เปิดตัว X13 Server รุ่นใหม่ รองรับ 4th Gen Intel Xeon Scalable

Supermicro เปิดตัว X13 Server รุ่นใหม่ มาพร้อม 15 รุ่นย่อย รองรับการใช้งานหน่วยประมวลผล 4th Gen Intel Xeon Scalable

Credit: Supermicro

Supermicro ผู้นำทางด้าน Server และ Storage ประกาศเปิดตัว Server ตระกูล X13 ใหม่ ที่รองรับการใช้งานหน่วยประมวลผล 4th Gen Intel Xeon Scalable รุ่นใหม่ของ Intel โดยรองรับหน่วยประมวลผลสูงสุดที่ 350W CPU และ 700W GPU จุดเด่นของ 4th Gen Intel Xeon Scalable คือ รองรับการใช้งานหน่วยความจำแบบ DDR5 และ PCIe Gen 5 ขนาด 80 lanes ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้าน I/O ได้สูงขึ้น 2 เท่า นอกจากนี้ Intel ยังได้ใส่ฟีเจอร์ใหม่เข้ามาจำนวนมากเพื่อรองรับการใช้งานทางด้าน AI/ML, Storage, HPC, Cloud Computing และ Edge เช่น Intel Advanced Matrix Extensions (Intel AMX), Intel Data Streaming Accelerator (Intel DSA), Intel QuickAssist Technology (QAT) และ Intel AVX for vRAN นอกจากนี้ Supermicro X13 Server ยังรองรับการใช้งาน Intel® Data Center GPU Max Series ใหม่จาก Intel อีกด้วย ซึ่งมาพร้อม 128 Xe-HPC cores สำหรับใช้งานในระบบ AI, HPC และ Visualization workload

Supermicro X13 Server ถูกแบ่งออกเป็น 15 รุ่นย่อย ดังนี้

  • SuperBlade: Server ลักษณะ Blade ประสิทธิภาพสูง ออกแบบในลักษณะ density-optimized เพิ่มประสิทธิภาพของระบบในการใช้งานในพื้นที่ที่มีจำกัด รองรับการใช้งาน GPU เหมาะสำหรับงาน AI, Data Analytics, HPC, Cloud และ Enterprise Workload ช่วยลดการใช้งานสายสัญญาณในศูนย์ข้อมูลได้ถึง 95% และประหยัดการใช้งานพลังงานเมื่อเทียบกับ Server ทั่วไป
  • GPU Servers with PCIe GPU: ระบบ GPU Server รองรับการติดตั้งหน่วยประมวลผล GPU แบบ PCIe สำหรับใช้งานในระบบ HPC, AL/ML, Rendering และ VDI สามารถเลือก GPU ได้ตามความเหมาะสมของงาน
  • Universal GPU Server: ระบบ GPU Server ลักษณะ Modular รองรับการใช้งาน 4th Gen Intel Xeon Scalable processor แบบ Dual Socket และสามารถติดตั้ง GPU ได้หลายรูปแบบ เช่น PCIe, OAM และ NVIDIA SXM
  • Hyper: Server รุ่นเรือธงประสิทธิภาพสูง เหมาะสำหรับงานประมวลผลโดยเฉพาะ สามารถเลือกหน่วยจัดเก็บข้อมูลและช่องเชื่อมต่อ I/O ได้อย่างยืดหยุ่น
  • Hyper-E: Server รุ่น Hyper ประสิทธิภาพสูง ที่รองรับการใช้งานใน Edge Environment โดยมีการออกแบบให้มีขนาดสั้นแบบ Short-depth ผ่านมาตรฐาน NESBS Level 3 และรองรับการใช้งานกับ DC Power Supply มี I/O และ Expansion slot ด้านหน้าเครื่อง
  • BigTwin: ชุด Server ในลักษณะ Multi Node รองรับการใช้งาน 4th Gen Intel Xeon Scalable แบบ Dual Socket ต่อ Node ออกแบบมาให้ทำงานแบบ Hot-swappable เหมาะสำหรับงาน Cloud, Storage และ Media Workload
  • GrandTwin: ชุด Server ลักษณะ Node ที่รองรับการใช้งาน 4th Gen Intel Xeon Scalable แบบ Single Socket ออกแบบมาในลักษณะ Modular สามารถเลือก Node ในแบบ Front I/O หรือ Rear I/O ได้อย่างอิสระ เหมาะสำหรับงาน CDN, Multi-Access Edge Computing, Cloud Gaming และ High-Availability Cache Cluster
  • FatTwin: ชุด Server ลักษณะ Multi Node รองรับการใช้งาน 4th Gen Intel Xeon Scalable แบบ Single Socket สามารถเลือกจำนวน Node ได้แบบ 4 node หรือ 8 node รองรับการใช้งานหน่วยจัดเก็บข้อมูลแบบ NVMe/SAS/SATA hybrid drive ได้จำนวน 8 ช่องและ 8 ช่องตามลำดับ พร้อมช่องการเชื่อมต่อแบบ Front I/O
  • SuperEdge: ชุด Server แบบ 3 Nodeสำหรับ Edge Application มีความสูง 2U และมีความยาวแบบ Short-depth รองรับการใช้งาน 4th Gen Intel Xeon Scalable แบบ Single Socket มีช่องเชื่อมต่อแบบ Front I/O
  • Edge Server: Server สำหรับ Telco Edge Workload รองรับการใช้งานทั้ง AC และ DC Power Supply ทำงานได้ในอุณหภูมิสูงสุด 55 องศาเซลเซียส เพมาะสำหรับงาน Multi-Access Edge Computing, Open RAN และ Outdoor Edge
  • CloudDC: Server ที่เน้นช่องเชื่อมต่อ I/O และ Storage โดยรองรับ PCIe 5.0 สูงสุด 6 Slot พร้อมช่องเชื่อมต่อแบบ Dual AIOM slot (OCP 3.0 compliant) เหมาะสำหรับการใช้งานในศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่
  • WIO: Server แบบ Single Socket รองรับ I/O สำหรับ Storage และ Networking ได้อย่างยืดหยุ่น พร้อมรองรับ GPU แบบ Double-width ผ่านทาง Top loading Expansion slot เหมาะสำหรับงาน AI และ ML Workload
  • Petascale Storage: ระบบ All-Flash NVMe Server ที่เน้นประสิทธิภาพและความจุของระบบจัดเก็บข้อมูล รองรับการใช้งาน NVMe แบบ EDSFF ขนาด 9.5mm และ 15mm
  • MP Servers: ระบบ Server แบบ Multi-processor รองรับการใช้งานหน่วยประมวลผล 4th Gen Intel Xeon Scalable จำนวน 4 CPU หรือ 8 CPU เพื่อเน้นประสิทธิภาพสำหรับงาน Mission-critial Enterprise Workload

ผู้ที่สนใจสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: https://www.supermicro.com/en/products/x13

 

เกี่ยวกับ Throughwave Thailand

Throughwave Thailand เป็นตัวแทนจำหน่าย (Distributor) สำหรับผลิตภัณฑ์ Enterprise IT ครบวงจรทั้ง Server, Storage, Network และ Security พร้อมโซลูชัน VMware และ Microsoft ที่มีลูกค้าเป็นองค์กรชั้นนำระดับหลายหมื่นผู้ใช้งานมากมาย โดยทีมงาน Throughwave Thailand ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าจากทีมงาน Engineer มากประสบการณ์ ที่คอยสนับสนุนการใช้งานของลูกค้าตลอด 24×7 ร่วมกับ Partner ต่างๆ ทั่วประเทศไทย https://www.throughwave.co.th

ที่มา: https://www.supermicro.com/en/pressreleases/supermicro-unleashes-new-better-faster-and-greener-x13-server-portfolio-featuring-4th

from:https://www.techtalkthai.com/supermicro-launches-x13-server-family-support-4th-gen-intel-xeon-scalable-processor/

เชิญร่วมงาน Smart Acceleration and Optimization of Genomic Data with Lenovo HPC AI วันที่ 31 ม.ค. เวลา 9:00 – 15:30 น.

Lenovo และ Intel ขอเรียนเชิญลูกค้าและผู้ที่สนใจ ร่วมรับฟังการอัปเดตข้อมูลสำคัญและทำความรู้จักกับ Lenovo GOAST (Genomics Optimization and Scalability Tool) โซลูชันที่เหมาะที่สุดสำหรับการจัดลำดับจีโนมและการวิเคราะห์ข้อมูลทางชีวภาพที่ได้รับการรับรองจาก Intel Select ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานที่ยอดเยี่ยมและช่วยส่งเสริมการทำธุรกิจของคุณให้เติบโต ในวันที่ 31 มกราคม เวลา 9:00 – 15:30 น. ณ Victor Club อาคาร FYI Center ลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรี

รายละเอียดของการจัดงาน

ชื่องาน: Smart acceleration and optimization of Genomic data with Lenovo HPC AI
วันที่: วันที่ 31 ม.ค. 2023
เวลา: 09:00 – 15:30 น. (มีอาหารกลางวันให้บริการ)
สถานที่: ห้อง Victor 3 ชั้น 2 Victor Club, FYI Center อาคาร 1 (แผนที่)
ลิงก์ลงทะเบียนร่วมงาน: https://forms.gle/wYqemnvtmDwUYqd8A  

** ขอสงวนสิทธิ์ในการลงทะเบียนด้วยอีเมลองค์กรเท่านั้น **

กำหนดการบรรยาย

09:00 – 09:30 ลงทะเบียน
09:30 – 09:45 กล่าวเปิดงาน
โดย คุณเมธา ดีมีชัย Country Manager, Lenovo ISG
09:45 – 10:00 Customer’s HPC Experience
โดย ดร.ชุมพล งามผิว จากธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ
10:00 – 10:15 รับประทานอาหารว่าง
10:15 – 12:00 ร่วมเสวนากับผู้เชี่ยวชาญ Ms. Dana Alegre, Lenovo HPC Life Sciences
– Introduction to GOAST
– GOAST performance breakdown
– GOAST future developments
– In-depth GOAST and GATK explanation
– Demonstration
12:00 – 13:00 รับประทานอาหารกลางวัน
13:00 – 15:00 Hands-on Sessions
15:00 – 15:30 ช่วงถามตอบ

from:https://www.techtalkthai.com/smart-acceleration-and-optimization-of-genomic-data-with-lenovo-hpc-ai/

Intel เปิดตัว 4th Gen Intel Xeon Scalable อย่างเป็นทางการ

Intel ประกาศเปิดตัว 4th Gen Intel Xeon Scalable อย่างเป็นทางการ พร้อมเปิดตัว Intel® Xeon® CPU Max Series และ Intel® Data Center GPU Max Series

Credit: Intel

4th Gen Intel Xeon Scalable ใช้รหัส Sapphire Rapids เป็นหน่วยประมวลผลรุ่นล่าสุดสำหรับใช้งานในศูนย์ข้อมูล จุดเด่นคือเน้นประสิทธิภาพในด้านการประมวลผลสำหรับงานทุกรูปแบบ มีประสิทธิภาพดีขึ้นกว่ารุ่นก่อนถึง 2.9 เท่า ด้วยการใส่ Built-in accelerator เข้ามาเพื่อช่วยเร่งประสิทธิภาพในการทำงาน ในด้านการประมวลผล AI นั้นทำงานเร็วขึ้น 10 เท่าเมื่อวัดประสิทธิภาพในการใช้งาน PyTorch real-time inference ด้วยความสามารถของ Intel Advanced Matrix Extension (Intel AMX) accelerator ที่ใส่เข้ามา และยังมี Optimized Power Mode ใหม่ ช่วยลดการใช้พลังงานลงได้ 20% รองรับการใช้งานหน่วยความจำ DDR5 และรองรับการเชื่อมต่อ PCIe 5.0 และ Compute Express Link (CXL) 1.1

Intel ยังได้มีการเปิดตัว Intel Xeon CPU Max Series และ Intel Data Center GPU Max Series อีกด้วย โดยรองรับการใช้งาน High Bandwidth Memory เพื่อตอบโจทย์การใช้งานระดับ HPC ภายในมี HBM2e ขนาด 64 GB ติดตั้งมาพร้อมใช้งาน เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนแล้ว ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบ HPC ได้ถึง 3.7 เท่า ส่วน Intel Data Center GPU Max Series เป็นหน่วยประมวลผลแบบ General-purpose discrete GPU มีความเร็วการประมวลผล FP64 ที่ระดับ 52 TF ภายในมี Xe-HPC จำนวน 128 Cores รองรับ AI-boosting Xe Matrix Extensions (XMX) และมี 128 Ray Tracing Unit สำหรับประมวลผลงานในด้านต่างๆ เช่น Scientific Visualization และ Animation

ปัจจุบัน 4th Gen Intel Xeon Scalable มีให้เลือกใช้งานกว่า 50 รุ่น โดยๆแยกเป็นรุ่นต่างๆตามความเหมาะสมของงาน เช่น General-purpose, Cloud, Database, Analytic, Networking, Storage และ Single-socket

ที่มา: https://www.intel.com/content/www/us/en/newsroom/news/4th-gen-xeon-scalable-processors-max-series-cpus-gpus.html

from:https://www.techtalkthai.com/intel-official-launches-new-4th-gen-intel-xeon-scalable/

เปิดตัว Micron 9400 SSD ความจุสูงสุด 30TB

Micron Technology ประกาศเปิดตัว Micron 9400 NVMe SSD สำหรับ Data Center ความจุสูงสุด 30TB

Credit: Micron

Micron 9400 SSD มาในรูปแบบ PCIe Gen4 U.3 form factor ซึ่งรองรับการใช้งานร่วมกับ U.2 Socket แบบ Backwards-compatible มีพื้นที่การใช้งานให้เลือกตั้งแต่ 6.4TB จนถึง 30.72TB ซึ่งเพิ่มขึ้นจากรุ่นก่อนถึง 2 เท่า เมื่อนำไปใช้งานใน Server ขนาด 2U ที่รองรับ 24-drive จะมีพื้นที่การใช้งานสูงถึง 737 TB ในด้านประสิทธิภาพการทำงานถือว่าเป็น SSD ที่มีความเร็วที่สุดในโลก โดยมี 100% 4K ransom read IOPS อยู่ 1.6 ล้าน IOPS มีการออกแบบให้ทำงานในสภาพแวดล้อมแบบ Mixed Workload ที่มีการใช้งานทั้ง Read และ Write พร้อมๆกัน โดยมีประสิทธิภาพ IOPS ดีกว่าคู่แข่งถึง 71% เมื่อทดสอบใช้งาน Read 90% และ Write 10% และดีกว่าคู่แข่ง 69% เมื่อใช้งาน Read 70% และ Write 30% รวมถึงมีการนำไปทดสอบใช้งานในระบบ Mixed Workload ต่างๆแล้ว เช่น RocksDB, Aerospike Database, NVIDIA Magnum IO GPUDirect Storage (GDS) และ Multi-tenant Cloud

Micron 9400 SSD ยังมีการเสริมจุดเด่นในด้านการประหยัดพลังงาน โดยมีการปรับปรุงให้ลดการใช้พลังงานลง มี IOPS per watt ดีขึ้น 77% เหมาะกับการนำไปใช้งานในระบบศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อตอบโจทย์งานในด้านต่างๆ เช่น Artificial Intelligence (AI), Machine Learning (ML) และ High-performance Computing (HPC)

ที่มา: https://investors.micron.com/news-releases/news-release-details/micron-delivers-high-performance-data-center-ssd-power-most

from:https://www.techtalkthai.com/micron-launches-micron-9400-data-center-ssd/

Infortrend เปิดตัว EonStor GS 100GbE All-Flash Storage สำหรับงาน HPC

Infortrend เปิดตัว EonStor GS 100GbE All-Flash Storage สำหรับงาน High-performance Computing (HPC)

Credit: Infortrend

Infortrend ผู้นำทางด้านระบบ Enterprise Stroage ประกาศเปิดตัว EonStor GS 3024UT และ 4024U ระบบ All-flash Unified Storage ใหม่ มาพร้อมช่องเชื่อมต่อระดับ 100GbE RDMA และ PCIe Gen4 สำหรับการเชื่อมต่อ U.2 NVMe SSD ช่วยตอบโจทย์งาน High-performance Computing (HPC) โดยเฉพาะ มีความเร็วในการส่งข้อมูลที่ระดับ 1.1 ล้าน IOPS รองรับ 100GbE RDMA มีความเร็ว Read และ Write ที่ 24 GB/s และ 12 GB/s ตามลำดับ โดยช่องเชื่อมต่อแบบ 100GbE เพียงช่องเดียวสามารถทดแทนการใช้ช่องเชื่อมต่อแบบ 32GB Fibre channel จำนวน 4 ช่องได้ ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการลงทุนระบบ HPC และ Storage ลงได้ นอกจากนี้ระบบยังรองรับการใช้งานทั้ง Block-level และ File-level Storage และมีระบบ Auto-tiering และรองรับการทำ Scale-out ภายในตัว

ปัจจุบันระบบ Storage ถือเป็นหัวใจสำหรับของระบบ HPC และมีแนวโน้มที่จะต้องการความเร็วในการเชื่อมต่อมากขึ้นเรื่อยๆ โดยทั่วไปแล้วความเร็วขั้นต่ำของ Storage ระบบ HPC ควรเริ่มต้นที่ 7GB/s และในบางงานจะต้องการความเร็วขึ้นต่ำที่ 12GB/s นอกจากนี้ช่องทางการเชื่อมต่อแบบ RDMA (remote direct memory access) ถือเป็นส่วนสำคัญเช่นกัน เนื่องจากเป็นพื้นฐานของ HPC File System หลายแบบ เช่น StorNext, GPFS, BeeGFS และ Lustre

 

เกี่ยวกับ Throughwave Thailand

Throughwave Thailand เป็นตัวแทนจำหน่าย (Distributor) สำหรับผลิตภัณฑ์ Enterprise IT ครบวงจรทั้ง Server, Storage, Network และ Security พร้อมโซลูชัน VMware และ Microsoft ที่มีลูกค้าเป็นองค์กรชั้นนำระดับหลายหมื่นผู้ใช้งานมากมาย โดยทีมงาน Throughwave Thailand ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าจากทีมงาน Engineer มากประสบการณ์ ที่คอยสนับสนุนการใช้งานของลูกค้าตลอด 24×7 ร่วมกับ Partner ต่างๆ ทั่วประเทศไทย https://www.throughwave.co.th

ที่มา: https://www.infortrend.com/us/news/20221115/504

from:https://www.techtalkthai.com/infortrend-launches-new-eonstor-gs-100gbe-all-flash-storage-for-hpc/

Commvault Intelligent Data Service เป็นมากกว่า Backup

จุดมุ่งหวังของการทำ Digital Transformation ท้ายที่สุดแล้วก็คือความคล่องตัว ว่องไว รองรับกับการเปลี่ยนแปลงและเทคโนโลยีใหม่ แต่อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือวิถีการทำงานแบบไฮบริด ที่งานเกิดขึ้นจากภายนอกองค์กร หากองค์กรขาดความพร้อมในการเตรียมตัวด้านข้อมูลที่ดี ก็คงจะไม่สามารถกลายเป็นผู้เล่นกลุ่มแรกของตลาดได้ ด้วยเหตุนี้เองจึงต้องหากลยุทธ์การบริหารจัดการข้อมูลที่ครอบคลุมกับ Workload สมัยใหม่ให้ได้ และ Commvault ได้เตรียมแพลตฟอร์มนั้นไว้แล้ว ที่พร้อมรองรับทุกแผน Digital Transformation ที่ท่านเลือกไป

หนึ่งในกลยุทธ์ของ Digital Transformation คือท่านต้องมีโซลูชันที่รองรับข้อมูลที่ถือกำเนิดจากแหล่งต่างๆได้ไม่ว่าจะเป็น SaaS, Container, Cloud, และอื่นๆ รวมทั้งโซลูชันยังยืดหยุ่นกับทุก Infrastructure ไม่ว่าจะเป็น On-premise, hybrid cloud หรือ public cloud รวมถึงยังไม่ผูกขาดกับฮาร์ดแวร์ Storage อีกด้วย ทำให้ท่านมีทางเลือกได้อย่างหลากหลาย อีกหนึ่งจุดสำคัญคือไม่ว่าท่านจะอยู่ในรูปแบบ Multi-Cloud หรือ Hybrid Cloud ก็สามารถเลือกรูปแบบการใช้งานที่ตอบโจทย์ของท่านได้อย่างลงตัว

Commvault Intelligent Data Service จะช่วยให้ท่านตอบโจทย์วัตถุประสงค์ด้านข้อมูลได้อย่างลงตัว ได้แก่

  • Data Management & Protection – การสำรองและกู้คืนข้อมูลในระดับ Enterprise ที่รองรับ workload และ Storage ได้ทุกประเภท ผ่าน Platform เดียว ยืดหยุ่นทุก Environment
  • Data Security– สำรองและพร้อมกู้คืนข้อมูลจากการคุกคามของภัยร้ายทางไซเบอร์และแรนซัมแวร์ด้วยโซลูชันการปกป้องแบบหลายชั้น สามารถตรวจจับ(Monitoring), ป้องกัน(prevent) และกู้คืน(recovery)ข้อมูลจากการโจมตีจากแรนซัมแวร์ โดยไม่มี license เพิ่มเติม เช่น Air Gap solution, Encryption Data เป็นต้น
  • Data Compliance & Governance – องค์กรที่กังวลในเรื่องของการจัดการข้อมูลให้สอดคล้องกับกฏหมายและข้อบังคับ เครื่องมือจาก Commvault จะช่วยให้ท่านสามารถควบคุมการเข้าถึงและลดความเสี่ยงในการเปิดเผยข้อมูลได้ตามข้อกำหนดทางกฏหมายเช่น GDPR เป็นต้น
  • Data Transformation – เนื่องจาก DX ทำให้เกิดการใช้ประโยชน์จากข้อมูลหลายทาง กล่าวคือข้อมูลชุดเดียวกันอาจนำไปใช้ทดสอบทางการตลาด ความมั่นคงปลอดภัย หรือฟีเจอร์ใหม่ ดังนั้นการนำข้อมูลที่มีและย้ายไปได้ทุกแพลตฟอร์มจึงเป็นการสนับสนุนให้ข้อมูลถูกใช้ประโยชน์สร้างมูลค่าได้
  • Data Insights – มีลูกค้าหลายแห่งที่นำ AI/ML เข้ามาใช้กับข้อมูล ซึ่ง Commvault เองเป็นเครื่องมือจัดการข้อมูลอำนวยความสะดวกให้การปฏิบัติการเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลสำคัญ หรือการทำ Storage Tier ให้สอดคล้องกับ SLA อย่างเป็นระบบ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของ Storage และลด ROT Data ในองค์กร

จะเห็นได้ว่า Commvault มีโซลูชันการให้บริการการบริหารจัดการข้อมูลในองค์กรซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจสู่ยุค Digital Transformation ทั้งในเชิงรุกและเชิงรับได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วย Commvault Intelligent Data Services ที่สามารถใช้งานได้ง่ายผ่าน Platform เดียว

ด้วยเหตุนี้เองท่านจึงไม่จำเป็นต้องหาโซลูชันเสริมในการดูแลข้อมูลให้เกิดความซับซ้อนหรือต้นทุนค่าใช้จ่ายและการดูแลหลายระบบเพิ่มเติมอีกต่อไป

ท่านใดสนใจติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโซลูชัน Commvault ได้ที่ บริษัท คอมพิวเตอร์ยูเนี่ยน จำกัด โทร. 02-311-6881 #7151, 7158 หรือ Email : cu_mkt@cu.co.th

ทั้งนี้ทางคอมพิวเตอร์ยูเนี่ยนมีทีม CU as-a-Service ที่มีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่สามารถให้คำแนะนำและปรึกษาด้านการออกแบบและดีไซน์โซลูชัน รวมถึงการให้บริการ POC และติดตั้งใช้งาน โดยสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.cu.co.th/distributor/service/ หรือแสกน QR Code

from:https://www.techtalkthai.com/commvault-intelligent-data-service-is-more-than-backup/

คุณรู้หรือไม่ ปัจจุบัน ระบบสำรองข้อมูล (Backup) เป็นเป้าหมายหลักของการโจมตีจาก Ransomware และคุณมีวิธีป้องกันแล้วหรือยัง? [Guest Post]

โลกแห่ง Ransomware ได้พัฒนาตลอดเวลา

รายงานจากนิตยสาร Fortune ปี 2022 และ 2022 SonicWall Cyber Threat Report แสดงถึงการเพิ่มขึ้นของการโจมตีจาก Ransomware มากขึ้นถึง 105% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยกลุ่มหน่วยงานราชการทั่วโลกถูกโจมตีจาก Ransomware เพิ่มขึ้นถึง 1,885% และกลุ่ม Health Care ถูกโจมตีเพิ่มขึ้น 755% เลยทีเดียว ที่สำคัญคือ มี Malware/Ransomware ชนิดใหม่เกิดขึ้นถึง 442,151 เพิ่มขึ้นมากถึง 65% อย่างที่ไม่เคยพบมาก่อนในปี 2021

นอกจากนั้น ในรายงานล่าสุดปี 2021 ของนักวิเคราะห์ IDC กล่าวว่าการวิจัยของพวกเขาแสดงให้เห็นว่ามูลค่าความเสียหายได้เพิ่มขึ้นทุกปีโดยปี 2021 มีมูลค่าความเสียหายสูงถึง 20.2 พันล้านเหรีญสหรัฐ

นอกจากนั้น การจ่ายค่าไถ่ที่ Hacker เรียกร้องก็ไม่สามารถการันตีการกู้คืนข้อมูลได้ โดยข้อมูลแสดงให้เห็นว่าสามารถกู้คืนข้อมูลได้เพียง 65% เท่านั้น นั่นแสดงถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างมหาศาลทั้งการจ่ายเงินและการสูญเสียข้อมูล

ข้อมูลจากการวิจัยพบเพิ่มเติมว่าองค์กรมากกว่า 80% ที่ถูกโจมตีโดย Ransomware มีการสำรองข้อมูล  และมากกว่า 90% มีระบบรักษาความปลอดภัย Cyber Security ติดตั้งอยู่ แสดงให้เห็นว่า Ransomware มีความสามารถในการหลบหลีกระบบรักษาความปลอดภัยและสามารถโจมตีระบบสำรองข้อมูลได้โดยง่าย

สิ่งนี้เปลี่ยนความคิดใหม่คือ การเตรียมพร้อมสําหรับการโจมตีจาก Ransomware ที่มีเพียงการสำรองข้อมูล Backup และระบบ Cyber Security ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการสูญเสียข้อมูลได้

ดังนั้น การโจมตี Ransomware กลายเป็นเรื่องที่องค์กรในปัจจุบันจําเป็นต้องตระหนักว่าไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป คุณสามารถตกเป็นเป้าหมายได้ตลอด

เป้าหมายใหม่: ระบบสํารองข้อมูล

ในรายงานของ IDC ระบุว่าภัยคุกคามรูปแบบใหม่ได้พัฒนาขึ้นให้สามารถเข้าโจมตีระบบสํารองข้อมูล อาชญากรไซเบอร์รู้ว่าการโจมตีข้อมูลที่ระบบสํารองข้อมูลก่อนจะทำให้คุณไม่สามารถแก้ไขปัญหาโดยการกู้คืนข้อมูลหลังจากการโจมตีได้เพราะข้อมูลที่สํารองไว้เสียหาย เมื่อข้อมูลสํารองเสียหายอาชญากรไซเบอร์จะโจมตีไปยังแหล่งข้อมูลหลักที่พวกเขาต้องการ อาชญากรไซเบอร์จะส่งมัลแวร์และวิธีการต่างๆของพวกเขาซึ่งจะมีความซับซ้อนมากขึ้นทุกปี

โดยทั่วไป ระบบรักษาความปลอดภัย Cyber Security จะใช้วิธีตรวจสอบการทำงานบางอย่างมีลักษณะของ I/O ที่สูงผิดปกติในดิสก์ไดรฟ์เพื่อค้นหามัลแวร์ที่เข้ารหัส  แต่ปัจุบันตัวมัลแวร์ได้พัฒนามากขึ้นโดยสามารถปรับการทำงานให้ช้าลงเพื่อไม่ให้ I/O สูงผิดปกติ

และยังมีรายงานระบุว่า มีสาเหตุอีกหลายปัจจัยที่ทําให้บางองค์กรล้มเหลวในการป้องกันข้อมูลทที่ถูกสํารองไว้ เช่น ไม่ได้เตรียมวางแผนกระบวนสำรองและกู้คืนข้อมูลที่ดีพอ ไม่ได้วางแผนในการกู้คืนความเสียหายไปยังไซต์สำรอง (DR Site) เป็นต้น

การเข้าสู่นวัตกรรมแห่งการสำรองข้อมูลแบบ 3-2-1-1

ทำไมการสำรองข้อมูลแบบ 3-2-1 ที่ใช้งานกันอยู่จึงล้าสมัยและไม่ปลอดภัยอีกต่อไป

ทำไมนโยบายสำรองข้อมูลแบบ 3-2-1 จึงล้าสมัยและไม่เพียงพอ

ก่อนอื่น เราต้องทำความเข้าใจระบบสำรองข้อมูลแบบ 3-2-1 กันก่อนว่าคืออะไร เพื่อให้สามารถเห็นถึงช่องโหว่และจุดอ่อนที่สำคัญ

ระบบสำรองข้อมูลแบบ 3-2-1 ประกอบไปด้วย

  1. เก็บข้อมูลสามชุด (ชุดข้อมูลหลักหนึ่งชุดและชุดสําเนาข้อมูลสองชุด)
  2. ชุดสําเนาสองชุดให้จัดเก็บไว้ในสองรูปแบบ (โดยมากในปัจจุบันชุดสำเนาหลักจะเป็น Disk, ชุดที่สองจะเป็น Disk, NAS, คลาวด์ และอื่นๆ รวมไปถึง Tape – ในขณะที่ Tape จะเสื่อมความนิยมลง)
  3. ชุดสําเนาหนึ่งชุดให้จัดเก็บนอกสถานที่ เช่น DR Site, คลาวด์ หรือสถานที่อื่นๆ

ตามรายงาน IDC ปัญหาสำคัญคือ Ransomware ในปัจจุบันสามารถโจมตีและมองหาระบบสำรองข้อมูลเพื่อทำลายข้อมูล และสามารถโจมตีข้อมูลทั้งสามชุดของเราได้ เนื่องจาก เมื่อ Ransomware เข้ามาในระบบ จะตรวจสอบหาเครื่องต่างๆในเครือข่ายรวมถึงการเข้าสู่สิทธิสูงสุดของระบบโดยใช้ช่องโหว่ต่างๆ และจะโจมตีทำลายข้อมูลชุดหลักและเข้าสู่ระบบสำรองข้อมูลเพื่อทำลายชุดข้อมูลสำเนาที่ต่อกับระบบสำรองข้อมูลทั้งส่วนที่เป็น Disk, NAS และ Tape (ที่ยังคงต่ออยู่) รวมไปถึงชุดสำเนาที่สองที่จัดเก็บใน DR Site และคลาวด์ เนื่องจากระบบเครือข่ายเชื่อมถึงกันและมีการเปิดการเชื่อมต่อเข้าหากันอยู่ตลอดเวลา Ransomware จึงสามารถเข้าไปโจมตีได้

ข้อยกเว้นคือ กรณีที่เก็บสำเนาชุดที่สองจัดเก็บเป็นเทป Off-site ยังอาจจะมีข้อมูลให้พอกู้คืนได้ แต่ไม่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน และโดยมากจะเป็นข้อมูลเก่า เนื่องจากองค์กรไม่ได้เก็บข้อมูล Tape Off-site ทุกวัน โดยมากจะเป็นสัปดาห์หรือเดือนละครั้ง และในบางกรณีการกู้คืนจาก Tape มักจะมีปัญหาและทำได้ช้า ดังนั้น การกู้คืนจาก Tape จึงทำให้ได้ข้อมูลชุดเก่าและเกิดปัญหาข้อมูลสูญหายและมีผลกระทบกับองค์กรเช่นกัน   

คำแนะนำการป้องกันล่าสุดจาก IDC

IDC แนะนำว่า ระบบสำรองข้อมูลที่สามารถปกป้องและป้องกันภัยจากการโจมตีของ Ransomware ในปัจจุบันจะต้องมีความสามารถเพิ่มขึ้นมากกว่าเพียงการเก็บข้อมูลทั่วไป แต่ต้องมีความสามารถเพิ่มเติมดังต่อไปนี้

  • สามารถเข้ารหัสข้อมูลได้ทุกที่ (Encryption Everywhere): สามารถเข้ารหัสข้อมูลที่ถูกเก็บเอาไว้ในที่จัดเก็บข้อมูล, ระหว่างการส่งข้อมูล, และในชุดข้อมูลที่จัดเก็บ ทั้งที่จัดเก็บทั้งภายในและภายนอกองค์กร เพื่อป้องกันการรั่วไหลและการถูกขโมยข้อมูล
  • มีชุดข้อมูลสำรองที่ไม่สามารถแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลง (Immutable Backup Data Copy): สามารถจัดเก็บข้อมูลแบบที่ไม่สามารถถูกแก้ไข, เปลี่ยนแปลง, ลบและทำลาย ไม่ว่าจะจากภายในหรือภายนอก นี่จะเป็นกระบวนการที่ให้ความมั่นใจได้ว่าข้อมูลจะไม่ถูกทำลายแม้จะถูกโจมตี ดังนั้นความสามารถนี้จึงเป็นสิ่งที่สำคัญในปัจจุบัน
  • มีชุดข้อมูลที่เก็บในลักษณะ Air-Gapped: หลักการของ Air—Gapped คือ การแยกการจัดเก็บและการป้องกันการเข้าถึงข้อมูลสำรองที่จัดเก็บทั้งทางกายภาพและทางระบบเครือข่ายที่ไม่ปลอดภัย ซึ่งจะป้องกันผู้ไม่ประสงค์ดีในการเข้าถึง ผู้ดูแลระบบจะต้องมั่นใจว่าที่เก็บข้อมูลหลักและข้อมูลสำรองได้รับการบริหารและจัดเก็บแยกจากกัน เพื่อลดความเสี่ยงของการถูกทำลายหรือเสียหายไปพร้อมๆกัน องค์กรจำนวนมากได้หันกลับมาใช้ Tape โดยการจัดเก็บแยกต่างหากไม่ว่าจะเป็น Onsite หรือ Offsite ซึ่งจะเป็นการแยกที่จัดเก็บอย่างชัดเจน แต่ปัญหาของ Tape ก็คือ มันเป็นข้อมูลที่ไม่ล่าสุด ทำให้มีข้อมูลสูญหายบางส่วนได้
  • มองหาระบบสำรองข้อมูลที่เป็นแบบบูรณาการ (Integrated Solutions): คำว่าบูรณาการในที่นี้หมายถึง ระบบสำรองข้อมูลที่มีความสามารถด้าน Hardware, Software, Security และ Cloud เข้ามาด้วยกัน โดยมีความสามารถทั้งทางด้านการปกป้องข้อมูลและป้องกันการโจมตีทาง Cyber เพื่อให้องค์กรมีโอกาศสูงที่สุดในการป้องกันและกู้คืนเมื่อเกิดเหตุการณ์การโจมตี และลดปัญหาความยุ่งยาก ความเข้ากันได้ การบริหารจัดการหลายๆผลิตภัณฑ์
  • มีระบบ Multifactor Authentication (MFA): การโจมตีในปัจจุบันเกิดจากการถูกขโมยข้อมูลผู้ใช้งานและรหัสผ่าน (โดยมากเกิดจาก Phishing) การที่ระบบสำรองข้อมูลมีระบบ MFA สามารถป้องกันการเข้าถึงระบบและข้อมูลที่ถูกสำรองได้ถึงแม้จะถูกขโมยรหัสผ่านไปก็ตาม 

การป้องกัน Ransomware ต้องเริ่มด้วยการสํารองข้อมูลแบบ 3-2-1-1

ยินดีต้อนรับสู่โลก 3-2-1-1

ด้วยวิวัฒนาการของ Ransomware ที่เกิดขึ้นการสำรองข้อมูลแบบเก่า “3-2-1” เพื่อปกป้องข้อมูลจะไม่มีประโยชน์อีกต่อไป

 

และด้วยคำแนะนำจากรายงาน IDC แนะนําคือ 3-2-1-1 ด้วย “1” พิเศษที่เพิ่มขึ้นมาหมายถึง การเก็บข้อมูลที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลง (Immutable Backup Data Copy) โดยข้อมูลถูกเขียนครั้งเดียวบนที่จัดเก็บข้อมูลและสามารถอ่านได้หลายครั้ง แต่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูล, ลบ และทำลาย และ/หรือ การเก็บข้อมูลในลักษณะ Air-Gapped ที่จัดเก็บข้อมูลแยกต่างหากให้ไม่สามารถเข้าถึงได้ โดยทาง IDC แนะนำให้ทำการเก็บชุดข้อมูลสุดท้ายไว้บน Immutable Storage, Tape ที่จัดเก็บแยกต่างหาก หรือ Cloud ชนิดพิเศษที่ไม่สามารถแก้ไขข้อมูลได้ เช่น  Amazon S3 Glacier หรือ S3 Object Lock เป็นต้น

ดั้งนั้น ความสามารถของการจัดเก็บข้อมูลโดยไม่สามารถถูกแก้ไขได้แบบ Immutable Storage เป็นสิ่งที่สำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันอันเป็นองค์ประกอบสําคัญของการป้องกัน Ransomware ที่ประสบความสําเร็จ

โซลูชั่นใหม่ Arcserve Integrated Solution

ข่าวดีก็คือ ในปัจจุบัน Arcserve Inc. มีเทคโนโลยีและโซลูชั่นที่สามารถรวมทุกความต้องการของลูกค้าเข้ามาไว้ในที่เดียวกันทั้งในด้านการจัดเก็บและกู้คืนข้อมูล, ระบบสำรองข้อมูล Cloud, ระบบ Immutable Storage, ระบบ Air-Gapped และระบบการสำรองข้อมูลแบบต่อเนื่อง (Continuous Data Protection) ในโซลูชั่นเดียว

ทางการป้องกันการโจมตีมีระบบตรวจสอบและป้องกันการโจมตีบุกรุก (Intrusion Detection and Prevention) ซึ่งมีระบบ Deep Learning Neural Net ในการวิเคราะห์ตรวจสอบและป้องกันในตัว, ระบบป้องกันการ Ransomware Encryption และระบบ Multifactor Authentication (MFA) ในที่เดียว

Arcserve สร้างโซลูชันที่สามารถตอบโจทย์ให้กับองค์กรไม่ว่าจะเป็น โซลูชันในการสำรองข้อมูล(Arcserve UDP), เทคโนโลยีการตรวจจับ Ransomware  (Sophos intercept x) และการรวมถึงการเก็บข้อมูลที่ไม่เปลี่ยนแปลง (Arcserve OneXafe Immutable Storage)

Arcserve OneXafe – Immutable Storage สำหรับการป้องกัน Ransomware

Arcserve OneXafe เป็นระบบเก็บข้อมูลที่มีความสามารถ Immutable Object Storage ที่ทุกๆอย่างที่จัดเก็บจะสามารถเขียนลงไปหนึ่งครั้งและไม่สามารถแก้ไขได้อีกต่อไป โดยเป็น Storage ในรูปแบบ Object-based โดยมีการเก็บข้อมูลแบบ Object และทุกๆการแก้ไขจะถูกสร้างเป็น Object ใหม่ โดยมีความสามารถ OneXafe Continuous Data Protection (CDP) ทำหน้าที่ในการสำรองข้อมูลแบบ Snapshot ทุกๆ 90 วินาที ข้อมูลที่ถูกจัดเก็บด้วยการ Snapshot จะไม่สามารถแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงได้จากภายนอกและสามารถทำให้ผู้ใช้งานสามารถกู้คืนข้อมูลย้อนหลังตามเวลาที่ต้องการ (Point-in-time Recovery) และสามารถกู้คืนได้ภายในไม่กี่นาที

ความสามารถในการขยายความจุได้อย่างง่ายดาย

Arcserve OneXafe สามารถเป็น Storage แบบ Network-Attached Storage (NAS) ที่สามารถขยายได้ในรูปแบบแบบ Scale-out ทำให้สามารถเพิ่มความจุได้ตั้งแต่การเพิ่มความจุทีละหนึ่ง Drive จนไปถึงการเพิ่ม Node ใหม่เพื่อรองรับการจัดเก็บข้อมูลสำหรับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นได้โดยง่าย

OneXafe มีความสามารถระดับ Enterprise-grade ที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการ

นอกจากความสามารถที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว OneXafe ยังมีความสามารถอื่นๆมากมายช่วยให้องค์กรได้ประโยชน์และสามารถใช้งานได้อย่างง่ายดาย เช่น การลดขนาดเนื้อที่จัดเก็บข้อมูลด้วย Inline Deduplication, การบีบอัดข้อมูล, CDP, การเข้ารหัสข้อมูล, Real-time replication สำหรับการทำระบบ Disaster Recovery

ความสามารถทางด้าน Redundancy ของ OneXafe ก็สามารถช่วยให้ระบบมีความเสถียรและดูแลรักษาได้ง่าย เช่น:

  • โครงสร้างการเก็บข้อมูลแบบ Raid-less (No LUNs)
  • Object-Based Replication Factor เช่น RF2 หรือ RF3 ที่จะมีการเก็บข้อมูลไว้ 2 หรือ 3 ชุดของ Data Objects เสมอ
  • Scale-out Clustering ที่มีการจัดเก็บข้อมูลกระจายระหว่าง Disk และ Nodeเป็นต้น
  • Fault Domain Protection ที่สามารถป้องกันการเสียหายของ Data ได้ทั้งในระดับ Disk และระดับ Node

การรวมความสามารถของ NAS และ Object Storage เข้าด้วยกัน

Arcserve OneXafe รวมความสามารถและข้อดีของทั้ง NAS และ Object Storage มาไว้ด้วยกัน ทำให้ผู้ใช้งานได้รับประโยชน์จากความสามารถของทั้ง 2 รูปแบบ

ข้อดีของ NAS

  • เหมาะสำหรับการเก็บข้อมูลทั้งแบบ Dynamic และ Transactional Data
  • ใช้งานง่าย เหมาะกับการเก็บข้อมูล
  • เข้าได้กับ Application จำนวนมากและใช้งานได้หลากหลาย

ข้อดีของ Object Storage

  • ขยายได้ง่าย
  • บริหารจัดการได้ง่าย
  • มีความสามารถในการจัดการข้อมูลที่ดี

OneXafe รองรับการใช้งานที่หลากหลาย:

Immutable Storage
OneXafe ได้รับการออกแบบให้เป็น Immutable Storage ที่รองรับการจัดเก็บข้อมูลสำหรับการสำรองข้อมูลและข้อมูลอื่นๆ ที่ไม่สามารถถูกแก้ไขได้ ด้วยความสามารถในการเป็น Logical Airgap จะสามารถรับประกันความปลอดภัยของข้อมูลและความสามารถในการกู้คืนข้อมูลได้ในทุกๆสถานการณ์

File Server Consolidation
OneXafe มีความสามารถในการขยายได้อย่างดี รวมถึงความสามารถในด้านความปลอดภัยและความเสถียร ทำให้การใช้งานสำหรับการเป็นที่เก็บข้อมูล File Server ผ่านมาตรฐานการใช้งานด้วย NFS และ SMB Share สามารถตอบโจทย์ความต้องการได้เป็นอย่างดี

Disk-Based Backup and Archive Target
OneXafe สามารถทำหน้าที่เป็นที่เก็บข้อมูลสำรองข้อมูลและการเก็บข้อมูลระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยความสามารถ Deduplication และรองรับการขยายตัวด้วย Scale-out Storage และรองรับการใช้งานร่วมกับซอฟต์แวร์สำรองข้อมูลในท้องตลาด เช่น Arcserve, Veeam, Commvault, Veritas และ อื่นๆ ได้

from:https://www.techtalkthai.com/digital-distribution-arcserve-onexafe/

Samsung เปิดตัวเทคโนโลยีหน่วยความจำ HBM-PIM ช่วยเร่งประสิทธิภาพการทำงานของ Supercomputer

Samsung เปิดตัวเทคโนโลยีหน่วยความจำ HBM-PIM ช่วยเร่งประสิทธิภาพการทำงานของ Supercomputer ได้ 2.6 เท่า และประหยัดพลังงานลง

Credit: Samsung

Samsung ประกาศเปิดตัวเทคโนโลยีหน่วยความจำใหม่ HBM-PIM (High Bandwidth Memory – Processing-in-Memory) ช่วยเร่งประสิทธิภาพการทำงานของ Supercomputer ในการประมวลผลงานต่างๆ เช่น AI, Hyperscale AI และ HPC โดย HBM-PIM มีความสามารถในการช่วยลดอัตราการส่งข้อมูลไปมาระหว่าง CPU และ DRAM เพื่อประมวลผลได้ ซึ่ง PIM จะมีหน่วยประมวลผลขนาดเล็กภายในหน่วยความจำเพื่อใช้ในการประมวลผลข้อมูลที่จำเป็น โดยจากการทดสอบร่วมกับ AMD ในระบบ HPC Cluster ที่มีการใช้งาน AMD Instinct Mi100 Accelerator จำนวน 48 ตัว ระบบที่ใช้ HBM-PIM ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการมวลผลได้ถึง 2.6 เท่า ในขณะเดียวกันก็ช่วยลดการใช้พลังงานได้ถึง 50%

Credit: Samsung

อย่างไรก็ตาม โซลูชันนี้ต้องอาศัยการปรับแต่งซอฟต์แวร์เพื่อให้รองรับการทำงาน ผ่านทางซอฟต์แวร์​ SYCL ซึ่งเป็นมาตรฐานแบบ Open Standard โดย Samsung จะพยายามพลักดันโซลูชันนี้ให้รองภายในซอฟต์แวร์ระบบ HPC และ AI เพิ่มขึ้นในอนาคต

ที่มา: https://semiconductor.samsung.com/emea/newsroom/tech-blog/samsung-electronics-semiconductor-unveils-cutting-edge-memory-technology-to-accelerate-next-generation-ai/

from:https://www.techtalkthai.com/samsung-launches-new-hbm-pim-memory-technology-for-accelerated-the-supercomputer/