คลังเก็บป้ายกำกับ: Social_Media

Meta เสียเงินไปกับธุรกิจ VR มากถึง 1.37 หมื่นล้านเหรียญฯ แม้จะขึ้นราคาขายอุปกรณ์ก็ตาม

ฝันของพี่มาร์คกับการฝากอนาคตกับเมตาเวิร์สได้ถลุงเงินนักลงทุนไปมหาศาล ซึ่งจากรายงานผลประกอบการล่าสุดที่แถลงเมื่อวันพุธที่ผ่านมา Meta กล่าวว่าแผนก Reality Labs ที่ดูเรื่องเทคโนโลยีเวอร์ช่วลเรียลลิตี้ ขาดทุนในไตรมาสที่ 4 ถึง 4.28 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ

นั่นหมายความว่าตลอดทั้งปี 2022 ที่ผ่านมา แผนกแห่งความฝันนี้เอาเงินไปผลาญมากทั้งหมดถึง 1.37 หมื่นล้านเหรียญฯ เลยทีเดียว ถือเป็นปีที่ยากลำบากมากหลังเปลี่ยนชื่อบริษัทใหม่เป็น Meta ตั้งแต่ปลายปี 2021

แน่นอนชื่อใหม่นี้บอกชัดว่า มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ต้องการเอาดีด้านเมตาเวิร์ส ในฐานะจักรวาลแบบดิจิทัลที่ผู้คนจะเข้ามาทำกิจกรรมต่างๆ เสมือนโลกจริง ทั้งการทำงาน ซื้อของ เล่นเกม และเรียนรู้ต่างๆ แต่ประเด็นคือตอนนี้ยังเป็นแค่แหล่งของค่าใช้จ่าย (Cost Center)

และตอนนี้เมตาก็ยังถือเป็นบริษัทโฆษณาออนไลน์ มีรายได้จากบริการโฆษณาเป็นหลักอย่างเดียว สำหรับธุรกิจส่วน Reality Labs ทำรายได้ 727 ล้านเหรียญฯ ในไตรมาสที่ 4 รวมทั้งปีคิดเป็นแค่ 2.16 ล้านเหรียญฯ ซึ่งลดลงเล็กน้อยจากปี 2021 ที่ทำรายได้ทั้งปี 2021

อ่านเพิ่มเติมที่นี่ – CNBC

from:https://www.enterpriseitpro.net/meta-lost-13-7-billion-usd-on-reality-labs-in-2022/

YouTube เพิ่มการเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกด้านพฤติกรรมของผู้ชมให้เหล่า Creator

ข่าวดีสำหรับครีเอเตอร์ Youtube ที่แพลตฟอร์มได้ขยายการเข้าถึง “วีดีโออื่นๆที่ผู้ชมของคุณรับชม”

ซึ่ง YouTube เคยเปิดตัวฟีเจอร์ครั้งแรกในปี 2020 ซึ่งให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับพฤติกรรมการรับชมของผู้ชมในช่อง โดยแสดงรายการวิดีโอที่พวกเขาดูเจ็ดคลิปก่อนหน้า ซึ่งอาจช่วยในการระบุแนวโน้มหลักและปรับปรุงกลยุทธ์ของครีเอเตอร์ให้เกี่ยวกับความสนใจที่เพิ่มขึ้น ในช่วงนั้น ฟีเจอร์นี้ใช้ได้เพียงกับช่องที่มีจำนวนการเข้าชมเข้าถึงเกณฑ์เท่าสนั้น ซึ่งในตอนนี้ Youtube กำลังลดเกณฑ์นั้นลงเพื่อให้ครีเอเตอร์เข้าถึงข้อมูลนี้ได้มากขึ้น

“เราได้พูดคุยกับครีเอเตอร์แล้วและได้ยินมาว่าเป็นเรื่องที่ไม่เป็นที่พึงพอใจในหมู่ครีเอเตอร์เมื่อฟีเจอร์การวิเคราะห์ของ YouTube บางส่วนไม่พร้อมใช้งานเนื่องจากมีข้อมูลไม่เพียงพอ และเรายินดีที่จะประกาศว่าเรากำลังนำเสนอฟีเจอร์ ‘วิดีโออื่นๆ ที่ผู้ชมของคุณรับชม’ ให้กับครีเอเตอร์จำนวนมากขึ้นที่อาจไม่ถึงเกณฑ์ข้อมูลก่อนหน้านี้” Youtube กล่าว

นอกจากนี้ YouTube ยังต้องการนำการฟีเจอร์นี้เข้าตามประเภทเนื้อหาของ – Shorts, VOD หรือ Live – อีกด้วย ดังนั้น สำหรับผู้ที่สร้างเนื้อหาดังกล่าว ในไม่ช้าจะสามารถมีข้อมูลเชิงลึกที่เข้าถึงได้โดยตรงมากขึ้นเกี่ยวกับแนวโน้มที่เกี่ยวข้องในหมวดหมู่

 

YouTube ยังทำการทดสอบฟีเจอร์ใหม่บางอย่างสำหรับการโพสต์ในชุมชน ซึ่งรวมถึงตัวกรองข้อความและสติกเกอร์ด้วย ซึ่งทำให้จริงๆ แล้ว ครีเอเตอร์ Shorts น่าจะเป็นผู้รับผลประโยชน์ที่ใหญ่ที่สุดของการอัปเดตใหม่เหล่านี้ ด้วยข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับแนวโน้มและความสามารถในการค้นหาที่เพิ่มเข้ามาซึ่งมอบวิธีใหม่ๆ ในการใช้ Shorts 

ที่มา : marketingtechwire.com

from:https://www.thumbsup.in.th/youtube-features?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=youtube-features

สรุปประเด็นน่าสนใจ จากรายงานเทรนด์อินเทอร์เน็ตโลกปี 2023 ของ We Are Social

We Are Social ดิจิทัลเอเจนซี่ เผยแพร่รายงานประจำปี Digital 2023 รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลก โซเชียลมีเดีย สื่อโฆษณาออนไลน์ ตลอดจนประเด็นอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งจากการรวบรวมของ We Are Social เอง และผ่านพาร์ตเนอร์ต่าง ๆ

รายงานฉบับเต็มมี 465 หน้า และเป็นการนำเสนอภาพรวมทั่วโลก ซึ่ง We Are Social ได้สรุปประเด็นที่น่าสนใจมาบางส่วนดังนี้

No Description

ประชากรโลกมี 8.01 พันล้านคน มีผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ 5.44 พันล้านคน (68.0%) เข้าถึงอินเทอร์เน็ต 5.16 พันล้านคน (64.4%) มีการใช้งานโซเชียลมีเดีย 4.76 พันล้านคน (59.4%)

No Description

เฉพาะประเทศไทย อัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต 85.3% สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก

No Description

ระยะเวลาการใช้อินเทอร์เน็ตเฉลี่ยต่อวันลดลงจากปีก่อน เป็น 6 ชั่วโมง 37 นาที ซึ่งหากดูจากกราฟเทียบปี 2019-2020-2021 คำอธิบายคือโควิด 19 ทำให้คนใช้เวลาออนไลน์มากขึ้นนั่นเอง เมื่อเข้าสู่ปลายปี 2022 ตัวเลขจึงกลับสู่ระดับที่ก่อนโควิด

No Description

คนไทยใช้เวลาบนอินเทอร์เน็ตต่อวันเฉลี่ย 8 ชั่วโมง 6 นาที

No Description

ส่วนแบ่งเวลาที่ใช้ดูทีวีสำหรับการชมรายการสตรีมมิ่ง เทียบกับการดูทีวีอื่นเช่น รายการโทรทัศน์ปกติ ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นที่ 45.3% ซึ่งยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของเวลาในการดูทีวีทั้งหมด

No Description

เมื่อสอบถามว่ารับชมรายการแบบสตรีมมิ่งบ้างไหมในแต่ละเดือน คนไทยที่ใช้อินเทอร์เน็ต 95.4% ตอบว่าเคย

No Description

ค่าใช้จ่ายในการโฆษณา เพิ่มน้ำหนักมาที่ดิจิทัลมากขึ้นนับตั้งแต่มีโควิด ตัวเลขในปี 2022 อยู่ที่ 73.3% ของงบประมาณโฆษณารวมทั้งหมด และเพิ่มเป็น 6.67 แสนล้านดอลลาร์

No Description

ส่วนแบ่งงบโฆษณาแบบดิจิทัล เพื่อลงในโซเชียลมีเดียก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ตัวเลขปีที่ผ่านมาคือ 33.9%

No Description

โซเชียลมีเดียที่มีจำนวนผู้ใช้งานมากที่สุดในโลก ยังเป็น Facebook ตามด้วย YouTube และ WhatsApp ทั้งนี้ตัวเลขในกราฟ TikTok นับแยกกับ Douyin แอปเวอร์ชันจีน ถ้าหากรวมกัน จะเป็นอันดับที่ 5

No Description

อย่างไรก็ตาม เมื่อวัดระยะเวลาใช้งานแต่ละแอป เฉลี่ยต่อเดือน พบว่า TikTok มีเวลาใช้งานมากที่สุดคือ 23 ชั่วโมง 28 นาที รองลงมาคือ YouTube ที่ 23 ชั่วโมง 9 นาที Facebook 19 ชั่วโมง 43 นาที ขณะที่ LINE แม้ตัวเลขจำนวนผู้ใช้ไม่ติดอันดับ แต่เวลาใช้งานก็สูงถึง 10 ชั่วโมง 59 นาที

No Description

มีข้อมูลเพิ่มเติมของ Instagram แม้เวลาใช้งานเฉลี่ยต่อเดือนทั่วโลกอยู่ที่ 12 ชั่วโมง น้อยกว่า TikTok ครึ่งหนึ่ง แต่เมื่อลงรายละเอียดรายประเทศ พบว่าประเทศตุรกี มีการใช้ Instagram สูงถึง 21.4 ชั่วโมง ขณะเดียวกันเกาหลีใต้ ตัวเลขน้อยกว่าค่าเฉลี่ยอยู่มากเป็น 6.1 ชั่วโมง (รายงานนี้ไม่มีข้อมูลของไทย)

No Description

ต้นทุนค่าใช้จ่ายโฆษณาเฉลี่ย สำหรับการแสดงผลบนโซเชียลมีเดียต่อ 1,000 ครั้ง (CPM) ลดลงมาที่ 6.67 ดอลลาร์ เป็นผลตามภาวะเศรษฐกิจ เช่นเดียวกันโฆษณาบนเสิร์ช CPC ลดลงมาที่ 0.60 ดอลลาร์

No Description

No Description

ตัวเลขพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตแบ่งตามอุปกรณ์ พบว่าเฉลี่ยทั่วโลกใช้โทรศัพท์มือถือ 56.9% และคอมพิวเตอร์ 43.1% ขณะที่ประเทศไทย เป็นโทรศัพท์มือถือ 62.8% และคอมพิวเตอร์ 37.2%

No Description

ในรายงานฉบับเต็มยังมีรายละเอียดอื่นอีกมาก สามารถดูได้จากที่มา ส่วนข้อมูลลงลึกเฉพาะส่วนประเทศไทยยังไม่เผยแพร่ออกมา

ที่มา: We Are Social

We Are Social แถมท้ายด้วยสถิติ หมา-แมว บนโลกอินเทอร์เน็ต โดยแม้ปริมาณเนื้อหาเกี่ยวกับหมาจะเยอะกว่าแมว ในเกือบทุกแพลตฟอร์ม แต่มีจำนวนวิวหน้า Wikipedia ของแมว ที่มากกว่าหมาถึง 3 เท่าตัว

No Description

from:https://www.blognone.com/node/132412

รู้จัก Bondee แอปโซเชียลมีเดียที่ขึ้นอันดับ 1 ในไทยหลังเปิดตัวได้แค่ 1 วัน

แอปพลิเคชัน Bondee กำลังได้รับความนิยมบนอินเทอร์เน็ตจนขึ้นอันดับ 1 ในหมวดแอปฟรีในไทย ทั้ง iOS และ Android หลังเพิ่งปล่อยให้ดาวน์โหลดบน App Store และ Play Store ของประเทศในเอเชียวันที่ 24 มกราคมที่ผ่านมา

Bondee เป็นแอปโซเชียลมีเดียจากบริษัทสัญชาติสิงคโปร์ Metadream ที่ผู้ใช้สามารถสร้างตัวอวตารในโลกเสมือนจริงที่ให้ผู้ใช้ได้ออกแบบและแต่งตัวอวตารตามหน้าตา เสื้อผ้า เครื่องประดับที่มีหลากหลายแบบ

เมื่อสร้างตัวละครเรียบร้อยแล้ว ผู้ใช้ยังสามารถสร้างห้องพักของตัวเองได้ โดยมีลูกเล่นมากมายให้เล่น ทั้งสร้างกรอบรูปจากภาพที่อยู่ในโทศัพท์มือถือ ให้คนที่มาเยี่ยมบ้านสามารถแปะโพสต์อิทได้ สร้างบรรยากาศรอบห้องได้เองทั้งภาพและเสียง

แอป Bondee ไม่ใช่แค่สร้างตัวอวตารหรือตกแต่งบ้านเหมือน The Sims แต่ยังสามารถกดเพิ่มเพื่อน แชทกับเพื่อน แชร์สถานะ ส่งรูปภาพหรือโพสต์สตอรี่ เหมือนแอปโซเชียลมีเดียหลายแอป นอกจากนี้ ผู้ใช้ยังสามารถเลือกสถานะของอวตารได้ เช่น ทำงาน ฟังเพลง นอน ทานอาหาร

จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งยังอยู่ที่ฟีเจอร์ “Floating” ที่ผู้ใช้สามารถทิ้งข้อความไว้ในขวดกลางทะเลให้ใครก็ได้ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นคนรู้จักเพื่อทำความรู้จักกับคนใหม่ ๆ และลุ้นรับรางวัลในเกมอีกด้วย

ที่มา: Business Wire

No Description

from:https://www.blognone.com/node/132381

อินเดียออกข้อกำหนด อินฟลูเอนเซอร์ในโซเชียลมีเดียต้องเปิดเผย หากคอนเทนต์นั้นได้รับการสนับสนุน

หน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคของอินเดีย ประกาศแนวทางเพื่อกำกับดูแลอินฟลูเอนเซอร์ในโซเชียลมีเดีย ให้ต้องเปิดเผยข้อมูล หากคอนเทนต์ที่นำเสนอได้รับการสนับสนุนจากลูกค้าหรือเอเจนซี หากไม่สามารถปฏิบัติตามและตรวจสอบพบ จะมีโทษปรับสูงสุด 1 ล้านรูปีอินเดีย หรือประมาณ 4 แสนบาท และมีค่าปรับที่มากขึ้นหากกระทำความผิดซ้ำ

ข้อบังคับดังกล่าวมีผลทั้งกับบุคคลมีชื่อเสียง อินฟลูเอนเซอร์ ตลอดจนคาแรกเตอร์เสมือน (Virtual) โดยการเปิดเผยข้อมูลว่าได้รับการสนับสนุน ต้องแสดงให้เห็นชัดเจน ไม่ใช่แค่ในแฮชแท็กหรือคำบรรยาย (Description) โดยยกตัวอย่างเช่นการไลฟ์ จะต้องแสดงข้อความบนวิดีโอเป็นระยะ

ทางการประเมินว่าตลาดของอินฟลูเอนเซอร์ออนไลน์ในอินเดีย จะเติบโตเป็น 2.8 หมื่นล้านรูปีอินเดีย หรือประมาณ 1.1 หมื่นล้านบาท ในปี 2025

ที่มา: Mint

No Description

from:https://www.blognone.com/node/132334

ต้อนรับปีใหม่ Amazon ระบุจะลดพนักงานมากกว่า 18,000 ตำแหน่ง มากกว่าที่แพลนไว้ก่อนหน้า

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา อะเมซอนกล่าวว่าจะลดจำนวนพนักงานมากกว่า 18,000 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นตัวเลขที่มากกว่าที่เคยบอกเมื่อปีที่แล้วเสียอีก ซีอีโอ Andy Jassy ระบุในบันทึกถึงพนักงานที่เผยแพร่ผ่านเว็บบล็อกของบริษัทไว้ดังนี้

“ปกติเราจะรอประกาศแผนการที่ชัดเจนจนกว่าจะสามารถคุยกับคนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงก่อน แต่ครั้งนี้เป็นเพราะมีทีมงานเราคนหนึ่งเผยข้อมูลภายในออกไปแล้ว เราจึงตัดสินใจที่จะบอกข่าวนี้ก่อนกำหนดเพื่อที่ทุกคนจะได้ฟังรายละเอียดจากผมโดยตรง”

โดยอะเมซอนเองก็ยอมรับตรงๆ เหมือน Salesforce ว่าได้จ้างพนักงานเพิ่มเยอะเกินไปในช่วงโรคระบาดที่ผ่านมา โดยเฉพาะในส่วนโกดังสินค้าเพื่อรองรับเทรนด์การหันมาช็อปออนไลน์ของผู้บริโภค โดยในช่วงสิ้นสุดไตรมาสที่สามมีพนักงานรวมกว่า 1.54 ล้านคน

ช่วงพฤศจิกายน Jassy ประกาศว่าอะเมซอนเตรียมลดจำนวนพนักงาน โดยเฉพาะในส่วนหน้าร้านและฝ่ายอุปกรณ์และผลิตภัณฑ์หนังสือต่างๆ ตอนนั้น CNBC รายงานว่าน่าจะเลย์ออฟประมาณ 10,000 คน แต่ล่าสุดน่าจะทะลุยอดนี้ไปมาก

อ่านเพิ่มเติมที่นี่ – CNBC

from:https://www.enterpriseitpro.net/amazon-says-it-will-cut-over-18000-jobs/

รวมสถิติการใช้โซเชียลมีเดียวันปีใหม่จาก 3 โอเปอร์เรเตอร์

ย่างเข้าสู่ปี 2566 โอเปอร์เรเตอร์ทั้ง 3 ค่าย เปิดสถิติที่น่าสนใจในช่วงของคืนข้ามปี และเทรนด์การใช้โซเชียลมีเดียในการส่งข้อความอวยพร สื่อสารและแสดงความรู้สึกให้แก่คนในครอบครัว คนรู้จักและคนรัก

ทีมงาน thumbsup จึงได้รวบรวมพฤติกรรมการใช้โซเชียลมีเดียของทั้งสามค่ายมาฝากกันค่ะ

เอไอเอส เผยสถิติการใช้โซเชียลรับปีกระต่าย TikTok ครองแชมป์โต 100%

นายปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าทั่วไป บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส เปิดเผยว่า ปี 2565 เป็นช่วงเวลาที่สถานการณ์ภาพรวมกลับเข้าสู่ภาวะปกติ จากการระบาดของโควิด 19 เกิดเป็นรูปแบบการใช้ชีวิตวิถีใหม่ให้กับคนไทยและทั่วโลก ที่ใช้ Digital Technology เข้ามาเป็นเครื่องมือหลักในทุกด้าน ทั้งชีวิตส่วนตัว การทำงาน และการพร้อมเดินหน้าของภาคอุตสาหกรรม ส่งผลถึงปริมาณการใช้ดาต้าของลูกค้าเอไอเอส ที่เพิ่มขึ้นถึงกว่า 20%

สำหรับช่วงปลายปี 2565 ต่อกับช่วงเวลาขึ้นปีใหม่ 2566 ตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2565 – 1 มกราคม 2566 พบว่า ลูกค้าเริ่มมีการเดินทางท่องเที่ยวในต่างจังหวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอีสาน และภาคเหนือ ทำให้ภาพรวมมีการใช้งานดาต้าบน 5G NSA ที่เพิ่มสูงกว่าปีที่ผ่านมากว่า 648% ส่วนการใช้บริการ OTT ทั้งที่ผ่านเครือข่ายมือถือ AIS, AIS Wifi, AIS Fibre นั้น เห็นได้ชัดเจนว่า TikTok เติบโตขึ้น 100% Facebook ประมาณ 30% ส่วน LINE และ YouTube โตขึ้นประมาณ 10%

โดย Facebook ยังคงเป็น OTT App ที่มีการใช้งานมากที่สุด รองลงมาคือ YouTube, LINE และ TikTok ตามลำดับ โดยปริมาณการใช้งานจะเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ตั้งแต่เวลา 18.00 น. ของวันที่ 31 ธันวาคม 2565 – เวลา 24.00 น. ของวันที่ 1 มกราคม 2566

นอกจากนี้ ยังพบว่า Application AIS PLAY ยังเป็นช่องทางที่ลูกค้าใช้ในการชม Content ในช่วงระหว่างท่องเที่ยว เพราะมีอัตราการใช้งานที่สูงกว่าช่วงเวลาปกติอย่างชัดเจน รวมถึงพฤติกรรมที่แสดงให้เห็นว่า ประชาชนสามารถปรับตัวกับการใช้ชีวิตท่ามกลางโควิดได้ คือ อัตราการใช้บริการ International Roaming ของลูกค้าที่เดินทางไปยังต่างประเทศในปีนี้ ที่มีมากกว่า 150,000 ราย มากกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมามากกว่าเท่าตัว

โดยการเตรียมความพร้อมของเครือข่าย AIS และ AIS Fibre ที่ได้มีการเตรียมรองรับไว้ล่วงหน้า สามารถตอบสนองความต้องการลูกค้าได้เป็นอย่างดี

 

ดีแทคเผย “นครราชสีมา” ครองแชมป์จังหวัดสุดฮิตคนเดินทางเยือนช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีเถาะ 2566

ดีแทค เปิดข้อมูลสุดฮิตช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2566 จากยอดผู้ใช้งานดีแทค เผย 10 จังหวัดยอดนิยมคนไปเยือนและกลับภูมิลำเนามากสุด และ 10 จังหวัดครองแชมป์ใช้งานดาต้าพุ่งตามเปอร์เซ็นต์ใช้งานสูงสุด พร้อมเปิด 10 แอปครองใจคนใช้งานมากสุดช่วงเทศกาล ส่วนดาต้าใช้งานหนาแน่นสุดช่วง 20.00-21.00 น.

นายประเทศ ตันกุรานันท์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มเทคโนโลยี บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค เปิดเผยว่า “ข้อมูลการใช้งานของลูกค้าเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญเพื่อนำมาพัฒนาเครือข่ายและเพิ่มประสบการณ์ใช้งานให้ดียิ่งขึ้น คนไทยนิยมเดินทางพักผ่อนตามแหล่งท่องเที่ยวจังหวัดต่างๆ ในช่วงวันหยุดยาวส่งท้ายปี และส่งข้อความอวยพรสวัสดีปีใหม่ในทุกๆ ปี ดีแทคได้ขยายสัญญาณรองรับการใช้งานทุกพื้นที่ทั่วไทยเพื่อเพิ่มคุณภาพการใช้งาน และความครอบคลุมของเครือข่าย พร้อมทั้งจัดทีมงานดูแลสัญญาณลูกค้าตลอด 24 ชั่วโมงไม่มีวันหยุดตลอดเทศกาลปีใหม่”

ดีแทครายงานสถิติจากการใช้งานอินเทอร์เน็ตบนมือถือยอดนิยมช่วงเทศกาลช่วงปีใหม่ ดังนี้

จังหวัดยอดนิยมที่คนเดินทางไปเยือนและกลับภูมิลำเนาช่วงปีใหม่มากสุด 10 อันดับแรก คือ

  1. จังหวัดนครราชสีมา
  2. จังหวัดอุบลราชธานี
  3. จังหวัดบุรีรัมย์
  4. จังหวัดศรีสะเกษ
  5. จังหวัดเพชรบูรณ์
  6. จังหวัดขอนแก่น
  7. จังหวัดสุรินทร์
  8. จังหวัดนครสวรรค์
  9. จังหวัดร้อยเอ็ด
  10. จังหวัดชัยภูมิ

(จากสถิติ Mobility data การใช้งานมือถือช่วง 26-30 ธันวาคม 2565)

จังหวัดมาแรงที่มียอดการใช้งานดาต้าสูงสุดตามเปอร์เซ็นต์ใช้งาน 10 อันดับแรก คือ

  1. จังหวัดน่าน
  2. จังหวัดอุทัยธานี
  3. จังหวัดเพชรบูรณ์
  4. จังหวัดสุรินทร์
  5. จังหวัดชัยภูมิ
  6. จังหวัดกาญจนบุรี
  7. จังหวัดร้อยเอ็ด
  8. จังหวัดกาฬสินธุ์
  9. จังหวัดหนองบัวลำภู
  10. จังหวัดบุรีรัมย์

(จากข้อมูลการใช้งานดาต้าวันที่ 31 ธันวาคม 2565)

แอปพลิเคชันยอดนิยมใช้งานสูงสุดช่วงคืนปีใหม่ คือ

  1. Facebook
  2. TikTok
  3. YouTube
  4. Instagram
  5. LINE
  6. Twitter
  7. Shopee
  8. WhatsApp
  9. Lazada
  10. Google Maps

ช่วงเวลาส่งข้อมูลมีการใช้งานสูงสุด (Peak hour period) คือ เวลา 20:00-21:00 น. ของวันที่ 31 ธันวาคม 2565

ดีแทคพัฒนาโครงข่ายอย่างต่อเนื่องทั่วไทยเพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า และพัฒนาสัญญาณอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงสำหรับการใช้งานเพื่อรองรับเทศกาลต่างๆ ตลอดมา บริษัทยังคงมุ่งเน้นการเร่งขยายเครือข่าย 5G คลื่น 700 MHz อย่างต่อเนื่องทั่วไทยเพื่อเป็นการเพิ่มประสบการณ์การใช้งานของลูกค้า ทั้งนี้ ดีแทคได้ขยายสถานีฐานคลื่น 700 MHz โดยติดตั้งแล้วทั้งสิ้นประมาณ 18,800 สถานีฐาน (ข้อมูลไตรมาส 3/2565)

ทรู 5G เผยข้อมูลการใช้งานดาต้าอวยพรปีใหม่ของแต่ละภูมิภาค กรุงเทพ ใช้งานสูงสุด

นายจิระชัย คุณากร หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านปฏิบัติการโครงข่าย บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “เพราะเราตั้งใจให้คนไทยได้ส่งสัญญาณความสุขต้อนรับปีใหม่ 2566 ให้สุขยิ่งกว่ากับสัญญาณที่ดีที่สุดของทรู 5G เราจึงจัดเพิ่มทีมวิศวกรกระจายดูแลเสริมสัญญาณมือถือให้พร้อมบริการทุกพื้นที่ทั่วไทย รวมทั้งการนำรถโมบายล์ชุมสายเคลื่อนที่เร็ว(COW) เข้าไปจอดเสริมสัญญาณในจุดจัดงานเคาท์ดาวน์หลักๆ ทั่วประเทศ

รวมทั้งจัดวอร์รูมตั้งทีมดูแลคุณภาพสัญญาณทุกบริการ ตลอด 24 ชม. มาตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2565 ที่ผ่านมา และยาวไปถึงวันนี้ 4 มกราคม 2566 นี้ ซึ่งจากการมอนิเตอร์อย่างใกล้ชิด ทำให้เราพบว่า รูปแบบการเฉลิมฉลองปีใหม่ปีนี้แตกต่างจากปีที่ผ่านมาอย่างชัดเจน มีการออกเดินทางไปยังจุดเคาท์ดาวน์ต่างๆเพื่อร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่กันเพิ่มมากขึ้น ต่างจากปีที่ผ่านมาที่จะเป็นการใช้งานดาต้าผ่าน WiFi ในบ้าน

ซึ่งยอดใช้งานดาต้าทั่วประเทศในคืนเคาน์ดาวน์ 18.00 วันที่ 31 ธันวาคม2565 ถึง 06.00 น. วันที่ 1 มกราคม 2566 เพิ่มขึ้นเป็น 1.81 % ไม่แตกต่างจากช่วงเวลาปกติ เนื่องจากปัจจุบันการใช้งานดาต้าในทุกวันก็สูงมากอยู่แล้ว สำหรับจังหวัดที่มียอดการใช้งานดาต้าสูงสุดของประเทศไทย 5 อันดันแรก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี นครราชสีมา สมุทรปราการ และเชียงใหม่ ตามลำดับ

ซึ่งเป็นผลมาจากจำนวนประชากรและการจัดงานเคาท์ดาวน์ในจังหวัดนั้น อาทิ งาน Amazing Thailand Countdown 2023 ICONSIAM Magical Enchanted Celebration ณไอคอนสยาม, งาน Central World Bangkok Countdown 2023, งานพัทยา เคาท์ดาวน์ 2023 ถึงแม้แจ้งงดจุดพลุเคาท์ดาวน์ ปีใหม่ 2566

แต่ยังจัดเต็มคอนเสิร์ต จากศิลปินระดับโลก ณ แหลมบาลีฮาย ส่วนจังหวัดที่มียอดการใช้งานดาต้าน้อยที่สุด ได้แก่ จ.สิงห์บุรี สำหรับจังหวัดที่มียอดการใช้งานดาต้าสูงสุดในแต่ละภาค มีดังนี้ ภาคเหนือ ได้แก่ จ.เชียงใหม่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ จ.นครราชสีมา ภาคตะวันตก ได้แก่ จ.ราชบุรี ภาคกลาง (ไม่รวม กรุงเทพมหานคร) ได้แก่ จ.สมุทรปราการ ภาคตะวันออก ได้แก่ จ.ชลบุรี และภาคใต้ ได้แก่ จ.สงขลา

ซึ่งเป็นจังหวัดใหญ่ที่มีกิจกรรมเคาท์ดาวน์ อาทิ เชียงใหม่เคาท์ดาวน์ 2023 ภายใต้แนวคิด “Chiang Mai Love is all around” ณ บริเวณข่วงประตูท่าแพ, งาน KORAT COUNTDOWN 2023 ณ เซ็นทรัล โคราช เป็นต้น

สำหรับภูมิภาคที่มียอดการใช้งานดาต้าสูงสุด ได้แก่ภาคกลางและต่ำสุด ได้แก่ ภาคตะวันตก

from:https://www.thumbsup.in.th/social-operator?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=social-operator

Instagram เผยเทรนด์ฮิต Gen Z ไทย พบความชอบ และแสดงออกด้วยรูป เพลง และ AR

Instagram ฉลองการเติบโตอย่างต่อเนื่องของคอมมิวนิตี้วัยรุ่น Gen Z กับการเข้ามาสร้างนิยามและวัฒนธรรมใหม่ ๆ บนแพลตฟอร์ม ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของปี 2565 ผ่านรายงาน Instagram Trend Report ฉบับแรกของประเทศไทย อ้างอิงข้อมูลจาก Instagram และบริษัทวิจัยร่วม เผยทิศทางเทรนด์ที่กำลังจะมาถึงของชาว Gen Z บน Instagram ที่จะเข้ามาชี้ให้เห็นว่า อะไรอิน อะไรเอ้าท์ ในปี 2566

Instagram

รายงานดังกล่าวสะท้อนความสำคัญที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของคนวัย Gen Z ที่ได้เข้ามามีบทบาทวงกว้างต่อเศรษฐกิจและวัฒนธรรม ด้วยจำนวนชาว Gen Z ที่คิดเป็นกว่า 41% ของประชากรโลกทั้งหมด หรือกว่า 500 ล้านคนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ตรงตามความมุ่งมั่นของ Instagram ในการสร้างพื้นที่ให้กับคนรุ่นใหม่และบรรดาครีเอเตอร์ ให้สามารถแสดงความเป็นตัวของตัวเองได้อย่างเต็มที่ เพื่อสร้างสรรค์วัฒนธรรมใหม่ สำรวจความเป็นไปได้ไม่รู้จบ และต่อยอดสิ่งที่มีสู่ความสดใหม่ที่น่าสนใจกว่าเคย พร้อมพัฒนาความหลงใหลของเหล่าครีเอเตอร์ให้กลายมาเป็นงานที่สร้างรายได้ได้จริง อย่างที่เห็นได้จากการผลักดันฟีเจอร์ Reels ที่ยังคงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งหมดนี้ สะท้อนให้เห็นได้จากพฤติกรรมที่ชาว Gen Z ใช้งานแพลตฟอร์ม

ข้อมูลล่าสุดจากสถิติ RealTime Omnibus โดย YouGov ณ เดือนสิงหาคม 2565 ระบุว่า กว่า 87% ของคนวัย Gen Z ชาวไทย (ผู้ที่เกิดระหว่างปี 2540-2552) ใช้งาน Instagram โดยมากกว่า 1 ใน 3 ใช้เวลาไปกับแพลตฟอร์มอย่างน้อยสองชั่วโมงต่อวัน และชาว Gen Z ยังมีแนวโน้มที่จะโพสต์คอนเทนต์ลงบนโปรไฟล์ Instagram มากกว่าคนในกลุ่มอายุอื่น ๆ (หรือกว่า 58% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยตลอดทุกช่วงอายุที่ 48%)

Instagram ได้กลายมาเป็นพื้นที่ในการค้นหาและสำรวจความหลงใหลและประสบการณ์ที่อยู่ในความสนใจสำหรับคนวัย Gen Z เพราะการเสพคอนเทนต์เพื่อความบันเทิงเท่านั้นไม่เพียงพออีกต่อไป พวกเขายังมองหาการเชื่อมโยงกับผู้คนในแวดวงบนพื้นที่แพลตฟอร์มเดียวกันอีกด้วย ดังนั้นแพลตฟอร์โซเชียลมีเดียที่ทำหน้าที่ได้หลากหลาย สามารถมอบทั้งการเชื่อมโยงกับเพื่อนและคนที่พวกเขาติดตามไปจนถีงคอนเทนต์ความบันเทิงต่าง ๆ ผ่าน วิดีโอ, Stories, Reels, และเทคโนโลยี AR จึงทำให้เหล่าคน Gen Z สามารถเข้าถึงประสบการณ์ออนไลน์ส่วนตัวได้อย่างหลากหลายยิ่งขึ้น

ตัวอย่างที่ชัดเจนของการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างกันผ่านประสบการณ์ร่วม คือ สติ๊กเกอร์ ‘Add Yours’ ใน Stories และ Reels บน Instagram ซึ่งได้รับความนิยมขึ้นเรื่อย ๆ ในหมู่คน Gen Z ในปี 2565 โดยหมวดหมู่สติ๊กเกอร์ ‘Add Yours’ ที่คน Gen Z นิยมลำดับต้น ๆ ในปีนี้ มาในธีม ‘ฉัน’ เมื่อก่อนกับตอนนี้ (เช่น คุณเมื่อปี 2018 และคุณในปี 2022) อวดภาพแรนด้อมในมือถือแบบห้ามโกง (เช่น ภาพสัตว์เลี้ยงของคุณ ภาพ Lock Screen บนมือถือ) และ Photo Dump การลงภาพรัว ๆ ประจำเดือน โดยที่ไฮไลท์ของปี 2565 นี้อยู่ที่เดือนตุลาคม

สำหรับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก Gen Z ยังเป็นเจเนอเรชั่นที่มีแนวโน้มติดตามครีเอเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและเรียนรู้วิธีคิดของพวกเขามากกว่าคนรุ่นอื่น ๆ ที่ 1.7% ในขณะที่ในประเทศไทย ยังพบว่าครีเอเตอร์จำนวนมากได้เริ่มแตะคอนเทนต์ที่เกี่ยวข้องกับความชอบของคน Gen Z และสร้างพื้นที่เพื่อสำรวจความสนใจใหม่ ๆ สำหรับพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นการมองหาแรงบันดาลใจด้านการทำอาหารจาก @food.barnbarn เคล็ดลับด้านแฟชั่นและความคิดสร้างสรรค์จาก @architasiri มองหาที่เที่ยวใหม่ ๆ ไปกับ @skygoesplaces หรือเตรียมตัวสวยไปกับอินฟลูสายบิวตี้อย่าง @soundtiss @wawow และ @eyetayungmaitaii

รายงาน Instagram Trend Report ฉบับแรกของไทย มาพร้อมกับข้อมูลอัดแน่นที่ชี้ให้เห็นถึงเทรนด์สำคัญในปี 2566 ซึ่งเหล่า Gen Z จะเข้ามามีบทบาทในการนำเทรนด์ยิ่งขึ้น

  • เสียงเพลงและการแสดงตัวตนยังคงยืนหนึ่ง เพลงไทยโดดเด่นไปได้ไกลยิ่งขึ้น: ปี 2565 มาพร้อมกับความสร้างสรรค์และความรักในเสียงเพลงอันน่าทึ่งของชาวไทย โดยเพลงที่นิยมใช้ประกอบคอนเทนต์ Reels ในประเทศมาจากศิลปินไทย ไม่ว่าจะเป็น “ฉลามชอบงับคุณ” โดย BONNADOL feat. IIVY B “เฮอร์ไมโอน้อง” โดย อูน TheChanisara และ “ซูลูปาก้า ตาปาเฮ้” โดย themoonwillalwaysbewithme ไปจนถึงเพลง “เเฟนผมน่ารัก” โดย Bow Maylada feat. Lipta และ “ทักครับ” โดย Lipta feat. GUYGEEGEE
  • เทรนด์ Dance Challenge ชวนคนมาเต้นยังไม่แผ่ว: ตั้งแต่เปิดตัว Reels เทรนด์ Dance Challenge หรือการลุกมาเต้นเป็นวิธีการแสดงตัวตนทาง Instagram ของคนไทยเสมอมา ด้วยท่าเต้นที่ฝึกตามได้ไม่ยากคู่เพลงไทยที่เราคุ้นหู โดยในปีนี้ คนไทยชอบเต้นไปกับท่าเต้น ชอบป่ะเนี่ย โดย @davikah ท่าเต้น คาปูชิโน่ ที่ @woodytalk มาร่วมกระแสออกสเต็ป ไปจนถึงท่าเต้นจาก Bow Maylada ที่เห็นทาง @gooddayofficial.ig และคาดว่าเทรนด์ชวนมาเต้นก็จะยังคงเป็นที่นิยมในปี 2566 เช่นกัน
  • น้อง ๆ Young Gen เช็คอินมหาลัยกันเพลิน: ฟีเจอร์ Location (สถานที่) บน Instagram ยังคงเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่เป็นที่นิยมที่สุดที่ผู้คนใช้เพื่อเชื่อมโยงระหว่างกันทาง Instagram โดยวัย Gen Z ชาวไทยไม่ได้แชร์เพียงแค่สถานที่ที่พวกเขาอาศัยอยู่อย่าง Bangkok, Chiang Mai หรือ Phuket เท่านั้น แต่ยังชอบแชร์โลเคชั่นสถานศึกษาของตัวเองด้วย โดยที่ Bangkok University (มหาวิทยาลัยกรุงเทพ) และ Kasetsart University (มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) ขึ้นมาเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ถูก Tag บ่อยที่สุดของไทยในปี 2565
  • อวาทาร์และเอฟเฟกต์ AR ช่วยแสดงตัวตนได้ไม่ซ้ำใคร: กว่า 65% ของคน Gen Z บอกว่าตื่นเต้นที่จะได้เห็นฟีเจอร์ VR บน Instagram มากยิ่งขึ้น อย่างที่เห็นได้จากการแสดงออกถึงความเป็นตัวตนในคอนเทนต์ของคน Gen Z ผ่านสติ๊กเกอร์อวาตาร์และฟิลเตอร์ AR โดยที่เอฟเฟกต์ AR อย่าง ‘blackmood 🖤’ และ ‘BLUESKY’ เป็นฟิลเตอร์ที่สร้างสรรค์โดยครีเอเตอร์ไทยที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปี 2565 ในขณะที่บรรดา Gen Z มักเลือกใช้สติ๊กเกอร์ ‘love adore’ (รักเลย) และ ‘headache’ (หัวจะปวด)

from:https://www.thumbsup.in.th/instagram-thailand-trends?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=instagram-thailand-trends

มีสติในการใช้โซเชียลมีเดีย

สังคมออนไลน์เป็นสิ่งที่น่าสนใจ โดยเฉพาะคนรอบตัวที่มีการพูดคุยเกี่ยวกับกระแสต่างๆ บนโซเชียลอยู่ตลอดเวลา จนกลายเป็นวิถีโดยทั่วไปแล้ว ในการแชร์เรื่องต่างๆ และแน่นอนว่าอาจจะเจอผลกระทบจากคอมเมนต์เชิงลบมากระทบไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน หรือเรื่องส่วนตัว

นักการตลาดที่ต้องทำงานบนโซเชียลมีเดีย ต้องรักษาความสมดุลระหว่างการทำงานและชีวิตในโลกออนไลน์ ต้องทำอย่างไร? 

นักการตลาดโซเชียลมีเดีย ต้องการความรู้มากมายเกี่ยวกับเทรนด์เพื่อให้ทำงานได้ดี ขณะเดียวกันก็ต้องมีขอบเขตว่าความรู้ต้องกว้างแค่ไหน เพราะเรื่องราวบนโซเชียลมีเดียนั้น มีให้เลือกใช้งานมากมายเต็มไปหมด อีกทั้งยังเป็นข้อมูลที่อัพเดตอยู่ตลอดเวลา ทางที่ดีนั้น ไม่ควรจดจ่อเวลาไปกับมันตลอดเวลา เพื่ออัพเดตเรื่องราวต่างๆ ทั้งหมดก่อนใคร อาจรอให้เรื่องราวต่างๆ พัฒนาไปสักระยะก่อน อย่าเอาเวลาและสติไปแลกกับการอัพเดตเรื่องราวมากมาย ที่บางครั้งก็ไม่น่าเชื่อถือ เพราะข้อมูลที่ดี คือข้อมูลที่ละเอียดและครบรอบด้านเสร็จสมบูรณ์แล้ว

หากคุณไม่อยากพลาดกระแสหรือสิ่งสำคัญบนโซเชียลมีเดีย ควรทำการจำกัดเวลาในแต่ละวัน มากกว่าการดีท็อกซ์ไปเลย เพราะจะรักษาความสมดุลในใจให้คุณรับมือกับเรื่องราวอย่างมีสติและยั่งยืนมากกว่า

from:https://www.thumbsup.in.th/social-media-use?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=social-media-use

ซีอีโอ FTX เตรียมยอมให้ศาลบาฮามัสส่งตัวกลับสหรัฐฯ แต่โดยดี

แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับวงใน เผยกับสำนักข่าว CNBC ว่า ผู้ก่อตั้ง และอดีตซีอีโอ FTX นาย Sam Bankman-Fried จะไม่ร้องคัดค้านการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนกลับไปยังสหรัฐฯ อีก หลังผ่านไปไม่กี่วันที่เขาถูกขังในบาฮามาสรอขึ้นศาล

อดีตเศรษฐีคริปโตพันล้านรายนี้ขึ้นศาลเมื่อวันจันทร์ เพื่อขอสละสิทธิ์การคัดค้านการส่งผู้ร้ายข้ามแดนต่อศาลบาฮามาสอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะเป็นการลัดขั้นตอนที่เปิดทางให้ทางการบาฮามัสส่งตัวเขากลับประเทศตัวเองที่มีคดีรอเป็นหางว่าวอยู่เร็วขึ้น

สนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างบาฮามาสกับสหรัฐฯ มีมาตั้งแต่ปี 1991 แล้ว แต่ในทางปฏิบัติอาจใช้เวลานานตั้งแต่หกเดือนจนถึงเป็นปี เนื่องจากจำเลยมีสิทธิ์มีช่องทางในการคัดค้านมากมาย ซึ่งทีมกฎหมายก็ยอมรับว่าคิดจะสู้ด้วยตอนแรก

การเปลี่ยนใจยอมโดนส่งครั้งนี่จึงช่วยลดเวลาของกระบวนการลงไปได้มาก จริงๆ แล้วจำเลยรายนี้ที่อายุ 30 ปี จบจาก MIT มีกำหนดขึ้นศาลเดิมในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า ทั้งนี้ตัวแทนของทีมทนายจาก Bankman-Fried ยังคงปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเพิ่มเติม

อ่านเพิ่มเติมที่นี่ – CNBC

from:https://www.enterpriseitpro.net/sam-bankman-fried-will-now-surrender-himself-for-extradition/