คลังเก็บป้ายกำกับ: Cloud_services

ตลาด SaaS มีแนวโน้มจะแข่งขันดุเดือดมากขึ้นทุกปี

อัตราการเติบโต Dynamics 365 ของ Microsoft กำลังถูกเบียดพื้นที่ส่วนแบ่งตลาดจากผู้เล่นรายใหญ่อย่าง Oracle, SAP, Workday และ Salesforce ซึ่งได้รับรายรับโตขึ้นตามลำดับอย่างน่าพอใจ
 

Image Credit : salesforce.com
สรุปข้อมูลรายรับหมวด SaaS รายไตรมาสสิ้นสุดเมื่อวันที่ 30 พ.ย. 2022
  • Oracle มีรายได้เติบโต 40% คิดเป็นรายรับรายประจำไตรมาสที่ 2,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
  • SAP มีรายได้เติบโต 30% คิดเป็นรายรับรายประจำไตรมาสที่ 2,330 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
  • Workday มีรายได้เติบโต 22.3% คิดเป็นรายรับรายประจำไตรมาสที่ 1,430 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ข้อมูลอัปเดตสิ้นสุดเมื่อวันที่ 31 ต.ค. 2022)
  • Salesforce มีรายได้เติบโต 15% คิดเป็นรายรับรายประจำไตรมาสที่ 5,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ข้อมูลยังไม่ชัดเจน เป็นแค่การคาดการณ์)
  • Microsoft ไม่เปิดเผยรายรับรายไตรมาสสำหรับ Dynamics 365 แม้ถูกคาดการณ์ว่าจะเติบโตขึ้น 21% แต่เมื่อเทียบรายรับรายไตรมาสในปีก่อนหน้า Microsoft มีอัตราการเติบโตสูงถึง 45% นั่นหมายความว่า ณ ปีปัจจุบันตัวเลขการเติบโตมีตัวเลขที่ดิ่งลงมากกว่าครึ่งๆ
SaaS ตลาดซอฟต์แวร์ที่มีการแข่งขันช่วงชิงพื้นที่ส่วนแบ่งการตลาดกันอย่างดุเดือดมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งสามารถช่วยพลิกชีวิตให้กับกลุ่มธุรกิจต่างๆ สามารถปรับตัวก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล ทั้ง Microsoft, Oracle, SAP, Workday และ Salesforce ล้วนแต่เผยกลยุทธ์เชิงรุกออกมาเพื่อนำเสนอให้กับผู้บริโภค และสำหรับปี 2023 คาดว่าบริษัทด้าน SaaS จะเน้นด้านประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ของตนเองมากขึ้นเพื่อการนำเสนอบริการที่แตกต่างและช่วยนำพาองค์กรต่างๆ ไปสู่ Digital Transformation ได้อย่างยั่งยืน
 

ที่มา : https://accelerationeconomy.com/cloud-wars/cloud-wars-minute/apps-wars-oracle-sap-outgrow-microsoft-dynamics-365/

from:https://www.techtalkthai.com/the-saas-market-tends-to-become-more-competitive-every-year/

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จับมือ อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส ยกระดับการศึกษาไทยด้วยเทคโนโลยีคลาวด์ [Guest Post]

กรุงเทพฯ 1 กุมภาพันธ์ 2566 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU) กับ Amazon Web Services (AWS) ซึ่งเป็นบริการคลาวด์ที่ครอบคลุมและได้รับการยอมรับมากที่สุดในโลก เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากรด้านเทคโนโลยีคลาวด์ของกระทรวงฯ เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลของประเทศไทย

ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่าพันธกิจของ อว. คือการพัฒนากำลังคน สร้างความรู้ และสร้างสรรค์นวัตกรรม เพื่อให้ความรู้และหล่อหลอมผู้นำในอนาคต อว. ได้สร้างระบบนิเวศเพื่อเตรียมคนไทยให้พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงนี้สอดคล้องกับนโยบาย Thailand 4.0 ในด้านดิจิทัล ซึ่งกำหนดให้ภาครัฐและรัฐวิสาหกิจสร้างรากฐานดิจิทัลเพื่อให้บริการประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ และแก้ปัญหาต่าง ๆ ในสังคม

ซึ่งภายใต้บันทึกความเข้าใจนี้ AWS จะให้การสนับสนุน อว. โดยทำการทดลองเพื่อทดสอบความเป็นไปได้และการย้ายปริมาณงานมายังระบบคลาวด์ รวมถึงใช้การฝึกอบรมของ AWS เพื่อเพิ่มทักษะด้านระบบคลาวด์ให้กับบุคลากรในสถาบันการศึกษากว่า 200 แห่ง และหน่วยงานวิจัยในสังกัด อว. อีก 20 แห่งทั่วประเทศภายในต้นปี 2569

การเปลี่ยนแปลงของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของภาคอุดมศึกษาของประเทศไทย เพื่อส่งเสริมให้นักวิจัยและนักศึกษาใช้ความสามารถและความคิดสร้างสรรค์ในการขับเคลื่อนประเทศสู่การเป็น Smart Nation ได้อย่างเต็มที่ ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า “AWS ในฐานะผู้ให้บริการระบบคลาวด์ที่เราเลือกใช้ จะนำเทคโนโลยีระบบคลาวด์เข้ามาเป็นแรงผลักดันในการพัฒนาการศึกษาและการวิจัย สร้างแนวคิดและนวัตกรรมใหม่ ๆ รวมถึงส่งเสริมความเสมอภาคทางการศึกษาและก้าวสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต

เทคโนโลยีคลาวด์จะมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ อว. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถประหยัดต้นทุนและมีความคล่องตัวในการบริหารงานมากขึ้น ตลอดจนพัฒนาความก้าวหน้าในการดำเนินงาน และการใช้โครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีประสิทธิภาพและคุ้มค่า นอกจากนี้ยังช่วยอำนวยความสะดวกในการเปลี่ยนสถาบันอุดมศึกษาไทยให้เป็นมหาวิทยาลัยอัจฉริยะด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น การวิเคราะห์ข้อมูล การประมวลผลประสิทธิภาพสูง ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และแมชชีนเลิร์นนิง (ML)

มีสถาบันอุดมศึกษาของไทยที่ได้ใช้ประโยชน์จากคลาวด์ในการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลแล้ว ตัวอย่างเช่น สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ที่มีความจำเป็นต้องลดช่องว่างและสร้างทักษะด้านคลาวด์ให้กับนักศึกษาและบุคลากร เพื่อให้ประเทศไทยมีบุคลากรที่มีความพร้อมในด้านดิจิทัล โดย สจล. ได้ร่วมมือกับ AWS เพื่อนำเนื้อหาระบบคลาวด์ของ AWS Educate และ AWS Academy มาใช้ในหลักสูตรของมหาวิทยาลัย ทำให้นักศึกษาที่ผ่านการอบรมได้รับใบรับรองที่เป็นที่ยอมรับในอุตสาหกรรมคลาวด์ทั่วโลก และเข้าสู่ตลาดงานในด้านที่เป็นที่ต้องการสูงได้อย่างง่ายดาย

อีกตัวอย่างหนึ่ง คือมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) ที่ย้ายปริมาณงานทั้งหมดมาอยู่บนระบบคลาวด์ของ AWS เพื่อบรรลุวิสัยทัศน์ในการเป็นมหาวิทยาลัยดิจิทัลและขับเคลื่อนการเรียนรู้ไปทั่วโลก ก่อนหน้านี้โครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีที่ตั้งอยู่ภายในองค์กรของ มสธ. ไม่สามารถรองรับผู้ใช้งานที่มีมากกว่า 7,000 คนที่เข้ามาใช้งานพร้อมกันได้ ซึ่งจํากัดความสามารถของมหาวิทยาลัยในการปรับขนาด จัดหลักสูตรและการสอบออนไลน์ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเมื่อย้ายมายังระบบคลาวด์ทำให้มหาวิทยาลัยสามารถรองรับการเรียนออนไลน์และการสอบออนไลน์ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ในช่วงที่มีสถานการณ์โรคระบาด ไม่เพียงเท่านั้น มหาวิทยาลัยยังได้วางรากฐานที่เหมาะสมในการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง และแนะนำซอฟต์แวร์เพื่อการเรียนรู้และแอปพลิเคชันใหม่ ๆ ให้แก่ผู้เรียน 200,000 คนใน 64 ประเทศทั่วโลกในช่วงสองปีที่ผ่านมา

“AWS รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้สนับสนุน อว. ในการเดินทางสู่การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล ด้วยบริการนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่คุ้มค่าและปลอดภัย รวมถึงการยกระดับบุคลากรให้มีทักษะด้านดิจิทัล เพื่อพัฒนานวัตกรรมด้านการศึกษาและการวิจัยในประเทศไทย จูเลี่ยน เลา ผู้จัดการฝ่ายขาย กลุ่มลูกค้าภาครัฐ ภาคพื้นเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ของ AWS กล่าวว่า อว. มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการใช้ประโยชน์จากคลาวด์และทำให้ทุกห้องเรียน สำนักงาน และหน่วยงานต่าง ๆ สามารถใช้ประโยชน์ของคลาวด์ได้ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย

from:https://www.techtalkthai.com/ministry-of-higher-education-science-research-and-innovation-joins-forces-with-amazon-web-services-to-elevate-thai-education-with-cloud-technology/

ServiceNow รายงานทิศทางการเติบโต “ความต้องการในการปฏิรูประบบดิจิทัลยังคงดำเนินต่อไป”

องค์กรต่างๆ ยังให้ความสำคัญกับเครื่องมือที่สำคัญ เพื่อการดำเนินงานด้านไอทีแบบหลอมรวมเข้าด้วยกันและศักยภาพในการจัดการด้านบริการแบบยั่งยืน

Image Credit : servicenow.com
ServiceNow รายงานผลประกอบการประจำไตรมาสที่สี่และทั้งปีงบประมาณ 2022 (เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2023)
  • ไตรมาสที่สี่ 2022 รายรับของ ServiceNow อยู่ที่ 1,900 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 20% เมื่อเทียบเป็นรายปี
  • ภาพรวมทั้งปี 2022 รายรับอยู่ที่ 7,200 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 23% จากปีงบประมาณ 2564
ServiceNow เป็นผู้จำหน่ายแพลตฟอร์มการจัดการบริการด้านไอที หรือ IT Service Management (ITSM) โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ServiceNow ได้มุ่งเน้นไปที่การขยายพอร์ตฟอลิโอเพื่อให้เข้าถึงการจัดการการดำเนินงานด้านไอที – IT Operations Management (ITOM) เพื่อนำเสนอและยกระดับด้านการ development, observability และ workplace management
 
ปีที่ผ่านมา :
  • เดือนกันยายน 2022 – มีการอัปเดตแพลตฟอร์ม Now ซึ่งเป็นข้อเสนอหลักของ ServiceNow เพื่อนำเสนอความสามารถด้านสินทรัพย์ขององค์กร ซัพพลายเออร์ และการจัดการสิ่งแวดล้อมใหม่
  • พฤศจิกายน 2022 – ServiceNow ได้ประกาศชุดความสามารถใหม่ ซึ่งรวมถึงการวางแผนสถานการณ์ในที่ทำงานและคำแนะนำการบริการอัตโนมัติสำหรับการดำเนินงานด้านไอที
ในปี 2023 :
  • ความพยายามในการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลจะยังคงดำเนินต่อไป สำหรับในปี 2023 ซึ่งคาดว่าองค์กรต่างๆ จะเพิ่มงบประมาณงบด้านไอทีเพื่อเป้าหมายสู่ความยั่งยืน
  • ความต้องการแผนระยะยาวอาจจะยังไม่ใช่ตัวเลือกในปี 2023
  • ความต้องการผสมผสาน ความเร็ว ระบบอัตโนมัติ ประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยม และผลกระทบทางธุรกิจ ยังคงเป็นเป้าหมายที่องค์กรต่างๆ มุ่งเน้น
  • ความต้องการปฏิรูประบบดิจิทัลในธุรกิจต่างๆ แลกมาด้วยการเพิ่มค่าใช้จ่าย แล้วการลงทุนทั้งหมดเหล่านี้จะไปอยู่ที่ไหน ซึ่งตัวแปรคือการจัดลำดับความสำคัญใหม่ทั้งหมด
  • ServiceNow กำลังมองเห็นการเติบโตที่เหนือกว่า ITSM สำหรับการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านความสามารถในการสังเกตการณ์
  • ในปี 2021 ServiceNow เข้าซื้อกิจการ Lightstep และได้ขยายขีดความสามารถของเทคโนโลยีความสามารถในการสังเกตการณ์อย่างต่อเนื่องในปี 2023 นี่คือสิ่งเน้นย้ำรูปธรรมที่จับต้องได้ของการต่อยอดการเติบโตที่เหนือกว่า ITSM สำหรับการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล
  • ในเดือน ตุลาคม 2021 ServiceNow เข้าซื้อกิจการ Era Software ผู้จำหน่ายซอฟต์แวร์การจัดการบันทึก เพื่อขยายขีดความสามารถใหม่ๆ ให้กับพอร์ตฟอลิโอ
ServiceNow สนับสนุนการแปลงข้อมูลดิจิทัลในการดำเนินการด้านไอทีอย่างไร
 
Bill McDermott ซีอีโอของ ServiceNow กล่าวว่า
 
“ด้วยงบประมาณด้านไอทีที่อาจจะเข้มงวดขึ้นเล็กน้อยในปี 2566 เขายังคงมองโลกในแง่ดีว่าในขณะที่องค์กรต่างๆ ให้ความสำคัญกับสิ่งที่พวกเขาต้องการ พวกเขาจะมองหาเทคโนโลยีที่สนับสนุนการปรับปรุงผลลัพธ์ทางธุรกิจโดยตรง จากการออกแบบ ขณะนี้ ServiceNow อยู่ในตำแหน่ง ‘control tower’ เพื่อช่วยให้องค์กรต่างๆ จัดการและทำให้เป็นอัตโนมัติในสถาปัตยกรรมใดๆ รวมถึง public, hybrid และ multicloud”
 

from:https://www.techtalkthai.com/servicenow-reports-growth-trends/

IBM เผยรายได้ประจำปีเติบโตขึ้นสูงสุดในรอบทศวรรษ

รายรับทั้งปี 2022 ของ IBM เพิ่มขึ้น 5.5% เป็น 60,530 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ตัวแปรที่สำคัญมาจากการเปลี่ยนไปใช้กลยุทธ์ที่เรียกว่า “hybrid cloud” ซึ่งสามารถช่วยเหลือลูกค้าในการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลของตนเองและการปรับใช้ทรัพยากรคอมพิวเตอร์ในรูปแบบเช่า

James Kavanaugh ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของ IBM บอกกับรอยเตอร์ว่า “บริษัทฯ กำลังมองเห็นธุรกิจที่ปรึกษาเติบโตในแง่ของการใช้จ่ายบนระบบคลาวด์”

  • ตัวเลขรายรับจากธุรกิจ “hybrid cloud” ของ IBM เพิ่มขึ้น 2% เป็น 6,300 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
  • ตัวเลขการเติบโตของรายได้รวมทรงตัวอยู่ที่ 16,690 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เมื่อสิ้นสุดไตรมาสวันที่ 31 ธันวาคม 2022 เมื่อเทียบกับตัวเลขที่นักวิเคราะห์ได้คาดการณ์ไว้ที่ 16,400 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ตามข้อมูลของ Refinitiv
  • ตัวเลขการจองอัตราแลกเปลี่ยนมากกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในช่วงไตรมาสที่สี่ 2022
  • ตัวเลขรายได้มากกว่าครึ่งหนึ่งของ IBM มาจากนอกสหรัฐฯ
การลงนามในข้อตกลงกับพันธมิตรด้านไฮเปอร์สเกลเลอร์ AWS ของ Amazon และ Azure ของ Microsoft เป็นอีกหนึ่งตัวแปรที่สำคัญของรายได้ที่เติบโตขึ้นของ IBM
 

from:https://www.techtalkthai.com/ibm-reports-2022-revenue-growth-highest-in-a-decade/

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เปิดตัวดิจิทัลเซอร์วิส บริการเชิงรุก วิเคราะห์ คาดการณ์ ลดดาวน์ไทม์ เน้นประสิทธิภาพและความยั่งยืน [Guest Post]

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผู้นำระดับโลกด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันด้านการบริหารจัดการพลังงานและระบบออโตเมชัน เปิดตัวดิจิทัลเซอร์วิส ด้วยขุมพลังจาก IoT ร่วมกับ AI อัจฉริยะ ให้ประสิทธิภาพการดำเนินการที่เหนือชั้นยิ่งขึ้น  ทั้งการวิเคราะห์ประสิทธิภาพการทำงานของระบบไฟฟ้าทั้งระบบ คาดการณ์แนวโน้มการเสื่อมสมรรถภาพของอุปกรณ์ พร้อมแจ้งเตือนความล้มเหลวของอุปกรณ์ล่วงหน้า ช่วยลดดาวน์ไทม์ ยืดอายุของอุปกรณ์ไฟฟ้า และแนะนำแผนการบำรุงรักษาได้อย่างเหมาะสม ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

ในยุคที่เทคโนโลยีเติบโตอย่างก้าวกระโดดดิจิทัลถูกนำมาใช้ในการทรานส์ฟอร์มและยกระดับธุรกิจในอุตสาหกรรมต่างๆ ตั้งแต่ค้าปลีกไปจนถึงภาคอุตสาหกรรม ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ในฐานะผู้นำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน ด้านการจัดการพลังงานและระบบออโตเมชัน ได้คิดค้นนวัตกรรมในการทรานส์ฟอร์มธุรกิจสู่ดิจิทัลในทุกแง่มุมและทุกกลุ่มอุตสาหกรรมอย่างไม่เคยหยุดนิ่ง ดิจิทัลเหมือนเป็นโลกใหม่ที่ช่วยปฏิวัติโลกเก่าให้ดียิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความยั่งยืน อีกทั้งการควบคุมด้วยดิจิทัลยังช่วยทำให้มองเห็นสถาปัตยกรรมระบบต่างๆ ทั้งในภาพรวม ผ่านซอฟต์แวร์ ช่วยลดความยุ่งยาก และลดเวลาในการทำงานซ้ำซ้อน เพื่อเอาเวลาที่มีค่าไปโฟกัสเรื่องที่สำคัญกว่าแทน

นายวราชัย จตุรสถาพร รองประธาน ธุรกิจ Field Services ดูแลประเทศไทย ลาว และเมียนมา เผยว่า

“การทรานส์ฟอร์มสู่ดิจิทัล ไม่จำเป็นต้องทำทีเดียว สามารถทำเท่าที่จำเป็นเพื่อที่ธุรกิจจะสามารถวัด ROI ได้ (Return on Investment) ด้วยเทคโนโลยี EcoStruxure ที่เป็นทั้งสถาปัตยกรรมและแพลตฟอร์ม ระบบเปิด ด้วยความสามารถทางด้าน IoT และ AI จึงทำให้บริการดิจิทัลเซอร์วิสของเรามีความครอบคลุมที่สุด สะท้อนถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่อง ในการเป็นผู้นำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน ช่วยสร้างความยืดหยุ่น และแก้ไขปัญหาของลูกค้า รวมถึงธุรกิจลูกค้าในอนาคตได้ นอกเหนือจากบริการภาคสนามแบบปกติ และทางชไนเดอร์ยังมีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลในเรื่องของการวิเคราะห์ ที่จะช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบไฟฟ้าของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น รวมไปถึงเรื่องของความปลอดภัยทั้งในส่วนของสินทรัพย์ต่างๆ และบุคคล ช่วยปรับเปลี่ยนจากการบำรุงรักษาตามเวลาที่กำหนด หรือแบบไทม์เบส ซึ่งต้องชัตดาวน์ระบบทั้งหมด ซึ่งส่งผลกระทบต่อธุรกิจ มาเป็นคอนดิชั่นเบส ทำให้เกิดการลดต้นทุนด้านการซ่อมบำรุง และต้นทุนการสูญเสียในการหยุดสายการผลิตต่างๆ พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพด้านการดำเนินงาน รวมถึงสร้างความยั่งยืนได้อีกด้วย”

ดิจิทัลเซอร์วิสของชไนเดอร์ อิเล็คทริค เป็นมิติใหม่แห่งการบริการด้านการบำรุงรักษาระบบไฟฟ้า ไม่ใช่เพียงแค่บริการภาคสนามเพียงอย่างเดียว ยังมีการผนวกบริการดิจิทัล ด้วย EcoStruxure ที่ให้ศักยภาพด้าน IOT และใช้ AI มาช่วยในการวิเคราะห์ มีการบริการที่โดดเด่นได้แก่

EcoStruxure Service Plans มิติใหม่แห่งการบำรุงรักษาระบบไฟฟ้าด้วยบริการดิจิทัลตลอดอายุสัญญา ที่ให้บริการครอบคลุมถึงระบบ IoT ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค พร้อมทั้งจัดหาอุปกรณ์ และปรับปรุงอุปกรณ์ที่ลูกค้ามีอยู่ โดยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยในการทรานส์ฟอร์มระบบไฟฟ้ารูปแบบใหม่ด้วยซอฟต์แวร์ ระบบวิเคราะห์ และอุปกรณ์เชื่อมต่อกับดิจิทัล ช่วยลดความเสี่ยงจากกระแสไฟฟ้าขัดข้อง ลดกิจกรรมด้านการบํารุงรักษา ลดค่าใช้จ่ายในการดําเนินการเอง ลดเวลาขัดข้องที่ไม่ได้วางแผนไว้ตลอดจนยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์และสินทรัพย์

EcoStruxure Asset Advisor ช่วยเสนอแนวทางในการจ่ายไฟฟ้าและการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้า ประเมินผลข้อมูลแบบเรียลไทม์จากอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เชื่อมต่อ ใช้การวิเคราะห์ขั้นสูงเพื่อระบุภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น ให้ความสามารถในการคาดการณ์และแก้ไขปัญหาก่อนที่ปัญหาจะเกิดขึ้น ลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัย หลีกเลี่ยงการหยุดทำงานโดยไม่ได้วางแผน ความสูญเสียจากการปฏิบัติงาน และการบำรุงรักษาที่มีราคาแพง ซึ่งลูกค้าหรือผู้ใช้งานสามารถดำเนินการด้วยตนเองอีกทั้งยังสามารถใช้บริการ Service Bureau ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญจาก ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ที่คอยดูแลและให้บริการตลอด 24×7

โดยบริการดิจิทัลของชไนเดอร์ อิเล็คทริค มี 2 แพคเกจหลัก ได้แก่

Preventive Services เป็นการบริการเชิงป้องกัน ดูเทรนด์ของระบบ สามารถตรวจสอบได้ ช่วยให้มองเห็นภาพรวมและสถานะของอุปกรณ์ผ่านเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันได้ตลอด 24 ชั่วโมง ในแบบเรียลไทม์ พร้อมการแจ้งเตือนอัจฉริยะเมื่อเกิดเหตุการณ์ผิดปกติ นอกจากนี้ตลอดแพ็คเกจการใช้งานจะมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในระบบตลอด 24 ชม. พร้อมกับการรายงานให้แบบรายเดือน

Predictive Services เป็นการบริการเชิงคาดการณ์ ได้รับบริการพื้นฐานเหมือนกับ Preventive Services แต่จะมีความแตกต่าง อาทิ เช่น การรายงานข้อมูล ‘เชิงลึก’ แบบกำหนดเองได้ มีทีมงานช่วยดูแลและให้คำปรึกษาพร้อมการแจ้งเตือน ‘โดยตรง’ ตลอด 24 ชั่วโมง และการคาดการแนวโน้มการซ่อมบำรุงในส่วนต่างๆ ทำให้ลดการเกิดดาวน์ไทม์ หรือเหตุขัดข้องโดยไม่ได้เตรียมการล่วงหน้าได้ โดยผู้ใช้งานจะได้รับการแจ้งเตือนล่วงหน้า ทำให้สามารถรับมือกับปัญหาได้ทันท่วงที หรือก่อนที่จะเกิดเหตุ พร้อมทั้งช่วยให้สามารถรู้ และแจ้งเตือน ช่วงเวลาในการซ่อมบำรุงของอุปกรณ์ต่างๆ ได้เมื่อถึงเวลา หรือใกล้เสื่อมประสิทธิภาพ และเมื่อใกล้หมดอายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์

“การเปลี่ยนระบบไฟฟ้าให้เป็นดิจิทัล เป็นการแก้ปัญหาความท้าทายของระบบไฟฟ้าในอดีต ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ โดยเฉพาะการดาวน์ไทม์ที่เกิดขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัว เนื่องจากการเสื่อมของอุปกรณ์ที่มีอยู่ หรือจากปัจจัยสภาวะแวดล้อมต่างๆ เมื่อเปลี่ยนเป็นดิจิทัลแล้ว ทำให้สามารถเข้าถึงและมองเห็นภาพรวมทั้งหมดของระบบไฟฟ้า รวมถึงประสิทธิภาพ ในแบบเรียลไทม์ และย้อนหลังได้ ทำให้สามารถวิเคราะห์ คาดการณ์แนวโน้มของระบบได้อย่างมั่นใจ” นายวราชัย กล่าวทิ้งท้าย

from:https://www.techtalkthai.com/schneider-electric-launches-digital-services/

AWS เปิดโซนให้บริการใน Melbourne หลังจากรอคอยกันมานาน

AWS ได้ประกาศแผนการสำหรับเมลเบิร์นเป็นครั้งแรกในปี 2020 โดยคาดว่าจะเริ่มใช้งานในช่วงครึ่งหลังของปี 2022 และจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานแห่งที่สองในระดับภูมิภาค AWS Asia Pacific (Melbourne) ในออสเตรเลียที่รอคอยกันมาอย่างยาวนาน ซึ่งแห่งแรกเปิดตัวในซิดนีย์เมื่อปี 2012

AWS กล่าวว่า มีแผนจะลงทุนประมาณ 6,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในเมลเบิร์นภายในปี 2037 ซึ่งนำไปสู่ตำแหน่งงานประจำ 2,500 ตำแหน่งต่อปี
 
ภูมิภาคนี้ประกอบด้วยโซนความพร้อมใช้งานสามแห่ง โครงสร้างพื้นฐานในตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกันซึ่งอยู่ห่างจากกันมากพอที่จะทำให้ธุรกิจมีความต่อเนื่องได้ในขณะที่ให้เวลาแฝงต่ำแก่ลูกค้าที่ใช้หลายโซน สำหรับบริการจากภูมิภาคเมลเบิร์นประกอบด้วย
  • compute, storage
  • networking
  • business applications
  • developer tools
  • data analytics
  • security
  • machine learning
  • artificial intelligence (AI)
นอกจากนี้ เมื่อต้นเดือนมกราคม 2023 AWS ได้ประกาศเพิ่มเติมกับสิ่งที่เรียกว่าตำแหน่งโซนท้องถิ่น (Local Zones) ในเมืองเพิร์ท ประเทศออสเตรเลีย เพื่อส่งมอบการประมวลผล พื้นที่จัดเก็บ ฐานข้อมูล และบริการ AWS อื่นๆ ที่เลือกได้จากที่ตั้งทางกายภาพเดียว
 
“โซนที่พร้อมให้บริการแล้วในแต่ละแห่งจะมีพลังงาน การระบายความร้อน และการรักษาความปลอดภัยทางกายภาพที่แยกจากกัน และเชื่อมต่อผ่านเครือข่ายสำรองที่มีความหน่วงแฝงต่ำเป็นพิเศษ” AWS กล่าวในแถลงการณ์

from:https://www.techtalkthai.com/aws-launches-service-zone-in-melbourne/

รวมทริกทุกบริการที่หลากหลายบน Google Cloud Platform !

ความน่าสนใจยังไม่หมดกับ Cloud the Series by Tangerine ที่ถ่ายถอดความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับ Cloud Solotion แน่นอนว่าครั้งนี้ Tangerine จะพาคุณลงลึกเนื้อหาที่เข้มข้นยิ่งขึ้นด้วยบริการที่หลากหลาย รวมไปถึงขั้นตอนการจัดการระบบต่าง ๆ บน Google Cloud Platform ที่จะช่วยให้ธุรกิจองค์กรของคุณรื่นไหล ปลอดภัย และทันโลกอนาคตอย่างแน่นอน

ห้ามพลาด!! Cloud the Series by Tangerine คลังวีดีโอความรู้จากเชี่ยวชาญด้าน Cloud Solution ที่มีประสบการณ์มานานกว่า 14 ปี ผ่านทาง YouTube ช่อง Tangerine Co., Ltd.

บริการ Cloud ที่หลากหลายพร้อมรองรับให้ธุรกิจคุณเติบโต

EP. 5 ทำความรู้จักบริการหลากหลายรูปแบบของ GCP ที่มีให้เลือกใช้แบบครอบคลุมทุกความต้องการของธุรกิจองค์กรของคุณ และมี Managed Service ที่เข้ามาช่วยให้จัดการ Server ได้ง่าย ๆ ยิ่งขึ้นผ่านทางหน้า GCP Console

ขั้นตอนง่าย ๆ ในการจัดการ Google Cloud Platform

ต่อกันด้วย EP. 6 ที่พาคุณลงรายละเอียดถึงวิธีการเข้าไปบริหารจัดการ Service ต่าง ๆ ที่รับรองได้ว่ามือใหม่ก็สามารถใช้งาน GCP ได้อย่างแน่นอน

ติดตาม Cloud the Series ผ่านทาง YouTube ช่อง Tangerine Co., Ltd.
หรือต้องการคำปรึกษาเพิ่มเติมติดต่อได้ที่ marketing@tangerine.co.th หรือโทร 02 285 5511
ท่านจะได้รับคำตอบจากผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน

from:https://www.techtalkthai.com/useful-tips-for-google-cloud-platform-by-tangerine/

AWS เปิดให้บริการ AWS Local Zone ในกรุงเทพฯ [Guest Post]

AWS Local Zone บริการใหม่ที่จะช่วยให้ลูกค้า AWS สามารถใช้งาน Distributed Edge และระบบคลาวด์ในรูปแบบไฮบริดที่ตอบสนอง latency เพียงหลักหน่วยของมิลลิวินาที เพื่อผู้ใช้บริการต่างๆ ในกรุงเทพฯ

eCloudvalley, National Telecom และ Nice Apparel เป็นหนึ่งในลูกค้าและคู่ค้าของ AWS ที่ให้การตอบรับอย่างดีต่อการเปิดให้บริการ AWS Local Zone ในกรุงเทพฯ

กรุงเทพฯ—19 มกราคม 2566—Amazon Web Services, Inc. (AWS) บริษัทในเครือ Amazon.com, Inc. ประกาศเปิดตัวการให้บริการ AWS Local Zone ในกรุงเทพฯ, ประเทศไทย AWS Local Zones คือประเภทของการบริการด้านโครงสร้างพื้นฐานที่นำการประมวลผล, จัดเก็บข้อมูล, ระบบฐานข้อมูล และบริการอื่น ๆ ของ AWS ที่ประมวลผลบนคลาวด์ มาให้บริการใกล้กับต้นทางข้อมูลมากยิ่งขึ้น เพื่อให้บริการครอบคลุมทั้งภาคส่วนประชากร ภาคอุตสาหกรรม และ ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศขนาดใหญ่ต่าง ๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้ลูกค้าสามารถใช้งาน Application ที่ต้องการ latency ในระดับความเร็วเป็นหนักหน่วยของมิลลิวินาทีร่วมกับผู้ใช้งานใน On-premise datacenter ได้ ลูกค้าสามารถเข้าทำการใช้งาน (workloads) ประเภทต่าง ๆ ที่ต้องการ latency ที่ต่ำบน AWS Local Zones ในขณะที่ยังเชื่อมต่อกับ workloads อีกส่วนที่ใช้งานอยู่ใน AWS Regions ได้อย่างราบรื่น ปัจจุบัน AWS มีให้บริการ AWS Local Zones อยู่ 29 แห่งทั่วโลกรวมถึงกรุงเทพฯ และยังได้ประกาศแผนที่จะเปิดตัวการให้บริการอีก 23 แห่งทั่วโลก หากต้องการเริ่มต้นใช้งาน AWS Local Zones โปรดเข้าไปยังลิงค์นี้ aws.amazon.com/about-aws/global-infrastructure/localzones/locations

สำหรับ Application ซึ่งต้องการ latency ที่ต่ำ ๆ เพียงหลักหน่วยของมิลลิวินาทีนั้น การวางที่ตั้งของโครงสร้างพื้นฐานระบบคลาวด์นั้นมีความสำคัญมาก ปริมาณงานของลูกค้าส่วนใหญ่อยู่บน AWS Region ซึ่งเป็นที่ตั้งของกลุ่มก้อนของศูนย์ข้อมูลของ AWS เพื่อให้บริการลูกค้า อย่างไรก็ตาม เมื่อ Region ไม่อยู่ใกล้เพียงพอที่จะตอบสนองความต้องการ latency ที่ต่ำหรือเรื่องถิ่นที่อยู่ของข้อมูล (data residency) ลูกค้าจึงต้องการโครงสร้างพื้นฐานของ AWS ที่ใกล้กับแหล่งข้อมูลหรือผู้ใช้ปลายทางของตนมากขึ้น องค์กรต่าง ๆ ยังคงจำเป็นต้องดูแล workloads บน on-premise ซึ่งคำนึงถึงที่ตั้ง หรือการบริหารจัดการศูนย์ข้อมูล ทั้งนี้เป็นไปตามการจัดหา ดำเนินการ และบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีของตนเอง และใช้กลุ่มชุด API และเครื่องมือต่าง ๆ ที่แตกต่างสำหรับศูนย์ข้อมูลแบบ on-premises และ AWS

การเปิดตัว AWS Local Zone ในกรุงเทพฯ ช่วยให้ลูกค้าสามารถปรับใช้แอปพลิเคชัน (Application) ที่อยู่ใกล้กับผู้ใช้ปลายทางในพื้นที่เมืองขนาดใหญ่ได้อย่างง่ายดาย การมี AWS Local Zones ใกล้กับพื้นที่เมืองใหญ่ที่มีจำนวนประชากรหนาแน่น ช่วยให้ลูกค้าตอบสนองความต้องการ latency ต่ำๆ ซึ่งจำเป็นสำหรับการใช้งานในกรณีต่าง ๆ เช่น การเล่นเกมออนไลน์ การสตรีมสด และ AR/VR นอกจากนี้ยังสามารถช่วยลูกค้าในกลุ่มธุรกิจภาคส่วนที่มีการควบคุม อย่างเช่น กลุ่มการดูแลสุขภาพ (healthcare) กลุ่มบริการทางการเงิน และภาครัฐ ที่อาจมีข้อกำหนดในการเก็บข้อมูลภายในขอบเขตพื้นที่ที่กำหนด AWS จัดการและดูแล AWS Local Zones ซึ่งหมายความว่าลูกค้าไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายและลำบากในการจัดหา ดำเนินการ และบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐานในเมืองต่าง ๆ เพื่อรองรับแอปพลิเคชันที่ต้องการ latency ต่ำมาก ๆ AWS Local Zones ยังสามารถช่วยองค์กรในการโยกย้ายปริมาณงานมายัง AWS ซึ่งสนับสนุนกลยุทธ์การย้ายข้อมูลเพื่อเป็นระบบคลาวด์แบบไฮบริด และทําให้การดําเนินงานด้านไอทีง่ายขึ้น ลูกค้าสามารถเชื่อมต่อกับ AWS Local Zones ผ่านการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตหรือใช้ AWS Direct Connect เพื่อการเชื่อมต่อเครือข่ายส่วนตัว (Private Network) กับ AWS Local Zone และ AWS Region ได้อย่างปลอดภัย

“ด้วยการเปิดตัว AWS Local Zone ใหม่ในกรุงเทพฯ วันนี้ เรารู้สึกยินดีที่ได้นำระบบคลาวด์มาใกล้ลูกค้า AWS มากขึ้น เพื่อให้ลูกค้าสามารถปรับใช้ปริมาณงานต่าง ๆ ที่ต้องการ latency ต่ำ ซึ่งช่วยให้การให้บริการผู้ใช้ปลายทางนั้นดียิ่งขึ้น” คอเนอร์ แมคนามารา กรรมการผู้จัดการภาคพื้นอาเซียน อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส กล่าว “เราได้ออกแบบ AWS Local Zones เพื่อรองรับการใช้งานที่หลากหลาย ตั้งแต่กลุ่มแอปพลิเคชันเทรดดิ้ง (Trading Application) ที่ต้องการการตอบสนองอย่างรวดเร็วต่อความผันผวนของตลาด ไปจนถึงการรองรับงานอีเว้นซ์ถ่ายทอดสด และการตอบสนองประสบการณ์การใช้งานกลุ่ม Gaming การเปิดตัว AWS Local Zone ในกรุงเทพฯ นับเป็นการลงทุนอย่างต่อเนื่องของ AWS เพื่อให้บริการทุกประเภทงานของลูกค้า โดยการนําโครงสร้างพื้นฐานระบบคลาวด์ที่มีความปลอดภัย ครอบคลุม และเชื่อถือได้มากที่สุดมายังพื้นที่ต่าง ๆ ในประเทศไทยมากขึ้น”

บริการด้านโครงสร้างพื้นฐาน AWS Local Zone ในกรุงเทพฯ เป็นการต่อยอดบริการด้านโครงสร้างพื้นฐานที่มีให้บริการในประเทศไทยก่อนหน้านี้ ได้แก่ Amazon CloudFront 10 แห่ง, AWS Outposts, และ AWS Asia Pacific (Bangkok) Region ที่กำลังจะมาถึง

ลูกค้าและคู่ค้าของ AWS ตอบรับการเปิดให้บริการ AWS Local Zone ใหม่ในกรุงเทพฯ

eCloudvalley เป็น AWS Premier Consulting Partner รายแรกในเอเชียแปซิฟิกของ AWS ให้บริการด้านไอทีและเป็นที่ปรึกษาด้านระบบคลาวด์ให้แก่ลูกค้าทั่วเอเชียแปซิฟิกที่ต้องการเปลี่ยนมาใช้ระบบคลาวด์ “เมื่อลูกค้าเปลี่ยนการใช้งานมาสู่ดิจิทัล การลด latency จึงเป็นการช่วยให้ลูกค้าสามารถปรับปรุงการทำงาน (performance) ของแอปพลิเคชัน สามารถประมวลผลข้อมูลได้เร็วขึ้นเพื่อขับเคลื่อนข้อมูลเชิงลึก และเพิ่มประสิทธิภาพ” อมรินทร์ บุรินทร์กุล กรรมการผู้จัดการของ eCloudvalley ประเทศไทย กล่าว “การเปิดตัว AWS Local Zone ในกรุงเทพฯ ช่วยให้เราสามารถช่วยเหลือลูกค้าในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น เกม สื่อและความบันเทิง และบริการทางการเงินได้มากขึ้น ทั้งการพัฒนาแอปพลิเคชันที่เป็นนวัตกรรมใหม่ที่ต้องการ latency ที่ต่ำ และปรับปรุงประสบการณ์ของผู้ใช้ปลายทางในประเทศไทย”

Expsystem เป็นผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ชั้นนําของไทยที่ให้บริการพัฒนาเว็บไซต์และแอปพลิเคชันบนมือถือแก่ลูกค้าในประเทศไทยและทั่วโลก พวกเขาเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีจาก SMS2PRO ผู้ให้บริการส่งข้อความ SMS ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2562 โดยได้รับใบอนุญาตจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) “ด้วยการเข้าถึงสมาร์ทโฟนที่เพิ่มขึ้น ธุรกิจในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงต้องใช้โทรศัพท์มือถือในการส่งข้อความต่าง ๆ ที่มีความปลอดภัย รวดเร็ว และเชื่อถือได้ให้กับลูกค้าของพวกเขา” สกลวิทย์ มุงคำภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร EXP system กล่าว “AWS Local Zone ในกรุงเทพฯ ทําให้ระบบคลาวด์อยู่ใกล้กับผู้ใช้ปลายทางของเรามากขึ้น และช่วยให้เราได้รับประโยชน์จาก latency ที่ต่ำ ทําให้มั่นใจได้ว่าแอปพลิเคชันที่ใช้การ SMS เช่น การยืนยันแบบสองขั้นตอน และการแจ้งเตือนธุรกรรม จะสามารถจัดส่งได้เร็วขึ้นและสร้างประสบการณ์การใช้งานที่ราบรื่น”

National Telecom (NT) เป็นบริษัทโทรคมนาคมของทางภาครัฐ และเป็นพันธมิตรภาครัฐของ AWS “เราร่วมมือกับ AWS ตั้งแต่ปี 2563 เพื่อกระตุ้นและผลักดัน Digital Transformation ของภาครัฐของประเทศไทย” ดร. วงกต วิจักขณ์สังสิทธิ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานดิจิทัล บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด มหาชน กล่าว “ด้วยการใช้บริการและโครงสร้างพื้นฐานชั้นนำของ AWS เราได้ช่วยหน่วยงานภาครัฐกว่า 14 แห่งสร้างรากฐานทางดิจิทัลเพื่อให้บริการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นแก่ประชาชน ขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจในประเทศและแก้ปัญหาสังคมที่สำคัญ AWS Local Zone ในกรุงเทพฯ จะทำให้ National Telecom มีโอกาสมากขึ้นในการให้บริการโซลูชันที่ตอบสนองความต้องการเฉพาะของลูกค้าภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการปฏิบัติตามกฎข้อบังคับ (Compliance) และถิ่นที่อยู่ของข้อมูล (Data Residency) ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับภาครัฐในการย้ายปริมาณงานมายังระบบคลาวด์”

บริษัท ไนซ์ แอพพาเรล จำกัด (ไนซ์แอพพาเรล) เป็นผู้ผลิดเสื้อผ้ากีฬาชั้นนำและผู้ส่งออกเครื่องแต่งกายรายใหญ่ที่สุดของประเทศไทย มีสำนักงาน 8 แห่งอยู่ในกัมพูชา จีน และไทย “ความต้องการทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปและความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้นในการจัดการซัพพลายเชนคือ ตัวหลักในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลของเรา” ประภากร สิทธิชัยเกษม ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายดิจิทัลของ Nice Apparel กล่าว “เราวางแผนที่จะใช้ประโยชน์จาก AWS Local Zone ในกรุงเทพฯ เพื่อเร่งการเปลี่ยนไปสู่ระบบคลาวด์โดยการย้ายระบบดิจิทัลหลักของเราไปยัง AWS ซึ่งช่วยให้เราสามารถใช้ประโยชน์จากคลาวด์ที่ครอบคลุมและเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางที่สุดในโลก”

from:https://www.techtalkthai.com/aws-launches-aws-local-zone-in-bangkok/

AWS เผยความคืบหน้าของ Local Zone กรุงเทพฯ ที่เปิดให้บริการแล้ว

อย่างที่เราได้ทราบไปเมื่อไม่นานมานี้ว่า Local Zone ณ ประเทศไทยหรือกรุงเทพฯ ได้ฤกษ์เปิดตัวให้ธุรกิจสามารถเข้าใช้งานได้แล้ว ก็เพื่อตอบโจทย์ด้าน Latency และ ข้อมูลนั่นเอง วานนี้ AWS ยังได้มาให้ข้อมูลเพิ่มเติมแก่สื่อมวลชนในรายละเอียดต่างๆ ทางทีมงานจึงขอสรุปมาให้ผู้สนใจทุกท่านได้รับทราบอีกครั้งครับ

Paul Chen, Head of Solution Architecture, ASEAN, AWS

Local Zone ในกรุงเทพฯ ที่ได้ประกาศพร้อมใช้งานนี้ทำให้ Local Zone ทั่วโลกของ AWS ที่ใช้งานได้แล้วมีจำนวนเป็น 29 แห่งจากแผนทั้งหมด 52 แห่ง โดยภาพรวมคือการตอบโจทย์การใช้งาน 2 เรื่องหลักๆคือวัตถุประสงค์ด้าน Latency เช่น เกม โซเชียลมีเดีย โทรคมนาคม โดยเฉพาะพวกผู้ผลิตคอนเท้นต์ต่างๆ อีกเรื่องคือ Data Residency ที่หลายหน่วยงานสำคัญมีนโยบายการเก็บข้อมูลในประเทศ ด้วยเหตุนี้เอง AWS Local Zone จะเป็นทางเลือกที่เป็นไปได้โจทย์เหล่านั้นแล้ว

แต่ละ Local Zone นั้นจะมี Parent Region ซึ่ง ณ ตอนนี้สำหรับ Local Zone Bangkok เองจะเชื่อมโยงกับ Region ใหญ่ที่สิงค์โปร์ และบริการของ Local Zone ที่จะเปิดให้บริการตอนนี้ก็คือ EC2, EBS, ECS, EKS, VPC และ AWS Shield ทั้งนี้จากภาพทั้งหมดสีขาวคือส่วนในบางประเทศเช่น ลอส แอนเจลิส มีความต้องการมากจึงมีบริการมากกว่าและยังมี Local Zone ถึง 2 แห่งด้วย

ติดตามรายละเอียดบริการและราคาได้ที่ https://aws.amazon.com/th/about-aws/global-infrastructure/localzones/pricing/

ในมุมของ Bangkok Region ที่เพิ่งประกาศออกมาเมื่อปีก่อนยังอยู่ในระหว่างดำเนินการ ซึ่งยังไม่มีรายละเอียดมากนักโดย AWS ชี้แจงในคำตอบว่าจะเป็นเรื่องที่ให้บริการควบคู่กันไป หากเปิดใช้งานในอนาคต นอกจากนี้เอง AWS ยังเผยถึงแผนด้าน Sustainability ในเรื่องการใช้พลังงานหมุนเวียนที่น่าจะทำได้เร็วกว่าเป้าหมายแรกจาก 2030 เป็นการใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ในปี 2025 รวมถึงแผนการพัฒนาทักษะบุคคลากรที่เป็นไปได้อย่างดีผ่านโครงการ AWS Skill Builder (มีคอร์สภาษาไทยมากกว่า 60 คอร์สแล้ว), AWS Educate และการพัฒนาบุคคลากรในระดับอาจารย์ผ่าน AWS Academy เป็นต้น

from:https://www.techtalkthai.com/aws-announces-local-zone-bkk-to-thai-media-012023/

Microsoft เปิดตัว Azure OpenAI Service แบบ GA

Microsoft เปิดตัว Azure OpenAI Service แบบ GA พร้อมเผยเตรียมเพิ่มบริการ ChatGPT model เข้ามาเร็วๆนี้

Credit: Microsoft

Microsoft ประกาศเปิดตัว Azure OpenAI Service แบบ General Availability (GA) อย่างเป็นทางการ เป็นบริการที่ช่วยลูกค้าสามารถใช้งาน AI GPT-3 model ที่พัฒนาโดย OpenAI LLC บน Azure Cloud ได้ โดยมีให้เลือกเวอร์ชันแตกต่างกันออกไป 4 รูปแบบ แบ่งตามประสิทธิภาพ, ความเร็ว และค่าบริการ มีบริการ Model ให้ใช้งานหลายตัว เช่น DALL-E2 ระบบ AI ที่สามารถสร้างรูปภาพเพื่อโต้ตอบกับข้อความที่รับเข้ามา, Codex ซึ่งเป็น Neural Network based บน GPT-3 ที่ช่วยในการสร้างโค้ดของซอฟต์แวร์ได้แบบอัตโนมัติ ซึ่งเป็นตัวเดียวกันกับที่ให้บริการบน GitHub Copilot นอกจากนี้ Microsoft ยังเผยว่า ในอนาคตจะมีการนำ ChatGPT model ซึ่งเป็น AI Chat Bot เข้ามาให้บริการบน Azure OpenAI Service อีกด้วย ซึ่งมีความสามารถมากกว่า GPT-3 แบบดั้งเดิม เช่น สามารถแนะนำการปรับปรุงโค้ดให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้

Microsoft ร่วมเป็นพันธมิตรกับ OpenAI มาตั้งแต่เมื่อปี 2019 โดยมีการลงทุนใน OpenAI มากกว่า 1 พันล้านเหรียญ พร้อมลงทุนในระบบ Cloud-based Supercomputer สำหรับงานวิจัยอีกด้วย และในรายงานล่าสุด ทาง Microsoft อาจมีการลงทุนอีกมากกว่า 1 หมื่นล้านเหรียญใน OpenAI

ที่มา: https://siliconangle.com/2023/01/17/microsoft-makes-azure-openai-service-generally-available/

from:https://www.techtalkthai.com/microsoft-launches-azure-openai-service-general-availability/