คลังเก็บป้ายกำกับ: Cloud_services

IBM เข้าซื้อกิจการ Dialexa เสริมศักยภาพให้กับ Digital Innovation

IBM ประกาศการซื้อกิจการ Dialexa ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการด้านวิศวกรรมผลิตภัณฑ์ดิจิทัลชั้นนำของสหรัฐฯ เพื่อช่วยบริษัทต่างๆ ในการขับเคลื่อนนวัตกรรมและบรรลุวาระการเติบโตทางดิจิทัล การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้คาดว่าจะช่วยเสริมศักยภาพความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมผลิตภัณฑ์ของไอบีเอ็มและให้บริการการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลแบบครบวงจรสำหรับลูกค้า
 

Picture credit : IBM
ธุรกรรมการเข้าซื้อกิจการต่างๆ ล่าสุดนี้ นับเป็นครั้งที่ 6 ของ IBM ในปี 2022 โดย Dialexa จะเข้ามาสนับสนุนทักษะและความสามารถด้าน AI และ Hybrid Cloud ของ IBM จากสถิตินับจำนวนครั้ง ที่ IBM เข้าซื้อกิจการจำนวนมากกว่า 25 บริษัท ตั้งแต่ Arvind Krishna ดำรงตำแหน่ง CEO ในเดือนเมษายน 2020 รวมถึง Dialexa ดีลล่าสุดนี้ด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้ IBM ได้เคยเข้าซื้อ Neudesic, Sentaca, Nordcloud และ Taos
 
การเข้าซื้อกิจการของ Dialexa จะเป็นครั้งแรกของ IBM Consulting ในตลาดบริการด้านวิศวกรรมผลิตภัณฑ์ดิจิทัลที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งคาดว่าจะโตถึง 700,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2026 นับต่อไปจากนี้ Dialexa จะเข้าร่วมกับ IBM Consulting ซึ่งเป็นหัวหอกสำคัญในการดำเนินธุรกิจบริการด้านวิศวกรรมผลิตภัณฑ์ดิจิทัลของ IBM ในอเมริกา
 
ประวัติความเป็นมาของ Dialexa ก่อตั้งขึ้นในปี 2010 นำเสนอชุดบริการด้านวิศวกรรมผลิตภัณฑ์ดิจิทัล ช่วยให้องค์กรต่างๆ สร้างผลิตภัณฑ์เพื่อการเปลี่ยนแปลงเพื่อขับเคลื่อนผลลัพธ์ทางธุรกิจ ด้วยทีมงานกว่า 300 คน ที่มีทักษะหลากหลายทางวินัยและมีทักษะสูง ซึ่งประกอบด้วย product managers, designers, full-stack engineers and data scientists
 
Dialexa ตั้งอยู่ในเมืองดัลลัสและชิคาโก ให้คำปรึกษาและสร้างผลิตภัณฑ์ดิจิทัลแบบกำหนดเองในเชิงพาณิชย์สำหรับลูกค้า เช่น Deere & Company, Pizza Hut US และ Toyota Motor North America
 
Dialexa มีประสบการณ์อย่างลึกซึ้งในการให้บริการด้านวิศวกรรมผลิตภัณฑ์ดิจิทัลแบบ end-to-end ซึ่งประกอบด้วย services consisting of strategy, design, build, launch และการเพิ่มประสิทธิภาพในแพลตฟอร์มคลาวด์ต่างๆ รวมถึง AWS และ Microsoft Azure
 
ธุรกรรมดังกล่าว คาดว่าจะจบลงในไตรมาสที่สี่ของปีนี้ และขึ้นอยู่กับเงื่อนไขการปิดตามธรรมเนียมและการอนุมัติตามระเบียบข้อบังคับ โดยไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดมูลค่าทางการเงิน
 

from:https://www.techtalkthai.com/ibm-acquires-dialexa-to-speed-digital-innovation/

เจาะลึกเทรนด์ Cloud & Data Center ของไทยในงาน TTT 2022 Reinforce: Enterprise IT Infrastructure Day

เจาะลึกเทรนด์ด้าน Data Center และกลยุทธ์ Hybrid Multi-cloud ในไทย การปฏิรูป Data Center ด้วยเทคโนโลยี Hyper-converged Infrastructure แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดของการทำ Cloud Migration และการวางสถาปัตยกรรมระบบ Container และ Kubernetes เพื่อการพัฒนา Cloud Native Apps อย่างมั่นคงและยั่งยืน ในงาน TTT 2022 Reinforce: Enterprise IT Infrastructure Day วันที่ 5 ตุลาคม 2020 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุม BITEC

📆 วันพุธที่ 5 ตุลาคม 2022
⏰ เวลา 8:00 – 17:00 น.
🏢 Grand Hall, BITEC Bangna
🇹🇭 บรรยายภาษาไทยทุกเซสชัน

กำหนดการบรรยาย Track 1: Cloud & Data Center

09:00 – 09:30 สรุปเทรนด์ Data Center และกลยุทธ์ Hybrid Multi-Cloud ในไทยปี 2022
คุณณัฐพัชญ์ นราพิมพ์สกุล Head of Consulting & Professional Services, True IDC
09:30 – 10:00 ปรับเปลี่ยนสถาปัตยกรรม Infrastructure อย่างไร เมื่อ Cloud เป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจดิจิทัลในยุคปัจจุบันและอนาคต
คุณโชติวิทย์ จารุวรรณสถิตย์ Advisory Solution Architect & Field CTO, Dell Technologies
10:00 – 10:30 Google Cloud Migration – นำระบบขึ้นสู่ Cloud อย่างมั่นใจ
คุณธีระ วิวัฒน์โชติพร Senior Google Cloud Solutions, Tangerine
10:30 – 11:00 พักรับประทานอาหารว่างและเยี่ยมชมบูธ
11:00 – 11:30 วางรากฐานองค์กรให้พร้อมก้าวสู่การทำ Application Modernization
คุณเต็มภูมิ ชัยวัฒนายน Specialist Solution Engineer, VMware Tanzu และคุณธนกร อินทรัตน์ System Engineer, Veeam Software (Thailand)
11:30 – 12:00 มุ่งสู่ Hyper-converged อีกก้าวการปฏิรูป Data Center ให้ทันสมัย
คุณทวิพงศ์ อโนทัยสินทวี Country Manager, Nutanix (Thailand)
12:00 – 13:30 พักรับประทานอาหารกลางวันและเยี่ยมชมบูธ

งานสัมมนานี้เหมาะสำหรับ: CIO, CTO, CISO, DPO, IT Manager, Compliance Manager, Cloud Architect, Security Engineer, Security Analyst, Network Engineer, IT Admin, IT Auditor และผู้ที่สนใจด้าน Cloud, Data Center, Networking และ Cybersecurity

🎉 พิเศษ!! ลงทะเบียนและเข้าร่วมงานเพื่อลุ้นรับ MacBook Air (M2), AirPods Max และ Sandisk Extreme Portable SSD อย่างละ 2 รางวัล รวมมูลค่ากว่า 130,000 บาท

ดูรายละเอียด กำหนดการ และลงทะเบียนได้ที่: https://conf.techtalkthai.com/re22/

เกี่ยวกับงานสัมมนา TTT 2022 Reinforce: Enterprise IT Infrastructure Day

จากซีรีส์งานสัมมนาออนไลน์ TTT Virtual Summit ที่มีคนติดตามมากกว่า 8,000 คน สู่งานสัมมนาใหญ่ Enterprise IT Infrastructure Day ส่งท้ายปี 2022 ในรูปแบบ Physical Event ภายใต้แนวคิด Reinforce เสริมแกร่งรากฐานระบบ IT พลิกโฉมสู่ธุรกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืนและมั่นคงปลอดภัย ภายในงานท่านจะได้อัปเดตแนวโน้ม นวัตกรรม แนวทางปฎิบัติ และกรณีศึกษาที่น่าสนใจทางด้าน IT Infrastructure สำหรับองค์กร ครอบคลุมทั้งด้าน Cloud & Data Center, Networking, Cybersecurity และ Standards & Compliance ผ่านการบรรยายรวม 20 เซสชัน

นอกจากนี้ยังมีบูธจัดแสดงนวัตกรรมสำหรับองค์กรอีกกว่า 30 บูธ สำหรับให้ผู้เข้าร่วมงานขอคำปรึกษา แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และแชร์ประสบการณ์ด้าน Enterprise IT Infrastructure โดยตรงกับผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงาน องค์กร และบริษัท IT/Consult ชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ

from:https://www.techtalkthai.com/ttt-2022-reinforce-track-1-cloud-and-data-center/

5 เหตุผล ทำไม Startup และธุรกิจไทยควรใช้ True IDC Cloud – Public Cloud ในประเทศ

ปัจจุบันมีบริการ Public Cloud ให้เลือกใช้มากมาย แต่ Public Cloud เหล่านี้มักให้บริการอยู่ภายนอกประเทศ ทำให้มี Latency สูง เกิดค่าใช้จ่ายในส่วน Data Transfer รวมไปถึงปัญหาเรื่องการส่งข้อมูลไปนอกประเทศของหลาย ๆ ธุรกิจที่มีกฎหมายกำกับดูแล ในบทความนี้จะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับอีกหนึ่งบริการ Public Cloud ที่จะช่วยแก้ปัญหาเหล่านั้น อย่าง True IDC Cloud และ 5 เหตุผลสำคัญว่าทำไม Startup และธุรกิจไทยถึงควรใช้ True IDC Cloud ที่เป็น Public Cloud ในประเทศ

True IDC Cloud – Public Cloud ในประเทศมาตรฐานระดับสากล

True IDC Cloud เป็น Public Cloud ในประเทศ ที่มี Multi-Platform ให้เลือกใช้งานตามความต้องการและความเหมาะสมของธุรกิจ และ True IDC ยังมี Data Center ของตนเอง ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานระดับสากลทั้งด้านการออกแบบ Data Center ในระดับ Tier III จากสถาบัน Uptime และด้านความมั่นคงปลอดภัย ISO/IEC 27001:2013 มาพร้อมกับระบบบริหารจัดการ Cloud ด้วยตนเองซึ่งเพิ่มความยืดหยุ่นและความคล่องตัวขึ้นอีกระดับ มีพื้นที่รองรับได้กว่า 5,000 VMs และไม่มีข้อจำกัดเรื่องทรัพยากร เชื่อมต่อกันผ่านโครงข่าย Multi-site Network Fabric ทำให้สะดวกต่อการทำ Backup & Recovery และ Disaster Recovery สามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเว็บไซต์ อีเมล วิดีโอสตรีมมิ่ง หรือการพัฒนาแอปพลิเคชันสมัยใหม่ (Modern Apps) ตอบโจทย์การใช้งานให้กับหลาย ๆ ธุรกิจ อาทิ โทรคมนาคม การธนาคาร การเงิน และประกันภัย เป็นต้น

True IDC Cloud เป็น Public Cloud ในประเทศที่ออกแบบมาตอบโจทย์ Startup และธุรกิจไทยโดยเฉพาะ เพราะมีจุดได้เปรียบในการสนับสนุนการดำเนินธุรกิจในประเทศค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับ Public Cloud ต่างประเทศและ Local Cloud รายอื่น ๆ ในตลาด และนี่คือ 5 เหตุผลหลักที่ควรใช้ True IDC Cloud

1. ลดค่าใช้จ่าย Data transfer และตัดปัญหาเรื่องการส่งข้อมูลออกนอกประเทศ

เทรนด์ในปัจจุบันมุ่งเน้นไปทางเทคโนโลยี 5G และ IoT ซึ่งก่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่มากมาย ไม่ว่าจะเป็น  Smart Home, Smart Farming หรือ Smart City รวมไปถึงการพัฒนาแอปพลิเคชันก็เริ่มเดินเข้าสู่การเป็น Modern Apps ที่ใช้สถาปัตยกรรมแบบ Microservices สิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนและประมวลผลข้อมูลปริมาณมหาศาล การใช้ Public Cloud นอกประเทศนอกจากจะมี Latency ที่สูงกว่าแล้ว ยังทำให้ธุรกิจต้องรับภาระค่าใช้จ่ายด้าน Data Transfer จำนวนมากอีกด้วย

True IDC Cloud ทำให้มั่นใจว่าธุรกิจในประเทศไทยสามารถเชื่อมต่อกับระบบ Cloud ได้อย่างรวดเร็ว Latency ต่ำ ตัดปัญหาเรื่องกฎหมายหรือข้อบังคับให้ต้องเก็บข้อมูลภายในประเทศสำหรับบางธุรกิจ และไม่ต้องกังวลเรื่องค่าบริการที่ผันผวนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศอีกด้วย

2. ฟีเจอร์พื้นฐานเทียบเท่า Public Cloud ระดับโลก พร้อมด้วยฟีเจอร์ที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมาย รวม Professional Services และ Managed Services ที่ดูแลโดยผู้เชี่ยวชาญคนไทย

True IDC ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับสากลทั้ง CSA STAR, Uptime Tier III และ ISO/IEC 27001:2013 ถูกออกแบบให้มีสถาปัตยกรรมแบบ Full Redundancy ในทุกฟังก์ชัน ครอบคลุมทั้ง Services, Compute, Storage, Management, Control และ Network ส่งผลให้มี Availability ถึงระดับ 99.95%

บริการ Infrastructure as a Service ของ True IDC Cloud มีบริการที่ช่วยอำนวยความสะดวกแบบครบครัน ทั้ง VM & Servers, Storages, Relational Databases (MySQL, ProsgreSQL), Web Application Firewall, Autoscaling และ Backup & Recovery

Autoscaling เป็นหนึ่งในบริการเด่นของ True IDC Cloud เมื่อเทียบกับคู่แข่งในประเทศ ช่วยให้ลูกค้าสามารถขยายระบบได้โดยอัตโนมัติและไม่จำเป็นต้อง Restart Service ใหม่ รวมไปถึงเมื่อพบ Fail State ก็สามารถย้ายโหลดไปยัง VM ใหม่ให้โดยอัตโนมัติ ทั้งยังรองรับการขยายระบบ Container ในระดับ Microservices ได้อีกด้วย

นอกจากนี้ True IDC ยังให้บริการ Professional Services สำหรับให้คำปรึกษาตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ ติดตั้ง ไปจนถึงการย้ายจากระบบเดิมสู่ True IDC Cloud (Migration) ตลอดจนบริการ Managed Services สำหรับคอยดูแลการใช้ Public Cloud หลังการขาย ดูแลโดยผู้เชี่ยวชาญคนไทยที่เข้าถึงได้ง่ายกว่า ใกล้ชิดกว่า ในราคาย่อมเยาว์กว่า Public Cloud นอกประเทศ

3. วางโครงข่ายแบบ Multi-site Network Fabric ลด Latency ในการเข้าถึงบริการ Cloud

Data Center ของ True IDC มีการวางระบบโครงข่ายแบบ Software-defined Network ที่สนับสนุนโดยเทคโนโลยี VXLAN ช่วยให้สามารถขยายการเชื่อมต่อในระดับ Layer 2 ทั้งภายในและระหว่าง Data Center ได้อย่างอิสระ กลายเป็น Network Fabric เดียวกันหรือที่เรียกว่า Multi-site Network Fabric ซึ่งนอกจากจะช่วยลด Latency ระหว่าง Data Center ให้เหลือเพียง 1 – 2 มิลลิวินาทีแล้ว ยังช่วยเลือกเส้นทางที่ดีที่สุดให้ผู้ให้บริการ True IDC Cloud อีกด้วย

มากไปกว่านั้น True IDC ยังมีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่ได้มาตรฐานและรวดเร็วอันดับต้น ๆ ของประเทศ เชื่อมต่อโดยตรงกับ Domestic และ International Gateway (IG) และ Internet Exchange (IX)  รวมไปถึงมีบริการ True IDC Connect ที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถเชื่อมโยงระบบของตนเข้า Public Cloud ชั้นนำทั่วโลก ทั้ง Alibaba Cloud, Amazon Web Services, Google Cloud, Huawei Cloud, IBM, Microsoft Azure, Oracle, Salesforce, SAP และอื่น ๆ ได้โดยตรง ตอบโจทย์ธุรกิจที่ต้องการ Hybrid Multi-cloud สำหรับทำ AI/ML หรือ Real-time analytics

4. ตอบโจทย์ความต้องการของ Startup และธุรกิจไทยโดยเฉพาะ

ปัจจุบันนี้ True IDC Cloud นอกจากจะมีบริการพื้นฐานอย่าง VM, Storage, Database แล้ว ยังมีบริการทางด้าน Container as a Service (CaaS) ภายใต้ชื่อ True IDC Kubernetes Service (TKS) ที่ถูกออกแบบมาสำหรับกลุ่มนักพัฒนาและบริษัท Startup อีกด้วย ตอบโจทย์ความต้องการในการพัฒนาแอปพลิเคชันแบบ Cloud Native ที่ต้องมีการปรับเปลี่ยน อัปเดตเวอร์ชันหรือคอนเทนต์บ่อย ในขณะที่ยังมีความยืดหยุ่นในการใช้งานเพื่อบริหารจัดการประสิทธิภาพและควบคุมต้นทุนได้อย่างคล่องตัว ลดภาระในการจัดการ Infrastructure ด้วยตนเอง นอกจากนี้ ยังสามารถผสานแนวทางการพัฒนาแอปพลิเคชัน DevOps และ CI/CD Pipeline เข้าด้วยกันกับ True IDC Kubernetes Service เพื่อรองรับการทำ Autoscaling สำหรับการขยายระบบอย่างเร่งด่วนในอนาคตได้อีกด้วย

ด้วยการเป็น Public Cloud ในประเทศ True IDC Cloud จึงเหมาะสมเป็นอย่างยิ่งในการให้บริการ Video Conference, Video Streaming, Content Delivery ในประเทศ หรือบริการ IoT ที่จำเป็นต้องแลกเปลี่ยนและประมวลผลข้อมูลแบบเรียลไทม์อย่าง เช่น Smart Home และ Smart Farming เนื่องจากมี Latency ต่ำและไม่ต้องเสียค่าบริการในส่วนของ Data Transfer เหมือน Public Cloud นอกประเทศ

5. ขยายบริการสู่ประเทศในอาเซียนและเอเชียแปซิปิกได้ง่าย

ในฐานะผู้ให้บริการระบบ Cloud และ Data Center ชั้นนำของประเทศ True IDC ได้สามารถขยายบริการไปสู่ประเทศอาเซียนและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะได้ขยาย Data Center ไปสู่ประเทศเหล่านี้แล้วที่เมียนมาร์ มากกว่านั้นยังเป็นพันธมิตรกับผู้ให้บริการในมาเลเซีย สิงคโปร์ และจีน เพื่อให้สามารถส่งมอบคอนเทนต์ไปประเทศเหล่านั้นได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงตอนนี้ True IDC มีแผนขยาย AZ (Availability Zone) อีกหลายประเทศในอนาคตอันใกล้ เพื่อช่วยให้ลูกค้าที่อยู่ในภูมิภาคอื่นสามารถใช้งาน True IDC Cloud ได้ดีมากขึ้น ทำให้มี Latency ต่ำกว่าผู้ให้บริการในประเทศรายอื่นๆ ตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจกลุ่มที่ให้บริการ Video Streaming แบบเรียลไทม์ และ Content Delivery ที่ต้องการแบนด์วิดท์สูง 

ผู้ที่สนใจใช้บริการ Public Cloud ในประเทศของ True IDC สามารถติดต่อเพื่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.trueidc.com/th/contact หรือโทร 02-494-8300

from:https://www.techtalkthai.com/5-reasons-why-thai-startups-and-companies-should-use-true-idc-public-cloud/

ขอเชิญร่วมงาน สัมมนาออนไลน์ Driving and Securing Business Data to Cloud with SD-WAN ในวันพุธที่ 5 ต.ค.2565 ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

Fusion Advantec ขอนำเสนอ SASE : Secure Access Service Edge ในอีกมุมมองหนึ่ง ที่จะมาทำให้ชีวิตของชาวไอที และ User ผู้ใช้งาน สะดวกและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง แต่ทุกท่านกลับไม่มีเวลาหาข้อมูล Fusion Advantec เข้าใจท่านดีเป็นที่สุด ทั้งทำงาน WFH ที่ไม่มีเวลาเลิกงานที่แท้จริง

Fusion Advantec จึงได้จัดสัมมนา Webinar งาน “Driving and Securing Business Data to Cloud with SD-WAN” ในวันพุธที่ 5 ตุลาคม 2565  เวลา 10:00 – 12:00 น. เพื่อให้ท่านได้รับข้อมูลแบบครบถ้วนภายใน 3 ชั่วโมง

ภายในงานจะได้พบกับ Topics Hi-light ที่น่าสนใจ อาทิเช่น
1.We are Fusion Advantec as an expert I VMWare’s EUC solution
2.SASE and Use case
3.SASE and Solution and Mini Demo

โดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ จาก VMWare และ Engineer ผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยประสบการณ์ในการติดตั้งและแก้ปัญหาให้ลูกค้ามาแล้วหลายองค์กร

นอกจากนี้ภายในงาน ยังมีกิจกรรมชิงรางวัลมากมายและปิดท้ายด้วยลุ้นรางวัลใหญ่กับ Big Lucky draw Central Gift Voucher มูลค่า 3,000 บาท

พิเศษ ร่วมลงทะเบียนวันนี้ 30 ท่านแรก รับฟรี E-Voucher มูลค่า 100 บาท*

แล้วมาพบกันในงาน Webinar ที่ Fusion Advantec  จะเข้ามาช่วยขับเคลื่อนให้องค์กรของท่านปลอดภัยมากขึ้นได้อย่างไร

สนใจลงทะเบียนสัมมนาวันที่ 5 ตุลาคม 2565 ได้ที่ https://form.jotform.com/fusioneventth/driving-and-securing-business-data-  ฟรี ! ไม่มีค่าใช้จ่าย 

     หรือสแกน QR Code 

 

from:https://www.techtalkthai.com/webinar-fusion-advantec-driving-and-securing-business-data-to-cloud-with-sd-wan/

AIS Business เปิดตัว “AIS Cloud X” ระบบนิเวศคลาวด์อัจฉริยะ ผนึกพาร์ทเนอร์ระดับโลก พร้อมประกาศเป็นผู้ให้บริการ Sovereign Cloud รายแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในช่วงที่ภาคธุรกิจต่างเดินหน้าทรานฟอร์มองค์กรเพื่อเพิ่มศักยภาพ ความรวดเร็วในการทำธุรกิจ รวมถึงรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจคาดเดาไม่ได้ โดยมีดิจิทัลเทคโนโลยีและโซลูชันเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้การทรานฟอร์ม ยืดหยุ่น คล่องตัว และเกิดประสิทธิภาพสูงสุด AIS Business ในฐานะผู้นำด้านดิจิทัลโซลูชันสำหรับองค์กร จึงจัดงาน AIS Business Cloud 2022 งานสัมมนาทางด้านเทคโนโลยีคลาวด์ ภายใต้แนวคิด “Compute | Connect | Complete” เพื่อร่วมผลักดันให้ภาคธุรกิจไทยตระหนักถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลง และเทรนด์เทคโนโลยีอนาคตที่จะช่วยสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน เพราะวันนี้ “คลาวด์ (Cloud)” เป็นเสาหลักสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่หลีกเลี่ยงไม่ได้  

ภายในงาน ทาง AIS Business จึงได้เปิดตัว “AIS Cloud X” ระบบนิเวศคลาวด์อัจฉริยะ (Intelligent Cloud Ecosystem) ที่จะช่วยให้ธุรกิจสามารถบริหารจัดการคลาวด์ได้อย่างยืดหยุ่น รองรับการใช้งานได้หลากหลายรูปแบบอย่างไร้รอยต่อ (Flexible Cloud Deployment) ผสานการทำงานกับเครือข่าย 5G, Edge Computing, Multi-Cloud พร้อมแพลตฟอร์ม Cloud Native ที่จะรองรับการพัฒนาแอปพลิเคชัน ภายใต้แนวคิดการเขียนโค้ดอย่างรวดเร็วตามกฏความปลอดภัย (DevSecOps) และคอนเทนเนอร์ (Container) พร้อมบริการที่ช่วยจัดการข้อมูล ทั้งการจัดเก็บ การประมวลผล และการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อป้องกันด้านความปลอดภัย และการใช้งานข้อมูลเพื่อธุรกิจ (Data Driven Business) ตลอดจนระบบสำรองกู้คืนข้อมูลที่รองรับระบบคลาวด์ที่กระจายตัว (Hybrid Cloud Environment) และข้อมูลแอปพลิเคชันที่อยู่ในรูปแบบ Cloud Native หรือ Container รวมถึงการทำงานร่วมกับ VMware ในการเป็นพาร์ทเนอร์ผู้ให้บริการ Sovereign Cloud รายแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความมั่นใจเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด เหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการเก็บข้อมูลในประเทศ

นอกจากนี้ AIS Cloud X ยังสามารถต่อเชื่อมกับระบบโครงสร้างพื้นฐานครบวงจร และ 5G  จึงเป็นระบบนิเวศคลาวด์ที่สมบูรณ์อย่างไร้รอยต่อ พร้อมช่วยธุรกิจให้สามารถพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคลาวด์ รวมถึงแอปพลิเคชันและโซลูชัน ที่ต้องการการประมวลผลอย่างรวดเร็ว รองรับงานที่ต้องการความแม่นยำสูง (Critical Mission) และงานที่ต้องการความหน่วงต่ำ (Low Latency) อีกทั้งยังมี 5G NEXTGen Platform ที่ช่วยให้การพัฒนาแอปพลิเคชันบน 5G คล่องตัว บริหารจัดการง่าย รวมถึงช่วยขยายขีดความสามารถเพื่อรองรับการเติบโต การแข่งขันทางธุรกิจ และสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างทันทีทันใด  

“การที่องค์กรและภาคธุรกิจจะสามารถทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันเพื่อเปลี่ยนกระบวนการทำงานและปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจ (Business Model) ได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น จำเป็นต้องอาศัยการวางโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและแพลตฟอร์มภายในองค์กรที่แข็งแรง ไม่ว่าจะเป็นคลาวด์ (Cloud) ความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber Security) และไอโอที (IoT) ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ AIS ที่เราประกาศไปเมื่อช่วงต้นปี ถึงความมุ่งมั่นในการนำศักยภาพของโครงข่าย 5G เข้ามาเสริมความสมบูรณ์ของโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและแพลตฟอร์ม โดยเฉพาะโซลูชันคลาวด์ ที่นับว่าเป็นหัวใจสำคัญที่องค์กรภาคธุรกิจต้องลุกขึ้นมาให้ความสำคัญอย่างจริงจัง เพราะคลาวด์จะช่วยให้องค์กรสามารถขับเคลื่อนได้อย่างรวดเร็ว รับมือกับการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค และบริบทใหม่ๆ ของโลกได้อย่างทันท่วงที” คุณธนพงษ์ อิทธิสกุลชัย หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าองค์กร AIS  กล่าว

คุณธนพงษ์ อิทธิสกุลชัย หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าองค์กร AIS

“ที่ผ่านมา AIS Business ยังได้รางวัลจากพาร์ทเนอร์ระดับโลก อย่าง Microsoft Thailand Partner  of the Year 2022 และ VMware Thailand Cloud Partner of the Year 2022 สะท้อนให้เห็นเป็นความมุ่งมั่นในการพัฒนาโซลูชันคลาวด์ที่ตอบโจทย์องค์กรมาโดยตลอด และเราเชื่อมั่นว่าการเปิดตัว AIS Cloud X ในวันนี้ จะเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่จะช่วยให้องค์กรสามารถบริหารจัดการแพลตฟอร์มคลาวด์ ทั้ง Hybrid และ Multi-Cloud พร้อมเชื่อมต่อ 5G และระบบนิเวศคลาวด์ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รองรับการพัฒนาแอปพลิเคชันแบบ Cloud Native ขององค์กรได้อย่างคล่องตัว โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องใช้แพลตฟอร์มหรือแอปพลิเคชันในการให้บริการลูกค้าซึ่งต้องทำงานอยู่บนพื้นฐานของการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา” คุณธนพงษ์กล่าวเสริม

สำหรับงาน AIS Business Cloud 2022 นับเป็นงานสัมมนาทางด้านเทคโนโลยีคลาวด์ที่จัดขึ้นภายใต้แนวคิด Compute | Connect | Complete  โดยภายในงาน AIS Business ได้ประกาศความแข็งแกร่งของระบบนิเวศคลาวด์ ด้วยการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ระดับโลกอย่าง VMware ในการเป็นผู้ให้บริการ Sovereign Cloud รายแรกของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดย Sovereign Cloud คือ โซลูชันคลาวด์ที่จะช่วยเพิ่มความมั่นใจเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด ช่วยลดต้นทุนและความซับซ้อนในการออกแบบระบบเหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการเก็บข้อมูลในประเทศ หรือมีการกำกับดูแลจากหน่วยงานเฉพาะ

นอกจากนี้ภายในงานยังมีการอัปเดตถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยีคลาวด์ ที่จะมาช่วยเพิ่มขีดความสามารถการทำงานของภาคธุรกิจและองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ

  • Azure Arc: ครั้งแรกในประเทศไทยกับการให้บริการโซลูชัน Azure Ecosystem โดย AIS เป็นผู้ให้บริการรายแรกและรายเดียวที่พร้อมนำโซลูชัน Azure Arc ช่วยให้องค์กรสามารถสร้างนวัตกรรมได้จากทุกที่ โดยเปิดโอกาสให้องค์กรสามารถนำบริการต่างๆ ของ Azure จาก Global มาใช้งานได้ทั้งบน On-premise หรือบน AIS Cloud X ซึ่งอยู่ในประเทศไทย (Azure go Local) อีกทั้งยังช่วยให้การบริหารจัดการ Azure ที่อยู่หลากหลายสภาพแวดล้อม (Hybrid Environment) เป็นไปได้อย่างคล่องตัว ยืดหยุ่น ปลอดภัย พร้อมตอบสนองการทำงานของแอปพลิเคชันยุคใหม่ที่หลากหลาย 
  • VMware Secure Multi-Cloud Managed Services: โซลูชันที่ผสานระบบการจัดการและระบบรักษาความปลอดภัยหลากหลายของ VMware ประกอบด้วย VMware SD-WAN ดูแลการใช้งานระบบเครือข่าย และ VMware Carbon Black ดูแลระบบความปลอดภัยของ Endpoint และ VM บนคลาวด์ และ VMware Cloud Health ที่ช่วยบริหารจัดการคลาวด์แบบ End-to-End เพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยให้กับองค์กรที่มีการใช้งานคลาวด์จากหลายสถานที่ร่วมกัน 
  • Veeam: โซลูชัน Backup, Recovery และ Migrate ข้อมูลบน Cloud ที่ช่วยสร้างความปลอดภัยให้กับข้อมูลในองค์กร โดย AIS พร้อมให้บริการ Backup ที่หลากหลาย เช่น Backup as a Service, Backup for Microsoft 365, Backup for Azure, Backup for VMware Tanzu (Cloud-native Application) ซึ่งเป็นบริการล่าสุดด้วยโซลูชันสำรองข้อมูล Kasten K10
  • AIS 5G NEXTGen Platform: 5G Platform รายแรกในประเทศไทย ที่รวบรวมการบริหารใช้งานทั้ง เครือข่าย 5G, ความสามารถของ Network Slicing, Edge Compute (MEC), ผู้ให้บริการ Cloud Hyper-scalers ชั้นนำ, แอปพลิเคชัน ต่างๆ ไว้ด้วยกัน ทำให้หน่วยงานธุรกิจและภาครัฐ, ผู้ให้บริการแอปพลิเคชันและโซลูชันต่างๆ, และ System Integrators สามารถบูรณาการและให้บริการ 5G solutions ได้อย่างครบวงจร
  • Business Log Management หรือ B-Log: โซลูชันที่ Blendata ร่วมกับ AIS พัฒนาบริการเก็บ Log สำหรับธุรกิจโดยเฉพาะ เพิ่มประสิทธิภาพด้วยการประมวลผล Big Data ตอบโจทย์ทั้งในด้านการเก็บข้อมูลให้ปลอดภัยบนระบบคลาวด์มาตรฐานโทรคมนาคมของ AIS และการเก็บข้อมูลให้เป็นไปตามพรบ.คอมพิวเตอร์และพรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงมีระบบช่วยในการค้นหาข้อมูล ทำรายงานสรุปผลในรูปแบบของกราฟ และยังขยายระบบได้อย่างรวดเร็วบนคลาวด์ 
  • Opstella: บริการ DevSecOps Platform ที่ Opsta ร่วมกับ AIS พัฒนาบนแพลตฟอร์ม VMware Tanzu รองรับการพัฒนา Cloud-Native Application เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถพัฒนาแอปพลิเคชัน ได้ง่ายขึ้น ช่วยให้ทีมพัฒนาสามารถส่งมอบแอปพลิเคชันได้รวดเร็ว มีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น และยังลดความยุ่งยากในการบริหารจัดการ Multi-Cloud ได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย
  • Intelligent Box: โซลูชัน e-Document ที่ถูกพัฒนาโดย NETbay ออกแบบโซลูชั่นที่ช่วยให้คุณสามารถช่วยสร้างเอกสารแบบอัตโนมัติ การแชร์เอกสาร หรือการจัดเก็บและแลกเปลี่ยนกันระหว่างแต่ละหน่วยงาน สามารถใช้งานระบบได้บนทุกอุปกรณ์ ทุกทีทุกเวลาด้วยความปลอดภัย
  • Frontline Worker: โซลูชันที่พัฒนาบน Microsoft 365 และ Cloud และ AIS ช่วยให้พนักงานหน้าร้านสามารถสื่อสารข้อมูลกับลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว เพิ่มประสิทธิภาพของยอดขาย สร้างรายงานการขายเพื่อติดตามยอดขายได้ ในส่วนของ Application รองรับการใช้งานบนมือถือและ Tablet สื่อสารได้อย่างปลอดภัยในรูปแบบ Push-to-Talk สามารถเชื่อมต่อกับระบบและหัวหน้างาน ไปจนถึงเรื่องการจัดลำดับความสำคัญและการอบรมพนักงานผ่านทาง Online 

“เพราะคลาวด์ คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะช่วยให้การทำ Digital Transformation ขององค์กรเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ AIS Business จึงมุ่งคิดค้นพัฒนาร่วมกับพาร์ทเนอร์ระดับโลกเพื่อสร้าง Digital Ecosystem ให้สอดคล้องกับทิศทางและตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรมต่างๆมาอย่างต่อเนื่อง  ทำให้วันนี้เรามีความพร้อมในการส่งมอบโซลูชันคลาวด์แบบ Total Solution ที่มีความหลากหลายในระบบประมวลผล Compute ที่ลูกค้าสามารถเลือกใช้ได้ตามโจทย์ทางธุรกิจที่แตกต่างกัน อีกทั้งยังสามารถ Connect เชื่อมต่อการประมวลผลกับโครงข่าย 5G และ MEC และสุดท้ายจะช่วยให้ภาคธุรกิจ องค์กร ใช้งานโซลูชันคลาวด์ได้อย่าง Complete ยกระดับความสามารถขององค์กรให้พร้อมต่อความท้าทายใหม่ๆ ในบริบทโลกที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา” คุณธนพงษ์ กล่าวทิ้งท้าย

from:https://www.techtalkthai.com/ais-business-launches-ais-cloud-x-intelligence-cloud-ecosystem-as-the-first-sovereign-cloud-in-southeast-asia/

ลดความเสี่ยงการใช้ VMware ในอนาคตด้วย Oracle Cloud VMware Solutions พร้อมต่อยอดสู่ Cloud Native

ปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา Broadcom ประกาศเข้าซื้อกิจการของ VMware ส่งผลให้หลายองค์กรที่ใช้โซลูชันของ VMware อยู่เริ่มกังวลเกี่ยวกับการใช้งานในอนาคต บทความนี้จะมาแนะนำ Oracle Cloud VMware Solutions (OCVS) ที่จะช่วยให้องค์กรสามารถย้ายระบบ VMware ขึ้นสู่ Public Cloud ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย โดยใช้ชุดเครื่องมือและทักษะเดิมที่มีอยู่ พร้อมต่อยอดด้วยบริการที่หลากหลายของ Oracle Cloud Infrastructure และปูเส้นทางสู่การเป็นระบบแบบ Cloud Native ในอนาคต ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแต่เทคโนโลยีของ VMware เพียงอย่างเดียว

จาก VMware แบบดั้งเดิมสู่โลก Cloud Native ต้องใช้เวลา อาจเสียโอกาสทางธุรกิจ

หลังจาก Broadcom ประกาศเข้าซื้อกิจการของ VMware ทำให้หลายองค์กรทั่วโลกต่างตั้งคำถามว่า หลังจากนี้ Broadcom และ VMware จะวางกลยุทธ์แบบไหน ยังคงพัฒนาเทคโนโลยีและฟีเจอร์ใหม่ๆ หรือไม่ และจะส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งานในปัจจุบันอย่างไรบ้าง

จากการสำรวจพบว่า VMware ถูกใช้งานอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะกับแอปพลิเคชันประเภท Mission Critical แต่มากกว่า 80% ของแอปพลิเคชันเหล่านั้นยังคงรันบนสถาปัตยกรรมแบบเก่า คือ On-premises Monolith บน VMware ซึ่งมีข้อจำกัดด้าน Availability และการขยายระบบในอนาคต องค์กรในปัจจุบันโดยเฉพาะ Startup จึงเริ่มมองหาระบบแบบ Cloud Native ที่มีความยืดหยุ่นกว่า อย่างไรก็ตาม Cloud-Native Apps ปัจจุบันมีมากกว่า 1,000 เทคโนโลยี ส่งผลให้ระบบมีความซับซ้อน และพนักงานต้องเรียนรู้ทักษะอีกมาก การเปลี่ยนจาก On-premises Monilith บน VMware ไปสู่โลก Cloud Native (Microservices) รวดเดียวจึงต้องใช้เวลาเตรียมการนานและพัฒนาทักษะหลายอย่าง ระหว่างนั้นอาจทำให้พลาดโอกาสทางธุรกิจบางอย่างไปได้

จะดีกว่าไหมถ้าสามารถย้ายระบบ VMware แบบดั้งเดิมขึ้นสู่ Cloud ไปก่อน และอาศัยศักยภาพของ Cloud ในการทำ Digital Transformation ด้วยการต่อยอดสู่ขุมพลังอื่นๆ เช่น AI/ML หรือ Analytics เพื่อเปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ระหว่างนั้นก็เตรียมการพัฒนาสู่ระบบแบบ Cloud Native ไปพร้อมๆ กัน

แล้วจะทำอย่างไรจึงจะย้ายระบบ VMware ขึ้นสู่ Cloud ได้แบบง่ายๆ ไม่ต้องเสียเวลาเรียนรู้ แก้ไขโค้ด และยังได้ประสบการณ์เหมือนตอนใช้งานบน On-premises ?

ย้าย VMware ขึ้น Oracle Cloud Infrastructure ได้ง่ายด้วย OCVS พร้อมคงประสบการณ์แบบ On-premises

Oracle ได้จัดเตรียมแนวทางการพลิกโฉมระบบ VMware แบบดั้งเดิมสู่การเป็นระบบแบบ Cloud Native โดยแบ่งเป็น 3 เฟส คือ

  1. การย้ายระบบ VMware ขึ้นสู่ Oracle Cloud Infrastructure (OCI)
  2. การต่อยอดไปสู่เทคโนโลยีใหม่ๆ อย่าง AI/ML หรือ Analytics ผ่าน Oracle Cloud Services
  3. การเปลี่ยนไปสู่ระบบ Cloud Native ในอนาคต

ในเฟสแรกนั้น Oracle ได้ร่วมมือกับ VMware เปิดให้บริการ Oracle Cloud VMware Solutions (OCVS) เพื่อให้ลูกค้าของ VMware สามารถย้ายระบบขึ้นสู่ Oracle Cloud Infrastructure ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย ผ่านทางการใช้เครื่องมือของ VMware เช่น VMware Hybrid Cloud Extension (HCX) หรือ vMotion เป็นต้น ในขณะที่ Oracle จะเป็นผู้จัดเตรียมระบบโครงสร้างพื้นฐานบน Cloud ไว้ให้โดยใช้เทคโนโลยี VMware Software-Defined Data Center (SDDC) ได้แก่ vSphere, NSX-T Data Center, vSAN และ HCX ซึ่งติดตั้งบน Bare Metal Servers ที่แยกไว้ให้สำหรับลูกค้าแต่ละราย จึงไม่มีการแชร์ทรัพยากรร่วมกับลูกค้ารายอื่นๆ ตอบโจทย์องค์กรที่เข้มงวดเรื่องความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลและ Compliance ได้เป็นอย่างดี

ข้อดีของการใช้ OCVS คือ สามารถทำ Live Migration เพื่อให้การย้ายระบบไม่มี Downtime และพนักงานยังคงใช้เครื่องมือของ VMware ที่คุ้นเคยอยู่แล้ว ไม่ต้องเรียนรู้ทักษะอะไรเพิ่มเติม ประสบการณ์ยังคงเหมือนกับการใช้ระบบ VMware บน On-premises Data Center ดูแลและบริหารจัดการได้ง่าย ที่สำคัญคือสามารถควบคุมระบบโครงสร้างพื้นฐานบน Oracle Cloud Infrastructure ได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น Full Root Access หรือ Administrative Control รวมไปถึงเลือกอัปเดตแพตช์ อัปเกรดเวอร์ชันได้ด้วยตนเอง เช่น การใช้ VMware เวอร์ชันก่อนล่าสุด 1 เวอร์ชัน โดยไม่ถูกบังคับใช้อัปเดตเป็นเวอร์ชันล่าสุดเหมือนผู้ให้บริการ Public Cloud รายอื่นๆ

เมื่อย้ายระบบ VMware ขึ้นสู่ Oracle Cloud Infrastructure แล้ว ย่อมช่วยให้องค์กรสามารถใช้ศักยภาพของ Cloud ได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการขยายระบบที่ทำได้ง่าย ทั้งแบบชั่วคราว เฉพาะเทศกาล หรือถาวร ความพร้อมใช้งานที่สูงถึง 99.9% รวมทั้งการเปลี่ยนการลงทุนจาก CapEX ทางด้านฮาร์ดแวร์และ VMware License ไปสู่ OpEx ที่คิดค่าบริการตามการใช้งานจริง ซึ่งช่วยให้องค์กรประหยัดค่าใช้จ่ายต่อปีได้สูงสุดถึง 35%

ต่อยอดสู่บริการ Oracle Cloud อื่นๆ ปูทางสู่ระบบแบบ Cloud Native ในอนาคต

หลังย้ายระบบขึ้นสู่ Oracle Cloud Infrastructure แล้ว องค์กรสามารถเดินหน้าเข้าสู่เฟสที่ 2 เพื่อต่อยอดการใช้งานร่วมกับ Oracle Cloud Services ที่มีมากกว่า 100 บริการ เช่น Data Lake, Analytics, AI/ML และอื่นๆ รวมไปถึง Oracle SaaS อย่าง ERP, CRM, HCM เป็นต้น เพื่อให้ก้าวทันการทำ Digital Transformation และเปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ

ระหว่างนี้ องค์กรสามารถวางแผนการเปลี่ยนผ่านระบบ On-premises Monolith บน VMware แบบดั้งเดิม ไปสู่ระบบแบบ Cloud Native ที่ทันสมัยได้ โดยอาจเริ่มต้นจากการเปลี่ยนไปใช้ Oracle Database Cloud หรือ Autonomous Cloud ก่อน ในขณะที่แอปพลิเคชันยังคงรันบน VMware ผ่าน OCVS เหมือนเดิม

เฟสที่ 3 คือการทำ Application Modernization เพื่อพัฒนาระบบใหม่ในรูป Microservices โดย Oracle ก็ให้บริการ Cloud Native Services ที่ช่วยสนับสนุนการพัฒนาให้เป็นเรื่องง่าย ทั้ง Kubernetes Engine, Serverless, Container Registry, API Management และอื่นๆ อีกมาก แล้วค่อยๆ เปลี่ยนผ่านจากระบบเดิมมาสู่ระบบใหม่แบบ Cloud Native ทีละส่วนๆ ซึ่งขั้นตอนนี้อาจกินเวลานานถึง 6 – 12 เดือน แต่เนื่องจากองค์กรก้าวผ่านเฟส 2 มาแล้ว จึงไม่ต้องกังวลว่าจะพลาดโอกาสทางธุรกิจ

เริ่มต้นได้ง่ายในราคาประหยัดเพียง 1 Node เท่านั้น

Oracle Cloud Infrastructure ให้บริการทั้ง 39 Regions ใน 21 ประเทศทั่วโลก สามารถเริ่มต้นใช้ OCVS ได้ง่ายและยืดหยุ่น ตั้งแต่ 1 Node เพื่อทดลองใช้งาน พัฒนาโซลูชันบางอย่าง หรือทดสอบการย้ายระบบขึ้น Oracle Cloud Infrastructureว่าติดปัญหาอะไรหรือไม่ ช่วยให้องค์กรประเมินศักยภาพของ Oracle Cloud Infrastructure ได้ง่ายด้วยต้นทุนที่ต่ำที่สุด หลังจากนั้นค่อยขยายไปเป็น 3 Nodes เพื่อให้มี High Availability สำหรับใช้งานระบบจริง และสามารถขยายระบบได้สูงสุดถึง 64 Nodes สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ที่มีฟาร์ม VMware หรือต้องการเปลี่ยนผ่านจากการใช้ On-premises Data Center มาสู่ระบบ Cloud 100%

แม้ว่าจะเริ่มต้นใช้งานได้ที่ 1 Node ทาง Oracle ก็ยังจัดเตรียมระบบโครงสร้างพื้นฐานที่แบ่งแยกให้ลูกค้าแต่ละรายโดยเฉพาะ ในขณะที่ 3 Nodes ก็มีทรัพยากรในการใช้งานสูงถึง 156 OCPUs, 2304 GB Physical Memory และ 153 TB NVMe-based Raw Storage ซึ่งเพียงพอต่อการรองรับ Workload ได้หลากหลายประเภท สำหรับองค์กรที่เข้มงวดเรื่องความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลหรือจำเป็นต้องปฏิบัติตาม Compliance บางอย่าง สามารถเลือกใช้ OCVS ในรูปแบบ Dedicated Region Cloud@Customer ได้ โดย Oracle จะทำการติดตั้ง Oracle Cloud Infrastructure ที่ Data Center ขององค์กรเลย ทำให้องค์กรสามารถใช้ OCVS และ Oracle Cloud Services อื่นๆ ได้จากภายใน Data Center ของตน ในขณะที่ยังคงมีโมเดลการคิดค่าบริการเหมือนการใช้ Public Cloud ปกติ

นอกจากนี้ Oracle Cloud Infrastructure ยังเปิดให้ใช้งานฟรีหลายบริการ เช่น Ampere A1 Compute, Autonomous JSON Database, NoSQL Database Cloud Service, APEX Application Development และอื่นๆ อีกหลายสิบบริการ เปิดโอกาสให้เหล่านักพัฒนาและองค์กรธุรกิจเริ่มต้นใช้ Oracle Cloud Infrastructure ได้ง่ายยิ่งขึ้นอีกด้วย

ลงทะเบียนเพื่อเริ่มใช้งาน Oracle Cloud Infrastructure ฟรีได้ที่ https://signup.cloud.oracle.com/

ผู้ที่สนใจ Oracle Cloud VMware Solutions หรือต้องการคำปรึกษาในการย้ายระบบ VMware ขึ้นสู่ Cloud สามารถติดต่อ Oracle ประเทศไทยได้ที่เบอร์ 0-2696-4798

from:https://www.techtalkthai.com/from-vmware-legacy-to-cloud-native-with-oracle-cloud-vmware-solutions/

TTT 2022 Reinforce: Enterprise IT Infrastructure Day | 5 ตุลาคมนี้

จากซีรีส์งานสัมมนาออนไลน์ TTT Virtual Summit ที่มีคนติดตามมากกว่า 8,000 คน สู่งานสัมมนาใหญ่ Enterprise IT Infrastructure Day ส่งท้ายปี 2022 ในรูปแบบ Physical Event ภายใต้แนวคิด Reinforce เสริมแกร่งรากฐานระบบ IT พลิกโฉมสู่ธุรกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืนและมั่นคงปลอดภัย ภายในงานท่านจะได้อัปเดตแนวโน้ม นวัตกรรม แนวทางปฎิบัติ และกรณีศึกษาที่น่าสนใจทางด้าน IT Infrastructure สำหรับองค์กร ครอบคลุมทั้งด้าน Cloud & Data Center, Networking, Cybersecurity และ Standards & Compliance ผ่านการบรรยายรวม 20 เซสชัน

นอกจากนี้ยังมีบูธจัดแสดงนวัตกรรมสำหรับองค์กรอีกเกือบ 30 บูธ สำหรับให้ผู้เข้าร่วมงานสามารถขอคำปรึกษา แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และแชร์ความรู้ด้าน IT Infrastructure สำหรับองค์กรโดยตรงกับผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงาน องค์กร และบริษัท IT/Consult ชั้นนำระดับโลก ได้แก่ Alcatel-Lucent Enterprise, Allied Telesis, Blancco, Cisco, Cloudflare, Commscope, Dell Technologies, Fortinet, Hillstone Networks, HPE Aruba, Juniper Networks, Netka, Nutanix, Panduit, Schneider Electric, Sophos, Tenable, Thales Group, TmaxSoft, Veeam และ VMware ไปจนถึงเหล่าผู้เชี่ยวชาญในไทยที่จะมาแบ่งปันประสบการณ์และกรณีศึกษาต่างๆ ให้เหล่าธุรกิจไทยนำไปประยุกต์ใช้ได้ทันที เช่น AIS, Bangkok MSP, Bangkok Systems & Software, Computer Union, STelligence, Soft De’but, Tangerine, True IDC และ Yip In Tsoi

📍 ไฮไลต์ของงาน: พบกับวิทยากรรับเชิญพิเศษจาก AIS 5G, True IDC, สำนักงานคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยแห่งชาติ (สกมช.) และธนาคารกสิกรไทย ที่จะมาอัปเดตเทรนด์ 5G, Data Center และ Hybrid Multi-cloud ในไทย รวมไปถึงการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบโครงสร้างพื้นฐานตาม พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ การจัดตั้ง SOC และการวางกลยุทธ์เพื่อรับมือกับภัยคุกคามไซเบอร์

📆 วันพุธที่ 5 ตุลาคม 2022
⏰ เวลา 8:00 – 17:00 น.
🏢 Grand Hall, BITEC Bangna
🇹🇭 บรรยายภาษาไทยทุกเซสชัน

งานสัมมนานี้เหมาะสำหรับ: CIO, CTO, CISO, DPO, IT Manager, Compliance Manager, Cloud Architect, Security Engineer, Security Analyst, Network Engineer, IT Admin, IT Auditor และผู้ที่สนใจด้าน Cloud, Data Center, Networking และ Cybersecurity

🎉 พิเศษ!! ลงทะเบียนและเข้าร่วมงานเพื่อลุ้นรับ MacBook Air (M2), AirPods Max และ Sandisk Extreme Portable SSD อย่างละ 2 รางวัล รวมมูลค่ากว่า 130,000 บาท

ดูรายละเอียด กำหนดการ และลงทะเบียนได้ที่: https://conf.techtalkthai.com/re22/

from:https://www.techtalkthai.com/ttt-2022-reinforce-enterprise-it-infrastructure-day/

Google เปิดตัวบริการ Google Cloud Backup and DR

Google เปิดตัวบริการ Google Cloud Backup and DR สำหรับสำรองข้อมูล Workload และ Database

Credit: Google

Google ได้ประกาศเปิดตัวบริการใหม่ Google Cloud Backup and DR เพื่อใช้สำหรับสำรองข้อมูลและทำ Disaster Recovery ปัจจุบันรองรับ Workload หลายรูปแบบ เช่น VM บน Compute Engine, VMware Engine, on-premise VMware database เช่น SAP, MySQL และ SQL Server รวมถึงระบบ File System ผู้ดูแลระบบสามารถบริหารจัดการได้จากศูนย์กลาง โดยข้อมูลจะถูกจัดเก็บโดยที่ไม่มีการบีบอัดหรือแปลงข้อมูล ทำให้สามารถลดระยะในการกู้คืนข้อมูลได้และลดความเสี่ยงที่ข้อมูลจะเสียหาย และยังใช้วิธีการสำรองข้อมูลแบบ Incremental forever ช่วยให้สามารถสำรองข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว และลดการใช้งานแบนด์วิดท์ในระบบเครือข่าย นอกจากนี้ บริการนี้ยังรองรับการทำ Virtual clones สำหรับการทดสอบข้อมูลและกู้คืนข้อมูลจาก Ransomware, Disaster Recovery แบบ Multi-region รวมถึงการทำ Cross-region backup อีกด้วย

Google Cloud Backup and DR จะเปิดให้บริการในปลายเดือนกันยายน 2022 โดย Google จะให้บริการฟรีเป็นเครดิตจำนวน 300 เหรียญในช่วงเปิดตัว

ที่มา: https://cloud.google.com/blog/products/storage-data-transfer/introducing-google-cloud-backup-and-dr

from:https://www.techtalkthai.com/google-launches-google-cloud-backup-and-dr-services/

Cloud HM Webinar : เริ่มต้นการใช้งาน Cloud สำหรับองค์กรด้วย Microsoft Cloud Adoption Framework for Azure

CloudHM ขอเชิญผู้สนใจทุกท่านเข้าร่วมงานสัมมนาออนไลน์ในหัวข้อ “เริ่มต้นการใช้งาน Cloud สำหรับองค์กรด้วย Microsoft Cloud Adoption Framework for Azure” โดยในงานจะพูดถึง Concept และการทำงานของ Microsoft Cloud Adoption Framework แบบเจาะลึก รวมถึงแนะนำ Service ต่าง ๆ ของ Azure ให้ทุกท่านได้รู้จัก งานสัมมนาจะจัดขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 29 กันยายน 2565 เวลา 14.00-15.30 น. ลงทะเบียนได้ดังนี้

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ : Get Started! Use Cloud for Enterprise with Microsoft Cloud Adoption Framework for Azure. (เริ่มต้นการใช้งาน Cloud สำหรับองค์กรด้วย Microsoft Cloud Adoption Framework for Azure)

วิทยากร :

  • K. Rittiporn Choowichien  ตำแหน่ง Senior Cloud Engineer, Cloud HM
  • K. Jiratouch Mahapol ตำแหน่ง Partner Technology Strategist, Microsoft Azure

วันเวลา : วันพฤหัสบดีที่ 29 กันยายน 2565 เวลา 14.00 – 15.30น.

ช่องทางการเข้าร่วม : Zoom Webinar

ลิงก์ลงทะเบียน : https://us06web.zoom.us/webinar/register/WN_Hg-h6E0VRE2nQbo7pCsXDw

Webinar สำหรับองค์กรที่ต้องการเริ่มต้นใช้ Cloud บน Azure ด้วย Microsoft Cloud Adoption Framework for Azure โดยในงานจะพูดถึง Concept และการทำงานของ Microsoft Cloud Adoption Framework แบบเจาะลึก รวมถึงแนะนำ Service ต่าง ๆ ของ Azure ให้ทุกท่านได้รู้จัก

Agenda

  • Microsoft Azure Cloud Concept 
    • IaaS/PaaS/SaaS
    • Azure Compute: App Service
  • ทำไมถึงต้องเข้าใจ Cloud Adoption Framework 
    • Understand CAF
    • CAF Journey
    • Services บน Azure ที่เกี่ยวข้องกับ CAF
  • ทำไมถึงต้องใช้ Azure กับ Cloud HM
  • Q&A

from:https://www.techtalkthai.com/cloudhm-webinar-microsoft-cloud-adoption-framework-for-azure/

[Video Webinar] MongoDB | AWS Webinar: ปลดปล่อยพลังข้อมูลของคุณ

สำหรับผู้ที่ไม่ได้เข้าฟังการบรรยายเรื่อง “MongoDB Atlas and AWS: ปลดปล่อยพลังข้อมูลของคุณ” เพื่อเรียนรู้แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดในการปรับใช้ MongoDB Atlas บน AWS และประโยชน์ที่จะได้รับ ที่เพิ่งจัดไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หรือต้องการรับชมการบรรยายซ้ำอีกครั้ง สามารถเข้าชมวิดีโอบันทึกย้อนหลังได้ที่บทความนี้ค่ะ

หัวข้อ: MongoDB Atlas + AWS: ปลดปล่อยพลังข้อมูลของคุณ

ผู้บรรยาย: Wanich Keatkajonjumroen (Too) Associate Solutions Architect, AWS และ Vanda Friedrichs, Early Access and Preview Manager, MongoDB

MongoDB Atlas เป็นแพลตฟอร์มด้าน Data ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของ Developer และ DevOps ด้วยการปรับปรุงการดำเนินงานและการจัดการ MongoDB Atlas ทำให้มั่นใจได้ว่า เมื่อคุณปรับใช้คลัสเตอร์บน AWS ฐานข้อมูลของคุณจะทำงานตามแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดทั้งด้านการปฏิบัติงาน ความเสถียร และความมั่นคงปลอดภัย

เข้าร่วม Webinar นี้เพื่อค้นหาว่า MongoDB Atlas และ AWS สามารถปลดปล่อยพลังของข้อมูลของคุณได้อย่างไร โดย AWS Cloud จะทำให้คุณมีทางเลือกและความยืดหยุ่นมากขึ้นในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีขั้นสูง

หัวข้อการบรรยายประกอบด้วย

  • MongoDB Atlas และ AWS จะช่วยสร้างทีมในฝันให้กับคุณได้อย่างไร
  • ประโยชน์ของ MongoDB Atlas และ AWS Data & Analytics
  • แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับการปรับใช้ MongoDB Atlas บน AWS

from:https://www.techtalkthai.com/video-webinar-mongodb-aws-webinar-unleashing-the-power-of-your-data/