คลังเก็บป้ายกำกับ: SAMSUNG

รีวิว Samsung Galaxy Z Fold4 สัมผัสประสบการณ์จริงกับการใช้งานสมาร์ตโฟนจอพับ เหมือนมี PC อยู่ในมือ เก่งทั้งเรื่องงาน และ เรื่องเล่น

เดินทางมาถึงรุ่นที่ 4 แล้วสำหรับ Samsung Galaxy Z Fold4 สมาร์ตโฟนจอพับแฟล็กชิประดับพรีเมียมรุ่นใหม่ของซัมซุง ที่ยังคงรูปลักษณ์ดีไซน์จากรุ่น Z Fold3 แต่มาพร้อมหน้าจอที่กว้างกว่าเดิม แถมยังมีความบาง และน้ำหนักที่เบาขึ้น ทำให้พกพาได้สะดวก นอกจากนี้ยังมีการอัปเกรดชิปเซ็ท ความคมชัดของกล้อง โหมดต่างๆ รวมถึงความจุแบตเตอรี่ และเพิ่มการรองรับ Super Fast Charging เพื่อยกระดับประสบการณ์ของผู้ใช้ให้ไร้รอยต่อมากยิ่งขึ้น

ซึ่งทางทีมงาน MobileOcta ก็ได้เครื่อง Samsung Galaxy Z Fold4 มาอยู่ในมือเป็นที่เรียบร้อย โดยหลังจากที่ได้ลองใช้งานจริงมากว่า 1 สัปดาห์ก็ได้เวลามารีวิวให้ชมกันว่าสมาร์ตโฟนจอพับรุ่นนี้จะมีจุดเด่นที่น่าสนใจอะไรบ้าง และจะนำไปใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างไร ไปติดตามกันเลยครับ

https://news.samsung.com/global/user-guide-unfolding-new-possibilities-for-work-and-play-galaxy-z-fold4-for-on-the-go-productivity

สเปกเบื้องต้น Samsung Galaxy Z Fold4

ขนาด 155.1 x 130.1 x 6.3 มม. (เมื่อพับจอ)
155.1 x 67.1 x 14.2-15.8 มม. (เมื่อกางจอ)
น้ำหนัก 263 กรัม
หน้าจอ หน้าจอแสดงผลหลักแบบ Dynamic AMOLED 2X ความละเอียด QXGA+ 1812 x 2176 พิกเซล ขนาด 7.6 นิ้ว ในอัตราส่วน 21.6:18 โดยมีอัตรารีเฟรชเรท 120Hz, รองรับ HDR10+ และความสว่างสูงสุด 1200 nits และครอบทับด้วยกระจกกันรอย Ultra Thin Glass เวอร์ชั่น 2.0 (UTG 2.0)

หน้าจอแสดงผล Cover แบบ Dynamic AMOLED 2X ความละเอียด HD+ 904 x 2316 พิกเซล ขนาด 6.2 นิ้ว ในอัตราส่วน 23.1:9 โดยมีอัตรารีเฟรชเรท 120Hz และครอบทับด้วยกระจกกันรอย Corning Gorilla Glass Victus+

หน่วยประมวลผล ใช้หน่วยประมวลผลซีพียูแบบ Octa Core ความเร็ว 3.19GHz โดยใช้ชิปเซ็ท Qualcomm SM8475 Snapdragon 8+ Gen 1 (4 nm), หน่วยประมวลผลกราฟิก Adreno 730
RAM 12GB
หน่วยความจำภายในเครื่อง 256GB/512GB/1TB
microSD Card สูงสุด 1TB
ระบบปฏิบัติการ Android 12L ครอบทับด้วย One UI 4.1.1
เชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac/6e, dual-band, Wi-Fi Direct, hotspot
Bluetooth 5.2, A2DP, LE, aptX HD
GPS with A-GPS, GLONASS, GALILEO, BDS
NFC
พอร์ต USB Type-C 3.2, USB On-The-Go
กล้องถ่ายภาพ กล้องหลัง 3 เลนส์ AI Triple Camera พร้อมไฟแฟลช LED
– กล้องหลักความละเอียด 50 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8 (wide), 1.0µm, Dual Pixel PDAF และระบบกันสั่น OIS
– กล้องตัวที่ 2 เลนส์ Ultra Wide Angle ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2, 12mm, 1.12µm และถ่ายมุมกว้างได้ 123 องศา
– กล้องตัวที่ 3 เลนส์ Telephoto ความละเอียด 10 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4, 66mm, 1.0µm, PDAF, ระบบกันสั่น OIS และซูมออปติคอล 3x

*30X Space Zoom รวมฟีเจอร์ 3x Optical Zoom และ 30x digital zoom ด้วยเทคโนโลยี AI Super Resolution  การซูมมากถึง 3 เท่าอาจทำให้คุณภาพของรูปถ่ายลดลงได้

กล้อง Under Camera display 2.0 ความละเอียด 4 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8, ขนาดพิกเซล 2.0μm และ FOV 80˚

กล้องหน้าเซลฟี่ความละเอียด 10 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2. ขนาดพิกเซล 1.22μm และ FOV 85˚

รองรับระบบ Dual Slot  แบบ 2 ซิม ชนิดนาโนซิม และ 1 eSIM
2G GSM : GSM850, GSM900, DCS1800, PCS1900
3G UMTS : B1(2100), B2(1900), B4(AWS), B5(850), B8(900)
4G FDD LTE : B1(2100), B2(1900), B3(1800), B4(AWS), B5(850), B7(2600), B8(900), B12(700), B13(700), B17(700), B18(800), B19(800), B20(800), B25(1900), B26(850), B28(700), B66(AWS-3)
4G TDD LTE : B38(2600), B39(1900), B40(2300), B41(2500)
5G FDD Sub6 : N1(2100), N2(1900), N3(1800), N5(850), N7(2600), N8(900), N12(700), N20(800), N25(1900), N28(700), N66(AWS-3)
5G TDD Sub6 : N38(2600), N40(2300), N41(2500), N77(3700), N78(3500)
แบตเตอรี่ 4.400mAh รองรับระบบชาร์จเร็ว Super Fast Charging สามารถชาร์จจาก 0% ถึง 50% ได้ภายใน 30 นาทีด้วยอแดปเตอร์ชาร์จไว 25W หรือสูงกว่า
รองรับ Fast wireless charging 2.0
รองรับ Wireless PowerShare
สี Graygreen, Phantom Black, Beige และ Burgundy [Samsung.com Exclusive]
ราคา 59,900 บาท (256 GB)
65,900 บาท (512 GB)
75,900 บาท (1 TB)

รูปลักษณ์ดีไซน์ / การออกแบบ

Samsung Galaxy Z Fold4 มีรูปลักษณ์ดีไซน์ภายนอกที่ไม่ต่างจากรุ่นก่อน โดยมีขนาดตัวเครื่องที่ถือว่าแทบจะเท่าเดิมเลย แต่ซัมซุงมีการปรับให้หน้าจอทั้งด้านนอก และด้านในใหญ่ขึ้น โดยมีความกว้างขอบจอน้อยลง ทำให้หน้าจอด้านนอกมีขนาดใหญ่ขึ้นอีก 2.7 มม. ส่วนหน้าจอด้านในก็ใหญ่ขึ้นอีก 3 มม. ซึ่งถ้าเทียบกับรุ่นก่อน หน้าจอด้านในจะมีขนาดใหญ่ขึ้นอีก 10%

นอกจากนี้ยังมีจุดเด่นเป็นบานพับที่ปรับขนาดให้บางลงจากเดิมที่พับเข้าหากันจะมีขนาด 16 มม. รุ่นนี้มีการปรับลดลงมาอยู่ที่ขนาด 15.8 มม. พร้อมกับเพิ่มความแข็งแกร่งช่วยให้ใช้งานได้อย่างไม่ต้องกังวลเหมือนเดิม และยังเล็กลงจากรุ่นก่อน 271 กรัม เหลือ 263 กรัม ทำให้น้ำหนักเครื่องเบาลง ซึ่งเวลาถือจับใช้งานจริงก็ยังรู้สึกหนักอยู่ แต่ไม่มากนัก เมื่อถือจับใช้งานบ่อยๆ ก็จะชินไปเอง

ตัวบานพับของ Samsung Galaxy Z Fold4 ยังมีความสามารถที่มากกว่าแค่การกางออก-พับเข้าเท่านั้น โดยสามารถปรับมุมองศาได้หลากหลายไม่ว่าจะเลือกกางแค่ครึ่งเดียว หรือหยุดค้างตรงไหนก็ได้ ซึ่งตัวกลไกบานพับเองมีความแน่นมาก ไม่หลวมง่าย ทางซัมซุงเคลมว่าสามารถพับได้มากถึง 200,000 ครั้งเหมือนเดิมอีกด้วย

สำหรับดีไซน์ที่เปลี่ยนไปอีกอย่างของ Samsung Galaxy Z Fold4 เมื่อเทียบกับรุ่นก่อน ก็คือกรอบเครื่องที่ปรับให้ดู Flat ขึ้นลดความโค้งมนลง พร้อมเปลี่ยนผิวสัมผัสแบบด้านเป็นแบบมันวาว เพิ่มความหรูหราให้กับตัวเครื่อง แต่ก็อาจติดรอยนิ้วมือได้ง่ายขึ้น

ในส่วนหน้าจอแสดงผล เริ่มจากหน้าจอแสดงผลด้านนอกหรือ Cover Screen เป็นจอแบบ Dynamic AMOLED 2X ความละเอียด HD+ 904 x 2316 พิกเซล ขนาด 6.2 นิ้ว ในอัตราส่วน 23.1:9 โดยมีอัตรารีเฟรชเรท 120Hz และครอบทับด้วยกระจกกันรอย Corning Gorilla Glass Victus+

รวมทั้งมีการขยายขอบหน้าจอให้ชิดขึ้นไปถึงขอบเครื่องมากกว่าเดิม และมีความ Flat ขึ้นเป็นหน้าจอแบบแบนราบกว่าแต่ก่อ ทำให้แม้ความกว้างของหน้าจอจะมากขึ้น แต่เมื่อถือใช้งานก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันเทอะทะมากกว่าเดิมเมื่อเทียบกับรุ่นก่อน กลับกันยังทำให้มีพื้นที่มากขึ้น สามารถถือใช้งานได้คล่องกว่าเดิม

โดยตรงกลางด้านบนติดตั้งกล้องเซลฟี่ความละเอียด 10 ล้านพิกเซล ไว้สำหรับถ่ายภาพเซลฟี่สวยๆ และภาพ Portrait แบบหน้าชัดหลังเบลอได้

ขณะที่หน้าจอหลักแบบ Dynamic AMOLED 2X ความละเอียด QXGA+ 1812 x 2176 พิกเซล ขนาด 7.6 นิ้ว ในอัตราส่วน 21.6:18 โดยมีอัตรารีเฟรชเรท 120Hz, รองรับ HDR10+, ความสว่างสูงสุด 1200 nits และครอบทับด้วยกระจกกันรอย Ultra Thin Glass เวอร์ชั่น 2.0 (UTG 2.0) ให้ประสบการณ์การใช้งานหน้าจอกว้างที่เหมือนแท็บเล็ตขนาดย่อมๆ ทำอะไรได้มากขึ้น แถมยังถือจับใช้งานได้สะดวก และไม่หนักเท่าแท็บเล็ตอีกด้วย

และด้านขวาบนติดตั้งกล้อง Under Camera display 2.0 ความละเอียด 4 ล้านพิกเซล ซึ่งทางซัมซุงได้พัฒนารูปแบบการวางพิกเซลหน้าจอใหม่ทำให้เนียนตาขึ้น 20% ทำให้การทำงานทั่วไปไม่มีอะไรมารบกวนสายตา รวมถึงการดูคอนเทนต์ หรือเล่นเกม ก็แทบจะไม่เห็นเลนส์กล้องเลย เรียกว่าเนียนจริงๆ

ด้านหลังดีไซน์เรียบๆ พื้นผิวด้าน ซึ่งสีที่ทางทีมได้มารีวิวคือสี Phantom Black โดยมุมซ้ายด้านบนมีโมดูลกล้องที่ยื่นขึ้นมาภายในติดตั้งกล้อง 3 ตัว Triple Camera โดยวางเรียงกันในแนวตั้ง และมีไฟแฟลช LED อยู่ใต้เลนส์กล้อง 

ด้านซ้ายข้างตัวเครื่อง (เมื่อกางหน้าจอ) มีช่องใส่ซิมการ์ดแบบ nanoSIM Card ซึ่งรองรับ 2 SIM

ส่วนด้านขวาข้างเครื่อง (เมื่อกางหน้าจอ) มีปุ่มปรับเพิ่ม/ลดระดับเสียง กับปุ่ม Power สำหรับเปิด/ปิดเครื่อง และติดตั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือฝังไว้บนปุ่มนี้ด้วย

ด้านบนของตัวเครื่องมีช่องลำโพงเสียง กับช่องไมโครโฟนตัดเสียง

และด้านท้ายเครื่องประกอบไปด้วยช่องลำโพงเสียง, ช่องไมโครโฟนสนทนา และพอร์ต USB Type-C

ตัวเครื่อง Galaxy Z Fold4 ยังรองรับการกันน้ำมาตรฐาน IPX8 จมน้ำลึก 1.5 เมตรได้ยาวนาน 30 นาที ซึ่งหาไม่ได้จากสมาร์ตโฟนจอพับรุ่นอื่น สามารถใช้งานได้อย่างสบายแม้จะเจอละอองน้ำ หรือโดนน้ำกระเด็นใส่ แต่ในรุ่นนี้ยังไม่มีการรองรับการกันฝุ่น ดังนั้นควรระวังอย่าให้ไปอยู่กับเศษดินเศษทราย และคอยเช็คฝุ่นให้สะอาดบ่อย

อ่านต่อหน้า 2

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/review-samsung-galaxy-z-fold4/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=review-samsung-galaxy-z-fold4

Samsung โชว์จอม้วนได้แบบใหม่สำหรับคอมพิวเตอร์ ดึงออกด้านข้างเพื่อขยายจอได้

ในงาน Intel Innovation Keynote 2022 ที่ผ่านมา JS Choi ซีอีโอของบริษัท Samsung Display เผยโฉมหน้าจอ OLED แบบม้วนได้แบบใหม่ หน้าจอสามารถดึงออกเพื่อขยายขนาดได้จากทางด้านข้าง โดยสามารถขยายถึงขนาดใหญ่สุดถึง 17 นิ้ว จากขนาดเล็กสุดที่ 13 นิ้ว Choi กล่าวว่าจอสไลด์ได้ผลิตมาสำหรับคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานในลักษณะเหมือนแท็บเล็ต

ทั้งนี้ ยังไม่ได้มีการเปิดเผยข้อมูลสเปคและรายละเอียดอื่น ๆ

ที่มา: SamMobile

No Description

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/130653

ผุดฟีเจอร์ตั้งค่าหน้าจอล็อค OneUI 5 Beta ของ Samsung คล้ายกับ iOS 16

นักพัฒนาเผยตัวอย่างการปรับแต่งหน้าจอล็อค OneUI 5 Beta ข […] More

from:https://www.iphonemod.net/samsung-ios-16-lock-screen.html

หลุดภาพเรนเดอร์ Samsung Galaxy S23 / S23+ เผยดีไซน์แบบใหม่คล้ายตัว Ultra

แฟนๆของ Samsung Galaxy S Series น่าจะกำลังตั้งตารอ สมาร์ทโฟนรุ่นต่อไปอยู่แน่ๆ ว่ารุ่นใหม่ออกมาดีไซน์จะเป็นยังไง จะเปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน ล่าสุดก็ได้มีภาพเรนเดอร์ของ Galaxy S23 กับ S23+ หลุดออกมาให้เห็นกันแล้ว เผยดีไซน์กล้องหลังที่ดูคล้ายกับรุ่น Ultra มากขึ้น

Galaxsy S23 Series ในปีนี้การดีไซน์ตัวเครื่องจะเปลี่ยนไปเล็กน้อย โดยขนาดของเครื่อง Galaxy S23 จะยังคงพอๆ กับ Galaxy S22 Series แต่ดีไซน์ด้านหลังของตัวเครื่อบจะไม่มีกรอบรอบๆ เลนส์กล้องแล้ว ซึ่งจะเป็นดีไซน์แบบเดียวกันกับ Galaxsy S22 Ultra ที่มีแต่ตัวเลนส์เท่านั้น

ในขณะเดียวกันก็มีข่าวลือว่า Galaxy S23 Series จะมีแบตเตอรี่ 3900 mAh รองรับการชาร์จไวแค่ 25W เหมือนเดิม มาพร้อมกับชิป Snapdragon 8 Gen 2 หรือ Exynoss 2300 แบ่งตามโซนประเทศออกไป



 

สำหรับ Galaxy S23+ ก็จะมีขนาดเท่ากับ Galaxy S22+ ด้วยหน้าจอขนาด 6.6 นิ้ว ส่วนสเปค, แบตเตอรี่และดีไซน์ก็จะเหมือนกับ S23 เลย



 

ตัวท็อป Galaxy S23 Ultra ตอนนี้ยังไม่มีภาพเรนเดอร์หลุดออกมาครับ แต่คาดว่าสเปคก็คงไม่พ้นชิป Snapdragon 8 Gen 2 หรือ Exynos 2300 เหมือนกัน และยังคงมากับสเปคกล้องที่เทพกว่ารุ่นน้อง กับรองรับปากกา S pen อีกเช่นเคยครับ

 

ที่มา: Gsmarena

from:https://droidsans.com/samsung-galaxy-s23-series-render-leaks/

ถึงเวลาแล้วที่จะเป็นเจ้าของสมาร์ทโฟนจอพับได้ Galaxy Z Flip3 เพียง 25,900 บาท

โอกาสการเป็นเจ้าของสมาร์ทโฟนจอพับได้ ในราคาสุดคุ้มมาถึงแล้ว ซัมซุงส่ง Galaxy Z Flip3 สมาร์ทโฟนจอพับได้ที่เข้าถึงทุกไลฟ์สไตล์การใช้งาน พร้อมโปรโมชั่นเพื่อให้ทุกคนได้มาลองสัมผัสประสบการณ์การใช้สมาร์ทโฟนจอพับได้ ที่จะมายกระดับและเปลี่ยนแปลงชีวิตการใช้สมาร์ทโฟนแบบเดิมๆ ในราคาสุดคุ้มค่า ใครที่กำลังลังเลอยู่ พลาดไม่ได้แล้ว!

Samsung Galaxy Z Flip3

รายละเอียดโปรโมชั่น และสิทธิพิเศษ

เมื่อซื้อ Galaxy Z Flip3 ความจุ 128 GB สีครีม รับส่วนลดทันที 2,000 บาท โดยสามารถซื้อ Galaxy Z Flip3 ได้ในราคาเพียง 29,900 บาท จากราคาปกติ 31,900 บาท

  • รับส่วนลดเพิ่มอีก 4,000 บาท จากราคาประเมิน เมื่อนำสมาร์ทโฟน หรือ แท็บเล็ตเครื่องเก่ามาแลก ทำให้สามารถเป็นเจ้าของ Galaxy Z Flip3 ได้ในราคาเพียง 25,900 บาท
  • ฟรี ประกันจอ Samsung Care+ 1 ปี มูลค่า 5,099 บาท เปลี่ยนจอฟรี  ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม ตามมูลค่าคุ้มครอง

มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ Flex Community ได้แล้วตั้งแต่วันนี้ ที่ Samsung Experience Store หรือ samsung.com  และร้านค้าที่ร่วมรายการทั่วประเทศ

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/its-time-to-own-a-foldable-smartphone-galaxy-z-flip3-for-only-25900-baht/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=its-time-to-own-a-foldable-smartphone-galaxy-z-flip3-for-only-25900-baht

เผยรายชื่อมือถือ Samsung Galaxy จำนวน 7 รุ่น ที่จะได้รับ One UI 5.0 (Android 13) ภายในปีนี้

Samsung กำลังทำงานกันอย่างหนักเพื่อพัฒนา One UI 5.0 ที่มีพื้นฐานอยู่บนระบบ Android 13 สำหรับอุปกรณ์ Galaxy ทั้งมือถือและแท็บเล็ตที่รองรับค่ะ โดยที่ปล่อยออกมาช่วงนี้ยังเป็นแค่เวอร์ชัน Beta ให้บางรุ่นได้ทดสอบกันอยู่ และล่าสุดมีข้อมูลจากแหล่งข่าววงในออกมาเผยรายชื่อมือถือ Galaxy ที่ได้รับเฟิร์มแวร์ One UI 5.0 ภายในปี 2022 ก่อนใครเพื่อนอีกด้วยค่ะ

One UI 5.0 ที่มีพื้นฐานอยู่บนระบบ Android 13 ที่จะปล่อยให้มือถือบางรุ่นได้รับอัปเดตกันภายในปี 2022 นี้ จะเป็นตัวสมบูรณ์แล้วค่ะ โดยมือถือรุ่นที่จะได้รับกันก็แน่นอนว่าเหล่าซีรีส์เรือธงจะต้องได้ก่อนใครเลย แต่ก็ยังมีเซอร์ไพรส์สำหรับซีรีส์ Galaxy A ติดมาหนึ่งรุ่นด้วย ตามนี้ค่ะ

มือถือที่จะได้รับ One UI 5.0 ภายในปี 2022

  1. Samsung Galaxy S21
  2. Samsung Galaxy S22
  3. Samsung Galaxy Z  Fold3
  4. Samsung Galaxy Z  Fold4
  5. Samsung Galaxy Z  Flip3
  6. Samsung Galaxy Z  Flip4
  7. Samsung Galaxy A53

ต้องมารอดูกันอีกทีว่า Samsung จะเปิดตัว One UI 5.0 อย่างเป็นทางการเมื่อไหร่ค่ะ เราจะได้รู้รายชื่อของมือถือและกำหนดการแบบเต็ม ๆ ว่ารุ่นไหนจะได้อัปเดตกันเมื่อไหร่บ้าง

ที่มา : Sammobile

from:https://droidsans.com/samsung-exclusive-samsung-galaxy-upgrades-android-13/

แค่นี้ก็พอ…หลุดข้อมูล Samsung Galaxy S23 Ultra จะรองรับระบบชาร์จไวสูงสุด 25W

ในปัจจุบันจะเห้นว่ามือถือเรือแบรนด์จีนทั้งเรือธงและระดับกลางหลาย ๆ รุ่น มักจะมากับระบบชาร์จไวสุด ๆ เป็นหลัก 100W+ กันหมดแล้ว บางทีมือถือระดับเริ่มต้นก็ยังเริ่มที่ 33W กันแล้วด้วยซ้ำ…แต่สำหรับมือถือเรือธงของแบรนด์ระดับต้น ๆ ของโลกอย่าง Samsung และ Apple ยังคงให้ระบบชาร์จมาแค่ระดับไม่กี่สิบวัตต์เท่านั้น โดยล่าสุดมีข้อมูลออกมาว่า Samsung Galaxy S23 Ultra ที่จะเปิดตัวในช่วงต้นปีหน้า จะรองรับระบบชาร์จไวสูงสุดแค่ 25W เท่านั้น

ข้อมูลระบบชาร์จไวของ Galaxy S23 Ultra คราวนี้ มาจากหน่วยงาน CCC ของจีน ซึ่งมือถือรุ่นดังกล่าวได้ผ่านการรับรองเรียบร้อยแล้ว มีรหัสรุ่นว่า SM-S9180 และตามข้อมูลบอกว่ามือถือรุ่นนี้จะรองรับระบบชาร์จสูงสุดที่ 25W (11V/2.25A) เท่านั้น

และหากใครยังจำได้ก็จะรู้ว่า นี่มันชาร์จได้ช้ากว่ารุ่นเก่าซะอีก เพราะ Galaxy S22 Ultra รุ่นปัจจุบันก็รองรับการชาร์จตั้ง 45W เข้าไปแล้ว อย่างนี้หมายความว่า Samsung แอบมาลดสเปคกันหรือเปล่า?

แต่จริง ๆ ก็คงไม่ได้เป็นการลดสเปคที่ทำให้ใช้งานได้แย่ลงหรอกครับ เพราะจากการทดลองมาเทียบการชาร์จระหว่าง 45W และ 25W ระหว่าง Galaxy S22 Ultra กับ Galaxy S21 Ultra จะพบว่าไม่ได้มีเวลาชาร์จที่ต่างกันเท่าไร (ต่างกันราว ๆ 5 นาทีเท่านั้นเอง)

และจากการทดสอบก็พบว่า Galaxy S22 Ultra ชาร์จสูงถึง 45W เพียงเวลาแค่แป็บเดียวเท่านั้น และหลังจากที่แบตเตอรี่ขึ้นมาอยู่ในระดับนึงแล้วก็จะถูกลดกำลังไฟลงมาลงมาจาก 45W จึงเป็นไปได้ว่าตอนนี้ Samsung เจอวิธีที่จะทำให้การชาร์จสูงสุด 25W อยู่ได้นานมากขึ้นเพื่อที่จะให้ชาร์จได้ไวสูสีหรือเทียบเท่ากับการชาร์จ 45W แล้ว หรือเป็นไปได้อีกว่าสเปคนี้จะใช้กันในตัวเครื่องที่วางขายในบางโซนอย่างเช่นจีนเท่านั้น

นอกจากนี้ยังมีข่าวลือว่า Galaxy S23 Ultra จะมีรูปร่างดีไซน์ที่ไม่ค่อยต่างจากรุ่นเดิม Galaxy S22 Ultra แต่ว่าจะใช้เซนเซอร์กล้อง 200MP มาพร้อมกับชิปตัวแรง Snapdragon 8 Gen 2 รุ่นใหม่ แต่ก็ยังมีข่าวอยู่ว่าบางโซนอาจจะใช้ชิป Exynos 2300 แทน ยังไงต้องติดตามดูข้อมูลขึ้นทะเบียนในประเทศอื่น ๆ เพื่อเทียบสเปคกันอีกทีครับ

 

ที่มา : gsmarena, myfixguide

from:https://droidsans.com/samsung-galaxy-s23-ultra-25w-charge-3c-china/

รีวิว Samsung Galaxy Watch5: ดีครบเครื่อง แต่แบตควรอึดกว่านี้ และบางฟีเจอร์ใช้ในไทยไม่ได้

ซัมซุงได้เปิดตัว Galaxy Watch5 สมาร์ทวอทช์รุ่นล่าสุดไปเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ดูเผินๆ แล้วแทบไม่ต่างกับ Watch4 หน่วยประมวลผลก็ตัวเดียวกัน หน้าตาก็ไม่ต่างกัน แต่ถ้าใครกำลังมองหาสมาร์ทวอทช์เรือนแรกหรืออัปเกรดนาฬิกาในรอบหลายปี Galaxy Watch5 ก็เป็นตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ

รีวิวนี้ใช้ Samsung Galaxy Watch5 (Bluetooth) สี Pink Gold ขนาด 40 มม. เครื่องศูนย์ไทย โดยผู้รีวิวเป็นผู้จัดหาอุปกรณ์ดังกล่าวด้วยตนเอง

การออกแบบ

ด้านข้างของ Galaxy Watch5 ขณะสวมใส่

Galaxy Watch5 รุ่นที่นำมารีวิวในครั้งนี้เป็นสี Pink Gold ซึ่งก็มีสีออกไปทางชมพูอมทองตามชื่อ ตัวเรือนทำจากอะลูมิเนียมให้ผิวสัมผัสแบบด้าน ส่วนที่ปุ่มจะเป็นแบบเงาเล็กน้อย

หน้าปัดขนาด 40 มม. นี้ถือว่ากำลังดีสำหรับคนข้อมือเล็ก ทั้งนี้ขอบจอมีความหนาประมาณ 5 มม. นับจากขอบนอกของตัวเรือน ซึ่งดูแล้วรู้สึกว่ายังค่อนข้างหนาไปหน่อยสำหรับแบรนด์ที่เชี่ยวชาญเรื่องจออย่างซัมซุง

สายนาฬิกาทำจากวัสดุฟลูออโรอีลาสโตเมอร์ ที่มีสัมผัสคล้ายกับซิลิโคน ใส่ได้สบายข้อมือ ไม่แข็ง มาในสีคล้ายเปลือกไข่ไก่ โดยรวมแล้ว Galaxy Watch5 สามารถใส่ได้สบายข้อมือ ไม่รู้สึกรำคาญหรือหนักมือ

Galaxy Watch5 ใช้สายนาฬิกาขนาด 20 มม. แบบมาตรฐาน สามารถหาซื้อสายนาฬิกาทั่วไปมาเปลี่ยนได้

การตั้งค่าครั้งแรก

ก่อนการใช้งาน เราจะต้องนำนาฬิกา Galaxy Watch5 มาเชื่อมต่อกับโทรศัพท์ก่อน ซึ่งก็ทำผ่านแอปพลิเคชัน Samsung Wear บนโทรศัพท์แอนดรอยด์ที่รองรับ Google Mobile Services (พูดง่ายๆ ว่าใช้กับหัวเหว่ยไม่ได้) และนั่นหมายความว่าไม่สามารถใช้ Galaxy Watch5 ร่วมกับ iPhone ได้

การตั้งค่าไม่ได้ยุ่งยาก แต่มีหลายขั้นตอนโดยไม่จำเป็น (บางขั้นตอนควรเก็บไว้ในเมนูตั้งค่าให้ผู้ใช้ไปจัดการเองภายหลัง) นอกจากนี้ใช้แอป Samsung Wear อย่างเดียวยังไม่พอ เราต้องติดตั้งแอป Galaxy Watch5 Plugin เพิ่มอีกแอปด้วย ทำให้การตั้งค่าครั้งแรกใช้เวลาไปประมาณ 8 นาที

หน้าจอและหน้าปัด

Galaxy Watch5 รุ่นหน้าปัด 40 มม. มีขนาดหน้าจอจริงอยู่ที่ประมาณ 30 มม. เหมาะกับคนข้อมือเล็ก แน่นอนว่าขนาดหน้าจอมีพื้นที่ให้ใช้น้อยกว่ารุ่นหน้าปัด 44 มม. แต่ถ้าถามว่าพอกับการใช้งานมั้ย ก็ถือว่าพอ แต่การใช้งานคีย์บอร์ดคงไม่สะดวกเท่ารุ่นใหญ่

แน่นอนว่าหน้าจอของ Galaxy Watch5 เป็นแบบ OLED ซึ่งรองรับการแสดงผลแบบตลอดเวลา (always-on display) สามารถปรับความสว่างได้อัตโนมัติ และในการใช้งานกลางแจ้งก็เห็นหน้าจอได้ค่อนข้างชัดเจน แต่ก็ไม่ได้สว่างสู้แดดเท่าหน้าจอมือถือ

จุดเด่นหนึ่งของ Galaxy Watch รุ่นก่อนๆ คือการมีวงแหวนบนหน้าปัดที่สามารถหมุนได้จริง เพื่อควบคุมการเลื่อนเมนูบนหน้าจอ แม้ว่าบน Galaxy Watch5 จะไม่มีวงแหวนนั้นแล้ว แต่เราก็ยังสามารถจำลองการหมุนวงแหวนได้ด้วยการใช้นิ้วเลื่อนที่ขอบหน้าปัดแทน แน่นอนว่าไม่ได้แม่นยำเท่าการใช้วงแหวนจริงๆ แต่ก็ถือว่าใช้งานได้

เลือกหน้าปัด

รูปแบบหน้าปัดที่มีมาพร้อมกับ Galaxy Watch5 ก็มีให้เลือกอย่างเหลือเฟือเอามากๆ เราสามารถเปลี่ยนหน้าปัดได้ด้วยการกดค้างที่หน้าปัด แล้วปัดไปทางขวาสุดเพื่อเพิ่มหน้าปัดใหม่ หน้าปัดแต่ละแบบก็ยังสามารถปรับแต่งเพิ่มเติมได้อีก เช่น เปลี่ยนสี เปลี่ยนลาย เปลี่ยนไอคอนและสถานะต่างๆ ที่แสดงบนหน้าปัด เป็นต้น และถ้ายังไม่ถูกใจหน้าปัดที่ซัมซุงมีมาให้ ก็สามารถดาวน์โหลดเพิ่มเติมได้จาก Play Store

การใช้งานทั่วไป

Galaxy Watch5 มีคุณสมบัติพื้นฐานที่คล้ายกับสมาร์ทวอทช์ทั่วไป เช่น แสดงการแจ้งเตือน ใช้งานแอปต่างๆ วัดข้อมูลการออกกำลังกายและการนอน เป็นต้น การเลื่อนหน้าจอ เปิดแอป เข้าเมนูต่างๆ ก็ทำได้ลื่นไหลสมราคา

App drawer

Galaxy Watch5 ใช้ระบบปฎิบัติการ Wear OS ที่ซัมซุงพัฒนาร่วมกับกูเกิล ดังนั้นจึงสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันจาก Play Store ได้ ทั้งผ่านโทรศัพท์มือถือแอนดรอยด์ และบนตัวนาฬิกาเอง ซึ่งพื้นที่เก็บข้อมูลที่เหลือใช้งานจริงประมาณ 7 GB ก็น่าจะเพียงพอต่อการใช้งานแล้ว

ตัวนาฬิกามาพร้อมกับ Wi-Fi ในตัว ทำให้สามารถใช้งานแอปที่ต้องใช้อินเทอร์เน็ต เช่น Assistant, LINE, Play Store ได้โดยไม่จำเป็นต้องเชื่อมต่อกับโทรศัพท์ แต่ก็แน่นอนว่าการเชื่อมต่อ Wi-Fi โดยตรงจะใช้แบตเตอรี่มากกว่าบลูทูธ อย่างไรก็ตามถ้าเชื่อมต่อกับมือถืออยู่ นาฬิกาก็จะตัด Wi-Fi ให้อัตโนมัติ

แอปพลิเคชัน LINE

การแจ้งเตือนสามารถแสดงภาษาไทยได้ สามารถตอบข้อความ ตอบไลน์ผ่านการแจ้งเตือนได้ แต่คีย์บอร์ดภาษาไทยของ Samsung Keyboard เรียกว่าพิมพ์ยากพอสมควร จะคล้ายกับมือถือปุ่มกดแบบเมื่อก่อน แต่ไม่ได้เหมือนเสียทีเดียว ซึ่งทำให้พิมพ์ไทยยากมาก กระนั้นก็สามารถดาวน์โหลดคีย์บอร์ด Gboard ของกูเกิลมาใช้แทนได้

Galaxy Watch5 มาพร้อมกับระบบสั่งงานด้วยเสียง Bixby ซึ่งทำงานได้เร็ว ใช้คำสั่งพื้นฐานทั่วไปอย่างจับเวลา หรือเริ่มการออกกำลังกายได้สบาย และเสียงจากลำโพงก็ฟังได้ชัดเจน ส่วนถ้าใครต้องการใช้ Google Assistant ก็สามารถดาวน์โหลดผ่าน Play Store ได้ ซึ่งก็ทำงานได้เร็วเช่นกัน ระบบสั่งงานด้วยเสียงจะฟังเราเรียก (Hey, Google และ Hi, Bixby) เฉพาะตอนที่หน้าจอเปิดอยู่เท่านั้น เพื่อประหยัดพลังงาน แต่ก็สามารถปิดให้ไม่ต้องฟังไปเลยก็ได้เช่นกัน

คีย์บอร์ดภาษาไทยของ Gboard ใช้สะดวกกว่า Samsung Keyboard

Galaxy Watch5 รองรับการคุยโทรศัพท์ผ่านไมโครโฟนและลำโพงในตัว โดยจะต้องเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถืออยู่ด้วย (แต่ถ้าเป็นรุ่น LTE จะคุยโทรศัพท์ได้โดยไม่ต้องเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือ) ลำโพงมีเสียงดังค่อนข้างชัดเจนให้ได้ยินในห้องปิด ส่วนไมโครโฟนก็สนทนาได้โดยปลายสายไม่ต้องถามซ้ำว่าเราพูดว่าอะไร

การใช้งานด้านสุขภาพ

การออกกำลังกาย

Galaxy Watch5 รองรับการบันทึกการออกกำลังกายมากกว่า 90 ประเภท ไม่ว่าจะเป็นเดิน วิ่ง ปั่นจักรยานกลางแจ้ง ปั่นจักรยานแบบเครื่อง ว่ายน้ำ เดินป่า สกี แอโรบิก บัลเล่ต์ เบสบอล กอล์ฟ คายัก ไปจนถึงร่มร่อน เป็นต้น

ด้วยความที่ Galaxy Watch5 มี GPS ในตัว จึงบันทึกเส้นทางการออกกำลังกายได้โดยไม่ต้องเชื่อมต่อกับโทรศัพท์ จากการใช้งานขณะปั่นจักรยาน พบว่า GPS ใช้เวลาประมาณ 10 วินาทีในการระบุตำแหน่ง เมื่อระบุตำแหน่งได้แล้วก็ถือว่ามีความแม่นยำในการบันทึกเส้นทางตลอดการออกกำลังกาย สามารถบอกความเร็วเฉลี่ยและระยะทางได้

ตัวนาฬิกาสามารถหยุดบันทึกกิจกรรมชั่วคราวได้เมื่อเราหยุดพักอยู่กับที่ ซึ่งก็ทำงานได้เร็วเพราะเมื่อหยุดอยู่กับที่สัก 3 วินาที นาฬิกาก็หยุดชั่วคราวให้แล้ว

การนอน

การติดตามการนอนสามารถทำได้อย่างแม่นยำ ว่าหลับตอนไหนและตื่นตอนไหน สามารถแยกประเภทของช่วงการนอนหลับและแสดงเป็นกราฟได้ สามารถวัดปริมาณออกซิเจนในเลือดได้ว่าช่วงไหนมีปริมาณเท่าไร

ข้อสังเกตคือ Galaxy Watch5 รายงานว่ามีช่วงที่กำลังตื่น (awake) ค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับ Mi Band โดยคืนหนึ่งที่ทดสอบ Galaxy Watch5 รายงานว่ามีช่วงเวลาตื่นเกือบ 2 ชั่วโมง ขณะที่ Mi Band จับได้ที่ 2 นาทีเท่านั้น ซึ่งถ้าใช้ความรู้สึกตอนนอนจริงๆ ก็ต้องบอกว่า Mi Band ดูจะตรงกับความจริงมากกว่า เพราะไม่รู้สึกว่าตัวเองตื่นระหว่างที่นอนอยู่เลย ส่วนข้อมูลการนอนหลับช่วงอื่นๆ ถือว่าใกล้เคียงกัน

Galaxy Watch5 สามารถตรวจจับการกรนได้ ว่ามีเสียงกรนในช่วงไหน รวมมีกี่นาที และเราก็กดฟังเสียงได้ แต่การตรวจจับการกรนจะต้องเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือและวางไว้ใกล้ๆ เพราะจะใช้มือถือในการบันทึกเสียง ซึ่งข้อดีคือไม่มารบกวนแบตเตอรี่ของนาฬิกา

สุขภาพทั่วไป

Galaxy Watch5 รองรับการวัดมวลร่างกาย ด้วยการวางสองนิ้วลงบนปุ่มด้านข้างนาฬิกาทั้งสองปุ่ม ตัวนาฬิกาก็จะปล่อยกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ เพื่อวัดค่ามวลกระดูก มวลกล้ามเนื้อ มวลไขมัน เปอร์เซ็นต์ไขมัน และปริมาณนำ้ในร่างกาย

วางนิ้วลงบนปุ่มด้านข้างเพื่อวัดมวลร่างกาย

เราสามารถตั้งเป้าหมายในแอปพลิเคชัน Samsung Health บนโทรศัพท์ได้ว่าต้องการมีน้ำหนักเท่าไร เปอร์เซ็นต์ไขมันเท่าไร มวลกล้ามเนื้อเท่าไร ซึ่งตั้งเป้าหมายได้ทั้งแบบเพิ่มและลด

นอกจากนี้ก็มีคุณสมบัติการวัดชีพจรที่สามารถตั้งได้ว่าจะวัดทุก 10 นาทีหรือวัดตลอดเวลา สามารถวัดออกซิเจนในเลือดได้ วัดระดับความเครียดได้ และแน่นอนว่าสามารถนับก้าวเดินได้

ข้อด้อยคือถึงแม้ว่า Galaxy Watch5 จะรองรับการวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) และความดันโลหิต แต่ในไทยยังไม่ได้รับการอนุมัติให้ใช้งานอย่างเป็นทางการ และการจะวัด ECG และความดันโลหิตก็ต้องใช้ร่วมกับโทรศัพท์ของซัมซุงเท่านั้น

ข้อสังเกตอีกข้อคือ Galaxy Watch5 มาพร้อมกับเซ็นเซอร์อินฟราเรดสำหรับวัดอุณหภูมิร่างกาย แต่ ณ วันที่รีวิวยังไม่สามารถใช้งานคุณสมบัตินี้ได้ และซัมซุงก็ยังไม่ได้ให้ข้อมูลว่าจะสามารถใช้งานได้เมื่อไร

สำหรับข้อมูลการนอน การออกกำลังกาย และข้อมูลสุขภาพอื่นๆ สามารถดูได้ในแอปพลิเคชัน Samsung Health บนโทรศัพท์ ซึ่งจะมีข้อมูลที่ละเอียดกว่าบน Galaxy Watch5

แบตเตอรี่

ในการวัดระยะการใช้งานแบตเตอรี่เราจะวัดตั้งแต่มีแบตเตอรี่ 100% จนลดเหลือ 5% โดยเปิดโหมดประหยัดพลังงานตอนที่แบตเหลือ 15% รูปแบบการใช้งานก็จะไม่ได้หนักมาก ตั้งการวัดชีพจรเป็นแบบทุก 10 นาที เปิดการวัดออกซิเจนขณะนอนหลับ เปิดบลูทูธตลอดเวลาแต่ปิด Wi-Fi (เชื่อมกับโทรศัพท์อยู่แล้วจึงไม่จำเป็นต้องใช้ Wi-Fi) ปรับความสว่างจออัตโนมัติ มีการแจ้งเตือนทั้งวัน ออกกำลังกายประมาณวันละ 20 นาที

  • แบตเตอรี่อยู่ได้ประมาณ 33 ชั่วโมง แบบไม่เปิด always-on display
  • แบตเตอรี่อยู่ได้ประมาณ 30 ชั่วโมง เมื่อเปิด always-on display
  • แบตเตอรี่อยู่ได้ประมาณ 32 ชั่วโมง เมื่อใช้การวัดชีพจรแบบทุก 1 นาที
  • ปั่นจักรยานความยาว 20 นาทีพร้อมใช้ GPS นาฬิกาในการวัดระยะทาง ใช้แบตเตอรี่ไป 2%
  • ใส่นอนและเปิดการวัดระดับออกซิเจนขณะนอน ใช้แบตเตอรี่ประมาณ 16% สำหรับการนอน 7 ชั่วโมงครึ่ง
ครั้งที่ ระยะเวลา (ชม.) Always-on Display วัดชีพจรตลอดเวลา
1 36:41 ปิด ปิด
2 28:22 ปิด ปิด
3 32:25 ปิด ปิด
4 36:14 ปิด ปิด
5 29:05 ปิด เปิด
6 35:35 ปิด เปิด
7 27:44 เปิด ปิด
8 32:19 เปิด ปิด
ระยะเวลาแบตเตอรี่ตามการใช้งานแบบต่างๆ

จากตารางจะเห็นว่าระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่ค่อนข้างจะแกว่งไปมา แล้วแต่การใช้งานในวันนั้นๆ แต่ส่วนใหญ่จะสามารถใช้งานได้เกิน 30 ชั่วโมงต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง

แม้ว่าแบตเตอรี่จะไม่อึดมาก แต่ Galaxy Watch5 ก็รองรับการชาร์จเร็วที่กำลังไฟ 10 วัตต์ (5V/2A) โดยใช้เวลาชาร์จจาก 5% ถึง 100% ประมาณ 70 นาที แต่ถ้ามีเวลาน้อยจริงๆ การชาร์จ 30 นาทีก็ยังพอให้มีเหลือแบตเมื่อกลับถึงบ้าน แต่อาจต้องใช้งานอย่างประหยัดแบตเตอรี่

ชาร์จแบบไร้สายด้วยแท่นชาร์จที่มีมาให้

สรุป

Galaxy Watch5 เป็นนาฬิกาที่มีคุณสมบัติการใช้งานครบครันสำหรับสมาร์ทวอทช์ ทั้งฟีเจอร์ด้านสุขภาพและการใช้งานทั่วไปผ่านแอปต่างๆ ของ Wear OS แต่บางฟีเจอร์ที่เป็นจุดขายอย่างการวัด ECG ก็ยังใช้งานในไทยไม่ได้ และแบตเตอรี่ก็ควรใช้งานได้สักสองวันเต็ม จะได้ไม่ต้องชาร์จทุกวัน โดยรวมถือเป็นนาฬิกาที่ดี ใช้งานได้ลื่นไหล และจะยิ่งเหมาะที่สุดกับผู้ที่ใช้โทรศัพท์ซัมซุงอยู่แล้ว

หากใครที่ใช้ Galaxy Watch4 อยู่แล้ว แน่นอนว่าไม่มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนเป็น Galaxy Watch5 เลย เพราะสิ่งที่จะได้คือการชาร์จที่เร็วขึ้นและหน้าปัดแบบแซฟไฟร์ ส่วนการวัดอุณหภูมิร่างกายและ ECG จะใช้ในไทยได้เมื่อไรก็ยังไม่มีข้อมูล

จุดเด่น

  • ชาร์จแบตเตอรี่ได้รวดเร็ว เพียงครึ่งชั่วโมงก็เพียงพอให้นำออกไปใช้ได้จนกลับบ้าน
  • มี GPS ในตัว ติดตามการออกกำลังกายได้โดยไม่ต้องเชื่อมต่อโทรศัพท์
  • คุยโทรศัพท์ได้ค่อนข้างชัดเจน
  • แม้วงแหวนรอบจอแบบสัมผัสจะไม่ดีเท่าวงแหวนจริงๆ แต่ก็น่าใช้งาน
  • การพลิกข้อมือเพื่อปลุกหน้าจอ (raise to wake) ทำงานได้เร็ว
  • มีคุณสมบัติด้านสุขภาพครบครัน ทั้งการวัดมวลร่างกาย ชีพจร ระดับออกซิเจน คุณภาพการนอน และนับก้าวเดิน

จุดด้อย

  • บางคุณสมบัติ เช่น การวัด ECG และการวัดอุณหภูมิร่างกาย ต้องใช้กับโทรศัพท์ซัมซุงเท่านั้น
  • การวัด ECG และอุณหภูมิร่างกายยังไม่พร้อมใช้งานในไทย
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้ข้ามวันก็จริง แต่ในวันที่สองก็จะไม่เพียงพอให้ใช้ทั้งวัน
  • อายุแบตเตอรี่ค่อนข้างแกว่งและคาดเดายาก ตั้งแต่ 27 ชั่วโมงถึง 36 ชั่วโมง
  • Wear OS ใช้งานกับ iPhone และหัวเหว่ยรุ่นใหม่ๆ ไม่ได้ เพราะต้องการ Google Mobile Services

from:https://thehaptic.co/2022/09/21921/

Tips | วิธีเช็คสเปค, เช็คเบอร์ตัวเอง, เช็คเครือข่าย, ดูเลข IMEI, รุ่น Android สำหรับ Samsung | OPPO | vivo | Xiaomi

หลายคนน่าจะมีปัญหากับความขี้หลงขี้ลืมของตัวเอง จนบางทีก็จำอะไรเกี่ยวกับมือถือตัวเองไม่ได้อย่างเวลามีคนขอเบอร์ ก็ดันลืม, ใช้เครือข่ายอะไรอยู่ ก็ลืม, ใช้มือถือรุ่นอะไร…ก็จำได้แต่ยี่ห้อ หรือจะลงทะเบียนประกันเครื่องก็หา IMEI ไม่เจอ ถ้าใครเป็นแบบนี้ก็ไม่ต้องห่วง (เพราะผมก็เป็น 5555) เราได้รวมเอาวิธีดูข้อมูลต่าง ๆ ของมือถือแต่ละรุ่นมาให้กดดูได้ง่าย ๆ ทั้ง Samsung, OPPO, vivo, Xiaomi ครับ

Samsung

วิธีเช็คเบอร์ตัวเอง | รุ่นมือถือ | เลข IMEI | Serial number

เข้าไปที่ การตั้งค่า (Settings) > เกี่ยวกับโทรศัพท์ (About phone) ในหน้านี้ก็จะเจอกับข้อมูลทั้งเบอร์โทร, Serial numbers และรหัสรุ่นเลยครับ

วิธีเช็ครุ่น Android | รุ่นเฟิร์มแวร์ | รุ่น Security Patch

ถ้าอยากดูข้อมูลเวอร์ชั่นเฟิร์มแวร์, รุ่น Android และ Security Patch ก็ให้เข้าไปที่ การตั้งค่า (Settings) > เกี่ยวกับโทรศัพท์ (About phone) > ข้อมูลซอฟต์แวร์ (Software)

วิธีเช็คเครือข่ายที่ใช้อยู่

และหากต้องการเช็คว่าใช้เครือข่ายอะไรอยู่ก็ให้เข้าไปที่ การตั้งค่า (Settings) > เกี่ยวกับโทรศัพท์ (About phone) > ข้อมูลสถานะ (Status) > สถานะ SIM การ์ด

OPPO | realme

วิธีเช็คสเปค | รุ่นมือถือ | รุ่น Android | รุ่นเฟิร์มแวร์ | รุ่น Security Patch

มือถือ OPPO และ realme จะง่ายหน่อย เพราะรวมข้อมูลต่าง ๆ ไว้ในแค่ 2 เมนูเท่านั้น อันแรกให้เข้าไปที่ การตั้งค่า (Settings) > เกี่ยวกับอุปกรณ์ (About phone) แค่นี้ก็จะเจอทั้ง CPU, RAM, ความจุ, เวอร์ชัน Android และอื่น ๆ เกือบครบเลย

วิธีเช็คเบอร์ตัวเอง | เลข IMEI | Serial number | เครือข่ายที่ใช้อยู่

หากต้องการเช็คเบอร์ เช็ค เครือข่าย ก็เข้าไปที่ การตั้งค่า (Settings) > เกี่ยวกับอุปกรณ์ (About phone) > สถานะ (Status) > สถานะของซิมการ์ด (SIM Status)

vivo

วิธีเช็คสเปค | รุ่น Android

แค่เข้าไปที่เมนู การตั้งค่า (Settings) > เกี่ยวกับโทรศัพท์ (About phone) ก็จะเจอกับข้อมูลของสเปคเครื่องอย่าง CPU, RAM, ความจุ และเวอร์ชัน Android ที่เราใช้อยู่แล้วครับ

วิธีเช็ครุ่นเฟิร์มแวร์ | รุ่นมือถือ | Serial number

การเช็คเฟิร์มแวร์, Serial Number และอื่น ๆ ก็ให้เข้าไปลึกกว่าเดิมหน่อย การตั้งค่า (Settings) > เกี่ยวกับโทรศัพท์ (About phone) > ข้อมูลซอฟต์แวร์

วิธีเช็คเบอร์ตัวเอง | เลข IMEI | เครือข่ายที่ใช้อยู่

ถ้าจะเช็คเบอร์เช็คเครือข่ายก็เข้าไปที่ การตั้งค่า (Settings) > เกี่ยวกับโทรศัพท์ (About phone) > สถานะ (Status) ก็เจอแล้วครับ

Xiaomi

วิธีเช็ครุ่น Android | รุ่นเฟิร์มแวร์

การเช็ครุ่นของ MIUI ให้เข้าไปที่ การตั้งค่า (Settings) > เกี่ยวกับโทรศัพท์ (About phone) ก็จะเจอกับข้อมูลของ รุ่น Android และรุ่นเฟิร์มแวร์ที่เราใช้อยู่ครับ

วิธีเช็คสเปค

ถ้าต้องการเช็คสเปคของมือถือให้เข้าไปที่ การตั้งค่า (Settings) > เกี่ยวกับโทรศัพท์ (About phone) > รายละเอียดทั้งหมด ก็จะเจอกับทั้ง CPU, RAM, เวอร์ชั่น Android และ Security Patch ด้วย

วิธีเช็คเบอร์ตัวเอง | เลข IMEI | เครือข่ายที่ใช้อยู่ | รุ่นมือถือ

เข้าไปที่ การตั้งค่า (Settings) > เกี่ยวกับโทรศัพท์ (About phone) > รายละเอียดทั้งหมด > สถานะ ก็เรียบร้อยครับ

แค่นี้เราก็สามารถเช็คข้อมูลต่าง ๆ ของมือถือที่เราใช้อยู่ได้แบบครบ ๆ แล้วล่ะครับ

from:https://droidsans.com/tips-how-to-check-phone-number-carrier-informations/

ยอมพับซะดีๆ !! ซัมซุงส่งคลิปใหม่สุดน่ารัก พร้อมชวนทุกคนให้มาสนุกกับโทรศัพท์พับได้กัน

ยิ่งพับได้ยิ่งสะดวก ! พวกเราทุกคนต่างต้องพับอะไรสักอย่างในการใช้ชีวิตแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็น การพับหนังสือ พับฝาตู้เย็น พับเก้าอี้ พับพิซซ่า หรือพับตัวเอง ซัมซุงปล่อยคลิปโฆษณา โชว์ความเก่งของการพับเพิ่ม ชวนทุกคนที่ใช้โทรศัพท์ธรรมดาๆ มาสัมผัสประสบการณ์การใช้โทรศัพท์พับได้ ที่ถ้าหากได้ลอง จะต้องติดใจอย่างแน่นอน

เพราะนอกจากจะใช้งานสะดวก ถ่ายรูปได้หลากหลายมุมแล้ว ยังมีดีไซน์ที่น่ารัก เข้าได้กับทุกลุคอีกต่างหาก ใครยังไม่มีโทรศัพท์พับได้ คลิ๊กไปดูคลิปนี้กันก่อน Join the flip side

อยากมาพับด้วยกันแล้วใช่ไหมล่ะ

Samsung

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/samsung-sends-a-new-clip-to-invite-everyone-to-have-fun-with-foldable-phones/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=samsung-sends-a-new-clip-to-invite-everyone-to-have-fun-with-foldable-phones