คลังเก็บป้ายกำกับ: NOTEBOOK

ซัมซุงเปิดตัวโน้ตบุ๊ก Galaxy Book 3 รอบนี้มีเวอร์ชัน Ultra เน้นสเปกแรง จีพียู 4070

นอกเหนือจากซีรีส์ Galaxy S23 เมื่อคืนนี้ซัมซุงยังเปิดตัวสินค้ากลุ่มโน้ตบุ๊ก Galaxy Book 3 ออกมารวดเดียว 3 รุ่นย่อย โดยมี Galaxy Book 3 Pro และ Pro 360 ที่เป็นเวอร์ชันอัพเกรดจากปี 2022 แล้วรอบนี้เพิ่มรุ่นย่อย Galaxy Book 3 Ultra เข้ามา

  • Galaxy Book 3 Pro โน้ตบุ๊กสายบางเบา หน้าจอสองขนาด 14″ และ 16″, ซีพียู 13th Gen Core i5/i7, จีพียู Iris Xe
  • Galaxy Book 3 Pro 360 อุปกรณ์ 2-in-1 หน้าจอ 16″ พับจอได้ 360 องศา พร้อมปากกา S Pen, สเปกเหมือนรุ่น Pro, มีรุ่นย่อย 5G
  • Galaxy Book 3 Ultra เน้นสมรรถนะสูง สเปกแรง หน้าจอ 16″, ซีพียู 13th Gen Core i7/19, จีพียู GeForce 4050/4070, แบตเตอรี่ 76Wh​ ชาร์จเร็ว 100W

โน้ตบุ๊กทั้งสามรุ่นย่อยใช้หน้าจอ Dynamic AMOLED 2x ความสว่าง 400nits, อัตรารีเฟรช 48-120Hz, ความละเอียด 3K (2880×1800) สัดส่วน 16:10 เท่ากันหมด

ฟีเจอร์ฝั่งซอฟต์แวร์มี Samsung Multi Control ที่เชื่อมต่อพีซี Galaxy Book, มือถือ Galaxy, แท็บเล็ต Galaxy Tab เข้าด้วยกัน ใช้แท็บเล็ตต่อเป็นจอที่สองได้ และดึงภาพ RAW จากมือถือมายังโน้ตบุ๊กได้ทันที เป็นต้น

สินค้าเริ่มขายเดือนกุมภาพันธ์นี้ ยังไม่ระบุราคา

ที่มา – Samsung

No Description

from:https://www.blognone.com/node/132468

MSI PRODP20ZA คอมจิ๋ว เทรดหุ้น เล่นเกมเบาๆ ต่อได้ 3 จอ ดูหนัง 4K เริ่มหมื่นกว่า

MSI PRODP20ZA มินิพีซีขนาดฝ่ามือ เล่นเกมเบาๆ ดูหนัง 4K เทรดหุ้น ต่อได้ 3 จอ ประหยัดไฟ

MSI PRODP20ZA

MSI PRODP20ZA มินิพีซีเครื่องจิ๋ว แต่ประสิทธิภาพเกินตัว พร้อมการเชื่อมต่อครบครัน รองรับการอัพเกรดเพิ่มได้ ปรับเปลี่ยนการทำงานได้หลายสไตล์ เข้ากับสภาพแวดล้อมการทำงานในยุคใหม่ได้หลายรูปแบบ ขุมพลัง AMD Ryzen 5000 series และแรม DDR4 รวมถึงกราฟิก Radeon Graphic ที่ตอบสนองได้ทั้งงานในสำนักงานทั่วไป งานเอกสาร และการทำบัญชี ไปจนถึงการตกแต่งภาพ รวมถึงการใช้งานส่วนตัว เช่นท่องอินเทอร์เน็ต ขายของออนไลน์ และความบันเทิงภายในบ้าน หรือเป็นพีซีเริ่มต้นการเรียนรู้สำหรับเด็กๆ ด้วยมิติที่เล็กกว่าเคสคอมทั่วไปหลายเท่า น้ำหนักเบา จึงติดตั้งได้ง่าย ใช้งานในจุดต่างๆ ของบ้านหรือสำนักงานได้ดี รองรับการเชื่อมต่อแบบไร้สายรุ่นใหม่ กับดีไซน์ที่เข้ากับเฟอร์นิเจอร์ภายในบ้าน และที่น่าสนใจคือ ประหยัดการใช้พลังงานลง ใครที่ชอบด้วยงบประมาณเริ่มต้นเพียง 15,000 บาท กับการรับประกัน 2 ปีอุ่นใจ ในแบบ Onsite Pickup & Return อีกด้วย ซื้อสินค้า MSI ได้ที่: https://msi.gm/DP20ZA-NBS

MSI PRODP20ZA มินิพีซีตัวจิ๋ว เพื่องานและความบันเทิง


จุดเด่น

Advertisementavw
  1. มิติที่เล็กมาก ขนาดเทียบเท่าฝ่ามือเองครับ เทียบกับเราเตอร์ขนาดย่อมๆ ก็ยังได้ เล็กกว่าพีซี 6-8 เท่าเลยทีเดียว เพราะขนาด 2.6L เท่านั้น ประหบัดพื้นที่บนโต๊ะไปได้เยอะ
  2. น้ำหนักประมาณ 1.5Kg เท่านั้นครับ วางมุมไหนก็ได้ โต๊ะไม่เอียงแน่นอน
  3. ออกแบบให้วางแนวตั้งหรือแนวนอนก็ได้หมด แล้วแต่ผู้ใช้จะดีไซน์ จัดโต๊ะคอมได้ง่ายขึ้น
  4. วางตรงไหนในห้องก็ได้ แทบจะเป็นดีไซน์แบบเดียวกับเฟอร์นิเจอร์สไตล์โมเดิร์นในปัจจุบัน ต่อสายเข้าจอ ก็พร้อมทำงาน เพราะมี WiFi ในตัว
  5. ด้านหน้าทันสมัย เน้นเส้นสายสะดุดตา ติดอยู่นิดนึง คือปุ่มอาจจะดูกลมกลืนไปกับลายด้านหน้าอยู่บ้าง แต่ก็มีแสงไฟสถานะให้พอสังเกตครับ
  6. ด้านข้างซ้ายปิดทึบ ใช้วางแนวนอนได้, ด้านขวามีช่องระบายอากาศ สำหรับพัดลมซีพียู
  7. ด้านหลังจัดพอร์ตมาให้เยอะพอสมควร เช่น USB 3.2, USB 2.0, พอร์ตแสดงผล HDMI, DP และ VGA
  8. การใช้พลังงาน มาพร้อมอแดปเตอร์ 120W ขนาดย่อมๆ มาให้ ไม่เปลืองไฟครับ
  9. ต่อได้ 3 จอเลยครับ สำหรับคนที่ต้องใช้งานหลายจอพร้อมกัน

ข้อสังเกต

  • มีไฟสถานะแสดงผลไม่มาก
  • ไม่รองรับการอัพเกรดการ์ดจอแยก
  • ใช้แรมแบบ SODIMM เท่านั้น

Specification

Description
CPU MODEL AMD Ryzen 3 5300G, 4 core/ 8 thread
CPU COOLING Air cooling
MEMORY DDR4 SO-DIMM 2 slot, Max. 64GB
STORAGE SSD 256GB, PCIe GEN3x4
2x M.2 slot
2x 2.5″ Drive bay
WIRELESS LAN INTEL/3168.NGWG, 802.11ac 1×1+BT 4.2
AUDIO Realtek ALC233, 2.1 Channel HD Audio
I/O PORTS (FRONT) 1 x USB 3.2 Gen 2 Type A
1 x USB 3.2 Gen 2 Type C
Front Audio Mic-In x1,
Headphone x1
I/O Port (Rear) USB 3.2 Gen 2 Type A x1
USB 2.0 TYPE A x3
LAN (RJ-45) x1
WiFi Antenna x2
VGA x1
HDMI x1
DP Out x1
COM Port x1
Power 120W Adaptor
Keyboard/ Mouse RF1430, MA04
PRODUCT DIMENSIONS (WXDXH) 160.55 x 193.3 x 85mm
WEIGHT 1.42Kg.
VESA SIZE 75 x 75 mm
Source: MSI Pro DP20Z

ข้อมูลเพิ่มเติม: MSI PRODP20ZA


Hardware / Design

MSI PRODP20ZA

การออกแบบของมินิพีซีจาก MSI รุ่นนี้ ส่วนตัวผมมองว่ามินิมอลกว่ารุ่นที่เราเคยรีวิวไปก่อนหน้านี้เสียอีก เพราะตัวถังแค่ 2.3L เท่านั้น มิติประมาณ 16cm x 19.3cm x 8.5cm หากเทียบกับเกมมิ่งตัวน้องอย่าง Trident AS ก็ยังเล็กกว่ามาก แต่จะพอๆ กับ MSI CUBI 5 ที่เราเคยรีวิวไปก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ดี Pro DP20ZA มีความคล่องตัว และสนับสนุนการติดตั้งฮาร์ดแวร์เพิ่มเติมได้มากกว่า

ด้านหน้าออกแบบมาในโทนสีดำ มีเส้นสายที่มีการสลับไปมา ดูมีมิติ และทันสมัย แทรกปุ่มเพาเวอร์และแสงไฟสถานะมาด้วย พร้อมพอร์ตต่อพ่วง และโลโก้ MSI สีเงิน ซึ่งเป็นแนวที่เราอาจไม่ได้เห็นกันบ่อยบนพีซีขนาดเล็ก เพราะส่วนใหญ่จะเป็นแบบเรียบ ไม่มีลวดลายมากนัก

MSI PRODP20ZA

เมื่อมาดูกันแบบใกล้ๆ จะเห็นได้ว่าเส้นสายที่อยู่ด้านหน้านี้ จะมีมิติยื่นออกมา สลับกับภายในที่เป็นสีดำเงา โดยปุ่มเพาเวอร์จะซ่อนอยู่ในนี้ด้วย ซึ่งหากไม่ได้กด หรือมีแสงไฟสถานะลอดออกมา ก็แทบจะดูไม่ออกว่าเป็นปุ่มเปิดการทำงาน ไฟจะมีสีฟ้าและสีขาว อยู่ตรงด้านบนขวา ใกล้กันก็จะเป็นพอร์ต Front panel ที่อยู่หน้าเครื่อง ประกอบด้วย USB Type-C, Type-A และหูฟัง ไมโครโฟน

MSI PRODP20ZA

ด้านข้างขวา จะเป็นช่องระบายความร้อน โดยเราจะเห็นพัดลมพื้นฐานของทาง AMD ดูดลมเข้ามาจากช่องนี้ เพื่อระบายความร้อนให้กับฮีตซิงก์ของซีพียู ที่อยู่ด้านใน และโลโก้ Pro series และใกล้ๆ กับช่องพัดลม และใกล้กับด้านหน้าจะมีระบุไว้ว่า Design and Engineering by MSI

MSI PRODP20ZA

ด้านซ้ายจะเป็นช่องเล็กๆ สำหรับติดตั้ง VESA Mount กับด้านหลังจอมอนิเตอร์ และฝาผนังเป็นแบบ 75mm x 75mm ส่วนตัวมองว่าเป็นประโยชน์ค่อนข้างมาก เพราะผู้ใช้สามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้หลายแบบ ไม่ว่าจะใช้ติดตั้งจอทีวีในบ้าน สำนักงาน สำหรับต้อนรับแขก พรีเซนเทชั่น หรือจะต่อกับจอภาพบางรุ่น เพื่อประหยัดพื้นที่บนโต๊ะทำงาน ยิ่งใช้งานแบบไร้สาย ก็จะทำให้โต๊ะไม่ดูรกรุงรังอีกด้วย

MSI PRODP20ZA

MSI PRODP20ZA วางได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอน ขึ้นอยู่กับการจัดวางองค์ประกอบบนโต๊ะ และความสะดวก ด้วยความกว้าง x ยาวระดับ 160.5 x 193mm เท่านั้น จึงไม่เปลืองพื้นที่บนโต๊ะทำงาน เรียกว่าโต๊ะขนาด 120cm ก็ยังเหลือพื้นที่ใช้สอยได้อีกมากมาย

ด้านหน้าที่มีพอร์ตต่อพ่วงมาให้ทั้ง USB และแจ๊ค 3.5mm อีกด้านจะเป็นโลโก้ MSI บนเพลทสีเงินสวยงาม

และอีกสองด้านที่เหลือ จะเป็นช่องระบายอากาศ ซึ่งมาในแบบตะแกรงขนาดเล็ก เพื่อให้อากาศไหลเวียนในตัวเคสได้ดีขึ้น ซึ่งหากดูตามการใช้งานแล้ว พีซีเครื่องนี้แทบไม่เกิดความร้อนขึ้นมากมายนัก โดยพัดลมซีพียูสามารถจัดการเรื่องอุณหภูมิได้ดีทีเดียว

MSI PRODP20ZA

ด้านหลังตัวเครื่องมาพร้อมช่องระบายความร้อนแบบตะแกรงช่องเล็กและพอร์ตต่อพ่วงมากมาย รวมถึงจุดติดตั้งเสาสัญญาณ WiFi อีกด้วย และเป็นจุดที่ใช้ไขน็อต เพื่อแกะฝาครอบ สำหรับการอัพเกรด

MSI PRODP20ZA

การดีไซน์โดยรวมถือว่าทำได้ค่อนข้างดีทีเดียว แตกต่างจากมินิพีซีทั่วไป ทั้งเส้นสาย พอร์ตการเชื่อมต่อ เพียงแต่อาจจะเน้นไปที่ Business เป็นหลัก ทำให้ไม่ได้ใส่เรื่องของแสงสีมากมายนัก แต่ก็เข้ากับเฟอร์นิเจอร์ภายในบ้านได้ดี ดูมินิมอลมากขึ้น


Connector / Thin And Weight

MSI PRODP20ZA

พอร์ตการเชื่อมต่อด้านหน้า มีเป็นพอร์ต USB 3.2 Gen2 Type-C ที่ใช้ได้ทั้งการชาร์จไฟ และโอนถ่ายข้อมูลความเร็วสูง ส่วนที่เป็น Type-A ผมว่าเหมาะกับผู้ใช้ที่มี External HDD หรือ SSD ที่ต่อภายนอก โอนถ่ายไฟล์ข้อมูลได้ไว เพราะเป็น USB 3.2 Gen2 ความเร็วระดับ 10Gbps เร็วกว่า Gen1 เท่าตัวเลยทีเดียว หรือใครสะดวกจะใช้พอร์ตด้านหลัง จะใช้พอร์ตนี้ในการต่อ เมาส์ คีย์บอร์ดได้เช่นกัน

ใกล้กันจะเป็นแจ๊ค 3.5mm ที่ทาง MSI ใส่แยกเอามาไว้ให้เป็น หูฟัง และไมโครโฟน เพื่อความสะดวกในการใช้งาน จะต่างจากบนโน๊ตบุ๊คที่เป็นคอมโบมาให้ อาจจะไม่สะดวก เมื่อต้องแยกใช้ไมโครโฟน กับเอาท์พุตเสียง เพื่องานในสำนักงาน

MSI PRODP20ZA

ด้านหลังจะเป็นพอร์ตเชื่อมต่อหลักจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น USB 2.0 Type-A 2 พอร์ต จุดนี้ผมมองว่าเหมาะกับการต่อเมาส์ คีย์บอร์ดเป็นหลัก เพราะไม่ได้เน้นความเร็ว ส่วนด้านล่างจะเป็น USB 3.2 Gen2 ซึ่งตอบโจทย์พรินเตอร์รุ่นใหม่ หรืออุปกรณ์เก็บข้อมูล และอื่นๆ ที่เน้นเรื่องความเร็ว ใกล้กันเป็นพอร์ตเชื่อมต่อเครือข่าย RJ-45 สำหรับ Gigabit LAN และพอร์ตแสดงผล ที่ถือว่าเป็นจุดเด่นของมินิพีซีจาก MSI รุ่นนี้ เพราะมีให้ถึง 3 พอร์ตด้วยกัน ประกอบด้วย

  • VGA สำหรับต่อจอพื้นฐานแอนาลอกบนความละเอียด Full-HD
  • DisplayPort ต่อจอแสดงผลดิจิตอล รองรับความละเอียด 4K เหมาะกับจอรุ่นใหม่
  • HDMI ใช้ได้ทั้งจอมอนิเตอร์ โปรเจกเตอร์ และจอพื้นฐานที่มีอยู่ทั่วไป
MSI PRODP20ZA

เสาสัญญาณ WiFi รองรับ 802.11ac และ Bluetooth 4.2 ทำให้การเชื่อมต่อของคุณไม่ติดขัด เพราะมีให้เลือกทั้ง LAN และ WiFi


Inside / Upgrade

MSI PRODP20ZA

การแกะอัพเกรดทำได้ค่อนข้างง่ายบน MSI PRODP20ZA นี้ เพราะไขน็อตเพียง 4 ตัวเท่านั้น สามารถไขออกได้ทั้ง 2 ด้านซ้ายและขวา

MSI PRODP20ZA

ด้านที่เป็นช่องระบายอากาศ จะเห็นพัดลมซีพียูขนาดใหญ่ พร้อมฮีตซิงก์ติดตั้งมากลางตัวเครื่อง ซึ่งข้อดีคือ การกระจายลมออกไปได้ทั่วๆ ภายในเคส และให้ลมออกได้ถึง 3 ด้านด้วยกัน โดยสามารถอัพเกรดได้สูงสุด AMD Ryzen 7 5700G ซึ่งเป็นรุ่นท็อปสุดที่วางจำหน่าย

MSI PRODP20ZA

พื้นที่ติดตั้ง Storage ด้านใน ติดตั้งได้ถึง 3 แบบ และยังอัพเกรดได้ โดยที่ติดตั้งมาให้เริ่มต้นเป็น SSD M.2 NVMe PCIe 256GB การถอดใช้เพียงไขควงแกะน็อตยึดเพียงตัวเดียวเท่านั้น แต่พื้นที่ค่อนข้างแคบเล็กน้อย

MSI PRODP20ZA

ด้านล่างจะเป็นสล็อตสำหรับติดตั้งแรมเป็นแบบ SODIMM DDR4 3200 เดิมจะติดตั้งมาให้ 8GB มาตรฐาน แต่สามารถอัพเกรดเพิ่มได้จากสล็อตที่เหลือ อัพเกรดได้สูงสุด 64GB (32GB x2)

MSI PRODP20ZA

แรมในแบบ SODIMM DDR4 3200 8GB จาก Samsung ที่ติดตั้งมาในระบบ

MSI PRODP20ZA

ด้านบนของโมดูล SSD M.2 เป็นพอร์ต SATA III เพิ่มเติมมาให้ สำหรับติดตั้งฮาร์ดดิสก์ 2.5″ หรือสำหรับโน๊ตบุ๊ค รวมถึง SSD SATA III เพิ่มได้อีก 2 ตัวด้วยกัน

MSI PRODP20ZA

นอกจากนี้แล้ว อีกฝั่งหนึ่งที่อยู่ด้านหลังของเมนบอร์ด ก็สามารถแกะเปิดออกมาได้ ให้คุณสามารถอัพเกรดอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลเพิ่มเติมได้อีก

MSI PRODP20ZA

MSI PRODP20ZA มีสล็อต M.2 PCIe รองรับการติดตั้ง SSD M.2 NVMe PCIe เพิ่มได้อีก 1 โมดูล รวมเป็น 2 โมดูลทั้งด้านหน้าและหลัง ได้ทั้งพื้นที่จัดเก็บข้อมูลที่มากขึ้น และความเร็วที่จาก SSD อีกด้วย เหมาะกับคนที่ไม่สะดวกจะใช้อุปกรณ์เก็บข้อมูลแบบต่อภายนอก


Performance / Software

MSI PRODP20ZA

โปรแกรม CPUz รายงานซีพียูที่ติดตั้งมาบน MSI PRODP20ZA รุ่นนี้เป็น AMD Ryzen 3 5300G เป็นแบบ 4 core/ 8 thread ความเร็วสูงสุดประมาณ 4.2GHz ซีพียูรุ่นนี้ ถือว่าเป็นกลุ่มของกราฟิกในตัว ให้ประสิทธิภาพในด้านต่างๆ ได้ดี ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน ความบันเทิง หรือเล่นเกมเบาๆ แต่อาจจะไม่ได้เจาะจงสำหรับงานเฉพาะทาง เช่นงานตัดต่อ แต่งภาพจริงจังหรืองานด้านวิศวกรรมโหดๆ ได้มากนัก

MSI PRODP20ZA

ติดตั้งแรม DDR4 3200 ในแบบ SODIMM 8GB และใส่เพิ่มอีก 8GB เป็น 16GB มีให้ติดตั้งได้ 2 สล็อต

MSI PRODP20ZA

การทดสอบเบื้องต้นบน CPUz นี้ เทียบกับซีพียูรุ่นพี่อย่าง AMD Ryzen 7 2700X ที่เป็นแบบ 8 core/ 16 thread ซีพียู Ryzen 3 สามารถเบียดบี้ได้อย่างสูสี และโดดเด่นในงาน Single core ด้วยสัญญาณนาฬิกาที่สูง แม้จะเป็นรองในแง่ของ Multi-thread เพราะคอร์ เธรดน้อยกว่านั่นเอง

MSI PRODP20ZA

กราฟิกเป็นแบบ Integrate ที่มาในตัวซีพียู AMD Ryzen 3 รุ่นนี้ กับ Radeon Graphic ที่อาจจะไม่ได้ตอบโจทย์กับการเล่นเกมโดยตรง เพราะจะเน้นที่การทำงาน ดูหนัง กับงานกราฟิกพื้นฐาน แต่ก็สามารถเล่นเกมที่ไม่ใช้ทรัพยากรมากๆ หรือแนวเกมออนไลน์ เช่น Genshin, Chrono Odyssy รวมถึงเกมพีซีที่แค่ปรับ Detail ก็สามารถเล่นได้ในหลายๆ เกม สามารถชมในส่วนการทดสอบเกมด้านล่างนี้ได้

MSI PRODP20ZA

การทดสอบ PCMark10 ให้ผลออกมาได้น่าพอใจ เพราะถ้าเทียบกับพีซีพื้นฐานขนาดใหญ่ MSI Pro DP20ZA นี้ ทำงานร่วมกับแอพพลิเคชั่นในชีวิตประจำวันได้ดีพอสมควร กับคะแนนรวมที่มากถึง 5,621 คะแนน รวมถึงคะแนน Essentials และ Productivity ที่มาแตะเกือบ 10,000 เพราะหลายครั้งที่เราทดสอบมาใน 2 ส่วนนี้ เฉลี่ยจะอยู่ที่ 10,000 ต้นๆ แสดงถึงความไม่ธรรมดาของซีพียูและการทำงานในภาพรวม

MSI PRODP20ZA

สำหรับ CINEBench นั้น จะเป็นการทดสอบด้านกราฟิก 3D Animation แม้ว่าจะเป็นซีพียูน้องเล็กอย่าง AMD Ryzen 3 แต่ก็สามารถผ่านการทดสอบได้ไม่ยาก แม้ว่าจะทำคะแนนได้ไม่สูงนัก เมื่อเทียบกับซีพียูรุ่นพี่ๆ ที่มี Core/ Thread จำนวนมากกว่า แต่ก็แสดงให้เห็นว่าพลังของซีพียูระดับ 4 core นี้ ก็พอจะช่วยให้ใช้งานได้ แต่อย่างไรก็ไม่ได้จะแนะนำให้ใช้งานกับโปรแกรมขั้นสูงเช่นนี้ เพราะไม่ได้ออกแบบมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ และอาจใช้เวลาในการประมวลผลมากเกินไป แต่ถ้าเป็นโมเดล AMD Ryzen 7 ก็พอจะช่วยงานนี้ได้ดียิ่งขึ้น

MSI PRODP20ZA

กับผลทดสอบด้านเกมกราฟิก ด้วยโปรแกรม 3DMark กับกราฟิก Radeon Graphic บนซีพียู AMD Ryzen 3 5300G นี้ แม้ว่าจะไม่ได้ออกแบบมาเพื่อการเล่นเกมเป็นหลัก แต่ก็แสดงศักยภาพได้ดีในระดับหนึ่ง โดยคะแนนอาจจะไม่ได้สูงมากนัก แต่ก็ผ่านการทดสอบมาได้ อยู่ในเกณฑ์ของกราฟิกบนซีพียูในหลายๆ รุ่น อย่างไรก็ดี หากมีความต้องการเล่นเกม ร่วมไปกับการใช้งานพื้นฐาน บนเคสขนาดเล็กเช่นนี้ แนะนำโมเดลที่เป็น Ryzen 7 5700G ที่จะช่วยเพิ่มเฟรมเรตได้พอสมควร

ทดสอบการเล่นเกม

MSI PRODP20ZA

เราทดสอบการเล่นเกม เพื่อให้เห็นศักยภาพของมินิพีซีจาก MSI รุ่นนี้ กับเกมพื้นฐานแนว MOBA อย่าง DOTA2 กับการปรับ Detail Fastest mode บนความละเอียด Full-HD เพื่อเน้นความลื่นไหล ตัวเกมสามารถให้เฟรมเรตได้ถึง 80-90fps. แต่ถ้าปรับเป็น High ให้เฟรมเรตเฉลี่ยที่ 47-48fps. แม้จะมีเอฟเฟกต์จากเวทย์ของฮีโรก็ตาม แนะนำตั้งค่านี้ได้เลยหากต้องการเล่น

MSI PRODP20ZA

ส่วนเกม PUBG บนความละเอียด Full-HD 1080p ตั้งค่า Very Low Detail ให้เฟรมเรตได้ในระดับ 39-45fps มีบ้างที่ขึ้นไป 50fps. บางจังหวะ แต่ก็ทำให้เล่นเกมนี้ได้ แนะนำให้ตั้ง Render scale ในระดับ 70-90 จะไม่กระทบต่อเฟรมเรตมากนัก และเล่นเกมได้สบายตามากขึ้น

MSI PRODP20ZA

มาสู่บททดสอบในด้านงานวีดีโอกันบ้าง ด้วยการ Export คลิปวีดีโอความละเอียด Full-HD มีความยาว 15 นาที ใส่เอฟเฟกต์ทั่วไป ด้วยการ Insert ภาพและเสียง ระบบใช้เวลาในการทำงานประมาณ 32 นาที ก็เป็นอันเสร็จสิ้น อย่างที่ได้แนะนำไปว่า หากต้องการจะเน้นไปที่การทำงานที่หนักมากขึ้น กับโปรแกรมเฉพาะทาง ทางเลือกของโมเดลรุ่น AMD Ryzen 7 มีความน่าสนใจ ส่วนในช่วงการใช้งานอาจมีบางจังหวะที่กระตุกเล็กน้อย เช่น ระหว่างการเลื่อนไทม์ไลน์ และพรีวิวภาพ เป็นปกติของการใช้งานที่เป็นซีพียูรุ่นน้องเล็ก และการ์ดจอแบบออนบอร์ดนั่นเอง แต่ในภาพรวมถือว่าทำงานได้ดีในระดับหนึ่ง

MSI PRODP20ZA

และในครั้งนี้เราใช้งานร่วมกับจอแสดงผล MSI PRO MP241X ซึ่งเป็นจอที่ให้พื้นที่แสดงผล 23.8″ ใกล้เคียงกับ MSI PRO MP243 ความละเอียด Full-HD โดยเป็นจอพาแนล VA ให้ความสว่างสดใส และมุมมองที่กว้างใกล้เคียงกับ IPS เหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน หรือจะนำไปใช้ในสำนักงาน กับความสว่างสดใส และสีสันที่คมชัด ปรับแต่งได้ง่ายผ่านทางปุ่ม OSD ด้านหลังจอ มาพร้อมพอร์ตแสดงผล ที่มีให้เลือกทั้ง HDMI และ VGA เพื่อความสะดวกต่อการใช้งาน

MSI PRODP20ZA

แต่ที่น่าสนใจคือ MSI PRO MP241X รุ่นนี้ มี VESA Mount ด้านหลัง สำหรับติดตั้งกับ Wall mount หรือ Arm table เพื่อแขวนหรือติดกับขาจับจอบนโต๊ะได้ง่าย รวมถึงเมื่อใช้ร่วมกับอแดปเตอร์ ก็จะสามารถต่อ MSI Pro DP20ZA เข้ากับด้านหลังจอ เพื่อประหยัดพื้นที่บนโต๊ะทำงานได้อีกด้วย นับว่าเป็นโซลูชั่นที่เหมาะกับการทำงานในทืุกวันนี้ได้เป็นอย่างดี

MSI PRODP20ZA

นอกจากนี้ยังมีพื้นที่แสดงผลขนาดใหญ่ ทำให้แบ่งหน้าจอในการใช้งานได้สะดวก และใช้งานได้จริง ไม่ว่าจะเป็นการทำงานเอกสาร ตรวจเช็คไฟล์งาน หรือจะด้านความบันเทิง ดูหนัง พร้อมดูหุ้นไปพร้อมกัน ด้วยการปรับแต่งเพียงเล็กน้อย เช่น การเพิ่มหรือลด Scale บนหน้าจอ ก็ช่วยให้ใช้งานได้ดียิ่งขึ้นแล้ว

MSI PRODP20ZA

ด้วยมุมมองที่กว้าง ก็ทำให้การใช้งานด้านภาพและวีดีโอได้ชัดเจน ผิดเพี้ยนน้อย รวมถึงใช้ในการแบ่งปันหน้าจอให้กับคนข้างๆ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงาน ลูกค้าหรือสมาชิกภายในบ้านให้เห็นได้อย่างชัดเจน

MSI PRODP20ZA

นอกจากนี้ผู้ใช้ยังสามารถต่อจอแสดงผลได้ถึง 3 จอพร้อมกัน ผ่านทางพอร์ตสัญญาณ Output ที่อยู่ทางด้านหลังของ MSI PRODP20ZA ไม่ว่าจะเป็น HDMI, DisplayPort และ VGA ให้คุณขยายศักยภาพการทำงานของคุณได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การท่องอินเทอร์เน็ตหาข้อมูล เทรดหุ้น ไปจนถึงการสตรีมมิ่งได้แบบลื่นๆ เลยทีเดียว


Battery / Heat / Noise

MSI PRODP20ZA

สุดท้ายก็เป็นเรื่องของอุณหภูมิในการทำงาน เห็นเคสเล็กๆ แบบนี้ แต่ก็จัดการเรื่องอุณหภูมิได้ดีพอสมควร โดยเฉพาะกับพัดลมซีพียูขนาดใหญ่ และครอบคลุมอุปกรณ์อื่นๆ ทั่วทั้งเมนบอร์ด ลมที่พัดเข้าไป ก็สามารถกระจายลมไปได้ทั่ว ลดความร้อนได้ดี โดยอุณหภูมิสูงสุดในการทดสอบบนแบบ Full load บนโปรแกรม FURmark อยู่ที่ราว 76 องศาเซลเซียสเท่านั้น โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 65-68 องศาเซลเซียสเท่านั้น ถือว่าทำได้ดี เพราะโอกาสการใช้งานซีพียูระดับ 100% แบบนี้ มีไม่มากนัก ฉะนั้นหากเป็นการทำงานโดยทั่วไปน่าจะอยู่ที่ราว 55-60 องศาเซลเซียส เท่านั้น


Conclusion / Award

MSI PRODP20ZA

สรุปภาพรวมของ MSI PRODP20ZA รุ่นนี้ ผมว่าเหมาะกับคนที่ต้องการคอมทำงาน หรือใช้ในสำนักงานยุคใหม่ เน้นความมินิมอล ดูมันสมัย ลองนึกภาพดูครับว่า บ้านที่เป็นแบบ Smart Home ใช้งานไร้สายให้มากที่สุด โต๊ะคอมที่ไม่ต้องเทอะทะ และพีซีที่จัดวางได้ในทุกแนว ตกแต่งห้องได้สวย แต่ทำงานที่เหมือนกับใช้คอมเครื่องใหญ่ จะต่อ 3 จอก็ง่าย ทำงานเอกสาร ท่องเน็ตหาข้อมูล หรือจะเทรดหุ้น สตรีมมิ่งวีดีโอไปพร้อมกัน ก็ยังได้ครับ

แต่ก็บอกตรงๆ ว่าอาจจะไม่ใช่สำหรับคอเกม ด้วยสเปคที่ไม่ได้ใส่การ์ดจอแยกมาให้ จะเล่นได้ในบางเกม ที่ไม่ได้เรียกใช้ทรัพยากรมากมายนัก เกมออนไลน์พอเล่นได้แบบที่เราได้ทดสอบบน DOTA2 และ PUBG ที่เล่นได้ลื่นในระดับ Low หรือ Medium Detail ในแง่ของการอัพเกรด ก็ยังทำได้ แม้ในเคสจะมีพื้นที่จำกัดก็ตาม เพราะเพิ่มได้ทั้ง SSD และ RAM บนสล็อตที่เหลือ 

สุดท้ายก็คือ พอร์ตที่ให้มาก็เรียกว่าเกือบครบครัน ให้คุณต่อพ่วงอุปกรณ์ได้อย่างเต็มที่ รวมถึงมี WiFi มาในตัวอีกด้วย สนนราคาเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 15,000 บาท การรับประกัน 3 ปี เป็นแบบ Onsite Pickup and Return อุ่นใจได้ในการใช้งาน โดยซีรีย์ DP20ZA จะมีทั้งหมด 3 รุ่น

ซื้อสินค้า MSI ได้ที่: https://msi.gm/DP20ZA-NBS

  • MSI PRODP20ZA 5M-205TH เริ่มต้น 23210.-
  • MSI PRODP20ZA 5M-206TH 18920.-
  • MSI PRODP20ZA 5M-207TH 15070.-

ข้อมูลเพิ่มเติม: MSI PRODP20ZA

from:https://notebookspec.com/web/682753-msi-pro-dp20za-mini-pc

จอคอมมือสอง 2023 น่าซื้อมั้ย? เลือกแบบไหนดี เช็คอย่างไรให้ได้ของดี คุ้มค่า

จอคอมมือสอง 2023 รุ่นไหนน่าใช้ เลือกอย่างไรดี จอคอมเกมมิ่ง วิธีเช็คง่ายๆ ก่อนเลือกซื้อ

จอคอมมือสอง

จอคอมมือสอง อย่าไปซื้อ! ปี 2023 แล้วซื้อจอใหม่ดีกว่า… มักคำเตือนแบบนี้มักจะเป็นเรื่องที่หลายคนอาจเคยเจอ เมื่อรู้ว่าเราจะซื้อจอมือ 2 มาใช้งาน ซึ่งก็อาจจะเป็นคำเตือนที่ดี แต่บางทีก็ขัดกับใจใครบางคน เพราะบางทีงบประมาณจำกัด แต่ก็อยากได้จอคอมใหญ่ๆ ความละเอียดสูงมาใช้ 2K, 4K หรือยิ่งได้รีเฟรชเรตสูงๆ 144Hz ขึ้นไป แบบจอเกมมิ่ง ก็ยิ่งดี แต่ราคาต้องเป็นมิตรกับเงินในกระเป๋าด้วย การที่จะได้จอที่ถูกใจมานั้น คงไม่ใช่แค่กำเงินที่มี แล้วเดินไปหาอย่างเดียว เพราะคุณจะต้องพอเช็คสภาพจอ รวมถึงกลไกต่างๆ ในการขายของจากบรรดาพ่อค้า วันนี้เรามาดูกันครับว่า การจะเลือกจอมือ 2 เหล่านี้ จะซื้ออย่างไร ที่ไหนและต้องเช็คอะไรบ้าง


จอคอมมือสอง น่าซื้อมั้ย? เลือกแบบไหนดี


จอคอมมือสอง น่าซื้อมั้ย?

จอคอมมือสองน่าซื้อมั้ย ข้อนี้ต้องถามใจคุณดูก่อนว่า คุณพร้อมที่จะรับสภาพได้แค่ไหน มีความอดทนมากพอมั้ย และจอที่คุณมองไว้ เหมาะสมกับงบประมาณที่ตั้งเอาไว้หรือไม่ เพราะราคาจะเป็นตัวกำหนด บางครั้งถูกมากไป ก็ได้ลุ้น แพงไปก็อาจจะไม่คุ้ม ฉะนั้นก็ต้องอยู่กลางๆ แต่หากคุณได้จอดีๆ มาใช้ ในราคาที่ถูกกว่าราคากลางในตลาด ก็ถือว่าคุณโชคดีมาก แต่กว่าจะได้จอมือสองแบบนั้นก็คงจะไม่ง่าย

Advertisementavw
จอคอมมือสอง

จอคอมมือสอง ก็คล้ายกับของมือสองอื่นๆ ในตลาด มีให้ลุ้นกันอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่ดีที่สุดก็คือ การได้ของที่ถูกใจ ในราคาถูกมาใช้ แต่ของเหล่านั้น ก็ถูกใช้งานมาแล้ว โอกาสที่มีข้อบกพร่องหรือเกิดความเสียหายก็มีเช่นกัน เช่นเดียวกับสภาพของจอ บางคนก็ดูแลดี เก็บรักษาอยู่ในห้อง แต่บางคนก็ไม่ได้ดูแล มีกระแทกบ้าง สัตว์เลี้ยงมาแทะ ซนชนจนหล่นตกแตก หรือบางทีก็ชอบเอานิ้วจิ้มจอ เป็นต้น ก็อาจจะมีผลต่อการใช้งานเช่นกัน

จอคอมมือสอง

รวมถึงของที่ใช้แล้ว ก็มีความเสื่อมเป็นธรรมดา ยิ่งเป็นจอที่มีอายุในตลาดมายาวนาน และใช้งานต่อเนื่อง ลองนึกสภาพว่า ผู้ใช้ไม่เหมือนกัน บางท่านก็อาจจะเปิดใช้ทำงานแค่วันละ 5-8 ชั่วโมง ส่วนเกมเมอร์บางคน อาจจะเล่นต่อเนื่องวันละ 12 ชั่วโมง ความเสื่อมสภาพของหน้าจอ หรืออายุการทำงาน ก็แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เมื่อครบปี โอกาสที่คุณจะรับไปใช้ต่อ แล้วเกิดปัญหาหรือการแสดงผลที่ผิดเพี้ยนได้บ้าง ก็มีอยู่ไม่น้อย

จากข้อมูลพื้นฐานของผู้ผลิต จอภาพในแบบ LED นั้น จะมีอายุการใช้งานราวๆ 80,000-120,000 ชั่วโมง หรือราวๆ 20 ปี ในกรณีที่ใช้วันละ 8 ชั่วโมงนะ (อ้างอิง: digitalworld839.com) ยังไม่รวมปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น อุณหภูมิ ความชื้นหรือสิ่งสกปรกอื่นๆ ที่อาจทำให้แผงวงจรหรือพาแนลเสียหายได้

จอคอมมือสอง

ยังไม่รวมถึงสภาพแวดล้อมหรือการจัดเก็บดูแล บางบ้านอยู่ในห้องปรับอากาศ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ส่วนใหญ่ ก็จะยังอยู่ในสภาพที่ดี เพราะชิ้นส่วนภายใน ไม่เจอกับอุณหภูมิที่สูง ก็จะทนทานกว่าจอภาพที่อยู่ในห้องธรรมดา อากาศร้อน หรือบางทีก็เสี่ยงกับความชื้น เช่นวางใกล้หน้าต่าง หรือสัตว์เลี้ยง แมลง มด สิ่งเหล่านี้ มีส่วนทำให้จอภาพเสียได้ไวขึ้น

แม้จะมีความเสี่ยง แต่ถ้าคุณได้จอคอมมือสองที่ถูกใจ ในราคาถูกลงเกือบครึ่ง สภาพดี มีประกัน แบบนี้ใครก็อยากเสี่ยง ไม่มีผิดหรือถูก ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของแต่ละบุคคล ดังนั้นถ้าคุณชอบของดี ราคาโดน เราไปดูรายละเอียดกันครับ ว่าจะเลือกอย่างไรบ้าง


ซื้อที่ไหนดี?

หลายคนตัดสินใจว่าจะเลือกซื้อจอคอมมือ 2 มาใช้เป็นการชั่วคราว และเก็บเงินซื้อจอใหม่ที่ดีกว่า อาจจะด้วยสาเหตุที่จอเก่าเสีย ส่งต่อให้คนอื่นหรือบางทีก็งบประมาณจำกัด ต้องการจะใช้จอที่มีคุณสมบัติตามต้องการ ซึ่งของใหม่อาจจะราคาสูงเกินเอื้อม แต่ก็ยังไม่แน่ใจว่าซื้อจอได้ที่ไหนบ้าง เรามีข้อมูลมาเป็นแนวทางครับ

ห้างไอที ร้านตู้ มีร้านเยอะ ความหลากหลายอยู่ที่จังหวะ ราคาอาจสูงบ้าง แต่เห็นของ เช็คสภาพได้เลย ร้านออนไลน์ มีให้เลือกหลากหลาย ชำระผ่านแพลตฟอร์ม ราคาอยู่ที่สภาพและความต้องการ จัดส่งมั่นใจได้ กลุ่มและคอมมูนิตี้ มีให้เลือกเยอะ ราคาดี มีให้บิดกับพ่อค้า ความไว้วางใจ ชำระเงิน ส่งของ เร็วช้าอยู่ที่เครดิต

ห้างไอที: ห้างเหล่านี้ หลายๆ แห่งจะมีบรรดาร้านที่มีจำหน่ายอุปกรณ์คอมมือสองอยู่ด้วย จะมีทั้งร้านเล็กและร้านใหญ่ บางร้านก็จะมีหน้าร้านออนไลน์เอาไว้ด้วย คุณสามารถสอบถามข้อมูล ราคา ก่อนจะเข้าไปดูตัวจริงที่ร้าน ข้อดีของการซื้อแบบนี้อยู่ที่ การได้เห็นตัวจริงสินค้า สภาพ มีร้านการันตี หน้าร้านชัดเจน ต่อรองราคาได้ และมั่นใจเรื่องการบริการ แต่อาจจะมีให้เลือกไม่หลากหลาย รวมถึงราคาอาจจะสูงเล็กน้อย เพราะร้านมีค่าใช้จ่าย รวมถึงเราต้องเดินทางไป และบางครั้งก็อาจจะไม่มีของที่เราต้องการ

จอคอมมือสอง

ร้านค้าออนไลน์: ในนี้เราจะรวมเว็บไซต์ที่เป็นตลาดซื้อขายเข้าไปด้วย ซึ่งในบ้านมีให้เลือกเข้าไปช้อปมากมายเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น Shopee, Lazada, Kaidee หรือ Pantipmarket เป็นต้น ข้อดีของร้านค้าเหล่านี้คือ แพลตฟอร์มที่ช่วยในการจัดการ ตั้งแต่ คัดกรองสินค้า ผู้จำหน่าย รวมถึงการค้นหา การชำระเงิน ส่วนใหญ่จะปลอดภัย สะดวก แต่ที่เหลือคือ ผู้ซื้อและผู้ขาย ต้องเช็คสินค้าและดูรายละเอียดให้ครบถ้วน ก่อนจ่ายเงิน และหลังจัดส่ง รวมถึงมีสินค้าให้เลือกหลากหลาย สอบถามรายละเอียดในแต่ละร้านได้โดยไม่ต้องโทรหา หรือเดินหาด้วยตัวเอง แค่แชทผ่านช่องทางที่กำหนด ทำราคาได้ค่อนข้างดี มีระบบจัดส่งที่วางใจได้ แต่คุณจะไม่ได้เห็นสินค้าแบบสัมผัสได้ หรือว่าทดสอบได้นั่นเอง

จอคอมมือสอง

Group หรือ Community: ส่วนใหญ่จอคอมมือสองจะเป็นกลุ่มใน Facebook ที่มักรวมกันเป็น Community ที่มีคนที่เป็นสมาชิกที่ชื่นชอบในสินค้าหรืออุปกรณ์แบบเดียวกัน เช่น กล้อง การ์ดจอ คอมพิวเตอร์ รวมถึงจอคอมด้วยเช่นกัน ข้อดีของ Community แบบนี้คือ ไม่ใช่แค่การมองหาแล้วซื้อ แต่คุณยังเปิดรับสินค้า ให้ผู้ขายเข้ามานำเสนอได้ บางครั้งแข่งกันเรื่องราคา ผู้ซื้อก็จะได้ราคาพิเศษไป แม้จะเป็นข้อดี แต่ก็ต้องยอมรับว่า ผู้ซื้อก็ต้องรับความเสี่ยงด้วยเช่นกัน เพราะกลุ่มไม่ได้เป็นแพลตฟอร์ม การคัดกรองค่อนข้างยาก มีทั้งผู้ที่จำหน่ายจริง และคนที่ไม่สุจริตเข้ามาแฝงอยู่ด้วยเช่นกัน ขั้นตอนที่สำคัญคือ การชำระเงิน การส่งของ จนกว่าจะถึงปลายทาง เพราะโอกาสที่ผิดพลาดก็มีสูง จากเคสต่างๆ เช่น โอนเงินแล้ว แต่ไม่ส่งของ ส่งของไม่ตรงกับที่สั่งซื้อ ส่งของเสียมาให้ หรือบางครั้งก็เป็นการหมุนเงินก่อน กว่าจะส่งของก็เป็นเดือนๆ หรือบางทีก็ไม่ส่ง การติดตามก็ยาก ช่วงหลายปีมานี้ ก็มีการใช้วิธี Verify ตัวบุคคล การสร้างเครดิตผู้ขาย รวมถึงการชำระแบบผ่านกลางแอดมินเป็นต้น

ห้างไอที ร้านค้าออนไลน์ Group หรือ Community
ความสะดวก ต้องเดินทางไป ดูข้อมูลง่าย ดูข้อมูลง่าย
ความหลากหลาย ขึ้นอยู่กับช่วงเวลา มีหลายร้านให้เลือก มีผู้ค้าจำนวนมาก
เช็คสินค้า เช็คได้ทันที ดูจากภาพ วีดีโอ ดูจากภาพ วีดีโอ
การชำระเงิน สะดวกจ่ายได้เลย หลายช่องทางตามสะดวก ขึ้นอยู่กับผู้ขาย
การจัดส่ง รับกลับได้ทันที รอร้านตามกระบวนการ ช้า/เร็ว อยู่ที่ความรับผิดชอบผู้ขาย
การรับประกัน เช็คได้ที่ร้าน ตามเงื่อนไข ตามที่ตกลงกับผู้ขาย
ความเชื่อมั่น มีหน้าร้านอุ่นใจ มีแพลตฟอร์มคืนได้ อยู่ที่เครดิตและความรับผิดชอบ
ราคา บวกจากปกติอยู่บ้าง ตามกลไกตลาด ถูก แพงอยู่ที่จังหวะและความต้องการ

เลือกอย่างไร?

ก่อนจะเลือกจอคอมมาใช้งาน ก็ต้องดูจากความต้องการของตนเองก่อนว่า อยากได้จอแบบไหน มาใช้งานอะไรบ้างในชีวิตประจำวัน ก่อนที่จะไปส่องจอคอมมือสอง เพราะจอแต่ละแบบก็มีคาแรคเตอร์ที่ไม่เหมือนกัน อีกทั้งราคาก็จะต่างกันด้วย เราไปดูกันก่อนว่าจอแบบไหน มีลักษณะอย่างไร

จอคอมมือสอง

จอคอมใช้งานทั่วไป: โดยพื้นฐานจะใช้สำหรับงานทั่วไป เช่นงานเอกสาร การเรียนรู้ หรือทำรายงาน แต่งภาพบ้าง สามารถใช้จอใหญ่ระดับ 24″-27″ ได้ ความละเอียด Full-HD และมีฟีเจอร์ถนอมสายตา เช่น Low Blue Light อัตรารีเฟรชเรตพื้นฐาน 60Hz อาจจะรองรับ HDR ได้บ้าง พาแนล IPS ปรับแต่งได้บ้าง แต่อาจไม่ถึงขั้นมี Game Mode ราคาจะไม่ค่อยสูง เหมาะกับการใช้งานภายในบ้าน หรือสำนักงาน

จอคอมทำงานเฉพาะทาง: จอคอมในกลุ่มนี้ ต้องการขอบเขตสี และความแม่นยำของสีสูง เพื่อให้สอดคล้องกับการทำสื่อสิ่งพิมพ์หรืองานด้านการออกแบบ ไม่ว่าจะเป็นกราฟิก 3 มิติ แอนิเมชั่น คอมพิวเตอร์กราฟิก รวมถึงงานด้านภาพ ตัดต่อวีดีโอ ดังนั้นสิ่งที่จำเป็นคือ จอต้องมีการแสดงภาพที่แม่นยำ สีสันคมชัด มองเห็นในมุมต่างๆ ได้ไม่ผิดเพี้ยน ปัจจุบัน เช่น มีขอบเขตสีครอบคลุมระดับ 100% sRGB พร้อมความแม่นยำของสี Delta E (ΔE) < 2 (น้อยกว่า 2) ความละเอียดสูง เพื่อให้รองรับงานและแอพพลิเคชั่นได้ดี เช่น 2K หรือ 4K มีความสว่างสูง ลดแสงสะท้อน การมีอัตรารีเฟรชเรตสูง ก็ถือว่าตอบโจทย์ได้ดีเช่นกัน แต่ด้วยศักยภาพที่เหนือกว่าจอทั่วไป ก็ทำให้ราคาของจอภาพพุ่งสูงกว่าจอแบบอื่นๆ

จอคอมมือสอง

จอคอมเล่นเกม: Gaming monitor เป็นจอคอมที่เราเห็นได้บ่อย เมื่อค้นหาคำว่า จอเกมมิ่ง จอเล่นเกมนี้จะต่างจากแบบทั่วไปในหลายด้าน ว่ากันตั้งแต่พื้นที่แสดงผล ตั้งแต่ 24″ ขึ้นไป หากคุณอยากใช้จอใหญ่ 27″-29″ อาจจะยังไม่ทำให้คุณต้องถอยร่นจากจอมากนัก เห็นได้เต็มตายิ่งขึ้น รวมถึงความละเอียด ส่วนใหญ่อยากได้ฟีเจอร์ครบ เทคโนโลยีจัดเต็ม 24″ Full-HD เป็นตัวเริ่มต้น แต่ถ้าเครื่องคอมคุณแรงพอ การ์ดจอเทพ จัดไป 2K (1440p) และ 4K (2160p) แต่อย่าลืมอัตรารีเฟรชเรตที่สูงขึ้น เริ่มต้นที่ 144Hz จะเพิ่มอรรถรสในการเล่นได้ดีทีเดียว

จอคอมมือสอง

นอกจากนี้หากคุณเลือกจอที่มีการปรับแต่งเพิ่มได้ เช่น Game Mode ให้เลือก รวมถึงเทคโนโลยีสนับสนุน เช่น nVIDIA G-Sync หรือ AMD FreeSync เป็นต้น เช่นเดียวกับฟีเจอร์ที่ติดกับตัวจอมาด้วย ในการช่วยให้การเล่นเกมสนุกหรือได้เปรียบมากขึ้น เช่น Crosshair หรือ Night Vision เป็นต้น และที่สำคัญถ้าได้ปุ่มที่ปรับแต่ง OSD ได้ง่าย ยิ่งใช้ซอฟต์แวร์ปรับแต่งได้ก็จะดีไม่น้อย แต่ทั้งหมดนี้ ส่วนใหญ่จะมาพร้อม Gaming monitor ที่ราคาค่อนข้างสูงเลยทีเดียว

จอคอมมือสอง

จอคอมสำหรับความบันเทิง: จะเน้นไปที่จอคอมที่มีพื้นที่แสดงผลขนาดใหญ่ ให้ความละเอียดสูง และมีสีสันสดใส ไม่จำเป็นต้องมีอัตรารีเฟรชเรตที่สูงมาก แต่ให้การสนับสนุนด้านภาพที่ดี มีความสว่างสูง และมุมมองที่กว้าง เพื่อการรับชมได้อย่างชัดเจน ซึ่งรวมถึงพาแนลแบบ IPS ปัจจุบันก็มีเทคโนโลยีใหม่ๆ มากมาย บนจอกลุ่มนี้ ไม่ว่าจะเป็น OLED, Mini OLED, QuantumDot เป็นต้น ที่นอกจากจะให้ความคมชัดสดใส สีดำดำสนิทแล้ว ก็ยังสนับสนุนหรือได้ Certified DisplayHDR ที่ทำให้การแสดงผลมีความกลมกลืนสวยสมจริง ให้ขอบเขตสีที่กว้าง และผู้ใช้ยังสามารถเลือกโหมดการแสดงผลให้เข้ากับการใช้งานได้อีกด้วย สนนราคาก็ขึ้นอยู่กับพาแนลที่ใช้และเทคโนโลยีที่เติมเข้ามานั่นเอง


เช็คสภาพจอได้อย่างไร?

เมื่อได้รับจอคอมมาแล้วต้องเช็คอะไรบ้าง? เป็นคำถามที่น่าสนใจ สำหรับคนที่ซื้อจอมือสองมาใช้ โดยเฉพาะคนที่ซื้อแบบออนไลน์ และไม่ได้ทดสอบมาก่อน แนะนำว่าให้รีบทดสอบก่อนภายใน 7 วัน ที่มักจะเป็นประกันแบบสากล มีความผิดปกติจะได้แจ้งกับผู้ขายให้ได้รับทราบก่อน เผื่อว่าอาจจะต้องส่งคืน หรือส่งเคลม (อย่างไรก็ดี ย้ำกันอีกทีว่า การซื้อของมือสอง ก็อาจจะไม่ได้ใหม่กริ๊บ สวยไร้ริ้วรอยเสมอไป ยกเว้นว่าคุณได้มาครอบครอง ก็ถือว่าโชคดีสุดๆ)

จอคอมมือสอง

สภาพโดยทั่วไป น่าจะเป็นสิ่งที่เห็นได้ง่ายที่สุด ก่อนจะไปดูสิ่งอื่นๆ ว่ากันที่ กรอบจอ ไม่อ้า ไม่กางออก ไม่แตกหัก งานประกอบเรียบสนิท ไม่มีคราบกาวไหลเยิ้ม อย่างน้อยถ้าเป็นงานซ่อม ก็ต้องออกมาดี รวมถึงด้านหลังจอ ควรยึดกับฐานได้แน่น ไม่หลวมหลุดแกว่งไปมา ซึ่งจะบอกถึงความแข็งแรงได้ดี

จอคอมมือสอง

ฐานขาตั้ง ข้อต่อ ขาตั้งจอควรมีความแข็งแรง รองรับน้ำหนักได้ หากเป็นจอที่ปรับมุม ก้ม-เงย, หันซ้าย-ขวา, หรือ Pivot ได้ ก็ควรให้เป็นไปตามนั้น ยกเว้นว่าคุณยอมรับสภาพนั้นอยู่แล้ว เพื่อราคาที่ถูกลงมากๆ ก็เป็นข้อยกเว้น เพราะอย่าลืมว่า เวลาที่ใช้งาน สายตาคุณจะไม่แกว่งไปตามจอภาพนั่นเอง

จอคอมมือสอง

ปุ่มปรับแต่ง สำคัญมากๆ สำหรับการใช้งาน เพราะบางครั้งคุณต้องปรับเลื่อนเลือกฟังก์ชั่น เพิ่ม-ลดความสว่าง หรือการเปลี่ยนโหมดการใช้งาน บางรุ่นมีแค่ OSD settings มาให้ แต่ไม่ได้มีซอฟต์แวร์ หากปุ่มเสียไปกด เลื่อน เลือกไม่ได้ ก็จะปรับอะไรไม่ได้เลย จึงต้องเช็คให้แน่ใจ

จอคอมมือสอง

พอร์ตสัญญาณ ควรจะต้องใช้ได้ทุกช่อง ให้ต่อสายจากคอมมาเช็คในทุกๆ พอร์ต ไม่ว่าจะเป็น VGA, DVI, HDMI หรือ DisplayPort บางรุ่นมี USB Type-A, Type-C สำหรับ PD Charging หรือช่อง Audio-Out มาอีกด้วย วันนี้คุณอาจไม่ได้ใช้ แต่วันข้างหน้าก็ไม่แน่ ยิ่งมีฟีเจอร์ KVM หรือ Display-Out ต่อจอเสริมได้ ก็ควรจะต้องใช้งานได้ตามปกติ

จอคอมมือสอง

ระบบไฟ ตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่จำเป็น ไม่ว่าจะใช้อแดปเตอร์ตัวแปลงไฟ หรือต่อสาย Powercord ต่อตรงก็ตาม ต้องแน่น ไม่หลุดหลวม เพราะโอกาสที่เกิดการลัดวงจร หรือภาพดับบ่อยๆ สามารถส่งผลเสียต่อการใช้งานอยู่ไม่น้อยเลย

จอคอมมือสอง

อุปกรณ์เสริม บางครั้งอาจจะครบ หรือไม่ครบ ก็ไม่ได้เป็นประเด็น แต่สิ่งที่ควรมี ก็ต้องมี เช่น น็อตสกรูสำหรับยึดจอเข้ากับขาตั้ง หรือสายไฟ สายสัญญาณ ในส่วนอื่นๆ ที่เสริมมานั้น ก็แล้วแต่กรณีไป ซึ่งถ้าเป็นเฉพาะของจอรุ่นนั้นๆ ก็ควรต้องสอบถามผู้ขายให้แน่ใจ

จอคอมมือสอง

หลังจากที่เช็คสภาพจอโดยทั่วไปแล้ว ก็ได้เวลาเช็คสิ่งสำคัญ นั่นคือการแสดงผล แม้จะเป็นจอคอมมือสอง แต่ก็ควรจะอยู่บนพื้นฐานของการใช้งานได้จริง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความสว่าง ภาพที่คมชัด ไม่มี Dead/Bright dot จนรบกวนการใช้งาน ไปจนถึงไม่มีเส้น แตก ลายเมื่อใช้งานต่อเนื่อง เป็นต้น แล้วจะเช็คได้อย่างไร?

เช็คบนวินโดว์ เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการตรวจเช็ค ด้วยการเปิดจอในหน้า Desktop ว่างๆ ด้วยการคลิ๊กขวาบนเดสก์ทอป จากนั้นเลือก View > เอาเครื่องหมายหน้า Show icon ออก แล้วเปลี่ยนสีของหน้าจอ ไปเป็นสีต่างๆ แล้วสังเกตสิ่งเหล่านี้

จอคอมมือสอง
  • เปิดหน้าจอสีขาว ต้องไม่มีจุดดำหรือ Dead pixel หรือถ้ามีมากสุดแค่จุดเดียว ก็ทำให้คุณเสียสมาธิและเสียอารมณ์ในการใช้งานได้แล้ว ยกเว้นว่าคุณรับได้
  • เปิดหน้าจอสีดำ ต้องไม่มีจุดสะดุดตา สีขาวหรือสีแดง ที่เป็น Hot pixel หรือ Bright pixel เพราะจะอารมณ์เดียวกันกับ Dead pixel และเป็นไปได้ว่า จะมีแนวโน้มเกิดขึ้นเพิ่มได้อีกด้วย
  • ไม่มีเส้นในแนวยาว หรือแนวตั้งปรากฏให้เห็น ไม่ว่าจะตอนเปิดจอใหม่ๆ หรือใช้งานไปนานๆ ก็ตาม
  • อาการแสงรั่ว ตรงนี้อยู่ที่การผลิตจอ ซึ่งเราแทบจะไม่เห็นกันในจอรุ่นใหม่ๆ ถามว่าน่ากังวลมั้ย ก็อาจจะมีอยู่บ้าง เมื่อเราใช้ในสภาพแวดล้อมที่มืดๆ ตรงจุดที่รั่วออกมาเยอะ อาจทำให้ความชัดลดลง และมีความรำคาญบ้างในบางครั้ง ซึ่งหากคุณงบน้อยจริง ต้องซื้อจอรุ่นเก่า พอรับได้ก็ดี แต่ถ้าจะซื้อจอกลางเก่ากลางใหม่ ก็ให้สังเกตเอาไว้หน่อยครับ รั่วเล็กน้อย แค่ขอบมุม พอได้ แต่ถ้ารั่วออกมากินพื้นที่จอเยอะเกินไป ก็ลองคุยกับผู้ขายดูอีกที

แต่ถ้าในกรณีที่ไม่แน่ใจจอคอมมือสองที่ได้มานี้ ใช้งานได้ดีมั้ย อยากจะเช็คการแสดงผลให้ละเอียดไปกว่านั้น ก็สามารถใช้ซอฟต์แวร์ทดสอบมาเป็นตัวช่วยได้ เรียกว่า DPT หรือ Dead Pixel Tester ดาวน์โหลดได้ ที่นี่ โปรแกรมนี้สามารถแสดงผลให้เราทราบได้เลยว่า มีความผิดปกติใด เกิดขึ้นกับจอคอมมือสองที่ซื้อมาบ้าง ไม่ใช่แค่ Dead/ Hot/ Bright Pixel เท่านั้น แต่การแสดงผลสีขาว/ ดำ หรือวงกลม สมดุล เส้นขอบแนว ก็ทำได้หมด จากตัวอย่างที่เรานำมาให้ชมนี้

จอคอมมือสอง ซื้อได้ ควรระวัง
สภาพโดยรวม ไม่แตกร้าว เบี้ยวหัก เสียหาย แตก งอ ชิ้นส่วนหาย
ขาตั้ง ฐาน รับน้ำหนักจอได้ สมดุล ปรับหมุนปกติ เอียง พับ เขย่าหรือเสียสมดุลเมื่อใช้
จอภาพ แสดงผลชัดเจน สว่าง สีสดใส ไม่มัว ภาพคมชัด ไม่กระพริบ จอสีเหลือบ มีเส้น หรือ Dead pixel เยอะ
พอร์ต ใช้งานได้ครบ ต่อพ่วงได้ตามปกติ พอร์ตเสีย สัญญาณขาดหาย ขั้วต่อเบี้ยง เอียง เสียบไม่แน่น
ปรับแต่ง ปุ่มใช้งานปกติ ตั้งค่าการทำงานได้ เปิด OSD settings ไม่ได้ ปุ่มพัง กดไม่ติด
เสียง เสียงดัง ฟังชัด ไม่ขาดหาย เสียงแตก ติดๆ ดับๆ
ประกัน ประกันศูนย์ ประกันร้าน ประกันใจ

Conclusion

จอคอมมือสอง

นอกจากคอมมือสอง จอคอมมือสองก็เป็นอีกสิ่งที่น่าสนใจ สำหรับคนที่งบประมาณจำกัด หรือบางทีอาจจะหามาใช้เป็นจอสำรอง และนำไปใช้เป็นจอเสริม ต่อแบบมัลติมอนิเตอร์ได้อีกด้วย แต่จากที่ว่ามาทั้งหมด จะเห็นได้ว่า การมองหาจอคอมให้ได้แบบที่ต้องการ บางครั้งก็ไม่ได้ง่าย และมีความเสี่ยงอยู่ไม่น้อย เมื่อมีการซื้อหาแบบออนไลน์ เพราะหลายท่านก็ไม่สะดวก ที่จะเดินทางไปดูที่ร้าน หรือชอบซื้ออยู่กับบ้านมากกว่า ดังนั้นการพิจารณาตามความเหมาะสม ไม่เร่งรีบ หรือเช็คให้ถี่ถ้วนจะเป็นการดี นอกเหนือจากให้ความสำคัญกับสเปค ความสวยงาม บางครั้งถ้าถึงขั้นจะต้องขอ Live เพื่อดูการใช้งานจริงๆ ได้ ก็คงต้องทำ เพราะเมื่อเงินโอนออกจากคุณไปแล้ว โอกาสจะได้คืนก็จะยากขึ้น ในกรณีที่ปลายทางไม่มีของอยู่จริง หรือเป็นมิจฉาชีพมาหลอกคุณนั่นเอง การเลือกซื้อจากร้านค้าที่มีแพลตฟอร์มก็ช่วยได้ในระดับหนึ่ง หรืออยากจะไปช้อปดูหน้าร้าน จ่ายเพิ่มอีกหน่อย แต่ได้เห็นของเช็คสภาพได้เลย ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ แต่ถ้าคุณคร่ำหวอดในตลาดมากพอ และรู้ช่องทางซื้อ จะทางไหนก็เลือกหากันได้เลย ตามความสะดวกของแต่ละบุคคลครับ


2nd hand gaming monitor 2023 63

จอคอมไม่ติด ไฟกระพริบ เช็คอาการ แก้ไขใน 7 ขั้นตอนปี 2023

from:https://notebookspec.com/web/684875-select-2nd-hand-display-2023

LG เปิดตัวโน้ตบุ๊กรุ่นพิเศษ LG gram ที่คอลแลบส์กับ NewJeans

LG เปิดตัวโน้ตบุ๊ก LG gram รุ่นพิเศษ LG gram Style NewJeans Limited Edition Big Bunny ซึ่งเป็นการคอลแลบส์กับกลุ่มศิลปินหญิง NewJeans พร้อมเปิดตัวหนังโฆษณาใหม่เพื่อประชาสัมพันธ์โน้ตบุ๊กรุ่นพิเศษนี้

LG gram รุ่นพิเศษนี้ดีไซน์ภายนอกด้วยลายกระต่ายสัญลักษณ์ของวง ประสานไปกับพื้นผิวที่สะท้อนสีสันได้หลากหลาย แพ็คเกจการซื้อยังมีของแถมเป็นเซต Limited ธีม Bunny ทั้งเมาส์, แผ่นรองเมาส์, สติกเกอร์ DIY, โปสเตอร์ และวอลล์เปเปอร์ติดตั้งมาให้พร้อม

LG จะเปิดให้สั่งซื้อตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ผ่านช่องทางออนไลน์ LGE.COM ตั้งแต่สองทุ่มตามเวลาในเกาหลีใต้ สินค้ามีจำนวนจำกัด

ชมหนังโฆษณาได้ท้ายข่าว

ที่มา: K Bizroom

No Description

No Description

No Description

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/132388

แนะนำวิธีเลือกสเปคโน้ตบุ๊คในปี 2023 เทรนด์ปีนี้ไปถึงไหนแล้ว จ่ายซื้อราคานี้ได้สเปคเท่าไหร่ (ทั้งเกมมิ่งและทำงาน)

งาน CES 2023 หรืออีเวนต์ใหญ่สุดประจำปีของฝั่งพีซีได้จบไปแล้วสักพัก เช่นเคยคือเป็นต้นศักราชที่เหล่าเทคยักษ์ใหญ่พากันนำสินค้าเจนใหม่ของตัวเองมาเรียงแถวเปิดตัวเพียบ โดยเฉพาะ 3 ค่ายหลักอย่าง Intel, AMD และ NVIDIA ที่ก็ยังคงขนทัพซีพียูและการ์ดจอมากมายหลายรุ่น มาโชว์พลังดิบและความแรงกันไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อเป็นตัวกำหนดทิศทางของโลกพีซีในปีนี้ตลอดทั้งปี

เช่นเดียวกับฝั่งผู้ผลิตพีซีและโน้ตบุ๊คได้แก่ Acer, ASUS, Dell, Lenovo, MSI, Razer และอื่น ๆ ที่ต่างก็เร่งเอาคอมโน้ตบุ๊คซีรีส์ใหม่ตัวเองตามออกมาอวดติด ๆ ด้วยเหมือนกัน ทำให้ได้เห็นสเปคของทั้งรุ่นกลางรุ่นใหญ่หลายรุ่น บางยี่ห้อครบเลย คือไม่ต้องไปรอลุ้นหลังซีพียูการ์ดจอออกมาก่อนแล้วค่อยได้เห็นตามเหมือนในอดีตแล้ว

ดังนั้นวันนี้ทีมงานจึงถือโอกาสจะขอมาสรุปภาพรวมคร่าว ๆ ให้ฟังกันว่า ความน่าสนใจของวงการฮาร์ดแวร์พีซีในปีนี้เค้ามีอะไรบ้าง จะได้ทราบว่าเทรนด์สเปคต่าง ๆ ของคอมฝั่ง Windows ยุคนี้มันไปถึงไหนแล้ว เพื่อไกด์เป็นแนวทางสำหรับการเลือกซื้อโน้ตบุ๊ครุ่นใหม่ในปี 2023 นี้ให้กับทุกคนครับ

 

ซีพียู Intel กลับมานำตลาด แต่การ์ดจอใหม่ยังเงียบกริบ

ถ้าใครตามข่าวมาบ้าง จะรู้ว่าก่อนหน้านี้กระแส Intel ในช่วงซีพียู Gen 8 -10 ไม่ค่อยสู้ดีเท่าไหร่ ซึ่งเป็นผลพวงมาจากการลดขนาดซีพียูไม่ได้ และประสิทธิภาพก็ไม่ได้ดีก้าวกระโดดขึ้นจากก่อนหน้ามาก จนถูกฝั่ง AMD ที่ไล่ตามมาตลอดแซงทัน สุดท้ายคนก็อพยพลองย้ายไปใช้ซีพียู Ryzen โน้ตบุ๊คกันเยอะ (แถมติดใจซะด้วย) ทำให้ช่วงนั้นยอดขายโน้ตบุ๊คซีพียู Intel หดหายไประนาวอยู่เหมือนกัน

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปีที่แล้วจนถึงตอนนี้ ซีพียู Intel เริ่มได้ภาพลักษณ์ความนิยมกลับมาอีกครั้ง หลังการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่บน Gen 12 ที่เริ่มกันมาใช้สถาปัตยกรรมคอร์แบบไฮบริจด์เป็นครั้งแรก คือใช้แกนเล็กผสมแกนใหญ่ (เลิกเขียน C = จำนวนคอร์ แต่เขียนเป็น P = คอร์ใหญ่ + E คอร์เล็กแทน ข้อดีคือแกนรวมมันดูเยอะ ซึ่งคนชอบสเปคเห็นแล้วคลั่งไคล้ทันที) พร้อมการปรับเปลี่ยนแนวทางที่เน้นแข่งขันที่ประสิทธิภาพมากขึ้น แทนการลดขนาดชิปลงทุก 1-2 ปีเหมือนปีเก่า ๆ จนตอนนี้ถือว่าสามารถแก้มลทินเรื่องนี้ออกไปได้มากแล้ว

ล่าสุดซีพียู Gen 13 บนโน้ตบุ๊คเปิดตัวออกมา มีครบทุกรหัสสำหรับทุกตลาดให้เลือก ได้แก่ รหัส HX, H, P และ U แม้ภาพรวมจะยังคล้าย Gen 12 เหมือนเดิมแบบฝั่งเดสก์ท็อป แต่ปีนี้ประสิทธิภาพก็ก้าวกระโดดขึ้นกว่าเดิมมาก โดยเฉพาะรหัส HX ที่เป็นการเอาซีพียูระดับเดสก์ท็อปมายัดลงบนโน้ตบุ๊ค และปัจจุบันก็นับเป็นตระกูลที่ 2 ซึ่งแม้จะออกตามหลังตระกูลแรกติด ๆ แค่ครึ่งปี แต่มีการตีบวกหลายอย่างให้แบบไม่มีกั๊ก ทั้งจำนวนคอร์เธรด และประสิทธิภาพเธรดเดี่ยวเธรดรวม เลยได้ชื่อว่าปีนี้เป็นปีที่ซีพียู Intel มาแรงมาก




 

สาเหตุที่ Intel เน้นซีพียูรหัส HX มากเป็นพิเศษในปีนี้ คาดก็เพื่อต่อกรกับฝั่ง Apple ที่มีซีพียูระดับ M1 Max ออกมาเขย่าโลกก่อนหน้า (ปัจจุบัน M2 Max) ทำให้ต้องออกยาแรงรักษาภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำเดิมไว้ นี่จึงถือเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคอย่างเราสุด ๆ ที่ได้เห็นการแข่งขันอันดุเดือดของโลกซีพียูจากปีที่แล้วลามมาถึงปีนี้จนได้

อย่างไรก็ตาม แม้ฝั่งซีพียูจะขาขึ้น แต่กระแสการ์ดจอ Intel Arc ที่ปูไว้เนิ่น ๆ ตั้งแต่ปีที่แล้วกลับหายไปแบบเงียบ ๆ สังเกตได้เลยว่าจะยังไม่เห็นโน้ตบุ๊ครุ่นเด่นตัวไหนในปีนี้เลือกใช้เลย ซึ่งก็ไม่น่าแปลกเพราะพี่เริ่มเข้าตลาดช้าจริง ๆ แถมประสิทธิภาพก็ยังเป็นรองเจนเก่าคู่แข่งอยู่ ตั้งแต่ยังไม่โดนทิ้งห่างไปไกลด้วยเจนใหม่รอบนี้ด้วยซ้ำ

ดังนั้นในปีนี้เชื่อว่าการ์ดจอ Intel Arc บนโน้ตบุ๊คที่เคยลุ้นกันว่าจะเข้ามาเป็นมือที่ 3 ก็จะยังไม่อยู่ในลิสต์ให้เราตัดสินใจแน่นอน (เผลอ ๆ อาจจะไม่มีรุ่นเข้าไทยเลยด้วย) คงต้องอยู่กับ NVIDIA และ AMD กันไปต่ออีกปีครับ

 

ซีพียู AMD ยังมาตรฐานดี แต่มาตรฐานเดิม (ระวังโดนหลอก)

ไม่ได้อยากจะให้ร้ายค่ายแดงเท่าไหร่ แต่ปีนี้ AMD ค่อนข้างทำสาวกฝั่งโน๊ตบุ๊คน้อยใจ (แบบโดยภาพรวมนะ) จากการเปิดตัวซีพียู Ryzen 7000 มาแบบเหล้าเก่าในขวดใหม่เยอะไปนิด กล่าวคือทุกรุ่นได้ใช้เลข 7000 ใหม่เหมือนกันหมดก็จริง แต่ดันใหม่แค่เลขหน้าสุดซึ่งเป็นเลขประจำปี เพราะตอนนี้มีซีพียูจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้ใช้ชิป Zen 4 ตัวใหม่ล่าสุดของปีนี้ แต่ดันมี Zen 3+, Zen 3 และกระทั่ง Zen 2 โผล่มาด้วย ซึ่งใครที่ดูเลขดูชิปไม่เป็นอาจจะถูกอาถรรพ์เลข 7 ต้มเอาได้

จริง ๆ จะโทษ AMD ก็ไม่ได้ เพราะเค้าเคยประกาศอัปเดตวิธีการอ่านเลขรุ่นซีพียู Ryzen โน้ตบุ๊คแบบใหม่เอาไว้แล้ว (เริ่มใช้ปีนี้ปีแรกพอดี) ดังนั้นเราต้องลบภาพการอ่านเลข 7000 แบบเพียว ๆ ในหัวออกไป เปลี่ยนเป็นการดูจากเลขหลักที่ 3 เป็นหลักแทน เช่น 7040, 7030 และ 7020 เพราะมันคือตัวเลขที่บอกรุ่นชิป Zen ที่ใช้ ซึ่งจะแรงมากแรงน้อยกว่ากันก็ขึ้นอยู่กับตรงนี้เป็นหลัก (เผลอ ๆ ตัวที่ไม่ใช่ 7040 ขึ้นไป ประสิทธิภาพอาจจะไม่ต่างจากตอน 6000 ลงมาเลยก็ได้ แค่ได้เลขหน้าใหม่เท่านั้น)


 

ปีนี้ AMD เปิดตัวซีพียูโน้ตบุ๊คมาทั้งหมด 5 ตระกูลหลัก เรียงความแรงจากมากไปน้อย ได้แก่

  • Ryzen 7045 | ชิป Zen 4 | โค้ดเนม Dragon Range | รุ่นรหัสท้าย HX
  • Ryzen 7040 | ชิป Zen 4 | โค้ดเนม Phoenix | รหัสท้าย HS / U
  • Ryzen 7035 | ชิป Zen 3+ | โค้ดเนม Rembrandt-R | รหัสท้าย HS / U
  • Ryzen 7030 | ชิป Zen 3 | โค้ดเนม Barcelo-R | รหัสท้าย U
  • Ryzen 7020 และ Athlon | ชิป Zen 2 | โค้ดเนม Mendocino | รหัสท้าย U

(อยากเห็นทุกรหัสแบบครบทุกรุ่นเต็ม ๆ เผื่อมีรุ่นใหม่อัปเดตในอนาคตอีก ให้ดูในลิงก์นี้)

นั่นก็เป็นส่วนของเลขรุ่นชิปไป แต่ส่วนของรหัสท้าย ก็ยังเป็นความน่างงต่อเนื่องอีกเหมือนเดิมในปีนี้ที่ AMD ยังแบ่งรหัสท้ายได้ไม่ค่อยชัดเจนเท่าไหร่เมื่อเทียบกับคู่แข่ง จากข้อมูลคือน่าจะตั้งใจเทียบรหัส HX ของตัวเองกับ HX ของ Intel เพราะมีการวางคลาสให้มีความแรงใกล้เคียงเดสก์ท็อปเหมือนกัน

ถัดมาก็คือ HS ที่ก็น่าจะแข่งกับ H แต่ดันแตกออกเป็น 2 ขา คือมี HS ตัว Zen 3+ อีก ซึ่งตัวนี้ก็เดาว่าน่าจะเอาไว้แข่งกับ P (ทำไมตัวแรงกว่าไม่ใช่ H เหมือนเดิม) และท้ายสุดคือ U ที่ก็คงแข่งกับ U เหมือนกัน แต่ดันมีด้วยกันถึง 4 ชิปอีก เลยชวนชิปชวนงงไปใหญ่ เอาเป็นว่าเราคงไม่สามารถเทียบซีพียูกันที่รหัสท้ายได้ตรง ๆ ขนาดนั้น ไว้รอเทียบกันที่คะแนนทดสอบปลายทางเองคงจะดีที่สุดครับ

 

การ์ดจอ NVIDIA แรงเข้าขั้น การ์ดจอ AMD เงียบเหมือนเดิม

อย่างที่กล่าวไปหัวข้อต้นว่าการ์ดจอ Intel Arc คงต้องโดนตัดออกจากช้อยส์ไปก่อน (จะได้ไม่ต้องเหนื่อยเตรียมข้อมูลด้วย) ปีนี้ NVIDIA ยังคงรักษาภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำด้านการ์ดจอเอาไว้ได้เหมือนเดิม แม้กระทั่งฝั่งโน้ตบุ๊คก็ยังเป็นต่อ AMD อยู่ไกล เปิดตัว GeForce RTX 4000 Series ทีเดียวครบทุกรุ่น ตั้งแต่ 4050 ยัน 4090 ซึ่งเป็นการมาในรอบ 2 ปีหลังจาก RTX 3000 ครองตลาดดีอยู่แล้วตั้งแต่ปี 2021 และปีนี้เป็นปีแรกที่ใช้เลขรหัส 90 บนรุ่นโน้ตบุ๊คด้วย

  • RTX 4090 | 16GB | 256-bit | 1.45 – 2.04 GHz | 9,728 Cuda Core | 80-150W
  • RTX 4080 | 12GB | 192-bit | 1.35 – 2.28 GHz | 7,424 Cuda Core | 60-150W
  • RTX 4070 | 8GB | 128-bit | 1.23 – 2.17 GHz | 4,608 Cuda Core | 35-115W
  • RTX 4060 | 8GB | 128-bit | 1.47 – 2.37 GHz | 3,072 Cuda Core | 35-115W
  • RTX 4050 | 6GB | 128-bit | 1.6 – 2.37 GHz | 2,560 Cuda Core | 35-115W

ด้านเทคโนโลยี NVIDIA คงไม่ต้องพูดถึง ยัดมาแบบจัดเต็มนำเพื่อนเหมือนเดิมทั้ง DLSS 3 สำหรับอัปสเกลภาพ และ Max-Q Gen 5 เพิ่มการประหยัดพลังงานและใช้หน่วยความจำไดนามิก คาดว่าดีขึ้นหลายอย่าง ส่วนด้านประสิทธิภาพเคลมไว้แต่เนิ่น ๆ เลยว่าตัวเล็กสุด RTX 4050 ยังแรงกว่า RTX 3080 เสียอีก ด้วยอานิสงค์ของ DLSS 3 นี่แหละ (แต่ด้านพลังดิบอาจจะอีกเรื่องนะ)

ลองเปรียบเทียบสเปคกับ RTX 3000 Series รุ่นเก่าด้านล่างดู

  • RTX 3080 Ti | 16GB | 256-bit | 1.12 – 1.59 GHz | 7,424 Cuda Core | 80-150W
  • RTX 3080 | 8/16GB | 256-bit | 1.24 – 1.71 GHz | 6,144 Cuda Core | 80-150W
  • RTX 3070 Ti | 8GB | 256-bit | 1.03 – 1.48 GHz | 5,888 Cuda Core | 80-150W
  • RTX 3070 | 8GB | 256-bit | 1.29 – 1.62 GHz | 5,120 Cuda Core | 80-150W
  • RTX 3060 | 6GB | 192-bit | 1.28 – 1.7 GHz | 3,840 Cuda Core | 60-115W
  • RTX 3050 Ti | 4GB | 128-bit | 1.03 – 1.69 GHz | 2,560 Cuda Core | 35 – 80W
  • RTX 3050 | 4/6GB | 64/128-bit | 0.99 – 1.74 GHz | 2048 – 2560 Cuda Core | 35 – 80W

ปูอวย NVIDIA มาขนาดนี้จะบอกว่าการ์ดจอฝั่ง AMD ไม่พัฒนาเลยหรือเปล่า ก็ไม่ถึงขนาดนั้น ปีนี้เปิดตัว Radeon RX 7000M และ 7000S Series รุ่นโน้ตบุ๊ครวม 4 รุ่น ตามหลัง RX 6000 ที่เคยออกมา 3 ตัวแรกในรอบปีครึ่ง (มีมาสมทบเพิ่มอีก 5 รุ่นด้วยตอน CES 2022) ครั้งนี้ใช้ของดีเหมือนฝั่งเดสก์ท็อปหมด ได้แก่ชิปใหม่ RDNA 3 มีเทคโนโลยี FSR และ RSR สำหรับการอัปสเกลภาพที่ดีขึ้น เช่นเดียวกับ Raytracing และ AI ที่ก็เคลมว่าพัฒนาขึ้นเยอะ และรองรับการเข้ารหัสแบบ AV1 เต็มตัวแล้ว (เดิมมีเฉพาะถอดรหัส)

เฉพาะช่วงต้นปีนี้ AMD ยังเปิดตัวการ์ดจอโน้ตบุ๊คมาเพียง 4 รุ่น ที่มีสเปคระดับเริ่มต้น-กลาง (รหัส 600-700) เรียงความแรงจากมากไปน้อย ได้แก่

  • Radeon RX 7600M XT | 8GB | 128-bit | 2.3 GHz | 32CU / 2,048 Stream Processor | สูงสุด 120W
  • Radeon RX 7600M | 8GB | 128-bit | 2.07 GHz | 28CU / 1,792 Stream Processor | สูงสุด 90W
  • Radeon RX 7700S | 8GB | 128-bit | 2.2 GHz | 32CU / 2,048 Stream Processor | สูงสุด 100W
  • Radeon RX 7600S | 8GB | 128-bit | 1.86 GHz | 28CU / 1,792 Stream Processor | สูงสุด 75W

อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่ไม่ได้โดดเด่นขึ้นแบบก้าวกระโดด มีเทียบประสิทธิภาพให้ดูแค่เฉพาะกับของเก่าตัวเอง (ไม่เหมือนฝั่งซีพียูที่ชอบเอาคู่แข่งขึ้นสไลด์ตลอด) เลยยังขโมยซีนมาจากคู่แข่งแทบไม่ค่อยได้เหมือนเดิม ขณะที่ฝั่งเดสก์ท็อปภาพลักษณ์ดูสู่สีกว่านี้มาก ไม่รู้ด้วยว่าการที่ยังเลือกใช้ M, S ต่อท้ายชื่อ (เพื่อให้ต่างจากเดสก์ท็อป) มันส่งผลให้ภาพลักษณ์ไม่ดีขึ้นด้วยหรือเปล่า งานนี้ AMD อาจยังต้องเลือกใช้กลยุทธ์แข่งขันที่ด้านราคา หรือเอาประสิทธิภาพต่อการใช้พลังงานมาเป็นจุดขายหลักแทน เพื่อกระตุ้นความน่าสนใจของตัวเองให้อยู่

 

ยุคของแรม DDR5 เต็มตัว ตีคู่กับซีพียูและการ์ดจอใหม่พอดี

แรม DDR5 เริ่มเข้าตลาดมาสักพักในปี 2022 แต่ก็เป็นปีที่เปิดมาไม่ค่อยสวยหรูนัก เพราะเจอวิกฤตด้านราคาที่แรงมากตั้งแต่แรก ทั้งจากความเป็นของใหม่ที่แพงด้วยตัวมันเองอยู่แล้ว ตีคู่กับยุคที่ชิปขาดแคลนพอดี เลยกลายเป็นปีเปิดตัวที่ของขาดตลาดหนักสุด ๆ คือไม่เคยมีใครได้เห็นของ บอกว่ายังไม่เคยเปิดตัวปีนั้นเลยยังน่าเชื่อถือกว่า

แต่ปีนี้แหละที่หลายอย่างจะเริ่มนิ่งขึ้น ความขาดแคลนเริ่มลดลงไปบ้าง แรม DDR5 จะถูกนำมาใช้กับโน้ตบุ๊คแบบเป็นสามัญกว่าเดิม ดังนั้นรุ่นไหนที่เคยกั๊ก ๆ ใส่แรมมาให้มาแค่ 8GB ในปีก่อน ปีนี้ก็จะได้เห็นรุ่นตัวเลือก 16GB เข้ามามากขึ้น โดยเฉพาะตัวที่ใช้ซีพียู AMD Ryzen 7000 ซึ่งโดนบังคับใช้แรม DDR5 อยู่แล้วก็จะมีให้เลือกแน่นอน ฉะนั้นใครที่ตัดสินใจจะซื้อเครื่องใหม่ปีนี้ก็จะได้ของใหม่ของแรงแบบจุก ๆ คูณสองกันไปเลย แต่ราคาก็จะแรงขึ้นคูณสองตามเหมือนกันนะ (ถ้ารวมการ์ดจอใหม่ด้วยก็แรงคูณสามไปอีก เพราะก็เพิ่งมาในรอบ 2 ปีเหมือนกัน)

ส่วนโน้ตบุ๊คฝั่งซีพียู Intel ซึ่ง Gen 13 ปีนี้อย่างที่บอกไปว่าเป็นตัวตีบวกจาก Gen 12 ดังนั้นคอนเซปต์ก็จะยังคงเหมือนเดิมคือใช้ได้กับทั้งแรม DDR4 และ DDR5 ตัวเลือกโน้ตบุ๊คในตลาดเลยจะยังคงหลากหลายกว่า AMD คือมีรุ่นลดต้นทุนแรมแต่ยังได้ซีพียูใหม่ด้วย ทั้งนี้เลยขึ้นอยู่กับว่าใครชอบและพร้อมจ่ายแบบไหนมากกว่ากัน (ส่วนกลุ่มโน้ตบุ๊คทำงานก็จะเน้นแรม LPDDR5 เหมือนเดิม ซึ่งมีมาก่อนนานแล้ว)

อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวคิดว่าการลงทุนกับแรม DDR5 ในปีนี้เลยก็เป็นทางเลือกที่ไม่แย่ แม้ราคาจะแอบแรงหน่อยและต้องซื้อคู่กับซีพียูใหม่เท่านั้น แต่อย่าลืมว่ามันคือการข้ามเจนจาก DDR4 ที่อยู่มาแล้วร่วม 10 ปี ซึ่งความเร็วที่เพิ่มขึ้นมันก็สร้างความแตกต่างในการใช้งานจริงแน่นอน (ยิ่งกว่าซีพียูที่แรงขึ้นทีละน้อยทุกปีซะอีก) ดังนั้นใครที่ใช้งานโน้ตบุ๊คเก่ามาร่วม 4-5 ปีแล้ว หากพร้อมแล้วสำหรับการอัปเกรด นี่ก็ถือเป็นนิมิตหมายอันดีมาก คิดเสียว่าเจ็บแต่จบ ลงทุนครั้งเดียวใช้ยาว ๆ ครับ (แต่ถ้าไม่พร้อมก็ไม่ว่ากันนะ)

 

หน้าจอ OLED / Mini LED ตีตลาดหนักขึ้น และจอพับมาแรงกว่าเดิม

จบที่ฝั่งไส้ในไปแล้ว เรามาพูดถึงฝั่งไส้นอกกันบ้าง ไฮไลต์เด็ดอีกอย่างในปีนี้คือเราเห็นโน้ตบุ๊คเกมมิ่งหลายรุ่น ได้ใช้จอ Mini LED กันเยอะขึ้นแล้ว เช่น MSI Titan, Acer Predator, ASUS ROG เกือบทุกรุ่น และอื่น ๆ (ส่วนใหญ่ยังเฉพาะบนซีรีส์ท็อป) จากเดิมปีก่อนยังมีประปรายแค่ไม่กี่ตัว เรียกว่ากลายมาเป็นตัวเลือกกระแสหลักกระแสใหม่ที่ตีคู่พร้อมแรม DDR5 ให้เลยสำหรับคนงบถึง

เช่นเดียวกับจอ OLED ที่จริง ๆ เริ่มเยอะมาสักพักแล้วในปี 2022 ส่วนใหญ่ยังอยู่เฉพาะบนกลุ่มโน้ตบุ๊คทำงาน แต่จะเห็นเริ่มลามลงมาอยู่กับรุ่นกลาง ๆ เยอะขึ้น อย่าง ASUS Vivobook, Acer Swift บางรุ่นราคาไม่ถึง 30,000 บาท ก็ได้จอ OLED ที่ทั้งสีสวยและสีตรงเป๊ะกันหมดแล้ว ปีนี้ก็คงจะยิ่งจัดหนักกันมากกว่าเดิม รุ่นกลางอาจจะได้เห็น OLED 2K บวก ๆ กันเป็นปกติ หรือรุ่นเริ่มต้นอาจมีสิทธิ์ได้ใช้ OLED กับเค้าแล้วก็เป็นได้

ส่วนโน้ตบุ๊คเกมมิ่ง ปีก่อนเห็นแค่ MSI กับ Razer อยู่สองเจ้าที่เจาะตลาดจอ OLED ปีนี้ก็อาจจะมีคู่แข่งโผล่มาเล็กน้อย แต่คงยังไม่เยอะเท่า Mini LED อยู่ดี เชื่อว่าน่าจะเพราะ OLED ยังคงต้นทุนสูงกว่าเหมือนเดิม แถมมีสิทธิ์จอเบิร์นได้ง่ายหากอยู่กับความร้อนของสเปคเกมมิ่งตลอดเวลา เลยยังไม่มีค่ายไหนสนใจเลือกใช้เป็นกิมมิกหลักเท่าไหร่ แต่ไม่แน่ เดี๋ยวรอลุ้นกลางปีอีกทีว่าจะมีเซอร์ไพรส์อะไรเปิดมาเพิ่มเยอะรึเปล่า

ส่วนกระแสที่ไม่พูดไม่ได้เลยก็คือโน้ตบุ๊คจอพับ OLED หลังจากได้รับอิทธิพลมาจากฝั่งมือถือ ในปี 2020 Lenovo ได้ออก ThinkPad X1 Fold สู่ตลาดนี้เป็นเจ้าแรกของโลก (แต่ขายจริง 2021) ตามด้วย X1 Fold Gen 2 ในปี 2022 และ ASUS ก็ออก ZenBook Fold 17 OLED ตามมาแข่งติด ๆ ปีนี้คงจะได้เห็นเทรนด์นี้ถูกต่อยอดขึ้นมาอีกในหลายยี่ห้อและหลายรุ่นแน่นอน แต่เชื่อว่าราคาคงยังไม่ถูกลงได้เร็ว ๆ นี้ เพราะยังเป็นของใหม่อยู่

 

สรุปแนวทางการเลือกสเปค และเรทราคาที่ได้

เนื่องจากวันที่เขียนบทความนี้คือหลังงาน CES หมาด ๆ ซึ่งคือช่วงยังมีโน้ตบุ๊คที่เปิดตัวไม่เยอะรุ่นมาก แถมรุ่นที่เปิดแล้วส่วนใหญ่ก็ยังมีเฉพาะรุ่นท็อป ทั้งที่ยังไม่วางขายหรือยังไม่มีราคาบอก ฉะนั้นข้อมูลด้านราคาที่ออกมาเลยจะเป็นในเชิงคาดการณ์อยู่เยอะ แต่ก็จะใช้ข้อมูลที่มีอยู่แล้วผสมกับแนวโน้มจากปีก่อน บอกเล่าออกมาให้ตรงที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ครับ

สเปคและเรทราคาโน้ตบุ๊คเกมมิ่งปี 2023

ปีนี้เป็นยุคข้าวยากหมากแพงที่ได้รับผลต่อเนื่องมาจากวิกฤตเศรษฐกิจในปีที่ผ่านมา ดังนั้นราคาโน้ตบุ๊คจะไม่ค่อยถูกเหมือนแต่ก่อนเท่าไหร่ โดยเฉพาะเกมมิ่งรุ่นขวัญใจยอดนิยมของหลาย ๆ คน ปีนี้อาจจะแพงขึ้นกว่าอดีต 4,000 – 5,000 บาทเป็นอย่างน้อย แต่ก็แลกมากับข้อดีหลายอย่างที่มีเพิ่มบ้าง เช่น ชิปแรงก้าวกระโดดขึ้น, เทคโนโลยีเจนใหม่มาตรึม รวมถึงโน้ตบุ๊ครุ่นเริ่มต้นก็ค่อย ๆ ได้ดีไซน์ที่ดีใกล้เคียงรุ่นใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว

1. โน้ตบุ๊คเกมมิ่งรุ่นเริ่มต้น

สเปคมาตรฐานขั้นต่ำที่สุดที่คนน่าจะสนใจเยอะสำหรับโน้ตบุ๊คกลุ่มนี้ก็ คือ

  • ซีพียู Intel Core i5-13600H (4P+8E/16T) / AMD Ryzen 5 7640HS (6C/12T)
  • การ์ดจอ GeForce RTX 4050 (6GB) / Radeon RX 7600M (8GB)
  • แรม 16GB DDR4 Bus 3200 MHz / 8GB DDR5 Bus 4800 MHz
  • SSD M.2 PCIe 4.0 512GB
  • จอ 15.6 นิ้ว, Full HD (1,920 x 1,080), IPS, 144Hz
  • Windows 11 Home

โน้ตบุ๊คยอดนิยมในกลุ่มนี้ ได้แก่ Acer Nitro 5, ASUS TUF Dash F15/A15, Lenovo IdeaPad Gaming 3/3i, MSI Cyborg 15, HP Vitus 15, Dell G15 และอื่น ๆ โดยทุกรุ่นตอนนี้ยังไม่มีเปิดตัวของใหม่ เพราะปกติจะไปเปิดกันเยอะช่วงกลางปี ราคาเปิดตัวคาดการณ์คือ 35,000 – 40,000 บาท (Cyborg 15 เริ่มต้นที่ 999 เหรียญ ~ 33,000 บาท ไม่รวมภาษี)

2. โน้ตบุ๊คเกมมิ่งรุ่นกลาง

สเปคมาตรฐานที่คนน่าจะสนใจเยอะสำหรับโน้ตบุ๊คกลุ่มนี้ก็ คือ

  • ซีพียู Core i7-13700H, i9-13900H (6P+8E/20T) / Ryzen 7 7735HS, Ryzen 9 7940HS (8C/16T)
  • การ์ดจอ GeForce RTX 4060, RTX 4070 (8GB) / Radeon RX 7600M XT (8GB), RX 7700M (10GB)
  • แรม 8/16GB DDR5 Bus 4800 MHz
  • SSD M.2 PCIe 4.0 512GB/1TB
  • จอ 15.6-17.3 นิ้ว, Full HD, IPS, 144-165Hz หรือ QHD (2K), IPS, 240Hz
  • Windows 11 Home

โน้ตบุ๊คยอดนิยมในกลุ่มนี้ ได้แก่ Acer Nitro 16/17, ASUS TUF Gaming A15/F15/A16/A17/F17, Lenovo Legion 5/5i, MSI Stealth 15, HP Vitus 16/Omen 16, Dell G15 และอื่น ๆ ตอนนี้มีบางรุ่นเปิดตัวมาแล้วแต่ยังไม่บอกราคา ส่วนอันที่ใส่ราคาคร่าว ๆ ก็บอกสเปคไม่ละเอียด ราคาเปิดตัวคาดการณ์คือ 42,000 – 65,000 บาท (Nitro 16/17 เริ่มต้นที่ 1,200 เหรียญ ~ 40,800 บาท ไม่รวมภาษี)

3. โน้ตบุ๊คเกมมิ่งรุ่นกลาง-บน

สเปคในกลุ่มนี้ค่อนข้างกว้าง ส่วนใหญ่ถ้าเน้นซีพียูแรงสุดไปเลยอย่างรหัส HX ก็มักจะให้การ์ดจอเบาลงมาหน่อย หรือถ้าเน้นการ์ดจอก็จะลดต้นทุนซีพียูลงมาเป็นรหัส H, HS แทน (แล้วแต่ยี่ห้อมาก) ระบุไว้คร่าว ๆ คือ

  • ซีพียู Core i5 / i7 / i9 รหัส H, HX (สูงสุด 8P+16E/32T) / Ryzen 5 / Ryzen 7 / Ryzen 9 รหัส HS, HX (สูงสุด 16C/32T)
  • การ์ดจอ RTX 4080 (12GB), RTX 4090 (16GB) / Radeon RX 7800M (12GB) หรือสูงกว่า (ถ้ามี)
  • แรม 16/32GB DDR5 Bus 4800/5200 MHz
  • SSD M.2 PCIe 4.0 512GB/1TB/2TB
  • จอ 15.6-17.3 นิ้ว QHD (2K), IPS/Mini LED, 240-250Hz
  • Windows 11 Home/Pro

โน้ตบุ๊คยอดนิยมในกลุ่มนี้ ได้แก่ Predator Helios 16/18, ROG Zephyrus G14/416/M16, Lenovo Legion 7/7i, HP Omen 17, Dell G16 และอื่น ๆ คล้ายกับรุ่นกลางเลยคือมีหลายรุ่นเปิดมาแล้ว แต่รายละเอียดยังไม่เยอะ แถมตลาดนี้แอบจัดกลุ่มยากเพราะมีหลากรุ่นหลากราคาอย่างที่บอกไป ทำให้ต้องตีเลขเริ่มต้นไว้กว้าง ๆ หน่อยคือ 59,000 – 90,000 บาท (Helios 16 เริ่มต้นที่ 1,650 เหรียญ ~ 55,000 บาท ไม่รวมภาษี)

4. โน้ตบุ๊คเกมมิ่งรุ่นไฮเอนด์

สเปคคงไม่ต้องเดาเยอะ น่าจะเป็นแบบเกือบสุดถึงสุดทุกทางแล้วสำหรับซีรีส์นี้ คือ

  • ซีพียู Core i7 / i9 รหัส HX (สูงสุด 8P+16E/32T) / Ryzen 7 / Ryzen 9 รหัส HX (สูงสุด 16C/32T)
  • การ์ดจอ GeForce RTX 4090 (16GB)
  • แรม 32/64/128GB DDR5 Bus 4800/5200/5600/6400 MHz
  • SSD M.2 PCIe 4.0 2TB/4TB
  • จอ 15.6-18 นิ้ว FHD-QHD (2K), IPS, 165-480Hz หรือ Mini LED 240Hz / UHD (4K), Mini LED, 120-144Hz
  • Windows 11 Home/Pro

โน้ตบุ๊คยอดนิยมในกลุ่มนี้ ได้แก่ ROG Strix SCAR 16/17/18, MSI Titan GT77/Raider GE78HX, Alienware X14/X16/M16/M18, Razer Blade 16/18 และอื่น ๆ ราคาเปิดตัวคาดการณ์คือ 100,000 – 180,000 บาท (อ้างอิงตามราคาปีที่แล้ว)

สเปคและเรทราคาโน้ตบุ๊คทำงานปี 2023

จริง ๆ ต้องยอมรับตามตรงว่าผู้เขียนเป็นสายเชี่ยวชาญโน้ตบุ๊คเกมมิ่งมากกว่าโน้ตบุ๊คทำงาน เลยจะให้ข้อมูลได้ไม่ครอบคลุมเท่า ที่สำคัญคือฝั่งโน้ตบุ๊คทำงานเค้าก็มีตัวเลือกเยอะมาก คือแทบจะในทุกหย่อมราคาเลย เช่นมีรุ่นที่ลดสเปคนี้ไปเพิ่มสเปคนี้แทนแต่ราคาเท่ากัน (หยิบย่อยกว่าฝั่งเกมมิ่งสุด ๆ) เลยจะลำบากในการจัดกลุ่มสเปคราคาหน่อย แต่ก็จะพยายามให้ข้อมูลที่ครอบคลุมมากสุดเท่าที่เป็นไปได้ครับ

อย่างที่ทราบกันว่าโน้ตบุ๊คทำงานคือรุ่นที่เน้นตัวเครื่องน้ำหนักเบา พกพาง่าย และงานใช้แบตเตอรี่ได้หลายชั่วโมง ดังนั้นซีพียูที่ใช้จะเน้นรหัส P, U (Intel) และ HS, U (AMD) ซึ่งเป็นตัวประหยัดพลังงานเป็นหลัก และจะมีตัวเลือก Core i3, Ryzen 3, Intel Processor, Athlon Gold มาให้เลือกเพิ่มเติมสำหรับราคาประหยัด (หรือกระทั่งซีพียู Arm อย่าง Snapgragon แต่ก็ยังน้อยมากอยู่) เดี๋ยวมาดูกันว่าโน้ตบุ๊คที่ได้จะอยู่เรทราคาเท่าไหร่

1. โน้ตบุ๊คทำงานรุ่นเริ่มต้น

สเปคมาตรฐานขั้นต่ำที่สุดที่คนน่าจะสนใจเยอะสำหรับโน้ตบุ๊คกลุ่มนี้ก็ คือ

  • ซีพียู Intel U300 (1P+4E/6T) Core i3-1315U (2P+4E/8T) / AMD Ryzen 3 7335U (4C/8T) / Athlon Gold 7220U (2C/4T) / Snapdragon 7c
  • การ์ดจอออนบอร์ด Intel UHD Graphics (64EU) / Radeon 610M/660M (2/4 Core)
  • แรม 4/8GB DDR4/LPDDR4/LPDDR5 Bus สูงสุด 3200 (หรือ DDR5 Bus 4800 เฉพาะ AMD)
  • SSD M.2 PCIe 3.0/4.0 256-512GB
  • จอ 14/15.6 นิ้ว, Full HD (1,920 x 1,080), IPS, 60Hz
  • Windows 11 Home

โน้ตบุ๊คยอดนิยมในกลุ่มนี้ ได้แก่ Acer Aspire 3, ASUS ExpertBook L1, Lenovo V14, Infinix InBook, RedmiBook 15 และอื่น ๆ โดยทุกรุ่นตอนนี้ยังไม่มีเปิดตัวของใหม่ เพราะปกติจะไปเปิดกันเยอะช่วงกลางถึงปลายปี ราคาเปิดตัวคาดการณ์คือ 10,000 – 18,000 บาท (อ้างอิงจากราคาปีที่แล้ว) ส่วนใหญ่คนที่สนใจโน้ตบุ๊คตลาดนี้มักหยิบรุ่นเก่าลดราคา 1-2 ปีที่แล้วมาเปรียบเทียบด้วย เพราะซื้อของใหม่ที่ซีพียูเจนใหม่อย่างเดียวใช่ว่าจะดีเสมอไป ต้องดูความคุ้มอย่างอื่นรวม ๆ กัน

2. โน้ตบุ๊คทำงานรุ่นกลาง

สเปคมาตรฐานที่คนน่าจะสนใจเยอะสำหรับโน้ตบุ๊คกลุ่มนี้ก็ คือ

  • ซีพียู Intel Core i5/i7 รหัส U / Core i5 รหัส P / AMD Ryzen 5/Ryzen 7 รหัส U/HS
  • การ์ดจอออนบอร์ด Intel Iris Xe Graphics (80EU) / Radeon 660M (4 Core) / บางรุ่นเริ่มมีการ์ดจอแยก เช่น MX550/MX570 หรือ NVIDIA เจนเก่า
  • แรม 8/16GB DDR4/LPDDR4/LPDDR5 Bus สูงสุด 3200 (หรือ DDR5 Bus 4800 เฉพาะ AMD)
  • SSD M.2 PCIe 3.0/4.0 512GB
  • จอ 14-17.3 นิ้ว, FHD/QHD (2K), IPS/OLED 60-90Hz
  • Windows 11 Home

โน้ตบุ๊คยอดนิยมในกลุ่มนี้ ได้แก่ ASUS Vivobook OLED, Acer Aspire 5, MSI Modern, Dell XPS, Lenovo IdeaPad Slim, Huawei MateBook และอื่น ๆ โดยทุกรุ่นตอนนี้ยังไม่มีเปิดตัวของใหม่ เพราะปกติจะไปเปิดกันเยอะช่วงกลางถึงปลายปี ราคาเปิดตัวคาดการณ์คือ 18,000 – 32,000 บาท (อ้างอิงจากราคาปีที่แล้ว)

3. โน้ตบุ๊คทำงานรุ่นกลาง-บน

สเปคมาตรฐานที่คนน่าจะสนใจเยอะสำหรับโน้ตบุ๊คกลุ่มนี้ก็ คือ

  • ซีพียู Intel Core i7 รหัส U/P/H / AMD Ryzen 7/Ryzen 9 รหัส U/HS
  • การ์ดจอออนบอร์ด Intel Iris Xe Graphics (96EU) / Radeon 760M/780M (8-12 Core) / บางรุ่นมีการ์ดจอแยก เช่น RTX 4050
  • แรม 16/32GB LPDDR5/DDR5 Bus สูงสุด 6400
  • SSD M.2 PCIe 4.0 512GB/1TB
  • จอสัมผัส 14-17.3 นิ้ว, QHD (2K) / UHD 4K, IPS/OLED 60-120Hz
  • Windows 11 Home/Pro

โน้ตบุ๊คยอดนิยมในกลุ่มนี้ ได้แก่ ASUS Zenbook, HP Envy, Lenovo Yoga/ Yoga Slim, Microsoft Surface และอื่น ๆ ที่เหมือนกับรุ่นกลางธรรมดา แต่เป็นตัวเลือกซีพียูที่สเปคสูงกว่า, ความจุเยอะกว่า, แบตอึดขึ้น, อัปเกรดจอหรือภายนอกบางอย่างเพิ่มเติม และเน้นวัสดุโลหะเกรดพรีเมียมไปเลย ราคาเปิดตัวคาดการณ์คือ 32,000 – 70,000 บาท (อ้างอิงจากราคาปีที่แล้ว)

3. โน้ตบุ๊คทำงานรุ่นไฮเอนด์

สเปคมาตรฐานที่คนน่าจะสนใจเยอะสำหรับโน้ตบุ๊คกลุ่มนี้ก็ คือ

  • ซีพียู Intel Core i7/i9 รหัส H / AMD Ryzen 7/Ryzen 9 รหัส HS (หรือนอกเหนือจากนี้)
  • การ์ดจอออนบอร์ด Intel Iris Xe Graphics (96EU) / Radeon 760M/780M (8-12 Core) / บางรุ่นมีการ์ดจอแยก เช่น RTX 4050, 4060
  • แรม 16/32GB LPDDR5/DDR5 Bus สูงสุด 6400
  • SSD M.2 PCIe 4.0 1TB
  • จอสัมผัส 14-17.3 นิ้ว/จอพับ, QHD (2K) / UHD 4K, IPS/OLED/Mini-LED 60-120Hz
  • Windows 11 Home/Pro

โน้ตบุ๊คยอดนิยมในกลุ่มนี้ จะเป็นรุ่นที่มีการออกแบบที่แหวกแนวไปเลย เช่น ASUS Zenbook Pro Duo OLED (รุ่นที่มีหน้าจอพิเศษที่ 2), ASUS Zenbook 17 Fold (จอพับ), Lenovo ThinkPad X1 Fold (จอพับ), Microsoft Surface Laptop Studio และอื่น ๆ ฉะนั้นสเปคจะไม่ใช่ประเด็นหลักที่มีผลต่อราคา แต่คือกิมมิกด้านการออกแบบและความไม่เหมือนใครล้วน ๆ ราคาเปิดตัวคาดการณ์ของโน้ตบุ๊คกลุ่มนี้ (กว้างมาก) อยู่ที่ 60,000 – 130,000 บาท (อ้างอิงจากราคาปีที่แล้ว)

ก็จบกันไปแล้วนะครับสำหรับบทความแนะนำการเลือกสเปคโน้ตบุ๊ครุ่นใหม่ประจำปี 2023 นี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นประโยชน์ให้กับทุกคนที่กำลังวางแผนเลือกซื้อคอมใหม่ปีนี้กันอยู่ หรือหากไม่ได้สนใจตอนนี้ก็มาศึกษาหรือใช้เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนข้อมูลด้านพีซีร่วมกันแทนได้ ต้องขออภัยด้วยครับถ้าหากมีข้อมูลบางอย่างผิดพลาดบ้าง รวมถึงยังไม่ได้เขียนครอบคลุมถึงวงการคอมประกอบ DIY ด้วย หากมีโอกาสเดี๋ยวได้ทำเพิ่มเติมแน่นอน ขอบพระคุณมาก ๆ สำหรับการติดตามซึ่งได้อ่านกันมาจนถึงตรงนี้

from:https://droidsans.com/windows-laptops-2023-specs-guideline/

รีวิว Surface Laptop 5 ถือแล้วดูพรีเมียม, จอ 3:2 เหมาะสำหรับทำงาน, แบตอยู่ได้ 7 ชั่วโมง

Microsoft เปิดตัว Surface Laptop 5 โน้ตบุ๊กสายพรีเมียมที่เผลอแป๊ปเดียวก็เดินทางมาถึงรุ่นที่ 5 แล้ว โดยในรุ่นนี้ก็เป็นการปรับซีพียูให้ทันรอบของ Intel โดยขยับมาใช้ Intel Core 12th gen (Alder Lake) เรียบร้อย (แต่วางขายพร้อมๆ กับที่ Intel เปิดตัว Core 13th gen) มีหน้าจอให้เลือกสองขนาดคือ 13.5 และ 15 นิ้ว ซึ่งความแตกต่างของทั้งสองขนาด นอกจากสเปกแล้ว ยังมีเรื่องของวัสดุด้วย โดยในรุ่นจอ 13.5 นิ้วบางสเปกจะเลือกผ้า Alcantara สีเทาบุภายในบริเวณรอบคีย์บอร์ดและแป้นวางข้อมือได้ หรือจะเลือกสีดำที่เป็นอะลูมิเนียมก็ได้ แต่ในรุ่น 15 นิ้วจะมีแค่อะลูมิเนียมสีเทาหรือดำเท่านั้น

alt="JvX86P.jpg"

สำหรับเครื่องที่ได้มารีวิว เป็นรุ่นท็อปสุด คือรุ่นจอ 15 นิ้ว ซีพียู Intel Core i7-1255U แรม 16GB, SSD 512GB ติดตั้ง Windows 11 Home ราคา 69,900 บาท โดยในกล่องมีเพียงตัว Surface Laptop 5, อะแดปเตอร์ชาร์จไฟผ่านพอร์ต Surface Connect และเอกสารนิดหน่อย

ตัวเครื่องภายนอกออกแบบสวยงาม มินิมอล บาง สามารถเปิดจอขึ้นได้ด้วยมือเดียว ไม่ต้องกดเครื่องไว้อีกมือ แต่พอร์ตที่มีมาให้ค่อนข้างน้อย คือมีเพียง 1 USB-A 3.1, 1 USB-C 4.0 (รองรับ Thunderbolt 4), รูต่อหูฟัง 3.5 มม. และ Surface Connect สำหรับชาร์จไฟ และต่ออุปกรณ์เสริมพวก docking station ซึ่งความเห็นของผู้เขียนคิดว่า Microsoft ควรเลิกใช้พอร์ตเฉพาะของตนเองได้แล้ว และเปลี่ยนไปเพิ่ม USB-C อีกสัก 1-2 พอร์ตน่าจะดีกว่ามาก เพราะตัวผู้เขียนเองก็พกแค่หัวชาร์จ USB-C 65 วัตต์ อันเล็กๆ เป็นปกติ ใช้ชาร์จได้ทุกอย่าง แต่การที่ Surface Laptop 5 มีช่อง USB-C เพียงช่องเดียว ทำให้ไม่สามารถชาร์จไปและใช้งานอุปกรณ์ USB-C ชิ้นอื่นไปด้วยได้ (เช่น security key) กลายเป็นว่าต้องเลือกระหว่างการยอมพกอะแดปเตอร์ของ Surface Laptop 5 เพิ่มอีก หรือจะต้องคอยถอดสายชาร์จเข้าออกเมื่อต้องสลับใช้งานกับอุปกรณ์ชิ้นอื่น นี่ยังไม่ต้องพูดถึงพอร์ต HDMI ที่คงเลิกหวังได้เลย เพราะดูทรงแล้วหวงพอร์ตมาก ในขณะที่คู่แข่งอย่าง MacBook Pro 14” นั้นให้ USB-C ถึง 3 พอร์ต, ช่องเสียบ SD card และ HDMI ขนาดเต็ม

alt="JvXuXu.jpg"

alt="JvXnzZ.jpg"

สำหรับคีย์บอร์ด เป็นเลย์เอาท์ทั่วไป ไม่มีอะไรพิสดาร ตัวปุ่มมีระยะกด (travel distance) ค่อนข้างตื้น แต่ไม่ได้ตื้นเหมือน Butterfly Keyboard ที่แอปเปิลเคยนำมาใช้งานอยู่ระยะหนึ่ง รวมๆ ใช้งานได้ดีปานกลาง ยังพิมพ์ไม่มันเหมือน ThinkPad ส่วนทัชแพดทำออกมาได้ดีมาก มีขนาดใหญ่และพื้นผิวลื่น การลากนิ้วไม่ติดขัด ใช้งานได้ดีเลยทีเดียว

alt="JvXrRI.jpg"

ส่วนน้ำหนักของเครื่อง ดูก็รู้ทันทีว่าตั้งใจทำมาชนกับ MacBook Pro เพราะรุ่น 13.5” หนัก 1.29 กก. ในขณะที่ MacBook Pro 13” (M2) หนัก 1.38 กก. และรุ่น 15” หนัก 1.56 กก. ในขณะที่ MacBook Pro 14” (M1 Pro) ที่จอเล็กกว่าหนัก 1.6 กก.

หลังได้เครื่องมา ผมจัดการอัพเดต Windows ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดคือ Windows 11 22H2 และอัพเดตไดรเวอร์กับเฟิร์มแวร์ทุกอย่างให้ล่าสุดเท่าที่จะมีใน Windows Update ณ ช่วงปลายเดือนธันวาคม และใช้งานจริง ยังไม่พบปัญหาอะไรในการใช้งาน ประสิทธิภาพในการทำงานเอกสารทั่วไปไม่มีปัญหาอยู่แล้ว ด้านความร้อน ใช้งานทั่วไปแค่อุ่นนิดๆ เรียกว่าใช้ติดต่อกันหลายชั่วโมงไม่รู้สึกถึงความร้อนผ่านคีย์บอร์ดและตัวถังขึ้นมาเลย และที่น่าประทับใจคือไม่เคยได้ยินเสียงพัดลมเลยแม้แต่ครั้งเดียว เงียบกริบ ทั้งที่ Surface Laptop 5 ยังมีพัดลมอยู่ด้านใน (เลือก Power mode แบบ Recommended) แปลว่าระบบระบายความร้อนและการจัดการอุณหภูมิภายในเครื่องทำมาได้ดีมากจริงๆ แต่หากเลือก Power mode แบบ Best performance จะได้ยินเสียงพัดลม แต่ก็เบามากๆ

หน้าจอของ Surface Laptop 5 เป็นระบบสัมผัส โดยรุ่น 15 นิ้วมีความละเอียด 2496 x 1664 พิกเซล (201 DPI) อัตราส่วน 3:2 ครอบด้วยกระจก Gorilla Glass 5 หน้าจอให้สีสวยมาก แต่ยังไม่สดจนแสบตา ทุกเครื่องถูกคาลิเบรตสีมาจากโรงงาน แต่ยังน่าเสียดายที่รีเฟรชเรทยังอยู่ที่ 60Hz เท่านั้น ผมพบว่าอัตราส่วน 3:2 เหมาะมากสำหรับการทำงาน เพราะได้พื้นที่แนวตั้งเยอะขึ้นมาก คนทำงานทุกคนจะได้ประโยชน์จากสิ่งนี้ ตั้งแต่งานเอกสาร, เขียนโค้ด ไปจนถึงการวาดและดูไดอะแกรมต่างๆ สะดวกกว่าหน้าจอแบบ 16:9 มาก

alt="JvaIB0.png"

สำหรับยุคนี้ที่เป็นยุค hybrid workplace ย่อมหลีกเลี่ยงการประชุมออนไลน์ไม่ได้ แต่น่าผิดหวังที่เว็บแคมและไมโครโฟนของ Surface Laptop 5 ยังไม่โดดเด่น เว็บแคมให้มาเพียง 720p ให้ภาพแค่พอใช้งานได้ ไม่ต่างจากโน้ตบุ๊กทั่วๆ ไปในตลาดที่ราคาต่ำกว่า ส่วนไมโครโฟนก็รับเสียงได้ดีปานกลาง ไม่ชัดมากอย่างที่หวังไว้ หากต้องประชุมเยอะๆ ก็ควรต้องใช้หูฟังดีๆ ต่อแยกเอาเหมือนเดิม (ทดสอบบน Microsoft Teams เวอร์ชันล่าสุด ณ ตอนที่เขียนรีวิวนี้)

มาถึงสิ่งสำคัญมากคือแบตเตอรี่ ผมทดสอบโดยการชาร์จเต็มแล้วเปิดเครื่องใช้งานในลักษณะดังนี้

  • ทำงานเอกสารทั่วไป (Microsoft Office)
  • คุยงานทาง Microsoft Teams (ไม่มีการประชุม)
  • เข้าเว็บด้วย Microsoft Edge เปิด 3 หน้าต่าง จำนวนแท็บรวมกันราว 80 แท็บ แต่แท็บจำนวนมากก็ถูก sleep ไปเมื่อไม่ได้ใช้งาน (ฟีเจอร์ Sleeping Tabs)
  • เชื่อมต่อเมาส์บลูทูธ
  • เปิดความสว่างหน้าจอปานกลาง
  • เปิดไฟคีย์บอร์ดปานกลาง
  • แอพอื่นที่รันคือ Slack, LINE, Telegram Desktop, Netflix (ไม่ได้เล่น) และ Spotify
  • ไม่ได้ยุ่งกับการตั้งค่าเรื่องพลังงานใดๆ ทุกอย่างใช้ default ทั้งหมด

alt="JGcmDD.png"

ไทม์ไลน์ของแบตเตอรี่เป็นดังนี้

  • 100% — 10:41 น. ดึงสายชาร์จออก
  • 20% — 16:37 น. Battery Saver เริ่มทำงาน (5 ชั่วโมง 56 นาทีจากเริ่ม)
  • 6% — 17:41 น. แจ้งเตือนแบตเตอรี่ต่ำ (7 ชั่วโมง 0 นาทีจากเริ่ม)
  • 3% — 17:57 น. เครื่องเข้าสู่การ hibernate อัตโนมัติ (7 ชั่วโมง 16 นาทีจากเริ่ม)

จึงพอจะสรุปได้ว่าอายุแบตเตอรี่ของ Surface Laptop 5 ในการใช้งานทั่วไป ไม่ได้รันอะไรที่กินซีพียูหนักๆ จะใช้งานได้ราว 7 ชั่วโมงนิดๆ ทั้งนี้ สไตล์การใช้งานของแต่ละคนก็ต่างกัน หากใช้งานเบากว่านี้หรือเปิดแสงหน้าจอต่ำๆ ก็อาจใช้งานได้เกือบ 8 ชั่วโมง สำหรับรายงานแบตเตอรี่อย่างละเอียด ดาวน์โหลดได้จากที่นี่ (การทดสอบแบตเตอรี่อยู่วันที่ 29 ธันวาคม 2022)

สำหรับประสิทธิภาพ ผมได้ลองรัน Cinebench R23.200 ได้ผลการทดสอบดังนี้

alt="JvXX1e.png"

alt="JvXVWt.png"

alt="JvXaAl.png"

สรุป Surface Laptop 5 เป็นคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กที่ทำออกมาได้ค่อนข้างดี ตลอดการใช้งานหลายสัปดาห์ไม่พบปัญหาอะไร ตัวเครื่องผลิตมาแข็งแรง พรีเมียม สวยทุกมุม เหมาะกับผู้ใช้ส่วนใหญ่ตั้งแต่นักศึกษาไปจนถึงวัยทำงาน ประสิทธิภาพดีสามารถทำงานทั่วไปได้ไม่มีปัญหา หรือแม้กระทั่งโปรแกรมเมอร์บางกลุ่มก็อาจใช้ได้หากไม่ได้รันคอนเทนเนอร์หนักๆ เพราะ Surface Laptop 5 มีแรมมากสุดที่ 16GB และในไทยไม่มีรุ่น 32GB ให้เลือก นอกจากนี้ผู้ที่ต้องการกราฟิกการ์ดอาจพิจารณาขยับไปใช้ Surface Laptop Studio แทนเพราะมี GPU แยก แต่ขณะนี้ Surface Laptop Studio รุ่น 2 ที่อัพเดตซีพียูเป็นรุ่นใหม่ยังไม่เปิดตัว ทำให้อาจมีตัวเลือกจำกัด

alt="JvX2kR.jpg"

from:https://www.blognone.com/node/132292

โน๊ตบุ๊ค ราคาไม่เกิน 5000 ลดคุ้ม 8 รุ่น ขายของออนไลน์ เล่นเน็ต ดูหนังปี 2023

โน๊ตบุ๊ค ราคาไม่เกิน 5000 สุดประหยัด 8 รุ่น งานเอกสาร แต่งภาพ ดูหนัง เล่นเกมออนไลน์ ปี 2023

โน๊ตบุ๊ค ราคาไม่เกิน 5000

โน๊ตบุ๊ค ราคาไม่เกิน 5000 งบประหยัดที่อาจจะดูยาก แต่ก็พอหาซื้อได้ สำหรับคนที่งบจำกัด เช่น 8 โน๊ตบุ๊คสุดราคาต่ำกว่าหมื่นที่เรานำมาเป็นตัวอย่าง ที่ต้องการได้โน๊ตบุ๊คมาทำงานเบาๆ เช่นการเรียน ขายของออนไลน์ ทำเอกสาร ท่องเน็ตหรือดูหนังเพลินๆ ได้ ปี 2023 นี้ก็มีให้เลือกเยอะ แต่ก็ต้องมีข้อพิจารณาหลายจุด เพราะโน๊ตบุ๊คราคานี้ ส่วนใหญ่จะเป็นโน๊ตบุ๊คมือสอง จะมีตั้งแต่สภาพกลางเก่า กลางใหม่ หรือถ้าโชคดีอาจจะได้โน๊ตบุ๊คที่ใช้งานน้อย สภาพสวยมาใช้ นอกจากนี้อาจจะมีมือใหม่ๆ หลุดมาบ้าง สเปคประหยัด แต่รองรับงานพื้นฐานต่างๆ ได้พอสมควร ซึ่งถ้าใครมองว่าไม่ได้ซีเรียสกับเรื่องเหล่านี้ ก็ตามเรามาเลยครับ วันนี้เรามีคำแนะนำมาฝากกันครับ

โน๊ตบุ๊ค ราคาไม่เกิน 5000 ปี 2023

  1. HP Chromebook 11MK G9
  2. Toshiba Dynabook R82
  3. Lenovo ThinkPad T530
  4. HP Elitebook 725 G3
  5. Dell latitude e7250
  6. Toshiba Satellite R35M
  7. Fujitsu Lifebook A574/K
  8. Acer TravelMate Spin B3

โน๊ตบุ๊ค ราคาไม่เกิน 5000 บาท สเปคอะไร? ใช้อะไรได้บ้าง?

บางส่วนก็ต้องทราบกันก่อนว่า โน๊ตบุ๊ค ราคาไม่เกิน 5000 บาทนี้ อาจจะหาซื้อโน๊ตบุ๊คมือหนึ่งได้ยากมาก และส่วนใหญ่ก็จะเกินกว่า 5 พันบาท ไปแตะที่ 6-7 พันบาท ที่เป็นตัวเริ่มต้น ยกเว้นว่าจะมีโปรโมชั่นให้เลือกในบางโอกาส หรือบางเทศกาลพิเศษ ซึ่งหากใครที่ซื้อทัน ก็ถือว่าโชคดี เพราะมักจะมีจำกัด ดังนั้นโน๊ตบุ๊คที่เราได้เจอราคานี้ในท้องตลาด ก็จะมีของมือสอง ที่ตกรุ่น หรือเป็นรุ่นเก่า ใช้งานมาพอสมควรให้เลือกใช้ ซึ่งหากคุณคิดว่า ไม่พร้อมกับการซื้อโน๊ตบุ๊คมือสอง ที่อาจจะต้องลุ้นกันว่าจะใช้ได้ดีแค่ไหน ก็แนะนำว่าเก็บเงินเพิ่ม เพื่อซื้อของใหม่ ในปัจจุบันพอจะมีให้เลือกในงบ 9,900 บาท

Advertisementavw
โน๊ตบุ๊ค ราคาไม่เกิน 5000

แต่ถ้าคุณไม่มีทางออก การเลือกซื้อโน๊ตบุ๊คมือ 2 ก็ควรต้องพิจารณาในหลายๆ ส่วน เช่น

สภาพ: ควรจะเป็นเรื่องแรกๆ ที่ต้องให้ความสำคัญ เพราะเป็นมือสองในราคาที่ประหยัดแบบนี้ หากได้โน๊ตบุ๊คสภาพดี มีการดูแล ใช้งานได้ตามปกติ ไม่สวยมาก แต่โดยรวมใช้ได้ ก็น่าสนใจ แต่ถ้าสภาพเกินจะรับไหว เช่น บานพับหัก บอดี้แตก ทัชแพดพัง ปุ่มหลุด พอร์ตเสีย จอสีเพี้ยนหรือเปิดเครื่องแล้วเสียงดังผิดปกติ แม้ราคาจะดี แต่เลี่ยงได้ ก็เลี่ยงครับ เพราะเราซื้อไปใช้ ไม่ได้ซื้อไปซ่อมต่อ เพราะฉะนั้นดูให้ละเอียดก่อนจะจ่ายเงินครับ

โน๊ตบุ๊ค ราคาไม่เกิน 5000

ประสิทธิภาพ: อาจจะเป็นเรื่องรองลงมา แต่ว่าก็ต้องให้ความสำคัญเช่นกัน เพราะคุณจะต้องใช้ไปอีกนานกับเครื่องนี้ มันควรจะตอบสนองงานของคุณได้ดีมากพอ เพราะทำงานไปกระตุกไป เปิดไฟล์ช้ามาก ย้ายไฟล์เยอะๆ ก็แฮงก์อีก แบบนี้คงไม่ดี การเลือกโน๊ตบุ๊คให้มีประสิทธิภาพ เหมาะกับเงินที่จ่ายไป ไม่ใช่เรื่องยากนัก เช่น ดูราคาในรุ่นต่างๆ แล้วเอามาเปรียบเทียบกัน อาจไม่ต้องถูกสุด แต่อยู่ในงบที่คุณมี และให้สเปคที่ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็น ซีพียู แรม SSD การ์ดจอ เป็นต้น

ระยะเวลาการใช้งาน: อีกหนึ่งปัญหาที่ผู้ใช้โน๊ตบุ๊คส่วนใหญ่เจอกันก็คือ แบตเตอรี่ ที่เสื่อมสภาพตามการใช้งานและการจัดเก็บ ซึ่งอาการที่เจอก็คือ ไม่เก็บประจุ ทำให้ใช้งานได้ไม่นาน หรือบางครั้งต้องเสียบชาร์จไปด้วยตลอดเวลาเมื่อใช้งาน เพราะชาร์จไฟไม่เข้าแล้ว ถ้าแบบนี้ผมไม่แนะนำครับ เพราะค่อนข้างลำบากในการนำไปใช้ข้างนอก อีกทางเลือกหนึ่งก็อาจใช้การเปลี่ยนแบตฯ ใหม่ ซึ่งราคาเริ่มที่หลักร้อยไปจนถึงหลักพัน แล้วแต่รูปแบบ ขนาดและรุ่นของโน๊ตบุ๊ค ซึ่งในปัจจุบันสามารถหาได้เกือบทุกรุ่นในตลาด

โน๊ตบุ๊ค ราคาไม่เกิน 5000

การรับประกัน: โน๊ตบุ๊คมือสอง ส่วนใหญ่จะใกล้หมดประกัน หรือหมดไปแล้ว ยิ่งเป็นเจนเนอเรชั่นเก่าๆ ก็มักจะไม่มี เลยเป็นแค่การรับประกันของร้าน อาจจะเป็นวันหรือเดือนเท่านั้น ตรงนี้อาจต้องเจรจากับทางร้านเป็นเอกสารชัดเจน เพื่อความสบายใจ แต่หลายร้านก็มีบริการที่ดี แม้จะหมดประกันไปแล้วก็ตาม

ถ้าเป็นโน๊ตบุ๊คมือสอง โน๊ตบุ๊ค ราคาไม่เกิน 5000 แบบนี้ จะได้สเปคอะไร เอามาใช้ทำอะไรได้บ้าง?

โน๊ตบุ๊ค ราคาไม่เกิน 5000

สเปคของโน๊ตบุ๊ค ราคาไม่เกิน 5000 บาทนี้ มีค่อนข้างหลากหลาย เพราะขึ้นอยู่กับร้านหรือผู้ขายที่จะตีราคาตามสภาพ ความสดใหม่ และสเปคที่มีความแรง ตามซีพียู การ์ดจอ แรมเป็นต้น แต่ที่เรามักจะพบกันบ่อยๆ เวลานี้ ก็จะเป็น Intel Core Gen3 หรือ Gen4 และ Intel Celeron เป็นบางครั้ง รวมถึง AMD A8 เป็นต้น โดยพื้นฐานจะเป็นซีพียู 2 core หรือ 4 core รวมถึงแรมเริ่มต้น 4GB ส่วนการจัดเก็บข้อมูลอาจเป็นฮาร์ดดิสก์หรือ SSD 240-256GB เป็นต้น บนหน้าจอระดับ 13.3″ ไปจนถึง 15.6″ โดยมีกราฟิก

ซึ่งหากเรามองกันที่สเปคเหล่านี้ ในแง่ของประสิทธิภาพ การทำงานพื้นฐาน เช่น งานด้านเอกสาร ท่องเว็บไซต์ ดูหนัง เรียกว่าใช้งานได้ แต่อาจจะเปิดไฟล์ขนาดใหญ่ได้ช้า หรือว่าเปิดหน้าเว็บเยอะๆ พร้อมกันไม่สะดวกนัก เนื่องจากแรมมีค่อนข้างน้อย รวมถึงซีพียูที่ไม่ได้รองรับการทำงานแบบมัลติทาส์กกิ้ง หลายอย่างพร้อมๆ กันได้มากนักนั่นเอง

แต่ถ้าใครรับได้กับงบประมาณที่ไม่สูง แต่ได้โน๊ตบุ๊คมาทำงาน แล้วค่อยอัพเกรดในภายหลังก็ได้ อย่างน้อยๆ เพิ่มแรมกับ SSD ในปัจจุบันก็มีค่าใช้จ่ายไม่มากนัก

แต่ก่อนที่จะไปดูโน๊ตบุ๊คในงบประมาณ 5,000 บาท ทีมงานของแจ้งไว้ก่อนว่า โน๊ตบุ๊คที่นำมาให้ชมกันนี้ “เป็นเพียงแนวทาง และตัวอย่างของสเปค ราคา เท่านั้น ไม่ได้เป็นการชี้นำ” การตัดสินใจเลือกซื้อ เป็นวิจารณญาณของแต่ละบุคคล หากสนใจก็สามารถนำไปเป็นไอเดียในการเลือกซื้อกันต่อไปครับ ส่วนถ้าอยากจะลองเข้าไปดูในรายละเอียด สามารถคลิ๊กได้จาก “ตัวเลขราคา” ของแต่ละรุ่นกันได้เลย


1.HP Chromebook 11MK G9

โน๊ตบุ๊ค ราคาไม่เกิน 5000

เป็นโน๊ตบุ๊ค ราคาไม่เกิน 5000 ที่เรียกว่าเป็น Chromebook ซึ่งใช้ซีพียูโมบาย และใช้ระบบปฏิบัติการ ที่เป็น Chrome OS แต่สามารถดาวน์โหลดแอพฯ มาใช้ รวมถึงได้หน้าจอขนาดกระทัดรัด 11.6″ HD (1366 x 768) พกพาสะดวก ซีพียู MediaTek MT8183 ความเร็ว 2GHz มาให้ พร้อมแรม LPDDR4x 8GB ออนบอร์ด ส่วนการจัดเก็บข้อมูลมีแค่ 32GB แต่ผู้ใช้สามารถเลือกเก็บข้อมูลผ่านระบบ Cloud storage ได้ หรือใช้ External Drive ในการจัดเก็บ กราฟิกจาก ARM Mali G72 MP3 ซึ่งเหมาะสำหรับการเล่นเกมออนไลน์บนโมบายได้ดี น้ำหนักประมาณ 1.34Kg เท่านั้น รองรับการเชื่อมต่อ WiFi และ Bluetooth ได้อีกด้วย พอร์ตมีทั้ง USB 2.0, USB-C ซึ่งใช้เป็น PD Charging และ DP ได้อีกด้วย ราคา 3,990 บาท

จุดเด่น ข้อสังเกต
ราคาประหยัด มี Storage มาเพียง 32GB
น้ำหนักเบา

2.Toshiba Dynabook R82

โน๊ตบุ๊ค ราคาไม่เกิน 5000

โน๊ตบุ๊คกึ่งแท็ปเล็ต ที่มีทีเด็ดน่าใช้ ถอดจอได้ ทัชสกรีน น้ำหนักเบา พอร์ตจัดมาให้เต็ม ขุมพลังจาก Intel Core M-5Y10C ทำงานแบบ 2 core/ 4 thread และความเร็วสูงสุด 2.0GHz ถือว่าให้การทำงานที่เหมาะกับงานใช้งานในชีวิตประจำวัน รวมถึงเป็นซีพียูที่ใช้ในแบรนด์อื่นๆ หลายรุ่นอีกด้วย หน้าจอขนาด 12.5″ แต่พิเศษคือ ความละเอียดสูงถึง 1920 x 1200 และเป็นแบบทัชสกรีน มีแรม DDR3 4GB และใส่ SSD M.2 128GB มาให้อีกด้วย ส่วนกราฟิกเป็น Intel Graphic HD 5300 พอร์ตก็ไม่น้อยเช่นกัน มีทั้ง USB 3.0, HDMI, VGA, MicroSD card reader และ RJ-45 โน๊ตบุ๊ค ราคาไม่เกิน 5000 บาท อยู่ที่ 4,590 บาท

จุดเด่น ข้อสังเกต
พับจอ ถอดจอได้ มีแรมให้ 4GB
ความละเอียดหน้าจอสูง

3.Lenovo ThinkPad T530

โน๊ตบุ๊ค ราคาไม่เกิน 5000

แต่ถ้าจะว่ากันที่โน๊ตบุ๊ค ราคาไม่เกิน 5000 บาทบ้านเรา Lenovo ThinkPad ก็น่าจะอยู่ในใจใครหลายคน ด้วยบอดี้ที่เรียกว่า ยังมีมนต์เสน่ห์ ไม่ล้าและไม่ล้ำ แต่ฟังก์ชั่นมาแบบจัดเต็ม เช่นเดียวกับความอึดทน ที่มีให้บนโน๊ตบุ๊ครุ่นนี้ พร้อมด้วยขุมพลังอย่าง Intel Core i5-3230M แม้ว่าจะค่อนข้างเก่าไปสักนิด เพราะรุ่นใกล้เคียงกันขยับไปที่ Gen3, Gen4 กันแล้ว แต่ในแง่ขององค์ประกอบถือว่าดี และราคาไม่ถึง 5 พันอีกด้วย ให้แรม DDR3 8GB พร้อมใช้ อัพเกรดเพิ่มได้ และฮาร์ดดิสก์ 500GB กับกราฟิก Intel HD Graphics 4600 หน้าจอใหญ่ 15.6″ HD (1366 x 768) กว้างขวาง ดูสบายตา ให้พอร์ตมาแบบครบๆ เช่น USB 3.0, Mini-DisplayPort, VGA, RJ-45 และ SD Card Reader น้ำหนักตัวประมาณ 2.1Kg ราคาอยู่ที่ 4,890 บาท

จุดเด่น ข้อสังเกต
ได้แรม 8GB และ HDD 500GB น้ำหนักค่อนข้างเยอะ
ความทนทานสูง

4.HP Elitebook 725 G3

โน๊ตบุ๊ค ราคาไม่เกิน 5000

โน๊ตบุ๊คในกลุ่มทำงาน และการใช้งานทั่วไป บอดี้กระทัดรัด หน้าจอ 12.5″ ความละเอียด HD (1366×768) มาพร้อมซีพียู AMD PRO A8-8600B ทำงานแบบ 4 core/ 4 thread ความเร็วสูงสุด 3.0GHz ใช้พลังงานต่ำ และมีกราฟิกในตัว AMD Radeon R6 ที่ให้ประสิทธิภาพในการทำงานที่ดีในระดับหนึ่ง เช่น การดูหนัง ฟังเพลง และงานเอกสาร แต่ที่น่าสนใจคือ ให้แรม DDR3 8GB และ SSD 128GB เช่นเดียวกับพอร์ตต่อพ่วง มีให้อย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น USB 3.0, พอร์ต Type-C รวมถึงพอร์ตแสดงผล VGA และ RJ-45 สำหรับต่อ LAN เช่นเดียวกับ WiFi ก็มีมาในตัวอีกด้วย ซึ่งจากตัวอย่างเคาะราคาไว้ที่ 5,390 บาท

จุดเด่น ข้อสังเกต
ได้ความบาง กระทัดรัด ให้ SSD 128GB
ให้แรมมา 8GB

5.Toshiba Satellite R35M

โน๊ตบุ๊ค ราคาไม่เกิน 5000

สำหรับโน๊ตบุ๊ครุ่นนี้ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่น่าสนใจในราคาระดับนี้ แม้จะเกินไปบ้าง คืออยู่ที่ 5,590 บาท แต่ถ้าดูจากสเปคและฟังก์ชั่นที่มีให้ ก็น่าใช้งาน เพราะได้ซีพียู Intel Core i5-4210U เป็นตัวประหยัดไฟ ทำงานในแบบ 2 core/ 4 thread ความเร็วสูงสุด 2.7GHz แคชขนาด 3MB รองรับแรม DDR3L ได้ที่ 16GB นั่นหมายความว่า ถ้าบนโน๊ตบุ๊คมีสล็อตเพิ่ม ก็จะอัพเกรดได้ ซึ่งพื้นฐานในรุ่นนี้มีให้ 4GB แต่เพิ่มได้ในภายหลัง โดยชุดเก็บข้อมูลเป็นฮาร์ดดิสก์ 500GB และมีกราฟิก Intel HD มาในซีพียู ให้พอทำงาน ความบันเทิงได้ดีในระดับหนึ่ง พอร์ตพื้นฐานมีให้ เช่น USB 3.0, LAN, VGA หรือจะเป็นช่องต่อหูฟัง รองรับการใช้งาน WiFi กับหน้าจอขนาดใหญ่ 15.6″ ที่น่าจะเป็น HD และมี NumPad มาให้ในตัว ใครชอบจอใหญ่ๆ โน๊ตบุ๊ค ราคาไม่เกิน 5000 รุ่นนี้ตอบโจทย์ได้

จุดเด่น ข้อสังเกต
จอและคีย์บอร์ดขนาดใหญ่ แรมพื้นฐาน 4GB
มีฮาร์ดดิสก์มา 500GB

6.Dell latitude e7250

โน๊ตบุ๊ค ราคาไม่เกิน 5000

เป็นโน๊ตบุ๊คในซีรีส์ทำงาน ที่ได้รับความนิยมไม่น้อยในบ้านเรา ด้วยความเรียบง่ายของการออกแบบ แต่ให้ความทนทาน และฟังก์ชั่นมาไม่น้อยเลยหน้าจอขนาด 12″ ความละเอียด HD พกพาสะดวก ภาพสีสันสดใส และยังให้ซีพียูตัวแรงอย่าง Intel Core i5-5300U มาอีกด้วย กับการทำงาน 2 core/ 4 thread ความเร็วบูสท์สูงสุด 2.9GHz รองรับแรม DDR3 ติดตั้งมาให้แล้ว 8GB ทำงานต่างๆ ได้ไหลลื่น และยังมีกราฟิกอย่าง Intel® HD 5500 ที่มาบนซีพียูให้ใช้งาน สามารถแชร์หน่วยความจำให้อัตโนมัติ พร้อมกับกล้องเว็บแคม และมี Windows 10 พร้อมใช้ โดยมีทั้งพอร์ต USB, RJ-45 และ HDMI มาให้ครบ ในราคา 5,500 บาท

จุดเด่น ข้อสังเกต
ได้แรมมา 8GB
ซีพียูค่อนข้างใหม่ Intel Gen 5

7.Fujitsu Lifebook 574/K

โน๊ตบุ๊ค ราคาไม่เกิน 5000

สำหรับโน๊ตบุ๊ค ราคาไม่เกิน 5000 รุ่นนี้เป็นอีกรุ่นหนึ่งที่เห็นในตลาดมือสองบ้านเราค่อนข้างเยอะ จัดเป็นโน๊ตบุ๊คสายทำงาน ที่มีความอึดทนอีกรุ่นหนึ่ง อย่างในรุ่น A574/K นี้ มาในดีไซน์ที่ค่อนข้างบึกบึน กับพื้นสีดำ ตัดเส้นสายสีแดง ปุ่มใหญ่ กดได้สนุกพร้อม NumberPad มาในตัว ทัชแพดขนาดใหญ่ มีระบบสแกนลายนิ้วมือ โดยให้ซีพียู Intel Core i3-4100M ทำงานแบบ 2 core/ 4 thread ความเร็ว 2.5GHz ตัวเลือกเป็นแรม DDR3 4GB อัพเกรดได้ ฮาร์ดดิสก์ 320GB กราฟิก Intel® HD Graphics 4600 รองรับงานและความบันเทิงได้ดีพอตัว แสดงผลบนจอขนาด 15.6″ HD พร้อมการเชื่อมต่อ WiFi โดยมีพอร์ตต่อพ่วงมาพอสมควร ไม่ว่าจะเป็น USB 3.0, HDMI, ที่พิเศษก็คือ มีไดรฟ์ DVD มาด้วย เผื่อสำหรับใครจะใช้สื่อประเภทนี้อยู่ เคาะราคาที่ 5,790 บาท

จุดเด่น ข้อสังเกต
ได้ซีพียู Intel Gen 4 ขนาดบอดี้ค่อนข้างใหญ่

8.Acer TravelMate Spin B3

โน๊ตบุ๊ค ราคาไม่เกิน 5000

ขยับมาที่โน๊ตบุ๊คแบบทัชสกรีน เอาใจสายพกพา ขีดเขียน เน้นความคล่องตัวกันบ้าง กับโน๊ตบุ๊คจากทาง Acer TravelMate Spin พับจอในโหมดต่างๆ ได้ เช่น แท็ปเล็ต เตนท์ หรือสแตนก็ตาม จุดเด่นอยู่ที่ฟังก์ชั่น เพราะเป็นจอทัชสกรีนขนาดเล็ก 11.8″ แบบ Gorilla Glass จนเหมือนแท็ปเช็ตมากกว่า แต่ให้ระบบปฏิบัติการ Windows 10 มาพร้อมซีพียู Intel Celeron N4020 ประหยัดไฟ ความเร็วบูสท์ 2.0GHz และมีแคชขนาดใหญ่ เพื่อความคล่องตัว แต่ที่น่าสนใจคือ ได้แรม DDR4 มาที่ 4GB และ SSD 64GB กราฟิก Intel UHD Graphics 600 ให้ความทนทานผ่าน MIL-STD 810H ทนละอองน้ำ แรงกระแทกในระดับหนึ่ง แบตอึดใช้ได้นาน พร้อมการเชื่อมต่อ WiFi น้ำหนักประมาณ 1.49Kg. พอร์ตมีทั้ง USB 3.2, Type-C และ HDMI ราคา 5,990 บาท ในนี้แจ้งว่าประกัน 2 ปีอีกด้วย

จุดเด่น ข้อสังเกต
ปรับพับหน้าจอในโหมดต่างๆ ได้ มี SSD 64GB
ให้เป็นแรม DDR4

Conclusion

ซีพียู แรม Storage กราฟิก จอภาพ ราคา
1.HP Chromebook
11MK G9
MediaTek
MT8183
LPDDR4x
8GB
SSD 32GB ARM Mali
G72 MP3
11.6″ HD 3,990
2.Toshiba Dynabook
R82
Intel Core M-5Y10C DDR3 4GB SSD 128GB Intel Graphic
HD 5300
12.5″ FHD 4,590
3.Lenovo ThinkPad
T530
Intel Core i5-3230M DDR3 8GB HDD
500GB
Intel HD Graphics
4600
15.6″ HD 4,890
4.HP Elitebook
725 G3
AMD PRO
A8-8600B
DDR3 8GB SSD 128GB Radeon R6 12.5″ HD 5,390
5.Toshiba Satellite
R35M
Intel Core i5-4210U DDR3L 4GB HDD 500GB Intel HD Graphic 15.6″ HD 5,590
6.Dell latitude
e7250
Intel Core i5-5300U DDR3 8GB SSD 128GB Intel HD Graphic
5500
12″ HD 5,500
7.Fujitsu Lifebook
574/K
Intel Core i3-4100M DDR3 4GB HDD 320GB Intel HD Graphics
4600
15.6″ HD 5,790
8.Acer TravelMate
Spin B3
Intel Celeron N4020 DDR4 4GB SSD 64GB Intel UHD Graphics
600
11.8″ 5,990

สุดท้ายนี้ก็คงต้องฝากกันไว้ สำหรับใครที่ต้องการใช้โน๊ตบุ๊คราคาประหยัด และมีงบจำกัด โน๊ตบุ๊ค ราคาไม่เกิน 5000 เหล่านี้ ก็พอจะตอบโจทย์การใช้งานทั่วไปได้ แต่ไม่แนะนำสำหรับคนที่เน้นเล่นเกมเป็นหลัก เพราะจากองค์ประกอบ และสเปคพื้นฐาน มุ่งเน้นไปที่การใช้งานทั่วไป สิ่งที่อยากจะแนะนำเพิ่มเติม ก็คือ เลือกและดูรายละเอียดให้ได้มากที่สุด ตรวจเช็คสิ่งต่างๆ ให้เรียบร้อย รวมถึงถ้ามีโอกาส อาจจะอัพเกรดบางอย่างเพิ่มเติม ให้ใช้งานได้ลื่นมากขึ้น ส่วนถ้าใครเน้นโน๊ตบุ๊คมือสองเล่นเกม ผมแนะนำว่ามือสองในงบหมื่นต้นๆ ก็พอมีให้เลือกเช่นกัน เอาไว้โอกาสหน้าจะมาแนะนำกันอีกครั้ง ขอบคุณที่ติดตามกันครับ

from:https://notebookspec.com/web/681810-8-notebook-value-5000-2023

5 ความผิดพลาดที่จะทำให้ Notebook ของคุณเสียอย่างแน่นอน

Notebook ของเราๆ ท่านๆ นั้นถือว่าเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชนิดหนึ่งที่อาจเกิดความเสียหายขึ้นมาได้อย่างง่ายๆ ในวันนี้เราขอยกเอา 5 ข้อผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ที่อาจทำให้ Notebook ของคุณถึงขึ้นเสียใช้งานอีกไม่ได้ มาให้ทุกท่านได้ศึกษากัน

Notebook
5 ข้อพลาดที่อาจทำให้ Notebook ของคุณใช้ไม่ได้ตลอดไป

เชื่อว่าคงไม่มีใครที่อยากจะเสียเงินซื้อโน๊ตบุ๊คเจ๋งๆ แรงๆ เพื่อมาพังทิ้งในเวลาอันรวดเร็วอย่างแน่นอน จริงๆ แล้วโน๊ตบุ๊คเองนั้นหากดูแลรัักษาดีๆ ก็สามารถที่จะใช้งานได้ยาวนานหลายปี(เว้นเสียแต่คุณจะเป็นคนที่เบื่อง่ายแล้วอยากเปลี่ยนโน๊ตบุ๊คทุกๆ ปีเพื่อให้ได้เครื่องที่แรงที่สุด) ทว่าในการใช้งานโน๊ตบุ๊คจริงๆ แล้วนั้นผู้ใช้ส่วนใหญ่มักจะทำการพกพาโน๊ตบุ๊คสุดรักไปไหนมาไหนเพื่อทำงานด้วยตลอดเวลา(โดยเฉพาะกับนักเรียนนักศึกษาและมนุษย์อ๊อฟฟิต) 

ด้วยสาเหตุดังกล่าวนี้เองนั้นทำให้ความทนทานของโน๊ตบุ๊คแตกต่างไปจากเครื่องคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะเพราะโน๊ตบุ๊คแสนรักมักจะต้องเดินทางไปไหนมาไหนกับเราๆ ท่านๆ ตลอดเวลานั่นเอง สิ่งหนึ่งที่ต้องไม่ลืมก็คือโน๊ตบุ๊คนั้นถึงจะสร้างขึ้นมาเพื่อให้สามารถพกพาไปไหนมาไหนอยู่แล้ว ทว่าภายในกรอบพลาสติก(หรือโลหะ) นั้นก็มีวงจรอิเล็กทรอนิกส์อยู่ภายในซึ่งมันไม่ชอบที่จะอยากโดนเคลื่อนย้ายสถานที่บ่อยๆ มากเท่าไรนนัก

Advertisementavw

เพื่อรักษาให้โน๊ตบุ๊คแสนรักแสนหวงอยู่กับเราๆ นานๆ ในวันนี้ทาง NBS ขอำนเสนอ 5 ความผิดพลาดง่ายๆ ที่อาจทำให้โน๊ตบุ๊คของคุณใช้งานไม่ได้อีกต่อไปให้ทุกท่านได้ทราบเพื่อที่จะได้ป้องกันกันได้ทัน จะมีอะไรบ้างนั้นไปติดตามกันได้เลย



ความร้อน(แรง)ที่ทำให้โน๊ตบุ๊คถึงจุดจบ

ต้องยอมรับกันว่าจุดผิดพลาดที่อาจทำให้โน๊ตบุ๊คของเราๆ ท่านๆ ถึงจุดจบก่อนเวลาอันสมควรที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน(โดยเฉพาะกับผู้ใช้ในเมืองร้อนอย่างเราๆ ท่านๆ) นั้นก็คือความร้อนของตัวเครื่องที่เกิดมาจากฮาร์ดแวร์ภายในของตัวเครื่องโน๊ตบุ๊คเองไม่ว่าจะเป็นหน่วยประมวลผล, ชิปกราฟิก, หน่วยความจำไปจนกระทั่งแหล่งเก็บข้อมูล

ในปัจจุบันนั้นฮาร์ดแวร์ต่างๆ มีความแรงเพิ่มมากแต่ก่อนเป็นอย่างมาก แน่นอนว่าเมื่อแรงมากแล้วความร้อนสะสมที่จะเกิดขึ้นนั้นก็มากตามไปด้วย อย่างไรก็ตามแต่แล้วนั้นสิ่งหนึ่งที่ยังเป็นปัญหาอยู่บนโน๊ตบุ๊คก็คือเรื่องของความร้อนสะสมที่ต้องยอมรับกันจริงๆ ว่าหากเทียบกับเครื่องคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะแล้วนั้น สำหรับโน๊ตบุ๊คที่มีขนาดเล็กกว่าการระบายความร้อนต่างๆ นั้นย่อมทำได้ไม่ดีเท่าไรนัก

ถึงแม้ว่าโน๊ตบุ๊ตจะมีพัดลมระบายความร้อนและช่องระบายอากาศออกจากตัวเครื่องแบบเดียวกับเครื่องคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ ทว่าในความเป็นจริงแล้วประสิทธิภาพในการระบายความร้อนของมันทำได้ไม่ค่อยดีมากเท่าไรนัก แล้วยิ่งหากมาเจอกับสภาพอากาศร้อนๆ อย่างในเมืองไทยเราเองด้วยแล้วนั้นทำให้ความร้อนสะสมในตัวเครื่องโน๊ตบุ๊คจึงไม่สามารถที่จะระบายออกมาได้มากอย่างที่ควรจะเป็นเข้าไปอีก

ฮาร์ดแวร์ต่างๆ บนโน๊ตบุ๊คนั้นจะมีจุดจำกัดของอุณหภูมิที่สะสมในตัวเครื่องซึ่งหากถึงจุดนั้นแล้วการทำงานต่างๆ จะช้าลงหรืออาจจะถึงขั้นที่ปิดการทำงานตัวเองไปเลยเพื่อไม่ให้ฮาร์ดแวร์ต่างๆ เหล่านั้นได้รับความเสียหายมากจนเกินไป หากสิ่งนี้เกิดขึ้นกับโน๊ตบุ๊คของท่านบ่อยๆ แล้วล่ะก็ให้รู้ไว้เลยว่ามันคือสัญญาณเตือนที่เด่นชัดมากที่ตัวเครื่องโน๊ตบุ๊คนั้นกำลังประสบกับปัญหาเรื่องของการระบายความร้อนเข้าแล้ว

เรื่องความร้อนนี้นั้นถือได้ว่าเป็นปัญหาโลกแตกเลยก็ว่าได้เพราะว่าการบำรุงรักษาเรื่องดังกล่าวนี้นั้นทำได้ค่อนข้างยาก สิ่งที่ท่านสามารถที่จะทำได้ดีที่สุดก็คือใช้งานโน๊ตบุ๊คในบริเวณที่ไม่มีความร้อนมากจนเกินไป การให้โน๊ตบุ๊คมีทางออกของควารมร้อนจากเครื่องอย่างรวดเร็วก็ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่คุณควรระลึกอยู่เสมอ คุณไม่ควรเอาอะไรมาวางกั้นช่องทางระบายความร้อนของโน๊ตบุ๊คและหากเป็นไปได้ควรหาอุปกรณ์เสริมที่ช่วยยกโน๊ตบุ๊คขึ้นจากพื้นเรียบในขณะที่คุณทำงานเพื่อให้โน๊ตบุ๊คมีช่องทางระบายอากาศที่ดีมากยิ่งขึ้น

ฝุ่นก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาเรื่องของการระบายความร้อนออกจากโน๊ตบุ๊คซึ่งเราๆ ท่านๆ คงจะป้องกันกันได้ยากหน่อย ทั้งนี้หากท่านไม่มีความรู้เรื่องของฮาร์ดแวร์มากเท่าไรนักอย่างน้อย 1 – 2 ปีก็ควรจะนำเอาโน๊ตบุ๊คของคุณไปให้ช่างที่ไว้ใจได้ทำการแกะตัวเครื่องโน๊ตบุ๊คออกมาเพื่อทำการกำจัดฝุ่นออกจากตัวเครื่องบ้างเพื่อช่วยให้การระบายความร้อนยังสามารถทำงานได้ดี

หมายเหตุ – การสังเกตว่าภายในเครื่องโน๊ตบุ๊คมีความร้อนหรือฝุ่นสะสมมากหรือไม่คุณอาจจะทำได้จากการคอยฟังเสียงพัดลมระบายความร้อนภายในตัวเครื่องโน๊ตบุ๊ค โดยเมื่อไรก็ตามที่พัดลมระบายความร้อนมีการทำงานที่มีเสียงดังมากขึ้นเรื่อยๆ คุณควรที่จะทำการทำความสะอาดช่องทางระบายความร้อนให้กับตัวเครื่องหรือหากไม่มั่นใจที่จะทำเองก็ลองให้ช่างผู้ชำนาญช่วยจะเป็นการรักษาโน๊ตบุ๊คแสนรักให้อยู่กับคุณได้ยาวนานมากขึ้นกว่าเดิม


ความผิดพลาดที่อาจทำให้แหล่งเก็บข้อมูลในโน๊ตบุ๊คเสียหาย

ในปัจจุบันนั้นโน๊ตบุ๊คส่วนใหญ่มีไดรฟ์โซลิดสเทต (SSD) หรือที่แฟลชอื่นๆ เป็นแหล่งเก็บข้อมูลหลักเนื่องจาก SSD ไม่มีชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหวภายใน จึงทนทานต่อการเคลื่อนไหวมากกว่า อย่างไรก็ตาม โน๊ตบุ๊ครุ่นเก่าและราคาถูกจำนวนมากยังคงมีแหล่งเก็บข้อมูลเป็นแบบจานหมุนหรือฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD) ซึ่งเจ้าแหล่งเก็บข้อมูลแบบนี้สามารถรับความเสียหายทางกายภาพได้หากเขย่ามากเกินไป

ช่องโหว่ของฮาร์ดไดรฟ์ที่หมุนได้นี้เกิดจากการใช้ชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหว HDD มีหัวอ่าน/เขียนที่ต้องเคลื่อนที่เพื่อโต้ตอบกับดิสก์ ซึ่งจะหมุน ชิ้นส่วนเหล่านี้มีความเฉื่อยในตัวเอง ดังนั้นหากคุณเคลื่อนย้ายโน๊ตบุ๊คขณะที่กำลังทำงานอยู่ ชิ้นส่วนเหล่านี้จะพยายามเคลื่อนไปตามทิศทางเดิม ซึ่งอาจทำให้เกิดการสัมผัสกันระหว่างส่วนประกอบของฮาร์ดดิสก์ภายใน ซึ่งอาจทำให้ข้อมูลของคุณเสียหายได้

คุณสามารถลดความเสี่ยงของความล้มเหลวของ HDD ได้โดยการปรับโน๊ตบุ๊คของคุณเบาๆ และไม่ขยับเมื่อรันโปรแกรมที่เข้าถึงฮาร์ดไดรฟ์บ่อยๆ ปฏิบัติต่อโน๊ตบุ๊คของคุณอย่างอ่อนโยนโดยไม่มีการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว แม้ว่าคอมพิวเตอร์ของคุณจะมี SSD คุณควรทราบสัญญาณของความล้มเหลวของ SSD เพื่อตรวจหาปัญหาตั้งแต่เนิ่นๆ

หมายเหตุ – ถึงแม้ว่าโน๊ตบุ๊คในปัจจุบันจะใช้แหล่งเก็บข้อมูลเป็นแบบ SSD แล้วก็ตาม ทว่าสิ่งที่คุณยังควรต้องระวังก็คือเรื่องของไฟกระชากที่อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายให้กับแหล่งเก็บข้อมูลแบบนี้ได้ สามารถศึกษาได้จาก

ทำไมไฟดับ(Power Outages) ถึงทำให้คอมของคุณเกิดปัญหาได้


การจัดการผิดวิธีอาจทำให้โน๊ตบุ๊คของคุณเสียก่อนเวลาอันควร

หากคุณสงสัยว่าจะทำให้โน๊ตบุ๊คดีๆ พังอย่างรวดเร็วได้อย่างไร ให้ลองหยิบโน๊ตบุ๊คขึ้นมาจากทางด้านที่เป็นหน้าจอของตัวเครื่องแล้วถือไว้ตามมุมต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้วยมือข้างเดียวแบบหลวมๆ นี่ถือว่าเป็นความคิดที่ไม่ดีอย่างยิ่งเพราะแม้แต่โน๊ตบุ๊คระดับพรีเมียมก็สามารถยอมจำนนต่อการกระทำที่โหดร้ายดังกล่าวนี้ได้อย่างง่ายดาย

เมื่อโน๊ตบุ๊คปิดอยู่ วิธีที่ดีที่สุดในการหยิบขึ้นมาคือจับที่ด้านหน้าหรือด้านหลังของอุปกรณ์ มันจะดีกว่ามากหากคุณหยิบโน๊ตบุ๊คด้วยมือทั้งสองข้างเพื่อความปลอดภัยโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเมื่อโน๊ตบุ๊คของคุณยังคงเปิดทำงานอยู่ คุณควรหยิบโน๊ตบุ๊คด้วยมือทั้งสองข้าง (ข้างละ 1 ข้าง)

ดังนั้นอย่าหยิบโน๊ตบุ๊คจากจอแสดงผล หากโน๊ตบุ๊คของคุณยังมีออปติคัลไดรฟ์(ไดรฟ์สำหรับใส่ดิสก์เช่น DVD หรือ CD) แล้วอย่าถือไว้ข้างเดียวเช่นกัน หากเป็นไปได้คุณควรวางโน๊ตบุ๊คไว้บนพื้นผิวเรียบและมั่นคงทุกครั้งที่ทำได้ วิธีนี้จะป้องกันไม่ให้งอจนผิดรูป

โน๊ตบุ๊คบางรุ่นจะถูกออกแบบมาให้ทำการใช้งานในรูปแบบการหมุนหน้าจอ(หรือพับ) ได้ ทว่าบางเครื่องอาจพบปัญหาในไม่ช้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการหยิบโน๊ตบุ๊คจากหน้าจอจะทำให้เกิดความเครียดอย่างมากกับบานพับ ให้จำไว้เสมือว่าบานพับหน้าจอไม่ได้เกิดมาเพื่อจัดการเรื่องนั้นอยู่ตลอดเวลา การทำเช่นนั้นอาจทำให้บานพับหรือวัสดุรอบๆ เสียหาย ทำให้บานพับหักหรือหน้าจอหยุดทำงาน

หมายเหตุ – การเปลี่ยนหน้าจอใหม่เป็นเรื่องที่น่าปวดหัวเพราะราคาของมันนั้นอาจจะพอๆ กับการที่คุณต้องเสียเงินเพิ่มอีกนิดเพื่อซื้อเครื่องใหม่ได้เลย


สายไฟ … อีกส่วนประกอบสำคัญที่ควรระวัง

หากคุณต้องการทำลายคอมพิวเตอร์ของคุณ (หรืออย่างน้อยก็ใช้งานได้ตามปกติ) ให้จัดการสายของมันเหมือนเป็นขยะ ล้อมรอบทุกสิ่งที่มองเห็น บิดเป็นมุมแปลก ๆ และรอให้มีบางอย่างแตกหัก รับรองว่าความเสียหายมันจะเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คุณคิด

คุณอาจคิดว่าสายไฟสามารถรองรับการบิดและงอได้หลายครั้ง แต่จริงๆ แล้วมันมักทำไม่ได้ โน๊ตบุ๊คเป็นอุปกรณ์เคลื่อนที่เป็นหลัก ดังนั้นจึงมีเหตุผลที่ดีที่จะทำให้สายไฟบาง เบา และเคลื่อนย้ายสะดวก รูปแบบทั่วไปของปัญหานี้เกิดขึ้นเมื่อมีคนพันสายไฟบนวัตถุอื่นเพื่อให้รวมเข้าด้วยกัน บางครั้งวัตถุนั้นมีขอบคมซึ่งบาดเข้าไปในสายไฟ ซึ่งนี่ไม่ใช่แค่ความผิดพลาดที่เห็นได้ชัดเจน เช่น มีดเท่านั้นเพราะลองเอาสายไฟพันรอบขอบพลาสติกแข็งก็เพียงพอแล้วที่จะเห็นความเสียหาย(ในบางกรณีอะแดปเตอร์แปลงไฟอาจทำให้สายเคเบิลเสียหายได้หากคุณพันสายไฟไว้รอบๆ มัน)

หลีกเลี่ยงปัญหานี้ด้วยการมัดสายไฟไว้เหนือตัว สายไฟส่วนใหญ่จะบรรจุในลักษณะนี้เมื่อคุณได้รับ และบางส่วนมีแถบตีนตุ๊กแกเล็กๆ ที่คุณสามารถใช้เพื่อเก็บสายไฟเข้าด้วยกัน หากสายของคุณไม่มีแถบตีนตุ๊กแก คุณสามารถหาซื้อเองได้ในราคาถูกหรือใช้สายรัดแบบปรับได้ ให้รู้วิธีม้วนสายเคเบิลโดยไม่ทำให้เกิดความเสียหายเพราะไม่เพียงแค่กับโน๊ตบุ๊คเท่านั้นคุณยังสามารถใช้หลักนี้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าอื่นๆ ได้อีกด้วย

คุณควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณไม่ได้ทำให้สายคอมพิวเตอร์ตึงมากเกินไป หลีกเลี่ยงการปล่อยให้อะแดปเตอร์ AC ค้างกลางอากาศ สิ่งนี้จะสร้างความเครียดให้กับปลั๊กที่ต่อเข้ากับโน๊ตบุ๊คของคุณ เมื่อเวลาผ่านไป การทำเช่นนี้จะทำให้ปลั๊กอ่อนลงและอาจทำให้ซ็อกเก็ตเสียหาย ทำให้คุณไม่สามารถชาร์จคอมพิวเตอร์ได้ การมีสายหย่อนเล็กน้อยเป็นสิ่งสำคัญ

การใช้เวลาไปกับการทำความสะอาดสายเคเบิลที่รกรุงรังจะช่วยให้แล็ปท็อปของคุณทำงานได้ยาวนาน เชื่อเถอะว่าราคาของอะแดปเตอร์ AC ของโน๊ตบุ๊คนั้นคงไม่ใช่เรื่องที่ดีกับกระเป๋าเงินของคุณแน่ๆ 


การเคลื่อนย้ายที่ไม่เหมาะสมทำให้โน๊ตบุ๊คของคุณเสื่อมเร็วขึ้น

travel accessories laptop tablet

ดังที่เราได้พิจารณาไปข้างต้น โน๊ตบุ๊คไม่ชอบการสั่นใดๆ ทั้งสิ้น แม้ว่าคุณจะคิดอย่างไรกับภาพยนตร์แต่คุณไม่สามารถใช้มันบนหลังมอเตอร์ไซค์หรือขณะวิ่งหนีพวกที่มีปืนกลได้อย่างเหมาะสม(หรือใช้หลังรถขณะที่มี RPG กำลังไล่ยิงตามทางที่คุณผ่าน)

ถึงแม้เราๆ ท่านๆ จะไม่ได้บ้าจี้ใช้งานโน๊ตบุ๊คกันแบบในภาพยนตร์

ผู้คนจำนวนมากซื้อกระเป๋าใส่โน๊ตบุ๊คเพื่อลดการกระแทกต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ซึ่งนั่นเป็นขั้นตอนแรกที่ดีมาก แต่คุณต้องแน่ใจว่ากระเป๋าที่คุณซื้อมานั้นมีการป้องกันให้กับโน๊ตบุ๊คจริงๆ กระเป๋าโน๊ตบุ๊คราคาถูกอาจมีช่องขนาดเท่าโน๊ตบุ๊คแต่มักจะขาดการป้องกันที่ดี บางทีถึงแม้ว่ากระเป๋าทางด้านข้างจะมีบุนวม(หรือวัสดุกันกระแทกอื่นๆ) แต่หากละเลยการปกป้องทางด้านบนหรือด้านล่างแล้วล่ะก็สุดท้ายมันก็ไม่สามารถที่จะช่วยป้องกันโน๊ตบุ๊คสุดรักของคุณได้

อีกทางเลือกหนึ่งคือวางแล็ปท็อปไว้ในปลอกบุนวม สิ่งนี้สามารถปกป้องโน๊ตบุ๊คของคุณจากการกระแทกในขณะที่ยังช่วยป้องกันสิ่งของในกระเป๋าของคุณไม่ให้ขีดข่วนด้านนอกของตัวเครื่องโน๊ตบุ๊คด้วย ขอเพียงตรวจสอบให้แน่ใจว่าปลอกหุ้มที่คุณซื้อมาใช้นั้นมีการบุนวม

ระวังให้ดีปลอกโน๊ตบุ๊คราคาถูก เช่น กระเป๋าห่วยๆ มักจะบางเกินกว่าจะป้องกันโน๊ตบุ๊คของคุณได้ และนั่นจะเป็นการเสียเงินซื้ออุปกรณ์เสริมไปอย่างใช่เหตุ


ป้องกันโน๊ตบุ๊คสุดรักไม่ให้ลาโลกเร็วจนเกินไป

โดยสรุปแล้ว การใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เป็นสิ่งสำคัญ มิฉะนั้น โน๊ตบุ๊คของคุณอาจตายอย่างช้าๆ จากความเสียหายที่บานพับ, แหล่งเก็บข้อมูล, ชิ้นส่วนภายนอกหรือส่วนประกอบอื่นๆ แม้แต่การกระทำที่ดูเหมือนเล็กน้อย เช่น เศษอาหารที่หล่นอยู่ใต้แป้นพิมพ์อาจทำให้เกิดปัญหาร้ายแรงกับโน๊ตบุ๊คของคุณเมื่อเวลาผ่านไปได้

คุณจะได้อ่านเรื่องราวของผู้คนที่ทำโน๊ตบุ๊คหล่นในสระน้ำ, ทำเครื่องดื่มหกใส่หรือทำตกจากระเบียงชั้นที่สี่ โศกนาฏกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นจริง แต่อุบัติเหตุร้ายแรงไม่ใช่ความเสียหายส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้น โน๊ตบุ๊คมักจะล้มเหลวเนื่องจากข้อผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ รวมกัน ซึ่งบางข้อผิดพลาดอาจไม่มีผลใดๆ ในตอนแรก

แม้ว่าเราจะมุ่งเน้นไปที่ความเสียหายร้ายแรงของโน๊ตบุ๊คในบทความนี้ที่นี่ แต่อย่าลืมว่าการดูแลแบตเตอรี่ของโน๊ตบุ๊คเมื่อเวลาผ่านไปก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกันซึ่งเราจะนำเอามาเสนอให้ทุกท่านได้ศึกษากันต่อไป

ที่มา : makeuseof

 

from:https://notebookspec.com/web/681926-5-common-mistakes-that-are-guaranteed-to-break-your-notebook

HP เปิดตัวพีซีสำหรับคนทำงานนอกสถานที่ ที่มีกล้องสองตัว “ครั้งแรกของโลก”

HP ได้เผยโฉมกลุ่มผลิตภัณฑ์พีซีชุดใหม่ในงาน CES 2023 มาพร้อมนวัตกรรมใหม่มากมายสำหรับทำงานแบบไฮบริดโดยเฉพาะ ซึ่งฟีเจอร์ที่ว้าวที่สุดได้แก่ “การใช้งานกล้องหลายตัวพร้อมกัน” ที่สตรีมวิดีโอเปลี่ยนกล้องหรือเปิดพร้อมกันได้

เช่น กล้องที่จับใบหน้าของเราพร้อมๆ กับภาพจากกล้องที่แพนไปที่วัตถุหรือกระดานเขียนข้อความไปพร้อมกัน เปิดคู่ซ้ายขวา หรือซ้อนไปในภาพอีกทีหนึ่ง HP กล่าวว่าถือเป็นโน้ตบุ๊กเชิงธุรกิจตัวแรกที่รองรับการใช้กล้องพร้อมกันสองตัว

สำหรับรุ่นที่น่าสนใจได้แก่ HP Dragonfly G4, HP EliteBook 1040 G10, และ HP Elite x360 1040 G10 ทั้งหมดนี้ใช้ชิป Intel 13th Gen มีขนาดหน้าจอทั้งแบบ 13.5 และ 14 นิ้วให้เลือก นอกจากฟีเจอร์ดังกล่าวแล้ว ยังมี “Auto Camera Select”

ซึ่งเป็นฟีเจอร์ติดตามตำแหน่งใบหน้าเพื่อตรวจจับว่าหน้าเรากำลังมองกล้องตัวไหนอยู่ ให้ผู้ชมติดตามสบตาเราได้ตลอดโดยไม่ต้องคอยตั้งค่าเปลี่ยนกล้องเอง อีกฟีเจอร์ที่น่าสนใจคือ HP Keystone Correction ที่แชร์เอกสารหรือกระดานแบบครอปและปรับแต่งภาพให้เห็นชัดผ่านกล้องอัตโนมัติ เป็นต้น

อ่านเพิ่มเติมที่นี่ – ITPro

from:https://www.enterpriseitpro.net/hp-%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%9e%e0%b8%b5%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b3/

HP เปิดตัวพีซีสำหรับคนทำงานนอกสถานที่ ที่มีกล้องสองตัว “ครั้งแรกของโลก”

HP ได้เผยโฉมกลุ่มผลิตภัณฑ์พีซีชุดใหม่ในงาน CES 2023 มาพร้อมนวัตกรรมใหม่มากมายสำหรับทำงานแบบไฮบริดโดยเฉพาะ ซึ่งฟีเจอร์ที่ว้าวที่สุดได้แก่ “การใช้งานกล้องหลายตัวพร้อมกัน” ที่สตรีมวิดีโอเปลี่ยนกล้องหรือเปิดพร้อมกันได้

เช่น กล้องที่จับใบหน้าของเราพร้อมๆ กับภาพจากกล้องที่แพนไปที่วัตถุหรือกระดานเขียนข้อความไปพร้อมกัน เปิดคู่ซ้ายขวา หรือซ้อนไปในภาพอีกทีหนึ่ง HP กล่าวว่าถือเป็นโน้ตบุ๊กเชิงธุรกิจตัวแรกที่รองรับการใช้กล้องพร้อมกันสองตัว

สำหรับรุ่นที่น่าสนใจได้แก่ HP Dragonfly G4, HP EliteBook 1040 G10, และ HP Elite x360 1040 G10 ทั้งหมดนี้ใช้ชิป Intel 13th Gen มีขนาดหน้าจอทั้งแบบ 13.5 และ 14 นิ้วให้เลือก นอกจากฟีเจอร์ดังกล่าวแล้ว ยังมี “Auto Camera Select”

ซึ่งเป็นฟีเจอร์ติดตามตำแหน่งใบหน้าเพื่อตรวจจับว่าหน้าเรากำลังมองกล้องตัวไหนอยู่ ให้ผู้ชมติดตามสบตาเราได้ตลอดโดยไม่ต้องคอยตั้งค่าเปลี่ยนกล้องเอง อีกฟีเจอร์ที่น่าสนใจคือ HP Keystone Correction ที่แชร์เอกสารหรือกระดานแบบครอปและปรับแต่งภาพให้เห็นชัดผ่านกล้องอัตโนมัติ เป็นต้น

อ่านเพิ่มเติมที่นี่ – ITPro

from:https://www.enterpriseitpro.net/hp-new-pc-2-camera/