ไมโครซอฟท์รวบบริการยืนยันตัวตนผู้ใช้เข้าเป็นชุดในชื่อ Microsoft Entra

ไมโครซอฟท์ประกาศจัดชุดบริการยืนยันตัวตนและจัดการการเข้าถึง (Identity and Access Management – IAM) เข้าเป็นแบรนด์ Microsoft Entra จากเดิมที่เป็นบริการภายใต้แบรนด์ Azure พร้อมกับเพิ่มบริการที่ซื้อบริษัท CloudKnox Security เข้ามา โดยรวมMicrosoft Entra จะมีบริการหลัก 3 ส่วน คือ

  • บริการยืนยันตัวตน (login) เป็น Azure AD และ Azure B2C เดิม
  • บริการจัดการสิทธิ์เข้าถึงบริการคลาวด์มาจาก CloudKnox แต่เปลี่ยนชื่อเป็น Microsoft Entra Permissions Management เริ่มใช้งานได้จริงเดือนกรกฎาคมปีนี้
  • Microsoft Entra Verified ID เปลี่ยนชื่อจาก Azure Active Directory Verifiable Credentials เป็นบริการสำหรับการยืนยันตัวตนในโลกความเป็นจริง เช่น หลักฐานการทำงาน, หลักฐานการศึกษา, การยืนยันว่าเป็นสมาชิกองค์กรต่างๆ (เช่นคนไข้ยืนยันว่ากำลังคุยออนไลน์กับแพทย์จริง) เริ่มใช้งานได้จริงเดือนสิงหาคมนี้

การใช้งานโดยรวมอาจจะไม่ต่างจากเดิมนัก แต่ธุรกิจ IAM ก็นับเป็นอุตสาหกรรมที่เติบโตสูง บริษัทคู่แข่งของไมโครซอฟท์จำนวนมากเป็นบริษัทที่ทำแต่ธุรกิจ IAM เป็นหลัก เช่น Okta, Ping Identity, หรือ OneLogin การแยกแบรนด์ออกมาและทำตลาดว่าสามารถใช้งานกับบริการคลาวด์รายอื่นนอกจาก Azure ได้ด้วย ก็น่าจะทำให้ธุรกิจส่วนนี้ของไมโครซอฟท์ชัดเจนขึ้น

ที่มา – Microsoft

No Description

from:https://www.blognone.com/node/128763

Fujifilm เปิดตัว X-H2S กล้อง Mirrorless เซนเซอร์ APS-C ระดับไฮเอนด์

Fujifilm เปิดตัวกล้อง X-H2S เป็นกล้อง Mirrorless ขนาดเซนเซอร์ APS-C ระดับไฮเอนด์

สเปคของ Fujifilm X-H2S ใช้เซนเซอร์ Stacked CMOS 26 ล้านพิกเซลที่อ่านข้อมูลออกมาได้ไว สามารถถ่ายภาพรัวสุดได้ถึง 40 ภาพต่อวินาทีเมื่อใช้งานโหมด Full AF และสามารถถ่ายวิดีโอ 4K ได้สูงสุดที่ 120 เฟรมต่อวินาที ส่วนระบบกันสั่นของตัวกล้องสามารถกันสั่นได้สูงสุด 7EV

หน่วยประมวลผล Fujifilm ใส่ X-Processor 5 พร้อมเพิ่ม subject recognition AF เข้ามา ซึ่งบัฟเฟอร์ในตัวกล้องรองรับไฟล์ภาพถ่ายต่อเนื่องเมื่อใช้ควบคู่กับโหมดรัว 40 ภาพต่อวินาทีได้มากสุด 184 ไฟล์ในโหมด JPEG หรือ 175 ไฟล์ในโหมด RAW หรือหากใช้โหมดชัตเตอร์กลไกจะได้ 15 ภาพต่อวินาที จะถ่ายภาพต่อเนื่องได้นานสุด 1000 ไฟล์ในโหมด JPEG หรือ 400 ไฟล์ในโหมด RAW

ในด้านวิดีโอ Fujifilm X-H2S สามารถถ่ายวิดีโอ DCI หรือ UHD 4K ได้ที่ 60 เฟรมต่อวินาทีโดยใช้เซนเซอร์เต็มความกว้าง เทียบเท่ากับความกว้าง 6.2K และมีโหมดถ่ายภาพ 6.2K ที่ 3:2 โดยใช้เต็มพื้นที่เซนเซอร์ หรือจะถ่าย 4K ที่ 120 เฟรมต่อวินาทีในโหมดครอป 1.29x ก็ได้

ตัวกล้อง Fujifilm เป็นแม็กนีเซียซีลกันสภาพอากาศ มีช่องเสียบหูฟัง, HDMI, USB 3.2 Gen 2 (10Gbps) ส่วนจอมี OLED เป็นจอบน, ช่องมองภาพอิเล็กทรอนิกส์ OLED 5.76 ล้านจุด สามารถรีเฟรชเร็วสุดได้ถึง 120 เฟรมต่อวินาที และจอหลังเป็นจอ LCD ปรับหมุนได้ 1.62 ล้านจุด

Fujifilm X-H2S จะเริ่มวางจำหน่ายในต้นเดือนกรกฎาคมนี้ที่ราคา 4,299 ดอลลาร์ หรือราว 147,000 บาท

ที่มา – dpreview

No Description

No Description

from:https://www.blognone.com/node/128762

Amazon เตรียมปิดบริการ Cloud Cam อุปกรณ์จะใช้งานไม่ได้หลัง 2 ธันวาคม เสนอให้ Blink Mini ฟรีทดแทน

Amazon ประกาศเลิกซัพพอร์ตกล้องความปลอดภัย Cloud Cam ซึ่งจะทำให้อุปกรณ์จะใช้งานไม่ได้หลังวันที่ 2 ธันวาคม เสนอให้ผู้ใช้รับ Blink Mini ไปใช้งานฟรีแทน

Amazon ระบุว่า ทางบริษัทจะเลิกซัพพอร์ตกล้อง Cloud Cam ในวันที่ 2 ธันวาคมนี้ โดยผู้ใช้มีเวลาใช้กล้องจนถึงดาวน์โหลดวิดีโอจนกว่าจะถึงวันหยุดให้บริการ และหลังจากวันที่ 2 ธันวาคม ตัวกล้องจะไม่สามารถใช้งานได้ ส่วนวิดีโอที่บันทึกไว้ทั้งหมดจะถูกลบทิ้ง และ Cloud Cam Key Edition จะไม่สามารถเชื่อมต่อกับ smart lock ได้ แต่จะได้รับ Echo รุ่นที่สี่เพื่อทดแทนฟังก์ชันดังกล่าว

ผู้ใช้งาน Cloud Cam จะได้รับโค้ดสำหรับนำไปแลก Blink Mini ฟรี และสำหรับ Cloud Cam Key Edition จะได้รับโค้ดแลก Echo ฟรี โดยโค้ดจะจัดส่งไปก่อนวันที่ 2 ธันวาคม ซึ่ง Blink Mini ที่เสนอให้นี้จะมาพร้อม Blink Subscription Plus 1 ปี (มูลค่า 100 ดอลลาร์)

Amazon Cloud Cam เปิดตัวครั้งแรกปี 2017 และเริ่มลดบทบาทลงในปี 2019 หลังจากที่ Amazon เข้าซื้อ Blink และ Ring ผู้ผลิตอุปกรณ์สมาร์ทโฮมความปลอดภัย

ที่มา – The Verge

No Description

from:https://www.blognone.com/node/128761

วิธีแปลงไฟล์ Word เป็น JPG สะดวก เปิดได้ทุกที่ อัปเดต 2022

สอนแปลงไฟล์ Word เป็น JPG ทำได้ง่ายๆ เปิดอ่านได้ทุกที่ อัปเดต 2022

แปลงไฟล์ Word เป็น JPG

จะดีแค่ไหน ? ถ้าเราสามารถอ่านไฟล์เอกสารได้ทุกที่ทุกเวลา คงสะดวกสบาย และเปิดไฟล์ง่ายขึ้นมาก ทีมงาน NotebookSPEC จึงมีวิธีดีๆ ในการเปลี่ยนไฟล์เอกสาร หรือไฟล์ Word ให้เป็นรูปภาพอย่างไฟล์ JPG เพื่อสะดวกในการเปิดอ่านไฟล์ สามารถส่งต่อ หรือเปิดอ่านได้ทุกที่ ผ่านสมาร์ทโฟนก็ได้ คอมพิวเตอร์ก็ได้ โดยไม่ต้องลงโปรแกรมเพิ่ม เรามาดูวิธีการแปลงไฟล์ไปพร้อมๆ กันเลย


วิธีแปลงไฟล์ Word เป็น JPG ผ่านโปรแกรม Microsoft Word

แปลง Word เป็น JPG

วิธีนี้เหมาะกับใครใช้งาน Microsoft Word เป็นหลักอยู่แล้ว และต้องการสร้างรูปภาพจากไฟล์เอกสาร ที่เป็นเพียงเฉพาะข้อความ ไม่เน้นทั้งแผ่น วิธีนี้ก็สามารถทำได้ง่ายๆ ผ่านโปรแกรม Microsoft Word ซึ่งโดยปกติ เวลาที่เราบันทึกไฟล์ ผ่านการกด ‘Save As… ‘ นั้น สามารถบันทึกไฟล์เป็นนามสกุลต่างๆ ได้ แต่เรามักจะไม่เห็นการบันทึกเป็นไฟล์รูปภาพอย่าง JPG เลยอาจคิดว่าไม่สามารถทำได้ แต่จริงๆ มีวิธีการสร้าง JPG โดยที่ไม่ได้มีวิธีการที่ซับซ้อนอะไรเลย สามารถทำได้ดังนี้

Advertisementavw
  • เริ่มต้น ให้เราทำการคลุกดำ หรือเลือกข้อความ / วลี ที่เราต้องการแปลงให้เป็น JPG >> จากนั้นให้เราคลิกขวาที่กลุ่มข้อความเหล่านั้น >> จากนั้นเลือก Copy เพื่อทำการคัดลอก
  • เปิดไฟล์เอกสารเปล่าขึ้นมา 1 หน้า โดยการไปที่ File >> New (สามารถเปิดผ่านคีย์ลัดได้ ด้วยการ กด Ctrl + N)
แปลง Word เป็น JPG
  • ในหน้าเอกสารใหม่ สังเกตที่แถบเครื่องมือด้านบน ดูที่คำสั่ง Paste
  • เลือกเพิ่มเติม ในคำสั่ง Paste >> กดที่ Paste Special >> จะปรากฏหน้าต่าง Paste Special ขึ้นมา
jp13
  • ในหน้าต่าง Paste Special ให้เราดูที่ช่อง As >> เลือก Picture (Enhanced Metafile) >> กด OK
  • ข้อความที่เราได้คลุมดำแล้วคัดลอกเมื่อครู่ จะมาอยู่ในรูปแบบของ รูปภาพ อยู่บนหน้ากระดาษเปล่าที่เราสร้างใหม่เรียบร้อย
jp14
  • เราสามารถ บันทึกรูปภาพนั้น ให้เป็นไฟล์ JPG เพื่อนำไปใช้งานต่อ หรือนำไปส่งต่อได้ง่ายๆ โดยการ คลิกขวา ที่รูปภาพข้อความดังกล่าว >> จากนั้น เลือกที่ Save as Picture…
  • เราสามารถบันทึกได้เลยว่าต้องการให้เป็นไฟล์รูปภาพแบบใด โดยการใส่ .(นามสกุลไฟล์) หลังชื่อของไฟล์รูปที่เราต้องการบันทึก เช่น ‘nbs.jpg’, ‘nbs.png’ ฯลฯ แล้วกดบันทึก
  • เพียงเท่านี้เราก็ได้ไฟล์รูปภาพจาก Word ที่เราต้องการเรียบร้อยแล้ว

วิธีแปลงไฟล์ Word เป็น JPG ผ่านเว็บไซต์

วิธีการนี้เป็นวิธีการแปลงไฟล์ผ่านเว็บไซต์ โดยไม่ต้องลงโปรแกรมใดๆ เพิ่มเติม เหมาะกับใครที่ต้องการไฟล์แบบด่วน สะดวกและรวดเร็ว แถมยังสามารถแชร์ต่อไปยังแพลตฟอร์มต่างๆ ได้อย่างง่ายดายเลย

1. Word.to

w7 1

เริ่มต้นกันที่เว็บไซต์ Word.to ที่สามารถเข้าไปใช้งานได้ฟรีๆ ไม่เสียค่าใช้จ่าย ตัวเว็บรองรับการใช้งานภาษาไทย ทำให้ง่ายต่อการเข้าไปใช้งานมากๆ นอกจากนี้ ตัวเว็บยังมีเครื่องมือต่างๆ มากมายให้เราได้เลือกใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นการแปลงไฟล์ต่างๆ ทั้งเอกสาร, วิดีโอ, เสียง ฯลฯ ถือว่าครบเครื่องพอสมควรเลย และสำหรับการแปลงไฟล์ Word ให้เป็นไฟล์ JPG นั้น ตัวเว็บได้เคลมว่า ตัวไฟล์ที่เราอัปโหลดขึ้นไป จะถูกลบภายใน 24 ชั่วโมง ทำให้มั่นใจในความปลอดภัยได้ในระดับหนึ่ง

วิธีการแปลงไฟล์ทำได้ดังนี้

  • ให้เราเข้าไปที่เว็บไซต์ Word.to >> จากนั้น กดที่ Choose Files จากอุปกรณ์ของเรา เพื่ออัปโหลดไปยังเว็บไซต์
  • เราสามารถเลือกได้ว่า ต้องการ แยกแต่ละหน้าออกเป็นภาพแต่ละภาพ หรือ ทำให้ภาพแนวตั้งหนึ่งภาพรวมเข้าด้วยกันของทุกหน้า
  • เมื่อเลือกได้ตามต้องการแล้ว ก็ให้กด ที่อัพโหลด เพื่อทำการแปลงไฟล์ จากนั้นรอระบบประมวลผลสักครู่
  • ในกรณีที่เราแยกแต่ละหน้า ตัวเว็บก็จะแสดงผลแบ่งไฟล์ออกมาเป็นแต่ละหน้าให้เราเลือกดาวน์โหลดกลับมายังอุปกรณ์ แต่ถ้าใครที่เลือกเป็นภาพแนวตั้งรวมเข้าด้วยกันทุกหน้า ระบบก็จะประมวลผลออกมาเป็นไฟล์เดียว

สำหรับเว็บ Word.to นี้ เปิดให้ใช้งานได้ฟรี แต่จะสามารถแปลงไดไฟล์ได้ 3 ครั้ง ใน 1 ชั่วโมงเท่านั้น ถ้าต้องการแปลงได้ตลอด รวมไปถึงแปลงไฟล์ขนาดใหญ่มากๆ ก็จะต้องทำการซื้อเครดิต


2. PDFmall

w2 1

มาต่อกันที่เว็บไซต์สำหรับแปลงไฟล์ที่น่าสนใจเว็บไซต์ต่อมา อย่าง pdfmall ที่ถึงแม้ตัวเว็บจะซื้อเน้นไปทางไฟล์ PDF แต่ตัวเว็บก็มีเครื่องมือสำหรับการจัดการไฟล์มากมายให้เราได้เลือกใช้งาน รวมไปถึงการแปลง Word เป็นรูปภาพอย่าง JPG ด้วย ตัวเว็บเปิดให้เข้าไปใช้งานได้ฟรี แถมยังรองรับการใช้งานภาษาไทยอีกด้วย

วิธีการแปลงไฟล์

  • เข้าไปที่ PDFmall >> จากนั้นเราจะพบหน้าต่างสำหรับแปลงไฟล์ โดยจะมีขั้นตอนบอก ทำให้มือใหม่ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะทำไม่ได้หรือทำไม่เป็นเลย
  • เลือกไฟล์ (Select File) เอกสาร หรือ ไฟล์ Word จากอุปกรณ์ของเรา หรือจาก Google Drive, Dropbox ก็ได้
  • จากนั้นเลื่อนลงมาที่ รูปแบบที่ต้องการแปลง ซึ่งจะตั้งเป็น Docx to JPG แต่หากใครต้องการแปลงไฟล์อื่นๆ หรือต้องการเปลี่ยนจาก JPG เป็น PNG, TIFF, BMP ฯลฯ ก็สามารถทำได้
  • จากนั้นให้เราเลือกโหมดที่ต้องการ ได้แก่ เฉพาะข้อความจาก Docx (Word) หรือ ใช้ OCR >> จากนั้นกดเลือก แปลงตอนนี้ >> จากนั้นก็ดาวน์โหลดไฟล์กลับมายังอุปกรณ์ของเรา

3. AnyConv

w3 1

AnyConv เป็นเว็บไซตจ์ แปลงไฟล์ จัดการไฟล์ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น ไฟล์เอกสาร ไฟล์รูปภาพ ฯลฯ ตัวเว็บรองรับภาษาไทย ใช้งานง่าย และทางเว็บไซต์ก็ได้แจ้งว่า ไฟล์ของเราจะถูกลบออกจากเซิฟเวอร์โดยอัตโนมัติ เมื่อเวลาผ่านไป 1 ชั่วโมง ทำให้มั่นใจได้ในความปลอดภัยของข้อมูลของผู้ใช้งานได้ในระดับนนึ่งเลย ตัวเว็บยังรองรับการเข้าใช้งาน ทั้งจาก Windows, macOS, iOS และ Android

วิธีการแปลงไฟล์

  • ไปที่ AnyConv จากนั้น มาดูที่ช่องสำหรับอัปโหลดไฟล์ >> กดที่ เลือกไฟล์ เพื่ออัปโหลดไฟล์ของเราขึ้นไปบนเว็บไซต์
  • ระบบจะทำการประมวลผล >> ในส่วนนี้เราสามารถเลือกนามสกุลไฟล์อื่นๆ ที่เราต้องการจะแปลงได้ด้วย เช่น PNG, PPT, HTML, PSD ฯลฯ >> จากนั้นกด แปลง
  • รอให้ระบบประมวลผลสักครู่ >> จากนั้นจะปรากฏปุ่มให้เราดาวน์โหลด เพื่อดาวน์โหลดกลับมายังอุปกรณ์

4. Wordtojpg

w4 1

เว็บไซต์นี้ ชื่อเว็บก็บอกตามตัวเลยว่า WORD to JPG โดยจะเน้นไปที่การแปลงไฟล์เอกสารอย่าง ไฟล์ Word เป็นไฟล์รูปภาพอย่าง JPG เลย แต่ก็รองรับไฟล์เอกสารอื่น อย่าง .rtf, .html หรือ .txt ด้วย ตัวเว็บรองรับการใช้งานหลากหลายภาษา รวมถึง ภาษาไทย ทั้งยังสามารถใช้งานได้กับหลากหลายอุปกรณ์ ทั้ง Windows, macOS, iOS และ Android ความพิเศษของเว็บนี้นั้น เรายังสามารถเลือก Format, DPI, Quality และเลือกได้ว่าจะเป็นการ Merge ไฟล์ หรือจะเป็น Zip file

วิธีการแปลงไฟล์

  • ไปที่ WORD to JPG >> ในช่องสำหรับวางไฟล์ เลือก >> Choose Files เพื่ออัปโหลดไฟล์จากอุปกรณ์ หรือ URL, Google Drive, Dropbox >> ระบบจะประมวลผลสักครู่
    • หรือหากใครต้องการปรับแต่ง ก็สามารถทำได้ โดยเลือกลงมาข้างล่าง สามารถเลือกได้ทั้งรุปแบบไฟล์ (JPG, PNG, BMP, GIF), DPI, ความละเอียด และลักษณะของไฟล์หลังการแปลง
  • เมื่อระบบประมวลผลเสร็จแล้ว ก็สามารถกดดาวน์โหลดไฟล์กลับมายังอุปกรณ์ ด้วยการกดที่ปุ่ม Download ได้เลย นอกจากนี้ ถ้าเรากดที่ลูกศรชี้ลงตรงปุ่ม Download ก็จะเจอกับตัวเลือกอื่นๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็น Image Slideshow, File information และ Copy to clipboard

5. Aspose

w5 1

สำหรับ Aspose ถือว่าเป็นอีกเว็บไซต์ที่มีความครบเครื่อง ในเรื่องของเครื่องมือสำหรับจัดการไฟล์ เพราะนอกจากจะสามารถแปลง Word เป็น JPG ได้ง่ายๆ แล้ว ตัวเว็บยังรองรับการแปลงไฟล์อื่นๆ รวมไปถึงมีเครื่องมือสำหรับแปลงค่าต่างๆ ด้วย ที่สำคัญตัวเว็บรองรับการใช้งานภาษาไทย แม้เป็นมือใหม่ก็สามารถใช้งานได้ไม่ยากเลย

วิธีการแปลงไฟล์

  • ไปที่ Aspose จากนั้น คลิกเลือกที่ช่อง ‘วางหรืออัพโหลดไฟล์ของคุณ’ เราสามารถเลือกได้ว่าจะเป็นการลากวาง ป้อน URL หรือ จะเลือกไฟล์จากอุปกรณ์ของเรา
  • จากนั้นดูในส่วนของ บันทึกเป็น >> เลือกรูปแบบของไฟล์ที่เราต้องการจะแปลง (ในที่นี้คือ JPG) >> จากนั้นกด แปลง
  • รอให้ระบบประมวลผลสักครู่ >> จากนั้นดาวน์โหลดไฟล์กลับมายังอุปกรณ์ได้เลย

ข้อสังเกต: ตัวเว็บนี้ไม่เหมาะกับการแปลงเอกสารภาษาไทย แนะนำว่าถ้าจะใช้งาน เหมาะกับการแปลงเอกสารที่เป็นภาษาอื่นๆ อย่าง ภาษาอังกฤษ เป็นต้น


6. Convertio

w6 1

Convertio เป็นอีกเว็บไซต์ที่อย่างแนะนำให้ใช้งาน ในการแปลง Word เป็น JPG เพราะตัวเว็บค่อนข้างแปลงไฟล์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถใช้งานได้ฟรี และรองรับภาษาไทย ตัวเว็บยังมีเครื่องมือสำหรับการจัดการไฟล์อีกมามายให้ได้เลือกใช้งาน และใครที่กังวลเรื่องความปลอดภัยก็สามารถวางใจได้ในระดับหนึ่ง เพราะตัวเว็บจะทำการลบไฟล์ที่เราได้ทำการอัปโหลด ออกจากเซิฟเวอร์โดยอัตโนมัติหลังจากเวลาผ่านไป 24 ชั่วโมง

วิธีการแปลงไฟล์

  • ไปที่ Convertio >> จากนั้นดูในช่อง แปลงเอกสาร >> เลือกไฟล์จากอุปกรณ์ของเรา หรือจาก Dropbox, Google Drive >> จากนั้น เลือกประเภทไฟล์ที่เราต้องการแปลง (ในที่นี้คือ DOC ไปยัง JPG)
  • เราสามารถเลือกไฟล์เพิ่มได้ด้วย หรือถ้าต้องการแปลงไฟล์ทันทีก็สามารถกดที่ แปลง ได้เลย
  • รอให้ระบบประมวลผลสักครู่ แล้วจากนั้นก็สามารถกดเลือกที่ ดาวน์โหลด เพื่อดาวน์โหลดไฟล์รูปภาพกลับมายังอุปกรณ์ของเราได้เลย โดยหากเป็นไฟล์เอกสารที่เป็นหน้าเดียว ระบบจะให้ดาน์โหลดกลับมาเป็นไฟล์รูปภาพ แต่หากเป็นเอกสารที่มีจำนวนหลายหน้า ระบบจะให้เราดาวน์โหลดเป็นไฟล์ zip กลับมา

และทั้งหมดนี้คือวิธีแปลง Word เป็น JPG ทั้งจากโปรแกรม Microsoft Word และจากบนเว็บไซต์ ที่นอกจากจะสามารถแปลงไฟล์ Word เป็นไฟล์ JPG ได้แล้ว ก็ยัง มีเครื่องมือสำหรับการจัดการไฟล์ที่หลากหลาย ให้เราได้เลือกใช้งาน ซึ่งก็จะมีคุณภาพและประสิทธิภาพแตกต่างกันไปในแต่ละเว็บ ใครที่มองหาตัวช่วยในการแปลงไฟล์อยู่ ก็สามารถเข้าไปลองใช้งานตัวเว็บต่างๆ ที่ทีมงานนำมาแนะนำกันได้เลย


อ่านบทความเพิ่มเติม / เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ดาวน์โหลด YouTube, ดาวน์โหล YouTube
แท่นชาร์จไร้สาย iPhone, ที่ชาร์จไร้สาย
กล้องวงจรปิดไร้สาย ดูผ่านโทรศัพท์
หูฟังไร้สายยี่ห้อไหนดี ราคาไม่แพง
คีย์บอร์ด บลูทูธ, Bluetooth Keyboard
iCloud เต็มทำไง
ลืมรหัส iCloud iPhone

from:https://notebookspec.com/web/612971-convert-word-file-to-jpg-file

ทวิตเตอร์โดนปรับ 150 ล้านเหรียญฯ ฐานใช้ข้อมูลของผู้ใช้เพื่อการโฆษณา โดยไม่แจ้งให้ทราบก่อน

ทวิตเตอร์ที่กำลังอยู่ระหว่างกระบวนการขายกิจการให้ซีอีโอเทสล่าอย่างอีลอน มัสก์ (ที่ไม่รู้สุดท้ายจะซื้อจริงหรือเปล่าจากข่าวที่เขาอ้างว่า อุ๊ย เพิ่งรู้ว่ามีไอดีปลอมแค่นิดเดียว ไม่สมกับการเข้าไปจัดการ ไม่ซื้อดีกว่า !?!) ล่าสุดยอมจ่ายค่าปรับสูงถึง 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ค่าปรับนี้จ่ายให้แก่คณะกรรรมการการค้าสหรัฐฯ หรือ FTC เพื่อชดเชยกรณีที่เคยใช้ข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งานที่แจ้งว่าเพื่อใช้รักษาความปลอดภัยนั้น กลับเอามาใช้ในการแสดงโฆษณาให้ตรงกลุ่มเป้าหมายแทน

นอกจากคำสั่งปรับข้อหา “ไม่ชี้แจงการดำเนินงานด้านความปลอดภัยและการรักษาความเป็นส่วนตัวตามความเป็นจริงแล้ว” ทวิตเตอร์ยังโดนสั่งแบนห้ามแสวงหากำไรจากข้อมูลที่รวบรวมมาแล้ว และต้องแจ้งให้ผู้ใช้ที่ได้รับผลกระทบทราบทุกคนด้วย

ประธาน FTC คุณ Lina M. Khan กล่าวในแถลงการณ์ว่า “ทวิตเตอร์เอาข้อมูลจากผู้ใช้โดยแจ้งว่าเพื่อความปลอดภัย ทั้งๆ ที่เอาข้อมูลดังกล่าวไปใช้ในการโฆษณาด้วยเพื่อเพิ่มรายได้หลักของบริษัท ซึ่งกระทบกับผู้ใช้มากกว่า 140 ล้านราย”

อ่านเพิ่มเติมที่นี่ – THN

//////////////////

สมัครสมาชิก Enterprise ITPro เพื่อรับข่าวสารด้านไอที

form#sib_signup_form_4 {
padding: 5px;
-moz-box-sizing:border-box;
-webkit-box-sizing: border-box;
box-sizing: border-box;
}
form#sib_signup_form_4 input[type=text],form#sib_signup_form_4 input[type=email], form#sib_signup_form_4 select {
width: 100%;
border: 1px solid #bbb;
height: auto;
margin: 5px 0 0 0;
}
form#sib_signup_form_4 .sib-default-btn {
margin: 5px 0;
padding: 6px 12px;
color:#fff;
background-color: #333;
border-color: #2E2E2E;
font-size: 14px;
font-weight:400;
line-height: 1.4285;
text-align: center;
cursor: pointer;
vertical-align: middle;
-webkit-user-select:none;
-moz-user-select:none;
-ms-user-select:none;
user-select:none;
white-space: normal;
border:1px solid transparent;
border-radius: 3px;
}
form#sib_signup_form_4 .sib-default-btn:hover {
background-color: #444;
}
form#sib_signup_form_4 p{
margin: 10px 0 0 0;
}form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message {
padding: 6px 12px;
margin-bottom: 20px;
border: 1px solid transparent;
border-radius: 4px;
-webkit-box-sizing: border-box;
-moz-box-sizing: border-box;
box-sizing: border-box;
}
form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message-error {
background-color: #f2dede;
border-color: #ebccd1;
color: #a94442;
}
form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message-success {
background-color: #dff0d8;
border-color: #d6e9c6;
color: #3c763d;
}
form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message-warning {
background-color: #fcf8e3;
border-color: #faebcc;
color: #8a6d3b;
}

from:https://www.enterpriseitpro.net/twitter-fined-150-million-for-misusing/

ผู้ชม Netflix ในเปรู ที่เริ่มทดสอบระบบป้องกันการแชร์บัญชี พบในทางปฏิบัติ ทุกอย่างก็เหมือนเดิม

เมื่อเดือนมีนาคม Netflix ประกาศแนวทางใหม่ เพื่อไม่ให้ผู้ใช้งานแชร์บัญชีกัน คาดว่าสาเหตุหลักเพื่อเพิ่มรายได้ หลังผลประกอบการไตรมาสล่าสุดจำนวนสมาชิกลดลง แม้จริง ๆ Netflix ก็มีข้อกำหนดอยู่แล้วว่าผู้ใช้งานที่แชร์บัญชีต้องอาศัยในที่พักเดียวกัน แต่ไม่ได้เข้มงวดมากนัก

ในตอนนั้น Netflix บอกว่าจะเริ่มทดสอบระบบใหม่เพื่อควบคุมปัญหานี้ มีผลกับผู้ใช้งานใน ชิลี คอสตาริกา และเปรู ระบุว่าผู้ใช้งานที่แชร์บัญชีกันจะต้องจ่ายเงินค่าสมาชิกเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

ทีมงานของ Rest of World ได้สอบถามผู้ใช้งาน Netflix ในเปรูหลายสิบคนที่มีการแชร์บัญชี ต่างพบว่าถึงตอนนี้พวกเขาก็ยังไม่ถูกเก็บเงินเพิ่มอย่างที่ Netflix บอก บางคนอาจได้รับข้อความเตือนให้ยืนยันตัวตน แต่เมื่อกดข้ามก็ยังใช้งานต่อได้ตามปกติ

เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริการลูกค้าของ Netflix คนหนึ่ง ก็บอกว่าเขาสับสนกับคำแนะนำลูกค้าในประเด็นนี้เช่นกัน บางกรณีที่พบลูกค้าใช้งานบัญชีเดียวกันแต่ต่างพื้นที่ ลูกค้าก็บอกว่าเพราะอยู่นอกบ้าน ซึ่งที่ทำได้ก็คือการส่งรหัสให้ยืนยันตัวตน แล้วปล่อยให้ใช้งานต่อตามปกติ ไม่มีการเก็บเงินเพิ่ม

ที่มา: Rest of World

Netflix

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/128760

Foxconn เผย ปัญหาล็อกดาวน์ในจีน กระทบการผลิตเพียงเล็กน้อย

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วมีรายงานข่าวว่า iPhone 14 อาจมีปัญหาการผลิตล่าช้า เนื่องจากการล็อกดาวน์ในจีน แต่ล่าสุด Young Liu ประธาน Foxconn โรงงานหลักในการผลิต iPhone กล่าวกับผู้ถือหุ้นในประเด็นนี้

โดย Liu บอกว่าโรงงาน Foxconn ได้รับผลกระทบจากการล็อกดาวน์ค่อนข้างจำกัด ซึ่งตัวเลขรายได้ในเดือนเมษายนและพฤษภาคมนั้น ออกมาดีกว่าที่บริษัทประเมินไว้ และภาพรวมตลอดปีนี้น่าจะดีกว่าที่เคยประเมินด้วย

ทั้งนี้ Foxconn รายงานยอดขายเดือนเมษายน ลดลง 4% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ขณะที่โรงงานอื่นที่รับผลิตสินค้าให้แอปเปิลอย่าง Pegatron (iPhone) รายได้ลดลง 35% และ Quanta Computer (MacBook) รายได้ก็ลดลง 40%

ที่มา: 9to5Mac

Foxconn

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/128759

[ลือ] แว่น PS VR2 เริ่มผลิตครึ่งหลังปีนี้ อาจเริ่มขายต้นปีหน้า

มีข้อมูลจาก Ming-Chi Kuo นักวิเคราะห์ขาประจำสินค้าใหม่ของแอปเปิล แต่คราวนี้เป็นแว่น PlayStation VR2 หรือ PS VR2 ที่โซนี่เปิดตัวเมื่อต้นปี แต่ไม่ได้ระบุว่าจะเริ่มวางขายเมื่อใด

โดย Kuo บอกว่า สายการผลิตหลักจะเริ่มในช่วงครึ่งหลังของปี 2022 จำนวนที่คาดว่าจะส่งมอบได้คือ 1.5 ล้านเครื่อง เขาจึงประเมินว่าโซนี่จะเปิดตัวและวางขายในช่วงต้นปี 2023 เพราะต้องมีเกมที่รองรับในจำนวนที่มากพอด้วยเช่นกัน

ก่อนหน้านี้โซนี่บอกว่าในช่วงเปิดตัว PS VR2 จะมีเกมที่รองรับประมาณ 20 เกม โดยมีทั้งเกมที่โซนี่พัฒนาเอง และเกมจากสตูดิโอภายนอก บางเกมอาจเปิดตัวเป็นทีเซอร์ในสัปดาห์หน้า

ที่มา: Upload

PS VR2

from:https://www.blognone.com/node/128758

รองประธานซัมซุงพบซีอีโออินเทล พูดคุยหาโอกาสร่วมมือด้านผลิตชิป

Lee Jae-yong รองประธานของซัมซุง ซึ่งถือเป็นผู้บริหารสูงสุดของซัมซุงตอนนี้ (ประธานคือพ่อของเขาป่วยอยู่ในโรงพยาบาล) พบกับ Pat Gelsinger ซีอีโอของอินเทลที่เดินทางไปเกาหลีใต้ และหารือว่าจะทำอะไรร่วมกันได้ในธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์

ซัมซุงและอินเทล ถือเป็นบริษัท Top 3 ที่มีเทคโนโลยีการผลิตชิปก้าวหน้าที่สุดในโลก (อีกรายคือ TSMC) การที่สองบริษัทนี้จับมือกันจึงน่าจับตาว่าจะส่งผลต่อการแข่งขันกับ TSMC อย่างไร

ในแถลงการณ์ของซัมซุงเอง ระบุว่าผู้บริหารทั้งสองคนหารือกันเรื่องชิปหน่วยความจำยุคหน้า, ชิปที่ผลิตแบบ fabless (ไม่มีโรงงานเอง) และ foundry (มีโรงงานเอง) รวมถึงธุรกิจด้านพีซีและอุปกรณ์พกพาด้วย

ที่มา – Nikkei

No Description

from:https://www.blognone.com/node/128757

ผลสำรวจปี 2021 เผย Windows มีจำนวนช่องโหว่ความปลอดภัยลดลงถึง 40% เมื่อเทียบกับช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

BeyondTrust รายงานผลสำรวจความปลอดภัยภาพบนผลิตภัณฑ์ของ Microsoft โดยระบุว่าในปี 2021 สัดส่วนช่องโหว่บนซอฟต์แวร์ Microsoft ทั้งหมด มีจำนวนลดลงกว่า 5% เมื่อเทียบกับตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งขณะนั้นยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โดยในปี 2021 มีการค้นพบช่องโหว่ใหม่เป็นจำนวนทั้งสิ้น 1,212 รายการ หนึ่งในนั้นเป็นช่องโหว่ที่มีความรุนแรงสูงอยู่ในระดับ ‘วิกฤต’ ตามมาตรฐานของ CVSS จริง ๆ เหลือเพียงไม่กี่รายการแล้วเท่านั้น โดยในปีนี้ลดลงมาจากปีที่แล้วถึงราว ๆ 47% ซึ่งถือเป็นการลดลงอย่างต่อเนื่องเรื่อย ๆ ทุกปี แถมยังเป็นจำนวนที่ต่ำที่สุดในรอบ 9 ปีนับตั้งแต่ทาง BeyondTrust เคยทำสำรวจมาอีกด้วย

หากโฟกัสมาดูเฉพาะภาพรวมความปลอดภัยบน Windows และ Windows Server จะพบว่าทั้งคู่มีจำนวนช่องโหว่ลดลงถึง 40% และ 50% ตามลำดับ ขณะที่เบราว์เซอร์ Internet Explorer และ Microsoft Edge กลับมีจำนวนช่องโหว่เพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์แทน ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจเนื่องจาก IE เป็นซอฟต์แวร์ที่เก่ามาก ส่วน Edge ก็ยังเป็นเบราว์เซอร์น้องใหม่สุดนับจากที่เปลี่ยน engine มาใช้เป็น Chromium แทนตัวเดิม

ทางผู้สำรวจระบุว่าช่องโหว่ในระยะหลัง ๆ ที่เห็นบ่อยขึ้นในปี 2021 นี้ ส่วนใหญ่มักจะช่องโหว่ที่แฮ็กเกอร์พยายามจะขอสิทธิ์เพื่อเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ เช่น สิทธิ์แอดมิน เป็นจำนวนมากขึ้น โดยในปี 2021 นี้คิดเป็นจำนวนถึง 588 รายการจากจำนวนช่องโหว่ทั้งหมดเลยทีเดียว

ส่วนรองลงมาเป็นช่องโหว่ที่เกี่ยวข้องกับการแอบฝังและรันโค้ดจากระยะไกลจำนวน 326 รายการ ตามมาด้วยช่องโหว่ด้านการแฮ็กคีย์ Microsoft Office 66 รายการ และของ Azure / Dynamics 365 อีก 44 รายการ ซึ่งมองเผิน ๆ เหมือนจะยังมีความเสี่ยงสูง แต่ทาง CSO ก็ยืนยันว่าเป็นการลดลงอย่างมีนัยสำคัญมากทีเดียวเมื่อเทียบกับในอดีตที่ผ่านมา

 

 

ที่มา : CSO

from:https://droidsans.com/windows-security-vulnerabilities-drop-by-40-percent-after-five-year-rise/