คลังเก็บหมวดหมู่: mobileocta

เอไอเอสอุ่นใจอาสา ภูมิใจ เสร็จสิ้นภารกิจ เชื่อมต่อ ช่วยเหลือ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับคนไทย ณ ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ

“ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ” ถูกตั้งขึ้นให้เป็นหนึ่งในจุดฉีดวัคซีนโควิด-19 ที่ใหญ่ที่สุดในช่วงเวลาที่การระบาดอยู่ในจุดสูงสุดเมื่อช่วงปีที่ผ่านมา และถือเป็นจุดบริการทางสุขภาพที่สำคัญอย่างยิ่งของประเทศ ที่รองรับประชาชนได้มากกว่า 10,000 คนต่อวัน ภายใต้การดำเนินงานของกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ที่ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงคมนาคม โดยมี พญ.มิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง เป็นผู้อำนวยการศูนย์ฉีดวัคซีนสถานีกลางบางซื่อ

AIS

สำหรับภารกิจสร้างภูมิคุ้มกันประเทศ ซึ่ง AIS ได้เข้าร่วมสนับสนุน ภายใต้แนวคิด เชื่อมต่อ ช่วยเหลือ เพื่อคนไทย ณ ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ ตั้งแต่วันแรกที่เปิดให้บริการประชาชนคนไทย ด้วยการส่งพนักงานอุ่นใจอาสา เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการบริการประชาชนร่วมกับบุคลากรทางการแพทย์ พร้อมสนับสนุนเครือข่ายสื่อสารให้แก่คณะทำงาน และประชาชน เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการสื่อสารอย่างไม่ติดขัด

นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าฝ่ายงานประชาสัมพันธ์ AIS กล่าวว่า “ย้อนกลับไปในช่วงปีที่ผ่านมา AIS ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในภารกิจสร้างภูมิคุ้มกันให้กับคนไทย ในฐานะผู้ให้บริการโครงข่ายดิจิทัล โดยเราเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนผ่านระบบลงทะเบียนครั้งแรก เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2564 ซึ่งสามารถช่วยอำนวยความสะดวกให้คนไทยมารับบริการได้อย่างปลอดภัย ไม่ต้องแออัด  

หลังจากนั้นชาวอุ่นใจอาสากว่าร้อยชีวิตก็ร่วมภารกิจฉีดวัคซีนเข็มแรกตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2564 จนถึงวันนี้ รวมเป็นเวลากว่า 477 วัน ได้ให้บริการคนไทยไปกว่า 3,345,585 คน รวมจำนวนวัคซีน 6,501,019 โดส นับเป็นการเสร็จสิ้นภารกิจของพวกเราชาวเอไอเอสอย่างสมบูรณ์ต่อการทำงานที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงทางสุขภาพและสาธารณสุขของคนไทยในช่วงที่วิกฤติที่สุดจนถึงปัจจุบันที่สถานการณ์เริ่มคลี่คลาย”

“พวกเราชาว AIS รู้สึกเป็นเกียรติและยินดีอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ประเทศผ่านการคุ้มครองปกป้องคนไทย  ต้องขอขอบคุณในความเสียสละของคุณหมอ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ทุกท่านที่หมุนเวียนกันมาร่วมฉีดวัคซีนให้กับคนไทย 

ถึงแม้วันนี้ภารกิจที่ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อจะจบลง แต่พวกเรายังคงเดินหน้านำศักยภาพโครงข่ายดิจิทัลเข้า เชื่อมต่อ ช่วยเหลือ เพื่อคนไทย ในทุกสถานการณ์ และ AIS ยังคงพร้อมให้บริการและสนับสนุนทุกภาคส่วนอย่างเต็มกำลัง” นางสายชล กล่าวทิ้งท้าย

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/ais-aunjai-volunteer-complete-the-mission-at-the-central-vaccination-center-bang-sue/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=ais-aunjai-volunteer-complete-the-mission-at-the-central-vaccination-center-bang-sue

งานวิจัยเดลล์ เทคโนโลยีส์ชี้ ภาคธุรกิจถือคนทำงานในฐานะสินทรัพย์สำคัญสูงสุด ในการขับเคลื่อนโครงการปฏิรูปทางดิจิทัล

หลังจากช่วงเวลา 2 ปีที่ผ่านมาที่องค์กรธุรกิจต่างเร่งปฏิรูปสู่ระบบดิจิทัล ราวครึ่งหนึ่งของผู้นำด้านไอทีในประเทศไทย หรือ 58%  (เอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น: 45%; ทั่วโลก: 50%)  กล่าวว่าองค์กรของตนรู้ว่าจะต้องทำอย่างไรบ้างในการปฏิรูปคนทำงานสู่ระบบดิจิทัล แต่หลังจากที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

พนักงานหลายคนกำลังเจอปัญหาท้าทายในการก้าวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง สอดคล้องตามการสำรวจครั้งใหม่ของเดลล์ เทคโนโลยีส์ ที่ยิ่งกว่านั้นก็คือ มากกว่าสองในสามของผู้ตอบจำนวน 10,500 รายจากกว่า 40 ประเทศ เชื่อว่าองค์กรของตนประเมินต่ำเกินไปในเรื่องการทำให้พนักงานมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเหมาะสมในการวางแผนโปรแกรมการปฏิรูป

ผลสำรวจเน้นให้เห็นว่าช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเมื่อไม่นานมานี้ ทำให้บรรดาองค์กรธุรกิจและคนทำงานต้องการเวลาในการปรับตัว เตรียมใจ ก่อนที่จะเริ่มดำเนินการตามโครงการใหม่หรือโครงการที่หยิบมาทำซ้ำ แม้ว่าช่วงสองสามปีที่ผ่านมาจะเห็นถึงความมุ่งมั่นพยายามและความก้าวหน้าอย่างมากก็ตาม

โดยผลวิจัยเน้นว่ายังคงมีแนวโน้มว่าการปฏิรูปจะเกิดการสะดุด โดยผู้ตอบในประเทศไทย 69% (เอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น: 72%; ทั่วโลก: 64%) เชื่อว่าการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงจากคนในองค์กรอาจทำให้การปฏิรูปไม่ประสบผลสำเร็จ กว่าครึ่งของผู้ตอบในประเทศไทยจำนวน 54% (เอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น: 62%; ทั่วโลก: 53%)  กลัวว่าจะตัวเองจะถูกปิดกั้นจากความก้าวหน้าของโลกดิจิทัล เนื่องจากขาดผู้ที่มีอำนาจ/มีวิสัยทัศน์ที่เหมาะสมจะนำโอกาสมาใช้ให้เกิดประโยชน์ และเรื่องนี้ก็ทำให้โมเดล As-a-Service กลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับหลายธุรกิจ

Dell Technologies

“ในการสร้างอนาคตที่ดีขึ้นและเหมาะสมสำหรับทุกคน เราต้องเข้าใจก่อนว่าความสำเร็จทางธุรกิจและความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงานนั้นคือสิ่งที่เชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก การวิจัยล่าสุดของเราแสดงให้เห็นว่าการปฏิรูปสู่ดิจิทัลที่ให้ความยั่งยืนเกิดขึ้นจากการมาบรรจบกันระหว่างคนและเทคโนโลยี การจะบรรลุความก้าวหน้าครั้งสำคัญอย่างมีประสิทธิภาพ

องค์กรต่างๆ ควรพิจารณาแนวทางใน 3 แง่มุมด้วยกัน ประการแรกคือมอบประสบการณ์การทำงานที่ต่อเนื่องและปลอดภัยให้กับพนักงาน ไม่ได้กำหนดว่าทำงานจากที่ไหน ประการที่สอง ช่วยขับเคลื่อนผลลัพธ์ของงานด้วยการนำเครื่องมือด้านเทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มความสามารถให้กับคนเพื่อช่วยให้พนักงานมุ่งเน้นกับงานที่ทำได้ดีที่สุด ประการสุดท้ายคือการสร้างแรงบันดาลใจให้พนักงานด้วยวัฒนธรรมการทำงานที่เข้าอกเข้าใจรวมถึงความเป็นผู้นำที่แท้จริง” อามิต มิธา ประธาน เอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น และGlobal Digital Cities เดลล์ เทคโนโลยีส์ กล่าว

“องค์กรส่วนใหญ่ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ตระหนักดีถึงความจำเป็นในการปฏิรูปทางดิจิทัล แต่พวกเขาพบว่าการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลนั้นเป็นสิ่งที่ค่อนข้างยาก และบุคลากรที่อยู่ในองค์กรก็ไม่ได้ยอมรับการเปลี่ยนแปลงเสมอไป ความขัดแย้งระหว่างเทคโนโลยีกับมนุษย์นี้ประกอบกันขึ้นมาเพียงจากการแพร่ระบาดของโรค ทำให้สุดท้ายแล้วเราต้องเข้าสู่การทำให้ธุรกิจความสามารถตอบสนองต่อวิกฤติได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งนั่นก็ทำให้หลายๆ คนอ่อนแรงไปไม่ใช่น้อย” ฐิตพล บุญประสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการใหม่ประจำประเทศไทย เดลล์ เทคโนโลยีส์ กล่าวเสริม

“วันนี้ องค์กรธุรกิจที่ปรารถนาความสำเร็จอย่างยั่งยืนต้องถามตัวเองว่าพวกเขาจะสามารถช่วยพนักงานของตนนำทางไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่มากขึ้นต่อไปได้อย่างไร”

ปัจจุบัน นับเป็นช่วงเวลาที่องค์กรจะต้องประเมินสถานการณ์ก่อนที่จะเริ่มโครงการใหม่ในการปฏิรูปสู่ดิจิทัล เพื่อให้มั่นใจว่าคนทำงานจะได้รับการสนับสนุนและมีความเข้าใจชัดเจนเกี่ยวกับการดำเนินงานในขั้นตอนถัดไป

เปรียบเทียบเพื่อประเมินความพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัล

เดลล์และผู้เชี่ยวชาญอิสระด้านพฤติกรรมได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับการสำรวจความพอใจในการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัลของผู้เข้ารับการสำรวจ และพบว่าคนทำงานในประเทศไทย 30% (เอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น: 7%; ทั่วโลก: 10%)  ตั้งแต่ผู้นำธุรกิจระดับอาวุโส ตลอดจนผู้มีอำนาจตัดสินใจด้านไอทีและพนักงาน กำลังดำเนินการตามโครงการปรับปรุงความทันสมัยให้กับองค์กร จำนวนน้อยกว่าครึ่งของคนทำงานในประเทศไทย 19% (เอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น: 46%; ทั่วโลก: 42%)  ตอบรับการเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ หรือยังลังเลอยู่

ปัจจุบัน จากการสำรวจ คนทำงานทั่วโลกสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มต่างๆ ได้ดังต่อไปนี้

เกณฑ์มาตรฐานของการวัดระดับ Breakthrough(Breakthrough benchmark)   
1 Sprint หรือกลุ่มที่ก้าวไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูงสุด คือผู้ที่จะไล่ตามนวัตกรรมและเป็นผู้บุกเบิกการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีได้อย่างรวดเร็ว ประเทศไทย 30%(เอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น 7%; ทั่วโลก: 10%)
2 Steady หรือกลุ่มที่มีความสม่ำเสมอหนักแน่น จะปรับตัวเพื่อรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีตามที่ผู้อื่นเลือกให้ ประเทศไทย 49%(เอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น: 41%; ทั่วโลก: 43%)
3 Slow: Inclined to hold back and observe / deliberate.Slow คือกลุ่มที่เอนเอียงไปทางลังเลและสังเกตทีท่า/ไตร่ตรอง ประเทศไทย 19%(เอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น: 46%; ทั่วโลก: 42%) 
4 Still หรือกลุ่มที่ค่อนข้างหยุดนิ่งกับที่  มีแนวโน้มที่จะคาดการณ์ถึงปัญหาล่วงหน้าและต่อต้านนวัตกรรมเทคโนโลยีที่นำเสนอจากที่รับรู้ถึงความเสี่ยง ประเทศไทย 2%(เอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น: 6%; ทั่วโลก: 5%)

การศึกษาที่กำหนดเส้นทางข้างหน้า ส่งสัญญาณบ่งบอกถึงโอกาสสำหรับภาคธุรกิจในการมุ่งเน้นและก้าวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง โดยมีความก้าวหน้าครั้งสำคัญที่เกิดขึ้นจากการบรรจบกันของคนและเทคโนโลยีในสามส่วนด้วยกัน

1.       การเชื่อมต่อ

ธุรกิจประสบความสำเร็จอย่างมากในเรื่องของการเชื่อมต่อ การประสานความร่วมมือและการทำธุรกิจออนไลน์ในช่วงของการแพร่ระบาด แต่นับว่ายังไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์

ผู้ตอบแบบสอบถามในประเทศไทย 2% (เอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น: 78%; ทั่วโลก: 72%)  บอกว่าอยากให้องค์กรของตนมอบระบบโครงสร้างและเครื่องมือที่จำเป็นที่ช่วยให้ทำงานได้จากทุกที่ (พร้อมให้อิสระในการเลือกรูปแบบการทำงานได้ตามต้องการ) ในความเป็นจริง คนเหล่านี้ต่างกังวลว่าพนักงานของตนจะถูกทิ้งอยู่ข้างหลังเนื่องจากไม่มีเทคโนโลยีที่เหมาะสมในเวลาที่เปลี่ยนไปใช้รูปแบบการทำงานแบบกระจายศูนย์ (ซึ่งการทำงานและการประมวลผลไม่ได้ผูกกับส่วนกลาง แต่เกิดขึ้นได้ทุกที่)

ลำพังแค่เทคโนโลยีอย่างเดียวนับว่าไม่พอ องค์กรธุรกิจต้องทำให้งานเป็นเรื่องที่เสมอภาคสำหรับคนที่มีความต้องการต่างกัน มีความสนใจและความรับผิดชอบต่างกัน รวมถึง ประเทศไทย 86% (เอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น: 78%; ทั่วโลก: 76%) ของพนักงานอยากให้องค์กรของตนดำเนินการในเรื่องต่อไปนี้ไม่เรื่องใดก็เรื่องหนึ่ง

·       กำหนดความมุ่งมั่นที่ชัดเจนต่อเนื่องเพื่อให้จัดการงานได้อย่างยืดหยุ่นและมีแนวทางปฏิบัติที่ทำได้จริง ประเทศไทย 56% (เอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น: 46%; ทั่วโลก: 40%)

·       เตรียมความพร้อมให้กับผู้นำในการบริหารจัดการทีมงานจากระยะไกลได้อย่างทัดเทียมและมีประสิทธิภาพ ประเทศไทย 65% (เอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น: 45%; ทั่วโลก: 43%)

·       ให้อำนาจแก่พนักงานในการเลือกรูปแบบการทำงานได้ตามต้องการและมอบเครื่องมือ/ระบบโครงสร้างที่จำเป็น ประเทศไทย 51% (เอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น: 47%; ทั่วโลก: 44%)

2.       ผลลัพธ์ของงาน

เวลาของคนทำงานนั้นมีอยู่อย่างจำกัด และปัจจุบันผู้สมัครที่มีคุณสมบัติเหมาะกับบทบาทการทำงานที่เปิดกว้างนั้นมีอยู่ แค่ไม่กี่คน ในการรับมือกับข้อจำกัดเหล่านี้ องค์กรธุรกิจสามารถมอบหมายงานที่ต้องทำซ้ำให้เป็นเรื่องของกระบวนการดำเนินงานแบบอัตโนมัติ และทำให้บุคลากรมีเวลาเพื่อมุ่งเน้นการทำงานที่สร้างคุณค่าได้มากขึ้น

ปัจจุบัน คนทำงานในประเทศไทย 32% (เอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น: 32%; ทั่วโลก: 37%)  บอกว่างานของตนได้รับการส่งเสริมและไม่จำเจ การที่มีโอกาสเปลี่ยนงานที่ต้องทำซ้ำๆ ให้เป็นระบบอัตโนมัติได้มากขึ้น ทำให้พนักงานในประเทศไทย 73% (เอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น:74%; ทั่วโลก: 69%) มุ่งหวังว่าจะเรียนรู้เทคโนโลยีและทักษะใหม่ เช่นทักษะด้านความเป็นผู้นำ หลักสูตรด้านแมชชีนเลิร์นนิ่ง หรือมุ่งเน้นที่โอกาสในเชิงกลยุทธ์มากขึ้นเพื่อต่อยอดหน้าที่การงาน  

อย่างไรก็ตาม บรรดาธุรกิจที่มีงบประมาณจำกัดมีความกังวลว่าจะไม่สามารถพัฒนาคนทำงานให้มีความก้าวหน้าและแข่งขันได้

3.       การเข้าอกเข้าใจ

หัวใจสำคัญ คือองค์กรธุรกิจต้องสร้างวัฒนธรรมที่มีแบบอย่างมาจากผู้นำที่มีความเข้าอกเข้าใจและดูแลพนักงานเสมือนเป็นแหล่งทรัพยากรที่สำคัญที่สุดที่ให้ความคิดสร้างสรรค์และคุณค่าแก่องค์กร

งานวิจัยชิ้นนี้ แสดงให้เห็นว่ามีงานที่ต้องทำและใช้ความเข้าอกเข้าใจในการตัดสินใจ จากการลดความซับซ้อนของเทคโนโลยีลงเกือบครึ่งหนึ่งของคน หรือในประเทศไทยราว 73% (เอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น: 52%; ทั่วโลก: 49%) คนมักจะรู้สึกว่าโดนครอบงำด้วยเทคโนโลยีที่ซับซ้อน เพื่อให้โปรแกรมการเปลี่ยนแปลงนั้นตรงกับทักษะเฉพาะตัวของแต่ละคน โดย ประเทศไทย 73% (เอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น: 50%; ทั่วโลก: 41%) ของพนักงานเชื่อว่าผู้นำของตัวเองจะทำแบบนี้

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม อ่านงานวิจัยของเราได้ที่ www.dell.com/breakthrough 

รูปแบบ วิธีการดำเนินการวิจัย

งานภาคสนามดำเนินการโดยบริษัทวิจัยตลาดแวนสัน บอร์น (Vanson Bourne) ตั้งแต่เดือนสิงหาคม – ตุลาคม 2564 ครอบคลุมกว่า 40 แห่งในทุกภูมิภาคทั่วโลก

ฐานการทำวิจัย: เดลล์ เทคโนโลยีส์ ได้ทำการสำรวจกับผู้มีอำนาจตัดสินใจทางธุรกิจระดับสูง 10,500 คน ผู้มีอำนาจตัดสินใจด้านไอที และพนักงานที่มีความรู้ (พนักงานที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปสู่ดิจิทัล) ในกว่า 40 ประเทศ โดยในเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น ได้มีการสำรวจผู้ตอบแบบสอบถาม 2,900 คนจาก 11 แห่ง สำหรับในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น ได้แก่ ประเทศออสเตรเลีย อินเดีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น มาเลเซีย นิวซีแลนด์ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ประเทศไทย และเวียดนาม โดยในประเทศไทยมีผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 200 คน

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม

·      อ่านผลการศึกษาฉบับเต็มได้ที่นี่: www.dell.com/breakthrough

·      อ่านชุดบทความที่เป็นมุมมองต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้ที่นี่: https://www.dell.com/en-us/perspectives/series/breakthrough/

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/dell-technologies-research/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=dell-technologies-research

ซิสโก้เผยกลยุทธ์ธุรกิจสู่ตลาด 4 ด้านในปี 2566 เร่งพัฒนาไทยแลนด์ 4.0

ซิสโก้ (NASDAQ:CSCO) ผู้นำด้านเทคโนโลยีระดับโลก ประกาศกลยุทธ์และแผนธุรกิจสู่ตลาด (Go-to-market) สำหรับปีงบประมาณ 2566 เพื่อปลดล็อคไทยแลนด์ 4.0 ในงานแถลงข่าวประจำปี โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างความยืดหยุ่นด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ และการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานแอปพลิเคชัน งานแถลงข่าวดังกล่าวมีการเจาะลึกรายละเอียดเกี่ยวกับกลยุทธ์ของ  ซิสโก้ และความมุ่งมั่นในการสร้างอนาคตที่เอื้อประโยชน์แก่คนทุกกลุ่มในไทย, แผนธุรกิจสู่ตลาดสำหรับประเทศไทย และอัปเดตความเคลื่อนไหวของโครงการขับเคลื่อนการพัฒนาดิจิทัลในประเทศไทย (Country Digital Acceleration – CDA) ของซิสโก้

ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน (Digital Transformation) และการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการแข่งขันของไทยจะช่วยปลดล็อคมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากถึง 2.5 ล้านล้านบาทต่อปี[1] ภายในปี 2573 จากรายงานผลการศึกษาฉบับล่าสุดเกี่ยวกับโอกาสทางเศรษฐกิจจากการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันในประเทศไทย  สำหรับปีงบประมาณ 2566 ซิสโก้ได้กำหนดกลยุทธ์และแผนงานธุรกิจสู่ตลาด 4 ด้านโดยร่วมงานกับภาครัฐ ลูกค้า และพาร์ทเนอร์ ได้แก่ การปรับโฉมแอปพลิเคชัน, การทรานส์ฟอร์มโครงสร้างพื้นฐาน, ความปลอดภัยขององค์กร, การขับเคลื่อนและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานแบบไฮบริด

  • การปรับโฉมแอปพลิเคชัน: แอปพลิเคชันเป็นศูนย์กลางของประสบการณ์ลูกค้าไม่ว่าจะในแง่ของวิธีการให้บริการ หรือวิธีที่บริษัทสร้างความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับลูกค้า องค์กรในประเทศไทยต้องปรับใหม่ว่าพวกเขาจะสร้างประสบการณ์การใช้งานแอปพลิเคชันที่เหมาะสมที่สุดได้อย่างไร เช่น ใช้งานได้เร็วขึ้น, ลดต้นทุนและความล่าช้าของเครือข่าย และการจัดการง่ายขึ้น นวัตกรรม full-stack observability ของซิสโก้เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้มองเห็นกระบวนการทำงานของแอปพลิเคชันทั้งหมด รวมถึงให้ข้อมูลเชิงลึก และแนะนำการดำเนินการอย่างครบถ้วนสำหรับทีมปฏิบัติการเพื่อประเมินประสิทธิภาพของอินเทอร์เน็ต เครือข่ายคลาวด์ และบริการแอปพลิเคชันเพื่อให้ผู้ใช้ปลายทางได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด
  • ทรานส์ฟอร์มโครงสร้างพื้นฐาน: ในสภาพแวดล้อมที่เน้นแอปเป็นหลัก เครือข่ายเปรียบเสมือนระบบประสาทที่ช่วยให้ทุกอย่างทำงานร่วมกันได้ ปัจจุบันมีอุปกรณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต 20,000 ล้านเครื่อง และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเป็น 29,000 ล้านเครื่องภายในปี 2566 แต่ละอุปกรณ์จะมีจุดเชื่อมต่อ ทำให้เครือข่ายทำงานหนักมากขึ้น และจะต้องได้รับการจัดการแบบเรียลไทม์ องค์กรจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานโดยเน้นเครือข่ายเป็นหลัก โดยการสร้างและปรับใช้นโยบายที่เน้นการจัดการแบบอัตโนมัติเพื่อมอบประสบการณ์ที่ราบรื่น สถาปัตยกรรม Secure Access Service Edge (SASE) ของซิสโก้รวมฟังก์ชันเครือข่ายและความปลอดภัยในระบบคลาวด์เพื่อเชื่อมต่อผู้ใช้กับแอปและข้อมูลในทุกสภาพแวดล้อมจากทุกที่ และบริหารจัดการการเข้าถึงโดยบังคับใช้ชุดความปลอดภัยระดับองค์กรที่สอดคล้องกัน
  • ความปลอดภัยขององค์กร: ในโลกของการทำงานแบบไฮบริด การรักษาความปลอดภัยไม่เพียงมีความสำคัญแต่ยังมีความซับซ้อนมากขึ้น ด้วยประสบการณ์การรักษาความปลอดภัยแบบรวมศูนย์ที่รักษาความปลอดภัยให้กับผู้ใช้แอปพลิเคชัน และอุปกรณ์เป็นสิ่งสำคัญสำหรับองค์กรในไทยในการสร้างความคล่องตัวและความยืดหยุ่นทางธุรกิจ โดย Cisco Security Cloud ได้นำเสนอแพลตฟอร์มแบบครบวงจรสำหรับการรักษาความปลอดภัยแบบ end-to-end ในสภาพแวดล้อมทั้งแบบไฮบริดและมัลติคลาวด์ โดยช่วยให้องค์กรปกป้องและป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่พัฒนาอยู่ตลอดเวลาได้
  • ขับเคลื่อนและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานแบบ Hybrid: การทำงานไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าคุณทำงานที่ไหนอีกต่อไป แต่อยู่ที่ว่าคุณกำลังทำอะไร ในโลกใหม่ของการทำงานแบบไฮบริด พนักงานจะทำงานจากที่บ้าน ที่ทำงาน หรือที่ใดก็ได้ องค์กรต้องใช้เทคโนโลยีที่น่าเชื่อถือ ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพมากที่สุดเพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้กับพนักงานทุกคนในทุกสถานการณ์ผ่านเครือข่าย การทำงานร่วมกัน และการรักษาความปลอดภัย โดยซิสโก้มีนวัตกรรมแบบ end-to-end ที่สามารถตรวจสอบการใช้งาน รักษาความปลอดภัยในการทำงานร่วมกัน และรักษาความปลอดภัยในการเข้าถึงจากการติดต่อสื่อสารทุกประเภทได้อย่างราบรื่น
Cisco

นายทวีวัฒน์ จันทรเสโน กรรมการผู้จัดการ ซิสโก้ ประเทศไทย และพม่า กล่าวว่า “ประเทศไทยกำลังอยู่บนเส้นทางของการเร่งพัฒนาด้านเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาค ในขณะที่กำลังวางแผนกรเติบโตในเฟสต่อไป องค์กรและธุรกิจต่าง ๆ จำเป็นต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินงานเพื่อก้าวให้ทันกับเศรษฐกิจดิจิทัลที่กำลังเฟื่องฟู ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เครื่องมือ ความรู้ และความเชี่ยวชาญที่ส่งผลต่อความสำเร็จ ซิสโก้ยังคงมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกับรัฐบาลและพันธมิตรในอีโคซิสเต็มของเราเพื่อสร้างนวัตกรรมสำหรับอนาคต ปลดล็อกโอกาสของไทยแลนด์ 4.0 และขับเคลื่อนอนาคตของทุกคน”

เพื่อสนับสนุนประเทศไทยและวิสัยทัศน์ของรัฐบาลด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ และความเจริญรุ่งเรืองของประเทศ ซิสโก้ได้เริ่ม “โครงการขับเคลื่อนการพัฒนาดิจิทัล (CDA Program)” ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2564 โดยให้ความสำคัญกับ 4 ด้านหลักได้แก่: Connected Healthcare, 5G สำหรับองค์กร, สมาร์ทซิตี้และระบบขนส่ง, ความปลอดภัยทางไซเบอร์

ที่งาน Cisco Thailand Media Kick-off ประจำปี 2565 ซิสโก้ได้นำเสนอไฮไลท์ที่สำคัญของโครงการที่กำลังดำเนินการภายใต้ Connected Healthcare และ ความปลอดภัยทางไซเบอร์ ดังนี้:

  • Connected Healthcare: ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระดับสูงสุด ซิสโก้ทำงานร่วมกับกรมควบคุมโรคเพื่อควบคุมอุณหภูมิและการจัดเก็บวัคซีนโควิด-19 ให้คงประสิทธิภาพสูงสุดระหว่างการใช้งาน ด้วยความร่วมมือกับผู้จัดจำหน่ายวัคซีน ซิสโก้ได้นำเสนอโซลูชัน Meraki ให้กับโรงพยาบาล 10 แห่งทั่วประเทศไทย เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยทางกายภาพสำหรับการจัดเก็บวัคซีน การใช้วัคซีนอย่างยืดหยุ่นด้วยการกระจายวัคซีนแบบโมบายล์ และการมอนิเตอร์ทราฟฟิกแบบรีโมทซึ่งช่วยในการรักษาระยะห่างทางสังคม กล้องอัจฉริยะและเซ็นเซอร์ของ Cisco Meraki จะจำกัดการเข้าถึงวัคซีนที่ไม่ได้รับอนุญาต รักษาการควบคุมการบริหารวัคซีนอย่างมีคุณภาพ และควบคุมระบบเปิด-ปิดประตูตู้จัดเก็บวัคซีน โดยสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ทำงานได้อย่างราบรื่นบนแดชบอร์ดแบบรวมศูนย์ที่จัดการบนคลาวด์ สถาปัตยกรรมบนคลาวด์ของ Meraki ทำให้สามารถตรวจสอบและแจกจ่ายวัคซีนสำหรับสถานที่ที่จำเป็นต้องได้รับวัคซีนมากที่สุดนอกเหนือจากโรงพยาบาลต่าง ๆ ช่วยในการจัดส่งทางไกล และลดจำนวนผู้ป่วยในโรงพยาบาล เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรค
  • ความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity): การรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์สำหรับโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศเป็นสิ่งสำคัญท่ามกลางภัยคุกคามที่พัฒนาตลอดเวลา โดยอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงคือ อุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ (Oil & Gas) ซิสโก้กำลังทำงานร่วมกับบริษัท Oil & Gas ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทยเพื่อประเมินและพัฒนาความสามารถของ Security Operations Center (SOC) ที่ตรงตามหลักการบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศและระบบการจัดการ การตรวจจับภัยคุกคามและการตอบสนอง รวมทั้งระบบข่าวกรองภัยคุกคาม ซิสโก้ได้แต่งตั้งทีมที่ปรึกษาโดยทำงานอย่างใกล้ชิดกับทีมรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ขององค์กรเพื่อประเมินความสามารถในการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ โดยให้คำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการเสริมความแข็งแกร่งด้านความปลอดภัย เคสที่ประสบความสำเร็จ ปรับแต่งการเรียนรู้ และให้คำแนะนำให้กับอุตสาหกรรมต่าง ๆ

โครงการขับเคลื่อนการพัฒนาดิจิทัล (CDA Program) เป็นความร่วมมือที่เป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์กับรัฐบาลทั่วโลก เพื่อช่วยปลดล็อกคุณค่าของ digitalization และสร้างมูลค่าใหม่ ๆ ให้กับประเทศ อุตสาหกรรม และประชากรในประเทศนั้น ๆ ปัจจุบันซิสโก้ทำงานร่วมกับรัฐบาลระดับชาติ และระดับท้องถิ่นใน 44 ประเทศ โดยมีโครงการที่ดำเนินการอยู่ หรือที่ดำเนินการแล้วเสร็จมากกว่า 1,400 โครงการ เพื่อเร่งขับเคลื่อนนโยบายดิจิทัลของแต่ละประเทศ รวมถึงความร่วมมือในการพัฒนาโซลูชันที่ล้ำสมัย และการให้บริการดิจิทัลที่จำเป็นแก่ประชากรของแต่ละประเทศ


[1] Unlocking Thailand’s Digital Potential, AlphaBeta, Nov 2021

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/cisco-unveils-four-business-to-market-strategies-in-2023/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cisco-unveils-four-business-to-market-strategies-in-2023

เปิดลายแทง 19 เส้นทางท่องเที่ยวเมืองรองกับ ดีแทค- สถาปัตย์ จุฬาฯ-บุญมีแล็บ ต่อยอดแนวคิด “การท่องเที่ยวแบบคลัสเตอร์” สู่ยุทธศาสตร์ใหม่การท่องเที่ยว

ความท้าทายหนึ่งของประเทศไทยที่เผชิญมาตลอด 4 ทศวรรษนับตั้งแต่การเปลี่ยนประเทศเข้าสู่โลกยุคอุตสาหกรรมคือ “ความเหลื่อมเชิงพื้นที่” เศรษฐกิจของไทยใน 2563 หรือก่อนสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 มีมูลค่า 16.9 ล้านล้านบาท โดยปรากฏว่า 70% ของจีดีพีมากจากการผลิตสินค้าและบริการจาก 15 จังหวัดนี้เท่านั้น ซึ่งได้แก่ กรุงเทพฯ และปริมณฑล ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา ภูเก็ต สงขลา สุราษฎร์ธานี เชียงใหม่ นครราชสีมา และขอนแก่น ขณะรายได้ที่เหลืออีก 30% มาจาก 62 จังหวัดที่เหลือ

dtac

ความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ทางการท่องเที่ยว

เมื่อวิเคราะห์อย่างละเอียดถึง “เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ” พบว่า 15 จังหวัดหลักมีสร้างรายได้ให้ภาคการท่องเที่ยวถึง 88% ขณะที่ 62 จังหวัดรองมีสัดส่วนต่อภาคการท่องเที่ยวเพียง 12% เท่านั้น

ผศ.ดร.ณัฐพงศ์ พันธ์น้อย อาจารย์ประจำภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า นับตั้งแต่ยุคบุกเบิกถึงยุครุ่งเรื่องของการท่องเที่ยวไทย การเติบโตด้านการท่องเที่ยวเผชิญกับปัญหาด้านความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่มาโดยตลอด นักท่องเที่ยวมีการกระจุกตัวในจังหวัดท่องเที่ยวหลักๆ ส่งผลให้เกิดความเสื่อมโทรมของทรัพยากรและการกระจุกตัวของรายได้จากการท่องเที่ยว

ข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาชี้ให้เห็นว่า ระยะเวลาพำนักของนักท่องเที่ยวโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 2.5 วัน  ซึ่งคาดการได้ว่า พฤติกรรมการท่องเที่ยวของคนไทยส่วนใหญ่ยังขึ้นอยู่กับวันหยุดยาว 3 วัน 2 คืน หรือ 2 วัน 1 คืน  ในขณะเดียวกันข้อมูลจากการวิเคราะห์ mobility data เพื่อการส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง โดยความร่วมมือของดีแทค คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ และบุญมีแล็บเองก็ชี้ให้เห็นถึงการกระจุกตัวของการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาวตั้งแต่ 3 วันขึ้นไปเช่นเดียวกัน และยังพบว่ามีการจับกลุ่ม (คลัสเตอร์) ของจังหวัดที่นักท่องเที่ยวมักจะเดินทางไปเยือนในทริปเดียวกัน กล่าวคือ นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปเชียงใหม่ก็มักเดินทางไปยังลำพูนและลำปางด้วย หรือเดินทางไปพิจิตรก็เดินทางไปกำแพงเพชรด้วย โดยในการวิเคราะห์ในครั้งนี้พบว่า มีคลัสเตอร์ที่มีจังหวัดเมืองรองเป็นสมาชิกอยู่ด้วย

“ผลการวิเคราะห์การเดินทางท่องเที่ยวโดย mobility data ทำให้เห็นถึงพฤติกรรมการท่องเที่ยวแบบกลุ่มจังหวัด มีการเดินทางท่องเที่ยวระหว่างจังหวัดเมืองรองกับจังหวัดโดยรอบ ซึ่งถือเป็นโอกาสในการส่งเสริมการพัฒนาการท่องเที่ยวแบบกลุ่มจังหวัด เพื่อเพิ่มการเดินทางแบบพักค้างและกระจายรายได้สู่จังหวัดเมืองรองมากยิ่งขึ้น” ผศ.ดร.ณัฐพงศ์ กล่าว

ทั้งนี้ เขตการพัฒนาการท่องเที่ยวสามารถพัฒนาให้มีประสิทธิภาพขึ้นได้ หากมีข้อมูล mobility data ช่วยเสริมการวางแผนพัฒนา เพื่อให้สอดรับกับพฤติกรรมการเดินทางของนักท่องเที่ยว  ทีมวิจัยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจึงได้ทำการวิเคราะห์การจับกลุ่มคลัสเตอร์ของจังหวัดเมืองรองกับจังหวัดโดยรอบผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลการเดินทางท่องเที่ยวระหว่างจังหวัด พบว่าการจับกลุ่มคลัสเตอร์ที่มีเมืองรองเป็นสมาชิกสามารถแบ่งออกเป็น 4 รูปแบบ ประกอบด้วย19 กลุ่มจังหวัด ได้แก่

  1. กลุ่มเมืองรองแฝงเมืองหลัก เป็นกลุ่มที่มีจังหวัดเมืองรองร่วมอยู่ด้วย แต่สมาชิกในกลุ่มโดยส่วนใหญ่เป็นเมืองท่องเที่ยวหลัก ประกอบด้วย 9 กลุ่มจังหวัด
  2. กลุ่มเมืองรองล้อมเมืองหลัก เป็นกลุ่มที่มีสมาชิกโดยส่วนใหญ่เป็นจังหวัดเมืองรองอยู่ร่วมกับจังหวัดที่เป็นเมืองท่องเที่ยวหลัก ประกอบด้วย 4 กลุ่มจังหวัด
  3. กลุ่มเพื่อนเมืองรอง เป็นกลุ่มจังหวัดที่มีสมาชิกทั้งหมดเป็นจังหวัดเมืองรอง ประกอบด้วย 5 กลุ่มจังหวัด
  4. กลุ่มเมืองฝาแฝด เป็นกลุ่มที่มีสมาชิกเพียง 2 จังหวัด มีจำนวน 1 คู่

ผลการวิเคราะห์จาก mobility data พบว่า มี 7 กลุ่มจังหวัดที่ถือว่าศักยภาพในการพัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยวแบบคลัสเตอร์ เนื่องจากมีปริมาณการเดินทางท่องเที่ยวระหว่างกลุ่มจังหวัดในระดับสูงมาก ได้แก่

  1. นครสวรรค์ อ่างทอง ชัยนาท สิงห์บุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา (กลุ่มเมืองรองล้อมเมืองหลัก)
  2. ลพบุรี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี (กลุ่มเมืองรองแฝงเมืองหลัก)
  3. ราชบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ (กลุ่มเมืองรองแฝงเมืองหลัก)
  4. บุรีรัมย์ นครราชสีมา สระบุรี (กลุ่มเมืองรองแฝงเมืองหลัก)
  5. สิงห์บุรี ชัยนาท นครสวรรค์ พิจิตร พิษณุโลก (กลุ่มเพื่อนเมืองรอง)
  6. ชุมพร สุราษฎร์ธานี ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี (กลุ่มเมืองรองแฝงเมืองหลัก)
  7. กำแพงเพชร นครสวรรค์ ชัยนาท สิงห์บุรี (กลุ่มเพื่อนเมืองรอง)

“จริงๆ แล้วทั้ง 19 กลุ่มจังหวัดที่มีเมืองรองเป็นสมาชิกสามารถพัฒนาการท่องเที่ยวในรูปแบบ ‘คลัสเตอร์’ ผ่านการสร้างเรื่องราวเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยว กิจกรรม และเส้นทางท่องเที่ยวระหว่างจังหวัด  รวมถึงการจัดทำโปรโมชั่นส่วนลดร้านอาหาร โรงแรมและสถานที่ท่องเที่ยวที่สามารถใช้ร่วมกันได้ระหว่างจังหวัด หรืออาจพัฒนาไปถึงการสร้าง token สำหรับการท่องเที่ยวในแต่ละกลุ่มจังหวัดได้ด้วย” ผศ.ดร.ณัฐพงศ์ เสนอไอเดีย

โอกาสจากภูมิทัศน์ใหม่การท่องเที่ยว

ผลการวิเคราะห์ Mobility data ที่ทำให้เห็นพฤติกรรมการเดินทางท่องเที่ยวเป็นกลุ่มจังหวัด (คลัสเตอร์) ในครั้งนี้ ถือเป็น “โอกาส” ในการขยายฐานนักท่องเที่ยวผ่านภูมิทัศน์แบบใหม่ โดยไม่ได้ยึดถือกรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางและมุ่งเน้นส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ใช้การเดินทางทางอากาศเป็นหลักเท่านั้น  แต่ยังทำให้เห็นถึงโอกาสในการสร้างยุทธศาสตร์ส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยการดึงดูดนักท่องเที่ยวจากจังหวัดรอบข้าง และอาจทำให้จังหวัดเมืองรองสามารถสร้างกลยุทธ์การตลาดที่มีกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายมากขึ้น เช่น กลุ่มคนชื่นชอบการท่องเที่ยวแบบ Road trip  กลุ่มนักเดินทางแบบครอบครัว ซึ่งการท่องเที่ยวรูปแบบนี้เป็นแนวโน้มที่มาแรงในยุคหลังโควิด-19

ผศ.ดร.ณัฐพงศ์ ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมา นโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองยังคงมีลักษณะ one size fits all และกระตุ้นฝั่งดีมานด์เป็นหลัก เช่น นโยบายลดภาษีผ่านการท่องเที่ยว มาตรการเราเที่ยวด้วยกัน เป็นต้น แต่ด้วยความหลากหลายทางการท่องเที่ยวของเมืองรองทั้ง 55 จังหวัด นโยบายแบบที่เป็นที่เป็นลักษณะ Top down อาจทำให้แต่ละจังหวัดไม่สามารถใช้ศักยภาพของตัวเองได้เต็มที่นัก ผลการวิเคราะห์ข้อมูล Mobility data ช่วยให้นโยบายการพัฒนาเมืองรองสามารถสร้างความสมดุลทางการท่องเที่ยวระหว่างฝั่งดีมานด์และซัพพลายได้เป็นอย่างดี

ติดตามเรื่องราวฉบับเต็มได้ที่ https://dtacblog.co/19-tourism-cluster/

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/19-tourism-clusters/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=19-tourism-clusters

อาร์ทีบีฯ จับมือ PDM BRAND ออกแบบ Legendary’s Silhouette สำหรับลำโพง Beolit 20 จาก Bang & Olufsen มอบเป็นของขวัญสำหรับลูกค้าที่ซื้อลำโพง ตั้งแต่วันที่ 1 – 31 ตุลาคม 2565

บริษัท อาร์ทีบี เทคโนโลยี จำกัด ร่วมกับ PDM (Product Design Matters) แบรนด์ดีไซน์เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านชื่อดังของเมืองไทย ออกแบบ Legendary’s Silhouette สำหรับลำโพง Beolit 20 จาก Bang & Olufsen เพื่อมอบเป็นของขวัญพิเศษสำหรับลูกค้าที่ซื้อลำโพง Beolit 20 ตั้งแต่วันที่ 1 – 31 ตุลาคม 2565

RTB

โดยแนวคิดของการออกแบบฐานวางลำโพง Legendary’s Silhouette ซึ่งเป็นดีไซน์สุดพิเศษในครั้งนี้ ทางทีม PDM BRAND ได้เล็งเห็นถึงไลฟ์สไตล์ของคนไทยในยุคปัจจุบันที่ชื่นชอบการตกแต่งบ้านและให้ความสำคัญกับดีไซน์รวมไปถึงวัสดุ ซึ่งสอดคล้องกับลำโพงของ Bang & Olufsen ที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้เป็นเสมือนเฟอร์นิเจอร์ชิ้นหนึ่งในบ้าน

ดังนั้น โปรเจกต์ Legendary’s Silhouette จึงถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของ LIGHT & SHADOW ที่สะท้อนดีไซน์อันโดดเด่นและเป็นอมตะของลำโพงซีรี่ย์ Beolit โดยความพิเศษของดีไซน์นี้คือ ฐานวางลำโพงสเตนเลสเกรดพรีเมียมปัดขนแมว (Hairline) นี้เลียนแบบรูปทรงของเงา  Beolit 20 ที่ทอดยาวลงไปบนพื้น เพื่อถ่ายทอดแนวคิดการทำให้ ”เงา” กลายเป็นสิ่งที่จับต้องได้  ซึ่งนอกจากเงาจะสัมพันธ์กับรูปทรงของลำโพงแล้ว ยังกลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งของ Display ช่วยเนรมิตให้ลำโพง Beolit 20  เมื่อวางอยู่ด้านบนดูโดดเด่นออกมาจากบรรยากาศรอบข้างมากยิ่งขึ้น

สำหรับBeolit 20 เป็นลำโพงระดับพรีเมียมที่ได้รับความนิยมอย่างมากในเมืองไทย ด้วยขนาดที่เล็กกะทัดรัด เน้นการดีไซน์ที่คลาสสิคแต่ร่วมสมัย สามารถพกพาไปได้ทุกที่ มาพร้อมวูฟเฟอร์แบบ Wideband ขนาด 5.5 นิ้ว และลำโพง Full Range ขนาด 1.5 นิ้ว 3 ตัว รวมถึงเบสแบบ Passive Radiator ขนาด 4 นิ้ว อีก 2 ตัว เพื่อขับพลังเสียงเบสได้อย่างทรงพลัง 77dB โดยสามารถให้เสียงดังระดับกลางได้ถึง 93dB และระบบเสียงรอบทิศทาง True360  Beolit 20 ช่วยให้คุณสัมผัสกับประสบการณ์เสียงเหนือระดับในแบบฉบับของ Bang & Olufsen ได้ทุกที่ในบ้านของคุณ

Beolit 20 วางจำหน่ายแล้ววันนี้ในราคา 26,000 บาท มีให้เลือก 2 สี ได้แก่ Grey Mist และ Black Anthracite โดยลูกค้าที่ซื้อลำโพง Beolit 20 จาก Bang & Olufsen กับร้านค้าที่ร่วมรายการ Studio7, Dotlife, BeTrend Paragon, iStudio by Copperwired, iStudio by SPVi, MunkongGadget, Bb Beyond D-Box, Bb Move, Power Buy, Power Mall, King Power 

และร้านค้าออนไลน์อย่างเป็นทางการ Banana IT,  Mercular, 425 Degree, Central Online by RTB, Shopee by RTB Flagship store และ Lazada by RTB Flagship store และร้านค้าปลีกอื่นๆ ที่ได้รับอนุญาต สามารถลงทะเบียนรับประกันสินค้า พร้อมทั้งถ่ายรูปใบเสร็จรับเงินส่งมาทาง Line OA : @gadgetbyrtb เพื่อรับของขวัญที่เป็นที่สุดแห่งการดีไซน์ได้ตั้งแต่วันที่ 1 – 31 ตุลาคม 2565 โดยสามารถลงทะเบียนเพื่อรับของขวัญได้จนถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2565  

สิทธิพิเศษ!…สำหรับลูกค้าที่ซื้อลำโพง Beolit 20 x PDM ภายในวันที่ 1-31 ตุลาคม 2565 สามารถนำใบเสร็จมาเป็นส่วนลด 15% ในการซื้อผลิตภัณฑ์ในหมวดเสื่อ และ 10% ในหมวดเฟอร์นิเจอร์ ทาง Facebook: PDM BRAND ภายในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2565

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/rtb-joins-hands-with-pdm-brand-to-design-legendarys-silhouette/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=rtb-joins-hands-with-pdm-brand-to-design-legendarys-silhouette

เปิดตัว Infinix Note 12i 2022 มาพร้อมชิป Helio G85, กล้องหลัง 3 ตัว 50MP และจอ AMOLED 6.7 นิ้ว

Infinix Note 12i เปิดตัวที่ประเทศเคนย่าไปเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านโดยมาพร้อมชิปเซ็ท Helio G85 SoC และจอ 90Hz ล่าสุด Infinix ได้เปิดตัว Infinix Note 12i 2022 ออกมาอีกรุ่นด้วยดีไซน์ หน้าจอ และหน่วยความจำที่แตกต่างกัน

สเปก Infinix Note 12i 2022

Infinix Note 12i 2022

ตัวเครื่องมาพร้อมขนาด 164.47 x 76.7 x 7.8 มม. หน้าจอแสดงผลทรงหยดน้ำแบบ AMOLED ความละเอียด FHD+ 2400 x 1080 พิกเซล ขนาด 6.7 นิ้ว โดยมีอัตรารีเฟรชเรท 60Hz และอัตราสุ่มตัวอย่างแบบสัมผัส 180Hz

ใช้หน่วยประมวลผลซีพียูแบบ Octa Core ความเร็ว 2.0GHz โดยใช้ชิปเซ็ท Mediatek Helio G85 (12nm), หน่วยประมวลผลกราฟิก ARM G52 MC2 จับคู่กับ RAM 4GB/6GB เพิ่มได้ด้วย RAM Extended 5GB และหน่วยความจำภายใน 64GB/128GB เพิ่มได้ด้วย microSD Card สูงสุด 2TB และรันบนระบบปฎิบัติการ Android 12 ครอบทับด้วย XOS 10.6

ติดตั้งกล้องหลัง 3 ตัว AI Triple Camera พร้อมไฟแฟลชคู่ Quad LED ประกอบด้วย

  • กล้องหลักความละเอียด 50 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8 และระบบ PDAF
  • กล้องตัวที่ 2 เลนส์ Depth ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • กล้องตัวที่ 3 เลนส์ AI ความละเอียด 0.3 ล้านพิกเซล

ส่วนกล้องหน้าเซลฟี่ ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล

รวมทั้งติดตั้งลำโพงคู่สเตอริโอพร้อมระบบเสียง DTS, ระบบระบายความร้อนด้วยกราฟีน 3 มิติ 6 ชั้น, รองรับ 2 SIM, รองรับ 4G LTE, Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac, dual-band, Wi-Fi Direct, hotspot, Bluetooth 5.0, NFC, พอร์ต USB Type-C, ช่องหูฟัง 3.5 มม. และแบตเตอรี่ความจุ 5,000mAh พร้อมรองรับชาร์จไว 33W

ทั้งนี้ Infinix Note 12i 2022 มีให้เลือก 3 สีคือ Force Black, Alpine White และ Metaverse Blue โดยมีราคาอยู่ที่ 1 2,299,000 รูเปียห์หรือประมาณ 7,300 บาทสำหรับรุ่น RAM 6GB+128GB ส่วนรุ่น RAM 4GB+64GB ยังไม่มีการเปิดเผยราคาออกมา และวางจำหน่ายแล้วผ่านทางร้านค้าออนไลน์ Lazada

ที่มา : Gsmarena

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/infinix-note-12i-2022-goes-official/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=infinix-note-12i-2022-goes-official

เปิดตัว Redmi Note 11R มาพร้อมชิป Dimensity 700, จอ 90Hz และแบตเตอรี่ 5,000 mAh

Xiaomi ประกาศเปิดตัว Redmi Note 11R สมาชิกใหม่ล่าสุดในตระกูลสมาร์ตโฟน Note 11 Series ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องที่ประเทศจีน แต่เป็นรุ่นรีแบรนด์ของ Poco M4 5G ที่เปิดตัวในตลาดโลกไปเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยปรับลดสเปกอย่างลง

สเปก Redmi Note 11R

Redmi Note 11R

ตัวเครื่องมีขนาด 164 x 76.1 x 8.9 มม. และน้ำหนัก 200 กรัม หน้าจอแสดงผลทรงหยดน้ำแบบ IPS LCD ความละเอียด FHD+ 1080 x 2408 พิกเซล ขนาด 6.58 นิ้ว ในอัตราส่วน 20:9 โดยมีอัตรารีเฟรชเรท 90Hz พร้อมอัตราสุ่มตัวอย่างแบบสัมผัส 240Hz

ใช้หน่วยประมวลผลซีพียูแบบ Octa Core ความเร็ว 2.2GHz โดยใช้ชิปเซ็ท MediaTek MT6833 Dimensity 700 (7 nm), หน่วยประมวลกราฟิก Mali-G57 MC2, RAM 4GB/6GB/8GB (พร้อม RAM เสมือน 5 GB), หน่วยความจำภายใน 128GB เพิ่มได้ด้วย microSD Card สูงสุด 1TB และรันบนระบบปฎิบัติการ Android 12 ครอบทับด้วย MIUI 13

ติดตั้งกล้องหลังคู่ Dual Camera พร้อมไฟแฟลช LED ประกอบด้วย

  • กล้องหลักความละเอียด 13 ล้านพิกเซล, รูรับแสง f/2.2, (wide) และระบบ PDAF
  • กล้องตัวที่ 2 เลนส์ Depth ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4

ส่วนกล้องหน้าเซลฟี่ความละเอียด 5 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2

รวมทั้งติดต้้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ด้านข้างเครื่อง, รองรับ 2 SIM, รองรับ 4G LTE/5G dual band (SA/NSA), Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac, dual-band, Wi-Fi Direct, hotspot, Bluetooth 5.1, พอร์ตอินฟราเรด, พอร์ต USB Type-C, ช่องหูฟัง 3.5 มม., วิทยุ FM และแบตเตอรี่ความจุ 5.000mAh รองรับขาร์จเร็ว 18W

ทั้งนี้ Redmi Note 11R มีให้เลือก 3 สีคือ สีเทา สีดำ และสีน้ำเงินโดยจะวางจำหน่ายที่ประเทศจีน ส่วนราคามีดังนี้

  • RAM 4GB+128GB ราคา 1,099 หยวนหรือประมาณ 5,840 บาท
  • RAM 6GB+128GB ราคา 1,199 หยวนหรือประมาณ 6,370 บาท
  • RAM 8GB+128GB ราคา 1,399 หยวนหรือประมาณ 7,430 บาท

ที่มา : Gsmarena

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/redmi-note-11r-unveiled/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=redmi-note-11r-unveiled

ดีแทค และ กสทช. ขอส่งกำลังใจช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมจากอิทธิพลพายุโนรู มอบความช่วยเหลือ ขยายระยะเวลาการชำระค่าบริการ และอายุการใช้งานให้ลูกค้าดีแทค

สถานการณ์ฝนตกหนักน้ำท่วม จากอิทธิพลของพายุโนรู ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ ดีแทคและสำนักงาน กสทช. ขอแสดงความห่วงใยและช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ ให้สามารถติดต่อสื่อสารถึงญาติพี่น้อง และติดตามข่าวสารและเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

dtac

โดยลูกค้าระบบรายเดือน ขยายระยะเวลาการชำระค่าบริการออกไปอีก 5 วัน นับจากวันครบกำหนดชำระ ลูกค้าระบบเติมเงิน ได้รับอายุการใช้งานเพิ่มอีก 5 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย. ถึง 4 ต.ค. 2565 ซึ่งดีแทคจะส่ง SMS มอบความช่วยเหลือไปที่มือถือของท่านโดยตรง ทั้งลูกค้าดีแทคทั้งแบบเติมเงินและรายเดือน ที่อยู่ในจังหวัด อ่างทอง ชัยภูมิ เลย อยุธยา ปราจีนบุรี สุโขทัย ตาก สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ดีแทค คอลเซ็นเตอร์ โทร 1678

ทั้งนี้ ดีแทคได้จัดทีมเข้าดูแลสัญญาณในพื้นที่น้ำท่วมเพื่อดูแลสถานีฐานให้บริการได้ต่อเนื่อง และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมกันนี้ดีแทคได้ประสานงานและร่วมมือกับ กสทช. เพื่อร่วมบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม และพร้อมสนับสนุนหน่วยงานภาครัฐต่างๆ ที่เข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ต่างๆ อีกด้วย

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/dtac-and-nbtc-send-their-support-to-flood-victims-of-tropical-storm-noru/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=dtac-and-nbtc-send-their-support-to-flood-victims-of-tropical-storm-noru

โนเกีย จัดแสดงนวัตกรรม 5G แห่งอนาคต ในงาน Byond Mobile 2022

โนเกีย ตอกย้ำถึงพันธกิจในการสนับสนุนผู้ประกอบการระดับองค์กรในประเทศไทยบนเส้นทางสู่การเปลี่ยนผ่านด้าน 5G พร้อมเผยถึงนวัตกรรมเครือข่ายต่าง ๆ ที่จำเป็นสำหรับเครือข่ายที่สำคัญ ที่ต้องการความแม่นยำสูงและทำงานได้โดยอัตโนมัติ  ภายในงานเสวนาพิเศษซึ่งจัดขึ้นที่ภายในงาน Byond Mobile

Nokia

โนเกีย ได้เข้าร่วมงาน Byond Mobile 2022 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28-29 กันยายน พ.ศ. 2565 ณ สามย่านมิตรทาวน์ ฮอลล์ กรุงเทพฯ โดยได้นำนวัตกรรมล่าสุดของบริษัทมาจัดแสดงผ่านการสาธิตแบบอินเตอร์แอคทีฟ ตั้งแต่การใช้งาน 5G ไปจนถึงการประยุกต์ใช้งานที่เกี่ยวกับการพัฒนาอุตสาหกรรม 4.0 ของผู้ใช้งานที่เป็นผู้ประกอบการระดับองค์กรจนถึงระดับผู้บริโภค การเข้าร่วมในงานครั้งนี้ของโนเกียเป็นการตอกย้ำถึงพันธกิจของบริษัทกับการมีส่วนร่วมเพื่อนำพาประเทศไทยเดินหน้าสู่ยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรม และกำหนดเส้นทางสู่ความเป็นผู้นำด้าน 5G ในประเทศไทย

ประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดกลุ่มแรก ๆ ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่เปิดตัว 5G เพื่อใช้ในการผลักดันและพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ รัฐบาลไทยได้ให้ความสำคัญด้านการใช้งานเทคโนโลยีเพื่อสร้างสรรค์โอกาสใหม่ ๆ และสร้างให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของกิจการด้านดิจิทัล ด้วยการเน้นถึงการปรับใช้งานเทคโนโลยี 5G เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมในหลายภาคส่วนที่รวมถึงด้านการสาธารณสุข การศึกษา การคมนาคม และการเกษตรกรรม

โนเกียในฐานะที่ได้รับการยอมรับเป็นอย่างกว้างขวางว่าเป็นผู้นำด้าน 5G และระบบเครือข่ายเพื่ออุตสาหกรรม 4.0 ได้ทำงานมาอย่างต่อเนื่องในการขับเคลื่อนโซลูชันสำหรับผู้ประกอบการระดับองค์กร และพัฒนาระบบนิเวศสำหรับองค์กรและภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทย บริษัทมีความมุ่งมั่นในการนำเสนอโซลูชันที่ออกแบบมาตามวัตถุประสงค์สำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นดิจิทัลของแผนการพัฒนาอุตสาหกรรม 4.0 และการใช้งานในบริบทอื่นนอกเหนือจากนี้ ทั้งปัจจุบันและอนาคต

ที่งาน Byond Mobile โนเกีย ได้มีการจัดแสดงการใช้งานและโซลูชันมากมายที่ใช้เทคโนโลยี 5G โดยสาธิตให้เห็นถึงประสิทธิภาพของเทคโนโลยี 5G ที่จะเป็นประโยชน์ให้กับผู้ให้บริการด้านการสื่อสารและผู้ประกอบกิจการระดับองค์กร

นอกจากนี้บริษัทยังแสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำตลาดในด้าน เทคโนโลยีการสื่อสารไร้สาย (RAN), เทคโนโลยีโครงข่ายอินเทอร์เน็ต, เทคโนโลยีโครงข่ายใยแก้วนำแสง (IP and Optics), เครือข่ายคลาวด์  และธุรกิจองค์กร เพื่อเสนอโซลูชันสำหรับภารกิจสำคัญสำหรับลูกค้าประเภทองค์กรในประเทศไทย เช่นเดียวกับโซลูชันเพื่อความยั่งยืนที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน เพื่อสร้างเสริมคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นสำหรับประเทศไทย

นวัตกรรมที่โนเกียได้นำมาจัดแสดงประกอบไปด้วย

  • เสาอากาศ AirScale massive MIMO

ชุดเสาอากาศ AirScale massive MIMO ของโนเกีย ที่มีทั้งแบบ เสาอากาศรุ่น 32TRX และ 64TRX สำหรับย่านความถี่กลางของ TDD 4G และ 5G ที่มาพร้อมชิปเซ็ต ReefShark รุ่นใหม่จากโนเกีย (ReefShark System on Chip: SoC) โดยเสาอากาศ massive MIMO รุ่นใหม่นี้จะช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานของเทคนิค beamforming ที่ครอบคลุมสำหรับการปรับใช้งานในหลากหลายบริบท ทั้งพื้นที่ชุมชนเมืองที่หนาแน่น และพื้นที่บริเวณกว้างที่ต้องการความครอบคลุมของสัญญาณ

  • ระบบระบายความร้อน Liquid Cooled AirScale

หนึ่งในผลิตภัณฑ์กลุ่ม AirScale Base Station ของโนเกีย ซึ่งได้ใช้เทคโนโลยีระบายความร้อนด้วยของเหลว (Liquid Cooling) เพื่อช่วยให้เครือข่ายคลื่นวิทยุมีความยั่งยืนและคุ้มทุนยิ่งขึ้น ด้วยการลดการใช้พลังงานสำหรับการระบายความร้อนให้สถานีฐาน ทั้งยังช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากสุดถึง 80 เปอร์เซ็นต์

  • บริการไร้สายแบบประจำที่ (FWA) สำหรับ 5G

บริการไร้สายแบบประจำที่ (FWA) ของโนเกียช่วยเติมเต็มการเสนอขายเครือข่ายไร้สายของลูกค้าองค์กร ด้วยการนำมาซึ่งผลตอบแทนใหม่ และเปิดโอกาสในการนำเสนอบริการใหม่ ๆ สำหรับการใช้งานในที่พักอาศัยและสถานประกอบการ ด้วยบริการไร้สายแบบประจำที่ดังกล่าว ลูกค้าสามารถรับสัญญาณอินเตอร์เน็ตบรอดแบนด์แบบ Fiber-like broadband ได้ทุกที่ที่มีคลื่นความถี่เครือข่ายไร้สายรองรับ

  • การเชื่อมต่อเครือข่ายไร้สายแบบส่วนตัวสำหรับองค์กร

เครือข่ายไร้สายแบบส่วนตัวสำหรับการใช้งานระดับอุตสาหกรรมของโนเกีย ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นดิจิทัลของการพัฒนาอุตสาหกรรม 4.0 ด้วยตัวเลือกที่หลากหลายของโซลูชันเครือข่ายไร้สายแบบส่วนตัวครบวงจรทำให้โนเกียสามารถนำเสนอในด้านความคล่องตัวและความสะดวก ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นต่อการใช้งานในองค์กรต่าง ๆ ให้ปรับใช้งานได้อย่างลงตัวกับความต้องการที่แตกต่างกันไปในแต่ละประเภทอุตสาหกรรม

  • เราเตอร์รุ่น FP5 (bullet point ที่ 5)

แพลตฟอร์มเราเตอร์สำหรับบริการอินเตอร์เน็ตตัวใหม่ของโนเกียที่ใช้ชิพรุ่นใหม่ล่าสุด FP5 ช่วยให้ผู้ให้บริการได้เพิ่มความสามารถในการให้บริการความต้องการที่ปรับเปลี่ยนไปในปัจจุบัน เพื่อเพิ่มคุณภาพของเครือข่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งช่วยให้สามารถให้บริการอินเตอร์เน็ตที่ความเร็วสูงขึ้น และให้การป้องกันการเผชิญความเสี่ยงจากภัยคุกคามด้านไซเบอร์ผ่านกลไกด้านความปลอดภัยแบบใหม่ของ Nokia ที่มีชื่อว่า “ANYsec” 

  • ประสบการณ์ช้อปปิ้งสุดตระการตา

ด้วยศูนย์ปฏิบัติการทางดิจิทัล (Digital Operation Center) และระบบป้องกันภัยคุกคามด้านไซเบอร์อย่าง SA Core-NetGuard Cybersecurity Dome ทำให้โนเกียสามารถมอบที่สุดแห่งประสบการณ์แห่งโลกอนาคตแก่ลูกค้าได้ ไม่ว่าจะเป็น ระบบไซเบอร์-กายภาพของเทคโนโลยีผสมผสานโลกเสมือน หรือเรียกสั้นๆว่า AR ที่ช่วยรังสรรค์ระบบนิเวศที่เอื้อต่อการสื่อสารเพื่อการโฆษณาสำหรับธุรกิจค้าปลีก โดยเทคโนโลยี AR ดังกล่าวจะช่วยให้ลูกค้าสามารถรับรู้ถึงตัวผลิตภัณฑ์และมีส่วนร่วมกับแบรนด์ได้ขณะที่กำลังดูโปรโมชั่นหรือการขายที่เกิดขึ้นภายในร้าน

มร.อาเจย์ ชาร์มา ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท โนเกีย ประจำประเทศไทยและกัมพูชา

มร.อาเจย์ ชาร์มา ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท โนเกีย ประจำประเทศไทยและกัมพูชา กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “สืบเนื่องจากความพยายามอย่างต่อเนื่องเพื่อที่จะเร่งใช้ประโยชน์โซลูชันด้านการเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นดิจิทัลเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ประเทศไทยจึงนับเป็นหนึ่งในตลาด 5G ที่มีศักยภาพในการเติบโตที่สูงที่สุดในภูมิภาคนี้

โซลูชัน 5G ชั้นนำต่าง ๆ ที่จัดแสดงภายในงานครั้งนี้ล้วนอยู่ในบริบทของยุทธศาสตร์แห่งชาติประเทศไทยเพื่อสร้างสรรค์เศรษฐกิจซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของคุณค่าที่ขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ เราให้คำมั่นว่าจะให้การสนับสนุนผู้ประกอบการระดับองค์กรในประเทศไทยตลอดเส้นทางของการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ 5G รวมถึงการนำเสนอนวัตกรรมเครือข่ายที่จำเป็นสำหรับเครือข่ายสำคัญที่ทำงานได้อัตโนมัติและมีความแม่นยำสูง”

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/nokia-showcases-future-5g-innovations-at-byond-mobile-2022/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=nokia-showcases-future-5g-innovations-at-byond-mobile-2022

Infinix เตรียมส่ง HOT 20 Series มือถือเกมมิ่งรุ่นใหม่ พร้อมขาย 7 ตุลาคมนี้ ชูจุดขายหน้าจอลื่น 120Hz ผสานพลังชิปเซ็ต Helio G96 ในราคาไม่เกิน 6,000 บาท

อินฟินิกซ์ (Infinix) เตรียมเปิดตัวสมาร์ตโฟนซีรีส์ใหม่ล่าสุด Infinix HOT 20 Series กับสโลแกน “Booyah Now! – หนึ่งเดียว เพื่อชัยชนะ” มือถือสำหรับเล่นเกมและความบันเทิงเต็มรูปแบบที่ดีที่สุด ในช่วงราคาไม่เกิน 6,000 บาท

พร้อมยกระดับประสบการณ์การเล่นเกมในทุกระดับ และมอบประสิทธิภาพการใช้งานที่เหนือกว่าด้วยหน้าจอไฮเปอร์วิชั่นเกมมิ่งพร้อมรีเฟรชเรทลื่นไหลที่สุด 120Hz ผสานพลังกับโปรเซสเซอร์คอเกม MediaTek Helio G96 เพื่อตอบโจทย์การเล่นเกมและไลฟ์สไตล์ความบันเทิงของทุกคนได้ครบทุกความต้องการ

Infinix HOT 20 Series เป็นซีรีส์ที่มีดีไซน์เป็นเอกลักษณ์ อัดแน่นด้วยคุณสมบัติพรีเมียมมากมาย เล่นเกมลื่นไหลด้วยจอแสดงผลอัตรารีเฟรชเรท 120Hz และมีหัวใจการทำงานเป็นชิปเซ็ต MediaTek Helio G96 ที่มาพร้อมหน้าจอขนาดใหญ่ ความละเอียดแบบ FHD+ ที่ให้ภาพสีสันสดใส ช่วยเติมเต็มอรรถรสการเล่นเกมและรับชมความบันเทิงได้อย่างสมบูรณ์

หน่วยความจำ 128 GB พร้อมผสานแรมสูงสุด 13 GB และพลาดไม่ได้กับการเปิดตัวแบรนด์แอมบาสเดอร์และหนังโฆษณาครั้งสำคัญ ซึ่งเป็นครั้งแรกของ Infinix ที่มีแบรนด์แอมบาสเดอร์ นอกจากนี้ Infinix HOT 20 Series ยังได้จับมือกับ Free Fire จัดกิจกรรมและมอบของแถมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ เพื่อเอาใจคอเกมตัวจริงโดยเฉพาะ

แฟนๆ อินฟินิกซ์ เตรียมพบกับเซอร์ไพรส์สุดพิเศษ มินิคอนเสิร์ตจากแบรนด์แอมบาสเดอร์และรับชมการเปิดตัว Infinix HOT 20 Series พร้อมกันในวันที่ 6 ตุลาคม 2565 เวลา 16.00 น.เป็นต้นไป ณ โซน A ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลลาดพร้าว หรือชม Live ผ่านทางเฟซบุ๊ก Infinix Mobile Thailand 

โดยมือถือซีรีส์นี้จะเริ่มจำหน่ายวันแรกตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2565 ด้วยราคาสุดคุ้มไม่เกิน 6,000 บาท ผ่านช่องทางออนไลน์บน Shopee และ Lazada ผู้สนใจค้นหารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.infinixmobility.com/th

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/infinix-to-ship-hot-20-series/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=infinix-to-ship-hot-20-series