คลังเก็บป้ายกำกับ: Article

ย้อนรอยการเติบโตและธุรกิจของ LINE MAN Wongnai จนนำมาสู่การเป็นสตาร์ทอัพยูนิคอร์นรายล่าสุด

สืบเนื่องจากการประกาศข่าวการระดมทุน Series-B รอบล่าสุดของ LINE MAN Wongnai มูลค่า 265 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (9,700 ล้านบาท) จนทำให้มูลค่าของบริษัทมากกว่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ จนกลายเป็นสตาร์ทอัพยูนิคอร์นรายล่าสุดของไทย

ล่าสุดทาง LINE MAN Wongnai ได้เปิดเผยรายละเอียดถึงการเติบโตในช่วงที่ผ่านมา ไปจนถึงภาพรวมของบริษัท โดยปัจจุบันธุรกิจของ LINE MAN Wongnai มี 3 ส่วนคือ

line man wongnai

  • ธุรกิจออนดีมานด์ เช่น Food Delivery, LINE MAN Mart, LINE MAN Taxi และ LINE MAN Messenger ปัจจุบัน LINE MAN ให้บริการครบแล้วทั้ง 77 จังหวัด 246 อำเภอทั่วประเทศ ขณะที่ LINE MAN Mart ขยายไปแล้ว 9 จังหวัด 96 อำเภอ 
  • ธุรกิจโซลูชันร้านอาหาร ผ่าน Wongnai Merchant App (รับออเดอร์เดลิเวอรี่) และ Wongnai POS ระบบจัดการร้านอาหาร ปัจจุบันมีร้านอาหารที่ใช้ Wongnai POS มากกว่า 50,000 กลายเป็นผู้ให้บริการอันดับ 1 ในตลาด POS ร้านอาหารในปัจจุบัน
  • Value-added service ธุรกิจที่ต่อยอดจากฐานผู้ใช้งานบนแพลตฟอร์ม เช่น โฆษณาร้านอาหารและบริการทางการเงิน (ระบบ subscription ของ Wongnai POS) โดยในอนาคตจะมีการออกบริการทางการเงินใหม่ๆ ด้วย

line man wongnai

ในส่วนของธุรกิจฟู้ดเดลิเวอรี่ของ on-demand service จำนวนออเดอร์บนแพลตฟอร์มในราว 2 ปีที่ผ่านมา (2020 – 2022) เติบโตถึง 15 เท่า ซึ่งสูงกว่าอัตราการเติบโตของตลาดฟู้ดเดลิเวอรี่จากบริษัทวิจัย K Reserach ที่คาดการณ์เอาไว้ว่าอยู่ที่ราว 4.2 เท่า นอกจากนี้ส่วนแบ่งการตลาดของฟู้ดเดลิเวอรี่ในช่วงโครงการคนละครึ่งรอบล่าสุด (เฟส 4) LINE MAN ก็ได้ส่วนแบ่งเป็นอันดับ 1 ถึง 75% ด้วย

line man wongnai

อย่างไรก็ตามการเติบโตของบริษัท ไม่ได้เกิดจากการขยายฐานผู้ใช้งานและร้านอาหารจาก Food Delivery แต่เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก synergy ของธุรกิจทั้ง 3 ส่วนของบริษัทด้วย โดยการเติบโตของร้านอาหารที่ใช้ผลิตภัณฑ์/บริการทั้ง 3 ส่วนธุรกิจของ LINE MAN Wongnai (Food Delivery, Wongnai POS และโฆษณา) เติบโตเพิ่มขึ้นถึง 2.8 เท่า

line man wongnai

การเติบโตและ synergy ของธุรกิจ LINE MAN Wongnai ดังกล่าวมีส่วนที่ช่วยให้นักลงทุนเล็งเห็นถึงโอกาสในทางธุรกิจของบริษัท ที่น่าสนใจคือการระดมทุนรอบนี้ LINE MAN Wongnai ได้รับเงินลงทุนส่วนหนึ่งจาก GIC ซึ่งเป็นกองทุนความมั่งคั่งของประเทศสิงคโปร์ (sovereign wealth fund) ที่ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก ซึ่งอาจจะพอสะท้อนถึงความเชื่อมั่นในทิศทางการทำธุรกิจของ LINE MAN Wongnai ได้เป็นอย่างดี โดยคุณยอด ชินสุภัคกุล ซีอีโอ LINE MAN Wongnai ยืนยันด้วยว่ามาตรฐานการพิจารณาและการทำ due diligence ของ GIC นั้นสูงมากๆ 

line man wongnai
line man wongnai

ในแง่การนำเงินลงทุนไปขยายการเติบโต คุณยอดระบุว่าสิ่งที่จะทำก่อนเลยคือการเพิ่มจำนวนนักพัฒนาในประเทศให้เพิ่มมากขึ้นจากราว 300 คนในปัจจุบันให้เป็น 450 คนภายในสิ้นปี เพื่อขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีให้แข็งแกร่งมากขึ้น 

ซีอีโอ LINE MAN Wongnai ย้ำด้วยว่ากระแสการรัดเข็มขัดและปลดคนของสตาร์ทอัพหลายๆ รายในปัจจุบัน ไม่กระทบกับบริษัทแน่นอน เพราะบริษัทดำเนินธุรกิจแบบระมัดระวังและไม่ได้ใช้จ่ายแบบฟุ่มเฟือยมาตั้งแต่แรก

Disclaimer: Brand Inside เป็นบริษัทในเครือของ LINE MAN Wongnai

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ย้อนรอยการเติบโตและธุรกิจของ LINE MAN Wongnai จนนำมาสู่การเป็นสตาร์ทอัพยูนิคอร์นรายล่าสุด first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/how-line-man-wongnai-have-growth/

กนง. มีมติขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจาก 0.75% เป็น 1% มีผลทันที

คณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. มีมิตเป็นเอกฉันท์ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ต่อปี จากเดิม ร้อยละ 0.75 เป็น 1.00 ต่อปี มีผลทันที

แบงก์ชาติ, ธนาคารแห่งประเทศไทย, BoT

เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยอาศัยการกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นหลัก อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ในระดับสูง ราคาสินค้าโภคภัณฑ์มีแนวโน้มคลี่คลาย ภาพรวมแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ก่อนหน้า คณะกรรมการฯ จึงเห็นว่าการทยอยปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นแนวทางการดำเนินนโยบายที่เหมาะสม เห็นควรให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบ้ย 0.25 ต่อปี

เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องที่ 3.3% และ 3.8% ในปี 2565 และ 2566 ตามลำดับ ตามแรงส่งของภาคท่องเที่ยวและการบริโภคภาคเอกชนเป็นสำคัญ ภาคท่องเที่ยวฟื้นตัวดีกว่าคาด นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจมีความทั่วถึงมากขึ้น ทั้งมิติสาขาธุรกิจ ภาคบริการและมิติรายได้กระจายตัวดีขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงกว่าคาด ส่งผลต่อการส่งออก แต่ไม่กระทบต่อแนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจในภาพรวม

อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2565 และ 2566 คาดว่าอยู่ที่ 6.3% และ 2.6% ตามลำดับ

มีแนวโน้มปรับลดลงตามราคาน้ำมันโลกและปัญหาห่วงโซ่อุปทานคลี่คลาย อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานปี 2565 และ 2566 คาดว่าอยู่ที่ 2.6% และ 2.6% ตามลำดับ ค่าจ้างแรงงานปรับเพิ่มขึ้นบางธุรกิจและบางพื้นที่ที่ขาดแคลนแรงงาน ยังไม่เห็นสัญญาณการปรับเพิ่มขึ้นในวงกว้าง แรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ยังจำกัด เศรษฐกิจไทยอยู่ในระหว่างการฟื้นตัว

ระบบการเงินโดยรวมมีเสถียรภาพ ธนาคารพาณิชย์มีระดับเงินกองทุนและเงินสำรองที่เข้มแข็ง ความสามารถในการชำระหนี้ของภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนปรับดีขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แต่ยังมี SMEs บางสาขาที่ฟื้นตัวได้ช้า ครัวเรือนรายได้น้อยบางกลุ่มยังอ่อนไหวต่อค่าครองชีพ กนง. เห็นควรให้ดำเนินมาตราการปรับโครงสร้างหนี้ต่อเนื่อง แก้ปัญหาหนี้สำหรับกลุ่มเปราะบาง

ภาวะการเงินผ่อนคลาย อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบดอลลาร์สหรัฐ ปรับอ่อนค่าเร็วและต่อเนื่องตามการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ สอดคล้องกับสกุลเงินในภูมิภาค ยังติดตามพัฒนาการตลาดการเงินและอัตราแลกเปลี่ยนใกล้ชิด โดยเฉพาะที่ค่าเงินบาทมีความผันผวนสูง

เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง แต่มีความเสี่ยงจากเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น เห็นควรให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายแบบค่อยเป็นค่อยไป

ที่มา – ธนาคารแห่งประเทศไทย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post กนง. มีมติขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจาก 0.75% เป็น 1% มีผลทันที first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/bank-of-thailand-raise-interest-rate-to-one-percent/

ไม่เที่ยวอังกฤษตอนนี้ แล้วจะไปตอนไหน? เงินปอนด์ อ่อนค่าสุดตลอดกาล เมื่อเทียบกับดอลลาร์

อังกฤษคือเมืองในฝันของใครหลายๆ คน โดยเฉพาะคอลูกหนัง เพราะนี่คือประเทศที่มีลีกการแข่งขันฟุตบอลที่ดังที่สุดในโลกอย่างศึก Premier League ที่รวมทีมฟุตบอลชั้นนำเอาไว้อย่างคับคั่ง และนอกจากฟุตบอล อังกฤษก็ยังเป็นศูนย์รวมวัฒนธรรมอันโดดเด่นจนถูกเรียกขานว่าเมืองผู้ดีอีกด้วย

และนี่คือโอกาสทองของคนอยากไปอังกฤษ เพราะตอนนี้เงินปอนด์กำลังอ่อนค่าสุดตลอดกาลเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลงมาแล้วกว่า 20% จากต้นปี แตะ 1.035 ปอนด์/ดอลลาร์ ซึ่งถือว่าต่ำสุดที่ตลอดกาล

และแม้เงินไทยก็อยู่ในภาวะที่กำลังอ่อนค่าลงไม่ต่างกันเมื่อเทียบกับดอลลาร์ แต่เงินปอนด์ก็ยังอ่อนค่าต่อเนื่องหากเทียบกับเงินบาท โดยตอนนี้ 1 ปอนด์ มีมูลค่า 40.7868 บาท อ่อนค่าลงมาแล้วราว 10% ต่ำสุดในรอบ 1 ปีครึ่ง พูดง่ายๆ คือ เงินไทยกำลังอ่อนค่าก็จริงแต่เงินปอนด์อ่อนค่าหนักกว่ามาก

นั่นหมายความว่า ช่วงเวลานี้ คือช่วงเวลาทองของคนไทยในการไปเที่ยวประเทศอังกฤษเพราะจะสามารถแลกเงินปอนด์ได้มากขึ้นด้วยจำนวนเงินบาทเท่าเดิม

วันนี้ Brand Inside รวบรวมราคาค่าเข้าสถานที่ท่องเที่ยวดังๆ และอาหารประจำชาติอังกฤษมาให้ ลองมาดูกันว่าถ้าเทียบกับช่วงต้นปี แต่ละอย่างราคาลดลงมาแล้วแค่ไหนหากคิดเป็นเงินไทย

ที่มา – BBC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ไม่เที่ยวอังกฤษตอนนี้ แล้วจะไปตอนไหน? เงินปอนด์ อ่อนค่าสุดตลอดกาล เมื่อเทียบกับดอลลาร์ first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/time-to-travel-to-uk-due-to-highest-depreciation/

KBank แนะลงทุนเพื่อการเปลี่ยนโลก ครั้งเเรกกับกองทุนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

KBank แนะเจ้าของธุรกิจ-นักลงทุน เปลี่ยนธุรกิจให้เป็น Net Zero เพื่อโลก ครั้งเเรกกับกองทุนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

เรื่องการเปลี่ยนเเปลงของสภาวะอากาศจากนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เหตุจากสถานการณ์ใกล้ตัว เช่น น้ำท่วม พายุที่ทวีความรุนเเรงมากขึ้น ขั้วโลกเหนือที่น้ำเเข็งละลายเร็วกว่าเดิม สิ่งที่เหล่านี้ส่งผลกระทบต่อคนทั่วทุกมุมโลก 

นอกจากประชาชนทั่วไปจะรวมมือช่วยกันลดสภาวะการเปลี่ยนเเปลงของสภาพอากาศได้เเล้ว ด้านธุรกิจเเละนักลงทุนเองก็สามารถช่วยเปลี่ยนโลกนี้ให้มีสภาวะที่ดีขึ้นได้อีกด้วย 

ซึ่งด้านของ KBank Private Banking ได้ผนึกกำลัง Lombard Odier ระบุว่าการลงทุนอย่างยั่งยืนคือ “ทางรอด” ทั้งนี้ยังได้รับความร่วมมือกับ GC เพื่อตอกย้ำแนวคิด Net Zero สร้างความเติบโตให้ทั้งธุรกิจและพอร์ตลงทุน โดยความยั่งยืนของโลกสามารถสร้างการเติบโตที่มั่นคงให้กับทั้งธุรกิจและการลงทุนในระยะยาว โชว์ผลตอบแทน 3 ปี ของกองทุนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เติบโตเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 10% ต่อปี พร้อมแนะนักลงทุนปรับพอร์ตเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงผ่าน 3 ขั้นตอน ได้แก่ ปรับแนวคิดการลงทุนมุ่งสู่ Net Zero พิจารณาพอร์ตการลงทุนใหม่ และเสริมพอร์ตด้วยกองทุนเปลี่ยนโลก

โดย นายจิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์ Executive Chairman, Private Banking Group ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า “การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกได้ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ รวมถึงสร้างความเสี่ยงแก่ภาคธุรกิจและการลงทุนอย่างมหาศาล ในฐานะผู้นำด้านบริการบริหารความมั่งคั่งในประเทศไทยและผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน ธนาคารเชื่อว่า การลงทุนจะเป็นกุญแจดอกสำคัญที่จะเปิดประตูทางออกสำหรับวิกฤตินี้ ในขณะเดียวกันก็สามารถสร้างผลตอบแทนที่มั่นคง ผ่านการสนับสนุนธุรกิจที่ปรับตัวเข้ากับเศรษฐกิจที่มุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ซึ่งจะมีประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ 

นายแม็กซีม เพอเคอ Head of Sustainable Investment, Lombard Odier Investment Managers กล่าวเสริมว่า “การบริหารพอร์ตการลงทุนเพื่อมุ่งสู่ความยั่งยืนบนกรอบแนวคิด ESG อาจไม่เพียงพอที่จะเฟ้นหาธุรกิจที่จะเป็นผู้ชนะได้ เนื่องจากมาตรวัด ESG คำนึงถึงบทบาทของบริษัทในฐานะพลเมืองของสังคม (Corporate Citizenship) เช่น การปฎิบัติต่อพนักงาน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และชุมชนท้องถิ่น แต่การลงทุนเพื่อความยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยเกณฑ์ในการคาดการณ์แนวโน้มการเติบโตของธุรกิจในอนาคต (Forward-looking Metrics)

ในระบบเศรษฐกิจที่ลดการพึ่งพาคาร์บอนไดออกไซด์ลง เช่น แนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของบริษัทเมื่อเทียบกับธุรกิจอื่นในอุตสาหกรรมเดียวกัน ความสามารถของบริษัทในการบริหารจัดการต้นทุน การตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป และการใช้ประโยชน์จากโอกาสต่างๆ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงภาวะแวดล้อมทางธุรกิจที่เป็นรูปธรรมและรวดเร็วด้วยเทคโนโลยีที่มี กล่าวคือ เราต้องให้ความสำคัญกับโมเดลธุรกิจ (Business Model) ของบริษัทที่จะขับเคลื่อนการเติบโตในอนาคต ควบคู่ไปกับแนวปฏิบัติ (Business Practice) ของบริษัทในปัจจุบัน”

ทั้งนี้ KBank Private Banking ได้นำเสนอโอกาสในการลงทุนในธุรกิจเหล่านี้ผ่านกองทุน K-CLIMATE เป็นครั้งแรกในปี 2563 ซึ่งกองทุนสามารถสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ไม่ต่ำกว่า 10% อีกทั้งยังมีความผันผวนที่ต่ำกว่าดัชนีตัวชี้วัด นอกจากนี้ กองทุนหลักยังได้รับการรับรองเป็น Article 9 Fund โดย EU Sustainable Finance Disclosure Regulation (SFDR) ซึ่งเป็นมาตรฐานสูงสุดของกองทุนเพื่อความยั่งยืนที่ต้องมีเป้าหมายและดัชนีชี้วัดด้านความยั่งยืนโดยตรงอีกด้วย

หนึ่งในบริษัทชั้นนำของประเทศไทยที่มุ่งผลักดันเรื่อง Net Zero อย่างจริงจัง คือ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC โดย ดร.ชญาน์ จันทวสุ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานความยั่งยืนองค์กร กล่าวว่า “ด้วยบทบาทของผู้นำธุรกิจเคมีภัณฑ์ระดับสากล GC สานต่อการนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาปรับใช้ในการดำเนินธุรกิจ มุ่งสู่ เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 และเราให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานของธุรกิจเดิม เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ในขณะเดียวกันก็ได้ปรับโครงสร้างของธุรกิจ ด้วยการลงทุนในธุรกิจใหม่ ซึ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ยกระดับคุณภาพชีวิต ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ เช่น พลาสติกชีวภาพ พลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูง และเคมีภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง จากการเข้าซื้อกิจการ allnex ผู้นำระดับโลกในธุรกิจผลิตภัณฑ์สารเคลือบผิว (Coating Resins) และสารเติมแต่งสำหรับงานอุตสาหกรรมที่มีความหลากหลายสำหรับใช้กับวัสดุ ทุกประเภท เป็นต้น

ทั้งนี้ GC คาดว่าจะใช้เงินลงทุนเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 5 พันล้านเหรียญสหรัฐ และ 2.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อปรับโครงสร้างธุรกิจเข้าสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำเพื่อการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ควบคู่ไปกับการเติบโตของธุรกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยผลการดำเนินงานที่ผ่านมาชี้ให้เห็นว่า ความสำเร็จของกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนสามารถสร้างผลตอบแทนในเชิงธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม” 

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post KBank แนะลงทุนเพื่อการเปลี่ยนโลก ครั้งเเรกกับกองทุนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/kbank-recommends-investing-to-change-the-world/

SiteMinder เผยผลสำรวจคนไทยนิยมที่จะทำงานระหว่างท่องเที่ยวมากที่สุด

SiteMinder ธุรกิจการจองที่พักทั่วโลก เผยผลสำรวจคนไทยนิยมที่จะทำงานระหว่างท่องเที่ยวมากที่สุด

โลกยุคปัจุจบันที่ทุกคนสามารถนั่งทำงานที่ไหนก็ได้ ไม่จำกัดอยู่เเค่ภายในออฟฟิศ ยิ่งได้ออกไปเปลี่ยนที่ทำงานตามต่างจังหวัดเเล้วนั้น จะยิ่งช่วยให้ร่างกายเเละสมองได้รับการผ่อนคลายส่งผลดีต่อการทำงาน

จากข้อมูลของ SiteMinder ผู้นำแพลตฟอร์มระดับโลกด้านโฮเทลคอมเมิร์ซแบบ Open Platform ได้เผยผลสำรวจล่าสุดของ SiteMinder จากนักท่องเที่ยวทั่วโลกกว่า 8,000 คน 

รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวไทย 800 คนทั่วประเทศ พบว่า นักท่องเที่ยวไทย 2 ใน 3 หรือ 65% คาดว่าจะทำงานไปด้วยระหว่างการเดินทางท่องเที่ยว เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยโลกที่ 36% 

ผลสำรวจผ่าน Changing Traveller Report ประจำปี ซึ่งปีนี้ผลสำรวจแสดงให้เห็นถึงความต้องการที่จะผสมผสานการทำงานเข้ากับการท่องเที่ยวพักผ่อน หรือ Bleisure 

โดยมีความนิยมแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ นำโดยประเทศไทย ตามด้วยประเทศอินโดนีเซีย และประเทศจีน 

เทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้นนี้ คาดว่าจะส่งผลให้ผู้ให้บริการที่พักต้องปรับตัวเพื่อตอบรับกับความต้องการนี้ โดยที่พักจะเข้ามามีบทบาทสำคัญมากกว่าการใช้เป็นที่หลับนอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่ผู้ที่จะทำงานไปด้วยระหว่างการเดินทางท่องเที่ยว

รายงานของ SiteMinder ยังเผยถึง 5 เทรนด์ท่องเที่ยว ที่จะเข้ามามีบทบาทต่อผู้ให้บริการที่พักและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โดยหนึ่งในนั้นคือเทรนด์ Bleisure ที่ได้กล่าวไปข้างต้น:    

    1. The Macro-Travel Trend: คนมีความต้องการที่จะเดินทางมากกว่าอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น
    2. The Digital Influence Trend: ปัจจุบัน นักเดินทางเป็นผู้บริโภคที่ธุรกิจมีโอกาสดึงมาเป็นลูกค้ามากที่สุด
    3. The Bleisure Trend: นักท่องเที่ยวที่ทำงานไปด้วยต้องการโรงแรมที่ตอบรับความต้องการมากขึ้น
    4. The Trust Trend: ทุกๆ ขั้นตอนทางดิจิทัล มีความสำคัญอย่างมากสำหรับนักเดินทางยุคใหม่ที่ใส่ใจด้านความปลอดภัย
    5. The Human Connection Trend: นักเดินทางที่ใช้เทคโนโลยี ยังคงให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนมนุษย์

ด้านคุณแบรด ไฮนส์ รองประธานฝ่ายการตลาดของ SiteMinder ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เปิดเผยว่า “การท่องเที่ยวที่ทุกคนเฝ้ารอคอยได้กลับมาแล้ว พร้อมกับนักท่องเที่ยวที่มีความต้องการใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกเขาต้องการความยืดหยุ่นในการทำงานนอกออฟฟิศมากยิ่งขึ้น 

ซึ่งรายงานผลสำรวจของ SiteMinder ปีนี้ พบความต้องการที่หลากหลายทั้งกลุ่มของคนทำงาน และไม่ได้ทำงานระหว่างท่องเที่ยว ซึ่งกลุ่มที่พร้อมทำงานไปด้วยระหว่างการท่องเที่ยวจะเข้ามามีบทบาทให้สิ่งเล็กๆ กลายมาเป็นสิ่งสำคัญมากยิ่งขึ้น 

อาทิ กลิ่นน้ำหอมของที่พัก หรืองานศิลปะ โดยพวกเขาจะใช้เวลาในการพิจารณาและเลือกที่พักนานมากขึ้น เพื่อหาที่พักที่โดนใจตัวเองมากที่สุด นอกจากนี้ โฆษณาที่ตรงใจมีผลอย่างมากต่อนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ล้วนจะมีผลต่อผู้ให้บริการที่พักต่อไปในอนาคตอย่างแน่นอน เนื่องจากคาดว่ากลุ่มนี้จะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องต่อไป” 

 

อีกหนึ่งข้อมูลที่น่าสนใจจากรายงานของ SiteMinder คือ การเปิดรับด้านเทคโนโลยีของนักท่องเที่ยวไทย เมื่อเทียบกับนักท่องเที่ยวประเทศอื่นๆ ทั่วโลก:

  • 78% ของนักท่องเที่ยวคนไทย “ได้รับอิทธิพล” หรือ “ได้รับอิทธิพลอย่างมาก” จากโซเชียลมีเดียเมื่อจะทำการจอง ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่อยู่ที่ 43%
  • 72% ต้องการให้มีการเช็คอินแบบอัตโนมัติ เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยโลกที่ 54%  
  • 93% จะเข้าไปดูข้อมูลก่อนการเข้าพักในโลก Metaverse ก่อนทำการเช็คอินหากทำได้ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่อยู่ที่ 72%
  • 14% มองว่าแชทบอทเป็นสิ่งสำคัญที่ควรมีสำหรับเว็บไซต์ที่พักหรือโรงแรม เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยโลกที่ 8%  

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post SiteMinder เผยผลสำรวจคนไทยนิยมที่จะทำงานระหว่างท่องเที่ยวมากที่สุด first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/siteminder-reveals-survey-results-that-thai-people-like-to-work-while-traveling-the-most/

เซ็นทรัล รีเทล เปิดตัว “ท็อปส์ คลับ” จำหน่ายสินค้านำเข้าจากทั่วโลก ระดับพรีเมี่ยม

เซ็นทรัล รีเทล เปิดตัว Tops CLUB (ท็อปส์ คลับ) เมมเบอร์ชิปสโตร์บนพื้นที่กว่า 15,000 ตารางเมตร บริเวณด้านหลังศูนย์การค้าเซ็นทรัลพระราม 2 ในรูปแบบของอาณาจักรสินค้านำเข้าเอ็กซ์คลูซีฟแบรนด์ดังจากทั่วทุกมุมโลก

ครบครันทุกหมวดหมู่ มีสินค้าใหม่ ทันสมัย เทรนดี้ มาเติมตลอดทุกสัปดาห์ อาทิ อาหารสด อาหารแห้ง ขนม-เบเกอรี่ สินค้าเครื่องครัว ของใช้ภายในบ้าน เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์กลางแจ้ง ของเล่นสำหรับเด็ก อุปกรณ์กีฬา อุปกรณ์สำหรับสัตว์เลี้ยง เครื่องดื่ม และไวน์ดีที่สุดจากต่างประเทศ เพื่อสร้างประสบการณ์ช้อปปิ้งที่แตกต่างอย่างเหนือระดับ ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ทุกเจนเนอเรชัน ของทุกคนในครอบครัว การันตีของดีมีคุณภาพ และราคาที่ดีที่สุดสำหรับสมาชิก สมัครได้ง่ายๆ เพียงปลายนิ้ว ดีเดย์พร้อมเปิดให้บริการเต็มรูปแบบ 28 กันยายนนี้ 

 

 

 

 

 

 

 

นายสเตฟาน คูม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มฟู้ด เซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า “ด้วยบทบาทการเป็น เบอร์ 1 ในธุรกิจฟู้ดรีเทลของไทย เราจึงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาค้าปลีกโมเดลใหม่ ๆ ซึ่งจะทำให้แบรนด์ Tops เป็นสุดยอดฟู้ดเดสติเนชั่นของประเทศไทย เราพร้อมเปิดตัวเมกะโปรเจกต์ ‘Tops CLUB’ ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ซึ่งบริษัทฯ ใช้เวลา 2 ปีเต็ม ในการพัฒนาคอนเซปต์สโตร์ที่ไม่เคยมีมาก่อน 

 

 

 

 

 

 

 

โดยลูกค้าที่สมัครเป็นสมาชิกTops CLUB จะสามารถซื้อสินค้านำเข้าคุณภาพพรีเมียม ครบครันกว่า 3,500 รายการ จากทั่วทุกมุมโลก มีสินค้าใหม่ ๆ มาจำหน่ายก่อนใครตลอดเวลา สินค้าดีลดีที่สุดที่ทุกคนต้องไม่พลาด หมุนเวียนทุกสัปดาห์ เฉพาะที่นี่เท่านั้น สินค้าตามเทศกาล เช่น คริสต์มาส ปีใหม่ ฯลฯ ที่ Tops CLUB เราคัดสรรเฉพาะสินค้าคุณภาพ ราคาเหนือความคาดหมาย เข้าถึงง่าย มารวมไว้ในที่เดียว เติมเต็มทุกความต้องการของลูกค้า เสมือนรวมห้างดัง ที่ต่างประเทศมาไว้ที่ไทย 

 “Tops CLUB” จะสร้างประสบการณ์ช้อปปิ้งที่แตกต่างและไม่เหมือนใคร พร้อมสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับลูกค้าคนไทยอย่างที่คาดไม่ถึง ซึ่งหลังจากที่ทดลองเปิด pop-up store ตั้งแต่  เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ลูกค้าให้การตอบรับเป็นอย่างดี สมัครสมาชิกแล้วกว่า 12,000 ราย 

นอกจากนี้เรายังเพิ่มช่องทางให้ลูกค้าเข้าถึง Tops CLUB ได้ง่ายขึ้น โดยสามารถสั่งซื้อสินค้าบนแอปพลิเคชัน Tops CLUB สะดวกทุกที่ ทุกเวลา เป็นการมอบประสบการณ์การช้อปปิ้งแบบออมนิแชแนลที่ดีที่สุดและสมบูรณ์แบบที่สุด”

 Tops CLUB โดดเด่นด้วยพื้นที่ขนาดใหญ่กว่า 15,000 ตารางเมตร ตั้งตระหง่านในรูปแบบ Warehouse Style โดยแบ่งเป็น 3 โซนตามประเภทของสินค้า ง่ายต่อการเลือกซื้อ มีการจัดเรียงสินค้าแบบใหม่ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร ฉีกรูปแบบของการจัดวางสินค้าที่ทุกคนคุ้นเคย ลูกค้าทุกคนสามารถทดลองใช้สินค้าจริงด้วยตนเอง พร้อมจุดชิมสินค้าเพื่อพิสูจน์รสชาติความอร่อย ที่มีมากถึง 40 จุดทั่วร้าน แนะนำโดยพนักงานผู้เชี่ยวชาญ หรือจะถ่ายภาพอัพโซเชียล ใช้เวลาแห่งความสุขได้ตลอดทั้งวันก่อนการตัดสินใจซื้อและทุกคนจะได้สัมผัสประสบการณ์ระดับโลกตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้าไปใน Tops CLUB เริ่มด้วย

โซนที่ 1 พบกับกองทัพสินค้าสุดตระการตา กับโซน Kid’s Paradise ของเล่นเด็กนานาชนิด หลากสีสัน ตุ๊กตาหมีสูงกว่า 3 เมตร แพยางยูนิคอร์น-ฟลามิงโก้ไซส์ยักษ์ เก้าอี้เกมมิ่งดีไซน์สุดคิ้วท์ ที่สามารถทดลอง เล่นเกมส์ก่อนตัดสินใจเลือกซื้อ 

สินค้าอุปกรณ์กลางแจ้งแบรนด์ยอดฮิตทั้งเต็นท์ เก้าอี้สนามขนาดใหญ่พิเศษ ชุดเตา-อุปกรณ์ย่างบาร์บิคิว จากแบรดน์สินค้าชื่อดังจากจากต่างประเทศ ได้แก่ Ozark Trail, Expert Grill, Lifetime เครื่องครัวคุณภาพ Mainstays แบรนด์ยอดนิยมจากอเมริกา 

สินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยง ของใช้ภายในบ้าน และ เครื่องครัวที่ทันสมัย การันตีคุณภาพ อุปกรณ์รถยนต์จากเอ็กซ์คลูซีฟแบรนด์ดัง KIRKLAND ที่นิยมในอเมริกา และ BESST รวมถึงยังมีอุปกรณ์กีฬา เครื่องใช้ไฟฟ้าจากแบรนด์ชั้นนำ และสินค้าอื่น ๆ อีกมากมาย

โซนที่ 2 สุดเซอร์ไพรส์กับโซนอาหารที่เป็นห้องเย็นขนาดใหญ่ที่แรก ที่เดียว ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ที่ให้ลูกค้าสามารถเดินเข้าไปเลือกซื้อสินค้านำเข้าทั้งผัก-ผลไม้สด ช็อคโกแลตได้ด้วยตัวเอง มีตู้ Chilled และ Frozen ที่ใหญ่ที่สุด อัดแน่นด้วยสินค้าแปลกใหม่ ให้ลูกค้าได้ลิ้มลองรสชาติสุดพรีเมียม ที่ทุกคนต้องซื้อ 

อาทิ KILLINCHY GOLD ไอศกรีมแบรนด์ชื่อดังจากนิวซีแลนด์ มีทบอล เนื้อบดเกรดนำเข้า ถั่วรวมหลากชนิด พิสตาชิโอ คุณภาพเยี่ยมจากอเมริกา นอกจากนี้ยังจัดเต็มกับสินค้ากลุ่มขนม ทั้งมันฝรั่งทอดกรอบรสชาติแปลกใหม่  แคปหมูปรุงรส ผัก ผลไม้อบกรอบ จากออสเตรเลีย เครื่องดื่ม ชา-กาแฟ เครื่องปรุง จากแบรนด์ที่ดีที่สุดทั้งจากยุโรป อเมริกา และเอเชีย อีกทั้งยังมีโซนคอฟฟี่บาร์ ให้บริการจัดชิมชาและกาแฟแบบไม่อั้น

โซนที่ 3 ครบครันกับสินค้ากลุ่มอาหารสด เนื้อสัตว์ อาหารทะเล ที่นำเข้ามาจากยุโรปและอเมริกา ทั้งเนื้อวัว เนื้อแกะ แซลมอน หอยนางรม หอยเชลล์ ล็อบสเตอร์ โซนสินค้าเครื่องดื่ม และไวน์คุณภาพที่ดีที่สุด จัดเรียงให้ลูกค้าสามารถเลือกซื้อได้อย่างใกล้ชิด 

อีกทั้งยังมีโซน Cooking Show ที่มีทีมเชฟชื่อดังมาปรุงอาหารให้ได้ลิ้มลอง พร้อมทั้งแนะนำเครื่องดื่มเพื่อเพิ่มอรรถรสในการรับประทานคู่กับอาหารชนิดต่าง ๆ นอกจากนั้นยังมี CLUB Café คาเฟ่ที่มีเมนูสุดพิเศษ ที่ได้คัดสรรวัตถุดิบชั้นเยี่ยมนำเข้าจากอเมริกามาปรุงพร้อมเสิร์ฟ อาทิ ฮอตดอก, พิซซ่า, พายไก่อบ ฯลฯ พร้อมที่นั่งทานในร้าน หรือจะซื้อกลับบ้าน เป็นอีกหนึ่งจุดสำคัญที่ทุกคนต้องแวะก่อนกลับ 

พร้อมทั้งสร้างประสบการณ์ช้อปปิ้งแปลกใหม่ในรูปแบบ Treasure Hunt ครั้งแรกของไทย ที่จะสร้างเซอร์ไพรส์ให้กับลูกค้าได้ลุ้นตลอดเวลา ให้อารมณ์แบบล่าขุมทรัพย์กับสินค้าแบรนด์เนมชื่อดัง ในราคาสุดว้าว มาก่อนได้ก่อนที่ Tops CLUB เท่านั้น พร้อมเพิ่มความสะดวกสบายและรวดเร็วในการชำระค่าสินค้า โดยมีจุดแคชเชียร์มากถึง  32 จุดไว้คอยบริการ

Tops CLUB นวัตกรรมค้าปลีกรูปแบบใหม่ ในราคาคุ้มค่า สำหรับสมาชิก คอนเซปต์ของ  ‘Tops CLUB’ คือ จำหน่ายสินค้านำเข้าให้กับสมาชิก ในราคาที่หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว แบบไม่ต้องบินไปไกล หรือ สั่งซื้อจากต่างประเทศ และสามารถสะสมคะแนน The 1 เพื่อเพิ่มความคุ้มค่าไปอีกขั้น  โดยมีรูปแบบสมาชิก 2 แบบ ได้แก่

  • สมาชิกทั่วไป (Basic Member) สมัครฟรี! โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย 
  • สมาชิกระดับพรีเมียม (Premium Member) ค่าสมาชิกพิเศษเพียง 799 บาท/ปี (ตั้งแต่วันนี้ – 31 ตุลาคม 2565 ) จากปกติ 999 บาท/ปี พร้อมรับสิทธิประโยชน์มากมาย อาทิ

– รับส่วนลด 5 %*

–  บริการส่งสินค้าฟรี ! ในเขตกรุงเทพ ฯ และปริมณฑล  ไม่มีขั้นต่ำ เมื่อซื้อสินค้าออนไลน์ผ่าน Tops CLUB แอปพลิเคชัน ตั้งแต่วันนี้ – 31 ธันวาคม 2566

–  รับข่าวสารพิเศษจาก Tops CLUB ก่อนใคร 

พบกับกิจกรรมฉลองเปิด Tops CLUB แฟลกชิปสโตร์สุดยิ่งใหญ่ พิเศษ! เฉพาะวันที่ 28 กันยายน  สมาชิก ‘Tops CLUB’ 100 ท่านแรก ที่ซื้อสินค้า รับสิทธิ์ลุ้นกล่องของขวัญปริศนา (Mystery Box) มูลค่าตั้งแต่ 500 – 7,000 บาท ร่วมกิจกรรม Meet & Greet กับคู่จิ้นรุ่นใหม่ “แม้ก กรธัสส์ – ณฐ ณฐสิชณ์” จากซีรีส์ดัง  “นิ่งเฮียก็หาว่าซื่อ” พร้อมลุ้นโอกาสถ่ายภาพและร่วมเล่นเกมบนเวทีกับนักแสดงอย่างใกล้ชิด เมื่อซื้อสินค้า ครบ 1,000 บาทขึ้นไป และเมื่อซื้อสินค้าครบ 3,000 บาทขึ้นไป/ใบเสร็จ (จำนวนจำกัด) รับฟรี! กระเป๋าผ้า  I’m Tops CLUB Member ขนาด XXXXL มูลค่า 499 บาท ตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน –  31 ตุลาคม 2565 

 Tops CLUB “The World’s Exclusive Shopping Experience” เปิดให้บริการ วันจันทร์-ศุกร์   เวลา 10.00-22.00 น. เสาร์-อาทิตย์ เวลา 08.00-22.00 น. ตั้งแต่วันที่ 28 กันยายนเป็นต้นไป 

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post เซ็นทรัล รีเทล เปิดตัว “ท็อปส์ คลับ” จำหน่ายสินค้านำเข้าจากทั่วโลก ระดับพรีเมี่ยม first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/central-launches-tops-club-a-premium-imported-product/

ฝนตกทำกินเจวันปีนี้เงียบเหงา ปชช.บางส่วนเลือกไม่กินเจ เหตุจากค่าครองชีพสูงขึ้น

เทศกาลกินเจปีนี้มาพร้อมกับสายฝน เเต่ทั้งชาวไทยเเละชาวไทยเชื้อสายจีนต่างก็ออกมาซื้อของสด ของเเห้ง ไปทำอาหารในช่วงเทศกาลกินเจ

 วันนี้เวลา 14.00 น.ประชาชนทั้งชาวไทย เเละชาวไทยเชื้อสายจีน ต่างเดินทางมาเลือกซื้ออาหารเจ ที่ตลาดเล่งบ๊วยเอี๊ยะ เยาวราช กันอย่างต่อเนื่องท่ามกลางสายฝนโปรยปรายลงมาตลอดทั้งวัน 

ด้านผู้ค้าร้านกิจเจริญซึ่งขายอาหารเจสำเร็จรูป อย่าง กาน่าฉ่าย ต้มจืดทั่วลิสง บอกว่า บรรยากาศปีนี้เงียบเหงา แม้ว่าราคาอาหารจะเท่าเดิมเมื่อเทียบกับปีที่เเล้ว แต่คงเป็นเพราะฝนที่ตกลงมาตั้งแต่ช่วงเช้าและตลอดทั้งวัน ทำให้คนไม่ออกมาจับจ่ายซื้อของ 

“ด้านราคาวัตถุดิบ ก็มีขึ้นราคาบ้างเเล้วเเต่ละชนิด เเต่ราคาขึ้นไม่มาก หากไม่มีฝนตกลง คนน่าจะออกมาซื้อของมากกว่านี้”

ด้านหอการค้าระบุว่า เปิดเผยถึงผลสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายในช่วงเทศกาลกินเจ และความคิดเห็นต่อสถานการณ์ปัจจุบัน จากกลุ่มตัวอย่าง 1,250 พบว่า การใช้จ่ายในช่วงเทศกาลกินเจ คาดว่ามีมูลค่า 42,235 ล้านบาท ขยายตัว 5.2% ค่อนข้างคึกคักในรอบ 7 ปี นับตั้งแต่ปี 2558 

โดยการใช้จ่ายเริ่มดีขึ้น แต่ยังมองว่าผู้บริโภคยังระวังการจับจ่ายซื้อสินค้า เพราะยังกังวลในเรื่องของค่าครองชีพ พฤติกรรมกรรมการกินเจในปีนี้ กลุ่มที่บอกว่าจะกินเจต่อเนื่อง ส่วนใหญ่ตอบ ว่าตั้งใจจะทำบุญ และกลุ่มที่ไม่กินเจ จะบอกว่า อาหารเจแพง และเศรษฐกิจไม่ดี และรสชาติไม่อร่อย สิ่งที่ต้องการให้ภาครัฐช่วยเหลือ ต้องการให้แก้ไขปัญหาค่าครองชีพ ต้องการให้มีการเมืองมีเสถียรภาพและต้องการเงินช่วยเหลือ

อ้างอิง หอการค้าไทย 

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ฝนตกทำกินเจวันปีนี้เงียบเหงา ปชช.บางส่วนเลือกไม่กินเจ เหตุจากค่าครองชีพสูงขึ้น first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/raining-for-vegetarian-food-this-year-its-lonely/

Shopee ประเทศไทย เลย์ออฟฟ้าผ่าอีกหนึ่งระลอก เลิกจ้าง 10% กระทบพนักงานร้อยชีวิต

Shopee ประเทศไทย เลิกจ้างพนักงานอีกระลอก ราวๆ 10% กระทบพนักงานหลักร้อยชีวิต จากข่าวก่อนหน้านี้ Shopee ประเทศไทย มีการเลย์ออฟพนักงานในธุรกิจ Shopee Food และ Shopee Pay ราว 50% แบบฟ้าผ่าในช่วงกลางปีที่ผ่านมา

Shopee

ล่าสุด แหล่งข่าวของ Brand Inside แจ้งว่า ทาง Shopee ประเทศไทย ได้ประกาศเลิกจ้างกับพนักงานเพิ่มเติมในหลายแผนกประมาณ 10% หรือหลักร้อยคน ในช่วงการประชุม Townhall วันนี้ โดยแจ้งเหตุผลว่า นโยบายดังกล่าวเป็นไปเพื่อการลีนองค์กรให้สามารถตอบรับสถานการณ์ท้าทายทางเศรษฐกิจในปัจจุบันได้มากขึ้น

เหตุผลดังกล่าวสอดคล้องกับที่ เหตุผลที่ Shopee ในประเทศอื่นๆ ประกาศหลังเลย์ออฟพนักงานในหลายตลาด ไม่ว่าจะเป็นจีนที่ประกาศเลิกจ้างน้อยกว่า 10% อินโดนีเซียเลิกจ้าง 3% ไปจนถึง ชิลี โคลอมเบีย และเม็กซิโกที่เลิกจ้างพนักงานส่วนใหญ่ และหันไปดำเนินการแบบข้ามพรมแดนแทน ซึ่งบริษัทแจ้งว่าจะเป็นการทำให้บริษัทมีความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

ส่วนในอาร์เจนตินานั้น Sea Group ประกาศถอนตัวจากตลาดโดยสิ้นเชิง

ในช่วงไตรมาส 2 ปี 2022 ที่ผ่านมา Sea Group บริษัทแม่ของ Shopee มีรายได้เติบโต 29% เป็น 2.9 พันล้านเหรียญ กลายเป็นแหล่งรายได้หลักที่กินสัดส่วนเกือบ 60% ของ Sea แต่กระนั้น ธุรกิจหลักของบริษัทในปัจจุบันก็ยังมีผลขาดทุนสุทธิที่เพิ่มขึ้นเท่าตัวเป็น -931.2 ล้านเหรียญ

ตอนนี้ Sea Group กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก โดย Forrest Li ซีอีโอของบริษัทส่งอีเมลแจ้งไปยังพนักงานว่าหลังจากนี้บริษัทจะทำการรัดเข็มขัดมากขึ้น ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทจะไม่รับเงินเดือนจนกว่าสถานการณ์การเงินจะดีขึ้นในระดับพึ่งพาตนเองได้ หรือก็คือพึ่งพาเงินทุนภายนอกลดลง และสามารถทำเงินเองได้

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post Shopee ประเทศไทย เลย์ออฟฟ้าผ่าอีกหนึ่งระลอก เลิกจ้าง 10% กระทบพนักงานร้อยชีวิต first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/shopee-thailand-the-2nd-layoff/

เนชั่นปิดดีลซื้อ Post Today มูลค่า 58.85 ล้านบาท

เครือเนชั่น กรุ๊ป ประกาศแจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ เรื่องการตั้งบริษัทย่อยใหม่ในชื่อ บริษัท โพสต์ทูเดย์ จำกัด เพื่อรับโอนเครื่องหมายบริการและลิขสิทธิ์ของ Post Today และ Newsclear Online เป็นการปิดดีลการประกาศซื้อ Post Today จากเครือบางกอกโพสต์ไปเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา มูลค่า 58.85 ล้านบาท

nation post today

บริษัท โพสต์ทูเดย์ จดทะเบียนด้วยทุน 120 ล้านบาท ชำระแล้วครั้งแรก 60 ล้านบาทบาท ประกอบด้วยหุ้นสามัญจำนวน 12 ล้านหุ้น โดยบริษัท เนชั่น กรุ๊ป ถือหุ้น 99.97% คุณฉาย บุญนาค คุณสมชาย มีเสนและ คุณวรางคณา กัลยาณประดิษฐ 3 ผู้บริหารระดับสูงของเครือเนชั่น ถือหุ้นคนละ 1 หุ้น (0.0001%)

เนชั่นกรุ๊ป ปัจจุบันมีการปรับโครงสร้างบริษัทครั้งใหญ่เมื่อต้นปี ด้วยการให้บริษัทแม่ มาถือหุ้นบริษัทย่อยทั้งหมด 100% ภายใต้นโยบายบริหารเดียวกัน ที่เรียกว่ายุทธศาสตร์ One Nation ซึ่งก็พอเป็นรูปเป็นร่างในแง่ของการลดต้นทุนที่ซ้ำซ้อนลง โดยปัจจุบันสื่อในเครือเนชั่นมี Nation TV, Nation Online, The Nation (ภาษาอังกฤษ), กรุงเทพธุรกิจ, คม ชัด ลึก, สปริงนิวส์, ไทยนิวส์ออนไลน์, โอเคเนชั่น, ฐานเศรษฐกิจ, Tnews, ขอบสนาม และ The People

โดยการรายงานผลประกอบการงวด 6 เดือนของเนชั่น กรุ๊ป ที่สิ้นสุดวันที่ 30 มิ.ย.2565 ที่ผ่านมา บริษัทมีกำไร 519.73 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 620% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่ตอนนั้นขาดทุน99.87 ล้านบาท ส่วนรายได้รวมสำหรับงวด 6 เดือนของปี 2565 เพิ่มขึ้น 178% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2564 ปัจจัยหลักๆ มาจากรายได้การขายโฆษณาและบริการเพิ่มขึ้น 21% และขายหุ้นบริษัทย่อย เช่น หุ้นของบริษัทเนชั่น บรอดแคสติ้ง

ที่มา – กลต.

 

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post เนชั่นปิดดีลซื้อ Post Today มูลค่า 58.85 ล้านบาท first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/nation-group-acquire-post-today/

ราคากาแฟจะแพงขึ้นอีก? บราซิล เวียดนาม ผลผลิตตกต่ำ สินค้าคงคลังเหลือน้อยครั้งประวัติศาสตร์

กระทบพนักงานออฟฟิศถ้วนหน้า! ราคากาแฟอาจพุ่ง เมื่อผู้ผลิตรายใหญ่อย่างบราซิลและเวียดนามมีผลผลิตตำต่ำครั้งใหญ่ สินค้าคงคลังเหลือน้อย ไม่พอความต้องการโลก

หลายคนอาจเริ่มสังเกตแล้วว่า ร้านกาแฟร้านประจำที่ตัวเองอุดหนุนทุกวันก่อนไปทำงานยามเช้าต่างทยอยปรับราคาเครื่องดื่มขึ้นกันถ้วนหน้า แม้แต่แบรนด์ใหญ่ๆ อย่าง All Cafe หรือ “กาแฟเซเว่น” ไปจนถึงอินทนิลเอง ก็พากันออกมาบอกกับลูกค้าว่าจะมีการขึ้นราคา 5-10 บาท 

เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในไทยเท่านั้น ร้านกาแฟใหญ่ๆ ระดับโลก เช่น Starbucks ไปโรงคั่วที่ใหญ่เป็นเบอร์ต้นๆ ของยุโรปอย่าง JDE Peet’s ก็มีการปรับราคาขายเหมือนกัน

คำถามคือ ทำไมร้านกาแฟทั่วโลกถึงต้องพากันขึ้นราคาครั้งใหญ่? เกิดอะไรขึ้นกับตลาดกาแฟทั่วโลก? วันนี้ Brand Inside จะพาทุกท่านไปหาคำตอบเรื่องนี้พร้อมๆ กัน

กาแฟไม่พอ ราคาก็พุ่ง

หลังจากต้องล็อกดาวน์อยู่บ้านกันไปนาน ผู้คนต้องการดื่มกาแฟเพิ่มขึ้น ปีที่ผ่านมาความต้องการกาแฟเพิ่มขึ้น 2% เทียบกับปีก่อน ส่วนก่อนหน้านั้นก็เพิ่มขึ้นมา 1.5% พูดง่ายๆ คือหลังจากโควิดเริ่มทุเลาจากการระบาดในช่วงแรกๆ ความต้องการกาแฟก็เพิ่มขึ้น 2 ปีติด จากข้อมูลของ hEDGEpoint Global Markets บริษัทวิจัยตลาดระดับโลก

Brewing coffee in a jug
Photo by Karl Fredrickson on Unsplash

ข่าวร้ายคือ แม้ความต้องการจะโตต่อเนื่อง แต่ผลผลิตกลับไม่ได้โตตามไปด้วย 

เพราะตั้งแต่ช่วงปลายปี 2564 ก็มีข่าวอยู่เนืองๆ ว่า ประเทศผู้ผลิตกาแฟชั้นนำ เช่น บราซิล เวียดนาม โคลอมเบีย และประเทศอื่นๆ ต้องเผชิญสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จนผลผลิตไม่ดีอย่างที่คิด

เข้าสูตรเศรษฐศาสตร์พื้นฐานคือ “demand สูง + supply ต่ำ = ราคาพุ่งทะยาน” 

ผู้ผลิตกาแฟเบอร์ 1 และ 2 เจองานหนัก

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า สถานการณ์ในบราซิล ประเทศผู้ผลิตเมล็ดกาแฟเบอร์ 1 ซึ่งผลิตกาแฟราว 1 ใน 3 ของทั้งโลกกำลังน่าเป็นห่วง เพราะนักวิเคราะห์มองว่าปริมาณกาแฟ (กระสอบ 60 กิโลกรัม) ที่ควรมีในคลังของบราซิลจะต้องอยู่ที่ 9-12 ล้านกระสอบ แต่ตอนนี้บราซิลมีเพียง 7 ล้านกระสอบ หรือราวๆ 60% เท่านั้น

นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลอีกว่ากาแฟที่มีอยู่ในคลังสินค้าในท่าเรือ เหลือน้อยที่สุดในรอบ 23 ปี นี่คือเรื่องที่ซ้ำเติมสถานการณ์การขาดแคลนเมล็ดกาแฟในระดับโลกอย่างหนัก

สถานการณ์ในเวียดนาม ผู้ผลิตเมล็ดกาแฟอันดับ 2 ที่ผลิตกาแฟได้เกือบ 1 ใน 5 ของที่ผลิตได้ทั้งโลกก็ไม่ได้ต่างกันนัก เพราะจากการสำรวจพบว่าปริมาณเมล็ดกาแฟในคลังจนถึงสิ้นเดือนนี้จะอยู่ที่ 200,000 ตัน น้อยกว่าเดือนกันยายนปีที่ผ่านมาซึ่งมีเมล็ดกาแฟในคลัง 400,000 ตัน

แถมยังมีการคาดการณ์กันอีกว่าผลผลิตในปี 2022-23 จะลดลงราว 6% เหลือ 1.72 ล้านตัน

เมื่อวิกฤตภูมิอากาศ รุกคืบถึงปากท้อง

ที่ผ่านมาหลายคนมองว่าภาวะโลกร้อนเป็นเรื่องไกลตัวหรืออย่างน้อยๆ คือมองว่าเป็นปัญหาแต่จะยังไม่ส่งผลอะไรในระยะสั้น แต่ผลผลิตที่ตกต่ำซึ่งอาจดันราคากาแฟขึ้นไปอีก คือเครื่องพิสูจน์ให้เห็นว่า วิกฤติภูมิอากาศแยกไม่ขาดกับเรื่องชีวิตประจำวัน เพราะการผลิตทางเศรษฐกิจในแง่หนึ่งแล้วคือการหยิบบางสิ่งมาจากระบบนิเวศ

สภาพปัจจุบันในบราซิลคือ สินค้าในคลังเหลือน้อยจนแทบไม่เพียงพอกับความต้องการต่อให้ผลผลิตปีหน้าจะดีก็ตาม ซึ่ง Nelson Carvalhaes หนึ่งในคณะกรรมการผู้ส่งออกกาแฟในบราซิล บอกว่า “สิ่งที่เราต้องการก็แค่ฝนเท่านั้น” 

บราซิลกำลังเจอภัยแล้งที่ยืดเยื้อตั้งแต่กลางปีที่ผ่านมา และนี่ยังเป็นภัยแล้งที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งของบราซิล นอกจากนี้ ปัญหาภูมิอากาศยังกระทบประเทศอื่นๆ ในอเมริกากลางและใต้ซึ่งเป็นผู้ผลิตกาแฟชั้นนำ ส่วนเวียดนาม ผู้ผลิตกาแฟโรบัสต้าเบอร์ 1 ของโลก ก็ประสบปัญหาสินค้าคงคลังลดลงและผลผลิตที่อาจย่ำแย่ในปีหน้า

ภาพจาก Shutterstock

ตอนนี้ ตลาดกาแฟต้องเผชิญกับความต้องการซื้อที่มากกว่าผลผลิต 2 ปี ติดต่อกัน ประโยคนี้อาจฟังดูไม่มีอะไรพิเศษ แต่ Natalia Gandolphi นักวิเคราะห์จาก hEDGEpoint ระบุว่า นี่คือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักในตลาดนี้

ราคาพุ่ง From Bean to Bar

ถามว่าปัจจุบันราคากาแฟไปไกลแค่ไหน? ตอบได้เลยว่าราคาพุ่งขึ้นไปแล้วเกิน 1 เท่าตัว เทียบกับปี 2019 จาก 100 ดอลลาร์/ปอนด์ ปัจจุบัน ราคากาแฟอยู่ที่ 220 ดอลลาร์/ปอนด์ จากข้อมูลของ Trading Economics

นอกจากนี้ ราคาสัญญาซื้อขายกาแฟล่วงหน้าใน New York Futures Exchange เพิ่มขึ้นไปแล้วกว่า 11% จากปีก่อนหน้า นักวิเคราะห์ชี้ว่ามีแนวโน้มที่จะปรับตัวขึ้นไปเรื่อยๆ โดยหนึ่งในปัจจัยสำคัญคือ ความไม่แน่นอนของการผลิตกาแฟในประเทศบราซิล

แม้แต่ในประเทศผู้ผลิตกาแฟรายใหญ่ที่สุดเอง ราคากาแฟก็พุ่งขึ้นไม่ต่างกัน โดยราคากาแฟกระสอบในเซาเปาโลเพิ่มขึ้นไปแล้วกว่า 19% เทียบกับปีก่อน จากข้อมูลของ University of Sao Paulo

cafe amazon

และไม่ใช่แค่เชนใหญ่ระดับโลกเท่านั้นที่มีการปรับราคากาแฟขึ้น เพราะล่าสุด แบรนด์กาแฟหลายเจ้าในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น All Cafe (กาแฟเซเว่น) Inthanin หรือ Cafe Amazon ก็แจ้งกับลูกค้าแล้วว่าจะมีการปรับราคาเครื่องดื่มขึ้นราว 5-10 บาท โดยให้เหตุผลเรื่องต้นทุนเป็นหลัก

สะท้อนชัดว่า ปัญหาภูมิอากาศกระทบชีวิตประจำวันมากกว่าที่คนส่วนใหญ่เคยเข้าใจ

ที่มา – Bloomberg, SCMP, Visual Capitalist

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ราคากาแฟจะแพงขึ้นอีก? บราซิล เวียดนาม ผลผลิตตกต่ำ สินค้าคงคลังเหลือน้อยครั้งประวัติศาสตร์ first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/will-coffee-price-rise-in-2022/