คลังเก็บป้ายกำกับ: ANDROID

POCO เปิดตัว X-Series รุ่นใหม่ POCO X5 Pro 5G และ POCO X5 5G

POCO แบรนด์เทคโนโลยียอดนิยมในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่รักเทคโนโลยี ประกาศเปิดตัวสองสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดสำหรับ Gen-Z ที่ชื่นชอบความบันเทิงที่กำลังมองหาสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่ที่แตกต่าง POCO X5 Pro 5G และ POCO X5 5G ถือเป็นสองสมาร์ทโฟนที่เป็นก้าวสำคัญของแบรนด์ POCO โดยสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดนี้มาพร้อมกับฟังก์ชั่นใหม่อันน่าตื่นเต้นที่จะมาสร้างความพึงพอใจให้ผู้รักเทคโนโลยี

ซึ่งคุณสมบัติที่โดดเด่นของ POCO X5 Pro 5G ได้แก่ ฟังก์ชั่นกล้องที่ได้รับการอัปเกรด ประมวลผลที่เร็วขึ้น และมาพร้อมกับจอแสดงผลอันน่าทึ่ง ในขณะที่ POCO X5 5G ครบครันไปด้วยประสิทธิภาพรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นหน้าจออันยอดเยี่ยม ประสิทธิภาพที่แข็งแกร่ง และแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้อย่างยาวนาน นับว่าเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับสมาร์ทโฟนระดับกลาง

สมาร์ทโฟนรุ่นต่างๆ จาก POCO X-series นั้นสามารถเอาชนะใจแฟนเทคโนโลยีวัยรุ่นได้อย่างต่อเนื่องด้วยการมอบประสบการณ์ของการเป็นโทรศัพท์อันน่าทึ่งได้อย่างดีเยี่ยม จากการศึกษาข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความชอบของแฟนๆ ทำให้การออกแบบ POCO’s X5 series ในครั้งนี้ สามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้ และให้ประสิทธิภาพที่เกินความคาดหวังของแฟนๆอีกด้วย

มร.แองกัส หัวหน้าฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์ของ POCO Global กล่าวว่า “สมาร์ทโฟนรุ่นนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถสร้างคอนเทนต์ได้ไปอีกขั้นหนึ่ง เราเชื่อว่า POCO X5 Pro 5G เป็นสมาร์ทโฟนที่ดีที่สุดในกลุ่มช่วงราคา 300 ดอลลาร์ ในขณะที่ POCO X5 5G มาพร้อมหน้าจอและประสิทธิภาพอันยอดเยี่ยม ทั้งยังคุ้มค่าและมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดสำหรับสมาร์ทโฟนที่มีราคาต่ำกว่า 200 ดอลลาร์”

POCO X5 Pro 5G: การผสมผสานที่ลงตัวของภาพที่ยอดเยี่ยมและความสามารถของกล้องชั้นเลิศ

POCO X5 Pro 5G มาพร้อมหน้าจอ Flow AMOLED ขนาด 6.67 นิ้ว โดยนับเป็นรุ่นแรกสำหรับสมาร์ทโฟน POCO X series ที่ใช้หน้าจอนี้ เทคโนโลยีการแสดงผลที่ยืดหยุ่นนี้ทำให้ POCO X5 Pro 5G นั้นมีน้ำหนักเบาขึ้นและบางเพียง 7.9 มม1 เท่านั้น จึงกลายเป็นสมาร์ทโฟน X-series ที่บางที่สุดอีกด้วย

โดยตัวอุปกรณ์จะทำให้คุณถือใช้งานได้อย่างสะดวกสบายในการเล่นเกมหรือการสร้างสรรค์คอนเทนต์ ไม่ว่าคุณจะถ่ายวิดีโอ ดูภาพยนตร์ เลื่อนดูโซเชียลมีเดีย หรือเล่นเกม อัตราการรีเฟรชระดับเรือธง 120Hz จะให้ภาพที่สดใส มีชีวิตชีวา และชัดเจนอย่างดีเยี่ยม ภาพถ่ายและวิดีโอดูสมจริงด้วย DCI-P3 100% ความลึกของสี 10 บิตและ Dolby Vision จะทำให้ประสบการณ์การรับชมดียิ่งขึ้นไปอีกขั้น

POCO X5 Pro 5G มีการหรี่แสง PWM 1920Hz (1920Hz PWM dimming) เพื่อช่วยปกป้องสายตาของคุณเมื่ออ่านหนังสือและสร้างสรรค์สิ่งต่างๆในสภาวะแสงน้อย POCO X5 Pro 5G มาพร้อมกับชิปเซ็ต Snapdragon® 778G ที่สร้างด้วยเทคโนโลยีการผลิต 6 นาโนเมตรขั้นสูงจาก TSMC และได้คะแนน AnTuTu อยู่ที่ 545,093 คะแนน2 ซึ่งสูงกว่า MediaTek Dimensity 1080 

ซึ่งชิปเซ็ต Snapdragon® 778G 5G มอบการใช้พลังงานที่สมดุลพร้อมประสิทธิภาพขั้นสูงที่ช่วยให้ระบบประมวลผลของกล้องเร็วขึ้นกว่ารุ่นก่อน นอกจากนี้ความเร็วต่างๆของ POCO X5 Pro 5G ยังถูกปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความเร็วของการตั้งค่า (41%) การภาพถ่าย (69%) และโหมดกลางคืน (38%)3 ตัวประมวลผลสัญญาณภาพ (ISP) สามารถทำได้เร็วถึง 2 กิกะพิกเซลต่อวินาทีและประสิทธิภาพ AI ที่ยอดเยี่ยม 12 TOPS4

เซ็นเซอร์ระดับเรือธง 108 พิกเซล ช่วยปลดล็อกการถ่ายภาพระดับมืออาชีพ ให้ภาพมีความละเอียดสูงเป็นพิเศษ ทั้งยังสามารถเก็บรายละเอียดและสีแม้ในที่มืดได้อย่างดีเยี่ยม POCO X5 Pro 5G ยังรองรับการถ่ายวิดีโอ 4K และมีโหมดต่างๆ ที่ทำให้การสร้าง vlog นั้นสามารถทำได้ง่ายขึ้น สวยงาม และบันทึกทุกช่วงเวลาได้อย่างง่ายดาย

POCO X5 Pro 5G รองรับการถ่าย 4K ได้ยาวนานกว่า 5.5 ชั่วโมงด้วยแบตเตอรี่ขนาด 5000mAh5 ซึ่งเป็นข้อดีสำหรับคอนเทนต์ครีเอเตอร์ที่ต้องเดินทางตลอดเวลาโดยสามารถสตรีมหรือถ่ายทำคอนเทนต์ได้อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวันและไม่ต้องกังวลว่าจะแบตหมด และด้วยการชาร์จแบบเทอร์โบ 67W ก็สามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้อย่างรวดเร็วโดยชาร์จได้สูงสุด 30% ในเวลาเพียง 7 นาที6

POCO X5 5G: ส่วนผสมที่ลงตัวของประสบการณ์อันยอดเยี่ยม

ลืมภาพจำของสมาร์ทโฟนระดับกลางไปได้เลย POCO X5 5G มีทุกอย่างที่ผู้ใช้ Gen Z ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การเรียน หรือความบันเทิง และแม้ว่าคุณจะถ่ายภาพเป็นร้อยๆ ภาพ เล่นเกมเป็นเวลาหลายชั่วโมง หรือดูวิดีโอที่มีความละเอียดสูง อุปกรณ์นี้จะอยู่กับคุณตลอดทั้งวันและคืน POCO X5 5G มาพร้อมหน้าจอ AMOLED DotDisplay 6.67 นิ้ว อันบางเฉียบและน้ำหนักเบาเพียง 189 กรัม7 เท่านั้น

ทำให้ สามารถใช้งานได้อย่างสะดวกสบาย แฟนเกมจะประทับใจกับอัตราการรีเฟรช 120Hz และอัตราส่วนคอนทราสต์ 4,500,000:1 ที่รับประกันประสบการณ์การเล่นเกมที่ลื่นไหลและสมจริง ขอบเขตสีกว้าง DCI-P3 ทำให้ภาพดูมีชีวิตเพื่อการใช้งานที่ยอดเยี่ยม

POCO 5X 5G มาพร้อมกับชิปเซ็ต Snapdragon® 695 ที่มอบประสบการณ์การใช้งานที่ราบรื่น อัดแน่นไปด้วยความเร็ว ประสิทธิภาพระดับสูงและความเร็วในการดาวน์โหลดที่ยอดเยี่ยม

ตัวอุปกรณ์มาพร้อม RAM และ ROM ที่เหมาะสมเพื่อการดูคอนเทนต์ที่ราบรื่นและเพลิดเพลิน โดยมีพื้นที่การจัดเก็บ RAM ให้เลือกสูงสุด 8GB และ ROM สูงสุด 256GB เมื่อคุณสลับการใช้งานจากแอปหนึ่งไปยังอีกแอปหนึ่งคุณก็ยังสามารถใช้งานได้อย่างลื่นไหลด้วยเทคโนโลยีการขยาย RAM แบบไดนามิก 3.0 (Dynamic RAM Expansion Technology 3.0) ที่รองรับแอปที่ทำงานอยู่ด้านหลังมากมาย

ไม่ว่าคุณจะเปลี่ยนจากการทำงานไปเล่นเกมหรือดูภาพยนตร์ หรือไปใช้งาน TikTok แบตเตอรี่ขนาด 5000mAh ของ POCO X5 5G ก็ให้คุณใช้งานได้ยาวนานตลอดวันโดยที่ไม่ต้องกังวลเรื่องแบตเตอรี่อีกต่อไปโดยมาพร้อมเทคโนโลยีชาร์จเร็ว หากคุณกำลังดูวิดีโอบน YouTube แบตเตอรี่ของ POCO X5 5G นั้นสามารถให้คุณใช้งานยาวนานถึง 21 ชั่วโมง7 

ตัวอุปกรณ์มาพร้อมการชาร์จเร็ว 33W และสามารถชาร์จแบตที่หมดให้เต็ม 100% ได้ในเวลาประมาณ 68 นาที8 คุณสามารถเพลิดเพลินกับการเลื่อนดูและโต้ตอบบนโซเชียลมีเดียได้เป็นเวลา 12 ชั่วโมง9 ด้วยแบตเตอรี่ที่ชาร์จเต็ม

ติดตามข้อมูลการจัดจำหน่าย POCO X5 Pro 5G และ POCO X5 5G ของประเทศไทยได้ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2566

หมายเหตุ

ข้อมูลจากห้องปฏิบัติการภายใน วิธีการวัดผลในอุตสาหกรรมอาจแตกต่างกันไป ดังนั้นผลลัพธ์จริงอาจแตกต่างกัน

ข้อมูลอ้างอิงจากการทดสอบภายในของ AnTuTu v9.5.3. ผลลัพธ์จริงอาจแตกต่างกันไป

ข้อมูลอ้างอิงจากการทดสอบภายในและเปรียบเทียบกับรุ่นที่แล้ว ผลลัพธ์จริงอาจแตกต่างกันไป

ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ทางการของ Qualcomm

ข้อมูลอ้างอิงจากการทดสอบภายใน ผลลัพธ์จริงอาจแตกต่างกันไป

ข้อมูลอ้างอิงจากการทดสอบภายใน ผลลัพธ์จริงอาจแตกต่างกันไป

ข้อมูลอ้างอิงจากการทดสอบภายใน ผลลัพธ์จริงอาจแตกต่างกันไป

ข้อมูลอ้างอิงจากการทดสอบภายในด้วยฟังก์ชันใหม่ ซึ่งจะได้รับการอัปเดตผ่าน OTA สำหรับผู้ใช้ปลายทาง ผลลัพธ์จริงอาจแตกต่างกันไป

ข้อมูลอ้างอิงจากการทดสอบภายใน ผลลัพธ์จริงอาจแตกต่างกันไป

สามารถชมภาพเพิ่มเติมได้ที่ POCO X5 Pro 5GPOCO X5 5G

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/poco-launches-new-x-series-models-poco-x5-pro-5g-and-poco-x5-5g/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=poco-launches-new-x-series-models-poco-x5-pro-5g-and-poco-x5-5g

OPPO เตรียมเปิดตัว “OPPO Enco Air3” หูฟังไร้สายรุ่นใหม่ล่าสุด มาพร้อมดีไซน์ใหม่ เคสชาร์จโปร่งแสงและพลังเสียงที่ทรงพลังมากขึ้น พร้อมมอบประสบการณ์เสียงที่ก้าวไปอีกขั้น

ออปโป้เตรียมส่งอุปกรณ์ IoT ตัวใหม่ล่าสุด “OPPO Enco Air3” หูฟังไร้สายรุ่นใหม่ล่าสุดที่มาพร้อมสโลแกน “Music All Around” มาพร้อมประสบการณ์เสียงที่ก้าวไปอีกขั้นด้วย DSP ประสิทธิภาพสูง ด้วยคุณภาพเสียงทรงพลัง โดดเด่นด้วยดีไซน์เอกลักษณ์เคสชาร์จโปร่งแสงเปิดได้ 110 องศา มอบประสบการณ์ใช้งานที่ก้าวไปอีกขั้น เป็นคู่หูได้ในทุกไลฟ์สไตล์

เตรียมพบกับหูฟังไร้สายใหม่ล่าสุด OPPO Enco Air3 จากออปโป้ ได้พร้อมกับ OPPO Reno8 T 5G ในงาน OPPO Reno8 T 5G Launch Event ในวันพฤหัสบดีที่ 9 กุมภาพันธ์นี้ ทาง Facebook, Line Official และ TikTok ของ OPPO Thailand เท่านั้น

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : https://www.facebook.com/oppothai

#OPPOEncoAir3 #MusicAllAround

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/oppo-prepares-to-launch-oppo-enco-air3/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=oppo-prepares-to-launch-oppo-enco-air3

Galaxy S23 series เฉดสีที่ Inspired by Nature แรงบันดาลใจ 4 สีสันแห่งธรรมชาติ

ซัมซุงเปิดตัว Galaxy S23 series สมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุดที่หลายๆ คนรอคอย นอกจากประสิทธิภาพของตัวเครื่องที่ให้มาแบบจัดเต็มแล้วนั้น ยังมาพร้อมกับสีที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติด้วยสีเอิร์ธโทน ที่ดูเรียบหรูและโดดเด่นเป็นธรรมชาติ  

โดยผลิตจากสีย้อมธรรมชาติและเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วยกระจกฟิล์ม PET รีไซเคิลช่วยเสริมสร้างความเรียบหรูให้กับตัวเครื่อง มีให้เลือกถึง 4 สี ได้แก่ Green, Cream, Lavender และ Phantom Black 

นอกจากนี้ซัมซุงยังมีสีพิเศษอย่าง Lime, Graphite, Sky Blue และ Red สำหรับการสั่งจองผ่านช่องทางออนไลน์ samsung.com ที่นอกเหนือจากสีที่เปิดให้อยู่ทั่วประเทศในขณะนี้อีกด้วย!!!

Galaxy S23 Series

Green แรงบันดาลใจจากสีของธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นสีเขียวจากหิน Botanic Green และสีเขียวพืชพรรณต่างๆ และได้ดีไซน์ออกมาเป็นสีเขียวอมเทาที่ช่วยเพิ่มความเรียบหรูให้กับตัวเครื่อง สีเขียวยังให้ความรู้สึก สดชื่น สงบ ผ่อนคลาย นอกจากนี้สีเขียวยังขึ้นแท่นสีมงคล หรือที่คุ้นหูกันในชื่อสีเขียวเหนี่ยวทรัพย์เป็นสีที่หลายๆ คนต้องมีไว้ติดตัวเพื่อความอุ่นใจ

Cream สีขาวละมุน โดยได้แรงบันดาลใจมาจากดอกฝ้ายสีขาวที่ดูนุ่มฟู เฉดสีจากธรรมชาติ ที่ยังคงความหรูหรา และมินิมอลในตัว ด้วยโทนสีที่อบอุ่นและตัวเครื่องเหลือบทองนิดๆ เพิ่มความพรีเมียมไปอีกขั้น จะแมทช์ยังไงก็สวยอย่างมีระดับ

Lavender เป็นสีที่ได้แรงบันดาลใจมากจากสีของดอก Lilac ที่มาในโทนม่วงผสมกับสีเทาอ่อนๆ ได้อย่างลงตัวเป็นแนวสีพาสเทล ให้ความรู้สึกละมุนละไม อ่อนหวาน และงดงาม นอกจากนี้สี Lavender ก็กำลังเป็นเทรนด์อยู่ในตอนนี้ ใครเป็นสายชอบสีหวานๆ ละมุนต้องห้ามพลาด

Phantom Black สีดำสุดเท่ ที่ได้แรงบันดาลใจมากจากสีของถ่านหิน เชื้อเพลิงจากธรรมชาติสีดำด้าน เช่นเดียวตัวเครื่องที่มาพร้อมกับผิวสัมผัสที่พิถีพิถันกับความด้านที่ละมุน คลอบคลุมไปทั้งฝาหลัง ยิ่งเพิ่มลุคให้ดูเท่และคลาสสิกดูเป็นธรรมชาติ นอกจากนี้เป็นสียอดนิยมตลอดกาลที่หลายคนยังคงเลือกใช้

เป็นเจ้าของได้แล้ววันนี้!! กับสมาร์ทโฟนแฟลกชิปรุ่นล่าสุดที่รวมทุกความพี๊คคคของซัมซุงกาแลคซี่ไว้ในเครื่องเดียว และโดดเด่นเป็นธรรมชาติด้วย สีสันที่ Inspired by Nature ที่สามารถแมทช์กับทุกไลฟสไตล์ได้อย่างลงตัว

สามารถสั่งจองได้แล้ว(Pre-Order) ตั้งแต่วันนี้ผ่านช่องทางออนไลน์บนเว็บไซต์ samsung.com หรือหน้าร้านที่ Samsung Experience Store และร้านค้าที่ร่วมรายการตั้งแต่วันนี้ – 23 กุมภาพันธ์นี้เท่านั้น!!! พี๊คคคกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/galaxy-s23-series-colors-inspired-by-nature/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=galaxy-s23-series-colors-inspired-by-nature

ออปโป้ ยกระดับตลาดสมาร์ตโฟนระดับกลางด้วย OPPO Reno8 T 5G พร้อมอัปเกรดความละเอียดและคมชัดที่สุดด้วยกล้อง 108MP การันตี The Portrait Expert

ออปโป้ ไทยแลนด์ นำโดย คุณชานนท์ จิรายุกุล ประธานกรรมการอาวุโสฝ่ายบริหาร ประกาศเดินเกมปี 2566 ลุยตลาดสมาร์ตโฟนระดับกลาง เตรียมเปิดตัวสมาร์ตโฟนรุ่นล่าสุด “OPPO Reno8 T 5G” 

พร้อมกลับมาตอกย้ำความเป็น The Portrait Expert ยกระดับเทคโนโลยีไปอีกขั้นด้วยกล้องพอร์ตเทรตความละเอียดสูงถึง 108MP และสเปคอัปเกรดในทุกๆ ด้านทั้งเรื่องดีไซน์โฉมใหม่ที่มาพร้อมสุดยอดประสิทธิภาพเพื่อการใช้งานแบบจัดเต็ม เรียกได้ว่าตอบโจทย์การใช้งานได้ในทุกด้าน

ล่าสุดจากรายงานของ Canalys ออปโป้ครองอันดับ 2 ของตลาดสมาร์ตโฟนไทยในไตรมาส 3/2565 โดยในปีที่ผ่านมาออปโป้ประสบความสำเร็จในการจำหน่ายสมาร์ตโฟนตระกูล OPPO Reno Series ที่ได้รับกระแสตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากผู้บริโภคชาวไทย จนได้รับการจดจำในฐานะสุดยอดสมาร์ตโฟนเพื่อการถ่ายภาพพอร์ตเทรตตัวจริง

OPPO Reno8 T 5G

ในปี 2566 นี้ ออปโป้เดินหน้าเต็มสูบร่วมแชร์ประสบการณ์การถ่ายพอร์ตเทรตผ่าน The Portrait Expert “ต่อ-ธนภพ ลีรัตนขจร” สานต่อเทรนด์การถ่ายภาพพอร์ตเทรตด้วยสมาร์ตโฟนที่มาพร้อมกล้องสุดล้ำ นับถอยหลังเตรียมพบพร้อมกัน ในวันพฤหัสบดีที่ 9 กุมภาพันธ์นี้ ทาง Facebook, Line Official และ TikTok ของ OPPO Thailand เท่านั้น

#OPPOReno8T5G_th #OPPO108MPPortraitCamera #ThePortraitExpert

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/oppo-elevates-the-mid-range-smartphone-market-with-oppo-reno8-t-5g/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=oppo-elevates-the-mid-range-smartphone-market-with-oppo-reno8-t-5g

รีวิว Infinix ZERO 20 สมาร์ตโฟนสาย Vlog ด้วยกล้องเซลฟี่ 60MP พร้อมกันสั่น OIS รุ่นแรกของโลก ในราคา 8,999 บาท

เปิดตัวและวางจำหน่ายในบ้านเราไปเมื่อช่วงปลายปี 2022 ที่ผ่านมา สำหรับ Infinix ZERO 20 สมาร์ตโฟนตระกูล ZERO Series ที่สายคอนเทนต์ และ Vlog ไม่ควรพลาด โดยมาพร้อมสโลแกน “Capture Your Own Story from ZERO 20 – เริ่มต้นทุกเรื่องราวด้วย ZERO 20”

โดดเด่นด้วยกล้องถ่ายภาพระดับมือโปรกับกล้องหน้าเซลฟี่ความละเอียด 60 ล้านพิกเซลรุ่นแรกของโลก และมีระบบกันสั่นแบบ OIS ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่และช่างภาพมืออาชีพ พร้อมกล้องหลังความละเอียด 108 ล้านพิกเซล เสริมทัพด้วยโปรเซสเซอร์ทรงพลังจาก MediaTek Helio G99

และทางทีม MobileOcta ก็ได้ Infinix ZERO 20 มาอยู่ในมือเป็นที่เรียบร้อย มาดูกันเลยว่าสมาร์ตโฟนรุ่นนี้จะถ่ายวิดีโอ และถ่ายภาพได้ดีแค่ไหน รวมถึงคุณสมบัติอื่นๆ จะมีอะไรที่น่าสนใจกันบ้าง ไปติดตามรีวิวกันได้เลยครับ

สเปคเบื้องต้น Infinix ZERO 20

ขนาด 164.4 x 76.7 x 8 มม.
น้ำหนัก 196 กรัม
หน้าจอ Dot Drop Display แบบ AMOLED ความละเอียด FHD+ 2400 x 1080 พิกเซล (393 ppi) ขนาด 6.7 นิ้ว ในอัตราส่วน 20:9 โดยมีอัตรารีเฟรชเรท 90Hz
หน่วยประมวลผล Octa Core ความเร็ว 2.2GHz โดยใช้ชิปเซ็ท Mediatek MT8781 Helio G99 (6nm), หน่วยประมวลผลกราฟิก Mali-G57 MC2
RAM 8GB (UP TO 13GB EXTENDED RAM)
หน่วยความจำภายในเครื่อง 128GB
microSD Card สูงสุด 512GB
กล้องถ่ายภาพ กล้องหลัง 3 ตัว AI Triple Camera พร้อมไฟแฟลช Quad LED ประกอบด้วย
– กล้องหลักความละเอียด 108 ล้านพิกเซล ระบบ AF
– กล้องตัวที่ 2 เลนส์ Ultra Wide ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล ระบบ FF
– กล้องตัวที่ 3 เลนส์ Depth ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล ระบบ FF

กล้องหน้าเซลฟี่ ความละเอียด 60 ล้านพิกเซล พร้อมระบบกันสั่น OIS และไฟแฟลช Dual LED

ระบบปฏิบัติการ Android 12 ครอบทับด้วย XOS 12
เชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac, dual-band, Bluetooth 5.0, GPS with A-GPS, NFC, FM Radio, USB Type-C 2.0, USB On-The-Go
รองรับระบบ 2G: B2|3|5|8
3G: B1|2|4|5|8
4G: B1|2|3|4|5|7|8|20|28A|28B|38|40|41

NETWORK 4G/3G/2G

แบตเตอรี่ 4,500 mAh รองรับระบบชาร์จไว 45W Super Charge พร้อมเทคโนโลยี Power Marathon ที่ประหยัดพลังงาน
สี สีเทา (Space Grey) สีเขียว (Green Fantasy) และสีทอง (Glitter Gold)
ราคา ราคา  8,999 บาท 

อุปกรณ์ภายในกล่อง

กล่องแพ็คเกจจิ้งของ Infinix ZERO 20 เป็นกล่องกระดาษแข็งสีขาวขนาดยาว ด้านหน้ากล่องสลักชื่อรุ่นขนาดใหญ่ ถัดลงมาด้านล่างระบุหน่วยความจำขนาด 256GB พร้อม RAM 13GB (RAM 8GB+5GB EXTENDED RAM) และข้อความ 60MP OIS Industry Highest Pixel Front Camera

ส่วนด้านหลังกล่องระบุสเปกเด่นเช่น ความละเอียดกล้องหน้า, ชิปเซ็ท, ความละเอียดกล้องหลัง, ระบบการชาร์จ, หน้าจอแสดงผล เป็นต้น พร้อมข้อมูลผู้ผลิต และผู้นำเข้า

อุปกรณ์ภายในกล่องประกอบไปด้วย

1.ตัวเครื่อง Infinix ZERO 20

2.สาย USB Type-C + อะแดปเตอร์ชาร์จเร็ว 45W

3.อุปกรณ์เปิดถาดซิมการ์ด

4.เคสพลาสติกใส

5.คู่มือการใช้งานฉบับย่อ + ใบรับประกันสินค้า

6,บัตรเชิญเข้าสู่ XCLUB ซึ่งเป็นคอมมูนิตี้ของผู้ใช้สมาร์ตโฟน Infinix

รูปลักษณ์ดีไซน์

ตัวเครื่อง Infinix ZERO 20 มาพร้อมการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ ดีไซน์แบบขอบแบบ Metal-frame Tech ที่ดูแข็งแรง ทนทาน แต่มีน้ำหนักเบา เพื่อให้ผู้ใช้งานจับได้อย่างถนัดมือ และพกพาไปได้ทุกที่ ด้วยขนาด 164.43×76.66×7.98 มม. และน้ำหนัก 196 กรัม และมีให้เลือก 2 สีคือ สีเทา (Space Grey), สีเขียว (Green Fantasy) และสีทอง (Glitter Gold) ซึ่งสีที่ทางทีมงาน MobileOcta ได้มารีวิวคือ สีเขียว (Green Fantasy)

หน้าจอแสดงผล Dot Drop Display แบบ AMOLED ความละเอียด FHD+ 2400 x 1080 พิกเซล (393ppi) ขนาด 6.7 นิ้ว ในอัตราส่วน 20:9 ตรงกลางด้านบนในรอยแหว่งติดตั้งกล้องเซลฟี่ความละเอียด 60 ล้านพิกเซล พร้อมระบบกันสั่น OIS รวมทั้งมีเซ็นเซอร์ต่าง ๆ อาทิ LIGHT SENSOR และ PROXIMITY SENSOR เป็นต้น และช่องลำโพงสนทนาอยู่ด้านบนสุดด้วย

พลิกมาด้านหลังเครื่องมุมซ้ายด้านบนมีโมดูลกล้องที่ดีไซน์แบบ Double-loop Camera ภายในติดตั้งกล้อง 3 ตัว พร้อมไฟแฟลช Quad LED

โดยกล้อง 3 ตัว ประกอบด้วย

  • กล้องหลักความละเอียด 108 ล้านพิกเซล ระบบ AF
  • กล้องตัวที่ 2 เลนส์ Ultra Wide ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล ระบบ FF
  • กล้องตัวที่ 3 เลนส์ Depth ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล ระบบ FF

ด้านซ้ายข้างเครื่องมีช่องสำหรับใส่ SIM Card แบบ Triple Slot Tray แบ่งเป็นช่องใส่ SIM Card แบบ nanoSIM Card 2 ช่อง และช่องใส่การ์ดหน่วยความจำภายนอกแบบ microSD Card 1 ช่องสูงสุด 512GB

ด้านขวาข้างเครื่องมีปุ่มปรับเพิ่มลดระดับเสียง กับปุ่ม Power สำหรับเปิดปิดเครื่อง และติดตั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือฝังบนปุ่มนี้ด้วย

ด้านบนเครื่องมีช่องลำโพงเสียงอยู่ทางซ้าย และช่องไมโครโฟนอยู่ทางขวา

ด้านท้ายเครื่องมีช่องหูฟังขนาด 3.5 มม. ช่องไมโครโฟน, พอร์ต USB Type-C 2.0 สำหรับชาร์จแบตเตอรี่ หรือถ่ายโอนข้อมูล และช่องลำโพงเสียง

Performance ประสิทธิภาพการใช้งาน 

ด้านการใช้งานและฟีเจอร์ที่น่าสนใจของ Infinix Zero 20 รุ่นนี้มีศูนย์กลางการประมวลผลด้วยชิปเซ็ตตัวแรง Helio G99 ชิปเซ็ตตระกูลเกมมิ่งของ MediaTek ที่พัฒนาบนสถาปัตยกรรม 6nm ทำงานร่วมกับ RAM 8GB ซึ่งรองรับฟีเจอร์ Virtual RAM โดยใช้หน่วยความจำภายในมาเป็น RAM เสมือนเพิ่มได้อีก 5GB รวมแล้วจะมี RAM ใช้งานได้ทั้งหมด 13GB เกือบเทียบเท่ากับเกมมิ่งโฟนรุ่นราคาหลายหมื่นเลยครับ

พร้อมกันนี้ยังมีพื้นที่เก็บข้อมูลภายในอีก 256GB ซึ่งถือว่าเยอะมากเมื่อเทียบกับสมาร์ทโฟนในระดับราคาค่าตัวใกล้เคียงกัน แต่ถ้ายังไม่พอ รุ่นนี้ยังให้ช่องใส่การ์ดความจำเสริม microSD Card แยกให้โดยไม่ต้องเบียดเบียนช่องใส่ซิม 2 เหมือนมือถือบางรุ่น ทำให้ Infinix Zero 20 สามารถเก็บข้อมูลได้เยอะมาก ใครที่ถ่ายคลิปวีดีโอทำคอนเท้นส์บอกเลยว่าตอบโจทย์มาก หรือจะเก็บหนังเก็บซีรีย์ หรือเพลงต่างๆ ก็ใส่ได้เยอะสะใจแน่นอน

ส่วนทางด้านซอฟท์แวร์จะใช้เป็นระบบปฏิบัติการ Android 12 ทำงานร่วมกับ XOS 12 ที่โดยรวมถือว่ามี UX และ UI ที่ใช้งานง่าย สวยงามสบายตา มีแอปพลิเคชันติดตั้งมาล่วงหน้าไม่เยอะมาก ทำให้เครื่องค่อนข้างเบามากทีเดียว 

จุดเด่นของรุ่นนี้นอกจากเรื่องกล้องถ่ายภาพ ซึ่งเราจะพูดถึงเป็นไฮไลท์ในหัวข้อถัดไปก็คือ ด้านประสิทธิภาพการประมวลผลครับ เพราะ Infinix Zero 20 จัดเป็นสมาร์ทโฟนราคาต่ำหมื่นที่จัดจ้านมากในด้านนี้ จากที่เราทดสอบเล่นเกมมหาชนอย่าง RoV ระบบสามารถรันเกมแบบกราฟฟิกระดับกลางได้เหลือๆ เลยครับ มีเฟรมเรทอยู่ที่ 59-60fps ไม่ตกจากนี้เลย รวมถึงเล่นนานก็ไม่ร้อนมากเท่าไหร่

โดยรวมถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีครับ และยิ่งมาพร้อมหน้าจอใหญ่ 6.7 นิ้วแบบ AMOLED ยิ่งทำให้การเล่นเกมมันส์ยิ่งขึ้น จับได้ถนัดมือมากขึ้น โดยเฉพาะเกม FPS อย่าง PUBG Mobile สามารถเล่นได้ลื่นมาก มองคู่แข่งชัดเจนดี แถมมีสีสันที่สวยงามสไตล์ AMOLED บอกเลยว่าถ้าหามือถือเล่นเกมงบไม่เกินหมื่น ห้ามมองข้ามตัวนี้เด็ดขาด

หรือจะเป็นด้านความบันเทิง มาพร้อมหน้าจอที่ทั้งใหญ่และสวยขนาดนี้ การดูหนังฟังเพลงรุ่นนี้ก็กินขาดครับ โดยเฉพาะใครที่ชอบดูซีรีย์บน Netflix รุ่นนี้สามารถสตรีมหนังดูแบบ HD ได้เลยครับ และยังมาพร้อมระบบเสียง Stereo ที่รองรับ DTS ทำให้เราสามารถเลือกโทนเสียงที่เหมาะสมกับการรับชมคอนเท้นต์ของเรา เช่น โหมดสมาร์ท, ฟังเพลง, ดูวีดีโอ หรือเล่นเกมเป็นต้น

และยังสามารถปรับแต่งเสียงแบบ Equalizer ได้ด้วยตนเองด้วยครับ สายหูทองหูเทพน่าจะถูกใจแน่นอน เสียงมีมิติซ้ายขวาชัดเจน ฟังสนุก พลังเสียงค่อนข้างดังดีมาก และมีน้ำหนักจัดว่าอยู่ในระดับที่ดีสำหรับลำโพงสมาร์ทโฟนครับ 

ด้านแบตเตอรี่ที่ให้มาที่ 4500mAh อาจดูน้อยไปสักหน่อย แต่ที่มาทดแทนและดูจะคุ้มมากๆ ก็คือระบบชาร์จเร็ว 45W ครับ ที่มือถือราคาหมื่นกว่าบางรุ่นยังให้ได้ไม่เร็วเท่านี้เลยฮะ อย่างไรก็ตามการใช้งานแบตเท่านี้ถือว่าให้มาเพียงพอสำหรับใช้ใน 1 วันถ้าใช้งานทั่วไป จากที่ทดสอบผมใช้งานทั่วไปตั้งแต่เช้าแบบไม่ชาร์จเลยทั้งวัน ตกเย็นก็ยังเหลืออีกมากกว่า 20% และระบบชาร์จเร็วก็ชาร์จเพียงประมาณ 1 ชม. ก็เต็ม 0-100% แล้ว บอกเลยสบายฮะ เล่นเกมกันได้ยาวๆ แน่นอน 

ชมผลการทดสอบ และซอฟท์แวร์ของ Infinix Zero 20 ด้านล่างนี้เลยครับ

อ่านต่อหน้า 2

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/review-infinix-zero-20/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=review-infinix-zero-20

realme GT Neo5 เวอร์ชันชาร์จไว 150W ยืนยันมาพร้อมแบตเตอรี่ 5,000mAh

realme มีกำหนดจะเปิดตัว realme GT Neo5 อย่างเป็นทางการที่ประเทศจีนในวันที่ 9 กุมภาพันธ์นี้ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ปล่อยทีเซอร์ยืนยันว่าจะเปิดตัวเวอร์ชันชาร์จไว 240W ก่อน ล่าสุดได้ปล่อยทีเซอร์เตรียมเปิดตัวเวอร์ชันชาร์จไว 150W อีกรุ่น พร้อมยืนยันความจุของแบตเตอรี่ด้วย

realme GT Neo5

realme ได้ปล่อยภาพโปสเตอร์ทีเซอร์เตรียมเปิดตัว realme GT Neo5 เวอร์ชันชาร์จไว 150W อย่างเป็นทางการอีกรุ่นที่ประเทศจีนในวันที่ 9 กุมภาพันธ์เวลา 14.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นซึ่งตรงกับบ้านเราเวลา 13.00 น. พร้อมกับ realme GT Neo5 เวอร์ชันชาร์จไว 240W ที่ปล่อยทีเซอร์ไปก่อนหน้านี้

โดยในภาพโปสเตอร์ทีเซอร์เตรียมเปิดตัว realme GT Neo5 เวอร์ชันชาร์จไว 150W ยังยืนยันว่าจะมาพร้อมแบตเตอรี่ความจุ 5,000mAh ซึ่งใช้เวลาชาร์จเต็ม 100% เพียง 16 นาทีเท่านั้น ขณะที่เวอร์ชันชาร์จไว 240W จะมาพร้อมแบตเตอรี่ความจุ 4,600mAh ซึ่งใช้เวลาขาร์จเต็ม 100% เพียง 8 นาทีเท่านั้น

นอกจากนี้ยังเผยดีไซน์ด้านหน้าที่มาพร้อมหน้าจอแสดงผล Punch Hole Display แบบ AMOLED เจาะรูฝังกล้องเซลฟี่ที่ตรงกลางด้านบน และติดตั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือฝังใต้หน้าจอ และด้านท้ายเครื่องมีช่องใส่ซิมการ์ด, ช่องไมโครโฟน, พอร์ต USB Type-C และช่องลำโพงเสียง

ในส่วนสเปกของ realme GT Neo5 คาดว่าจะมาพร้อมหน้าจอแสดงผลความละเอียด 1.5K ขนาด 6.74 นิ้ว และมีอัตรารีเฟรชเรท 144Hz ขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ท Snapdragon 8+ Gen 1 จับคู่กับ RAM 16GBแบบ LPDDR5x และหน่วยความจำภายในสูงสุด 512GB

ติดตั้งกล้องหลัง 3 ตัวประกอบด้วยกล้องหลักเซ็นเซอร์ Sony IMX890 ความละเอียด 50 ล้านพิกเซล รองรับระบบกันสั่น OIS, กล้องตัวที่ 2 เลนส์ Ultra Wide ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล และกล้องตัวที่ 3 เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล ส่วนกล้องหน้าเซลฟี่ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล

ทั้งนี้ คาดว่า realme GT Neo 5 จะเปิดตัวในตลาดโลกเช่นกัน

ที่มา : Playfuldroid

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/realme-gt-neo5-150w-fast-charging-version-confirmed-with-5000mah-battery/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=realme-gt-neo5-150w-fast-charging-version-confirmed-with-5000mah-battery

หลุดราคา OPPO Find N2 Flip เวอร์ชัน Global ที่ยุโรป ก่อนเปิดตัวที่งาน MWC 2023 ปลายเดือนนี้

OPPO มีแผนจะนำ OPPO Find N2 Flip เวอร์ชัน Global และ OPPO Find X6 Series รุ่นใหม่ไปจัดแสดงครั้งแรกที่งานแสดงสินค้าเทคโนโลยี Mobile World Congress 2023 (MWC 2023) ซึ่งจะจัดขึ้นภายในสิ้นเดือนนี้ที่เมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน

โดย OPPO Find N2 Flip ได้รับการรับรองหลายรายการแล้ว และดูเหมือนว่าจะเปิดตัวในหลายตลาด รวมถึงบ้านเราด้วย ล่าสุดมีราคาของสมาร์ตโฟนรุ่นดังกล่าวที่ยุโรปหลุดออกมาแล้ว

เว็บ Appuals ได้เผยราคาของ OPPO Find N2 Flip ที่จะวางจำหน่ายในยุโรป โดยมาพร้อม RAM 8GB และหน่วยความจำภายใน 256GB ซึ่งจะมีราคาอยู่ที่ประมาณ 1,100 ถึง 1,200 ยูโรหรือประมาณ 39,800 ถึง 43,440 บาท

ราคาที่หลุดออกมานี้อาจแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศในยุโรป โดยขึ้นอยู่กับภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีท้องถิ่น และมีให้เลือก 2 สีคือ Astral Black และ Moonlit Purple ส่วนรุ่นสีทองที่มีจำหน่ายในตลาดจีนอาจไม่วางจำหน่ายในยุโรปและประเทศอื่นๆ

OPPO Find N2 Flip

ทั้งนี้ ในส่วนสเปกของ OPPO Find N2 Flip เวอร์ชัน Global คาดว่าจะมาพร้อมหน้าจอแสดงผลหลักพับได้แบบ AMOLED ความละเอียด FHD+ ขนาด 6.8 นิ้ว และมีอัตรารีเฟรชเรท 120Hz ส่วนหน้าจอแสดงผลรองแบบ AMOLED ขนาด 3.26 นิ้ว

ขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ท Dimensity 9000+ จับคู่กับ RAM แบบ LPDDR5 และหน่วยความจำภายในแบบ UFS 3.1 และรันบนระบบปฎิบัติการ Android 13 ครอบทับด้วย ColorOS 13

ติดตั้งกล้องหลังคู่ โดยกล้องหลักเซ็นเซอร์ Sony IMX890 ความละเอียด 50 ล้านพิกเซล และกล้องรองเลนส์ Ultra Wide ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ส่วนกล้องหน้าเซลฟี่ เซ็นเซอร์ Sony IMX709 ความละเอียด 32 ล้านพิกเซล และใช้แบตเตอรี่ความจุ 4,300mAh รองรับการชาร์จเร็ว 44W

ที่มา : Gizmochina

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/oppo-find-n2-flip-global-price-leaked-in-europe/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=oppo-find-n2-flip-global-price-leaked-in-europe

หลุดราคา OPPO Find N2 Flip เวอร์ชัน Global ที่ยุโรป ก่อนเปิดตัวที่งาน MWC 2023 ปลายเดือนนี้

OPPO มีแผนจะนำ OPPO Find N2 Flip เวอร์ชัน Global และ OPPO Find X6 Series รุ่นใหม่ไปจัดแสดงครั้งแรกที่งานแสดงสินค้าเทคโนโลยี Mobile World Congress 2023 (MWC 2023) ซึ่งจะจัดขึ้นภายในสิ้นเดือนนี้ที่เมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน

โดย OPPO Find N2 Flip ได้รับการรับรองหลายรายการแล้ว และดูเหมือนว่าจะเปิดตัวในหลายตลาด รวมถึงบ้านเราด้วย ล่าสุดมีราคาของสมาร์ตโฟนรุ่นดังกล่าวที่ยุโรปหลุดออกมาแล้ว

เว็บ Appuals ได้เผยราคาของ OPPO Find N2 Flip ที่จะวางจำหน่ายในยุโรป โดยมาพร้อม RAM 8GB และหน่วยความจำภายใน 256GB ซึ่งจะมีราคาอยู่ที่ประมาณ 1,100 ถึง 1,200 ยูโรหรือประมาณ 39,800 ถึง 43,440 บาท

ราคาที่หลุดออกมานี้อาจแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศในยุโรป โดยขึ้นอยู่กับภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีท้องถิ่น และมีให้เลือก 2 สีคือ Astral Black และ Moonlit Purple ส่วนรุ่นสีทองที่มีจำหน่ายในตลาดจีนอาจไม่วางจำหน่ายในยุโรปและประเทศอื่นๆ

OPPO Find N2 Flip

ทั้งนี้ ในส่วนสเปกของ OPPO Find N2 Flip เวอร์ชัน Global คาดว่าจะมาพร้อมหน้าจอแสดงผลหลักพับได้แบบ AMOLED ความละเอียด FHD+ ขนาด 6.8 นิ้ว และมีอัตรารีเฟรชเรท 120Hz ส่วนหน้าจอแสดงผลรองแบบ AMOLED ขนาด 3.26 นิ้ว

ขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ท Dimensity 9000+ จับคู่กับ RAM แบบ LPDDR5 และหน่วยความจำภายในแบบ UFS 3.1 และรันบนระบบปฎิบัติการ Android 13 ครอบทับด้วย ColorOS 13

ติดตั้งกล้องหลังคู่ โดยกล้องหลักเซ็นเซอร์ Sony IMX890 ความละเอียด 50 ล้านพิกเซล และกล้องรองเลนส์ Ultra Wide ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ส่วนกล้องหน้าเซลฟี่ เซ็นเซอร์ Sony IMX709 ความละเอียด 32 ล้านพิกเซล และใช้แบตเตอรี่ความจุ 4,300mAh รองรับการชาร์จเร็ว 44W

ที่มา : Gizmochina

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b2-oppo-find-n2-flip-%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b8%99-global-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=%25e0%25b8%25ab%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25b8%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%25b2-oppo-find-n2-flip-%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%25a3%25e0%25b9%258c%25e0%25b8%258a%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2599-global-%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25b5%25e0%25b9%2588

OnePlus Ace 2 (11R) จะมาพร้อมกล้องหลักเซ็นเซอร์ Sony IMX890 เหมือน OnePlus 11

OnePlus กำลังจะเปิดตัว OnePlus 11 5G เวอร์ชัน Global และ OnePlus Buds Pro 2 ในตลาดโลกวันนี้ 7 กุมภาพันธ์ พร้อมกับเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่อย่าง OnePlus Pad แท็บเล็ตรุ่นแรก และ OnePlus Ace 2 ที่ประเทศจีนซึ่งจะเปิดตัวในตลาดโลกในชื่อ OnePlus 11R

ล่าสุดมีข้อมูลสเปกกล้องของ OnePlus Ace 2 หรือ OnePlus 11R หลุดออกมาก่อนเปิดตัวแล้ว

บัญชี Weibo อย่างเป็นทางการของ OnePlus ได้เผยภาพตัวอย่างจากกล้อง OnePlus Ace 2 (11R) พร้อมระบุว่าจะมาพร้อมกล้องหลักเซ็นเซอร์ Sony IMX890 ความละเอียด 50 ล้านพิกเซล ซึ่งเป็นเซ็นเซอร์ตัวเดียวกันกับที่ใช้ในกล้องหลักของ OnePlus 11 5G ที่เปิดตัวที่ประเทศจีนเมื่อเดือนที่แล้ว

สำหรับ Sony IMX890 เป็นเซ็นเซอร์กล้องที่ช่วยให้ภาพถ่ายออกมามีคุณภาพสูง รวมถึงการรองรับโหมดถ่ายภาพ RAW เพื่อรักษารายละเอียดสูงสุดสำหรับการประมวลผลภายหลังโดยผู้ใช้

อย่างไรก็ตามกล้องของ OnePlus Ace 2 ไม่ได้รับการปรับแต่งโดย Hasselblad เหมือน OnePlus 11 5G ซึ่งหมายความว่าอาจมีความแตกต่างในด้านความแม่นยำของสี และไม่มีโหมด Hasselblad เนื่องจาก OnePlus Ace 2 เป็นรุ่นเดียวกับ OnePlus 11R จึงคาดว่าเซ็นเซอร์นี้จะมีอยู่ในเวอร์ชันสากลด้วย

OnePlus Ace 2

นอกจากนี้ OnePlus ยังได้ยืนยันว่า OnePlus Ace 2 จะมาพร้อม RAM แบบ LPDDR5x โดยมีให้เลือกในรุ่น RAM 12GB และ 16GB

และตามรายงานก่อนหน้านี้ระบุว่า OnePlus Ace 2 จะมาพร้อมหน้าจอแสดงผลขอบโค้งแบบ OLED ความละเอียด 1.5K ขนาด 6.74 นิ้ว โดยมีอัตรารีเฟรชเรท 120Hz และติดตั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือฝังใต้หน้าจอ

ติดตั้งกล้องหลัง 3 ตัวประกอบด้วยกล้องหลักเซ็นเซอร์ Sony IMX890 ความละเอียด 50 ล้านพิกเซล รองรับระบบกันสั่น OIS, กล้องตัวที่ 2 เลนส์ Ultra Wide ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล และกล้องตัวที่ 3 เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล

ส่วนกล้องหน้าเซลฟี่ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล และใช้แบตเตอรี่ความจุ 5,000mAh รองรับชาร์จเร็ว 100W

ที่มา : Gizmochina

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/oneplus-ace-2-11r-features-sony-imx890-primary-camera-of-oneplus-11/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=oneplus-ace-2-11r-features-sony-imx890-primary-camera-of-oneplus-11

Google พัฒนาฟีเจอร์เปลี่ยนมือถือเป็น Webcam ง่าย ๆ แค่เสียบสายเข้าคอม ไม่ต้องลงแอปเพิ่ม

ปกติการใช้มือถือ Android เป็น Webcam สำหรับวิดีโอคอลล์บน PC ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร เพราะปัจจุบันก็มีแอปประเภทนี้อยู่เต็มไปหมด แต่ล่าสุดมีข้อมูลออกมาว่า Google กำลังพัฒนาให้ฟีเจอร์นี้กลายเป็นฟีเจอร์มาตรฐานสำหรับมือถือ Android ใช้ได้ง่าย ๆ แค่เสียบสาย USB ก็แปลงร่างเป็นเว็บแคมได้เลย ไม่ต้องลงแอปเพิ่ม

แหล่งข่าวออกมาโพสท์ว่าได้ไปแงะโค้ด Android Open Source Project (เป็นระบบปฎิบัติการ Open-source มีพื้นฐานบนระบบ Android ที่ยังไม่ได้มีการปรับแต่งใด ๆ)

แล้วเจอเข้ากับข้อมูลของเวอร์วิส DeviceAsWebcam ที่จะเปลี่ยนให้มือถือ Android ที่เสียบสาย USB เข้ากับคอมพิวเตอร์กลายร่างเป็น Webcam นั่นเอง โดยมือถือที่จะใช้ฟีเจอร์นี้ได้ ต้องรองรับ UVC (USB video device class) ด้วย ซึ่งมือถือส่วนใหญ่ก็รองรับอยู่แล้ว

แม้ว่าฟีเจอร์เปลี่ยนมือถือเป็น Webcam จะไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร แต่ถ้ามันติดมาเป็นมาตรฐานของระบบ Android เลย และสามารถใช้งานได้ง่าย ๆ แค่เสียบสายและไม่ต้องตั้งค่าอะไรมากมาย ก็น่าจะมีคนใช้งานฟีเจอร์นี้กันเยอะอยู่ เพราะส่วนมากโน้ตบุ๊คต่าง ๆ มักจะมีกล้องคุณภาพธรรมดา ๆ เท่านั้น

แต่ตอนนี้ยังไม่รู้ว่า Google จะเริ่มปล่อยอัปเดตฟีเจอร์ดังกล่าวออกมาเมื่อไหร่นะ

 

ที่มา : AndroidAuthority

from:https://droidsans.com/google-will-turn-android-phone-into-webcam-via-usb/