คลังเก็บป้ายกำกับ: CLOUD_AND_SYSTEMS

AIS Business ตอกย้ำผู้นำด้านดิจิทัลและไอซีที สำหรับองค์กรและธุรกิจไทย ยกทัพโครงข่ายอัจฉริยะ, 5G โซลูชัน, โครงสร้างพื้นฐานดาต้าและคลาวด์ และทีมงานมืออาชีพ พร้อมเป็นดิจิทัลพาร์ทเนอร์อันดับ 1 ในใจผู้ประกอบการ ที่มุ่งสร้างการ “เติบโต อุ่นใจ ไปด้วยกัน” [Guest Post]

AIS Business ขึ้นแท่นผู้นำการให้บริการดิจิทัลและโซลูชัน ที่ได้รับการยอมรับสูงสุดจากกลุ่มผู้ประกอบการภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม และ SME ในฐานะโอเปอเรเตอร์ ที่มีวิสัยทัศน์มุ่งเป็นองค์กรโทรคมนาคมอัจฉริยะ หรือ Cognitive Tech-Co รวมถึงยังมีโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลเทคโนโลยี หรือ Digital infrastructure ที่แข็งแรงมากพอในการเชื่อมต่อประสบการณ์ของลูกค้าและคนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มธุรกิจลูกค้าองค์กร ในปี 2023 นี้ AIS Business ยังคงเดินหน้าสร้างการ “เติบโต อุ่นใจ ไปด้วยกัน” กับลูกค้า ทั้งภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการ SME ในการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นด้วยต้นทุนที่เหมาะสม สนับสนุนการเติบโตขององค์กรและธุรกิจ ภายใต้เทรนด์และสถานการณ์ภายหลังจากที่ต้องเผชิญกับวิกฤติ และการเปลี่ยนแปลงของบริบทโลก ที่วันนี้ AIS Business พร้อมส่งมอบบริการดิจิทัลและไอซีทีโซลูชัน ที่สร้างความปลอดภัย มั่นใจ ตอบโจทย์การเติบโตของลูกค้าอย่างยั่งยืน

นายธนพงษ์ อิทธิสกุลชัย หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าองค์กร AIS อธิบายต่อถึงภาพรวมสถานการณ์ตลาด และเทรนด์การทำ Digital Transformation ขององค์กร และ SME ที่จะเกิดขึ้นในปีนี้ว่า “3 ปี ที่เราอยู่กับการระบาดของโควิด-19 ทำให้องค์กรส่วนใหญ่ได้ปรับตัวรับผลกระทบจนพร้อมที่จะเดินหน้าต่อในบริบทของโลกหลังโควิดแล้ว และแน่นอนว่า พร้อมเปิดรับเทคโนโลยีดิจิทัลเข้าไปเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้วยการทำ Digital Transformation เพื่อสร้างโอกาสทางการแข่งขันและพัฒนานวัตกรรมเพื่อการเติบโตของธุรกิจมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม ภาคการผลิต ธุรกิจขนส่ง Logistics และผู้ให้บริการทางการเงิน เป็นต้น อีกทั้งเทรนด์ของการใช้งานในปีนี้องค์กรจะมุ่งไปที่การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทาง IT ที่ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ เข้ามาช่วยจัดการ ควบคุม ความมั่นคงปลอดภัยของ Data ตามกรอบกฎหมายที่ประกาศใช้ในปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังมีกระแสเรื่องของการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และมีการบริหารจัดการที่ดี ทั้งหมดนี้ทำให้ ดิจิทัลโซลูชัน ได้กลายเป็นปัจจัยหลักที่จะเข้ามาช่วยองค์กรสร้างความพร้อมสู่การเติบโตควบคู่กับความยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจได้”

นายธนพงษ์ ขยายความต่อไปอีกว่า เมื่อมองภาพรวมของสถานการณ์ทั้งหมดแล้ว ทำให้ในปีนี้เรายังคงมุ่งสร้าง Digital Business Ecosystem ให้มีความสมบูรณ์แบบ สามารถตอบโจทย์การทำงานทุกองค์กรได้ในทุกมิติ ผ่าน 5 กลยุทธ์ อันได้แก่ 1) เชื่อมต่อ 5G Ecosystem เพื่อการทำงานของภาคธุรกิจอย่างรอบด้าน 2) ยกระดับการทำงานของโครงข่ายด้วย Intelligent Network  3) มุ่งเสริมความสมบูรณ์ของโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและแพลตฟอร์ม  4) เสริมอาวุธด้านการตลาดและเพิ่มโอกาสการเติบโต Data-driven Business  5) ส่งมอบบริการด้วยทีมงานมืออาชีพที่ไว้วางใจได้

ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจของ AIS Business ประกอบกับความพร้อมในฐานะผู้ให้บริการโครงข่ายอัจฉริยะ 5G อันดับ 1 ของไทย ทำให้เราพร้อมเป็นพันธมิตรดิจิทัล ที่มั่นใจได้ เพื่อพัฒนาธุรกิจและสังคมไทยเติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน ในมิติต่างๆ ดังนี้

Growth: Accelerating Growth Beyond Pandemic Recovery เร่งการเติบโตของธุรกิจโดยการสร้างขีดความสามารถใหม่ๆ ด้วยเครื่องมือทางดิจิทัล เพิ่มความคล่องตัวทางธุรกิจด้วยศักยภาพของ AIS 5G และ Cloud Platform, ตอบโจทย์การให้บริการลูกค้าด้วยการบริหารจัดการข้อมูลอัจฉริยะ Data Insight & Lifestyle as a Service, พร้อมการสร้างสรรค์โซลูชันใหม่ ๆ เฉพาะอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็น Smart Manufacturing, Smart Transportation & Logistics, Smart City & Building, และ Smart Retail

Trust: Modernizing Trusted Digital Infrastructure to Improve Efficiency, Agility and Security บริการโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และเชื่อถือได้ ด้วยความพร้อมเต็มรูปแบบของ Intelligent Network, Cloud Platforms, และ Cyber Security สอดรับกับกฎระเบียบของการใช้งานที่ปลอดภัยและเป็นไปตามข้อกำหนดของแต่ละอุตสาหกรรม ผ่านโซลูชันอย่างเช่น Sovereign Cloud, SD-WAN, Secured Connectivity เป็นต้น ที่ตอบโจทย์ทั้งความเร็ว ความยืดหยุ่น ช่วยยกระดับการบริหารจัดการข้อมูลและระบบต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มความน่าเชื่อถือและความปลอดภัยขององค์กร

Sustainability: Creating Sustainable Business with Digital Solutions สร้างระบบนิเวศนวัตกรรมเพื่อธุรกิจอย่างยั่งยืน AIS Business พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยเสริมนวัตกรรมเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน ครอบคลุมทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่การสร้างระบบนิเวศสำหรับการพัฒนานวัตกรรมร่วมกับพันธมิตรต่างๆ การสร้าง AIS 5G NEXTGen Platform เพื่อการสร้าง 5G โซลูชันได้สะดวกรวดเร็วขึ้น ไปจนถึงโซลูชันที่เข้ามาช่วยในการบริการจัดการการใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดการปล่อยคาร์บอน การปล่อยน้ำเสียโดยใช้ข้อมูลแบบ real-time จากอุปกรณ์ IoT ทำให้พร้อมการคาดการณ์การใช้พลังงานล่วงหน้า เพื่อให้สามารถตัดสินใจวางแผนการทำงาน หรือการผลิตได้อย่างเหมาะสม ควบคู่ไปกับการดำเนินโครงการเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่าง e-Waste, Academy for Thai, และอุ่นใจไซเบอร์ เป็นต้น

“จากเป้าหมายใหญ่ของ AIS ที่ต้องการเป็นองค์กรโทรคมนาคมอัจฉริยะ ในส่วนธุรกิจลูกค้าองค์กรอย่าง AIS Business ก็จะสร้างเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลไทยให้ยั่งยืน ด้วยการเร่งขับเคลื่อนดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันของลูกค้า โดยเทคโนโลยีและการให้บริการดิจิทัลที่หลากหลายครบครัน ด้วยทีมงานที่ไว้ใจได้ในความสามารถอย่างมืออาชีพ

เรามุ่งหวังที่จะเป็นพันธมิตรสมาร์ตดิจิทัลที่ไว้วางใจได้ สนับสนุนองค์กรธุรกิจและ SME ไทยให้ “เติบโต อุ่นใจ ไปด้วยกัน” อย่างยั่งยืน”  นายธนพงษ์ กล่าวทิ้งท้าย 

เกี่ยวกับ AIS

บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS ผู้ให้บริการดิจิทัลบนโครงข่ายอัจฉริยะ 5G ที่มีคลื่นความถี่ในการให้บริการมากที่สุดรวม 1420 MHz และมีจำนวนผู้ใช้งานมากที่สุดกว่า 45.7 ล้านเลขหมาย (ณ กันยายน 2565) พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยเทคโนโลยี 5G ที่ครบ 77 จังหวัดแล้วเป็นรายแรกผ่าน 3 สายธุรกิจ ได้แก่ โทรศัพท์เคลื่อนที่, อินเทอร์เน็ตบ้านความเร็วสูงภายใต้แบรนด์ AIS Fibre และบริการดิจิทัล 5 ด้าน ได้แก่ วิดีโอ คลาวด์ ดิจิทัลเพย์เมนท์ อินเทอร์เน็ตในทุกสิ่ง (IoT) และบริการร่วมกับพาร์ทเนอร์ตลอดจนขยายสู่กลุ่มธุรกิจใหม่ อาทิ AIS eSports, AIS Insurance Service ทั้งหมดนี้เพื่อเดินหน้าตามวิสัยทัศน์การเป็นองค์กรโทรคมนาคมอัจฉริยะ หรือ Cognitive Tech-Co ที่พร้อมนำศักยภาพเข้าสนับสนุนความแข็งแกร่งด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศขยายขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรม และยกระดับ คุณภาพชีวิตของคนไทยไปพร้อมกัน พบกับเราได้ที่ www.ais.th

from:https://www.techtalkthai.com/ais-business-strategies-growth-relieve-together-guest-post/

ทรานส์ฟอร์มธุรกิจอย่างมั่นใจ ด้วย Alibaba Cloud จาก TrueBusiness

ทุกวันนี้ไม่ว่าจะทำธุรกิจอยู่ในภาคอุตสาหกรรมใด ล้วนจำเป็นจะต้อง Digital Transformation เพื่อให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดอย่างรวดเร็ว ซึ่ง Cloud คือหนึ่งในเทคโนโลยีที่สำคัญในการทำให้องค์กรสามารถทรานส์ฟอร์มได้สำเร็จ หากแต่ในทุกวันนี้การใช้ Cloud เพียงเจ้าใดเจ้าหนึ่งนั้นก็อาจไม่เพียงพอที่จะให้บริการกับลูกค้าได้อย่างมีเสถียรภาพอีกต่อไปเสียแล้ว

อีกหนึ่งผู้ให้บริการ Cloud ระดับโลกที่น่าจับตาอย่างยิ่ง นั่นคือ “Alibaba Cloud”  ผู้ให้บริการ Infrastructure as a Service (IaaS) ระดับแนวหน้าในภูมิภาคเอเชียที่ได้มาเปิดตัว Data Center ในประเทศไทยช่วง พ.ค.2565 พร้อมกับมีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับทาง True ในช่วงปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา และสร้างความร่วมมือกับทาง TrueBusiness ที่จะมาร่วมกันช่วยปลดล็อกศักยภาพของภาคธุรกิจไทยให้ทรานส์ฟอร์มองค์กรได้อย่างรวดเร็ว รายละเอียดของ Alibaba Cloud ที่มีพื้นที่ให้บริการในไทยกับทาง TrueBusiness นั้นเป็นอย่างไร อะไรคือเหตุผลที่ภาคธุรกิจควรใช้ Alibaba Cloud ผ่าน TrueBusiness ติดตามได้ในบทความนี้

ความท้าทายของบริการ Public Cloud ในภาคธุรกิจไทย 

แม้ว่าเทรนด์ Digital Transformation จะเกิดขึ้นมาสักพักหนึ่งแล้ว หากแต่ความท้าทายสำคัญคือ “การเริ่มต้น” ที่หลาย ๆ องค์กรในภาคอุตสาหกรรมนั้นอาจจะยังไม่เข้าใจถึงความต้องการอย่างชัดเจน รวมทั้งโลกของเทคโนโลยีที่มีสิ่งใหม่เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งรวมไปถึงเทคโนโลยี Cloud ที่ยอมรับโดยทั่วกันแล้วว่าเป็นหนึ่งในส่วนสำคัญที่สามารถช่วยสนับสนุนให้องค์กรทรานส์ฟอร์มได้อย่างทันท่วงที

ด้วยความต้องการในภาคอุตสาหกรรมที่มีความหลากหลายและแตกต่างกันไป รวมทั้งเทคโนโลยี Cloud ที่ปัจจุบันการใช้งาน Cloud ที่เดียวไม่อาจตอบโจทย์ได้ตามที่ต้องการทั้งหมด จำเป็นต้องใช้งานในรูปแบบ Hybrid Cloud หรือ Multi Cloud ที่สามารถปรับแต่งได้ตามโจทย์หรือ Pain Point ที่มีของแต่ละธุรกิจ ความท้าทายเหล่านี้คือจุดสำคัญที่ทำให้องค์กรจำเป็นจะต้องมีผู้เชี่ยวชาญในทุกเทคโนโลยี Cloud เพื่อมาช่วยแนะนำและคัดสรรเลือกใช้โซลูชันที่ตอบโจทย์กับธุรกิจ ด้วยราคาที่สมเหตุสมผลและประสิทธิภาพรวดเร็ว มีความเสถียรตลอดเวลา ซึ่ง Alibaba Cloud คือหนึ่งในผู้ให้บริการ IaaS ชั้นนำในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและเป็นผู้ให้บริการ IaaS อันดับ 3 ของตลาดโลกนั้นคืออีกหนึ่งแบรนด์ที่ต้องจับตามองการเติบโตที่กำลังเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

TrueBusiness จับมือ Alibaba Cloud เสริมบริการภาคธุรกิจในไทย

อย่างที่รู้กันว่าจุดเริ่มต้นของ Alibaba Cloud นั้นคือการพัฒนาระบบ Cloud สำหรับใช้งานภายในองค์กรตัวเองเพื่อสนับสนุนระบบ e-Commerce ในจีนที่ถือได้ว่าใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก หากแต่ปัจจุบัน Alibaba Cloud ได้วิวัฒนาการจนกลายมาเป็นผู้ให้บริการ Cloud ระดับโลกเป็นที่เรียบร้อย โดย ณ วันนี้ได้เปิดให้บริการถึง 86 โซนใน 28 ภูมิภาคทั่วโลก อาทิ จีน, สิงคโปร์, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, ญี่ปุ่น, สหราชอาณาจักร, เยอรมัน และออสเตรเลีย ซึ่ง Alibaba Cloud มีผลิตภัณฑ์ให้บริการมากกว่า 200 ผลิตภัณฑ์แล้วตอนนี้

ในที่สุดเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา Alibaba Cloud ก็ได้ขยายพื้นที่ให้บริการ Data Center มายังประเทศไทยอย่างเป็นทางการ พร้อมทั้งเซ็นต์สัญญาลงนามความร่วมมือกับทางกลุ่ม True เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อเสริมความพร้อมในการให้บริการโซลูชันดิจิทัลครบวงจรให้กับลูกค้าองค์กรทุกระดับ และสนับสนุนการให้คำปรึกษาทางธุรกิจเพื่อเร่งการทำ Digital Transformation ขององค์กรไทยได้รวดเร็วและตอบโจทย์การใช้งานได้ดีขึ้นกว่าเดิม

ด้วยจุดแข็งของทาง Alibaba Cloud ที่เชี่ยวชาญทั้งส่วนของโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure), ความมั่นคงปลอดภัย (Security) ของ Cloud รวมทั้งโซลูชันบริการวิเคราะห์ข้อมูลและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI & Data Analytics) มากมายที่พร้อมสนับสนุนในทุกภาคอุตสาหกรรม เสริมกับความแข็งแกร่งของทาง TrueBusiness ผู้ให้บริการลูกค้าองค์กรชั้นนำของไทยที่ครอบคลุมบริการอยู่ในทุกภาคอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจค้าปลีก (Retail) โลจิสติกส์ (Logistics) อีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) การเงิน (Finance) เป็นต้น ความร่วมมือที่เกิดขึ้นนี้คือการเสริมกำลังกันที่จะสามารถสนับสนุนการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมไทย ตามโจทย์ความต้องการใช้งานของแต่ละแห่งได้รวดเร็วยิ่งขึ้นกว่าเดิมแน่นอน

5 เหตุผลที่ต้องใช้ Alibaba Cloud กับ TrueBusiness

Alibaba Cloud ที่มาเปิดตัว Data Center แห่งแรกในประเทศไทยได้มีโมดูลพร้อมให้บริการที่หลากหลายมากมาย ที่จะสนับสนุนให้ทุกองค์กรทุกภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทยสามารถใช้งานทรานส์ฟอร์มธุรกิจได้แล้ววันนี้ ตั้งแต่ Cloud Computing, Stroage, Network, Database, Security, Big Data &AI และ Media & CDN และนี่คือ 5 เหตุผลที่ควรจะต้องใช้ Alibaba Cloud กับทาง TrueBusiness

มีความเสถียรสูง

จุดเด่นที่สุดของ Alibaba Cloud นั้นคือ “ความเสถียร” โดยตัวอย่างที่เห็นเด่นชัดเจนมาก ๆ นั่นคือ Alibaba Cloud นั้นเป็นโครงสร้างพื้นฐานผู้อยู่เบื้องหลังตลาด e-Commerce ของ Alibaba Group ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีนที่สามารถจัดการกับธุรกรรมที่เกิดขึ้นในช่วงที่จัดมหกรรมช้อปปิ้งระดับโลก 11.11 ได้อย่างเสถียรและไม่มีปัญหาใด ๆ เกิดขึ้น ซึ่งหากธุรกิจใดที่ต้องการความเสถียรในการให้บริการระดับสูงสุดด้วยระดับเดียวกับที่ให้บริการในประเทศจีนแล้ว Alibaba Cloud ถือว่าตอบโจทย์ที่สุดและมั่นใจในการให้บริการได้อย่างแน่นอน

คุ้มค่าใช้จ่าย

เมื่อเทียบกับผู้ให้บริการ Cloud เจ้าอื่น ๆ ในส่วนการประมวลผล (Compute Engine) นั้น Alibaba Cloud ถือว่าสามารถสนับสนุนลูกค้าในราคาที่เข้าถึงได้มากกว่า จึงทำให้สามารถสร้างโอกาสในการแข่งขันทางธุรกิจได้ดีกว่านั่นเอง อีกทั้ง Alibaba Cloud จะมีทีมงานสนับสนุนในโมดูลที่เลือกใช้งานทุกส่วน และทีมเชิงลึกที่จะมาช่วยสนับสนุนข้อมูลว่าทำไมถึงองค์กรของลูกค้าควรจะทรานส์ฟอร์มมาที่ Cloud และจะมีผลตอบแทนจากการลงทุน (Return on Investment : ROI) อย่างไรบ้างให้ประกอบการตัดสินใจอีกด้วย 

พร้อมดำเนินการตาม PDPA

PDPA หรือพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 นั้นคือสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในการทำธุรกิจในประเทศไทย ซึ่งการเลือกใช้ Alibaba Cloud กับทาง TrueBusiness นั้นได้มีการคำนึงถึงจุดนี้พร้อมไว้เรียบร้อยแล้ว ทั้งในเรื่องของการรับรองมาตรฐาน ISO27001 และ ISO20000 และ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของไทยในด้านการรักษาความปลอดภัยที่นำเสนอให้แก่ลูกค้า เช่น บริการป้องกันการโจมตีแบบ Anti-DDoS, WAF, ศูนย์ความปลอดภัย, การตรวจสอบการดำเนินการ, บริการใบรับรอง SSL และการจัดการการเข้าถึงทรัพยากร (RAM)

CDN ประสิทธิภาพสูงสุดในประเทศไทย

CDN หรือ Content Delivery Network คือเครือข่ายที่ช่วยทำให้การส่งข้อมูลเนื้อหาต่าง ๆ มีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ซึ่ง Alibaba Cloud มีโหนด CDN ที่ทำให้มั่นใจได้ว่าการส่งข้อมูลที่รองรับด้วย Alibaba Cloud CDN จะมีประสิทธิภาพทั้งความรวดเร็ว เสถียร มีความมั่นคงปลอดภัยอย่างสูงสุด และที่สำคัญคือมี Latency ระดับต่ำสุด การันตีคุณภาพจากลูกค้าทุกกลุ่มโดยเฉพาะลูกค้ากลุ่มมีเดียในประเทศไทย 

Website Acceleration ด้วย Alibaba Cloud CDN

TrueBusiness ที่พร้อมสนับสนุนทุกการทรานส์ฟอร์ม

จนถึงวันนี้ TrueBusiness ได้ให้บริการเทคโนโลยี Cloud ทั้งในส่วนของ Enterprise Cloud และ Public Cloud กับลูกค้าองค์กรมามากกว่า 9 ปีแล้ว โดย TrueBusiness มีทีมงานรองรับอย่างครบวงจรตั้งแต่เริ่มพูดคุยเรื่องความต้องการใช้งาน โจทย์ปัญหาหรือ Pain Point ที่ต้องการปรับแก้ เพื่อนำไปวิเคราะห์ว่าโจทย์ที่ได้นั้นเหมาะสมกับ Cloud เจ้าใดและบริการอะไรบ้าง พร้อมทั้งยังมีทีมออกแบบและให้คำปรึกษา ที่จะช่วยคัดสรรเทคโนโลยีที่เหมาะสมและดีที่สุดให้กับลูกค้าใช้งานในราคาที่สมเหตุสมผลอีกด้วย

ในฝั่งของ Alibaba Cloud นั้น ทาง TrueBusiness ก็มีทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่ได้ใบรับรองจาก Alibaba Cloud ในทุกระดับ ทั้งในส่วนของ Alibaba Cloud Associate, Alibaba Cloud Professional และ Alibaba Cloud Network Engineering Specialist ซึ่งปัจจุบัน TrueBusiness ได้มีลูกค้าที่ใช้ Alibaba Cloud แล้ว ดังนั้น TrueBusiness มีความพร้อมและมั่นใจที่จะสนับสนุนให้กับทุกองค์กรจากทุกภาคอุตสาหกรรมในการทรานส์ฟอร์มองค์กรผ่าน Alibaba Cloud ได้แล้ววันนี้

ติดต่อ TrueBusiness เริ่มใช้ Alibaba Cloud ได้ทันที

ถ้าหากรู้สึกได้ว่า Alibaba Cloud นั้นตอบโจทย์กับองค์กรของท่าน ทาง TrueBusiness คือผู้ให้บริการที่มีความพร้อมในการให้บริการโซลูชันดิจิทัลครบวงจร รวมทั้งมีผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาในการนำโซลูชันต่าง ๆ ไปปรับใช้ในธุรกิจได้ ดังนั้น มั่นใจได้เลยว่าการบริการ Alibaba Cloud จากทาง TrueBusiness นั้นจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งในด้านดิจิทัลและความสามารถในการแข่งขันในอนาคตได้อย่างแน่นอน

สำหรับผู้ที่สนใจใช้บริการของ Alibaba Cloud ในประเทศไทย สามารถติดต่อ TrueBusiness เพื่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการลูกค้าองค์กร โทร 1239 หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://truebusiness.truecorp.co.th/th/solution/data-cloud/cloud-services

from:https://www.techtalkthai.com/transform-your-business-with-alibaba-cloud-from-truebusiness/

จบที่ SDC ที่เดียว บริการต่อ MA อุปกรณ์ IT Hardware

ด้วยสถานการณ์โควิดที่ยังระบาดอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ หลายๆ บริษัทคงกำลังมองหาวิธีลดค่าใช้จ่ายของธุรกิจ การเลือกทำ MA ให้กับอุปกรณ์ IT แทนที่จะ Upgrade อุปกรณ์เป็นรุ่นใหม่ ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง โดยเรามาดูกันว่าทำไม ลูกค้าส่วนใหญ่เลือกใช้บริการกับทาง Systems Dot Com (SDC)

โดยครอบคลุม การจำหน่าย บริการติดตั้ง บริการให้เช่า และบำรุงดูแลรักษาอุปกรณ์ต่อพ่วงคอมพิวเตอร์ หรือการให้บริการ MA (Maintenance Agreement Service) ภายใต้แบรนด์ชั้นนำทางด้าน IT อาทิ IBM, Dell, HP, Lenovo, Cisco และอื่นๆ ด้วยความพร้อมและความเชี่ยวชาญ SDC จึงมีธุรกิจองค์กรทั่วไทยตัดสินใจเลือกใช้บริการมากกว่า 300 แห่ง ครอบคลุมทุกอุตสาหกรรมในระยะเวลาเพียง 20 ปี 

SDC ให้ความสำคัญกับระบบบริหารจัดการอะไหล่สำรองที่เพียงพอและเหมาะสมกับลูกค้า ตลอดอายุสัญญาการให้บริการ จึงสามารถมั่นใจได้ว่าในระยะเวลาที่ให้บริการ ทาง SDC จะสามารถจัดหาอะไหล่มาทดแทนอุปกรณ์ที่เสียหายได้อย่างแน่นอน และเพื่อความสะอาด ต้านภัยโควิด ทาง SDC มีการฆ่าเชื้อ Spare Part ทุกชิ้น ก่อนส่งมอบให้กับทางลูกค้า

การให้บริการของ SDC นี้ครอบคลุมตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันในแต่ละสัปดาห์ สามารถรับประกัน SLA ได้ถึง 4 ชั่วโมงและมี Response Time ภายในเวลาเพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้น และเพื่อให้การให้บริการมีความโปร่งใสสามารถติดตามได้ ทาง SDC จึงได้มีการจัดเตรียมช่องทางการติดต่อที่หลากหลาย ทั้ง Call Center, LINE Official Account และ Facebook 

ไม่เพียงแต่การบริการที่ดีเท่านั้น แต่ SDC ยังได้ออกแบบให้รูปแบบการลงทุนใช้บริการมีความยืดหยุ่น ด้วยการเปิดให้ธุรกิจองค์กรสามารถกำหนด Payment Term ได้ด้วยตนเองให้เหมาะสมกับธุรกิจ และวางแผนการลงทุนใช้จ่ายได้ชัดเจนและง่ายดายยิ่งขึ้นกว่าเดิม

ผู้ที่สนใจบริการ Hardware Maintenance Agreement Service หรือเทคโนโลยีอื่นๆ ทางด้าน IT Infrastructure สามารถติดต่อทีมงาน SDC ได้ทันทีที่อีเมล์ marketing@systems.co.th หรือโทร 02-744-1600 หรือ line @sdc_executive และเยี่ยมชมเว็บไซต์ของ SDC ได้ที่ http://www.systems.co.th/ma-service/special

from:https://www.techtalkthai.com/sdc-on-stop-service-of-ma-for-it-hardware-equipment/

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จับมือ อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส ยกระดับการศึกษาไทยด้วยเทคโนโลยีคลาวด์ [Guest Post]

กรุงเทพฯ 1 กุมภาพันธ์ 2566 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU) กับ Amazon Web Services (AWS) ซึ่งเป็นบริการคลาวด์ที่ครอบคลุมและได้รับการยอมรับมากที่สุดในโลก เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากรด้านเทคโนโลยีคลาวด์ของกระทรวงฯ เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลของประเทศไทย

ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่าพันธกิจของ อว. คือการพัฒนากำลังคน สร้างความรู้ และสร้างสรรค์นวัตกรรม เพื่อให้ความรู้และหล่อหลอมผู้นำในอนาคต อว. ได้สร้างระบบนิเวศเพื่อเตรียมคนไทยให้พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงนี้สอดคล้องกับนโยบาย Thailand 4.0 ในด้านดิจิทัล ซึ่งกำหนดให้ภาครัฐและรัฐวิสาหกิจสร้างรากฐานดิจิทัลเพื่อให้บริการประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ และแก้ปัญหาต่าง ๆ ในสังคม

ซึ่งภายใต้บันทึกความเข้าใจนี้ AWS จะให้การสนับสนุน อว. โดยทำการทดลองเพื่อทดสอบความเป็นไปได้และการย้ายปริมาณงานมายังระบบคลาวด์ รวมถึงใช้การฝึกอบรมของ AWS เพื่อเพิ่มทักษะด้านระบบคลาวด์ให้กับบุคลากรในสถาบันการศึกษากว่า 200 แห่ง และหน่วยงานวิจัยในสังกัด อว. อีก 20 แห่งทั่วประเทศภายในต้นปี 2569

การเปลี่ยนแปลงของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของภาคอุดมศึกษาของประเทศไทย เพื่อส่งเสริมให้นักวิจัยและนักศึกษาใช้ความสามารถและความคิดสร้างสรรค์ในการขับเคลื่อนประเทศสู่การเป็น Smart Nation ได้อย่างเต็มที่ ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า “AWS ในฐานะผู้ให้บริการระบบคลาวด์ที่เราเลือกใช้ จะนำเทคโนโลยีระบบคลาวด์เข้ามาเป็นแรงผลักดันในการพัฒนาการศึกษาและการวิจัย สร้างแนวคิดและนวัตกรรมใหม่ ๆ รวมถึงส่งเสริมความเสมอภาคทางการศึกษาและก้าวสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต

เทคโนโลยีคลาวด์จะมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ อว. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถประหยัดต้นทุนและมีความคล่องตัวในการบริหารงานมากขึ้น ตลอดจนพัฒนาความก้าวหน้าในการดำเนินงาน และการใช้โครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีประสิทธิภาพและคุ้มค่า นอกจากนี้ยังช่วยอำนวยความสะดวกในการเปลี่ยนสถาบันอุดมศึกษาไทยให้เป็นมหาวิทยาลัยอัจฉริยะด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น การวิเคราะห์ข้อมูล การประมวลผลประสิทธิภาพสูง ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และแมชชีนเลิร์นนิง (ML)

มีสถาบันอุดมศึกษาของไทยที่ได้ใช้ประโยชน์จากคลาวด์ในการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลแล้ว ตัวอย่างเช่น สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ที่มีความจำเป็นต้องลดช่องว่างและสร้างทักษะด้านคลาวด์ให้กับนักศึกษาและบุคลากร เพื่อให้ประเทศไทยมีบุคลากรที่มีความพร้อมในด้านดิจิทัล โดย สจล. ได้ร่วมมือกับ AWS เพื่อนำเนื้อหาระบบคลาวด์ของ AWS Educate และ AWS Academy มาใช้ในหลักสูตรของมหาวิทยาลัย ทำให้นักศึกษาที่ผ่านการอบรมได้รับใบรับรองที่เป็นที่ยอมรับในอุตสาหกรรมคลาวด์ทั่วโลก และเข้าสู่ตลาดงานในด้านที่เป็นที่ต้องการสูงได้อย่างง่ายดาย

อีกตัวอย่างหนึ่ง คือมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) ที่ย้ายปริมาณงานทั้งหมดมาอยู่บนระบบคลาวด์ของ AWS เพื่อบรรลุวิสัยทัศน์ในการเป็นมหาวิทยาลัยดิจิทัลและขับเคลื่อนการเรียนรู้ไปทั่วโลก ก่อนหน้านี้โครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีที่ตั้งอยู่ภายในองค์กรของ มสธ. ไม่สามารถรองรับผู้ใช้งานที่มีมากกว่า 7,000 คนที่เข้ามาใช้งานพร้อมกันได้ ซึ่งจํากัดความสามารถของมหาวิทยาลัยในการปรับขนาด จัดหลักสูตรและการสอบออนไลน์ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเมื่อย้ายมายังระบบคลาวด์ทำให้มหาวิทยาลัยสามารถรองรับการเรียนออนไลน์และการสอบออนไลน์ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ในช่วงที่มีสถานการณ์โรคระบาด ไม่เพียงเท่านั้น มหาวิทยาลัยยังได้วางรากฐานที่เหมาะสมในการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง และแนะนำซอฟต์แวร์เพื่อการเรียนรู้และแอปพลิเคชันใหม่ ๆ ให้แก่ผู้เรียน 200,000 คนใน 64 ประเทศทั่วโลกในช่วงสองปีที่ผ่านมา

“AWS รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้สนับสนุน อว. ในการเดินทางสู่การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล ด้วยบริการนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่คุ้มค่าและปลอดภัย รวมถึงการยกระดับบุคลากรให้มีทักษะด้านดิจิทัล เพื่อพัฒนานวัตกรรมด้านการศึกษาและการวิจัยในประเทศไทย จูเลี่ยน เลา ผู้จัดการฝ่ายขาย กลุ่มลูกค้าภาครัฐ ภาคพื้นเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ของ AWS กล่าวว่า อว. มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการใช้ประโยชน์จากคลาวด์และทำให้ทุกห้องเรียน สำนักงาน และหน่วยงานต่าง ๆ สามารถใช้ประโยชน์ของคลาวด์ได้ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย

from:https://www.techtalkthai.com/ministry-of-higher-education-science-research-and-innovation-joins-forces-with-amazon-web-services-to-elevate-thai-education-with-cloud-technology/

TechTalk Webinar: ย้ายข้อมูลไป MongoDB เริ่มได้ตั้งแต่วันนี้สู่เส้นทาง NoSQL

TechTalkThai ขอเชิญผู้ปฏิบัติงานในสายไอทีทุกท่านเข้าร่วมสัมมนาออนไลน์ในหัวข้อ “ย้ายข้อมูลไป MongoDB เริ่มได้ตั้งแต่วันนี้สู่เส้นทาง NoSQL” ซึ่งท่านจะได้เรียนรู้กับประโยชน์ของการใช้ NoSQL ที่จะช่วยให้แอปพลิเคชันมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยงานจะจัดขึ้นในวันอังคารที่ 21 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 14.00-15.30น. โดยมีกำหนดการลงทะเบียนดังนี้

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ : ย้ายข้อมูลไป MongoDB เริ่มได้ตั้งแต่วันนี้สู่เส้นทาง NoSQL

วันเวลา : วันอังคารที่ 21 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 14.00-15.30น.

วิทยากร : คุณ ปิติ จำปีทอง ตำแหน่ง Senior Consulting Engineer, MongoDB

ลิงก์ลงทะเบียน : https://us06web.zoom.us/webinar/register/WN_Er7foRDYTtGfFb_K0XMI3g

Relational Database หรือฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์นั้นถือกำเนิดขึ้นมาราว 1970 โดยสามารถเข้าถึงด้วยคำสั่งที่เรียกว่า SQL (Structured Query Language) โดยปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นคือความซ้ำซ้อนของข้อมูลที่ทำให้ค่าใช้จ่ายสูงขึ้นกว่าเวลาในการพัฒนา ซึ่งโครงสร้างแบบตารางเป็นสิ่งตายตัว ซับซ้อน เปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ลำบาก และมีค่าใช้จ่ายสูงเมื่อต้องการทำ Vertical Scaling

ในช่วงปลายทศวรรษ 2000 มีฐานข้อมูลชนิดใหม่ขึ้นที่เรียกว่า NoSQL โดยเน้นการปรับขยาย สืนค้นข้อมูลได้รวดเร็ว รองรับการเปลี่ยนแปลงแอปพลิเคชันได้บ่อยตามความต้องการและอำนวยความสะดวกต่อนักพัฒนา

ในงานสัมมนาครั้งนี้ท่านจะได้รับฟัง หัวข้อต่างๆเหล่านี้

  • ความแตกต่างระหว่างฐานข้อมูล SQL และ NoSQL
  • ข้อดีของการใช้ฐานข้อมูล NoSQL ที่เหนือกว่าฐานข้อมูล SQL
  • วิธีเริ่มต้นใช้งานฐานข้อมูล NoSQL

ลงทะเบียนตอนนี้ เพื่อเริ่มต้นสู่เส้นทาง NoSQL โดยวิทยากร คุณ ปิติ จำปีทองที่พร้อมจะตอบทุกคำถามของคุณเมื่อสิ้นสุดการนำเสนอ ห้ามพลาดโอกาสนี้ที่จะได้เรียนรู้และเก็บข้อมูลเพิ่มเติม!

from:https://www.techtalkthai.com/techtalk-webinar-move-to-mongodb-nosql/

OpenAI เปิดตัวเครื่องมือตรวจจับข้อความที่สร้างโดย AI

OpenAI เปิดตัวเครื่องมือตรวจจับข้อความที่สร้างโดย AI ให้บริการแบบ Cloud-based

OpenAI ประกาศเปิดตัวเครื่องมือ AI Text Classifier ใหม่ ให้บริการแบบ Cloud-based มีความสามารถในการตรวจจับข้อความที่ถูกสร้างขึ้นโดย AI ไม่เพียงแต่จะสามารถแยกแยะข้อความที่สร้างจาก OpenAI Neural Network ได้เพียงเท่านั้น แต่สามารถตรวจจับข้อมความที่สร้างจาก AI Model ของคู่แข่งรายอื่นๆได้เช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม OpenAI เผยว่าเครื่องมือนี้ยังมีข้อจำกัดในเรื่องความแม่นยำอยู่ โดยมีอัตราการตรวจจับที่แม่นยำประมาณ 26% (True positive) และแบบ False Positive ที่ 9% ทำให้เหมาะกับการวิเคราะห์ข้อความที่มีขนาดเกิน 1,000 ตัวอักษร หรือประมาณ 150 ถึง 250 คำขึ้นไป

OpenAI มีการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อตรวจจับข้อความที่สร้างโดย AI มาตั้งแต่ปี 2020 โดยก่อนหน้านี้มีการเปิดตัว GPT-2 Output Detector เพื่อตรวจจับข้อความที่ถูกสร้างโดย GPT-2 Neural Network ซึ่งเครื่องมือ Classifier ตัวล่าสุดมีการปรับปรุงให้สามารถตรวจจับข้อความที่สร้างโดย AI Model สมัยใหม่ได้ดีขึ้น

ที่มา: https://siliconangle.com/2023/01/31/openai-launches-tool-detecting-ai-generated-text/

from:https://www.techtalkthai.com/openai-launches-new-ai-generated-text-detecting-tool/

ก้าวสู่โลกของ Multi-Cloud แบบสำเร็จรูป ด้วยโซลูชันDell Integrated System for Microsoft Azure Stack HCI

การก้าวสู่ Multi-Cloud นั้นถือเป็นวาระสำคัญสำหรับธุรกิจองค์กร เพื่อปรับ IT Infrastructure ให้มีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น รองรับกับ Workload รูปแบบใหม่ๆ ได้อย่างคล่องตัว และเร่งให้การทำ Digital Transformation มีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม Dell Technologies พร้อมเป็นกำลังสำคัญให้กับภารกิจสำคัญนี้ของธุรกิจองค์กร ด้วยโซลูชัน Dell Integrated System for Microsoft Azure Stack HCI ที่จะช่วยพาธุรกิจไปสู่สถาปัตยกรรม Multi-Cloud ได้อย่างง่ายดาย ที่ตอบโจทย์ได้ทั้งในเชิงประสิทธิภาพและความมั่นคงปลอดภัย พร้อมความสามารถในการบริหารจัดการอย่างครบวงจร และการทำงานร่วมกับ Microsoft Azure ได้แบบ Native พร้อมการคิดค่าใช้จ่ายตามการใช้งานจริง ทำให้ Dell Integrated System for Microsoft Azure Stack HCI สามารถส่งมอบประสบการณ์การใช้งาน Microsoft Azure ให้กับธุรกิจองค์กรได้จากภายใน Data Center ของตัวเอง

ความสามารถและจุดเด่นของ Dell Integrated System for Microsoft Azure Stack HCI

  • เป็นบริการ HCI as-a-Service คิดค่าใช้จ่ายตามการใช้งานจริง ทำให้ธุรกิจมีความยืดหยุ่นในการลงทุน และมีรูปแบบการคิดค่าใช้จ่ายที่คล้ายคลึงกับ Cloud ซึ่งสามารถทำนายล่วงหน้าได้ดี และเพิ่มหรือลดขนาดของระบบโดยรวมตามความเหมาะสมได้
  • บริหารจัดการได้ผ่าน Azure Portal เดียว สามารถบริหารจัดการ HCI Cluster ทั้งหมดได้อย่างง่ายดาย
  • สามารถทำงานร่วมกับ Microsoft Azure ได้ เพื่อสร้างระบบ Hybrid Cloud ที่ใช้งานได้ทันที
  • รองรับการทำ Lifecycle Management ได้อย่างครบวงจรทั้งในระดับของ OS, BIOS, Firmware และ Driver ได้ผ่าน Dell OpenManage โดยขั้นตอนการอัปเกรดเหล่านี้จะไม่ต้องหยุดการทำงานของ VM ในระบบแต่อย่างใด และระบบทั้งหมดสามารถทำการ Reboot แต่ละ Node เพียงครั้งเดียวเพื่ออัปเกรดระบบทั้งหมดได้
  • มีการตั้งค่าความสามารถที่ซับซ้อนเอาไว้ให้ล่วงหน้า เช่น การทำ Caching และ Storage Tiering ทำให้สามารถเริ่มต้นใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องกังวลกับความยุ่งยากในการตั้งค่าเหล่านี้
  • รองรับการใช้ RDMA และ NVMe SSD เพื่อความเร็วสูงสุดของระบบ

จะเห็นได้ว่า Dell Integrated System for Microsoft Azure Stack HCI นี้มีความสำเร็จรูปพร้อมให้ใช้งานได้อย่างง่ายดาย ไม่ต่างจากโซลูชัน HCI อื่นๆ แต่มีข้อได้เปรียบด้านการรองรับเทคโนโลยีและโซลูชันต่างๆ จาก Microsoft อย่างเต็มที่ พร้อมก้าวสู่การทำ Hybrid Cloud และ Multi-Cloud ได้ในตัว

ตอบโจทย์การใช้งานในธุรกิจองค์กรได้หลากหลาย คุ้มค่าในหลายสถานการณ์เช่น

  • วางระบบ Virtualization แรกขององค์กร ที่รองรับการก้าวไปสู่ Hybrid Cloud ได้ทันที ด้วยการเป็นระบบ HCI ที่ใช้ Microsoft Azure Stack HCI จึงสามารถใช้งานได้ง่าย รองรับการใช้งาน VM ได้หลากหลาย และเมื่อองค์กรพร้อม ก็สามารถทำการเชื่อมต่อระบบเข้ากับ Microsoft Azure และใช้งานได้แบบ Hybrid Cloud ได้
  • รองรับระบบ Virtual Desktop Infrastructure (VDI) ขนาดใหญ่ ด้วยความนิยมในระบบ VDI ที่เติบโตท่ามกลางวิกฤตโรคระบาด Dell Integrated System for Microsoft Azure Stack HCI ก็สามารถรองรับ Virtual Desktop ได้เป็นอย่างดีด้วยการให้บริการ Windows 10 VM ผ่าน Microsoft Azure Stack HCI และการเพิ่มขยายระบบได้อย่างอิสระจากการเป็น HCI
  • ตอบโจทย์ ROBO และ Edge Infrastructure ด้วยการนำ Azure Cloud Services มาให้บริการยัง Branch และ Edge ทำให้ง่ายต่อการ Deploy ระบบ Application จากศูนย์กลาง และยังบริหารจัดการได้ง่าย พร้อมเพิ่มขยายสาขาหรือ Edge ใหม่ๆ ได้อย่างยืดหยุ่น
  • รองรับ Microsoft SQL Server และโซลูชันอื่นๆ จาก Microsoft ได้เป็นอย่างดี ด้วยการใช้ Technology Stack จาก Microsoft ทั้งหมด พร้อมระบบ Storage ประสิทธิภาพสูงบน Dell PowerEdge Server ทำให้สามารถเลือกใช้งานเครื่องรุ่นที่รองรับ Workload ที่ต้องการได้อย่างเหมาะสม
  • ก้าวสู่โลกของ Container, Kubernetes และ Multi-Cloud ด้วย Azure Kubernetes Service (AKS) บน Microsoft Azure Stack HCI ที่พร้อมทำงานร่วมกับ Microsoft Azure ได้ทันที ทำให้การทำ DevOps ภายในองค์กร และการ Deploy Containerized Application กลายเป็นเรื่องที่ง่ายดาย

Microsoft Azure Stack HCI นั้นคือหนึ่งในโซลูชันของ Microsoft Azure ที่จะนำความสามารถของระบบ Cloud ชั้นนำจาก Microsoft มาสู่ Data Center และ Edge ของธุรกิจองค์กรได้

สนใจ Dell Integrated System for Microsoft Azure Stack HCI สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.dell.com/en-th/dt/hyperconverged-infrastructure/microsoft-azure-stack/microsoft-azure-stack-hci.htm#tab0=0 หรือติดต่อทีมงาน Dell Technologies ประจำประเทศไทย ได้ที่ E-mail: DellTechnologies@kkudos.com โทร 090-949-0823 (คุณวศิน)

from:https://www.techtalkthai.com/complete-your-multi-cloud-with-dell-integrated-system-for-microsoft-azure-stack-hci/

Ubuntu Pro พร้อมใช้งานแล้ว

แนวทางด้าน Security เป็นเรื่องสำคัญซึ่งในการพัฒนาแอปด้วยโอเพ่นซอร์สที่มีการใช้เครื่องมือภายในมาประกอบกันเป็นปัญหามานานว่าจะรักษาให้ทุกส่วนอัปเดตอย่างเหมาะสมได้อย่างไร หนึ่งในแนวทางที่ Canonical ทีมงานเบื้องหลัง Ubuntu จึงได้ปล่อย Subscription ล่าสุดที่ชื่อ Ubuntu Pro ออกมาให้องค์กรได้ใช้งาน

ไอเดียของ Ubuntu Pro ก็คือผู้ใช้งานจะได้รับการอัปเดตแพตช์ช่องโหว่ร้ายแรง ช่องโหว่รุนแรงสูง ช่องโหว่รุนแรงปานกลาง ของแอปและเครื่องมือต่างๆเป็นเวอร์ชันล่าสุดเช่น Ansible, Apache Tomcat, Apache Zookeeper, Docker, Nagios, Node.js, phpMyAdmin, Puppet, PowerDNS, Python, Redis, Rust, WordPress และอื่นๆซึ่งนับได้มากกว่า 23,000 แพ็กเกจ โดยทีมงาน Canonical คุยผ่านบล็อกของตัวเองว่าตนมีประวัติการอัปเดตช่องโหว่ของ OS น้อยกว่า 24 ชั่วโมงโดยเฉลี่ยนับระยะเวลาย้อนไปถึง 18 ปี 

นอกจากนี้ในความสามารถของ Ubuntu Pro ยังมาพร้อมกับเครื่องมือสำหรับช่วยรักษาเรื่อง Compliance และข้อบังคับทางกฏหมายเช่น การที่ผู้ใช้สามารถเข้าถึงแพ็กเกจที่ Certified กับ FIPS หรืออื่นๆภายที่เป็นไปภายใต้ HIPPA, FedRAMP และ PCI-DSS เป็นต้น รวมถึงการอัปเกรตยังทำได้อย่างน่าประทับใจเช่น Livepatch ที่ช่วยแพตช์ช่องโหว่ที่มีระดับความสูงแรงอย่างทันทีขณะรันไทม์ลดความจำเป็นเพื่อรีบูตระบบ

สำหรับผู้สนใจใช้งานได้ตั้งแต่ 16.04 LTS เป็นต้นไปด้วยราคารายปีที่ 25 เหรียญสหรัฐฯต่อเครื่อง หรือ 500 เหรียญสหรัฐฯต่อเครื่องประเภทเซิร์ฟเวอร์ และหากเป็น Subscription ส่วนตัวมีฟรีให้ 5 เครื่องทดลองได้ฟรี 30 วันหรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://ubuntu.com/pro/subscribe

ที่มา : https://www.infoworld.com/article/3686569/canonical-security-subscriptions-for-ubuntu-linux-now-available.html

from:https://www.techtalkthai.com/ubuntu-pro-has-been-ready-to-use/

Microsoft เริ่มบังคับอัปเดต Windows 11 21H2 ไปเป็น 22H2 แล้ว

Microsoft เริ่มบังคับอัปเดต Windows 11 21H2 ไปเป็น 22H2 แล้ว

Microsoft ได้ประกาศเริ่มทยอย Rollout อัปเดตใหม่สำหรับผู้ที่ใช้งาน Windows 11 21H2 เวอร์ชัน Home และ Pro Edition ให้อัปเดตไปใช้งาน Windows 11 22H2 หรือ Windows 11 2022 Update แล้ว เนื่องจาก Windows 11 21H2 นั้นจะหมดระยะสนับสนุนในวันที่ 10 ตุลาคม 2023 สำหรับผู้ที่ต้องการอัปเดต สามารถเลือกอัปเดตได้จาก Windows Update Setting ได้ทันที

Microsoft มีการปล่อย Windows Update ในลักษณะนี้มาตั้งแต่ Windows 10 เพื่อให้เครื่องที่ใช้งานมีการอัปเดตแพตช์เป็นเวอร์ชันล่าสุดอยู่ตลอดเวลา ทำให้มีความปลอดภัยในการใช้งานมากขึ้น อย่างไรก็ตามการอัปเดตไปเป็น Windows 11 22H2 นั้นยังมีปัญหากับเครื่องที่ใช้งาน Intel Smart Sound Technology (Intel SST) บน Intel 11th Gen Core ที่อาจทำให้เกิดปัญหาจอฟ้าได้ ผู้ที่ต้องการอัปเดตเป็น Windows 11 22H2 จึงควรทำการอัปเดต Intel SST driver ไปเป็นเวอร์ชัน 10.30.00.5714 หรือ 10.29.00.5714 เสียก่อนเพื่อแก้ไขปัญหานี้

ที่มา: https://www.bleepingcomputer.com/news/microsoft/microsoft-starts-force-upgrading-windows-11-21h2-devices/

from:https://www.techtalkthai.com/microsoft-starts-force-update-windows-21h2-to-22h2/

ลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ให้คุ้มค่า ติดตามการทำงานอย่างมั่นใจด้วยโซลูชัน EcoStruxure IT Expert จาก Schneider Electric

ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นศูนย์รวมระบบเพื่อการให้บริการไม่ว่าจะเป็นเรื่องของข้อมูล บริการ การเชื่อมต่อต่างๆที่เกิดขึ้นจากการรวมตัวกันของเซิร์ฟเวอร์จำนวนมาก อย่างไรก็ดีการให้บริการทั้งหมดนี้จะต้องถูกควบคุมสภาพแวดล้อมให้เป็นไปตามข้อมูลกำหนดเพื่อให้ฮาร์ดแวร์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตามที่ควรจะเป็น ด้วยเหตุนี้เองดาต้าเซ็นเตอร์จึงยังพูดถึงเรื่องของบริการจัดการคุณภาพของไฟฟ้า ระบบระบายอากาศ ความเย็น ความชื้น ระบบถ่ายเทความร้อน ตลอดจนมาตรการด้านความมั่นคงปลอดภัย ซึ่งปกติแล้วในดาต้าเซนเตอร์เองจะมีซอฟต์แวร์เพื่อการบริหารจัดการเรื่องเหล่านี้อยู่ที่เรียกว่า Data Center Infrastructure Management (DCIM) สำหรับในบทความนี้ท่านจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับโซลูชัน EcoStruxure IT Expert จาก Schneider Electric ที่ถูกออกแบบมาให้รองรับกับสถาการณ์ของดาต้าเซ็นเตอร์ในปัจจุบันที่เรียกว่า DCIM 3.0

พัฒนาการสู่ DCIM 3.0 และความหมายที่แท้จริงของ DCIM

Gartner ได้นิยามความหมายของโซลูชัน DCIM ว่า ‘เครื่องมือ’ ที่ใช้มอนิเตอร์ เป็นมาตรวัด บริหารจัดการหรือควบคุมการใช้ดาต้าเซ็นเตอร์และการใช้พลังงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยหมายรวมถึงอุปกรณ์ไอทีทั้งหมดเช่น เซิร์ฟเวอร์ สโตเรจ อุปกรณ์เครือข่าย ตลอดจนส่วนประกอบที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานเช่น หน่วยจ่ายไฟ เครื่องระบบปรับอากาศ เป็นต้น อย่างไรก็ดี Schneider Electric แบ่งพัฒนาการของ DCIM เป็น 3 ยุคดังนี้

DCIM 1.0 เริ่มต้นตั้งแต่หลายสิบปีก่อนที่เครื่องพีซีเซิร์ฟเวอร์ต้องการระบบ UPS เข้ามาช่วยและต้องมีซอฟต์แวร์เข้ามาบริหารจัดการ นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ซอฟต์แวร์เพื่อมอนิเตอร์และติดตามอุปกรณ์ถือกำเนิดขึ้น ปีค.ศ. 2000 จำนวนพีซีและเซิร์ฟเวอร์เพิ่มขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ ทำให้เกิดความต้องการของดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งความท้าทายที่ตามมาคือผู้ประกอบการต้องจัดการความท้าทายด้านพื้นที่ ระบบไฟฟ้า ความเย็น โดยต้องตอบคำถามเรื่องประสิทธิภาพให้เพียงพอ ด้วยเหตุนี้เองจึงเป็นที่มาของซอฟต์แวร์ DCIM ยุค 2.0 ที่ตอบสนองความต้องการใหม่อย่างเช่น PUE รวมถึงความสามารถในการวางแผนและแปลนของดาต้าเซนเตอร์ด้วย

20 ปีต่อมาดาต้าเซ็นเตอร์มีความสำคัญกว่าที่เคยเพราะต้องรองรับการให้บริการที่สำคัญยิ่ง องค์กรต่างตื่นตัวกับเรื่อง ความยั่งยืน ความมั่นคงปลอดภัยและความทนทาน ตลอดจนต้องมองภาพให้ไกลไปถึงผู้ใช้และแอปพลิเคชัน โดย Schneider Electric มองเห็นปัญหาเหล่านี้ดีจึงได้คิดค้นซอฟต์แวร์ที่สามารถตอบโจทย์ความท้าทายเหล่านั้นผ่านโซลูชัน EcoStruxure IT นั่นเอง โดยรองรับการใช้ทั้งแบบ On-prem หรือ Cloud ทั้งนี้ก็เพื่อสอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบันที่ไซต์มีการกระจายตัวออกไป

DCIM ถูกแบ่งการทำงานออกเป็น 2 ส่วนหลักคือ 1.) Monitor & Automation โดยส่วนแรกกล่าวถึงการติดตามและความเป็นอัตโนมัติของห้องปฏิบัติการด้านไอทีและสิ่งอำนวนความสะดวกด้านไฟฟ้า การควบคุมสภาพแวดล้อม และความมั่นคงปลอดภัย ทั้งหมดนี้เพื่อการันตีว่าดาต้าเซ็นเตอร์จะสามารถให้บริการได้ตามการออกแบบ รวมถึงสามารถแจ้งเตือนเมื่อเกิดเหตุตามค่าที่กำหนดและจัดทำรายงานแบบเรียลไทม์ได้ 2.) Planning & Implementation ช่วยเหลือให้ผู้ดูแลไอทีปรับเปลี่ยนดาต้าเซ็นเตอร์ หรือการเพิ่มอุปกรณ์ใหม่เข้ามาและติดตามสินทรัพย์ เนื้อหาต่อไปนี้เราโฟกัสเครื่องมือด้าน Monitoring ที่ชื่อว่า EcoStruxure IT Expert

ฟีเจอร์สำคัญของ EcoStruxure IT Expert

EcoStruxure IT Expert เป็นเครื่องสำหรับมอนิเตอร์ระบบภายในดาต้าเซ็นเตอร์ โดยมีส่วนประกอบ 3 ส่วนหลักๆตามภาพประกอบคือ ซอฟต์แวร์สำหรับรวบรวมข้อมูลในดาต้าเซ็นเตอร์ (EcoStruxure IT Gateway) การติดตั้งก็ง่ายมากเพียงแค่ผู้สนใจดาวน์โหลดซอฟต์แวร์(ฟรี)นี้เข้าไปติดตั้งในเครื่องบนดาต้าเซ็นเตอร์ของตน โดยสามารถรองรับข้อมูลผ่านโปรโตคอลมาตรฐานทางอุตสาหกรรมเช่น SNMP, Modbus และอื่นๆ กล่าวคือรองรับอุปกรณ์จากยี่ห้อต่างผ่านโปรโตคอลมาตรฐาน จากนั้นตัว Gateway จะนำส่งข้อมูลสู่คลาวด์ในลำดับถัดไป (data lake)

ข้อดีของระบบคลาวด์คือทำให้ผู้จัดการดาต้าเซนเตอร์สามารถดูแลระบบจากที่ใดก็ได้ ในทางกลับกันไม่ว่าดาต้าเซนเตอร์จะอยู่ที่ใดของโลกก็ถูกจัดการได้จากส่วนกลางในหน้าจอเดียว อีกทั้งกำจัดความยุ่งยากของ DCIM แบบเดิมในเรื่องของการดูแลเซิร์ฟเวอร์เช่น ฮาร์ดแวร์ ระบบปฏิบัติการ ไปจนถึงการอัปเดตเวอร์ชันของแอปพลิเคชัน ไม่เพียงเท่านั้น EcoStruxure IT ยังมาพร้อมกับแอปพลิเคชันบนมือถือที่ใช้ได้บน iOS และ Android เรียกได้ว่าเป็น DCIM ยุค 3.0 ที่เน้นความคล่องตัวอย่างแท้จริง

ฟีเจอร์ของ EcoStruxure IT Expert มีดังนี้

1.) Dashboard 

เพื่อให้ผู้ดูแลระบบสามารถเข้าใจถึงภาพรวมสถานการณ์ภายในองค์กร หน้า Dashboard จะคอยปักหมุดเหตุการณ์สำคัญอย่างแจ้งเตือนต่างๆ ซึ่งท่านสามารถคลิกเข้าไปดูรายละเอียดได้ทันที โดยมีการแบ่งระดับตามระดับความร้ายแรง และรายชื่อติดต่อผู้ดูแลในเคสเหล่านั้น นอกจากนี้ยังมีหน้าแผนที่ที่แสดงพิกัดของอุปกรณ์ได้ว่าไซต์อยู่ที่ใด โดยผู้ใช้งานสามารถสร้างพื้นที่ย่อยได้อีกหลายระดับตอบความต้องการ รวมถึงสามารถปรับแต่งมุมมองของ Dashboard เองได้ด้วย

2.) Inventory & Benchmarking

คลังข้อมูลเก็บรวมรวบอุปกรณ์ที่ทุกอย่างในระบบที่เราทำการติดตาม โดยท่านสามารถค้นหาอุปกรณ์ได้ตามชนิดการทำงาน ยี่ห้อ โมเดล หรือการแจ้งเตือนที่เกิดขึ้น เลขไอพี และไซต์ที่อุปกรณ์ตั้งอยู่ 

เมื่อคลิกเข้าไปแล้วท่านสามารถติดตามรายละเอียดย่อยได้เช่น เฟิร์มแวร์เวอร์ชัน เลขซีเรียล และมาตรวัดต่างๆ ผู้รับผิดชอบดูแล ซึ่งในอุปกรณ์บางประเภทท่านสามารถชมการเปรียบเทียบกับการใช้งานของลูกค้าอื่นๆในสารระบบของ EcoStruxure Data Lake เพื่อดูว่าอุปกรณ์ตัวนี้มีสถานะเป็นอย่างไรเทียบกับคนอื่นที่ใช้งานเหมือนกัน ดังภาพตัวอย่างด้านล่างจะแสดงการเปรียบเทียบในผลิตภัณฑ์ UPS 

3.) Alarming

หน้านี้จะแสดงถึงการแจ้งเตือนที่เกิดขึ้นของระบบ โดยผู้ใช้งานสามารถกรองการค้นหาได้หลากหลายมุมมองเช่นเดียวกับเมนู Inventory ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่ผู้ดูแลสามารถใช้เพื่อค้นหาต้นตอของปัญหาได้อย่างแท้จริง ในกรณีของลิสต์ที่มากเกินไปท่านสามารถเลือกปิดการแจ้งเตือนที่ไม่เกี่ยวข้องออกไปได้ ในเมนูนี้ยังสามารตั้งค่าช่องทางการแจ้งเตือนได้อีกด้วยเช่น อีเมล หรือระบบออก Ticket ขององค์กร

4.) Management 

ผู้ใช้งานสามารถทำการโหลดคอนฟิคอุปกรณ์ได้ผ่านช่องทางนี้ รวมไปถึงการอัปเดตเฟิร์มแวร์ต่างๆ ซึ่งหมายถึงการบริหารจัดการอุปกรณ์ได้จากระยะไกลนั่นเอง

5.) Assessment

เมนูนี้มีความสามารถหลัก 2 ฟังก์ชันคือการพิจารณาเรื่องประสิทธิภาพของการใช้งาน โดยระบบจะทำการประเมินสุขภาพของอุปกรณ์ ประเมินและแนะนำเกี่ยวกับอายุการใช้งาน ทำให้องค์กรสามารถวางแผนการเปลี่ยนอุปกรณ์ได้แบบ Proactive ก่อนเกิดเหตุ

ปกติแล้วอุปกรณ์ในดาต้าเซนเตอร์อาจหลุดเรื่องความมั่นคงปลอดภัย โดยพื้นฐานแล้วก็คือการใช้งานซอฟต์แวร์เวอร์ชันล่าสุด ซึ่งในหน้า Security Assessment จะแสดงภาพรวมว่าการคอนฟิคเป็นอย่างไร มีอุปกรณ์จำนวนเท่าไหร่ที่ควรอัปเดตเฟิร์มแวร์ หรือเปลี่ยนอุปกรณ์ใหม่ ดังนั้นภาพเหล่านี้มีประโยชน์อย่างมากในการช่วยป้องกันดาต้าเซ็นเตอร์ขั้นพื้นฐาน

นอกจากความสามารถที่กล่าวมาแล้วท่านยังสามารถกำหนดขอบเขตการใช้งานโปรแกรมได้ผ่านเมนู Administration ว่าใครมีสิทธิ์ในการมองเห็นอะไรได้บ้าง ตลอดจนบังคับใช้การพิสูจน์ตัวตนแอคเค้าน์ด้วย 2 Factors Authentication มุมของการใช้งานข้อดีของการเป็น SaaS คือความยืดหยุ่นสูงเพราะ License การใช้งานจะถูกคิดตามจำนวนอุปกรณ์ที่ต้องการมอนิเตอร์แบบรายปี

ในมุมของ Managed Service Provider ท่านสามารถแบ่งการมองเห็นของลูกค้าเป็นรายย่อยๆได้ โดยลูกค้าและผู้ให้บริการจะมองเห็นอุปกรณ์ได้เหมือนกัน ทำให้ MSP สามารถรับเหมาในการดูแลอุปกรณ์ได้ หรือสร้างเป็นบริการอื่นๆเข้ามาต่อยอดได้

สนใจทดสอบใช้งานหรือปรึกษาทีมงาน Schneider Electric

ท่านใดต้องการทดสอบโซลูชันท่านสามารถเข้าไปชมผ่านหน้าเมนู IT Expert Demo โดยไม่ต้องลงทะเบียนตามภาพด้านล่าง 

หรือหากต้องการทดลองแบบเต็มฟังก์ชันได้ฟรีถึง 30 วัน ที่ https://ecostruxureit.com/ecostruxure-it-expert/ 

EcoStruxure IT เป็นเพียงส่วนหนึ่งในโซลูชันคลาวด์ EcoStruxure เท่านั้น ท่านสามารถเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ EcoStruxure ได้ที่ https://www.se.com/th/th/work/campaign/innovation/overview.jsp

หากท่านต้องการคำปรึกษาจาก Schneider Electric สามารถติดต่อทีมงานได้ที่ Contact Sales ทางทีมงานจะติดต่อกลับไปหาท่านอย่างเร็วที่สุด

from:https://www.techtalkthai.com/schneider-electric-ecostruxure-it-expert-for-dc-investment/