คลังเก็บป้ายกำกับ: CLOUD_AND_SYSTEMS

Highlight : Google Cloud Day by Tangerine 2022 งานใหญ่ประจำปี พาธุรกิจของคุณรับมือกับความท้าทายใหม่

Tangerine และ Google Thailand กลับมาอย่างยิ่งใหญ่ พร้อมร่วมกันเปิดมุมมองใหม่ไปกับโลกของคลาวด์ ในงานอีเวนต์ “Google Cloud Day by Tangerine : The Future is Already Here!”

โดยภายในงานเราได้พาผู้เข้าร่วมไปสัมผัสกับความก้าวหน้าในโลกของคลาวด์ เพื่อให้ทุกท่านได้นำไปพัฒนากลยุทธ์ของธุรกิจให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดผ่านแนวคิดผู้บริหารของ Tangerine และ Google ประเทศไทย รวมถึงแนวคิดการดำเนินธุรกิจให้สามารถรับมือกับทุกความท้าทายในยุคดิจิทัลจนประสบความสำเร็จจาก Special Speaker บริษัทชั้นนำของประเทศอย่าง True Digital Group Co., Ltd. และ Asia Cab Co., Ltd.

และผู้เข้าร่วมงานจากธุรกิจหรือองค์กรขนาดใหญ่ระดับประเทศ ที่พร้อมร่วมเดินทางต่อยอดเทคโนโลยีคลาวด์ และให้ความสนใจกว่า 200 ราย เพื่อให้ได้นำโซลูชันเทคโนโลยีแห่งอนาคตไปผลักดันธุรกิจ พร้อมขับเคลื่อน Digital Transformation ร่วมกับทีมงาน Tangerine ที่สามารถไว้วางใจได้ และให้คำปรึกษาแก่ทุกท่านอย่างมืออาชีพ

ซึ่งบริษัท แทนเจอรีน จำกัด เป็นผู้เชี่ยวชาญในการให้คำปรึกษาและบริการด้าน Digital Technology, IT Infrastructure พร้อมออกแบบและพัฒนา ให้ธุรกิจหรือองค์กรของท่านสามารถต่อยอดและเติบโตอย่างไร้ขีดจำกัด และสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในเชิงธุรกิจให้เหมาะกับยุค Digital Transformation
ซึ่งแน่นอนว่า Tangerine ยังคงมุ่งมั่นที่จะสร้างความเชื่อมั่นและไว้วางใจให้ลูกค้าจากหลากหลายธุรกิจ และไม่หยุดยั้งในการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรให้มีความเชี่ยวชาญและมีมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง

และในครั้งหน้า เราจะยังคงสร้างและจัดงานอีเว้นท์สุดยิ่งใหญ่ต่อไป เพื่อให้ธุรกิจหรือองค์กรของท่านได้สัมผัสความก้าวหน้าของเทคโนโลยีแห่งยุคอย่างมั่นใจกว่าใคร ไปพร้อมกับพวกเรา

หากสนใจบริการต่าง ๆ หรือต้องการคำปรึกษาเพิ่มเติมติดต่อได้ที่
marketing@tangerine.co.th หรือโทร 02 285 5511
ท่านจะได้รับคำตอบจากผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน

from:https://www.techtalkthai.com/highlight-google-cloud-day-by-tangerine-2022/

[Guest Post] งานแสดงเทคโนโลยีธุรกิจ 5G แห่งอนาคต เริ่มอย่างเป็นทางการแล้ววันนี้!!

เปิดประสบการณ์สู่โลกของธุรกิจเทคโนโลยีไร้สายความเร็วสูง 28-29 กันยายน ณ สามย่านมิตรทาว์นฮอลล์ ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์ กรุงเทพฯ

วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค  ผู้จัดงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติในเอเชีย เปิดตัวงานแสดงสินค้าใหม่ล่าสุดในสายธุรกิจเทคโนโลยี ภายใต้ชื่องาน ‘BYOND MOBILE’ (บิยอน โมบาย) ซึ่งเป็นงานแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมสำหรับธุรกิจ 5G เครือข่ายความเร็วสูง อันจะเป็นจุดนับพบที่สำคัญของผู้ที่เกี่ยวข้องกับระบบนิเวศของอุตสาหกรรม 5G ต่อยอดสู่โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่จะเชื่อมโยงผู้ให้บริการและสตาร์ทอัพได้มาพบปะเจรจาธุรกิจเพื่อการต่อยอดในอนาคต โดยงาน BYOND MOBILE มีกำหนดการจัดงานระหว่างวันที่ 28-29 กันยายน 2565 ณ สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์ ตั้งแต่เวลา 10:00-18:00 น. นับเป็นอีกงานที่ผลักดันให้กรุงเทพฯ เป็นศูนย์รวมของธุรกิจ 5G แห่งอนาคต ตลอด 2 วันของการจัดงาน มีการนำเสนอเทคโนโลยีสุดล้ำสำหรับธุรกิจชีววิทยาศาสตร์ การแพทย์ด้วยระบบดิจิทัล เทคโนโลยีเพื่อการเกษตร เทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ กระบวนการผลิตและวิทยาการหุ่นยนต์ สมาร์ทซิตี้ เมืองแห่งเทคโนโลยี และยานยนต์แห่งอนาคต ด้วยความร่วมมือจากบรรดาผู้ประกอบการและเจ้าของกิจการด้านเครือข่ายความเร็วสูง อินเตอร์เน็ต เครือข่ายการสื่อสารผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ และระบบไอทีอัจฉริยะมากกว่า 50 แบรนด์ พร้อมด้วยตารางงานประชุมสัมมนาเชิงวิชาการที่อัดแน่นสำหรับผู้ที่สนใจ ร่วมรับฟังการแบ่งปันข่าวสารความรู้ แนวโน้มของธุรกิจ นำเสนอเทคโนโลยีใหม่ การสาธิตผลิตภัณฑ์โดย CEO แบรนด์ชั้นนำมากกว่า 40 วิทยากรรับเชิญ ตลอดจนการแข่งขัน Start-up ของธุรกิจสายเทคโนโลยีซึ่งได้รับความสนใจอย่างคับคั่ง

พิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการ นำโดย มร.อิกอร์ เพาก้า กรรมการผู้จัดการ บริษัท วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค ผู้จัดงาน พร้อมด้วย คุณจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (สสปน.) และ ดร.พนิตา พงษ์ไพบูลย์ รองผู้อำนวยการ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) กล่าวสนับสนุนการจัดงาน และเปิดงานอย่างเป็นทางการด้วยปาฐกถาจาก คุณเนวินธุ์ ช่อชัยทิพฐ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมเยี่ยมชมบูธผู้ประกอบการและพูดคุยกับผู้บริหารจากแบรนด์ชั้นนำภายในงาน

BYOND MOBILE เป็นอีกงานแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรม 5G และการรวมตัวของผู้ที่เกี่ยวข้องในระบบนิเวศของเทคโนโลยีเครือข่ายความเร็วสูงทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน เพื่อวางรากฐานเศรษฐกิจเครือข่ายแห่งอนาคต ภายในงานจะมีการนำเสนอบริษัทชั้นนำของ blue-chip ตลอดจนสตาร์ทอัพที่มาจากสายเทคโนโลยีทั้งหมด บนพื้นที่กว่า 3,000 ตร.ม. จัดแสดงผลิตภัณฑ์และโซลูชั่น 5G จากแบรนด์ชั้นนำกว่า 50 แบรนด์ และพาวิลเลียนนานาชาติจากประเทศสหราชอาณาจักร พร้อมนำเสนอเทคโนโลยีเครือข่ายมือถือและโซลูชันระบบคลาวด์ การรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์และหุ่นยนต์ ตลอดจน AR/VR แมชชีนเลิร์นนิง และ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เราเชื่อมั่นว่าการจัดงานครั้งนี้จะเป็นเวทีเจรจาการค้าใหม่ที่ช่วยกระตุ้นความตื่นตัวของอุตสาหกรรม 5G ระดับประเทศต่อไป” กล่าวโดย มร.อิกอร์ เพาก้า กรรมการผู้จัดการ บริษัท วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค ผู้จัดงาน

คุณจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (สสปน.) กล่าวสนับสนุนการจัดงาน “เหตุผลที่สำคัญสำหรับการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าต่างๆ โดยเฉพาะงาน BYOND MOBILE ที่เปิดงานอย่างเป็นทางการวันนี้ คือ ผู้เข้าร่วมงานทุกท่านจะสามารถศึกษาแนวโน้มของตลาด เรียนรู้ถึงแนวทางการพัฒนาแบรนด์และธุรกิจให้สอดคล้องกันเพื่อรองรับความต้องการของตลาดในปัจจุบัน ตลอดจนการสร้างโอกาสทางธุรกิจจากการพบปะพูดคุยโดยตรงจากผู้ประกอบการจากแบรนด์ชั้นนำในอุตสาหกรรมนั้นๆ เพื่อค้นหาพันธมิตรทางธุรกิจใหม่จากการเลือกและเปรียบเทียบคุณสมบัติผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้อย่างชัดเจน และแม้ว่าคุณอาจสามารถค้นหาข้อมูลต่างๆ ได้จากโลกอินเตอร์เน็ต แต่การมาร่วมงานแสดงสินค้าแบบพบปะกันตัวต่อตัว จะทำให้คุณได้แลกเปลี่ยนความรู้ พูดคุยแนวทางแก้ไขปัญหา ตลอดจนเป็นเวทีเจรจาการค้าที่รวมหลากหลายแบรนด์ชั้นนำ เจ้าของกิจการ ผู้ซื้อ และผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนได้ที่เดียวกัน ซึ่งทางสสปน. เชื่อมั่นว่าทุกงานแสดงสินค้านำมาซึ่งประโยชน์มากมายต่อภาคอุตสาหกรรมและเป็นกลไกที่สำคัญประการหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ นั่นคือเหตุผลสำคัญที่ทางเราสนับสนุนการจัดแสดงสินค้ามาโดยตลอด”

“เทคโนโลยี 5G กำลังเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในหลายมุมมองและที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือ การรวมกันของเทคโนโลยี 5G ในภาคธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น ระบบการผลิตอัตโนมัติและหุ่นยนต์ การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ ชีววิทยาศาสตร์และการดูแลสุขภาพด้วยระบบดิจิทัล และอีกมากมาย เราเชื่อมั่นว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ เทคโนโลยี 5G จะเข้ามาเป็นส่วนสำคัญและเพิ่มขอบข่ายของธุรกิจที่ได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้มากยิ่งขึ้น” ดร.พนิตา พงษ์ไพบูลย์ รองผู้อำนวยการ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) กล่าว “ทางศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ตระหนักถึงความสำคัญของเทคโนโลยีนี้มาโดยตลอด เราพร้อมที่จะสนับสนุนทุกงานวิจัยอันจะนำมาซึ่งการพัฒนาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และ ระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อผลักดันและเสริมสร้างการเปลี่ยนแปลงของประเทศไทยให้ทันเทียมกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของตลาดโลก ซึ่งในขณะนี้เรากำลังอยู่ในช่วงตั้งค่าเครือข่ายความเร็วสูง และทดสอบเสถียรภาพของเครือข่าย 5G ที่เกี่ยวข้องด้านการอำนวยความสะดวกในอุตสาหกรรม 4.0 โดยมีการจัดตั้งเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EECi เป็นศูนย์กลาง นวัตกรรมแห่งใหม่บนพื้นที่ EEC มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในวังจันทร์วัลเลย์ จ.ระยอง โดยมีเป้าหมายสำคัญในการช่วยยกระดับและพัฒนาอุตสาหกรรมเดิม รวมถึงการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ ควบคู่กับการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งการจัดแสดงงาน BYOND MOBILE ในครั้งนี้มอบโอกาสที่ดีในเชิงธุรกิจ และกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนตื่นตัวมากขึ้น” ดร.พนิตา พงษ์ไพบูลย์ กล่าว

BYOND MOBILE เป็นโอกาสอันดีสำหรับพวกเราทุกคนในการรับฟัง-เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญและนำข้อมูลข่าวสารใหม่ไปต่อยอดธุรกิจที่นำเสนอโดยเจ้าของแบรนด์ ผู้ปฏิบัติงาน ผู้ให้บริการ หน่วยงานที่กำกับดูแล ตลอดจนในมุมของผู้ใช้บริการเอง ในนามของ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ประเทศไทย ผมยินดีต้อนรับทุกเทคโนโลยี ทุกผลิตภัณฑ์และการบริการที่จะมีส่วนสำคัญในการพัฒนารูปแบบของธุรกิจด้วยเครื่องมือที่ดีที่สุด และส่งผลต่อการพัฒนาเครือข่ายเศรษฐกิจของประเทศไทย” คุณเนวินธุ์ ช่อชัยทิพฐ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าว

5G เป็นองค์ประกอบหลักที่ส่งผลต่อโครงสร้างพื้นฐาน อันจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ กระทรวงดิจิทัลฯ ได้ดำเนินการพัฒนาการบริการและผลิตภัณฑ์ใหม่ที่นำเทคโนโลยี 5G เข้ามาใช้ เพื่อขับเคลื่อนสังคมด้วยนวัตกรรม ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาแอปพลิเคชันใหม่ การสร้างระบบนิเวศที่ครบครันด้วยอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้วยนวัตกรรม สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่จะผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่ศูนย์กลางของเมืองอัจฉริยะในภูมิภาคอาเซียน” คุณเนวินธุ์ ช่อชัยทิพฐ์ กล่าวเสริม

BYOND MOBILE (บิยอน โมบาย) เป็นเวทีเจรจาการค้าผ่านงานแสดงสินค้าอันเป็นสะพานที่เชื่อมระดับโลกสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติที่ให้บริการกลุ่มประเทศ 11 ประเทศเพื่อเชื่อมต่อกับตัวแทนจำหน่ายทั่วโลก แล้วพบกัน ระหว่างวันที่ 28 – 29 กันยายน 2565 ณ ฮอลล์ 1-2 สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์ กรุงเทพฯ เปิดโลกการเรียนรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเครือข่ายไร้สายแห่งอนาคต!

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเยี่ยมชมได้ทาง https://byondmobile.asia/
ลงทะเบียนล่วงหน้าได้ที่ https://eventpassinsight.co/el/to/Q87OY [ไม่มีค่าใช้จ่าย]
from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-byond-mobile-5g-28-29-sep-22/

[Guest Post] การใช้ Edge automation กับ 7 อุตสาหกรรมหลัก

บทความโดย เด็บ ริชาร์ดสัน, Contribution Editor, เร้ดแฮท

คำอธิบายง่าย ๆ ของ edge computing คือการประมวลผลที่เกิดขึ้น ณ ตำแหน่ง หรือใกล้กับตำแหน่งทางกายภาพของผู้ใช้ หรือแหล่งที่มาของข้อมูลที่กำลังประมวลผล เช่น อุปกรณ์หรือเซ็นเซอร์

การวางบริการด้านการประมวลผลต่าง ๆ ไว้ใกล้กับตำแหน่งเหล่านี้ ช่วยให้ผู้ใช้ได้รับประโยชน์จากบริการที่รวดเร็วและเชื่อถือได้มากขึ้น และองค์กรจะได้ประโยชน์จากความยืดหยุ่นและความคล่องตัวของโอเพ่นไฮบริดคลาวด์ด้วย

ความท้าทายของ Edge computing

เนื่องจากมีการใช้อุปกรณ์และบริการต่าง ๆ ที่ติดตั้งอยู่ที่ edge แพร่หลายมากขึ้น ทำให้การบริหารจัดการนอกพื้นที่การทำงานแบบเดิม ๆ เพิ่มขึ้นตามไปด้วย มีการนำแพลตฟอร์มต่าง ๆ ไปใช้นอกดาต้าเซ็นเตอร์ อุปกรณ์หลากหลายเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณและกระจายไปอยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ ตลอดจนออน-ดีมานด์แอปพลิเคชันและบริการต่าง ๆ ก็ทำงานอยู่บนโลเคชันที่ห่างไกล หลากหลาย และแตกต่างกันอย่างมาก

สภาพแวดล้อมของการใช้งานไอทีที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ ทำให้องค์กรต้องเผชิญกับความท้าทายใหม่ ๆ เช่น

  • ความท้าทายด้านบุคลากรที่จะต้องมั่นใจได้ว่ามีทักษะในการจัดการกับความต้องการต่าง ๆ ของโครงสร้างพื้นฐานไอทีที่ edge ที่เปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง
  • การสร้างความสามารถในการโต้ตอบและตอบสนองต่อสิ่งต่าง ๆ ได้ ด้วยการใช้มนุษย์ให้น้อยที่สุด แต่ต้องปลอดภัยและเชื่อถือได้มากขึ้น
  • ทำให้การทำงานที่ edge สามารถปรับขนาดได้อย่างมีประสิทธิภาพในขณะที่ต้องพิจารณาจำนวนอุปกรณ์และอุปกรณ์ปลายทางที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

อย่างไรก็ตามความท้าทายที่ยากจะขจัดได้ดังกล่าวสามารถบรรเทาลงได้ด้วยการใช้ระบบอัตโนมัติที่ edge (edge automation)

คุณประโยชน์ของ Edge automation

การทำงานต่าง ๆ ที่ edge ได้แบบอัตโนมัติจะช่วยลดความยุ่งยากที่เกิดจากการใช้โครงสร้างพื้นฐานไฮบริดคลาวด์ได้มาก องค์กรจึงสามารถใช้ประโยชน์จาก edge computing ได้มากขึ้น

Edge automation สามารถช่วยองค์กรได้ดังนี้

  • เพิ่มความสามารถในการปรับขนาดการทำงาน ด้วยการใช้การกำหนดค่าที่ช่วยให้โครงสร้างพื้นฐานไอทีทั้งหมดขององค์กรมีความเสถียรมากขึ้น และบริหารจัดการอุปกรณ์ edge ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • เพิ่มความคล่องตัว โดยปรับการทำงานให้ตรงตามความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป และใช้ทรัพยากร edge เท่าที่จำเป็น
  • ให้ความสำคัญอย่างมากต่อความปลอดภัยและระบบรักษาความปลอดภัยของการทำงานจากระยะไกล ด้วยการอัปเดต การแพตช์ และการบำรุงรักษาที่จำเป็นแบบอัตโนมัติ โดยไม่ต้องส่งช่างเทคนิคไปที่หน้างาน
  • ลดดาวน์ไทม์ จากการบริหารจัดการเครือข่ายที่ง่ายขึ้น และลดโอกาสเกิดข้อผิดพลาดจากการทำงานของมนุษย์
  • เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ด้วยการวิเคราะห์ การตรวจสอบ และการแจ้งเตือนแบบอัตโนมัติ

ตัวอย่างการใช้ edge automation ในอุตสาหกรรม 7 ประเภท

1.  การขนส่ง
ธุรกิจขนส่งสามารถทำให้กระบวนการติดตั้งอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เคยทำแบบแมลนวลและมีความซับซ้อนกลายเป็นอัตโนมัติได้ ด้วยการอัปเดทซอฟต์แวร์และแอปพลิเคชันต่าง ๆ ให้กับรถไฟ เครื่องบิน และยานพาหนะขับเคลื่อนอื่น ๆ ซึ่งช่วยลดการทำงานด้วยพนักงานได้อย่างมาก ทั้งยังช่วยประหยัดเวลาและขจัดความผิดพลาดจากการตั้งค่าต่าง ๆ แบบแมนนวล ช่วยให้ทีมงานสามารถทำงานอื่น ๆ ที่เป็นงานในเชิงกลยุทธ์ สร้างสรรค์นวัตกรรม และมีความสำคัญมากกว่าได้

การติดตั้งและบริหารจัดการอุปกรณ์ได้แบบอัตโนมัติ มีความปลอดภัยและเชื่อถือได้มากกว่าการทำงานเหล่านี้แบบแมนนวล

2.  ค้าปลีก
การก่อตั้งร้านค้าปลีกสักหนึ่งแห่งที่มีระบบการให้บริการแบบดิจิทัลผ่านออนไลน์อาจเป็นเรื่องซับซ้อน ตั้งแต่เรื่องของการจัดการตั้งค่าอุปกรณ์เน็ตเวิร์ก การตรวจสอบการกำหนดค่าต่าง ๆ และตั้งค่าทรัพยากรด้านการประมวลผลทั่วทุกส่วนของร้าน และเมื่อร้านพร้อมเปิดให้บริการ งานด้านไอทีจะเปลี่ยนไปให้ความสำคัญกับความเสถียร ความสม่ำเสมอ และความเชื่อถือได้แทนเรื่องของความเร็วและการปรับขนาด

Edge automation ช่วยให้ร้านค้าปลีกพึ่งพาตัวเองและดูแลอุปกรณ์ใหม่ ๆ ได้อย่างรวดเร็วและสม่ำเสมอมากขึ้น พร้อม ๆ กับช่วยลดข้อผิดพลาดที่เกิดจากการตั้งค่าและการอัปเดตแบบแมนนวลลงได้อย่างมาก

3.  อุตสาหกรรม 4.0

สำหรับอุตสาหกรรม 4.0 เราเห็นกันอยู่ว่ามีการนำเทคโนโลยีต่าง ๆ เช่น อินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ (IoT), คลาวด์คอมพิวติ้ง, การวิเคราะห์ และปัญญาประดิษฐ์/แมชชีนเลิร์นนิง (AI/ML) มาผสมผสานใช้ในกระบวนการผลิตและการดำเนินงานต่าง ๆ ของภาคอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นโรงกลั่นน้ำมันและก๊าซไปจนถึงโรงงานอัจฉริยะ และระบบซัพพลายเชน 

ตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงคุณประโยชน์ของ edge automation ในอุตสาหกรรม 4.0 คือในส่วนของการผลิตที่ใช้เวอร์ชวลไลเซชัน อัลกอริธึม โดย edge automation สามารถช่วยตรวจจับความบกพร่องต่าง ๆ ของส่วนประกอบที่ผลิตขึ้นบนสายงานด้านการประกอบผลิตภัณฑ์ ทั้งยังช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับการทำงานต่าง ๆ ในโรงงาน ด้วยการระบุและแจ้งเตือนเมื่อเกิดปัจจัยแวดล้อมที่เป็นอันตรายหรือการกระทำใด ๆ ที่ไม่ได้รับอนุญาต

4. โทรคมนาคม สื่อ และความบันเทิง

Edge automation เป็นประโยชน์อย่างมากต่อผู้ให้บริการ รวมถึงการเพิ่มประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้ามากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

เช่น edge automation สามารถเปลี่ยนข้อมูลที่ได้รับจากอุปกรณ์ edge ให้เป็นข้อมูลเชิงลึกที่มีประโยชน์ สามารถนำไปใช้เพิ่มประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าได้ เช่น การแก้ไขปัญหาการเชื่อมต่อได้แบบอัตโนมัติ

Edge automation ยังช่วยให้ส่งมอบบริการใหม่ ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ให้บริการสามารถส่งอุปกรณ์ไปยังบ้านหรือสำนักงานของลูกค้า และลูกค้าก็สามารถเสียบปลั๊กใช้งานได้เลย โดยไม่ต้องมีช่างเทคนิคมาติดตั้งให้ การให้บริการได้แบบอัตโนมัติไม่เพียงช่วยเพิ่มประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า แต่ยังสร้างกระบวนการดูแลรักษาเน็ตเวิร์กให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งมีศักยภาพในการลดค่าใช้จ่ายแฝงอยู่ด้วย

5. บริการด้านการเงินและประกันภัย

ลูกค้าของภาคการเงินต้องการบริการและเครื่องมือด้านการเงินที่เฉพาะตัวมากขึ้น และต้องสามารถเข้าใช้งานได้จากทุกที่ รวมถึงจากอุปกรณ์โมบายของลูกค้า

เช่น edge automation สามารถช่วยให้ธนาคารที่ต้องการเปิดตัวเครื่องมือทางการเงินแบบที่ลูกค้าสามารถหาข้อเสนอที่ต้องการได้ด้วยตนเอง (self-service tool) ไม่ว่าจะเป็นแพ็คเกจประกันภัยใหม่ ข้อเสนอในการจดจำนอง หรือบัตรเครดิต สามารถขยายบริการเหล่านี้ได้ในขณะที่ยังคงมาตรฐานความปลอดภัยของอุตสาหกรรมไว้อย่างเข้มงวดโดยอัตโนมัติ และไม่กระทบต่อประสบการณ์ลูกค้า

Edge automation ช่วยให้ลูกค้าสามารถเข้าใช้งานได้อย่างรวดเร็วตามต้องการ และมีสิ่งที่ผู้ให้บริการทางการเงินต้องการ นั่นคือ ความเชื่อถือได้และการปรับขยายขนาดการให้บริการได้ตามต้องการ

6.  เมืองอัจฉริยะ

เมืองหลายแห่งใช้เทคโนโลยี edge ที่ทันสมัยหลายอย่างผสมผสานกัน เพื่อปรับปรุงการให้บริการและเพิ่มประสิทธิภาพด้านต่าง ๆ เช่น ใช้  IoT และ AI/ML เพื่อติดตามและตอบสนองต่อปัญหาต่าง ๆ ที่กระทบต่อความปลอดภัยสาธารณะ ความพึงพอใจของประชาชน และความยั่งยืนของสภาพแวดล้อม

โครงการเมืองอัจฉริยะในช่วงแรก ๆ มีข้อจำกัดด้วยเทคโนโลยีในสมัยนั้น แต่เมื่อเกิด 5G networks (และเทคโนโลยีด้านการสื่อสารใหม่ ๆ ที่กำลังตามมา) ที่ส่งผลให้ไม่เพียงเข้ามาเพิ่มความเร็วของการรับส่งข้อมูล แต่ยังทำให้สามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้ด้วย เมืองอัจฉริยะจึงต้องขยายขีดความสามารถต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และจำเป็นต้องทำให้การทำงานที่ edge เป็นไปโดยอัตโนมัติ ซึ่งรวมถึงการเก็บรวบรวมข้อมูล การประมวลผล การติดตามและการแจ้งเตือน

7.  ภาคสาธารณสุข

ภาคสาธารณสุขได้เริ่มเปลี่ยนจากการให้บริการภายในโรงพยาบาลไปสู่ทางเลือกในการให้บริการทางไกลมานานแล้ว เช่น ศูนย์ผู้ป่วยนอก, คลินิก และห้องฉุกเฉินอิสระ (freestanding emergency rooms) และได้มีการนำเทคโนโลยีต่าง ๆ มาใช้อย่างแพร่หลายต่อเนื่อง เพื่อให้การสนับสนุนสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ เหล่านี้ นอกจากนี้ข้อมูลที่ได้จากอุปกรณ์สวมใส่และอุปกรณ์ทางการแพทย์อื่น ๆ ที่หลากหลาย ยังช่วยให้การตัดสินใจด้านการรักษาพยาบาลมีประสิทธิภาพและเฉพาะเจาะจงกับผู้รับบริการแต่ละรายมากขึ้น

การใช้ระบบอัตโนมัติ, edge computing และการวิเคราะห์ข้อมูล ช่วยให้แพทย์ผู้ทำการรักษาสามารถแปลงข้อมูลใหม่จำนวนมากมายเหล่านี้ ให้กลายเป็นข้อมูลเชิงลึกที่ทรงคุณค่า เพื่อช่วยให้การรักษาผู้ป่วยมีผลลัพธ์ดีขึ้น และมอบคุณประโยชน์ด้านการเงินและการดำเนินงานไปพร้อม ๆ กัน

Red Hat Edge

แพลตฟอร์มประมวลผลอันทันสมัยที่ขับเคลื่อนโดย Red Hat Edge สามารถช่วยองค์กรขยาย การใช้โอเพ่นไฮบริดคลาวด์ไปยัง edge ได้ Red Hat Edge แสดงให้เห็นถึงแรงผลักดันร่วมกันของ เร้ดแฮทในการรวม edge computing ไว้ในโอเพ่นไฮบริดคลาวด์ ระบบนิเวศของพันธมิตรที่มีขนาดใหญ่และกำลังขยายตัวตลอดจนวิธีการทำงานแบบโอเพ่นของเร้ดแฮท ทำให้องค์กรมีความยืดหยุ่นที่จำเป็นต่อการสร้างแพลตฟอร์มที่สามารถตอบสนองต่อสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และสร้างข้อเสนอที่โดดเด่นให้กับลูกค้า

Red Hat Edge ประกอบด้วยพอร์ตโฟลิโอของซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สระดับองค์กรที่เชื่อถือได้ เช่น Red Hat Enterprise Linux, Red Hat Ansible Automation Platform และอื่น ๆ สามารถช่วยให้ลูกค้าใช้แนวทางรักษาความปลอดภัยแบบเลเยอร์สำหรับบริหารจัดการความเสี่ยงทั้งในองค์กร, ในคลาวด์และที่ edge ให้ดีขึ้น  

ลูกค้าสามารถใช้พอร์ตโฟลิโอแพลตฟอร์มโอเพ่นซอร์ส และระบบนิเวศพันธมิตรที่ครอบคลุมของเร้ดแฮท เพื่อทำให้เกิดโซลูชันที่ยืดหยุ่นสำหรับ

  • การมอบโครงสร้างพื้นอันทันสมัยที่เน้นความปลอดภัยและปรับขนาดได้มากขึ้น ตั้งแต่ edge ไปสู่แกนกลางจนถึงระบบคลาวด์
  • การใช้ edge computing แก้ไขปัญหาต่าง ๆ และส่งเสริมกรณีการใช้งานที่เป็นนวัตกรรม
  • หลีกเลี่ยงการถูกล็อกอินจากผู้ขายเทคโนโลยี และสร้างแพลตฟอร์มที่ยั่งยืนมากขึ้น
  • การสร้างแพลตฟอร์ม edge ที่คล่องตัว ที่สามารถปรับใช้เพื่อรองรับความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป
  • การปรับเปลี่ยนตามสภาวะตลาด และสร้างความโดดเด่นในการแข่งขัน

from:https://www.techtalkthai.com/applying-edge-automation-to-7-key-industries/

SYNNEX ประกาศวิสัยทัศธุรกิจครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำ – ปลายน้ำ

ฉายภาพ No.1 IT Ecosystem ในงาน “Synnex Partner Connect 2022”
จับมือพันธมิตร เกาะเมกะเทรนด์ดิจิทัล เติบโตไปด้วยกัน
 

ห่างหายกันไป 2 ปีเต็มกับงาน SYNNEX NO.1 IT ECOSYSTEM PARTNER CONNECT การกลับมาครั้งนี้มาพร้อมกับความก้าวหน้าของโลกเทคโนโลยีเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เพื่อติดอาวุธสร้างการเติบโต บมจ. ซินเน็ค (ประเทศไทย) ในฐานะผู้นำด้านไอทีอีโคซิสเต็ม ได้เปิดฉากงานสุดยิ่งใหญ่แห่งปี “Synnex Partner Connect 2022” งานที่รวบรวมดีลเลอร์และเวนเดอร์แบรนด์ชั้นนำระดับโลก มาอัปเดตเทรนด์เทคโนโลยีที่น่าจับตา ผ่านมุมมอง “สุธิดา มงคลสุธี” ซีอีโอ และพันธมิตร ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ ต่อจิ๊กซอว์เสริมแกร่งด้านนวัตกรรม และ สนับสนุนพาร์ทเนอร์ทั่วประเทศไทย เกาะเมกะเทรนด์ดิจิทัล ให้เติบโต แข็งแกร่ง ไปด้วยกัน
 
วันที่ 26 กันยายน 2022 – บมจ. ซินเน็ค (ประเทศไทย) ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ด้านไอที กลับมาจัดงานใหญ่แห่งปีอีกครั้งหลังจากเจอพิษการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เริ่มต้นเปิดงานด้วย CEO Talk : SYNNEX IT Ecosystem Vision โดย นางสาวสุธิดา มงคลสุธี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ขึ้นมากล่าวถึงกลยุทธ์เกี่ยวกับ IT Ecosystem และการสนับสนุนพาร์ทเนอร์ “ซินเน็คฯ ได้จัดงานสุดยิ่งใหญ่แห่งปี Synnex Partner Connect 2022 นับเป็นงานที่รวบรวมดีลเลอร์และเวนเดอร์แบรนด์ชั้นนำระดับโลก มากกว่า 40 แบรนด์ มาพบปะอัปเดทแวดวงไอที และเทรนด์เทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งนับเป็นช่วงพิเศษของปีที่ผู้นำตลาดมาเจอกัน เพื่อผนึกกำลังขยายตลาด เสริมศักยภาพการแข่งขัน สร้างการเติบโตไปพร้อมกับการตอบสนองความต้องการขององค์กรธุรกิจและผู้บริโภค อีกทั้ง ได้นำโซลูชันและผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายมาจัดแสดงภายในงาน ตอกย้ำการให้ความสำคัญ ในการผนึกกำลังในรูปแบบ We Grow Together
 
ในปีนี้ ซินเน็คฯ ได้ฉายภาพกลยุทธ์หลักในการก้าวสู่ No.1 IT ECOSYSTEM เพื่อมุ่งสู่ new digital era ด้วยการขยายธุรกิจแบบครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำ – ปลายน้ำ พร้อมดึงพาร์ทเนอร์ ทั้งดีลเลอร์ และเวนเดอร์ เข้ามาอยู่ใน Ecosystem เพื่อที่จะเติบโตไปด้วยกัน
 
ในด้านกลยุทธ์การต่อยอดอีโคซิสเต็มในครั้งนี้ ซินเน็คฯ ให้ความสำคัญในการเติมเต็มสินค้าที่เป็นเทรนด์ของโลก และได้มีการเปิดตัวสินค้าเฮาส์แบรนด์เป็นครั้งแรกในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ภายใต้แบรนด์ S-Gear สอดรับสินค้าเกมมิ่ง และสินค้าไอทีไลฟ์สไตล์ในประเทศ มีความต้องการที่เติบโตสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด จึงเข้ามาสู่ธุรกิจต้นน้ำของอุตสาหกรรม อีกทั้ง ได้จับมือกับ Honor (ออนเนอร์) ผู้นำยอดขายสมาร์ทโฟนอันดับ 1 ในจีน มาบุกตลาดสมาร์ทดีไวซ์ในประเทศไทย ในรูปแบบที่เรียกว่า Full Service Distributor เพราะซินเน็คฯ ต้องการยกระดับการสนับสนุนพาร์ทเนอร์ ตลอดจนตอบสนองไลฟ์สไตล์ และความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ ในขณะที่ ปลายน้ำของอุตสาหกรรม ซินเน็คฯ ได้ เปิดตัว Swopmart แพลตฟอร์มซื้อ-ขาย สินค้าไอทีมือสอง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ธุรกิจหลัก และสร้างประสบการณ์แบบไร้รอยต่อให้แก่ผู้บริโภคด้วยแพลตฟอร์มที่น่าเชื่อถือ ในราคาที่เข้าถึงได้ เติมเต็ม Ecosystem ให้แก่พาร์ทเนอร์ ด้วยช่องทางการขายและการบริการรองรับ พร้อมกับการมุ่งเน้นด้าน e-waste management ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์กร
 
ซินเน็คฯ ชูจุดแข็งสำคัญ ในการนำประสบการณ์ด้านงานบริการสินค้าไอทีที่มีมากกว่า 30 ปี มาต่อยอดอีโคซิสเต็มในด้านบริการได้อย่างน่าทึ่ง โดยจัดตั้งบริษัท Service Point ขึ้นมา เพื่อสนับสนุนบริการหลังการขายให้กับพาร์ทเนอร์ จากการที่ซินเน็คฯ ได้รับความไว้วางใจให้เป็น Authorized Service Center ให้สินค้า IT & Smartphone มากกว่า 21 brand และเพื่อการเติบโตที่ชัดเจน ไม่ใช่เพียงแต่การให้บริการ After-sale Service เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมอีก 6 บริการที่สำคัญ ทั้งในด้าน Technical Support, Professional Service Device as the Service Contact Center, งานการเคลมสินค้าแบรนด์ภายใต้ “Trusted by Synnex” ตอกย้ำความเชื่อมั่นจากผู้บริโภค และ ศูนย์บริการ Service Center กว่า 26 ศูนย์ และมี Service Partner ทั่วประเทศกว่า 67 ราย (Synnex, Huawei, Xiaomi)
 
นอกจากนี้ ซินเน็คฯ กำลังเคลื่อนทัพสู่ตลาดคอมเมอร์เชียลอย่างเต็มรูปแบบ รับแนวโน้มองค์กรธุรกิจมีการลงทุนกับเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น โดยประกาศลงทุนในบริษัท ไซเบอร์ตรอน จํากัด (Cybertron) ศูนย์เฝ้าระวังภัยคุกคามด้านความมั่นคงทางระบบออนไลน์ ดึงบุคลากรและผู้บริหารชั้นนำ “ดร.ปริญญา หอมเอนก” ผู้เชี่ยวชาญนัมเบอร์วันไซเบอร์ซีเคียวริตในเมืองไทยมาเป็นพันธมิตร เพราะมองว่าความปลอดภัยกลายเป็นเรื่องสำคัญของธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยี โดยเฉพาะความปลอดภัยด้านข้อมูล ซึ่งต้องยอมรับว่าตลาดนี้ยังเติบโตได้อย่างมีนัยสำคัญ การจับมือร่วมกับ Cyberton ครั้งนี้ เพื่อรองรับความต้องการของตลาดแบบครบวงจรมากขึ้น ทั้งในด้าน Hardware Software และการให้บริการในยุค Digital Transformation
 
คุณสุธิดา กล่าวทิ้งท้ายถึงงาน “Synnex Partner Connect” นับเป็นการฉายภาพใหญ่ของการเป็นไอทีอีโคซิสเต็มของซินเน็คฯ ได้อย่างครบถ้วนที่สุด เราไม่หยุดนิ่งในการเดินหน้าตามเป้าหมายหลักขององค์กร และผสานพลังกับพาร์ทเนอร์ที่แข็งแกร่งของเรา เติบโตไปด้วยกัน ระหว่าง ซินเน็คฯ กับดีลเลอร์ และ เวนเดอร์ ไปพร้อมกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ภายใต้ Ecosystem ที่แข็งแกร่ง และยังคงขยายความร่วมมือต่อไปในอนาคต
 

ต้องการอัปเดตเทรนด์ Enterprise IT Infrastructure ล่าสุด เข้าร่วมงาน TTT 2022 Reinforce ฟรี

รวมแนวโน้ม เทคโนโลยี แนวทางปฏิบัติ และกรณีศึกษาที่น่าสนใจทางด้าน IT Infrastructure สำหรับองค์กร ครอบคลุมทั้งด้าน Cloud & Data Center, Networking, Cybersecurity และ Standards & Compliance รวม 4 Tracks 20 เซสชัน และบูธจัดแสดงนวัตกรรมจากหน่วยงาน/บริษัท IT ชั้นนำระดับโลกอีก 28 บูธ พร้อมลุ้นรับของรางวัลรวมมูลค่ากว่า 130,000 บาทภายในงาน ณ ศูนย์ประชุม BITEC บางนา วันพุธที่ 5 ตุลาคม 2022 ลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรี

from:https://www.techtalkthai.com/synnex-no-1-it-ecosystem-partner-connect-2022/

IBM เข้าซื้อกิจการ Dialexa เสริมศักยภาพให้กับ Digital Innovation

IBM ประกาศการซื้อกิจการ Dialexa ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการด้านวิศวกรรมผลิตภัณฑ์ดิจิทัลชั้นนำของสหรัฐฯ เพื่อช่วยบริษัทต่างๆ ในการขับเคลื่อนนวัตกรรมและบรรลุวาระการเติบโตทางดิจิทัล การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้คาดว่าจะช่วยเสริมศักยภาพความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมผลิตภัณฑ์ของไอบีเอ็มและให้บริการการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลแบบครบวงจรสำหรับลูกค้า
 

Picture credit : IBM
ธุรกรรมการเข้าซื้อกิจการต่างๆ ล่าสุดนี้ นับเป็นครั้งที่ 6 ของ IBM ในปี 2022 โดย Dialexa จะเข้ามาสนับสนุนทักษะและความสามารถด้าน AI และ Hybrid Cloud ของ IBM จากสถิตินับจำนวนครั้ง ที่ IBM เข้าซื้อกิจการจำนวนมากกว่า 25 บริษัท ตั้งแต่ Arvind Krishna ดำรงตำแหน่ง CEO ในเดือนเมษายน 2020 รวมถึง Dialexa ดีลล่าสุดนี้ด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้ IBM ได้เคยเข้าซื้อ Neudesic, Sentaca, Nordcloud และ Taos
 
การเข้าซื้อกิจการของ Dialexa จะเป็นครั้งแรกของ IBM Consulting ในตลาดบริการด้านวิศวกรรมผลิตภัณฑ์ดิจิทัลที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งคาดว่าจะโตถึง 700,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2026 นับต่อไปจากนี้ Dialexa จะเข้าร่วมกับ IBM Consulting ซึ่งเป็นหัวหอกสำคัญในการดำเนินธุรกิจบริการด้านวิศวกรรมผลิตภัณฑ์ดิจิทัลของ IBM ในอเมริกา
 
ประวัติความเป็นมาของ Dialexa ก่อตั้งขึ้นในปี 2010 นำเสนอชุดบริการด้านวิศวกรรมผลิตภัณฑ์ดิจิทัล ช่วยให้องค์กรต่างๆ สร้างผลิตภัณฑ์เพื่อการเปลี่ยนแปลงเพื่อขับเคลื่อนผลลัพธ์ทางธุรกิจ ด้วยทีมงานกว่า 300 คน ที่มีทักษะหลากหลายทางวินัยและมีทักษะสูง ซึ่งประกอบด้วย product managers, designers, full-stack engineers and data scientists
 
Dialexa ตั้งอยู่ในเมืองดัลลัสและชิคาโก ให้คำปรึกษาและสร้างผลิตภัณฑ์ดิจิทัลแบบกำหนดเองในเชิงพาณิชย์สำหรับลูกค้า เช่น Deere & Company, Pizza Hut US และ Toyota Motor North America
 
Dialexa มีประสบการณ์อย่างลึกซึ้งในการให้บริการด้านวิศวกรรมผลิตภัณฑ์ดิจิทัลแบบ end-to-end ซึ่งประกอบด้วย services consisting of strategy, design, build, launch และการเพิ่มประสิทธิภาพในแพลตฟอร์มคลาวด์ต่างๆ รวมถึง AWS และ Microsoft Azure
 
ธุรกรรมดังกล่าว คาดว่าจะจบลงในไตรมาสที่สี่ของปีนี้ และขึ้นอยู่กับเงื่อนไขการปิดตามธรรมเนียมและการอนุมัติตามระเบียบข้อบังคับ โดยไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดมูลค่าทางการเงิน
 

from:https://www.techtalkthai.com/ibm-acquires-dialexa-to-speed-digital-innovation/

Equinix เริ่มทดลองใช้ Fuel Cells จ่ายไฟฟ้าให้กับ Data Center

Equinix ผู้ให้บริการ Data Center รายใหญ่ของโลก ประกาศเริ่มการทดลองใช้ Fuel Cells จ่ายพลังงานไฟฟ้าให้กับ Data Center

ในครั้งนี้ Equinix ได้ประกาศความร่วมมือกับ Centre for Energy Research & Technology (CERT) ภายใต้ National University of Singapore เพื่อเริ่มทำการวิจัยในการนำ Fuel Cells หรือเซลส์เชื้อเพลิง มาใช้ในการจ่ายพลังงานไฟฟ้าให้กับศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ โดยเป็นหนึ่งในแผน Climate Neutral ที่ต้องการจะลดการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2030 ของ Equinix

เซลส์เชื้อเพลิงนั้นอาศัยกระบวนการทางเคมีเพื่อเปลี่ยนให้เป็นพลังงานไฟฟ้า โดยเป็นวิธีที่ช่วยลดมลพิษที่เกิดขึ้นจากการผลิตพลังงานไฟฟ้าได้เป็นอย่างดี สำหรับการวิจัยครั้งนี้จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่

  1. การใช้เซลส์เชื้อเพลิงแบบ Proton Exchange Membrane (PEM) ซึ่งใช้ไฮโดรเจนและออกซิเจนในการสร้างพลังงานไฟฟ้า ในการออกแบบจะมีการผลิตไฮโดรเจนออกมาร่วมด้วย เพื่อให้สามารถนำไปใช้งานอื่นต่อไป
  2. การใช้ Fuel-flexible linear generator ซึ่งจะรองรับการปรับเปลี่ยนรูปแบบเชื้อเพลิงที่นำมาใช้ได้ เช่น ไฮโดรเจน, ก๊าซชีวภาพ หรือ Renewable Liquid Fuel อื่นๆ

ในโครงการจะมีการประเมินอย่างรอบคอบ โดยมีการนำตัวแปรต่างๆมาวิเคราะห์ด้วย เช่น ที่ตั้งของศูนย์ข้อมูล, สภาพอากาศ, ความต้องการใช้พลังงาน, ความสามารถในการจัดเก็บพลังงาน, และข้อกำหนดของแต่ละประเทศ โดย Equinix คาดหวังว่าจะประสบความสำเร็จในการทดลอง และสามารถนำเทคโนโลยีนี้มาใช้งานในศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ที่มีอยู่ได้

ไม่เพียงแต่ Equinix เท่านั้นที่เริ่มนำเซลส์เชื้อเพลิงมาทดลองใช้งานกับศูนย์ข้อมูล ที่ผ่านมา Microsoft ได้ประสบความเร็จในการใช้งานเซลส์เชื้อเพลิงไฮโดรเจนเพื่อผลิตไฟฟ้าขนาด 3MW มาแล้ว และ NorthC ผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลในประเทศเนเธอร์แลนด์ก็ประสบความสำเร็จในการใช้เซลส์เชื้อเพลิงไฮโดรเจนเพื่อจ่ายพลังงานสำรองแทนที่เครื่องสำรองไฟสำหรับศูนย์ข้อมูลอีกด้วย

ที่มา: https://www.theregister.com/2022/09/22/equinix_fuel_cell_datacenter/

from:https://www.techtalkthai.com/equinux-starts-research-project-using-fuel-cells-to-power-data-center/

เจาะลึกเทรนด์ Cloud & Data Center ของไทยในงาน TTT 2022 Reinforce: Enterprise IT Infrastructure Day

เจาะลึกเทรนด์ด้าน Data Center และกลยุทธ์ Hybrid Multi-cloud ในไทย การปฏิรูป Data Center ด้วยเทคโนโลยี Hyper-converged Infrastructure แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดของการทำ Cloud Migration และการวางสถาปัตยกรรมระบบ Container และ Kubernetes เพื่อการพัฒนา Cloud Native Apps อย่างมั่นคงและยั่งยืน ในงาน TTT 2022 Reinforce: Enterprise IT Infrastructure Day วันที่ 5 ตุลาคม 2020 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุม BITEC

📆 วันพุธที่ 5 ตุลาคม 2022
⏰ เวลา 8:00 – 17:00 น.
🏢 Grand Hall, BITEC Bangna
🇹🇭 บรรยายภาษาไทยทุกเซสชัน

กำหนดการบรรยาย Track 1: Cloud & Data Center

09:00 – 09:30 สรุปเทรนด์ Data Center และกลยุทธ์ Hybrid Multi-Cloud ในไทยปี 2022
คุณณัฐพัชญ์ นราพิมพ์สกุล Head of Consulting & Professional Services, True IDC
09:30 – 10:00 ปรับเปลี่ยนสถาปัตยกรรม Infrastructure อย่างไร เมื่อ Cloud เป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจดิจิทัลในยุคปัจจุบันและอนาคต
คุณโชติวิทย์ จารุวรรณสถิตย์ Advisory Solution Architect & Field CTO, Dell Technologies
10:00 – 10:30 Google Cloud Migration – นำระบบขึ้นสู่ Cloud อย่างมั่นใจ
คุณธีระ วิวัฒน์โชติพร Senior Google Cloud Solutions, Tangerine
10:30 – 11:00 พักรับประทานอาหารว่างและเยี่ยมชมบูธ
11:00 – 11:30 วางรากฐานองค์กรให้พร้อมก้าวสู่การทำ Application Modernization
คุณเต็มภูมิ ชัยวัฒนายน Specialist Solution Engineer, VMware Tanzu และคุณธนกร อินทรัตน์ System Engineer, Veeam Software (Thailand)
11:30 – 12:00 มุ่งสู่ Hyper-converged อีกก้าวการปฏิรูป Data Center ให้ทันสมัย
คุณทวิพงศ์ อโนทัยสินทวี Country Manager, Nutanix (Thailand)
12:00 – 13:30 พักรับประทานอาหารกลางวันและเยี่ยมชมบูธ

งานสัมมนานี้เหมาะสำหรับ: CIO, CTO, CISO, DPO, IT Manager, Compliance Manager, Cloud Architect, Security Engineer, Security Analyst, Network Engineer, IT Admin, IT Auditor และผู้ที่สนใจด้าน Cloud, Data Center, Networking และ Cybersecurity

🎉 พิเศษ!! ลงทะเบียนและเข้าร่วมงานเพื่อลุ้นรับ MacBook Air (M2), AirPods Max และ Sandisk Extreme Portable SSD อย่างละ 2 รางวัล รวมมูลค่ากว่า 130,000 บาท

ดูรายละเอียด กำหนดการ และลงทะเบียนได้ที่: https://conf.techtalkthai.com/re22/

เกี่ยวกับงานสัมมนา TTT 2022 Reinforce: Enterprise IT Infrastructure Day

จากซีรีส์งานสัมมนาออนไลน์ TTT Virtual Summit ที่มีคนติดตามมากกว่า 8,000 คน สู่งานสัมมนาใหญ่ Enterprise IT Infrastructure Day ส่งท้ายปี 2022 ในรูปแบบ Physical Event ภายใต้แนวคิด Reinforce เสริมแกร่งรากฐานระบบ IT พลิกโฉมสู่ธุรกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืนและมั่นคงปลอดภัย ภายในงานท่านจะได้อัปเดตแนวโน้ม นวัตกรรม แนวทางปฎิบัติ และกรณีศึกษาที่น่าสนใจทางด้าน IT Infrastructure สำหรับองค์กร ครอบคลุมทั้งด้าน Cloud & Data Center, Networking, Cybersecurity และ Standards & Compliance ผ่านการบรรยายรวม 20 เซสชัน

นอกจากนี้ยังมีบูธจัดแสดงนวัตกรรมสำหรับองค์กรอีกกว่า 30 บูธ สำหรับให้ผู้เข้าร่วมงานขอคำปรึกษา แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และแชร์ประสบการณ์ด้าน Enterprise IT Infrastructure โดยตรงกับผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงาน องค์กร และบริษัท IT/Consult ชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ

from:https://www.techtalkthai.com/ttt-2022-reinforce-track-1-cloud-and-data-center/

5 เหตุผล ทำไม Startup และธุรกิจไทยควรใช้ True IDC Cloud – Public Cloud ในประเทศ

ปัจจุบันมีบริการ Public Cloud ให้เลือกใช้มากมาย แต่ Public Cloud เหล่านี้มักให้บริการอยู่ภายนอกประเทศ ทำให้มี Latency สูง เกิดค่าใช้จ่ายในส่วน Data Transfer รวมไปถึงปัญหาเรื่องการส่งข้อมูลไปนอกประเทศของหลาย ๆ ธุรกิจที่มีกฎหมายกำกับดูแล ในบทความนี้จะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับอีกหนึ่งบริการ Public Cloud ที่จะช่วยแก้ปัญหาเหล่านั้น อย่าง True IDC Cloud และ 5 เหตุผลสำคัญว่าทำไม Startup และธุรกิจไทยถึงควรใช้ True IDC Cloud ที่เป็น Public Cloud ในประเทศ

True IDC Cloud – Public Cloud ในประเทศมาตรฐานระดับสากล

True IDC Cloud เป็น Public Cloud ในประเทศ ที่มี Multi-Platform ให้เลือกใช้งานตามความต้องการและความเหมาะสมของธุรกิจ และ True IDC ยังมี Data Center ของตนเอง ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานระดับสากลทั้งด้านการออกแบบ Data Center ในระดับ Tier III จากสถาบัน Uptime และด้านความมั่นคงปลอดภัย ISO/IEC 27001:2013 มาพร้อมกับระบบบริหารจัดการ Cloud ด้วยตนเองซึ่งเพิ่มความยืดหยุ่นและความคล่องตัวขึ้นอีกระดับ มีพื้นที่รองรับได้กว่า 5,000 VMs และไม่มีข้อจำกัดเรื่องทรัพยากร เชื่อมต่อกันผ่านโครงข่าย Multi-site Network Fabric ทำให้สะดวกต่อการทำ Backup & Recovery และ Disaster Recovery สามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเว็บไซต์ อีเมล วิดีโอสตรีมมิ่ง หรือการพัฒนาแอปพลิเคชันสมัยใหม่ (Modern Apps) ตอบโจทย์การใช้งานให้กับหลาย ๆ ธุรกิจ อาทิ โทรคมนาคม การธนาคาร การเงิน และประกันภัย เป็นต้น

True IDC Cloud เป็น Public Cloud ในประเทศที่ออกแบบมาตอบโจทย์ Startup และธุรกิจไทยโดยเฉพาะ เพราะมีจุดได้เปรียบในการสนับสนุนการดำเนินธุรกิจในประเทศค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับ Public Cloud ต่างประเทศและ Local Cloud รายอื่น ๆ ในตลาด และนี่คือ 5 เหตุผลหลักที่ควรใช้ True IDC Cloud

1. ลดค่าใช้จ่าย Data transfer และตัดปัญหาเรื่องการส่งข้อมูลออกนอกประเทศ

เทรนด์ในปัจจุบันมุ่งเน้นไปทางเทคโนโลยี 5G และ IoT ซึ่งก่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่มากมาย ไม่ว่าจะเป็น  Smart Home, Smart Farming หรือ Smart City รวมไปถึงการพัฒนาแอปพลิเคชันก็เริ่มเดินเข้าสู่การเป็น Modern Apps ที่ใช้สถาปัตยกรรมแบบ Microservices สิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนและประมวลผลข้อมูลปริมาณมหาศาล การใช้ Public Cloud นอกประเทศนอกจากจะมี Latency ที่สูงกว่าแล้ว ยังทำให้ธุรกิจต้องรับภาระค่าใช้จ่ายด้าน Data Transfer จำนวนมากอีกด้วย

True IDC Cloud ทำให้มั่นใจว่าธุรกิจในประเทศไทยสามารถเชื่อมต่อกับระบบ Cloud ได้อย่างรวดเร็ว Latency ต่ำ ตัดปัญหาเรื่องกฎหมายหรือข้อบังคับให้ต้องเก็บข้อมูลภายในประเทศสำหรับบางธุรกิจ และไม่ต้องกังวลเรื่องค่าบริการที่ผันผวนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศอีกด้วย

2. ฟีเจอร์พื้นฐานเทียบเท่า Public Cloud ระดับโลก พร้อมด้วยฟีเจอร์ที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมาย รวม Professional Services และ Managed Services ที่ดูแลโดยผู้เชี่ยวชาญคนไทย

True IDC ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับสากลทั้ง CSA STAR, Uptime Tier III และ ISO/IEC 27001:2013 ถูกออกแบบให้มีสถาปัตยกรรมแบบ Full Redundancy ในทุกฟังก์ชัน ครอบคลุมทั้ง Services, Compute, Storage, Management, Control และ Network ส่งผลให้มี Availability ถึงระดับ 99.95%

บริการ Infrastructure as a Service ของ True IDC Cloud มีบริการที่ช่วยอำนวยความสะดวกแบบครบครัน ทั้ง VM & Servers, Storages, Relational Databases (MySQL, ProsgreSQL), Web Application Firewall, Autoscaling และ Backup & Recovery

Autoscaling เป็นหนึ่งในบริการเด่นของ True IDC Cloud เมื่อเทียบกับคู่แข่งในประเทศ ช่วยให้ลูกค้าสามารถขยายระบบได้โดยอัตโนมัติและไม่จำเป็นต้อง Restart Service ใหม่ รวมไปถึงเมื่อพบ Fail State ก็สามารถย้ายโหลดไปยัง VM ใหม่ให้โดยอัตโนมัติ ทั้งยังรองรับการขยายระบบ Container ในระดับ Microservices ได้อีกด้วย

นอกจากนี้ True IDC ยังให้บริการ Professional Services สำหรับให้คำปรึกษาตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ ติดตั้ง ไปจนถึงการย้ายจากระบบเดิมสู่ True IDC Cloud (Migration) ตลอดจนบริการ Managed Services สำหรับคอยดูแลการใช้ Public Cloud หลังการขาย ดูแลโดยผู้เชี่ยวชาญคนไทยที่เข้าถึงได้ง่ายกว่า ใกล้ชิดกว่า ในราคาย่อมเยาว์กว่า Public Cloud นอกประเทศ

3. วางโครงข่ายแบบ Multi-site Network Fabric ลด Latency ในการเข้าถึงบริการ Cloud

Data Center ของ True IDC มีการวางระบบโครงข่ายแบบ Software-defined Network ที่สนับสนุนโดยเทคโนโลยี VXLAN ช่วยให้สามารถขยายการเชื่อมต่อในระดับ Layer 2 ทั้งภายในและระหว่าง Data Center ได้อย่างอิสระ กลายเป็น Network Fabric เดียวกันหรือที่เรียกว่า Multi-site Network Fabric ซึ่งนอกจากจะช่วยลด Latency ระหว่าง Data Center ให้เหลือเพียง 1 – 2 มิลลิวินาทีแล้ว ยังช่วยเลือกเส้นทางที่ดีที่สุดให้ผู้ให้บริการ True IDC Cloud อีกด้วย

มากไปกว่านั้น True IDC ยังมีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่ได้มาตรฐานและรวดเร็วอันดับต้น ๆ ของประเทศ เชื่อมต่อโดยตรงกับ Domestic และ International Gateway (IG) และ Internet Exchange (IX)  รวมไปถึงมีบริการ True IDC Connect ที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถเชื่อมโยงระบบของตนเข้า Public Cloud ชั้นนำทั่วโลก ทั้ง Alibaba Cloud, Amazon Web Services, Google Cloud, Huawei Cloud, IBM, Microsoft Azure, Oracle, Salesforce, SAP และอื่น ๆ ได้โดยตรง ตอบโจทย์ธุรกิจที่ต้องการ Hybrid Multi-cloud สำหรับทำ AI/ML หรือ Real-time analytics

4. ตอบโจทย์ความต้องการของ Startup และธุรกิจไทยโดยเฉพาะ

ปัจจุบันนี้ True IDC Cloud นอกจากจะมีบริการพื้นฐานอย่าง VM, Storage, Database แล้ว ยังมีบริการทางด้าน Container as a Service (CaaS) ภายใต้ชื่อ True IDC Kubernetes Service (TKS) ที่ถูกออกแบบมาสำหรับกลุ่มนักพัฒนาและบริษัท Startup อีกด้วย ตอบโจทย์ความต้องการในการพัฒนาแอปพลิเคชันแบบ Cloud Native ที่ต้องมีการปรับเปลี่ยน อัปเดตเวอร์ชันหรือคอนเทนต์บ่อย ในขณะที่ยังมีความยืดหยุ่นในการใช้งานเพื่อบริหารจัดการประสิทธิภาพและควบคุมต้นทุนได้อย่างคล่องตัว ลดภาระในการจัดการ Infrastructure ด้วยตนเอง นอกจากนี้ ยังสามารถผสานแนวทางการพัฒนาแอปพลิเคชัน DevOps และ CI/CD Pipeline เข้าด้วยกันกับ True IDC Kubernetes Service เพื่อรองรับการทำ Autoscaling สำหรับการขยายระบบอย่างเร่งด่วนในอนาคตได้อีกด้วย

ด้วยการเป็น Public Cloud ในประเทศ True IDC Cloud จึงเหมาะสมเป็นอย่างยิ่งในการให้บริการ Video Conference, Video Streaming, Content Delivery ในประเทศ หรือบริการ IoT ที่จำเป็นต้องแลกเปลี่ยนและประมวลผลข้อมูลแบบเรียลไทม์อย่าง เช่น Smart Home และ Smart Farming เนื่องจากมี Latency ต่ำและไม่ต้องเสียค่าบริการในส่วนของ Data Transfer เหมือน Public Cloud นอกประเทศ

5. ขยายบริการสู่ประเทศในอาเซียนและเอเชียแปซิปิกได้ง่าย

ในฐานะผู้ให้บริการระบบ Cloud และ Data Center ชั้นนำของประเทศ True IDC ได้สามารถขยายบริการไปสู่ประเทศอาเซียนและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะได้ขยาย Data Center ไปสู่ประเทศเหล่านี้แล้วที่เมียนมาร์ มากกว่านั้นยังเป็นพันธมิตรกับผู้ให้บริการในมาเลเซีย สิงคโปร์ และจีน เพื่อให้สามารถส่งมอบคอนเทนต์ไปประเทศเหล่านั้นได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงตอนนี้ True IDC มีแผนขยาย AZ (Availability Zone) อีกหลายประเทศในอนาคตอันใกล้ เพื่อช่วยให้ลูกค้าที่อยู่ในภูมิภาคอื่นสามารถใช้งาน True IDC Cloud ได้ดีมากขึ้น ทำให้มี Latency ต่ำกว่าผู้ให้บริการในประเทศรายอื่นๆ ตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจกลุ่มที่ให้บริการ Video Streaming แบบเรียลไทม์ และ Content Delivery ที่ต้องการแบนด์วิดท์สูง 

ผู้ที่สนใจใช้บริการ Public Cloud ในประเทศของ True IDC สามารถติดต่อเพื่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.trueidc.com/th/contact หรือโทร 02-494-8300

from:https://www.techtalkthai.com/5-reasons-why-thai-startups-and-companies-should-use-true-idc-public-cloud/

HPE ขอเชิญร่วมสัมมนาใหญ่ประจำปี Discover More Bangkok 18 ต.ค. 2022 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

HPE ขอเชิญเหล่าผู้บริหาร IT, ผู้จัดการฝ่าย IT, ผู้ดูแลระบบ IT ทั้งในส่วนของ Data Center และ Network เข้าร่วมงานสัมมนาฟรี HPE Discover More Bangkok 2022 งานสัมมนาใหญ่ประจำปีที่จะอัปเดตทุกเทคโนโลยีและทิศทางของ HPE ในวันอังคาร ที่ 18 ต.ค. 2022 โดยมีรายละเอียด กำหนดการ และวิธีการลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรีดังนี้

ด้วยเทคโนโลยีมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และ HPE Discover More เป็นสถานที่ที่ดีที่สุด โดยจะสัมผัสกับข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับแนวทางที่ได้รับการพิสูจน์แล้วในการรวมประสบการณ์จาก Edge-to-Cloud การควบคุมข้อมูลของคุณเพื่อเพิ่มความเร็วในการตัดสินใจ และยกระดับไอทีแบบ multi-gen ให้ทันสมัยยิ่งขึ้น
 
HPE Discover More กำลังรวบรวมผู้ทรงคุณวุฒิจากกลุ่มลูกค้า พันธมิตร และผู้นำของเรา เพื่อแบ่งปันประสบการณ์โดยตรงใน digital transformation กับข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับวิธีที่คุณสามารถใช้ประโยชน์จากไฮบริดคลาวด์ การเชื่อมต่อที่ปลอดภัย ระบบ AI การวิเคราะห์แบบครบวงจรสำหรับเส้นทางการปรับปรุงข้อมูลของคุณให้มีความทันสมัย และการสร้างแรงบรรดาลใจที่จะช่วยให้คุณสามารถขับเคลื่อนองค์กรไปสู่อนาคตด้วยกลยุทธ์ที่เป็นรูปธรรมเพื่อความสำเร็จที่ยั่งยืน
 
ภายในงาน HPE Discover More 2022 คุณจะได้พบกับผู้เชี่ยวชาญและพันธมิตรในหัวข้อการบรรยายของ HPE เรากำลังสำรวจว่าคุณจะนำหน้าเทรนด์และเทคโนโลยีที่จะขับเคลื่อนธุรกิจของคุณไปข้างหน้าให้เร็วขึ้นได้อย่างไร
 

เตรียมพบกับผู้ร่วมบรรยาย

Khai Peng Loh
Vice President & Managing Director, Growth & Emerging Markets (GEMs) & APAC Solution Sales
Palasilp Vichivanives
Managing Director, Hewlett Packard Enterprise (Thailand)

กำหนดการ

สถานที่จัดงานสัมมนา
 
ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
วันอังคาร ที่ 18 ต.ค. 2022 เวลา 8.30 – 18.00 น.
 
8:30 – 9:30 น.

Registration and Welcome

9:30 – 9:40 น.

Opening by Palasilp Vichivanives

9:40 – 10:30 น.

Fast-forward your data-first modernization journey with the HPE GreenLake edge-to-cloud platform by Khai Peng Loh

10:30 – 10:50 น.

Lanta Supercomputer : In a new era of scientific discovery and engineering breakthroughs

10:50 – 11:10 น.

AM Networking Teabreak and Discover Showcase

11:10 – 11:40 น.

The future of banking and financial services

11:40 – 11:55 น.

Shaping the future of technology by Intel

11:55 – 12:10 น.

Delivering supercomputing for the Enterprise by AMD

12:10 – 12:25 น.

Accelerated hybrid multicloud by Nutanix

12:25 – 13:30 น.

Networking Lunch & Discover Showcase

13:30 – 17:00 น.

Breakout Sessions

17:00 – 18:00 น.

Grand Lucky Draw & Networking cocktail 

 

*The agenda is subject to change.

Breakout Sessions

Breakout Track 1 – Create your Hybrid Cloud

  • HPE GreenLake: The “Unified Experience” for Your Hybrid Cloud Estate by HPE
  • Unify, Simplify, & Secure Compute Management by HPE
  • Innovation Solving the World’s Most Challenging Problems by AMD
  • AI infused Next Gen platforms from Intel by Intel
  • Modernize Enterprise Networks with Intent-Based Software-Defined WAN by HPE (Aruba)
  • Boldly Unleash AI from Edge to Cloud and Everywhere in Between by HPE + NVIDIA
Breakout Track 2 – Turn your Data into Intelligence

  • Modernize your Enterprise with Data Services that Deliver Cloud Operations Everywhere by HPE
  • Two industry leaders, one integrated approach to protect and manage data from core to edge to cloud by HPE + Commvault
  • Defend your data and refuse the ransom by HPE +Cohesity
  • Data Protection Modernization in a Multi-Cloud World with Zerto by HPE
  • Safeguard the SAN with HPE Gen 7 B-series by HPE + Brocade
  • Solve Critical Data Management Challenges with Unbreakable Cloud Storage by HPE + Scality
Breakout Track 3 – HPE GreenLake Edge to Cloud Platform

  • Fast-Track Your Path to HPE GreenLake by HPE
  • Your Multi-Cloud Strategy isn’t Complete without HPE GreenLake By HPE Financial Services
  • Digital Transformation Requires Database Transformation: Reimagine Databases with Nutanix
  • Fast-forward digital transformation the open-source way: HPE GreenLake—Now with Red Hat by HPE + Red Hat
  • Free Your CPU Cycles for Revenue-Generating Workloads with HPE’s Solution for VMware’s Project Monterey
ผู้เข้าร่วมจะต้องปฏิบัติตามข้อบังคับควบคุมการแพร่ระบาด COVID-19 ดังนี้
  • เตรียมแสดงผลการทดสอบ ATK ที่ยอมรับได้ ซึ่งแสดงผลเป็นลบภายใน 24 ชม. ก่อนเข้างาน
  • ขออนุญาตสงวนสิทธิ์การเข้าร่วมกิจกรรม หากคุณมีอาการไม่สบาย มีผลตรวจ COVID-19 เป็นบวก หรือได้รับคำสั่งกักกัน
  • ผู้เข้าร่วมทุกท่านจะต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดกิจกรรม สามารถถอดหน้ากากออกได้เฉพาะเมื่อรับประทานอาหารและดื่มเท่านั้น

ติดตามอัปเดตข่าวสารของงาน

ผู้ที่สนใจสามารถตรวจสอบกำหนดการและเนื้อหาล่าสุดภายในงานสัมมนาได้ที่
 
โดยข้อมูลจะมีการอัปเดตอย่างต่อเนื่อง
 

ลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรี

สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถทำการลงทะเบียนสำรองที่นั่งเพื่อเข้าร่วมงานสัมมนาครั้งนี้ได้ฟรีๆ ทันทีที่

from:https://www.techtalkthai.com/hpe-discover-more-bangkok-2022/

[Guest Post] Blendata แนะ 4 แนวทางทำ Big Data Analytics ตอบโจทย์ยุค PDPA มาแรง พลิกอุปสรรคการจัดเก็บข้อมูล ให้เป็นโอกาสทางธุรกิจที่ยั่งยืน

เบลนเดต้า (Blendata) บริษัท Deep Technology ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มบริหารจัดการ Big Data อัจฉริยะ เผยพรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลหรือ PDPA ที่มีผลบังคับใช้ ส่งผลให้องค์กรมีความตื่นตัวในการปรับระบบให้มีความพร้อมและสอดรับต่อข้อบังคับดังกล่าว Blendata แนะ 4 แนวทางการทำ Big Data Analytics ตอบโจทย์ PDPA พร้อมช่วยองค์กรพลิกอุปสรรคในยุคการจัดการข้อมูลที่มีข้อจำกัด ให้เป็นโอกาสทางธุรกิจที่ยั่งยืน ด้วยการสร้างรากฐานโครงสร้างการบริหารจัดการข้อมูลที่เป็นระบบ มีความปลอดภัย และสามารถวิเคราะห์ต่อยอดข้อมูลให้เกิดประโยชน์ในด้านอื่น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายณัฐนภัส รชตะวิวรรธน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท เบลนเดต้า จำกัด บริษัท Deep Technology ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มบริหารจัดการ Big Data เปิดเผยว่า หลังจากพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Personal Data Protection Act) หรือ กฎหมาย PDPA เริ่มประกาศใช้ไปแล้วเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2565 ที่ผ่านมา เป็นเหตุผลให้ทุกองค์กรต่างให้ความสำคัญกับการวางระบบความปลอดภัยในข้อมูล เพื่อดูแลและปกป้องข้อมูลให้มีความปลอดภัยสูงสุด ป้องกันความเสียหายทั้งต่อบุคคล องค์กร และความเสียหายทางด้านกฎหมาย

ก่อนหน้านี้ ธุรกิจในหลายอุตสาหกรรมล้วนมีการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งาน อย่างธุรกิจโทรคมนาคม หรือธุรกิจในกลุ่มการเงินและธนาคาร โดยนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้วิเคราะห์ในเชิงลึก เพื่อให้ได้มาซึ่งกลยุทธ์การทำแคมเปญส่วนบุคคลต่าง ๆ รวมถึงการเพิ่มรายได้ ลดต้นทุน หรือการสร้างผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ ซึ่งการประกาศใช้ PDPA จะทำให้การดึงข้อมูลมาใช้งานเป็นไปได้ยากขึ้น เพราะต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของข้อมูล ความแม่นยำลดลง ส่งผลกระทบต่อธุรกิจ ในทางกลับกัน ก็ส่งผลดีต่อเจ้าของข้อมูลที่กลับมามีสิทธิในข้อมูลของตนเอง สามารถกำหนดได้ว่าจะอนุญาตให้ใครใช้ข้อมูลได้หรือไม่ ซึ่งการจัดเก็บข้อมูลลูกค้าขององค์กรจะยังมีรูปแบบที่คล้ายเดิม ตามความต้องการทางธุรกิจ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือกระบวนการใช้งานข้อมูล ทั้งภายในและภายนอกที่ต้องมีมาตรฐาน ขั้นตอน และกระบวนการที่รัดกุมมากขึ้นนายณัฐนภัส กล่าว

Blendata แนะแนวทางการทำ Big Data Analytics วางรากฐานโครงสร้างการบริหารจัดการข้อมูลที่เป็นระบบ มีความปลอดภัย และสามารถวิเคราะห์ต่อยอดข้อมูลให้เกิดประโยชน์ในด้านอื่น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วย 4 แนวทาง ดังนี้

  1. กำหนดเป้าหมายและนโยบายด้านข้อมูลของทุกฝ่ายในองค์กรให้ชัดเจนตรงกัน ผู้บริหารและพนักงานทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรหารือกันเพื่อกำหนดเป้าหมายและนโยบายด้านการจัดเก็บและใช้งานข้อมูลให้ชัดเจนตรงกัน โดยคำนึงถึงความสมดุลระหว่างข้อบังคับทางกฎหมายและผลประโยชน์ทางธุรกิจ การกำหนดเป้าหมายและนโยบายร่วมกันจะช่วยให้องค์กรเห็นภาพรวมของการใช้ข้อมูลทั้งภายในและภายนอกองค์กรอย่างครบถ้วน ส่งผลให้การวางแผนและดำเนินการต่อเนื่องในส่วนอื่น ๆ สามารถทำได้อย่างเป็นระบบและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
  2. วางโครงสร้างธรรมาภิบาลข้อมูล (Data Governance) ที่มีประสิทธิภาพ และมีการขออนุญาตจัดเก็บข้อมูลอย่างถูกต้อง องค์กรควรวางโครงสร้างการธรรมาภิบาลข้อมูล เพื่อให้บริหารจัดการข้อมูลได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัย สามารถนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเริ่มจากการกำหนด Frameworks ที่ครอบคลุมทั้ง Life cycle ตั้งแต่จุดกำเนิดของข้อมูล กระบวนการจัดเก็บข้อมูล การจัดการข้อมูลให้มีคุณภาพ (Data Quality) การรักษาความปลอดภัย การประมวลผลและวิเคราะห์ การนำข้อมูลไปใช้งาน จนถึงการทำลายข้อมูล ซึ่งสอดคล้องกับ PDPA ที่กำหนดให้มีการขออนุญาตเก็บข้อมูลอย่างถูกต้องและจัดการข้อมูลเหล่านั้นอย่างปลอดภัย มีการกำหนดเวลาจัดเก็บข้อมูลที่ชัดเจน และจะต้องลบข้อมูลตามระยะเวลาที่กำหนดหรือเมื่อมีการร้องขอให้เพิกถอน โดยการทำ Data Governance นอกจากจะตอบโจทย์ทางด้านกฎหมายแล้ว ยังช่วยให้องค์กรสามารถนำข้อมูลไปวิเคราะห์ต่อยอดเพื่อประโยชน์ด้านอื่น ๆ ได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย
  3. เลือกใช้เครื่องมือ Big Data Analytics ที่มีประสิทธิภาพ ยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลง เพื่อรองรับการวิเคราะห์ข้อมูลที่รวดเร็วในต้นทุนที่ต่ำ ด้วยข้อกำหนดต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นเพิ่มเติมอีกในอนาคต องค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลหลายแห่งมักพบปัญหาความซับซ้อนของข้อมูล รวมถึงการเติบโตอย่างรวดเร็วของข้อมูลที่หากระบบที่ใช้ไม่ยืดหยุ่น เป็นระบบปิด จะทำให้เกิดค่าใช้จ่ายในการขยายโซลูชันการวิเคราะห์ในทุกครั้งที่มีการเพิ่มข้อมูลหรือแก้ไขการวิเคราะห์เพิ่มเติม องค์กรจึงควรเลือกใช้เครื่องมือที่เป็นระบบเปิด มีความยืดหยุ่น สามารถรองรับข้อจำกัดในการเก็บรักษาข้อมูลตามหลัก PDPA พร้อมขยายระบบได้ตามการเติบโตของข้อมูลในอนาคต มีระบบความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล สามารถค้นหาหรือดำเนินการกับข้อมูลได้อย่างรวดเร็วด้วยตนเอง เพื่อให้สามารถนำข้อมูลไปต่อยอดใช้งานได้ด้วยต้นทุนที่เหมาะสม อีกทั้งควรเลือกเทคโนโลยีที่คิดค่าใช้จ่ายตามการใช้งานจริง เพื่อความยืดหยุ่นในการจัดการค่าใช้จ่ายขององค์กรในอนาคต
  4. เพิ่มแนวทางการจัดเก็บข้อมูลชนิด First Party Data นอกจากการพึ่งพา Second Data Party Data และ Third Party Data แล้ว องค์กรควรวางแผนการจัดเก็บข้อมูลด้วยตนเองที่เรียกว่า First Party Data โดยวางแผนประสบการณ์ผู้ใช้งาน (User Experience) ให้สามารถผลิตข้อมูล และจัดเก็บข้อมูลได้ โดยควรจัดเก็บจากทุกช่องทางทั้งออฟไลน์และออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลจากระบบ CRM โซเชียลมีเดีย POS เว็บไซต์ แอปพลิเคชัน หรือ Offline Store เป็นต้น ซึ่งกลยุทธ์ First Party Data นี้จะทำให้องค์กรได้ข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือ มั่นใจได้ว่ามีการขออนุญาตจากเจ้าของข้อมูลอย่างถูกต้องตามหลัก PDPA แล้ว มีแหล่งที่มาชัดเจน มีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจโดยตรง มีคุณภาพครบถ้วน โดยไม่ต้องกังวลถึงกฎระเบียบที่อาจเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนไปในอนาคต ส่งผลให้องค์กรสามารถวิเคราะห์ต่อยอดได้อย่างแม่นยำ และนำมาซึ่งข้อมูลเชิงลึกที่เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจ

ทั้งนี้ Blendata ได้ร่วมมือกับ Partners ผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายด้าน ตั้งแต่ด้านเทคโนโลยี ธุรกิจ ที่ปรึกษา การวิจัยและการศึกษา รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้าน PDPA โดยมีบริการให้คำปรึกษาเชิงกลยุทธ์ด้าน Big Data ที่สอดคล้องกับ PDPA ในส่วนของการวางสถาปัตยกรรมข้อมูล วางโครงสร้างการบริหารจัดการข้อมูลที่ถูกต้อง รวมทั้งบริการ Big Data แพลตฟอร์มที่ทำได้ตั้งแต่การทำ Data Discovery เพื่อค้นหาว่าข้อมูลที่สำคัญอยู่ที่ใด จนถึงการทำ Blueprint และการสร้าง Big Data แพลตฟอร์ม เพื่อการใช้ข้อมูลในอนาคต ซึ่งสามารถควบคุมธรรมาภิบาลได้ในที่ ๆ เดียว ตอบโจทย์การทำ Big Data Analytics ในยุค PDPA ที่ปลอดภัยและคุ้มค่ากับการลงทุน

 

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-blendata-big-data-analytics-pdpa/