คลังเก็บป้ายกำกับ: WINDOWS_10

วิธีแก้ error 0x8007045d บน Windows 10/11

error 0x8007045d ปัญหาใหญ่ของระบบปฎิบัติการ Windows ที่ใครๆ ก็อาจจะเจอได้ มันคืออะไร? สาเหตุมาจากไหน? และจะแก้ปัญหาได้อย่างไร มาลองติดตามกัน

error 0x8007045d
error 0x8007045d ปัญหาข้อผิดพลาดสุดโหดที่คุณควรรู้

Windows เป็นระบบปฎิบัติการที่มีผู้ใช้มากที่สุดในโลก แน่นอนว่าเป็นเรื่องปกติที่มันจะตามมาด้วยการพับเจอปัญหามากมาย บางข้อผิดพลาดผู้ใช้ก็ยังสามารถที่จะใช้งานระบบต่อไปได้ แต่บางข้อผิดพลาดก็อาจจะถึงขึ้นทำให้ระบบล่มจนสามารถใช้งานต่อเนื่องไม่ได้

ในวันนี้เราขอยกเอาอีกปัญหาหนึ่งอย่าง error 0x8007045d ที่ใครๆ ก็สามารถที่จะเจอกับปัญหานี้ได้(หรืออาจจะเคยเจอมาก่อนแล้ว) มาดูกันว่าเจ้า error 0x8007045d มันคืออะไร มีต้นเหตุมาจากไหน? พร้อมวิธีการแก้ไขเบื้องต้นที่คุณสามารถทำได้เองกัน จะเป็นเช่นไรนั้นไปติดตามกันได้เลย

Advertisementavw


Error 0x8007045d คืออะไร?

error 0x8007045d 1

error 0x8007045d หรือข้อผิดพลาด 0x8007045d เป็นเรื่องปกติสำหรับผู้ใช้ Windows ที่สามารถพบกันได้ทุกคน โดยปกติิแล้วข้อผิดพลาดนี้มักเกิดขึ้นเมื่อคุณพยายามสำรองไฟล์(หรืออาจจะทั้งโฟลเดอร์) ด้วยอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลภายนอก 

หากจะว่ากันไปแล้วข้อผิดพลาด 0x8007045d บน Windows นั้นสามารถที่จะเกิดขึ้นได้จาก 2 สาเหตุใหญ่ๆ คือ

  1. เกิดขึ้นเมื่อระบบปฏิบัติการของคุณไม่สามารถค้นหาหรืออ่านไฟล์ในคอมพิวเตอร์ของคุณได้
  2. เกิดขึ้นเมื่อระบบปฎิบัติการของคุณไม่สามารถที่จะทำการบันทึกไฟล์ลงไปในแหล่งเก็บข้อมูลที่คุณต้องการจัดเก็บได้

ต้นเหตุของปัญหา Error 0x8007045d

hard drive head damage

โดยปกติคุณจะพบข้อผิดพลาด 0x8007045d ขณะคัดลอกไฟล์เดียวหรือหลายไฟล์ผ่านแหล่งเก็บข้อมูลภายนอก ซึ่งโดยปกติแล้วจะเป็น USB Flash หรือแหล่งเก็บข้อมูลแบบ CD/DVD/Blu Ray ทว่าการเกิดขึ้นของข้อผิดพลาด 0x8007045d บน Windows 10 และ Windows 11 ที่พบได้มากที่สุดก็คือตามอที่ระบบปฎิบัติการกำลังทำการโหลดอัปเดต(หรือระหว่างการอัปเดท) ตัวระบบปฎิบัติการ Windows แต่อย่างไรก็ตามข้อผิดพลาดนี้ยังปรากฏขึ้นระหว่างการถ่ายโอนไฟล์ที่ผิดพลาดหรือการสำรองข้อมูลได้ด้วยอีกต่างหาก

ข้อผิดพลาดอาจปรากฏเป็นการแจ้งเตือนได้ดังต่อไปนี้

  • Windows cannot install the required files. Make sure all the files necessary for installation are available, and restart the installation. Error code: 0x8007045D
  • Error 0x8007045D: The request could not be performed because of an I/O device error.

ข้อผิดพลาด 0x8007045d ส่วนใหญ่เกิดขึ้นเมื่อคอมพิวเตอร์ของคุณไม่สามารถค้นหาหรืออ่านไฟล์ของคุณได้ซึ่งนั่นเป็นสัญญาณแรกที่บ่งบอกว่าแหล่งเก็บข้อมูลที่คุณทำการเก็บไฟล์นั้นอยู่อาจจะมีปัญหา หรือในบางกรณีเองนั้น ข้อผิดพลาด 0x8007045d อาจเกิดจากสาเหตุอื่นๆ ได้อีกเช่นซอฟต์แวร์ที่มีปัญหาระหว่างการติดตั้งหรือฮาร์ดแวร์อย่างแหล่งเก็บข้อมูลเกิดการเสียหาย ทั้งนี้อาการที่คุณจะพบได้ก็คือการไม่สามารถอ่านไฟล์หรือเกิดข้อผิดพลาดในการคัดลอกไฟล์เหล่านั้นในทุกๆ ครั้ง

หากจะให้พูดกันตรงๆ แล้วนั้นรหัสข้อผิดพลาด 0x8007045d มีสาเหตุหลายประการที่ทำให้ผู้ใช้เจอได้ซึ่งสามารถที่จะแยกออกมาได้ดังต่อไปนี้

  • Registry Editor เกิดความเสียหาย
  • ไฟล์ระบบปฎิบัติการหรือโปรแกรมเกิดความเสียหาย(บางไฟล์)
  • ไฟล์ที่คุณดาวน์โหลดจากอินเทอร์เน็ตอาจจะเกิดข้อผิดพลาดขึ้นระหว่างการโหลด
  • แหล่งเก็บข้อมูลภายนอกของคุณอย่าง external hard drive, USB drive, CD, DVD หรือ Blu ray มีปัญหาซึ่งอาจจะเกิดขึ้นจากช่องเชื่อมต่อส่วนใหญ่คือ USB หรือตัวแหล่งเก็บข้อมูลนั้นๆ มีปัญหา(ตัวอย่างเช่นหากเป็นแผ่น CD/DVD นั้นก็อาจจะมาจากการที่ตัวแผ่นได้รับการเก็บรักษาไม่ดีจนทำให้เกิดรอยขึ้นทางด้านหลังของแผ่น)
  • หน่วยความจำของตัวเครื่อง(หรือ RAM) ของคุณอาจจะมีปัญหา
  • พอร์ต USB ที่คุณใช้ในการเชื่อมต่อมีปัญหา

ข้อผิดพลาด 0x8007045d เป็นเรื่องปกติและไม่มีผลกระทบระยะยาวกับคอมพิวเตอร์ของคุณ ดังนั้นเมื่อเกิดข้อผิดพลาดคุณต้องลองใช้วิธีการที่มีอยู่ทั้งหมดทีละวิธีจนกว่าจะแก้ไขได้

แต่หากคุณลองทุกวิธีการแล้วยังพบปัญหาเดิมอยู่นั่นอาจจะเป็นสัญญาณว่าเซ็กเตอร์ใน Hard disk ที่คุณใช้งานบนเครื่องคอมพิวเตอร์หรือโน๊ตบุ๊คของคุณเกิดความเสียหาย ซึ่งการเสียหายนี้นั้นถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่มีผลเสียต่อความสมบูรณ์โดยรวมของไฟล์ทั้งหมดที่อยู่ใน Hard disk นั้นๆ ดังนั้นคุณควรสำรองไฟล์อื่นๆ ที่สำคัญทั้งหมดเอาไว้ที่อื่นแล้วรีบไปหาช่างที่คุณไว้ใจได้เพื่อเช็คอาการดูโดยด่วย


วิธีแก้ไขปัญหา Error 0x8007045d เบื้องต้นที่คุณทำได้

1. Restart Windows

Ewfvt

หากคุณพบข้อผิดพลาด 0x8007045d ให้ลองรีสตาร์ทคอมพิวเตอร์หรือโน๊ตบุ๊คของคุณเพื่อแก้ไขดูก่อนเป็นลำดับแรก  โดยทั่วไปแล้ววิธีการนี้ใช้ได้ผลเสมอกับปัญหาส่วนใหญ่ของ Windows ดังนั้นการรีสตาร์ท Windows จึงถือว่าเป็นสิ่งที่ง่ายที่สุดและสิ่งแรกที่คุณควรจะลองทำเมื่อเจอปัญหาใดๆ ก็ตามบนระบบปฎิบัติการ Windows

ทั้งนี้หากทำการรีสตาร์ทแล้วยังพบข้อผิดพลาดอยู่นั่นอาจจะหมายความว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณเริ่มมีปัญหาที่ใหญ่มากกว่าการที่ระบบปฎิบัติการ Windows ที่ได้รับการเริ่มต้นการทำงานใหม่ผ่านการรีสตาร์ทไม่สามารถช่วยได้เช่นเครื่องของคุณอาจจะมีข้อผิดพลาดของอุปกรณ์ I/O ให้คุณลองวิธีการต่อไป

2. ทำการอัปเดต Windows

windows update 1

วิธีการแก้ไขปัญหาที่ง่ายที่สุดรองลงมาที่คุณควรทำเป็นอย่างที่สองเลยก็คือลองทำการอัปเดทระบบปฎิบัติการ Windows ผ่านทาง Windows Update โดยตรง เพราะการอัปเดทระบบปฎิบัติการ Windows ในแต่ละครั้งนั้นจะมีการเขียนบันทึกไฟล์ระบบใหม่ลงไปด้วย สำหรับวิธีการนั้นให้คุณทำตามขั้นตอนต่อไปนี้

  1. กดปุ่ม Win + I เพื่อเปิด Windows Settings
  2. คลิกที่ Windows Update
  3. จากนั้นคลิกที่ Check for updates
  4. คลิกที่ Download & install เพื่อเสร็จสิ้นการติดตั้งระบบปฎิบัติการ Windows เวอร์ชันใหม่ที่ได้รับการอัปเดทและเพิ่มการแก้ไขข้อผิดพลาดต่างๆ

3. ลองใช้พอร์ต USB อื่น

usb flash drive ports latptop

จริงๆ แล้ววิธีการนี้ควรเป็นวิธีการแรก แต่ที่เรานำมาเอาไว้เป็นขั้นตอนที่ 3 นั้นก็เนื่องมาจากว่าหากคุณพบว่าพอร์ต USB ของเครื่องคอมพิวเตอร์หรือโน๊ตบุ๊คมีปัญหานั่นเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าอาร์ดแวร์หลักของเครื่องอย่างเมนบอร์ดอาจจะเกิดข้อผิดพลาดซึ่งเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุเอามากๆ ไม่ว่าจะเป็นเมนบอร์ดเสียหายเองหรือแหล่งจ่ายไฟมีปัญหา

และที่สำคัญเลยนั้นก็คือวิธีการนี้จะใช้งานได้เฉพาะก็ต่อเมื่อคุณเกิดข้อผิดพลาด 0x8007045d กับแหหล่งเก็บข้อมูลภายนอกที่เชื่อมต่อผ่าน USB เท่านั้น วิธีการก็คือให้คุณลองทำการเสียบแหล่งเก็บข้อมูลภายนอกเข้ากับพอร์ต USB อื่นที่มีอยู่ทั้งหมดบนคอมพิวเตอร์และโน๊ตบุ๊คของคุณทีละพอร์ตๆ หากลองเปลี่ยนพอร์ต USB แล้วพบว่าพอร์ต USB ใหม่นั้นสามารถใช้งานได้โดยไม่พบข้อผิดพลาด 0x8007045d เราขอให้คุณทำการรีบสำรองข้อมูลให้หมดแล้วให้คุณนำเครื่องไปหาช่างที่เชี่ยวชาญที่คุณไว้ใจเพื่อทำการบอกปัญหาโดยด่วนเพื่อทำการตรวจสอบดูว่าปัญหาดังกล่าวนี้เกิดขึ้นจากฮาร์ดแวร์ของตัวเครื่องหรือไม่(ควรทำเป็นอย่างยิ่งหากเครื่องคอมพิวเตอร์หรือโน๊ตบุ๊คของคุณยังอยู่ในประกัน)

บางครั้งการใช้ USB HUB หรือตัวขยายพอร์ต USB ก็อาจจะก่อให้เกิดข้อผิดพลาด 0x8007045d นี้ขึ้นได้เช่นกันดังนั้นเพื่อไม่ประมาทคุณควรต่อแหล่งเก็บข้อมูลภายนอกกับพอร์ต USB ของคอมพิวเตอร์และโน๊ตบุ๊คของคุณโดยตรงดู

4. ดาวน์โหลดไฟล์ที่ได้รับผลกระทบอีกครั้ง

asdasdasvv easfdsfsdf

หากข้อผิดพลาด 0x8007045d ปรากฏขึ้นขณะพยายามเปิดไฟล์ที่ดาวน์โหลดมาจากทั้งอินเทอร์เน็ตหรือไฟล์ที่อยู่ใน Flash Drive เองแล้วนั้นบางทีปัญหาทั้งหมดอาจจะเกิดขึ้นจากความผิดพลาดระหว่างการดาวน์โหลดหรือบันทึกไฟล์ลงแหล่งเก็บข้อมูลนั้นๆ ซึ่งทำให้ไฟล์นั้นๆ ที่มีปัญหานี้ไม่สมบูรณ์ อันเป็นสาเหตุที่ทำให้คุณเจอข้อผิดพลาด 0x8007045d ได้

หากเป็นกรณีนี้ วิธีที่ดีที่สุดคือดาวน์โหลดไฟล์ของคุณจากแหล่งเก็บข้อมูลต้นฉบับใหม่ โดยหากเป็นไปได้หากไฟล์ดังกล่าวนั้นเป็นไฟล์งานคุณควรลองเปิดไฟล์ดังกล่าวจากเครื่องคอมพิวเตอร์หรือโน๊ตบุ๊คที่เป็นแหล่งของต้นฉบับไฟล์นั้นดูก่อนว่าสามารถเปิดใช้งานได้ปกติหรือไม่(หากเป็นไฟล์ที่โหลดจากอินเทอร์เน็ตเราขอแนะนำให้คุณทำการดาวน์โหลดไฟล์นั้นใหม่ตั้งแต่ต้นอีกครั้ง)

5. เรียกใช้ Hardware and Device Windows Troubleshooter

hardware and device

Microsoft ได้จัดทำเครื่องมือมากมายที่ช่วยให้คุณทำการแก้ไขข้อผิดพลาดเบื้องต้นต่างๆ บนระบบปฎิบัติการ Windows ได้ด้วยตัวของคุณเอง โดยตัว Hardware and Device troubleshooter นั้นจะทำการวินิจฉัยคอมพิวเตอร์ของคุณทั้งในส่วนของระบบไฟล์ของตัวระบบปฎิบัติการ(เช่น Driver) รวมถึงวินิจฉัยฮาร์ดแวร์ที่ทำการเชื่อมต่อที่มีปัญหาและสามารถที่จะช่วยแก้ไขปัญหาเบื้องต้นบนคอมพิวเตอร์และโน๊ตบุ๊คระบบปฎิบัติการ Windows ของคุณได้

สำหรับขึ้นตอนต่อไปนี้เราขอแนะนำให้คุณทำเมื่อคุณพบปัญหาข้อผิดพลาด 0x8007045d กับแหล่งเก็บข้อมูลภายนอก(อย่าง USB Flash, External Hard disk หรือแหล่งเก็บข้อมูลแบบ CD/DVD/Blu Ray) เนื่องจากเป็นไปได้ว่าข้อผิดพลาด 0x8007045d นั้นอาจเกิดจากฮาร์ดแวร์ของแหล่งเก็บข้อมูลภายนอกเอง วิธีการก็คือให้คุณเชื่อมต่อแหล่งเก็บข้อมูลที่พบข้อผิดพลาด 0x8007045d แล้วทำตามขั้นตอนดังนี้

  • ไปที่แถบค้นหา(ไอคอนแว่นขยาย) ที่ Start พิมพ์ ‘cmd’ แล้วเลือก Command Prompt
  • จากนั้นให้ทำการพิมพ์คำสั่งต่อไปนี้แล้วกด Enter (หรือจะคัดลอกไปวางเลยก็ได้)

msdt.exe -id DeviceDiagnostic

Windows จะทำการเด้งหน้าจอ นี่Hardware and Devices ขึ้นมาจากนั้นให้คุณทำการเลือก Next แล้วตัวซอฟต์แวร์จะเริ่มสแกน Windows ของคุณเพื่อหาปัญหา ทันทีที่พบข้อผิดพลาดเครื่องมือจะแก้ไขทันทีโดยอัตโนมัติ หลังจากเสร็จสิ้นให้ลองตรวจสอบดูว่าข้อผิดพลาด 0x8007045d ยังคงอยู่หรือไม่

6. ปิดใช้งานซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสและไฟร์วอลล์

ซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสขึ้นชื่อเรื่องการแทรกแซงการอัปเดตและการติดตั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณพยายามสำรองข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับระบบปฎิบัติการของซึ่งในที่สุดอาจจะก่อให้เกิดข้อผิดพลาด 0x8007045d ขึ้นมาได้อันเนื่องมาจากว่าไฟล์ดังกล่าวนั้นๆ ไม่สามารถที่จะบนทึกลงไปในแหล่งเก็บข้อมูลหลักของคุณได้

หากคุณคิดว่าข้อผิดพลาด 0x8007045d เกิดปัญหาขึ้นจากซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสหรือไฟร์วอลล์นี้ให้คุณลองปิดการทำงานของซอฟ์ตแวร์ป้องกันไวรัส(ที่คุณใช้)ดูแล้วตามด้วยการปิดไฟร์วอลล์ดังวิธีการต่อไปนี้

ขอให้คุณตรวจสอบให้มั่นใจก่อนว่าไฟล์ที่เกิดข้อผิดพลาด 0x8007045d นั้นไม่ได้ติดไวรัสก่อนที่คุณจะดำเนินการใดๆ ต่อไป

error 0x8007045d 5
  • เปิด Control Panel จากนั้นมองหาและคลิกที่ Windows Defender Firewall
error 0x8007045d 6
  • คลิกตัวเลือก Turn Windows Defender Firewall on or off เพื่อดำเนินการต่อ
error 0x8007045d 7
  • ทำเครื่องหมายที่ตัวเลือก Turn off Windows Defender Firewall ในการตั้งค่าเครือข่ายส่วนตัว และคลิก OK เพื่อบันทึกการเปลี่ยนแปลง

หลังจากปิดใช้งานซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสและไฟร์วอลล์แล้ว ให้ตรวจสอบว่าข้อผิดพลาด 0x8007045d Windows ได้รับการแก้ไขแล้วหรือไม่ หากข้อผิดพลาดยังคงอยู่ ให้เปิดใช้งานโปรแกรมป้องกันไวรัสและไฟร์วอลล์กลับเพื่อป้องกันคอมพิวเตอร์ของคุณจากการถูกโจมตีจากนั้นลองใช้วิธีอื่นต่อไป

7. บูตคอมพิวเตอร์เพื่อเข้าใช้งานผ่าน Safe Mode

ในกรณีที่คุณไม่สามารถปิดปิดการทำงานของซอฟต์แวร์รักษาความปลอดภัยได้(ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม) การเข้าสู่ Safe Mode เป็นสิ่งที่ควรพิจารณาทำเพื่อทำการทดสอบดูว่าข้อผิดพลาด 0x8007045d นั้นจะเกิดขึ้นหรือไม่ เพราะ Safe Mode นี้รันโปรแกรมและบริการต่างๆ ของระบบปฎิบัติการ Windows และซอฟต์แวร์ที่คุณติดตั้งน้อยที่สุด สำหรับวิธีการเข้าสู่ Safe Mode นั้นให้ทำตามขั้นตอนต่อไปนี้

error 0x8007045d 8
  1. เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ของคุณด้วยผู้ใช้ที่มีสิทธิ์ของผู้ดูแลระบบ
  2. คลิก Start แล้วเปิด Run พิมพ์ msconfig ตามด้วยกด Enter
  3. คลิกปุ่ม Boot ในแอปเพล็ต Systems Configuration จากนั้นคลิก Safe Boot แล้วเลือกตัวเลือก Minimal จากนั้นให้คลิก OK เพื่อบันทึกการเปลี่ยนแปลง
  4. คลิกปุ่ม Restart เพื่อรีบูตระบบของคุณในหน้าต่างป๊อปอัป จากนั้นตรวจสอบว่าข้อผิดพลาด 0x8007045d Windows ได้รับการแก้ไขแล้วหรือไม่

8. ลองทำการ Update Driver ของแหล่งเก็บข้อมูลที่มีปัญหา

device manager 1

เอาจริงๆ แล้วนั้นข้อผิดพลาด 0x8007045d นั้นมักจะไม่ค่อยมีสาเหตุมาจากข้อผิดพลาดของไดรเวอร์แหล่งเก็บข้อมูลสักเท่าไรนัก แต่ก็มีความเป็นไปได้อยู่เช่นเดียวกันว่าไดรเวอร์ของแหล่งเก็บข้อมูลอาจจะเกิดความเสียหายขึ้นโดยที่คุณไม่รู้ตัว ดังนั้นหากมีปัญหากับไดรเวอร์ CD/DVD หรือแหล่งเก็บข้อมูลที่ใช้การเชื่อมต่อแบบ USB ให้คุณลองทำการอัปเดทไดร์เวอร์ของมั้นดูโดยทำการขึ้นตอนต่อไปนี้

  1. ไปที่แถบค้นหา(ไอคอนรูปแว่นขยาย) ของ Start menu พิมพ์ ‘device manager’ แล้วคลิกเลือกเพื่อเปิด
  2. ใน Device manager ให้ไปที่ DVD/USB Drivers จากนั้นคลิกขวาที่ไดรเวอร์นั้น
  3. เลือก Update driver เพื่อเริ่มอัปเดตไดรเวอร์ของคุณ

ตัวช่วยทำการอัปเดตจะเปิดขึ้นมา ให้คุณเลือกตัวเลือก Search automatically for drivers เมื่อเสร็จสิ้นให้ลองดูว่าข้อผิดพลาด 0x8007045d ถูกแก้ไขไปแล้วหรือยัง

9. ตรวจสอบไดรฟ์

9192e0aa 120d 91d6 131f b5f2f604819b

ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดที่เราไม่อยากให้คุณได้พบเจอนั่นก็คือการเสียหายของเซกเตอร์บนพื้แหล่งเก็บข้อมูลหลักของคุณซึ่งหากคุณเจอกับปัญหานี้จริงข้อผิดพลาด 0x8007045d ก็อาจจะเกิดขึ้นกับคุณได้ โชคดีที่คุณสามารถใช้การตรวจสอบไดรฟ์เพื่อทำการค้นหาเซกเตอร์เสียของแหล่งเก็บข้อมูลได้โดยให้เปิด My Computer เลือกไปที่ไดรฟ์ที่คุณต้องการจัดเก็บข้อมูล(ที่มีปัญหาข้อผิดพลาด 0x8007045d) แล้วคลิกขวาจากนั้นเลือก Properties แล้วเลือกไปที่แท็บ Tools จากนั้นตรง Error-checking ให้เลือก Check now แล้วรอดูว่าระบบแจ้งว่ามีข้อผิดพลาดกับไดวฟ์ที่จะจัดเก็บข้อมูลของคุณหรือไม่

หากคุณเจอแจ้งเตือนว่าพบปัญหาเราขอแนะนำให้รีบสำรองข้อมูลของคุณลงไดรฟ์อื่นให้หมดแล้วรีบนำเครื่องคอมพิวเตอร์และโน๊ตบุ๊คของคุณไปหาช่างผู้เชี่ยวชาญโดยด่วนเพราะนี้อาจจะเป็นสัญญาณว่าแหล่งเก็บข้อมูลหลักของคุณเกิดปัญหาขึ้นแล้ว

หากตัวขั้นตอนทางด้านบนตรวจไม่พบแต่คุณก็ยังเจอปัญหาข้อผิดพลาด 0x8007045d อยู่ตลอดเวลาเราอยากให้คุณลองใช้ฟีเจอร์ Surface Test ของ MiniTool Partition Wizard ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ฟรีที่จะช่วยให้คุณสามารถตรวจสอบการเสียหายของเซกเตอร์บนแหล่งเก็บข้อมูลหลักได้อย่างง่ายดาย (นอกไปจากนั้นยังมีฟีเจอร์เด่นๆ ที่ช่วยจัดการแหล่งเก็บข้อมูลได้อีกเช่น Format Partition, Data Recovery, Check File System, Disk Benchmark และอื่นๆ) หลังจากดาวน์โหลดและติดตั้ง MiniTool Partition Wizard Free Edition ลงในคอมพิวเตอร์ของคุณ ให้เปิดใช้งานโปรแกรมแล้วทำตามขั้นตอนด้านล่างต่อไปนี้

error 0x8007045d 2
  • เลือกไดรฟ์เป้าหมาย จากนั้นคลิก Surface Test ในแผงการทำงานด้านซ้าย
error 0x8007045d 3
  • คลิกปุ่ม Start Now เพื่อเริ่มการสแกน จากนั้นรอให้กระบวนการสแกนเสร็จสิ้นอย่างใจเย็น(เพราะการทำงานนี้จะใช้เวลามากน้อยตามขนาดพื้นที่ทั้งหมดของไดรฟ์ที่คุณทำการสแกน) หากผลการสแกนเป็นสีแดง แสดงว่ามีเซกเตอร์เสียในไดรฟ์และคุณจำเป็นต้องซ่อมแซมแหล่งเก็บข้อมูลนั้นอย่างเร่งด่วนโดยการนำเครื่องคอมพิวเตอร์หรือโน๊ตบุ๊คไปหาผู้เชี่ยวชาญพร้อมบอกปัญหา หากไม่มีเซกเตอร์เสียในไดรฟ์คุณควรตรวจสอบที่อื่นเพื่อหาต้นตอของข้อผิดพลาด

10. ลดขนาด Hard Drive

error 0x8007045d 4

สำหรับผู้ที่พบข้อผิดพลาด 0x8007045d เมื่อคัดลอก/ถ่ายโอนข้อมูลไปยังอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลภายนอก การลดขนาดฮาร์ดไดรฟ์อาจจะมีผลทำให้ข้อผิดพลาด 0x8007045d หายไปได้

ก่อนลดขนาดฮาร์ดไดรฟ์ ตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณมีสิทธิ์ระดับผู้ดูแลระบบและควรมั่นใจว่าคุณรู้จักขั้นตอนดังกล่าวนี้ดี หากคุณไม่มั่นใจแล้วอย่าทำขั้นตอนนี้เพราะอาจก่อให้เกิดความผิดพลาดกับไฟล์ที่อยู่ในไดรฟ์ไฟล์อื่นๆ ได้

หากคุณมั่นใจว่าคุณแกร่งพอให้คุณทำตามวิธีการข้างล่างต่อไปนี้

  1. พิมพ์ control panel ในช่องค้นหา จากนั้นคลิกที่ Control Panel จากผลการค้นหาเพื่อเปิด
  2. คลิกที่ตัวเลือก System and Security ใน Control Panel เพื่อดำเนินการต่อ
  3. ในหน้า System and Security คลิก Create and format hard disk partitions เพื่อดำเนินการต่อ
  4. จากนั้น Disk Management จะเปิดขึ้น คลิกขวาที่ไดรฟ์ที่คุณต้องการลดขนาด จากนั้นเลือกตัวเลือก Shrink Volume จากรายการ จากนั้นการดำเนินการจะเสร็จสิ้นโดยอัตโนมัติ

11. ถ่ายโอนไฟล์ผ่านคลาวด์

02 secure file transfer

หากคุณไม่สามารถเข้าถึงไฟล์ผ่านแหล่งเก็บข้อมูลภายนอกได้เลยหลังจากที่ลองทุกอย่างแล้ว แหล่งเก็บข้อมูลภายนอกนั้นๆ ของคุณอาจเสียหายทางกายภาพอย่างรุ่นแรงจนไม่สามารถใช้งานได้อีกต่อไป ทางเลือกที่ดีที่สุดหากคุณรีบแล้วล่ะก็เราขอแนะนำให้คุณส่งไฟล์ไปยังคอมพิวเตอร์ของคุณผ่าน Cloud Service เช่น Google Drive, Dropbox หรือ One Drive แทนด้วยวิธีนี้ คุณจะข้อผิดพลาดดังกล่าว(แต่ต้องมั่นใจว่าไฟล์ต้นฉบับของคุณไม่มีปัญหาเท่านั้นนะ)


สรุป

อย่างที่เราบอกไปในตอนต้นว่าข้อผิดพลาด 0x8007045d นั้นเป็นข้อผิดพลาดที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน โดยเวลาที่เกิดและต้นเหตุของปัญหานั้นอาจจะแตกต่างกันไปในแต่ละคน ดังนั้นแล้วเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวนี้คุณควรรักษาแหล่งเก็บข้อมูลภายนอกที่คุณใช้ในการโอนถ่ายไฟล์สำหรับการทำงานต่างๆ ให้ดี การเก็บไฟล์ไว้บนระบบ Cloud ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยรักษาข้อมูลที่สำคัญให้กับคุณได้(แต่อาจจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมหากคุณต้องการพื้นที่เก็บข้อมูลปริมาณมาก)

ทั้งนี้เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทความนี้จะช่วยให้คุณสามารถจัดการกับข้อผิดพลาด 0x8007045d ได้

ที่มา : lifewire, makeuseof, partitionwizard

from:https://notebookspec.com/web/685952-how-to-fix-the-0x8007045d-error-on-windows-10-or-11

Microsoft จะหยุดจำหน่าย Windows 10 วันที่ 31 มกราคมนี้

Microsoft จะหยุดจำหน่าย Windows 10 วันที่ 31 มกราคมนี้
Wat.C

หลังจาก Microsoft เปิดตัว Windows 10 มาได้ 7 ปี ตอนนี้ก็ถึงเวลาอันสมควร Microsoft ได้ประกาศวันเวลาที่จะหยุดจำหน่าย Windows 10 อย่างเป็นทางการแล้ว

Microsoft ประกาศว่าจะหยุดจำหน่าย Windows 10 Pro และ Windows 10 Home ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้ โดยวันที่ 31 มกราคมจะเป็นวันสุดท้ายที่ผู้ใช้งานสามารถซื้อ Windows 10 ผ่านเว็บไซต์ Microsoft ได้ อย่างไรก็ตาม Microsoft จะยังคงมีอัปเดตซอฟต์แวร์อย่าง security updates จนถึงวันที่ 14 ตุลาคม 2025

แม้ว่า Windows 11 จะเปิดตัวมาได้ร่วมปีแล้ว แต่อัตราส่วนของผู้ใช้งานระบบปฏิบัติการยังคงเป็น Windows 10 อยู่ อ้างอิงข้อมูลจาก Steam พบว่าอัตราส่วนผู้ใช้งาน Windows 10 อยู่ที่ 65%, Windows 11 อยู่ที่ 28% ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างห่างกันมากพอสมควร

Microsoft มีความต้องการให้ผู้ใช้งานทั่วไปรวมถึงผู้ใช้งานธุรกิจอัปเกรดไปใช้ Windows 11 แทนครับ

ข่าว: Microsoft จะหยุดจำหน่าย Windows 10 วันที่ 31 มกราคมนี้ มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/microsoft-to-stop-selling-windows-10-later-this-month/

ล้างเครื่อง Reset PC เหมือนได้คอมใหม่ ง่าย ทำได้ไว ไม่ต้องลงวินโดว์ฉบับปี 2023

ล้างเครื่องใหม่อัพเดต 2023 Reset PC ไม่ต้องลงวินโดว์ใหม่ ทำงาน เล่นเกมลื่นไหล

ล้างเครื่อง

ล้างเครื่อง Reset PC ในโอกาสใดบ้าง ทำไมถึงต้องทำ? วิธีการนี้ เป็นทำให้คอมเครื่องเก่าหรือเครื่องที่ใช้อยู่นั้นกลับมาทำงานได้ตามปกติ เหมือนกับตอนที่ลงวินโดว์ใหม่ๆ รวมถึงทำให้คนที่อาจเจอปัญหากับการใช้ซอฟต์แวร์ หรือไฟล์ระบบทำงานไม่ปกติ การแก้ปัญหาในเบื้องต้นอาจยังไม่พอ ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างเช่น คุณอาจได้คอมมือสอง ที่เป็นมรดกตกทอดจากพี่ หรือซื้อคอมมือสองมา แล้วอยากจะทำให้เหมือนเครื่องใหม่ พร้อมเคลียร์พื้นที่ในระบบให้พร้อมสำหรับใช้งาน หรือแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เช่น บางครั้งก็จอฟ้า BSOD รวมไปถึงเมื่อต้องการจะขายโน๊ตบุ๊ค หรือเปลี่ยนมือให้คนอื่นใช้ จำเป็นต้องเคลียร์ข้อมูล เพื่อความปลอดภัย นอกจากวิธีการ Recovery แล้ว การ Reset PC ก็ทำให้คอมของคุณกลับมาเหมือนลงวินโดว์ใหม่แบบ Clean ได้เช่นกัน ให้คอมกลับมาทำงานลื่นไหล เหมือนได้คอมเครื่องใหม่ โดยที่ไม่ต้องใช้แฟลชไดรฟ์ มาบูทเครื่องเพื่อลงวินโดว์ใหม่ให้เสียเวลาแล้ว ด้วยขั้นตอนเหล่านี้ คุณสามารถทำด้วยวิธีนี้ทั้งบนโน๊ตบุ๊คหรือพีซีของคุณ


ล้างเครื่อง Reset PC เหมือนได้คอมใหม่

เงื่อนไขและสิ่งที่ต้องเตรียม

  • มีวินโดว์ที่ติดตั้งเอาไว้ก่อนแล้ว หรือเป็นระบบจากเครื่องเก่า (แต่วิธีอาจต่างกันไปใน Windows แต่ละเวอร์ชั่น)
  • จะเป็นวินโดว์แท้ หรือยังไม่ได้ Activate อย่างเป็นทางการ ก็ทำได้ แต่ผลที่ได้อาจไม่เหมือนกัน 100% ถ้าไม่ใช่วินโดว์แท้ติดเครื่อง ก็อาจจะต้อง Activate ใหม่ด้วยคีย์เดิม
  • ต้องมีอแดปเตอร์หรือที่ชาร์จ ที่เสียบชาร์จไฟเอาไว้ได้ กรณีที่เป็นโน๊ตบุ๊ค และชาร์จเอาไว้จนกว่าจะเสร็จสิ้นขั้นตอน
  • ไม่จำเป็นต้องมีแฟลชไดรฟ์ในการบูต ไม่ต้องอาศัยแผ่นติดตั้ง Windows ง่ายและสะดวกกว่าเยอะ
  • ย้ำอีกครั้ง หากคุณมีข้อมูลสำคัญ ให้โยกย้าย สำรองเอาไว้ เช่น Document, Photo, Video, Download หรืออื่นๆ ใส่เอาไว้ใน External Drive เอาไว้ก่อนดีที่สุด

Backup สำรองข้อมูลในส่วนใดบ้าง?

ล้างเครื่อง
  • Desktop: เป็นอีกที่หนึ่งที่หลายคนใช้ในการเก็บไฟล์และจัดวางโฟลเดอร์งาน เพื่อให้เปิดใช้งานได้สะดวก ซึ่งบางครั้งต้องเช็คให้ถี่ถ้วนว่านำมาครบหรือไม่
  • Document: ส่วนใหญ่จะใช้ในการเก็บไฟล์งาน และเอกสาร ข้อมูลต่างๆ ภายในนี้ ซึ่งอาจจะเป็นโฟลเดอร์ซับซ้อน ให้เริ่มเก็บจากโฟลเดอร์หลักมาให้ครบ
  • Pictures: ไฟล์ภาพ และไฟล์ที่ได้จากการ Capture อาจเข้าไปอยู่ในโฟลเดอร์ Screenshot หากยังต้องใช้ ก็ไม่ควรลืมสำรองเอาไว้ด้วย
  • Videos: โฟลเดอร์ที่ใช้เก็บไฟล์วีดีโอต่างๆ รวมไฟล์ที่ Capture มาเป็นวีดีโอ ก็จะอยู่ในนี้ด้วยเช่นกัน
  • Downloads: อาจจะเลือกเก็บเป็นบางไฟล์ หรือบางโปรแกรมที่นำมาใช้ โดยใช้เป็นไฟล์ที่มีการอัพเดตใหม่ หรืออาจจะสำรองเอาไว้ทั้งหมด เพื่อนำไปแยกการใช้งานอีกครั้ง
  • Music: เพลง เสียง และอื่นๆ ถ้ามีสิ่งสำคัญให้สำรองเอาไว้ก่อน
  • นอกจากนี้ก็จะมีเรื่องของ Sticker note หรืออื่นๆ ให้ลองดูว่าเราเพิ่มเติมการใช้งานอื่นใดเข้าไปบ้าง เพราะบางอย่างไม่ต้องสำรองไฟล์ แค่ใช้ Log-in เดิม เช่น Google account หรือ Microsoft account สิ่งต่างๆ เหล่านั้นก็พร้อมให้คุณใช้งานได้ทันที

ประโยชน์ และข้อควรระวังในการล้างเครื่อง Reset PC

  1. การ Reset PC ช่วยให้คุณได้คอมเหมือนเครื่องที่เพิ่งลงวินโดว์มาใหม่ๆ แต่อาจจะมีแตกต่างกันไปบ้าง ตามเวอร์ชั่น รวมถึงควรต้องเตรียมไดรเวอร์หรือแหล่งดาวน์โหลด เพื่อการอัพเดตได้อย่างรวดเร็ว
  2. แต่การ Reset จะทำให้โปรแกรม และข้อมูลของคุณหายไปทั้งหมด ยกเว้นว่า คุณจะสำรองข้อมูลเอาไว้แล้ว หรือจะเลือกเป็นแบบ Keep Data
  3. การ Reset PC เช่นนี้ อาจไม่ได้ส่งผลให้การเล่นเกม เฟรมเรตพุ่ง โดยตรง แต่ก็ช่วยให้การเล่นเกมโดยรวมดีขึ้น เพราะมีการ Clear Cache, ลบไฟล์ขยะ และกำจัดสิ่งที่เป็น Process ของซีพียู แรม เป็นต้น
  4. ข้อควรระวัง สำรองข้อมูล ต่ออแดปเตอร์จ่ายไฟไว้ตลอด โปรแกรมกับไดรเวอร์ต้องหามาเตรียมเอาไว้ กรณีที่อุปกรณ์บางอย่าง ใช้ไดรเวอร์เฉพาะ

ขั้นตอนในการ Reset PC

ล้างเครื่อง

สำหรับใครที่ใช้ Windows 10 และ Windows 11 กดปุ่ม Start เลือก Settings แล้วไปที่ Update & Security ในหน้านี้จะมีตัวเลือกค่อนข้างเยอะ ควรเลือกให้ถูกต้องตามขั้นตอน

Advertisementavw
ล้างเครื่อง

เลือกที่ Recovery ที่อยู่ในแถบซ้ายมือ บริเวณใกล้กับ Activation จากนั้น ไปที่หัวข้อ Reset this PC ทางด้านขวา กดปุ่ม Get started

ล้างเครื่อง

จากนั้นจะเข้าสู่หน้าที่ให้เราเลือกว่าจะทำการ Reinstall Windows แบบใด จะมีให้เลือก 2 แบบ ที่มีการใช้งานต่างกันคือ

ล้างเครื่อง
  • Keep my files: จะเป็นการ Reset ระบบ พร้อมเก็บข้อมูลส่วนตัวของคุณไว้ เช่น ภาพ วีดีโอ Document และอื่นๆ รวมถึงโปรแกรมที่คุณใช้) ข้อดีคือ คุณไม่ต้องไปโปรแกรมเดิมมาลงใหม่ ไฟล์ข้อมูลของคุณจะไม่หายไปไหน แต่คุณจะต้องรอนานมากในขั้นตอนนี้ นานชนิดบางทีคุณลงวินโดว์ใหม่ เร็วกว่า
  • Remove Everything: เป็นแบบที่เหมาะกับคนที่ต้องการความเร็ว และเคลียร์ไฟล์ รวมถึงซอฟต์แวร์ที่มีปัญหาต่างๆ ออกทั้งหมด ในส่วนนี้จะใช้เวลาไม่มาก และได้ผลค่อนข้างดี เพราะจะแก้ปัญหาบางอย่างที่อาจจะไม่สามารถทำได้ใน Error checking หรือการ Uninstall Program เพียงอย่างเดียว

ซึ่งถ้าคุณสำรองไฟล์ข้อมูลต่างๆ เอาไว้ตั้งแต่ต้นเรียบร้อยแล้ว ให้เลือกที่ Remove everything ได้เลยครับ ให้คลิ๊กตรงนี้

ล้างเครื่อง

เมื่อเข้ามาที่ Additional settings หรือการตั้งค่าพื้นฐาน สามารถเลือก Change settings ได้

ล้างเครื่อง

ให้ตั้งเป็นค่าเดิมไว้ คือ Off ตรงนี้ถ้าเลือก On ก็จะเข้าเงื่อนไขของระบบ เช่น ลบได้ไว แต่ไม่ปลอดภัย รวมถึงเฉพาะข้อมูลที่อยู่ในไดรฟ์นี้ จะหายไปเมื่อติดตั้งวินโดว์ จากนั้นกด Confirm จากนั้นคลิ๊ก Next ต่อไป

ล้างเครื่อง

มาถึงตรงนี้ หากเป็นโน๊ตบุ๊ค ระบบจะแจ้งเลยว่า ให้ต่อสายอแดปเตอร์เข้ากับเครื่อง เพื่อทำการชาร์จไฟ ซึ่งอาจเกิดปัญหาได้ หากไฟดับ แบตหมดขณะที่กำลัง Reset อยู่ หากของใครไม่ยอม Reset ให้ ลองเสียบสายชาร์จดูครับ

ล้างเครื่อง

เมื่อเข้าหน้า Ready to reset this pc ระบบบอกว่าพร้อมแล้ว สำหรับการ Reset เลือกที่ Reset ได้เลย

ล้างเครื่อง

ให้รอสักครู่ ระบบกำลังทำการ Preparing หรือจัดเตรียมลำดับสักครู่ ก่อนจะทำการ Reset จะนานหรือไม่ขึ้นอยู่กับความแรงของโน๊ตบุ๊ค

Reset PC Cleanup 2023 31

ระหว่างขึ้นหน้าจอสีดำ อย่าเพิ่งทำอะไร หรือไปถอดปลั๊ก ให้รอกระบวนการ Reset ไปสักระยะ จากนั้นระบบจะเริ่มเข้าสู่กระบวนการติดตั้ง Windows อีกครั้งหนึ่ง บนหน้าจอสีฟ้าๆ ให้รอจนกว่าจะเสร็จสิ้น

เสร็จแล้วระบบจะให้เราทำการตั้งค่าต่างๆ ก่อนจะใช้งาน Windows ซึ่งตรงนี้ จะคล้ายกับที่เราติดตั้ง Windows ใหม่นั่นเอง ใครที่อยากดูรายละเอียดตรงนี้ให้ครบๆ สามารถคลิ๊กดูบทความ สอนลงวินโดว์ ฉบับเต็ม ได้เลยครับ

ล้างเครื่อง

ขั้นแรก เลือก Region ตรงนี้จะเลือก Thailand หรือจะคลิ๊ก Yes ไปก่อน แล้วค่อยตั้งค่า เมื่อเข้าสู่ Windows แล้ว ก็ได้

ล้างเครื่อง

ต่อมา Keyboard layout เลือก US จากนั้น Language ให้เลือก ภาษาไทย แล้ว Next เลือก Thai Kedmanee

ล้างเครื่อง

เมื่อเข้ามาหน้าการเชื่อมต่อเครือข่าย ตรงนี้แนะนำว่าให้กด I don’t have internet ไปก่อนครับ เพราะไม่อย่างนั้น คุณจะต้อง Log-in Microsoft account ก่อน ซึ่งจะใช้เวลาค่อนข้างนาน

ล้างเครื่อง

ต่อมาระบบจะถามว่า ใครจะเป็นคนที่ใช้เครื่องนี้ ใส่ชื่อเราที่เป็นเจ้าของเครื่องก็ได้ครับ แล้วกด Next

ล้างเครื่อง

ส่วนของ Password หรือรหัส ใครจะตั้งเลยก็ได้ หากใช้เครื่องคนเดียว แต่ถ้าใช้กันหลายคน อาจจะเอาไว้ตั้งทีหลังก็ได้ครับ กด Next

ล้างเครื่อง

ในหัวข้อ Choose Privacy Settings นี้ จะให้คุณเลือกเปิดใช้งานความเป็นส่วนตัวของคุณ ตัวอย่างเช่น Location เพื่อให้ระบบรายงานเส้นทาง สภาพอากาศ รวมถึงการบริการต่างๆ จากไมโครซอฟท์ เมื่ออยู่ในพื้นที่นั้นๆ หรือไม่ หรือจะเป็น Find my device ในการเปิดให้ค้นหาอุปกรณ์ของคุณ กรณีที่เกิดการสูญหาย รวมถึง Diagnostic data จะส่งข้อมูลบางส่วนให้กับเว็บไซต์จากเบราว์เซอร์ที่คุณใช้ เพื่อให้ทำงานร่วมกับอุปกรณ์และเปิดใช้งานฟีเจอร์เกี่ยวกับ Activity และอื่นๆ เพื่อรายงานความผิดพลาด ที่เกิดขึ้นเมื่อใช้งาน หรือจะเป็น Inking & Typing เป็นต้น

ล้างเครื่อง

รอจนกว่าระบบจะบูตเข้าสู่หน้า Desktop ตรงนี้ถ้าเป็นโน๊ตบุ๊คแบรนด์ต่างๆ อาจจะมีขั้นตอนที่เพิ่มเติมเข้ามา รวมถึงแอพพลิเคชั่นที่จะติดตั้งเพิ่มเติมเข้ามาในระบบ ไม่ต้องตกใจ ให้ทำตามขั้นตอนต่อไปได้เลย นั่นคือการอัพเดตสิ่งต่างๆ ให้พร้อมสำหรับการใช้งาน

ล้างเครื่อง

สิ่งที่คุณจะต้องทำต่อไปคือ ต่ออินเทอร์เน็ต จะใช้ WiFi หรือสาย LAN ก็ตามสะดวกครับ ตรงนี้ผมแนะนำว่า หากคุณจะเครือข่ายนี้ที่บ้านเป็นค่าปกติ ก็เชื่อมต่ออัตโนมัติได้เลย เพราะจะต้องใช้อินเทอร์เน็ตอีกพอสมควรในการอัพเดตและติดตั้งสิ่งต่างๆ ภายในเครื่อง

ล้างเครื่อง

ให้ทำการ Update Windows, ลงโปรแกรม และย้ายไฟล์ของคุณกลับมาวางเอาไว้ที่เดิม เป็นอันเสร็จสิ้น

ทั้งหมดนี้ จะใช้เวลาอยู่ที่ราวๆ 10 กว่านาที ถามว่าเร็วกว่าลง Windows ใหม่มั้ย บอกเลยว่าใกล้เคียงกัน แต่…ไม่ต้องเตรียมแฟลชไดรฟ์ ไม่ต้องใช้แผ่นลง ลดเวลาไปไม่น้อยเลย


ข้อสังเกตหลังการ Reset

  • Windows หลักตัวเดิมของคุณเป็นเวอร์ชั่นใด เมื่อ Reset จะกลับไปเป็นแบบเดิมคือ ระบบตั้งต้น
  • ต้องอัพเดตไดรเวอร์ใหม่ ไม่ว่าจะเป็นชิปเซ็ต เมนบอร์ด การ์ดจอ และอื่นๆ
  • ต้องเตรียมโปรแกรมและซอฟต์แวร์ใหม่ให้พร้อม เมื่อติดตั้งเสร็จให้ Activate ใหม่อีกครั้ง
  • อย่าลืม หากใครใช้ระบบ 2 ภาษา แล้วต้องใช้งานปุ่ม “Grave Accent” หรือปุ่มตัวหนอนในการสลับภาษา สามารถทำตามขั้นตอนนี้ได้เลย สำหรับคนที่ใช้ Windows 11

วิธีสลับภาษาด้วยปุ่ม Grave Accent

ล้างเครื่อง
  1. คลิ๊กขวาที่ปุ่ม Win แล้วเลือก Settings
  2. เลือกที่ Time & Language ที่อยู่ทางแถบด้านซ้าย
  3. จากนั้นเลือก Language & Region
  4. เลื่อนลงมาด้านล่าง แล้วเลือก Typing
  5. ในหน้า Typing ให้เลือก Advance keyboard settings
  6. หน้านี้ ให้เลื่อนลงมาด้านล่าง ดูในหัวข้อ Switch input methods ให้คลิ๊กที่หัวข้อ Input language hot keys
  7. เลือกที่ between input languages
  8. แล้วเลือก Change key sequence…
  9. หน้าต่างที่ปรากฏขึ้น ให้เลือกใส่เครื่องหมาย Grave Accent แล้ว Ok
  10. เท่านี้เป็นอันเสร็จสิ้น การสลับภาษาด้วยปุ่มตัวหนอน

สรุปการล้างเครื่อง

ล้างเครื่อง

โดยสรุปกับขั้นตอนการล้างเครื่อง Reset PC ไม่ได้ยุ่งยากใช่มั้ยครับ ด้วยการทำไม่กี่ขั้นตอนนี้ สามารถนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับระบบ ในกรณีที่เกิดสิ่งผิดปกติในการใช้งาน เช่น ไดรเวอร์ ซอฟต์แวร์ และยูทิลิตี้ต่างๆ ที่ลงไปในเครื่อง แล้วทำให้ระบบทำงานผิดเพี้ยน หรือใช้งานมานาน แล้วอยากจะล้างระบบ เพื่อเคลียร์สิ่งต่างๆ ให้ระบบกลับมาเฟรชเหมือนใหม่ แต่สิ่งที่สำคัญ ที่อยากจะย้ำในทุกครั้งที่ต้องทำสิ่งใดเกี่ยวกับระบบ แนะนำว่าให้สำรองข้อมูลต่างๆ เอาไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัย รวมถึงเตรียมสายชาร์จ ในกรณีที่ใช้โน๊ตบุ๊ค และมีอินเทอร์เน็ตในการเชื่อมต่อ จากนั้นทำทีละขั้นตอนแบบไม่ต้องรีบร้อน และหลังจากที่ล้างเครื่องเรียบร้อยแล้ว ใครที่ไม่แน่ใจ ผมอยากให้ดูในแต่ละขั้นตอนให้ครบถ้วน ก่อนจะลงมือทำจะดีที่สุดครับ ย้ำว่า การเตรียม สำรองข้อมูล และโปรแกรมบางส่วนไว้ ช่วยให้หลัง Reset ง่ายขึ้น ส่วนถ้ามีติดตรงจุดใด สามารถคอมเมนต์กันเอาไว้ได้เลยครับ สุดท้ายนี้ ปปป

from:https://notebookspec.com/web/683632-reset-pc-windows-11-2023

Microsoft จะสิ้นสุดการอัปเดต extended security ของ Windows 7 ในวันอังคาร ที่ 10 ม.ค. นี้

ตั้งแต่วันอังคาร ที่ 10 มกราคม 2023 นี้ Microsoft จะหยุดการอัปเดตความปลอดภัยสำหรับ Windows 7 รุ่น Professional และ Enterprise

Image credit : deviantart.com
Microsoft ได้เปิดตัว Windows 7 ในเดือนตุลาคม 2009 ซึ่งต่อมาได้สิ้นสุดการสนับสนุนและขยายวันสิ้นสุดการสนับสนุนในเดือนมกราคม 2015 และมกราคม 2022 ตามลำดับ ซึ่งทำให้ผู้ใช้ Windows 7 สามารถกลับมาใช้โปรแกรม Extended Security Update (ESU) ของ Microsoft สำหรับการอัปเดตความปลอดภัยได้อีกครั้ง สุดท้ายการอัปเดตกำลังจะสิ้นสุดลงในวันอังคารที่ 10 มกราคม 2023
 
ด้วยเหตุนี้ บริษัทซอฟต์แวร์จึงแนะนำให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบอัปเกรดระบบหรืออุปกรณ์ของตน หน้าสนับสนุนของ Microsoft ระบุว่าเจ้าของอุปกรณ์ Windows 7 ปัจจุบันสามารถอัปเกรดเป็น Windows 10 ได้โดยการซื้อและติดตั้งเวอร์ชันเต็ม นอกจากนี้ยังเน้นว่าแม้ว่า Windows 10 จะเป็นโซลูชันที่รวดเร็ว แต่ Windows 11 ก็เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกว่า เนื่องจาก Windows 10 เหลือเวลาอีกเพียง 3 ปีเท่านั้นก่อนจะถึงวันที่สิ้นสุดการสนับสนุน
 
“Windows 10 จะสิ้นสุดการสนับสนุนในวันที่ 14 ตุลาคม 2025”
 
การอัปเกรดเป็น Windows 11 นั่นหมายถึงการซื้อฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ เนื่องจากเป็นเวอร์ชันที่ต่างยุตต่างสมัยที่มีการเปลี่ยนแปลงฮาร์ดแวร์ค่อนข้างเยอะ ด้วยเหตุนี้เอง Microsoft จึงอธิบายให้ผู้ใช้เครื่อง Windows 7 ทราบถึงประโยชน์ของการมีอุปกรณ์ที่ทันสมัยกว่าพร้อมส่วนประกอบฮาร์ดแวร์ขั้นสูงเมื่ออัปเกรดขึ้นมาใช้ Windows 11 ทดแทน
 
การประกาศยุติการอัปเดต Windows 7 ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นการยกระดับส่วนแบ่งตลาด Windows Desktop ของระบบปฏิบัติการรุ่นล่าสุด ปัจจุบัน Windows 10 คิดเป็น 68.01% ของส่วนแบ่งตลาด Windows desktop ทั้งหมด ในขณะที่ Windows 11 มีส่วนแบ่งทั้งหมดเพียง 16.93% เท่านั้น
 

from:https://www.techtalkthai.com/microsoft-will-end-windows-7-extended-security-updates-on-tuesday-jan-10/

วิธีแก้ Xbox App ไม่ทำงานบน Windows 10 และ Windows 11

Xbox App เปิดให้ใช้งานในประเทศไทยมาได้สักพักแล้วทั้งบน Windows 10 และ Windows 11 แต่ถ้าคุณเจอปัญหา Xbox App ใช้งานไม่ได้ล่ะก็ บทความนี้จะช่วยให้คุณลองแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วยตัวคุณเอง มาลองทำตามดู

Xbox App
Xbox App

Xbox App นั้นถือได้ว่าเป็นแอปพลิเคชันคุมทรัพย์ในการเข้าถึงเกมที่อยู่บน Windows 10 มาอย่างช้านานๆ ทว่ากว่าที่คนไทยอย่างเราๆ ท่านๆ จะสามารถใช้งานกันได้เต็มที่นั้นก็พึ่งจะไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เท่านั้น(สมัยก่อนที่จะเปิดตัวในไทยอย่างเป็นทางการนั้นก็สามารถใช้งานได้แต่ต้องมีการมุด VPN เพื่อไปอยู่ต่างประเทศกันเล็กน้อย) 

ด้วยราคาการสมัครสมาชิปเพียงเดือนละ 99 บาทแต่สามารถเล่นเกมใหม่ๆ ได้ในทุกๆ เดือนนั้นทำให้ Xbox App ได้รับความนิยมในเมืองไทยกันมากขึ้น ทว่าถึงแม้ Xbox App เองนั้นจะเป็นแอปพลิเคชันโดยตรงของทาง Microsoft ที่มีอยู่ทั้งบน Windows 10 และ Windows 11 ทว่าในบางครั้งผู้ใช้งาน Xbox App ก็ไม่สามารถที่จะใช้งานตัวแอปพลิเคชันเพื่อทำการเล่นเกมได้เป็นบางครั้ง 

Advertisementavw

แน่นอนว่าปัญหาดังกล่าวอาจทำให้เกมเมอร์บางคนถึงขึ้นเซ็งกันขึ้นมาได้เพราะไม่สามารถที่จะเล่นเกมที่ตัวเองเล่นค้างอยู่ได้อย่างต่อเนื่อง งานนี้เรามาดูวิธีแก้ไขให้ Xbox App สามารถใช้งานได้ในเบื้องต้นกันดีกว่าว่าจะมีวิธีไหนบ้างที่ช่วยให้คุณสามารถเล่นเกมของคุณได้อย่างต่อเนื่อง ว่าแล้วก็ไปติดตามกันเลย



เช็คการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต

sfsdfsdvschdfhshfgdhysyt

การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบไม่สมบูรณ์ อาจทำให้คุณไม่สามารถดาวน์โหลดหรือเปิดเกมจาก Xbox App ได้ ดังนั้นก่อนที่จะใช้เวลากับวิธีการแก้ไชขั้นสูงใดๆ ให้เรียกใช้การทดสอบความเร็วอินเทอร์เน็ตอย่างบนคอมพิวเตอร์ของคุณเพื่อตรวจสอบการเชื่อมต่อของคุณดูก่อนว่าการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตของคุณเองมีปัญหาหรือไม่ 

ในบางครั้งถึงแม้ว่าสัญญาณการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตบนเราเตอร์ของคุณจะยังคงแสดงอยู่ ทว่าผู้ให้บริการโอเปอเรเตอร์ของคุณอาจจะมีความพร้อมในการเชื่อมต่อเครือข่ายอินเทอร์เน็ตไปยังนอกประเทศ(ซึ่ง Server ของตัวเกมบน Xbox App ที่ไทยใช้ในปัจจุบันนั้นจะตั้งอยู่ที่สิงคโปร์) ดังนั้นแล้วให้คุณลองเชื่อมต่อเข้าเว็บไซต์ของสิงคโปร์โดยตรงอย่างเว็บไซต์ที่เป็น .sg ดูว่าสามารถเชื่อมต่อได้หรือไม่ หากสามารถที่จะเชื่อมต่อไปปกติแสดงว่า ณ เวลานั้นอินเทอร์เน็ตของคุณไม่ได้มีปัญหาแต่อย่างใด


ตั้งค่า Date and Time บนคอมพิวเตอร์ของคุณให้ถูกต้อง

Set Date and Time Automatically on Windows 11

ปัญหาใหญ่ที่พบต่อมาอีกปัญหาหนึ่งก็คือในบางครั้งคุณอาจจะไปเผลอตั้งค่า Date and Time บนเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณให้เป็นโซนอื่นที่ไม่ใช่ UTC +07.00 ซึ่งเป็นเวลาของประเทศไทย(เจอได้บ่อยมากเลยสำหรับผู้ที่ต้องการเปลี่ยนโซนเวลาบ่อยๆ เพื่อรับการเข้าถึงแอปพลิเคชันรวมไปถึงเกมบางเกมที่มีโปรออกมาใหม่ก่อนใคร) ดังนั้นแล้วทุกครั้งก่อนที่จะเข้า Xbox App นั้นคุณต้องตั้งค่าคืนให้กลับมาถูกต้องก่อน โดยวิธีการตั้งค่าคืนนั้นสามารถที่จะทำได้ดังต่อไปนี้่

  1. กด Win + I เพื่อเปิด Settings
  2. เลือกเวลาและภาษา(Time & language) จากบานหน้าต่างทางด้านซ้ายซ้าย
  3. คลิกที่วันที่และเวลา(Date and time)
  4. เปิดใช้งานการตั้งเวลาอัตโนมัติ(Set time automatically)
  5. รีสตาร์ทคอมพิวเตอร์

หลังจากรีสตาร์ทเครื่องเรียบร้อยแล้วให้ลองใช้งาน Xbox App อีกครั้ง


Sign Out แล้วลองทำการเข้า Xbox App อีกครั้ง

Sign Out of Xbox App

ในบางครั้งปัญหาการรับรองความถูกต้องกับบัญชีของคุณ(Authentication) อาจทำให้ Xbox App หยุดทำงาน วิธีหนึ่งในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวคือการลงชื่อออกจากแอป Xbox แล้วลงชื่อเข้าใช้ใหม่ โดยบน Xbox App ให้คลิกชื่อผู้ใช้ของคุณที่มุมบนซ้ายแล้วเลือกลงชื่อออก(Sign Out) จากนั้นคลิกตัวเลือกลงชื่อเข้าใช้และป้อนรายละเอียดบัญชีของคุณ จากนั้นลองใช้ Xbox App อีกครั้ง


ติดตั้ง Gaming Services App อีกครั้ง

Reinstall Gaming Services App

Gaming Services App บน Windows ช่วยอำนวยความสะดวกในการติดตั้งเกมผ่าน Windows Store หากแอป Gaming Services App มีปัญหา Xbox App  อาจเปลี่ยนเส้นทางคุณไปยัง Microsoft Store เมื่อคุณพยายามเปิดเกมหรือแสดงรหัสข้อผิดพลาด 0x00000001 เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวนี้คุณสามารถลองติดตั้ง Gaming Services App ใหม่บน Windows เพื่อดูว่าสามารถแก้ไขปัญหาได้หรือไม่ ซึ่งวิธีการติดตั้ง Gaming Services App นั้นสามารถทำได้ตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

  1. กด Win + S เพื่อเปิดเมนูค้นหา
  2. พิมพ์ Windows PowerShell ในกล่องแล้วเลือก Run as administrator
  3. เลือก ใช่ เมื่อพรอมต์การควบคุมบัญชีผู้ใช้ (UAC) ปรากฏขึ้น
  4. ในคอนโซล ให้วางคำสั่งต่อไปนี้แล้วกด Enter เพื่อถอนการติดตั้ง Gaming Services App 

    get-appxpackage Microsoft.GamingServices | remove-AppxPackage -allusers

  5. เรียกใช้คำสั่งต่อไปนี้เพื่อเปิดหน้า Gaming Services App ใน Microsoft Store 

    start ms-windows-store://pdp/?productid=9MWPM2CQNLHN

  6. คลิกปุ่มติดตั้ง(Install) เพื่อดาวน์โหลดแอป 
  7. ทำการรีสตาร์ทเครื่อง

เมื่อรีสตาร์ทเครื่องเสร็จแล้วให้ทำการลองเข้า Xbox App ดูอีกครั้งว่าสามารถใช้งานได้ตามปกติแล้วหรือยัง


เรียกใช้ Windows Store Apps Troubleshooter

Run the Windows Store Apps Troubleshooter 1

Windows Store Apps troubleshooter เป็นเครื่องมือที่ติดมากับ Xbox App ซึ่งสามารถสแกนแอปพลิเคชันของคุณเพื่อหาปัญหาทั่วไปและแนะนำการแก้ไขเบื้องต้นนั้นให้กับคุณได้(ในบางครั้งตัว Windows Store Apps troubleshooter ก็สามารถแก้ไขปัญหาบางอย่างให้คุณได้ด้วยตัวของมันเอง) คุณสามารถใช้เครื่องมือนี้หาก Xbox App ไม่สามารถเปิดหรือทำงานบนคอมพิวเตอร์ของคุณโดยทำตามขึ้นตอนดังต่อไปนี้

  1. เปิด Start menu แล้วคลิกไอคอนรูปเฟือง(gear) เพื่อเปิดแอปการตั้งค่า
  2. ในแท็บ ระบบ(System) คลิกที่ แก้ไขปัญหา(Troubleshoot)
  3. เลือกตัวแก้ไขปัญหาอื่นๆ (Other troubleshooters)
  4. คลิกปุ่ม Run ถัดจาก Windows Store Apps และปฏิบัติตามคำแนะนำบนหน้าจอเพื่อเรียกใช้ตัวแก้ไขปัญหา

Repair หรือ Reset Xbox App

Repair or Reset Xbox App on Windows

หากตัวแก้ไขปัญหา Windows Store App ไม่พบปัญหาใด ๆ คุณสามารถลอง Repair หรือ Reset Xbox App ด้วยตนเองผ่านแอพการตั้งค่า อย่างไรก็ตามขั้นตอนนี้จะลบข้อมูลบน Xbox App ทั้งหมด สำหรับวิธีการ Repair หรือ Reset Xbox App สามารถที่จะทำได้ดั้งนี้

  1. คลิกขวาที่ไอคอน Start หรือกด Win + X เพื่อเปิดเมนู Power User
  2. เลือกแอปที่ติดตั้งจากรายการ(หรือเมนู Apps and Features
  3. เลื่อนลงเพื่อค้นหา Xbox App ในรายการ
  4. คลิกไอคอนเมนูสามจุดที่อยู่ติดกัน แล้วเลือกตัวเลือกขั้นสูง(Advanced options)
  5. เลื่อนลงไปที่ส่วนรีเซ็ต(Reset)และคลิกที่ซ่อมแซม(Repair)
  6. หากเลือกซ่อมแซมแล้วยังไม่สามารถใช้งานตามปกติได้ให้ทำตามขั้นตอนที่ 1 – 5 อีกครั้งโดยในขั้นตอนที่ 5 ให้เลือกเป็นรีเซ็ต(Reset) แทน

Windows จะพยายามซ่อมแซมแอป คุณควรเห็นเครื่องหมายถูกข้างปุ่มซ่อมแซมเมื่อกระบวนการเสร็จสิ้น หากปัญหายังคงอยู่ คุณสามารถลองรีเซ็ตแอปจากเมนูเดิม

หมายเหตุ – หากแอปพลเคชันบน Windows เริ่มทำงานผิดปกติในอนาคต คุณสามารถใช้วิธีเดียวกันนี้กับแอปพลิเคชันที่มีปัญหาได้ ทั้งนี้แอปพลิเคชันที่จะสามารถใช้งานวิธีการดังกล่าวนี้ได้นั้นจะต้องเป็นแอปพลิเคชันที่ติดตั้งมาพร้อมกับ Windows หรือติดตั้งจาก Windows Store เท่านั้น


Update Xbox App

Check for Updates Windows

หากคุณไม่ได้อัปเดตแอป Xbox สักระยะหนึ่ง คุณอาจพบปัญหาขณะใช้งาน นอกจากนี้การใช้แอป Xbox เวอร์ชันที่ล้าสมัยยังทำให้คุณพลาดคุณสมบัติล่าสุดอีกด้วย ดังนั้นจึงเป็นความคิดที่ดีกว่าเสมอที่จะเปิดใช้งานการอัปเดตแอปอัตโนมัติบน Windows หรือเรียนรู้วิธีอัปเดตแอป Windows ด้วยตนเอง หรือคุณสามารถอัปเดตแอป Xbox ด้วยตนเองจาก Microsoft Store โดยทำการเปิดใช้ Microsoft Store และใช้แถบค้นหาเพื่อค้นหาแอป Xbox คลิกปุ่มอัปเดตเพื่อติดตั้งการอัปเดตที่รอดำเนินการสำหรับแอป Xbox แล้วลองใช้งานอีกครั้ง

ในขณะที่คุณดำเนินการ เราขอแนะนำให้คุณติดตั้งการอัปเดต Windows ที่รอดำเนินการ โดยเปิดแอปการตั้งค่า(Settings) และตรงไปที่ส่วน Windows Update คลิกปุ่ม ตรวจหาการอัปเดตและติดตั้งการอัปเดตระบบที่ค้างอยู่ในคอมพิวเตอร์ของคุณ ต่อไปนี้ แอป Xbox ควรทำงานได้ดี


ออกจาก Xbox Insider Program

Leave Xbox Insider Program

หากคุณลงชื่อสมัครใช้ Xbox Insider Program เพื่อเข้าถึงฟีเจอร์และเกมใหม่ๆ ก่อนใคร บางครั้งมันก็อาจจะอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพของแอป Xbox คุณสามารถยกเลิกการเข้าร่วม Xbox Insider Program เพื่อดูว่ามีความแตกต่างหรือไม่โดยทำตามขั้นตอนต่อไปนี้

  1. ในแอป Xbox ให้คลิกชื่อผู้ใช้ของคุณที่ด้านบนซ้ายแล้วเลือก Xbox Insider Program
  2. สลับไปที่แท็บ Previews
  3. ใต้ Joined ให้เลือก Windows Gaming
  4. คลิก Manage
  5. คลิกปุ่ม Leave preview
  6. เลือกดำเนินการต่อ(Continue) เมื่อได้รับแจ้ง

จากนั้นให้ลองรีสตาร์ทแอป Xbox หลังจากนี้แล้วลองใช้งานอีกครั้ง


การแก้ไขปัญหา Xbox App บน Windowsไม่ยากอย่างที่คิด

หวังว่าวิธีใดวิธีหนึ่งที่กล่าวถึงข้างต้นได้แก้ไข Xbox App แล้วและตอนนี้คุณสามารถเข้าถึงเกมโปรดของคุณได้อีกครั้ง แต่ถ้าหากวิธีแก้ไขปัญหาข้างต้นทั้งหมดไม่ได้ผล คุณสามารถติดตั้ง Xbox App ใหม่เป็นทางเลือกสุดท้ายเพื่อทดสอบดูอีกครั้ง

หมายเหตุ – ให้ลองสังเกตดูว่า Xbox App มีการแจ้งเตือนตามปกติบน Windows ของคุณหรือไม่ หากว่าไม่มีการแจ้งเตือนใดๆ เลยเป็นระยะเวลานาน นั่นอาจจะเป็นการแจ้งเตือนให้คุณรู้ว่าระบบปฎิบัติการ Windows ของคุณกำลังมีปัญหาซึ่งเราจะมาแนะนำวิธีแก้ปัญหาระบบปฎิบัติการ Windows ในครั้งต่อไป

ที่มา : makeuseof

from:https://notebookspec.com/web/680516-is-the-xbox-app-not-working-on-windows-try-these-fixes

Tips | วิธีปิดโปรแกรมเด้งกวนตอนเปิดเครื่อง Windows 10 / 11 หรืออยากตั้งให้โปรแกรมไหนเปิดเองประจำก็ทำได้ (ทุกโปรแกรม)

ใครเป็นมือใหม่หัดใช้คอมน่าจะแอบหงุดหงิดกันอยู่ว่าทำไมหลาย ๆ โปรแกรมที่เราลงไว้ชอบเปิดเองทุกครั้งหลังเปิดเครื่องใหม่ หรือหลังรีตาร์ทกลับมา นอกจากจะทำให้ต้องมาคอยกาทิ้งออกทีละอันแล้ว ยังแอบทำให้คอมอืดช้าช่วงแรก ๆ อีก กว่าจะพร้อมให้ทำงานได้ลื่นก็เล่นเอาผ่านไปหลายนาทีแล้ว

ปัญหานี้ดูเป็นปัญหาระดับชาติเลยทีเดียวสำหรับผู้ใช้ Windows หลายคน แต่วิธีแก้จริง ๆ นั้นง่ายมาก ซึ่งหลายคนอาจจะยังไม่รู้ เดี๋ยวจะมาแนะนำให้ดูกันว่าปิดยังไง

วิธีตั้งค่าปิดโปรแกรมตอนเปิดเครื่อง Windows 10 / 11

วิธีแรก

  1. เปิด Task Manager ขึ้นมา โดยพิมพ์ที่ช่องค้นหา เลือก Task Manager (หรือชื่อภาษาไทยคือ ตัวจัดการงาน)

  2. ที่หน้า Task Manager คลิกที่แท็บเมนู Startup โดยของ Windows 11 จะอยู่ตรงแถบฝั่งซ้ายเป็นไอคอนรูปเข็มนาฬิกา มีชื่อเต็มว่า Startup apps ส่วนของ Windows 10 (และ 11 เวอร์ชันเก่า) จะเป็นแถบด้านบนเขียนว่า Startup เลย


  3. โปรแกรมไหนที่ชอบโผล่มาตอนเปิดเครื่อง ที่หัวข้อ Status ของมันจะมีสถานะเป็น Enabled หรือโดนเปิดใช้งานอยู่ วิธีปิดก็คือต้องไปเปลี่ยนสถานะมันให้กลายเป็น Disabled โดยของ Windows 11 ให้คลิกเลือกชื่อโปรแกรมที่ต้องการ จากนั้นกดที่ปุ่ม Disable ด้านบนขวา ส่วนของ Windows 10 ก็เลือกเหมือนกันแล้วกดปุ่ม Disable ด้านล่างขวาสุด (หรือทั้งคู่ใช้วิธีคลิกขวาที่ชื่อโปรแกรมแล้วเลือก Disable เลยก็ได้)


  4. เท่านี้ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อยครับ รับรองว่าเปิดคอมใหม่ครั้งหน้าไม่โดนขึ้นมากวนใจแล้วแน่นอน หรือถ้าอยากให้โปรแกรมไหนกลับมาเปิดอัตโนมัติแบบนี้อีกรอบ ก็ให้มาตั้งค่าสถานะเป็น Enabled ตามเดิมครับ

วิธีที่สอง

จริง ๆ แล้วมีอีกวิธีที่สามารถทำได้ง่ายกว่าด้านบน คือทำให้หน้า Settings ของ Windows เลย ให้เข้าไปที่หน้า Settings > Apps > Startup จะมีชื่อของโปรแกรมแบบเดียวกับหน้า Task Manager ด้านบนเรียงอยู่ในนี้ทั้งหมด และจะมีปุ่มเปิด-ปิดแบบเลื่อนอยู่ด้านท้าย โปรแกรมไหนที่ไม่อยากให้ขึ้นตอนเปิดคอมก็ให้เลื่อนสถานะเป็น Off เพื่อปิดได้เลย

 

วิธีตั้งค่าให้โปรแกรมเปิดเองอัตโนมัติหลังเปิดเครื่อง (ทำได้ทุกโปรแกรม)

ถัดไปมาดูวิธีตรงข้ามกันบ้าง นั่นคือการตั้งค่าให้โปรแกรมเปิดขึ้นมาให้อัตโนมัติทุกครั้งหลังเปิดเครื่อง ทำได้กับทุกแอปหรือโปรแกรม จำนวนกี่ตัวก็ได้ เหมาะสำหรับคนทำงานที่ชอบเปิดโปรแกรมเหล่านี้ใช้ประจำอยู่แล้ว

ตัวอย่างเช่น ทีมงานผู้เขียนชอบใช้ Photoshop, Gmail และ Play Store หลังเปิดเครื่องทันทีตลอดอยู่แล้ว เลยอยากให้มันเปิดให้หมดเลย ไม่ต้องเสียเวลาไล่คลิกเองทีละอัน แต่แอบมีความยากนิดนึงตรงที่ทุกอันที่ว่ามาไม่ได้โดนบรรจุไว้ในหน้า startup บน Task Manager ให้ตั้งแต่แรก เลยไปเลือก Enable ใช้ทันทีไม่ได้ จึงต้องหาวิธีเพิ่มเข้ามาก่อน เดี๋ยวจะมาแนะนำให้ดูกันว่าทำยังไง

  1. เปิด Run ขึ้นมา โดยพิมพ์ที่ช่องค้นหา จากนั้นในช่อง Open: ของ Run ให้พิมพ์คำสั่ง shell:common startup และกด Enter

  2. จากนั้นจะมี directory ของโฟลเดอร์
    C:\ProgramData\Microsoft\Windows\Start Menu\Programs\Startup
    โผล่ขึ้นมา วิธีจะทำให้โปรแกรมไหนเปิดอัตโนมัติ คือให้นำ shortcut หรือ exe ของโปรแกรมนั้นมาวางไว้ในนี้เลย


    ปกติโปรแกรมส่วนใหญ่ที่เราใช้ก็มักจะอยู่ในหน้าเดสก์ท็อปอยู่แล้ว สามารถก๊อปปี้ shortcut (ไอคอนทางลัดเปิดโปรแกรม) ไปวางในโฟลเดอร์ Startup ด้านบนได้เลย แต่สำหรับโปรแกรมที่ไม่มี หากใครไม่ทราบวิธีหา ให้พิมพ์ค้นชื่อโปรแกรมนั้นจากช่องค้นหา จากนั้นคลิกขวาที่โปรแกรมนั้น เลือก Open file location จะพาไปยังหน้าที่ shortcut ของโปรแกรมนั้นอยู่ ก็สามารถก๊อปปี้แล้วเอาไปวางได้เลย

  3. หลังวางเสร็จ พอไปเปิดดูในหน้า Startup ของ Task Manager หรือหน้า Settings > Apps > Startup ก็จะพบว่ามีชื่อของโปรแกรมที่เราเพิ่งวางไปโผล่มาแล้ว ในตัวอย่างก็คือ Photoshop.exe, chrome_proxy.exe (ของ Gmail) และ WsaClient.exe (ของ Play Store) โดยมีสถานะเป็น Enabled คือเปิดให้ใช้งานเรียบร้อย (หากยังไม่เป็นก็ตั้งให้เป็น Enabled เองเลย)


    **สาเหตุที่ Gmail และ Play Store ในตัวอย่างไม่เป็นชื่อของมันเองตรง ๆ เหมือน Photoshop เนื่องจากมันเป็นแอปย่อยที่รันอยู่ในแอปใหญ่อีกที อย่าง Play Store ก็เป็นของ Windows Subsystem for Android (WSA) ส่วน Gmail ก็เป็นเว็บแอปที่ทำขึ้นมาจาก Google Chrome อีกที เลยถูกแสดงเป็นชื่อแอปหลักแทน (ทั้งเบราว์เซอร์ Edge และ Chrome มีฟีเจอร์ที่สามารถตั้งหน้าเว็บเอามาทำเสมือนเป็นแอปได้ ใครสนใจลองดูได้จากบทความนี้ในข้อที่ 3 ครับ)

  4. หลังจากนี้พอคอมเปิดใหม่ทุกครั้งโปรแกรม 3 ตัวนี้ก็จะถูกเปิดให้อัตโนมัติทันที ทำให้เราสามารถกดเปิดให้เครื่องบูตรอไว้ก่อน แล้วมีเวลาเดินไปชงกาแฟแป๊บนึง เดินกลับมาอีกทีเครื่องก็พร้อมให้เราเข้าเช็คอีเมลทันที หรือทำรูปด่วน ๆ แล้ว ไม่ต้องเสียเวลาไล่คลิกเพิ่ม 2-3 ต่อ และรอโปรแกรมโหลดนานอีกต่อไปครับ


    อย่างไรก็ตาม หากลองแล้วรู้สึกไม่เวิร์ค อยากปิดไว้ให้เดสก์ท็อปโล่ง ๆ แบบเดิมมากกว่า วิธีปิดก็แค่ไปตั้งค่า Disable เหมือนวิธีแรกด้านบน หรือเอาออกถาวรด้วยการลบ shortcut ที่เคยวางไว้ทิ้งเลย ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อยแล้วครับ

 

from:https://droidsans.com/how-to-disable-or-enable-startup-programs-in-windows-10-11/

วิธีพับจอโน้ตบุ๊คแล้วเครื่องไม่ดับ แต่ให้ Lock เครื่องทันทีหลังพับ และยังฟังเพลงจาก YouTube ต่อได้ (Windows 10 / 11)

เชื่อว่าหลายคนน่าจะทราบวิธีพับจอโน้ตบุ๊คให้เครื่องไม่ดับกันอยู่แล้ว เนื่องจากมันไม่ใช่วิธีใหม่ มีให้ใช้มานานตั้งแต่ยุค Windows 7 ทำได้โดยการเข้าไปตั้งค่า Power Options ใน Control Panel เลือก When close the lid ให้เป็น Do nothing เท่านี้เวลาพับจอโน้ตบุ๊คทุกครั้งจอก็จะดับ แต่ไม่เข้าโหมด Sleep ไม่ว่าจะโหลดไฟล์ค้างไว้หรือฟังเพลงก็จะยังคงทำงานต่อได้ แถมเหมาะกับใช้งานแบบต่อกับจอแยกและคีย์บอร์ดด้วย เพราะมันใช้พับโน้ตบุ๊คให้กลายเป็นตู้เคสอย่างเดียวได้ (ทางทีมงาน Droidsans เคยเขียนบทความนี้แนะนำเอาไว้เมื่อนานมาแล้ว)

อย่างไรก็ตาม ปัญหาของวิธีด้านบนคือมันไม่ล็อกเครื่องให้ทันทีหลังพับ หากเราแค่อยากพับให้มันโหลดไฟล์ทิ้งไว้หรือพับเปิดเพลงฟังอย่างเดียวยาว ๆ (อารมณ์เดียวกับมือถือ/แท็บเล็ตที่ล็อกไปด้วยเล่นเพลงไปด้วยได้) วิธีนี้อาจจะยังไม่เหมาะ เพราะคนอื่นยังแอบมาเปิดเครื่องดูได้อยู่เวลาเราไม่อยู่ใกล้ (ต่อให้ตั้ง Sign-in Option ให้ require เป็น Every Time แล้วก็ตาม) แถม Windows ไม่มีตัวเลือกอื่นให้มันได้ล็อกทันทีหลังพับแล้ว นอกจากตั้งให้เป็น Sleep หรือ Hibernate เหมือนเดิม

วิธีแก้ในเบื้องต้นก็คือตั้งให้เป็น Do nothing เหมือนเดิม แต่ให้กดปุ่ม Windows + L เพื่อให้เครื่องเข้าสู่โหมด Lock ก่อน เสร็จแล้วค่อยพับจอ ซึ่งมันก็จะเป็นในแบบที่เราต้องการทันที แต่ถ้าใครมองว่าการทำ 2 ขั้นตอนแบบนั้นมันยังดูยุ่งยากไป อยากพับแล้วล็อกให้ทันทีเลยได้มั้ย วันนี้เรามีเคล็ดลับมานำเสนอครับ

 

วิธีพับจอโน้ตบุ๊คแล้วเครื่องไม่ดับ แต่ให้ Lock เครื่องหลังพับ โดยใช้ LapLock

  1. ก่อนอื่นต้องไปตั้ง Power Options ให้เครื่องไม่ Sleep หลังพับตามวิธีเดิมก่อน (ถ้าใครทราบวิธีอยู่แล้วข้ามไปข้อที่ 5 ได้เลย) โดยเปิด Control Panel ขึ้นมาผ่านการพิมพ์ค้นหาที่ช่อง Search
  2. เลือกหัวข้อ Hardware and Sound > Power Options|

  3. ที่แถบเมนูซ้าย เลือก Choose what closing the lid does

  4. ที่หัวข้อ When close the lid เลือกทั้ง 2 อย่างเป็น Do nothing และกด Save changes (แต่ถ้าอยากให้ใช้เฉพาะกับตอนเสียบปลั๊ก (Plugged in) หรือตอนใช้แบตโน้ตบุ๊ค (On battery) เท่านั้น ก็เลือกแค่อย่างใดอย่างหนึ่งได้)

  5. ดาวน์โหลดเครื่องมือชื่อว่า LapLock มาจาก GitHub (กดที่ laplock.exe)

  6. หากดับเบิ้ลคลิกเปิดโปรแกรม laplock.exe นี้ขึ้นมา เครื่องก็จะโดนสั่ง lock ให้ทันทีทุกครั้งที่พับฝาลง และทำงานคู่กับ Power Options ที่ตั้งไว้ก็คือไม่ Sleep แล้ว แต่เวลา Restart เครื่องใหม่ทุกครั้งมันก็จะโดนปิดการทำงานลงเหมือนโปรแกรมอื่น ๆ ซึ่งถ้าใครอยากใช้มันแค่ชั่วคราวแบบนี้ก็ไม่ต้องทำอะไร เก็บตัว exe นี้ไว้เป็นทางลัดเปิดใช้ตรงไหนก็ได้เลย แต่ถ้าใครอยากให้มันรันทุกครั้งที่เปิด-ปิดคอมใหม่ ต้องไปตั้งให้มันกลายเป็น startup ก่อน
  7. เปิด Run ขึ้นมา (ค้นหาที่ช่อง Search) พิมพ์คำสั่ง shell:common startup และกด Enter

  8. โฟลเดอร์ใน C:\ProgramData\Microsoft\Windows\Start Menu\Programs\Startup จะโผล่ขึ้นมา ให้เอาไฟล์ laplock.exe ที่โหลดมาวางไว้ในนี้

  9. จากนี้เวลา Restart หรือ Shut Down เปิดใหม่ทุกครั้ง โปรแกรม laplock.exe นี้ก็จะเปิดให้เองอัตโนมัติ (ไปเช็คดูจากหน้า startup ใน Task Manager ก็จะพบว่ามีชื่อโผล่มาแล้ว) ซึ่งก็จะทำให้การพับแล้วจอแล้ว lock ทำได้แบบอัตโนมัติไปตลอดนั่นเอง


ส่วนถ้าใครลองแล้วไม่ชอบ วิธีเอาออกก็แค่กลับไปลบไฟล์ที่วางไว้ในโฟลเดอร์ startup ตามที่กล่าวมาเลย หรือถ้าแค่อยากปิดไม่ให้มันสั่งล็อกชั่วคราว ให้เข้ามาที่หน้า Task Mananer > Startup apps ตามรูปด้านบน คลิกขวาที่ laplock.exe แล้วเลือก Disabled ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อยครับ ลองทำดูกันได้

from:https://droidsans.com/windows-11-how-to-lock-not-sleep-laptop-on-lid-close/

วินโดวส์เปิดตัว WSL ใหม่ ให้ใช้อย่างเป็นทางการบนวินโดวส์ 10 ด้วยแล้ว

ล่าสุดไมโครซอฟท์ประกาศเปิดตัว General Availability (GA) แบบที่สามารถให้เข้าใช้ได้ทุกคนแล้วสำหรับตัว Windows Subsystem for Linux หรือ WSL ที่นำความสามารถในการรันโอเอสลีนุกซ์สารพัดดิสโทร หรือแม้แต่แอพลีนุกซ์ต่างๆ บนวินโดวส์ได้แบบเนทีฟ

หรือพูดง่ายๆ ก็คือว่า “ไม่ต้องทำระบบเวอร์ช่วลต่างหากเพื่อรันลีนุกซ์พวกนี้เลย” ที่สำคัญครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เอา WSL มาลงใน Microsoft Store ของวินโดวส์ 10 เป็นทางการให้กดลงง่ายๆ โดยไม่ต้องไปกด add/remove feature ให้ยุ่งยากแบบแต่ก่อนด้วย

เมื่อก่อนจะมีปล่อยให้กดผ่านสโตร์แค่บนวินโดวส์ 11 เท่านั้น ต่อไปนี้ผู้ที่ใช้วินโดวส์ 10 เวอร์ชั่น 2004 หรือใหม่กว่าก็จะสามารถใช้ WSL รันลีนุกซ์ได้แบบไม่ต้องพึ่งซอฟต์แวร์ทำวีเอ็มอื่นแยกต่างหาก แถมการปล่อยโหลดผ่านสโตร์ทำให้ได้อัพเดทเร็วกว่ารออัพเดทพร้อมวินโดวส์ใหญ่ตามรอบด้วย

ที่สำคัญ วินโดวส์ 10 จะสามารถกดโหลดแอพลีนุกซ์แบบกราฟิก GUI ผ่านสโตร์ได้ด้วยเป็นครั้งแรก รองรับ Systemd ด้วย ทั้งนี้ WSL เริ่มเปิดรุ่นพรีวิวมาตั้งแต่ปี 2018 ในรูปเลเยอร์ที่ซ้อนขึ้นมาจากวินโดวส์ให้รันไบนารีลีนุกศ์ได้ทั้งบน cmd และ Powershell ก่อนอัพขึ้นมาเป็นแอพตัวเองลงสโตร์ในวินโดวส์ 11 เมื่อปีที่แล้ว

อ่านเพิ่มเติมที่นี่ – ITPro

from:https://www.enterpriseitpro.net/windows-users-now-able-to-run-linux-apps/

วิธีดูรหัสผ่าน WiFi ของคุณเองบน Windows 10 และ Windows 11

วิธีดูรหัสผ่าน WiFi ของคุณเองบน Windows 10 และ Windows 11
ดร.อเสข ขันธวิชัย

หลายต่อหลายครั้งที่เราลืมรหัสผ่าน password ของ WiFi ที่เราเชื่อมต่อบนคอมพิวเตอร์ Windows 10 หรือ Windows 11 บางคนก็ถึงขั้น ช่างมัน! แล้วใช้ต่อไปโดยไม่ log out ออก แต่ก็มีหลายเหตุผลที่เราจำเป็นต้องค้นหาให้ได้ว่ารหัสผ่านของเราคืออะไร? ถ้าจดเอาไว้ก็ดี แต่ถ้าไม่ ….? โชคดีที่มีหลาย วิธีดูรหัสผ่าน WiFi ของคุณเองบน Windows 10 และ Windows 11 เราจะนำเสนอหนึ่งในวิธีเหล่านั้น

 

วิธีดูรหัสผ่าน WiFi ของคุณเองบน Windows 10 และ Windows 11

เพื่อที่จะค้นหารหัสผ่าน WiFi บน Windows 10 และ Windows 11  ให้ไปที่ช่องค้นหาของระบบ ค้นด้วยคำว่า Control Panel แล้วไปที่ Network and Internet > Network and Sharing Center เลือกชื่อ WiFi ที่คุณเชื่อมต่ออยู่ > Wireless Properties > Security > Show characters

1. คลิกไปที่รูปแว่นขยายที่มุมล่างซ้ายของหน้าจอคอมพิวเตอร์ ถ้าคุณหาไม่เจอสามารถคลิกไปที่ปุ่มรูปโลโก้ของ Windows มุมล่างซ้ายของหน้าจอ หรือกดปุ่ม Windows บนคีย์บอร์ด แล้วทำเช่นเดียวกันทุกประการหลังจากนี้
2. ค้นด้วยคำว่า Control Panel แล้วเลือกกดปุ่ม Open ได้เลย หรือจะกดปุ่ม Enter บนคีย์บอร์ดก็ได้

วิธีดูรหัสผ่าน WiFi ของคุณเองบน Windows 10 และ Windows 11
3. เลือกเมนู Network and Internet แล้วตามด้วย Network and Sharing Center

วิธีหา Network and Internet Network and Sharing Center อยู่ไหน

วิธีหา Network and Internet Network and Sharing Center อยู่ไหน

4. มองหา WiFi ที่คอมพิวเตอร์ของคุณเชื่อมต่ออยู่ ที่คำว่า Connection จะมีปุ่มสีฟ้าอยู่ให้คลิกปุ่มนี้ได้เลย

how to find wifi password windows 10 11 4 | Windows 10 | วิธีดูรหัสผ่าน WiFi ของคุณเองบน Windows 10 และ Windows 11
5. หลังจากนั้นจะมีหน้าต่างย่อยป๊อปอัพขึ้นมา ให้คลิกที่ปุ่ม Wireless Properties ดังภาพ

Wireless Properties
6. การกระทำให้ข้อ 5 จะนำสู่การตั้งค่า Wireless Network Properties ให้สังเกตด้านบนจะมีแท็บ Connection และแท็บ Security ให้เลือก Security
7. บริเวณคำว่า Network security key จะมีรหัสผ่าน WiFi ของคุณอยู่ ให้กดเลือกคำว่า Show characters เท่านี้รหัสผ่านก็จะแสดงออกมาทั้งหมด

how to find wifi password windows 10 11 2 | Windows 10 | วิธีดูรหัสผ่าน WiFi ของคุณเองบน Windows 10 และ Windows 11
เมื่อเรามีวิธีในการค้นหารหัสผ่าน WiFi แบบนี้แล้ว แนะนำว่าควรเปลี่ยนรหัสผ่าน WiFi อยู่เสมอ เพื่อความปลอดภัยของระบบ ป้องกันการเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งปัจจุบันถือว่าเป็นสิ่งที่คนให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก

ข่าว: วิธีดูรหัสผ่าน WiFi ของคุณเองบน Windows 10 และ Windows 11 มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/how-to-find-wifi-password-windows-10-11/

สถิติเผย Windows 11 เปิดตัวมาเกิน 1 ปี ยังมีคนใช้แค่ 15% เทียบช่วงเท่ากัน Windows 10 ขึ้นไปแตะ 30% แล้ว

สำหรับคนชอบติดตามและลองของใหม่ตลอดเวลา Windows 11 นี่เป็นอะไรที่น่าไฮป์สุด ๆ และเชื่อว่าชาว Geek ในเว็บเราหลายคนอัปกันไปหมดแล้ว แต่นั่นไม่ใช่กับคนส่วนใหญ่ทั้งโลก เพราะ StatCounter ออกมารายงานตัวเลขล่าสุดรอบตุลาคม 2022 แล้วว่า ยังมีผู้ใช้ Windows 11 อยู่แค่ 15.45% เท่านั้น แม้จะเปิดตัวมาเกิน 1 ปีแล้วก็ตาม (เปิดให้อัปครั้งแรกตอน 5 ตุลาคม 2021)


ตัวเลขนี้เทียบกันเฉพาะในฝั่ง Windows สำหรับ user ทั่วไปเท่านั้น ไม่รวม Windows Server, macOS และอื่น ๆ จะพบว่ายอดผู้ใช้ Windows 11 เติบโตขึ้นมาจากเดือนกันยายนเพียง 2.61% ขณะที่ Windows 10 ปัจจุบันยังคงครองตำแหน่งยอดผู้ใช้สูงสุดเหมือนเดิม ด้วยสัดส่วนถึง 71.26% โดยลดลงมาจากเดือนก่อนเพียงเล็กน้อยไม่ถึง 1% เท่านั้น

หากลองเอาตัวเลขยอดผู้ใช้เก่าของ Windows 10 ตั้งแต่เปิดตัวจนครบปีมาเทียบดู (สิงหาคม 2015 – สิงหาคม 2016) จะพบว่าตอนนั้น Windows 10 มีผู้ใช้เพิ่มขึ้นได้ถึง 29.63% ภายในระยะเวลาแค่ปีเดียว เรียกว่าก้าวกระโดดกว่าตอน 11 นี้แบบเท่าตัวเลย และสูงกว่าตอนเปลี่ยนผ่าน XP และ Vista ไปเป็น 7 เสียอีก (ตัวเว็บ Statcounter มีให้เลือกกรองเวลาดูได้ทุกช่วง สามารถเข้าไปลองปรับค่าเปรียบเทียบตัวเลขกันได้ โดยกดที่ปุ่ม Edit Chart Data)

อย่างไรก็ตาม Windows 10 มีแต้มต่ออยู่ นั่นก็คือความล้มเหลวของ Windows 8 และ 8.1 ที่มียอดผู้ใช้ไม่ปัง ทำให้การเปลี่ยนผ่านส่วนมากเกิดขึ้นจากคนใช้ 7 ข้ามมาเป็น 10 ยอดก็เลยค่อนข้างโตเร็วอย่างที่เห็น ส่วน Windows 11 ก็มีข้อเสียเปรียบอยู่คือใช้กับฮาร์ดแวร์รุ่นเก่าไม่ได้ แถมยังทยอยปล่อยอัปช้าด้วยข้อจำกัดหลายอย่าง เลยไม่แปลกที่อัตราการเปลี่ยนผ่านจะห่างกันเยอะนั่นเองครับ

 

 

ที่มา : TechSpot, StatCounter

from:https://droidsans.com/windows-11-user-stats-after-1-year/