คลังเก็บป้ายกำกับ: WINDOWS_10

5 เคล็ดลับเลือกโน๊ตบุ๊ค 2022 ฉบับเข้าใจง่าย อ่านแล้วเลือกคอมได้ถูกใจ! พร้อม 6 รุ่นน่าใช้ อัพเดทปลายปี 2022

ฮาวทูเลือกโน๊ตบุ๊ค 2022 ให้ดีให้เวิร์คใน 5 ขั้นตอนง่ายๆ

Share image Edit Name 1laptop2022 1

หลายคนน่าจะค้นหาวิธีการบนเว็บไซต์หรืออ่านบทความกันเป็นประจำว่าถ้าจะซื้อโน๊ตบุ๊ค 2022 นี้จะต้องดูต้องคิดเรื่องอะไรบ้าง? นั่นเพราะปัจจุบันนี้แบรนด์ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์นั้นแข่งกันผลิตโน๊ตบุ๊ครุ่นใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง มีรุ่นย่อยร้อยแปดจนผู้ใช้หลายๆ คนเลือกกันไม่ถูกแล้วอาจจะซื้อรุ่นราคาไม่แพงแต่สเปคไม่ตอบโจทย์เลยทำงานได้ไม่เต็มที่อย่างที่คาดหวังไว้

Advertisementavw

อย่างไรก็ตาม วิธีการเลือกโน๊ตบุ๊ค 2022 นี้ไม่ยากอย่างนัก เพียงแค่เข้าใจว่าขอบเขตงานของเรามีอะไรบ้าง? จะซื้อไว้ทำงานเอกสารอย่างเดียวหรือมีงานกราฟิคอย่างตัดต่อคลิปหรือแต่งภาพด้วย หรือจะซื้อเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คเอาไว้เล่นเกมแบบเน้นๆ เลย? ซึ่งถ้าตอบคำถามของตัวเองได้ว่าจะซื้อโน๊ตบุ๊คแบบไหนมาใช้ก็ไม่ยากแล้ว

โน๊ตบุ๊ค 2022

5 เคล็ดลับเลือกโน๊ตบุ๊ค 2022 ให้ดีโดนใจ ฉบับรีบอ่านจะไปซื้อคอม!

joseph frank XGC 1eH ZGI unsplash

เชื่อว่าผู้อ่านส่วนใหญ่จะซื้อโน๊ตบุ๊คสักเครื่องมักเปิดบทความประเภท Buyer’s Guide แล้วดูว่าบทความนั้นโน๊ตบุ๊ครุ่นไหนที่ทางเว็บไซต์หรือผู้เขียนแนะนำบ้าง แต่จริงๆ แล้ว ถ้าเข้าใจหลักการเลือกโน๊ตบุ๊คง่ายๆ 5 ขั้นตอนนี้แล้ว ทุกอย่างก็จะง่ายขึ้นมาก โดยมีหลักการเลือกดังนี้

  1. เลือกระบบปฏิบัติการที่ตอบโจทย์เรา! – หลายคนอาจจะไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้นัก เพราะถ้าไม่ซื้อ MacBook มีแต่โน๊ตบุ๊ค Windows หรือบางเครื่องอาจเป็น Chrome OS มาบ้าง และหากใครจำได้จะเห็นว่าหลายปีก่อนหน้านี้ก็จะมีโน๊ตบุ๊คบางแบรนด์ติดตั้งระบบปฏิบัติการ Linux อย่าง Ubuntu แทรกอยู่ในท้องตลาดด้วย นั่นเพราะมันเป็นปัจจัยหลักซึ่งกำหนดประสบการณ์ใช้งานของเราว่าจะใช้งานได้ดีไหลลื่นหรืออึดอัดจนแทบอยากขายทิ้งเลย ซึ่งจากประสบการณ์ตรงของผู้เขียนซึ่งเคยใช้โน๊ตบุ๊คทั้ง 4 ระบบปฏิบัติการนี้มาแล้วจะเป็นดังนี้
    1. Windows – เป็นระบบปฏิบัติการแรกของผู้ใช้หลายคน ซึ่งหลายคนก็ยังใช้งานอยู่หรือข้ามไประบบปฏิบัติการอื่นแล้วก็ตาม ข้อดีคือใช้โปรแกรมได้หลากหลายแบบตั้งแต่ใช้งานเอกสารหรือเบราเซอร์, โปรแกรมกราฟิคชั้นนำของโลกหรือแม้แต่เกมก็รองรับระบบปฏิบัติการนี้ เปิดมาก็พร้อมใช้งานได้เลย ใช้งานได้ง่ายในระดับ End User แต่ถ้าอยากให้ใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพก็ต้องเรียนรู้เรื่องเคล็ดลับการใช้งานเพิ่มเติมอีก
    2. macOS – ใช้ง่าย หากผู้ใช้คนไหนมี iPhone, iPad จะยิ่งชอบระบบ Apple Ecosystem เพราะอุปกรณ์ต่างๆ ประสานงานกันได้ดีและต่อเนื่องและทางบริษัทก็ดีไซน์หน้า User Interface ให้ออกมาสวยงามใช้งานได้ง่ายเหมาะกับผู้ใช้ทั่วไป และแม้จะซื้อ MacBook รุ่นเก่าไป 2-3 ปี ก็ยังอัพเกรดเป็น macOS เวอร์ชั่นใหม่อยู่ อิงจากฐานข้อมูลว่า MacBook รุ่นไหนยังอัพเกรดเป็น macOS Monterey ได้ จะเห็นชื่อ MacBook Air ปี 2015 กับ MacBook Pro with Retina ปี 2015 ยังอัพเดทได้ แต่อย่างไรก็ตามถ้าใครใช้งาน Windows มานานแล้วย้ายมาใช้ macOS เป็นครั้งแรกก็ต้องปรับตัวเรื่องคีย์ลัดและฟังก์ชั่นต่างๆ สักระยะหนึ่ง และถ้าถนัดก็น่าจะถูกใจความเรียบง่ายของ OS นี้แน่นอน
    3. Chrome OS – เป็นระบบปฏิบัติการของ Google ซึ่งหน้าตาเหมือน Windows แล้วเอาประสบการณ์ใช้งานสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต Android มาประยุกต์ใช้ได้ทันที และแอพฯ ส่วนใหญ่จะเน้นพึ่งอินเตอร์เน็ตเป็นหลักแต่ก็สามารถเปิดใช้งานแบบ Offline ได้ มีฟังก์ชั่นประสานงานกับสมาร์ทโฟน Android เหมือน macOS กับ iPhone อีกด้วย โดยปัจจุบันนี้นอกจากโน๊ตบุ๊คที่ติดตั้งระบบปฏิบัติการ Chrome OS จากโรงงานโดยตรง ก็ยังโหลดระบบปฏิบัติการ Chrome OS Flex จาก Google มาติดตั้งในโน๊ตบุ๊คเครื่องเก่าให้รันระบบปฎิบัติการนี้ได้ด้วย
    4. Linux – เป็นระบบปฏิบัติการแบบ Open-source ซึ่งหากผู้ใช้มีความรู้ด้านโปรแกรมมิ่งก็สามารถโหลดไปใช้และพัฒนาต่อด้วยตัวเองก็ได้ โดยปัจจุบันนี้มีผู้เอา Linux ไปต่อยอดแล้วแยกเป็น Linux ฉบับใหม่ๆ ซึ่งเหมาะกับงานประเภทต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะ Ubuntu, Fedora, Linux Mint และหากใครติดตามข่าวอยู่ อาจจะได้ยินชื่อ Kylin Linux ซึ่งเป็น Linux อีกเวอร์ชั่นหนึ่งซึ่งออกแบบมาใช้กับภาษาจีนโดยเฉพาะ ซึ่งจากประสบการณ์ใช้งานส่วนตัวของผู้เขียนต้องถือว่า Linux เป็นระบบปฏิบัติการที่ไม่กินทรัพยากรเครื่องมาก (Lightweight OS) ใช้ทำงานต่างๆ ได้ดีและยิ่งใครรู้เรื่องโปรแกรมมิ่งและการใช้ Command Line (แต่ก็สามารถศึกษาเพิ่มเติมด้วยตัวเองได้), การหาซอฟท์แวร์ทางเลือก (Alternate software) ซึ่งเปิดให้ใช้งานฟรีแล้วดีเทียบชั้นซอฟท์แวร์เสียเงิน ก็เชื่อว่าจะใช้งาน Linux ได้สนุกสนาน จะลงเป็น OS หลักหรือเสริมในโน๊ตบุ๊ค 2022 ก็ได้
  2. จะใช้ 2-in-1 หรือแบบธรรมดา? – โน๊ตบุ๊คในปัจจุบันนี้ดีไซน์ไม่ได้จำกัดเอาไว้แค่แบบฝาพับอันคุ้นตา ก็จะมีโน๊ตบุ๊คแบบพับจอกลับเป็นแท็บเล็ต, มีปากกา, ถอดคีย์บอร์ดได้ ฯลฯ ให้เลือกอีกมากมาย ซึ่งเรื่องดีไซน์นั้นขึ้นอยู่กับผู้ใช้แต่ละคน ว่าจะใช้งานทั่วไปแค่เปิดมาใช้ทำงานแล้วพับเก็บไปหรือถ้ามีงานอื่นๆ อย่างไปถ่ายภาพหน้างานแล้วต้องการวาดจดด้วยสไตลัสก็อาจจะหันมาดูโน๊ตบุ๊ค 2-in-1 แทนจะดีกว่า
  3. ขนาดและความละเอียดหน้าจอ – ขนาดหน้าจอโน๊ตบุ๊คปัจจุบันนี้มีตั้งแต่ 10 นิ้ว สำหรับเด็กไปจนจอใหญ่ 17 นิ้ว ซึ่งมักเจอเป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คตัวท็อปหลายๆ รุ่น ซึ่งถ้าเน้นพกพาใส่กระเป๋าก็น่าดูรุ่น 14 นิ้ว แต่ถ้าไม่ได้ไปไหน เน้นนั่งทำงานอยู่บนโต๊ะ ก็แนะนำรุ่นจอ 15.6 นิ้ว จะมีขนาดใหญ่กำลังดี และแนะนำให้ดูหน้าจอความละเอียด Full HD เป็นขั้นต่ำ และถ้าเจอหน้าจอความละเอียดสูงกว่านี้ก็ยิ่งดี
  4. เลือกรุ่นแบตอึด จะได้ใช้งานได้นาน – แม้โน๊ตบุ๊ค 2022 หลายๆ รุ่นจะใช้งานได้นานเกิน 5 ชั่วโมง แต่ถ้าวันไหนเจองานหนักเปิดเครื่องนานหลายชั่วโมงแล้วเครื่องอาจดับกลางคันได้ ซึ่งผู้เขียนแนะนำให้หารีวิวโน๊ตบุ๊คอ่านเพื่อหาข้อมูลรุ่นที่สนใจใช้งานได้นานกี่ชั่วโมง ซึ่งส่วนตัวผู้เขียนมองว่าถ้าเป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คจะใช้งานได้ราว 5~7 ชั่วโมงก็เพียงพอ แต่หากเป็นโน๊ตบุ๊คบางเบาควรอยู่ได้ 9~12 ชั่วโมงจะดีที่สุด แต่ในทางกลับกันโน๊ตบุ๊คหลายรุ่นในปัจจุบันนี้ก็มีพอร์ต USB-C Full Function ให้เลือก ซึ่งพอร์ตนี้จะรองรับการต่อหน้าจอแบบ DisplayPort และชาร์จไฟแบบ Power Delivery ได้ ช่วยแก้ปัญหาว่าโน๊ตบุ๊คเครื่องของเราใช้งานได้ไม่นาน ขอแค่เตรียม Power Bank กำลังชาร์จสูงเอาไว้ก็ชาร์จไปใช้งานไปได้เลย
  5. กำหนดสเปคโดยคร่าวๆ แล้วไปซื้อกัน – ส่วนของสเปคเครื่องขึ้นอยู่กับรูปแบบการใช้งานของผู้ใช้แต่ละคน ว่าเนื้องานของแต่ละคนเน้นไปด้านไหนเป็นหลัก เช่น ถ้ามีงานกราฟิคหรือตัดต่อวิดีโอก็ควรหารุ่นมีการ์ดจอแยกมาใช้งาน, หากเน้นน้ำหนักเบาก็ดูซีพียูว่าเป็นรหัสประหยัดพลังงาน แต่จุดที่ผู้เขียนขอเน้นให้ผู้ใช้พิจารณาไว้ก่อนเป็นอย่างแรก คือ ควรหาโน๊ตบุ๊ค 2022 แรม 16GB มาใช้งาน ไม่เกี่ยงว่าจะเป็น DDR4 หรือ DDR5 ส่วนผู้ใช้ที่สนใจเรื่องเกี่ยวกับแรมสามารถอ่านบทความเกี่ยวกับแรมได้ที่นี่ ส่วนซีพียูอาจจะเริ่มที่ AMD Ryzen 3 หรือ Intel Core i3 ก็ได้ และมี M.2 NVMe SSD ติดตั้ง Windows 10 หรือ 11 มาให้ในเครื่องพร้อมความจุ 256GB ขึ้นไปจะดีที่สุด

สรุปสเปคโน๊ตบุ๊ค 2022 รุ่นน่าใช้ ออกใหม่ล่าสุด ซื้อมาใช้แล้วเวิร์คแน่นอน

สเปคโน๊ตบุ๊ค 2022 CPU

GPU

SSD

RAM

Software

หน้าจอ

น้ำหนัก

การเชื่อมต่อ ราคา
(บาท)
Lenovo IdeaPad 5 15ALC05-82LN00UHTA AMD Ryzen 7 5700U

AMD Radeon Graphics

M.2 NVMe
512GB

8GB DDR4
3200MHz

Windows 11 Home

Microsoft Office Home & Student 2021

15.6″ FHD IPS

1.66 กก.

USB-A 3.2 x 2

USB-C 3.2 x 1

HDMI x 1

SD Card
Reader x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.1

22,490
HP Victus Gaming 15-fb0068AX  AMD Ryzen 5 5600H

AMD Radeon RX 6500M

M.2 NVMe
512GB

8GB DDR4
3200MHz

Windows 11 Home

15.6″ FHD IPS

Refresh Rate 144Hz

2.29 กก.

USB-A 3.2 x 2

USB-C 3.2 x 1

HDMI x 1

SD Card
Reader x 1

LAN x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 6E

Bluetooth 5.2

27,490
MSI Alpha 15 B5EEK-095TH AMD Ryzen 7 5800H

AMD Radeon RX 6600M

M.2 NVMe
512GB

16GB DDR4
3200MHz

Windows 11 Home

15.6″ FHD IPS

Refresh Rate 144Hz

2.35 กก.

USB 2.0 x 1

USB-A 3.2 x 2

USB-C 3.2 x 1

LAN x 1

HDMI x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.1

32,490
Acer Aspire Vero AV15-52-79Z9 Intel Core
i7-1255U

Intel Iris Xe Graphics

M.2 NVMe
512GB

16GB DDR4
3200MHz

Windows 11 Home

Microsoft Office Home & Student 2021

15.6″ FHD IPS

1.76 กก.

USB-A 3.2 x 3

USB-C 3.2 x 1

HDMI x 1

LAN x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 6E

Bluetooth 5.2

30,990
Lenovo ThinkPad E15 Gen 4-21E600C1TH Intel Core
i7-1255U

Intel Iris Xe Graphics

M.2 NVMe
512GB

16GB DDR4
3200MHz

Windows 11 Home

15.6″ FHD IPS

1.7 กก.

USB 2.0 x 1

USB-A 3.2 x 1

USB-C 3.2 x 1

HDMI x 1

LAN x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 6E

Bluetooth 5.2

37,900
ASUS TUF Gaming Dash F15 FX517ZM-HN093W Intel Core
i7-12650H

NVIDIA GeForce RTX 3060 

M.2 NVMe
512GB

16GB DDR5
4800MHz

Windows 11 Home

15.6″ FHD IPS

Refresh Rate 144Hz

2 กก.

USB-A 3.2 x 2

USB-C 3.2 x 1

HDMI x 1

LAN x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.2

44,990

6 โน๊ตบุ๊ค 2022 รุ่นแนะนำน่าใช้ทั้งสายทำงานและเล่นเกม

หากผู้ใช้คนไหนได้อ่านวิธีการเลือกโน๊ตบุ๊ค 2022 ตามที่แนะนำไปข้างบนแล้ว เริ่มเห็นภาพว่าจะซื้อโน๊ตบุ๊คเครื่องไหนมาใช้เป็นโน๊ตบุ๊คเครื่องใหม่ของเราดี โดยผู้เขียนได้เลือกโน๊ตบุ๊คทั้งสายทำงานและเล่นเกม โดยมีรุ่นที่ติดตั้งซีพียู AMD กับ Intel มาให้เลือกทั้งหมด 6 รุ่น ได้แก่

  1. Lenovo IdeaPad 5 15ALC05-82LN00UHTA (22,490 บาท)
  2. HP Victus Gaming 15-fb0068AX (27,490 บาท)
  3. MSI Alpha 15 B5EEK-095TH (32,490 บาท)
  4. Acer Aspire Vero AV15-52-79Z9 (30,990 บาท)
  5. Lenovo ThinkPad E15 Gen 4-21E600C1TH (37,900 บาท)
  6. ASUS TUF Gaming Dash F15 FX517ZM-HN093W (44,990 บาท)
1. Lenovo IdeaPad 5 15ALC05-82LN00UHTA (22,490 บาท)

ideapad5

โน๊ตบุ๊ค 2022 เครื่องแรกในบทความนี้ ผู้เขียนแนะนำ Lenovo IdeaPad 5 15ALC05-82LN00UHTA ที่เหมาะจะใช้ทำงานออฟฟิศเป็นรุ่นแรก จุดเด่นของมัน คือ มีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือ, อัพเกรดแรมเพิ่มได้และมีโปรแกรม Microsoft Office ติดตั้งมาให้ เพียงแค่อัพเกรดแรมไป 16GB ก็ใช้งานได้สบายๆ

เครื่องนี้ติดตั้งซีพียู AMD Ryzen 7 5700U แบบ 8 คอร์ 16 เธรด ความเร็ว 1.8-4.3GHz กับการ์ดจอออนบอร์ด AMD Radeon Graphics แบบ 8 คอร์มาให้ ส่วนหน้าจอมีขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS มี M.2 NVMe SSD ความจุ 512GB ติดตั้ง Windows 11 Home กับ Microsoft Office Home & Student 2021 มาให้ในเครื่อง มีแรมออนบอร์ด 8GB DDR4 บัส 3200MHz พอร์ตที่ตัวเครื่องมี USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1, SD Card Reader x 1, Audio combo x 1 เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วย Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1 และน้ำหนักเพียง 1.66 กิโลกรัมเท่านั้น หากใครต้องการโน๊ตบุ๊คเน้นทำงานแล้วสเปคคุ้มด้วยก็ซื้อ Lenovo IdeaPad 5 นี้ไปได้เลย

Lenovo IdeaPad 5 15ALC05-82LN00UHTA
  • CPU : AMD Ryzen 7 5700U แบบ 8 คอร์ 16 เธรด ความเร็ว 1.8-4.3GHz
  • GPU : AMD Radeon Graphics แบบ 8 คอร์
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB
  • RAM : ออนบอร์ด 8GB DDR4 บัส 3200MHz
  • Display : 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS
  • Ports : USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1, SD Card Reader x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1
  • Webcam : 720p HD Camera 
  • Software : Windows 11 Home, Microsoft Office Home & Student 2021
  • Weight : 1.66 กิโลกรัม
  • Price : 22,490 บาท (BaNANA)
2. HP Victus Gaming 15-fb0068AX (27,490 บาท)

victusgaming

หากใครอยากได้โน๊ตบุ๊ค 2022 สเปค AMD ล้วนล่ะก็ HP Victus Gaming 15-fb0068AX เครื่องนี้น่าจะถูกใจผู้ใช้หลายๆ คนอย่างแน่นอน เพราะราคาแค่สองหมื่นกลางแต่สเปคจัดว่าแรงและเมื่อซีพียูกับการ์ดจอเป็น AMD ทั้งหมดแล้วก็จะรองรับฟังก์ชั่น AMD S.A.M. ทำให้โหลดฉากและ Texture ในเกมได้เร็วยิ่งขึ้น ยิ่งถ้าอัพเกรดแรมเป็น 16GB ก็ยิ่งทำงานและเล่นเกมได้ลื่นไหลขึ้นเยอะ

ซีพียูในเครื่องเป็น AMD Ryzen 5 5600H แบบ 6 คอร์ 12 เธรด ความเร็ว 3.3-4.2GHz จับคู่กับการ์ดจอ AMD Radeon RX 6500M แรม 4GB GDDR6 มาให้ใช้งาน ส่วนหน้าจอมีขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 144Hz มี M.2 NVMe SSD ความจุ 512GB ติดตั้ง Windows 11 Home มาให้พร้อมแรมอีก 8GB DDR4 บัส 3200MHz หากอัพเกรดแรมเป็น 16GB ก็ใช้งานได้ลื่นไหลขึ้นมาก ที่เครื่องมี USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1, SD Card Reader x 1, LAN x 1, Audio combo x 1 เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ด้วย Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2 ด้วย และน้ำหนักเครื่องอยู่ที่ 2.29 กิโลกรัม ดังนั้นถ้าใครอยากได้เกมมิ่งโน๊ตบุ๊คสเปค AMD ล้วนก็ซื้อ HP Victus เครื่องนี้ได้เลย

สเปคของ HP Victus Gaming 15-fb0068AX
  • CPU : AMD Ryzen 5 5600H แบบ 6 คอร์ 12 เธรด ความเร็ว 3.3-4.2GHz
  • GPU : AMD Radeon RX 6500M แรม 4GB GDDR6
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB
  • RAM : 8GB DDR4 บัส 3200MHz
  • Display : 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 144Hz
  • Ports : USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1, SD Card Reader x 1, LAN x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2
  • Webcam : 720p HD Camera 
  • Software : Windows 11 Home
  • Weight : 2.29 กิโลกรัม
  • Price : 27,490 บาท (Advice)
3. MSI Alpha 15 B5EEK-095TH (32,490 บาท)

alpha15

MSI Alpha 15 B5EEK-095TH เครื่องนี้ก็เป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค 2022 สเปค AMD ล้วนอีกเครื่องที่แรงจบตั้งแต่เปิดกล่อง สามารถเล่นเกมฟอร์มยักษ์ในปัจจุบันได้สบายๆ และยังอัพเกรดเพิ่ม SSD เข้าไปได้อีกด้วย จัดเป็นตัวแรงราคาน่าคบอีกเครื่องหนึ่ง

ซีพียูในเครื่องเป็น AMD Ryzen 7 5800H แบบ 8 คอร์ 16 เธรด ความเร็ว 3.2-4.4GHz ใช้การ์ดจอแยก AMD Radeon RX 6600M แรม 8GB GDDR6 กับหน้าจอ 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 144Hz มี M.2 NVMe SSD ความจุ 512GB ติดตั้ง Windows 11 Home มาให้พร้อมแรม 16GB DDR4 บัส 3200MHz ในตัว ส่วนพอร์ตเชื่อมต่อมี USB 2.0 x 1, USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 x 1, LAN x 1, HDMI x 1, Audio combo x 1 เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วย Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1 ได้ น้ำหนักเครื่องอยุ่ที่ 2.35 กิโลกรัม หากใครจะซื้อเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค AMD ล้วนสเปคแรงสักเครื่องก็ซื้อเครื่องนี้ไปเล่นเกมได้เลย

สเปคของ MSI Alpha 15 B5EEK-095TH
  • CPU : AMD Ryzen 7 5800H แบบ 8 คอร์ 16 เธรด ความเร็ว 3.2-4.4GHz
  • GPU : AMD Radeon RX 6600M แรม 8GB GDDR6
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB
  • RAM : 16GB DDR4 บัส 3200MHz
  • Display : 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 144Hz
  • Ports : USB 2.0 x 1, USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 x 1, LAN x 1, HDMI x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1
  • Webcam : 720p HD Camera 
  • Software : Windows 11 Home
  • Weight : 2.35 กิโลกรัม
  • Price : 32,490 บาท (ราคากลาง)
4. Acer Aspire Vero AV15-52-79Z9 (30,990 บาท)

vero

Acer Aspire Vero AV15-52-79Z9 รุ่นนี้เป็นโน๊ตบุ๊ค 2022 ภาคต่อของตระกูล Vero ซึ่งบอดี้ทำจากวัสดุพลาสติกรีไซเคิล มีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือติดตั้งมาให้กับโปรแกรม Microsoft Office แท้ และรหัสนี้ก็ได้รับการอัพเกรดเป็น Intel 12th Gen แล้วด้วย

ซีพียูในเครื่องเป็น Intel Core i7-1255U แบบ 10 คอร์ 12 เธรด (2P+8E) ความเร็ว 3.5-4.7GHz ใช้การ์ดจอออนบอร์ด Intel Iris Xe Graphics หน้าจอมีขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS มี M.2 NVMe SSD ความจุ 512GB ติดตั้ง Windows 11 Home กับ Microsoft Office Home & Student 2021 มาให้ ในเครื่องมีแรม 16GB DDR4 บัส 3200MHz พอร์ตเชื่อมต่อมี USB-A 3.2 x 3, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1 ต่ออินเตอร์เน็ตได้ด้วย Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2 และตัวเครื่องหนัก 1.76 กิโลกรัมเท่านั้น และจากโลโก้จะเห็นว่า Aspire Vero นี้ผ่านมาตรฐานเป็นโน๊ตบุ๊ค Intel Evo ด้วย ดังนั้นจะได้เปรียบเรื่องแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ทนทานยิ่งขึ้นด้วย

สเปคของ Acer Aspire Vero AV15-52-79Z9
  • CPU : Intel Core i7-1255U แบบ 10 คอร์ 12 เธรด (2P+8E) ความเร็ว 3.5-4.7GHz
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB
  • RAM : 16GB DDR4 บัส 3200MHz
  • Display : 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS
  • Ports : USB-A 3.2 x 3, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2
  • Webcam : 720p HD Camera 
  • Software : Windows 11 Home, Microsoft Office Home & Student 2021
  • Weight : 1.76 กิโลกรัม
  • Price : 30,990 บาท (ราคากลาง)
5. Lenovo ThinkPad E15 Gen 4-21E600C1TH (37,900 บาท)

thinkpad

สำหรับโน๊ตบุ๊ค 2022 ที่ขึ้นชื่อเรื่องความทนทาน ต้องยกให้ Lenovo ThinkPad E15 Gen 4-21E600C1TH รุ่นนี้ที่นอกจากตัวเครื่องจะใหญ่กำลังดีและยังได้ Windows 11 Pro ซึ่งเพิ่มฟีเจอร์เรื่องความปลอดภัยให้รัดกุมยิ่งกว่าเวอร์ชั่น Home อีกด้วย ดังนั้นโน๊ตบุ๊คนี้จึงเหมาะกับคนหาโน๊ตบุ๊คเอาไว้ทำงานเป็นอย่างมาก และมีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือติดตั้งมาให้ด้วย

สเปคของเครื่องนี้ใช้ซีพียู Intel Core i7-1255U แบบ 10 คอร์ 12 เธรด (2P+8E) ความเร็ว 3.5-4.7GHz กับการ์ดจอออนบอร์ด Intel Iris Xe Graphics และหน้าจอ 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS มี M.2 NVMe SSD ความจุ 512GB ติดตั้ง Windows 11 Pro มาพร้อมแรม 16GB DDR4 บัส 3200MHz ส่วนพอร์ตการเชื่อมต่อมี USB 2.0, USB-A 3.2, USB-C 3.2, HDMI, LAN, Audio combo อย่างละ 1 ช่อง เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ด้วย Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2 และตัวเครื่องหนัก 1.7 กิโลกรัม เรียกว่าเอาใจสายทำงานแบบเต็มที่และได้ Intel 12th Gen ไปด้วยเลย

สเปคของ Lenovo ThinkPad E15 Gen 4-21E600C1TH
  • CPU : Intel Core i7-1255U แบบ 10 คอร์ 12 เธรด (2P+8E) ความเร็ว 3.5-4.7GHz
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB
  • RAM : 16GB DDR4 บัส 3200MHz
  • Display : 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS
  • Ports : USB 2.0 x 1, USB-A 3.2 x 1, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2
  • Webcam : 720p HD Camera 
  • Software : Windows 11 Home
  • Weight : 1.7 กิโลกรัม
  • Price : 37,900 บาท (ราคากลาง)
6. ASUS TUF Gaming Dash F15 FX517ZM-HN093W (44,990 บาท)

tufdash

ส่วนโน๊ตบุ๊ค 2022 ที่ได้ทั้งทำงานและเล่นเกม ASUS TUF Gaming Dash F15 FX517ZM-HN093W นับเป็นคำตอบที่ดีมาก เพราะนอกจากได้ดีไซน์สวยเรียบร้อยไม่หวือหวาแล้ว สเปคยังแรงตั้งแต่เปิดกล่องและพอร์ต USB-C ยังเป็น Full Function ด้วย

ซีพียูในเครื่องติดตั้ง Intel Core i7-12650H แบบ 10 คอร์ 16 เธรด (6P+4E) ความเร็ว 3.5-4.7GHz กับการ์ดจอแยก NVIDIA GeForce RTX 3060 แรม 6GB GDDR6 ส่วนหน้าจอมีขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 144Hz มี M.2 NVMe SSD ความจุ 512GB ติดตั้ง Windows 11 Home มาให้พร้อมแรม 16GB DDR5 บัส 4800MHz พอร์ตเชื่อมต่อมี USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1 เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ด้วย Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2 ตัวเครื่องหนัก 2 กิโลกรัมพอดี เป็นโน๊ตบุ๊คหน้าตาเรียบร้อยดูดีทำงานและเล่นเกมได้สบายๆ

สเปคของ ASUS TUF Gaming Dash F15 FX517ZM-HN093W
  • CPU : Intel Core i7-12650H แบบ 10 คอร์ 16 เธรด (6P+4E) ความเร็ว 3.5-4.7GHz
  • GPU : NVIDIA GeForce RTX 3060 แรม 6GB GDDR6
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB
  • RAM : 16GB DDR5 บัส 4800MHz
  • Display : 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 144Hz
  • Ports : USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2
  • Webcam : 720p HD Camera 
  • Software : Windows 11 Home
  • Weight : 2 กิโลกรัม
  • Price : 44,990 บาท (Advice)

windows eGNLSgazDVU unsplash

จะเห็นว่าโน๊ตบุ๊ค 2022 ณ ตอนนี้มีรุ่นน่าสนใจให้เลือกเยอะทีเดียว และวิธีการเลือกโน๊ตบุ๊คนั้นก็ไม่ได้ยากมาก หากเข้าใจว่าเราเน้นใช้งานอะไรบ้างและต้องการโน๊ตบุ๊คแบบไหน เท่านี้ก็ช่วยตัดตัวเลือกรุ่นที่ไม่เกี่ยวข้องไปได้เยอะและไม่ต้องโดนคนขายเชียร์ปั่นยอดขายจนเสียโฟกัสอีกด้วย ดังนั้นผู้เขียนแนะนำให้เริ่มทำการบ้านหาดูรุ่นที่สนใจจากที่บ้านก่อนแล้วไปจบที่หน้าร้านหรือจะซื้อออนไลน์ไปเลยก็สะดวกเช่นกัน


บทความที่เกี่ยวข้อง

Share image Edit Name 3msi 1

Share image Edit Name 1qdoled 1

Share image Edit Name 3acer 1

from:https://notebookspec.com/web/668571-5-tips-for-buying-laptop-in-2022

วิธีถอนคีย์ Windows 11 จากพีซีเครื่องเก่ามาใช้ Activate บนเครื่องใหม่ ทำได้ทั้งคีย์กรอก และคีย์ฝังบนอีเมล

พอการ์ดจอกลับมาถูกลงแบบนี้หลายคนก็น่าจะมีแผนประกอบคอมใหม่กันแล้ว แน่นอนว่านอกจากฮาร์ดแวร์สิ่งหนึ่งที่ขาดด้วยไม่ได้เลยก็คือ Windows สามัญประจำเครื่องของเรานั่นเอง ซึ่งถ้าใครประกอบใหม่หมดจาก 0 ก็คงต้องเผื่องบอีกส่วนไว้ซื้อ license ใหม่กันหน่อย แต่ถ้าใครมีคอมเก่าที่มีคีย์แท้เดิมติดตั้งอยู่แล้ว รู้หรือไม่ว่าเราสามารถถอนเอาคีย์นั้นมาใช้ต่อบนเครื่องใหม่ได้เลย แถมใช้วิธีง่าย ๆ แค่ไม่กี่ขั้นตอนเท่านั้น

คีย์ Windows แท้มีกี่ประเภท ?

ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับ license หรือคีย์ Windows กันก่อน จริง ๆ แล้วต้องบอกว่าคีย์ Windows มีอยู่หลายประเภทมากจนจำแนกไม่ไหว แบ่งย่อยได้ตั้งแต่แบบผู้ใช้งานทั่วไป จนถึงระดับองค์กรหรือเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งวันนี้เราจะมาพูดถึงเฉพาะแบบผู้ใช้ทั่วไป โดยถูกแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ๆ ดังนี้

  • แบบ OEM (Original Equipment Manufacturer) คือคีย์แท้ที่ถูกติดตั้งมาให้เลยจากโรงงาน ผ่านการฝังลงบนเมนบอร์ดของเครื่อง โดยเฉพาะกับโน้ตบุ๊คหรือคอมประกอบแบรนด์ที่ยุคหลัง ๆ เริ่มหันมาใช้วิธีนี้หมดแล้ว เนื่องจากจะเป็นการช่วยให้ผู้ใช้ได้ Windows แท้ในราคาที่ถูกลง (คิดรวมกับค่าเครื่อง) และไม่ต้องลำบากซื้อแยกมาลงเองทุกเครื่องเหมือนในอดีต แต่มีข้อเสียคือจะไม่สามารถโดยถอนคีย์ออกไปติดตั้งบนเครื่องอื่นได้ (จริง ๆ แอบถอนได้แหละ แต่พอเอาไปกรอกเครื่องอื่นมักจะไม่ผ่าน ถ้าไม่ใช่เมนบอร์ดหรือโน้ตบุ๊ครุ่นเดียวกันเป๊ะ ๆ)
  • แบบ FPP (Full Packaged Product) หรือเรียกสั้น ๆ ว่าแบบ Retail เป็นคีย์แท้แบบกรอกที่หาซื้อได้จากร้านค้าทั่วไป โดยอาจจะมาในรูปแบบคีย์รหัสในกล่องที่ใช้กรอกเอง หรือคีย์แบบผูกติดกับบัญชี Microsoft โดยตรง มีข้อดีคือสามารถถอนหรือย้ายจากเครื่องเก่าไปใช้บนเครื่องใหม่ได้ แถมซื้อครั้งเดียวใช้งานได้เลยยาว ๆ ไม่ต้องซื้อซ้ำ แม้แต่คนที่เคยซื้อตอนเป็น Windows 7 ทุกวันนี้ก็ยังถูกอัปเกรดใช้ต่อจนเป็น Windows 11 ได้
  • แบบ Volume คือคีย์ที่ซื้อได้ครั้งละจำนวนมากสำหรับองค์กร เช่น สถานศึกษา, บริษัทเอกชน หรือหน่วยงานรัฐฯ คีย์ประเภทนี้ยังจัดเป็นคีย์สำหรับผู้ใช้ทั่วไปอยู่ แต่อาจจะโดนจำกัดการใช้งานบางอย่าง เช่น ตัว Windows ต้องใช้ Microsoft Store ของหน่วยงานนั้นเท่านั้น (บางที่มีการจำกัดแอป) หรือต้องรับอัปเดตฟีเจอร์บางอย่างที่ไม่มีบนเวอร์ชันทั่วไป อย่างไรก็ตามตัวคีย์ Volume นี้มีข้อดีคือสามารถถอนออกมาใช้งานบนเครื่องอื่นได้เหมือนกับแบบ FPP หรือบางคีย์ใช้กรอกได้มากกว่า 1 เครื่องก็ได้ ที่สำคัญสุดก็คือยังเป็นคีย์ที่ใช้ได้ยาว ๆ เหมือนคีย์ประเภทอื่น ไม่ได้ใช้ไปแล้วหมดอายุกลางคันได้แบบที่หลายคนเข้าใจ

จากด้านบนเราสรุปได้ว่าคีย์ Windows ที่สามารถย้ายจากเครื่องเก่ามาใช้บนเครื่องใหม่ได้มีอยู่ 2 แบบ คือคีย์แบบ Retail และแบบ Volume แต่แค่นั้นยังไม่จบ เพราะใน 2 ประเภทนี้ยังแบ่งย่อยลงไปได้อีกตามวิธีที่เราเอาไปใช้งาน คือ

  • Product Key คือคีย์รหัสสำหรับกรอกเอง โดยส่วนมากมักได้รับมาจากการซื้อเองแบบกล่องหรือได้รับแจกจากสถานศึกษา ซึ่งจะเป็นโค้ดเลขผสมอักษรความยาว 25 หลัก และตามปกติมักจะใช้ได้แค่ 1 คีย์ต่อ 1 เครื่องเท่านั้น แต่ก็ยังมีคีย์บางประเภทที่สามารถกรอกใช้พร้อมกันมากกว่า 1 เครื่องได้
  • Digital License คือคีย์ที่ไม่มีเป็นรหัสมาให้ แต่จะโดนผูกติดไว้กับบัญชี Microsoft ที่ซื้อ license นั้นผ่าน Microsoft Store และใช้วิธี activate ผ่านบัญชีโดยตรง หรือเป็นคีย์ที่เกิดจากการอัปเกรด Windows 7 / 8.1 มาเป็น Windows 10 ซึ่งจะโดนเปลี่ยนรูปแบบมาเป็นคีย์ digital นี้ให้อัตโนมัติ

คีย์ทั้ง 2 แบบจะใช้วิธีถอนหรือย้ายจากเครื่องเดิมไปเครื่องใหม่คนละแบบกัน ซึ่งเดี๋ยวจะมาแนะนำให้ดูกันถัดไปว่าแต่ละแบบทำยังไงบ้าง

 

วิธีดู Product Key ที่ฝังอยู่ในเครื่อง

ก่อนจะไปดูวิธีถอน แนะนำให้มา copy ตัวโค้ดจากเครื่องเก่าเก็บไว้ก่อน จริง ๆ ต้องบอกว่า Windows ทุก license ไม่ว่าจะใช้คีย์แบบกรอกเอง, OEM หรือ digital สามารถเปิดดูโค้ดที่อยู่ในรูป 25 หลักได้หมด แต่ต่างกันตรงที่การเอาไปกรอกต่อว่าทำได้หรือไม่ได้ ซึ่งแน่นอนว่าอันที่ทำได้ต้องเป็นแบบ Product Key เท่านั้น และตามปกติ Microsoft ก็มักจะไม่แสดงคีย์ Windows ให้เห็นได้ตรง ๆ ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย ดังนั้นหากต้องการจะดูจำเป็นใช้คำสั่งเรียกผ่านตัว Command Prompt, PowerShell หรือง่ายกว่านั้นก็โหลดโปรแกรม third-party มาใช้ดูก็ได้

วิธีดูผ่าน Command Prompt ให้เปิดขึ้นมาโดยพิมพ์ค้นหาในช่อง Search คลิกขวาเลือก Run as administrator จากนั้นพิมพ์คำสั่งด้านล่างและ Enter

wmic path softwareLicensingService get OA3xOriginalProductKey

วิธีดูผ่าน PowerShell ให้เปิดขึ้นมาโดยพิมพ์ค้นหาในช่อง Search คลิกขวาเลือก Run as administrator จากนั้นพิมพ์คำสั่งด้านล่างและ Enter

powershell “(Get-WmiObject -query ‘select * from SoftwareLicensingService’).OA3xOriginalProductKey”

วิธีดูผ่านโปรแกรม แนะนำ 2 โปรแกรมฟรีคือ Magical Jellybean KeyFinder และ Free PC Audit สามารถดาวน์โหลดแล้วเปิดดูผ่านไฟล์ .exe ได้เลยไม่ต้องติดตั้งใช้งาน

มีคนสงสัยว่าปกติในหน้า About ของ Windows จะมี Product ID เขียนติดอยู่ สรุปมันคือคีย์ license Windows อันเดียวกันนี้รึเปล่า คำตอบคือไม่ใช่ เพราะตัว Product ID นี้เป็นเพียงตัวเลขเอาไว้แสดงเวอร์ชันการซัปพอร์ตของเครื่องเราเฉย ๆ ว่าอยู่ในระดับไหน โดยอาจเป็นเลขที่มีซ้ำกับคอมเครื่องอื่นก็ได้

 

วิธีถอน Product Key จากคอมเก่าไปใส่เครื่องใหม่ (คีย์แบบกรอก)

  1. ต่ออินเทอร์เน็ตบนคอมเครื่องที่ต้องการจะถอนคีย์ออก
  2. เปิด Command Prompt ขึ้นมา โดยพิมพ์ค้นหาในช่อง Search คลิกขวาเลือก Run as administrator
  3. ถอนการติดตั้ง Product Key ออกจากเครื่อง โดยพิมพ์คำสั่ง slmgr /upk แล้ว Enter


    หากสำเร็จจะโชว์ข้อความว่า “Uninstall product key successfully” พร้อมเปลี่ยน Windows ในเครื่องจากโหมด activated กลับไปเป็น trail (รุ่นทดลองใช้)
  4. ถอน Product Key ออกจาก Registry ในเครื่อง โดยพิมพ์คำสั่ง slmgr /cpky แล้ว Enter


    หากสำเร็จจะโชว์ข้อความว่า “Product key from registry cleared successfully” เป็นการถอนคีย์ออกแล้วโดยสมบูรณ์ (หากไม่ทำขั้นตอนนี้ด้วยจะถือว่ายังถอนไม่สำเร็จ)
  5. เช็คให้ชัวร์ว่าเครื่องโดนถอน Product Key ออกไปจริง ๆ แล้ว โดยพิมพ์คำสั่ง slmgr.vbs /dli แล้ว Enter


    เครื่องที่ไม่มี Product Key ติดตั้งอยู่แล้ว ต้องโชว์ข้อความว่า “Error: product key not found.”


    หากเข้าไปเช็คดูในหน้า System ก็จะขึ้นสถานะเป็น Windows isn’t activated. เรียบร้อย ซึ่งถ้าของใครยังไม่ขึ้นทันทีก็ไม่ต้องแปลกใจ เพราะบางเครื่องอัปเดตช้าเร็วไม่เท่ากัน แต่เอารหัสไปใช้งานต่อได้เลย หรือถ้าไปดูในโปรแกรมก็จะขึ้นเป็นรหัส B 25 หลักแทน เป็นการชัวร์ว่าคีย์เก่าโดนถอนออกไปแล้วจริง ๆ

  6. นำ Product Key 25 หลักที่โดนถอนออกแล้วไปกรอกในคอมเครื่องใหม่เพื่อ Activate ได้เลย ผ่านหน้า Settings > System > Activation > กด Change ในหัวข้อ Change product key



    คีย์ที่โดนถอนถูกต้องตามขั้นตอนจะสามารถนำมา Activate ใหม่ได้ผ่านปกติ เมื่อไปเช็คดู Product Key ในเครื่องก็จะแสดงเป็นรหัสเดียวกันนี้ เป็นอันเสร็จเรียบร้อยครับ

 

วิธีย้าย Digital License จากคอมเก่าไปใส่เครื่องใหม่ (คีย์แบบฝังอีเมล)

อย่างที่กล่าวไปตอนต้นว่าคีย์แบบ Digital License นี้จะต่างจาก Product Key คือจะโดนผูกติดไว้กับบัญชี Microsoft เลย ไม่สามารถถอนออกแล้วเอาไปกรอกได้เองตรง ๆ จำเป็นต้องใช้วิธียกเลิกการผูกติดกับเครื่องเก่าก่อนผ่านหน้าบัญชีบนเว็บไซต์ แล้วย้ายการ Activate จากเครื่องหนึ่งไปลงอีกเครื่องบนนั้นแทน ซึ่งพูดแล้วอาจไม่ค่อยเห็นภาพ เดี๋ยวไปดูกันว่าทำยังไง

ก่อนอื่นตรวจสอบก่อนว่าคีย์ในเครื่องเราใช้งานเป็นแบบ Digital License จริงรึเปล่า โดยเข้าไปที่ Settings > System > Activation > Activation State หากเป็นแบบ Digital License จะขึ้นสถานะว่า “Windows is activated with a digital license linked to your Microsoft account” เป็นการยืนยันว่าตัวคีย์โดนผูกไว้กับบัญชีแล้ว ต้องใช้วิธีย้ายออกตามขั้นตอนด้านล่างเท่านั้น

  1. ไปที่หน้าเว็บไซต์ account.microsoft.com แล้วล็อกอินด้วยบัญชีที่ผูกกับคีย์ไว้ (บัญชีเดียวกับที่อยู่ในเครื่องเก่าปัจจุบัน)
  2. เลือกอุปกรณ์ที่เป็นเครื่องเก่าเรา โดยกดที่ปุ่ม ดูรายละเอียด (View details) จากนั้นกด ลบอุปกรณ์เครื่องนี้ออก (Remove this device)


  3. ติ๊กถูกที่ ฉันพร้อมที่จะลบอุปกรณ์เครื่องนี้ออกแล้ว (I’m ready ti remove this device) แล้วกด ลบ (Remove)
  4. ถัดไปเป็นขั้นตอนการย้ายสิทธิ์ในบัญชีมา Activate บนคอมเครื่องใหม่ สำหรับใครที่ยังไม่เคยเซตอัปคอมใหม่เลย ให้ล็อกอินเครื่องด้วยบัญชี Microsoft เดียวกันนี้ก่อน จากนั้นเข้าไปในหน้า Settings > System > Activation จะพบสถานะเครื่องเป็น Not Active ให้กด Troubleshoot

  5. คลิกที่ I changed hardware on this device recently
  6. หน้าต่างใหม่จะให้เราล็อกอินอีกรอบ ซึ่งครั้งนี้จะมีหน้าให้ใส่ Password ของ Windows ด้วย แต่ถ้าไม่มีก็กด Next เปล่า ๆ ไปเลย ถัดจากนั้นบัญชีจะให้เราเลือกว่าจะเอาเครื่องไหนเป็นเครื่องหลักสำหรับใช้คีย์ ก็ให้ติ๊กที่ This is the device I’m using right now บนเครื่องใหม่ แล้วกด Activate

  7. รออีกซักแป๊บนึงก็จะขึ้นสถานะว่า “Windows is activated” เป็นอันเสร็จเรียบร้อยครับ

 

ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อยแล้วกับขั้นตอนการย้ายคีย์ Windows 11 ทั้ง 2 ประเภท บอกเลยว่าทั้งไม่ยากและก็ไม่ง่าย ซึ่งสำหรับใครที่ใช้ Windows 10 อยู่ก็ทำได้เหมือนกันโดยใช้ขั้นตอนเดียวกันนี้แหละ แต่อาจจะเจอหน้าต่างหรือตำแหน่งเมนูเปลี่ยนไปนิดหน่อย ก็ต้องใช้วิธีคลำ ๆ ดูนิดนึง หรือถ้ามีใครมีข้อสงสัยอะไรก็มาคอมเมนต์มาสอบถามได้ที่ด้านล่างเลย เดี๋ยวแวะเข้ามาตอบให้นะ

from:https://droidsans.com/how-to-transfer-a-windows-10-11-product-key-license-to-another-pc/

7 วิธีแก้ปัญหา Windows 10 Start Menu ไม่ทำงาน

Windows 10 Start Menu ถือว่าเป็นหัวใจหนึ่งในการทำงานเพราะฟีเจอร์การใช้งานต่างๆ จะอยู่บนนี้ทั้งหมด มาดูวิธีแก้ปัญหา Windows 10 Start Menu ไม่ทำงานกัน

Windows 10 Start Menu
Windows 10 Start Menu

จริงๆ แล้วระบบปฏิบัติการณ์ Windows จะมี Start Menu เป็นส่วนสำคัญมาทุกยุคทุกสมัย เพราะทุกยุคทุกสมัยนั้น Start Menu จะเป็นแหล่งรวมการเข้าถึงชุดคำสั่งหรือโปรแกรมต่างๆ ที่ถูกติดตั้งอยู่บนระบบปฏิบัติการณ์ Windows ถ้าหากเกิดปัญหา Start Menu ใช้งานไม่ได้ขึ้นมาไม่ว่าจากสาเหตุใดๆ ก็ตามรับรองว่านั่นจะทำให้เกิดปัญหาใหญ่ตามขึ้นมาทันทีเลยทีเดียว

ทั้งนี้ทั้งนั้นการเกิดปัญหา Start Menu ก็มีสาเหตุมาจากหลายๆ สาเหตุแตกต่างกันไปซึ่งเป็นการยากมากที่จะตรวจสอบได้ว่าเพราะเหตุใดจึงทำ Start Menu ไม่ทำงาน ซึ่งบางครั้งในการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุโดยตรงก็ต้องใช้เวลามากแถมบางครั้งการจะแก้ปัญหาต่างๆ เหล่านั้นก็ต้องใช้หลายขั้นตอนในการแก้ไข

Advertisementavw

วันนี้ทาง Notebookspec จะขอแนะนำวิธีการแก้ไขปัญหา Windows 10 Start Menu เบื้องต้นที่สามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยกันทัั้งหมด 7 วิธี จะมีวิธีการอะไรบ้างนั้นไปติดตามกันได้เลย



1. Restart เครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณ

วิธีการที่ง่ายที่สุดและควรทำเป็นวิธีแรกเลยก็คือการ Restart เครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณเพราะการ Restart เครื่องนั้นจะมีโอกาสที่ระบบปฏิบัติการณ์ Windows จะทำการลบ temporary files และเพิ่มพื้นที่ที่เหลือสำหรับการใช้งานของ RAM ให้มาก หากคุณเจอปัญหาโปรแกรมค้างไม่ตอบสนองต่อการใช้งานการ Reboot เครื่องคอมพิวเตอร์ถือว่าเป็นวิธีการที่ง่ายที่สุดที่อาจช่วยให้คุณแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้

ถ้าหากเครื่องของคุณไม่สามารถที่จะเข้า Start Menu เพื่อทำการ Restart เครื่องได้ ให้คุณลองปิดโปรแกรมและหน้าต่างที่เปิดใช้งานอยู่ทั้งหมดจนกลับมาที่หน้าจอ Desktop หลักของคอมพิวเตอร์ หลังจากนั้นให้ทำการกดปุ่ม Alt + F4 เพื่อเข้าสู่ Shut Down Windows menu แล้วทำการ Restart เครื่องดู

หมายเหตุ – ในบางครั้งการอัปเดทระบบปฏิบัติการณ์ Windows ก็สามารถที่จะช่วยแก้ไขปัญหา Start Menu ใช้งานไม่ได้ให้กลับมาใช้งานได้เช่นเดียวกัน วิธีการก็คือให้คุณเปิด Settings > Update & security > Windows update แล้วกดที่ตัวเลือก Check for updates หากมีอัปเดทขึ้นมาก็ให้คุณกดเลือกอัปเดทแล้วทำการ Restart เครื่องแล้วรอดูว่าปัญหา Start Menu ใช้งานไม่ได้ได้ถูกแก้ไขไปแล้วหรือยัง


2. Restart Process

restart explorer 1 2

ในบางครั้งการที่ Start Menu ไม่ทำงานอาจจะเกิดขึ้นมาจาก system processes ที่เกี่ยวข้องกับ Start Menu มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นมา ดังนั้นแล้ววิธีการแก้ไขเบื้องต้นก็คือการ Restart system processes นั้นใหม่ซึ่งมีขั้นตอนดังต่อไปนี้

  1. เปิด Task Manager ขึ้นมาด้วยการคลิกขวาที่ Taskbar แล้วเลือก Task Manager หากไม่สามารถที่จะใช้วิธีดังกล่าวได้ให้คุณทำการกดปุ่มแป้นคีย์บอร์ด Alt + Ctrl + Del พร้อมกันแล้วเลือกคลิกที่ Task Manager
  2. เมื่อ Task Manager เปิดขึ้นมาแล้วนั้นที่ tab Processes ให้หาชื่อ Windows Explorer จากนั้นคลิกขวาแล้วเลือก Restart

หากทำตาม 2 ขั้นตอนทางด้านบนแล้วยังไม่สามารถที่จะแก้ปัญหา Start Menu ใช้งานไม่ได้ ให้คุณเข้า Task Manager ใหม่แล้วลองทำการ Restart Process ที่มีชื่อว่า Cortana และ Search ดูตามลำดับ


3. Unpin และ Re-Pin Apps ใน Start Menu

unpin start 1

หากคุณยังคงสามารถที่จะกดปุ่ม Start ขึ้นมาได้อยู่แต่ไม่สามารถเลือกตัวเลือกใดๆ ที่อยู่ใน Start Menu ได้เลยนั้น สาเหตุอาจจะมาจากการ Pin แอปพลิเคชันบางแอปพลิเคชันไว้จนไปก่อให้เกิดปัญหา วิธีการก็คือให้คุณลบแอปพลิเคชันที่ Pin ไว้ออกมาให้หมดก่อนโดยการคลิกขวาที่แอปพลิเคชันที่ Pin อยู่นั้นๆ แล้วก็ให้เลือก Unpin from Start (แนะนำให้ทำทุกแอปพลิเคัชัน) จากนั้นทำการ Restart เครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณหนึ่งครั้งแล้วลองใช้งานฟีเจอร์อื่นๆ ดูก่อนว่าสามารถที่จะใช้งานได้หรือยัง หากสามารถใช้งานได้เป็นปกติแล้วค่อยทำการ Pin แอปพลิเคชันที่คุณต้องการที่จะให้มาอยู่ที่หน้า Start Menu ใหม่


4. รัน System File Checker

scan now

หาก 3 วิธีทางด้านบนยังไม่ได้ผลแล้วคุณจะถอดใจลง Windows ใหม่อีกรอบให้คุณลองวิธีนี้ก่อนกับการ รัน System File Checker เพื่อเป็นการค้นหาไฟล์ที่ผิดพลาดซึ่งอาจจะเกิดมาจากการลงโปรแกรมบางอย่างหรือไปปรับไฟล์ System จนทำให้ระบบไฟล์ System เสียหาย วิธีการก็คือให้คุณเข้า Command Prompt ในรูปแบบของ administrator หลังจากนั้นให้พิมพ์ sfc /scannow แล้วกด Enter รอให้ระบบทำการค้นหาไฟล์ที่เกิดการเสียหายซึ่งเวลาที่ใช้นั้นแต่ละเครื่องจะไม่เหมือนกัน เมื่อการค้นหาจุดผิดพลาดของระบบเสร็จสิ้นแล้วนั้นให้ลอง Restart เครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อดูว่าปัญหาของ Start Menu ถูกแก้ไขแล้วหรือไม่

หมายเหตุ – หากการค้นหาจุดผิดพลาดของไฟล์ระบบเกิดข้อผิดพลาด คุณจำเป็นที่จะต้องใช้วิธีการที่มีขั้นตอนยุ่งยากมากกว่านี้โดยทาง Notebookspec จะนำมาเสนอต่อไป(เช่นการใช้คำสั่ง DISM)


5. Reset Windows 10

reset pc 1

ในกรณีที่ข้อผิดพลาดมากจนเกินไปที่จะเยียวยาแล้ว ทาง Windows 10 ยังคงมีอีกวิธีหนึ่งสำหรับการรีเซ็ทระบบปฏิบัติการณ์ Windows 10 ซึ่งมีชื่อเรียกว่า Reset this PC ซึ่งการ Reset นี้นั้นจะเป็นเหมือนกับการทำ factory reset โดยที่คุณมีตัวเลือกที่สามารถจะทำการเลือกเก็บไฟล์ส่วนตัวของคุณเช่นรูปภาพหรือเอกสารต่างๆ เอาไว้ได้

วิธีการ Reset Windows 10 ให้ทำการเข้าไปที่ Setting(หรือจะกดแป้นคีย์ลัด Win + I ก็ได้) แล้วเลือกไปที่ Update & security > Recovery คุณจะเจอกับหัวข้อ Reset this PC แล้วให้กดเลือกที่ Get started

แต่ถ้าหากเมื่อทำการ Reset เสร็จแล้วแต่ปัญหาของ Start Menu ยังคงอยู่คุณอาจจะต้องลองย้อนกลับไปใช้ Windows 10 เวอร์ชันก่อนหน้าที่จะเจอปัญหาดังกล่าว


6. เปลี่ยน User Profile ของคุณใหม่

ในบางกรณีนั้นปัญหาการที่ Start Menu ไม่สามารถใช้งานได้อาจจะเกิดขึ้นเฉพาะกับผู้ใช้งาน Profile หนึ่งเท่านั้น ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดที่จะทดสอบว่าปัญหาดังกล่าวนี้เกิดขึ้นเฉพาะกับ Profile account ของคุณรึเปล่าให้คุณทำการสร้างอีก User Profile หนึ่งขึ้นมาดูโดยตอนที่ตั้ง Profile ใหม่นั้นให้เลือกเป็น Local user account ซึ่งไฟล์ข้อมูลต่างๆ ของคุณจะถูกเก็บเอาไว้บนเครื่องของคุณเองไม่แชร์ไปยัง Microsoft

อย่างไรก็ตามแต่แล้วนั้นวิธีการดังกล่าวนี้ก็ไม่ใช่วิธีการที่จะแก้ไขปัญหา Start Menu ใช้งานไม่ได้อย่างสมบูรณ์ ดังนั้นแล้วหากคุณสร้าง Profile account ใหม่แล้ว Start Menu ไม่มีปัญหา คุณสามารถที่จะย้ายไปใช้งาน Profile account ใหม่ได้แทนโดยไม่ต้องเสียเวลาลง Windows ใหม่(ซึ่งนั่นทำให้คุณต้องลงโปรแกรมใหม่ทั้งหมดอีกด้วย)

7. ลงระบบปฏิบัติการณ์ Windows 10 ใหม่

วิธีสุดท้ายนี้เป็นวิธีที่อยากแนะนำให้เห็บไว้ใช้เมื่อไม่สามารถแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการอื่นๆ จริงๆ ซึ่งนั่นก็คือคุณต้องทำการลง Windows 10 ใหม่อีกครั้ง ก่อนที่คุณจะทำการลง Windows 10 ใหม่อย่าลืมทำการสำรองข้อมูลสำคัญต่างๆ ของคุณทั้งหมดเอาไว้ก่อนเพราะหสกคุณเผลอไม่สำรองข้อมูลเอาไว้เมื่อทำการลง Windows 10 ใหม่ไปแล้วคุณจะไม่สามารถเรียกข้อมูลที่สำคัญเเหล่านั้นกลับมาได้อีก


ที่มา : makeuseof

from:https://notebookspec.com/web/667467-windows-10-start-menu-not-working-here-how-to-fix-it

6 โน๊ตบุ๊ค 2022 ราคาไม่เกิน 15000 บาท สเปคดีทำงานเลิศ เรียนออนไลน์เจ๋ง อัพเดทปลายปี 2022

โน๊ตบุ๊ค 2022 ราคาไม่เกิน 15000 บาท ซื้อเอาไว้ทำงานหรือเรียนออนไลน์ก็โอเคนะ

Share image Edit Name 2laptop 1 1

มั่นใจว่าผู้ใช้หลายๆ คนมองหาโน๊ตบุ๊ค 2022 ราคาไม่เกิน 15000 บาท เอาไว้ใช้สักเครื่อง นั่นเพราะโน๊ตบุ๊คระดับราคานี้เป็นกลุ่มที่สเปคและราคาสมเหตุผล ไม่แพงเกินไปจนซื้อไม่ไหวแล้วได้สเปคในระดับที่ใช้ทำงานออฟฟิศทั่วไปได้โดยไม่มีปัญหา เปิดไฟล์เอกสาร, เบราเซอร์และอื่นๆ ได้ดีไม่มีปัญหา และหากใครต้องการทดลองใช้งานโน๊ตบุ๊คที่เป็นระบบปฏิบัติการอื่นนอกจาก Windows ก็มีโน๊ตบุ๊ค Chome OS ให้เลือกไปลองใช้งานได้ด้วย น่าจะถูกใจผู้ใช้ที่ชอบทดลองใช้งานอะไรใหม่ๆ เป็นอย่างมาก

Advertisementavw

นอกจากนี้ จุดดีของโน๊ตบุ๊ค 2022 ราคาไม่เกิน 15000 บาท หลายๆ รุ่น คือ มันสามารถเปิดฝาอัพเกรด เพิ่ม RAM, SSD เข้าไปให้มีความจุมากขึ้น รันโปรแกรมต่างๆ ได้รวดเร็วยิ่งกว่าเดิม และซีพียูทั้ง AMD, Intel ของโน๊ตบุ๊คกลุ่มนี้ก็มีประสิทธิภาพสูงพอรันโปรแกรมทั่วไปในชีวิตประจำวันของเรา ไม่ว่าจะเบราเซอร์, Microsoft Office และอื่นๆ ได้โดยไม่มีปัญหาแน่นอน และราคาระดับนี้ก็ตอบโจทย์ตั้งแต่นักเรียนนักศึกษาที่กำลังเรียนอยู่ไปจนจบใหม่เพิ่งได้งานทำเป็นที่แรกอย่างแน่นอน

โน๊ตบุ๊ค 2022 ราคาไม่เกิน 15000

สรุปสเปคโน๊ตบุ๊ค 2022 ราคาไม่เกิน 15000 บาท ทั้ง 6 รุ่น ตัวไหนน่าสนใจน่าซื้อมาทำงานบ้าง?
สรุปสเปคโน๊ตบุ๊ค 2022 ราคาไม่เกิน 15000 บาท CPU, GPU SSD

RAM

Software

หน้าจอ

น้ำหนัก

การเชื่อมต่อ ราคา
(บาท)
HP Chromebook 11MK G9 EE MediaTek Kompanio 500 (MT8183)

ARM Mali-G72 MP3

32GB e.MMC 5.0

4GB LPDDR4x
4266 MHz

Chrome OS

11.6″ HD TN

1.34 กก.

USB-C 3.2
รองรับ
Power Delivery, DisplayPort

USB 2.0 x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 5

Bluetooth 4.2

4,899
HP 15s-fq3028TU Intel Pentium Silver N6000

Intel Iris Xe Graphics

M.2 NVMe
256GB

4GB DDR4
2933MHz

Windows 11 Home

15.6″ FHD IPS

1.65 กก.

USB-A 3.2 x 2

USB-C 3.2 x 1

HDMI x 1

SD Card Reader x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.2

12,590
Lenovo ThinkBook 14 ACL AMD Ryzen 3 5300U

AMD Radeon Graphics

M.2 NVMe
256GB

4GB DDR4
3200MHz

DOS

14″ FHD IPS

1.4 กก.

USB-A 3.2 x 2

USB-C 3.2 x 2

HDMI x 1

LAN x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 5

Bluetooth 5.0

12,900
Fujitsu Lifebook E5410 Intel Core
i3-10110U

Intel UHD Graphics

M.2 NVMe
256GB

4GB DDR4
2666MHz

DOS

14″ HD IPS

1.79 กก.

USB-A 3.2 Gen 1 x 2

USB-C 3.2 Gen 2
รองรับ
Power Delivery, DisplayPort x 1

HDMI x 1

VGA x 1

SD Card Reader x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.1

14,990
INBook X2 Intel Core
i3-1005G1

Intel UHD Graphics

M.2 NVMe
256GB

4GB DDR4
2666MHz

Windows 11 Home

Microsoft Office

14″ FHD IPS

1.24 กก.

USB-C รองรับ
Power Delivery, DisplayPort x 1

USB-C x 1

USB 3.0 x 2

HDMI 1.4 x 1

MicroSD Card Reader x 1

Audio Combo x 1

Wi-Fi 5

Bluetooth 5.1

12,990
ASUS ExpertBook P2 P2451FA-EK2706 1 Intel Core
i3-10110U

Intel UHD Graphics

M.2 NVMe
256GB

4GB DDR4
2666MHz

DOS

14″ FHD TN

1.5 กก.

USB 2.0 x 1

USB-A 3.2 x 2

USB-C 3.2 x 1

HDMI x 1

VGA x 1

LAN x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.0

14,990

6 โน๊ตบุ๊ค 2022 ราคาไม่เกิน 15000 บาท ไม่ต้องจ่ายแพงก็ได้ของดีเอาไว้ทำงาน

หากผู้ใช้คนไหนกำลังมองหาโน๊ตบุ๊ค 2022 ราคาไม่เกิน 15000 บาท เอาไว้ใช้งานสักเครื่องอยู่ ไม่อยากจ่ายแพงแต่ขอสเปคดี ใช้งานได้ไหลลื่น ก็สามารถหาซื้อมาใช้งานได้อย่างแน่นอนและมีตัวเลือกหลากหลายด้วย ซึ่งทั้ง 6 รุ่นที่ผู้เขียนเลือกมาแนะนำจะมีดังนี้

  1. HP Chromebook 11MK G9 EE (4,899 บาท)
  2. HP 15s-fq3028TU (12,590 บาท)
  3. Lenovo ThinkBook 14 ACL (12,900 บาท)
  4. Fujitsu Lifebook E5410 (14,990 บาท)
  5. INBook X2 (12,990 บาท)
  6. ASUS ExpertBook P2 P2451FA-EK2706 (14,990 บาท)
1. HP Chromebook 11MK G9 EE (4,899 บาท)

HP Chromebook DSC09405

HP Chromebook 11MK G9 EE เป็นโน๊ตบุ๊ค 2022 ราคาไม่เกิน 15000 บาท ระบบปฏิบัติการ Chrome OS ซึ่งผู้เขียนได้ทำรีวิวไปก่อนหน้านี้ หากผู้ใช้ท่านไหนสนใจโน๊ตบุ๊ครุ่นนี้อยู่สามารถอ่านรีวิวฉบับเต็มได้ที่นี่ ในแง่ของจุดเด่น คือ โน๊ตบุ๊คเครื่องนี้มีน้ำหนักเบา พกพาง่าย แบตเตอรี่อึดใช้งานได้หลายชั่วโมงและใช้ความรู้ความเข้าใจของสมาร์ทโฟน Android มาประยุกต์กับโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ได้เลย ไม่ต้องเริ่มเรียนรู้ใหม่ตั้งแต่ต้นก็ได้

สเปคของ HP Chromebook ใช้ชิป MediaTek Kompanio 500 (MT8183) แบบ Octa-core กับจีพียู ARM Mali-G72 MP3 สามารถทำงานและเรนเดอร์ภาพขึ้นหน้าจอขนาด 11.6 นิ้ว ความละเอียด HD (1366×768) พาเนล TN ได้ดีไม่มีปัญหา มีหน่วยความจำแบบ e.MMC 5.0 ความจุ 32GB ติดตั้งระบบปฏิบัติการ Chrome OS มาให้พร้อมแรมอีก 4GB LPDDR4x บัส 4266MHz มีพอร์ต USB-C 3.2 รองรับ Power Delivery และ DisplayPort 1.2 x 1, USB 2.0 x 1, Audio combo x 1 เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตผ่านทาง Wi-Fi 5 มาตรฐาน 802.11ac รองรับ Bluetooth 4.2 ด้วย และน้ำหนักเครื่องเพียง 1.34 กิโลกรัม ประกอบกับราคาเครื่องเพียง 4,899 บาท ก็ถือว่าไม่แพงมากหากใครต้องการทดลองใช้ระบบปฏิบัติการ Chrome OS แล้วไม่อยากจ่ายแพงเกินไป ก็มาเริ่มกับ HP Chromebook 11MK G9 EE เครื่องนี้ก่อนได้เลย

สเปคของ HP Chromebook 11MK G9 EE
  • CPU : MediaTek Kompanio 500 (MT8183) แบบ Octa-core
  • GPU : ARM Mali-G72 MP3 Graphics
  • SSD : 32GB e.MMC 5.0
  • RAM : 4GB LPDDR4x บัส 4266 MHz
  • Monitor : 11.6 นิ้ว ความละเอียด HD (1366×768) พาเนล TN
  • Port : USB-C 3.2 รองรับ Power Delivery และ DisplayPort 1.2 x 1, USB 2.0 x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 5 มาตรฐาน 802.11ac, Bluetooth 4.2
  • Camera : 720p HD Camera
  • Software : Chrome OS
  • Weight : 1.34 กิโลกรัม
  • Price : 4,899 บาท (JD Central)
2. HP 15s-fq3028TU (12,590 บาท)

hp

โน๊ตบุ๊ค 2022 ราคาไม่เกิน 15000 บาท เครื่องถัดมาเป็น HP 15s-fq3028TU ซึ่งประสิทธิภาพของมันจัดว่าใช้ทำงานเอกสาร, เปิดเบราเซอร์เข้าเว็บไซต์ได้ไหลลื่นแน่นอน และหากใครเป็นโปรแกรมเมอร์มือใหม่อาจจะซื้อเครื่องนี้ไปลองฝึก Coding ก่อนก็ไม่มีปัญหา ขอเพียงเพิ่มแรมเป็น 8GB เท่านี้ก็ใช้งานได้ดีขึ้นมากแล้ว

ซีพียูของโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้เป็น Intel Pentium Silver N6000 แบบ 4 คอร์ 4 เธรด ความเร็ว 1.1-3.3GHz จับคู่การ์ดจอ Intel Iris Xe Graphics ประมวลผลงานและเรนเดอร์ภาพขึ้นหน้าจอขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ได้ดีแน่นอน มี M.2 NVMe SSD ความจุ 256GB ติดตั้ง Windows 11 Home มาให้พร้อมแรมอีก 4GB DDR4 บัส 2933MHz รองรับการอัพเกรดได้ 16GB DDR4 มีพอร์ต USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1, SD Card Reader x 1, Audio combo x 1 เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วย Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2 ในตัว ส่วนน้ำหนักอยู่ที่ 1.65 กิโลกรัม ซึ่งสเปคต่อราคาจัดว่าค่อนข้างดีแล้ว และถ้าอัพเกรดแรมสักหน่อย ก็ยังไม่เกินงบซื้โน๊ตบุ๊ค 2022 ราคาไม่เกิน 15000 บาท อย่างแน่นอน

สเปคของ HP 15s-fq3028TU
  • CPU : Intel Pentium Silver N6000 แบบ 4 คอร์ 4 เธรด ความเร็ว 1.1-3.3GHz
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics
  • SSD : M.2 NVMe SSD 256GB
  • RAM : 4GB DDR4 บัส 2933MHz
  • Monitor : 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS
  • Port : USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1, SD Card Reader x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax, Bluetooth 5.2
  • Camera : 720p HD Camera
  • Software : Windows 11 Home
  • Weight : 1.65 กิโลกรัม
  • Price : 12,590 บาท (Advice)
3. Lenovo ThinkBook 14 ACL (12,900 บาท)

thinkbook

Lenovo ThinkBook 14 ACL รุ่นนี้จัดว่าได้สเปคต่อราคาคุ้มค่ามากในกลุ่มโน๊ตบุ๊ค 2022 ราคาไม่เกิน 15000 บาท ได้ซีพียูประสิทธิภาพสูงอย่าง AMD Ryzen แบบประหยัดพลังงานรุ่นใหม่ หน้าจอความละเอียด Full HD ขอแค่อัพเกรดแรมให้ได้ 8GB ขึ้นไปก็ใช้งานได้ดี มีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือในตัว แต่ในเครื่องยังเป็น DOS อยู่ ผู้ใช้ก็ต้องหาระบบปฏิบัติการมาติดตั้งเอง ไม่ว่าจะเป็น Windows, Linux หรือจะเป็น Chrome OS Flex ก็ได้ ซึ่งอาจไม่ถนัดสำหรับผู้ใช้ทั่วไปแต่ถ้าเป็นสายลองของก็น่าจะถูกใจอย่างแน่นอน

สเปคภายในเครื่องได้ซีพียู AMD Ryzen 3 5300U แบบ 4 คอร์ 8 เธรด ความเร็ว 2.6-3.8GHz ใช้การ์ดจอออนบอร์ด AMD Radeon Graphics แบบ 6 คอร์ ได้หน้าจอขนาด 14 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS มี M.2 NVMe SSD ความจุ 256GB ใช้ระบบปฏิบัติการ DOS มีแรมออนบอร์ด 4GB DDR4 บัส 3200MHz มีพอร์ต USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 x 2, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1 เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตผ่าน Wi-Fi 5 มาตรฐาน 802.11ac รองรับ Bluetooth 5.0 ส่วนน้ำหนักตัวเครื่องอยู่ที่ 1.4 กิโลกรัม หากใครต้องการโน๊ตบุ๊คสเปคดีเกินตัวแค่หาระบบปฏิบัติการมาติดตั้งเพิ่มนิดหน่อยก็ซื้อรุ่นนี้ไปใช้งานได้เลย

สเปคของ Lenovo ThinkBook 14 ACL
  • CPU : AMD Ryzen 3 5300U แบบ 4 คอร์ 8 เธรด ความเร็ว 2.6-3.8GHz
  • GPU : AMD Radeon Graphics แบบ 6 คอร์
  • SSD : M.2 NVMe SSD ความจุ 256GB
  • RAM : ออนบอร์ด 4GB DDR4 บัส 3200MHz
  • Monitor : 14 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS
  • Port : USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 x 2, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 5 มาตรฐาน 802.11ac, Bluetooth 5.0
  • Camera : 720p HD Camera
  • Software : DOS
  • Weight : 1.4 กิโลกรัม
  • Price : 12,900 บาท (Advice)
4. Fujitsu Lifebook E5410 (14,990 บาท)

Screenshot 2022 09 08 091130

สำหรับโน๊ตบุ๊ค 2022 ราคาไม่เกิน 15000 บาท ก็มีโน๊ตบุ๊ค Made in Japan คุณภาพดีอย่าง Fujitsu Lifebook E5410 ให้เลือก ซึ่งจุดเด่นของตระกูลนี้ซึ่งเป็นซีรี่ส์เริ่มต้นนั้น นอกจากราคาจะไม่แพงมากก็ยังได้งานประกอบแข็งแรง พอร์ตมีครบเครื่องพร้อม USB-C แบบรองรับการต่อหน้าจอแยก DisplayPort และชาร์จแบตเตอรี่แบบ Power Delivery ได้ด้วย แต่อย่างไรก็ตาม โน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ก็ต้องหาระบบปฏิบัติการมาติดตั้งเองเช่นเดียวกับ Lenovo ในข้อก่อนหน้า แต่ก็ดีต่อผู้ใช้ที่อยากลองหาระบบปฏิบัติการอื่นๆ มาใช้งานอย่างแน่นอน

ซีพียูใน Fujitsu Lifebook ติดตั้ง Intel Core i3-10110U แบบ 2 คอร์ 4 เธรด ความเร็ว 2.1-4.1GHz ใช้การ์ดจอออนบอร์ด Intel UHD Graphics กับหน้าจอ 14 นิ้ว ความละเอียด HD (1366×768) พาเนล IPS มี M.2 NVMe SSD ความจุ 256GB ติดตั้งระบบปฏิบัติการ DOS มาให้พร้อมแรม 4GB DDR4 บัส 2666MHz ติดตั้งพอร์ต USB-A 3.2 Gen 1 x 2, USB-C 3.2 Gen 2 รองรับ DisplayPort และ Power Delivery x 1, HDMI x 1, VGA x 1, SD Card Reader x 1, Audio combo x 1 เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตผ่าน Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1 ส่วนตัวเครื่องหนัก 1.79 กิโลกรัม จัดว่ามีน้ำหนักนิดหน่อยแต่ก็ยังพกพาได้ง่าย หากใครชื่นชอบคุณภาพแบบ Made in Japan แต่ไม่อยากจ่ายแพงก็ซื้อเครื่องนี้ไปได้เลย

สเปคของ Fujitsu Lifebook E5410
  • CPU : Intel Core i3-10110U แบบ 2 คอร์ 4 เธรด ความเร็ว 2.1-4.1GHz
  • GPU : Intel UHD Graphics
  • SSD : M.2 NVMe SSD ความจุ 256GB
  • RAM : 4GB DDR4 บัส 2666MHz
  • Monitor : 14 นิ้ว ความละเอียด HD (1366×768) พาเนล IPS
  • Port : USB-A 3.2 Gen 1 x 2, USB-C 3.2 Gen 2 รองรับ DisplayPort และ Power Delivery x 1, HDMI x 1, VGA x 1, SD Card Reader x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax, Bluetooth 5.1
  • Camera : 720p HD Camera
  • Software : DOS
  • Weight : 1.79 กิโลกรัม
  • Price : 14,990 บาท (JD Central)
5. INBook X2 (12,990 บาท)

ถ้าเอาโน๊ตบุ๊ค 2022 ราคาไม่เกิน 15000 บาท เน้นคุ้มค่าราคาเป็นมิตรใช้งานได้ดี INBook X2 ก็น่าสนใจมาก เพราะน้ำหนักเบา สเปคดีพกพาง่าย พอร์ตเชื่อมต่อครบเครื่องและมี Microsoft Office ติดตั้งมาให้พร้อมใช้งาน หากใครสนใจโน๊ตบุ๊ครุ่นนี้อยู่สามารถอ่านรีวิวฉบับเต็มได้ที่นี่

สเปครุ่นที่เลือกมาแนะนำเป็น Intel Core i3-1005G1 แบบ 2 คอร์ 4 เธรด ความเร็ว 1.2-3.4 GHz กับการ์ดจอออนบอร์ด Intel UHD Graphics มาให้ใช้งาน ได้จอขนาด 14 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS มี M.2 NVMe SSD ความจุ 256GB ติดตั้ง Windows 11 Home, Microsoft Office มาให้พร้อมแรม 4GB DDR4 บัส 3200MHz มีพอร์ต USB-C รองรับการชาร์จแบตฯ Power Delivery และต่อหน้าจอแยก DisplayPort x 1, USB-C x 1, USB 3.0 x 2, HDMI 1.4 x 1, MicroSD Card Reader x 1, Audio Combo x 1 เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วย Wi-Fi 5 มาตรฐาน 802.11ac รองรับ Bluetooth 5.1 และตัวเครื่องเบาเพียง 1.24 กิโลกรัมเท่านั้น จัดว่าเบาพกง่าย สเปคดีตอบโจทย์การทำงานออฟฟิศระดับหนึ่งและเป็นมิตรกับกระเป๋าเงินของนักเรียนนักศึกษาทั้งที่เรียนอยู่และได้งานทำใหม่อย่างแน่นอน

สเปคของ INBook X2
  • CPU : Intel Core i3-1005G1 แบบ 2 คอร์ 4 เธรด ความเร็ว 1.2-3.4 GHz
  • GPU : Intel UHD Graphics
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 256GB
  • RAM : ออนบอร์ด 4GB DDR4 
  • Display : 14 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ขอบเขตสีกว้าง 100% sRGB
  • Ports : USB-C รองรับการชาร์จแบตฯ Power Delivery, ต่อหน้าจอแยก DisplayPort x 1, USB-C x 1, USB 3.0 x 2, HDMI 1.4 x 1, MicroSD Card Reader x 1, Audio Combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 5 มาตรฐาน 802.11ac รองรับ Bluetooth 5.1
  • Webcam : 720p HD Camera พร้อมดวงไฟคู่ Dual-Star light
  • OS : Windows 11 Home, Microsoft Office
  • Weight : 1.24 กิโลกรัม
  • Price : ราคา 12,990 บาท (JD Central)
6. ASUS ExpertBook P2 P2451FA-EK2706 (14,990 บาท)

โน๊ตบุ๊ค 2022 ราคาไม่เกิน 15000 บาท รุ่นสุดท้ายที่เลือกมาแนะนำเป็น ASUS ExpertBook P2 P2451FA-EK2706 ซึ่งมีพอร์ตสำหรับใช้งานติดตั้งมาให้ครบเครื่อง, อัพเกรดเพิ่ม SSD หรือ RAM ในเครื่องได้ พกพาสะดวกและสเปคก็ถือว่าดีระดับหนึ่ง แค่หาระบบปฏิบัติการอื่นมาติดตั้งเพิ่มเติมก็ใช้ทำงานได้ดีแน่นอน

ซีพียูในเครื่องเป็น Intel Core i3-10110U แบบ 2 คอร์ 4 เธรด ความเร็ว 2.1-4.1GHz มีการ์ดจอออนบอร์ด Intel UHD Graphics ใช้จอ 14 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล TN กับ M.2 NVMe SSD ความจุ 256GB ติดตั้งระบบปฏิบัติการ DOS มาให้ ส่วนแรมเป็นออนบอร์ด 4GB DDR4 บัส 2666MHz ติดตั้งพอร์ต USB 2.0 x 1, USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1, VGA x 1, LAN x 1, Audio combo x 1 เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตผ่าน Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.0 และตัวเครื่องหนัก 1.5 กิโลกรัมเท่านั้น ซึ่งโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้จัดว่าเหมาะกับสายทำงานออฟฟิศที่ต้องพกโน๊ตบุ๊คไปติดต่อลูกค้าและพรีเซนต์งานเป็นอย่างมาก เพราะมีพอร์ตต่อหน้าจอให้เลือกใช้ทั้ง HDMI, VGA ไม่ต้องพึ่งตัวแปลงแม้แต่น้อย และยังได้พอร์ตใช้งานหลักๆ มาครบถ้วนอีกด้วย จัดว่าน่าสนใจมาก

สเปคของ ASUS ExpertBook P2 P2451FA-EK2706
  • CPU : Intel Core i3-10110U แบบ 2 คอร์ 4 เธรด ความเร็ว 2.1-4.1GHz
  • GPU : Intel UHD Graphics
  • SSD : M.2 NVMe SSD ความจุ 256GB
  • RAM : ออนบอร์ด 4GB DDR4 บัส 2666MHz
  • Monitor : 14 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล TN
  • Port : USB 2.0 x 1, USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1, VGA x 1, LAN x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax, Bluetooth 5.0
  • Camera : 720p HD Camera
  • Software : DOS
  • Weight : 1.5 กิโลกรัม
  • Price : 14,990 บาท (ราคากลาง)

campaign creators gMsnXqILjp4 unsplash 1

 


บทความที่เกี่ยวข้อง

Share image Edit Name 1smartphone 1

Share image Edit Name 3monitor 1

Share image Edit Name 2tax2 1

from:https://notebookspec.com/web/666000-6-recommend-laptop-under-15000-in-2022

วิธีแชร์หน้าจอมือถือ Samsung (Android) ขึ้น Windows แบบไร้สาย ผ่านแอป Phone Link ที่ติดมากับเครื่อง

หลังเคยแนะนำวิธีแชร์หน้าจอ iPhone / iPad ขึ้น Windows ไป ก็มีคนขอเข้ามาว่าอยากให้ทำของฝั่ง Android ด้วย จริง ๆ ต้องบอกว่าของฝั่ง Android มีหลากหลายวิธีกว่ามาก แถมทำได้ไม่ใช่แค่แบบ screen mirroring แต่ใช้เมาส์คลิกสั่งงานได้เลย ติดแค่ว่าแต่ละแบรนด์มักจะใช้วิธีไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับว่าแบรนด์นั้นทำฟีเจอร์ไหนออกมา หรือถ้าเป็นแอป third-party ก็ต้องดูว่าเขียนให้รองรับแบรนด์ไหนบ้าง เพราะส่วนใหญ่ยังไม่เคยเจอแอปไหนทำได้ทุกแบรนด์ได้ในตัวเดียว หรือถ้ามีจริง ๆ ก็มักจะไม่ฟรี

ทางทีมงานเลยตัดสินใจจะคัดเลือกวิธีที่ง่ายที่สุด, ประสิทธิภาพดีที่สุด แถมใช้ฟรีของแต่ละแบรนด์มาให้ชมกัน โดยเริ่มจากของ Samsung ก่อน เนื่องจากเป็นแบรนด์ที่ Co กับ Microsoft ไว้เยอะ เลยทำได้ง่ายกว่าชาวบ้าน แล้วในบทความถัด ๆ ไปจะมาแนะนำของ Oppo, vivo, realme, OnePlus, Xiaomi, Motorola และอื่น ๆ ให้ชมกันอีกรอบครับ

วิธีที่จะมาแนะนำสำหรับมือถือ Samsung คือการแชร์หน้าจอผ่านแอป Phone Link (ชื่อเดิมคือ Your Phone) เนื่องจากเป็นแอปที่ติดมาให้อยู่แล้วบน Windows ทุกเครื่อง และทาง Microsoft ได้ร่วมพัฒนากับ Samsung ให้เป็นเพียงมือถือไม่กี่เจ้าในปัจจุบันที่สามารถแชร์หน้าจอมือถือบนแอปนี้ได้ (แบรนด์อื่นร้องไห้แล้ว) แถมขั้นตอนการใช้ก็ง่ายสุดกู่เลย เดี๋ยวไปดูกันเลยว่าทำยังไง

ขั้นตอนการแชร์หน้าจอมือถือ Samsung ผ่านแอป Phone Link

  1. ต่ออินเทอร์เน็ตของมือถือ Samsung กับคอม Windows ให้เป็น Wi-Fi เดียวกัน
  2. เปิดแอป Phone Link ในคอมขึ้นมา (มีให้ทั้งบน Windows 10 และ 11 หรือโหลดผ่าน Microsoft Store)

  3. ตั้งค่าจับคู่กับมือถือครั้งแรก โดยให้มือถือเข้าลิงก์ www.aka.ms/yourpc ผ่านเบราว์เซอร์ไหนก็ได้
  4. มือถือจะ redirect ไปหาแอป Link to Windows ที่มีอยู่แล้วทุกเครื่องโดยอัตโนมัติ (ฝังเป็น bloatware มาให้)

  5. กด Continue บนมือถือและกด Pair with QR Code บนคอม จากนั้นสแกน QR Code เพื่อจับคู่
  6. เมื่อจับคู่ถูกแล้ว ในหน้าแอป Phone Link จะต้องปรากฎชื่อมือถือของเรามุมบนซ้าย และขึ้นสถานะสีเขียวเป็น Connected
  7. เข้าที่แท็บเมนู Apps เลือก “Open Phone Screen” เพื่อแสดงจอมือถือขึ้นแอป หรือคลิกที่รูปมือถือมุมบนซ้ายเลยก็ได้

  8. บนหน้าจอมือถือครั้งแรก กดปุ่ม Start Now

  9. แอปจะแสดงภาพจากจอมือถือแยกออกมาเป็นอีกหนึ่งหน้าต่างให้ใช้งาน

 

ข้อดีของการแชร์หน้าจอผ่านแอป Phone Link

  • สามารถใช้เมาส์คลิก หรือใช้แป้นพิมพ์จาก Windows พิมพ์สั่งงานได้ โดยที่จอมือถือก็จะแสดงทุกอย่างตามแบบเรียลไทม์


  • หากจอมือถือดับไปแล้ว ยังสามารถใช้งานบน Windows ต่อได้


  • หากไม่อยากให้ 2 จอทำงานทำงานพร้อมกัน สามารถเปิดแยกทีละแอปแทนได้ ผ่านเมนู Apps ด้านนอก (ใช้เหมือนเป็นแอป Android ในเครื่อง Windows ตัวหนึ่งเลย)


  • ดีเลย์ค่อนข้างน้อย ต่างกันประมาณหลัก 0.05 – 0.10 วินาที

 

ข้อสังเกต

  • ปัจจุบันนอกจากมือถือ Samsung แล้ว มีเพียง Surface Duo กับ HONOR บางรุ่นเท่านั้นที่ใช้ได้ ถ้าลองเอา Android ยี่ห้ออื่นมาเชื่อมต่อจะพบว่าแท็บของหน้า Apps หายไป ทำให้ไม่สามารถใช้งานฟีเจอร์ Open Phone Screen หรือการเปิดแอปเดี่ยวได้

  • เชื่อมต่อพร้อมกันหลายเครื่องได้ แต่สลับใช้ได้แค่ทีละเครื่อง

  • แสดงวิดีโอแนวนอนเต็มจอไม่ได้ สูงสุดได้เท่าด้านยาวของมือถือ

  • เฟรมเรตหรือความสมูทของภาพไม่ได้สูงเท่าบนมือถือ ต่อให้แสดงบนหน้าจอคอม Hz สูงมากก็ตาม และหากเน็ตไม่แรงพอก็มีกระตุกให้เห็นบ้าง

 

สรุปก็คือ Phone Link เป็นแอปที่ออกแบบมาเพื่อมือถือ Samsung โดยเฉพาะ เพราะใช้งานร่วมกับฟีเจอร์แอปและการแชร์หน้าจอต่าง ๆ ได้ครบครันที่สุดแล้ว ซึ่งน่าเสียดายที่ยังใช้กับมือถือ Android ยี่ห้ออื่นไม่ได้ ฉะนั้นในบทความถัดไปจะมาแนะนำวิธีแชร์หน้าจอสำหรับ Oppo, vivo, realme, OnePlus, Xiaomi, Motorola และอื่น ๆ กันบ้าง แอปเกริ่น ๆ ไว้หน่อยว่าบางยี่ห้อก็ทำได้เลยในตัวไม่ต้องลงแอปเพิ่มเช่นกัน ฝากรอติดตามด้วยนะครับ

 

from:https://droidsans.com/how-to-mirror-or-share-samsung-phone-screen-on-windows-pc/

Microsoft ยืนยันเกิด Audio Bug ใน Windows 10 หลังการอัปเดท KB5015878 ล่าสุด

Microsoft ระบุว่า ได้แก้ไขข้อบกพร่องด้วย KIR – (Known Issue Rollback) แล้ว

Credit : news.softpedia.com
ข้อผิดพลาดนี้เกิดจากการอัปเดทในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมและใหม่กว่าสำหรับ Windows 10 โดย Microsoft อธิบายในการอัปเดทล่าสุดบน Windows Health Dashboard ว่าปัญหามีพฤติกรรมที่แตกต่างกันในอุปกรณ์บางรุ่น
 
Microsoft กล่าวว่า หลังจากติดตั้ง KB5015878 หรืออัพเดทที่ใหม่กว่า อุปกรณ์ Windows บางตัวอาจมีปัญหาเรื่องระบบเสียงไม่ทำงาน อุปกรณ์ Windows ที่ได้รับผลกระทบบางตัวอาจไม่มีเสียงออกมาให้ได้ยิน แต่อุปกรณ์ Windows ที่ได้รับผลกระทบอื่นๆ อาจมีปัญหาเฉพาะกับบางพอร์ต อุปกรณ์เสียงบางตัว หรือเฉพาะในบางแอพพลิเคชันเท่านั้น ไดรเวอร์อุปกรณ์เสียงที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่มีการตั้งค่า “audio enhancements” ที่ปิดใช้งานก่อนที่จะติดตั้ง KB5015878 หรือไดรเวอร์อุปกรณ์เสียงมีปัญหากับฟีเจอร์ “audio enhancements”
 
คำแนะนำจาก Microsoft :
  • ตัวแก้ไขปัญหาเสียงหรือเสียงของ Windows อาจจะแก้ไขปัญหาได้ ผู้ใช้งานสามารถเปิดเครื่องมือแก้ปัญหาได้จาก Fix sound or audio problems ใน Windows โดยการเลือกปุ่ม Open Get Help หน้าต่างโต้ตอบรับความช่วยเหลือจะเปิดขึ้นมา เพื่อให้ผู้ใช้ยอมรับเพื่อเปิดตัวแก้ไขปัญหา
  • หากเสียงของอุปกรณ์ยังคงไม่ทำงาน ให้ทำการตั้งค่าใน Disable Audio Enhancements :
– ในแถบเครื่องมือมุมขวาด้านล่างของหน้าจอ ให้คลิกขวาที่ไอคอน volume
– คลิก Sounds
– ในแท็บ Playback ให้เลือกอุปกรณ์ที่กำลังใช้งาน แล้วคลิก Properties – ในแท็บ Enhancements ให้ทำเครื่องหมายที่ “Disable all sound effects”
– คลิก Apply > OK
 

from:https://www.techtalkthai.com/microsoft-confirms-audio-bug-in-windows-10-after-latest-update-kb5015878/

Tips | รับ-ส่งไฟล์ไร้สายระหว่างโน้ตบุ๊ค Windows 10 / 11 ได้ง่าย ๆ ไม่ใช้เน็ต ด้วยฟีเจอร์ Nearby Sharing

หลายคนที่ใช้งาน Windows อาจจะเคยชินกับการโยนไฟล์ให้เพื่อนผ่านทางแอปแชท หรือถ้าเป็นไฟล์ใหญ่ก็จำเป็นต้องไปอัป Google Drive ก่อนแล้วก๊อปลิงก์ส่งให้อีกที ซึ่งดูแล้วยุ่งยากพอสมควร แต่จะดีกว่ามั้ยถ้าเราสามารถส่งไฟล์ให้กับคอมเครื่องข้าง ๆ ได้ทันทีโดยไม่ต้องรออัปโหลดดาวน์โหลด 2 ต่อ แถมเวลาไม่มีเน็ตก็ยังส่งได้ด้วย วันนี้เลยขอแนะนำให้รู้จักกับฟีเจอร์ Nearby Sharing ที่มาพร้อมกับ Windows 10 และ 11 ทุกเครื่อง

ฟีเจอร์ Nearby Sharing ฟังชื่อแล้วคล้าย ๆ กับ Nearby Share ของ Android ซึ่งจริง ๆ เป็นคนละตัวกัน แต่การทำงานก็ถือว่าคล้ายกันเลย รวมถึง AirDrop หรือ Quick Share ของค่ายอื่นด้วย คือสามารถรับ-ส่งไฟล์แบบไร้สายระหว่างอุปกรณ์ 2 เครื่องที่อยู่ใกล้กันได้โดยไม่ใช้อินเทอร์เน็ต

อย่างไรก็ดี ตัว Nearby Sharing จะมีความพิเศษกว่าชาวบ้านเล็กน้อย คือเลือกได้ 2 แบบว่าจะส่งผ่าน Bluetooth หรือ Wi-Fi ก็ได้ ซึ่งถ้าเลือกผ่าน Wi-Fi ก็จะทำให้ส่งได้เร็วกว่าและไกลกว่า แล้วแต่ว่าตอนนั้นเราสะดวกใช้แบบไหน ติดที่ว่าต้องมีการตั้งค่าเพิ่มเติมนิดหน่อย เดี๋ยวไปดูกันเลยว่าฟีเจอร์นี้ใช้งานยังไง พร้อมจะทดสอบให้ดูด้วยว่าขนาดไฟล์หลัก MB และหลัก GB บนทั้ง 2 แบบใช้ความเร็วต่างกันแค่ไหน

วิธีตั้งค่าเปิดฟีเจอร์ Nearby Sharing บน Windows 11

ปกติแล้วค่า default ของ Windows 11 มักจะปิดไม่แสดงปุ่ม Nearby Sharing ในแถบ Quick Settings ไว้แต่แรก ดังนั้นก่อนอื่นเราต้องกด Add เพิ่มก่อนผ่านการคลิกที่ Edit quick settings หรือไอคอนรูปปากกาด้านล่างขวา > กดปุ่ม Add > เลือกหา Nearby Sharing > กด Done

 

เมื่อเปิดใช้งานครั้งแรก ค่า Default ของฟีเจอร์นี้จะถูกเปิดไว้เป็นแบบ My Devices only คือมองเห็นและรับส่งไฟล์ได้เฉพาะอุปกรณ์ Windows ของเราที่ล็อกอินด้วยบัญชี Microsoft เดียวกัน แนะนำให้เข้าไปตั้งค่าเป็นแบบ Everyone Nearby ก่อนเพื่อให้ทุกเครื่องรอบตัวมองเห็นได้ ผ่านการคลิกขวาที่ไอคอนปุ่ม Nearby Sharing > Go to Settings > เลือก Everyone Nearby

ทุกเครื่องจะมองเห็นอุปกรณ์ของเราในชื่อที่เราเคยตั้งไว้เองแต่แรก อย่างเครื่องตัวอย่างที่ใช้ทดสอบนี้ตั้งไว้ว่า “IdeaPad-Gaming” ซึ่งหากใครอยากเปลี่ยนชื่อก็สามารถกด Rename ที่ปุ่มด้านขวาได้เลย (จะบังคับ Restart ด้วย 1 รอบ)

 

วิธีตั้งค่าเปิดฟีเจอร์ Nearby Sharing บน Windows 10

คล้ายกับของ Windows 11 คือคลิกเปิดที่แถบ Quick Settings จากปุ่มแจ้งเตือนมุมล่างขวา > กด Expand เพื่อขยาย > เปิด Nearby Sharing > คลิกขวาเลือก Go to Settings > ตั้งค่าเป็น Everyone Nearby

 

ส่วนวิธีดูชื่ออุปกรณ์ อันนี้ดูจากหน้าตั้งค่าฟีเจอร์เหมือนของ Windows 11 ไม่ได้ ต้องไปดูผ่านเมนู System ของตั้งค่า Windows โดยเข้าไปที่ Start > Settings > System > About > ดูชื่อได้ที่หมวด Device name และหากใครอยากเปลี่ยนชื่อก็กด Rename this PC (จะบังคับ Restart ด้วย 1 รอบ)

 

วิธีรับ-ส่งไฟล์ด้วย Nearby Sharing บน Windows

Nearby Sharing ของ Windows สามารถส่งไฟล์ได้ทุกประเภทไม่จำกัดนามสกุล ตั้งแต่ไฟล์ภาพ jpg / png ,ไฟล์บีบอัด zip / rar / iso หรือไฟล์ setup โปรแกรม .exe ก็ส่งได้หมด โดยจะเลือกส่งทีละไฟล์หรือหลายไฟล์พร้อมกันก็ได้ (แต่ส่งเป็นโฟลเดอร์ไม่ได้) และไม่จำกัดขนาดไฟล์ที่ส่งด้วย ดังนั้นจะเล็กหรือใหญ่เป็น GB หรือ TB ก็แล้วแต่เราสะดวก แต่เวลาส่งก็จะนานขึ้นตามขนาดของไฟล์

วิธีส่งบน Windows 11 ให้เลือกไฟล์ที่ต้องการ > คลิกขวา > เลือกไอคอนปุ่ม Share ที่อยู่แถวด้านบน > จะมีเมนูค้นหาอุปกรณ์เปิดขึ้นมา

ในตัวอย่างนี้จะลองส่งไฟล์ขนาด 20MB จากโน้ตบุ๊ค IdeaPad-Gaming ที่เป็น Windows 11 ไปยังโน้ตบุ๊ค ACER-Nitro-5-droidsans ซึ่งหากกดส่งเลยโดยที่ยังไม่ได้ตั้งค่าอะไร Windows จะเลือกใช้วิธีส่งผ่าน Bluetooth เป็นวิธีหลักก่อน ดังนั้นต่อให้ปิด Wi-Fi อยู่ก็สามารถหาอุปกรณ์เจอและกดส่งได้

เมื่อเครื่องต้นทางกดส่ง เครื่องปลายทางจะมีแจ้งขึ้นมา ให้ยืนยันรับไฟล์โดยกดที่ปุ่ม Save หรือ Save & open ภายใน 15 วินาที ซึ่งถ้าเกินนี้เครื่องจะปฏิเสธคำขอให้เองอัตโนมัติ ต้องกดส่งกันใหม่อีกรอบ

ของฝั่ง Windows 10 ส่งมาให้ Windows 11 ก็จะหน้าตาคล้าย ๆ กัน เลือกไฟล์ที่ต้องการ > คลิกขวา > เลือก Share > จะมีเมนูค้นหาอุปกรณ์เปิดขึ้นมา ในฝั่งเครื่องปลายทางหากมีแจ้งเตือนขึ้นมาแล้วก็กด Save ได้ตามปกติ

 

การตั้งค่าให้ส่งด้วย Wi-Fi แทน Bluetooth

อย่างที่กล่าวไปว่าถ้ากดส่งเลยโดยที่ยังไม่ได้ตั้งค่าอะไร Windows จะเลือกใช้วิธีส่งผ่าน Bluetooth เป็นวิธีหลักก่อน แต่ตามคอมมอนเซนส์การส่งด้วย Wi-Fi มักจะเร็วกว่า Bluetooth อยู่เสมอ เพราะความเร็วในการเชื่อมต่อสูงกว่า จึงได้เลือกวิธีส่งผ่าน Wi-Fi มาให้เป็นตัวเลือกอีกวิธีด้วย แต่ก็ต้องมีการตั้งค่าก่อยเล็กน้อย เดี๋ยวไปดูว่าทำยังไงบ้าง

อันดับแรก คอมทั้ง 2 เครื่องจะต้องเชื่อมต่อ Wi-Fi ตัวเดียวกันก่อน เพื่อจำกัดการส่งไฟล์ให้อยู่ในวง TCP/IP หรือหมายเลข IP Address เดียวกัน และต้องตั้งค่า Wi-Fi ให้เชื่อมต่อแบบ Private ก่อนทั้งคู่ ถึงจะสามารถส่งไฟล์หากันได้ แต่ถึงยังไงคอมก็ยังต้องเปิด Bluetooth ไปด้วยอยู่ดีเพื่อใช้ค้นหาอุปกรณ์ข้าง ๆ ไม่สามารถใช้ Wi-Fi ค้นหาแทน Bluetooth ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย (ใช้ส่งอย่างเดียว)

วิธีตั้งค่า Wi-Fi ให้เป็น Private บน Windows 11 เปิดแถบ Quick Settings > คลิกขวาที่ไอคอน Wi-Fi > Go to Settings > คลิกที่ชื่อ Wi-Fi ที่กำลังเชื่อมต่อ (ในตัวอย่างจะเป็น droidsans_ais5G) > เลือก Private network

ส่วนของ Windows 10 ก็ทำคล้ายกัน เปิดแถบ Quick Settings > คลิกเปิดที่เมนู Wi-Fi > กดเลือก Properties > ในหน้าตั้งค่าเลือก Private network

เท่านี้เวลาที่ทั้ง 2 อุปกรณ์เชื่อมต่อด้วย Wi-Fi เดียวกัน เครื่องก็จะเลือกส่งไฟล์ด้วยวิธี Wi-Fi แทน Bluetooth โดยอัตโนมัติ แต่ถ้าหากไม่ได้ใช้งานแล้วก็แนะนำให้ไปตั้งเป็น Public เหมือนเดิมดีกว่า เนื่องจากจะป้องกันไม่ให้เครื่องอื่นที่ไม่รู้จักหาเราเจอเวลาใช้ Wi-Fi สาธารณะ

 

Nearby Sharing กำลังจะรองรับการค้นหาอุปกรณ์ผ่านวง Wi-Fi

ล่าสุด Microsoft เตรียมออกฟีเจอร์ใหม่ให้กับ Nearby Sharing เพิ่มเติม คือจะเปลี่ยนจากการส่งไฟล์ผ่าน Wi-Fi จากในวง TCP แบบเดิม ให้กลายเป็นวง UDP แทนแล้ว

โปรโตคอลแบบ UDP มีข้อดีกว่าคือจะไม่เปิดเผยเลข IP ผู้รับ-ผู้ส่งบนเครือข่าย Wi-Fi สาธารณะ ทำให้แก้ข้อเสียเก่าคือสามารถใช้ Wi-Fi ค้นหาอุปกรณ์แทน Bluetooth ได้เลย ซึ่งจะช่วยให้อุปกรณ์ค้นหากันได้ไกลกว่าเดิม รวมถึงเครื่อง Desktop PC ที่ไม่มีการ์ด Bluetooth ก็จะสามารถใช้ฟีเจอร์นี้ได้ แต่ยังไงก่อนใช้ก็ต้องตั้งค่า Wi-Fi ให้เชื่อมต่อแบบ Private เหมือนเดิม

 

เปรียบเทียบความเร็วส่งไฟล์ระหว่าง Bluetooth vs. Wi-Fi

ถ้าเป็นการส่งไฟล์ขนาดเล็กอย่างไฟล์รูปขนาด 2-3 MB ทั้ง 2 วิธีอาจไม่เห็นความแตกต่างกันเท่าไหร่ เพราะน่าจะเร็วพอ ๆ กันอยู่แล้ว ดังนั้นวันนี้เลยขอเลือกทดสอบด้วยไฟล์ที่ใหญ่ขึ้น 2 ขนาด คือ 20 MB และ 1 GB เดี๋ยวจะมาเปรียบเทียบให้ดูกันว่าทั้ง 2 วิธีส่งไฟล์เร็วต่างกันแค่ไหน

  • ส่งไฟล์ 20 MB ผ่าน Bluetooth ใช้เวลาประมาณ 2 นาที 10 วินาที
  • ส่งไฟล์ 20 MB ผ่าน Wi-Fi ใช้เวลาประมาณ 19 วินาที

  • ส่งไฟล์ 1 GB MB ผ่าน Bluetooth ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 20 นาที 32 วินาที
  • ส่งไฟล์ 1 GB MB ผ่าน Wi-Fi ใช้เวลาประมาณ 5 นาที 40 วินาที

จากเวลาที่ทดสอบมาด้านบนก็จะเห็นแล้วว่าใช้ Wi-Fi ส่งเร็วกว่าใช้ Bluetooth อย่างชัดเจน แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับเวอร์ชัน Bluetooth, เวอร์ชัน Wi-Fi และความเร็วเน็ตบ้านที่ใช้ด้วย ซึ่งจะทำให้แต่ละที่หรือแต่ละเครื่องใช้ระยะเวลาส่งนานไม่เท่ากัน

ดังนั้นสรุปว่าฟีเจอร์ Nearby Sharing สามารถใช้งานได้จริง เหมาะกับการส่งไฟล์ให้โน้ตบุ๊คที่อยู่ข้าง ๆ กันแบบเดียวกันมือถือ แถมตั้งค่าได้ด้วยว่าจะส่งผ่าน Bluetooth (ไม่มีเน็ต) หรือ Wi-Fi ก็ได้ ซึ่งแบบ Bluetooth แนะนำให้ใช้ส่งไฟล์ที่ขนาดไม่ใหญ่มาก เช่น ไฟล์ภาพ หรือไฟล์เอกสาร ส่วนถ้าเป็นไฟล์ที่ใหญ่ขึ้นหลัก GB เช่นไฟล์บีบอัดหรือไฟล์ประเภท Setup อันนี้ส่งแบบผ่าน Wi-Fi จะเร็วกว่า

อย่างไรก็ตาม ในโหมด Wi-Fi จะเปิดให้คอมประเภทเดสก์ท็อปที่ไม่มี Bluetooth สามารถใช้ฟีเจอร์นี้ได้ด้วย ซึ่งก็คงต้องรอติดตามกันเร็ว ๆ นี้ว่าจะเป็นเมื่อไหร่ ทั้งนี้หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการแนะนำฟีเจอร์ Nearby Sharing ครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ให้ทุกคนลองเอาไปใช้ตามกันดู รับรองว่าใช้ทำงานร่วมกับคนรอบข้างได้สะดวกขึ้นแน่นอนครับ

from:https://droidsans.com/tips-send-and-receive-files-using-nearby-sharing-on-windows/

Microsoft ออกแพทช์เดือนกรกฎาคมให้ Windows 10 และ 11 แก้ไขช่องโหว่รวม 84 รายการ พบ 4 รายการอยู่ในขั้นวิกฤต

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา Microsoft ได้ปล่อยแพทซ์อัปเดตบน Windows 10 และ 11 ซึ่งเป็น Patch Tuesday รอบเดือนกรกฎาคม 2022 ที่จะปล่อยอยู่แล้วทุกอังคารที่ 2 ของเดือน รอบนี้มีการอัปเดตตัวเลขจำนวนช่องโหว่เพิ่มขึ้นรวมทั้งหมดเป็น 84 รายการ (เดือนที่แล้ว 55 รายการ) หนึ่งในนั้นนับเป็นช่องโหว่ zero-day ระดับ critical หรือวิกฤตรวมอยู่ 4 รายการ

เว็บไซต์ BleepingComputer ซึ่งทำสำรวจด้านความปลอดภัยไซเบอร์ระบุว่า เดือนนี้มีช่องโหว่ zero-day ที่เกี่ยวข้องกับด้าน Elevation of Privilege Vulnerability หรือการยกระดับสิทธิ์เข้าถึงอุปกรณ์เพิ่มสูงขึ้น ตรงกับผลสำรวจของ BeyondTrust ก่อนหน้านี้ซึ่งระบุว่าเป็นเทรนด์รูปแบบการโจมตีที่พบเห็นบ่อยที่สุดในช่วงปี 2021-2022 สามารถตรวจสอบรายชื่อช่องโหว่ที่ได้รับการแก้ไขรอบนี้ทั้งหมดได้จากหน้านี้

ช่องโหว่ระดับวิกฤต 4 รายการ มีดังนี้

  • CVE-2022-30221 การรันโค้ดระยะไกลในส่วนของ Windows Graphics Component
  • CVE-2022-22029 การรันโค้ดระยะไกลในส่วนของ Windows Network File System 1
  • CVE-2022-22039 การรันโค้ดระยะไกลในส่วนของ Windows Network File System 2
  • CVE-2022-22038 การรันโค้ดระยะไกลในส่วนของ  Remote Procedure Call Runtime

ช่องโหว่ทั้งหมดถูกค้นพบภายในโดยทีม Microsoft Threat Intelligence Center (MSTIC) และ Microsoft Security Response Center (MSRC) อย่างที่กล่าวไปว่าแพทช์ความปลอดภัยแบบนี้จะมาแค่เดือนละครั้ง ซึ่งจะมีจำนวนรายการมากน้อยต่างกันไป แต่ครั้งนี้ถือว่าค่อนข้างเยอะขึ้น ดังนั้นแนะนำว่าอย่าปล่อยทิ้งไว้นาน เข้าไปอัปเดตกันไว้ก่อนผ่านหน้า Windows Update ตั้งแต่เนิ่น ๆ เลยครับ

 

 

ที่มา : BleepingComputer

 

 

 

from:https://droidsans.com/microsoft-july-2022-patch-tuesday-for-windows-10-and-11/

Windows Autopatch พร้อมให้ใช้งานแล้ว

ก่อนหน้านี้ Windows Autopatch ได้รับการประกาศถึงการเตรียมความพร้อมครั้งแรกเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยทาง Microsoft ได้ระบุว่าจะพร้อมให้ใช้งานฟรี สำหรับลูกค้าของ Microsoft ที่มี Licensed Windows 10/11 Enterprise E3 ขึ้นไป ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2565

Bleeping Computer
Windows Autopatch เป็นบริการระดับองค์กรที่อัปเดตซอฟต์แวร์ และเข้ามาจัดการการปรับใช้งานเพื่อคุณภาพของ Windows 10 และ Windows 11 และการอัปเดตฟีเจอร์ ตลอดจนไดรเวอร์ เฟิร์มแวร์ และการอัปเดตแอป Microsoft 365 สำหรับองค์กรโดยอัตโนมัติ
 
อย่างไรก็ตาม Microsoft จะยังคงเผยแพร่การอัปเดตในวันอังคารที่สองของทุกเดือนต่อไป ซึ่ง Autopatch จะเข้ามาช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและความคล่องตัวในการอัปเดตใหม่ๆ โดยผู้ใช้งานที่ลงทะเบียน Windows Autopatch จะได้รับการย้ายการปรับปรุงจากองค์กรไปยัง Microsoft และจะไม่ได้อยู่ภายใต้การดูแลในทีมไอทีอีกต่อไป
 
Windows Autopatch ยังมีฟีเจอร์ Halt and Rollback ในตัวที่จะบล็อกการอัปเดตไม่ให้นำไปใช้กับวงแหวนทดสอบที่สูงขึ้นหรือย้อนกลับโดยอัตโนมัติเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาการอัปเดต ซึ่งการลงทะเบียนอุปกรณ์เท่านั้นเพื่อให้สามารถเข้าถึงฟีเจอร์เหล่านี้ได้ โดยวิดีโอนี้จะเป็นการอธิบายขั้นตอนที่ผู้ดูแลระบบต้องดำเนินการเพื่อลงทะเบียนอุปกรณ์ใน Windows Autopatch
 
  • ค้นหารายการ Windows Autopatch ใน Tenant Administration ของศูนย์ผู้ดูแลระบบ Microsoft Endpoint Manager
  • เลือกการลงทะเบียน
  • เลือกช่องทำเครื่องหมายเพื่อยอมรับข้อกำหนดและเงื่อนไขและเลือก ‘ยอมรับ’
  • เลือก ‘ลงทะเบียน’
 
การอัปเดตจะถูกนำไปใช้อย่างเป็นลำดับ โดยเริ่มจาก ‘test ring’ และไปยังชุดอุปกรณ์ที่อนุญาตให้ตรวจสอบประสิทธิภาพและเปรียบเทียบเมตริกก่อนการอัปเดต
 
  • ‘test ring’ ดำเนินการตรวจสอบจำนวนอุปกรณ์ขั้นต่ำ
  • ‘first ring’ ดำเนินการประมาณ 1% ของอุปกรณ์ปลายทางทั้งหมด
  • ‘fast ring’ ดำเนินการประมาณ 9%
  • ‘broad ring’ ดำเนินการส่วนที่เหลืออีก 90% ของจำนวนอุปกรณ์ปลายทางทั้งหมด
 

from:https://www.techtalkthai.com/microsoft-windows-autopatch-available-now/

ผลทดสอบ Windows 11 เทียบกับ Windows 10 บน PugetBench พบว่าตอนนี้แรงเท่ากันแล้ว (แต่ยังไม่ครบทุกด้าน)

ถ้ายังจำกันได้ Windows 11 เปิดตัวครั้งแรกในเดือนตุลาคมปี 2021 ซึ่งตอนนี้ก็ผ่านมานานถึง 8 เดือน หลายคนน่าจะอยากรู้ว่าดีขึ้นกว่าเดิมขนาดไหน ล่าสุดทาง Puget Systems ซึ่งเป็นบริษัทจำหน่ายพีซีแบบ Custom และเป็นเจ้าของ PugetBench ด้วย ได้ทำการทดสอบประสิทธิภาพของ Windows 11 เวอร์ชันปัจจุบันเทียบกับ Windows 10 พบว่าตอนนี้คะแนนออกมาเท่ากันเกือบจะทุกด้านแล้ว

ก่อนหน้านี้ Puget Systems เคยทดสอบคะแนนของ Windows 11 ตอนเพิ่งออกมาใหม่ ๆ เก็บไว้ ตอนนั้นคะแนนยังด้อยกว่า Windows 10 ในหลายด้าน เนื่องจากตัวโปรแกรมและแอปต่าง ๆ ยังไม่ได้ออกแบบมาให้รองรับ Windows 11 ได้สมบูรณ์

ปัจจุบันผ่านไป 8 เดือน Puget ได้ทดสอบ Windows 11 เวอร์ชันล่าสุดที่ผ่านการอัปเดตแก้บัคต่าง ๆ แล้วร่วมกับฮาร์ดแวร์ชุดเดิมอีกครั้ง ซึ่งประกอบไปด้วยซีพียู 4 รุ่น ได้แก่ Core i9-12900K, Ryzen 9 5950X, Threadripper Pro 5975W และ Threadripper Pro 5995W และแบ่งการทดสอบ PugetBench ออกเป็น 5 หมวด ได้แก่

  • การตัดต่อวิดีโอด้วย Premiere Pro, After Effects และ DaVinci Resolve Studio



  • การแต่งภาพด้วย Photoshop และ Lightroom Classic


  • การเรนเดอร์ 3D ด้วยซีพียูผ่าน C4D, V-Ray และ Blender




  • การเรนเดอร์ 3D ด้วยจีพียูผ่าน OctaneBench, V-Ray และ Blender




  • การพัฒนาเกมด้วย Unreal Engine 4



 

ผลออกพบมาว่า Windows 11 มีคะแนนหลายด้านโดยเฉลี่ยใกล้เคียงกับ Windows 10 แล้ว แม้จะมีบางการทดสอบได้คะแนนน้อยกว่าอยู่ เช่น การตัดต่อวิดีโอ ฝั่ง Windows 10 ยังสูงกว่าเล็กน้อยเกือบตัวโปรแกรมทุกซีพียู (ยกเว้น After Effect บน Core i9) รวมถึงการเรนเดอร์ด้วยจีพียูและการพัฒนาเกม Windows 10 ก็ยังดีกว่ามาก โดยเฉพาะ Unreal Engine บน Core i9 ที่ยังทิ้งห่าง 11 ไปเกือบ 3 เท่า แต่การใช้ Photoshop และ Lightroom ตอนนี้ถือว่าสูสีกันทั้งคู่แล้ว

ทาง Puget Systems สรุปว่าตอนนี้ Windows 11 ดีเทียบเท่า Windows 10 แล้วในเรื่องการใช้งานทั่วไป การแต่งภาพ และการเรนเดอร์ผ่านซีพียูและจีพียูต่าง ๆ ต่างจากก่อนหน้านี้ที่ยังประสิทธิภาพด้อยกว่าแบบทิ้งห่างออกไปเกือบหมด

อย่างไรก็ตาม งานเฉพาะด้านอย่างเช่น การพัฒนาเกมบน Unreal Engine ยังถือว่าตามหลังค่อนข้างเยอะอยู่ แต่ก็ยังเป็นแค่กับซีพียูบางโมเดลแล้วเท่านั้น เพราะต้องยอมรับว่าไม่ได้มีแค่ปัจจัยจากตัว Windows 11 อย่างเดียว แต่ตัวไดร์เวอร์ของซีพียูเองก็ต้องทำออกมารองรับไปพร้อม ๆ กันด้วย ดังนั้นก็ต้องรอให้มีการอัปเดตเพิ่มเติมด้านนี้โดยเฉพาะกันต่ออีกหน่อยครับ

 

 

ที่มา : Puget Systems

from:https://droidsans.com/windows-11-is-now-as-fast-as-windows-10-on-pugetbench/