คลังเก็บป้ายกำกับ: FEATURED

เสียคนเพราะ Metaverse? Mark Zuckerberg สูญเงิน 8 หมื่นล้าน จากรวยอันดับ 3 ดิ่งสู่ 20 ในปีเดียว

Mark Zuckerberg เสียคนเพราะ Metaverse? สูญเงิน 8 หมื่นล้าน ดิ่งจากเศรษฐีอันดับ 3 ของโลกสู่อันดับ 20 ในเวลาแค่ 1 ปี แถมราคาหุ้น Meta ร่วง 56.85%

“Facebook กำลังเผชิญกับขาลง” คือเรื่องที่ได้ยินจนชินหูในช่วงหลังๆ ทั้งผู้ใช้ที่ลดลง ทั้งราคาหุ้นที่ดิ่งหนัก ไปจนถึงฟีเจอร์ที่ไม่มีอะไรใหม่นอกจากเลียนแบบจากเจ้าอื่น แถมคู่แข่งตัวยงอย่าง TikTok ก็ดูเหมือนจะมีหน้ามีตา ท้าทายสถานะนำของ Facebook มากขึ้นไปทุกที 

ไม่ใช่แค่ตัวแพลตฟอร์มเท่านั้น แต่ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของบริษัทอย่าง Mark Zuckerberg ก็ถูกมองว่าอยู่ในขาลงเช่นเดียวกัน ก่อนหน้านี้ไม่นาน มีนักวิชาการออกมาวิจารณ์อย่างร้อนแรงว่า “Meta จะไม่มีวันไปได้ไกล ตราบใดที่เขายังเป็นผู้นำอยู่”

ประเด็นหลักที่น่าสนใจคือ ในปีนี้ Mark Zuckerberg คือบุคคลที่สูญเสียความร่ำรวยมากที่สุดในโลก มูลค่าสินทรัพย์หายไปแล้วกว่า 7.1 หมื่นล้านเหรียญ นับตั้งแต่ต้นปี 2022 พูดง่ายๆ คือ หายไปเกินครึ่งของที่เคยมี ทั้งๆ ที่ในปีนี้ ไม่มีเศรษฐีสหรัฐฯ รายไหนสูญเสียรายได้เกินกว่า 5 หมื่นล้านเหรียญเลย

และหากนับย้อนกลับไป 1 ปี เขาสูญความมั่งคั่ง (ซึ่งหลักๆ มาจากหุ้นของ Meta 350 ล้านหุ้น) ไปแล้วกว่า 8.6 หมื่นล้านเหรียญ โดยนักวิเคราะห์หลายคนมองว่า ผู้ร้ายของเรื่องนี้คือ Metaverse

เสียเรื่องเพราะ Metaverse?

หลังจากประกาศรีแบรนด์บริษัทเป็น Meta เมื่อตุลาคม ปี 2021 ราคาหุ้นก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง ก่อนที่ในช่วงต้นปีนี้ Meta จะดิ่งเหวครั้งประวัติศาสตร์ 26% ในวันเดียว หลังจากบริษัทรายงานผลประกอบการออกมาแล้วไม่เข้าตานักลงทุน แถมตัวเลขผู้ใช้งานเป็นประจำทุกวัน (DAUs) ของ Facebook ลดลงเป็นครั้งแรก  

source: Meta Investor Relations

Laura Martin นักวิเคราะห์อาวุโสด้านธุรกิจอินเทอร์เน็ตของ Needham & Co. ชี้ว่า สาเหตุของความไม่เชื่อมั่นมาจากการลงทุนมหาศาลใน Metaverse ที่ยังอยู่ในขั้นพัฒนาและยังไม่ก่อให้เกิดมูลค่าใดๆ และการลงทุนใน Instagram Reels เพื่อตอบโต้ TikTok ก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร และบริษัทก็ยอมรับกันเองภายในว่ายังเทียบชั้นไม่ได้จริงๆ

ภายใต้เศรษฐกิจโลกที่กำลังบอบช้ำและส่งผลต่อบริษัทในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีถ้วนหน้าช่วงไตรมาส 2/2022 

  • Meta ได้กำไรจากธุรกิจแอปพลิเคชัน 11.16 หมื่นล้านเหรียญ (ลดลงจากปลายปีก่อน 30%) 
  • ขาดทุนจากธุรกิจ VR และ AR ถึง 2.8 พันล้านเหรียญ (ลดลงเพียง 15%) 

แถม Zuckerberg เคยพูดเองว่า การลงทุน Metaverse จะทำให้บริษัทต้องสูญเงินอย่างมีนัยสำคัญไปอีก 3-5 ปี

Mandeep Singh นักวิเคราะห์ด้านเทคโนโลยีของ Bloomberg Intelligence ให้ความเห็นว่า หาก Meta ไม่ได้ทะเยอทะยานในโปรเจ็กต์ Metaverse ผลการดำเนินในช่วงที่ผ่านมาก็อาจจะเกาะกลุ่มไปกับ Alphabet บริษัทเจ้าของ Google คือหุ้นสูญเสียมูลค่าเพียง 30% จากต้นปี ไม่ใช่ 57% อย่างที่กำลังเผชิญอยู่ และบริษัทก็อาจแก้เกมที่กำลังเจออยู่ได้ด้วยการ spin-off ธุรกิจอื่นๆ ที่มีอยู่ออกไป

ความมั่งคั่งหาย 8 หมื่นล้าน ใน 1 ปี

สำนักข่าว Bloomberg ตั้งข้อสังเกตว่า ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2022 Mark Zuckerberg เริ่มสูญเสียรายได้มหาศาล หลังจากรีแบรนด์เป็น Meta และลงทุนจริงจังใน Metaverse ตั้งแต่ปลายปี 2021

ช่วงต้นปี 2022

  • Zuckerberg เป็นเศรษฐีที่รวยที่สุดอันดับ 6 ของโลก
  • มีสินทรัพย์ 1.25 แสนล้านเหรียญ
  • ราคาหุ้น Meta อยู่ที่ 338 เหรียญ/หุ้น

หลังจากผ่านไป 3 ไตรมาส Mark Zuckerberg สูญเงินเกินครึ่ง หรือ 7.1 หมื่นล้านเหรียญ

  • Zuckerberg เป็นเศรษฐีที่รวยที่สุดอันดับ 20 ของโลก
  • มีสินทรัพย์ 5.59 หมื่นล้านเหรียญ
  • ราคาหุ้น Meta อยู่ที่ 148 เหรียญ/หุ้น (-56.85% จากต้นปี)

วันวานที่แสนดีซึ่งเป็นจุดที่พีคสุดของเขาอยู่ในเดือนกันยายนปี 2021 (ก่อนรีแบรนด์เป็น Meta) โดยในตอนนั้น

  • Zuckerberg เป็นเศรษฐีที่รวยที่สุดอันดับ 3 ของโลก
  • มีสินทรัพย์ 1.42 หมื่นล้านเหรียญ
  • ราคาหุ้น Meta อยู่ที่ 382 เหรียญ/หุ้น

เศรษฐกิจกระทบทุกคน แต่ Meta โดนหนักสุดแบบมีนัยสำคัญ

เอาเข้าจริงแล้ว สภาพเศรษฐกิจปัจจุบันที่ถูกถาโถมด้วยเงินเฟ้อ ราคาพลังงาน และความขัดแย้ง ล้วนกระทบบริษัทเทคฯ ที่ต้องการการลงทุนก้อนใหญ่เพื่อการเติบโตในอนาคตทั้งสิ้น แต่ที่น่าสนใจคือ แม้แต่ในหมู่บริษัทเทคฯ (และผู้บริหารบริษัทเทคฯ) ด้วยกันเอง Meta และ Mark Zuckerberg ดูจะได้รับผลกระทบกว่าใครเพื่อน

source: Google Finance

ถ้าลองเทียบมูลค่าที่ลดลงทั้งปีของ Meta กับบริษัทเทคโนโลยีในกลุ่ม FAANG (ถ้าจะให้ถูกตอนนี้คือ MANGA) ซึ่งประกอบด้วย Meta, Amazon, Netflix, Google และ Apple จะเห็นภาพชัด

เพราะในขณะที่ราคาหุ้น Amazon, Google และ Apple ลดลงไม่เกิน 30% แต่ราคาหุ้น Meta กลับลดลงถึง 57% ในปีนี้ ถ้าจะมีใครที่เจองานหนักพอๆ กันก็คงเป็น Netflix ที่ลดลงเกือบ 60%

นอกจากนี้ ถ้าลองเทียบกับตลาดจะพบว่าราคาหุ้น Meta ลดลงเยอะจริงๆ เพราะดัชนี NASDAQ ที่รวมหุ้นบริษัทเทคโนโลยีเองก็ปรับตัวลงไปแค่ 27.84% ในปีนี้ และถ้าดูแค่ 100 บริษัทใหญ่ใน NASDAQ ก็จะพบว่ามีการปรับตัวลงไปแค่ 28.18% พูดง่ายๆ คือ คิดเป็นครึ่งหนึ่งของ Meta เท่านั้น

source: Google Finance

Mark Zuckerberg เองก็ย่ำแย่ไม่แพ้ Meta เพราะปีที่ผ่านมา แม้เศรษฐีทั่วโลกจะสูญเสียความมั่งคั่งมหาศาล แต่ Zuckerberg คือมหาเศรษฐีที่ได้รับผลกระทบหนักกว่าใคร 

เขาสูญเสียความมั่งคั่งไปแล้วในปีนี้กว่า 7.1 หมื่นล้านเหรียญ แถมยังร่วงจากตำแหน่งรวยสุดอันดับ 6 สู่อันดับ 20 (ร่วงลงคราวเดียว 14 อันดับ)

ในขณะที่คนอื่นๆ ในสหรัฐฯ สูญเสียความมั่งคั่งกันไม่เกิน 5 หมื่นล้านเหรียญ 

  • Jeff Bezos ทรัพย์สินลดลง 4.6 หมื่นล้านเหรียญ (ร่วง 1 อันดับ)
  • Larry Page ทรัพย์สินลดลง 3.4 หมื่นล้านเหรียญ (ร่วง 2 อันดับ)
  • Sergey Brin ทรัพย์สินลดลง 3.3 หมื่นล้านเหรียญ (ร่วง 1 อันดับ)
  • Steve Ballmer ทรัพย์สินลดลง 3.3 หมื่นล้านเหรียญ (ร่วง 3 อันดับ)
  • Bill Gates ทรัพย์สินลดลง 2.7 หมื่นล้านเหรียญ (ร่วง 1 อันดับ)
source: Bloomberg Billionaires Index 2022

สรุป

Meta อาจกำลังเจอขาลงอย่างแท้จริง เพราะถ้าลองมองหลายๆ องค์ประกอบไม่ว่าจะเป็น ฟีเจอร์ รายได้ คู่แข่ง จำนวนผู้ใช้ ราคาหุ้น ไปจนถึงทรัพย์สินของผู้บริหาร ทุกอย่างล้วนชี้ไปในทางเดียวกัน แถมล่าสุด ยังมีข่าวอีกว่า Meta เตรียมปลดพนักงานราว 10% เพื่อลดต้นทุน

จะเห็นได้ชัดว่า Meta และ Mark Zuckerberg กำลังสูญเสียมนต์ขลังไปเรื่อยๆ จากเดิมที่คนเคยมองว่าโซเชียลมีเดียเบอร์ 1 และ CEO ผู้เปลี่ยนโลก มาวันนี้ กลับถูกมองเป็นแพลตฟอร์มของคนแก่ที่คนรุ่นใหม่ไม่สนใจ และ CEO นักก็อปและผลักดัน Metaverse ไม่ได้จริง

ที่มา – Bloomberg (1)(2), Yahoo Finance, Google Finance, Meta

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post เสียคนเพราะ Metaverse? Mark Zuckerberg สูญเงิน 8 หมื่นล้าน จากรวยอันดับ 3 ดิ่งสู่ 20 ในปีเดียว first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/metaverse-hit-mark-zuckerberg-hard-in-2022/

รู้จัก “Ghost Jobs” หรือตำแหน่งผี: ประกาศรับสมัครงานไว้ แต่ไม่ได้รับเข้าทำงานจริงๆ

ในยุคของแพง เศรษฐกิจแย่ ภาวะเงินเฟ้อท่วมท้นระดับนี้ จะหาบริษัทที่รับพนักงานเข้าทำงานนั้น จริงๆ ก็พอมีบ้าง แต่ก็มีหลายบริษัทที่ประกาศเปิดรับสมัครให้คนเข้าไปทำงานต่อเนื่อง แต่เอาเข้าจริง ก็เป็นแค่คำประกาศ แต่ไม่ได้รับคนเข้าทำงานจริงๆ ตามที่ประกาศไว้ บทความจาก Business Insider ยกตัวอย่าง Will ที่พูดถึงประเด็น Ghost Jobs ไว้ว่า เขาได้สมัครงานกว่า 300 ตำแหน่งในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา

 

Ghost-Jobs

เขาเสียเวลาประมาณ 6-10 ชั่วโมงต่อวันในแพลตฟอร์ม LinkedIn สำหรับสมัครงาน เขาจบปริญญาโทด้าน MBA จากมหา’ลัยระดับท็อป แต่กลับไร้โชคที่จะได้รับการติดต่อเพื่อสัมภาษณ์งาน เขาตั้งใจจะทำงานด้านการเป็นที่ปรึกษา Will บอกว่า เขาเห็นมามากละ คนที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมแต่ไม่ได้รับการสัมภาษณ์งาน หรือหางานไม่ได้เหมือนที่เขาเป็น จริงๆ แล้วมันอยู่ที่ระบบ ระบบต่างหากที่ผิด

ระบบที่ว่า ก็คือระบบ Ghost หรือระบบผีนี่แหละ

ก็คือบริษัทประกาศรับสมัครงาน แต่ไม่ได้ต้องการจ้างใครเข้าไปทำงานจริงจัง เคยมีผลสำรวจจาก Clarify Capital ที่สำรวจจากผู้จัดการจำนวน 1,045 คน ระหว่าง 31 สิงหาคม – 1 กันยายน 2022 มีประเด็นที่น่าสนใจหลายเรื่อง ดังนี้

เรื่องแรก ระยะเวลาในการเปิดรับสมัครงาน

  • จากผลสำรวจพบว่า 68% ประกาศรับสมัครงานและคงประกาศไว้เช่นนั้นเป็นเวลายาวนานกว่า 30 วัน
  • ผู้จัดการจำนวน 1 ใน 10 โพสต์ประกาศรับสมัครงานยาวนานกว่า 6 เดือน
  • ผู้จัดการจำนวน 1 ใน 5 ไม่ได้วางแผนที่จะรับคนเข้าทำงานจนกว่าจะปี 2023
  • ผู้จัดการราว 50% ที่เปิดตำแหน่งให้สมัครงานไว้เช่นนั้น เพราะต้องการเปิดรับคนหน้าใหม่เข้ามาเสมอ

ที่ปรึกษาด้านอาชีพเชื่อว่า ตำแหน่งไหนที่เปิดรับสมัครงานยาวนานกว่าตำแหน่งอื่น มีโอกาสสูงที่จะเป็น ‘ghost job’

เรื่องที่สอง ให้สังเกตและระวังตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัครนานแล้ว

สำหรับใครก็ตามที่กังวลว่าตนเองจะไปสมัครงานตำแหน่งผีหรือ ghost job นี้ Joe Mercurio ผู้จัดการโครงการที่ Clarify Capital เชื่อว่า ใครก็ตามที่กำลังหลีกเลี่ยงที่จะสมัครงานตำแหน่งดังกล่าวอยู่ จำเป็นต้องให้ความใส่ใจสำหรับการประกาศรับสมัครงานตั้งแต่รอบแรก

แม้ว่า 96% ของนายจ้างจะอ้างว่าพวกเขาพยายามจะหาคนเพื่อบรรจุในตำแหน่งตามที่ประกาศไว้โดยเร็วก็ตาม แต่ก็มีราว 40% ที่ไม่ได้คาดหวังว่าจะหาคนมาทำงานตามที่ประกาศไว้ราว 2-3 เดือน อีกทั้ง 1 ใน 10 ของผู้จัดการก็เปิดตำแหน่งให้คนมาสมัครงานยาวนานถึง 6 เดือน ซึ่งก็มีเหตุความเป็นไปได้ว่าอาจเกิดขึ้นกับผู้สมัครรายใดก็ได้ ดังนั้น เขาจึงให้สังเกตงานที่เปิดรับสมัครใหม่อย่างน้อย 48 ชั่วโมงขึ้นไปก้ดูมีความเป็นไปได้กว่าตำแหน่งงานที่เปิดให้สมัครตั้งแต่ 3 เดือนที่แล้ว

เรื่องที่สาม ทำไม? นายจ้างต้องมีการประกาศรับสมัคร Ghost Jobs หรือตำแหน่งงานผี

จากผลสำรวจพบว่า บริษัทประกาศรับสมัครงานที่เป็น Ghost Jobs นี้ก็มีหลายเหตุผลด้วยกัน ราวครึ่งหนึ่งบริษัทต้องการเปิดตำแหน่งงานนี้ไว้เพื่อที่จะเปิดรับคนใหม่ๆ ให้เข้ามาเสมอ แต่ 43% ไม่ได้พยายามจะหาคนมาบรรจุในตำแหน่งดังกล่าวจริง เพราะพวกเขาต้องการแรงจูงใจของพนักงานหรือทำให้พนักงานประทับใจในองค์กรที่กำลังเติบโต แต่ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม มีบริษัทหลายแห่งมากที่ยังไม่ต้องการเพิ่มพนักงานในตอนนี้ เรามาดูสัดส่วนเหตุผลที่บริษัทให้ไว้กัน

  • 50% บริษัทต้องการเปิดรับคนใหม่ๆ เข้ามาเสมอ
  • 43% ต้องการสร้างความประทับใจว่าบริษัทกำลังเติบโต
  • 43% ต้องการรักษาแรงจูงใจของพนักงานไว้
  • 39% มีคนมาบรรจุในตำแหน่งงานที่ประกาศรับสมัครแล้ว
  • 37% ต้องการให้มีอัตราสำรองไว้ ในกรณีที่อาจมีการลาออกเพื่อเปลี่ยนงาน
  • 35% กรณีที่อาจจะได้พบกับผู้สมัครที่น่าสนใจมากๆ จนไม่สามารถเพิกเฉยได้
  • 34% เพื่อปลอบประโลมพนักงานที่ทำงานหนักเกินไป (ให้รู้ว่า กำลังเปิดรับสมัครงานอยู่นะ อดทนไว้)
  • 27% ลืมลบประกาศรับสมัครงาน
  • 33% ไม่มีเหตุผลพิเศษ

รู้อย่างนี้แล้ว .. เวลาจะไปสมัครงานที่ไหน อย่าลืมดูวันเวลาที่ประกาศให้ดีนะ

ที่มา – Business Insider, Clarify Capital 

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post รู้จัก “Ghost Jobs” หรือตำแหน่งผี: ประกาศรับสมัครงานไว้ แต่ไม่ได้รับเข้าทำงานจริงๆ first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/get-to-know-ghost-jobs/

ฉายภาพการบุกเมตาเวิร์สของ ทรู หลังประกาศความร่วมมือกับ Zepeto เบอร์ 1 เรื่องโลกเสมือนของเอเชีย

เมตาเวิร์ส ยังเป็นเรื่องที่หลายองค์กรให้ความสนใจ เพราะคืออีกอนาคตของการใช้ชีวิตในโลกอนาคต และเริ่มมีผู้คนเข้าไปใช้ชีวิตจริงบนโลกเสมือนนี้แล้ว กลุ่มทรูจึงขอยกระดับคนไทยให้ก้าวสู่เทคโนโลยีใหม่ระดับโลกได้ง่ายขึ้น ผ่านการร่วมมือกับ Zepeto แพลตฟอร์มเมตาเวิร์สบนโซเชียลอันดับ 1 จากเกาหลีใต้ เพื่อพัฒนาเรื่องดังกล่าว

จุดที่น่าสนใจคือ กลุ่มทรูคือธุรกิจโทรคมนาคมที่เป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์กับ Zepeto รายแรกของโลก และเป็นในรูปแบบเอ็กซ์คลูซีฟ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจ และอยากพาคนไทยไปใช้ชีวิตบนเมตาเวิร์สที่ไม่ได้มีแค่การใช้ชีวิต แต่คือการร่วมเอาสินค้า และบริการอื่นจากธุรกิจในเครือไปอำนวยความสะดวกเช่นกัน

การขับเคลื่อนเรื่องเมตาเวิร์สของกลุ่มทรูนี้จะเดินหน้าอย่างไร เบื้องต้นจะได้เห็นอะไรก่อน วันนี้ Brand Inside ได้พูดคุยกับ พีรธน เกษมศรี ณ อยุธยา หัวหน้าคณะผู้บริหาร ด้าน Strategic Content & Public Affairs บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น และ ฮีซอก ริกกี้ คัง Head of Business Zepeto เพื่อฉายภาพให้เห็นดังนี้

True

กลุ่มทรู กับภารกิจยกระดับคนไทยก้าวไกลระดับโลก

พีรธน เล่าให้ฟังว่า กลุ่มทรูมีเป้าหมายยกระดับคนไทยให้มีศักยภาพ และก้าวสู่ระดับโลกได้ง่ายขึ้น ซึ่งตอนนี้ผู้บริโภคเริ่มให้ความสนใจกับการเข้าไปใช้ชีวิตบนเมตาเวิร์ส โดยเฉพาะกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ หรือ Gen Z เพราะพวกเขาคุ้นชินกับเทคโนโลยีมากกว่าคนรุ่นอื่น และเปิดใจรับนวัตกรรมใหม่ตลอดเวลา

ดังนั้นเพื่อพัฒนาเมตาเวิร์สให้มีประสิทธิภาพ และสามารถสร้างประโยชน์ให้กับผู้บริโภคได้จริง กลุ่มทรูจึงประกาศความร่วมมือกับ Zepeto แพลตฟอร์มเมตาเวิร์สบนโซเชียลอันดับ 1 จากเกาหลีใต้ และเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ในธุรกิจโทรคมนาคม “แบบเอ็กซ์คลูซีฟรายแรกของโลก หนึ่งเดียวในไทย”

“เราเชื่อมั่นว่ามันเป็น Winning Strategy ในการร่วมมือกันครั้งนี้ และจะพาคนไทยไปอยู่ในเมตาเวิร์ส ใช้ชีวิต และเชื่อมต่อกับคนอื่นทั่วโลกได้ ตรงกับวิสัยทัศน์ของกลุ่มทรูที่มุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำ พร้อมมอบประสบการณ์ และใช้ความรู้ความเข้าใจที่ลึกกว่าคนอื่นเพื่อยกระดับคนไทยสู่สากล”

ขณะเดียวกัน การเป็นพันธมิตรในเชิงกลยุทธ์กับ Zepeto คือ การสร้างแนวทาง แสวงหาวิธีที่อยู่ด้วยกันอย่างยั่งยืน เพื่อนำสู่เป้าหมายระยะยาว ซึ่งก็คือการทำ Commercialisation หรือการหารายได้ในอนาคต

เจาะลึกกลยุทธ์ความร่วมมือกลุ่มทรู กับ Zepeto

ด้วยเมตาเวิร์สคือพื้นที่สำคัญในการทำตลาดกับคนรุ่นใหม่ และมูลค่าตลาดการซื้อขายบนเมตาเวิร์สสูงถึง 54,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ/ปี หรือราว 2 ล้านล้านบาท พร้อมตัวเลขผู้ใช้งานเทคโนโลยี AR ทั่วโลกกว่า 1,040 ล้านบัญชี ทำให้การพาคนไทยเข้าไปโลดแล่นบนโลกใบใหม่ช่วยสร้างโอกาสได้ในหลายมิติ

“Zepeto คือหนึ่งในผู้นำของเมตาเวิร์สอย่างไม่ต้องสงสัย ผ่านผู้ใช้งานกว่า 340 ล้านบัญชีทั่วโลก และ 80% ของจำนวนนี้เป็นคนอายุ 6-24 ปี ทั้งยังทำความร่วมมือกับแบรนด์ชั้นนำในระดับโลก เช่น Nike, Gucci และ Samsung รวมถึงศิลปิน K-Pop ชั้นนำทั้งวง BTS และ Blackpink”

เบื้องต้นความร่วมมือระหว่างกลุ่มทรู กับ Zepeto จะสร้างการเชื่อมต่อแบบ Online to Offline หรือ O2O ผ่านเมตาเวิร์สได้ 4 ด้านประกอบด้วย

  • Connectivity ผ่านเทคโนโลยี 5G กับผู้ใช้งาน TrueMoveH และ TrueOnline รวมมากกว่า 30 ล้านราย
  • Content ที่ทรูมีความร่วมมือกับผู้ผลิตในระดับโลกมากมาย เช่น CJ ENM และ SM Entertainment
  • Media ที่มีสื่อในมือที่เข้าถึงผู้บริโภคทุกมิติ เช่น TrueDigital, TrueID และ TrueVisions
  • Commerce ผ่านธุรกิจค้าปลีกในเครือที่มีสาขามากกว่า 17,000 แห่ง และมีลูกค้ากว่า 45 ล้านคน

“เราอาจได้เห็นทรูช้อปก่อน และหลังจากนั้นจะเป็นร้านเซเว่น อีเลฟเว่น หรือค้าปลีกอื่น ๆ ในเครือ โดยร้านเหล่านี้จะเข้าไปอยู่บนเมตาเวิร์ส อำนวยความสะดวกให้ลูกค้าที่ต้องการซื้อสินค้าได้ทั้งช่องทางหน้าร้านปกติ และการใช้ชีวิตบนเมตาเวิร์สได้”

Zepeto ให้ความสำคัญกับตลาดไทย

ด้าน ฮีซอก ริกกี้ คัง เสริมว่า เวลานี้ทุกอย่างต้องเดินหน้าสู่ออนไลน์ แต่จะไปแค่ในมุมเทคโนโลยีอย่างเดียวคงไม่พอ ต้องใส่เนื้อหาที่น่าสนใจเข้าไปด้วย ซึ่ง Zepeto เล็งเห็นถึงเรื่องนี้ และพร้อมยกระดับองค์กรต่าง ๆ รวมถึงฝั่งผู้บริโภคให้ไปสู่เมตาเวิร์สได้อย่างมีประสิทธิภาพ และใช้งานได้จริง

“เมื่อ Content is King การใช้เนื้อหารูปแบบใหม่เพื่อจูงใจผู้บริโภคจึงจำเป็น ซึ่ง Zepeto เชื่อว่า การร่วมมือกันครั้งนี้จะช่วยให้คนไทยก้าวสู่โลกเมตาเวิร์สได้ทุกคน ยิ่งมูลค่าตลาดนี้มันมหาศาล คนไทยก็สามารถสร้างสรรค์สิ่งของบนเมตาเวิร์สเพื่อสร้างรายได้จากคนทั่วโลกได้ด้วย”

ขณะเดียวกัน ประเทศไทย เป็นตลาดที่มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์สำหรับ Zepeto เพราะประเทศไทยเป็นประเทศที่ Zepeto มี Market Penetration (User per Capita) สูงที่สุดในโลก และยังเป็นประเทศที่ผู้บริโภค จัดเป็นกลุ่มที่มี spending power สูง เมื่อเทียบกับประเทศใน Southeast Asia อื่น ๆ

zepeto

ยกระดับครีเอเตอร์ชาวไทยก้าวไกลระดับโลก

Zepeto จึงวางไทยเป็นหนึ่งในประเทศยุทธศาสตร์ ผ่านจำนวนผู้ใช้งานที่มากเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก และผู้ใช้งานเหล่านั้นมีศักยภาพในการสร้างสรรค์สูงหลายแสนราย และการที่ทรูเป็นบริษัทโทรคมนาคม จะช่วยให้ Zepeto สามารถขยายฐานของผู้ใช้ในประเทศไทยได้อย่างรวดเร็วและเต็มศักยภาพ

ทั้งนี้ผู้ใช้บน Zepeto ได้ใช้ Zepeto Studio ในการสร้าง เวอร์ชวล ไอเท็ม ไปแล้วมากกว่า 7 ล้านชิ้น เกิดการซื้อขายไปมากกว่า 175 ล้านครั้ง นับเป็นผลประโยชน์โดยตรงของครีเอเตอร์ โดยครีเอเตอร์ชาวไทยค่อนข้างมีความคิดสร้างสรรค์ในการผลิตไอเท็ม และสร้างคอนเทนต์ และยังมีการนำคอนเทนต์บน Zepeto ไปเผยแพร่บนแพลตฟอร์มอื่น ๆ เช่น TikTok และ Instagram

ที่น่าสนใจคือมีครีเอเตอร์ชาวไทยสร้างรายได้จากการขาย เวอร์ชวล ไอเท็ม บน Zepeto ไปกว่า 2.5 ล้านบาท ซึ่ง Zepeto ก็หวังว่าการจับมือกับ TRUE จะช่วยสร้างตัวแทนชาวไทยในโลกเมตาเวิร์สได้เช่นเดียวกับการที่ Lisa Blackpink เป็นตัวแทนชาวไทยในเวที K-Pop ระดับโลก

สรุป

น่าสนใจว่าความร่วมมือระหว่างกลุ่มทรู และ Zepeto สุดท้ายจะมีอะไรออกมาบ้าง และทำให้เมตาเวิร์สกลายเป็นเรื่องที่คนไทยเข้าถึงได้มากขนาดไหน สร้างเม็ดเงินให้ประเทศได้มากเท่าไร แต่ที่แน่ ๆ เมตาเวิร์สจะไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไปแล้วหลังจากนี้

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ฉายภาพการบุกเมตาเวิร์สของ ทรู หลังประกาศความร่วมมือกับ Zepeto เบอร์ 1 เรื่องโลกเสมือนของเอเชีย first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/true-zepeto-metaverse/

ไม่เลือกงาน ไม่ยากจน: หันหลังให้อาชีพครู หันหน้าสู่วงการ OnlyFans 3 ปีทำรายไ้ด้ 36 ล้านบาท

ไม่เป็นแล้วครู ไปเป็นดาว OnlyFans ดีกว่า คุณครูสาว Courtney Tillia อดีตครูจากรัฐแอริโซนาหันมาสร้างงาน สร้างอาชีพจริงจังผ่านแพลตฟอร์ม OnlyFans

OnlyFans

แพลตฟอร์มนี้ทำให้เธอกลายเป็นเศรษฐีได้ภายใน 3 ปี เธอเริ่มลาออกจากอาชีพครูในช่วงปี 2016 เธอบอกว่า OnlyFans สร้างโอกาส สร้างเงินให้เธอมากเกินกว่าที่เธอจะจินตนาการเสียอีก เธอบอกว่าช่วงที่เธอเป็นครู มีความขัดสนทางการเงินมาก แต่ OnlyFans ทำให้เธอมีอิสรภาพทางการเงิน เธอสามารถจัดหาทุกอย่างที่จำเป็นแก่ครอบครัวได้มากขึ้น

เธอบอกว่าเธอเริ่มเกลียดงานของตัวเองและมันเริ่มกระทบต่อด้านอื่นในชีวิตของเธอ เธอบอกว่าเธอไม่ได้รู้สึกอายกับอาชีพใหม่ของเธอเลย เธอคือ Sex Worker คนหนึ่ง สามีเธอให้การสนับสนุนและพวกเขาก็สอนลูกทั้งสี่ให้เปิดใจกับอาชีพดังกล่าวด้วย Tillia บอกว่า เธอคิดถึงเหล่าเด็กนักเรียนของเธอ แต่ว่ารายได้ที่เธอรับมันน้อยไปและก็ไม่น่าประทับใจเท่าไร

เธอยังเล่าอีกว่า แพลตฟอร์มนี้ สามีเธอยังเป็นคนช่วยถ่ายรูปเพื่อให้มีสมาชิกติดตามเพิ่มขึ้นด้วย มีการคาดการณ์ว่าเงินเดือนของเธอก่อนหน้านี้น่าจะราว 64,524 เหรียญสหรัฐ ซึ่งเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาก็มีครูจากรัฐโอไฮโอลาออกจากอาชีพครูมาทำงานที่ Walmart จนเป็นกระแสไวรัลมาแล้วเหมือนกัน

@abc7la

A former teacher in Ohio is opening up about why he walked away from years of teaching to go work at Walmart. “Leaving teaching after 6 years to go be a manager at Walmart and make more not using my degree.” 👀 #news #teacher #teaching #Walmart #degree #education #abc7la #GMA #abc7eyewitness

♬ original sound – ABC7LA

 

ข้อมูลรายได้ครูทั่วประเทศ จาก Business.org พบว่า ครูผู้สอนราว 80% ต่างก็รู้สึกว่ารายได้ครูน้อยเกินไป ขณะที่ Tillia ทำรายได้จากแพลตฟอร์มนี้ได้มากขึ้น เธอก็มีจิตใจที่จะช่วยเหลือผู้อื่นผ่านการบริจาคมากขึ้น เช่น การบริจาคให้คนไร้บ้าน เป็นต้น

นอกจาก Tillia จะหันหลังให้อาชีพครูแล้ว เธอยังทำเว็บไซต์ตัวเองด้วย ชื่อเว็บชื่อเดียวกับชื่อเธอเอง Courtneytillia เป็นเว็บที่เธอเอาไว้สอนเพื่อนำเสนอคอนเทนต์ลง OnlyFans ในรูปแบบที่แตกต่างกัน ในแพคเกจที่เธอกำหนดไว้อย่างหลากหลาย นอกจากงานจาก OnlyFans งานเว็บไซต์ เธอยังเป็นไลฟ์โค้ชคอยปลอบประโลมผู้หญิงที่ทำงานแบบเดียวกันด้วย

เธอบอกว่าเธอทำงานกับผู้หญิงนับร้อยคนทั่วอเมริกา ออสเตรเลีย ยุโรป และหลายแห่งอีกมากมาย และยังช่วยให้ลูกค้าของพวกเขากล้าที่จะก้าวผ่านความเขินอายที่จะแสดงความต้องการ Sex ที่เสรีด้วย เธอบอกว่า เธอไม่ได้แค่มีความสุขและภูมิใจกับชีวิตตอนนี้เท่านั้น แต่มันช่วยเปลี่ยนชีวิตด้านการเงินของเธอและยังช่วยเปลี่ยนชีวิตผู้หญิงอีกมาก เธอบอกว่าเธอกำลังมีความสุขกับสิ่งที่เธอทำ

@courtneytillia

What tv show am I filming today? 😜🎥📺 #tv #tvshow #filming

♬ original sound – Courtney Tillia

ที่มา – Entrepreneur, NY Post

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ไม่เลือกงาน ไม่ยากจน: หันหลังให้อาชีพครู หันหน้าสู่วงการ OnlyFans 3 ปีทำรายไ้ด้ 36 ล้านบาท first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/change-career-from-teacher-become-onlyfans-star/

Khaby Lame ราชา TikTok ทำรายได้โพสต์ละ 27 ล้านบาท เดินหน้าฝึกภาษาเป็นดาราฮอลลีวูด

Khaby Lame จากคนยากจน เคยตกงาน ปัจจุบันเป็นราชาแห่ง TikTok อันดับที่ 1 ทำรายได้ 7.5 แสนเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 27.6 ล้านบาทต่อโพสต์ ใฝ่ฝันอยากเป็นซุปเปอร์สตาร์ระดับโลก

Khaby-Lame
Image from Facebook Khaby Lame

ปัจจุบัน Khaby Lame มียอดผู้ติดตามใน TikTok ราว 149.5 ล้านแอคเคาท์ มียอด Like รวมราว 2.4 พันล้านไลค์ Khaby ชอบดูการ์ตูน เขาจะใช้เวลา 3 ชั่วโมงต่อวันเพื่อเรียนภาษาอังกฤษจากซีรีส์เพื่อการศึกษาสำหรับเด็กเรื่อง Mister Rogers’ Neighborhood ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากซีรีส์เรื่อง Daniel Tiger เป้าหมายของเขาก็คือการได้รับบทเด่นในวงการฮอลลีวูด

Khaby Lame ชาวเซเนกัลที่อพยพมาอยู่อาศัยที่อิตาลีตั้งแต่ 1 ขวบ ปัจจุบันเขาอายุ 22 ปี อดีตแรงงานที่ต้องอาศัยที่พักที่รัฐอุดหนุนใน Chivasso เมือง Turin อิตาลี หลังจากที่เขาตกงานจากโรงงาน ถูกเลย์ออฟในช่วงโควิดระบาด แทนที่เขาจะเริ่มหางานใหม่ เขาก็หันมาใช้ TikTok

เขาบอกว่าเขาไม่รู้จะทำอะไรในช่วงที่เขาต้องอยู่บ้านขณะที่บ้านเมืองถูกล็อคดาวน์อยู่ เขาให้สัมภาษณ์ผ่าน Corriere โดยไม่คาดหวังด้วยว่าคลิปที่เขาอัพลง TikTok จะโด่งดังหรือประสบความสำเร็จขึ้นมาได้ แต่มันก็ได้รับความนิยมมากและเขาก็ยังพยายามทำมันต่อไป โดยมีเป้าหมายว่าจะทำอะไรง่ายๆ ที่ให้ความบันเทิงแก่ผู้คน

คลิปของเขาส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นคลิป Life hack แก้ปัญหาให้ง่ายขึ้น โดยเทียบจากคลิปก่อนหน้าของผู้อื่นที่มักจะทำอะไรให้มันซับซ้อน วุ่นวาย ส่วนเขาก็เป็นผู้เข้ามาทำให้มันง่ายขึ้นนั่นเอง ซึ่งตอนนี้เขากับเอเยนซี่ก็กำลังช่วยกันพัฒนาคอนเทนต์ในรูปแบบต่างๆ ผ่านแพลตฟอร์มให้มันหลากหลายมากขึ้น

ในช่วงเริ่มต้นทำคลิปวิดีโอลง TikTok เขายังพูดเป็นภาษาอิตาเลียนอยู่ จากนั้นก็ค่อยๆ พัฒนาเป็นการโชว์ปฏิกิริยาท่าทางโดยไม่พูดอะไร และมุ่งเป้าไปที่การแสดงออกทางสีหน้าแทน เขาให้สัมภาษณ์กับ The New York Times ว่าคนที่ดูคลิปหัวเราะกับการแสดงออกทางสีหน้าของเขา ปัจจุบันเขาโพสต์ TikTok เกือบทุกวันเขาบอกว่านี่คือเคล็ดลับเหนือสิ่งอื่นใด “เคล็ดลับความสำเร็จของเขาก็คือทำอะไรก็ตาม จงทำอย่างต่อเนื่อง”

ชาว TikTok ต่างก็หวังว่างานใหม่ของเขาที่ประสบความสำเร็จจากแพลตฟอร์มนี้น่าจะช่วยให้เขาสนับสนุนพ่อแม่หรือครอบครัวตัวเองได้บ้าง เขาบอกว่า คนส่วนใหญ่รู้สึกว่าถ้าเปิดเผยว่าพักอาศัยอยู่ที่บ้านพักที่รัฐสนับสนุนนี้มันดูน่ารังเกียจ แต่เขาบอกได้เลยว่า สำหรับเขา ที่บ้านพักนี้สอนเขาทั้งในด้านการศึกษาและยังสร้างความสัมพันธ์มากมาย

เขาโตมากับการเล่นฟุตบอลในสนามเด็กเล่น นั่นต่างหากคือความหลงใหลที่แท้จริงของเขา สำหรับ TikTok อาจจะเป็นเหมือนความฝันที่สามารถช่วยเขาได้ในวันหนึ่ง เหมือนกับเขาและพ่อแม่เขาที่ไม่ได้คาดหวังว่าจะหนทางมันจะเป็นเช่นนี้ได้ และเขาก็หวังว่ามันจะเป็นเช่นนี้ต่อไป

เขาสร้างรายได้จาก TikTok โพสต์ละ 7.5 แสนเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 27.6 ล้านบาท เฉพาะปีนี้ก็ทำรายได้ไปแล้วราว 10 ล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 368 ล้านบาท เขาบอกว่า ความฝันของเขาก็คือ สักวันหนึ่งเขาจะต้องคว้ารางวัลออสการ์มาให้ได้และนั่นคือเหตุผลที่เขาแบ่งเวลาทุ่มเทในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษอย่างจริงจังเพื่อที่เขาจะคว้าความสำเร็จมาได้

ที่มา – Fortune, Corriere, Ladbible

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post Khaby Lame ราชา TikTok ทำรายได้โพสต์ละ 27 ล้านบาท เดินหน้าฝึกภาษาเป็นดาราฮอลลีวูด first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/get-to-know-khaby-lame-king-of-tiktok/

นิวยอร์ก โตเกียว ซานฟรานซิสโก: 3 เมืองที่มหาเศรษฐีอยู่อาศัยมากที่สุดในโลก

รายงานจาก Henley & Partners Group บริษัทที่ให้คำปรึกษาด้านที่อยู่อาศัยเผย นิวยอร์ก โตเกียว ซานฟรานซิสโกคือ Top 3 เมืองที่มหาเศรษฐีอยู่อาศัยมากที่สุด โดย 10 อันดับแรก ประกอบด้วย นิวยอร์ก โตเกียว ซานฟรานซิสโก ลอนดอน สิงคโปร์ ลอสแอนเจลิสและมาลิบู ชิคาโก ฮิวสตัน ปักกิ่ง และเซี่ยงไฮ้ จากจำนวนครึ่งหนึ่งของทั้ง 10 เมืองนี้เศรษฐีมักอาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกามากที่สุด

Top-3-wealthiest-cities

นิวยอร์กแม้จะเป็นเมืองที่เศรษฐีเข้ามาอาศัยมากที่สุดอันดับ 1 แต่ก็มีจำนวนลดลง 12% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2022 ขณะที่ซานฟรานซิสโกนั้นมีคนรวยอาศัยเพิ่มขึ้น 4% ลอนดอนตกไปอยู่อันดับ 4 มีคนรวยอยู่อาศัยลดลง 9% ถ้าดูทั้ง 10 เมืองสรุปได้ดังนี้

  • นิวยอร์ก คนรวยอยู่อาศัยลดลง 12%
  • โตเกียว คนรวยอยู่อาศัยลดลง 8%
  • ซานฟรานซิสโก คนรวยอยู่อาศัยเพิ่มขึ้น 4%
  • ลอนดอน คนรวยอยู่อาศัยลดลง 9%
  • สิงคโปร์ คนรวยอยู่อาศัยเพิ่มขึ้น 1%
  • ลอสแอนเจลิสและมาลิบู คนรวยอยู่อาศัยลดลง 6%
  • ชิคาโก คนรวยอยู่อาศัยลดลง 4%
  • ฮิวสตัน คนรวยอยู่อาศัยเพิ่มขึ้น 6%
  • ปักกิ่ง คนรวยอยู่อาศัยลดลง 6%
  • เซี่ยงไฮ้ คนรวยอยู่อาศัยลดลง 5%

จากข้อมูลโดยบริษัท New World Wealth พบว่า เมืองริยาด (Riyadh) ซาอุดิอาระเบียและเมืองชาร์จาห์ (Sharjah) สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) คือเมืองที่กำลังเป็นที่นิยมอันดับ 3 และมีมหาเศรษฐีมีอยู่อาศัยมากที่สุดในปีนี้ ส่วนอาบูดาบีและดูไบก็เป็นเมืองที่มีมหาเศรษฐีมาอาศัยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน ถือเป็นเมืองที่ดึงดูดมหาเศรษฐีระดับ ultra-rich ค่อนข้างมากเพราะมีโครงการที่พักใหม่ๆ และยังมีระบบเรียกเก็บภาษีต่ำ หลังรัสเซียบุกยูเครนจนมหาเศรษฐีสัญชาติรัสเซียหลายรายถูกชาติตะวันตกพากันคว่ำบาตร คนร่ำรวยทั้งหลายจึงพากันไหลทะลักสู่ UAE

ไม่ใช่คนรวยสัญชาติรัสเซียกลุ่มเดียวที่มีการย้ายออกไปยัง UAE จำนวนมาก แต่ยังมีคนรวยจีนด้วยที่คาดว่าจะกลายเป็นกลุ่มคนร่ำรวยมั่งคั่งกลุ่มที่สองรองจากรัสเซียที่จะพากันไหลออกนอกประเทศตามหลังรัสเซียในปีนี้

ข้อมูลการอยู่อาศัยในเมืองต่างๆ ของกลุ่มมหาเศรษฐีนี้ เป็นการจับมือกันระหว่างบริษัท Henley & Partners กับบริษัท New World Wealth ในการสำรวจกลุ่มคนร่ำรวยของปี 2022 จากข้อมูลพบว่าระดับ Top 20 ยังมีสหรัฐอเมริกาเป็นแกนหลักที่คนร่ำรวยอาศัยอยู่ 6 เมือง ตามด้วยเอเชียแปซิฟิก 8 เมือง แต่หลังจากนี้ อนาคตของเมืองที่คนรวยจะเข้าอยู่อาศัยมากขึ้น คือดูไบ มุบไบ และเซินเจิ้น

ส่วนเมืองที่มีการขยายตัวของเหล่าเศรษฐีอย่างรวดเร็วในช่วงครึ่งแรกของปี 2022 นั้นคือเมืองที่พรั่งพร้อมไปด้วย อุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ ซึ่งก็มีทั้ง ริยาด ดูไบ ลูอันดา (ประเทศแองโกลา) อาบูดาบี และโดฮา ส่วนเมืองในสหรัฐฯ ที่ยังทำได้ดีอยู่ก็คือเท็กซัส ฟลอริดา ส่วนเมืองที่โดดเด่นของสหรัฐอเมริกาและมีการย้ายสำนักงานใหญ่เข้าไปอยู่เพิ่มขึ้นก็คือเมืองออสตินและฮิวสตันของรัฐเท็กซัส เมืองเวสต์ปาล์มบีชและไมอามีของรัฐฟลอริดา

สำหรับการเก็บข้อมูลประชากรซึ่งเป็นเศรษฐีผู้ร่ำรวยกลุ่มนี้คือ HNWI (High Net Worth Individual: ผู้ที่มีความมั่งคั่ง มีเงินและสินทรัพย์ในครอบครองมูลค่า 1 ล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 36 ล้านบาทขึ้นไป) เก็บข้อมูลครอบคลุม 150 เมือง 5 ทวีป แอฟริกา อเมริกา เอเชียแปซิฟิก ยุโรป และตะวันออกกลาง

แบ่งความร่ำรวย มั่งคั่งได้ ดังนี้

  • กลุ่มคน HNWI มีสินทรัพย์ในครอบครอง 1 ล้านเหรียญสหรัฐหรือ 36 ล้านบาทขึ้นไป
  • กลุ่ม Multi-millionaires รวยระดับ 10 ล้านเหรียญสหรัฐหรือ 360 ล้านบาทขึ้นไป
  • กลุ่ม Centi-millionaires ระดับ 100 ล้านเหรียญสหรัฐหรือ 3,600 ล้านบาทขึ้นไป
  • กลุ่ม Billionaires ระดับ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐหรือ 36,000 ล้านบาทขึ้นไป

มหาเศรษฐีอาศัยในปักกิ่ง-จีน มากที่สุดในโลก แซงหน้านิวยอร์ก อเมริกาแล้ว
คนรวยในจีนแซงหน้าอเมริกาแล้ว: ผลสำรวจชี้เศรษฐีเซินเจิ้นมีมากกว่านิวยอร์ก

ที่มา – Bloomberg, Henley Global, New World Wealth

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post นิวยอร์ก โตเกียว ซานฟรานซิสโก: 3 เมืองที่มหาเศรษฐีอยู่อาศัยมากที่สุดในโลก first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/world-top-10-wealthiest-cities-in-2022/

Frugality เทรนด์ทำงานใหม่ ค่าตอบแทนลดลง ชั่วโมงทำงานน้อยลง มีเวลาว่างมากขึ้น

มาอีกแล้ว “Frugality” เทรนด์การทำงานรูปแบบใหม่ ที่มีแนวโน้มจะมีทิศทาง Work-Life Balance มากขึ้น

Frugality-new-trend-of-Work-Life-Balance-c

โลกหลังการลาออกครั้งใหญ่ (Great Resignation) เข้าสู่การ Quite Quitting ตอนนี้คือ Frugality แล้ว คือลดชั่วโมงการทำงานลง ยอมรับค่าตอบแทนน้อยลงได้และมีความสุขกับการใช้เวลาว่างมากขึ้น เทรนด์ใหม่นี้คนทำงานบอกว่าคุ้มค่าที่จะแลกมา

ตัวอย่างจาก Marie Crespin บอกว่าเธอใช้ชีวิตที่ประหยัดมากขึ้น หลังจากที่เธอลาออกจากงานด้านทรัพยากรบุคคลที่ทำให้เธอค่อนข้างเครียดมาก จากนั้นเธอก็หันมาทำงานด้านออกแบบเว็บไซต์ อาศัยอยู่ในฝรั่งเศส จากที่เคยมีรายได้ 2,300 ยูโรหรือประมาณ 84,000 บาทต่อเดือนก็ลดลงเหลือ 1,600 ยูโรหรือประมาณ 58,000 บาทต่อเดือน เธอทานอาหารนอกบ้านน้อยลง สวมเสื้อผ้ามือสองมากขึ้น แต่ก็ลดชั่วโมงการทำงานจาก 40 ชั่วโมงเป็น 20-25 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

Crespin บอกว่า งานไม่ควรจะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของคุณ การมีอิสระที่ได้ทำในสิ่งที่คุณต้องการต่างหากคือความหรูหราที่แท้จริง แม้ว่าจะมีการลาออกเพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่ก็ยังมีความต้องการอยู่มากเช่นกันโดยเฉพาะตลาดแรงงานในสหารัฐอเมริกา อีกทั้งคนลาออกในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาก็ลดจำนวนลงด้วย อย่างไรก็ดีมีผลสำรวจด้านการทำงานจากเว็บไซต์หางาน FlexJobs เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา พบว่า คนจำนวน 2 ใน 3 ระบุว่ามีความต้องการค่าตอบแทนลดลงเพื่อจะพัฒนาชีวิตและการทำงานให้เกิดสมดุลมากขึ้น

เรื่องนี้ Celine Marty นักเขียนหนังสือเรื่อง Working Less to Live Better และนักวิจัยจาก French University Sciences ให้ความเห็นว่า โรคระบาดทำให้ผู้คนตระหนักแล้วว่า การทำงานไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิตและไม่ใช่จุดจบของชีวิต บางคนก็พบว่า พวกเขาสามารถใช้จ่ายน้อยลงได้ ไม่จำเป็นต้องทำงานหนักขนาดนั้น และหันมาสนุกกับการใช้ชีวิตที่สะดวกสบายมากขึ้น

หลายคนเห็นพ้องในการหันมาใช้ชีวิตที่มีค่าตอบแทนจากการทำงานน้อยลง ขณะเดียวกันก็ทำงานน้อยลงทั้งในแง่ลดชั่วโมงการทำงาน ลดวันทำงาน ทำให้มีเวลาว่างในการใช้ชีวิตมากขึ้น

ที่มา – Bloomberg

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post Frugality เทรนด์ทำงานใหม่ ค่าตอบแทนลดลง ชั่วโมงทำงานน้อยลง มีเวลาว่างมากขึ้น first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/frugality-new-trend-of-work-life-balance/

กุญแจสู่ความสำเร็จของ AAI กับธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงที่เติบโตรับเทรนด์ Pet Humanization

เมื่อโลกต้องเผชิญกับโควิด-19 ทำให้ธุรกิจหลายแห่งได้รับผลกระทบอย่างหนักหน่วง แต่ก็ยังมีอีกหนึ่งธุรกิจที่เติบโตสวนกระแส ธุรกิจนั้นคือ การผลิตอาหารสัตว์เลี้ยง จากการที่ผู้คนต้องใช้ชีวิตอยู่บ้าน ทำให้นิยมเลี้ยงสัตว์เพื่อคลายเหงา และดูแลสัตว์เลี้ยงเสมือนเป็นสมาชิกคนหนึ่งของครอบครัว หรือที่มีคำนิยามกันว่า Pet Humanization ที่ไม่ได้เลี้ยงสัตว์ไว้ใช้งานหรือประโยชน์อื่น ๆ แต่บางคนเลี้ยงไว้เพื่อยกสถานะเทียบเท่ากับลูกคนหนึ่ง

aai

บมจ.เอเชี่ยน อะไลอันซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล หรือ AAI เป็นบริษัทที่ทำธุรกิจผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์เลี้ยง (Pet Food) และผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมทานบรรจุภาชนะแบบปิดผนึก (Human Food) โดยเป็นหนึ่งในบริษัทย่อยและเป็นบริษัทหลักที่ทำธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงของกลุ่ม บมจ. เอเชียนซี คอร์ปอเรชั่น หรือ ASIAN ผู้ผลิตอาหารแช่เยือกแข็ง อาหารสัตว์น้ำ รวมถึงอาหารสัตว์เลี้ยงและอาหารพร้อมทานบรรจุภาชนะแบบปิดผนึกด้วย 

AAI ทำธุรกิจมากว่า 15 ปี สั่งสมความชำนาญและพัฒนากระบวนการผลิตและผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงแบบเปียกมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถผลิตสินค้าได้หลายรูปแบบและครอบคลุมทุกกลุ่มตลาด ตั้งแต่แบบพรีเมียม (Premium) และแบบแมส (Mass) เป็นที่ไว้วางใจของเจ้าของแบรนด์อาหารสัตว์เลี้ยงระดับสากล ตลอดจนพัฒนาผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ของบริษัทเอง

โดย AAI มีธุรกิจผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงและอาหารอื่น ๆ ดังนี้

  1. ผลิตอาหารสัตว์เลี้ยง สำหรับสุนัขและแมว 

ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงแบบเปียกหลากหลายรูปแบบ เช่น น้ำเกรวี่ เจลลี่ ฯลฯ โดยเจาะกลุ่มลูกค้าเจ้าของ   แบรนด์ระดับสากลที่มีการเติบโตดีทั้งในตลาดสหรัฐอเมริกา ยุโรป และตลาดเอเชีย และมีสินค้าภายใต้แบรนด์ของตนเอง เจาะกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้ออาหารสัตว์เลี้ยงแบบเกรดพรีเมียม และกลุ่มเป้าหมายในตลาดทั่วไป ภายใต้ “แบรนด์มองชู” “แบรนด์มาเรีย” “แบรนด์มองชู บาลานซ์” “แบรนด์ฮาจิโกะ” และ “แบรนด์โปร” นอกจากนี้ AAI ยังมีกิจการร่วมค้าในประเทศจีน ที่ผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์เลี้ยงแบบเม็ดในประเทศจีนอีกด้วย

  1. ผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมทานบรรจุภาชนะปิดผนึก 

ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปลาทูน่าในน้ำปรุงรสและซอสปรุงรส รวมถึงอาหารปรุงสุกพร้อมทาน ภายใต้แบรนด์ของลูกค้า โดยได้รับเครื่องหมายรับรองอาหารตามมาตรฐานฮาลาล โดยมีประเทศในโซนตะวันออกกลาง เป็นตลาดหลักในการส่งออก

  1. ผลิตภัณฑ์พลอยได้จากการแปรรูปปลาทูน่า

บริษัทฯ นำส่วนที่เหลือจากการแปรรูปปลาทูน่ามาใช้ผลิตปลาป่น น้ำนึ่งปลา และน้ำมันปลา ขายให้กับโรงงานผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงเศรษฐกิจ เช่น อาหารกุ้ง อาหารปลา อาหารปู ฯลฯ

AAI ประกาศแผนกลยุทธ์ “Level up AAI!” เป็นหนึ่งในแผนการพัฒนาองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืนตอบรับโอกาสที่ความต้องการอาหารสัตว์เลี้ยงเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงให้สามารถรับมือกับความผันผวนจากปัจจัยภายนอกที่มีผลต่อธุรกิจได้ 

  1. ยกระดับธุรกิจ 

เป็นการปรับโครงสร้างและการบริหารธุรกิจแบบมาตรฐานสากล พัฒนาความรู้ ความสามารถของคนในองค์กร รวมถึงปรับโครงสร้างกลุ่มธุรกิจสัตว์เลี้ยง เพื่อสร้างการเติบโตและรองรับดีมานด์ในอนาคต

  1. ยกระดับจากผู้ร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์เป็นคู่ค้าเชิงกลยุทธ์

พัฒนาความสัมพันธ์กับองค์กรคู่ค้า ทั้งในกลุ่มธุรกิจที่เป็นต้นน้ำและปลายน้ำ เพื่อบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างมีเสถียรภาพ

  1. ยกระดับแบรนด์อาหารสัตว์เลี้ยงของบริษัทฯ เป็นแบรนด์ระดับโลก

พัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงภายใต้แบรนด์ของตนเองให้ครอบคลุมความต้องการของกลุ่มลูกค้าในทุกตลาดย่อย (Market Segment) รวมถึงมีผลิตภัณฑ์ครบทุกประเภท จัดจำหน่ายทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศ

  1. ยกระดับความใส่ใจต่อแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนผ่านแผนกลยุทธ์ CHEERS! (Level up cares through CHEERS! Strategy)

กลยุทธ์ CHEERSI เป็นการใช้คำที่สื่อถึงความรื่นเริง จูงใจให้พนักงานเกิดทัศนคติที่ดีต่อแผนกลยุทธ์ขององค์กร สื่อสารผ่านคำง่าย ๆ ที่จะทำให้พนักงานทุกระดับมองเห็นจุดมุ่งหมายเดียวกัน ว่าความยั่งยืนของธุรกิจเกิดจากการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ โดยกลยุทธ์ CHEERS! ประกอบด้วย

C = Consumer: ความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค

H = Human Development: ความรับผิดชอบต่อการพัฒนาบุคลากร 

E = Efficiency: ความรับผิดชอบต่อการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

E = Environment: ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม

R = Rights of Human: ความรับผิดชอบต่อการเคารพซึ่งสิทธิมนุษยชน

S = Stakeholders: ความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม และการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน

aai

เรียกได้ว่ากลยุทธ์ของ AAI เปรียบเหมือนกุญแจสู่ความสำเร็จ ซึ่งเมื่อถามว่าสำเร็จมากน้อยแค่ไหน อาจดูได้จากตัวเลขรายได้ของผลประกอบการที่เติบโตทุกปี โดยในปี 2562 ทำรายได้อยู่ที่ 3,588 ล้านบาท ปี 2563 ทำรายได้อยู่ที่ 4,512 ล้านบาท ปี 2564 ทำรายได้ 4,985 ล้านบาท และ งวด 6 เดือนแรกของปี 2564 ทำรายได้ 2,415 ล้านบาท และงวด 6 เดือนแรกของปี 2565 ทำรายได้ 3,464 ล้านบาท

aai

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ AAI ได้ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล (แบบไฟลิ่ง) และแบบคำขออนุญาตเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กับประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ล่าสุด สำนักงาน ก.ล.ต. ได้อนุมัติแบบคำขออนุญาตเสนอขายหุ้นที่ออกใหม่แล้ว โดยปัจจุบัน AAI อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมเพื่อเสนอขายหุ้น IPO และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

การตัดสินใจเดินหน้าเข้าตลาดหลักทรัพย์ของ AAI นับเป็นความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญที่จะพาธุรกิจเติบโตไปอีกขั้น และเป็นที่รู้จักในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงมากขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ…

Reference: 

https://www.matichon.co.th/news-monitor/news_3411992

https://thaipublica.org/2022/07/building-esg-driven-society32/

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post กุญแจสู่ความสำเร็จของ AAI กับธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงที่เติบโตรับเทรนด์ Pet Humanization first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/aai-pet-food-trend-pet-humanization/

“โลกร้อน” ภัยใกล้ตัวที่ต้อง “เร่งรับมือ”  เปิดโมเดลเครือซีพีกับภารกิจสู่ Net Zero ในปี 2050

ตอนนี้หลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญกับภัยพิบัติต่างๆ  ไม่ว่าจะเป็นพายุ น้ำท่วม ไฟป่า ล้วนเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศแบบสุดขั้ว และเป็นสัญญาณบอกย้ำว่า “วิกฤตโลกร้อน” นับวันยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น คือ “ของจริง” ที่ไม่อาจนิ่งนอนใจได้

net zero

จะเป็นอย่างไรถ้าอุณหภูมิของโลกสูงขึ้นอีก 2 องศาเซลเซียส?

กลายเป็นคำถามที่เหล่าผู้นำทั่วโลกมีความกังวล ทำให้ในปีที่ผ่านมาผู้นำนานาประเทศ รวมถึงผู้นำของประเทศไทยได้ประกาศคำมั่นในเวทีการประชุม COP 26 ว่าจะดำเนินการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ Climate Change ด้วยการควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้สูงขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส โดยใช้วิธีการพยายามตั้งเป้าไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียส ในการป้องกันความหายนะภัยสภาพอากาศอย่างจริงจังและเร่งด่วน

ถือเป็นการคิกออฟส่งสัญญาณให้ทุกภาคส่วนต้อง “เร่งลงมือ” ปฏิบัติตามพันธสัญญาที่ให้ไว้กับชาวโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคเอกชนที่เป็น “ผู้เล่นสำคัญ” ในการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต และการบริหารจัดการเพื่อลดก๊าซเรือนกระจก ลดภาวะโลกร้อนที่เป็นวาระของโลก

เครือซีพีโดยการนำของซีอีโอศุภชัย เจียรวนนท์  เอกชนไทยที่ได้รับคัดเลือกติดอันดับผู้นำองค์กรยั่งยืนของโลก UNGC ระดับ LEAD ในปีที่ผ่านมา ได้นำทัพธุรกิจในเครือซีพีทั่วโลกร่วมแก้วิกฤตโลกร้อนด้วยการประกาศยุทธศาสตร์ความยั่งยืนขององค์กรสู่ Carbon Neutral ภายในปี ค.ศ. 2030  และตั้งเป้าบรรลุ Net Zero ภายในปี ค.ศ. 2050  

ทำไม “ภาคธุรกิจ” ต้องเร่งคุมอุณหภูมิโลก

การรับมือวิกฤตโลกร้อนที่ไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของทุกคน ทุกภาคส่วน เพราะวันนี้การทำธุรกิจมีความเกี่ยวโยงกับสังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม  เราต้องบริหารจัดการธุรกิจให้มีความสมดุล โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิกฤต Climate Change นับวันยิ่งทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ  นี่สิของจริง และจะไม่หยุด ถ้าพวกเราไม่หยุด ทุกวันนี้โลกเป็นโรคร้าย เพราะอุณหภูมิของโลกเพิ่มขึ้น ตอนนี้หลายประเทศมีความกังวลว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในแบบ Extreme Weather คือ เวลาหนาวก็หนาวจนฆ่าคนตาย หน้าร้อนร้อนจนฆ่าคนได้ 

นี่คือจุดเริ่มต้นที่ UN ประกาศตั้งเป้าในข้อตกลงปารีสเมื่อปี ค.ศ. 2015 ให้ควบคุมอุณหภูมิของโลกไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส เพราะถ้าโลกมีอุณหภูมิเกินกว่าที่กำหนด จะส่งผลเสียต่อการใช้ชีวิตของมนุษย์  ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวลเพราะปีที่ผ่านมาพบว่าอุณหภูมิของโลกเพิ่มขึ้นเป็น 1.2 องศาเซลเซียส ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรทั้งหมดลดลง 10%  ถ้าวันนี้พวกเราไม่ทำอะไรกันเลย อุณภูมิของโลกจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและส่งผลกระทบต่อการขาดแคลนอาหารของผู้คนในโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีการคาดการณ์ว่าในปี ค.ศ.2050 ประชากรโลกจะสูงขึ้นเกือบหมื่นล้านคน คำถามคือ จะเกิดอะไรขึ้นหากพลเมืองโลกเพิ่มขึ้นในขณะที่ผลผลิตทางการเกษตรที่มาทำอาหารให้กับมนุษย์มีแนวโน้มลดลง 

เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผู้นำระดับโลกพูดกันคือ “ทุกวันนี้เราใช้ทรัพยากรในโลกแบบขโมยมาจากอนาคต” ดังนั้นภาคธุรกิจจึงมีบทบาทสำคัญมาก เปรียบเสมือนเครื่องจักรที่ขับเคลื่อนโลกใบนี้  องค์กรต้องปรับมุมมองในการทำธุรกิจที่ไม่หวังผลกำไรเพียงอย่างเดียว แต่ต้องให้ความรับผิดชอบและสร้างความสมดุลในทุกมิติของความยั่งยืน สังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม ต้องเป็นเนื้อเดียวกัน ต้องไปด้วยกัน ไม่เช่นนั้นโลกจะอยู่ไม่ได้ แล้วลูกหลานของเราจะเป็นอย่างไร นี่คือสิ่งสำคัญที่ภาคธุรกิจจะต้องร่วมมือกับทุกคนจะช่วยกันรักษาโลกใบนี้ เพื่ออนาคตของลูกหลานเรา”  

เครือซีพีกับเป้าหมาย “Net Zero” ในปี 2050

เป็นเวลากว่า 6 ปี หลังจากที่เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ ซีพีได้ปักหมุดนำธุรกิจใน 21 ประเทศทั่วโลกประกาศเป้าหมายความยั่งยืนเมื่อปี ค.ศ. 2016 ถือเป็นองค์กรเอกชนลำดับต้นๆ ที่กล้าวางเป้าหมายความยั่งยืนที่ชัดเจน และดำเนินงานตามแผนอย่างเป็นรูปธรรม จนทำให้ในปี ค.ศ. 2021 เครือซีพีได้รับคัดเลือกติดอันดับผู้นำองค์กรยั่งยืนระดับโลก UNGC ระดับ LEAD ขณะเดียวกันเครือซีพียังได้เร่งเดินหน้าวางเป้าหมายยุทธศาสตร์ด้านความยั่งยืนสู่ปี ค.ศ.2030 รวมทั้งสิ้น 15 เป้าหมายภายใต้ 3 เสาหลักคือ Heart – Health – Home ทั้งนี้ในช่วงผ่านมาได้ดำเนินการสำเร็จไปแล้ว 12 เป้าหมายและในปีนี้เราเพิ่มเป้าหมายมาอีก 3 เป้าหมายที่จะต้องบรรลุให้ได้ในอีก 8 ปีข้างหน้า

cp

“เป้าหมายความยั่งยืนจะทำให้สำเร็จได้ ผู้นำมีส่วนสำคัญอย่างมาก คุณศุภชัย เจียรวนนท์ ซีอีโอเครือซีพีมีความมุ่งมั่นและตั้งใจจริงที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงทางบวกให้กับโลกใบนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป้าหมายที่จะร่วมแก้วิกฤตโลกร้อน จึงได้เร่งให้พนักงาน 4 แสนคนในกลุ่มธุรกิจของเครือฯ ทั่วโลกลงมือทำอย่างจริงจังและเร่งด่วนในการนำพาองค์กรสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral) ภายในปี ค.ศ.2030  และการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี ค.ศ.2050  แม้จะเป็นเรื่องที่ท้าทาย แต่เครือซีพีต้องทำให้สำเร็จให้ได้” 

ในปีที่ผ่านมาเครือซีพีได้เปิดเผยผลการดำเนินงานจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน 100% ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานสากลที่องค์กรทั่วโลกนำมาคำนวณปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยแบ่งเป็น 3  Scope หลักคือ Scope 1 กิจกรรมในองค์กรและยานพาหนะของกลุ่มธุรกิจในเครือซีพีที่มีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ต้องรับผิดชอบคิดเป็น 3% ในส่วน Scope 2 คือปริมาณไฟฟ้าที่ซื้อ ความร้อน ไอน้ำและความเย็นที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ต้องรับผิดชอบคิดเป็น 9% และส่วนสุดท้ายคือ Scope 3 เป็นการคำนวณปริมาณก๊าซเรือนกระจกตั้งแต่กิจกรรมต้นน้ำยันปลายน้ำตลอดห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวโยงกับกลุ่มคู่ค้าและผู้มีส่วนได้เสีย เช่น สินค้าที่คู่ค้าผลิต การขนส่งสินค้าและกระจายสินค้าที่จะต้องรับผิดชอบคิดเป็น 88% 

อย่างไรก็ตามผู้บริหารและพนักงานในเครือซีพีได้ดำเนินการตามแผนที่วางไว้ ใน scope 1 และ scope2  ซึ่งเป็นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในองค์กร ทำให้ในปีที่ผ่านมาเครือซีพีสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 1.07 ล้านตันขณะเดียวกันก็เริ่มดำเนินการใน scope 3 ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ใหญ่และท้าทายอย่างมาก แต่เครือซีพีจะไม่ละความพยายาม สิ่งสำคัญจะต้องอาศัยการสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วน รวมไปถึงส่งเสริมให้ธุรกิจในเครือฯ ดำเนินการตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานในองค์กร ลดการเกิดของเสีย นำมาสู่การเพิ่มมูลค่า การเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนให้มากขึ้น เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ รวมไปถึงการลงทุนด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาใช้ในการทำธุรกิจ รวมถึงสนับสนุนให้พนักงานร่วมกันปลูกต้นไม้ยืนต้นเพื่อช่วยดูดซับก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนสนับสนุนเกษตรกรเพื่อหาวิธีลดก๊าซเรือนกระจกในการเพาะปลูก เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายใหญ่ขององค์กรสู่ Net Zero ในปี 2050 

cp

โลกเปลี่ยนธุรกิจต้อง “ปรับ” : เปิด 5 Key Success เครือซีพีสู่ความยั่งยืน

ในเวที World Economic Forum 2022 แวดวงนักธุรกิจได้มีการวางเป้าหมายอย่างเอาจริงเอาจังในการหาแนวทางลดปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทำอย่างไรเพื่อไม่ให้อุณหภูมิไปถึง 2 องศาเซลเซียล ทำให้หลายธุรกิจพยายามคิดค้นนวัตกรรมเทคโนโลยีเพื่อที่จะช่วยกันแก้ปัญหาและมองไปถึง “การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” หรือ Climate Change Adaptation 

ในการหามาตรการจะปรับเปลี่ยนหาแนวทางอย่างไรที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลก เช่น หากน้ำจะท่วมโลกจะต้องทำอย่างไร เทคโนโลยีใดจะช่วยได้ หากก๊าซคาร์บอนทะลุชั้นบรรยากาศ ธุรกิจจะต้องปรับอย่างไร ซึ่งถือเป็นสัญญาณสำคัญของภาคธุรกิจที่จะต้องร่วมรับผิดชอบรักษาโลกใบนี้ให้คงอยู่อย่างสมบูรณ์ที่สุด เพราะวันนี้เราต้องยอมรับความจริงว่าวิกฤตโลกรวน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทวีความรุนแรงขึ้นมาก ถ้าหยุดไม่อยู่เราจะปรับตัวเพื่อความอยู่รอดให้ได้  

เพราะฉะนั้นหากจะประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจสู่การเป็นองค์กรที่ยั่งยืน เครือซีพีได้มีการวางแนวทาง Key Success สำคัญ 5 ด้านคือ 1.ภาวะผู้นำ Tone at the Top เป็นเรื่องสำคัญ ผู้นำองค์กรจะต้องสร้างความตระหนักรู้และความเชื่อในการทำธุรกิจควบคู่ไปกับความยั่งยืนให้กับพนักงานและมีส่วนได้เสีย  2.วางเป้าหมายและมีการวัดผลตัวชี้วัดที่ชัดเจน และต้องมีการเปิดเผยผลการประเมินทุกปีเพื่อสร้างความโปร่งใส 3.ต้องมองกลไกทางการตลาดซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่นักลงทุนจะต้องประเมินความเสี่ยง โอกาส และความได้เปรียบในการแข่งขันทางธุรกิจ เพราะขณะนี้สหภาพยุโรป (อียู) ได้เผยแพร่ร่างกฎหมายมาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน (CBAM) ซึ่งธุรกิจของไทยจะต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตรับกติกาสากลนี้ด้วยเช่นกันเพื่อให้ทันต่อการแข่งขันธุรกิจในตลาดโลก  4.นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้ในธุรกิจเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เช่น ขณะนี้มีกลุ่มสตาร์อัพคิดค้นเครื่องช่วยดูดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศเพื่อช่วยแก้โลกร้อน และ 5.สร้างความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ ในแบบ PPP : Public Private Partnership  ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ เพราะการแก้ปัญหาของโลก เราไม่สามารถทำเพียงลำพังได้ ต้องอาศัยความร่วมมือเชื่อมโยงทุกคนต้องช่วยกัน

เรื่องความยั่งยืนเป็นการสร้างความตระหนักรู้ในการร่วมรับผิดชอบสังคม ต้องสร้างความเชื่อว่าเราต้องทำมากกว่าเดิม เพื่อให้ดีขึ้นกว่าเดิมให้ได้ และจะต้องลงมือทำจริง เห็นเป็นรูปธรรมและวัดผลได้”

ทั้งนี้การลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ประสิทธิภาพต้องอาศัยมาตรการต่าง ๆ ทั้งการสนับสนุนใช้พลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้น การซื้อขายคาร์บอนเครดิต การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ดังนั้นธุรกิจจะต้องปรับตัวไม่เฉพาะการทำธุรกิจเพื่อหวังกำไร เพราะนักลงทุนที่มาร่วมทุนจะมองไปถึงการทำธุรกิจที่ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ต่อสังคมอย่างการระดมทุนเพื่อนำเงินไปใช้ในโครงการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในแบบ Green Bond รวมไปถึงภาครัฐอาจจะต้องมีแนวทางในการออกมาตรการภาษีคาร์บอน ซึ่งจะช่วยเร่งการจัดการก๊าซเรือนกระจกให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

cp

ตอบแทนโลก 2 เมตร เริ่มจากตัวเราเองเพื่อทุกคน

เครือซีพีได้เปิดตัวแคมเปญ “ตอบแทนโลก 2 เมตร” รณรงค์ให้พนักงานบริษัทในเครือซีพี และประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ ให้เกิดความตระหนักรู้ถึงปัญหาโลกร้อนผ่านแนวคิด “การตอบแทนโลก เชื่อมต่อกันได้”  ที่อยากจะเชิญชวนให้ทุกคนมาช่วยกัน ร่วมเป็นตัวอย่าง สร้างจิตสำนึกร่วมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม พร้อมชวนเพื่อน ชวนคนในครอบครัว มาทำกิจกรรม จากสิ่งง่ายๆ ใกล้ตัวเราใน 2 เมตร เช่น รีไซเคิลพลาสติก  การไม่สร้างขยะจากเศษอาหาร รวมไปถึงปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียว 

 “ทุกวันนี้บางคนคิดว่าเราเป็นเหยื่อของสิ่งแวดล้อม เพราะความอยากของมนุษย์ไม่มีวันจบ แคมเปญตอบแทนโลก 2 เมตร  จะชวนให้เลิกคิดแบบนั้น และมาชวนให้ปรับมุมคิดว่าเราสามารถกำหนดอนาคตของตัวเราเองได้ เริ่มต้นง่ายๆ จากทำกิจกรรมที่เป็นผลบวกกับโลกรอบตัวเราในระยะ  2 เมตรให้ดีขึ้น กินอยู่อย่างพอดีพอควรไม่ใช่แค่เพื่อตัวเราเอง แต่เพื่อทุกคน เพราะการตอบแทนโลกทุกคนมีส่วนร่วมรับผิดชอบและทุกคนมีส่วนช่วยกันเป็นผู้นำในการแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้  สิ่งสำคัญต้องเริ่มที่ตัวเราเองดีที่สุด ให้ไม่เป็นคนก่อปัญหา ไม่ใช่ตัวถ่วงของโลก ทุกคนมี 2 เมตรเท่ากัน ไม่ว่าจะรวย จน เป็นคนแก่ หรือเด็ก ทุกคนเท่าเทียมกัน ดังนั้นในทุกวินาทีเราสามารถตัดสินใจได้ว่าเราจะช่วยโลกใบนี้ได้อย่างไร” 

สรุป

ภาคธุรกิจอย่างเครือซีพีกลายเป็นผู้เล่นสำคัญในการขับเคลื่อนช่วยแก้วิกฤตโลกร้อนด้วยการทำธุรกิจให้เกิดความสมดุลในทุกมิติของความยั่งยืนสู่การนำองค์กรบรรลุเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 ซึ่งปัญหาการลดอุณหภูมิของโลกไม่สามารถทำเพียงลำพังได้ต้องอาศัยความร่วมมือในหลายภาคส่วนที่จะต้องช่วยกันเร่งมือตอบแทนโลกให้ดีขึ้น เริ่มต้นจากตัวเราเองในระยะ 2 เมตร และบอกต่อคนรอบข้างและขยายไปถึงสังคมและประเทศ สร้างการเปลี่ยนแปลงทางบวกให้กับโลกใบนี้เพื่ออนาคตของลูกหลานเรา

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post “โลกร้อน” ภัยใกล้ตัวที่ต้อง “เร่งรับมือ”  เปิดโมเดลเครือซีพีกับภารกิจสู่ Net Zero ในปี 2050  first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/cp-group-net-zero-2050/

เจาะกลยุทธ์: ทำไม KBank ส่ง Beacon VC ร่วมลงทุนใน T2P ฟินเทคสตาร์ทอัพด้าน e-Wallet แบบ B2B2C

ไขคำตอบ ทำไมธนาคารกสิกรไทยส่ง Beacon VC เข้าลงทุนเชิงกลยุทธ์ใน บริษัท T2P ฟินเทคสตาร์ทอัพ ผู้ให้บริการ e-Wallet ให้ลูกค้าองค์กรในแบบ B2B2C

ธนาคารกสิกรไทย ส่ง Beacon Venture Capital (Beacon VC) เข้าลงทุนเชิงกลยุทธ์ใน บริษัท T2P ฟินเทคสตาร์ทอัพที่โดดเด่น และมีประสบการณ์ยาวนานในการให้บริการโซลูชันการเงินให้กับลูกค้าองค์กรธุรกิจในรูปแบบ B2B2C

คุณธนพงษ์ ณ ระนอง กรรมการผู้จัดการของบริษัท Beacon VC พูดถึงนโยบายการลงทุนของบริษัทเอาไว้ว่า “จะมุ่งเน้นการมองหาและร่วมสนับสนุนสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพ และมีนวัตกรรมหรือบริการที่สามารถต่อยอดบริการต่างๆ ของธนาคารกสิกรไทย” 

คำถามที่น่าสนใจก็คือ ทำไม Beacon VC ถึงต้องเลือก T2P? ฟินเทคด้าน e-Wallet แบบ B2B2C รายนี้ จะเข้ามาเสริมเติมเต็มบริการด้านการเงินของธนาคารกสิกรไทยได้อย่างไร? Brand Inside จะพาทุกท่านไปหาคำตอบพร้อมๆ กันในบทความนี้

T2P กับจุดแข็ง e-Wallet แบบ B2B2C

ทวีชัย ภูรีทิพย์ ประธานบริหาร และหนึ่งในผู้ก่อตั้งของ T2P เล่าถึงบริษัทให้ฟังว่า T2P คือฟินเทคที่มีความเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ด้านการพัฒนาแพลตฟอร์มและโซลูชันเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่ครบวงจรมาตั้งแต่ปี 2011

นายทวีชัย ภูรีทิพย์ ประธานบริหาร และหนึ่งในผู้ก่อตั้งของ T2P

T2P ตอบโจทย์ทั้งธุรกรรมการเงินและธุรกรรมต่อเนื่องเพื่อเสริมความสัมพันธ์ลูกค้า จึงทำให้ได้รับการตอบรับจากลูกค้าองค์กรอย่างมาก และในปัจจุบัน T2P มีลูกค้าองค์กรกว่า 30 องค์กร ซึ่งมีฐานลูกค้ารายย่อยขององค์กรรวมกว่า 9 ล้านบัญชี

ที่ผ่านมา T2P เติบโตได้ถึง 70% ให้การโซลูชันด้านการเงินได้แบบครบวงจร ตั้งแต่การยืนยันตัวตนผ่านระบบ e-KYC ให้บริการ White label e-Wallet ได้รับอนุญาตจาก VISA ให้ออกบัตรเองได้โดยไม่ต้องผ่านธนาคาร เพื่อให้ลูกค้าองค์กรธุรกิจสามารถชำระค่าสินค้าและบริการผ่านตามช่องทางที่หลากหลายทั่วประเทศ

T2P จะเสริมแกร่งบริการทางการเงินได้อย่างไร?

คุณศุภนีวรรณ จูตระกูล รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เล่าให้ฟังว่า การลงทุนของ Beacon VC ใน T2P จะทำให้ธนาคารสามารถพัฒนา e-Wallet ที่มีศักยภาพตอบโจทย์ลูกค้าองค์กรของธนาคารที่มีอยู่ได้ นอกจากนี้ ยังจะช่วยให้ประสบการณ์ในการทำธุรกรรมระหว่างธนาคาร e-Wallet และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ดีขึ้น ตอบโจทย์ลูกค้าองค์กรของ T2P กว่า 30 องค์กร

คุณศุภนีวรรณ เล่าต่อว่า T2P จะเข้ามาช่วยเชื่อมโยงกับลูกค้า แบบ Seamless Integration พัฒนา API เพื่อเชื่อมต่อบริการการเงินต่างๆ ของธนาคารกสิกรไทยกับลูกค้า โดยให้บริการ e-Wallet ในรูปแบบ White Label ซึ่งเป็นจุดแข็งของ T2P เช่น เติมเงิน ชำระเงิน และถอนเงิน ทำให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างครบครันมากขึ้น 

อีกหนึ่งอย่างที่ T2P เข้ามาเติมเต็ม คือการนำ e-Wallet เข้ามาเสริมศักยภาพบริการสินเชื่อดิจิทัล (Digital Lending) ที่มีความต้องการที่ซับซ้อนมากขึ้น เช่น ธนาคารสามารถใช้ e-Wallet ควบคุมการใช้จ่ายสินเชื่อผ่านช่องทางหรือร้านค้าที่กำหนดและถูกต้องตามวัตถุประสงค์ รวมถึงเป็นตัวช่วยในการตัดชำระรายการสินเชื่อคงค้าง ช่วยให้ความเสี่ยงในการขยายสินเชื่อแบบดิจิทัลลดลง

นอกจากนี้ ด้วยฐานลูกค้ารายย่อยของลูกค้าองค์กรของ T2P ที่มีกว่า 9 ล้านราย ช่วยให้ธนาคารกสิกรไทยสามารถส่งมอบบริการทางการเงินให้กับผู้ที่ยังไม่สามารถเข้าถึง Digital Banking ได้

สรุป

การร่วมมือในครั้งนี้เกิดขึ้นเนื่องจากแต่ละฝ่ายมองเห็นศักยภาพที่จะเข้ามาเติมเต็มกันและกัน ธนาคารกสิกรไทยมีศักยภาพในการรองรับฐานลูกค้าขนาดใหญ่ของลูกค้าองค์กรธุรกิจของที่มีสมาชิกใช้บริการเป็นจำนวนมาก และจะทำให้สมาชิกเหล่านั้นเข้าถึงบริการด้านระบบการเงินยุคใหม่ได้สะดวกมากยิ่งขึ้น 

นอกจากนี้ การลงทุนในครั้งนี้ยังเพิ่มศักยภาพการรองรับดิสรัปชันของเทคโนโลยีด้านการเงินด้วยการพัฒนาและขยายบุคคลากรด้านไอทีให้มีความพร้อมสร้างสรรค์ไอเดียและตอบรับนวัตกรรมใหม่ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post เจาะกลยุทธ์: ทำไม KBank ส่ง Beacon VC ร่วมลงทุนใน T2P ฟินเทคสตาร์ทอัพด้าน e-Wallet แบบ B2B2C first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/why-beacon-vc-invest-in-t2p/