คลังเก็บป้ายกำกับ: BUSINESS

ทำความเข้าใจลูกค้าทุก Generation พฤติกรรมและความท้าทายที่แตกต่างกัน

“ลูกค้า” คือหัวใจสำคัญของการทำธุรกิจ การทำความเข้าใจลูกค้าจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะการจที่สินค้าและบริการสามารถตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายในแต่ละช่วงวัยได้ ต้องมีความเข้าใจความคิด ทัศนคติ พฤติกรรม ซึ่งแตกต่างกันออกไป

Thumbsup ขอนำเสนอข้อมูลจาก Creative Thailand เรื่องลักษณะ/ทัศนคติ และการเลือกสินค้าและบริการของลูกค้าในแต่ละ Generation ตั้งแต่ Baby Boomer, Gen X, Gen Y/Millennial, Gen Z และ Gen Alpha เพื่อนำมาปรับใช้กับธุรกิจ แคมเปญ การตลาดให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

Baby Boomer เกิดระหว่างปี 1946-1964

“ช่วงวัยที่มีทั้งเงินและเวลา”

  • 13% เลื่อนแผนการเกษียณอายุ
  • ท่องโลกโซเชียลมีเดียมากขึ้น เพื่อลดความโดดเดี่ยว
  • ชื่นชอบการแชร์ข้อมูลเรื่องสุขภาวะ การกิน และแฟชั่นไปยังครอบครัวและเพื่อนๆ

การเลือกซื้อสินค้าและบริการ

  • เริ่มเปลี่ยนความคิดกับการซื้อสินค้าออนไลน์ เนื่องจากสะดวกในทุกขั้นตอน
  • ลงทุนกับโฮมออฟฟิศและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกในบ้านมากขึ้น
  • การท่องเที่ยวและทานอาหารนอกบ้านลดลงมากกว่าเจนอื่น

Gen X เกิดระหว่างปี 1965-1980

“ช่วงวัยที่มีอำนาจตัดสินใจซื้อในครอบครัว”

  • กลุ่มคนที่ควบคุมค่าใช้จ่ายภายในครอบครัว
  • รับผิดชอบดูแลพ่อแม่สูงอายุ และลูกเจนซีที่เพิ่งเริ่มทำงาน

การเลือกซื้อสินค้าและบริการ

  • กลุ่มคนที่จงรักภักดีต่อแบรนด์สินค้า และมักเป็นสมาชิกระดับพรีเมียม
  • กลุ่มลูกค้าหลักของแบรนด์อาหารเสริม สกินแคร์ และเครื่องสำอาง
  • ค้นหาข้อมูลสินค้าจาก YouTube ตัดสินใจซื้อผ่านโฆษณาใน Facebook

Gen Y (Millennials)  เกิดระหว่างปี 1981-1996

“ช่วงวัยที่ชอบขับเคลื่อนสังคม และบริโภคตามกระแส”

  • เจนนักสู้ ปรับตัวเก่ง สร้างสรรค์ และชอบขับเคลื่อนสังคม
  • ให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตและคุณภาพชีวิต มองหาสมดุลชีวิตและการทำงาน

การเลือกซื้อสินค้าและบริการ

  • ธุรกิจบ้านและที่อยู่อาศัยเป็นตัวเลือกการลงทุนแรกๆ
  • เลือกเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ภายในบ้านที่สะท้อนตัวตนและแนวคิด
  • ใช้วันหยุดไปกับกิจกรรมกลางแจ้ง คาเฟ่ ดำน้ำ โชว์ไลฟ์สไตล์หรูหราผ่านโซเชียลมีเดีย
  • ชอบอัปเดตเทรนด์ใหม่ ผลักดันธุรกิจร้านกาแฟ ชานมไข่มุก และเครื่องดื่มอื่นๆ

Gen Z เกิดระหว่างปี 1997-2012

“ช่วงวัยที่เท่าทันสื่อ ทำธุรกิจออนไลน์มีรายได้สูงตั้งแต่อายุน้อย”

  • กลุ่มคนที่มีช่องทางเสพสื่อและหาข้อมูลได้มากกว่าเจนอื่นในช่วงอายุเดียวกัน
  • นิยมทำช่อง YouTube ชอบดูสตรีมมิ่งเกมและไลฟ์ขายสินค้า
  • การเท่าทันเทคโนโลยีทำให้มีรายได้จากการทำธุรกิจออนไลน์ได้สูงตั้งแต่อายุน้อย

การเลือกซื้อสินค้าและบริการ

  • สินค้าประเภทอาหาร ขนม และเครื่องดื่ม รวมถึงเทคโนโลยีมักถูกรีวิวโดย Gen Z
  • พร้อมคว่ำบาตรแบรนด์ที่ไม่จัดการเรื่องสิ่งแวดล้อมและรับผิดชอบสังคม

Alpha เกิดระหว่างปี 2010-2024

“ช่วงวัยที่มีเทคโนโลยีเพียบพร้อม ใช้แอปฯ ในการสั่งซื้อสินค้าในชีวิตประจำวัน”

  • เติบโตมาพร้อมกับหน้าจอทัชสกรีน ยูทูบ และแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งสำหรับเด็ก
  • พึ่งพาแอปฯ และเทคโนโลยีในการจัดการความกังวล ควบคุมสมาธิและพัฒนาสมอง
  • เติบโตมาพร้อมกับหน้าที่ที่เกินวัย
  •  “Alphluence” ชิงพื้นที่สื่อโซเชียลได้รวดเร็ว มีศักยภาพในการดึงสปอนเซอร์ได้ง่าย

การเลือกซื้อสินค้าและบริการ

  • มีส่วนสำคัญในการตัดสินใจของครอบครัว รายจ่าย 50% ถูกใช้ไปกับอาหาร ของใช้ และความบันเทิง
  • บริการเดลิเวอรี่อาหารเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน

 

ที่มา

Creative Thailand

from:https://www.thumbsup.in.th/generation-of-customer?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=generation-of-customer

คินดริล เปิดตัว “Kyndryl Bridge” แพลตฟอร์มจัดการข้อมูลใหม่ล่าสุด พร้อมเร่งธุรกิจให้เติบโตแบบไร้ขีดจำกัด

คินดริล หรือ Kyndryl ผู้ให้บริการระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประกาศเปิดตัวแพลตฟอร์มบูรณาการแบบเปิดใหม่ล่าสุด “Kyndryl Bridge” ที่จะมาเป็นผู้ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลในระบบไอทีอันซับซ้อนแบบเรียลไทม์ ให้ธุรกิจลูกค้าสามารถควบคุมการดำเนินงานให้เป็นไปตามพันธกิจหลักขององค์กรได้ดั่งใจ

จุดแข็งของ Kyndryl Bridge คือ การผนึกกำลังของเทคโนโลยีหลักของคินดริลเข้ากับความเชี่ยวชาญด้าน การจัดการ IP และข้อมูลปฏิบัติการหลากหลายรูปแบบตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษ จนสามารถวิเคราะห์ออกมาเป็นข้อมูลเชิงลึกอันทรงประสิทธิภาพที่จะช่วยยกระดับการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยเอไอ และเร่งให้ธุรกิจพัฒนาการดำเนินงานไปสู่เป้าหมายได้รวดเร็วยิ่งขึ้น คุณสมบัติดังกล่าวจะเข้ามาเชื่อมต่อธุรกิจดิจิทัลกับเทคโนโลยีที่ใช้ในการขับเคลื่อนธุรกิจนั้น ๆ จนเกิดเป็นการดำเนินงานแบบไร้รอยต่อ นอกจากนี้ Kyndryl Bridge ได้รับการออกแบบมาให้ตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้าทุกประเภท Kyndryl Bridge

จึงเป็นแพลตฟอร์มที่สามารถทำงานร่วมกับข้อมูลในระบบของแต่ละหน่วยงานได้โดยไม่จำเป็นต้องมาจากที่เดียวกัน ทำให้ธุรกิจสามารถทำกำไรสูงสุดจากอุปกรณ์หรือเครื่องมือที่ใช้งานอยู่โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนอุปกรณ์ใด ๆ

“การจัดการกับเรื่องซับซ้อนเป็นสิ่งที่คินดริลถนัดที่สุดและก็เป็นสิ่งที่ลูกค้าต้องการมากที่สุดเช่นกันKyndryl Bridge จะเข้ามาเป็นแพลตฟอร์มช่วยบริหารจัดการธุรกิจของลูกค้าองค์กร โดยมี Kyndrylเข้ามาปูทางการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลให้เป็นไปอย่างราบรื่น”

มาร์ติน สโครเตอร์ ประธานและกรรมการผู้จัดการแห่งคินดริล กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า “คินดริล เชื่อมั่นในการส่งมอบบริการด้านไอทีที่ต่างไปจากเดิม โดย Kyndryl Bridge ถือเป็นหัวใจสำคัญของพันธกิจเชิงยุทธศาสตร์ในระยะยาวของเราที่จะช่วยให้ระบบนิเวศน์ของพันธมิตรทางธุรกิจของเราเติบโตยิ่งขึ้น เราจึงใช้เครื่องมือและไอพีเพื่อสร้างระบบส่งมอบการให้บริการที่ล้ำสมัยและทรงพลัง รวมถึงใช้ทักษะความรู้เพื่อดูแลลูกค้าของเราให้ดีที่สุดด้วยความใส่ใจ”

ผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูงมากกว่า 60% เห็นตรงกันว่า ความพยายามปรับตัวให้ทันสมัยเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้ธุรกิจเติบโตได้ในปี 2022 จึงไม่แปลกที่การปรับตัวทางดิจิทัลได้กลายเป็นวาระสำคัญอันดับต้น ๆ ของธุรกิจทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ความซับซ้อนทางเทคโนโลยีและธุรกิจ รวมถึงการขลาดแคลนทักษะจำเป็นด้านไอที ได้กลายเป็นปัจจัยที่ทำให้องค์กรต่าง ๆเคลื่อนไปข้างหน้าได้ช้าลง คินดริล จึงพยายามเร่งให้กลุ่มลูกค้าธุรกิจดิจิทัลก้าวผ่านอุปสรรคดังกล่าวด้วยการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อส่งมอบโซลูชันผ่านการให้บริการแพลตฟอร์มต่าง ๆ

ผู้นำขององค์กรไอทีทุกวันนี้มีหน้าที่รับผิดชอบการบริหารจัดการระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีความซับซ้อนมากขึ้น จึงจำเป็นต้องดูแลทรัพยากรเหล่านั้นอย่างทั่วถึงด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการทำให้เกิดการทำงานร่วมกับข้อมูลในระบบของแต่ละหน่วยงานได้ รวมถึงใช้เอไอในการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อนำมาป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาระบบล่ม” เดวิด แทปเปอร์ รองประธานด้านโปรแกรม ฝ่ายจัดจ้างภายนอกและบริการคลาวด์

บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล ดาต้า คอร์ปอเรชั่น (IDC) กล่าวว่า“Kendryl Bridge สามารถเชื่อมต่อทรัพยากรล้ำค่าของธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือ ขั้นตอนการปฏิบัติงาน และการประมวลผลเข้าด้วยกัน พร้อมทั้งส่งมอบข้อมูลวิเคราะห์เชิงลึกและคำแนะนำที่นำไปปฏิบัติจริงได้แบบเรียลไทม์ ซึ่งถือเป็นคุณสมบัติอันทรงพลังของธุรกิจทั่วโลก”

ลดการบริหารจัดการที่ซับซ้อนขององค์กร

Kyndryl Bridge บูรณาการและเชื่อมต่อการบริหารจัดการที่ซับซ้อนเข้ากับเครื่องมือประมวลผลที่องค์กรทั่วโลกต่างให้ความไว้วางใจ แพลตฟอร์มของคินดริลจึงสามารถช่วยองค์กรต่าง ๆ ลดจำนวนปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในหนึ่งเซิฟเวอร์ ได้ถึง 74% โดยเฉลี่ยต่อเดือน

“เมื่อมี Kyndryl Bridge เป็นผู้ช่วย ผู้นำองค์กรจะสามารถสนับสนุนและสร้างกลยุทธ์ทางธุรกิจดิจิทัลหรืองานที่สร้างมูลค่ามากกว่าได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกังวลกับการจัดการระบบไอที” แอนโทนี ชาโกรี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีแห่งคินดริล กล่าวว่า “แพลตฟอร์มของเราจะทำให้ธุรกิจเข้าถึงและควบคุมเครื่องมือหลักต่าง ๆ ได้ดียิ่งกว่าเดิม อีกทั้งคินดริลก็มีความเชี่ยวชาญด้านคลาวด์ ดาต้าและเอไอ ระบบรักษาความปลอดภัยและการฟื้นฟู การพัฒนาเมนเฟรมให้ทันสมัย รวมถึงแง่มุมสำคัญอื่น ๆ เกี่ยวข้องกับระบบไอที”

Kyndryl Bridge ซึ่งได้รับการออกแบบมาให้ปรับตั้งค่าและกำหนดคุณสมบัติได้ จึงสามารถพัฒนาให้ใช้ร่วมกับโซลูชันพร้อมใช้ในระดับอุตสาหกรรมจากคินดริลและระบบนิเวศน์ของพันธมิตรที่กำลังเติบโตได้ เครื่องมือจัดการอันชาญฉลาดซึ่งมีเอไอและระบบอัตโนมัติมาสนับสนุน จะช่วยธุรกิจวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกแบบเรียลไทม์เพื่อป้องกันไม่ให้ระบบล่ม และยังช่วยคาดการณ์ความต้องการและค่าใช้จ่ายในอนาคตได้แม่นยำกว่าเดิม

“ขณะที่ลูกค้าจำนวนมากกำลังเร่งเปลี่ยนผ่านธุรกิจสู่ดิจิทัล แพลตฟอร์มบูรณาการใหม่ของคินดริลก็จะเข้ามาช่วยให้ข้อมูลเชิงลึก โซลูชันระบบอัตโนมัติ รวมถึงการส่งมอบบริการจากผู้เชี่ยวชาญ” นิกโฮลเดน รองประธานบริษัท ซิสโก โกลบอล สแตรตีจิก พาร์ตเนอร์ และผู้ค้าร่วม ยังกล่าวเพิ่มอีกว่า“Kyndryl Bridge ถือเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้คินดริลและซิสโกสร้างผลดำเนินงานทางธุรกิจที่น่าพอใจตามที่ลูกค้าของเราต้องการ”

สำหรับกลุ่มลูกค้าธุรกิจ แพลตฟอร์มนี้จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถของมัลติ-คลาวด์แบบเนทีฟและส่งมอบพื้นที่ปฏิบัติงานในรูปแบบของการบริการ (as-a-service หรือ aaS) โดย Kyndryl Bridge ได้รับการออกแบบมาให้เป็นจุดศูนย์กลางเชิงกลยุทธ์ทางดิจิทัล ซึ่งจะขยายตัวและเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ เกิดเป็นการเชื่อมต่อเทคโนโลยีล้ำสมัยของคินดริลกับเครื่องมือระดับผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมดิจิทัลและผู้ริเริ่มนวัตกรรมล้ำสมัยในทุกภาคส่วนของระบบเศรษฐกิจทั่วโลก

from:https://www.thumbsup.in.th/kyndryl-bridge-data-management-platform?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=kyndryl-bridge-data-management-platform

เซ็นทรัล รีเทล เปิดตัว Tops CLUB ขนทัพสินค้านำเข้าจากทั่วโลก

เซ็นทรัล รีเทล เปิดตัว ท็อปส์ คลับ (Tops CLUB) เมมเบอร์ชิปสโตร์ 15,000 ตารางเมตร ขนทัพสินค้าแบรนด์ดังนำเข้า 3,500 รายการ สร้างประสบการณ์ช็อปปิ้งสาขาแรกบริเวณด้านหลังศูนย์การค้าเซ็นทรัลพระราม 2 

โดยลูกค้าที่สมัครเป็นสมาชิกจะสามารถซื้อสินค้านำเข้าแบรนด์ดังจากทั่วโลก กว่า 3,500 รายการ ทั้งหมวด อาหารสด อาหารแห้ง ขนม-เบเกอรี่ สินค้าเครื่องครัว ของใช้ภายในบ้าน เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์กลางแจ้ง ของเล่นสำหรับเด็ก อุปกรณ์กีฬา อุปกรณ์สำหรับสัตว์เลี้ยง เครื่องดื่ม และไวน์จากต่างประเทศ

แบ่งออกเป็น 3 โซน ตามประเภทสินค้า พร้อมจุดชิมสินค้า 40 จุดทั่วร้าน แนะนำโดยพนักงานผู้เชี่ยวชาญ

  1. Kid’s Paradise ของเล่นเด็ก ตุ๊กตาหมีสูงกว่า 3 เมตร แพยางยูนิคอร์น-ฟลามิงโก้ไซซ์ยักษ์ เก้าอี้เกมมิ่งดีไซน์สุดคิวต์ ที่สามารถทดลองเล่นเกมก่อนตัดสินใจเลือกซื้อ สินค้าอุปกรณ์กลางแจ้งทั้งเต็นท์ เก้าอี้สนาม ชุดเตา-อุปกรณ์ย่างบาร์บีคิว จากแบรนด์สินค้าชื่อดังจากจากต่างประเทศ ได้แก่ Ozark Trail, Expert Grill, Lifetime เครื่องครัว Mainstays แบรนด์จากอเมริกา สินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยง ของใช้ภายในบ้าน อุปกรณ์รถยนต์ รวมถึงยังมีอุปกรณ์กีฬา เครื่องใช้ไฟฟ้าจากแบรนด์ชั้นนำ
  2. อาหารที่เป็นห้องเย็นขนาดใหญ่ ให้เดินเข้าไปเลือกซื้อสินค้านำเข้าทั้งผัก-ผลไม้สด ช็อกโกแลต มีตู้ Chilled และ Frozen สินค้าแปลกใหม่ อาทิ KILLINCHY GOLD ไอศกรีมแบรนด์ชื่อดังจากนิวซีแลนด์ มีตบอล เนื้อบดเกรดนำเข้า ถั่วรวมหลากชนิด พิสตาชิโอ รวมถึงสินค้ากลุ่มขนม ทั้งมันฝรั่งทอดกรอบรสชาติแปลกใหม่  แคปหมูปรุงรส ผัก ผลไม้อบกรอบ จากออสเตรเลีย เครื่องดื่ม ชา-กาแฟ เครื่องปรุง ทั้งจากยุโรป อเมริกา และเอเชีย อีกทั้งยังมีโซนคอฟฟี่บาร์ ให้บริการจัดชิมชาและกาแฟ
  3. สินค้ากลุ่มอาหารสด เนื้อสัตว์ อาหารทะเล ที่นำเข้ามาจากยุโรปและอเมริกา ทั้งเนื้อวัว เนื้อแกะ แซลมอน หอยนางรม หอยเชลล์ ล็อบสเตอร์ โซนสินค้าเครื่องดื่ม และไวน์ รวมถึงโซน Cooking Show ที่มีทีมเชฟชื่อดังมาปรุงอาหาร พร้อมแนะนำเครื่องดื่มทานคู่กับอาหารชนิดต่าง ๆ 

ทั้งนี้ ยังมีสินค้าใหม่ ๆ ตลอดจนสินค้าตามเทศกาล เช่น คริสต์มาส ปีใหม่ ฯลฯ เข้ามาหมุนเวียนทุกสัปดาห์เพื่อสร้างประสบการณ์ช็อปปิ้งที่แตกต่างและตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ พร้อมเปิดให้บริการเต็มรูปแบบ 28 กันยายน 2565

นายสเตฟาน คูม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มฟู้ด เซ็นทรัล รีเทล เปิดเผยว่า เซ็นทรัล ฟู้ดรีเทลมุ่งพัฒนาค้าปลีกโมเดลใหม่ ๆ ซึ่งจะทำให้แบรนด์ Tops เป็นฟู้ดเดสติเนชั่นของไทย โดยใช้เวลากว่า 2 ปี ในการเปิดตัวโปรเจ็กต์ Tops CLUB ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยหลังจากทดลองเปิด pop-up store ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ลูกค้าให้การตอบรับเป็นอย่างดี สมัครสมาชิกแล้วกว่า 12,000 ราย เชื่อมั่นว่าจะสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้าได้ 

พร้อมกันนี้ยังเพิ่มช่องทางให้เข้าถึง Tops CLUB ได้ง่ายขึ้น โดยสามารถสั่งซื้อสินค้าบนแอปพลิเคชั่น Tops CLUB ในรูปแบบออมนิแชนเนล และสามารถสะสมคะแนน The 1 โดยมีรูปแบบสมาชิก 2 แบบ ได้แก่ สมาชิกทั่วไป (Basic Member) สมัครฟรี โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และสมาชิกระดับพรีเมี่ยม (Premium Member) ค่าสมาชิกพิเศษเพียง 799 บาทต่อปี ตั้งแต่วันนี้-31 ตุลาคม 2565 จากปกติ 999 บาทต่อปี พร้อมรับสิทธิรับส่วนลด 5% ตามด้วยบริการส่งสินค้าฟรี ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ไม่มีขั้นต่ำ เมื่อซื้อสินค้าออนไลน์ผ่าน Tops CLUB  ถึง 31 ธันวาคม 2566

from:https://www.thumbsup.in.th/central-tops-club?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=central-tops-club

[Guest Post] “ดีป้า” เผยผลสำรวจอุตสาหกรรมดิจิทัลไทย ปี 2564 พบแพลตฟอร์มบริการดิจิทัลโตแรง คาดปี 2565 ตลาดบริการดิจิทัลใหญ่แซงฮาร์ดแวร์

ดีป้า ร่วมกับ สถาบันไอเอ็มซี เผยผลสำรวจข้อมูลสถานภาพอุตสหากรรมดิจิทัลไทย ประจำปี 2564 ใน 3 อุตสาหกรรม ประกอบด้วย อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ อุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะ และอุตสาหกรรมบริการดิจิทัล มีมูลค่ารวม 8.98 แสนล้านบาท ขยายตัว 25% จากปี 2563 ชี้อุตสาหกรรมบริการด้านดิจิทัลมีอัตราการขยายตัวสูงที่สุด พร้อมคาดการณ์ว่า การเติบโตของแพลตฟอร์มบริการดิจิทัลจะเป็นแรงขับเคลื่อนให้อุตสาหกรรมบริการด้านดิจิทัลมีสัดส่วนมากที่สุดเมื่อเทียบกับทุกพื้นที่ในอุตสาหกรรมดิจิทัลไทย โดยมูลค่าจะขึ้นไปถึง 6.9 แสนล้านบาทในปี 2567

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า ร่วมกับ สถาบันไอเอ็มซี เผยผลสำรวจข้อมูลสถานภาพอุตสาหกรรมดิจิทัลไทย ประจำปี 2564 โดยมุ่งเน้นไปที่ 3 อุตสาหกรรมหลัก ประกอบด้วย อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ (Software) อุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะ (Hardware and Smart Devices) และอุตสาหกรรมบริการด้านดิจิทัล (Digital Services) ทั้งในส่วนของข้อมูลรายได้และการจ้างงาน โดยนำฐานข้อมูลขนาดใหญ่
(Big Data) มาใช้คำนวณร่วมกัน ซึ่งพบว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมขยายตัวเฉลี่ย 25% จากปี 2563 มีมูลค่ารวมที่ 8.98 แสนล้านบาท และหากนับรวมอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ ที่สำรวจโดย ดีป้า และอุตสาหกรรมสื่อสารโทรคมนาคม ปี 2564 จากการสำรวจโดย สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) จะมีมูลค่ารวมที่ 1.58 ล้านล้านบาท ขยายตัว 14.33% สะท้อนให้เห็นถึงอัตราการเติบโตอย่างมากในทุกภาคส่วนอุตสาหกรรม โดยอุตสาหกรรมที่ขยายตัวสูงที่สุดคือ อุตสาหกรรมบริการด้านดิจิทัล

ดร.กษิติธร ภูภราดัย รองผู้อำนวยการใหญ่ กลุ่มงานยุทธศาสตร์และความมั่นคง ดีป้า เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมบริการด้านดิจิทัลมีอัตราการเติบโตกว่า 37% คิดเป็นอัตราเติบโตสูงสุดด้วยมูลค่า 3.46 แสนล้านบาท ขณะที่อุตสาหกรรมสื่อออนไลน์ (Online Media) ซึ่งรวมทั้งยูทูบ (YouTube) และเฟซบุ๊ก (Facebook) พบว่ามีการขยายตัว โดยเฉพาะในส่วนของรายได้จากการโฆษณา

สังคมไทยกำลังเข้าสู่บริการแพลตฟอร์มดิจิทัล ผู้คนใช้งานแพลตฟอร์มค้าปลีกออนไลน์ (e-Retail) รับชมสื่อออนไลน์ และใช้บริการขนส่ง (e-Logistics) มากขึ้น ซึ่งตลาดที่เติบโตชัดเจนคือ e-Logistics เช่น บริการสั่งอาหาร ถือเป็นตลาดที่มีการขยายตัวมากกว่า 57% เช่นเดียวกับ e-Retail ที่เติบโต 44% โดยมูลค่าบริการดิจิทัลเพิ่มขึ้นในทิศทางเดียวกับจำนวนบุคลากร ซึ่งไม่ใช่เพียงคนไอที แต่เกิดการจ้างงานที่ทำให้ผู้คนเข้ามาในอุตสาหกรรมดิจิทัลมากขึ้นดร.กษิติธร กล่าว

การสำรวจพบว่า จำนวนบุคลากรในอุตสาหกรรมบริการด้านดิจิทัลปี 2564 เติบโตเฉลี่ย 26.55% เพิ่มเป็น 84,683 ราย จาก 66,917 รายในปี 2563

ล็อกดาวน์พาตลาดฮาร์ดแวร์โต

การสำรวจและประเมินสถานภาพอุตสาหกรรมดิจิทัล ประจำปี 2564 ยังพบว่า มูลค่าอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะเติบโตขึ้น 20% คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 3.86 แสนล้านบาท เนื่องจากมีการนำเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์มาจำหน่ายในประเทศไทยมากขึ้นกว่า 53% มีจำนวนเครื่องเพิ่มขึ้นเป็น 5.8 ล้านเครื่อง โดยมูลค่าการซื้อขายเครื่องสูง ส่งผลให้ตลาดคอมพิวเตอร์เติบโตเกินระดับ 1 แสนล้านบาท สถิตินี้ทำให้เห็นการบริโภคที่เพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการเข้าสู่สังคมดิจิทัลของประเทศไทย รวมถึงการล็อกดาวน์ และการทำงานจากระยะไกล (Work from home) ที่มีผลให้ตัวเลขรายได้ของบริษัทในอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะเติบโตขึ้นรวม 12%

อีกหนึ่งส่วนที่โดดเด่นในอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์คือ ตลาดหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ (Robot & Automation) โดยการสำรวจพบว่ามีการนำเข้ามากกว่า 5.53 หมื่นล้านบาท คิดเป็นการเติบโตกว่า 27% ซึ่งถือเป็นส่วนที่เติบโตอย่างมากในฝั่งฮาร์ดแวร์

นอกจากนี้ การสำรวจพบว่า จำนวนบุคลากรในอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะปรับตัวลดลงราว 0.45% ในปี 2564 โดยบันทึกได้ 311,051 ราย ขณะที่ปี 2563 มีจำนวนบุคลากรในอุตสาหกรรมดังกล่าว 312,460 ราย

ซอฟต์แวร์คลาวด์ – บิ๊กดาต้า โตต่อเนื่อง

ภาพรวมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์และบริการด้านซอฟต์แวร์ยังคงเห็นการเติบโตต่อเนื่องทุกปี โดยในปี 2564 มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 1.63 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% จาก 1.44 แสนล้านบาทในปีก่อนหน้า โดยบริษัทผู้ผลิตซอฟต์แวร์ที่ใช้ในประเทศไทยมีมูลค่าราว 1.21 แสนล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตกว่า 14% สิ่งที่พบจากการสำรวจคือ ส่วนใหญ่ยังเป็นบริษัทขนาดเล็กที่มีการจ้างงานเฉลี่ยต่ำกว่า 10 คน และกว่า 90% เป็นกลุ่มที่มีรายได้น้อยกว่า 10 ล้านบาท นอกจากนี้ยังพบว่า มูลค่าของซอฟต์แวร์แบบคลาวด์ (Cloud) ที่สามารถใช้งานผ่านระบบเซิร์ฟเวอร์ออนไลน์ได้ยืดหยุ่นเติบโตมากกว่าแบบออนพริมิส (On-Premise) ที่ยังอิงกับระบบเซิร์ฟเวอร์ดั้งเดิม 

จำนวนบุคลากรในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ปี 2564 มีจำนวน 129,544 ราย เพิ่มขึ้น 4.64% จากจำนวนบุคลากรในภาคอุตสาหกรรมปี 2563 ที่มีจำนวน 123,805 ราย

การสำรวจยังพบว่า อุตสาหกรรมบิ๊กดาต้าปี 2564 มีมูลค่ารวม 1.59 หมื่นล้านบาท เติบโตขึ้น 14.25% โดยการสำรวจแบ่งเป็น 3 ส่วนคือ 1. ส่วนฮาร์ดแวร์ มีมูลค่า 1.92 ล้านล้านบาท เติบโต 19.07% 2. ส่วนซอฟต์แวร์ มีมูลค่า 4.76 พันล้านบาท เติบโต 13.91% 3. ส่วนบริการดิจิทัล มีมูลค่า 9.31 พันล้านบาท เติบโต 17.53% ขณะที่บุคลากรมีจำนวน 19,392 คน เพิ่มขึ้น 18%

บริการด้านดิจิทัลแรงแซงทุกกลุ่ม

รศ.ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์ ผู้อำนวยการ สถาบันไอเอ็มซี กล่าวถึงผลคาดการณ์ 3 ปีข้างหน้า
(ปี 2565-2567) โดยวิธีประมาณการณ์จากมูลค่าอุตสาหกรรมปีที่ผ่านมาว่า อุตสาหกรรมที่จะเติบโตมากที่สุดในช่วง 3 ปีจากนี้คือ บริการดิจิทัลและบิ๊กดาต้า ตามมาด้วยอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ และอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์

หากพูดถึง 3 อุตสาหกรรมดิจิทัล ฮาร์ดแวร์ถือเป็นสัดส่วนที่ใหญ่ที่สุดในการสำรวจในอดีต แต่เชื่อว่า ใน 3 ปีข้างหน้า ด้วยอัตราการเติบโตของแพลตฟอร์มบริการดิจิทัลจะทำให้อุตสาหกรรมบริการด้านดิจิทัลมีสัดส่วนมากที่สุดเมื่อเทียบกับทุกพื้นที่ในอุตสาหกรรมดิจิทัลไทย โดยมูลค่าอุตสาหกรรมจะขึ้นไปถึง 6.9 แสนล้านบาทในปี 2567รศ.ดร.ธนชาติ กล่าว

นอกจากนี้ ในงานแถลงผลสำรวจข้อมูลและประเมินสถานภาพอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะ และบริการดิจิทัล ประจำปี 2564 และคาดการณ์แนวโน้ม 3 ปี ยังมีช่วงของการเสวนา ในหัวข้อ “ทิศทางอุตสาหกรรมดิจิทัลไทย ก้าวไปพร้อมกันกับ depa” โดย คุณกษมา กองสมัคร ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ กลุ่มงานยุทธศาสตร์และความมั่นคง ดีป้า คุณศุภชัย สัจไพบูลย์กิจ นักวิจัย สถาบันไอเอ็มซี คุณปฐม อินทโรดม กรรมการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย และ คุณกุลธิรัตน์ ภควัชร์ไกรเลิศ นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย (THECA) ร่วมแสดงความคิดเห็นในประเด็นโอกาสทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมดิจิทัล ซึ่งจะเป็นอีกแรงหนุนในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมดิจิทัลไทยให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ดีป้า เชื่อมั่นว่า การสำรวจในครั้งนี้จะนำไปสู่มุมมองที่เป็นประโยชน์ สอดรับกับนโยบายเรื่องการมุ่งเน้นสนับสนุนให้เกิดการพัฒนา เพื่อสร้างโอกาสและความได้เปรียบทางธุรกิจแก่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมดิจิทัลไทยในระยะยาว ซึ่งผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดเอกสารประกอบการแถลงผลการศึกษาข้อมูลสถานภาพอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ อุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะ อุตสาหกรรมบริการด้านดิจิทัล ประจำปี 2564 รวมถึงผลสำรวจเกี่ยวกับอุตสาหกรรมดิจิทัลในมิติต่าง ๆ ที่ ดีป้า ดำเนินการได้ทางเว็บไซต์ www.depa.or.th/th/depakm/digital-indicators, LINE OA: depaThailand และ Facebook Page: depa Thailand

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-depa-reveals-the-survey-result-of-thai-digital-industry-in-2021-found-the-strong-growth-in-digital-service-platforms/

[Guest Post] บิทคับ บล็อคเชน เทคโนโลยี ผนึก บัซซี่บีส์ ทีวีไดเร็ค และ ฮอตโตะบัน

เปิดตัวการเชื่อมต่อ Loyalty Platform ชูมิติใหม่ของการใช้พอยต์เพื่อแลกรับรางวัลบน Bitkub NEXT พร้อมรองรับการใช้งานอย่างแพร่หลายบน Bitkub Chain

กรุงเทพมหานคร 26 กันยายน 2565 – บริษัท บิทคับ บล็อคเชน เทคโนโลยี ผู้สร้างและดำเนินการ Bitkub Chain เครือข่ายบล็อกเชนที่ได้รับความนิยมสูงสุดของไทย และ ผู้ให้บริการ Blockchain Total Solution ชั้นนำ ร่วมกับ บัซซี่บีส์ ผู้นำในการออกแบบและพัฒนาแพลตฟอร์ม CRM และ Loyalty Program ซึ่งครองสัดส่วนการตลาดในประเทศไทยกว่า 90% ทีวี ไดเร็ค ผู้นำด้านการจัดจำหน่ายสินค้า หรือบริการผ่านช่องทางการตลาดหลากหลายช่องทางภายใต้โมเดลธุรกิจ Harmonized Channel ที่มุ่งสู่การเป็นผู้นำด้านอีคอมเมิร์ซพร้อมมีทีวีโฮมช้อปปิ้งเสริมศักยภาพ และ ฮอตโตะบัน บันเทพของวัยรุ่น ที่มี “บัน” เป็นสินค้าชูโรงของแบรนด์ เจาะตลาด วัยรุ่น นักเรียน และนักศึกษา ด้วยวัตถุดิบคุณภาพดีในราคาจับต้องได้ เปิดตัวการเชื่อมต่อ Loyalty Platform เพื่อขยายมิติใหม่ของการสะสมแต้มและแลกรับรางวัล จากการสนับสนุนของเทคโนโลยีบล็อกเชน พร้อมรองรับการใช้งานอย่างแพร่หลายในวงกว้าง

การร่วมมือในครั้งนี้ จะเป็นการเพิ่มบทบาทของ Loyalty Program ของทั้ง 3 แบรนด์ เนื่องจาก บัซซี่บีส์ นับว่าเป็นผู้ครองตลาดอันดับ 1 ของประเทศไทย ด้วยส่วนแบ่งการตลาดกว่า 90% ในด้านการออกแบบพัฒนาแพลตฟอร์มบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้าและจัดหาสิทธิประโยชน์บนดิจิทัลแบบครบวงจร ให้บริการทั้งลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่ (Corporate) และลูกค้าขนาดย่อม (Retail) เพื่อสร้างประสบการณ์แบบไร้รอยต่อสำหรับลูกค้า ปัจจุบันบัซซี่บีส์ มีผู้ใช้งานรวมกันมากกว่า 130 ล้านบัญชี ส่งมอบสิทธิพิเศษและของรางวัลต่าง ๆ ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ให้กับลูกค้ามากกว่า 3 ล้านรางวัลต่อเดือน รวมถึง ทีวี ไดเร็ค ผู้นำด้านการจัดจำหน่ายสินค้า หรือบริการผ่านช่องทางการตลาดหลากหลายช่องทางที่มีศูนย์กระจายสินค้าย่อยอีก 56 แห่งทั่วประเทศ ทำหน้าที่เป็นร้านค้าปลีกพร้อมกับศูนย์กระจายสินค้าไปพร้อมกันเพื่อรองรับการให้บริการสินค้ากว่า 4,000 รายการ ภายใต้เทคโนโลยีและระบบคอมพิวเตอร์ในการบริหารจัดการฐานข้อมูลลูกค้า อีกทั้ง ฮอตโตะบัน ที่มาพร้อมกับคอนเซ็ปต์ “Good value that is affordable” เจาะตลาดกลุ่ม วัยรุ่น นักเรียน และนักศึกษา ด้วยวัตถุดิบคุณภาพดี ในราคาจับต้องได้ ปัจจุบันเปิดให้บริการ 6 สาขา ได้แก่ 1.สาขา ม.เกษตร 2.สาขา ม.ธรรมศาสตร์ รังสิต 3.สาขา ลาดกระบัง 4.สาขา จุฬา 11 5.สาขา ขอนแก่น 6.สาขา นครราชสีมา (กำลังก่อสร้าง) โดยผู้ใช้งานสามารถแลกเปลี่ยน Loyalty Point ให้กลายเป็นเหรียญ KUB เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึง DApp และฟีเจอร์ต่าง ๆ บน Bitkub Chain ได้สะดวกมากยิ่งขึ้น

ในส่วนของการพัฒนาระยะแรก (Phase 1) ผู้ใช้งานสามารถแลกเปลี่ยน Loyalty Point เป็นเหรียญ KKUB ผ่านระบบ “Point Convert to KKUB” รวมถึงสามารถนำเหรียญ KKUB ไปแลกเปลี่ยนเป็น Voucher ที่มีฟังก์ชันการแลกรับรางวัลผ่านฟีเจอร์ “Loyalty Platform” ซึ่งในอนาคตของการพัฒนาระยะถัดไป (Phase 2) จะมีการพัฒนา Loyalty Point on Chain ซึ่งจะทำให้อีกหลากหลายแบรนด์สามารถที่จะใช้ฟังก์ชั่นต่าง ๆ ใน Loyalty Platform ได้มากขึ้น ทั้งนี้การเชื่อมต่อกับผู้พัฒนา Loyalty Platform อันดับหนึ่งอย่าง บัซซี่บีส์ และแบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง ทีวี ไดเร็ค และ ฮอตโตะบัน จะเป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มฟังก์ชันการใช้งานบน Bitkub Chain โดยจะเป็นการรองรับผู้ใช้งานจากช่องทางใหม่ ๆ สู่การเข้าถึงเทคโนโลยีบล็อกเชนและ DApp ต่าง ๆ ได้อย่างอิสระมากยิ่งขึ้น

“สำหรับการร่วมมือในครั้งนี้ ในฐานะ CEO ของบริษัท บิทคับ บล็อคเชน เทคโนโลยี เรามองว่าเป็นเรื่องที่ดีต่อระบบนิเวศในภาพรวม ซึ่งในขณะเดียวกันการร่วมมือครั้งนี้ก็จะมีบทบาททำให้เกิดประสิทธิภาพการใช้งาน พร้อมทั้งสร้าง Use Case ใหม่ ๆ ของสินทรัพย์ดิจิทัล ตลอดจน DApp ต่าง ๆ บน Bitkub Chain โดยการร่วมมือในครั้งนี้เป็นการตอบโจทย์การมองหาพันธมิตรทางธุรกิจของเรา ที่จะช่วยให้ผู้คนสามารถเข้าถึงการใช้งานบน Bitkub Chain ได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ผ่านการเชื่อมต่อกระเป๋าสินทรัพย์ดิจิทัลอย่าง Bitkub NEXT และเราเชื่อว่าการพัฒนา Loyalty Platform ของทุกฝ่ายจะสร้างการเติบโตที่แข็งแกร่งไปพร้อม ๆ กับ Bitkub Chain ในอนาคต” คุณภาสกร ปานนอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ บล็อคเชน เทคโนโลยี จำกัด กล่าว

คุณไมเคิล เชน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บัซซี่บีส์ จำกัด กล่าวว่า “ความร่วมมือกับ Bitkub Chain ครั้งนี้ ถือเป็นมิติใหม่และเป็นครั้งแรกของวงการ CRM และ Loyalty Programในประเทศไทยที่สามารถนำคะแนนสะสมไปแลกเปลี่ยนเป็นเหรียญคริปโตในสกุลเงินของ KUB ได้ ซึ่งเป็นการเพิ่มโอกาสและเป็นทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจให้กับแบรนด์พันธมิตรที่ทำระบบ Loyalty Platform ร่วมกับบัซซี่บีส์ โดยความร่วมมือครั้งนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์กับองค์กรพันธมิตรของเราในการเพิ่มคุณค่าให้ Loyalty Program ของแบรนด์เอง อีกทั้งยังเป็นการช่วยเพิ่มความถี่ (Frequency) และการปฏิสัมพันธ์ (Engagement) ภายในแพลตฟอร์ม รวมถึงช่วยต่อยอดไปสู่โอกาสใหม่ ๆ ในโลกดิจิทัล โดยเฉพาะบนโลกแห่ง Cryptocurrency ซึ่งเป็นเทรนด์ของอนาคต​”

“การร่วมมือในครั้งนี้ จะเป็นส่วนหนึ่งในการเสริมแกร่ง การดูแลฐานลูกค้าของเราให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด เนื่องจากเทคโนโลยีบน Bitkub Chain เป็นเทคโนโลยีที่ค่อนข้างทันสมัย และตอบโจทย์กับโปรเจกต์ Loyalty Platform ซึ่งจะอำนวยความสะดวกในการสร้างฐานลูกค้าใหม่ให้กับองค์กรอีกด้วย” คุณณัฐวุฒิ นวลฉวี ผู้อำนวยการสายงานเทคโนโลยีสารสนเทศ บริษัท ทีวีดี โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) กล่าว

“Hotto Bun เกิดมากจาก Concept บันเทพ ๆ ของวัยรุ่น วัยรุ่นนั้นไม่ได้หมายถึงอายุ แต่หมายถึงหัวใจของคนที่ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ ไม่ตกกระแส และมีพลังใจในการทำสิ่งต่าง ๆ อย่างสร้างสรรค์ จึงเป็นนิยามคำว่า บันเทพ ๆ ของวัยรุ่น ความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นการส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้สิ่งใหม่อย่าง เทคโนโลยี Blockchain แห่งอนาคต ซึ่งฮอตโตะบันหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การร่วมมือกับทาง Bitkub Chain ในการพัฒนาระบบ CRM และ Loyalty Platform จะทำให้เกิด Ecosystem และสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับคนไทยหัวใจวัยรุ่น ในการเข้ามาเรียนรู้เทคโนโลยีและเป็น Use Case ใหม่ ๆ ของการปรับตัวให้ทันกับเทรนด์แห่งโลกอนาคตไปด้วยกัน” คุณธนากร ปมุติโต กรรมการผู้จัดการ แบรนด์ ฮอตโตะ บัน กล่าว

ติดตามข่าวสารและข้อมูลการพัฒนาโครงการต่าง ๆ ของ Bitkub Chain ได้ที่

Website : https://www.bitkubchain.com/
Facebook : https://www.facebook.com/bitkubchainofficial
Twitter : https://twitter.com/bitkubchain
Discord : ​​https://discord.gg/WkJ6j279
Telegram : https://t.me/+jiM6dAP5cxUzZTM1

Buzzebees ได้ที่

Website : https://crm.buzzebees.com/

TV Direct ได้ที่

Website : http://www.tvdirect.co.th/th

from:https://www.techtalkthai.com/bitkub-blockchain-technology-joins-with-buzzebees-tv-direct-and-hottoban/

LINE MAN Wongnai ขึ้นแท่นสตาร์ตอัพที่ใหญ่ที่สุดในไทย หลังระดมทุนซีรีส์บี 265 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

LINE MAN Wongnai ประกาศระดมทุนรอบซีรีส์บี มูลค่า 265 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (9,700 ล้านบาท) นำโดย GIC กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของสิงคโปร์ และบริษัท LINE Corporation ในการระดมทุนรอบนี้ยังมี BRV Capital Management, บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR), Bualuang Ventures และ Taiwan Mobile ร่วมลงทุนด้วย

การระดมทุนครั้งนี้ทำให้บริษัทมีมูลค่าหลังระดมทุนมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (3.7 หมื่นล้านบาท) ขึ้นเป็นเทคสตาร์ตอัพที่ใหญ่ที่สุดของไทยเมื่อวัดจากมูลค่าบริษัท

เงินที่ได้จากการระดมทุนจะนำมาเสริมความแข็งแกร่งในธุรกิจส่งอาหาร ขยายไปสู่บริการใหม่ ๆ ขยายทีมงานด้านเทคโนโลยี และยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี บริษัทตั้งเป้าเพิ่มจำนวนพนักงานฝ่ายเทคโนโลยีให้มากกว่า 450 คนภายในสิ้นปี 65

LINE MAN Wongnai ก่อตั้งในปี 63 จากการควบรวมระหว่างแพลตฟอร์มออนดีมานด์ LINE MAN และแพลตฟอร์มรีวิวร้านอาหาร Wongnai โดยมีเป้าหมายเป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซด้านบริการ (E-commerce Platform for Services) ที่มีนวัตกรรมมากที่สุด

ปัจจุบัน LINE MAN Wongnai มีธุรกิจในเครือ 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

  • กลุ่มบริการออนดีมานด์ – บริการภายใต้แบรนด์ LINE MAN ครอบคลุมการส่งอาหาร สินค้า เมสเซนเจอร์ และแท็กซี่ โดยธุรกิจส่งอาหารมีอัตราการเติบโตของจำนวนออร์เดอร์ต่อเดือนมากกว่า 15 เท่าระหว่างมกราคมปี 63 ถึงสิงหาคมปี 65 ถือเป็นบริการส่งอาหารที่เติบโตเร็วที่สุดในไทย ปัจจุบัน LINE MAN ให้บริการครอบคลุมพื้นที่ 77 จังหวัดทั่วไทย และมีร้านอาหารบนแพลตฟอร์มกว่า 700,000 ร้าน ซึ่งมากที่สุดในท้องตลาด
  • กลุ่มโซลูชันสำหรับร้านค้าและร้านอาหาร – Wongnai มีฐานข้อมูลร้านค้าและร้านอาหารมากกว่า 1 ล้านร้านทั่วไทย นำมาให้บริการค้นหาข้อมูลร้านอาหารและรีวิวจากผู้ใช้งานจริง รวมทั้งมี Wongnai POS ระบบจัดการร้านอาหารและการขายผ่านเดลิเวอรี ถือเป็นผู้นำตลาด POS สำหรับร้านอาหาร และมีผู้ประกอบการร้านอาหารใช้งานมากกว่า 50,000 ร้าน
  • กลุ่มธุรกิจเสริมมูลค่า – ด้วยฐานผู้ใช้งานเดลิเวอรีที่มีทั้งผู้ใช้ ผู้ขับขี่ และร้านอาหารจำนวนมาก นำมาสู่ธุรกิจใหม่ที่ช่วยเพิ่มมูลค่าแก่ทุกภาคส่วนในอีโคซิสเต็ม โดยมีทั้งธุรกิจโฆษณาสำหรับร้านอาหาร และธุรกิจบริการทางการเงิน

คุณยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai กล่าวว่า

“ความสำเร็จของการระดมทุนครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของ LINE MAN Wongnai ต้องขอขอบคุณ GIC, LINE และนักลงทุนรายอื่นๆ ที่ให้โอกาสพวกเราสร้างการเปลี่ยนแปลงสำคัญ และขึ้นเป็น National Champion ในอุตสาหกรรมส่งอาหารของประเทศไทย อาหารถือเป็นรากเหง้าของเรามาตั้งแต่เมื่อร่วมก่อตั้ง Wongnai และตอนนี้พวกเราบรรลุความฝันในการเชื่อมต่อลูกค้าหลายล้านคนกับร้านอาหารจำนวนมาก เรายังภูมิใจที่สามารถสร้างงานให้กับไรเดอร์มากกว่า 1 แสนตำแหน่งทั่วประเทศ โดยไรเดอร์จำนวนมากมีรายได้มากกว่าค่าแรงขั้นต่ำ 2 เท่า เรามุ่งมั่นที่จะผลักดันประเทศไทยไปข้างหน้า ด้วยการพัฒนาบริการที่ยอดเยี่ยมสำหรับคนไทย เพื่อให้คนไทยมีชีวิตที่ดีขึ้น”

คุณอึนจอง ลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ไลน์ พลัส คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “LINE MAN ถือเป็นหนึ่งในบริการที่ประสบความสำเร็จที่สุด แสดงให้เห็นว่า LINE สามารถสร้างบริการที่เหมาะกับความต้องการของผู้ใช้ในแต่ละประเทศได้ การระดมทุนรอบนี้จะช่วยให้ LINE MAN Wongnai มีพื้นฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการเติบโตในอนาคตเพื่อเป้าหมายในการสร้างชีวิตที่ดีกว่าและสะดวกกว่าให้กับผู้ใช้ชาวไทย”

from:https://www.thumbsup.in.th/line-man-wongnai-biggest-start-up?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=line-man-wongnai-biggest-start-up

TikTok เปิดให้ใช้งานปุ่ม Unlike ความคิดเห็นแล้ว เพื่อตรวจจับพฤติกรรมในเชิงลบ

หลังจากทดสอบระบบมานานกว่า 6 เดือน ล่าสุด TikTok ประกาศใช้งานปุ่ม Unlike เพื่อให้ผู้ใช้งานลดการมองเห็นความคิดเห็นที่ไม่เหมาะสมได้ด้วยตัวเอง

หากทุกคนเข้าไปในแอปฯ TikTok ในช่องความคิดเห็นเราจะเจอ ‘นิ้วโป้งคว่ำ’ ด้านขวาสุด ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายและรวดเร็วในการช่วยให้แพลตฟอร์มระบุพฤติกรรมหรือความคิดเห็นในเชิงลบ

TikTok ระบุไว้เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาว่า “เราได้เริ่มทดสอบวิธีที่จะให้บุคคลระบุความคิดเห็นที่พวกเขาเชื่อว่าไม่เกี่ยวข้องหรือไม่เหมาะสม วิธีนี้จะช่วยเพิ่มความเกี่ยวข้องและการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง เพื่อหลีกเลี่ยงการสร้างความรู้สึกไม่ดีระหว่างสมาชิกในชุมชนหรือทําให้ผู้ใช้อื่นเสื่อมเสีย ชื่อเสียง”

อย่างไรก็ตามฟีเจอร์นี้ได้เตรียมพร้อมสำหรับการ “Brigading” หรือรวมตัวโจมตีผู้คนหรือความคิดเห็นทางการเมืองที่ขัดแย้งกัน เนื่องจากทุกคนควรมีสิทธิในการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ฟีเจอร์นี้จะเป็นตัวกลั่นกรองของแพลตฟอร์ม จากนั้นจะมีการพิจารณาให้เป็นความคิดเห็นที่เหมาะสมอีกครั้งหนึ่ง

การเตรียมพร้อมดังกล่าวจะช่วยสร้างการมีส่วนร่วมและชุมชนในทางที่ดีขึ้น รวมถึงช่วยปรับปรุงอัลกอริทึมตรวจจับพฤติกรรมในเชิงลบได้อย่างมีประสิทธิภาพในอนาคตอีกด้วย

ที่มา

socialmediatoday

from:https://www.thumbsup.in.th/tiktok-roll-out-unlike?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=tiktok-roll-out-unlike

สกิลที่ต้องมี เมื่อทำงานด้านโซเชียลมีเดีย

อาชีพที่เกี่ยวกับโซเชียลมีเดียกำลังเริ่มเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยคุณนำทางอาชีพที่กำลังพัฒนานี้ เราได้รวบรวมคู่มือนี้เกี่ยวกับงานในโซเชียลมีเดียว่าทักษะใดที่คุณต้องมี ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา 

โซเชียลได้กลายเป็นช่องทางสำหรับทุกสิ่งตั้งแต่การค้นพบผลิตภัณฑ์ไปจนถึงการแชร์รีวิว ในการใช้ประโยชน์จากโอกาสที่กำลังเติบโตนี้ นักการตลาดส่วนมากกำลังทบทวนโครงสร้างทีมโซเชียลของตน เพราะจากลักษณะการทำงานร่วมกันของงานโซเชียลมีเดียที่มีมากขึ้น ช่องทางนี้ถูกใช้เพื่อสนับสนุนการทำงานทางธุรกิจหลายอย่าง รวมถึงทรัพยากรบุคคล การบริการลูกค้า และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การตอบสนองความต้องการภายในและภายนอกองค์กร เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นต้องมีทีมผู้เชี่ยวชาญ นักยุทธศาสตร์ และผู้จัดการที่มีความหลากหลายและความเชี่ยวชาญทางด้านนี้อย่างจริงจัง

1. ทักษะเฉพาะทาง

“สิ่งที่สำคัญที่สุดคือคุณรู้จักตัวคุณ” การรู้จักสิ่งที่ตัวเองมีถือเป็นสิ่งที่จะช่วยให้สามารถพัฒนาต่อไปได้ ประมาณตัวเองแล้วรู็จักในการศึกษาเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง เพราะงานในด้านโซเชียลมีเดียนี้ต้องมีการตามเทรนด์อยู่เสมอ หาว่ารูปแบบใดที่เป็นตัวขับเคลือ่อนรูปแบบการมีส่วนร่วม

2.การกำหนดทิศทางของแบรนด์

ในบทบาทของโซเชียลมีเดีย คุณจะต้องสามารถตัดสินใจว่าได้ว่าจะกำหนดลักษณะบุคลิกของแบรนด์ให้ออกมาเป็นอย่างไร อาจต้องทำให้เชื่อมโยงเข้ากับที่ที่สังคมหรือกลุ่มลูกค้าที่คุณสนใจต้องการ

3. การวิเคราะห์ข้อมูล

องค์กรมากกว่าครึ่งใช้ข้อมูลโซเชียลทุกวัน การวิเคราะห์ทางสังคมเป็นตัวขับเคลื่อนการตัดสินใจเชิงรุกให้กับแบรนด์ ทางที่ดีก็ครต้องวิเคราะห์และตีความข้อมูลทางโซเชียลและสื่อสารมันออกมาได้อย่างดีด้วย

4. ทิศทางที่สร้างสรรค์

บนโซเชียล แคมเปญที่จัดการได้รับผลตอบรับที่ดี มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นคือทิศทางที่สร้างสรรค์อย่างชัดเจน สิ่งนี้ขยายได้ดีกว่าคอนเท้นต์ธรรมดาทั่วไป อาจเป็นเรื่องของระยะของแคมเปญ หรือ mood and tone เป็นต้น

5. บริการลูกค้า

ในไม่ช้าโซเชียลมีเดียจะกลายเป็นช่องทางหลักสำหรับการบริการลูกค้าและการสนับสนุนต่างๆ ผู้บริโภคหันไปใช้โปรไฟล์สาธารณะของแบรนด์เพื่อขอความช่วยเหลือหรือเมื่อมีสิ่งที่ต้องการ ซึ่งคุณควรจะต้องเข้าถึงการบริการลูกค้าเพื่อจัดการกับคำขอเหล่านี้ได้

from:https://www.thumbsup.in.th/skills-must-have-socialmedia?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=skills-must-have-socialmedia

สภาสหรัฐฯ เตือนแอปเปิ้ลห้ามใช้ชิปจากจีนในไอโฟนรุ่นต่อไป

วุฒิสภาจากทั้งสองพรรคใหญ่บางส่วนเขียนจดหมายถึงหัวหน้าฝ่ายความมั่นคงสหรัฐฯ สอบถามการตัดสินใจของแอปเปิ้ลในการใช้ชิ้นส่วนจากผู้ผลิตชิปในจีนกับไอโฟนรุ่นถัดไป นำโดย Marco Rubio และ Mark Warner

ทั้งสองท่านนี้เป็นประธานและรองประธานคณะกรรมการเฉพาะกิจด้านข่าวกรองของวุฒิสภา ร่วมกับสมาชิกอื่นอย่าง Chuck Schumer และ John Cornyn ด้วย ร่วมกันยื่นจดหมายต่อผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ Avril Haines เมื่อวันพุธที่ผ่านมา

จดหมายดังกล่าวเรียกร้องให้ Haines พิจารณาและทบทวนบริษัท Yangtze Memory Technologies Co (YMTC) แบบเปิดเผย โดยเฉพาะความเสี่ยงที่มีต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ หลังจากแอปเปิ้ลกำลังมองหาชิปหน่วยความจำ NAND จาก YMTC สำหรับใช้ในไอโฟนรุ่นต่อๆ ไป

YMTC นี้มีข่าวว่าเป็นบริษัทที่รัฐบาลจีนเป็นเจ้าของ มีเครือข่ายความสัมพันธ์ภายในพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CCP) รวมทั้งฝั่งกลาโหมดอย่างกองทัพปลดปล่อยประชาชนหรือ PLA ด้วย วุฒิสภาจึงกังวลว่าแอปเปิ้ลจะเป็นการชักศึกเข้าบ้าน สร้างความเสี่ยงแก่ทั้งซัพพลายเชนทั่วโลก

อ่านเพิ่มเติมที่นี่ – ITPro

from:https://www.enterpriseitpro.net/us-lawmakers-warn-apple-against-using-chinese-chips/

VMware โดนปรับ 8 ล้านเหรียญฯ ฐานจงใจดีเลย์ออเดอร์สั่งซื้อช่วงปีงบฯ 2019 – 2020

รู้แล้วใช่ไหมว่าทำไมช่วงหนึ่งถึงสั่งไลเซนส์คีย์ VMware ได้ช้ากันจัง ถ้าคุณสั่งช่วงระหว่างปีงบประมาณ 2019 กับ 2020 ของบริษัทแล้ว ตัวบริษัทเองนี่ล่ะที่จงใจออกคีย์ไลเซนส์ล่าช้ากว่าปกติสำหรับคำสั่งซื้อที่สั่งเข้ามาช่วงใกล้สิ้นไตรมาส

การจงใจเลื่อนรายรับไปเข้าช่วงอีกไตรมาสหนึ่งนั้น ทำเพื่อสร้างภาพตัวเลขสวยๆ ให้นักลงทุนดู ทางสำนักงานคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ หรือ SEC ที่เพิ่งรายงานเรื่องนี้ออกมาจึงได้ปรับ VMware เป็นเงิน 8 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่ง VMware เองก็ยอมจ่ายทันทีพร้อมประกาศชี้แจงเกี่ยวกับเรื่องนี้

ซึ่งค่าปรับดังกล่าวเทียบกับตัวเลขสุดสวยที่เกลี่ยกันลงตัวของปี 2019 และ 2020 อยู่ที่ 63.3 และ 58.9 พันล้านเหรียญฯ แล้ว ถือว่าแทบไม่ได้ให้หลาบจำอะไรเลยกับการเล่นแร่แปรธาตุแบบนี้ แถม VMware ยังแอบต่อว่า SEC กลับเล็กๆ ถึงการเอาข้อมูลในรายงานมาเปิดเผยสาธารณะ และการจ่ายค่าปรับไม่ใช่การยอมรับผิด

ทางด้านผู้ช่วยผู้อำนวยการ SEC ที่ดูแลด้านการบังคับทางกฎหมาย Mark Cave ได้กล่าวเกี่ยวกับค่าปรับนี้ว่า เป็นการแสดงถึงการประกาศตัวเลขที่ตงใจปกปิดความจริงเกี่ยวกับการจัดการคำสั่งซื้อ จงใจดูถูกนักลงทุนด้วยการบิดเบือนข้อมูลสำคัญด้านประสิทธิภาพในการดำเนินงานด้านการเงิน

อ่านเพิ่มเติมที่นี่ – DatacenterKnowledge

from:https://www.enterpriseitpro.net/sec-vmware-delayed-your-orders-during-fys-2019-2020-fined-8m/