คลังเก็บป้ายกำกับ: BUSINESS

นัดคุย สกมช. และเจรจาธุรกิจกับเหล่า Vendor/Service Provider ได้ในงาน NCSA Thailand National Cyber Week 2023 วันที่ 17 – 18 กุมภาพันธ์ ณ สามย่านมิตรทาวน์

บริษัท IT Consult, System Integrator และ Distributor ที่กำลังมองหาผลิตภัณฑ์หรือบริการด้าน Cybersecurity จากเหล่า Vendor และ Service Provider มาขายหรือให้บริการในไทย สามารถลงทะเบียนเพื่อนัดเจรจาธุรกิจผ่านการทำ Business Matching ได้ในงาน “Thailand National Cyber Week 2023” วันที่ 17 – 18 กุมภาพันธ์ ณ สามย่านมิตรทาวน์ รวมถึงสามารถนัดพูดคุย ทำความรู้จักกับเหล่าผู้บริหารของสำนักงานคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) แบบ Exclusive ได้อีกด้วย

📆 วันที่ 17 – 18 กุมภาพันธ์ 2023
⏰ เวลา 10:30 – 16:30 น.
🏢 สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์ (แผนที่, MRT สามย่าน)
📍 รายละเอียด https://www.thncw.com/matching/

Vendor และ Service Provider ที่เปิดเจรจา Business Matching เพื่อค้นหา Partner ในการทำธุรกิจร่วมกันมี 8 บริษัท ได้แก่ Bangkok MSP, Bangkok Systems, CDNetworks, DBR Systems – Thailand, Exclusive Networks, G-Able, Imperva และ Softnix Technology สามารถดูข้อมูลบริษัทและรายละเอียดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์หรือบริการที่นำเสนอได้ที่ https://www.thncw.com/matching/

หน่วยงาน/องค์กร CII, บริษัท IT Consult, System Integrator, Distributor, Service Provider และ Vendor ที่สนใจนัดพูดคุยกับเหล่าผู้บริหารของ สกมช. และเจรจาธุรกิจผ่านทาง Business Matching สามารถลงทะเบียนเพื่อยื่นเรื่องขอนัดหมายได้ทันที โดยทีมงานจะติดต่อกลับเพื่อยืนยันวันและเวลานัดหมายผ่านทางอีเมลและโทรศัพท์ที่ท่านได้ลงทะเบียนไว้

** Business Matching ไม่ใช่บริการสำหรับการค้นหาพ่อค้าหรือลูกค้าสำหรับซื้อขายผลิตภัณฑ์/บริการ

from:https://www.techtalkthai.com/ncsa-thailand-national-cyber-week-2023-business-matching/

คาดว่าแอปเปิ้ลเตรียมประกาศรายรับที่ร่วงลงครั้งแรก นับตั้งแต่ปี 2019

นักวิเคราะห์ต่างทำนายว่า Apple จะประกาศรายรับประจำไตรมาสเดือนมีนาคมนี้ที่เติบโตลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนเป็นครั้งแรก ด้วยปัจจัยที่ส่งผลหลายประการ

อย่างการที่บริษัทไม่สามารถผลิตไอโฟนรุ่นใหญ่ได้ตอบสนองความต้องการในตลาดอย่างเพียงพอ จากปัญหาโรงงานประกอบหลักในจีนต้องปิดตัวลงหลายสัปดาห์จากการล็อกดาวน์ช่วงโควิด จนลูกค้าในหลายภูมิภาคได้รับการแจ้งเร็วที่สุดก็ช่วงพฤศจิกายนแล้วว่าไม่สามารถจัดส่งไอโฟนเครื่องใหม่ได้ทันคริสต์มาส

ครั้งนั้นแอปเปิ้ลก็ออกมาเตือนนักลงทุนแล้วว่า ปัญหาการผลิตดังกล่าวอาจส่งผลให้ตัวเลขการจำหน่ายจริง “ต่ำกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้” ซึ่งทำให้นักวิเคราะห์จำนวนมากเฝ้าจับตาดูราคาหุ้นที่น่าจะร่วงต่ำกว่าที่เคยคาดไว้

แต่ปัญหาคล้ายกันนี้ก็ไม่ได้จำกัดแค่แอปเปิ้ลเจ้าเดียว ตลาดสมาร์ทโฟนโดยรวมก็ร่วงลงถึง 18% ในไตรมาสที่ 4 อ้างอิงจาก IDC ซึ่งเป็นสถิติที่เลวร้ายที่สุดที่เคยมีมา แต่นักลงทุนยังเชื่อว่าแอปเปิ้ลจะยังทำผลงานได้ดีกว่าคู่แข่งอื่นอยู่

อ่านเพิ่มเติมที่นี่ – CNBC

from:https://www.enterpriseitpro.net/apple-expected-to-post-its-first-revenue-decline-since-2019/

13 เทรนด์ Digital Transformation แห่งปี 2023

แม้ว่าปีที่ผ่าน ๆ มา Digital Transformation จะเป็นเทรนด์ยอดฮิตที่หลายองค์กรจำต้องเร่งปรับตัวเพื่อให้ทันกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แต่ในปี 2023 นี้ที่โลกดูเหมือนจะรับสถานการณ์ COVID-19 ได้แล้ว ก็ยังคงมีประเด็นอื่น ๆ มากมายที่ทำให้องค์กรจำต้องทรานส์ฟอร์มอย่างต่อเนื่อง 

ตามข้อมูลจาก Statista นั้นได้คาดการณ์ว่าธุรกิจต่าง ๆ ทั่วโลกจะมีการใช้จ่ายในเรื่อง Digital Transformation พุ่งไปถึง 3.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2026 จากในปี 2022 อยู่ที่ 1.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเรียกว่าเติบโตขึ้นมากกว่า 2 เท่าภายในเวลา 4 ปีเท่านั้น พูดอีกมุมหนึ่งก็คือ Digital Transformation จะยังคงเป็นเทรนด์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องไปอีกอย่างน้อย 4 ปี

บทความนี้ คือ 13 เทรนด์การทำ Digital Transformation แห่งปี 2023 ที่เชื่อว่าจะมีผลกระทบกับทุกองค์กรซึ่งแม้ว่าจะเป็นธุรกิจที่ไม่ใช่เชิงเทคนิค ก็ยังจำเป็นต้องเริ่มทรานส์ฟอร์มองค์กรแล้วด้วยเช่นกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ เสริมศักยภาพ สร้างความยืดหยุ่น ให้ทันรับกับสถานการณ์โลกที่จะเปลี่ยนแปลงไปอีก และเพื่อยังคงสถานะการแข่งขันในตลาดได้ต่อไป

1. Automation เสริมประสิทธิภาพไปอีกขั้น

เทคโนโลยี Automation คือหนึ่งในสิ่งที่จะใคร ๆ จะมองหามากที่สุดในการทำ Digital Transformation ในปีนี้ ด้วยปัญหาความไม่แน่นอน (Uncertainty) ทั้งหลายที่เกิดขึ้น อาทิ เงินเฟ้อ ราคาพลังงานที่แพงขึ้น ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ จึงทำให้เทคโนโลยี Automation คือสิ่งที่จำเป็นอย่างมากเพื่อช่วยให้องค์กรมีผลิตผล (Productivity) สูงขึ้น ใช้แรงงานมนุษย์น้อยลง รวมทั้งกระบวนงานที่ทำให้กลายเป็นแบบดิจิทัลแล้วนั้นจะเกิดความผิดพลาดน้อยลงอีกด้วย

ตามแบบสำรวจจาก Deloitte ยังชี้ให้เห็นว่า 53% ขององค์กรได้เริ่มพัฒนาระบบ Robotic Process Automation (RPA) แล้ว ส่วน Gartner นั้นทำนายไว้ว่าภายในปี 2024 ระบบ Hyper-automation จะทำให้องค์กรสามารถลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลงไปได้สูงถึง 30% และตลาดซอฟต์แวร์ Hyper-automation นั้นจะสูงถึง 860,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐอีกด้วย หากองค์กรใดยังไม่ได้พิจารณาในเรื่อง Automation มาก่อน ควรเริ่มพิจารณาได้แล้วว่ามีกระบวนการหรือขั้นตอนใดที่สามารถทดแทนด้วยระบบ Automation ได้บ้าง

Ex. Smart Factory

2. เครื่องมือ Low Code/No Code สนับสนุนแรงงานขาดแคลน

อย่างที่รู้กันว่าปัญหาแรงงานขาดแคลน (Talent Shortage) ยังคงเป็นอยู่อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ทีมไอทีจำต้องอยู่ภายใต้ความกดดันอย่างมากเมื่อต้องทำเรื่อง Digital Transformation ให้กับองค์กร และหนึ่งในเครื่องมือที่จะช่วยทำให้เกิดกระบวนงานอัตโนมัติได้อย่างรวดเร็วนั่นคือเครื่องมือแบบ Low Code/No Code ที่สามารถช่วยสนับสนุนการการพัฒนาระบบอย่างรวดเร็วขึ้น พร้อมกับแก้ไขปัญหาแรงงานขาดแคลนได้อย่างมาก

ด้วยความสามารถของเครื่องมือที่ใช้การเขียนโค้ดที่น้อย (Low Code) หรือไม่ต้องเขียนเลย (No Code) จะทำให้องค์กรสามารถสร้าง “ทีมผสม (Fusion Team)” ที่รวมคนจากฝั่งธุรกิจกับฝั่งเทคโนโลยีมาไว้ในทีมเดียวกันได้มากขึ้น ซึ่งเครื่องมือ Low Code/No Code จะเป็นตัวกระตุ้นให้ทีมนี้สามารถสร้างสรรค์โครงการใหม่ ๆ ขึ้นมาได้เร็วกว่าในอดีตอย่างมาก เพราะการมีคนจากฝั่งธุรกิจที่เข้าใจความต้องการของผู้ที่ใช้งานจริง ๆ โดยตรง และสามารถใช้งานเครื่องมือ Low Code/No Code ได้ด้วยตนเอง จึงทำให้เกิดเป็นโซลูชันที่ใช้งานได้จริงอย่างรวดเร็ว ตรงโจทย์ทางธุรกิจมากขึ้น และถ้าหากจำเป็นต้องใช้ทำอะไรที่ซับซ้อน ทีมเทคนิคก็จะสามารถสนับสนุนได้ทันที 

3. AI/ML ปลดล็อกศักยภาพไปอีกขั้น

วิวัฒนาการของ AI/ML ที่เกิดขึ้นมาอย่างก้าวกระโดดนั้น กำลังเปลี่ยนโลกของการทำงานไปโดยสิ้นเชิง ตามที่เห็นได้ว่าหลาย ๆ งานในปัจจุบันนั้นสามารถใช้ระบบ AI ทดแทนมนุษย์ได้แบบครบถ้วน เช่น ระบบแนะนำส่วนบุคคล ระบบรู้จำใบหน้า เอกสาร หรือป้ายทะเบียนรถยนต์ แชทบอท หรือว่าระบบวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งนอกจากจะทำให้ประสิทธิภาพดีขึ้นแล้ว ยังมีความแม่นยำมากกว่า แถมประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่าอีกด้วย ซึ่งปี 2023 นี้ AI/ML ก็จะยังคงเติบโตและสามารถปลดล็อกศักยภาพใหม่ ๆ ไปอีกขั้นให้เห็นกันทั่วโลกอย่างแน่นอน 

ที่สำคัญ การกำเนิด ChatGPT ที่ได้ทำให้โลกเกิดความกังวลมากมายตั้งแต่ปลายที่ผ่านมานั้น ก็ดูเหมือนจะยิ่งปรับภูมิทัศน์การทำงานยุคใหม่ไปอีกขั้น ซึ่งไม่แน่ว่าโลกการทำงานในอนาคต องค์กรต่าง ๆ อาจต้องแข่งขันกันในเรื่องความสามารถในการปรับใช้ AI ต่าง ๆ ที่มีให้บริการทั่วโลก อย่าง ChatGPT, Midjourney หรือ Imagen แทน ซึ่งหากองค์กรใดที่ไม่ได้ใช้งาน AI ใด ๆ เลย ก็อาจจะตกขบวนและออกจากการแข่งขันไปได้อย่างง่ายดาย

4. Composability เสริมความคล่องตัว

แน่นอนว่าความคล่องตัว (Agility) คือสิ่งที่จำเป็นอย่างมากในสถานการณ์ทุกวันนี้ แต่ทว่าองค์กรส่วนใหญ่จะไม่สามารถสร้าง Agility ขึ้นมาได้เพราะเทคโนโลยีที่ใช้งานยังล้าหลังเกินไป ผนวกกับเรื่องข้อมูลภายในองค์กรที่ยังเป็นไซโล (Silo) อยู่จำนวนมาก จึงทำให้ Mulesoft คาดว่าปี 2023 นี้ หลายองค์กรจะแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วยกลยุทธ์ถอดประกอบได้ (Composable) กันมากขึ้น คือการพัฒนาสิ่ง ๆ ให้สามารถ “ใช้ซ้ำ (Reuse)” เพื่อทำให้ทีมงานสามารถนำไปประยุกต์ (Adapt) ต่อยอดได้ทันกับตามความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว 

นอกจากนี้ Gartner ยังได้คาดการณ์ไว้ด้วยว่า ภายในปี 2023 องค์กรใหญ่ ๆ กว่า 60% จะมีการใส่กลยุทธ์การเป็น “Composable Enterprise” เพิ่มเป็นอีกเป้าหมายขององค์กร เนื่องจากองค์กรที่ใช้กลยุทธ์ Composable จะสามารถเร่งความเร็วในการพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ออกมาให้ผู้ใช้งานได้สูงถึง 80% เลยทีเดียว นี่จึงเป็นอีกเทรนด์ที่จะทำให้หลาย ๆ องค์กรทั่วโลกสามารถทรานส์ฟอร์มได้สำเร็จในปีนี้

5. Total Experience (TX) ประสบการณ์ทั้งฝั่งผู้บริโภคและพนักงาน

ก่อนหน้านี้องค์กรส่วนใหญ่มักจะมุ่งเน้นในเรื่องการปรับปรุงประสบการณ์ผู้บริโภค (Customer Experience : CX) เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตและสร้างความจงรักภักดี (Loyalty) ต่อแบรนด์ หากแต่หลังจากนี้ องค์กรจะเริ่มกลับมาสนใจในประสบการณ์ของพนักงาน (Employee Experience : EX) กันมากขึ้น เพราะสิ่งนี้คืออีกหนึ่งในปัจจัยสำคัญของความสำเร็จองค์กรในอนาคต และทั้งสองส่วนนี้รวมกันเรียกว่า Total Experience (TX)

เรื่องนี้ Mulesoft ได้คาดการณ์ว่าในปี 2023 นี้ จะมีองค์กรชั้นนำจำนวนมากเริ่มพิจารณาเรื่อง Total Experience มากขึ้น เพื่อปรับปรุงเส้นทาง (Journey) ในการเป็นลูกค้าหรือว่าพนักงานให้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนที่เป็นทั้งพนักงานและผู้บริโภคในเวลาเดียวกันนั้นจะยิ่งทำให้เกิดประสบการณ์ร่วมที่เหนือไปอีกขั้น และนอกจากจะทำให้ประสบการณ์ของพนักงานดีขึ้นแล้ว ยังเสริมให้องค์กรมีมูลค่าทางธุรกิจมากขึ้นอีกด้วย แถมยังเป็นการนำเอาเทคโนโลยีที่มีอยู่แล้วจากฝั่งลูกค้ามาใช้ซ้ำในฝั่งพนักงานในทำนองเดียวกันได้เลย ดังนั้น ทุกองค์กรสามารถทำได้ทันที ซึ่ง Gartner คาดการณ์ว่าภายในปี 2024 องค์กรที่มุ่งเน้นเรื่อง TX จะเหนือกว่าคู่แข่งในเรื่องความพึงพอใจทั้ง CX และ EX ถึง 25% 

6. Automated Data Intelligence ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลอย่างแท้จริง

ที่ผ่านมาจะเห็นว่าแทบทุกองค์กรกำลังพยายามขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven) กันทั้งสิ้น แต่ทว่าข้อมูลที่ถือว่าเป็นสินทรัพย์อันมีค่านี่เองนั้นกลับยังคงถูกจัดเก็บไว้เป็นไซโล (Silo) เสียส่วนใหญ่ จะเรียกใช้ก็มักจะเกิดความติดขัดอะไรมากมายภายในองค์กรอยู่เสมอ แต่ Mulesoft ได้ชี้ว่าหลาย ๆ องค์กรจะแก้ปัญหานี้ด้วยวิธีการ Composable เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลกันได้ง่ายขึ้น ซึ่งเมื่อดำเนินการได้สำเร็จจะทำให้เกิด “Data Fabric” ที่ข้อมูลจะเชื่อมโยงกันได้ทุกแพลตฟอร์มและกับผู้ใช้งานในภาคธุรกิจ เหมือนผ้าที่ถักร้อยไว้ด้วยกัน

นอกจากนี้ ถ้าองค์กรมีการลงทุนในระบบวิเคราะห์ข้อมูลแบบ Real Time เพิ่มเติมใน Data Fabric แล้ว จะยิ่งเสริมทำให้องค์กรสามารถดำเนินการตัดสินใจได้อย่างอัตโนมัติ (Automate Decision-Making) และสามารถใช้งานข้อมูลได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ซึ่งทั้งสองสิ่งจะทำให้กลายเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลได้อย่างแท้จริง

7. Cybersecurity ที่เชื่อมโยงหลาย Layer มากขึ้น

เรื่อง Cybersecurity คือสิ่งที่คู่กันกับ Digital Transformation อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเนื่องจากองค์กรมีการลงทุนในสถาปัตยกรรมแบบกระจาย (Distributed Architecture) และเทคโนโลยีที่ขอบ (Edge Technology) กันมากขึ้น จึงส่งผลให้ปีนี้คาดว่าจะเกิดความเสี่ยงในเรื่องความมั่นคงปลอดภัย (Security) มากขึ้นกว่าเดิมอีก ดังนั้น องค์กรควรต้องปรับใช้แนวทางการสร้าง “Cybersecurity Mesh” หรือสถาปัตยกรรมแบบ Composable ที่เชื่อมโยงบริการ Security ให้มีความหลากหลายและซ้อนกันไว้หลาย ๆ ชั้นกระจายไว้ในทุก ๆ จุด

ในเรื่องนี้ Gartner กล่าวว่าภายในปี 2024 องค์กรที่ได้ปรับใช้สถาปัตยกรรม Cybersecurity Mesh นั้นจะสามารถลดผลกระทบด้านการเงินจากเหตุการณ์โจมตี Security ลงไปได้โดยเฉลี่ยถึง 90% เลยทีเดียว แต่อย่างไรก็ดี การจะทำให้วิธีการนี้ได้สำเร็จ ก็อาจจำเป็นต้องมีระบบการบริหารสักตัวที่สามารถจัดการทุก Connection, API หรือพวก Component ต่าง ๆ อย่าง Automation Bot ที่ใช้งาน ได้จากหน้าจอ Administration ในที่เดียว เพื่อทำให้เห็นภาพรวมของทุกส่วนขององค์กร แล้วบริหารจัดการความเสี่ยงในทุก ๆ Attack Surface ที่อาจเหตุโจมตีขึ้นได้อย่างครอบคลุม

https://o.aolcdn.com/images/dims?quality=85&image_uri=https%3A%2F%2Fs.yimg.com%2Fos%2Fcreatr-images%2F2020-04%2F64396da0-78f4-11ea-afff-833061cb28e1&client=amp-blogside-v2&signature=0d230e4b613954dcba74674423e4014cfefaeb47

8. Hybrid Workforce อยู่ที่ไหนก็ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จากสถานการณ์แพร่ระบาดของ COVID-19 เกิดขึ้นและอาจจะกำลังผ่านพ้นไป ได้ทำให้แนวทางการทำงานในยุคใหม่เปลี่ยนแปลงไปอย่างถาวรก็ว่าได้ ซึ่งตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมานั้นได้พิสูจน์ให้เห็นส่วนหนึ่งแล้วว่าพนักงานหลาย ๆ ตำแหน่งสามารถทำงานจาก “ที่ไหนก็ได้” ได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นกัน นั่นแปลว่าหลาย ๆ องค์กร อาจไม่จำเป็นต้องให้พนักงานเข้ามาที่ออฟฟิศพร้อม ๆ กันทั้งหมดก็เป็นได้ 

สิ่งนี้เรียกว่า “Hybrid Workforce” ที่ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ องค์กรจะเริ่มเกิดทีมทำงานที่ผสมผสานพนักงานจากหลายที่หลายแห่ง หลาย Time Zone ที่สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจำเป็นจะต้องพึ่งพาเครื่องมือนวัตกรรมใหม่ ๆ อาทิ เครื่องมือประชุมทางไกล Collaboration Tool และอื่น ๆ เพื่อสนับสนุนให้ทีมงาน Hybrid Workforce ให้ทำงานได้เหมือนกับช่วงยุคก่อนที่ COVID-19 จะแพร่ระบาดเกิดขึ้น 

9. Cloud Migration จะมีมากขึ้น

อีกสิ่งหนึ่งที่คู่กับการทำ Digital Transformation นั่นคือเทคโนโลยี Cloud ซึ่งจะเห็นว่าองค์กรธุรกิจเริ่มทยอยหันมาใช้งาน Cloud กันมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะสิ่งนี้ได้พิสูจน์ให้หลาย ๆ แห่งเห็นแล้วว่าสามารถลดค่าใช้จ่าย เสริมประสิทธิภาพการทำงาน รวมทั้งลดปัญหาการบำรุงรักษาที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง หรือเรื่องการจ้างพนักงานเพื่อมาดูแลระบบหลังบ้านของตัวเอง เป็นต้น

อย่างไรก็ดี การใช้ Cloud เจ้าเดียวหรือที่เดียวนั้นก็เริ่มจะไม่เพียงพอในการให้บริการได้อย่างมีเสถียรภาพ จนทำให้เกิดการใช้งานแบบ Hybrid Cloud อันเป็นเทรนด์มาก่อนหน้านี้ และในปี 2023 จะเริ่มเห็นการปรับใช้สถาปัตยกรรม Multi Cloud มากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อทำให้บริการมีความเสถียรภาพสูง ลดความเสี่ยงต่าง  ๆ รวมทั้งเวลา Downtime ได้ หากแต่การปรับใช้ Cloud กันมากขึ้นก็ทำให้มีช่องโหว่ในเรื่องความมั่นคงปลอดภัยที่มากขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งสิ่งนี้เองคือส่วนที่ทั้งผู้ใช้งานและผู้ให้บริการทั้งหลายต้องคิดคำนึงถึงไปด้วยพร้อม ๆ กัน

10. Everything as a Service (XaaS) ทุกอย่างเป็นบริการได้หมด

เช่นเดียวกับเรื่อง Total Experience ในมุมของบริการหรือ Service ต่าง ๆ ก็จะเห็นได้ชัดมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าทุกอย่างสามารถให้บริการผ่าน Cloud ได้ทั้งหมด ซึ่งนั่นแปลว่าโลกกำลังจะเริ่มกลายเป็น Everything-as-a-Service (XaaS) ที่ไม่ว่าจะเป็นบริการหรือแอปพลิเคชันอะไร ก็จะกลายเป็นบริการที่เข้าถึงได้ง่าย เริ่มใช้งานได้อย่างรวดเร็วแทบจะทันที 

ปีนี้และถัด ๆ ไป จะได้เห็นบริการที่จะมาในรูปแบบลักษณะ Subscription มากขึ้น แทนที่จะเป็นการจ่ายเงินเพื่อซื้อ License แทน ด้วยข้อดีที่ทำให้ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องลงทุนด้วยเม็ดเงินจำนวนมากโดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ อย่างเช่นเครื่อง Server รวมถึงค่าบำรุงรักษา รวมทั้งเรื่องความเร็วที่ผู้ใช้สามารถเริ่มต้นใช้งานได้แทบจะทันที จึงทำให้ผู้ใช้งานเลือกที่จะไปใช้บริการ as-a-Service มากกว่า และนั่นคือสิ่งที่ทำให้ผู้ให้บริการต้องปรับตัว จนกลายเป็น Everything-as-a-Service นั่นเอง

Shot of a programmer connecting to a user interface while working in an office at night

11. Blockchain จะมีการลงทุนมากยิ่งขึ้น

แม้ว่าตลาด Cryptocurrency จะดำดิ่งไปในช่วงปีที่ผ่านมา แต่เทคโนโลยี Blockchain นั้นคือส่วนแกน (Core) ที่ยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเห็นว่าหลาย ๆ องค์กรและอุตสาหกรรมยังคงนำเอาเทคโนโลยีไปปรับใช้กันมากขึ้น แต่อย่างไรก็ดี มีบางอุตสาหกรรมที่ได้พิสูจน์แล้วว่า Blockchain ไม่ได้อาจช่วยแก้ไขปัญหาได้ทุกสิ่ง 

ทั้งนี้ จนถึงปัจจุบัน Blockchain ก็ยังคงถือว่าเป็นเทคโนโลยีเกิดใหม่ (Emerging Technology) และยังคงมีโอกาสที่จะดิสรัป (Disrupt) เทคโนโลยีดั้งเดิมได้ ซึ่งปีนี้คงจะได้เห็นการลงทุนพัฒนาในเทคโนโลยี Blockchain อย่างต่อเนื่อง และเชื่อว่าจะยังคงจะได้เห็น Blockchain ใหม่ ๆ กับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ออกมา ซึ่งต้องติดตามกันต่อไปว่าวิวัฒนาการที่เกิดขึ้นจะสามารถแก้ไขปัญหาได้จริงหรือไม่ และเทคโนโลยีกับอุตสาหกรรมกำลังจะขับเคลื่อนไปในทิศทางใดต่อไป

Source: ShutterStock.com

12. กำเนิด Customer Data Platform จำนวนมาก

Customer Data Platform (CDP) นั้นเป็นเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงแอปพลิเคชันและฐานข้อมูลต่าง ๆ เข้าไว้ด้วยกันเพื่อทำให้องค์กรมีข้อมูลสำหรับวิเคราะห์ลูกค้าแต่ละคน เพื่อสร้างความเข้าใจลูกค้าแต่ละแห่งให้กับองค์กรได้มากที่สุด และสร้างโอกาสให้กับธุรกิจในการทำการตลาดหรือขายสินค้าในอนาคตได้อย่างตรงจุด และเป็นส่วนบุคคลที่มากยิ่งขึ้น

ดังนั้น ปีนี้จะเห็นหลาย ๆ องค์กรเร่งพัฒนา CDP กันมากยิ่งขึ้นอย่างแน่นอนเพราะโลก Cookieless World นั้นก็กำลังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ส่งผลให้ข้อมูลลูกค้าที่องค์กรจัดเก็บเองจึงจะมีความสำคัญมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ในการทำธุรกิจในอนาคตต่อไป

13. Sustainability คือทุกสิ่งที่ต้องคำนึง

วินาทีนี้ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารระดับสูงหรือพนักงานทั่วไปก็ตาม จำเป็นต้องพิจารณาในเรื่องของความยั่งยืน (Sustainability) ที่จะมีผลกระทบกับสภาพแวดล้อมธรรมชาติกันทั้งสิ้น เพราะแม้ว่าก่อนหน้านี้ผู้บริหารทั้งหลายจะออกมาพูดในเรื่องความยั่งยืนกันอย่างหนัก แต่ก็ยังไม่พอที่จะทำให้ปัญหาเรื่องสภาพภูมิอากาศหายไปจากโลกใบนี้ได้ในอนาคต

หลังจากนี้ องค์กรที่จะสามารถสร้างความแตกต่างทางธุรกิจในอนาคตได้นั้นจะต้องเป็นกลุ่มองค์กรมุ่งเน้นเรื่อง Sustainability ที่สามารถลดหรือไร้การปล่อยมลพิษต่าง ๆ ออกมาสู่โลกใบนี้ได้สำเร็จ ซึ่งจะเห็นภาพนี้ชัดขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคตอันใกล้ โดย Mulesoft ชี้ว่าในปี 2023 นี้องค์กรจะแสวงหาแนวทางในการขับเคลื่อนเรื่อง Sustainability ในการดำเนินงานต่าง ๆ ผ่านการใช้กลยุทธ์ Composable กันมากขึ้น เพื่อปลดล็อกการเชื่อมโยงข้อมูลและแอปพลิเคชันต่าง ๆ พร้อมกับปรับใช้ Automation และ Analytics เพื่อค้นหาข้อมูลเชิงลึก (Insight) ที่จะทำให้การทำธุรกิจมีประสิทธิภาพและมีความยั่งยืนไปพร้อม ๆ กัน ซึ่ง ณ ตอนนี้ ผู้นำองค์กรบางส่วนก็ได้เริ่มนำเอาเรื่อง Sustainabiltiy เข้าไปอยู่ในหัวใจของธุรกิจแล้วและคาดว่าจะมีงบประมาณมาลงทุนในเรื่องนี้ราว 10-20% ในอีก 3 ปีข้างหน้า

References

from:https://www.techtalkthai.com/top-13-digital-transformation-trends-of-year-2023/

จบที่ SDC ที่เดียว บริการต่อ MA อุปกรณ์ IT Hardware

ด้วยสถานการณ์โควิดที่ยังระบาดอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ หลายๆ บริษัทคงกำลังมองหาวิธีลดค่าใช้จ่ายของธุรกิจ การเลือกทำ MA ให้กับอุปกรณ์ IT แทนที่จะ Upgrade อุปกรณ์เป็นรุ่นใหม่ ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง โดยเรามาดูกันว่าทำไม ลูกค้าส่วนใหญ่เลือกใช้บริการกับทาง Systems Dot Com (SDC)

โดยครอบคลุม การจำหน่าย บริการติดตั้ง บริการให้เช่า และบำรุงดูแลรักษาอุปกรณ์ต่อพ่วงคอมพิวเตอร์ หรือการให้บริการ MA (Maintenance Agreement Service) ภายใต้แบรนด์ชั้นนำทางด้าน IT อาทิ IBM, Dell, HP, Lenovo, Cisco และอื่นๆ ด้วยความพร้อมและความเชี่ยวชาญ SDC จึงมีธุรกิจองค์กรทั่วไทยตัดสินใจเลือกใช้บริการมากกว่า 300 แห่ง ครอบคลุมทุกอุตสาหกรรมในระยะเวลาเพียง 20 ปี 

SDC ให้ความสำคัญกับระบบบริหารจัดการอะไหล่สำรองที่เพียงพอและเหมาะสมกับลูกค้า ตลอดอายุสัญญาการให้บริการ จึงสามารถมั่นใจได้ว่าในระยะเวลาที่ให้บริการ ทาง SDC จะสามารถจัดหาอะไหล่มาทดแทนอุปกรณ์ที่เสียหายได้อย่างแน่นอน และเพื่อความสะอาด ต้านภัยโควิด ทาง SDC มีการฆ่าเชื้อ Spare Part ทุกชิ้น ก่อนส่งมอบให้กับทางลูกค้า

การให้บริการของ SDC นี้ครอบคลุมตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันในแต่ละสัปดาห์ สามารถรับประกัน SLA ได้ถึง 4 ชั่วโมงและมี Response Time ภายในเวลาเพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้น และเพื่อให้การให้บริการมีความโปร่งใสสามารถติดตามได้ ทาง SDC จึงได้มีการจัดเตรียมช่องทางการติดต่อที่หลากหลาย ทั้ง Call Center, LINE Official Account และ Facebook 

ไม่เพียงแต่การบริการที่ดีเท่านั้น แต่ SDC ยังได้ออกแบบให้รูปแบบการลงทุนใช้บริการมีความยืดหยุ่น ด้วยการเปิดให้ธุรกิจองค์กรสามารถกำหนด Payment Term ได้ด้วยตนเองให้เหมาะสมกับธุรกิจ และวางแผนการลงทุนใช้จ่ายได้ชัดเจนและง่ายดายยิ่งขึ้นกว่าเดิม

ผู้ที่สนใจบริการ Hardware Maintenance Agreement Service หรือเทคโนโลยีอื่นๆ ทางด้าน IT Infrastructure สามารถติดต่อทีมงาน SDC ได้ทันทีที่อีเมล์ marketing@systems.co.th หรือโทร 02-744-1600 หรือ line @sdc_executive และเยี่ยมชมเว็บไซต์ของ SDC ได้ที่ http://www.systems.co.th/ma-service/special

from:https://www.techtalkthai.com/sdc-on-stop-service-of-ma-for-it-hardware-equipment/

“NocNoc” แพลตฟอร์ม Home and Living เปิดตัว 3 ปี กวาดยอดขายรวมกว่า 5,000 ล้านบาท

“NocNoc” มาร์เก็ตเพลส ศูนย์รวมเฟอร์นิเจอร์และไอเดียแต่งบ้านออนไลน์ ที่รวบรวม เฟอร์นิเจอร์ ของแต่งบ้าน วัสดุปูพื้น-ผนัง และเครื่องใช้ไฟฟ้าเปิดตัวมา 3 ปีแล้ว ในช่วงที่โควิดกระทบธุรกิจต่างๆ อย่างหนัก แต่ช่องทางออนไลน์ทำให้เติบโตได้แบบก้าวกระโดด กวาดยอดขายรวมทะลุเป้ากว่า 5,000 ล้านบาท

ด้วยการรวบรวมผู้ขาย (Seller) กว่า 3,000 ราย ที่มีสินค้ามากกว่า 500,000 SKU ให้ลูกค้าได้เลือกช้อป และใช้บริการทุกเรื่องบ้านได้ทุกที่ทุกเวลา แถมสะดวกสบายด้วยบริการจัดส่งถึงหน้าบ้านพร้อมบริการติดตั้ง และมีช่องทางการชำระเงินที่หลากหลาย พร้อมเตรียมเดินหน้าบุกตลาดปี 2566 ด้วยกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่ง ด้วยแผนบุกตลาด Home and Living ให้ NocNoc กลายเป็น Destination ของกลุ่มคนที่สนใจ และรักในการแต่งบ้านทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

นางชลลักษณ์ มหาสุวีระชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เบ็ตเตอร์บี มาร์เก็ตเพลส จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทฯ เป็นผู้ให้บริการแพลตฟอร์มมาร์เก็ตเพลส “NocNoc” ศูนย์รวมเฟอร์นิเจอร์และไอเดียแต่งบ้านออนไลน์ พร้อมบริการทุกเรื่องบ้านที่ครบวงจรที่สุดรายแรกในไทย เรามีสินค้า Home and Living มากถึงกว่า 500,000 SKU จากผู้ขายคุณภาพกว่า 3,000 ราย และยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ซึ่งถ้าดูในภาพใหญ่นั้นสินค้าที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับ 1 คือกลุ่มเฟอร์นิเจอร์ของแต่งบ้าน อันดับ 2 คือกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า กลุ่มที่ 3 คือ กลุ่ม Home Improvement และสุดท้ายคือการให้บริการเรื่องบ้าน (Service) โดยสัดส่วนที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับ 1 มากกว่า 50% คือ Home & Décor Furniture โดยแบ่งเป็นประเภทสินค้า 5 อันดับแรกคือ โซฟา, เครื่องนอน, ชั้นจัดเก็บ และโต๊ะ, เก้าอี้ และกระเบื้อง

ที่ผ่านมา NocNoc เติบโตอย่างก้าวกระโดด หลังจากที่เปิดตัวมาได้เพียง 3 ปี มียอดขายรวมบนแพลตฟอร์มกว่า 5,000 ล้านบาท ซึ่งในไตรมาส 4 ที่ผ่านมา เติบโตขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วกว่า 200% และโดยเฉลี่ยมีผู้เข้ามาใช้บริการเพิ่มมากขึ้นกว่า 3 ล้านรายต่อเดือน ทั้งลูกค้า B2C และ B2B

นางชลลักษณ์ กล่าวต่อไปว่า ปัจจัยที่ทำให้ NocNoc ประสบความสำเร็จ และเติบโตขึ้นนั้น เกิดจากจุดแข็งที่แตกต่างที่เราให้ความสำคัญทั้งในด้านสินค้า Home & Living ที่ครบครันทุก Category การบริการเรื่องบ้าน (Service) ที่ครบวงจรโดยช่างผู้เชี่ยวชาญ การจัดส่งทั่วไทยที่พร้อมให้บริการแบบ End-to-End การดูแลผู้ใช้บริการอย่างเต็มที่ เพื่อประสบการณ์ที่ดีที่สุดของ ผู้ซื้อ (Customer) ผู้ขาย (Seller) ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำเพื่อสร้างเกิดความเชื่อใจ ( Brand Trust) ที่มีต่อ NocNoc

ด้านนายอนุพงศ์ ทะสดวก ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการค้าและพาณิชย์ บริษัท เบ็ตเตอร์บี มาร์เก็ตเพลส จำกัด กล่าวเสริมว่า นอกเหนือจากด้านสินค้า และบริการครบทุกเรื่องบ้าน ที่เราให้ความสำคัญแล้ว การทำความเข้าใจกับกลุ่มเป้าหมายโดยใช้กลยุทธ์ทางการตลาดแบบ Hyper-Personalized Marketing ผ่าน Big Data ที่เราได้ทำการเก็บข้อมูลของลูกค้าบนทุกแพลตฟอร์มของ NocNoc เพื่อให้เราสามารถคาดการณ์ทั้งความต้องการ ไลฟ์สไตล์ และพฤติกรรมการซื้อในอนาคตได้แล้วนำเสนอคอนเทนต์ให้ตรงกับทุก Journey ของลูกค้าได้แบบเฉพาะบุคคล ยังเป็นอีกหนึ่งจุดแข็งที่ทำให้ NocNoc เติบโตได้

ในปี 2566 นี้ NocNoc มีเป้าหมายที่จะเป็นมากกว่าแพลตฟอร์มมาร์เก็ตเพลส คือเราจะเป็น Home and Living Destination ให้กับลูกค้า ที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่มาร์เก็ตเพลสที่นำเสนอเฉพาะสินค้า Home & Living เท่านั้น แต่เรายังเป็นแพลตฟอร์มที่สามารถสร้างประสบการณ์ในการแต่งบ้านในสไตล์ที่ชอบและใช่ได้ด้วยระบบ AI ที่ช่วยค้นหาเฟอร์นิเจอร์ ของแต่งบ้านได้ตรงใจ ผ่าน InspiREALtion Feed ช่วยให้แรงบันดาลใจในการแต่งบ้านเป็นจริงได้ รวมถึงเรามีการเปิดตัว Community ใน แอปพลิเคชั่น NocNoc ที่ทุกคนสามารถเข้ามาร่วมแชร์ แลกเปลี่ยนไอเดีย และประสบการณ์เรื่องบ้านที่อยากป้ายยา หรือรีวิวให้กับกลุ่มคนรักบ้านได้เข้าถึงได้ง่ายมากขึ้น

และในปีนี้เอง NocNoc จะโฟกัสกลุ่มสินค้าเรื่องบ้านที่มีความวาไรตี้ในหลากหลาย Category มากขึ้น เช่น แม่และเด็ก ไลฟ์สไตล์ สัตว์เลี้ยง คาเฟ่ ร้านอาหาร และเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึงเราจะมีกิจกรรมส่งเสริมการขายเพื่อขยายตลาด Home and Living ในวงกว้าง อย่าง NocNoc Fair ที่ตั้งเป้าจะจัดงานปีละ 2 ครั้ง , NocNoc for Business เพื่อเข้าถึงผู้ประกอบการทั้งรายย่อยและรายใหญ่ และการบุกตลาดตามหัวเมืองต่างจังหวัดมากยิ่งขึ้น

เพื่อขยายฐานกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพ และช่วยให้แบรนด์ได้ใกล้ชิดกลุ่มผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น โดยเราจะแบ่งสัดส่วน และโฟกัสกลุ่มเป้าหมายให้ชัดขึ้น เพื่อนำเสนอสินค้า และประสบการณ์ให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายนั้น ๆ ให้มากที่สุดอีกด้วย

“ภาพรวมตลาด E-Commerce ประเทศไทยปี 2023 คาดว่าจะเติบโต 10% ซึ่งถือว่าไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับช่วงสามปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามเนื่องจากสัดส่วนการขายออนไลน์ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้า Home and Living ยังไม่สูงนัก ประกอบกับการฟื้นตัวของธุรกิจหลังจากช่วงโควิด ถือเป็นความท้าทาย แต่เรายังคงมีโอกาสเติบโตใน Sector นี้อีกมาก ในปี 2023 นี้ เราจึงมีเป้าหมายที่จะเติบโตมากกว่า 100% โดยยังคงเน้นการเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมยกระดับวงการ Home and Living ให้สอดรับกับเทรนด์ตลาด พฤติกรรมผู้บริโภคที่มีความซับซ้อน และเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

ชาว NocNoc มุ่งมั่นที่จะพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นทุกวัน ทั้งในด้าน Technology การสื่อสาร การนำเสนอสินค้าและบริการที่ตรงใจลูกค้า เพิ่มความหลากหลายของสินค้า สร้างประสิทธิภาพของ Supply Chain และบริการที่ลูกค้ามั่นใจเพื่อให้เราสามารถเป็นเพื่อนที่ช่วยสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าในทุกจังหวะชีวิต ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยให้ NocNoc สามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน นางชลลักษณ์ กล่าวสรุปในตอนท้าย

from:https://www.thumbsup.in.th/nocnoc-platform-home-and-living?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=nocnoc-platform-home-and-living

“Cold Chain Exhibition 2023” ต้อนรับสู่ความก้าวหน้าของธุรกิจคุณกับงานแสดงสินค้าโคลด์ เชน 19–21 ก.ค.66 ณ ไบเทคบางนา ฮอลล์ EH101 [Guest Post]

Cold Chain Exhibition คืองานแสดงสินค้าและสัมมนา โดยเป็นแหล่งศูนย์รวมผู้นำระดับภูมิภาคเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นในธุรกิจด้านโครงสร้างพื้นฐานห้องเย็น, อุปกรณ์ทำความเย็น, การขนส่งแบบห้องเย็น และซัพพลายเชนเกี่ยวกับห้องเย็นทั้งหมด

งานนี้เป็นเสมือนเวทีที่แสดงนิทรรศการของ Cold Chain Logistics โดยท่านจะได้แสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีต่าง ๆ ทั้งระบบการจัดการการแก้ไขและ บริการเสริมที่รวมอยู่ใน Cold Chain ทั้งหมด ท่านจะพบการลงทุนใหม่ เทคโนโลยีที่ใหม่กว่า และ เป็นการเปิดโอกาสที่ยิ่งใหญ่ที่จะหลั่งไหลเข้ามาหาคุณในงานนี้

พบกับองค์กรระดับแถวหน้าจากอุตสาหกรรม Cold Chain ไม่ว่าจะเป็นบริษัทซัพพลายเชนเกี่ยวกับห้องเย็น, เจ้าของธุรกิจห้องเย็น, ธุรกิจอาหาร, ผู้ผลิตยา, ธุรกิจอาหารสด, บริษัทผลิตภัณฑ์นม (Dairy Product) และบริษัทรายใหญ่ที่มีความต้องการใช้สินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ Cold Chain

ภายในงานสัมมนา

Food and Pharma Logistics Conference ในงานแสดงสินค้าได้จัดสัมมนา ซึ่งมีการแลกเปลี่ยนเสวนาเรื่องนวัตกรรมเทคโนโลยีอุตสาหกรรม Cold Chain ที่อัพเดทเทรนด์ล่าสุด จนถึงการรับมือกับผลกระทบอย่างไรในอนาคต เพื่อธุรกิจของคุณได้คว้าส่วนแบ่งทางการตลาด อีกทั้งยังได้พูดคุยกับพาร์ทเนอร์มากมายจากงานนี้

มาสร้างโอกาสให้ธุรกิจและ สร้างแบรนด์ เพื่อพลักดันระดับธุรกิจของคุณก้าวไปสู่ความสำเร็จในระดับนานาชาติ พบกันได้ที่ไบเทคบางนา ฮอลล์ EH101 วันที่ 19 – 21 กรกฎาคม 2566 ณ ไบเทคบางนา ฮอลล์ EH101

ติดต่ออีเว้นท์

from:https://www.techtalkthai.com/cold-chain-exhibition-2023-at-bitec-bangna-guest-post/

รายงาน Global Digtial 2023 ที่คนไทยเป็นอันดับต้น ๆ ในหลายด้าน แล้วเราควรวางแผนลงทุนไอทีอย่างไร

ทุก ๆ ปี We are social ซึ่งเป็นเอเจนซีทางด้านโซเชียลมีเดีย จะทำรายงานประจำเกี่ยวกับสรุปสถิติการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลทั่วโลก โดยรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ ทั้งอัตราการใช้อินเทอร์เน็ต อุปกรณ์ที่ผู้ใช้ใช้เพื่อเข้าถึงเนื้อหาและบริการดิจิทัล พฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ต การใช้สื่อสังคมออนไลน์ การใช้แอพพลิเคชันต่าง ๆ ตลอดจนการใช้อีคอมเมิร์ช การชำระเงินออนไลน์และการโฆษณาดิจิทัล ล่าสุดทางบริษัทได้ร่วมกับ Meltwater ออกรายงาน “Digital 2023 Global Overview Report” มาเมื่อปลายเดือนมกราคม ซึ่งมีเนื้อหาเป็นสไลด์กว่า 400 หน้า

ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลกล่าสุดมีจำนวน 5,158 ล้านคน คิดเป็น 64.4% ของประชากรทั้งโลก โดยเฉลี่ยจะใช้เวลาเล่นอินเทอร์เน็ตถึงคนละ 6 ชั่วโมง 37 นาทีต่อวัน ซึ่งพบว่าน้อยกว่าปีก่อนซึ่งอยู่ที่  6 ชั่วโมง 58 นาทีต่อวัน โดยประเทศไทยมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 61.21  ล้านคน คิดเป็นอัตราส่วนการใช้อินเทอร์เน็ตต่อประชากรทั้งหมดอยู่ที่ 85.3% ติดอันดับที่ 34 ของโลก แต่เราใช้เวลาในการเล่นอินเทอร์เน็ตโดยเฉลี่ยสูง ถึง 8 ชั่วโมง 06 นาทีต่อวันติดอันดับที่ 9 ของโลก แต่ก็ลดลงจากปีก่อนที่ใช้ถึง 9 ชั่วโมง 06 นาทีต่อวัน ทั้งนี้ปีนั้นมีการใช้กันมากเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19

อุปกรณ์ส่วนใหญ่ที่คนทั่วโลกเข้าถึงอินเทอร์เน็ตจะมาจากมือถือที่คิดเป็น 92.3% เมื่อเทียบกับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ 65.6% ซึ่งลดลงจากปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 71.2% แสดงให้เห็นว่าคนเริ่มใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เข้าถึงอินเทอร์เน็ตลดลงอย่างต่อเนื่อง และที่น่าสนใจอย่างมากก็คือคนไทยติดอันดับที่ 4 ของโลกที่ใช้เวลาเฉลี่ยการเล่นอินเทอร์เน็ตจากมือถือที่ 5 ชั่วโมง 05 นาทีต่อวัน แต่ก็ลดลงจากปีก่อนที่อยู่ที่อันดับ 2 ของโลกใช้เวลาเฉลี่ย 5 ชั่วโมง 28 นาทีต่อวัน  โดยที่ฟิลิปปินส์ยังครองเป็นอันดับหนึ่งของโลก ส่วนการใช้อินเทอร์เน็ตจากเครื่องคอมพิวเตอร์คยไทยใช้เวลาเฉลี่ย 3 ชั่วโมง 01 นาทีต่อวัน 

ส่วนในด้านความเร็วของอินเทอร์เน็ตตามบ้านพบว่าอันดับโลกของประเทศไทยลดลงจากที่เคยติดอันดับสองลงมาอยู่ที่อันดับที่สี่ โดยมีความเร็ว 205.63 Mbps ส่วนสามอันดับแรกคือ ชิลี จีน และสิงคโปร์ ส่วนความเร็วของอินเทอร์เน็ตทางมือถือของประเทศไทยอยู่ที่ 37.85 Mbps ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกที่ 33.97 Mbps ไม่มากนัก 

ในรายงานระบุว่าผู้คนทั่วโลกเข้าเว็บไซต์หรือเล่นแอปต่างๆเพื่อที่ พูดคุยหรือส่งข้อความหาเพื่อนสูงถึง  94.8% ตามมาด้วยการใช้โซเชียลมีเดีย 94.6% และการค้นหาข้อมูล 81.8% อันดับที่สี่คือการดูและสินค้าออนไลน์ 76% การค้นหาสถานที่หรือดูแผนที่ 55% การใช้อีเมล 48.9% การฟังเพลง 46.3% ตืดตามข่าวสาร 41.4% การเล่นเกมส์ 34.3% และเพื่อการศึกษาเพียง 23.8%

รายงาน Digital 2023 แม้มีข้อมูลพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ต สถิติเว็บไซต์ยอดนิยม การเข้าชม  NetFlix หรือการฟังเพลงจาก Spotify ตลอดจนการค้นหาข้อมูลต่างๆ แต่ก็ยังเป็นภาพรวมทั่วโลก ยังไม่ได้แยกให้เห็นสถิติเป็นรายประเทศซึ่งโดยมากทาง We are social จะออกรายงานของแต่ละประเทศตามหลังมากอีก แต่เท่าที่เห็นสถิติที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของคนไทยที่มาจากการสอบถามข้อมูลผู้ช่วงอายุระหว่าง 16 -64 ปีทั่วโลก ของ GWI.com มีข้อมูลที่น่าสนใจในหลายเรื่อง อาทิเช่น

คนไทยติดอันดับสี่ของโลกในการเล่นวิดีโอเกมส์จากทุกอุปกรณ์ โดยมีจำนวน 94% ของจำนวนผู้สอบถามที่ใช้อินเทอร์เน็ต โดยอันดับหนึ่งคือประเทศฟิลิปปินส์ ตามด้วยอินโดนีเซียและเวียดนาม ขณะทีค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 81.9% ทั้งนี้ปีก่อนไทยอยู่อันดับสองของโลก

คนไทยใช้ QR Code ติดอันดับห้าของโลกจากการสแกนในการใช้ชีวิตประจำวัน โดยมีอัตราผู้ใช้ต่อเดือนสูงถึง 54.1% ทั้งนี้สามอันดับแรกคือ ฮ่องกง ไต้หวัน และจีน ขณะทีค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 44.6%

คนไทยติดอันดับสี่ของโลกในการถือของเงินสกุลคริปโทฯมีจำนวน 21.9% แต่ก็ตกลงมาจากปีก่อนซึ่งเราเคยอยู่ในอันดับที่หนึ่ง (จำนวน  20.1%)  โดยสามอันดับแรกคือ ตุรเคีย อาร์เจนติน่า และฟิลิปปินส์ ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 11.9% แต่ทั้งนี้เราจะมีค่าเฉลี่ยการใช้จ่ายเงินสกุลคริปโทฯต่อคนเพียง 73.81 ดอลลาร์ ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่ 135 ดอลลาร์ ขณะที่ประเทศที่จะมีการใช้จ่ายเงินสกุลคริปโทฯติดอันดับต้นๆคือ สวิสเซอร์แลนด์ ไอร์แลนด์ นอร์เวย์ ที่มีการใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนมากกว่า 750 ดอลลาร์

คนไทยยังคงติดอันดับหนึ่งของโลกเป็นปีที่สองติดต่อกันในการซื้อสินค้าออนไลน์เป็นประจำทุกสัปดาห์โดยมีจำนวน  66.8% ของจำนวนผู้สอบถามที่ใช้อินเทอร์เน็ตนำหน้าประเทศอย่าง เกาหลีใต้ ตุรเคีย เม็กซิโก และชิลี ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 57.6% แต่เมื่อดูมูลค่าเฉลี่ยในการซื้อสินค้าทางอีคอมเมิรซ์แล้วประเทศมีค่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกมาก โดยมีมูลค่าเพียง 491 ดอลลาร์ เทียบกับค่าเฉลี่ย 873 ดอลลาร์ 

คนไทยติดอันดับหนึ่งของโลกคู่กับเกาหลีใต้ในการซื้อสินค้าสดหรือของชำออนไลน์เช่นการสั่งสินค้าจากร้านสะดวกซื้อ โดยมีจำนวน  45.2 % ของจำนวนผู้สอบถามที่ใช้อินเทอร์เน็ตนำหน้าประเทศอย่าง ตุรเคีย อินโดนีเซีย และเม็กซิโก ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 28.3% 

คนไทยติดอันดับห้าของโลกในการชำระเงินผ่านมือถือ โดยมีจำนวน 33.5% ของจำนวนผู้สอบถามที่ใช้อินเทอร์เน็ต โดยมีไต้หวัน ฮ่องกง เดนมาร์ก และ ซาอุดิอาระเบียที่มีอันดับดีกว่าขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 25%

นอกจากนี้รายงานยังระบุว่าคนไทยมีการใช้ออนไลน์วิดีโอเพื่อการศึกษา ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลก  โดยอยู่ที่ 32.7%% ติดอันดับที่ 39 ของโลก ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่  43.4% ขณะที่ประเทศอย่าง ฟิลิปปินส์ แอฟริกาใต้ และ อินโดนีเซีย ติดสี่อันดับแรกของโลก สะท้อนให้เห็นว่าผู้ใช้อินเทอร์เน็ตของเขายังเน้นไปในด้านการศึกษา

คนไทยให้ความสำคัญกับการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้งานในทางที่ไม่เหมาะสมต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกมาก โดยอยู่ที่  27.3%  ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่  32.9% สะท้อนให้เห็นว่าเรายังตระหนักในเรื่องของความข้อมูลส่วนบุคคลค่อนข้างต่ำ

จากข้อมูลในรายงานได้สะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานทางด้านอินเทอร์เน็ตที่ค่อนข้างดี ประชาชนสามารถเข้าถึงได้มากขึ้น และมีจำนวนผู้ใช้อืนเตอร์เน็ตที่ค่อนข้างสูง แต่ก็มีความน่าเป็นห่วงว่าคนไทยใช้เวลาเล่นอินเทอร์เน็ตและอยู่กับมือถือมากเกินไป สูงกว่าหลายประเทศในโลก และเน้นไปที่ความบันเทิง การเล่นเกมส์ มากกว่าการค้นข้อมูลด้านการศึกษา แต่ก็น่าสนใจที่ว่าคนไทยหันมาให้ความสำคัญการด้านการเงินมากขึ้น ทั้งด้านการชำระเงินและการถือครองคริปโทฯ

อย่างไรก็ตาม เราควรต้องหาแนวทางที่ให้คนของเราใช้เวลากับโลกออนไลน์ให้น้อยลง และเน้นใช้เพื่อการทำงานมากกว่านี้ จึงจะมั่นใจได้ว่า เราใช้เทคโนโลยีได้เหมาะสม และนำไปใช้ เพื่อสร้างศักยภาพในการแข่งขันของประเทศได้

ในการนี้สถาบันไอเอ็มซีและบริษัท ออพติมุส (ประเทศไทย) จำกัด  จึงได้สังเคราะห์องค์ความรู้ดังกล่าวออกมาเป็น “Digital Trends 2023 Lesson Learned from the use of Emerging Technologies” งานสัมมนาที่ถ่ายทอดประสบการณ์และความรู้ที่ผ่านการวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญรอบด้าน เพื่อให้องค์กรสามารถนำไปเป็นแนวทางปฏิบัติต่อไปได้

“Digital Trends 2023 Lesson Learned from the use of Emerging Technologies” จะนำเสนอแนวทางในการจัดทำโครงการไอทีและเทคโนโลยีดิจิทัลภายในองค์กรให้ประสบความสำเร็จ ตลอดจนให้แนวคิดในการเลือกและตัดสินใจลงทุนด้านเทคโนโลยีใหม่ ตลอดจนวิธีการสร้างมุมมอง สร้างวัฒนธรรมองค์กร และทักษะที่จำเป็นต่อบุคลากรภายในองค์กร เพื่อให้องค์ประกอบด้านเทคโนโลยี องค์กร และบุคลากร มีความพร้อมที่สอดคล้องกันอย่างกลมกลืน

โดยในงานสัมมนาดังกล่าวซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 22 กุมภาพันธ์นี้ จะช่วยเปิดมิติการเรียนรู้จากบทเรียนในอดีตโดยองค์กรไม่ต้องมีประสบการณ์ความล้มเหลวจริง แต่จะเรียนและรู้จากเนื้อหาในงานที่ได้สังเคราะห์มาให้แล้ว

from:https://www.techtalkthai.com/report-global-digtial-2023-even-though-thai-are-at-the-top-in-many-aspects-how-should-we-plan-to-invest-in-it/

รายงาน Global Digital 2023 ที่คนไทยเป็นอันดับต้น ๆ ในหลายด้าน แล้วเราควรวางแผนลงทุนไอทีอย่างไร

ทุก ๆ ปี We are social ซึ่งเป็นเอเจนซีทางด้านโซเชียลมีเดีย จะทำรายงานประจำเกี่ยวกับสรุปสถิติการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลทั่วโลก โดยรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ ทั้งอัตราการใช้อินเทอร์เน็ต อุปกรณ์ที่ผู้ใช้ใช้เพื่อเข้าถึงเนื้อหาและบริการดิจิทัล พฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ต การใช้สื่อสังคมออนไลน์ การใช้แอพพลิเคชันต่าง ๆ ตลอดจนการใช้อีคอมเมิร์ช การชำระเงินออนไลน์และการโฆษณาดิจิทัล ล่าสุดทางบริษัทได้ร่วมกับ Meltwater ออกรายงาน “Digital 2023 Global Overview Report” มาเมื่อปลายเดือนมกราคม ซึ่งมีเนื้อหาเป็นสไลด์กว่า 400 หน้า

ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลกล่าสุดมีจำนวน 5,158 ล้านคน คิดเป็น 64.4% ของประชากรทั้งโลก โดยเฉลี่ยจะใช้เวลาเล่นอินเทอร์เน็ตถึงคนละ 6 ชั่วโมง 37 นาทีต่อวัน ซึ่งพบว่าน้อยกว่าปีก่อนซึ่งอยู่ที่  6 ชั่วโมง 58 นาทีต่อวัน โดยประเทศไทยมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 61.21  ล้านคน คิดเป็นอัตราส่วนการใช้อินเทอร์เน็ตต่อประชากรทั้งหมดอยู่ที่ 85.3% ติดอันดับที่ 34 ของโลก แต่เราใช้เวลาในการเล่นอินเทอร์เน็ตโดยเฉลี่ยสูง ถึง 8 ชั่วโมง 06 นาทีต่อวันติดอันดับที่ 9 ของโลก แต่ก็ลดลงจากปีก่อนที่ใช้ถึง 9 ชั่วโมง 06 นาทีต่อวัน ทั้งนี้ปีนั้นมีการใช้กันมากเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19

อุปกรณ์ส่วนใหญ่ที่คนทั่วโลกเข้าถึงอินเทอร์เน็ตจะมาจากมือถือที่คิดเป็น 92.3% เมื่อเทียบกับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ 65.6% ซึ่งลดลงจากปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 71.2% แสดงให้เห็นว่าคนเริ่มใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เข้าถึงอินเทอร์เน็ตลดลงอย่างต่อเนื่อง และที่น่าสนใจอย่างมากก็คือคนไทยติดอันดับที่ 4 ของโลกที่ใช้เวลาเฉลี่ยการเล่นอินเทอร์เน็ตจากมือถือที่ 5 ชั่วโมง 05 นาทีต่อวัน แต่ก็ลดลงจากปีก่อนที่อยู่ที่อันดับ 2 ของโลกใช้เวลาเฉลี่ย 5 ชั่วโมง 28 นาทีต่อวัน  โดยที่ฟิลิปปินส์ยังครองเป็นอันดับหนึ่งของโลก ส่วนการใช้อินเทอร์เน็ตจากเครื่องคอมพิวเตอร์คยไทยใช้เวลาเฉลี่ย 3 ชั่วโมง 01 นาทีต่อวัน 

ส่วนในด้านความเร็วของอินเทอร์เน็ตตามบ้านพบว่าอันดับโลกของประเทศไทยลดลงจากที่เคยติดอันดับสองลงมาอยู่ที่อันดับที่สี่ โดยมีความเร็ว 205.63 Mbps ส่วนสามอันดับแรกคือ ชิลี จีน และสิงคโปร์ ส่วนความเร็วของอินเทอร์เน็ตทางมือถือของประเทศไทยอยู่ที่ 37.85 Mbps ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกที่ 33.97 Mbps ไม่มากนัก 

ในรายงานระบุว่าผู้คนทั่วโลกเข้าเว็บไซต์หรือเล่นแอปต่างๆเพื่อที่ พูดคุยหรือส่งข้อความหาเพื่อนสูงถึง  94.8% ตามมาด้วยการใช้โซเชียลมีเดีย 94.6% และการค้นหาข้อมูล 81.8% อันดับที่สี่คือการดูและสินค้าออนไลน์ 76% การค้นหาสถานที่หรือดูแผนที่ 55% การใช้อีเมล 48.9% การฟังเพลง 46.3% ตืดตามข่าวสาร 41.4% การเล่นเกมส์ 34.3% และเพื่อการศึกษาเพียง 23.8%

รายงาน Digital 2023 แม้มีข้อมูลพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ต สถิติเว็บไซต์ยอดนิยม การเข้าชม  NetFlix หรือการฟังเพลงจาก Spotify ตลอดจนการค้นหาข้อมูลต่างๆ แต่ก็ยังเป็นภาพรวมทั่วโลก ยังไม่ได้แยกให้เห็นสถิติเป็นรายประเทศซึ่งโดยมากทาง We are social จะออกรายงานของแต่ละประเทศตามหลังมากอีก แต่เท่าที่เห็นสถิติที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของคนไทยที่มาจากการสอบถามข้อมูลผู้ช่วงอายุระหว่าง 16 -64 ปีทั่วโลก ของ GWI.com มีข้อมูลที่น่าสนใจในหลายเรื่อง อาทิเช่น

คนไทยติดอันดับสี่ของโลกในการเล่นวิดีโอเกมส์จากทุกอุปกรณ์ โดยมีจำนวน 94% ของจำนวนผู้สอบถามที่ใช้อินเทอร์เน็ต โดยอันดับหนึ่งคือประเทศฟิลิปปินส์ ตามด้วยอินโดนีเซียและเวียดนาม ขณะทีค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 81.9% ทั้งนี้ปีก่อนไทยอยู่อันดับสองของโลก

คนไทยใช้ QR Code ติดอันดับห้าของโลกจากการสแกนในการใช้ชีวิตประจำวัน โดยมีอัตราผู้ใช้ต่อเดือนสูงถึง 54.1% ทั้งนี้สามอันดับแรกคือ ฮ่องกง ไต้หวัน และจีน ขณะทีค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 44.6%

คนไทยติดอันดับสี่ของโลกในการถือของเงินสกุลคริปโทฯมีจำนวน 21.9% แต่ก็ตกลงมาจากปีก่อนซึ่งเราเคยอยู่ในอันดับที่หนึ่ง (จำนวน  20.1%)  โดยสามอันดับแรกคือ ตุรเคีย อาร์เจนติน่า และฟิลิปปินส์ ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 11.9% แต่ทั้งนี้เราจะมีค่าเฉลี่ยการใช้จ่ายเงินสกุลคริปโทฯต่อคนเพียง 73.81 ดอลลาร์ ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่ 135 ดอลลาร์ ขณะที่ประเทศที่จะมีการใช้จ่ายเงินสกุลคริปโทฯติดอันดับต้นๆคือ สวิสเซอร์แลนด์ ไอร์แลนด์ นอร์เวย์ ที่มีการใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนมากกว่า 750 ดอลลาร์

คนไทยยังคงติดอันดับหนึ่งของโลกเป็นปีที่สองติดต่อกันในการซื้อสินค้าออนไลน์เป็นประจำทุกสัปดาห์โดยมีจำนวน  66.8% ของจำนวนผู้สอบถามที่ใช้อินเทอร์เน็ตนำหน้าประเทศอย่าง เกาหลีใต้ ตุรเคีย เม็กซิโก และชิลี ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 57.6% แต่เมื่อดูมูลค่าเฉลี่ยในการซื้อสินค้าทางอีคอมเมิรซ์แล้วประเทศมีค่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกมาก โดยมีมูลค่าเพียง 491 ดอลลาร์ เทียบกับค่าเฉลี่ย 873 ดอลลาร์ 

คนไทยติดอันดับหนึ่งของโลกคู่กับเกาหลีใต้ในการซื้อสินค้าสดหรือของชำออนไลน์เช่นการสั่งสินค้าจากร้านสะดวกซื้อ โดยมีจำนวน  45.2 % ของจำนวนผู้สอบถามที่ใช้อินเทอร์เน็ตนำหน้าประเทศอย่าง ตุรเคีย อินโดนีเซีย และเม็กซิโก ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 28.3% 

คนไทยติดอันดับห้าของโลกในการชำระเงินผ่านมือถือ โดยมีจำนวน 33.5% ของจำนวนผู้สอบถามที่ใช้อินเทอร์เน็ต โดยมีไต้หวัน ฮ่องกง เดนมาร์ก และ ซาอุดิอาระเบียที่มีอันดับดีกว่าขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 25%

นอกจากนี้รายงานยังระบุว่าคนไทยมีการใช้ออนไลน์วิดีโอเพื่อการศึกษา ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลก  โดยอยู่ที่ 32.7%% ติดอันดับที่ 39 ของโลก ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่  43.4% ขณะที่ประเทศอย่าง ฟิลิปปินส์ แอฟริกาใต้ และ อินโดนีเซีย ติดสี่อันดับแรกของโลก สะท้อนให้เห็นว่าผู้ใช้อินเทอร์เน็ตของเขายังเน้นไปในด้านการศึกษา

คนไทยให้ความสำคัญกับการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้งานในทางที่ไม่เหมาะสมต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกมาก โดยอยู่ที่  27.3%  ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่  32.9% สะท้อนให้เห็นว่าเรายังตระหนักในเรื่องของความข้อมูลส่วนบุคคลค่อนข้างต่ำ

จากข้อมูลในรายงานได้สะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานทางด้านอินเทอร์เน็ตที่ค่อนข้างดี ประชาชนสามารถเข้าถึงได้มากขึ้น และมีจำนวนผู้ใช้อืนเตอร์เน็ตที่ค่อนข้างสูง แต่ก็มีความน่าเป็นห่วงว่าคนไทยใช้เวลาเล่นอินเทอร์เน็ตและอยู่กับมือถือมากเกินไป สูงกว่าหลายประเทศในโลก และเน้นไปที่ความบันเทิง การเล่นเกมส์ มากกว่าการค้นข้อมูลด้านการศึกษา แต่ก็น่าสนใจที่ว่าคนไทยหันมาให้ความสำคัญการด้านการเงินมากขึ้น ทั้งด้านการชำระเงินและการถือครองคริปโทฯ

อย่างไรก็ตาม เราควรต้องหาแนวทางที่ให้คนของเราใช้เวลากับโลกออนไลน์ให้น้อยลง และเน้นใช้เพื่อการทำงานมากกว่านี้ จึงจะมั่นใจได้ว่า เราใช้เทคโนโลยีได้เหมาะสม และนำไปใช้ เพื่อสร้างศักยภาพในการแข่งขันของประเทศได้

ในการนี้สถาบันไอเอ็มซีและบริษัท ออพติมุส (ประเทศไทย) จำกัด  จึงได้สังเคราะห์องค์ความรู้ดังกล่าวออกมาเป็น “Digital Trends 2023 Lesson Learned from the use of Emerging Technologies” งานสัมมนาที่ถ่ายทอดประสบการณ์และความรู้ที่ผ่านการวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญรอบด้าน เพื่อให้องค์กรสามารถนำไปเป็นแนวทางปฏิบัติต่อไปได้

“Digital Trends 2023 Lesson Learned from the use of Emerging Technologies” จะนำเสนอแนวทางในการจัดทำโครงการไอทีและเทคโนโลยีดิจิทัลภายในองค์กรให้ประสบความสำเร็จ ตลอดจนให้แนวคิดในการเลือกและตัดสินใจลงทุนด้านเทคโนโลยีใหม่ ตลอดจนวิธีการสร้างมุมมอง สร้างวัฒนธรรมองค์กร และทักษะที่จำเป็นต่อบุคลากรภายในองค์กร เพื่อให้องค์ประกอบด้านเทคโนโลยี องค์กร และบุคลากร มีความพร้อมที่สอดคล้องกันอย่างกลมกลืน

โดยในงานสัมมนาดังกล่าวซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 22 กุมภาพันธ์นี้ จะช่วยเปิดมิติการเรียนรู้จากบทเรียนในอดีตโดยองค์กรไม่ต้องมีประสบการณ์ความล้มเหลวจริง แต่จะเรียนและรู้จากเนื้อหาในงานที่ได้สังเคราะห์มาให้แล้ว

from:https://www.techtalkthai.com/report-global-digital-2023-even-though-thai-are-at-the-top-in-many-aspects-how-should-we-plan-to-invest-in-it/

บิ๊กซี จับมือ ดีเอชแอล ซัพพลายเชน ใช้รถบรรทุกไฟฟ้าขนส่งสินค้าจากศูนย์กระจายสินค้า

บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ผู้ดำเนินธุรกิจค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภคชั้นนำของเมืองไทย และ ดีเอชแอล ซัพพลายเชน ประเทศไทย ร่วมมือเพื่อประกาศใช้รถขนส่งพลังงานไฟฟ้าในการขนส่งสินค้าจากศูนย์กระจายสินค้าบิ๊กซีวังน้อยไปยังศูนย์การค้าบิ๊กซีในกรุงเทพฯ และเตรียมเสริมทัพการกระจายสินค้าบิ๊กซีไปยังสาขาอื่น ๆ ในอนาคต

Big C

อัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี กล่าวว่า กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี ดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการสร้างเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับชุมชน สังคม ล่าสุด บิ๊กซี ร่วมกับพันธมิตร ดีเอชแอล ซัพพลายเชน ประเทศไทย ผู้นำตลาดระดับโลกด้านโลจิสติกส์ นำรถพลังงานไฟฟ้า (EV) เต็มรูปแบบมาใช้ขนส่งและกระจายสินค้า เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อมุ่งเน้นในการเป็นองค์กรแห่งการเป็น Green Logistics และเป้าหมายในการเป็นองค์กรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ของกลุ่มบีเจซี บิ๊กซี ในอีก 28 ปีข้างหน้า หรือปี 2050

บิ๊กซีจะนำร่องใช้รถพลังงานไฟฟ้าในการขนส่งกระจายสินค้า ในบิ๊กซี 3 สาขา ในกรุงเทพฯ คือ บิ๊กซี สาขาสะพานควาย บิ๊กซี สาขารัชดา และบิ๊กซี สาขาราชดำริ พร้อมวางแผนขยายเส้นทางและจำนวนรถเพิ่มเติมในระยะยาว ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดในอนาคต ทั้งนี้การร่วมมือดังกล่าวถือเป็นการร่วมกันขับเคลื่อนในการสร้างซัพพลายเชนด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

สตีฟ วอล์กเกอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดีเอชแอล ซัพพลายเชน กลุ่มธุรกิจประเทศไทย กล่าวว่า การร่วมมือกับบิ๊กซีในการดำเนินงานบนค่านิย มและวิสัยทัศน์ร่วมกัน เพื่อการปกป้องโลกและยกระดับคุณภาพชีวิตผู้คน ดีเอชแอล ซัพพลายเชน ประเทศไทย มุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำและพันธมิตรด้านการขนส่งที่มีความรับผิดชอบในภูมิภาคเพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืน ตลอดระยะเวลา 20 ปี ที่ผ่านมา เราได้สนับสนุนการดำเนินธุรกิจของบิ๊กซีและยังคงขนส่งสินค้าของบิ๊กซีไปสู่สาขากว่า 1,800 สาขาทั่วประเทศในปัจจุบัน ทั้งช่วยส่งเสริมการดำเนินงานด้านซัพพลายเชนของบิ๊กซี ผ่านการมอบโซลูชั่นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและปลอดภัยเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

รถขนส่งพลังงานไฟฟ้านี้จะถูกบริหารจัดการโดยศูนย์ควบคุมการปฏิบัติการด้านการขนส่งของดีเอชแอล (DHL Connected Control Tower) ซึ่งติดตั้งเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากมาย อาทิ Paragon Route Optimization System, Transport Management System, Telematics, และ MySupplyChain digital platform เพื่อให้ระบบการขนส่งสินค้ามีประสิทธิภาพสูงสุด

from:https://www.thumbsup.in.th/big-c-dhl-ev?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=big-c-dhl-ev

10 อันดับ เทรนด์ Manufacturing (2023 & 2024)

ข้อมูลจากองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติระบุว่าอัตราการเติบโตทั่วโลกอยู่ที่ 18.2% ในปี 2022 อุตสาหกรรมกำลังฟื้นตัว ความยืดหยุ่นคือประเด็นหลักที่ก่อให้เกิดแนวโน้มที่กำลังเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์การผลิตทั่วโลก
 

Image Credit : blog.copadata.com
การสำรวจความคิดเห็นของผู้มีอำนาจตัดสินใจระดับ C-suite กว่า 200 รายในบริษัทผู้ผลิตระดับโลกพบว่า 68% ระบุว่าความยืดหยุ่นและความคล่องตัวที่ดีขึ้นเป็นลำดับความสำคัญสูงสุดทางธุรกิจในปีต่อๆ ไป
 

เทรนด์ #1 – Smart Factories หรือ โรงงานอัจฉริยะ

“โรงงานอัจฉริยะ” หรือ “อุตสาหกรรมอัจฉริยะ” อันที่จริงแนวคิดนี้มีมานานแล้ว แต่ด้วยขาดการสนับสนุนอย่างจริงจังจากแต่ละภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะภาครัฐที่เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนนโยบายด้านเศรษฐกิจ จนกระทั้ง ณ ปัจจุบันได้มีนโยบาย “Industry 4.0” ขึ้นมา จึงทำให้เทคโนโลยีสำหรับภาคอุตสาหกรรมถูกพูดถึงกันมากขึ้น
 
โรงงานอัจฉริยะกลายเป็นส่วนสำคัญของการขับเคลื่อน “Industry 4.0” ในวงกว้างมากขึ้น เพื่อปรับปรุงสู่มาตรฐานระดับสากลทั้งในยุโรป อเมริกาเหนือ และจีน โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงเรื่องการดำเนินงาน และคุณภาพสิ่งแวดล้อมทั้งภายในหรือนอกโรงงานที่ต่างฝ่ายมุ่งเน้นให้ความสำคัญมากกว่าเดิม เพราะคุณภาพของแรงงานที่เป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนผลผลิตจากโรงงานสู่ตลาดผู้บริโภค
  • การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งแรกและครั้งที่สอง เราเห็นการนำเครื่องจักรที่ขับเคลื่อนด้วยไอน้ำและการเพิ่มขึ้นของ assembly lines
  • การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สาม เราเห็นการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในการผลิต
Industry 4.0 ยังคงผลักดันไปสู่ระบบอัตโนมัติ ด้วยการนำเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาประยุกต์ใช้งานร่วมกัน เช่น IIoT (อินเทอร์เน็ตของสิ่งต่างๆ ในอุตสาหกรรม) ข้อมูลขนาดใหญ่ การเรียนรู้ของเครื่องกล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการวิเคราะห์ขั้นสูง
 
The industrial internet of things (IIoT) สำหรับอุตสาหกรรมเป็นองค์ประกอบหลักของ Industry 4.0 โดย IIoT จะผสานการทำงานระหว่างเซ็นเซอร์และเครื่องจักรที่ถูกเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างภาพของข้อมูลที่สมบูรณ์แบบในกระบวนการผลิตทั้งหมด เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการตัดสินใจ ถึงแม้ว่าในช่วงต้นปี 2020 ที่ผ่านมา ได้มีองค์กรสายการผลิตจำนวนเพียง 10% เท่านั้นที่มีการนำ IIoT ไปปรับใช้งาน
 
จากการคาดการณ์ ภายในปี 2025 จำนวนการบูรณาการ IIoT เพื่อปรับใช้งานภายในองค์กรสายการผลิตจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นมากกว่าตัวเลขสถิติปีที่ผ่านๆ มาถึง 50% คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
มาดูข้อมูลด้านเทคนิคกันบ้าง ปัจจุบันพบว่า องค์กรที่มีการตั้งค่า IIoT ขั้นสูงพบว่าสายการประกอบชิ้นส่วนแห่งเดียวสามารถสร้างปริมาณข้อมูลได้มากถึง 70 เทราไบต์ต่อวัน จะเห็นว่าข้อมูลระดับนี้จำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีการรับส่งที่มีประสิทธิภาพระดับสูงเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและความต่อเนื่องที่รวดเร็วให้กับข้อมูล
 
การรับส่งข้อมูลในปริมาณมากเช่นนี้เป็นปัจจัยช่วยกระตุ้นให้เทคโนโลยี 5G สำหรับอุตสาหกรรมเติบโตอย่างรวดเร็ว
 
ด้วยความเร็วที่เร็วกว่า Wi-Fi หรือ 4G (สูงสุด 10 Gbps) อย่างมีนัยสำคัญ เวลาแฝงใกล้ศูนย์ และการเชื่อมต่อไร้สาย 5G นำความยืดหยุ่นในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อนสู่สภาพแวดล้อมการผลิตความเร็วสูง พร้อมศักยภาพในการเชื่อมต่อเซ็นเซอร์หรืออุปกรณ์แทบทุกชนิด
 
การคาดการณ์ล่าสุดคาดการณ์ว่าจะมีหน่วย 5G อย่างน้อย 22 ล้านหน่วยในภาคการผลิตภายในปี 2573 และมีมูลค่ากว่า 605,000 ล้านดอลลาร์
The manufacturing sector is expected to demand more 5G IoT devices than any other sector.
Audi เป็นตัวอย่างของผู้เริ่มนำ 5G มาใช้ โดยได้ทำสัญญากับ Ericsson เพื่อนำระบบอัตโนมัติขั้นสูงที่ขับเคลื่อนโดย 5G มาใช้ในห้องปฏิบัติการการผลิตของตน
 

เทรนด์ #2 – AI, การเรียนรู้ของเครื่องจักร และการวิเคราะห์ขั้นสูงช่วยขับเคลื่อนประสิทธิภาพ

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนมากที่สุด คือ แท่นขุดเจาะน้ำมันทั่วไปมีเซ็นเซอร์มากกว่า 80,000 ตัว ซึ่งให้ข้อมูลเกี่ยวกับทุกอย่างตั้งแต่พารามิเตอร์กระบวนการ (อุณหภูมิ ความดัน และอัตราการไหล เป็นต้น) ไปจนถึงสถานะของเครื่องจักรและอุปกรณ์ ซึ่งช่วยให้สามารถตรวจสอบจากระยะไกลและการผลิตที่มุ่งเน้น ซึ่งทั้งสองอย่างนี้จะถูกป้อนโดยข้อมูล
 
แต่โดยเฉลี่ยแล้ว เซ็นเซอร์จำนวนมากจะส่งข้อมูลประมาณสองเทราไบต์ต่อวัน ซึ่งเกินกว่าขอบเขตของสิ่งที่สามารถวิเคราะห์ได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลแบบเดิม
 
ก่อนหน้านี้คาดการณ์ว่าการลงทุนใน AI สำหรับสายการผลิตจะเพิ่มขึ้น 8 เท่าในช่วง 5 ปีไปจนถึงปี 2021 และเพิ่มขึ้น 3 เท่าใน IT ขั้นสูง เช่น การประมวลผลแบบคลาวด์และการวิเคราะห์
 
ภายในต้นปี 2020 ที่ผ่านมา ธุรกิจการผลิตระดับชั้นนำเกือบหนึ่งในสี่ได้เริ่มนำโซลูชันที่ขับเคลื่อนด้วย AI มาปรับใช้ และในปี 2021 มีอัตราการเพิ่มขึ้นอย่างมากถึง 76% โดยเฉพาะในยุโรปมีการนำ AI มาใช้ในการดำเนินงานด้านการผลิตในแต่ละวันนั้นสูงมากเป็นพิเศษ
  • อิตาลี ร้อยละ 80%
  • เยอรมนี ร้อยละ 79%
  • สหรัฐอเมริกา ร้อยละ 64%
  • ญี่ปุ่น ร้อยละ 50%
  • เกาหลีใต้ ร้อยละ 39%
AI use by manufacturers in different countries.
ในอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องจักรหนัก อิเล็กทรอนิกส์ เคมีภัณฑ์ และโลหะ มีการปรับใช้งาน AI มากที่สุด ซึ่งอุตสาหกรรมเหล่านี้ ต้องการประสิทธิภาพจากการตัดสินใจมากขึ้น โดยใช้ AI ตั้งแต่กระบวนการตรวจสอบคุณภาพ ไปจนถึงกระบวนการจัดการห่วงโซ่อุปทาน การตรวจสอบสายการผลิต และการจัดการสินค้าคงคลัง
 
จากรายงาน Harvard Business Review ประจำปี 2021 ประเมินว่ามูลค่ารวมที่สร้างขึ้นโดย AI นั้นใกล้เคียงกับ 13 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยสองในสามของบริษัทผู้ผลิตชั้นนำสามารถเพิ่มรายได้อย่างมีนัยสำคัญ จากการใช้แมชชีนเลิร์นนิงและการวิเคราะห์ขั้นสูง
 
ภายในปี 2026 ตลาดการวิเคราะห์การผลิตคาดว่าจะมีมูลค่า 28,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างมากจากมูลค่าปัจจุบันที่ 8,450 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
 

เทรนด์ #3 – Predictive Maintenance และ Digital Twin Technology ช่วยลดข้อผิดพลาด

IIoT เมื่อรวมกับการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ทำให้สามารถใช้อัลกอริทึมที่ซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงขึ้น เพื่อความสามารถในการคาดการณ์ความล้มเหลวในกระบวนการผลิตได้อย่างแม่นยำ “รู้ก่อนที่มันจะเกิดขึ้นจริง”
 
ตัวอย่างเช่น ความล้มเหลวของคอมเพรสเซอร์ที่โรงงานปิโตรเลียมอาจมีค่าใช้จ่ายระหว่าง 1 ถึง 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อวัน ในขณะที่การศึกษาแสดงให้เห็นว่าการหยุดทำงานโดยไม่ได้วางแผนส่งผลเลวร้ายให้ผู้ผลิตต้องสูญเสียค่าใช้จ่ายมากถึง 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี
 
ข้อมูลบ่งชี้ว่าการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์สามารถลดเวลาหยุดทำงานได้ถึง 30% ถึง 50% เพิ่มอายุการใช้งานของเครื่องจักรได้ 20% ถึง 40% และลดค่าใช้จ่ายได้มากกว่า 30% โดย 35% ของผู้ผลิตขนาดใหญ่ในสหรัฐอเมริกาใช้เทคนิคการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์แล้ว
 
Airbus เป็นลูกค้ากลุ่มแรกๆ ที่ช่วยลูกค้าของสายการบินในการนำเทคนิคการคาดการณ์ขั้นสูงไปปรับใช้ โดยในปี 2022 Airbus ได้ร่วมมือกับ GE เพื่อปรับใช้ซอฟต์แวร์การบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ที่อิงตาม AI และ ML ที่ซับซ้อน เพื่อคาดการณ์ความล้มเหลวของชิ้นส่วนในเครื่องบิน และดำเนินการซ่อมแซมและเปลี่ยนอะไหล่อย่างทันท่วงที เพื่อปรับปรุงความปลอดภัยและความสามารถในการทำกำไร
 
ตลาดสำหรับโซลูชันการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์มีมูลค่า 3,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ณ สิ้นปี 2020 และคาดว่าจะเติบโตเป็น 13,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี 2026 ทำให้เห็นถึงภาพการเติบโตของ IIoT, AI และ ML และยังได้สร้างอีกเทรนด์ย่อยที่สำคัญของวิวัฒนาการของโรงงานอัจฉริยะ นั่นคือ Digital Twin
 
การประยุกต์ใช้ Digital Twins มีตั้งแต่การทำนายอายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์ตามการออกแบบ (เช่นเดียวกับที่ GE ทำกับเครื่องยนต์ไอพ่นของเครื่องบิน) ไปจนถึงการจัดการโรงงานทั้งหมดและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานผ่านการจำลองและการวิเคราะห์แบบ What-if (ดังที่แสดงโดย Siemens)
 
A Siemens digital twin of a Jet Engine
จากคาดการณ์มองว่าเมื่อจบสิ้นปี 2021 เกือบครึ่งหนึ่งของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ทั้งหมดจะนำ Digital Twins ไปปรับใช้ และคาดว่าธุรกิจต่างๆ จะประหยัดเงินได้มากถึง 1,00,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากการใช้ Digital Twins
 

เทรนด์ #4 – การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานกำลังเปลี่ยนแปลงสถานที่ผลิตผลิตภัณฑ์

การหยุดชะงักเนื่องจากโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโดยตรง และคาดว่าการฟื้นฟูจะมีมูลค่าสูงถึง 443,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ในการจัดการห่วงโซ่อุปทานไม่ได้จำกัดเฉพาะสถานที่ตั้งของโรงงานผลิตเท่านั้น โดยในปี 2021 กว่า 83% ของบริษัทผู้ผลิตในสหรัฐฯ ยืนยันว่าพวกเขาจะย้ายฐานการผลิตใหม่ เมื่อเทียบกับในปี 2020 มีสัดส่วนเพียงแค่ 54% เท่านั้น
 
การเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ในการจัดการห่วงโซ่อุปทานไม่ได้จำกัดเฉพาะสถานที่ตั้งของโรงงานผลิตเท่านั้น แหล่งที่มาของวัตถุดิบและส่วนประกอบ เป็นอีกปัจจัยที่สำคัญในเชิงกลยุทธ์ เช่น การจัดหาแบบใกล้แหล่ง การจัดหาแบบหลายแหล่ง การจัดหาในท้องถิ่น สิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อต้นทุนที่จะเกิดขึ้นโดยตรง
Search interest in “Reshoring” over the last 10 years.
Just-in-time คือ ปรัชญาการจัดการสินค้าคงคลังที่มุ่งเน้นให้แน่ใจว่ามีชิ้นส่วนพร้อมใช้ในสายการผลิตเมื่อต้องการ ในระยะเวลาที่เหมาะสม หรือไม่ล่าช้าจนเกินไป ยกตัวอย่างจากวิกฤติในอุตสาหกรรมกว่า 169 แห่งเข้าสู่ภาวะขาดแคลนชิปคอมพิวเตอร์ทั่วโลก ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะคงอยู่เช่นนี้ไปจนถึงสิ้นปี 2023 เป็นอย่างน้อย
 
จากข้อมูลบ่งชี้ว่า 50% ของผู้ผลิตกำลังมองหาซัพพลายเออร์ทางเลือกและซัพพลายเออร์สำรอง และคาดว่าสินค้าที่จะถูกผลิตขึ้นจะมีจำนวนมากถึง 25% ซึ่งจะถูกจัดสรรใหม่หรือย้ายฐานทั่วโลก ซึ่งมีมูลค่ากว่า 4,500,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
 

เทรนด์ #5 – โรงงานขนาดเล็กถือกำเนิดขึ้นเมื่อการค้าพัฒนาขึ้น

การเปลี่ยนแปลงแนวความคิดนี้นำไปสู่การเติบโตของโรงงานขนาดเล็ก ซึ่งเป็นโรงงานที่มีโมดูลสูงที่ปรับใช้เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย เช่น ปัญญาประดิษฐ์ วิทยาการหุ่นยนต์ และข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อเปิดใช้งานการผลิตแบบ hyper-autonomous
 
แนวโน้มของโรงงานขนาดเล็กเป็นการผสมผสานที่สมบูรณ์แบบของสองเมกะเทรนด์ (โรงงานอัจฉริยะและการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน) การแสวงหาความยืดหยุ่นทำให้ผู้ผลิตพยายามปรับปรุงความยืดหยุ่นเพื่อรองรับการรันด์ชิ้นส่วนขนาดเล็ก และการปรับเปลี่ยนสายการผลิตเพื่อประกอบโมเดลใหม่อย่างรวดเร็ว
 
Arrival’s Microfactory
ในปี 2020 บริษัทสตาร์ทอัพด้านการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชื่อ Arrival สร้างกระแสอย่างมากเมื่อเซ็นสัญญาที่มีมูลค่ามากถึง 110 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ กับ Hyundai และได้รับคำสั่งซื้อรถตู้ไฟฟ้าจำนวน 10,000 คันจาก UPS ซึ่ง Arrival กำลังสร้างรถตู้ในโรงงานขนาดเล็ก ซึ่งมีขนาด (และต้นทุน) เพียงเศษเสี้ยวของโรงงานแบบดั้งเดิม และยังประกาศอีกว่าจะสร้างโรงงานขนาดเล็กเพิ่มมากกว่า 1,000 แห่งทั่วโลกภายในปี 2026 ด้วยการควบคุมพลังขับเคลื่อนจาก IIOT, หุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติขั้นสูงผ่าน AI ตลอดจนการอนุญาตให้ย้ายจุดผลิตใกล้กับจุดซื้อขาย โรงงานขนาดเล็กจึงสามารถลดเวลาในการนำสินค้าเข้าสู่ตลาด ลดความไร้ประสิทธิภาพ และเปิดใช้งานความคล่องตัวเพื่อเปลี่ยนการผลิตที่ไม่เคยมีมาก่อน
 

เทรนด์ #6 – ผู้ผลิตขึ้นค่าแรงและปรับทักษะแรงงานเพื่อต่อสู้กับปัญหาการขาดแคลนแรงงาน

  • จากการสำรวจของ Deloitte เมื่อเร็วๆ นี้ มีการประเมินว่าภาคการผลิตจะขาดแรงงานที่มีทักษะ 2,100,000 คนภายในปี 2573
  • การสำรวจแสดงให้เห็นว่า 38% ของผู้บริหารกล่าวว่าการสรรหาพนักงานใหม่มีความสำคัญสูงสุดสำหรับพนักงานฝ่ายผลิตในปี 2022
  • ผู้ผลิตกล่าวว่าการค้นหาผู้มีความสามารถนั้นยากกว่าปี 2018 ถึง 36%
  • การสำรวจในเดือนสิงหาคม 2022 จากสมาคมผู้ผลิตแห่งชาติรายงานว่าการสรรหาบุคลากรเป็นปัญหาที่ใหญ่ที่สุดสำหรับ 76% ของผู้ผลิตที่ทำการสำรวจ
  • การเพิ่มค่าจ้างเป็นวิธีหนึ่งที่ผู้ผลิตต้องการดึงดูดผู้มีความสามารถ ผู้ผลิตเกือบสามในสี่กล่าวว่าพวกเขาจะขึ้นค่าจ้างมากกว่าค่าเฉลี่ย 3% ในปี 2022
  • ในปี 2564 เมื่อค่าจ้างสำหรับพนักงานใหม่มีการเติบโต 6.8% และอุตสาหกรรมโดยรวมขึ้นค่าจ้าง 3.2%
  • ผู้ผลิตยังเพิ่มการรักษาและเพิ่มทักษะให้กับพนักงานปัจจุบันเป็นสองเท่า
Wages in the manufacturing sector grew modestly in 2021 and additional increases are expected.
ในแบบสำรวจของ Deloitte ผู้ตอบแบบสำรวจ 31% กล่าวว่าการรักษาพนักงานไว้มีความสำคัญสูงสุด และ 13% กล่าวว่าพวกเขาให้ความสำคัญกับการปรับทักษะใหม่ เกือบ 70% ของพนักงานฝ่ายผลิตที่มีอายุต่ำกว่า 25 ปีกล่าวว่าพวกเขายังคงยึดมั่นกับนายจ้างเพราะพวกเขาเสนอโอกาสประเภทนี้
 
อย่างไรก็ตาม เมื่อการใช้ความสามารถของ AI และหุ่นยนต์เพิ่มขึ้น ชุดทักษะของพนักงานฝ่ายผลิตก็จำเป็นต้องเปลี่ยนไป ซึ่งคาดการณ์ว่าความต้องการทักษะทางกายภาพและทักษะด้วยตนเองในงานที่ทำซ้ำๆ จะลดลงประมาณ 30% ในทศวรรษหน้า ในขณะเดียวกัน ความต้องการทักษะทางเทคโนโลยีจะเพิ่มขึ้นมากกว่า 50% และความต้องการความเป็นผู้นำคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 30%
 
เพื่อเป็นแนวทางให้องค์กรต่างๆ ในการปรับทักษะพนักงาน MxD (Manufacturing x Digital) ได้เผยแพร่คู่มือการจ้างงานที่นำธุรกิจผ่านกระบวนการยกระดับทักษะ 247 ตำแหน่งงาน ซึ่งหลายบทบาทอยู่ในความปลอดภัยทางไซเบอร์
 
อีกตัวอย่างหนึ่ง สถาบันเพื่อนวัตกรรมการผลิตคอมโพสิตขั้นสูง (IACMI) ได้เปิดตัวโปรแกรม ACE: America’s Cutting Edge เป็นการฝึกอบรมฟรี
 
The IACMI has partnered with the DoD and the Office of Industrial Policy in offering the ACE program.

เทรนด์ #7 – การสรรหาผู้มีความสามารถใหม่

Manufacturing Institute ระบุว่า 64% ของผู้ผลิตกล่าวว่าความหลากหลายและความพยายามในการรวมเป็นหนึ่งเดียวคือจุดสนใจหลักสำหรับบริษัทของตน โดยมีคำมั่นสัญญาระบุว่าผู้ผลิตจะดำเนินการที่จับต้องได้ 50,000 รายการเพื่อบรรลุเป้าหมายนี้ และสร้างเส้นทางสู่โอกาสในการทำงานสำหรับกลุ่มที่ยังไม่สามารถเข้าถึงโอกาสกว่า 300,000 แห่งภายในปี 2573
 
ผู้หญิงเป็นหนึ่งในกลุ่มประชากรที่มีบทบาทน้อยกว่าในภาคการผลิต โดยผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตน้อยกว่า 1 ใน 3 คนเป็นผู้หญิง นอกจากนี้ ผู้หญิงยังมีแนวโน้มที่จะออกจากงานในภาคการผลิตมากกว่าผู้ชายถึง 1.8 เท่า
Women are one population segment that’s not well represented in manufacturing.
ในขณะที่ 68% ของคนงานเป็นคนผิวขาว มีเพียง 11% เท่านั้นที่เป็นชาวฮิสแปนิก 10% เป็นคนผิวดำ และ 6% เป็นชาวเอเชีย
The percentage of minorities working in manufacturing did not see any substantial changes from 2010-2019.

เทรนด์ #8 – ผู้ผลิตเอกชนและหน่วยงานรัฐบาลผลักดันอุตสาหกรรมไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน

ทั่วโลก อุตสาหกรรมการผลิตมีการปล่อยคาร์บอนถึง 1 ใน 5 ของการปล่อยคาร์บอนทั้งหมด ท่ามกลางการผลักดันทั่วโลกสู่ความยั่งยืน บริษัทมหาชนขนาดใหญ่กว่า 20% ของโลกได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ในอนาคตอันใกล้ บริษัทผู้ผลิตหลายแห่ง รวมถึงหน่วยงานของรัฐ กำลังร่วมมือกันผลักดันสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนบนเป้าหมายเดียวกัน
EPA data shows that industry and manufacturing is one of the major contributors of greenhouse gas emissions.
เป้าหมายของบริษัทต่างๆ คือ การบรรลุคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2583 ใช้พลังงานไฟฟ้าหมุนเวียน 100% ภายในปี 2573 และเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าอย่างมีนัยสำคัญ
 

เทรนด์ #9 – การโจมตีทางไซเบอร์ทำให้เกิดการหยุดทำงานและข้อมูลรั่วไหล

ในดัชนี X-Force Threat Intelligence ของ IBM ภาคส่วนการผลิตได้รับการจัดอันดับให้เป็นอุตสาหกรรมที่ได้รับความเสียหายจากการโจมตีทางไซเบอร์มากที่สุดในปี 2021 ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปีที่การถูกโจมตีในกลุ่มนี้พุ่งแซงหน้าสถาบันการเงินที่เคยเป็นเป้าหมายหลักของโจรไซเบอร์
IBM reports that manufacturing was the top-attacked industry of 2021.
PwC รายงานว่า 49% ของผู้ผลิตระบุความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ว่าเป็นหนึ่งในความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดที่บริษัทของพวกเขาจะต้องเผชิญในอีกสองปีข้างหน้า
 
Cybersecurity risks and supply chain management topped the list of top challenges for manufacturers in 2021.
องค์กรการผลิตเป็นเป้าหมายที่น่าดึงดูดใจเป็นพิเศษสำหรับแฮ็กเกอร์ เนื่องจากอุตสาหกรรมมีอดทนต่อการหยุดทำงานต่ำที่สุด ตามข้อมูลของผู้เชี่ยวชาญด้านไอที จากปัญหาห่วงโซ่อุปทานของ COVID-19 อาชญากรไซเบอร์ได้ใช้ประโยชน์จากปัญหาห่วงโซ่อุปทานที่มีอยู่เพื่อทำลายธุรกิจที่กำลังประสบปัญหาอยู่แล้ว
 
เมื่อ Industrial 4.0 กำลังเข้ามาอย่างเต็มตัว ผู้ผลิตกลับมีความเสี่ยงที่จะถูกโจมตีมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม อาชญากรไซเบอร์สามารถโจมตีซอฟต์แวร์ เฟิร์มแวร์ หรือฮาร์ดแวร์ จากข้อมูลของ X-Force Threat Intelligence Index จาก IBM พบว่า 23% ของการโจมตีในปี 2021 มาในรูปแบบของแรนซัมแวร์
 
ในเดือนมีนาคม 2022 กลุ่มแรนซัมแวร์ได้โจมตี Denso Corporation ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์รายใหญ่ที่เป็นผู้จัดหาให้กับบริษัทต่างๆ เช่น Toyota, Mercedes-Benz และ Ford แฮ็กเกอร์ได้เผยแพร่ข้อมูลที่สำคัญที่ถูกขโมยเกี่ยวกับโตโยต้า ซึ่งรวมถึงอีเมล การเขียนแบบทางเทคนิค ใบสั่งซื้อ และข้อมูลอื่นๆ จำนวน 14 เทราไบต์ของข้อมูล
Pandora, the ransomware group, announced the attack on their leak portal.
  • ในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 Nvidia ผู้ผลิตชิปและหน่วยประมวลผลกราฟิกรายใหญ่ถูกโจมตี
  • กลุ่มแรนซั่มแวร์ชื่อ Lapsus$ อ้างความรับผิดชอบในการโจมตีดังกล่าว ซึ่งได้รั่วไหลของแผนงาน Nvidia, ไดรเวอร์, เฟิร์มแวร์ และข้อมูลประจำตัวของพนักงาน
  • ในการเผชิญกับความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่เพิ่มขึ้นเหล่านี้ องค์กรมากกว่า 50 แห่งได้รวมตัวกันในปี 2020 เพื่อก่อตั้ง Cybersecurity Manufacturing Innovation Institute (CyManII)
  • ในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 องค์กรได้ประกาศการสร้าง Texas Manufacturing x Transformation Hub เป้าหมายของศูนย์กลางนี้คือการฝึกอบรมพนักงานฝ่ายผลิต 1 ล้านคนสำหรับการเตรียมความพร้อมด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ภายในปี 2026
 

เทรนด์ #10 – Additive Manufacturing อุตสาหกรรมการผลิตแบบเติมเนื้อ กลายเป็นแนวโน้มที่สำคัญ

ผู้ผลิตสามารถใช้การพิมพ์ 3 มิติเพื่อพิมพ์ชิ้นส่วนภายในบริษัท และก้าวนำหน้าความล่าช้าของซัพพลายเชน การพิมพ์ 3 มิติ หรือที่เรียกว่าการผลิตแบบเติมเนื้อวัสดุ เคยเป็นการทดลองสำหรับผู้ผลิตส่วนใหญ่ แต่ปัจจุบันเป็นวิธีประหยัดต้นทุนที่ถูกกฎหมายซึ่งนำไปใช้กับงานที่หลากหลาย โดยเฉพาะการผลิตอุปกรณ์จับยึดและฟิกซ์เจอร์มาใช้ภายในบริษัทได้ ซึ่งช่วยประหยัดเวลาและเงิน
 
ในตัวอย่างหนึ่ง Pankl Racing Systems ผู้ผลิตระบบกลไกสำหรับรถยนต์และเครื่องบิน ใช้การพิมพ์ 3 มิติสำหรับอุปกรณ์จับยึดแบบกำหนดเอง กระบวนการนี้เร็วขึ้น 48 เท่าและราคาถูกกว่าจิ๊กสำหรับเครื่องกลึง CNC ถึง 12 เท่า
 
การพิมพ์ 3 มิติกำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในอุตสาหกรรมการผลิตโลหะ ตลาดการพิมพ์โลหะ 3 มิติคาดว่าจะเติบโตที่ CAGR 19.5% จนถึงปี 2028 ซึ่งมีมูลค่ารวมเพิ่มขึ้นเป็น 11,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
 
Mantle เป็นหนึ่งในสตาร์ทอัพที่ให้บริการเครื่องพิมพ์ 3 มิติเพื่อกำจัดหรือลดเวลาและเงินที่ใช้ไปกับการสร้างเครื่องมือเหล็กกล้าลงอย่างมาก โดยเทคโนโลยีของพวกเขาสามารถนำไปสู่การลดระยะเวลารอคอยสินค้าลง 80% และลดต้นทุนลง 50% อ้างอิงข้อมูลตามเว็บไซต์ของ Mantle
 
Mantle uses 3D printing to meet the extremely precise requirements regarding surface finish, temperature tolerance, and material durability in the tooling sector.
Limber Prosthetics and Orthotics ในซานดิเอโกจะสแกนแขนขาของผู้พิการทางดิจิทัล จากนั้นใช้การพิมพ์ 3 มิติเพื่อผลิตแขนขาเทียมเองภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง และมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าหนึ่งในสิบของต้นทุนของขาเทียมแบบดั้งเดิม
 
3D printing of a prosthetic leg from Limber Prosthetics.
ผู้ผลิต Kav ได้รับรางวัลหมวกกันน็อคจักรยานที่ทนทานต่อแรงกระแทกมากกว่ามาตรฐานความปลอดภัยในปัจจุบันถึง 25% หมวกกันน็อคจักรยานแบบสั่งทำพิเศษซึ่งผลิตขึ้นเพื่อให้พอดีกับศีรษะของนักขี่จักรยานผลิตด้วยการพิมพ์ 3 มิติเช่นกัน
 
Kav is able to print thousands of custom helmets per month with its 3D technology.
นอกเหนือจากความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นแล้ว หมวกกันน็อคเหล่านี้ยังผลิตด้วยโพลิเมอร์ที่เป็นเอกสิทธิ์ของเทอร์โมพลาสติกโพลียูรีเทน (TPU) และคาร์บอนไฟเบอร์ มีน้ำหนักเบากว่าวัสดุทั่วไปถึง 20% และคงความแข็งแรงไว้ได้ที่อุณหภูมิ -30°C และสูงถึง 70°C
 

บทสรุป

ทั้ง 10 เทรนด์ Manufacturing 2023 & 2024 ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ คือการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในการออกแบบห่วงโซ่อุปทาน การปฏิวัติด้านอุตสาหกรรม และกำเนิดรูปแบบการผลิตใหม่ๆ เพื่อก้าวที่สำคัญสู่ Smart Factories ใน Industrial 4.0 อย่างยั่งยืน
 

from:https://www.techtalkthai.com/top-10-manufacturing-trends-2023-2024/