คลังเก็บหมวดหมู่: thaiappupdate

วิธีจ่ายค่าบัตรเครดิต Citi ง่ายๆ ด้วย QR โค้ด

ตอนที่เพิ่งเริ่มใช้บัตรเครดิตซิตี้แบงก์แรกๆ ผมก็ไม่ทราบว่าจะชำระค่าบัตรเครดิตได้อย่างไร ธนาคารเองก็มีการโฆษณาว่าจ่ายผ่าน Citibank โมบายล์แอป แต่ไม่ได้บอกละเอียดว่าต้องเข้าเมนูไหนอย่างไร เลยอยากเอาข้อมูลมาแบ่งปันกัน

ขั้นตอนแรก เข้าแอป Citibank แล้วกดเลือกบัตรเครดิตที่ต้องการชำระเงิน

จากนั้นกดที่ปุ่ม Pay to card with QR/Barcode (ปุ่มสีน้ำเงินรูป QR โค้ด)

กดเลือกที่รูปบัตรเครดิต

เราจะได้ QR โค้ดสำหรับการชำระเงินมา ให้แคปหน้าจอ เปิดแอปธนาคารแล้วเลือกภาพหน้าจอเพื่อนำไปชำระเงินต่อในแอปธนาคารได้เลย

from:https://thehaptic.co/2023/01/23812/

Locket: ถ่ายรูปไปโผล่บนมือถือเพื่อน

ในยุคที่เรามีช่องทางการสื่อสารหลากหลายให้ได้ติดตามทุกความเคลื่อนไหวในชีวิตของกันและกัน บางทีเราอาจจะอยากมีช่องทางเล็กๆ ที่ได้รู้สึกว่าได้อยู่ใกล้ชิดกัน โดยไม่ต้องมีปฏิสัมพันธ์มากมาย หรือโชว์ให้คนอื่นเห็น

Locket เป็นแอปง่ายๆ ที่จะให้เราถ่ายรูปด้วยกล้องหน้าหรือกล้องหลัง แล้วภาพดังกล่าวจะไปโผล่ในวิดเจ็ตบนหน้าจอมือถือของเพื่อนโดยอัตโนมัติ

การเริ่มใช้งานค่อนข้างง่าย เพียงลงทะเบียนด้วยเบอร์มือถือ จากนั้นเลือกจากรายชื่อในเครื่องที่ต้องการเพิ่มเพื่อน หรือจะส่งลิงก์ไปให้เพื่อนเป็นฝ่ายเพิ่มเราก็ได้

อย่าลืมเพิ่มวิดเจ็ต Locket ไว้บนหน้าจอ สามารถแตะค้างที่หน้าจอหลักทั้งบนแอนดรอยด์และ iOS เพื่อเพิ่มวิดเจ็ตได้เลย (อาจแตกต่างกันในแต่ละยี่ห้อมือถือ)

เพิ่มวิดเจ็ตบนหน้าจอหลัก

เราสามารถถ่ายรูปปัจจุบันได้เท่านั้น ไม่สามารถเลือกรูปจากในเครื่องได้ เมื่อถ่ายเสร็จแล้วก็สามารถเพิ่มข้อความสั้นๆ ไปบนภาพได้ จากนั้นเลือกเพื่อนที่ต้องการส่งให้ หรือเลือกที่ All เพื่อส่งให้ทุกคนเลยก็ได้

ถ่ายรูป

เราสามารถปัดหน้าจอขึ้นเพื่อดูภาพจากเพื่อนๆ ได้ และสามารถตอบกลับหรือส่งรีแอคชันภาพนั้นได้ เหมือนกับสตอรี่อินสตาแกรม และเมื่อปัดไปทางซ้ายก็จะเจอหน้าแชต ซึ่งก็ให้เราสนทนากับเพื่อนๆ ได้

กดรีแอคชันให้รูปของเพื่อน

แอป Locket ก็ถือเป็นลูกเล่นเล็กๆ น้อยๆ ที่สามารถเพิ่มไว้บนหน้าจอเพื่อส่งภาพง่ายๆ ให้กับเพื่อนได้ ให้ได้รับรู้ความเคลื่อนไหวกันแบบไม่ยุ่งยากและไม่ต้องเปิดแอปขึ้นมาดู

แอป Locket นี้สามารถใช้งานได้ฟรีทั้งบนแอนดรอยด์และ iOS

from:https://thehaptic.co/2023/01/23658/

5 เคล็ดลับในเลือกซื้อลำโพงมอนิเตอร์ ที่คุณอาจไม่เคยรู้!

ลำโพงมอนิเตอร์ คือลำโพงที่ได้รับการออกแบบมาสำหรับการใช้งานของสตูดิโออัดเสียง มีไว้เพื่อการสร้างหนัง จัดรายการวิทยุ หรือแม้แต่โฮมสตูดิโอ เป็นลำโพงที่ตอบสนองต่อเสียงในย่านต่าง ๆ ได้อย่างแม่นยำ โดยลำโพงชนิดนี้จะมีลักษณะของเสียงที่ Flat คือเสียงที่มีความใกล้เคียงกับเสียงจริงมากที่สุด เป็นเสียงที่ไม่ผ่านการปรุงแต่งแต่อย่างใด เพื่อการผลิตงานเกี่ยวกับเสียงออกมาให้ได้เสียงที่เที่ยงตรงที่สุดนั่นเอง

ใครที่กำลังทำเพลงหรือมิกซ์เสียงต่าง ๆ จึงต้องใช้งานลำโพงมอนิเตอร์อย่างแน่นอน แล้วการเลือกซื้อลำโพงมอนิเตอร์นั้นก็ย่อมแตกต่างกับลำโพงชนิดอื่น ๆ อยู่แล้ว ดังนั้นเราจะมานำเสนอ 5 เคล็ดลับในเลือกซื้อลำโพงมอนิเตอร์ ที่คุณอาจไม่เคยรู้! จะมีอะไรกันบ้างนั้น ไปดูกันเลย

[Advertorial] บทความนี้ได้รับการสนับสนุนและจัดเตรียมโดย Mercular ประเทศไทย

ภาพจาก Canva

ดูแบรนด์

ในส่วนของข้อแรกที่ควรคำนึงถึงเมื่อจะเลือกซื้อลำโพงมอนิเตอร์นั่นก็คือ แบรนด์ เนื่องจากในปัจจุบันนั้นลำโพงมอนิเตอร์ต่างก็มีให้เลือกมากมายหลากหลายแบรนด์ โดยที่บางแบรนด์นั้นก็มุ่งสร้างลำโพงในหมวด Professional Audio โดยเฉพาะ และก็อีกหลากหลายแบรนด์ที่มีลำโพงสำหรับ Entertainment Speaker และ Monitor Speaker พร้อมกับแบ่งออกมาเป็นซีรีส์ย่อย ๆ อีกมากมาย

ดังนั้นในกรณีที่จะใช้สำหรับแต่งเพลงหรือมิกซ์เสียงนั้นก็ควรมองหาลำโพงเฉพาะทาง ก็ให้เลือกซื้อลำโพงจากแบรนด์ที่เน้นลำโพงด้าน Professional Audio โดยเฉพาะจะดีกว่า เนื่องจากประสบการณ์ และเทคโนโลยีนั้นจะพัฒนามาในด้านนี้โดยเฉพาะ ไม่ต้องไปสนใจถึงฟีเจอร์พิเศษเพิ่มเติมอื่น ๆ เพื่อการที่เรานั้นจะได้ลำโพงที่ให้เสียงเที่ยงแท้ ทำให้สามารถมั่นใจถึงเสียงที่เราต้องการมากกว่าแบรนด์ที่มีลูกเล่นเยอะ เพราะแบบนั้นจุดประสงค์ของเราจะไม่ได้รับการตอบสนองอย่างเต็มที่เท่าที่ควรนั่นเอง

ภาพจาก Canva

ความเหมาะสมของพื้นที่และความดัง

ใครที่มีห้องอัดส่วนตัวอยู่แล้วนี่คืออีกสิ่งหนึ่งที่ต้องคำนึงเลยนั่นก็คือพื้นที่ของห้องตัวเอง เพราะขนาดของห้องนั้นส่งผลต่อความดังของลำโพง ถ้าเรามีห้องที่ใหญ่แต่ซื้อลำโพงที่ไม่ได้มีเสียงดังมากมาใช้นั้น เสียงก็จะได้ยินไม่ทั่วถึง ทำให้เราไม่สามารถจับเสียงที่ต้องการหรือถูกต้องได้ตามต้องการ เช่น มีห้อง Studio ขนาดเล็ก ที่สามารถจุคนได้ประมาณ 4 คน มีความกว้างรวมยาวราว ๆ 4 ตารางเมตร ตัวลำโพงมอนิเตอร์ที่ควรเลือกมานั้นก็ควรที่จะมีขนาดกลางหรือ 4 นิ้วขึ้นไป หรือถ้าเป็นห้อง Studio ทางยาวและกว้างกว่า 4 ตารางเมตร สามารถอัดคนในห้องได้หลายคน ก็ควรใช้ลำโพงที่มีขนาด 6 นิ้วขึ้นไป เพื่อที่จะสามารถขับเสียงได้ดังและกว้าง จะได้ยินอย่างทั่วถึงมากยิ่งขึ้น

ถ้าสถานที่นั้นเป็น Home Studio ขนาดเล็กราว 4 ตารางเมตร ลำโพงขนาดเล็กราว ๆ 3.5 นิ้วที่สามารถวางบนโต๊ะทำงานหรือโต๊ะเกมมิ่งได้นั้นก็ถือว่าเพียงพอแล้ว หากใช้ลำโพงที่ใหญ่กว่าขนาดของห้องนั้นบางครั้งอาจจะเป็นการสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ เพราะยิ่งไซส์ใหญ่ ราคาก็ยิ่งสูงขึ้นนั่นเอง

ไม่เพียงแค่ขนาดพื้นที่เท่านั้น การจัดวางลำโพงหรือติดตั้งลำโพงในห้องก็สำคัญไม่แพ้กัน ดังนั้นควรเลือกมุมที่วางแล้วจะสามารถได้ยินเสียงลำโพงไปทั่วห้องจะดีที่สุด

ภาพจาก Canva

ความอ่อนไหวต่อย่านเสียงอื่น

ความอ่อนไหวต่อย่านเสียงอื่นนั้นก็ถือว่าเป็นอีกจุดหนึ่งที่เราควรจะเลือกดูให้ดี ๆ ในการจะซื้อลำโพงมอนิเตอร์นี้ เนื่องจากตัวลำโพงมอนิเตอร์ที่ดีนั้นจะต้องมอบเสียงที่เที่ยงตรง Flat แบนสุด ๆ ไม่มีเสียงในย่านอื่นเข้ามาแทรกแซง ซึ่งหากมีย่านเสียงไหนโดดเด่นหรือเพี้ยนขึ้นมาแล้วล่ะก็ตัวลำโพงต้องสามารถแสดงเสียงนั้นให้ได้ยินในทันที เพื่อที่ผู้ใช้งานนั้นจะได้ทำการแก้ไขและปรับจูนได้อย่างทันท่วงที

การที่จะได้ยินเสียงย่านอื่นที่โดดดออกมาได้อย่างชัดเจนนั้นขนาดของ Driver Woofer ที่ลำโพงควรจะมีก็คือขนาด 6 นิ้วขึ้นไปเป็นอย่างต่ำ ใครที่คิดว่าลำโพง 5.1 ใช้แทนได้ไหมก็ขอบอกเลยว่าไม่ได้ เนื่องจากไดรเวอร์ที่ใหญ่จะมีความสามารถในการตรวจสอบเสียงย่านต่ำได้อย่างแม่นยำและมีความละเอียดที่สูงมาก เพราะถ้าไดรเวอร์นั้นขนาดเล็กกว่านี้อาจจะรองรับย่านความถี่เสียงของย่านต่ำได้ไม่ทั้งหมด รวมถึงการให้เสียงที่อาจจะดังไม่เพียงพอและเกิดความคลาดเคลื่อนในการทำเพลงได้นั่นเอง ดังนั้นเพื่อให้ได้เสียงที่แม่นยำก็ควรเลือกให้ดี ๆ ก่อนจะซื้อมาใช้งาน

ภาพจาก Canva

สไตล์ของเสียง

นี่น่าจะถือว่าเป็นมาตรฐานของการซื้อสินค้าประเภทเครื่องเสียงแทบทุกชนิด นั่นก็คือการไปที่ร้านค้าแล้วทำการฟังด้วยหูตัวเองไปเลยว่าแนวเสียงของลำโพงตัวที่เรากำลังสนใจนั้นเป็นอย่างไร

การฟังลำโพงมอนิเตอร์นั้นให้ใช้ทฤษฏีถูกใจตนเองเป็นหลักเลย เนื่องจากลำโพงมอนิเตอร์ที่ดีนั้นจะต้องมีย่านเสียงที่แบน ตรง ไร้เสียงย่านอื่นเข้ามาแทรกแซง ห้ามมีการปรับจูนหรือ Colour เสียงแม้แต่นิดเดียว เพราะอาจส่งผลเวลานำไปใช้งานจริง ๆ เนื่องจากอาจทำให้เสียงที่ออกมาจากลำโพงนั้นเกิดผิดเพี้ยน

ดังนั้นการเดินเข้าไปในร้านและเลือกฟังด้วยหูของตัวเองนั้นจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆ ซึ่งในการเลือกซื้อลำโพงมอนิเตอร์นั้นคนที่มีรสนิยมการฟังเพลงที่เน้นความเป็นต้นฉบับ ไม่ต้องปรุงแต่งทำนองหรือดนตรีมากหรือไม่แต่งเลย ก็สามารถซื้อมาไว้ใช้งานแบบทั่วไปที่เน้นฟังเพลงแบบแบน ไม่ต้องมีลูกเล่นเน้นเสียงอะไรมากมายเลย

ภาพจาก Canva

ราคาของลำโพง

ในส่วนของปัจจัยสุดท้ายที่เราจะมาบอกนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆ ในการซื้อลำโพงมอนิเตอร์เลย นั่นก็คือ ราคาลำโพงมอนิเตอร์ โดยปกติแล้วเหล่าลำโพงมอนิเตอร์นั้นจะมีราคาที่สูงพอสมควร เนื่องจากเป็นสินค้าในกลุ่ม Professional Audio เนื่องจากว่าตัวลำโพงมอนิเตอร์นั้นได้รับการออกแบบมาเพื่อใช้ในการทำงานอย่างพวกมิกซ์เสียงหรือบันทึกเสียงโดยเฉพาะ

ระดับของราคานั้นก็มีให้เลือกตั้งแต่หลักพันจนไปถึงหลักแสนกันเลยทีเดียว ดังนั้นผู้ใช้งานกลุ่ม Studio หรือมืออาชีพนั้นย่อมที่จะเลือกสินค้าในระดับราคาสูง ๆ เพื่อแลกกับคุณภาพและความแม่นยำของเสียงที่เรียกได้ว่าเที่ยงตรง และคุ้มค่ากับสิ่งที่ต้องจ่ายไป เพื่องานเพลงที่จะออกมาอย่างมีคุณภาพมากที่สุด แต่กรณีของเหล่ามือใหม่หรือผู้ที่อยากนำมาใช้งานที่บ้านสไตล์ Home Audio ก็อาจจะต้องคำนึงถึงงบที่ตยเองมีกันสักหน่อย ว่าอยู่ในระดับใด มีการจำกัดงบไว้หรือไม่

เมื่อได้ระดับราคาที่พึงพอใจแล้วจึงไปลองฟังที่ร้าน และตัดสินใจว่าชอบหรือไม่ ทั้งเรื่องของเสียงที่ออกมาจากลำโพง ลักษณะรูปร่างหน้าตาที่ลำโพงนั้นได้รับการดีไซน์ และขนาดของลำโพงว่าเหมาะสมสำหรับห้องของเราหรือไม่ ซึ่งถ้าใจกับงบที่กำมานั้นเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ก็ไม่ต้องรออะไรแล้วครับ ควักเงินออกมาแล้วจ่ายพร้อมนำลำโพงตัวโปรดนี้กลับไปใช้งานกันเลย


เป็นยังไงกันบ้างกับ 5 เคล็ดลับในเลือกซื้อลำโพงมอนิเตอร์ ที่คุณอาจไม่เคยรู้! ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคนว่าจะนำไปปรับใช้กันยังไง เพราะว่าอาจจะมีบางคนที่ชื่นชอบลำโพงขนาดเล็ก สามารถจัดพื้นที่บนโต๊ะได้โดยง่ายเพื่อนำไปวางแถว ๆ ขาตั้งจอคอม เพื่อให้สามารถฟังจากหน้่าคอมได้เลย หรือใครจะชอบตกแต่งไว้ตามมุมต่าง ๆ ของห้องก็คงต้องเลือกลำโพงที่ใหญ่ขึ้นมา แต่อย่าลืมว่า ลำโพงมอนิเตอร์จะให้เสียงแบบ Flat ที่เป็นเสียงแบบแบนเท่านั้น ใครที่อยากได้เสียงย่านอื่นเน้นเข้ามาด้วย ควรไปซื้อลำโพงแบบอื่นดีกว่า เพราะถ้าคุณไม่ชอบเสียงย่านเดียวและไปลองซื้อมาใช้ อาจจะต้องเสียใจที่ได้รับเสียงไม่ตรงกับที่คุณต้องการ แต่สำหรับใครที่อยากแต่งเพลง หรือมิกซ์เสียงแล้ว ลำโพงมอนิเตอร์นี่แหละคือสิ่งที่คุณจำเป็นต้องมี

from:https://thehaptic.co/2022/10/22348/

รีวิว Samsung Galaxy Watch5: ดีครบเครื่อง แต่แบตควรอึดกว่านี้ และบางฟีเจอร์ใช้ในไทยไม่ได้

ซัมซุงได้เปิดตัว Galaxy Watch5 สมาร์ทวอทช์รุ่นล่าสุดไปเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ดูเผินๆ แล้วแทบไม่ต่างกับ Watch4 หน่วยประมวลผลก็ตัวเดียวกัน หน้าตาก็ไม่ต่างกัน แต่ถ้าใครกำลังมองหาสมาร์ทวอทช์เรือนแรกหรืออัปเกรดนาฬิกาในรอบหลายปี Galaxy Watch5 ก็เป็นตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ

รีวิวนี้ใช้ Samsung Galaxy Watch5 (Bluetooth) สี Pink Gold ขนาด 40 มม. เครื่องศูนย์ไทย โดยผู้รีวิวเป็นผู้จัดหาอุปกรณ์ดังกล่าวด้วยตนเอง

การออกแบบ

ด้านข้างของ Galaxy Watch5 ขณะสวมใส่

Galaxy Watch5 รุ่นที่นำมารีวิวในครั้งนี้เป็นสี Pink Gold ซึ่งก็มีสีออกไปทางชมพูอมทองตามชื่อ ตัวเรือนทำจากอะลูมิเนียมให้ผิวสัมผัสแบบด้าน ส่วนที่ปุ่มจะเป็นแบบเงาเล็กน้อย

หน้าปัดขนาด 40 มม. นี้ถือว่ากำลังดีสำหรับคนข้อมือเล็ก ทั้งนี้ขอบจอมีความหนาประมาณ 5 มม. นับจากขอบนอกของตัวเรือน ซึ่งดูแล้วรู้สึกว่ายังค่อนข้างหนาไปหน่อยสำหรับแบรนด์ที่เชี่ยวชาญเรื่องจออย่างซัมซุง

สายนาฬิกาทำจากวัสดุฟลูออโรอีลาสโตเมอร์ ที่มีสัมผัสคล้ายกับซิลิโคน ใส่ได้สบายข้อมือ ไม่แข็ง มาในสีคล้ายเปลือกไข่ไก่ โดยรวมแล้ว Galaxy Watch5 สามารถใส่ได้สบายข้อมือ ไม่รู้สึกรำคาญหรือหนักมือ

Galaxy Watch5 ใช้สายนาฬิกาขนาด 20 มม. แบบมาตรฐาน สามารถหาซื้อสายนาฬิกาทั่วไปมาเปลี่ยนได้

การตั้งค่าครั้งแรก

ก่อนการใช้งาน เราจะต้องนำนาฬิกา Galaxy Watch5 มาเชื่อมต่อกับโทรศัพท์ก่อน ซึ่งก็ทำผ่านแอปพลิเคชัน Samsung Wear บนโทรศัพท์แอนดรอยด์ที่รองรับ Google Mobile Services (พูดง่ายๆ ว่าใช้กับหัวเหว่ยไม่ได้) และนั่นหมายความว่าไม่สามารถใช้ Galaxy Watch5 ร่วมกับ iPhone ได้

การตั้งค่าไม่ได้ยุ่งยาก แต่มีหลายขั้นตอนโดยไม่จำเป็น (บางขั้นตอนควรเก็บไว้ในเมนูตั้งค่าให้ผู้ใช้ไปจัดการเองภายหลัง) นอกจากนี้ใช้แอป Samsung Wear อย่างเดียวยังไม่พอ เราต้องติดตั้งแอป Galaxy Watch5 Plugin เพิ่มอีกแอปด้วย ทำให้การตั้งค่าครั้งแรกใช้เวลาไปประมาณ 8 นาที

หน้าจอและหน้าปัด

Galaxy Watch5 รุ่นหน้าปัด 40 มม. มีขนาดหน้าจอจริงอยู่ที่ประมาณ 30 มม. เหมาะกับคนข้อมือเล็ก แน่นอนว่าขนาดหน้าจอมีพื้นที่ให้ใช้น้อยกว่ารุ่นหน้าปัด 44 มม. แต่ถ้าถามว่าพอกับการใช้งานมั้ย ก็ถือว่าพอ แต่การใช้งานคีย์บอร์ดคงไม่สะดวกเท่ารุ่นใหญ่

แน่นอนว่าหน้าจอของ Galaxy Watch5 เป็นแบบ OLED ซึ่งรองรับการแสดงผลแบบตลอดเวลา (always-on display) สามารถปรับความสว่างได้อัตโนมัติ และในการใช้งานกลางแจ้งก็เห็นหน้าจอได้ค่อนข้างชัดเจน แต่ก็ไม่ได้สว่างสู้แดดเท่าหน้าจอมือถือ

จุดเด่นหนึ่งของ Galaxy Watch รุ่นก่อนๆ คือการมีวงแหวนบนหน้าปัดที่สามารถหมุนได้จริง เพื่อควบคุมการเลื่อนเมนูบนหน้าจอ แม้ว่าบน Galaxy Watch5 จะไม่มีวงแหวนนั้นแล้ว แต่เราก็ยังสามารถจำลองการหมุนวงแหวนได้ด้วยการใช้นิ้วเลื่อนที่ขอบหน้าปัดแทน แน่นอนว่าไม่ได้แม่นยำเท่าการใช้วงแหวนจริงๆ แต่ก็ถือว่าใช้งานได้

เลือกหน้าปัด

รูปแบบหน้าปัดที่มีมาพร้อมกับ Galaxy Watch5 ก็มีให้เลือกอย่างเหลือเฟือเอามากๆ เราสามารถเปลี่ยนหน้าปัดได้ด้วยการกดค้างที่หน้าปัด แล้วปัดไปทางขวาสุดเพื่อเพิ่มหน้าปัดใหม่ หน้าปัดแต่ละแบบก็ยังสามารถปรับแต่งเพิ่มเติมได้อีก เช่น เปลี่ยนสี เปลี่ยนลาย เปลี่ยนไอคอนและสถานะต่างๆ ที่แสดงบนหน้าปัด เป็นต้น และถ้ายังไม่ถูกใจหน้าปัดที่ซัมซุงมีมาให้ ก็สามารถดาวน์โหลดเพิ่มเติมได้จาก Play Store

การใช้งานทั่วไป

Galaxy Watch5 มีคุณสมบัติพื้นฐานที่คล้ายกับสมาร์ทวอทช์ทั่วไป เช่น แสดงการแจ้งเตือน ใช้งานแอปต่างๆ วัดข้อมูลการออกกำลังกายและการนอน เป็นต้น การเลื่อนหน้าจอ เปิดแอป เข้าเมนูต่างๆ ก็ทำได้ลื่นไหลสมราคา

App drawer

Galaxy Watch5 ใช้ระบบปฎิบัติการ Wear OS ที่ซัมซุงพัฒนาร่วมกับกูเกิล ดังนั้นจึงสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันจาก Play Store ได้ ทั้งผ่านโทรศัพท์มือถือแอนดรอยด์ และบนตัวนาฬิกาเอง ซึ่งพื้นที่เก็บข้อมูลที่เหลือใช้งานจริงประมาณ 7 GB ก็น่าจะเพียงพอต่อการใช้งานแล้ว

ตัวนาฬิกามาพร้อมกับ Wi-Fi ในตัว ทำให้สามารถใช้งานแอปที่ต้องใช้อินเทอร์เน็ต เช่น Assistant, LINE, Play Store ได้โดยไม่จำเป็นต้องเชื่อมต่อกับโทรศัพท์ แต่ก็แน่นอนว่าการเชื่อมต่อ Wi-Fi โดยตรงจะใช้แบตเตอรี่มากกว่าบลูทูธ อย่างไรก็ตามถ้าเชื่อมต่อกับมือถืออยู่ นาฬิกาก็จะตัด Wi-Fi ให้อัตโนมัติ

แอปพลิเคชัน LINE

การแจ้งเตือนสามารถแสดงภาษาไทยได้ สามารถตอบข้อความ ตอบไลน์ผ่านการแจ้งเตือนได้ แต่คีย์บอร์ดภาษาไทยของ Samsung Keyboard เรียกว่าพิมพ์ยากพอสมควร จะคล้ายกับมือถือปุ่มกดแบบเมื่อก่อน แต่ไม่ได้เหมือนเสียทีเดียว ซึ่งทำให้พิมพ์ไทยยากมาก กระนั้นก็สามารถดาวน์โหลดคีย์บอร์ด Gboard ของกูเกิลมาใช้แทนได้

Galaxy Watch5 มาพร้อมกับระบบสั่งงานด้วยเสียง Bixby ซึ่งทำงานได้เร็ว ใช้คำสั่งพื้นฐานทั่วไปอย่างจับเวลา หรือเริ่มการออกกำลังกายได้สบาย และเสียงจากลำโพงก็ฟังได้ชัดเจน ส่วนถ้าใครต้องการใช้ Google Assistant ก็สามารถดาวน์โหลดผ่าน Play Store ได้ ซึ่งก็ทำงานได้เร็วเช่นกัน ระบบสั่งงานด้วยเสียงจะฟังเราเรียก (Hey, Google และ Hi, Bixby) เฉพาะตอนที่หน้าจอเปิดอยู่เท่านั้น เพื่อประหยัดพลังงาน แต่ก็สามารถปิดให้ไม่ต้องฟังไปเลยก็ได้เช่นกัน

คีย์บอร์ดภาษาไทยของ Gboard ใช้สะดวกกว่า Samsung Keyboard

Galaxy Watch5 รองรับการคุยโทรศัพท์ผ่านไมโครโฟนและลำโพงในตัว โดยจะต้องเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถืออยู่ด้วย (แต่ถ้าเป็นรุ่น LTE จะคุยโทรศัพท์ได้โดยไม่ต้องเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือ) ลำโพงมีเสียงดังค่อนข้างชัดเจนให้ได้ยินในห้องปิด ส่วนไมโครโฟนก็สนทนาได้โดยปลายสายไม่ต้องถามซ้ำว่าเราพูดว่าอะไร

การใช้งานด้านสุขภาพ

การออกกำลังกาย

Galaxy Watch5 รองรับการบันทึกการออกกำลังกายมากกว่า 90 ประเภท ไม่ว่าจะเป็นเดิน วิ่ง ปั่นจักรยานกลางแจ้ง ปั่นจักรยานแบบเครื่อง ว่ายน้ำ เดินป่า สกี แอโรบิก บัลเล่ต์ เบสบอล กอล์ฟ คายัก ไปจนถึงร่มร่อน เป็นต้น

ด้วยความที่ Galaxy Watch5 มี GPS ในตัว จึงบันทึกเส้นทางการออกกำลังกายได้โดยไม่ต้องเชื่อมต่อกับโทรศัพท์ จากการใช้งานขณะปั่นจักรยาน พบว่า GPS ใช้เวลาประมาณ 10 วินาทีในการระบุตำแหน่ง เมื่อระบุตำแหน่งได้แล้วก็ถือว่ามีความแม่นยำในการบันทึกเส้นทางตลอดการออกกำลังกาย สามารถบอกความเร็วเฉลี่ยและระยะทางได้

ตัวนาฬิกาสามารถหยุดบันทึกกิจกรรมชั่วคราวได้เมื่อเราหยุดพักอยู่กับที่ ซึ่งก็ทำงานได้เร็วเพราะเมื่อหยุดอยู่กับที่สัก 3 วินาที นาฬิกาก็หยุดชั่วคราวให้แล้ว

การนอน

การติดตามการนอนสามารถทำได้อย่างแม่นยำ ว่าหลับตอนไหนและตื่นตอนไหน สามารถแยกประเภทของช่วงการนอนหลับและแสดงเป็นกราฟได้ สามารถวัดปริมาณออกซิเจนในเลือดได้ว่าช่วงไหนมีปริมาณเท่าไร

ข้อสังเกตคือ Galaxy Watch5 รายงานว่ามีช่วงที่กำลังตื่น (awake) ค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับ Mi Band โดยคืนหนึ่งที่ทดสอบ Galaxy Watch5 รายงานว่ามีช่วงเวลาตื่นเกือบ 2 ชั่วโมง ขณะที่ Mi Band จับได้ที่ 2 นาทีเท่านั้น ซึ่งถ้าใช้ความรู้สึกตอนนอนจริงๆ ก็ต้องบอกว่า Mi Band ดูจะตรงกับความจริงมากกว่า เพราะไม่รู้สึกว่าตัวเองตื่นระหว่างที่นอนอยู่เลย ส่วนข้อมูลการนอนหลับช่วงอื่นๆ ถือว่าใกล้เคียงกัน

Galaxy Watch5 สามารถตรวจจับการกรนได้ ว่ามีเสียงกรนในช่วงไหน รวมมีกี่นาที และเราก็กดฟังเสียงได้ แต่การตรวจจับการกรนจะต้องเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือและวางไว้ใกล้ๆ เพราะจะใช้มือถือในการบันทึกเสียง ซึ่งข้อดีคือไม่มารบกวนแบตเตอรี่ของนาฬิกา

สุขภาพทั่วไป

Galaxy Watch5 รองรับการวัดมวลร่างกาย ด้วยการวางสองนิ้วลงบนปุ่มด้านข้างนาฬิกาทั้งสองปุ่ม ตัวนาฬิกาก็จะปล่อยกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ เพื่อวัดค่ามวลกระดูก มวลกล้ามเนื้อ มวลไขมัน เปอร์เซ็นต์ไขมัน และปริมาณนำ้ในร่างกาย

วางนิ้วลงบนปุ่มด้านข้างเพื่อวัดมวลร่างกาย

เราสามารถตั้งเป้าหมายในแอปพลิเคชัน Samsung Health บนโทรศัพท์ได้ว่าต้องการมีน้ำหนักเท่าไร เปอร์เซ็นต์ไขมันเท่าไร มวลกล้ามเนื้อเท่าไร ซึ่งตั้งเป้าหมายได้ทั้งแบบเพิ่มและลด

นอกจากนี้ก็มีคุณสมบัติการวัดชีพจรที่สามารถตั้งได้ว่าจะวัดทุก 10 นาทีหรือวัดตลอดเวลา สามารถวัดออกซิเจนในเลือดได้ วัดระดับความเครียดได้ และแน่นอนว่าสามารถนับก้าวเดินได้

ข้อด้อยคือถึงแม้ว่า Galaxy Watch5 จะรองรับการวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) และความดันโลหิต แต่ในไทยยังไม่ได้รับการอนุมัติให้ใช้งานอย่างเป็นทางการ และการจะวัด ECG และความดันโลหิตก็ต้องใช้ร่วมกับโทรศัพท์ของซัมซุงเท่านั้น

ข้อสังเกตอีกข้อคือ Galaxy Watch5 มาพร้อมกับเซ็นเซอร์อินฟราเรดสำหรับวัดอุณหภูมิร่างกาย แต่ ณ วันที่รีวิวยังไม่สามารถใช้งานคุณสมบัตินี้ได้ และซัมซุงก็ยังไม่ได้ให้ข้อมูลว่าจะสามารถใช้งานได้เมื่อไร

สำหรับข้อมูลการนอน การออกกำลังกาย และข้อมูลสุขภาพอื่นๆ สามารถดูได้ในแอปพลิเคชัน Samsung Health บนโทรศัพท์ ซึ่งจะมีข้อมูลที่ละเอียดกว่าบน Galaxy Watch5

แบตเตอรี่

ในการวัดระยะการใช้งานแบตเตอรี่เราจะวัดตั้งแต่มีแบตเตอรี่ 100% จนลดเหลือ 5% โดยเปิดโหมดประหยัดพลังงานตอนที่แบตเหลือ 15% รูปแบบการใช้งานก็จะไม่ได้หนักมาก ตั้งการวัดชีพจรเป็นแบบทุก 10 นาที เปิดการวัดออกซิเจนขณะนอนหลับ เปิดบลูทูธตลอดเวลาแต่ปิด Wi-Fi (เชื่อมกับโทรศัพท์อยู่แล้วจึงไม่จำเป็นต้องใช้ Wi-Fi) ปรับความสว่างจออัตโนมัติ มีการแจ้งเตือนทั้งวัน ออกกำลังกายประมาณวันละ 20 นาที

  • แบตเตอรี่อยู่ได้ประมาณ 33 ชั่วโมง แบบไม่เปิด always-on display
  • แบตเตอรี่อยู่ได้ประมาณ 30 ชั่วโมง เมื่อเปิด always-on display
  • แบตเตอรี่อยู่ได้ประมาณ 32 ชั่วโมง เมื่อใช้การวัดชีพจรแบบทุก 1 นาที
  • ปั่นจักรยานความยาว 20 นาทีพร้อมใช้ GPS นาฬิกาในการวัดระยะทาง ใช้แบตเตอรี่ไป 2%
  • ใส่นอนและเปิดการวัดระดับออกซิเจนขณะนอน ใช้แบตเตอรี่ประมาณ 16% สำหรับการนอน 7 ชั่วโมงครึ่ง
ครั้งที่ ระยะเวลา (ชม.) Always-on Display วัดชีพจรตลอดเวลา
1 36:41 ปิด ปิด
2 28:22 ปิด ปิด
3 32:25 ปิด ปิด
4 36:14 ปิด ปิด
5 29:05 ปิด เปิด
6 35:35 ปิด เปิด
7 27:44 เปิด ปิด
8 32:19 เปิด ปิด
ระยะเวลาแบตเตอรี่ตามการใช้งานแบบต่างๆ

จากตารางจะเห็นว่าระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่ค่อนข้างจะแกว่งไปมา แล้วแต่การใช้งานในวันนั้นๆ แต่ส่วนใหญ่จะสามารถใช้งานได้เกิน 30 ชั่วโมงต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง

แม้ว่าแบตเตอรี่จะไม่อึดมาก แต่ Galaxy Watch5 ก็รองรับการชาร์จเร็วที่กำลังไฟ 10 วัตต์ (5V/2A) โดยใช้เวลาชาร์จจาก 5% ถึง 100% ประมาณ 70 นาที แต่ถ้ามีเวลาน้อยจริงๆ การชาร์จ 30 นาทีก็ยังพอให้มีเหลือแบตเมื่อกลับถึงบ้าน แต่อาจต้องใช้งานอย่างประหยัดแบตเตอรี่

ชาร์จแบบไร้สายด้วยแท่นชาร์จที่มีมาให้

สรุป

Galaxy Watch5 เป็นนาฬิกาที่มีคุณสมบัติการใช้งานครบครันสำหรับสมาร์ทวอทช์ ทั้งฟีเจอร์ด้านสุขภาพและการใช้งานทั่วไปผ่านแอปต่างๆ ของ Wear OS แต่บางฟีเจอร์ที่เป็นจุดขายอย่างการวัด ECG ก็ยังใช้งานในไทยไม่ได้ และแบตเตอรี่ก็ควรใช้งานได้สักสองวันเต็ม จะได้ไม่ต้องชาร์จทุกวัน โดยรวมถือเป็นนาฬิกาที่ดี ใช้งานได้ลื่นไหล และจะยิ่งเหมาะที่สุดกับผู้ที่ใช้โทรศัพท์ซัมซุงอยู่แล้ว

หากใครที่ใช้ Galaxy Watch4 อยู่แล้ว แน่นอนว่าไม่มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนเป็น Galaxy Watch5 เลย เพราะสิ่งที่จะได้คือการชาร์จที่เร็วขึ้นและหน้าปัดแบบแซฟไฟร์ ส่วนการวัดอุณหภูมิร่างกายและ ECG จะใช้ในไทยได้เมื่อไรก็ยังไม่มีข้อมูล

จุดเด่น

  • ชาร์จแบตเตอรี่ได้รวดเร็ว เพียงครึ่งชั่วโมงก็เพียงพอให้นำออกไปใช้ได้จนกลับบ้าน
  • มี GPS ในตัว ติดตามการออกกำลังกายได้โดยไม่ต้องเชื่อมต่อโทรศัพท์
  • คุยโทรศัพท์ได้ค่อนข้างชัดเจน
  • แม้วงแหวนรอบจอแบบสัมผัสจะไม่ดีเท่าวงแหวนจริงๆ แต่ก็น่าใช้งาน
  • การพลิกข้อมือเพื่อปลุกหน้าจอ (raise to wake) ทำงานได้เร็ว
  • มีคุณสมบัติด้านสุขภาพครบครัน ทั้งการวัดมวลร่างกาย ชีพจร ระดับออกซิเจน คุณภาพการนอน และนับก้าวเดิน

จุดด้อย

  • บางคุณสมบัติ เช่น การวัด ECG และการวัดอุณหภูมิร่างกาย ต้องใช้กับโทรศัพท์ซัมซุงเท่านั้น
  • การวัด ECG และอุณหภูมิร่างกายยังไม่พร้อมใช้งานในไทย
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้ข้ามวันก็จริง แต่ในวันที่สองก็จะไม่เพียงพอให้ใช้ทั้งวัน
  • อายุแบตเตอรี่ค่อนข้างแกว่งและคาดเดายาก ตั้งแต่ 27 ชั่วโมงถึง 36 ชั่วโมง
  • Wear OS ใช้งานกับ iPhone และหัวเหว่ยรุ่นใหม่ๆ ไม่ได้ เพราะต้องการ Google Mobile Services

from:https://thehaptic.co/2022/09/21921/

เปิดตัว iPhone 14 ใหม่ 4 รุ่น ราคาเริ่ม 32,900 เชื่อมดาวเทียมได้ รุ่น Pro กล้อง 48 MP

แอปเปิลได้เปิดตัว iPhone 14 ซีรีส์ไปเมื่อเช้ามืดที่ผ่านมา ที่งาน Far Out ที่สำนักงานใหญ่ของแอปเปิล จุดเด่นของ iPhone ในปีนี้เห็นจะเป็นรอยบากแบบใหม่บน iPhone 14 Pro และการเชื่อมต่อดาวเทียม สำหรับความแตกต่างของ iPhone 14 แต่ละรุ่นมีดังนี้

หน้าจอ

iPhone 14 มาในขนาดหน้าจอ 6.1 นิ้ว และ iPhone 14 Plus มาในขนาดหน้าจอ 6.7 นิ้ว ทั้งคู่ใช้หน้าจอ OLED แบบ Super Retina XDR ทำความสว่างได้สูงสุด 1,200 นิต

iPhone 14 Pro มาในสองขนาดหน้าจอ ได้แก่ 6.1 นิ้ว (iPhone 14 Pro) และ 6.4 นิ้ว (iPhone 14 Pro Max) ทั้งคู่ใช้หน้าจอ OLED แบบ Super Retina XDR ความสว่างสูงสุด 2,000 นิต มาพร้อมเทคโนโลยี ProMotion ทำให้รองรับอัตราการรีเฟรชหน้าจอแบบแปรผัน ตั้งแต่ 10 Hz จนถึง 10 Hz ด้านบนของหน้าจอมีการแทนที่รอยบากแบบเดิม (notch) ด้วยสิ่งที่แอปเปิลเรียกว่า Dynamic Island

Dynamic Island บน iPhone 14 Pro

นอกจากนี้หน้าจอของ iPhone 14 Pro ยังรองรับการเปิดหน้าจอตลอดเวลา (always-on display) แล้ว เพื่อแสดงนาฬิกาและการแจ้งเตือนต่างๆ

Always-on display บน iPhone 14 Pro

ดาวเทียม

iPhone 14 ทุกรุ่นรองรับการเชื่อมต่อกับดาวเทียม เพื่อช่วยให้สามารถส่งข้อความติดต่อขอความช่วยเหลือในสถานการณ์ฉุกเฉินที่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ได้ โดยแอปเปิลจะเปิดให้ใช้ฟีเจอร์นี้ฟรีเป็นเวลา 2 ปี บริการขอความช่วยเหลือนี้จะใช้การสื่อสารด้วยข้อความ แต่ไม่ใช่ทุกหน่วยงานที่จะรองรับการส่งข้อความ ดังนั้นแอปเปิลจึงจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือเพื่อโทรศัพท์หาหน่วยงานเหล่านั้นแทนผู้ใช้

นอกจากจะใช้ขอความช่วยเหลือในสถานการณ์ฉุกเฉินแล้ว ผู้ใช้ยังสามารถแชร์ตำแหน่งของตนเองด้วยแอป Find My ผ่านการเชื่อมต่อดาวเทียมได้ด้วย โดยไม่ต้องใช้อินเทอร์เน็ต

iPhone 14 ซีรีส์ยังมีฟีเจอร์ด้านความปลอดภัยเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งรายการ นั่นคือสามารถตรวจจับการเกิดอุบัติเหตุรถชนได้ ด้วยเซ็นเซอร์ภายในเครื่อง และการตรวจจับเสียง เช่นเดียวกับ Google Pixel 5 ที่ได้รับฟีเจอร์นี้มาแล้ว

กล้อง

iPhone 14 และ iPhone 14 Plus มาพร้อมกล้องความละเอียด 12 MP สองกล้อง เป็นกล้องหลักและกล้องอัลตร้าไวด์ แอปเปิลบอกว่ากล้องหลักสามารถรับแสงได้มากกว่ารุ่นก่อน ร้อยละ 49 เนื่องจากใช้เซ็นเซอร์ขนาดใหญ่ขึ้น

iPhone 14 Pro มาพร้อมกล้องหลักความละเอียด 48 MP และมีเซ็นเซอร์ใหญ่กว่า iPhone 13 Pro ถึงร้อยละ 65 รวมทั้งยังมีเทคโนโลยีการรวมพิกเซลเข้าด้วยกัน (pixel binning) เพื่อถ่ายภาพที่รับแสงได้มากขึ้น ในความละเอียด 12 MP ซึ่งเป็นเทคนิคที่มักใช้กันในโทรสัพท์ที่มีกล้องความละเอียดสูง เช่น Huawei P20 นอกจากนี้ iPhone 14 Pro ยังมาพร้อมกับกล้องอัลตร้าไวด์และซูมเช่นเคย

iPhone 14 ทุกรุ่นมีการเพิ่มเทคโนโลยีแฟลช Adaptive True Tone ที่จะปรับความเข้มของแฟลชตามระยะห่างของวัตถุในภาพ เพื่อให้แสงที่เป็นธรรมชาติขึ้น

ภายใน

iPhone 14 และ iPhone 14 Plus ยังคงใช้หน่วยประมวลผล Apple A15 Bionic ตัวเดียวกับที่ใช้ใน iPhone 13 ซีรีส์เมื่อปีที่แล้ว

iPhone 14 Pro ใช้หน่วยประมวลผล Apple A16 Bionic รองรับการประมวลผล 17,000 ล้านคำสั่งต่อวินาที ด้วยซีพียูแบบ 6 แกน และจีพียูแบบ 5 แกนประมวผล

อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือ iPhone 14 ทุกรุ่นได้เปลี่ยนไปใช้ eSIM อย่างเต็มตัว และไม่มีถาดใส่ซิมแล้ว ทั้งนี้ยังจำกัดเฉพาะรุ่นที่ขายในสหรัฐฯ เท่านั้น

ราคา

iPhone 14 มีราคาเริ่มต้นที่ 32,900 บาท; iPhone 14 Plus ราคาเริ่มต้นที่ 37,900 บาท; iPhone 14 Pro เริ่มต้นที่ 41,900 บาท; iPhone 14 Pro Max เริ่มต้นที่ 44,900 บาท โดยทุกรุ่นมีความจุเริ่มต้นที่ 128 GB

ขณะนี้ยังมีประกาศวันวางจำหน่ายในประเทศไทย

iPhone 14 Plus (ซ้าย) และ iPhone 14 (ขวา)
iPhone 14 Pro Max (ซ้าย) และ iPhone 14 Pro (ขวา)

from:https://thehaptic.co/2022/09/21996/

หลุดภาพเครื่องเล่นเกมพกพาจาก Logitech และ Tencent

Logitech G และ Tencent ได้ประกาศความร่วมมือในการพัฒนาเครื่องเล่นเกมพกพาไปเมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ล่าสุดมีการเผยแพร่ภาพหลุดของเครื่องเล่นเกมดังกล่าวแล้ว ทำให้เราพอเห็นฟีเจอร์ของคอนโซลตัวนี้ได้บ้าง

ภาพหลุดนี้ถูกเผยแพร่ทางทวิตเตอร์โดย Evan Blass ผู้มีชื่อเสียงจากการเผยแพร่ภาพหลุดของสินค้าเทคโนโลยีต่างๆ ก่อนเปิดตัวจริง

จากภาพของเครื่องเล่นเกมดังกล่าว จะเห็นการจัดเรียงปุ่มที่คล้ายกับ Nintendo Switch อีกทั้งขนาดของเครื่องยังดูใกล้เคียงกัน ตัวเครื่องเป็นพลาสติกสีขาว มีการตัดสีที่ปุ่มเล็กน้อย ทำให้หน้าตาโดยรวมดูเป็นมิตร เหมาะกับทุกวัย เช่นเดียวกับ Switch

บนหน้าจอของเครื่องเล่นเกมดังกล่าวปรากฏแอป Google Play, Xbox, Nvidia GeForce Now, Steam, Google Chrome และ YouTube จึงพอคาดเดาได้ว่าเครื่องเล่นเกมนี้จะรองรับแอปพลิเคชันของแอนดรอยด์ และการเล่นเกมแบบคลาวด์ได้ในตัว

เครื่องเล่นเกมพกพาจาก Logitech และ Tencent เครื่องนี้จะเน้นไปที่การสตรีมเล่นเกมแบบคลาวด์ (cloud gaming) เป็นหลัก โดยมีการพัฒนาฮาร์ดแวร์ตัวเครื่องร่วมกับไมโครซอฟท์และ Nvidia

ขณะนี้ยังไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติมว่าสเปกด้านต่างๆ จะเป็นอย่างไร มีขนาดหน้าจอเท่าไร และใช้หน่วยประมวลผลใด แต่ Logitech จะมีกำหนดเปิดตัวเครื่องเล่นเกมดังกล่าวภายในปี 2022 นี้ ซึ่งใครที่สนใจก็ต้องรอติดตามกันต่อไป

แหล่งข้อมูล: The Verge

from:https://thehaptic.co/2022/08/21865/

Twitter เปิดให้ใช้ ‘Circle’ แล้ว ทวีตให้เห็นแค่ ‘Close Friends’

ทวิตเตอร์เปิดฟีเจอร์ Circle ให้ผู้ใช้ทั่วโลกใช้งานได้แล้ว ผ่านทั้งโทรศัพท์และบนเว็บ หลังจากอยู่ในช่วงทดสอบมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

Twitter Circle เป็นฟีเจอร์ที่ให้ผู้ใช้สามารถเลือกผู้ติดตาม (follower) ไม่เกิน 150 บัญชี ที่จะสามารถเห็นทวีตดังกล่าวได้ คล้ายกับฟีเจอร์ Close Friends ของอินสตาแกรม โดยทวีตที่เลือกกลุ่มเป็นหมายเป็น Circle จะเห็นได้เฉพาะคนใน Circle เท่านั้น และรีพลายของทวีตนั้น ก็จะเห็นได้เฉพาะคนใน Circle นั้นเช่นกัน

และเช่นเดียวกับอินสตาแกรม เมื่อเราเพิ่มหรือลบใครออกจาก Circle ก็จะไม่มีการแจ้งเตือนไปยังคนเหล่านั้น

ทวิตเตอร์ให้ข้อมูลว่า หลังจากเปิดทดสอบฟีเจอร์ Circle ก็ทำให้ผู้ใช้ทวีตมากขึ้น และทวีตแบบ Circle ก็มีปฏิสัมพันธ์ เช่น ถูกใจและรีพลาย มากกว่าทวีตธรรมดา นอกจากนี้ฟีเจอร์ Circle ก็จะลดความจำเป็นในการสร้างบัญชีที่สอง (หรือที่เรามักเรียกว่า แอคหลุม) ให้ผู้ใช้สามารถใช้บัญชีเดียว และแสดงออกได้อย่างเป็นตัวเองมากขึ้น

แหล่งข้อมูล: Twitter

from:https://thehaptic.co/2022/08/21856/

แอป Streaming ยังใช้งานไม่ได้บน Android 13

ผู้ใช้แอปพลิเคชัน Streaming จาก Settrade หลายรายพบปัญหาไม่สามารถเข้าใช้งานแอปได้ หลังจากอัปเดตเป็น Android 13 โดยแอปจะหมุนค้างอยู่ที่หน้าโลโก้ และไม่สามารถไปต่อได้

ผู้ใช้ในกลุ่ม Google Pixel Thailand Club รายงานถึงปัญหา

The Haptic ได้ยืนยันปัญหานี้ด้วยเครื่อง Google Pixel 5 ที่ใช้ Android 13 รุ่นสมบูรณ์ หลังจากที่กูเกิลได้ปล่อยอัปเดตอย่างเป็นทางการไปเมื่อประมาณสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งหลังจากทดลองเข้าแอป Streaming ในวันแรกที่อัปเดต (20 ส.ค.) จนถึงวันนี้ (25 ส.ค.) ยังไม่สามารถเข้าใช้งานได้

ทั้งนี้ผู้ที่ต้องการใช้บริการ Streaming สามารถเข้าใช้งานผ่านเว็บเบราว์เซอร์ก่อนได้ ในระหว่างที่รอการแก้ไขจาก Settrade

from:https://thehaptic.co/2022/08/21793/

แอปเปิลประกาศจัดงาน 7 ก.ย. คาดเปิดตัว iPhone 14

แอปเปิลประกาศจัดงานเปิดตัวสินค้ารอบเดือนกันยายน ในชื่อ ‘Far Out‘ วันที่ 7 กันยายน 2022 นี้ ตรงกับเที่ยงคืนวันที่ 8 ตามเวลาไทย

ในงาน ’Far Out’ นี้ คาดว่าจะมีการเปิดตัว iPhone 14 เนื่องจากแอปเปิลมักจะเปิดตัว iPhone รุ่นใหม่ในเดือนกันยายน พร้อมกันนี้คาดว่าจะมีการปล่อยอัปเดต iOS 16 รุ่นสมบูรณ์ด้วยเช่นกัน

iPad Pro ก็เป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่ใกล้ครบรอบการเปลี่ยนรุ่นแล้ว แต่เราอาจจะยังไม่ได้เห็น iPad Pro รุ่นใหม่ในงานนี้ แล้วไปรอกันอีกทีในเดือนตุลาคม

แอปเปิลจะถ่ายทอดสดงาน Far Out ผ่านเว็บไซต์แอปเปิล และบนยูทูบ

from:https://thehaptic.co/2022/08/21785/

Android 13 มีอะไรเปลี่ยน มีอะไรใหม่

วันนี้ Android 13 ได้ถูกปล่อยให้อัปเดตกันอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับผู้ที่ใช้สมาร์ทโฟน Pixel แต่สำหรับยี่ห้ออื่นนั้นยังต้องรอบรรดาผู้ผลิตทยอยปล่อยอัปเดตกันต่อ ระหว่างนี้เรามาดูกันว่าใน Android 13 มีอะไรต่างจากเดิมบ้าง

Material You เป็นชื่อเรียกหน้าตาส่วนติดต่อผู้ใช้ (UI) แบบใหม่ที่เปิดตัวมาใน Android 12 โดยสามารถเปลี่ยนสีของไอคอนให้ตรงกับธีมสีโดยรวมของเครื่องได้ ทั้งนี้ใน Android 12 ยังรองรับเฉพาะไอคอนของแอปจากกูเกิลเท่านั้น แต่ใน Android 13 มีการเปิดให้แอปภายนอกสามารถรองรับการเปลี่ยนสีไอคอนตามธีมได้แล้ว

ใน Android 13 ตัวควบคุมการเล่นเพลงในถาดการแจ้งเตือนจะแสดงแถบกรอเพลงตลอดเวลา และขณะที่เล่นเพลงอยู่ เส้นของแถบกรอเพลงก็จะขยับเป็นรูปคลื่นด้วย นอกจากนี้ภาพหน้าปกอัลบั้มยังถูกเอามาใช้เป็นพื้นหลังของตัวควบคุมการเล่นเพลงด้วย

นอกจากนี้ บริเวณใต้ตัวควบคุมการเล่นเพลงยังมีบอกจำนวนแอปพลิเคชันที่กำลังทำงานอยู่เบื้องหลังด้วย อย่าในภาพด้านบนแสดงเลข 2 อยู่บนปุ่ม แสดงถึงว่ามีแอปทำงานอยู่เบื้องหลังสองรายการ

หน้าต่างแสดงแอปที่กำลังทำงานอยู่เบื้องหลัง

ถ้าสังเกตดีๆ จะพบว่าทรานซิชันตอนปลดล็อกหน้าจอมีการเปลี่ยนแปลงให้ดูมีมิติมากขึ้น มีความคล้ายกับของ iOS อยู่เล็กน้อย และทรานซิชันขณะเปลี่ยนหน้าในแอปต่างๆ ก็มีการปรับให้เป็นแบบเฟดจากซ้ายไปขวาและขวาไปซ้าย

สำหรับใครที่อยากเปลี่ยนภาษาเฉพาะบางแอปพลิเคชันให้เป็นคนละภาษากับภาษาของเครื่อง ก็สามารถทำได้แล้วใน Android 13 เหมาะกับคนที่กำลังเรียนภาษาอยู่ เพราะสามารถเริ่มฝึกภาษาด้วยแอปจำนวนน้อยก่อนได้ ถ้ายังไม่มั่นใจที่จะเปลี่ยนภาษาทั้งเครื่อง

ตั้งค่าภาษาแยกรายแอป

ด้านความเป็นส่วนตัวก็มีการปรับปรุง ผู้ใช้สามารถอนุญาตให้แอปเข้าถึงรูปภาพได้แค่บางรูป เหมือนกับบน iOS นอกจากนี้แอปยังต้องขออนุญาตผู้ใช้ก่อนแสดงการแจ้งเตือนด้วย ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่ควรมีมานานแล้ว (ก่อนหน้านี้ทุกแอปแสดงการแจ้งเตือนได้เลยโดยไม่ต้องขออนุญาต แต่ผู้ใช้เข้าไปปิดเองได้ในการตั้งค่า)

ฟีเจอร์การคัดลอกข้อความก็มีการเปลี่ยนแปลง เมื่อผู้ใช้กดคัดลอกข้อความ ก็จะสามารถแก้ไขข้อความนั้นได้ทันทีก่อนที่จะบันทึกลงคลิปบอร์ด และข้อความที่คัดลอกไว้ก็จะถูกลบออกโดยอัตโนมัติตามเวลาที่ตั้งไว้ได้ นอกจากนี้เมื่อคัดลอกข้อความหรือรูปภาพแล้ว ก็ยังสามารถกด Nearby Share เพื่อนำไปวางที่อีกเครื่องได้ด้วย

ใน Android 13 นี้ยังมีการปรับปรุงด้านอื่นๆ อีก เช่น รองรับ Spatial Audio สำหรับหูฟังที่ตรวจจับการเคลื่อนไหวของศีรษะได้ และรองรับ Bluetooth Low Energy (BLE) Audio เป็นต้น


สรุปแล้ว Android 13 ดูจะเป็นอัปเดตที่ไม่ได้เน้นการเพิ่มความสามารถใหม่ๆ เท่าใดนัก แต่จะเน้นปรับปรุงการทำงานเพิ่มขึ้นมาจาก Android 12 ปรับหน้าตาให้ลงตัวขึ้น เพิ่มความสามารถในการควบคุมความเป็นส่วนตัวของข้อมูลมากขึ้น

บทความนี้อ้างอิงจากโทรศัพท์ Pixel 5 ซึ่งเป็นของกูเกิลเอง ดังนั้น Android 13 บนอุปกรณ์รุ่นอื่นๆ อาจมีฟีเจอร์และหน้าตาที่แตกต่างจากนี้ไป แล้วแต่ผู้ผลิต

from:https://thehaptic.co/2022/08/21602/