คลังเก็บหมวดหมู่: thaiappupdate

รีวิว Samsung Galaxy Watch5: ดีครบเครื่อง แต่แบตควรอึดกว่านี้ และบางฟีเจอร์ใช้ในไทยไม่ได้

ซัมซุงได้เปิดตัว Galaxy Watch5 สมาร์ทวอทช์รุ่นล่าสุดไปเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ดูเผินๆ แล้วแทบไม่ต่างกับ Watch4 หน่วยประมวลผลก็ตัวเดียวกัน หน้าตาก็ไม่ต่างกัน แต่ถ้าใครกำลังมองหาสมาร์ทวอทช์เรือนแรกหรืออัปเกรดนาฬิกาในรอบหลายปี Galaxy Watch5 ก็เป็นตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ

รีวิวนี้ใช้ Samsung Galaxy Watch5 (Bluetooth) สี Pink Gold ขนาด 40 มม. เครื่องศูนย์ไทย โดยผู้รีวิวเป็นผู้จัดหาอุปกรณ์ดังกล่าวด้วยตนเอง

การออกแบบ

ด้านข้างของ Galaxy Watch5 ขณะสวมใส่

Galaxy Watch5 รุ่นที่นำมารีวิวในครั้งนี้เป็นสี Pink Gold ซึ่งก็มีสีออกไปทางชมพูอมทองตามชื่อ ตัวเรือนทำจากอะลูมิเนียมให้ผิวสัมผัสแบบด้าน ส่วนที่ปุ่มจะเป็นแบบเงาเล็กน้อย

หน้าปัดขนาด 40 มม. นี้ถือว่ากำลังดีสำหรับคนข้อมือเล็ก ทั้งนี้ขอบจอมีความหนาประมาณ 5 มม. นับจากขอบนอกของตัวเรือน ซึ่งดูแล้วรู้สึกว่ายังค่อนข้างหนาไปหน่อยสำหรับแบรนด์ที่เชี่ยวชาญเรื่องจออย่างซัมซุง

สายนาฬิกาทำจากวัสดุฟลูออโรอีลาสโตเมอร์ ที่มีสัมผัสคล้ายกับซิลิโคน ใส่ได้สบายข้อมือ ไม่แข็ง มาในสีคล้ายเปลือกไข่ไก่ โดยรวมแล้ว Galaxy Watch5 สามารถใส่ได้สบายข้อมือ ไม่รู้สึกรำคาญหรือหนักมือ

Galaxy Watch5 ใช้สายนาฬิกาขนาด 20 มม. แบบมาตรฐาน สามารถหาซื้อสายนาฬิกาทั่วไปมาเปลี่ยนได้

การตั้งค่าครั้งแรก

ก่อนการใช้งาน เราจะต้องนำนาฬิกา Galaxy Watch5 มาเชื่อมต่อกับโทรศัพท์ก่อน ซึ่งก็ทำผ่านแอปพลิเคชัน Samsung Wear บนโทรศัพท์แอนดรอยด์ที่รองรับ Google Mobile Services (พูดง่ายๆ ว่าใช้กับหัวเหว่ยไม่ได้) และนั่นหมายความว่าไม่สามารถใช้ Galaxy Watch5 ร่วมกับ iPhone ได้

การตั้งค่าไม่ได้ยุ่งยาก แต่มีหลายขั้นตอนโดยไม่จำเป็น (บางขั้นตอนควรเก็บไว้ในเมนูตั้งค่าให้ผู้ใช้ไปจัดการเองภายหลัง) นอกจากนี้ใช้แอป Samsung Wear อย่างเดียวยังไม่พอ เราต้องติดตั้งแอป Galaxy Watch5 Plugin เพิ่มอีกแอปด้วย ทำให้การตั้งค่าครั้งแรกใช้เวลาไปประมาณ 8 นาที

หน้าจอและหน้าปัด

Galaxy Watch5 รุ่นหน้าปัด 40 มม. มีขนาดหน้าจอจริงอยู่ที่ประมาณ 30 มม. เหมาะกับคนข้อมือเล็ก แน่นอนว่าขนาดหน้าจอมีพื้นที่ให้ใช้น้อยกว่ารุ่นหน้าปัด 44 มม. แต่ถ้าถามว่าพอกับการใช้งานมั้ย ก็ถือว่าพอ แต่การใช้งานคีย์บอร์ดคงไม่สะดวกเท่ารุ่นใหญ่

แน่นอนว่าหน้าจอของ Galaxy Watch5 เป็นแบบ OLED ซึ่งรองรับการแสดงผลแบบตลอดเวลา (always-on display) สามารถปรับความสว่างได้อัตโนมัติ และในการใช้งานกลางแจ้งก็เห็นหน้าจอได้ค่อนข้างชัดเจน แต่ก็ไม่ได้สว่างสู้แดดเท่าหน้าจอมือถือ

จุดเด่นหนึ่งของ Galaxy Watch รุ่นก่อนๆ คือการมีวงแหวนบนหน้าปัดที่สามารถหมุนได้จริง เพื่อควบคุมการเลื่อนเมนูบนหน้าจอ แม้ว่าบน Galaxy Watch5 จะไม่มีวงแหวนนั้นแล้ว แต่เราก็ยังสามารถจำลองการหมุนวงแหวนได้ด้วยการใช้นิ้วเลื่อนที่ขอบหน้าปัดแทน แน่นอนว่าไม่ได้แม่นยำเท่าการใช้วงแหวนจริงๆ แต่ก็ถือว่าใช้งานได้

เลือกหน้าปัด

รูปแบบหน้าปัดที่มีมาพร้อมกับ Galaxy Watch5 ก็มีให้เลือกอย่างเหลือเฟือเอามากๆ เราสามารถเปลี่ยนหน้าปัดได้ด้วยการกดค้างที่หน้าปัด แล้วปัดไปทางขวาสุดเพื่อเพิ่มหน้าปัดใหม่ หน้าปัดแต่ละแบบก็ยังสามารถปรับแต่งเพิ่มเติมได้อีก เช่น เปลี่ยนสี เปลี่ยนลาย เปลี่ยนไอคอนและสถานะต่างๆ ที่แสดงบนหน้าปัด เป็นต้น และถ้ายังไม่ถูกใจหน้าปัดที่ซัมซุงมีมาให้ ก็สามารถดาวน์โหลดเพิ่มเติมได้จาก Play Store

การใช้งานทั่วไป

Galaxy Watch5 มีคุณสมบัติพื้นฐานที่คล้ายกับสมาร์ทวอทช์ทั่วไป เช่น แสดงการแจ้งเตือน ใช้งานแอปต่างๆ วัดข้อมูลการออกกำลังกายและการนอน เป็นต้น การเลื่อนหน้าจอ เปิดแอป เข้าเมนูต่างๆ ก็ทำได้ลื่นไหลสมราคา

App drawer

Galaxy Watch5 ใช้ระบบปฎิบัติการ Wear OS ที่ซัมซุงพัฒนาร่วมกับกูเกิล ดังนั้นจึงสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันจาก Play Store ได้ ทั้งผ่านโทรศัพท์มือถือแอนดรอยด์ และบนตัวนาฬิกาเอง ซึ่งพื้นที่เก็บข้อมูลที่เหลือใช้งานจริงประมาณ 7 GB ก็น่าจะเพียงพอต่อการใช้งานแล้ว

ตัวนาฬิกามาพร้อมกับ Wi-Fi ในตัว ทำให้สามารถใช้งานแอปที่ต้องใช้อินเทอร์เน็ต เช่น Assistant, LINE, Play Store ได้โดยไม่จำเป็นต้องเชื่อมต่อกับโทรศัพท์ แต่ก็แน่นอนว่าการเชื่อมต่อ Wi-Fi โดยตรงจะใช้แบตเตอรี่มากกว่าบลูทูธ อย่างไรก็ตามถ้าเชื่อมต่อกับมือถืออยู่ นาฬิกาก็จะตัด Wi-Fi ให้อัตโนมัติ

แอปพลิเคชัน LINE

การแจ้งเตือนสามารถแสดงภาษาไทยได้ สามารถตอบข้อความ ตอบไลน์ผ่านการแจ้งเตือนได้ แต่คีย์บอร์ดภาษาไทยของ Samsung Keyboard เรียกว่าพิมพ์ยากพอสมควร จะคล้ายกับมือถือปุ่มกดแบบเมื่อก่อน แต่ไม่ได้เหมือนเสียทีเดียว ซึ่งทำให้พิมพ์ไทยยากมาก กระนั้นก็สามารถดาวน์โหลดคีย์บอร์ด Gboard ของกูเกิลมาใช้แทนได้

Galaxy Watch5 มาพร้อมกับระบบสั่งงานด้วยเสียง Bixby ซึ่งทำงานได้เร็ว ใช้คำสั่งพื้นฐานทั่วไปอย่างจับเวลา หรือเริ่มการออกกำลังกายได้สบาย และเสียงจากลำโพงก็ฟังได้ชัดเจน ส่วนถ้าใครต้องการใช้ Google Assistant ก็สามารถดาวน์โหลดผ่าน Play Store ได้ ซึ่งก็ทำงานได้เร็วเช่นกัน ระบบสั่งงานด้วยเสียงจะฟังเราเรียก (Hey, Google และ Hi, Bixby) เฉพาะตอนที่หน้าจอเปิดอยู่เท่านั้น เพื่อประหยัดพลังงาน แต่ก็สามารถปิดให้ไม่ต้องฟังไปเลยก็ได้เช่นกัน

คีย์บอร์ดภาษาไทยของ Gboard ใช้สะดวกกว่า Samsung Keyboard

Galaxy Watch5 รองรับการคุยโทรศัพท์ผ่านไมโครโฟนและลำโพงในตัว โดยจะต้องเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถืออยู่ด้วย (แต่ถ้าเป็นรุ่น LTE จะคุยโทรศัพท์ได้โดยไม่ต้องเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือ) ลำโพงมีเสียงดังค่อนข้างชัดเจนให้ได้ยินในห้องปิด ส่วนไมโครโฟนก็สนทนาได้โดยปลายสายไม่ต้องถามซ้ำว่าเราพูดว่าอะไร

การใช้งานด้านสุขภาพ

การออกกำลังกาย

Galaxy Watch5 รองรับการบันทึกการออกกำลังกายมากกว่า 90 ประเภท ไม่ว่าจะเป็นเดิน วิ่ง ปั่นจักรยานกลางแจ้ง ปั่นจักรยานแบบเครื่อง ว่ายน้ำ เดินป่า สกี แอโรบิก บัลเล่ต์ เบสบอล กอล์ฟ คายัก ไปจนถึงร่มร่อน เป็นต้น

ด้วยความที่ Galaxy Watch5 มี GPS ในตัว จึงบันทึกเส้นทางการออกกำลังกายได้โดยไม่ต้องเชื่อมต่อกับโทรศัพท์ จากการใช้งานขณะปั่นจักรยาน พบว่า GPS ใช้เวลาประมาณ 10 วินาทีในการระบุตำแหน่ง เมื่อระบุตำแหน่งได้แล้วก็ถือว่ามีความแม่นยำในการบันทึกเส้นทางตลอดการออกกำลังกาย สามารถบอกความเร็วเฉลี่ยและระยะทางได้

ตัวนาฬิกาสามารถหยุดบันทึกกิจกรรมชั่วคราวได้เมื่อเราหยุดพักอยู่กับที่ ซึ่งก็ทำงานได้เร็วเพราะเมื่อหยุดอยู่กับที่สัก 3 วินาที นาฬิกาก็หยุดชั่วคราวให้แล้ว

การนอน

การติดตามการนอนสามารถทำได้อย่างแม่นยำ ว่าหลับตอนไหนและตื่นตอนไหน สามารถแยกประเภทของช่วงการนอนหลับและแสดงเป็นกราฟได้ สามารถวัดปริมาณออกซิเจนในเลือดได้ว่าช่วงไหนมีปริมาณเท่าไร

ข้อสังเกตคือ Galaxy Watch5 รายงานว่ามีช่วงที่กำลังตื่น (awake) ค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับ Mi Band โดยคืนหนึ่งที่ทดสอบ Galaxy Watch5 รายงานว่ามีช่วงเวลาตื่นเกือบ 2 ชั่วโมง ขณะที่ Mi Band จับได้ที่ 2 นาทีเท่านั้น ซึ่งถ้าใช้ความรู้สึกตอนนอนจริงๆ ก็ต้องบอกว่า Mi Band ดูจะตรงกับความจริงมากกว่า เพราะไม่รู้สึกว่าตัวเองตื่นระหว่างที่นอนอยู่เลย ส่วนข้อมูลการนอนหลับช่วงอื่นๆ ถือว่าใกล้เคียงกัน

Galaxy Watch5 สามารถตรวจจับการกรนได้ ว่ามีเสียงกรนในช่วงไหน รวมมีกี่นาที และเราก็กดฟังเสียงได้ แต่การตรวจจับการกรนจะต้องเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือและวางไว้ใกล้ๆ เพราะจะใช้มือถือในการบันทึกเสียง ซึ่งข้อดีคือไม่มารบกวนแบตเตอรี่ของนาฬิกา

สุขภาพทั่วไป

Galaxy Watch5 รองรับการวัดมวลร่างกาย ด้วยการวางสองนิ้วลงบนปุ่มด้านข้างนาฬิกาทั้งสองปุ่ม ตัวนาฬิกาก็จะปล่อยกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ เพื่อวัดค่ามวลกระดูก มวลกล้ามเนื้อ มวลไขมัน เปอร์เซ็นต์ไขมัน และปริมาณนำ้ในร่างกาย

วางนิ้วลงบนปุ่มด้านข้างเพื่อวัดมวลร่างกาย

เราสามารถตั้งเป้าหมายในแอปพลิเคชัน Samsung Health บนโทรศัพท์ได้ว่าต้องการมีน้ำหนักเท่าไร เปอร์เซ็นต์ไขมันเท่าไร มวลกล้ามเนื้อเท่าไร ซึ่งตั้งเป้าหมายได้ทั้งแบบเพิ่มและลด

นอกจากนี้ก็มีคุณสมบัติการวัดชีพจรที่สามารถตั้งได้ว่าจะวัดทุก 10 นาทีหรือวัดตลอดเวลา สามารถวัดออกซิเจนในเลือดได้ วัดระดับความเครียดได้ และแน่นอนว่าสามารถนับก้าวเดินได้

ข้อด้อยคือถึงแม้ว่า Galaxy Watch5 จะรองรับการวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) และความดันโลหิต แต่ในไทยยังไม่ได้รับการอนุมัติให้ใช้งานอย่างเป็นทางการ และการจะวัด ECG และความดันโลหิตก็ต้องใช้ร่วมกับโทรศัพท์ของซัมซุงเท่านั้น

ข้อสังเกตอีกข้อคือ Galaxy Watch5 มาพร้อมกับเซ็นเซอร์อินฟราเรดสำหรับวัดอุณหภูมิร่างกาย แต่ ณ วันที่รีวิวยังไม่สามารถใช้งานคุณสมบัตินี้ได้ และซัมซุงก็ยังไม่ได้ให้ข้อมูลว่าจะสามารถใช้งานได้เมื่อไร

สำหรับข้อมูลการนอน การออกกำลังกาย และข้อมูลสุขภาพอื่นๆ สามารถดูได้ในแอปพลิเคชัน Samsung Health บนโทรศัพท์ ซึ่งจะมีข้อมูลที่ละเอียดกว่าบน Galaxy Watch5

แบตเตอรี่

ในการวัดระยะการใช้งานแบตเตอรี่เราจะวัดตั้งแต่มีแบตเตอรี่ 100% จนลดเหลือ 5% โดยเปิดโหมดประหยัดพลังงานตอนที่แบตเหลือ 15% รูปแบบการใช้งานก็จะไม่ได้หนักมาก ตั้งการวัดชีพจรเป็นแบบทุก 10 นาที เปิดการวัดออกซิเจนขณะนอนหลับ เปิดบลูทูธตลอดเวลาแต่ปิด Wi-Fi (เชื่อมกับโทรศัพท์อยู่แล้วจึงไม่จำเป็นต้องใช้ Wi-Fi) ปรับความสว่างจออัตโนมัติ มีการแจ้งเตือนทั้งวัน ออกกำลังกายประมาณวันละ 20 นาที

  • แบตเตอรี่อยู่ได้ประมาณ 33 ชั่วโมง แบบไม่เปิด always-on display
  • แบตเตอรี่อยู่ได้ประมาณ 30 ชั่วโมง เมื่อเปิด always-on display
  • แบตเตอรี่อยู่ได้ประมาณ 32 ชั่วโมง เมื่อใช้การวัดชีพจรแบบทุก 1 นาที
  • ปั่นจักรยานความยาว 20 นาทีพร้อมใช้ GPS นาฬิกาในการวัดระยะทาง ใช้แบตเตอรี่ไป 2%
  • ใส่นอนและเปิดการวัดระดับออกซิเจนขณะนอน ใช้แบตเตอรี่ประมาณ 16% สำหรับการนอน 7 ชั่วโมงครึ่ง
ครั้งที่ ระยะเวลา (ชม.) Always-on Display วัดชีพจรตลอดเวลา
1 36:41 ปิด ปิด
2 28:22 ปิด ปิด
3 32:25 ปิด ปิด
4 36:14 ปิด ปิด
5 29:05 ปิด เปิด
6 35:35 ปิด เปิด
7 27:44 เปิด ปิด
8 32:19 เปิด ปิด
ระยะเวลาแบตเตอรี่ตามการใช้งานแบบต่างๆ

จากตารางจะเห็นว่าระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่ค่อนข้างจะแกว่งไปมา แล้วแต่การใช้งานในวันนั้นๆ แต่ส่วนใหญ่จะสามารถใช้งานได้เกิน 30 ชั่วโมงต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง

แม้ว่าแบตเตอรี่จะไม่อึดมาก แต่ Galaxy Watch5 ก็รองรับการชาร์จเร็วที่กำลังไฟ 10 วัตต์ (5V/2A) โดยใช้เวลาชาร์จจาก 5% ถึง 100% ประมาณ 70 นาที แต่ถ้ามีเวลาน้อยจริงๆ การชาร์จ 30 นาทีก็ยังพอให้มีเหลือแบตเมื่อกลับถึงบ้าน แต่อาจต้องใช้งานอย่างประหยัดแบตเตอรี่

ชาร์จแบบไร้สายด้วยแท่นชาร์จที่มีมาให้

สรุป

Galaxy Watch5 เป็นนาฬิกาที่มีคุณสมบัติการใช้งานครบครันสำหรับสมาร์ทวอทช์ ทั้งฟีเจอร์ด้านสุขภาพและการใช้งานทั่วไปผ่านแอปต่างๆ ของ Wear OS แต่บางฟีเจอร์ที่เป็นจุดขายอย่างการวัด ECG ก็ยังใช้งานในไทยไม่ได้ และแบตเตอรี่ก็ควรใช้งานได้สักสองวันเต็ม จะได้ไม่ต้องชาร์จทุกวัน โดยรวมถือเป็นนาฬิกาที่ดี ใช้งานได้ลื่นไหล และจะยิ่งเหมาะที่สุดกับผู้ที่ใช้โทรศัพท์ซัมซุงอยู่แล้ว

หากใครที่ใช้ Galaxy Watch4 อยู่แล้ว แน่นอนว่าไม่มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนเป็น Galaxy Watch5 เลย เพราะสิ่งที่จะได้คือการชาร์จที่เร็วขึ้นและหน้าปัดแบบแซฟไฟร์ ส่วนการวัดอุณหภูมิร่างกายและ ECG จะใช้ในไทยได้เมื่อไรก็ยังไม่มีข้อมูล

จุดเด่น

  • ชาร์จแบตเตอรี่ได้รวดเร็ว เพียงครึ่งชั่วโมงก็เพียงพอให้นำออกไปใช้ได้จนกลับบ้าน
  • มี GPS ในตัว ติดตามการออกกำลังกายได้โดยไม่ต้องเชื่อมต่อโทรศัพท์
  • คุยโทรศัพท์ได้ค่อนข้างชัดเจน
  • แม้วงแหวนรอบจอแบบสัมผัสจะไม่ดีเท่าวงแหวนจริงๆ แต่ก็น่าใช้งาน
  • การพลิกข้อมือเพื่อปลุกหน้าจอ (raise to wake) ทำงานได้เร็ว
  • มีคุณสมบัติด้านสุขภาพครบครัน ทั้งการวัดมวลร่างกาย ชีพจร ระดับออกซิเจน คุณภาพการนอน และนับก้าวเดิน

จุดด้อย

  • บางคุณสมบัติ เช่น การวัด ECG และการวัดอุณหภูมิร่างกาย ต้องใช้กับโทรศัพท์ซัมซุงเท่านั้น
  • การวัด ECG และอุณหภูมิร่างกายยังไม่พร้อมใช้งานในไทย
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้ข้ามวันก็จริง แต่ในวันที่สองก็จะไม่เพียงพอให้ใช้ทั้งวัน
  • อายุแบตเตอรี่ค่อนข้างแกว่งและคาดเดายาก ตั้งแต่ 27 ชั่วโมงถึง 36 ชั่วโมง
  • Wear OS ใช้งานกับ iPhone และหัวเหว่ยรุ่นใหม่ๆ ไม่ได้ เพราะต้องการ Google Mobile Services

from:https://thehaptic.co/2022/09/21921/

เปิดตัว iPhone 14 ใหม่ 4 รุ่น ราคาเริ่ม 32,900 เชื่อมดาวเทียมได้ รุ่น Pro กล้อง 48 MP

แอปเปิลได้เปิดตัว iPhone 14 ซีรีส์ไปเมื่อเช้ามืดที่ผ่านมา ที่งาน Far Out ที่สำนักงานใหญ่ของแอปเปิล จุดเด่นของ iPhone ในปีนี้เห็นจะเป็นรอยบากแบบใหม่บน iPhone 14 Pro และการเชื่อมต่อดาวเทียม สำหรับความแตกต่างของ iPhone 14 แต่ละรุ่นมีดังนี้

หน้าจอ

iPhone 14 มาในขนาดหน้าจอ 6.1 นิ้ว และ iPhone 14 Plus มาในขนาดหน้าจอ 6.7 นิ้ว ทั้งคู่ใช้หน้าจอ OLED แบบ Super Retina XDR ทำความสว่างได้สูงสุด 1,200 นิต

iPhone 14 Pro มาในสองขนาดหน้าจอ ได้แก่ 6.1 นิ้ว (iPhone 14 Pro) และ 6.4 นิ้ว (iPhone 14 Pro Max) ทั้งคู่ใช้หน้าจอ OLED แบบ Super Retina XDR ความสว่างสูงสุด 2,000 นิต มาพร้อมเทคโนโลยี ProMotion ทำให้รองรับอัตราการรีเฟรชหน้าจอแบบแปรผัน ตั้งแต่ 10 Hz จนถึง 10 Hz ด้านบนของหน้าจอมีการแทนที่รอยบากแบบเดิม (notch) ด้วยสิ่งที่แอปเปิลเรียกว่า Dynamic Island

Dynamic Island บน iPhone 14 Pro

นอกจากนี้หน้าจอของ iPhone 14 Pro ยังรองรับการเปิดหน้าจอตลอดเวลา (always-on display) แล้ว เพื่อแสดงนาฬิกาและการแจ้งเตือนต่างๆ

Always-on display บน iPhone 14 Pro

ดาวเทียม

iPhone 14 ทุกรุ่นรองรับการเชื่อมต่อกับดาวเทียม เพื่อช่วยให้สามารถส่งข้อความติดต่อขอความช่วยเหลือในสถานการณ์ฉุกเฉินที่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ได้ โดยแอปเปิลจะเปิดให้ใช้ฟีเจอร์นี้ฟรีเป็นเวลา 2 ปี บริการขอความช่วยเหลือนี้จะใช้การสื่อสารด้วยข้อความ แต่ไม่ใช่ทุกหน่วยงานที่จะรองรับการส่งข้อความ ดังนั้นแอปเปิลจึงจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือเพื่อโทรศัพท์หาหน่วยงานเหล่านั้นแทนผู้ใช้

นอกจากจะใช้ขอความช่วยเหลือในสถานการณ์ฉุกเฉินแล้ว ผู้ใช้ยังสามารถแชร์ตำแหน่งของตนเองด้วยแอป Find My ผ่านการเชื่อมต่อดาวเทียมได้ด้วย โดยไม่ต้องใช้อินเทอร์เน็ต

iPhone 14 ซีรีส์ยังมีฟีเจอร์ด้านความปลอดภัยเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งรายการ นั่นคือสามารถตรวจจับการเกิดอุบัติเหตุรถชนได้ ด้วยเซ็นเซอร์ภายในเครื่อง และการตรวจจับเสียง เช่นเดียวกับ Google Pixel 5 ที่ได้รับฟีเจอร์นี้มาแล้ว

กล้อง

iPhone 14 และ iPhone 14 Plus มาพร้อมกล้องความละเอียด 12 MP สองกล้อง เป็นกล้องหลักและกล้องอัลตร้าไวด์ แอปเปิลบอกว่ากล้องหลักสามารถรับแสงได้มากกว่ารุ่นก่อน ร้อยละ 49 เนื่องจากใช้เซ็นเซอร์ขนาดใหญ่ขึ้น

iPhone 14 Pro มาพร้อมกล้องหลักความละเอียด 48 MP และมีเซ็นเซอร์ใหญ่กว่า iPhone 13 Pro ถึงร้อยละ 65 รวมทั้งยังมีเทคโนโลยีการรวมพิกเซลเข้าด้วยกัน (pixel binning) เพื่อถ่ายภาพที่รับแสงได้มากขึ้น ในความละเอียด 12 MP ซึ่งเป็นเทคนิคที่มักใช้กันในโทรสัพท์ที่มีกล้องความละเอียดสูง เช่น Huawei P20 นอกจากนี้ iPhone 14 Pro ยังมาพร้อมกับกล้องอัลตร้าไวด์และซูมเช่นเคย

iPhone 14 ทุกรุ่นมีการเพิ่มเทคโนโลยีแฟลช Adaptive True Tone ที่จะปรับความเข้มของแฟลชตามระยะห่างของวัตถุในภาพ เพื่อให้แสงที่เป็นธรรมชาติขึ้น

ภายใน

iPhone 14 และ iPhone 14 Plus ยังคงใช้หน่วยประมวลผล Apple A15 Bionic ตัวเดียวกับที่ใช้ใน iPhone 13 ซีรีส์เมื่อปีที่แล้ว

iPhone 14 Pro ใช้หน่วยประมวลผล Apple A16 Bionic รองรับการประมวลผล 17,000 ล้านคำสั่งต่อวินาที ด้วยซีพียูแบบ 6 แกน และจีพียูแบบ 5 แกนประมวผล

อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือ iPhone 14 ทุกรุ่นได้เปลี่ยนไปใช้ eSIM อย่างเต็มตัว และไม่มีถาดใส่ซิมแล้ว ทั้งนี้ยังจำกัดเฉพาะรุ่นที่ขายในสหรัฐฯ เท่านั้น

ราคา

iPhone 14 มีราคาเริ่มต้นที่ 32,900 บาท; iPhone 14 Plus ราคาเริ่มต้นที่ 37,900 บาท; iPhone 14 Pro เริ่มต้นที่ 41,900 บาท; iPhone 14 Pro Max เริ่มต้นที่ 44,900 บาท โดยทุกรุ่นมีความจุเริ่มต้นที่ 128 GB

ขณะนี้ยังมีประกาศวันวางจำหน่ายในประเทศไทย

iPhone 14 Plus (ซ้าย) และ iPhone 14 (ขวา)
iPhone 14 Pro Max (ซ้าย) และ iPhone 14 Pro (ขวา)

from:https://thehaptic.co/2022/09/21996/

หลุดภาพเครื่องเล่นเกมพกพาจาก Logitech และ Tencent

Logitech G และ Tencent ได้ประกาศความร่วมมือในการพัฒนาเครื่องเล่นเกมพกพาไปเมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ล่าสุดมีการเผยแพร่ภาพหลุดของเครื่องเล่นเกมดังกล่าวแล้ว ทำให้เราพอเห็นฟีเจอร์ของคอนโซลตัวนี้ได้บ้าง

ภาพหลุดนี้ถูกเผยแพร่ทางทวิตเตอร์โดย Evan Blass ผู้มีชื่อเสียงจากการเผยแพร่ภาพหลุดของสินค้าเทคโนโลยีต่างๆ ก่อนเปิดตัวจริง

จากภาพของเครื่องเล่นเกมดังกล่าว จะเห็นการจัดเรียงปุ่มที่คล้ายกับ Nintendo Switch อีกทั้งขนาดของเครื่องยังดูใกล้เคียงกัน ตัวเครื่องเป็นพลาสติกสีขาว มีการตัดสีที่ปุ่มเล็กน้อย ทำให้หน้าตาโดยรวมดูเป็นมิตร เหมาะกับทุกวัย เช่นเดียวกับ Switch

บนหน้าจอของเครื่องเล่นเกมดังกล่าวปรากฏแอป Google Play, Xbox, Nvidia GeForce Now, Steam, Google Chrome และ YouTube จึงพอคาดเดาได้ว่าเครื่องเล่นเกมนี้จะรองรับแอปพลิเคชันของแอนดรอยด์ และการเล่นเกมแบบคลาวด์ได้ในตัว

เครื่องเล่นเกมพกพาจาก Logitech และ Tencent เครื่องนี้จะเน้นไปที่การสตรีมเล่นเกมแบบคลาวด์ (cloud gaming) เป็นหลัก โดยมีการพัฒนาฮาร์ดแวร์ตัวเครื่องร่วมกับไมโครซอฟท์และ Nvidia

ขณะนี้ยังไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติมว่าสเปกด้านต่างๆ จะเป็นอย่างไร มีขนาดหน้าจอเท่าไร และใช้หน่วยประมวลผลใด แต่ Logitech จะมีกำหนดเปิดตัวเครื่องเล่นเกมดังกล่าวภายในปี 2022 นี้ ซึ่งใครที่สนใจก็ต้องรอติดตามกันต่อไป

แหล่งข้อมูล: The Verge

from:https://thehaptic.co/2022/08/21865/

Twitter เปิดให้ใช้ ‘Circle’ แล้ว ทวีตให้เห็นแค่ ‘Close Friends’

ทวิตเตอร์เปิดฟีเจอร์ Circle ให้ผู้ใช้ทั่วโลกใช้งานได้แล้ว ผ่านทั้งโทรศัพท์และบนเว็บ หลังจากอยู่ในช่วงทดสอบมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

Twitter Circle เป็นฟีเจอร์ที่ให้ผู้ใช้สามารถเลือกผู้ติดตาม (follower) ไม่เกิน 150 บัญชี ที่จะสามารถเห็นทวีตดังกล่าวได้ คล้ายกับฟีเจอร์ Close Friends ของอินสตาแกรม โดยทวีตที่เลือกกลุ่มเป็นหมายเป็น Circle จะเห็นได้เฉพาะคนใน Circle เท่านั้น และรีพลายของทวีตนั้น ก็จะเห็นได้เฉพาะคนใน Circle นั้นเช่นกัน

และเช่นเดียวกับอินสตาแกรม เมื่อเราเพิ่มหรือลบใครออกจาก Circle ก็จะไม่มีการแจ้งเตือนไปยังคนเหล่านั้น

ทวิตเตอร์ให้ข้อมูลว่า หลังจากเปิดทดสอบฟีเจอร์ Circle ก็ทำให้ผู้ใช้ทวีตมากขึ้น และทวีตแบบ Circle ก็มีปฏิสัมพันธ์ เช่น ถูกใจและรีพลาย มากกว่าทวีตธรรมดา นอกจากนี้ฟีเจอร์ Circle ก็จะลดความจำเป็นในการสร้างบัญชีที่สอง (หรือที่เรามักเรียกว่า แอคหลุม) ให้ผู้ใช้สามารถใช้บัญชีเดียว และแสดงออกได้อย่างเป็นตัวเองมากขึ้น

แหล่งข้อมูล: Twitter

from:https://thehaptic.co/2022/08/21856/

แอป Streaming ยังใช้งานไม่ได้บน Android 13

ผู้ใช้แอปพลิเคชัน Streaming จาก Settrade หลายรายพบปัญหาไม่สามารถเข้าใช้งานแอปได้ หลังจากอัปเดตเป็น Android 13 โดยแอปจะหมุนค้างอยู่ที่หน้าโลโก้ และไม่สามารถไปต่อได้

ผู้ใช้ในกลุ่ม Google Pixel Thailand Club รายงานถึงปัญหา

The Haptic ได้ยืนยันปัญหานี้ด้วยเครื่อง Google Pixel 5 ที่ใช้ Android 13 รุ่นสมบูรณ์ หลังจากที่กูเกิลได้ปล่อยอัปเดตอย่างเป็นทางการไปเมื่อประมาณสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งหลังจากทดลองเข้าแอป Streaming ในวันแรกที่อัปเดต (20 ส.ค.) จนถึงวันนี้ (25 ส.ค.) ยังไม่สามารถเข้าใช้งานได้

ทั้งนี้ผู้ที่ต้องการใช้บริการ Streaming สามารถเข้าใช้งานผ่านเว็บเบราว์เซอร์ก่อนได้ ในระหว่างที่รอการแก้ไขจาก Settrade

from:https://thehaptic.co/2022/08/21793/

แอปเปิลประกาศจัดงาน 7 ก.ย. คาดเปิดตัว iPhone 14

แอปเปิลประกาศจัดงานเปิดตัวสินค้ารอบเดือนกันยายน ในชื่อ ‘Far Out‘ วันที่ 7 กันยายน 2022 นี้ ตรงกับเที่ยงคืนวันที่ 8 ตามเวลาไทย

ในงาน ’Far Out’ นี้ คาดว่าจะมีการเปิดตัว iPhone 14 เนื่องจากแอปเปิลมักจะเปิดตัว iPhone รุ่นใหม่ในเดือนกันยายน พร้อมกันนี้คาดว่าจะมีการปล่อยอัปเดต iOS 16 รุ่นสมบูรณ์ด้วยเช่นกัน

iPad Pro ก็เป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่ใกล้ครบรอบการเปลี่ยนรุ่นแล้ว แต่เราอาจจะยังไม่ได้เห็น iPad Pro รุ่นใหม่ในงานนี้ แล้วไปรอกันอีกทีในเดือนตุลาคม

แอปเปิลจะถ่ายทอดสดงาน Far Out ผ่านเว็บไซต์แอปเปิล และบนยูทูบ

from:https://thehaptic.co/2022/08/21785/

Android 13 มีอะไรเปลี่ยน มีอะไรใหม่

วันนี้ Android 13 ได้ถูกปล่อยให้อัปเดตกันอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับผู้ที่ใช้สมาร์ทโฟน Pixel แต่สำหรับยี่ห้ออื่นนั้นยังต้องรอบรรดาผู้ผลิตทยอยปล่อยอัปเดตกันต่อ ระหว่างนี้เรามาดูกันว่าใน Android 13 มีอะไรต่างจากเดิมบ้าง

Material You เป็นชื่อเรียกหน้าตาส่วนติดต่อผู้ใช้ (UI) แบบใหม่ที่เปิดตัวมาใน Android 12 โดยสามารถเปลี่ยนสีของไอคอนให้ตรงกับธีมสีโดยรวมของเครื่องได้ ทั้งนี้ใน Android 12 ยังรองรับเฉพาะไอคอนของแอปจากกูเกิลเท่านั้น แต่ใน Android 13 มีการเปิดให้แอปภายนอกสามารถรองรับการเปลี่ยนสีไอคอนตามธีมได้แล้ว

ใน Android 13 ตัวควบคุมการเล่นเพลงในถาดการแจ้งเตือนจะแสดงแถบกรอเพลงตลอดเวลา และขณะที่เล่นเพลงอยู่ เส้นของแถบกรอเพลงก็จะขยับเป็นรูปคลื่นด้วย นอกจากนี้ภาพหน้าปกอัลบั้มยังถูกเอามาใช้เป็นพื้นหลังของตัวควบคุมการเล่นเพลงด้วย

นอกจากนี้ บริเวณใต้ตัวควบคุมการเล่นเพลงยังมีบอกจำนวนแอปพลิเคชันที่กำลังทำงานอยู่เบื้องหลังด้วย อย่าในภาพด้านบนแสดงเลข 2 อยู่บนปุ่ม แสดงถึงว่ามีแอปทำงานอยู่เบื้องหลังสองรายการ

หน้าต่างแสดงแอปที่กำลังทำงานอยู่เบื้องหลัง

ถ้าสังเกตดีๆ จะพบว่าทรานซิชันตอนปลดล็อกหน้าจอมีการเปลี่ยนแปลงให้ดูมีมิติมากขึ้น มีความคล้ายกับของ iOS อยู่เล็กน้อย และทรานซิชันขณะเปลี่ยนหน้าในแอปต่างๆ ก็มีการปรับให้เป็นแบบเฟดจากซ้ายไปขวาและขวาไปซ้าย

สำหรับใครที่อยากเปลี่ยนภาษาเฉพาะบางแอปพลิเคชันให้เป็นคนละภาษากับภาษาของเครื่อง ก็สามารถทำได้แล้วใน Android 13 เหมาะกับคนที่กำลังเรียนภาษาอยู่ เพราะสามารถเริ่มฝึกภาษาด้วยแอปจำนวนน้อยก่อนได้ ถ้ายังไม่มั่นใจที่จะเปลี่ยนภาษาทั้งเครื่อง

ตั้งค่าภาษาแยกรายแอป

ด้านความเป็นส่วนตัวก็มีการปรับปรุง ผู้ใช้สามารถอนุญาตให้แอปเข้าถึงรูปภาพได้แค่บางรูป เหมือนกับบน iOS นอกจากนี้แอปยังต้องขออนุญาตผู้ใช้ก่อนแสดงการแจ้งเตือนด้วย ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่ควรมีมานานแล้ว (ก่อนหน้านี้ทุกแอปแสดงการแจ้งเตือนได้เลยโดยไม่ต้องขออนุญาต แต่ผู้ใช้เข้าไปปิดเองได้ในการตั้งค่า)

ฟีเจอร์การคัดลอกข้อความก็มีการเปลี่ยนแปลง เมื่อผู้ใช้กดคัดลอกข้อความ ก็จะสามารถแก้ไขข้อความนั้นได้ทันทีก่อนที่จะบันทึกลงคลิปบอร์ด และข้อความที่คัดลอกไว้ก็จะถูกลบออกโดยอัตโนมัติตามเวลาที่ตั้งไว้ได้ นอกจากนี้เมื่อคัดลอกข้อความหรือรูปภาพแล้ว ก็ยังสามารถกด Nearby Share เพื่อนำไปวางที่อีกเครื่องได้ด้วย

ใน Android 13 นี้ยังมีการปรับปรุงด้านอื่นๆ อีก เช่น รองรับ Spatial Audio สำหรับหูฟังที่ตรวจจับการเคลื่อนไหวของศีรษะได้ และรองรับ Bluetooth Low Energy (BLE) Audio เป็นต้น


สรุปแล้ว Android 13 ดูจะเป็นอัปเดตที่ไม่ได้เน้นการเพิ่มความสามารถใหม่ๆ เท่าใดนัก แต่จะเน้นปรับปรุงการทำงานเพิ่มขึ้นมาจาก Android 12 ปรับหน้าตาให้ลงตัวขึ้น เพิ่มความสามารถในการควบคุมความเป็นส่วนตัวของข้อมูลมากขึ้น

บทความนี้อ้างอิงจากโทรศัพท์ Pixel 5 ซึ่งเป็นของกูเกิลเอง ดังนั้น Android 13 บนอุปกรณ์รุ่นอื่นๆ อาจมีฟีเจอร์และหน้าตาที่แตกต่างจากนี้ไป แล้วแต่ผู้ผลิต

from:https://thehaptic.co/2022/08/21602/

iOS 16 และ iPadOS 16 มีอะไรใหม่บ้าง อัปเดตได้เมื่อไร รุ่นไหนได้บ้าง

iPhone รุ่นที่สามารถอัปเดตเป็น iOS 16 ได้คือ iPhone 8 ขึ้นไป รวมถึง iPhone SE รุ่นที่ 2 ขึ้นไป

iPad รุ่นที่สามารถอัปเดตเป็น iPadOS 16 ได้คือ iPad Pro ทุกรุ่น, iPad Air รุ่นที่ 3 ขึ้นไป, iPad รุ่นที่ 5 ขึ้นไป และ iPad mini รุ่นที่ 5 ขึ้นไป

iOS 16 มาพร้อมการเปลี่ยนแปลงและฟีเจอร์ใหม่หลายรายการ สิ่งที่เห็นได้ชัดก็จะเป็นหน้าจอล็อก การแก้ไขข้อความใน iMessage การคัดลอกวัตถุออกจากรูปภาพ และการควบคุม Apple Watch ผ่าน iPhone ได้ เป็นต้น

หน้าจอล็อกใหม่บน iPhone

หน้าจอล็อกหลายรูปแบบบน iOS 16

ใน iOS 16 ผู้ใช้สามารถตกแต่งหน้าจอล็อกได้มากกว่าภาพพื้นหลังเป็นครั้งแรก โดยจะสามารถเพิ่มวิดเจ็ตได้ เปลี่ยนฟอนต์ได้ เปลี่ยนสีตัวอักษรได้ เลือกภาพพื้นหลังได้หลายภาพเพื่อให้ภาพสุ่มเปลี่ยนไปเรื่อยๆ นอกจากนี้ iOS 16 ยังสามารถแยกวัตถุเด่นออกจากพื้นหลังของภาพ เพื่อสร้างเอ็ฟเฟ็กต์สามมิติได้

ผู้ใช้สามารถสร้างหน้าจอล็อกและบันทึกเก็บเป็นพรีเซ็ตไว้ได้หลายแบบ และเลือกเปลี่ยนสลับไปมาได้

ปรับแต่งหน้าจอล็อกบน iOS 16

การแจ้งเตือนต่างๆ บนหน้าจอล็อกก็ถูกย้ายลงไปอยู่ด้านล่างของหน้าจอ ไม่ให้บดบังภาพพื้นหลังเหมือนก่อนหน้านี้ บางแอปพลิเคชันที่รองรับก็จะสามารถแสดงการแจ้งเตือนแบบอัปเดตอัตโนมัติได้ เช่น แอปส่งอาหาร ทำให้ไม่ต้องปลดล็อกหน้าจอเพื่อเข้าไปเช็กสถานะในแอป

โหมด Focus เปลี่ยนหน้าจอล็อกได้ กรองเนื้อหาในแอปได้

ผู้ใช้สามารถกำหนดหน้าจอล็อกให้กับโหมดโฟกัสแต่ละแบบได้ ดังนั้นเมื่อเปิดใช้งานโหมดโฟกัส หน้าจอล็อกก็จะถูกสลับไปใช้รูปแบบที่ตั้งไว้โดยอัตโนมัติ เช่น ในโหมด Work อาจจะตั้งหน้าจอล็อกให้มีวิดเจ็ตแสดงปฏิทินและอีเมล เป็นต้น

โหมดโฟกัสยังกรองเนื้อหาที่ตั้งไว้ออกจากแอปต่างๆ ได้ ทั้งแอปของแอปเปิลเอง และแอปอื่นที่ผู้ใช้ติดตั้งเอง ทำให้สามารถซ่อนอีเมลงานไว้ได้เมื่ออยู่ในโหมดพักผ่อน หรือซ่อนแท็บเกี่ยวกับงานใน Safari ได้ เป็นต้น

แก้ไขและลบข้อความใน iMessage ได้

ผู้ใช้สามารถแก้ไขและลบข้อความที่ส่งไปแล้วใน iMessage ได้ โดยการแก้ไขต้องไม่เกิน 15 นาทีหลังจากส่งไปแล้ว และแก้ได้สูงสุด 5 ครั้งต่อข้อความ ส่วนการลบต้องไม่เกิน 2 นาทีหลังจากส่ง

ค้นหาอีเมลได้ดีขึ้น เตือนเมื่อลืมแนบไฟล์

แอป Mail มีการปรับปรุงการค้นหาอีเมล ให้ครอบคลุมถึงการพิมพ์ผิด และคำที่มีความหมายใกล้เคียงกัน แต่จะรองรับเฉพาะภาษาอังกฤษเท่านั้น

ในการส่งอีเมล หากมีการพูดถึงคนอื่น หรือบอกว่าจะแนบไฟล์ แต่ตอนกดส่งขาดบุคคลนั้นในอีเมลผู้รับ หรือไม่ได้แนบไฟล์ไปด้วย ตัวแอปก็จะสามารถเตือนได้ รวมทั้งสามารถตั้งเวลาส่งอีเมลได้ และยกเลิกการส่งอีเมลได้ภายใน 10 วินาทีหลังจากกดส่ง

แชร์แท็บใน Safari ได้ และรองรับการยืนยันตัวตนด้วย Passkey

ผู้ใช้สามารถสร้าง tab group ใน Safari และแชร์ให้กับผู้อื่นได้ โดยที่ผู้ใช้คนอื่นก็สามารถเพิ่มแท็บได้ และ tab group ก็จะอัปเดตให้ทุกคนโดยอัตโนมัติ

Safari ใน iOS 16 ได้เพิ่มการรองรับ Passkey หรือฟีเจอร์ในการยืนยันตัวตนด้วยกุญแจเข้ารหัสตามมาตรฐานของ FIDO Alliance และ W3C ทำให้ผู้ใช้สามารถยืนยันตัวตนเข้าเว็บไซต์ที่รองรับด้วย Face ID หรือ Touch ID ได้ คล้ายกับการยืนยันตัวตนแบบสองขั้นตอน (2-factor authentication)

Live Text รองรับวิดีโอแล้ว

ฟีเจอร์ Live Text เป็นฟีเจอร์ที่ให้ผู้ใช้สามารถคัดลอกข้อความออกจากรูปภาพได้ โดยใน iOS 16 ก็สามารถคัดลอกข้อความออกจากวิดีโอได้แล้ว

คัดลอกวัตถุจากภาพได้

แอปเช่น Photos, Quick Look และ Safari สามารถแยกวัตถุเด่น (subject) ออกจากภาพ และคัดลอกเพื่อนำออกไปใช้งานต่อได้

แยกสุนัขออกจากพื้นหลัง เพื่อคัดลอกไปใช้งาน

แอป Home ใหม่

แอป Home บน iOS 16 ได้รับการปรับหน้าตาใหม่ สามารถดูภาพรวมของบ้านได้ในหน้าแรก สามารถแสดงกล้องได้สูงสุด 4 ตัวในหน้าแรก (และดูเพิ่มเติมได้เพียงเลื่อนไปทางซ้าย) อุปกรณ์ต่างๆ ถูกแบ่งเป็นหมวดหมู่ตามห้อง เช่น แสงไฟ อากาศ และลำโพง เป็นต้น

นอกจากนี้แอป Home จะรองรับมาตรฐาน Matter ซึ่งเป็นมาตรฐานใหม่ของอุปกรณ์ IoT ให้อุปกรณ์ต่างยี่ห้อสามารถทำงานร่วมกันได้

แอป Home แสดงภาพพร้อมกัน 4 กล้อง

บันทึกยา และนับก้าวด้วย iPhone

แอป Health สามารถใช้บันทึกประวัติการใช้ยาต่างๆ และสามารถตั้งเตือนให้ทานยาได้ รวมทั้งยังแจ้งเตือนได้หากยาที่จะทานอาจมีผลข้างเคียงเกี่ยวเนื่องกับยาที่เคยทานไปแล้ว

ตอนนี้ iPhone ก็สามารถนับก้าวเดินผ่านแอป Fitness ได้โดยไม่ต้องมี Apple Watch แล้ว ตัวแอปก็จะสามารถคำนวณประมาณการแคลอรี่และระยะทางที่เดินได้

นับก้าวเดินบน iPhone ด้วยแอป Fitness

CarPlay ใหม่ ขอยึดทั้งแผงคอนโซล

ฟีเจอร์ CarPlay ที่ใช้ร่วมกับรถยนต์ได้รับหน้าตาแบบใหม่หมดจด รวมถึงยังสามารถทำงานร่วมกับรถยนต์ได้ลึกมากขึ้น เช่น ปรับหน้าตาเรือนไมล์ ควบคุมแอร์ ควบคุมวิทยุ เป็นต้น ซึ่งต้องใช้งานกับรถรุ่นใหม่ที่รองรับ

CarPlay บน iOS 16 ควบคุมระบบต่างๆ ในรถได้

Live Captions แสดงซับไตเติลได้ ไม่ต้องเปิดเสียง

แสดงซับไตเติลของเสียงพูด เช่น วิดีโอ คลิปเสียงในแชต หรือวิดีโอคอลได้ ช่วยให้ผู้มีปัญหาทางการได้ยินสามารถเข้าถึงข้อมูลรูปแบบเสียงได้ด้วยข้อความ โดยรองรับเฉพาะภาษาอังกฤษ

Live Captions เปลี่ยนเสียงที่เปิดฟังอยู่เป็นตัวอักษร

ควบคุม Apple Watch ผ่าน iPhone ได้

สะท้อนหน้าจอของ Apple Watch มาบน iPhone และควบคุมสั่งงาน Apple Watch ได้ ด้วยฟีเจอร์ช่วยการเข้าถึงต่างๆ เช่น การควบคุมด้วยเสียง

ฟีเจอร์ช่วยการเข้าถึงแบบใหม่ ช่วยให้สั่งงาน Apple Watch บน iPhone ได้

แอป Magnifier สามารถระบุประตูได้

เมื่อใช้งานแอปแว่นขยายและส่องกล้องไปเจอประตู ตัวแอปจะสามารถระบุได้ว่ามีประตู พร้อมอ่านป้ายสัญลักษณ์โดยรอบได้

ล็อกถังขยะในแอป Photos ได้

ถังขยะและโฟลเดอร์ซ่อนในแอป Photos สามารถล็อกด้วย Face ID, Touch ID หรือรหัสผ่านใหม่ได้

แอป Translate รองรับภาษาไทย

แอป Translate รองรับการใช้งานกับภาษาไทยได้แล้ว รวมถึงการกดแปลภาษาจากภายนอกแอป และการแปลหน้าเว็บด้วย Safari

Stage Manager เปิดแอปหลายหน้าต่างกว่าเดิม บน iPad

ก่อนหน้านี้ iPad จะรองรับการเปิดแอปพร้อมกันสูงสุด 3 หน้าต่าง (มีสองหน้าต่างข้างกัน และอีกหน้าต่างลอยอยู่ด้านซ้ายหรือขวา) แต่ด้วย Stage Manager ผู้ใช้จะสามารถเปิดหน้าต่างลอยไว้ได้เหมือนการใช้งานบนคอมพิวเตอร์ สามารถปรับขยายขนาดหน้าต่างและลากตำแหน่งไปมาได้ และสามารถสร้างกลุ่มของหน้าต่างได้ เพื่อเปิดขึ้นมาพร้อมกันในคราวเดียว

เปิดแอปได้หลายหน้าต่างด้วย Stage Manager

ฟีเจอร์ Stage Manager รองรับ iPad Air รุ่นที่ 5 ขึ้นไป, iPad Pro 12.9 นิ้ว รุ่นที่ 5 ขึ้นไป และ iPad Pro 11 นิ้ว รุ่นที่ 3 ขึ้นไป

นอกจากนี้ iPad ที่ใช้หน่วยประมวลผล M1 ยังรองรับการใช้หน้าจอนอกเป็นจอที่สอง จากเดิมที่ทำได้แค่สะท้อนหน้าจอขึ้นไป โดยรองรับหน้าจอความละเอียดสูงสุด 6K

iPad มีแอป Weather แล้ว

แม้จะยังไม่มีแอปเคื่องคิดเลข แต่เราก็มีแอปสภาพอากาศบน iPad แล้ว โดยสามารถดูพยากรณ์อากาศได้ ดูคุณภาพอากาศได้ และรับการแจ้งเตือนสภาพอากาศรุนแรงได้

ดูพยากรณ์อากาศบน iPad ด้วยแอป Weather

จะอัปเดตเป็น iOS 16 และ iPadOS 16 ได้เมื่อไร

แอปเปิลได้เปิดตัว iOS 16 และ iPadOS 16 ไปเมื่อวันที่ 6 มิถุนายนที่ผ่านมา และขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาและทดสอบซอฟต์แวร์กับนักพัฒนา แอปเปิลให้ข้อมูลว่าจะพร้อมปล่อยให้อัปเดตในฤดูใบไม้ร่วง หรือก็คือช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้

หากย้อนดูประวัติการปล่อยอัปเดต iOS เวอร์ชันก่อนๆ ย้อนหลัง 5 เวอร์ชัน จะพบว่าทั้งหมดพร้อมปล่อยให้อัปเดตในเดือนกันยายน ดังนั้นจึงพอคาดการณ์ได้ว่าแอปเปิลจะใช้เดือนกันยายนในการปล่อย iOS 16 เช่นเคย

from:https://thehaptic.co/2022/07/21272/

มาทำความรู้จัก SSD คืออะไร พร้อมเทคนิคการเลือกซื้อ

สำหรับหน่วยเก็บความจำของคอมพิวเตอร์หรือว่าโน๊ตบุ๊คนั้นอย่าง SSD หรือชื่อเต็ม ๆ ว่า Solid State Drive นั้นถือว่าเป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์สำคัญสำหรับการจัดเก็บข้อมูลต่าง ๆ ภายในเครื่องไม่ว่าจะเป็น ไฟล์เอกสาร ไฟล์ภาพ ไฟล์หนัง หรือแม้แต่ไฟล์เกม การจะจัดเก็บและทำให้การโปรแกรมต่าง ๆ ของเครื่องคอมพิวเตอร์หรือโน๊ตบุ๊คนั้นลื่นไหล มีความรวดเร็วก็มาจาก SSD ทั้งนั้น ดังนั้นเราจะมาทำความรู้จักกับเจ้า SSD ให้มากขึ้น พร้อมกับเทคนิคการเลือกซื้อ SSD เพื่อให้ได้ตัวที่ถูกใจของคุณที่สุดครับ จะมีอะไรบ้างไปดูกันเลย

[Advertorial] บทความนี้ได้รับการสนับสนุนและจัดเตรียมโดย Mercular ประเทศไทย

SSD (Solid State Drive) คืออะไร

SSD หรือ Solid State Drive เป็นอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลภายในคอมพิวเตอร์ ซึ่งถือว่าเป็นตัวที่มีความสำคัญสำหรับโน๊ตบุ๊คหรือคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะอย่าง PC เอง เพราะทั้งสองสิ่งนี้ต่างก็ต้องการพื้นที่สำหรับจัดเก็บข้อมูลต่าง ๆ  ไม่ว่าจะเป็น ไฟล์งาน ไฟล์เพลง ไฟล์หนัง ไฟล์เกม รวมไปถึงระบบปฏิบัติการต่าง ๆ อีกด้วย ซึ่งตัว SSD นี้ใช้การจัดเก็บข้อมูลแบบซิปวงจรรวม การอ่านข้อมูลและดึงข้อมูลทำได้โดยวงจรอิเล็กทรอนิกส์ 

ที่มา Canva

ประเภทของ SSD (Solid State Drive)

หลายคนนั้นอาจจะสงสัยว่า SSD นั้นมีประเภทด้วยอย่างนั้นเหรอ ซึ่งคำตอบก็คือ มีครับ โดยประเภทของ SSD นั้นสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภทด้วยกัน มีดังต่อไปนี้

1. SSD Sata 2.5 นิ้ว 

ประเภทแรกคือ SSD Sata 2.5 นิ้ว เป็นตัวที่ใช้งานกันอย่างแพร่หลาย และสามารถหาซื้อได้อย่างง่ายดายเนื่องจากมีจำหน่ายตามร้านค้าทั่วไป โดยเริ่มใช้งานตั้งแต่ความจุ 120GB ขึ้นไป SSD ประเภทนี้จะมีขนาด 2.5 นิ้ว สามารถใช้ได้กับทั้งคอมพิวเตอร์และโน๊ตบุ๊ค

2. SSD mSATA 

ประเภทที่สองอย่าง SSD mSATA เป็น SSD ที่ได้รับการออกแบบแลพดีไซน์มาให้มีขนาดเล็กกว่า SSD Sata ใช้พลังงานน้อยเหมาะสำหรับอุปกรณ์พกพาที่มีขนาดเล็กอย่างแท็บเล็ต หากนำประเภทนี้ไปใส่ในคอมพิวเตอร์หรือโน๊ตบุ๊ค อาจจะดึงประสิทธิภาพออกได้ไม่ถึงสเปกที่เครื่องต้องการ

3. SSD M.2 SATA 

SSD M.2 SATA ประเภทที่สามของ SSD เป็นตัวที่ได้รับการออกแบบมาเป็นแผงวงจรและมีวิธีทำการเชื่อมต่อรูปแบบใหม่ เพื่อเพิ่มความสะดวกกว่าเดิมและกินพื้นที่น้อยลง จัดว่าเป็นตัว SSD ที่ถูกสร้างออกมาให้ทำการแก้ปัญหาขนาดของ Sata 2.5 ที่กินพื้นที่เมนบอร์ดพอสมควรเลยครับ 

4. SSD M.2 NVMe

ประเภทสุดท้ายนี้เป็น SSD รุ่นที่พัฒนามาจาก M.2 SATA ซึ่งได้มีการปรับเปลี่ยนการเชื่อมต่อแบบ SATA เป็น PCI-e NVMe ที่ทำให้ตัว SSD นั้นสามารถส่งข้อมูลโดยตรงไปยัง CPU ได่โดยตรง ดังนั้นประสิทธิภาพของตัวเครื่องคอมพิวเตอร์หรือโน๊ตบุ๊คก็จะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวเลยล่ะครับ

ที่มา Canva

เมื่อเรารู้แล้วว่า SSD นั้นมีประเภทอะไรบ้าง เพื่อที่เราจะได้เลือกใช้งานได้อย่างถูกใจ ต่อมาก็ถึงเทคนิคการเลือกซื้อกันแล้วครับ ใครที่อยากได้ SSD ที่แสดงประสิทธิภาพออกมาอย่างอย่างยอดเยี่ยมนั้น จะต้องเลือกดูในส่วนไหนบ้าง ไปดูกันเลย

เลือกจากพอร์ตเชื่อมต่อ

สำหรับเทคนิคแรกที่ควรรู้นั้นได้แก่ พอร์ตเชื่อมต่อที่มี ซึ่งเมนบอร์ดรุ่นใหม่หรือแบรนด์ชั้นนำอย่าง Gigabyte ได้ถูกออกแบบมาให้รับการเชื่อมต่อแบบ PCI-e NVMe ได้หมด หรือจะต่อสาย SATA ก็ทำได้ไม่มีปัญหา แต่ในส่วนของพอร์ตแบบเก่าอย่าง SATA 2.5 นิ้ว หรือ M.2 SATA นั้นก็ยังมีให้ใช้งานอยู่ตามคอมพิวเตอร์และโน๊ตบุ๊ครุ่นเก่า ๆ อยู่ เพราะฉะนั้นการเลือกดูพอร์ตการเชื่อมต่อก็ต้องดูให้ดีระหว่างแบบเก่าแบบใหม่ดังนี้

พอร์ตแบบใหม่และเป็นที่นิยมในปัจจุบันอย่าง PCI-e NVMe M.2 สามารถทำความเร็วอ่านเขียนได้ถึงระดับ 5,000 MB/s ใน PCIe 4.0 ซึ่งทำให้การเปิดเครื่องไว และยังทำการเปิดโปรแกรมได้รวดเร็ว เมนบอร์ดส่วนใหญ่ในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์หรือโน๊ตบุ๊คต่างก็รองรับ 

ต่อมาอย่างพอร์ต SATA M.2 นั้นจะมีรูปทรงเป็นการ์ดเหมือน PCI-e NVMe แต่สามารถแยกความแตกต่างได้ที่ขาสล๊อต และชิปควบคุม มีการรันที่ช้ากว่า PCI-e NVMe ประมาณ 500 MB/s ข้อดีของแบบนี้ก็คือไม่ต้องต่อสายหรือสำรองไฟก็สามารถใช้งานได้ทันที

สำหรับพอร์ตรุ่นเก่าอย่าง SATA III 2.5 นิ้ว เป็นพอร์ตที่ต้องใช้สายในการเชื่อมต่อ ซึ่งแบบนี้นั้นตัวเมนบอร์ดของคอมพิวเตอร์และโน๊ตบุ๊คต่างก็รองรับเกือบทุกตัว เนื่องจากเมนบอร์ดส่วนใหญ่จะมีช่องต่อสาย SATA มาให้เป็นปกติอยู่แล้ว ทำให้สามารถใช้งานได้ตามปกติ

ที่มา Canva

ตรวจสอบขนาดของความจุ

สำหรับสิ่งที่สำคัญของ SSD นั้นก็เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่ามันก็ต้องเป็นความจุที่เราจะได้จาก SSD ซึ่งความจุนั้นก็มีแตกต่างกันไปตามแต่ละตัว จะมีขนาดความจุแบบไหนกันบ้างนั้นไปลองดูกันเลยครับ

128GB

ความจุขนาดน้อยที่สุดของ SSD ซึ่งเป็นขนาดที่เพียงพอสำหรับคนที่อยากได้ SSD ไปทำงานในเรื่องของเอกสาร หรือบันทึกการประชุมในวาระสำคัญ ซึ่งใครที่ทำงานเกี่ยวกับเอกสารนั้น ขนาดนี้ก็เพียงพอ แต่หากใช้ไปนาน ๆ นั้นก็อาจจะเก็บเอกสารที่มาถี่ ๆ ได้ไม่เพียงพอเท่าไหร่นัก 

256GB

สำหรับความจุนี้นั้นจัดว่าเป็นความจุที่เหมาะสมทั้งการใช้งานทั่วไป และโปรแกรมต่าง ๆ รวมถึงเกมระดับทั่วไปด้วย แต่ว่าหากอยากจะเล่นเกมระดับ AAA ตัวนี้นั้นไม่เพียงพออย่างแน่นอนครับ 

512GB

SSD ที่เป็นที่นิยมอย่างสูงเพราะสามารถใช้งานได้อย่างหลาก และเนื้อที่ความจุก็พอดิบพอดีในเรื่องการใช้งานต่าง ๆ อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการนำไปใช้งานในกราฟิกหนัก ๆ หรืองานต่าง ๆ ที่ต้องใช้โปรแกรมหลากหลาย หรือจะเอาไปลงเกมระดับธรรมดาจนถึงระดับ AAA ก็ทำได้อย่างง่ายดาย พร้อมทั้งเล่นได้อย่างลื่นไหลได้เป็นอย่างดีด้วยครับ

1TB

ถือว่าเป็นความจุของ SSD แบบจัดหนักจัดเต็ม เพราะด้วยขนาดที่เยอะขนาดนี้ ทำให้การลงเกมระดับ AAA ได้อย่างสบาย หรือวัยทำงานจะนำไปลงโปรแกรม เก็บไฟล์งานก็ได้มากมาย และสายผ่อนคลายที่ชอบเก็บไฟล์หนังและเพลงเอาไว้ในคอมหรือโน๊ตบุ๊ค ก็สามารถเก็บหนังหรือเพลงโปรดได้อย่างมากมาย หรือจะเก็บความทรงจำในช่วงต่าง ๆ อย่างรูปภาพได้อีกเป็นพัน ๆ รูป จึงเรียกได้เลยว่านี่คือจัดหนักจัดเต็มที่แท้ทรู

2TB ขึ้นไป

เก่งมาจากไหนก็แพ้ให้กับเธอ สำหรับ SSD ที่มาพร้อมกับความจุของเนื้อที่ที่สูงถึง 2TB ขึ้นไป นอกจากความจุที่มากมายมหาศาลแล้ว ยังสามารถทำให้การรันโปรแกรมต่าง ๆ นั้นรวดเร็วราวกับแสง จะใช้ทำงานด้านไหนก็สบาย จะเล่นเกมในระดับ AAA ที่จัดกราฟิกมาหนัก ๆ ก็สบาย เรียกว่ายิ่งความจุสูงก็ยิ่งใช้งานได้เป็นอย่างดีเลยครับ

ที่มา Canva

เงินหรืองบที่ถืออยู่ในมือ

สำหรับส่วนทุกท้ายที่ต้องถือว่าเป็นจุดสำคัญอย่างยิ่งยวดหรืออาจจะเป็นจุดสำคัญที่สุดเลยก็ว่าได้นั่นก็คือ เงินทุน ที่เราถืออยู่ในมือนั่นเองครับ ซึ่งจะแบ่งเป็นเรทราคาแบบไหนบ้างไปดูกันเลยครับ

งบ 1,000 – 2,000 บาท

สำหรับราคาแรกนั้นเป็นของคนที่ตั้งมั่นในความประหยัด หรือว่าใช้งานคอมพิวเตอร์หรือโน๊ตบุ๊ค แค่อยากจะอัปเกรดคอมของตนเองให้แรงขึ้นเฉย ๆ งบจึงไม่จำเป็นต้องจ่ายหนักอะไรมากมายนัก เตรียมเงินเอาไว้ไม่เกิน 2,000 บาท ก็ถือว่าเพียงพอแล้ว เนื่องจาก SSD ความจุ 128-512GB นั้นก็สามารถลงวินโดวส์ และโปรแกรมพื้นฐานต่าง ๆ รวมถึงนำไปเล่นเกมได้ตั้งแต่ระดับทั่วไปจนถึงเกมระดับ AAA ที่กราฟิกไม่หนักมากได้แล้ว เนื่องจาก SSD แบบ SATA และ PCI-e NVMe ที่มีความจุระดับ 256 – 512GB โดยเฉพาะ SSD แบบ SATA ที่ให้ความจุ 512 GB ในราคาไม่เกิน 2,000 บาท ก็พร้อมตอบสนองแก่ผู้ใช้ที่เน้นพื้นที่เก็บข้อมูล ส่วนใครก็ตามที่ชื่นชอบความรวดเร็วในการรันโปรแกรม SSD PCIe NVMe ความจุที่ราว 256GB นั้นก็พร้อมที่จะมอบความเร็วระดับ 1500 MB/s ขึ้นไปให้แก่ทุกคนเช่นกันครับ

งบ 2,001 – 4,000 บาท

ในส่วนจำนวนงบต่อมาที่ไม่เกิน 4,000 บาทนั้น สามารถเลือกซื้อ SSD ได้หลากหลายมากยิ่งขึ้น ใครก็ตามที่ชื่นชอบในเรื่องของความจุ การซื้อ SSD ที่ให้ความจุขนาด 1TB นั้นสามารถซื้อได้อย่างง่ายดาย ซึ่งทางฝั่ง SATA นั้นมีตัวเลือกให้ลองเลือกอย่างมากมาย หรือใครก็ตามที่เป็นสายความเร็ว ที่ชอบความลื่นไหลและรันโปรแกรมได้อย่างรวดเร็วก็ต้องมุ่งไปเลือก SSD แบบ PCI-e NVMe ซึ่งจะมอบความเร็วสูงระดับ 3500 MB/s ในความจุเนื้อที่ 512GB นอกจากเร็วแรงแล้วยังมีพื้นที่ความจำที่มากขึ้นให้แก่คอมพิวเตอร์หรือโน๊ตบุ๊คของคุณอีกด้วย

งบ 4,001-9,999 บาท

ด้วยราคาที่ถือว่าค่อนข้างสูงนี้นั้น จึงสามารถหาซื้อ SSD PCI-e NVMe ความจุระดับ 1TB ได้อย่างสบาย ทำให้คอมพิวเตอร์และโน๊ตบุ๊คมีความแรงและความจุที่มากเป็นพิเศษ หรือใครที่ชอบความจุแบบจัดหนักจัดเต็มในระดับ 2TB ก็สามารถมองหา SSD ทั้งแบบ SATA และ PCI-e NVMe มาใช้งานกันก็ได้ครับ เพราะจำนวนเงินที่มีไว้ขนาดนี้ สามารถเลือกได้หลากหลายมากยิ่งขึ้น

งบ 10,000 บาท ขึ้นไป

และกับงบจำนวนที่มากมายขนาดนี้ การจะตามหา SSD ความจุที่มากถึง 2 – TB ก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เครื่องคอมพิวเตอร์และโน๊ตบุ๊คของคุณนั้นจะทั้งแรงและเร็ว รวมถึงจัดเก็บข้อมูลไฟล์ต่าง ๆ ได้อย่างมากมาย ใครที่มีงบพอในระดับ ก็จัดกันมาเลย คุ้มค่าอย่างแน่นอนครับ 

เป็นยังไงกันบ้างครับกับการทำความรู้จัก SSD หรือ Solid State Drive ที่เอาไว้จัดเก็บข้อมูลของคอมพิวเตอร์และโน๊ตบุ๊ค พร้อมทั้งเทคนิคเลือกซื้อเพื่อให้ได้มาซึ่ง SSD ที่ถูกใจและมีประสิทธิภาพมากที่สุดสำหรับทุกคน ขอบอกเลยว่าถ้าได้ตัวที่ถูกใจแล้ว สายเกมนั้นจะต้องยิ้มกว้างอย่างแน่นอน ที่โน๊ตบุ๊คเกมมิ่งแบรนด์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น โน๊ตบุ๊ค Lenovo หรือ โน๊ตบุ๊ค MSI ที่โดดเด่นเรื่องของการเล่นเกม พอทำการรวมเข้ากับ SSD ที่คุณเลือกมากับมือ เกมโปรดของคุณจะแสดงประสิทธิภาพออกมาได้อย่างมากขึ้นเป็นที่ถูกใจอย่างแน่นอนครับ

from:https://thehaptic.co/2022/06/20357/

โซนี่เปิดตัวหูฟัง WH-1000XM5: ดีไซน์ใหม่ เพิ่มไมโครโฟน ชาร์จเร็วขึ้น

โซนี่เปิดตัวหูฟังรุ่นใหม่ในตระกูล WH-1000X มาพร้อมกับการปรับดีไซน์ใหม่หมดครั้งแรก เพิ่มไมโครโฟนเป็น 8 ตัวเพื่อการตัดเสียงรบกวนที่ดีขึ้น และใช้งานได้ 3 ชั่วโมงจากการชาร์จไฟ 3 นาที

WH-1000XM5 ได้เพิ่มไมโครโฟนขึ้นมาจากรุ่นก่อน 4 ตำแหน่ง กลายเป็น 8 ตำแหน่ง ซึ่งโซนี่ให้ข้อมูลว่าจะช่วยลดเสียงรบกวนที่ความถี่สูงลงได้อีก โดยในจำนวนนี้จะเป็นไมโครโฟนแบบ beamforming จำนวน 4 ตัวที่จะถูกใช้เป็นไมโครโฟนสนทนา ควบคู่กับการใช้ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ในการตัดเสียงรบกวนขณะสนทนา

ที่ครอบหูในรุ่นใหม่ลดแรงกดที่หูลง ภายในเป็นไดรเวอร์ขนาด 30 มิลลิเมตร ส่วนก้านที่เชื่อมที่ครอบหูเข้ากับส่วนรับศีรษะ เปลี่ยนจากแถบกว้างๆ ในรุ่นก่อนหน้ามาเป็นก้านโลหะขนาดเล็ก ที่ปรับเลื่อนความสูงของที่ครอบหูได้แบบอิสระไม่มีสเต็ป (ไม่มีเสียงคลิกเพื่อล็อกตำแหน่ง) ข้อสังเกตคือจะไม่สามารถพับหูฟังเข้าหากันเพื่อเก็บได้แบบในรุ่นก่อนแล้ว

โซนี่ให้ข้อมูลว่าแบตเตอรี่ของ WH-1000XM5 สามารถใช้ 30 ชั่วโมงต่อการชาร์จ (เมื่อเปิดใช้การตัดเสียงรบกวน) และในการชาร์จ 3 นาทีจะสามารถใช้งานได้ 3 ชั่วโมง

ฟีเจอร์ที่ยังคงมีอยู่ในรุ่นใหม่นี้ก็เช่นการเข้ารหัส LDAC เพื่อคุณภาพเสียงผ่านบลูทูธที่ดีขึ้น, สลับอุปกรณ์ไปมาระหว่างสองเครื่องได้, เปิดรับเสียงภายนอกอัตโนมัติเมื่อมีการพูดคุยกัน, เชื่อมต่อกับแอนดรอยด์ได้ง่ายด้วยฟีเจอร์ Fast Pair ของแอนดรอยด์ เป็นต้น

ขณะนี้โซนี่ยังไม่เปิดราคาจำหน่ายในไทย แต่ในสหรัฐอเมริกาจะวางจำหน่ายในราคา 399 ดอลล่าร์ หรือราว 13,900 บาท

แหล่งข้อมูล: Sony

from:https://thehaptic.co/2022/05/20038/