คลังเก็บป้ายกำกับ: REVIEW

รีวิว HONOR 70 สวยพรีเมี่ยม กล้องเกรดเรือธง กับหน้าจอเทคโนโลยีสูง PWM dimming ระดับ 1920Hz (คลิป)

รีวิว HONOR 70 สวยพรีเมี่ยม กล้องเกรดเรือธง กับหน้าจอเทคโนโลยีสูง PWM dimming ระดับ 1920Hz (คลิป)
Noppinij

คลิปวีดีโอนี้ จะพามารีวิวให้รู้จักกับ HONOR 70 สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ที่ให้สเปคสูง รองรับ 5G ที่ได้กล้องถ่ายภาพระดับเกรดเรือธง กล้องหลังหลักความละเอียด 54ล้านพิกเซล จากเซนเซอร์แฟล็กชิป Sony IMX800 และยังทำงานคู่กับเลนส์อัลตร้าไวด์ความละเอียดสูงถึง 50ล้านพิกเซล ที่เก็บภาพมุมกว้างได้ 122 องศา และถ่ายมาโครในระยะใกล้ได้ 2.5 เซนติเมตร ซึ่งทั้งสองเลนส์เหมือนกล้องหลักสองตัวที่ถูกรวมไว้อยู่ในสมาร์ทโฟนตัวเดียวกัน และกล้องหลังสุดท้ายคือ Dept Camera ความละเอียด 2ล้านพิกเซล สำหรับช่วยจับภาพบุคคล และกล้องหน้าความละเอียดที่ 32ล้านพิกเซล คุณสมบัติฟังก์ชั่นกล้องแปลกใหม่ โดยเฉพาะงานถ่ายวีดีโอเหมาะสำหรับการทำ VLOG อย่างมาก

สเปคแรงด้วนชิปเซ็ต Qualcomm Snapdragon 778G+ เทคโนโลยีระดับ 6 นาโนเมตร RAM 8GB และ ROM256GB รันบนระบบ Android 12 ตัวล่าสุด สามารถใช้งาน Google Mobile Service ได้เต็มรูปแบบ

– บางเพียง 7.91 มม. และน้ำหนักเพียง 178 กรัม มี 2 สี ให้เลือกได้แก่ สีเงิน Crystal Silver และสีดำ Midnight Black

– หน้าจอ OLED แบบโค้ง ชิดเต็มขอบจอ ขนาดใหญ่ 6.67 นิ้ว รองรับ HDR10+ อัตตรารีเฟรช 120Hz ให้สีสัน 10-bit แสดงผลเฉดสีได้มากกว่า 1.07 พันล้านสี ความละเอียด FHD+ (2400×1080)

– เป็นจอแบบ High-Frequency PWM dimming 1920Hz เทคโนโลยีเพื่อลดอาการปวดล้าของสายตาขณะใช้งาน

– มั่นใจได้กับบริการหลังการขาย ภายใต้ตราสัญลักษณ์ Trusted by SYNNEX ได้รับประกันและบริการหลังการขายกับศูนย์บริการ SYNNEX ทั่วประเทศ

HONOR 70 วางจําหน่ายในราคา 16,990 บาท ตั้งแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2565 เป็นต้นไป

แต่มีโปรโมชั่นการสั่งซื้อล่วงหน้าก่อนวางจำหน่าย โดยจะได้รับของแถมตัวเด็ดอย่าง

  • สายรัดข้อมืออัจฉริยะ HONOR Band 6 มูลค่า 1,290 บาท
  • รับประกันหน้าจอแตกที่คุ้มครองนาน 90 วัน มูลค่า 5,200 บาท
  • ลิงก์ร้าน official สำหรับการจองล่วงหน้า Shopee : https://bit.ly/Honor70s Lazada : https://bit.ly/Honor70LZD

ผู้ที่สนใจ HONOR 70 ก็สามารถติดตามการเปิดจำหน่ายผ่านร้านค้าที่ร่วมรายการทั่วประเทศ และช่องทางร้านค้าออนไลน์ในทุกแพลตฟอร์มตั้งแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2565 เป็นต้นไป

ข่าว: รีวิว HONOR 70 สวยพรีเมี่ยม กล้องเกรดเรือธง กับหน้าจอเทคโนโลยีสูง PWM dimming ระดับ 1920Hz (คลิป) มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/video-review-honor-70-pwm-dimming-1920h/

รีวิว Samsung Galaxy Z Fold4 สัมผัสประสบการณ์จริงกับการใช้งานสมาร์ตโฟนจอพับ เหมือนมี PC อยู่ในมือ เก่งทั้งเรื่องงาน และ เรื่องเล่น

เดินทางมาถึงรุ่นที่ 4 แล้วสำหรับ Samsung Galaxy Z Fold4 สมาร์ตโฟนจอพับแฟล็กชิประดับพรีเมียมรุ่นใหม่ของซัมซุง ที่ยังคงรูปลักษณ์ดีไซน์จากรุ่น Z Fold3 แต่มาพร้อมหน้าจอที่กว้างกว่าเดิม แถมยังมีความบาง และน้ำหนักที่เบาขึ้น ทำให้พกพาได้สะดวก นอกจากนี้ยังมีการอัปเกรดชิปเซ็ท ความคมชัดของกล้อง โหมดต่างๆ รวมถึงความจุแบตเตอรี่ และเพิ่มการรองรับ Super Fast Charging เพื่อยกระดับประสบการณ์ของผู้ใช้ให้ไร้รอยต่อมากยิ่งขึ้น

ซึ่งทางทีมงาน MobileOcta ก็ได้เครื่อง Samsung Galaxy Z Fold4 มาอยู่ในมือเป็นที่เรียบร้อย โดยหลังจากที่ได้ลองใช้งานจริงมากว่า 1 สัปดาห์ก็ได้เวลามารีวิวให้ชมกันว่าสมาร์ตโฟนจอพับรุ่นนี้จะมีจุดเด่นที่น่าสนใจอะไรบ้าง และจะนำไปใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างไร ไปติดตามกันเลยครับ

https://news.samsung.com/global/user-guide-unfolding-new-possibilities-for-work-and-play-galaxy-z-fold4-for-on-the-go-productivity

สเปกเบื้องต้น Samsung Galaxy Z Fold4

ขนาด 155.1 x 130.1 x 6.3 มม. (เมื่อพับจอ)
155.1 x 67.1 x 14.2-15.8 มม. (เมื่อกางจอ)
น้ำหนัก 263 กรัม
หน้าจอ หน้าจอแสดงผลหลักแบบ Dynamic AMOLED 2X ความละเอียด QXGA+ 1812 x 2176 พิกเซล ขนาด 7.6 นิ้ว ในอัตราส่วน 21.6:18 โดยมีอัตรารีเฟรชเรท 120Hz, รองรับ HDR10+ และความสว่างสูงสุด 1200 nits และครอบทับด้วยกระจกกันรอย Ultra Thin Glass เวอร์ชั่น 2.0 (UTG 2.0)

หน้าจอแสดงผล Cover แบบ Dynamic AMOLED 2X ความละเอียด HD+ 904 x 2316 พิกเซล ขนาด 6.2 นิ้ว ในอัตราส่วน 23.1:9 โดยมีอัตรารีเฟรชเรท 120Hz และครอบทับด้วยกระจกกันรอย Corning Gorilla Glass Victus+

หน่วยประมวลผล ใช้หน่วยประมวลผลซีพียูแบบ Octa Core ความเร็ว 3.19GHz โดยใช้ชิปเซ็ท Qualcomm SM8475 Snapdragon 8+ Gen 1 (4 nm), หน่วยประมวลผลกราฟิก Adreno 730
RAM 12GB
หน่วยความจำภายในเครื่อง 256GB/512GB/1TB
microSD Card สูงสุด 1TB
ระบบปฏิบัติการ Android 12L ครอบทับด้วย One UI 4.1.1
เชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac/6e, dual-band, Wi-Fi Direct, hotspot
Bluetooth 5.2, A2DP, LE, aptX HD
GPS with A-GPS, GLONASS, GALILEO, BDS
NFC
พอร์ต USB Type-C 3.2, USB On-The-Go
กล้องถ่ายภาพ กล้องหลัง 3 เลนส์ AI Triple Camera พร้อมไฟแฟลช LED
– กล้องหลักความละเอียด 50 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8 (wide), 1.0µm, Dual Pixel PDAF และระบบกันสั่น OIS
– กล้องตัวที่ 2 เลนส์ Ultra Wide Angle ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2, 12mm, 1.12µm และถ่ายมุมกว้างได้ 123 องศา
– กล้องตัวที่ 3 เลนส์ Telephoto ความละเอียด 10 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4, 66mm, 1.0µm, PDAF, ระบบกันสั่น OIS และซูมออปติคอล 3x

*30X Space Zoom รวมฟีเจอร์ 3x Optical Zoom และ 30x digital zoom ด้วยเทคโนโลยี AI Super Resolution  การซูมมากถึง 3 เท่าอาจทำให้คุณภาพของรูปถ่ายลดลงได้

กล้อง Under Camera display 2.0 ความละเอียด 4 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8, ขนาดพิกเซล 2.0μm และ FOV 80˚

กล้องหน้าเซลฟี่ความละเอียด 10 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2. ขนาดพิกเซล 1.22μm และ FOV 85˚

รองรับระบบ Dual Slot  แบบ 2 ซิม ชนิดนาโนซิม และ 1 eSIM
2G GSM : GSM850, GSM900, DCS1800, PCS1900
3G UMTS : B1(2100), B2(1900), B4(AWS), B5(850), B8(900)
4G FDD LTE : B1(2100), B2(1900), B3(1800), B4(AWS), B5(850), B7(2600), B8(900), B12(700), B13(700), B17(700), B18(800), B19(800), B20(800), B25(1900), B26(850), B28(700), B66(AWS-3)
4G TDD LTE : B38(2600), B39(1900), B40(2300), B41(2500)
5G FDD Sub6 : N1(2100), N2(1900), N3(1800), N5(850), N7(2600), N8(900), N12(700), N20(800), N25(1900), N28(700), N66(AWS-3)
5G TDD Sub6 : N38(2600), N40(2300), N41(2500), N77(3700), N78(3500)
แบตเตอรี่ 4.400mAh รองรับระบบชาร์จเร็ว Super Fast Charging สามารถชาร์จจาก 0% ถึง 50% ได้ภายใน 30 นาทีด้วยอแดปเตอร์ชาร์จไว 25W หรือสูงกว่า
รองรับ Fast wireless charging 2.0
รองรับ Wireless PowerShare
สี Graygreen, Phantom Black, Beige และ Burgundy [Samsung.com Exclusive]
ราคา 59,900 บาท (256 GB)
65,900 บาท (512 GB)
75,900 บาท (1 TB)

รูปลักษณ์ดีไซน์ / การออกแบบ

Samsung Galaxy Z Fold4 มีรูปลักษณ์ดีไซน์ภายนอกที่ไม่ต่างจากรุ่นก่อน โดยมีขนาดตัวเครื่องที่ถือว่าแทบจะเท่าเดิมเลย แต่ซัมซุงมีการปรับให้หน้าจอทั้งด้านนอก และด้านในใหญ่ขึ้น โดยมีความกว้างขอบจอน้อยลง ทำให้หน้าจอด้านนอกมีขนาดใหญ่ขึ้นอีก 2.7 มม. ส่วนหน้าจอด้านในก็ใหญ่ขึ้นอีก 3 มม. ซึ่งถ้าเทียบกับรุ่นก่อน หน้าจอด้านในจะมีขนาดใหญ่ขึ้นอีก 10%

นอกจากนี้ยังมีจุดเด่นเป็นบานพับที่ปรับขนาดให้บางลงจากเดิมที่พับเข้าหากันจะมีขนาด 16 มม. รุ่นนี้มีการปรับลดลงมาอยู่ที่ขนาด 15.8 มม. พร้อมกับเพิ่มความแข็งแกร่งช่วยให้ใช้งานได้อย่างไม่ต้องกังวลเหมือนเดิม และยังเล็กลงจากรุ่นก่อน 271 กรัม เหลือ 263 กรัม ทำให้น้ำหนักเครื่องเบาลง ซึ่งเวลาถือจับใช้งานจริงก็ยังรู้สึกหนักอยู่ แต่ไม่มากนัก เมื่อถือจับใช้งานบ่อยๆ ก็จะชินไปเอง

ตัวบานพับของ Samsung Galaxy Z Fold4 ยังมีความสามารถที่มากกว่าแค่การกางออก-พับเข้าเท่านั้น โดยสามารถปรับมุมองศาได้หลากหลายไม่ว่าจะเลือกกางแค่ครึ่งเดียว หรือหยุดค้างตรงไหนก็ได้ ซึ่งตัวกลไกบานพับเองมีความแน่นมาก ไม่หลวมง่าย ทางซัมซุงเคลมว่าสามารถพับได้มากถึง 200,000 ครั้งเหมือนเดิมอีกด้วย

สำหรับดีไซน์ที่เปลี่ยนไปอีกอย่างของ Samsung Galaxy Z Fold4 เมื่อเทียบกับรุ่นก่อน ก็คือกรอบเครื่องที่ปรับให้ดู Flat ขึ้นลดความโค้งมนลง พร้อมเปลี่ยนผิวสัมผัสแบบด้านเป็นแบบมันวาว เพิ่มความหรูหราให้กับตัวเครื่อง แต่ก็อาจติดรอยนิ้วมือได้ง่ายขึ้น

ในส่วนหน้าจอแสดงผล เริ่มจากหน้าจอแสดงผลด้านนอกหรือ Cover Screen เป็นจอแบบ Dynamic AMOLED 2X ความละเอียด HD+ 904 x 2316 พิกเซล ขนาด 6.2 นิ้ว ในอัตราส่วน 23.1:9 โดยมีอัตรารีเฟรชเรท 120Hz และครอบทับด้วยกระจกกันรอย Corning Gorilla Glass Victus+

รวมทั้งมีการขยายขอบหน้าจอให้ชิดขึ้นไปถึงขอบเครื่องมากกว่าเดิม และมีความ Flat ขึ้นเป็นหน้าจอแบบแบนราบกว่าแต่ก่อ ทำให้แม้ความกว้างของหน้าจอจะมากขึ้น แต่เมื่อถือใช้งานก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันเทอะทะมากกว่าเดิมเมื่อเทียบกับรุ่นก่อน กลับกันยังทำให้มีพื้นที่มากขึ้น สามารถถือใช้งานได้คล่องกว่าเดิม

โดยตรงกลางด้านบนติดตั้งกล้องเซลฟี่ความละเอียด 10 ล้านพิกเซล ไว้สำหรับถ่ายภาพเซลฟี่สวยๆ และภาพ Portrait แบบหน้าชัดหลังเบลอได้

ขณะที่หน้าจอหลักแบบ Dynamic AMOLED 2X ความละเอียด QXGA+ 1812 x 2176 พิกเซล ขนาด 7.6 นิ้ว ในอัตราส่วน 21.6:18 โดยมีอัตรารีเฟรชเรท 120Hz, รองรับ HDR10+, ความสว่างสูงสุด 1200 nits และครอบทับด้วยกระจกกันรอย Ultra Thin Glass เวอร์ชั่น 2.0 (UTG 2.0) ให้ประสบการณ์การใช้งานหน้าจอกว้างที่เหมือนแท็บเล็ตขนาดย่อมๆ ทำอะไรได้มากขึ้น แถมยังถือจับใช้งานได้สะดวก และไม่หนักเท่าแท็บเล็ตอีกด้วย

และด้านขวาบนติดตั้งกล้อง Under Camera display 2.0 ความละเอียด 4 ล้านพิกเซล ซึ่งทางซัมซุงได้พัฒนารูปแบบการวางพิกเซลหน้าจอใหม่ทำให้เนียนตาขึ้น 20% ทำให้การทำงานทั่วไปไม่มีอะไรมารบกวนสายตา รวมถึงการดูคอนเทนต์ หรือเล่นเกม ก็แทบจะไม่เห็นเลนส์กล้องเลย เรียกว่าเนียนจริงๆ

ด้านหลังดีไซน์เรียบๆ พื้นผิวด้าน ซึ่งสีที่ทางทีมได้มารีวิวคือสี Phantom Black โดยมุมซ้ายด้านบนมีโมดูลกล้องที่ยื่นขึ้นมาภายในติดตั้งกล้อง 3 ตัว Triple Camera โดยวางเรียงกันในแนวตั้ง และมีไฟแฟลช LED อยู่ใต้เลนส์กล้อง 

ด้านซ้ายข้างตัวเครื่อง (เมื่อกางหน้าจอ) มีช่องใส่ซิมการ์ดแบบ nanoSIM Card ซึ่งรองรับ 2 SIM

ส่วนด้านขวาข้างเครื่อง (เมื่อกางหน้าจอ) มีปุ่มปรับเพิ่ม/ลดระดับเสียง กับปุ่ม Power สำหรับเปิด/ปิดเครื่อง และติดตั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือฝังไว้บนปุ่มนี้ด้วย

ด้านบนของตัวเครื่องมีช่องลำโพงเสียง กับช่องไมโครโฟนตัดเสียง

และด้านท้ายเครื่องประกอบไปด้วยช่องลำโพงเสียง, ช่องไมโครโฟนสนทนา และพอร์ต USB Type-C

ตัวเครื่อง Galaxy Z Fold4 ยังรองรับการกันน้ำมาตรฐาน IPX8 จมน้ำลึก 1.5 เมตรได้ยาวนาน 30 นาที ซึ่งหาไม่ได้จากสมาร์ตโฟนจอพับรุ่นอื่น สามารถใช้งานได้อย่างสบายแม้จะเจอละอองน้ำ หรือโดนน้ำกระเด็นใส่ แต่ในรุ่นนี้ยังไม่มีการรองรับการกันฝุ่น ดังนั้นควรระวังอย่าให้ไปอยู่กับเศษดินเศษทราย และคอยเช็คฝุ่นให้สะอาดบ่อย

อ่านต่อหน้า 2

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/review-samsung-galaxy-z-fold4/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=review-samsung-galaxy-z-fold4

ASUS Vivobook Pro 15 OLED สีตรง แต่งภาพ ตัดต่อ เล่นเกม สีสดใส 2.8K 120Hz จบในตัว

ASUS Vivobook Pro 15 OLED โน๊ตบุ๊ค 2.8K 120Hz จอสีสดใส การ์ดจอ RTX ราคาเบาๆ

ASUS Vivobook Pro 15

ASUS Vivobook Pro 15 OLED โน๊ตบุ๊คทำงานกึ่งไลฟ์สไตล์ เข้ากันได้ในทุกช่วงชีวิตกับหน้าจอขนาดใหญ่ 15.6″ ให้ความละเอียดถึง 2.8K สีสันสดใสในแบบ OLED ขุมพลัง Intel Core i7-12760H ที่พร้อมตอบสนองการใช้งานในด้านต่างๆ เช่นเดียวกับแรม DDR5 และกราฟิกการ์ดแบบแยก GeForce RTX 3050Ti กับดีไซน์บนพื้นฐานของ ASUS Vivobook อย่างเต็มรูปแบบ คีย์บอร์ด Full-size กดง่าย ตอบสนองไว แสงไฟ Backlit บนคีย์บอร์ด ปรับระดับความสว่างได้ ฮอตคีย์มีมาให้ครบ และบานพับที่กางออกได้ถึง 180 องศา ให้การระบายความร้อน ASUS IceCool Plus ลดอุณหภูมิได้ดีขึ้น รวมถึงพอร์ตที่มีให้ครบครัน รวมถึง Thunderbolt 4 ที่ใช้งานได้อเนกประสงค์ น้ำหนักอยู่ที่ประมาณ 1.8Kg เท่านั้น พร้อม Windows 11 Home ใช้งานได้ทันที และมี Perfect Warranty มาให้อุ่นใจในการใช้งาน สนนราคาเริ่มอยู่ที่ 43,990 บาท

ASUS Vivobook Pro 15 OLED


จุดเด่น

Advertisementavw
  • จอภาพ OLED สีสันสดใส ให้ความแม่นยำสีสูง
  • ความละเอียด 2.8K เหมาะกับการทำงานด้านภาพ
  • สเปค Intel Core i7-12760H+DDR5 ให้ประสิทธิภาพที่ดี
  • มาพร้อมพอร์ต Thunderbolt 4
  • คีย์บอร์ดแสงไฟ Backlit ปรับระดับได้
  • กล้องเว็บแคมคมชัด ไมโครโฟน Ai Noise Cancelling
  • กางหน้าจอได้ 180 องศา
  • ระบายความร้อนได้ดีพอสมควร
  • มี Certified DisplayHDR True Black 600

ข้อสังเกต

  • มี Thunderbolt 4 มาให้พอร์ตเดียว
  • ไม่รองรับสแกนลายนิ้วมือ
  • แรมออนบอร์ด อัพเกรดไม่ได้

Specification

Description
สี Quiet Blue
ระบบปฏิบัติการ Windows 11 Home – ASUS recommends Windows 11 Pro for business
โปรเซสเซอร์ Intel® Core™ i7-12650H Processor 2.3 GHz (24M Cache, up to 4.7 GHz, 10 cores)
จอภาพ 15.6-inch, 2.8K (2880 x 1620) OLED 16:9 aspect ratio, 0.2ms response time, 120Hz refresh rate, 600nits peak brightness , 100% DCI-P3 color gamut , 1,000,000:1, VESA CERTIFIED Display HDR True Black 600 , 1.07 billion colors, PANTONE Validated
หน่วยความจำ 16GB LPDDR5 on board
ตัวจัดเก็บข้อมูล 512GB M.2 NVMe™ PCIe® 3.0 SSD
การเชื่อมต่อและการต่อขยาย 1x USB 3.2 Gen 1 Type-A
2 x USB 2.0 Type-A
1x Thunderbolt™ 4 supports display / power delivery
1 x HDMI 2.1
1x 3.5mm Combo Audio Jack
1x DC-in
Micro SD card reader
คีย์บอร์ดและทัชแพด Backlit Chiclet Keyboard with Num-key , 1.4mm Key-travel, -, Touchpad
กล้อง กล้อง 1080p FHD
With privacy shutter
เสียง Smart Amp Technology
Built-in speaker
Built-in array microphone
harman/kardon (Mainstream)
with Cortana and Alexa voice-recognition support
ระบบไร้สาย Wi-Fi 6E(802.11ax) (Dual band) 2*2 + Bluetooth 5
แบตเตอรี่ 70WHrs, 3S1P, 3-cell Li-ion
น้ำหนัก 1.80 kg
ขนาด (กว้าง x ลึก x สูง) 35.98 x 23.43 x 1.89 ~ 1.99 cm
ASUS Exclusive technology ASUS Antibacterial Guard
Military Grade US MIL-STD 810H military-grade standard
Price 43,990 Baht

ข้อมูลเพิ่มเติม: ASUS


Hardware / Design

ASUS Vivobook Pro 15

ASUS Vivobook Pro 15 มาในธีมสีที่เรียกว่า Quiet Blue ซึ่งเป็นสีพื้นฐานที่ถูกใช้บน Vivobook มาหลายๆ รุ่น รวมถึง ExpertBook ด้วยเช่นกัน โดยเป็นแนวสีน้ำเงิน+เทาเข้มๆ ดูแล้วเข้าได้กับทุกสภาพการณ์ จะเอาไปใช้ที่ทำงาน เรียนออนไลน์ นั่งชิลร้านกาแฟ หรือประชุมลูกค้าก็ลงตัวดีครับ

ASUS Vivobook Pro 15

โครงสร้างมาในไซส์ของโน๊ตบุ๊คระดับ 15.6″ หลายๆ รุ่นของ ASUS วัสดุแข็งแรงดี ฝา Cover จับแล้วไม่ยวบยาบ โลโก้ ASUS Vivibook เป็นแบบแวววาวอยู่ด้านบน เส้นสายทำให้ดูทันสมัยดีทีเดียว

ASUS Vivobook Pro 15

ขอบจออาจไม่ได้บางมาก เพราะต้องรับโครงสร้างของตัวจอขนาดใหญ่ กรอบจออยู่ในเกณฑ์มาตรฐานทั้ง 3 ด้าน บางพอๆ กับ Vivibook 16 ที่เราเคยได้รีวิวไปก่อนหน้านี้ ให้พื้นที่ในการแสดงผลประมาณ 84% Screen to Display อยู่ในระดับที่กว้างดีทีเดียว

ASUS Vivobook Pro 15

มุมมองจากด้านข้าง มิติของขอบบานหน้าจอมีความบาง และบอดี้เอง ก็มีการจัดวางเส้นสาย ให้ดูมีมิติและความบางมากขึ้น พร้อมพอร์ตต่อพ่วงและไฟแสดงสถานะ

ASUS Vivobook Pro 15

ฝั่งขวามือมาพร้อมพอร์ตให้ใช้งานอย่างครบครัน เพิ่มความสะดวกในการใช้งาน และหนึ่งในนั้นก็เป็น Thunderbolt 4 อีกด้วย ซึ่งเป็นพอร์ตสารพัดประโยชน์เลยทีเดียว

ASUS Vivobook Pro 15

บานพับที่กาง 180 องศา เพื่อความสะดวกในการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นการแชร์หน้าจอ เพื่อแบ่งปัน พรีเซนเทชั่นหรือการแนะนำสินค้าให้คนที่อยู่โดยรอบได้เห็นภาพไปพร้อมๆ กัน

ASUS Vivobook Pro 15

ด้านหลัง มาพร้อมช่องดูดลมเย็นเข้าสู่ระบบ เป็นช่องขนาดเล็ก แต่มีความถี่จำนวนมาก ดีไซน์ให้เข้ากับเส้นสายของตัวเครื่อง ด้านล่างเป็นช่องลำโพงให้พลังเสียงได้อย่างเต็มอิ่มทีเดียวในการทดสอบของเรา ยิ่งเหล่าเกมเมอร์ กับเน้นชมภาพยนตร์เป็นหลัก ไม่ควรพลาด

ASUS Vivobook Pro 15

บรรดาสติ๊กเกอร์ที่บริเวณจุดวางมือ รายงานถึงคุณสมบัติสำคัญๆ เอาไว้อย่างครบครัน เช่น ระบบระบายความร้อน ASUS IceCool Plus, มีพอร์ต Thunderbolt 4 และ Privacy Shutter เป็นต้น

ASUS Vivobook Pro 15

คีย์บอร์ดขนาดใหญ่ในแบบ Full Size ให้การพิมพ์ที่สนุกมือ โดดเด่นที่โลโก้แบบ Slate อยู่บริเวณปุ่ม Enter ระยะห่างของปุ่มกดง่าย ฮอตคีย์อยู่ด้านบน เพื่อความคล่องตัวในการใช้งาน

ASUS Vivobook Pro 15

และที่ขาดไม่ได้นั่นคือ จอภาพในแบบ OLED สีสันสดใส ซึ่งพอใช้ดูภาพยนตร์แบบ Fullscreen ด้วยแล้ว นอกจากสีสันจะจัดจ้าน แบบที่เราคาดไว้ ขอบจอบางๆ ยิ่งทำให้ได้อรรถรสในการรับชมมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในโทนสีดำหรือฉากมืด คุณจะได้เห็นอะไรดีๆ บนโน๊ตบุ๊ครุ่นนี้อีกมากเลยทีเดียว และที่สำคัญยังมาพร้อม DisplayHDR TrueBlack 600 ตัวท็อปสุดในสายนี้ ต้องมีอะไรดีๆ ที่น่าสนใจอีกเพียบ


Keyboard / Touchpad

ASUS Vivobook Pro 15

คีย์บอร์ดในแบบ Full-size มาในสไตล์เดียวกับ Vivobook 16 ที่เราเคยรีวิวไปก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะในเรื่องของเลย์เอาท์ การวางปุ่มต่างๆ ไปในทางเดียวกัน เรื่องระยะห่างของปุ่ม และพื้นที่วางมือ แทบจะใกล้เคียงกันทั้งหมด เสน่ห์อยู่ที่ปุ่มขนาดใหญ่ ฟอนต์ตัวอักษรก็ดูง่าย ทำให้เหมาะกับคนทำงาน หรือคนที่ต้องพิมพ์เอกสารบ่อยๆ เพราะง่ายต่อการมอง หรือจะพิมพ์สัมผัสก็สนุก

ASUS Vivobook Pro 15

ปุ่มกดแน่นนุ่ม แต่เสียงเบา ลงน้ำหนักนิ้วได้อย่างสะใจ โดยส่วนตัวค่อนข้างชอบแนวนี้ เพราะมีงานที่ต้องใช้คีย์บอร์ดในแต่ละวันเยอะ ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้น แต่สายเกมมิ่ง อาจจะรู้สึกไม่คุ้นชินตอนแรก ซึ่งถ้าเล่นเกมแอ็คชั่นทั่วไป ไม่เน้นคีย์เยอะ ก็เล่นได้สนุก แต่ถ้าจะให้สนุกแบบมีแรงต้าน จังหวะคลิ๊กแนะนำว่าต่อ Mechanical keyboard เอาไว้เล่นจะได้ความมันส์เพิ่มขึ้น

ASUS Vivobook Pro 15

โลโก้สะดุดตาที่ปุ่ม Enter ที่เป็นแบบ Slate ในงานวีดีโอ

ฮอตคีย์ด้านบน มีให้อย่างครบถ้วน ตรงนี้ผมถือว่า ASUS เป็นอีกหนึ่งค่าย ที่มีให้ใช้งานครบมากๆ ไม่ว่าจะเป็น ปิดลำโพง, เพิ่ม-ลดเสียง, เพิ่ม-ลดแสงหน้าจอ, ทัชแพด, แสงไฟคีย์บอร์ด, ส่งสัญญาณไปยังจอภายนอก, ไมโครโฟน, ปิดกล้องเว็บแคม, Snipping tool, MyASUS, จับภาพหน้าจอ ที่เหลือก็จะเป็น Del, Insert และ ปุ่มเพาเวอร์อยู่ทางขวามือสุด

ASUS Vivobook Pro 15

ที่ทัชแพดขนาดใหญ่ 13.5cm x 7cm พร้อมปุ่มคลิ๊กซ้าย-ขวา แบบซ่อนเอาไว้ รองรับการใช้ Multi-Gesture เช่น 2 นิ้วย่อ-ขยาย, 3 นิ้ว เปิด Task View เลือกหน้าต่างโปรแกรม เป็นต้น ด้านหน้ามีเว้าตรงกลาง ให้นิ้วดันจอขึ้นมาได้ ข้อดีคือ ทำให้จอมีความแน่นหนา ไม่เขย่าหรือสั่นง่าย เวลาใช้งาน โดยเฉพาะคนที่ลงน้ำหนักที่นิ้วเวลาพิมพ์

คีย์บอร์ดมาพร้อมแสงไฟ Backlit สามารถใช้งานในที่แสงน้อยได้ และยังปรับการใช้งานได้ตามสะดวก ไม่ว่าจะเป็นการเปิด-ปิด ได้ที่ปุ่ม F7 รวมถึงการปรับระดับความสว่างได้อีก 2 ระดับ เพื่อการใช้งานในรูปสภาวะแสงในบริเวณต่างๆ

บริเวณที่วางมือ มาพร้อมโลโก้ต่างๆ เช่น ซีพียู Intel Core i7, กราฟิก GeForce RTX รองรับฟีเจอร์ที่ใช้ไดรเวอร์ Studio ได้ Pantone Validated: รองรับมาตรฐานเฉดสีที่ใช้งานจอในการตกแต่งภาพ โดยเฉพาะงาน Production ออกมาแล้ว ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด เรื่องนี้หลายฝ่ายค่อนข้างให้ความสำคัญมากทีเดียว

ASUS Perfect Warranty การรับประกันที่มั่นใจได้จาก ASUS การรับประกัน 2 ปี ปีแรกครอบคลุมถึงอุบัติเหตุต่างๆ เช่น ตกหล่น น้ำหกใส่ หรือไฟฟ้าลัดวงจรเป็นต้น นอกจากจะมาพร้อม Windows 11 Home แล้ว ยังมี Office Home & Student มาอีกด้วย

ด้านขวาจะเป็นสติ๊กเกอร์ที่บอกถึงฟีเจอร์หลักๆ บน ASUS Vivobook Pro 15 รุ่นนี้ เช่น

  • ชุดระบายความร้อน ASUS IceCool Plus
  • พอร์ตความเร็วสูง Thunderbolt 4
  • ฝาปิดกล้องเว็บแคม เพื่อความเป็นส่วนตัว
  • Ai Noise Cancelling ลดเสียงรบกวน ให้เสียงสนทนาเคลียร์ชัด
  • กางหน้าจอได้ 180 องศา
  • ASUS WiFi Master Premium การเชื่อมต่อไร้สาย

Screen / Speaker

ASUS Vivobook Pro 15

ผมอยากจะให้มาเริ่มกับหน้าจอแสดงผล OLED ที่เป็นไฮไลต์ของโน๊ตบุ๊ครุ่นนี้ ให้ความละเอียดที่ 2880 x 1620 ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะสัดส่วนของหน้าจอเป็นแบบ 16:9 โดยมีอัตรารีเฟรชเรตมาถึง 120Hz ด้วยกัน ซึ่งจะให้ภาพที่มีความนุ่มนวลลื่นไหล มาพร้อมกับ Certified ต่างๆ มากมาย เช่น Pantone Validate จอที่ได้การปรับจูนให้เข้ากับระบบสีสากลที่ใช้กันอยู่ทั่วไป ตามมาตรฐาน ซึ่งจำเป็นอย่างมากในงานด้านภาพและคอนเทนต์

ASUS Vivobook Pro 15

ขอบจอที่บางสุดๆ ทำให้ความรู้สึกในการชมภาพยนตร์ หรือการใช้พื้นที่หน้าจอในการทำงานได้เต็มตาเต็มอารมณ์มากขึ้น ยิ่งเป็นจอขนาด 15.6″ ด้วยแล้ว และใช้ความละเอียดระดับ 2.8K ก็ทำให้คุณได้พื้นที่ในการใช้งานมากขึ้นกว่าเดิม ในโหมดของ Full screen หรือ Frameless ก็ตาม

ขอบด้านข้างซ้าย-ขวา และบนมีความบาง แม้จะไม่ได้บางที่สุด เพราะด้วยโครงสร้างจอขนาดใหญ่ ซึ่งจะรับบทบาทในเรื่องน้ำหนัก และความแข็งแรงเอาไว้ด้วย การจับถือก็ง่าย ไม่ต้องกังวลเรื่องการบิดตัวมากนัก

มุมมองจากทางด้านซ้ายและขวาของโน๊ตบุ๊ค ให้ความคมชัดด้วยกันทั้ง 2 ด้าน ด้วยความเป็นจอ OLED ที่ให้สีสันสม่ำเสมอ และภาพที่มีความสดใส จึงเหมาะกับการใช้งานในหลายๆ ประเภท รวมถึงการแชร์ภาพให้คนข้างๆ ได้ดูกันได้อย่างชัดเจน

บานพับหน้าจอสามารถกางได้หลายระดับ ตั้งแต่พับปิดทำได้แนบสนิท ไปจนถึงกางออกได้สุดถึง 180 องศา เพื่อตอบโจทย์การใช้งานในหลายๆ ด้าน ซึ่งก็รวมถึงการพรีเซนท์งานของเหล่า Content Creator ที่ให้คนด้านข้าง หรืออยู่ตรงข้ามได้ชมกันแบบทั่วถึง หลายคนน่าจะชื่นชอบกับการกางแบบนี้ เพราะสามารถเปลี่ยนอิริยาบทในการใช้งานได้มากขึ้น

ASUS Vivobook Pro 15

มุมมองใกล้ๆ ของบานพับที่เป็นส่วนหนึ่งในการยกมุมของคีย์บอร์ด และปรับมุมหน้าจออยู่บ้าง ในกรณีที่ปรับมุมแบบพื้นฐาน ส่วนการกาง 180 องศา ตัวยางที่อยู่ด้านใต้จะรับหน้าที่ป้องกันรอยขูดขีดจากพื้นโต๊ะได้เลย การปรับมุมนี้ จะคล้ายกับใน ASUS ExpertBook หลายๆ รุ่น

ASUS Vivobook Pro 15 OLED 78

และเมื่อเราดูจากการเคลมของ ASUS ที่ว่าสเปคมา หลายอย่าง เช่น ค่า DCI-P3 100% และ Delta-E น้อยกว่า 2 ซึ่งผลที่ได้ก็อยู่ที่ 100% DCI-P3 Coverage และ Delta-E ก็ถือว่าใกล้เคียง เพราะค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 0.14 เท่านั้น แต่สูงสุดก็มากกว่า 2 อยู่เหมือนกัน แต่ก็ถือว่าให้ขอบเขตสีที่กว้าง

DisplayHDR True Black 600 จัดว่าท็อปสุดในเวลานี้แล้ว ขยายความตรงนี้นิดนึงครับ สำหรับคนที่อาจสงสัย สำหรับ DisplayHDR True Black เป็น Certified เดียวกับ Display HDR แต่เพิ่มเติมเข้ามาสำหรับจอ OLED ที่มีเรื่องการเปล่งแสงสีดำน้อยที่สุด โดยเงื่อนไขสามารถดูได้จากตาราง Certified นี้ได้เลย

DisplayHDR table
ที่มา: HDRDisplay

การเป็น DisplayHDR True Black 600 นี้ เหนือกว่า Certified อื่นๆ ที่เป็น DisplayHDR ธรรมดาอยู่มากเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น การเปล่งแสงสีดำที่น้อยสุดๆ ทำให้ฉากสีดำ ดำสนิด มองเห็นรายละเอียดได้ชัด สิ่งที่ผู้ใช้จะได้ก็คือ ความลึกของภาพที่มีมิติ และลดการใช้พลังงานลง เพราะพิกเซลเปล่งแสงแบบจุด ไม่ได้เป็นแบบโซนเหมือน LED ทั่วไป

ASUS Vivobook Pro 15 OLED 89

โดยการรองรับ HDR ก็ยิ่งทำให้การเกลี่ยสีมีความสดใส และยังได้ค่า Contrast ที่สูง จึงเพิ่มอรรถรสในการเล่นเกม และชมภาพยนตร์ได้มากกว่าเดิม อย่างเช่น ตัวอย่างที่เราได้นำเสนอนี้ ด้านซ้ายจะเป็นจอ OLED ส่วนทางด้านขวา จะเป็นจอ LED บนโน๊ตบุ๊ค ASUS จะเห็นความแตกต่างในด้านของสีอยู่ไม่น้อยเลย

ASUS Vivobook Pro 15

กล้องเว็บแคมที่มากับ ASUS Vivobook Pro 15 OLED ความละเอียด Full-HD 1080p มีความคมชัดสูง และยังมี Privacy Shutter ที่ปิดฝาด้านหน้ากล้อง เพื่อความเป็นส่วนตัว และเทคโนโลยี 3DNR ที่ช่วยเพิ่มความคมชัดของภาพ ด้านข้างมาพร้อมไมโครโฟน พร้อมฟีเจอร์ที่เรียกว่า AI Noise Cancellation ในการตัดเสียงรบกวน ให้การสนทนาที่ชัดเจน โดยเฉพาะคนที่ต้องการความคมชัดในด้านของเสียง และใช้งานในที่ที่มีเสียงโดยรอบ ซึ่งจากการใช้งานในห้องทำงาน ที่มีพนักงานนั่งรวมกัน อาจจะมีเสียงแทรกมาบ้างเล็กน้อย แต่ก็ยังมีความเคลียร์ชัดได้ดี และคุณยังเข้าไปปรับแต่งเพิ่มเติมได้จากซอฟต์แวร์ MyASUS ในการตั้งค่าเสียงรบกวน จากด้านหน้าและด้านหลัง รวมถึงการปิดเสียงที่มาจากรอบด้านได้ ฟีเจอร์นี้่ค่อนข้างจะได้ประโยชน์ในการใช้งานในหลายๆ สภาวะได้ดี

Webcam 2

และเมื่อเราดูจากการเคลมของ ASUS ที่ว่าสเปคมา หลายอย่าง เช่น ค่า DCI-P3 100% และ Delta-E น้อยกว่า 2 ซึ่งผลที่ได้ก็อยู่ที่ 100% DCI-P3 Coverage และ Delta-E ก็ถือว่าใกล้เคียง เพราะค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 0.14 เท่านั้น แต่สูงสุดก็มากกว่า 2 อยู่เหมือนกัน แต่ก็ถือว่าให้ขอบเขตสีที่กว้าง

DisplayCAL test

ส่วนค่าความสว่างจากการทดสอบบน DisplayCAL ก็ทำได้ถึง 388cd/m2 ซึ่งใกล้เคียงกับที่ทาง ASUS เคลมเอาไว้อีกด้วย ถือว่าจอภาพที่ให้มาบนโน๊ตบุ๊ครุ่นนี้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะกับการทำงานได้ดีพอสมควร โดยเฉพาะงานที่ซีเรียสเรื่องสี เช่น การพรีเซนเทชั่นสินค้าให้ลูกค้า ตรวจงานอาร์ตเวิร์กหรือต้องส่งงานโปรดักส์ชั่น ก็พอรับไหว

ASUS Vivobook Pro 15

ชุดลำโพงที่อยู่ด้านล่างทั้งซ้ายและขวา ให้ทิศทางเสียงกดลงพื้นโต๊ะ และสะท้อนเสียง เพื่อการรับฟังได้ชัดเจนมากขึ้น


Connector / Thin And Weight

ASUS Vivobook Pro 15

ทางด้านซ้าย จะมีเพียงพอร์ต USB 2.0 Type-A มาให้ 2 พอร์ต และไฟแสดงสถานะ และไฟแบตเตอรี่

ASUS Vivobook Pro 15

พอร์ตทางด้านขวา ประกอบด้วย DC-In สำหรับชาร์จไฟ, USB 3.2 Type-A, HDMI 2.1, Thunderbolt 4 อย่างละ 1 พอร์ต พร้อมสล็อต microSD card reader และ 3.5mm Audio jack โดยที่ Thunderbolt 4 รองรับการถ่ายโอนข้อมูลความเร็วสูง, การชาร์จไว และการแสดงผลร่วมกับ DP ได้อีกด้วย

ASUS Vivobook Pro 15

ลองต่อสายแบบจัดเต็ม ระยะช่องไฟมีพอสมควร ให้หัวต่อต่างๆ สามารถติดตั้งกันอย่างใกล้ชิดได้ แต่ก็จะมีบางอุปกรณ์ที่มีหัวต่อขนาดใหญ่ อาจจะไม่สะดวกต่อการติดตั้ง เพราะจะไปเบียดกับสายต่อข้างๆ ได้ แต่ส่วนใหญ่ สามารถใช้ร่วมกันได้ทั้งหมด แต่ที่ติดอยู่เล็กน้อยก็คือ น่าจะมีพอร์ต RJ-45 สำหรับสาย LAN มาให้บ้าง เพราะเป็นโน๊ตบุ๊คจอ 15.6″ และเป็นสาย Creator ด้วย โดยส่วนตัวมองว่ามีบทบาทต่อการใช้งานพอสมควร

ASUS Vivobook Pro 15

น้ำหนักที่ชั่งได้สุทธิก็คือ 1.79Kg ซึ่งเบากว่าที่เคลมไว้หน้าสเปคคือ 1.8Kg อยู่นิดหน่อย ก็ถือเป็นเรื่องที่ดี อาจจะเหมาะวางโต๊ะ แทนพีซีก็ได้ หรือจะพกพาใส่กระเป๋าไปพบลูกค้าก็ยังพอไหว เพราะถ้าเทียบกับโน๊ตบุ๊คในระดับใกล้กันอย่างที่เป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค ยังถือว่าเบากว่าพอสมควร

ASUS Vivobook Pro 15

จะไม่บอกน้ำหนักอแดปเตอร์ ก็กลัวว่าจะไม่ครบ ก็จะประมาณ 400 กรัม เมื่อรวมกับตัวเครื่องแล้ว ก็อยู่ราวๆ 2.2Kg ครับ เน้นงานสั้นๆ ข้างนอก ไม่ต้องพกก็ได้ หรือถ้าจะเดินทางพกไปใส่กระเป๋าเป้ ก็ยังไหว


Inside / Upgrade

ASUS Vivobook Pro 15

การแกะเปิดฝาหลัง เพื่อดูองค์ประกอบภายใน ทำได้ไม่ยากครับสำหรับโน๊ตบุ๊ค ASUS Vivobook Pro 15 รุ่นนี้ เพราะใช้น็อตประมาณ 10 ตัวเท่านั้น แต่ส่วนที่เป็นพอร์ตด้านข้าง กับบริเวณใกล้กับบานพับอาจจะแน่นไปบ้าง แต่ใช้เครื่องมือที่เป็นพลาสติกบางๆ แกะออกมาได้ และภายในจะเป็นแบบในภาพนี้เลย การจัดวางสิ่งต่างๆ ทำได้ลงตัวดี กับชุดระบายความร้อน ASUS IceCool Plus พัดลมขนาดใหญ่ 2 ตัวและฮีตไปป์ที่วิ่งมาแบบเรียบง่าย

ASUS Vivobook Pro 15

ASUS จัดวางชิ้นส่วนต่างๆ เรียกว่าเต็มพื้นที่ภายในมาเลยทีเดียว โดยเฉพาะพัดลมขนาดใหญ่ 2 ตัว และฮีตไปป์ ที่ช่วยในการระบายความร้อนกับเทคโนโลยี ASUS IceCool Plus โดยมีฮีตไปป์ 2 เส้น วิ่งผ่านระหว่างซีพียู และกราฟิก ซึ่งอาจจะดูน้อยไปบ้าง ถ้าเทียบกับเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค แต่ก็อยู่ในเกณฑ์ที่เยอะกว่าโน๊ตบุ๊คพื้นฐานทั่วไป เพราะมีพัดลมให้ถึง 2 ตัวด้วยกัน

ASUS Vivobook Pro 15

ด้านบนเป็นแรมระบบ LPDDR5 4800 ความจุ 16GB ติดตั้งมาบนบอร์ดให้แล้ว แต่ไม่มีสล็อตเพิ่มเติมมาให้ อย่างไรก็ดีแรมระดับ 16GB นี้ ก็มากพอสำหรับการใช้งานในปัจจุบัน อีกทั้งเป็นแรม DDR5 ที่มีความเร็วและแบนด์วิทธิ์ที่กว้างกว่า DDR4 พอสมควร การใช้งานที่ต้องการทั้งความเร็ว และทำงานร่วมกับปริมาณข้อมูลเยอะๆ จะได้ประโยชน์จากสิ่งนี้ได้มากขึ้น

ASUS Vivobook Pro 15

ถัดลงมาจากพัดลม ก็จะมี Storage ที่เป็น SSD ในแบบ M.2 NVMe PCIe 3.0 มาให้ ความจุ 512GB และมีให้เพียงสล็อตเดียวเท่านั้น ซึ่งจากการทดสอบความเร็วอยู่ในระดับ 3,000MB/s (Read) ก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ที่จัดการซอฟต์แวร์และงานต่างๆ ได้ในระดับที่ดี รวมถึงการเปิดเครื่อง และเข้าโปรแกรมอีกด้วย ส่วนการอัพเกรดต้องใช้การถอดเปลี่ยนตัวเดิมเท่านั้น

ASUS Vivobook Pro 15

โน๊ตบุ๊ค ASUS Vivobook Pro 15 ยังได้รับการทดสอบตามมาตรฐาน MIL-STD 810H เพื่อเป็นการเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ใช้ ว่ารองรับงานในสภาพแวดล้อมชีวิตประจำวันได้ดี ไม่ว่าจะเป็น การสั่นสะเทือน เช่น การวางในรถหรือใกล้เครื่องจักร ตกกระแทก ความร้อนสูง หรือมีความเย็นและเมื่อต้องเจอกับความชื้นก็ตาม


Performance / Software

CPUz1

CPUz รายงานว่าเป็นซีพียู Intel Core i7-12650H เป็นซีพียูในตระกูลของเกมมิ่ง ที่ให้ประสิทธิภาพในการทำงานที่สูง ทำงานในแบบ 10 core/ 16 thread สำหรับการใช้งานแบบมัลติทาส์กกิ้ง ความเร็วในการบูสท์ได้สูงสุดถึง 4.7GHz เหมาะกับโน๊ตบุ๊คในกลุ่มนี้ เพราะค่าการใช้พลังงานไม่สูงมาก และ Max. สูงสุดแค่ 115W เท่านั้น พอที่จะให้ทำงานแบบโหดๆ ในช่วงที่ไม่ได้เสียบชาร์จได้พอสมควร เพราะแบตให้มาถึง 70Whr

CPUz3 1

ASUS Vivobook Pro 15 ให้แรมระบบมา 16GB เป็นแบบ LPDDR5 ซึ่งถือว่าจัดจ้านในย่านราคากับกลุ่มโน๊ตบุ๊คเดียวกัน ซึ่งความจุระดับนี้ ก็ตอบโจทย์การใช้งานในหลายๆ ด้านได้แล้ว โดยเฉพาะงานที่ต้องการทั้งแบนด์วิทธิ์ และความเร็ว เช่นการโอนถ่ายข้อมูลขนาดใหญ่ มีไฟล์จำนวนมาก และการเปิดไฟล์ขนาดใหญ่ เช่น ภาพหรือวีดีโอ รวมถึงการเปิดโปรแกรม ก็จะไหลลื่นมากขึ้น อย่างไรก็ดีเท่าที่เราเข้าไปเช็ค ไม่มีสล็อตสำหรับการอัพเกรด แต่ระดับ 16GB เท่าที่ทดสอบ รองรับความต้องการในชีวิตประจำวันของคุณได้เลย

CPUz3 2
CPUz2 2

GPUz สำหรับกราฟิกนั้นมีให้ทั้ง 2 แบบคือ Intel Iris Xe ที่มีอยู่ในซีพียู ซึ่งรองรับการใช้งานพื้นฐาน และความบันเทิงทั่วไป นอกจากนี้สำหรับเหล่าเกมเมอร์ ASUS ก็ให้กราฟิกแยกมาด้วยในรุ่น GeForce RTX3050Ti ซึ่งมาพร้อม VRAM GDDR6 4GB และเป็นตัวท็อปสุดของสายนี้ เพราะยังมี RTX3050 รุ่นน้อง ซึ่งเป็นรุ่นรอง และมีอยู่ในโมเดลของ ASUS รุ่นนี้ด้วย ราคาประมาณ 38,990 บาท

ASUS Vivobook Pro 15

CrystalDiskMark ให้ผลการทดสอบอยู่ในะดับที่ดี กับการอ่านข้อมูล 3,000MB/s และเขียน 1,600MB/s โดยประมาณ ซึ่งผลที่ได้ถือว่าทำได้ดีกว่า Vivobook 16 ที่เคยทดสอบมาเล็กน้อย ส่วนหนึ่งก็มาจากการใช้ SSD M.2 NVMe PCIe 3.0 x4 แต่ก็ตอบโจทย์ในงานต่างๆ ได้ดีไม่น้อยเลย การเปิดโปรแกรมและเกมก็ทำได้รวดเร็วดี แต่ถ้าใครจะอยากเพิ่มความเร็วมากขึ้น ลองเป็น SSD PCIe 4.0 ก็ช่วยได้มากเลยครับ

ASUS Vivobook Pro 15

การทดสอบโดยรวมของระบบบน PCMark10 ที่แสดงให้เห็นศักยภาพในการทำงานในชีวิตประจำวัน โดยตัวเลขส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ที่ดี โดยเฉพาะกับ Essential ที่เป็นการทำงานร่วมกับซอฟต์แวร์พื้นฐานในชีวิตประจำวัน และด้าน Productivity ที่ทำคะแนนไปได้ถึง 8,564 ส่วน Digital Content ที่เป็นงานในด้านมัลติมีเดีย การเรนเดอร์วีดีโอ ซีพียูและแรมมีส่วนสำคัญ ก็ทำไปได้ถึง 7,651 ซึ่งถือว่าตอบโจทย์ผู้ที่ใช้งานในด้านนี้ได้มากทีเดียว

ASUS Vivobook Pro 15

การทดสอบ ASUS Vivobook Pro 15 ด้วยโปรแกรม CINEBench ซึ่งเป็นตัวแทนของ CINEMA4D ซีพียูสามารถให้ประสิทธิภาพได้อย่างน่าทึ่ง ด้วยการทำงานที่มี Core/Thread จำนวนมากแบบนี้ ก็ทำให้มีความลื่นไหลมากขึ้น เมื่อเทียบกับซีพียูในระดับใกล้เคียง ถือว่า Intel Core i7 นี้ มีความโดดเด่นไม่น้อยเลยในหลายการทดสอบ ในโหมดของการทำงาน อย่างเช่น เรนเดอร์ 3D และตัดต่อวีดีโอ ก็ยังไปได้สวย สำหรับสาย Content Creator ที่กำลังเริ่มต้นกับงานวีดีโอพื้นฐาน ทำคลิปง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน หรือทำพรีเซนเทชั่นเพื่อนำเสนอกับลูกค้า

Ray Bench scaled

การทดสอบ V-RAY ด้วยการเรนเดอร์กราฟิก 3 มิติทั้งในส่วนของซีพียูและ GPU ซึ่งผลที่ได้เป็นดังนี้ V-RAY CPU ได้ที่ 12730Ksample และ V-RAY GPU 201Mpaths

Game test 1

ผลที่ได้จากการทดสอบด้วยเกม 3 มิติ ASUS Vivobook Pro 15 ถือว่าไหลลื่นดีทีเดียว จากการทดสอบบน Settings Medium และ Balance บนความละเอียด Full-HD 1080p ส่วนของเกมที่ใช้สเปคหนักหน่อยอย่าง SCUM ก็ไปได้เกือบ 100fps. และเฉลี่ยที่ราว 82fps. ภาพออกมาสวยเนียนดีทีเดียว ซึ่งขยับมาเล่นที่ High พอได้ แต่อาจจะต้องเซ็ตค่า Detail บางอย่างลง เพื่อให้ได้อยู่ที่ 50fps ก็ดูสวย ส่วน Resident Evil Village เกมนี้ก็เล่นได้อย่างสบายตา เมื่ออยู่ในโหมดนี้ ลดความหลอนไปได้ระดับหนึ่ง กับการเคลื่อนไหวที่คล่องตัว นิ่งๆ อยู่ที่ 140fps. สำหรับ Average เกมนี้คุณตั้ง High ก็ยังสนุกได้ เพราะจากที่ได้ลองก็มีระดับ 90fps++ ไหลลื่นสนุกได้เต็มที่

ทำงานด้านตัดต่อวีดีโอ: เรา Export Video ด้วยไฟล์ 4K 30fps. ได้ลื่นไหล พรีวิวได้ไม่สะดุด เมื่อใช้งานร่วมกับ Adobe Premier Pro เรื่องการแต่งภาพทำได้อยู่แล้ว หน้าจอ OLED สีตรง ให้ความมั่นใจได้ในงานด้านนี้

MyASUS1

เพิ่มเติมให้อีกนิดสำหรับคนที่ใช้โน๊ตบุ๊ค ASUS Vivobook Pro 15 รุ่นนี้ กับซอฟต์แวร์ MyASUS ตั้งแต่การเช็คฮาร์ดแวร์ มอนิเตอร์ระบบ ดูเรื่องการรับประกัน การขอคำแนะนำเมื่อเกิดปัญหา รวมไปถึงการเปิด-ปิดฟีเจอร์ และจูนอัพระบบมีมาให้ครบ ยังไม่รวมถึงโปรโมชั่นต่างๆ ที่คุณจะได้รับเป็นพิเศษ และข่าวสารจากทาง ASUS อีกด้วย แนะนำให้ใช้ครับ เพราะรวมฟังก์ชั่นต่างๆ ที่คุณใช้ในการปรับแต่งระบบไว้ในนี้แล้ว หน้าตาอินเทอร์เฟสก็ดูใช้งานง่าย สะดวกมากครับ


Battery / Heat / Noise

ASUS Vivobook Pro 15

พื้นที่ด้านล่างเป็นจุดที่ใช้ดูดลมเย็นตามมาตรฐาน โดยเป็นช่องลมขนาดเล็ก ดูดลมเย็นเข้ามาในระบบ โดยในแต่ละช่องจะมีทั้งช่วงที่เปิดและปิดเอาไว้ เข้าใจว่าออกแบบให้ตรงตามจุด ที่เป็นช่องทางระบายลมเข้าสู่พัดลม และช่วงที่เป็นฮีตไปป์ โดยปิดในช่องที่เป็นฮาร์ดแวร์สำคัญเอาไว้ เพื่อความปลอดภัย

ASUS Vivobook Pro 15

ช่องทางลมออก จะอยู่ทางด้านหลัง ส่วนใต้ของจอภาพ แต่จะถูกผลักออกทางด้านล่าง ตามช่องทางที่บังคับเอาไว้ ซึ่งจะอยู่ทางด้านหลังซ้ายและขวา โดยจะไม่ได้ดีไซน์ออกทางด้านข้าง อย่างเช่นบนเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค

ASUS Vivobook Pro 15

ASUS จัดเตรียมระบบระบายความร้อนที่เรียกว่า ASUS IceCool Plus มาบน ASUS Vivobook Pro 15 กับใบพัดขนาดเล็กจำนวนมาก พร้อมตัวครอบลดเสียง ซึ่งจากการทดสอบใช้งาน ในโหมด Full load เมื่อรันทั้งซีพียู และกราฟิกการ์ด ผ่านทาง Furmark เสียงรบกวนแม้จะมีความดังอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ถือว่ารบกวนแต่อย่างใด และระบบยังจัดการเรื่องความร้อนได้ดีอีกด้วย

BatteryMon

แบตเตอรี่ที่ติดมากับโน๊ตบุ๊ครุ่นนี้เป็นแบบ 3-cell 70Whr ซึ่งอยู่ในระดับที่ค่อนข้างใหญ่ สำหรับโน๊ตบุ๊คในระดับเีดียวกัน และยังมากกว่าใน Vivobook 16 ที่เราได้รีวิวไป แต่ในส่วนหนึ่งก็เพราะการเป็นโน๊ตบุ๊คที่มีกราฟิกแยก ที่เพิ่มเติมเข้ามาในรุ่นนี้ ทำให้มีระยะการทำงานได้นานขึ้น ซึ่งในการทดสอบของเรา ยังคงเป็นมาตรฐาน นั่นคือ การเปิดเสียงและระดับความสว่างที่ประมาณ 20% เพื่อให้สอดคล้องกับการใช้งานจริง และจำลองด้วย Video Playback ด้วยการเล่นวีดีโอ 4K ต่อเนื่องและวัดผลด้วยโปรแกรม BatteryMon ซึ่งผลที่ได้ รายงานว่าอยู่ในระดับ 6 ชั่วโมง ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจเลยทีเดียว เพราะถ้าหากใช้และสลับการสแตนบายไป ก็น่าจะได้ถึง 7-8 ชั่วโมง

ASUS Vivobook Pro 15

ในแง่ความบันเทิง โดยเฉพาะในเรื่องของเสียง ASUS Vivobook Pro 15 OLED ก็จัดเตรียมมาเอาใจคอบันเทิงแบบเต็มพิกัด ไม่ว่าจะเป็น ระบบเสียง Dolby Atmos ที่เพิ่มมิติของเสียงได้มากขึ้น โดยเฉพาะคนที่อยากได้รายละเอียดของเนื้อหา อย่างเช่น การชมภาพยนตร์ ซึ่งจากที่เราได้ลองกับการชมภาพยนตร์ในหลายๆ เรื่อง ความโดดเด่นน่าจะอยู่ที่การเพิ่มรายละเอียดของสิ่งต่างๆ ภายในฉาก เช่น แรงกระแทกจากรถชน และเสียงของกระจกที่แตกกระจาย ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน ยังให้ความชัดเจนได้ดี หรือจะเป็นลมหายใจของ Indominus rex กับเสียงที่แรพเตอร์สื่อสารกัน และฉากการเปลี่ยนร่างของเหล่าออโตบอท ที่ออกมาน่าติดตามมากขึ้น และอีกส่วนที่มีบทบาทไม่แพ้กันก็คือ ระบบเสียงสเตอริโอจาก Harman Kardon ที่ทำให้เอฟเฟกต์เสียงดุดันมากขึ้น คอเกมได้ประโยชน์ เวลาที่อยากได้ความตูมตาม และ Smart Amp ที่ติดมากับลำโพง ที่ยิงลงพื้นสะท้อนขึ้นมา การเพิ่มเลเวลเสียงได้หนักหน่วง แทบไม่มีอาการแตกพร่า เรียกว่าดูหนัง เล่นเกม หรือจะสนทนาออนไลน์ ได้แบบเต็มอิ่ม

Temp

ทดสอบการระบายความร้อนบน ASUS Vivobook Pro 15 OLED ด้วยการรัน CPU Burner บน Furmark ด้วยการให้ซีพียูทำงานแบบ 100% หรือ Full load อย่างเต็มที่ทุกคอร์ ในห้องอุณหภูมิประมาณ 25 องศาเซลเซียส ซึ่งผลที่ได้นั้นบางจังหวะ ที่ขึ้นไปถึงระดับ 90++ องศาเซลเซียส และลดลงมาเป็นระยะ สำหรับ Core P ที่ทำงานหนักสุด จะอยู่ที่ราวๆ 92-94 องศาเซลเซียส ที่เป็น Package อยู่ที่ 89-92 องศาเซลเซียส แต่อย่างที่ได้แจ้งไปในทุกครั้งคือ นี่เป็นการเร่งการทำงานของซีพียูระดับ 100% ต่อเนื่องเป็นเวลานาน ซึ่งโดยปกติที่เราใช้งานกันอยู่ในทุกวัน แทบจะไม่ได้เจอกับสภาพการทำงานเช่นนี้ เช่น ทำไฟล์เอกสารจะอยู่ที่ราว 20-30% และการเล่นเกม ก็ไปที่ประมาณ 40-60% เท่านั้น ซึ่งก็ทำให้อุณหภูมิไม่ได้สูงแต่อย่างใด

ASUS Vivobook Pro 15


Conclusion / Award

ในภาพรวม ASUS Vivobook Pro 15 OLED รุ่นนี้ ให้คะแนนเรื่องจอนำมาก่อนเลย และดูจะตอบโจทย์การใช้งานในหลายๆ ด้านได้ดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความคมชัดกับ Resolution 2.8K บนจอ 15.6″ มีความลงตัวอย่างยิ่ง เพราะสิ่งที่คุณจะได้ นอกเหนือจากภาพที่มีความละเอียดสวยงามแล้ว ยังให้พื้นที่แสดงผลที่มากขึ้น การจัดวาง Tools บนโปรแกรมทำงานด้านภาพและวีดีโอ คุณจะเลือกใช้เครื่องมือทำงานได้ง่ายกว่า Full-HD อยู่มากทีเดียว สีสันโดดเด่นมาแต่ไกล แบบที่ไม่ต้องไปใส่ใจเปิด HDR ในฟีเจอร์ของ Windows ด้วยซ้ำ จากที่ได้ลองใช้กับการสตรีมมิ่งวีดีโอระดับ 4K การให้สีที่เด่นชัด พื้นหลังดำ ก็ดำสนิท การเกลี่ยสีที่ดูสบายตา ทำให้ดูหนังได้แบบเพลินๆ หรือจะใช้ในงานวีดีโอและการตกแต่งภาพ ขอบเขตสีและความเที่ยงตรงของสีในระดับ DCI-P3 100% และ Delta-E น้อยกว่า 2 คือเติมสิ่งที่หลายคนได้ขาดไปกลับมาได้อย่างลงตัว โดยเฉพาะคนที่เริ่มต้นกับการเป็น Content Creator มีงบไม่มาก อยากได้โน๊ตบุ๊คทำงาน สีตรง และพกพาได้ ตัดต่อสะดวก

นอกจากนี้ก็ยังได้ Windows 11 Home คู่มากับ Office Home and Student 2021 พร้อมกับ Perfect Warranty ที่ครอบคลุมถึงอุบัติเหตุมาด้วย สนนราคาของ ASUS Vivobook Pro 15 OLED รุ่นที่เราได้มาทดสอบนี้ เป็นซีพียู Intel Core i7 และ RTX 3050 Ti ราคาอยู่ที่ 43,990 บาท และอีกรุ่นจะราคาน่าสนใจเช่นกัน 38,990 บาท ได้เป็น Intel Core i5 และ RTX 3050 องค์ประกอบอื่นไม่ต่างกัน ส่วนตัวแนะนำรุ่นท็อปที่เรารีวิวนี้ เพิ่มเงินประมาณ 5 พันบาท แต่ได้เพิ่มซีพียูกับกราฟิกที่แรงขึ้นอีกดูลงตัวมากกว่า

award new multi media

แม้ว่าทางของ ASUS Vivobook Pro 15 OLED นี้ จะมาในแนวของ Content Creator หรือแนวกึ่งไลฟ์สไตล์ เพื่อการสร้างสรรค์ก็ตาม แต่ส่วนตัวมองว่าด้วยจอ OLED นี้ตอบโจทย์ในด้านมัลติมีเดียได้ดีไม่แพ้เรื่องของขุมพลังอย่าง Intel Core i7 ที่มีมาให้ รวมถึงยังมีกราฟิก GeForce RTX เพิ่มเติมเข้ามาด้วย ซึ่งการ์ดจอนี้ ช่วยในด้านความบันเทิงได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในการเล่นเกม จอขนาดใหญ่ 15.6″ ความละเอียด 2.8K ก็ได้ภาพที่คมชัดมากขึ้น ได้ Certified Display HDR True Black 600 มีรายละเอียดที่น่าติดตาม และฟีเจอร์อย่างระบบเสียง Dolby รวมถึงลำโพง Harman Kardon ที่มาพร้อมแอมป์ในตัว เพิ่มพลังเสียงให้กับการชมภาพยนตร์และการเล่นเกมได้อย่างสนุก เมื่อรวม 3 สิ่งนี้เข้าด้วยกัน ก็ทำให้รางวัลนี้ ดูเหมาะสมอย่างยิ่งกับโน๊ตบุ๊คจาก ASUS รุ่นนี้

from:https://notebookspec.com/web/667714-asus-vivobook-pro-15-oled

รีวิว Dyson V15 Detect Absolute เครื่องดูดฝุ่นไร้สายอัจฉริยะ แรงดูดทรงพลัง ช่วยตรวจฝุ่นด้วยแสงเลเซอร์ มีหัวพิเศษสำหรับสัตว์เลี้ยง

สวัสดีครับ พบกับการรีวิว Gadget ใหม่ๆ สำหรับทำความสะอาดบ้านที่น่าสนใจกับพวกเราทีมงาน MobileOcta อีกครั้งนะครับ พูดถึงแบรนด์ Dycon ปัจจุบันเป็นหนึ่งในผู้นำตลาดอุปกรณ์เครื่องใช้ในบ้านที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีสุดสมาร์ท โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเครื่องดูดฝุ่น เพราะมักคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ มาฝากผู้บริโภคอยู่เสมอ และล่าสุดก็ได้เปิดตัวเครื่องดูดฝุ่นไร้สายรุ่นใหม่ Dyson V15 Detect Absolute  นั่นเอง

Dyson V15 Detect Absolute เป็นเครื่องดูดฝุ่นไร้สายสุดฉลาด และปลอดภัยกับทุกคนในครอบครัวครับ เพราะมาพร้อมเทคโนโลยีเลเซอร์ตรวจจับฝุ่นสุดทันสมัย และระบบการกรองแบบ HEPA ที่ครอบคลุมทั่วทั้งเครื่อง ทำให้พ่อบ้านแม่บ้านยุคใหม่หมดกังวลกับปัญหาฝุ่นรั่วไหล

และรุ่นนี้ยังถูกออกแบบมาเพื่อบ้านที่มีสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะอีกด้วยครับ ซึ่งช่วยให้เราสามารถจัดการกับขนสัตว์เลี้ยงในที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม แต่ใช้งานจริงจะเป็นยังไงบ้างนั้น วันนี้พวกเราจะเล่าให้ฟังครับ

Dyson V15 Detect Absolute

แกะกล่อง Dyson V15 Detect Absolute  

Dyson V15 Detect Absolute ถือเป็นเครื่องดูดฝุ่นไร้สายที่ให้หัวดูดฝุ่นเยอะมาก เรียกได้ว่าครบเครื่อง สามารถจบได้แทบทุกงานทำความสะอาดในบ้านเลยครับ โดยในกล่องจะประกอบไปด้วย

  • เครื่องดูดฝุ่น Dyson V15 Detect Absolute  
  • ที่ชาร์จ
  • หัวดูดทำความสะอาด Digital Motorbar
  • หัวดูดทำความสะอาด Laser Slim Fluffy
  • หัวดูดเก็บเส้นผม
  • หัวดูดปากแคบ
  • หัวดูด 2-in-1
  • คลิปหนีบท่อดูดฝุ่น
  • แท่นวาง

นอกจากนี้สำหรับผู้ที่ซื้อในช่วงโปรโมชั่นหลังเปิดตัว จะได้สิทธิซื้ออุปกรณ์เสริม Detail Cleaning และ Pet Glooming มูลค่ารวม 2,500 บาท สามารถแลกซื้อได้ในราคาเพียง 1,000 บาทเท่านั้นครับ 

สเปค Dyson V15 Detect Absolute  

  • เครื่องดูดฝุ่นใช้เทคโนโลยี Cyclone 14 ตัวเพื่อบูสต์แรงดูดสูงสุดถึง 240AW
  • ขนาดถังเก็บฝุ่น 0.54 ลิตร
  • ระบบกรอง HEPA กรองทั่วทั้งเครื่อง
  • มีหัวทำความสะอาดที่หลากหลาย
  • ระยะเวลาการใช้งานสูงสุด 60 นาที
  • ขนาด 1260×250 มม.
  • ระยะเวลาการชาร์จ 0-100% ที่ 4.5 ชม.
  • น้ำหนัก 2.61 กก. 
  • ราคา 36,900 บาทสำหรับรุ่น HEPA (เครื่องที่เรารีวิว) และ 30,500 บาทสำหรับรุ่นธรรมดา

ดีไซน์การออกแบบ

ทางด้านดีไซน์การออกแบบของ Dyson V15 Detect Absolute นับเป็นเครื่องดูดฝุ่นที่มีดีไซน์เป็นเอกลักษณ์ของทาง Dyson ที่ใช้มาอย่างยาวนาน โดยมีดีไซน์ที่สวย ทันสมัย กะทัดรัด มีด้ามจับที่แน่นหนาพร้อมปุ่มกดคล้ายไกปืน ทำให้สามารถหยิบถือได้ถนัดมือ

และสำหรับ Dyson V15 Detect Absolute รุ่นนี้ยังมาพร้อมด้ามจับที่มีหน้าจอ LCD ซึ่งสามารถแสดงข้อมูลตัวเลขแสดงให้เห็นว่าเราดูดอะไรเข้าไปบ้าง ฝุ่นหรือเศษฝุ่นผงมีขนาดเท่าไหร่บ้าง พิสูจน์ให้เห็นถึงการทำความสะอาดที่ล้ำลึก รวมถึงเวลาคงเหลือในการทำความสะอาด 

Dyson V15 Detect Absolute มาพร้อมถังเก็บฝุ่นขนาด 0.54 ลิตร เพียงพอสำหรับงานหนักจนแบตหมดสบายครับ โดยเราสามารถเปิดฝาถังเก็บฝุ่นเพื่อทิ้งเศษขยะได้อย่างง่ายดาย เพียงดันตัวล็อกลง เท่านี้ก็สามารถทิ้งฝุ่นผงได้ทันที

นอกจากนี้ในส่วนของรุ่น HEPA ที่เรารีวิวนี้ จะมาพร้อมกับระบบการกรองที่ปิดผนึกอย่างแน่นหนา สามารถกรองฝุ่นความละเอียดสูงระดับ HEPA ได้ถึง 99.99% ของอนุภาคและสารก่อภูมิแพ้ที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น และมีขนาดเล็กสูงสุดเพียง 0.3 ไมครอน ช่วยให้อากาศออกไม่มีฝุ่นผงเจือปน เพิ่มความปลอดภัยให้กับคนในบ้านด้วยอากาศที่สะอาดยิ่งขึ้นครับ

ในส่วนของขนาดเครื่องดูดฝุ่นไร้สายรุ่นนี้ จะมีความสูงประมาณ 250 มม. และความยาวประมาณ 1260 มม. ซึ่งถือว่ามีขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ครับ ขนาดกำลังดีพอเหมาะกับการใช้งานด้วยมือข้างเดียว และมีน้ำหนักเพียง 2.61 กก. ก็ถือว่าน้่ำหนักกำลังดี ผู้หญิงก็สามารถใช้งานได้สะบายด้วยมือข้างเดียวเช่นกันครับ

ประสิทธิภาพการใช้งาน

ระบบมอเตอร์ของ Dyson V15 Detect Absolute เครื่องดูดฝุ่นไร้สายรุ่นนี้มีชื่อเรียกว่า Dyson Hyperdymium ที่เป็นมอเตอร์ที่ทำงานด้วยระบบดิจิทัลที่ทรงพลัง และมีน้ำหนักเบา สามารถหมุนตัวด้วยความเร็วสูงสุด 125,000 รอบต่อนาที มีแรงดูดสูงสุด 240AW ช่วยเพิ่มพลังการดูดทำความสะอาดให้ถึงขีดสุด โดยจะทำงานร่วมกับเทคโนโลยี Root Cyclone มากถึง 14 ตัว เพิ่มแรงดูดฝุ่น และดักจับสิ่งสกปรกออกจากระแสลมอย่างสอดประสาน ให้แรงดูดที่ต่อเนื่องคงที่ 

และแม้ว่าจะเป็นเครื่องดูดฝุ่นไร้สายที่มีขนาดกะทัดรัด แต่แบตเตอรี่ก็สามารถทำงานได้ต่อเนื่องสูงสุดถึง 60 นาที ซึ่งก็น่าจะเพียงพอต่อการทำความสะอาดได้ทั่วทั้งบ้านขนาดมาตราฐานทั่วไปครับ อย่างผู้รีวิวใช้ทำความสะอาดบ้าน 2 ชั้น ก็สามารถทำงานได้เสร็จโดยที่แบตยังเหลืออีกด้วย 

Dyson V15 Detect Absolute นอกจากจะมาพร้อมหน้าจอ LCD ที่แสดงสถานะการทำงานได้อย่างชัดเจนแล้ว บริเวณปุ่มใต้หน้าจอ LCD จะใช้สำหรับการเปลี่ยนโหมดการทำงาน ซึ่งในเบื้องต้นระบบจะตั้งมาไว้ที่โหมด Auto ที่จะทำงานด้วยเซ็นเซอร์การตรวจจับขนาดฝุ่นที่กล่าวก่อนหน้านี้ ระบบจะปรับความแรงการดูดอัตโนมัติได้อย่างแม่นยำ ยกตัวอย่างเช่น การดูดบนพื้น หากเราดูดพื้นกระเบื้องแข็งแล้วลากเครื่องไปดูดต่อบนพรม ระบบจะเพิ่มแรงดูดให้กับเครื่องอัตโนมัติเพื่อทำความสะอาดได้เต็มประสิทธิภาพมากที่สุด

นอกจากนี้ยังมีอีก 2 โหมด คือโหมด Eco ที่ให้เวลาการทำความสะอาดสูงสุด เหมาะสำหรับการดูดฝุ่นงานง่ายๆ ทั่วไป และโหมด Boost ที่เร่งพลังการดูดให้แรงสูงสุด แต่ก็แลกมาด้วยเวลาการทำงานที่น้อยลงนั่นเอง แต่ให้แนะนำก็ใช้เป็นโหมด Auto ดีสุดครับ เพราะระบบจะเลือกแรงดูดให้อัตโนมัติ และค่อนข้างทำงานได้เสถียร และแม่นยำมากครับ

จุดเด่นที่สำคัญที่สุดของรุ่นนี้ ให้สมกับสโลแกน Detect น่าจะเป็นในส่วนของหัวดูดทำความสะอาดแบบ Laser Slim Fluffy ที่จะมาพร้อมระบบเลเซอร์ช่วยส่องสว่างในพื้นที่มืด มองเห็นได้ยาก พร้อมเลเซอร์ที่ทำมุมอย่างเหมาะสม เผยให้เห็นฝุ่นที่มองเห็นได้ยากบนพื้นผิวต่างๆ ช่วยให้เราสามารถจัดการกับฝุ่นบนพื้นได้อย่างสะอาดหมดจดมากที่สุด 

และสำหรับบ้านที่มีสัตว์เลี้ยง ซึ่งมักจะทิ้งขนบนพื้นบ้าน หรือตามพื้นที่ต่างๆ ภายในที่อยู่อาศัย ทาง Dyson ก็มีหัวดูดพิเศษ Pet Grooming Kit ซึ่งเป็นหัวดูดที่มาพร้อมแปรงขนสัตว์เลี้ยง พร้อมท่อดูดเพิ่มความยาว ช่วยให้เราดูแลน้องหมาหรือน้องแมวได้สะดวกมาก พร้อมทำความไปในตัว คนรักสัตว์พลาดไม่ได้

นอกจากนี้ยังมีหัว Detail Cleaning ที่เป็นหัวดูดสำหรับทำความสะอาดใสพื้นที่แคบ หรือเข้าถึงได้ยาก เหมาะสำหรับการทำความตามซอกต่างๆ ในรถยนต์ หรือซอกเฟอร์นิเจอร์ และยังมีส่วนปลายที่สามารถดันขนแปรงออกมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำความสะอาด และกำจัดสิ่งสกปรกบนพื้นผิวได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วยครับ

ต่อไปเราลองไปดูหัวดูดแต่ละชิ้นที่ให้มาในกล่องชุดมาตราฐานกันครับ ชิ้นแรกเราไปดูหัวดูดตัวหลักก่อนเลยครับ คือ หัวดูดทำคตวามสะอาด Digital Motorbar ที่ใช้สำหรับทำความสะอาดล้ำลึกแบบขอบจรดขอบด้วยระบบมอเตอร์ครับ ซึ่งตัวนี้เหมาะสำหรับการทำความสะอาดพื้นทั่วไปแบบไม่ต้องคิดมากครับ สามารถทำความสะอาดฝุ่นหรือเศษผงได้หลายขนาด และทำงานได้ค่อนข้างดีครับ จากที่สังเกตจะเห็นว่าเส้นผมจะติดน้อยลงกว่าแต่ก่อนด้วยครับ 

ต่อไปเป็น หัวดูดเก็บเส้นผม ที่มีขนาดเล็กกะทัดรัดมากยิ่งขึ้น สามารถเก็บเส้นผมได้ดีโดยเฉพาะ และไม่ทำให้เส้นผมติดพันกับส่วนของหัวดูดด้วยครับ จะดูดฝุ่น ผม หรือเส้นขนสัตว์ก็สบาย

หัวดูดปากแคบ หัวนี้จะออกแบบมาเพื่อการทำความสะอาดเฉพาะจุด หรือบริเวณขอบมุม หรือซอกแคบๆ ที่เข้าถึงได้ยากต่างๆ สามารถใช้งานได้หลากหลายในหลายพื้นที่ครับ

หัวดูด 2 in 1 หัวนี้จะเหมาะสำหรับคนที่ไม่อยากเปลี่ยนหัวบ่อยๆ เพราะจะมีหัวดูดสองแบบในหัวเดียวเลยครับ ประกอบด้วยหัวดูดแบบปากกว้าง และแปรงปัดฝุ่น สามารถสลับการใช้งานได้สะดวก จะดูดในรถก็ดี หรือปัดฝุ่นในบ้านก็ยังไหว

นอกจากนี้ยังมีข้อต่อต่างๆ ที่ทำได้ทั้งช่วยยืดระยะการทำความสะอาด หรือข้องอสำหรับทำความสะอาดในจุดที่เข้าถึงยาก อย่างเช่นตามซอกต่างๆ ในรถ ผ้าม่าน หรือหลังตู้ก็ยังทำได้สะดวกครับ

และสุดท้ายจะเป็นส่วนของการจัดเก็บเครื่องดูดฝุ่น Dyson V15 Detect Absolute เครื่องนี้ ในกล่องจะแถมแท่นวางที่เราสามารถติดตั้งที่ใดก็ได้ เพราะไม่กินพื้นที่มาก สามารถติดผนังเพื่อชาร์จเครื่องดูดฝุ่น และจัดเก็บเครื่องมือได้เป็นระเบียบอีกด้วยครับ 

บทสรุป

Dyson V15 Detect Absolute เครื่องดูดฝุ่นไร้สายเครื่องนี้ ถือเป็นเครื่องดูดฝุ่นที่ตอบโจทย์การทำความสะอาดบ้านได้ครบถ้วน และหลากหลายจริงๆ ครับ เพราะมาพร้อมแรงดูดที่สูงมากถึง 240AW มีหัวดูดที่ถอดเปลี่ยนได้ง่าย สะดวก เหมาะสำหรับพื้นที่ต่างๆ ที่แตกต่างกัน

โดยเฉพาะในรุ่นใหม่นี้จะให้หัวดูดพร้อมเลเซอร์ช่วยให้เราทำความสะอาดได้หมดจดยิ่งขึ้น และโดยเฉพาะสำหรับท่านที่เลี้ยงสัตว์ หัวพร้อมแปรงขนสัตว์ ถือว่าเป็นอุปกรณ์ที่ควรมีจริงๆ ครับ ช่วยทำความสะอาดพื้นที่เลี้ยงสัตว์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

นอกจากนี้ยังมาพร้อมหัวดูดดีไซน์ใหม่ ช่วยลดการพันของเส้นผมหรือขนสัตว์ได้เป็นอย่างดี มาพร้อมโหมดการทำงานพร้อมระบบปรับแรงดูดอัตโนมัติ และแบตเตอรี่สามารถใช้งานต่อเนื่องได้สูงสุด 60 นาที (หรือหากต้องการดูดนานขึ้น แบตเตอรี่ก็สามารถถอดได้ สามารถซื้อแบตเสริมเพิ่มเติมได้) จะดูดฝุ่นที่บ้านหรือในรถยนต์ก็สะดวก สะอาด พร้อมระบบกรองอากาศ HEPA ปลอดภัยสำหรับทุกคนในครอบครัวจริงๆ ครับ 

ทั้งนี้ เครื่องดูดฝุ่น Dyson V15 Detect Absolute (HEPA) วางจำหน่ายแล้วในราคา 36,900 บาท พร้อมรับสิทธิเลือกซื้อพร้อมชุดแปรงขนสัตว์เลี้ยง ชุดทำความสะอาดแบบละเอียด หรือชุดทำความสะอาดเฟอร์นิเจอร์ในราคา 1,000 บาท (จากราคาปกติ 2,500 บาท) ตั้งแต่ 1 – 30 ก.ย. 65 นี้เท่านั้น สำหรับการรีวิวก็ต้องขอจบเพียงเท่านี้ จนกว่าจะพบกันใหม่ สวัสดีครับ 😀

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/review-dyson-v15-detect-absolute/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=review-dyson-v15-detect-absolute

รีวิวปากกา Adonit Dash 4 ใช้ได้ทั้งสมาร์ตโฟนและแท็บเล็ต ไม่ต้องผ่านบลูทูธ! รองรับทั้งอุปกรณ์ Apple และ Android

พามาใช้งานปากกา Adonit Dash 4 สำหรับอุปกรณ์สมาร์ตโฟนและ […] More

from:https://www.iphonemod.net/adonit-dash-4-review-sep-2022.html

รีวิว Samsung Galaxy A04s คุ้มมั้ย? ราคาแค่ 4,999 (คลิป)

รีวิว Samsung Galaxy A04s คุ้มมั้ย? ราคาแค่ 4,999 (คลิป)
Noppinij

คลิปวีดีโอนี้ จะพามารู้จักกับ Samsung Galaxy A04s สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ที่ออกมาในเรทราคาแค่ 4,999 บาท โดยเป็นรุ่นที่มีความแตกต่างกับสมาร์ทโฟนในกลุ่มราคาเดียวกัน ด้วยการเลือกใช้ชิปเซ็ต Exynos 850 ที่เป็นของแบรนด์ Samsung เอง

เป็นสมาร์ทโฟนราคาไม่ถึง 5 พันที่กล้องดีมาก ให้ความละเอียดสูง และยังมาพร้อมกับกล้องหลัง 3 ตัว รองรับการซูมสูงสุดที่ระดับ 10X ทดสอบถ่ายภาพที่ระดับการซูม 4X ยังให้ผลลัพท์ที่ใช้ได้อยู่เลยครับ และคมมากในระดับ 2X มีโหมดการถ่ายภาพบุคคลหน้าชัดหลังเบลอ โดยสามารถมาปรับระยะชัดลึกตื้นได้ทั้งในขณะถ่าย และนำมาปรับภายหลัง ที่เราสามารถเปลี่ยนฉากหลังของภาพให้เอฟเฟ็กต์แบบ Spin, Zoom, และแบบตัดสีฉากหลังทิ้งไปด้วย Color Point ตัดฉากหลังได้ฉลาด เพราะโฟกัสตรวจจับบุคคลได้แม่นตามติดใบหน้าได้ตลอด

– กล้องหลัก Wide 50MP AF F1.8

– กล้องถ่ายภาพบุคคล Depth 2MP FF F2.4

– กล้องโฟกัสระยะใกล้ Macro 2MP FF F2.4

– กล้องหน้า Front Camera 5MP F2.0

ให้แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 5,000mAh รองรับเทคโนโลยีชาร์จไว 15W Adaptive Fast Charging หน้าจอขนาดใหญ่ 6.5 นิ้ว ความละเอียด HD+ (720×1600) และเป็นจอชนิดรีเฟรชสูง 90Hz ขอบจอเล็กดีไซด์วางกล้องหน้าแบบ Infinity -V   ใช้กระจกหน้าจอเป็น Gorilla Glass 3 ทนทานต่อการใช้งาน ตัวเครื่องประกอบแน่นหน้าตามมาตรฐาน Samsung ให้ที่สแกนลายนิ้วมือด้านข้างตรงปุ่มพาวเวอร์ ระบบภายในใช้ OneUI 4.1 ครอบทับบน Android 12 ใช้ชิปเซ็ต Exynos 850 RAM 4GB | ROM 64GB

ข่าว: รีวิว Samsung Galaxy A04s คุ้มมั้ย? ราคาแค่ 4,999 (คลิป) มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/review-samsung-galaxy-a04s-video/

ASUS Vivobook 16 รีวิวโน๊ตบุ๊คจอกว้าง กาง 180 ทำงานเช็คหุ้น ดูหนังก็ปัง! พลัง Ryzen 5

ASUS Vivobook 16 จอกว้าง พอร์ตเยอะ ทำงานหรือบันเทิงก็ลงตัว ฟีเจอร์ครบ Ryzen 5 แค่ 22,990.-

ASUS Vivobook D1603Q cov6

ASUS Vivobook 16 การที่มีเครื่องมือช่วยให้ใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น ถือว่าเป็นสิ่งที่ทุกคนแสวงหา การเลือกโน๊ตบุ๊คสำหรับใช้ในชีวิตประจำวันได้สะดวกสบายก็เช่นกัน ASUS Vivobook เป็นไลน์โน๊ตบุ๊คกลุ่มไลฟ์สไตล์ ซึ่งเวลานี้มีให้เลือกหลากหลายรุ่น เช่นเดียวกับ ASUS Vivobook 16 ที่เรานำมาให้ชมกันในวันนี้ ก็น่าสนใจไม่น้อย ด้วยหน้าจอขนาดใหญ่ 16″ ความละเอียด 1920×1200 ในแบบ 16:10 กางออกได้ 180 องศา เพื่อแชร์ไดเดียเด็ดๆ ของคุณให้คนอื่นๆ ได้ชม ยกขุมพลังซีพียู AMD Ryzen 5 5600H ที่ถือว่าเป็นซีรีส์ของเกมมิ่งมาให้ผู้ใช้ได้ทำงานต่างๆ ลื่นไหลมากขึ้น เพิ่มเทคโนโลยีการระบายความร้อนมาเป็นพิเศษ ลดเสียงรบกวน จุดเด่นอยู่ที่การออกแบบและใช้วัสดุแข็งแรง น้ำหนักเบาแม้จะเป็นโน๊ตบุ๊คที่มีจอใหญ่ก็ตาม และเคลือบสารป้องกันแบคทีเรียมาด้วย กล้องเว็บแคมที่ให้ความเป็นส่วนตัว ปิดการใช้งานได้ด้วยปลายนิ้ว และคีย์บอร์ด ErgoSense ให้มุมการกดที่เข้ากับสรีระ การกดที่นุ่มนวล และตอบสนองได้ดี เพิ่มความเร้าใจด้วยระบบเสียง ASUS SonicMaster เช่นเดียวกับพอร์ตต่อพ่วงที่มีให้อย่างครบครัน และการเชื่อมต่อไร้สายอีกมากมาย พร้อมระบบปฏิบัติการ Windows 11 Home ในตัว และการรับประกัน 2 ปี กับราคาเริ่มต้นที่ 21,990 บาท


จุดเด่น

Advertisementavw
  • ให้พื้นที่แสดงผลขนาดใหญ่ 16″
  • กางหน้าจอได้ 180 องศา
  • ให้ซีพียูระดับเกมมิ่ง AMD Ryzen 5 5600H
  • มีสล็อตอัพเกรดแรมเพิ่ม
  • ขอบจอบางมาก มี Privacy shutter มาให้
  • มีพอร์ต USB Type-C มาให้
  • กราฟิกพอเล่นเกมพื้นฐานได้ในระดับ 30-40fps
  • แบตค่อนข้างอึด 50Whr ใช้ได้ราวๆ 8-9 ชั่วโมง

ข้อสังเกต

  • ถ้ามีพอร์ต LAN RJ-45 เพิ่มมาให้ก็น่าจะดี

ASUS Vivobook 16 D1603


Specification

ASUS Vivobook 16 รายละเอียดผลิตภัณฑ์
สี Quiet Blue
ระบบปฏิบัติการ Windows 11 Home – ASUS recommends Windows 11 Pro for business
โปรเซสเซอร์ AMD Ryzen™ 5 5600H Mobile Processor (6-core/12-thread, 19MB cache, up to 4.2 GHz max boost)
กราฟิก AMD Radeon™ Vega 7 Graphics
จอภาพ 16.0-inch, WUXGA (1920 x 1200) 16:10, IPS-level Panel, 300nits, 45% NTSC color gamut for non-OLED, Anti-glare display, Screen-to-body ratio86 %
หน่วยความจำ 8GB DDR4 on board
ตัวจัดเก็บข้อมูล 512GB M.2 NVMe™ PCIe® 3.0 SSD
ช่องเสียบ 1x DDR4 SO-DIMM slot
การเชื่อมต่อ 1 x USB 2.0 Type-A
1x USB 3.2 Gen 1 Type-C
2 x USB 3.2 รุ่น 1 Type-A
1 x Micro HDMI 1.4
1x 3.5mm Combo Audio Jack
คีย์บอร์ดและทัชแพด Chiclet Keyboard with Num-key, 1.4mm Key-travel, Touchpad
กล้อง 720p HD camera
With privacy shutter
เสียง SonicMaster
with Cortana and Alexa voice-recognition support
การเชื่อมต่อไร้สาย Wi-Fi 6(802.11ax) (Dual band) 2*2 + Bluetooth 5
แบตเตอรี่ ลิเธียมไอออน 50WHrs, 3S1P, 3 ก้อน
พาวเวอร์ซัพพลาย ø4.5, 90W AC Adapter, Output: 19V DC, 4.74A, 90W, Input: 100~240V AC 50/60Hz universal
น้ำหนัก 1.88 kg
ขนาด (กxยxส) 35.84 x 24.77 x 1.99 ~ 1.99 cm
แอปที่มาพร้อมเครื่อง MyASUS
คุณสมบัติ MyASUS System diagnosis
Battery health charging
Fan Profile
Splendid
Function key lock
WiFi SmartConnect
Link to MyASUS
TaskFirst
Live update
ASUS Intelligent Performance Technology
AI Noise Canceling
Microsoft Office รวม Office Home และ Student 2021
Military Grade US MIL-STD 810H military-grade standard
Regulatory Compliance
Energy star
ความปลอดภัย BIOS Booting User Password Protection
Trusted Platform Module (Firmware TPM)
BIOS setup user password
ภายในกล่อง Backpack
ราคา 22,990 บาท

ข้อมูลเพิ่มเติม: ASUS


Hardware / Design

ASUS Vivobook 16

ASUS Vivobook 16 D1603Q รุ่นนี้ มาในโทนสีที่เรียกว่า Quiet Blue ซึ่งเรียกว่าแทบจะเป็นสีประจำรุ่นก็ว่าได้ รวมไปถึงโน๊ตบุ๊คกลุ่มธุรกิจ อย่างเช่น ExpertBook ในหลายๆ รุ่น ซึ่งถือว่าค่อนข้างโดดเด่น และดูจะเข้ากันได้ในทุกโอกาส ไม่ว่าจะใช้งานในออฟฟิศ ออกไปนั่งร้านกาแฟ หรือจะไปพบลูกค้านอกสถานที่ ส่วนตัวค่อนข้างชอบสีนี้ เพราะเห็นเป็นรอยนิ้วมือได้ยาก และดูสุขุมเลยทีเดียว เช่นเดียวกับบอดี้ ที่ยังคงความกระทัดรัดเอาไว้ แม้ว่าจะอยู่ในแนวของโน๊ตบุ๊ค 16″ ก็ตาม

ASUS Vivobook 16

โคงสร้างหลักแข็งแรง Cover ยังคงเป็นแบบ ABS แต่จะไม่ได้เป็นซอฟต์ทัชแบบเดียวกับใน Zephyrus แต่เรื่องของสีสัน จะดูเป็นแบบสีด้าน ไม่มันเงา ไม่ต้องกลัวเรื่องริ้วรอยมากนัก ส่วนบอดี้หลักจะมีทั้งเป็นโลหะในบางส่วน ทำให้สัมผัสแข็งแรง และให้ความยืดหยุ่นพอสมควร มีการลบเหลี่ยมมุม เพื่อให้บอดี้ดูมีความบางและเล็กลงอีกด้วย สังเกตได้จากขอบด้านข้างทั้ง 4 ด้าน รวมถึงด้านใต้ของพอร์ตทั้ง 2 ด้าน

ASUS Vivobook 16

กรอบบานของหน้าจอบางเป็นพิเศษ ในส่วนนี้ ASUS เคลมว่าให้สัดส่วนพื้นที่หน้าจอแสดงผลมากถึง 86% เมื่อเทียบกับบอดี้ทั้งหมด ซึ่งดูแล้วเป็นผลดีสำหรับผู้ใช้ทั้งในงานเอกสาร ท่องเว็บหรือจะเน้นความบันเทิง เพราะไม่มีเรื่องของขอบหนาๆ มาทำให้เสียอรรถรสและยังมีส่วนทำให้บอดี้โดยรวมเล็กลงอีกด้วย

ASUS Vivobook D1603Q 36

มาพร้อมกล้องเว็บแคมความละเอียด HD พร้อมไมโครโฟน แต่ไม่รองรับการล็อคอินด้วยใบหน้าผ่านทาง Windows Hello พร้อมที่ปิดกล้อง privacy shutter โดยมีไมโครโฟน และมีไมโครโฟน ASUS AI Noise-Canceling ปรับระดับการตัดเสียงรบกวนที่จะแทรกเข้ามาขณะใช้งานได้หลายรูปแบบ ร่วมกับเทคโนโลยี Ai

ASUS Vivobook 16

คีย์บอร์ด ASUS ErgoSense ในแบบ Full-size จัดเต็ม ถูกวางไว้จนเกือบเต็มพื้นที่กับปุ่มขนาดใหญ่ กดพิมพ์ได้ง่าย ดูสบายตากับฟอนต์ที่คมชัด และวางฟังก์ชั่นต่างๆ รวมถึงฮอตคีย์ให้ใช้งานอีกเพียบ ไม่ว่จะเป็นการเปิด-ปิดฟังก์ชั่น เพิ่มลดระดับเสียง แสงสว่าง รวมถึงมี Numberpad มาให้พร้อมใช้ จะขาดไปบ้างก็น่าจะเป็นเรื่องแสงไฟ Backlit แต่ก็ดูแล้วไม่ใช่เรื่องที่น่าซีเรียสมากนักกับการใช้งานในแต่ละวัน

ASUS Vivobook 16

ASUS Vivobook 16 มีพอร์ตต่อพ่วงให้มาตามมาตรฐาน และน่าจะเยอะมากพอต่อการใช้งานในแต่ละวัน โดยมี USB Type-A ให้ถึง 3 พอร์ตด้วยกัน และเพิ่ม USB-C มาด้วย แต่เน้นที่การถ่ายโอนข้อมูลเป็นหลัก รวมถึง HDMI นอกนี้ ยังรองรับการเชื่อมต่อไร้สาย WiFi 6 ax และ Bluetooth ซึ่งเรียกว่าพร้อมสำหรับการเชื่อมต่อในเกือบทุกรูปแบบ

ASUS Vivobook 16

บานพับหน้าจอแข็งแรงและโดดเด่นในเรื่องของการกางออกได้ถึง 180 องศา ด้วยการออกแบบที่เรียกว่า lay-flat hinge เพื่อการแชร์ข้อมูลให้กับคนอื่นรอบข้างได้ดูพร้อมๆ กัน ซึ่งตรงกับแนวคอนเซปต์ของทาง ASUS ในการใช้งานในสำนักงานหรือจะเป็นด้านความบันเทิงภายในบ้านก็ตาม นอกเหนือจากหน้าจอในแบบ IPS ให้มุมมองกว้างขึ้น และจอขนาดใหญ่ การกางได้แบบนี้เป็นผลดีต่อการใช้งานมากขึ้น

ASUS Vivobook 16

ปุ่ม Enter ที่ใส่โลโก้ในแบบดั้งเดิมที่ทาง ASUS ออกแบบไว้ ซึ่งในความหมายจะคล้ายๆ ว่า เมื่อคุณพร้อม ก็กด Enter เพื่อเข้าสู่การทำงานกันดีกว่า หรือคล้ายเป็นการยืนยันว่า มั่นใจก็กดปุ่ม Enter เพื่อจบงานของคุณกันเถอะ ประมาณนี้

ASUS Vivobook 16

ฝาปิดด้านใต้เป็นโครงโลหะซ่อนอยู่กับบอดี้ที่เป็น ABS เจาะช่องดูดอากาศเย็นด้านใต้เครื่อง และปิดบางจุดเอาไว้ เพื่อเป็นการบังคับทิศทางลม และป้องกันชิ้นส่วนด้านใน เป็นช่องลมที่เรียบง่าย ต่างจากใน TUF Gaming และมีแถบยางที่เป็น Feet ยกตัวโน๊ตบุ๊คให้สูงขึ้นเล็กน้อย

ASUS Vivobook 16

ภายในจัดมาแบบหลวมๆ ไม่ได้แน่นจนเกินไป มีลักษณะการวางองค์ประกอบบางอย่างให้ทำงานได้ดีมากขึ้น และมีสล็อตแรมสำหรับการอัพเกรดได้ โดยทาง ASUS ใช้ระบบระบายความร้อนที่เรียกว่า IceCool technology ที่มาพร้อมใบพัดขนาดเล็ก เสียงรบกวนต่ำ และมีช่องระบายลมร้อนออก บริเวณด้านข้างซ้ายของโน๊ตบุ๊คอีกด้วย

ASUS Vivobook 16

อแดปเตอร์ชาร์จไฟให้มาไซส์ใหญ่แบบเดียวกับบน ASUS Vivobook 15 แต่ขยับมาเป็น 90W 4.74A ถือว่าตอบโจทย์ในการใช้งานได้ดีทีเดียว และขนาดเล็กกระทัดรัดประมาณฝ่ามือเท่านั้น น้ำหนักแค่ 300g จัดว่าเบาและสะดวกต่อการพกพาไม่น้อย สายไฟเป็นแบบยางเคลือบ ทนการพับงอได้ดี ความยาวประมาณ 1.50m

ASUS Vivobook 16

บอดี้โดยรวมถือว่าค่อนข้างลงตัว มิติอยู่ที่ประมาณ 35.84 x 24.77 และน้ำหนักเฉพาะตัวเครื่องราวๆ 1.8Kg เท่านั้น


Keyboard / Touchpad

ASUS Vivobook 16

ชุดคีย์บอร์ดมาในแบบ Chiclet Island ที่แยกส่วนและมีระยะห่างกันกำลังดี เหมาะทั้งสายพิมพ์งานยาวๆ แบบสัมผัส หรือผู้ใช้ทั่วไป ให้แรงกดไม่ลึกมากนัก มีการสะท้อนพอเหมาะ ซึ่งจะคล้ายๆ กันเกือบทั้งหมดในสายทำงานอย่าง Vivobook แต่จะกดลึกกว่า Zephyrus เล็กน้อย ขณะที่มีการตอบสนอง ปุ่มมาในแบบ Full-size ซึ่งมี NumberPad มาในตัว แต่จะไม่มีแสงไฟ Backlit มาให้

ASUS Vivobook 16

ปุ่มคีย์บอร์ดมีความน่าใช้ ใครที่เป็นคนที่พิมพ์แล้วต้องมองแป้นพิมพ์น่าจะชื่นชอบไม่น้อย นั่นก็เพราะตัวฟอนต์ที่ทำออกมาใหญ่ มองเห็นได้ชัดเจน วางเลย์เอาท์ได้ลงตัว ปุ่ม Tab และ Accent อาจจะเล็กไปนิด แต่ก็อยู่ในเกณฑ์ที่ใช้งานได้ง่าย

ASUS Vivobook 16

ปุ่ม Spacebar ตรงกลาง ไม่ยาวนัก แต่ก็ใช้งานได้สะดวกเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณใช้พิมพ์เป็นหลัก เพื่อให้การจัดวางปุ่ม Ctrl และ Alt ได้ใกล้มือยิ่งขึ้น

ASUS Vivobook 16

ส่วนทาง NumberPad ที่ประกอบไปด้วยปุ่มตัวเลขต่างๆ มี โดยยกแถบของ -, + เอาไว้ด้านบน และบรรดาเครื่องหมายพิเศษต่างๆ ส่วนตัวรู้สึกติดนิดหน่อยตรงปุ่ม Arrow ด้านล่าง ที่มีให้แบบครึ่งปุ่มเท่านั้น เล็กไปนิดนึง

จะเห็นว่าตรงปุ่ม Enter ค่อนข้างจะโดดเด่น เพราะมีการใส่ลายเส้นอารมณ์แบบป้าย Slate เวลาที่ถ่ายหนังเข้าไปด้วย ประมาณว่า กดสิ รออะไร เราจะได้เริ่มลุยงานกันเลย น่าจะประมาณนี้ โดยตัวปุ่มเกือบจะไปเชื่อมกับปุ่ม ฃ และ ฅ ทำให้มีพื้นที่ปุ่มมากขึ้นอีกนิด กดได้แม่นขึ้น

ASUS Vivobook 16

ASUS Vivobook 16 วางส่วนฮอตคีย์ที่อยู่ด้านบนก็เรียกว่ามีให้เกือบครบ หากต้องการใช้ปุ่ม F1-F12 แบบตรงไปตรงมา ไม่ต้องกด Fn สามารถเปิด ไม่อยากกด Fn ค้าง สามารถกดเลือก Hotkey priority mode ได้ ด้วยการกด Fn+Esc สลับปุ่ม Function Hotkey กับ F1-F12 ตามปกติ ซึ่งเมื่อกดสลับแล้วบนหน้าจอจะมีหน้าต่างแสดงการสลับการทำงานระหว่างปุ่ม F1-F12 หรือ Function Hotkey แสดงขึ้นมาบนหน้าจอให้เราได้ทราบอีกด้วย ทีนี้ก็จะกดที่ฮอตคีย์ได้ทันที ไม่ต้องกดพร้อมปุ่ม Fn

ASUS Vivobook D1603Q 49 1

ส่วนปุ่มฮอตคีย์นั้น ประกอบด้วย เปิด-ปิดเสียง, เพิ่ม-ลดเสียง, เพิ่ม-ลดแสงสว่างหน้าจอ, เปิด-ปิดทัชแพด, ต่อสัญญาณจอภายนอก, ไมโครโฟน, กล้องเว็บแคม, เรียกใช้ MyASUS และ จับภาพหน้าจอ

ASUS Vivobook 16

ทัชแพดขนาดใหญ่ประมาณ 8.5 x 13cm ถือว่ากว้างขวางทีเดียว หากเทียบกับโน๊ตบุ๊ค 13.3″ ที่ใช้อยู่ ต่างกันอยู่พอสมควร ซ่อนปุ่มกดซ้าย-ขวาเอาไว้ และใช้ Multi-Gesture ได้อีกด้วย เรียกว่าเอาใจสายท่องเน็ต ดูหนังและการเรียนออนไลน์ได้ดีทีเดียว

สติ๊กเกอร์มีอยู่เป็นปกติบนโน๊ตบุ๊ครุ่นใหม่ๆ ในปัจจุบัน ASUS Vivobook 16 รุ่นนี้ก็เช่นกัน นอกจากพื้นที่วางมือขนาดใหญ่แล้ว ก็ยังมีบรรดาสติ๊กเกอร์อย่าง AMD Ryzen 5, Perfect Warranty, และ Office Home and Student มาให้คุณได้ใช้ ไม่ต้องไปซื้อเพิ่ม รวมถึงอธิบายฟีเจอร์ที่มีอยู่มากมายบนโน๊ตบุ๊ครุ่นนี้ อาทิ กางได้ 180 องศา, มี Ai Noise cancelling หรือจะเป็น MyASUS, Physical webcam privacy เป็นต้น


Screen / Speaker

ASUS Vivobook 16

จอแสดงผลของ ASUS Vivobook 16 รุ่นนี้ มาในไซส์ที่ใหญ่กว่าปกติ อยู่ที่ระดับ 16″ พื้นที่การทำงานมากขึ้นกว่าเดิม และเป็น Ratio หรือสัดส่วนแบบ 16:10 ให้พื้นที่แนวยาวที่มากขึ้น ด้วยความเป็นจอใหญ่ และขอบจอที่บางมาก จึงทำให้มีพื้นที่การแสดงผลที่มากขึ้น

ASUS Vivobook 16 ให้อารมณ์ในการดูหนัง หรือต้องเปิดไฟล์ภาพ และการพรีเซนเทชั่น จึงดูอิ่มเต็มตา คือเรื่องการให้ความสำคัญของ ASUS ในเรื่อง Screen-to-Body บอกได้เลยว่า ทำให้ ASUS ดูน่าสนใจมากขึ้นในหลายๆ รุ่น และหน้าจอแบบนี้ ทำให้การแบ่งหรือ Split Window รวมถึงการใช้ประชุมออนไลน์ มองเห็นสมาขิกได้จำนวนมากและชัดกว่าเดิม โดยเฉพาะคุณครู ที่ต้องดูลูกศิษย์ขณะที่สอนงาน บอกเลยว่าน่าจะชอบเป็นพิเศษ

ASUS Vivobook 16

ขอบด้านล่างยังถือว่าค่อนข้างบาง เพราะมีพื้นที่กรอบอยู่เล็กน้อย กว้างราว 1.5cm เท่านั้น ซึ่งทำให้ตัวจอมีมิติกว้างขึ้น และดูไม่เกะกะสายตา พร้อมโลโก้ ASUS Vivobook สีขาวบนพื้นสีดำ

ASUS Vivobook 16
Webcam1
Physical Webcam Shield

กล้องเว็บแคมนี้ให้ความละเอียด 720p HD ที่ให้ความคมชัดในระดับหนึ่ง มาพร้อมกับ Privacy shutter ในแบบที่คุณใช้เลื่อนเปิด-ปิดหน้ากล้องได้ด้วยตัวเอง ใช้ก็เปิด ไม่ใช้ก็ปิด เป็นการป้องกันตัวเอง ในแง่ของการมีโทรจันหรือไวรัสที่ใช้ช่องทางเข้าถึงกล้องของเราได้ไม่ง่าย รวมถึงคนที่มักจะเผลอลืมปิดกล้องหลังประชุม หรือออนไลน์ทำงานอยู่

Webcam 1

ส่วนคุณภาพของกล้องเว็บแคม ก็เป็นไปตามตัวอย่างนี้ ความคมชัดอยู่ในระดับมาตรฐาน เรื่องแสงสีพอใช้ได้ แต่ถ้าคุณเซ็ตห้องหรือวางไฟ ให้มีความสว่างที่หน้าบ้าง ก็จะทำให้ดูสวยเนียนขึ้นได้อีกเยอะ เหมาะกับการประชุมหรือการเรียน หรือคุณจะใช้ในการนำเสนองานก็พอใช้ได้เช่นกัน

สำหรับไฮไลต์อย่างหนึ่งของโน๊ตบุ๊ค ASUS Vivobook 16 รุ่นนี้อยู่ที่ฟีเจอร์ 180° lay-flat hinge ที่สามารถกางหน้าจอออก 180 องศา มาพร้อมบานพับที่แข็งแรง โดยตัวจอที่กางออกนี้ เหมาะกับใช้ในโอกาสต่างๆ ได้มากมาย และถ้าจะให้ดี มีฟังก์ชั่นกลับภาพหน้าจอให้ได้เลย สำหรับแชร์ภาพให้คนตรงข้ามได้เห็น หรือแบ่งปันให้ดูกันได้หลายๆ คนก็คงจะดีไม่น้อย

ตัวอย่างภาพของเกม การสตรีมและการเล่นเกม เรารวมเอามาไว้ให้ได้ชมกัน ในส่วนของเกม ไม่มีติดขัด ยิ่งเป็นเกมสีสันสดใส เอฟเฟกต์อลังการอย่าง DOTA2, Overwatch, Apex หรือจะเป็นเกมอย่าง Diablo ก็ให้ภาพที่สวยงาม เพียงแต่ว่าในบางเกม ไม่สามารถอัพความละเอียด หรือเพิ่มความสวยงามเยอะๆ ได้ ตามสเปคของระบบ ส่วนการชมวีดีโอ ถือว่าทั้งรายละเอียดและความไหลเนียนของภาพ ทำได้ดี ดูได้เพลินตา และเมื่อเราลองปรับ HDR enable บน Windows ภาพที่ใด้ดูกลมกลืนมากขึ้น แม้จะไม่ได้ถูกวาง Certified ด้าน HDR มา แต่ Vivobook 16 นี้มีพื้นฐานของพาแนลมาดีพอสมควร เพราะให้ความต่างในการแสดงผลได้มากขึ้น แม้จะไม่ได้สดใสแบบ HDR OLED แต่ถ้ามาดูพื้นฐานของจอบนโน๊ตบุ๊คราคาประมาณ 22,990 บาทนี้แล้ว จัดว่าเกินคาด

ASUS Vivobook 16

บน Display Properties บอกข้อมูลของ Resolution เป็น 1920 x 1200 ในแบบ Native อาจจะทำให้ดูฟอนต์ใหญ่อยู่บ้าง แต่สามารถปรับ Scale ให้เหมาะกับความชอบของคุณได้เลย

Display CAL 1 2

ในแง่ของสีสันและความสดใส รวมถึงความแม่นยำของค่าสี ที่จะนำมาใช้งานนั้น แนะนำว่า ถ้าใช้งานในห้องปกติ ปรับความสว่าง 60-70% ก็เพียงพอต่อการใช้งานแล้ว หรือถ้าชอบแนวสว่างชัดๆ ไปเลย ก็เพิ่มอีกเล็กน้อยตามสะดวก โดยใช้ฮอตคีย์ F4, F5 ส่วนในแง่ของความแม่นยำ เราใช้โปรแกรม DisplayCAL กับอุปกรณ์ทดสอบหลักอย่าง ColorChecker มาทดสอบ ซึ่งผลที่ได้เป็นดังนี้ครับ ค่า Gamut อยู่ที่ราวๆ 60% อยู่ในเกณฑ์พื้นฐานของจอโน๊ตบุ๊คทำงาน ส่วนตัวมองว่าเป็นเรื่องปกติ หากเป็นในกลุ่ม Vivobook 15 ที่เป็น OLED หรือ Zephyrus ตัวเกมมิ่ง ก็จะทำได้ดีกว่า แต่อย่าลืมว่าราคาก็จะดีดเพิ่มขึ้นไป ส่วนถ้ามีความจำเป็นจะต้องทำงานเกี่ยวข้องกับด้านภาพและสีเพิ่ม ให้มองจอทำงาน ที่ต่อแยกเพิ่มดูจะเหมาะสมมากกว่า

แต่อีกค่าหนึ่งดูน่าสนใจเช่นกัน นั่นคือ ค่าความสว่าง ที่จอนี้ทำได้เมื่อเปิดสุด 100% ให้ผลทดสอบได้ถึง 361cd/m2 ซึ่งเหมาะสำหรับการทำงานในที่ที่แสงน้อย หรือมีแสงรอบข้างค่อนข้างมาก หรือคนที่ใช้งานนอกสถานที่บ่อย แต่กรณีที่ใช้ในสำนักงาน ปรับในระดับ 60-70% ที่มีแสงไฟรอบข้างเพียงพอ ก็มองเห็นได้ชัดแล้วครับ


Connector / Thin and Weight

ASUS Vivobook 16

ส่วนฝั่งทางด้านซ้ายของโน๊ตบุ๊คนั้น จะมีเพียง USB 2.0 Type-A มาเพียงพอร์ตเดียวเท่านั้น แต่ใช้พื้นที่ว่างอีกส่วนหนึ่ง มาเป็นช่องระบายความร้อน ถือว่าเป็นไอเดียที่ดี การแยกฝั่งการใช้งานแบบนี้ เป็นผลดีหลายอย่าง ตั้งแต่การจัดระเบียบการต่อพ่วงอุปกรณ์ได้แล้ว ยังง่ายต่อการใช้ ไม่ต้องเกะกะอีกด้วย

ASUS Vivobook 16

โดยส่วนตัวการมี USB-C มาให้ก็จะเป็นการดีอยู่แล้ว เพียงแต่ถ้าได้เพิ่มฟังก์ชั่้น ที่นอกเหนือจากการถ่ายโอนข้อมูล ก็จะเป็นผลดีต่อผู้ใช้มากกว่าเดิม แม้ว่าการเติม Thunderbolt 4 เข้ามา อาจจะเป็นเรื่องค่อนข้างยาก เพราะอาจจะทำให้ราคาขึ้นไปเกินกว่า 25K ดังนั้นการเพิ่มบทบาทของ USB-C ก็ดูจะน่าสนใจไม่น้อย อย่างไรก็ดีหากผู้ใช้ไม่ได้ซีเรียส ก็อย่าลืมว่ายังมี HDMI ที่แสดงผลไปยังจอภายนอกได้อีกด้วย ก็พอจะตอบโจทย์ในด้านนี้ได้

ASUS Vivobook 16

ส่วนในเรื่องมิติและความบาง ASUS เคลมเอาไว้ว่า 1.99cm ก็เป็นเรื่องปกตินะของโน๊ตบุ๊คในระดับ 15.6″ หรือ 16″ แบบนี้ โดยเฉพาะการวัดในจุดที่หนาสุด เพราะอย่าลืมว่าโน๊ตบุ๊คจะต้องมีโครงสร้างส่วนหนึ่ง ในการรับภาระโดยรวมเช่นกัน ดังนั้นก็ต้องเพิ่มความแข็งแรง และส่วนตัวก็มองว่าไม่ได้เป็นปัญหา หากจะใส่เข้าไปในกระเป๋าเป้หรือใช้สะพายข้าง เพราะยังมีพื้นที่มากพอในการจัดวางสิ่งต่างๆ ได้ ไม่อึดอัดจนเกินไป

Weight 1
Weight 3

และน้ำหนักที่ได้ อยู่ที่ประมาณ 1.87Kg ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับที่เคลมเอาไว้ในเว็บไซต์ของ ASUS อยู่ที่ 1.88Kg เมื่อรวมกับแอดปเตอร์ขนาดเล็กๆ น้ำหนักประมาณ 300 กรัม ก็ทำให้โน๊ตบุ๊คจอใหญ่ๆ แบบนี้ หนักประมาณ 2.1Kg เท่านั้น ยังอยู่ในเกณฑ์ของการพกพาได้ และอยู่ในระดับเดียวกับโน๊ตบุ๊ค 15.6″ อีกด้วย จะใส่กระเป๋าเป้เดินทาง ก็ยังพอไหว จะเป็นชายร่างใหญ่หรือสุภาพสตรีที่ยกบ้าง วางบ้าง แวะหาลูกค้าทำงาน และวางในรถยนต์ก็ไม่เกะกะ


Inside / Upgrade

ASUS Vivobook 16

มาดูที่ด้านหลังหรือด้านใต้ของโน๊ตบุ๊ค ASUS Vivobook 16 นี้กันก่อนจะไปแกะ เพื่อดูด้านในและการอัพเกรด สำหรับคนที่อยากจะลองทำด้วยตัวเอง สามารถใช้ไขควง 4 แฉกในการแกะได้ มีน็อตประมาณ 13 ตัวด้วยกัน ไขง่ายมาก ส่วนการแกะฝาปิดนั้น อาจจะต้องใช้ความระมัดระวังเล็กน้อย

ASUS Vivobook 16

เมื่อเปิดฝาออกมา จะเห็นด้านในเป็นเช่นนี้ โดยจะเป็นโครงที่มีชิ้นส่วนปกป้องอุปกรณ์ด้านในอยู่พอสมควร เช่น ขาล็อคน็อต, SSD module รวมถึงตะแกรงกรองฝุ่นในจุดที่เป็นพัดลม

ASUS Vivobook 16

ภายในของ ASUS Vivobook 16 เมื่อเปิดฝาออกมาทั้งหมดแล้ว ภายในเราจะได้เห็นเมนบอร์ดในไซส์ขนาดมาตรฐาน ซึ่งใช้พื้นที่ประมาณ 1/3 ของพื้นที่ทั้งหมดภายใน สำหรับการจัดวางชุดระบายความร้อน แม้จะเป็นแบบพัดลมเดียว และใช้ฮีตไปป์ทองแดงจำนวน 2 เส้น วิ่งคู่กันจากฮีตซิงก์ของซีพียู ผ่านมายังช่องพัดลม และไปยังครีบระบายความร้อน และให้พัดลมที่ดูดลมเย็นเข้ามา เป่าออกไปทางด้านข้างซ้าย และทาง ASUS ใช้เทคโนโลยี IceCool Thermal ช่วยในการระบายความร้อน

ASUS Vivobook 16

ใบพัดลมเป็นแบบ 87 ใบขนาดเล็กมากๆ และยังเป็น Liquid-crystal polymer ซึ่งถือว่าเป็นผลดี เพราะทำให้มีความแข็งแรง และเสียงรบกวนน้อย ซึ่งตอบโจทย์การใช้งานทั้งในด้านของการเล่นเกม ดูหนังต่อเนื่องหรือในช่วงที่โหลดซีพียูหนักๆ ได้ดีพอสมควร

ASUS Vivobook 16

ช่องที่เป็นทิศทางลมออกอีกช่องหนึ่ง ซึ่งอยู่บริเวณด้านหลัง หรือใต้หน้าจอ เบี่ยงไปทางด้านซ้ายเล็กน้อย ช่วยให้การระบายอากาศทำได้คล่องตัวขึ้น

ASUS Vivobook 16

มาว่ากันที่การอัพเกรดกันบ้าง โดยพื้นฐาน ASUS Vivobook จะมาพร้อมกับแรมออนบอร์ด เช่นเดียวกัน รุ่นนี้มีมาให้ 8GB DDR4 แล้ว และยังมีสล็อตแรมเพิ่มให้อีก 1 สล็อต DDR4 SO-DIMM สำหรับการอัพเกรดอีกด้วย โดยเพิ่มได้อีกอย่างน้อย 24GB เมื่อรวมกับของเดิม

ASUS Vivobook 16

และอีกช่องหนึ่งที่น่าสนใจ นั่นคือ เดิมทาง ASUS ติดตั้ง SSD ในแบบ M.2 NVMe PCIe 3.0 x4 มาแล้ว 1 ตัว ความจุ 512GB ก็สามารถเพิ่มความจุ ด้วยการเปลี่ยนเป็น SSD ในรูปแบบเดียวกัน จะเพิ่มความจุหรือความเร็ว ก็ดูได้ตามความเหมาะสม ซึ่งโดยความเห็นส่วนตัว ถ้าคุณเป็นคนที่มีข้อมูลเยอะมาก ใช้โปรแกรมค่อนข้างหลากหลาย การเพิ่มเป็น SSD 1TB ก็ดูน่าสนใจ เพราะราคาเวลานี้ก็ถูกลงมาก 1TB ราคาเริ่มต้นประมาณ 3 พันบาทเท่านั้น

ASUS Vivobook 16

แบตเตอรี่ที่ให้มาเป็นแบบ 3-cell 50Whr ซึ่งอยู่ในเกณฑ์กลางๆ เมื่อเทียบกับโน๊ตบุ๊คในขนาด 15.6″ หรือ 16″ ที่มีอยู่ในท้องตลาด เรื่องของระยะเวลาในการทำงาน สามารถเข้าไปดูในส่วนของการทดสอบ Battery / Heat / Noise กันได้เลยครับ

อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจคือ บริเวณที่เป็นบานพับทาง ASUS ออกแบบมาเป็นแนวยาวตลอดทั้งบอดี้ และมีจุดยึดที่แข็งแรงพอสมควร ทำให้พอมั่นใจได้ว่า จะใช้ไปได้แบบยาวๆ เมื่อต้องเปิด-ปิดๆ อยู่บ่อยครั้ง ยิ่งคนที่ต้องเดินทางบ่อย น่าจะให้ความสำคัญในจุดนี้ด้วยเช่นกัน


Performance / Software

ASUS Vivobook 16

มาสู่โหมดการทดสอบ เริ่มที่ CPUz กับการรายงานข้อมูลฮาร์ดแวร์ โดยแจ้งเป็นซีพียู AMD Ryzen 5 5600H ได้อย่างถูกต้อง ทำงานในแบบ 6 core/ 12 thread มีแคช L3 มากถึง 16MB ส่วนอินเทอร์เฟสการเชื่อมต่อเป็น PCI-Express 4.0 x16 แล้วนะ

ASUS Vivobook 16

แรมที่ติดตั้งมาเป็นแบบ DDR4 3200 ความจุ 8GB สามารถอัพเกรดเพิ่มเติมจากสล็อตที่มีมาให้บนเมนบอร์ดได้ แนะนำว่าถ้าคุณไม่ได้ติดเรื่องค่าใช้จ่ายมากนัก หรือต้องการประสิทธิภาพในงานที่มีการใช้ทรัพยากรเยอะ เช่น โปรแกรมแต่งภาพ เปิดไฟล์ขนาดใหญ่ หรือตัดต่อวีดีโอเบื้องต้น เพิ่มอีกสัก 16GB ก็จะเห็นศักยภาพที่ทำได้ดีมากขึ้น รวมถึงการเล่นเกมก็มีส่วนอยู่ไม่น้อยเช่นกัน

CPUz4

และกราฟิกที่มีมาพร้อมซีพียู AMD Ryzen 5 รุ่นนี้ เป็นรุ่น Radeon Vega Graphic ที่ถือว่าเป็นอีกเลเวลหนึ่งที่ช่วยให้การเล่นเกมหรือทำงานด้านวีดีโอได้ดียิ่งขึ้น โดยระบบจะจัดการเรื่อง Cache หรือ VRAM ให้อัตโนมัติ ผลที่ได้ในการเล่นเกมเป็นอย่างไร ดูได้จากการทดสอบครับ

CPUz5

เราลองทดสอบระดับประสิทธิภาพ ASUS Vivobook 16 เมื่อเทียบกับซีพียูที่เป็นอดีตตัวแรงของเหล่าเกมเมอร์อย่าง AMD Ryzen 7 2700X เรื่องของ Single-Thread นั้น Ryzen 5 5600H สามารถกระชากลูกเลี้ยงหลบไปยิงได้ไม่ยาก ส่วน Multi-Thread ก็ทำได้สูสีเลยทีเดียว เป็นรองอยู่เล็กน้อย แต่ย้ำว่า Ryzen 7 2700X นั้นเป็นซีพียู PC ที่มีค่า TDP สูงกว่าและมี Core/ Thread ที่มากกว่านะ

ASUS Vivobook 16

ระบบ Storage เป็น SSD จากทาง Micron 2210 เท่าที่เช็คฮาร์ดแวร์จะเป็นแบบ 3D NAND QLC เป็น SSD สำหรับกลุ่มเอนด์ยูสเซอร์ เริ่มต้นกับการใช้งานที่มีประสิทธิภาพตอบโจทย์การใช้ในชีวิตประจำวันได้ดีพอสมควร ร่วมกับอินเทอร์เฟส PCIe 3.0 x4 ซึ่งความเร็วในการอ่านอยู่ที่ประมาณ 2,200MB/s และเขียนที่ 1,100MB/s

ASUS Vivobook 16

ในการทดสอบด้วยโปรแกรม PCMark10 ทำคะแนนโดยรวมอยู่ที่ 5,642 คะแนน โดยมีคะแนนในส่วนของ Essentials และ Productivity ทำได้ค่อนข้างดี เกือบถึง 10,000 คะแนน

ASUS Vivobook 16

ส่วนการทดสอบ 3DMark กับกราฟิก Radeon Vega ที่ติดตั้งมาบนซีพียู ซึ่งยังคงทำคะแนนได้ดีพอสมควรในหลายการทดสอบ ซึ่งเชื่อว่าถ้าติดตั้งแรมเพิ่มเติมเข้าไป น่าจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการทำงานได้ดียิ่งขึ้น

ASUS Vivobook 16

ผลการทดสอบกับ CINEBench ในเวอร์ชั่นต่างๆ ด้วยซีพียูในระดับ 6 core/ 12 thread ก็จัดว่าตอบสนองการใช้งานได้ดีในระดับหนึ่ง เมื่อเทียบกับซีพียูในระดับเดียวกัน

ASUS Vivobook 16

การทดสอบด้วยเกม 3 มิติ เพื่อให้เห็นประสิทธิภาพในการเล่นเกม ด้วยกราฟิก AMD Radeon Vega นี้ ก็ถือว่าให้คุณเล่นเกมในแนวต่างๆ ที่ไม่ได้ใช้ทรัพยากรมากจนเกินไป หรือแทบจะไม่ต้องพึ่งพึงความสามารถของการ์ดจอแยก โดยเกมอย่าง DOTA2 ในโหมด Fastest ให้เฟรมเรตได้สูงถึง 80fps และเฉลี่ยอยู่ที่ราว 60fps ได้นิ่งๆ แม้ภาพจะไม่สวยงามหรูหรา แต่คุณยังคงได้เห็นเอฟเฟกต์และความลื่นไหลได้

ASUS Vivobook 16

โดยที่ในเกม Overwatch ก็ถือว่าทำตัวเลขเฟรมเรตออกมาได้ดีเช่นกัน โดยการตั้งค่าจะอยู่ที่ Low สามารถเล่นได้ในเฟรมเรตเฉลี่ยที่ 70fps ลื่นไหลสบายตา และสุดท้ายกับเกมที่โหดขึ้นมาอีกนิด อย่าง PUBG ที่ตั้งเอาไว้ในแบบ Very Low เล่นได้บนเฟรมเรตเฉลี่ยประมาณ 30-35fps. ก็จัดว่าพอเล่นได้ แต่ถ้าลด View Distance ลงอีกหน่อย ก็จะได้ถึง 40fps เลยทีเดียว


Battery / Heat / Noise

ASUS Vivobook 16

แบตเตอรี่ที่ติดตั้งมาให้บน ASUS Vivobook 16 รุ่นนี้เป็นแบบ 3-cell, 50Whr ในการทดสอบ ด้วยการใช้โปรแกรม BatteryMon และตั้งค่าการทดสอบด้วยเงื่อนไข ที่อยู่ในสมมติฐานด้วยการจำลองใช้งานแบบประหยัดแบต ในการทดสอบ Video Playback กับระดับเสียง 20% และความสว่างประมาณ 25% สตรีมมิ่ง Youtube ต่อเนื่อง และค่า Power Options ในโหมด Balanced ให้ระยะการทำงานได้เกือบ 9 ชั่งโมงเลยทีเดียว นับว่าเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจพอสมควร ต้องถือว่าช่วยให้ผู้ใช้สามารถนำโน๊ตบุ๊คไปใช้งานข้างนอกได้เกือบๆ ครึ่งวัน เมื่อชาร์จแบตจนเต็ม และเราเพิ่มการทดสอบการชาร์จ โน๊ตบุ๊คสามารถชาร์จไฟที่ระดับ 30% ในเวลาประมาณ 20 นาทีเท่านั้น ถือว่าทำได้ค่อนข้างดี

Battmon

มาทดสอบในด้านของอุณหภูมิขณะทำงานกันบ้าง จากที่ใช้โปรแกรม Furmark ในโหมด CPU Burner เพื่อให้ซีพียูทำงานในแบบ 100% Full-load ในห้องควบคุมอุณหภูมิประมาณ 25 องศาเซลเซียส เพื่อจำลองการทำงาน เมื่ออยู่ในสภาวะที่ทำให้ซีพียูทำงานเต็มกำลัง บนความเร็วสัญญาณนาฬิกาประมาณ 4.0GHz ผลที่ได้คือ อุณหภูมิขึ้นไปสูงสุดประมาณ 94 องศาเซลเซียส และลงมาอยู่ที่ 84 องศาเซลเซียสแบบนิ่งๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่มาจากความสามารถของระบบระบายความร้อน ASUS IceCool พัดลมตัวเดียวก็เอาอยู่

Temp 1

หากมองในความเป็นจริงแล้ว มีการทำงานไม่มากนัก ที่จะรีดพลังของซีพียูไปในระดับนั้น เพราะโปรแกรมส่วนใหญ่จะเรียกใช้ประมาณ 30-40% เท่านั้น ดังนั้นความร้อนที่จะเกิดขึ้นจริง ก็อยู่ที่ราวๆ 50-70 องศาเซลเซียสเท่านั้น


Conclusion / Award

ในภาพรวมของ ASUS Vivobook 16 รุ่นนี้ ผมมองเห็นความโดดเด่นในการถ่ายทอดเรื่องราวของโน๊ตบุ๊คที่มีจอขนาดใหญ่ ซึ่งดูเข้ากับชีวิตประจำวันของคนส่วนใหญ่ได้มากกว่า ถ้าไม่นับเรื่องของของการพกพาสำหรับบางคน ด้วยจอขนาด 16″ 1920×1200 นี้ ช่วยให้มองเห็นสิ่งต่างๆ ในงานและความบันเทิงได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น วิศวกรที่ต้องการพรีวิวงานให้กับลูกค้า หรือจะเป็นคุณครูที่ใช้พื้นที่ในการนำเสนอแก่นักเรียน หรือการเรียนออนไลน์ รวมถึงผู้ใช้ตามบ้าน ที่มีพี่น้องลูกหลาน ให้มาใช้งานร่วมกันได้ แบ่งปันความบันเทิงให้กับคนในครอบครัว หรือจะนั่งดูหนัง สตรีมมิ่งกับเพื่อนๆ ไปจนถึงเหล่ายูทูปเบอร์ที่พอจะใช้ในการตัดต่อวีดีโอเบาๆ กับการพรีวิวภาพได้กว้างกว่าเดิม สิ่งเหล่านี้คือจุดเด่นที่น่าสนใจ

ในแง่ของประสิทธิภาพ ถือได้ว่า AMD Ryzen 5 5600H นี้ ตอบสนองกับแอพพลิเคชั่นในด้านต่างๆ ได้ดี รวมถึงผลทดสอบต่างๆ ที่ออกมา ก็น่าพึงพอใจ เรียกว่างานบ้าน ไปจนถึงงานสำนักงาน สอบผ่านในทุกจุด และยังเติมความสนุกในการเล่นเกมได้ดีพอสมควร แม้จะไม่ใช่เป้าหมายหลักก็ตาม ด้วยกราฟิกที่มากับซีพียู AMD รุ่นนี้ ก็เรียกว่าเน้นงานทั่วไป มากกว่า อย่างไรก็ดีเรายังได้เห็นเฟรมเรตสวยๆ จากเกมต่างๆ มาให้สัมผัส และเป็นการเล่นเกมในโหมด Full-HD อีกด้วย เช่นเดียวกับในเรื่องของเสียงก็ยังให้ความสนุกสนาน และเต็มอิ่มไปกับการชมภาพยนตร์ได้อีกด้วย

เช่นเดียวกับพอร์ตต่อพ่วงมีมาให้เยอะพอสมควร โดยเฉพาะพอร์ตสำคัญๆ เช่น USB Type-C หรือ HDMI จะขาดก็เพียงเล็กๆ น้อยๆ ถ้ามองในแง่การใช้งานพอร์ต USB Type-A ก็จัดมาให้อีก 3 พอร์ต ก็เรียกว่าใช้งานได้เยอะแล้ว แต่น่าเสียดายที่ทาง ASUS ไม่ได้ติดตั้งแสงไฟ Backlit มาบนคีย์บอร์ด ซึ่งถือว่าเป็นไฮไลต์ของโน๊ตบุ๊ครุ่นนี้ โดยเฉพาะปุ่มคีย์ใช้งานง่าย กดสะดวก และยังมีฮอตคีย์มาให้อีกเพียบ แต่โดยปกติ ถ้าคุณเป็นคนที่วางมือ หยุดพักไม่ได้สนใจกับการใช้งานในที่มืดๆ หรือจะต้องทำงานในช่วงเวลาแสงน้อย ก็แทบจะไม่ได้จำเป็นเลย

ด้านการอัพเกรดอย่างน้อยๆ คุณเติมแรมเพิ่มได้ รวมถึงเปลี่ยน SSD ในแบบ M.2 ได้ ก็จัดว่าคุ้มค่าแล้ว ยังไม่รวมการมี Windows 11 Home และ Office Student 2021 มาด้วย รวมถึงการรับประกัน 2 ปี ในราคาแค่ 21,990 บาท เท่านั้น

Award

award new value

ด้วยความเป็นโน๊ตบุ๊คในราคาแค่ 2 หมื่นต้นๆ เท่านั้น แต่ ASUS จัดเตรียมองค์ประกอบมาให้ใช้งานครบครัน ว่ากันตั้งแต่ซีพียูที่ขยับมาเป็นแบบเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค มีพื้นฐานของระบบที่รองรับการอัพเกรด และหน้าจอขนาดใหญ่ รวมไปถึงเทคโนโลยีต่างๆ ที่มอบให้กับผู้ใช้ หน้าจอใหญ่ อัพเกรดได้ พร้อม Windows 11 Home และ Office มาด้วย ราคานี้ถือว่าทำได้คุ้มค่าน่าใช้เลยทีเดียว ตอบโจทย์การใช้งานในหลายๆ ด้าน ได้อย่างลงตัว

from:https://notebookspec.com/web/665992-asus-vivobook-16-ryzen5-5600h

รีวิว Jabra Elite 5 หูฟังไร้สายสำหรับคนยุคใหม่ มี ANC กันน้ำ คุยชัด ตอบโจทย์ทุกดิจิตัลไลฟ์สไตล์

สวัสดีครับ กลับมาพบกับการรีวิวหูุฟัง TWS รุ่นใหม่ที่น่าสนใจกับพวกเราทีมงาน MobileOcta อีกครั้งนะครับ วันนี้เรามีโอกาสได้หูฟังบลูทูธรุ่นใหม่จากค่าย Jabra ที่เพิ่งเปิดตัวไปหมาดๆ อย่าง Jabra Elite 5 ซึ่งบริษัทนี้มีชื่อเสียงมานานในด้านการทำหูฟังบลูทูธประเภทการคุยชัด เน้นการสนทนาเป็นหลักมาก่อน 

แต่ในปัจจุบัน Jabra ถือว่าก้าวข้ามมาเป็นหนึ่งในผู้นำโดยนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาพัฒนาในผลิตภัณฑ์ใหม่ของตัวเอง อย่างเช่นในหูฟัง Jabra Elite 5 รุ่นนี้ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีสนทนาชัดแจ๋วด้วยไมค์ถึง 6 ตัว

รวมถึงยังรองรับระบบตัดเสียงรบกวน Hybrid Active Noise Cancellation (ANC) อีกด้วย แต่ใช้งานจริงจะเป็นอย่างไรบ้างนั้น วันนี้เราจะเล่าให้ฟังครับ

แกะกล่อง Jabra Elite 5

  • หูฟัง Jabra Elite 5
  • เคสชาร์จ (หูฟังถูกใส่ไว้ในเคส)
  • ปลายหูฟัง EarGels 3 ชุด 3 ขนาด
  • สายชาร์จ USB-A to USB-C
  • คู่มือและใบรับประกัน

สเปค Jabra Elite 5

  • ขนาดไดร์เวอร์เสียง 6 มม. 
  • น้่ำหนักเคส 40 กรัม
  • น้ำหนักหูฟัง 5 กรัมต่อข้าง
  • กันน้ำมาตราฐาน IP55
  • มีไฟ LED สำหรับแสดงสถานะแบตเตอรี่ หรือการเชื่อมต่อ
  • ระบบตัดเสียงรบกวนแบบ Hybrid Active Noise-Cancellation
  • ความถี่ที่รองรับ
    • Music Mode 20Hz – 20000Hz
    • Speak Mode 100Hz – 8000Hz
  • Codecs – AAC, Qualcomm aptX, SBC
  • จำนวนไมค์ 6 ชุด
  • ซอฟท์แวร์ Jabra Sound+
  • รองรับ Google Fast Pair (Android Only), Spotify Tap
  • ระบบสั่งการด้วยเสียง
    • Amazon Alexa
    • Apple Siri
    • Google Assistant (Android Only)
  • รองรับ Mono Mode
  • รองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth 5.2, A2DP v1.3, AVRCP v1.6, HFP v1.8, HSP v1.2
  • ระยะทางการรับสัญญาณ ประมาณ 10 เมตร
  • เชื่อมต่อได้ 2 อุปกรณ์พร้อมกัน
  • มีระบบ Auto Pause, Auto Power On และ Power Off 
  • การรับประกัน 2 ปี
  • ราคา 5,290 บาท มี 2 สีให้เลือกคือ Titanium Black และ Gold Beige

ดีไซน์การออกแบบ

หูฟัง Jabra Elite 5 เป็นหูฟังที่มาพร้อมการออกแบบที่สวยหรู ดูดี อีลิทสมชื่อครับ โดยจะมีให้เลือกทั้งหมด 2 สีครับ คือ Titanium Black และ สีทอง Gold Beige ที่เราได้มารีวิวนี้เอง

วัสดุในส่วนของเคสและหูฟังจะเหมือนกันครับ คือเป็นวัสดุผิวด้านให้สัมผัสค่อนข้างพรีเมี่ยมทีเดียว ตัวเคสมีดีไซน์ที่โค้งมนพร้อมจุดตัดบริเวณบนและล่าง ทำให้สามารถหยิบจับได้ถนัด และสามารถตั้งชาร์จบนแท่นชาร์จไร้สายได้อย่างมั่นคง

ด้านหน้ามีโลโก้ Jabra พร้อมช่องไฟ LED สำหรับแสดงสถานะการชาร์จ และการเชื่อมต่อ

บริเวณด้านหลังมีพอร์ต USB-C สำหรับชาร์จ และ Jabra Elite 5 ยังรองรับการชาร์จไร้สายตามมาตราฐาน Qi ด้วย ทำให้สามารถใช้ที่ชาร์จไร้สายร่วมกับอุปกรณ์อื่นอย่างเช่นสมาร์ทโฟนได้เลยครับ

เมื่อเปิดฝาขึ้นจะพบกับหูฟัง 1 คู่วางเรียงอย่างสวยงามพร้อมใช้ และหากใช้ร่วมกับอุปกรณ์ Android OS อย่างเช่นสมาร์ทโฟน ระบบบนมือถือจะบอกให้เราเชื่อมต่อหูฟังได้อย่างรวดเร็วเลยครับ

ดีไซน์ในส่วนของหูฟังจะมาแนวกะทัดรัดครับ มีขนาดเบาๆ เล็กๆ สามารถสวมใส่ได้ง่าย สบายตลอดทั้งวัน จนบางครั้งลืมไปเลยว่ากำลังใส่หูฟังอยู่ ดูแล้ววัยรุ่นที่มีไลฟ์สไตล์ Active น่าจะชอบครับ เพราะสามารถใส่สบายได้ตลอดวันโดยไม่เมื่อยล้า รวมถึงยังให้ปลายหูฟังขนาดแตกต่างกันมา 3 แบบ คือ เล็ก กลาง ใหญ่ (ขนาดกลางใส่มากับหูฟังแล้ว) ทำให้สามารถเข้ากับขนาดช่องหูของแต่ละบุคคลได้ดีมาก สามารถใส่ทำงาน อ่านหนังสือ ออกกำลังกาย หรือรับชมความบันเทิงได้อย่างเต็มรูปแบบ

ประสิทธิภาพการใช้งาน

Jabra Elite 5 ถือเป็นหูฟังไร้สายที่ค่อนข้างอยู่ในระดับ Flagship ทีเดียวครับ เพราะมาพร้อมกับฟีเจอร์ด้านการใช้งานระดับสูงที่หลากหลาย ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่อย่างชัดเจน และยังเน้นความเป็นหูฟังที่มีน้ำหนักเบา ใส่สบาย ตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการใส่ทำงาน ออกกำลังกาย หรือใช้งานเพื่อความบันเทิงก็ดีเช่นกัน

อย่างแรกที่ต้องชมเลยคือระบบตัดเสียงรบกวน Hybrid Active Noise Cancellation ที่ยอดเยี่ยมครับ เพราะมีไมโครโฟนสำหรับตัดเสียงแวดล้อมรอบทิศทางมากถึง 6 ตัว ทำให้สามารถตัดเสียงได้รอบทิศทาง ช่วยเพิ่มความเป็นส่วนตัว เพิ่มสมาธิให้กับเราได้ดีมากครับ

ผู้รีวิวนำออกไปทดสอบนั่งทำงานในร้านกาแฟนอกสถานที่ ช่วยให้สามารถทำงานได้เป็นส่วนตัวมากทีเดียวครับ รวมถึงเวลาว่างก็ยังผ่อนคลายด้วยการดูหนัง หรือฟังเพลงได้เต็มอารมณ์ดีมาก เสียงแวดล้อมที่ตัดไปจะอยู่ที่ราวๆ 70-80% ทำให้เรายังพอได้ยินเสียงรบกวนเล็กน้อยเพื่อความปลอดภัยครับ 

และเมื่อถอดหูฟังออก ระบบก็จะหยุดเพลงชั่วคราวอัตโนมัติ การควบคุมจะใช้การกดบริเวณโลโก้ ไม่ใช่ระบบสัมผัสครับ ตรงนี้ก็แล้วแต่ชอบว่าถนัดแบบไหน แต่ผู้รีวิวจะชอบการกดจริงๆ แบบนี้มากกว่า เพราะการสัมผัสบางทีมือเปื้อนหรือเปียกเหงื่อก็กดติดบ้างไม่ติดบ้าง แต่กดแบบนี้ก็แม่นยำดี

โดยหูฟังฝั่งซ้าย จะเป็นการควบคุมโหมดต่างๆ เช่นการเปิดปิด ANC และหูฟังฝั่งขวา จะเป็นการเล่นเพลง หรือหยุดเพลงเป็นต้น โดยการกดปุ่มนี้จะสามารถตั้งค่าได้ภายในแอป Jabra Sound+ ตามภาพนี้เลยครับ

ตัวหูฟังมาพร้อมไดร์เวอร์ขนาด 6 มม. พร้อมรองรับโคเดค Qualcomm aptX, AAC และ SBC ให้คุณภาพเสียงในระดับสูง ด้านการฟังเพลง Jabra Elite 5 จากการทดสอบคุณภาพเสียง จะให้เสียงที่ฟังสนุกครับ มีรายละเอียดเสียงที่ครบถ้วน เสียงเครื่องดนตรีแยกชิ้นชัดเจน เสียงเบสมวลเสียงกำลังสวย นุ่มนวลน่าฟัง เสียงร้องชัดเจน เสียงแหลมไม่บาดหู

โดยรวมถือว่าผ่าน น่าใช้มากๆ ครับ ซึ่งแน่นอนว่าเราสามารถเข้าไปปรับตั้งค่าเสียงได้จากแอปพลิเคชั่น Jabra Sound+ ได้ตามชอบเลยครับ

สำหรับผู้หาหูฟังใส่ออกกำลังกาย วิ่ง ปั่นจักรยาน หรือเข้าฟิตเนส Jabra Elite 5 ก็ถูกออกแบบให้กันน้ำได้ในระดับ IP55 ทำให้ไม่ต้องกลัวเปียกเหงื่อ ไปจนถึงตากฝนก็ไม่เสียครับ มั่้นใจได้ว่าใส่ออกกำลังกายได้ดีแน่นอนครับ

และหากต้องการสั่งการด้วยเสียง หูฟัง TWS รุ่นนี้ยังรองรับระบบ Hand-Free Voice Assistant เข้ากันได้กับทั้ง Siri ของทางฝั่ง Apple iOS หรือ Google Assistant ของทางฝั่ง Android OS รวมไปถึง Amazon Alexa ด้วยครับ และตัวหูฟังยังรองรับการ Pair จับคู่กับหูฟังได้พร้อมกัน 2 อุปกรณ์ ทำให้สามารถสลับการใช้งานอย่างเช่น กำลังฟังเพลงผ่านโน้ตบุ๊ค แล้วมีสายเรียกเข้า ก็สามารถสลับมารับสายผ่านสมาร์ทโฟนได้อย่างไร้รอยต่อ 

ด้านการใช้งานแบตเตอรี่ หูฟังสามารถเปิด ANC และฟังเพลงต่อเนื่องได้นานถึง 7 ชั่วโมง ซึ่งถือว่านานมากเมื่อเทียบกับหูฟังในตลาดครับ และเมื่อรวมกับแบตในเคสชาร์จจะสามารถใช้งานรวมได้ประมาณ 28 ชั่วโมงอย่างน่าประทับใจ และยังรองรับการชาร์จอย่างรวดเร็ว ชาร์จเพียง 10 นาที จะสามารถฟังเพลงได้นาน 60 นาที และรองรับการชาร์จไร้สายผ่านเครื่องชาร์จทั่วไปได้ด้วยครับ สะดวกมาก

บทสรุป

Jabra Elite 5 เป็นหูฟัง TWS ที่ค่อนข้างตอบโจทย์ผู้ใช้ที่กำลังหาหูฟังไร้สายประเภทใส่เบาๆ สบายๆ ได้ตลอดทั้งวันโดยไม่รู้สึกอึดอัดครับ พร้อมทั้งมาพร้อมฟีเจอร์ที่ทันสมัยอย่างเช่น ระบบตัดเสียงรบกวน Hybrid ANC ที่ช่วยเพิ่มความเป็นส่วนตัว เพิ่มสมาธิในการทำงาน หรือใช้ไลฟ์สไตล์ที่เป็นตัวเอง รวมถึงมีไมค์ 6 ตัว ที่ช่วยจับเสียงได้แม่นยำ เชื่อถือได้ คุยชัดตามสไตล์ Jabra ที่ยอดเยี่ยม 

ด้านคุณภาพเสียงและการใช้งานก็ถือว่าพรีเมี่ยมตามชื่อซีรีย์ครับ คือมีพลังเสียงเหลือล้นเหมาะทั้งสำหรับด้านความบันเทิง ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกม ตลอดจนการสนทนาโทรศัพท์หรือประชุมออนไลน์ สามารถกันน้ำได้ระบบ IP55 ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ไม่หยุดนิ่งของวัยรุ่น มีแบตเตอรี่ที่อึดมาก เปิด ANC ฟังเพลงต่อเนื่องได้ราวๆ 7 ชั่วโมง พร้อมการชาร์จที่รวดเร็ว และรองรับการชาร์จไร้สายด้วยครับ

ถ้าคุณกำลังมองหาหูฟังดีไซน์สวยงาม คุณภาพและฟีเจอร์ระดับชั้นนำของอุตสาหกรรม เชื่อว่า Jabra Elite 5 น่าจะตอบโจทย์การใช้งานได้เป็นอย่างดีครับ

โดย Jabra Elite 5 มีให้เลือก 2 สี คือสีดำ Titanium Black และสีทอง Gold Beige ที่เรารีวิวนี้ เปิดราคาที่ 5,290 บาท และสำหรับลูกค้า 200 ท่านแรก รับฟรีเคสหูฟัง DIY ที่มีให้เลือก 3 แบบ เพื่อให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้งาน โดยส่งหลักฐานการซื้อได้ที่ไลน์ @GadgetByRTB หรือรับฟรีทันทีเมื่อซื้อหูฟัง Jabra Elite 5 ที่ Digital Lab สยามดิสคัฟเวอรีเท่านั้นด้วยครับ

ผู้ที่สนใจสามารถสั่งซื้อได้ตามตัวแทนจำหน่ายในช่องทางต่างๆ เช่น Gadget by RTB, Munkong Gadget, Banana  IT, Studio7, 425 Degree, Mercular, Siam Discovery, Central Online, Lazada, หรือ Shopee เป็นต้น สำหรับการรีวิวก็ต้องขอจบเพียงเท่านี้ จนกว่าจะพบกันใหม่ สวัสดีครับ 😀

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/review-jabra-elite-5/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=review-jabra-elite-5

รีวิว ASUS ROG Phone 6 สมาร์ทโฟนเกมมิ่ง แรงขั้นสุด! Snapdragon 8+ Gen 1 แรงสุดในโลกด้วยราคาสองหมื่นปลายๆ

รีวิว ASUS ROG Phone 6 สมาร์ทโฟนเกมมิ่ง แรงขั้นสุด! Snapdragon 8+ Gen 1 แรงสุดในโลกด้วยราคาสองหมื่นปลายๆ
Noppinij

ลื่น เร็ว ฉับไว ทำอะไรทันใจไปหมด ROG Phone 6 จาก ASUS เครื่องนี้ จะพาเราไปสัมผัสกับประสิทธิภาพในระดับสูงที่สุดของสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ในวันนี้ครับ

ASUS ได้เปิดตัวสองสมาร์ทโฟนใหม่ที่มาในมาดเกมมิ่งแบบเต็มตัว ROG Phone 6 และ ROG Phone 6 Pro

ประสิทธิภาพสุดแรง ขึ้นแท่นเป็นสมาร์ทโฟน Android ที่แรงที่สุดในโลกเวลานี้ครับ ด้วยการใช้ชิปประมวลผล Qualcomm Snapdragon 8+ Gen 1 ทำงานคู่กันกับ RAM LPDDR5 ขนาดใหญ่มหาศาล โดยมีมาให้เลือก 2 ขนาด นั้นคือ 12/256 GB, 16/512 GB โดยในบทความรีวิวนี้จะเน้นไปที่ ROG Phone 6 นะครับ อาจจะเรียกได้ว่าเป็นรุ่นน้อง เพราะเปิดจำหน่ายออกมาในราคาถูกที่สุดของซีรี่ส์ ด้วยราคาที่ 28,990 บาท แต่ในเรื่องความแรงยังรับประกัน เหนือล้ำไม่แพ้รุ่นพี่ของมันอย่างแน่นอนครับ ^^

ASUS Rog Phone 6 DSC00646 | asus | รีวิว ASUS ROG Phone 6 สมาร์ทโฟนเกมมิ่ง แรงขั้นสุด! Snapdragon 8+ Gen 1 แรงสุดในโลกด้วยราคาสองหมื่นปลายๆ

ตัวเครื่องภายนอก

ROG Phone 6 จัดคุณสมบัติด้านฮาร์ดแวร์มาแบบเต็มพิกัดทุกด้านครับ ไม่ว่าจะเป็นด้านภาพ ด้วยการให้หน้าจอที่มีขนาดใหญ่ถึง 6.78 นิ้ว ค่ารีเฟรชเรทสูงถึง 165Hz! ความละเอียด 1080 x 2448 พิกเซล อัตรา Touch Sampling สูงทะลุเพดานด้วยระดับ 720 Hz ถือว่าเป็นหน้าจอที่สมบูรณ์ต่อการเล่นเกมมากที่สุด

เลือกใช้จอ AMOLED ของ Samsung สีสวยและแม่นยำสุดๆ ให้ค่าความแม่นยำของสีในระดับ 111.23% DCI-P3, 106.87% NTSC, 150.89% sRGB ค่า Delta E < 1 ครอบทับด้วยกระจกหน้าจอความทนทนทานสูง Corning Gorilla Glass Victus วางกล้องหน้าความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รองรับการสแกนใบหน้าเข้าใช้งาน เป็นจอคุณภาพไซด์ยักษ์ ในคุณภาพชั้นยอด และยังมีระบบสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอโดยตรงได้อีกด้วย

ASUS Rog Phone 6 DSC00806 | asus | รีวิว ASUS ROG Phone 6 สมาร์ทโฟนเกมมิ่ง แรงขั้นสุด! Snapdragon 8+ Gen 1 แรงสุดในโลกด้วยราคาสองหมื่นปลายๆ

ระบบเสียงลำโพงคู่เสียงดังกระหึ่มแบบไม่ต้องต่อลำโพงเพิ่ม  วางทิศทางเสียงในแบบที่หันหน้าเข้าหาผู้ใช้โดยตรง รองรับพอร์ตเชื่อมต่อ 3.5 มม. ในเทคโนโลยี AptX Lossless ของ Snapdragon Sound ให้คุณภาพเสียงเทียบเคียงกับไฟล์ต้นฉบับพร้อมไร้อาการดีเลย์เมื่อเชื่อมต่อกับชุดหูฟังแบบไร้สาย

ASUS Rog Phone 6 081 | asus | รีวิว ASUS ROG Phone 6 สมาร์ทโฟนเกมมิ่ง แรงขั้นสุด! Snapdragon 8+ Gen 1 แรงสุดในโลกด้วยราคาสองหมื่นปลายๆ
ASUS Rog Phone 6 082 | asus | รีวิว ASUS ROG Phone 6 สมาร์ทโฟนเกมมิ่ง แรงขั้นสุด! Snapdragon 8+ Gen 1 แรงสุดในโลกด้วยราคาสองหมื่นปลายๆ
ASUS Rog Phone 6 083 | asus | รีวิว ASUS ROG Phone 6 สมาร์ทโฟนเกมมิ่ง แรงขั้นสุด! Snapdragon 8+ Gen 1 แรงสุดในโลกด้วยราคาสองหมื่นปลายๆ
ASUS Rog Phone 6 084 | asus | รีวิว ASUS ROG Phone 6 สมาร์ทโฟนเกมมิ่ง แรงขั้นสุด! Snapdragon 8+ Gen 1 แรงสุดในโลกด้วยราคาสองหมื่นปลายๆ

การออกแบบตัวเครื่องมาในรูปลักษณ์ของเกมมิ่งตัวจริงเสียงจริง พร้อมไฟ RGB ที่ปรับแต่งสีได้ 16.7ล้านสี และปรับลักษณะการปรับเปลี่ยนแสงไฟได้หลากหลายตามมาตรฐานอุปกรณ์เกมมิ่งจาก ROG

 

ASUS Rog Phone 6 066 | asus | รีวิว ASUS ROG Phone 6 สมาร์ทโฟนเกมมิ่ง แรงขั้นสุด! Snapdragon 8+ Gen 1 แรงสุดในโลกด้วยราคาสองหมื่นปลายๆ
ASUS Rog Phone 6 067 | asus | รีวิว ASUS ROG Phone 6 สมาร์ทโฟนเกมมิ่ง แรงขั้นสุด! Snapdragon 8+ Gen 1 แรงสุดในโลกด้วยราคาสองหมื่นปลายๆ

จะใช้เดี่ยวหรือใช้คู่กับอุปกรณ์เสริม ก็ใส่ใจในการออกแบบเพื่อเล่นกับแสงไฟ RGB ด้านหลังทั้งหมดครับ

ASUS Rog Phone 6 DSC00785 | asus | รีวิว ASUS ROG Phone 6 สมาร์ทโฟนเกมมิ่ง แรงขั้นสุด! Snapdragon 8+ Gen 1 แรงสุดในโลกด้วยราคาสองหมื่นปลายๆ
ASUS Rog Phone 6 DSC00784 | asus | รีวิว ASUS ROG Phone 6 สมาร์ทโฟนเกมมิ่ง แรงขั้นสุด! Snapdragon 8+ Gen 1 แรงสุดในโลกด้วยราคาสองหมื่นปลายๆ
ASUS Rog Phone 6 DSC00777 | asus | รีวิว ASUS ROG Phone 6 สมาร์ทโฟนเกมมิ่ง แรงขั้นสุด! Snapdragon 8+ Gen 1 แรงสุดในโลกด้วยราคาสองหมื่นปลายๆ
ASUS Rog Phone 6 DSC00798 | asus | รีวิว ASUS ROG Phone 6 สมาร์ทโฟนเกมมิ่ง แรงขั้นสุด! Snapdragon 8+ Gen 1 แรงสุดในโลกด้วยราคาสองหมื่นปลายๆ

ให้กล้องหลังตัวหลักความละเอียด 50 ล้านพิกเซล ใช้เซนเซอร์เกรดเรือธง IMX766 จาก Sony ทำงานคู่กับกล้องอัลตร้าไวด์ 13 ล้านพิกเชล และสุดท้ายเป็นกล้อง Macro ขนาด 5 ล้านพิกเชล บันทึกวิดีโอได้สูงสุดที่ 8K 24fps

ASUS Rog Phone 6 DSC00651 | asus | รีวิว ASUS ROG Phone 6 สมาร์ทโฟนเกมมิ่ง แรงขั้นสุด! Snapdragon 8+ Gen 1 แรงสุดในโลกด้วยราคาสองหมื่นปลายๆ

งานออกแบบที่มาพร้อมลูกเล่นบนตัวเครื่องที่ให้มามากกว่าสมาร์ทโฟนทั่วไป ด้วยปุ่ม AirTrigger รับการสัมผัสแบบอัลตร้าโซนิค ใช้เพื่อสั่งงานเหมือนการกดปุ่มคอนโทรลเรอร์ได้จากบริเวณขอบด้านบนของเครื่อง

ASUS Rog Phone 6 DSC00666 | asus | รีวิว ASUS ROG Phone 6 สมาร์ทโฟนเกมมิ่ง แรงขั้นสุด! Snapdragon 8+ Gen 1 แรงสุดในโลกด้วยราคาสองหมื่นปลายๆ

รองรับการเชื่อมต่อไร้สายเทคโนโลยีใหม่หมด ทั้ง Wi-Fi 6E, Bluetooth 5.2 และทั้ง 5G SA ด้วย โดยผมจะบอกว่าในเรื่องของการเชื่อมต่อสัญญาณอินเตอร์เน็ตของ ROG Phone 6 Series ต้องเรียกว่าขั้นสุดครับ เพราะรองรับการผสานอินเตอร์เน็ต Wi-Fi สองย่านความถี่เข้ามาใช้งานได้ร่วมกัน บ้านใครที่เราเตอร์ปล่อยสัญญาณทั้ง 2.4 และ 5.0Ghz เชื่อมต่อพร้อมกันได้ทั้งคู่เลยครับ เป็นการรักษาความเสถียรของอินเตอร์เน็ต

และ!!! ยังสามารถผสานอินเตอร์เน็ต 4G หรือ 5G เข้าไปผนวกรวมกับเน็ต WiFi ได้ด้วยนะครับ เป็นความสามารถของ HyperFusion การผสานสามแรงเน็ตที่ให้ใช้งานไปพร้อมกัน เพื่อความสมบูรณ์ของสัญญาณในระดับดีที่สุด

ASUS Rog Phone 6 091 | asus | รีวิว ASUS ROG Phone 6 สมาร์ทโฟนเกมมิ่ง แรงขั้นสุด! Snapdragon 8+ Gen 1 แรงสุดในโลกด้วยราคาสองหมื่นปลายๆ
ASUS Rog Phone 6 094 | asus | รีวิว ASUS ROG Phone 6 สมาร์ทโฟนเกมมิ่ง แรงขั้นสุด! Snapdragon 8+ Gen 1 แรงสุดในโลกด้วยราคาสองหมื่นปลายๆ
ASUS Rog Phone 6 095 | asus | รีวิว ASUS ROG Phone 6 สมาร์ทโฟนเกมมิ่ง แรงขั้นสุด! Snapdragon 8+ Gen 1 แรงสุดในโลกด้วยราคาสองหมื่นปลายๆ
ASUS Rog Phone 6 062 | asus | รีวิว ASUS ROG Phone 6 สมาร์ทโฟนเกมมิ่ง แรงขั้นสุด! Snapdragon 8+ Gen 1 แรงสุดในโลกด้วยราคาสองหมื่นปลายๆ

รับรองว่าจะเล่นเกมหรือไลฟ์สด ความเสถียรของสัญญาณเน็ตจะไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไปแน่นอนครับ

ASUS Rog Phone 6 DSC00702 | asus | รีวิว ASUS ROG Phone 6 สมาร์ทโฟนเกมมิ่ง แรงขั้นสุด! Snapdragon 8+ Gen 1 แรงสุดในโลกด้วยราคาสองหมื่นปลายๆ

มีพอร์ตเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ภายนอกมาให้ถึงสองพอร์ต เป็น USB Type C ทั้งสองพอร์ตครับ อยู่ด้านใต้เครื่องและอยู่บริเวณข้างเครื่อง ออกแบบมาเพื่อใช้กับอุปกรณ์เสริมของรุ่น โดยพอร์ตด้านข้างเครื่องเป็น USB 2.0 ส่วนพอร์ตใต้เครื่องจะเป็น USB3.1 gen2 รองรับการเชื่อมต่อจอภาพ DP 1.4(4K) ด้วยครับ

ASUS Rog Phone 6 DSC00712 | asus | รีวิว ASUS ROG Phone 6 สมาร์ทโฟนเกมมิ่ง แรงขั้นสุด! Snapdragon 8+ Gen 1 แรงสุดในโลกด้วยราคาสองหมื่นปลายๆ
ASUS Rog Phone 6 DSC00670 | asus | รีวิว ASUS ROG Phone 6 สมาร์ทโฟนเกมมิ่ง แรงขั้นสุด! Snapdragon 8+ Gen 1 แรงสุดในโลกด้วยราคาสองหมื่นปลายๆ

แบตเตอรี่ความจุขนาดใหญ่ถึง 6,000mAh ตัวเครื่องจึงค่อนข้างหน้าและมีน้ำหนักสักหน่อย ความหนาขนาด 10.39 มม. และหนัก 236กรัม รองรับการชาร์จไว ROG HyperCharge 65W ใช้เวลาชาร์จให้เต็ม 100% ในเวลาประมาณเพียง 40 นาทีเท่านั้นครับ

ซึ่งต้องบอกว่า ROG Phone 6 รองรับการชาร์จไฟได้ทั้งสองพอร์ตของมันเลยนะครับ และรองรับเทคโนโลยีชาร์จไวที่หลากหลายมากๆ ด้วย โดยพอร์ตด้านข้างเครื่องจะรองรับระบบชาร์จ Hyper Charging/ QC5.0/QC4/QC3/PD3.0 ส่วนพอร์ตใต้เครื่องจะรองรับระบบชาร์จ Hyper Charging/ QC5.0/QC4/QC3/PD3.0 หลากหลายมากๆ

ASUS Rog Phone 6 DSC00708 | asus | รีวิว ASUS ROG Phone 6 สมาร์ทโฟนเกมมิ่ง แรงขั้นสุด! Snapdragon 8+ Gen 1 แรงสุดในโลกด้วยราคาสองหมื่นปลายๆ

อุปกรณ์ภายในกล่องมีมาให้ตามมาตรฐานเกมมิ่งเช่นกัน สวยงามทุกชิ้นแม้แต่เข็มจิ้มซิม มีให้เคสตรงรุ่นงานซึ่งมีการออกแบบอย่างสวยเลยครับ ยิ่งใส่เคสเครื่องก็ยิ่งเท่กว่าเดิม ^^

ASUS Rog Phone 6 DSC00714 | asus | รีวิว ASUS ROG Phone 6 สมาร์ทโฟนเกมมิ่ง แรงขั้นสุด! Snapdragon 8+ Gen 1 แรงสุดในโลกด้วยราคาสองหมื่นปลายๆ

ที่ชาร์จ HyperCharge 65W  มาพร้อมลวดลายโลโก้ ROG พร้อมสาย USB Type C ที่ทำมาให้เป็นแบบสายถักเส้นสีดำ

ASUS Rog Phone 6 DSC00657 | asus | รีวิว ASUS ROG Phone 6 สมาร์ทโฟนเกมมิ่ง แรงขั้นสุด! Snapdragon 8+ Gen 1 แรงสุดในโลกด้วยราคาสองหมื่นปลายๆ
ASUS Rog Phone 6 DSC00842 | asus | รีวิว ASUS ROG Phone 6 สมาร์ทโฟนเกมมิ่ง แรงขั้นสุด! Snapdragon 8+ Gen 1 แรงสุดในโลกด้วยราคาสองหมื่นปลายๆ
ASUS Rog Phone 6 DSC00849 | asus | รีวิว ASUS ROG Phone 6 สมาร์ทโฟนเกมมิ่ง แรงขั้นสุด! Snapdragon 8+ Gen 1 แรงสุดในโลกด้วยราคาสองหมื่นปลายๆ
ASUS Rog Phone 6 DSC00703 | asus | รีวิว ASUS ROG Phone 6 สมาร์ทโฟนเกมมิ่ง แรงขั้นสุด! Snapdragon 8+ Gen 1 แรงสุดในโลกด้วยราคาสองหมื่นปลายๆ

ภายในกล่องยังจะมีการ์ดสำหรับการลงทะเบียนสร้างบัญชีและเข้าสู่เกม AR มาให้ด้วยครับ

ASUS Rog Phone 6 DSC00844 | asus | รีวิว ASUS ROG Phone 6 สมาร์ทโฟนเกมมิ่ง แรงขั้นสุด! Snapdragon 8+ Gen 1 แรงสุดในโลกด้วยราคาสองหมื่นปลายๆ
ASUS Rog Phone 6 DSC00847 | asus | รีวิว ASUS ROG Phone 6 สมาร์ทโฟนเกมมิ่ง แรงขั้นสุด! Snapdragon 8+ Gen 1 แรงสุดในโลกด้วยราคาสองหมื่นปลายๆ

การใช้งานภายใน

คงไม่ต้องบอกถึงความแรงจากสมาร์ทโฟนที่แรงที่สุดสำหรับฟาก Android รุ่นนี้ครับ เร็วไปหมด ลื่นไปหมด ตอบสนองทันทีทันควัน ทำอะไรทันใจมากครับ ให้ประสิทธิภาพเหมือนรถสปอร์ตที่มีอัตราเร่งสูงสุดให้เราในเสี้ยววิได้ตลอดเวลา รันด้วยระบบ Android 12 ตัว UI มีกลิ่นของเกมมิ่งอยู่เต็มตัว ทั้งไอคอนและธีมสโตร์

ASUS Rog Phone 6 108 | asus | รีวิว ASUS ROG Phone 6 สมาร์ทโฟนเกมมิ่ง แรงขั้นสุด! Snapdragon 8+ Gen 1 แรงสุดในโลกด้วยราคาสองหมื่นปลายๆ
ASUS Rog Phone 6 011 | asus | รีวิว ASUS ROG Phone 6 สมาร์ทโฟนเกมมิ่ง แรงขั้นสุด! Snapdragon 8+ Gen 1 แรงสุดในโลกด้วยราคาสองหมื่นปลายๆ
ASUS Rog Phone 6 097 | asus | รีวิว ASUS ROG Phone 6 สมาร์ทโฟนเกมมิ่ง แรงขั้นสุด! Snapdragon 8+ Gen 1 แรงสุดในโลกด้วยราคาสองหมื่นปลายๆ
ASUS Rog Phone 6 098 | asus | รีวิว ASUS ROG Phone 6 สมาร์ทโฟนเกมมิ่ง แรงขั้นสุด! Snapdragon 8+ Gen 1 แรงสุดในโลกด้วยราคาสองหมื่นปลายๆ
ASUS Rog Phone 6 099 | asus | รีวิว ASUS ROG Phone 6 สมาร์ทโฟนเกมมิ่ง แรงขั้นสุด! Snapdragon 8+ Gen 1 แรงสุดในโลกด้วยราคาสองหมื่นปลายๆ

มีแอพพิเศษของระบบ อย่าง Armoury Crate เป็นศูนย์กลางของการตั้งค่าในการทำงานแบบพิเศษในด้านเกมโดยเฉพาะ ควบคุมการทำงานของตัวเครื่องเช่นการปรับแสงไฟด้านหลัง รวมถึงเป็นแหล่งสำรวจหาเกมต่างๆ ที่น่าสนใจมาเล่น โดยจะมีการแยกประเภทเกมที่รองรับรีเฟรชเรทหน้าจอเอาไว้ในแต่ละระดับ ใครอยากเล่นเกมบนจอ 165Hz ได้เต็มที่ก็สามารถมาหาได้ในแอพพลิเคชั่นตัวนี้ครับ

ASUS Rog Phone 6 053 | asus | รีวิว ASUS ROG Phone 6 สมาร์ทโฟนเกมมิ่ง แรงขั้นสุด! Snapdragon 8+ Gen 1 แรงสุดในโลกด้วยราคาสองหมื่นปลายๆ
ASUS Rog Phone 6 054 | asus | รีวิว ASUS ROG Phone 6 สมาร์ทโฟนเกมมิ่ง แรงขั้นสุด! Snapdragon 8+ Gen 1 แรงสุดในโลกด้วยราคาสองหมื่นปลายๆ
ASUS Rog Phone 6 058 | asus | รีวิว ASUS ROG Phone 6 สมาร์ทโฟนเกมมิ่ง แรงขั้นสุด! Snapdragon 8+ Gen 1 แรงสุดในโลกด้วยราคาสองหมื่นปลายๆ

ใช้ในการปรับแต่งปุ่ม AirTrigger สำหรับการสั่งงานทั้งในขณะเล่นเกมหรือใช้ในด้านอื่นๆ ตั้งค่าได้ทั้งหมด 9 รูปแบบ หรือจะแม็ปปิ้งเข้ากับปุ่มคำสั่งเกมบนหน้าจอก็ได้เช่นกัน แค่ลากไอคอน R, L ของ AirTrigger ไปวางในจุดที่ต้องการ

ASUS Rog Phone 6 015 | asus | รีวิว ASUS ROG Phone 6 สมาร์ทโฟนเกมมิ่ง แรงขั้นสุด! Snapdragon 8+ Gen 1 แรงสุดในโลกด้วยราคาสองหมื่นปลายๆ
ASUS Rog Phone 6 016 | asus | รีวิว ASUS ROG Phone 6 สมาร์ทโฟนเกมมิ่ง แรงขั้นสุด! Snapdragon 8+ Gen 1 แรงสุดในโลกด้วยราคาสองหมื่นปลายๆ

ผสานการควบคุมไปพร้อมกันกับ Motion control หรือการเอียงเครื่องเพื่อสั่งงานแทนการทัช ตัวเครื่องจะรองรับรูปแบบการเอียงหรือขยับเครื่องได้แตกต่างกันถึง 10 แบบ เรากำหนดได้เองเลยครับว่าจะใช้แทนการสั่งงานในด้านใด หรือแทนการทัชกดบนหน้าจอในบริเวณไหน

ASUS Rog Phone 6 017 | asus | รีวิว ASUS ROG Phone 6 สมาร์ทโฟนเกมมิ่ง แรงขั้นสุด! Snapdragon 8+ Gen 1 แรงสุดในโลกด้วยราคาสองหมื่นปลายๆ
ASUS Rog Phone 6 052 | asus | รีวิว ASUS ROG Phone 6 สมาร์ทโฟนเกมมิ่ง แรงขั้นสุด! Snapdragon 8+ Gen 1 แรงสุดในโลกด้วยราคาสองหมื่นปลายๆ

โดยภายในระบบของ ROG Phone 6 ก็จะมีโหมด Game Genie เป็นโหมดสำหรับการเล่นเกมที่ทำมาได้อย่างดีครับ โดยเรียกเปิด Game Genie ได้ง่ายๆ แค่สไลด์นิ้วจากมุมจอด้านบนไม่ว่าจะด้านซ้ายหรือขวา ภายในจะมีเมนูลัดของการตั้งค่าต่างๆ สำหรับการเล่นเกม เช่นการแสดงข้อมูลการทำงานของเครื่องแบบเรียลไทม์ แสดงรีเฟรชเรทหน้าจอในขณะปัจจุบัน หรือให้ปิดกั้นการติดต่อเข้ามาที่อาจจะขัดจังหวะ หรือเรียกใช้ชุดมาโครจำลองการทัชของเราที่เซ็ตเอาไว้เป็นต้น

ASUS Rog Phone 6 003 | asus | รีวิว ASUS ROG Phone 6 สมาร์ทโฟนเกมมิ่ง แรงขั้นสุด! Snapdragon 8+ Gen 1 แรงสุดในโลกด้วยราคาสองหมื่นปลายๆ
ASUS Rog Phone 6 007 | asus | รีวิว ASUS ROG Phone 6 สมาร์ทโฟนเกมมิ่ง แรงขั้นสุด! Snapdragon 8+ Gen 1 แรงสุดในโลกด้วยราคาสองหมื่นปลายๆ
ASUS Rog Phone 6 008 | asus | รีวิว ASUS ROG Phone 6 สมาร์ทโฟนเกมมิ่ง แรงขั้นสุด! Snapdragon 8+ Gen 1 แรงสุดในโลกด้วยราคาสองหมื่นปลายๆ
ASUS Rog Phone 6 009 | asus | รีวิว ASUS ROG Phone 6 สมาร์ทโฟนเกมมิ่ง แรงขั้นสุด! Snapdragon 8+ Gen 1 แรงสุดในโลกด้วยราคาสองหมื่นปลายๆ

รวมไปถึงการเปิดใช้งาน X-Mode+ หรือโหมดที่จะรีดประสิทธิภาพเครื่องออกมาใช้ในระดับสูงสุด อาจจะกินพลังงานมากขึ้นหน่อย แต่รับประกันความสะใจในพลังที่ตัวเครื่องปลดปล่อยออกมาอย่างเต็มที่ครับ โดยระบบมีโหมดการทำงานในขณะเล่นเกมให้เลือก 3 ระดับ และปรับแต่งเองได้ 1 ชุดโพรไฟล์ครับ

ASUS Rog Phone 6 004 | asus | รีวิว ASUS ROG Phone 6 สมาร์ทโฟนเกมมิ่ง แรงขั้นสุด! Snapdragon 8+ Gen 1 แรงสุดในโลกด้วยราคาสองหมื่นปลายๆ

ASUS Rog Phone 6 048 | asus | รีวิว ASUS ROG Phone 6 สมาร์ทโฟนเกมมิ่ง แรงขั้นสุด! Snapdragon 8+ Gen 1 แรงสุดในโลกด้วยราคาสองหมื่นปลายๆ
ASUS Rog Phone 6 049 | asus | รีวิว ASUS ROG Phone 6 สมาร์ทโฟนเกมมิ่ง แรงขั้นสุด! Snapdragon 8+ Gen 1 แรงสุดในโลกด้วยราคาสองหมื่นปลายๆ

จากการลองใช้งาน ROG Phone 6 ในการเล่นเกมต่อเนื่อง ตัวเครื่องจะมีความร้อนมากขึ้นกว่าปกติให้รู้สึกอยู่ครับ แต่ยังไม่เจอปัญหาว่าเครื่องมีอาการผิดปกติหรือปิดตัวลงไป โดยภายในระบบจะมีการออกแบบให้เราสามารถเสียบไฟชาร์จเอาไว้ในขณะเล่นเกม โดยจะบายพาสพลังงานไปใช้โดยตรงแบบไม่ผ่านแบตเตอรี่ เพื่อให้เราสามารถเสียบไฟใช้งานโดยจะไม่เพิ่มความร้อนให้กับตัวแบตนั้นเองครับ

ASUS Rog Phone 6 105 | asus | รีวิว ASUS ROG Phone 6 สมาร์ทโฟนเกมมิ่ง แรงขั้นสุด! Snapdragon 8+ Gen 1 แรงสุดในโลกด้วยราคาสองหมื่นปลายๆ
ASUS Rog Phone 6 107 | asus | รีวิว ASUS ROG Phone 6 สมาร์ทโฟนเกมมิ่ง แรงขั้นสุด! Snapdragon 8+ Gen 1 แรงสุดในโลกด้วยราคาสองหมื่นปลายๆ

อย่างไรก็ตาม ใน ROG Phone 6 มีระบบดูแลและระบายความร้อนอยู่ภายใน คอยควบคุมอุณหภูมิและดูแลความปลอดภัยในการใช้งานให้กับตัวเราและตัวเครื่องอยู่แล้วครับ

ถ้าเราอยากจะรู้สึกอุ่นใจ หรืออยากใช้งานตัวเครื่องได้เต็มที่หรือเล่นเกมได้เต็มอารมณ์มากขึ้น เขาก็มีอุปกรณ์เสริมหลายตัวที่น่าสนใจครับ เช่นอุปกรณ์ที่จะช่วยลดความร้อนของเครื่อง AeroActive Cooler  เป็นชุดพัดลมระบายความร้อนที่ออกแบบมาได้อย่างสวย!

ASUS Rog Phone 6 DSC00780 | asus | รีวิว ASUS ROG Phone 6 สมาร์ทโฟนเกมมิ่ง แรงขั้นสุด! Snapdragon 8+ Gen 1 แรงสุดในโลกด้วยราคาสองหมื่นปลายๆ

ใช้เทคโนโลยี Thermoelectric AI Cooling ดูดซับความร้อนของเครื่องผ่านแผ่นนำความร้อน Peltier Element ช่วยลดอุณหภูมิผิวสัมผัสที่ด้านหลังของตัวเครื่องได้มากถึง 25 องศา ควบคุมการทำงานของตัวพัดลมด้วย AI เพื่อรักษาอุณหภูมิของเครื่องไปพร้อมกับการใช้งานแบตเตอรี่ที่คุ้มค่าที่สุด มาพร้อมเคสสวมใส่แบบเว้นพื้นที่ด้านหลัง ออกแบบมาให้ต้องใช้คู่กันครับ

ASUS Rog Phone 6 DSC00724 | asus | รีวิว ASUS ROG Phone 6 สมาร์ทโฟนเกมมิ่ง แรงขั้นสุด! Snapdragon 8+ Gen 1 แรงสุดในโลกด้วยราคาสองหมื่นปลายๆ
ASUS Rog Phone 6 DSC00728 | asus | รีวิว ASUS ROG Phone 6 สมาร์ทโฟนเกมมิ่ง แรงขั้นสุด! Snapdragon 8+ Gen 1 แรงสุดในโลกด้วยราคาสองหมื่นปลายๆ
ASUS Rog Phone 6 DSC00734 | asus | รีวิว ASUS ROG Phone 6 สมาร์ทโฟนเกมมิ่ง แรงขั้นสุด! Snapdragon 8+ Gen 1 แรงสุดในโลกด้วยราคาสองหมื่นปลายๆ
ASUS Rog Phone 6 DSC00731 | asus | รีวิว ASUS ROG Phone 6 สมาร์ทโฟนเกมมิ่ง แรงขั้นสุด! Snapdragon 8+ Gen 1 แรงสุดในโลกด้วยราคาสองหมื่นปลายๆ

นอกจากนั้น  AeroActive Cooler  ยังทำหน้าที่เป็นปุ่มกดเสริมพิเศษสำหรับการเล่นเกมได้อีกถึง 4 ปุ่ม กำหนดการทำงานได้อิสระในแอพ Armoury Crate

ASUS Rog Phone 6 018 | asus | รีวิว ASUS ROG Phone 6 สมาร์ทโฟนเกมมิ่ง แรงขั้นสุด! Snapdragon 8+ Gen 1 แรงสุดในโลกด้วยราคาสองหมื่นปลายๆ
ASUS Rog Phone 6 019 | asus | รีวิว ASUS ROG Phone 6 สมาร์ทโฟนเกมมิ่ง แรงขั้นสุด! Snapdragon 8+ Gen 1 แรงสุดในโลกด้วยราคาสองหมื่นปลายๆ

มาพร้อมกับขาตั้งด้านหลังแบบ kick stand สำหรับวางเครื่องเพื่อรับชมความบันเทิง

ASUS Rog Phone 6 DSC00805 | asus | รีวิว ASUS ROG Phone 6 สมาร์ทโฟนเกมมิ่ง แรงขั้นสุด! Snapdragon 8+ Gen 1 แรงสุดในโลกด้วยราคาสองหมื่นปลายๆ
ASUS Rog Phone 6 DSC00820 | asus | รีวิว ASUS ROG Phone 6 สมาร์ทโฟนเกมมิ่ง แรงขั้นสุด! Snapdragon 8+ Gen 1 แรงสุดในโลกด้วยราคาสองหมื่นปลายๆ

และแน่นอนว่าต้องมากับไฟ RGB ในสัญลักษณ์ ROG ที่ปรับแต่งสีสันได้เช่นกัน สวยงามน่าซื้อมาใช้คู่กันมากๆ ครับ และในช่วงแรกเปิดจำหน่ายจะมีโปรโมชั่นคู่กันกับ AeroActive Cooler 6  ตัวนี้ด้วย

ASUS Rog Phone 6 DSC00777 | asus | รีวิว ASUS ROG Phone 6 สมาร์ทโฟนเกมมิ่ง แรงขั้นสุด! Snapdragon 8+ Gen 1 แรงสุดในโลกด้วยราคาสองหมื่นปลายๆ

ROG Phone 6 เปิดจำหน่ายในไทยสองรุ่นครับ โดยรุ่นขนาดแรม 12GB จะมีเข้ามาจำหน่ายในสองสีด้วยครับ ราคาน่าสนใจด้วยเพราะไม่ถึงสามหมื่นบาท

  1. ASUS ROG Phone 6 : RAM 16 GB, ROM 512GB ราคา 32,990 บาท (มีจำหน่ายในสีดำ Phantom Black)
  2. ASUS ROG Phone 6 : RAM 12 GB, ROM 256GB ราคา 28,990 บาท (มีจำหน่ายในสีดำ Phantom Black, และสีขาว Storm White)

โปรโมชั่นและช่องทางจำหน่าย ดูรายละเอียดได้ที่ ลิงก์นี้ <<<

สรุปท้ายรีวิว

แรงมาก ทรงพลัง และเต็มไปด้วยความเป็นเกมมิ่ง ทั้งการออกแบบตัวเครื่องที่รองรับการสั่งงานที่หลากหลาย และระบบที่สร้างความได้เปรียบอย่างมากสำหรับการควบคุมเกม เหมาะสมกับงานเอนเตอร์เทนเมนต์ทุกรูปแบบเพราะให้หน้าจอที่ใหญ่ และลำโพงคู่ซึ่งมีเสียงที่ดีมากๆ

แบตเตอรี่ใหญ่ ชาร์จไว รองรับการต่อไฟเข้าเครื่องโดยตรงเพื่อลดภาระของแบตเตอรี่และควบคุมความร้อน งานออกแบบสุดเท่ มีสไตล์ของ ROG ที่ชัดเจน อุปกรณ์เสริมสวยงามและมีประโยชน์ เสริมความน่าใช้ให้กับตัวเครื่องอย่างมาก ราคาไม่แพงอีกด้วยครับ

ใครอยากสัมผัสประสบการณ์ความแรงที่เป็นตัวจริง ไม่ต้องจ่ายแพงมากไปกว่าสามหมื่น เพราะสำหรับ ROG Phone 6 ผมบอกได้เลยว่า ประสิทธิภาพเหลือแบบล้นๆ ครับ แล้วคุณจะประทับใจมันแน่นอน ^^

 

ข่าว: รีวิว ASUS ROG Phone 6 สมาร์ทโฟนเกมมิ่ง แรงขั้นสุด! Snapdragon 8+ Gen 1 แรงสุดในโลกด้วยราคาสองหมื่นปลายๆ มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/review-asus-rog-phone-6-snapdragon-8-plus-gen1/

รีวิว Jabra Elite 5 หูฟัง Hybrid ANC ตัดเสียงขั้นสุด เชื่อมต่อ 2 อุปกรณ์พร้อมกัน เทคโนโลยีครบเกรดดี ประกันกันน้ำกันฝุ่นที่ยาวถึง 2ปี

รีวิว Jabra Elite 5 หูฟัง Hybrid ANC ตัดเสียงขั้นสุด เชื่อมต่อ 2 อุปกรณ์พร้อมกัน เทคโนโลยีครบเกรดดี ประกันกันน้ำกันฝุ่นที่ยาวถึง 2ปี
Noppinij

Jabra Elite 5 หูฟังไร้สายขนาดเล็กตัวใหม่ เปิดตัวมาในราคา 5,290 บาท  ออกแบบมาในสไตล์สำหรับสวมใช้ในชีวิตประจำวัน รองรับการใช้งานร่วมกันได้ทั้งอุปกรณ์ในระบบ Android, iOS รวมถึงพีซีและโน๊ตบุ๊คในระบบ Windows ด้วยครับ

Jabra Elite 5 Review DSC00893 | Jabra | รีวิว Jabra Elite 5 หูฟัง Hybrid ANC ตัดเสียงขั้นสุด เชื่อมต่อ 2 อุปกรณ์พร้อมกัน เทคโนโลยีครบเกรดดี ประกันกันน้ำกันฝุ่นที่ยาวถึง 2ปี

การออกแบบเรียบง่าย ทำมาใส่ใจตั้งแต่แพ็กเกจภายนอก โดยมีการแนะนำให้โหลดแอพพลิเคชั่น Jabra Sound+ เพื่อนำมาจับคู่และเริ่มใช้งานหูฟังตัวนี้ครับ โดบสีตัวหูฟังที่เราได้มาทดสอบใช้งานคือสีดำ Titanium Black

Jabra Elite 5 Review DSC00895 | Jabra | รีวิว Jabra Elite 5 หูฟัง Hybrid ANC ตัดเสียงขั้นสุด เชื่อมต่อ 2 อุปกรณ์พร้อมกัน เทคโนโลยีครบเกรดดี ประกันกันน้ำกันฝุ่นที่ยาวถึง 2ปี
Jabra Elite 5 Review DSC00897 | Jabra | รีวิว Jabra Elite 5 หูฟัง Hybrid ANC ตัดเสียงขั้นสุด เชื่อมต่อ 2 อุปกรณ์พร้อมกัน เทคโนโลยีครบเกรดดี ประกันกันน้ำกันฝุ่นที่ยาวถึง 2ปี
Jabra Elite 5 Review DSC00899 | Jabra | รีวิว Jabra Elite 5 หูฟัง Hybrid ANC ตัดเสียงขั้นสุด เชื่อมต่อ 2 อุปกรณ์พร้อมกัน เทคโนโลยีครบเกรดดี ประกันกันน้ำกันฝุ่นที่ยาวถึง 2ปี
Jabra Elite 5 Review DSC00903 | Jabra | รีวิว Jabra Elite 5 หูฟัง Hybrid ANC ตัดเสียงขั้นสุด เชื่อมต่อ 2 อุปกรณ์พร้อมกัน เทคโนโลยีครบเกรดดี ประกันกันน้ำกันฝุ่นที่ยาวถึง 2ปี
Jabra Elite 5 Review DSC00905 | Jabra | รีวิว Jabra Elite 5 หูฟัง Hybrid ANC ตัดเสียงขั้นสุด เชื่อมต่อ 2 อุปกรณ์พร้อมกัน เทคโนโลยีครบเกรดดี ประกันกันน้ำกันฝุ่นที่ยาวถึง 2ปี
Jabra Elite 5 Review DSC00908 | Jabra | รีวิว Jabra Elite 5 หูฟัง Hybrid ANC ตัดเสียงขั้นสุด เชื่อมต่อ 2 อุปกรณ์พร้อมกัน เทคโนโลยีครบเกรดดี ประกันกันน้ำกันฝุ่นที่ยาวถึง 2ปี

คุณลักษณะและการออกแบบภายนอก

Jabra Elite 5 เป็นหูฟังขนาดไม่ใหญ่ครับ ไดร์เวอร์ลำโพงขนาด 6มม. ติดตั้งไมค์รับเสียง 6 ตัว หูฟังแต่ละข้างจะมีน้ำหนักแค่ 5กรัมเท่านั้นครับ ผิวสัมผัสดี เก็บงานดีไม่มีคม ผลิตมาในมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น IP55 โดนฝนหรือโดนเหงื่อไม่มีปัญหาในการใช้งาน สามารถถอดออกมาล้างผ่านน้ำบางๆ ได้  (กันน้ำเฉพาะตัวหูฟัง)

Jabra Elite 5 Review DSC00915 | Jabra | รีวิว Jabra Elite 5 หูฟัง Hybrid ANC ตัดเสียงขั้นสุด เชื่อมต่อ 2 อุปกรณ์พร้อมกัน เทคโนโลยีครบเกรดดี ประกันกันน้ำกันฝุ่นที่ยาวถึง 2ปี
Jabra Elite 5 Review DSC00925 | Jabra | รีวิว Jabra Elite 5 หูฟัง Hybrid ANC ตัดเสียงขั้นสุด เชื่อมต่อ 2 อุปกรณ์พร้อมกัน เทคโนโลยีครบเกรดดี ประกันกันน้ำกันฝุ่นที่ยาวถึง 2ปี
Jabra Elite 5 Review DSC00927 | Jabra | รีวิว Jabra Elite 5 หูฟัง Hybrid ANC ตัดเสียงขั้นสุด เชื่อมต่อ 2 อุปกรณ์พร้อมกัน เทคโนโลยีครบเกรดดี ประกันกันน้ำกันฝุ่นที่ยาวถึง 2ปี
Jabra Elite 5 Review DSC00935 | Jabra | รีวิว Jabra Elite 5 หูฟัง Hybrid ANC ตัดเสียงขั้นสุด เชื่อมต่อ 2 อุปกรณ์พร้อมกัน เทคโนโลยีครบเกรดดี ประกันกันน้ำกันฝุ่นที่ยาวถึง 2ปี

ใช้การควบคุมผ่านปุ่มกดบนตัวหูฟังด้านนอก รองรับรูปแบบสั่งงานทั้งการกดหนึ่งครั้ง, สองครั้ง, สามครั้ง และการกดค้างไว้ กำหนดรูปแบบการสั่งงานได้จากภายในแอพพลิเคชั่น Jabra Sound+ (กดค้างบนปุ่มหูฟังทั้งสองข้างนาน 3 วินาที เพื่อเปิดการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ใหม่) สามารถใช้งานเพียงข้างใดข้างหนึ่งได้แบบ Mono อีกหนึ่งข้างเก็บเข้าเคสหูฟังก็จะเป็นการปิดการทำงานได้เอง

Jabra Elite 5 Review DSC00964 | Jabra | รีวิว Jabra Elite 5 หูฟัง Hybrid ANC ตัดเสียงขั้นสุด เชื่อมต่อ 2 อุปกรณ์พร้อมกัน เทคโนโลยีครบเกรดดี ประกันกันน้ำกันฝุ่นที่ยาวถึง 2ปี

ตัวเคสมีขนาด 26 x 38.9 x 64.1 มิลลิเมตร น้ำหนักเคสอยู่ที่ 40 กรัมเท่านั้นครับ โดยรวมก็เป็นหูฟังที่พกง่าย น้ำหนักเบา มีเข้ามาจำหน่ายสองสี  Gold Beige และสี Titanium Black ซึ่งเป็นสีโทนดำที่เห็นในรีวิวนี้ครับ

Jabra Elite 5 Review DSC00994 | Jabra | รีวิว Jabra Elite 5 หูฟัง Hybrid ANC ตัดเสียงขั้นสุด เชื่อมต่อ 2 อุปกรณ์พร้อมกัน เทคโนโลยีครบเกรดดี ประกันกันน้ำกันฝุ่นที่ยาวถึง 2ปีJabra Elite 5 Review DSC00993 | Jabra | รีวิว Jabra Elite 5 หูฟัง Hybrid ANC ตัดเสียงขั้นสุด เชื่อมต่อ 2 อุปกรณ์พร้อมกัน เทคโนโลยีครบเกรดดี ประกันกันน้ำกันฝุ่นที่ยาวถึง 2ปี

ตัวเคสรองรับการชาร์จไร้สายในมาตรฐาน Qi สามารถชาร์จผ่านแท่นชาร์จไร้สายทั่วไปได้เลย

Jabra Elite 5 Review DSC01002 | Jabra | รีวิว Jabra Elite 5 หูฟัง Hybrid ANC ตัดเสียงขั้นสุด เชื่อมต่อ 2 อุปกรณ์พร้อมกัน เทคโนโลยีครบเกรดดี ประกันกันน้ำกันฝุ่นที่ยาวถึง 2ปีJabra Elite 5 Review DSC01005 | Jabra | รีวิว Jabra Elite 5 หูฟัง Hybrid ANC ตัดเสียงขั้นสุด เชื่อมต่อ 2 อุปกรณ์พร้อมกัน เทคโนโลยีครบเกรดดี ประกันกันน้ำกันฝุ่นที่ยาวถึง 2ปี

ด้านหลังใช้พอร์ตชาร์จแบบ USB Type C ซึ่งอุปกรณ์ภายในกล่องจะมีสาย USB-A to USB-C แถมมาให้ แต่จะไม่มีหัวชาร์จมาให้นะครับ จากการทดสอบใช้งานจะสามารถเปิดเพลงฟังต่อเนื่องได้ประมาณ 7 ชั่วโมงต่อการชาร์จเต็ม 1 ครั้ง และเก็บใส่เคสเพื่อชาร์จพลังงานกลับมาได้ประมาณ 3 รอบ และถ้าเปิดฟังก์ชั่น ANC จะใช้พลังงานเยอะกว่าการปิด ANC เล็กน้อยครับ

Jabra Elite 5 Review DSC00999 | Jabra | รีวิว Jabra Elite 5 หูฟัง Hybrid ANC ตัดเสียงขั้นสุด เชื่อมต่อ 2 อุปกรณ์พร้อมกัน เทคโนโลยีครบเกรดดี ประกันกันน้ำกันฝุ่นที่ยาวถึง 2ปี

ลองสวมใส่นานๆ สบายครับและไม่เจ็บหู เพราะหูฟังตัวเล็กและเบา แทบไม่ค่อยรู้สึกถึงการสวมใส่ จุกยางที่ให้มาเป็นซิลิโคน EarGels โดยภายในกล่องจะมีให้มา 3 คู่ 3 ขนาด S, M, L เลือกใส่ให้พอดีจะช่วยให้สบายหูและส่งผลต่อการตัดเสียงรบกวนด้วยครับ

Jabra Elite 5 Review DSC00908 | Jabra | รีวิว Jabra Elite 5 หูฟัง Hybrid ANC ตัดเสียงขั้นสุด เชื่อมต่อ 2 อุปกรณ์พร้อมกัน เทคโนโลยีครบเกรดดี ประกันกันน้ำกันฝุ่นที่ยาวถึง 2ปี
Jabra Elite 5 Review DSC00919 | Jabra | รีวิว Jabra Elite 5 หูฟัง Hybrid ANC ตัดเสียงขั้นสุด เชื่อมต่อ 2 อุปกรณ์พร้อมกัน เทคโนโลยีครบเกรดดี ประกันกันน้ำกันฝุ่นที่ยาวถึง 2ปี
Jabra Elite 5 Review DSC00913 | Jabra | รีวิว Jabra Elite 5 หูฟัง Hybrid ANC ตัดเสียงขั้นสุด เชื่อมต่อ 2 อุปกรณ์พร้อมกัน เทคโนโลยีครบเกรดดี ประกันกันน้ำกันฝุ่นที่ยาวถึง 2ปี
Jabra Elite 5 Review DSC00922 | Jabra | รีวิว Jabra Elite 5 หูฟัง Hybrid ANC ตัดเสียงขั้นสุด เชื่อมต่อ 2 อุปกรณ์พร้อมกัน เทคโนโลยีครบเกรดดี ประกันกันน้ำกันฝุ่นที่ยาวถึง 2ปี

การใช้งานภายใน

Jabra Elite 5 รองรับการใช้งานได้ทั้งกับอุปกรณ์ในระบบ iOS, Android และระบบ Windows ก็เรียกว่าใช้งานได้ครอบคลุมครับ เชื่อมต่อผ่านสัญญาณ Bluetooth 5.2 และสามารถพบเจอจับคู่ได้ทันทีที่เปิดการจับคู่บนตัวหูฟัง ด้วยระบบ Google Fast Pair (สำหรับอุปกรณ์ Android OS 6.0 ขึ้นไป) และ Microsoft Swift Pair (สำหรับอุปกรณ์ระบบ Windows 10 ขึ้นไป) โดยหูฟังรุ่นนี้จะสามารถเชื่อมต่อใช้งานได้ 2 อุปกรณ์ไปพร้อมๆ กันครับ (สามารถจดจำได้มากสุด 8 อุปกรณ์)

Jabra Elite 5 Review DSC00944 | Jabra | รีวิว Jabra Elite 5 หูฟัง Hybrid ANC ตัดเสียงขั้นสุด เชื่อมต่อ 2 อุปกรณ์พร้อมกัน เทคโนโลยีครบเกรดดี ประกันกันน้ำกันฝุ่นที่ยาวถึง 2ปี

การเชื่อมต่อและการจัดการระบบของหูฟัง ทำได้ผ่านแอพพลิเคชั่น Jabra Sound+ (รองรับทั้ง Android และ iOS)  โดยภายในแอพเราจะสามารถตั้งค่าต่างๆ ของตัวหูฟังได้ทั้งหมด ทั้งการอัปเดตระบบและการควบคุมคอนโทรลบนตัวหูฟัง

Jabra Elite 5 ANC TWS 001 | Jabra | รีวิว Jabra Elite 5 หูฟัง Hybrid ANC ตัดเสียงขั้นสุด เชื่อมต่อ 2 อุปกรณ์พร้อมกัน เทคโนโลยีครบเกรดดี ประกันกันน้ำกันฝุ่นที่ยาวถึง 2ปี
Jabra Elite 5 ANC TWS 003 | Jabra | รีวิว Jabra Elite 5 หูฟัง Hybrid ANC ตัดเสียงขั้นสุด เชื่อมต่อ 2 อุปกรณ์พร้อมกัน เทคโนโลยีครบเกรดดี ประกันกันน้ำกันฝุ่นที่ยาวถึง 2ปี
Jabra Elite 5 ANC TWS 014 | Jabra | รีวิว Jabra Elite 5 หูฟัง Hybrid ANC ตัดเสียงขั้นสุด เชื่อมต่อ 2 อุปกรณ์พร้อมกัน เทคโนโลยีครบเกรดดี ประกันกันน้ำกันฝุ่นที่ยาวถึง 2ปี
Jabra Elite 5 ANC TWS 011 | Jabra | รีวิว Jabra Elite 5 หูฟัง Hybrid ANC ตัดเสียงขั้นสุด เชื่อมต่อ 2 อุปกรณ์พร้อมกัน เทคโนโลยีครบเกรดดี ประกันกันน้ำกันฝุ่นที่ยาวถึง 2ปี
Jabra Elite 5 ANC TWS 025 | Jabra | รีวิว Jabra Elite 5 หูฟัง Hybrid ANC ตัดเสียงขั้นสุด เชื่อมต่อ 2 อุปกรณ์พร้อมกัน เทคโนโลยีครบเกรดดี ประกันกันน้ำกันฝุ่นที่ยาวถึง 2ปี

เราสามารถระบุปุ่มการเรียกใช้งานบริการ Spotify แบบด่วนในคลิ๊กเดียวไว้ได้ด้วยนะครับ กดครั้งเดียวก็เปิดเพลงจากแอพ Spotify ได้ทันที

Jabra Elite 5 ANC TWS 015 | Jabra | รีวิว Jabra Elite 5 หูฟัง Hybrid ANC ตัดเสียงขั้นสุด เชื่อมต่อ 2 อุปกรณ์พร้อมกัน เทคโนโลยีครบเกรดดี ประกันกันน้ำกันฝุ่นที่ยาวถึง 2ปี

ซึ่ง Jabra Elite 5  เป็นหูฟังที่รองรับเทคโนโลยีตัดเสียงรบกวนแบบ Hybrid ANC หรือระบบตัดเสียงรบกวนที่ฉลาดกว่าแต่ก่อน เพราะนอกจากจะตัดเสียงรบกวนที่มาจากภายนอกแล้ว มันยังสามารถตัดเสียงรบกวนจากภายในด้วยครับ เช่นเสียงการเคี้ยวอาหาร หรือกินขนมกรอบๆ เสียงเหล่านี้ก็จะถูกตัดทอนลง พร้อมกับเสียงรถยนต์หรือเสียงสภาพแวดล้อมรอบตัวไปพร้อมกันด้วยนั้นเองครับ นี้คือระบบตัดเสียงตัวเก่งของ Jabra Elite 5 ตัวนี้ครับ

การที่ Jabra Elite 5 มีความสามารถในการตัดเสียงรบกวนได้ขนาดนี้ เพราะรอบตัวของหูฟังมีการติดตั้งไมโครโฟนรับเสียงเอาไว้ถึง 6 ตัวครับ ทั้งไมค์ด้านในและไมค์ด้านนอก ทำงานร่วมกันเพื่อดักจับและตัดเสียงรบกวน รวมถึงเพิ่มความคมชัดของไมค์ในขณะสนทนาด้วย จากการทดสอบลองใช้งาน ตัวไมค์เสียงค่อนข้างเคลียร์ครับแม้จะพูดคุยอยู่กลางถนน ตัดเสียงไม่เกี่ยวข้องออกไปได้ดีทีเดียว

Jabra Elite 5 ANC TWS 005 | Jabra | รีวิว Jabra Elite 5 หูฟัง Hybrid ANC ตัดเสียงขั้นสุด เชื่อมต่อ 2 อุปกรณ์พร้อมกัน เทคโนโลยีครบเกรดดี ประกันกันน้ำกันฝุ่นที่ยาวถึง 2ปี

โดยภายในแอพเราสามารถปรับจูนความแม่นยำของระบบตัดเสียงรบกวนได้ละเอียด เพื่อให้ตัวหูฟังทำงานได้แม่นยำกับหูของเรามากที่สุด เพราะมนุษย์แต่ละคนมีรูปลักษณ์ของใบหูและการรับเสียงที่แตกต่างกันนั้นเองครับ ค่อนข้างใส่ใจในรายละเอียดด้าน ANC มากๆ ครับ

Jabra Elite 5 ANC TWS 006 | Jabra | รีวิว Jabra Elite 5 หูฟัง Hybrid ANC ตัดเสียงขั้นสุด เชื่อมต่อ 2 อุปกรณ์พร้อมกัน เทคโนโลยีครบเกรดดี ประกันกันน้ำกันฝุ่นที่ยาวถึง 2ปี
Jabra Elite 5 ANC TWS 007 | Jabra | รีวิว Jabra Elite 5 หูฟัง Hybrid ANC ตัดเสียงขั้นสุด เชื่อมต่อ 2 อุปกรณ์พร้อมกัน เทคโนโลยีครบเกรดดี ประกันกันน้ำกันฝุ่นที่ยาวถึง 2ปี
Jabra Elite 5 ANC TWS 008 | Jabra | รีวิว Jabra Elite 5 หูฟัง Hybrid ANC ตัดเสียงขั้นสุด เชื่อมต่อ 2 อุปกรณ์พร้อมกัน เทคโนโลยีครบเกรดดี ประกันกันน้ำกันฝุ่นที่ยาวถึง 2ปี
Jabra Elite 5 ANC TWS 009 | Jabra | รีวิว Jabra Elite 5 หูฟัง Hybrid ANC ตัดเสียงขั้นสุด เชื่อมต่อ 2 อุปกรณ์พร้อมกัน เทคโนโลยีครบเกรดดี ประกันกันน้ำกันฝุ่นที่ยาวถึง 2ปี

มีระบบเพิ่มความสงบและเป็นความส่วนตัวเอาไว้ให้ผู้ใช้ โดยจะเป็นการตัดเสียงรอบข้าง และเปิดเสียงที่จะทำให้เราจิตใจสงบโดยการเลียบแบบเสียงจากสถานที่หรือสถานการณ์ต่างๆ เช่นเสียงฝนตก นกร้อง เสียงจอแจในเมืองหรืออยูในถ้ำ ใช้หลักการณ์ ASMR เปิดเสียงบรรยากาศคลอให้เราได้ยินเบาๆ โดยสามารถเปิดฟังก์ชั่นนี้ได้จากภายในแอพครับ

Jabra Elite 5 ANC TWS 036 | Jabra | รีวิว Jabra Elite 5 หูฟัง Hybrid ANC ตัดเสียงขั้นสุด เชื่อมต่อ 2 อุปกรณ์พร้อมกัน เทคโนโลยีครบเกรดดี ประกันกันน้ำกันฝุ่นที่ยาวถึง 2ปี

ปรับแต่แนวเสียงที่ชื่นชอบด้วยพรีเซ็ต EQ โดยตัวหูฟัง Jabra Elite 5 จะรองรับโค๊ดเสียงทั้ง SBC, AAC, QualComm aptX คุณภาพเสียงแน่น มีพลัง เหมาะกับดนตรีอัดๆ ไม่แหลมแสบหู แม้จริงหูฟังตัวนี้มีไดรเวอร์ขนาดที่ไม่ใหญ่เลยครับ แต่ปรับเสียงมาได้ดีจริงๆ

Jabra Elite 5 Review DSC00969 | Jabra | รีวิว Jabra Elite 5 หูฟัง Hybrid ANC ตัดเสียงขั้นสุด เชื่อมต่อ 2 อุปกรณ์พร้อมกัน เทคโนโลยีครบเกรดดี ประกันกันน้ำกันฝุ่นที่ยาวถึง 2ปี

มีฟังก์ชั่น Find my Jabra ในการให้หูฟังส่งสัญญาณบอกตำแหน่งล่าสุดในการเชื่อมต่อล่าสุดให้เราทราบ ว่าลืมไปวางทิ้งไว้ไหนครับ

Jabra Elite 5 Review DSC00960 | Jabra | รีวิว Jabra Elite 5 หูฟัง Hybrid ANC ตัดเสียงขั้นสุด เชื่อมต่อ 2 อุปกรณ์พร้อมกัน เทคโนโลยีครบเกรดดี ประกันกันน้ำกันฝุ่นที่ยาวถึง 2ปี

เราสามารถปรับระดับการตัดเสียงรบกวนของตัวหูฟังได้หลายระดับครับ ต้องการโลกส่วนตัวมากแค่ไหน หรือเปิดรับเสียงรอบข้างเอาไว้เพื่อให้รับรู้เหตการณ์ข้างนอกบ้าง ก็เลือกระบบที่ต้องการได้เลยครับ และที่สำคัญ ตัว Jabra Elite 5 รองรับเทคโนโลยี HearThrough หรือการเปิดรับเสียงภายนอกเข้ามาในหูฟังโดยตรงผ่านไมค์รับเสียง ให้ได้ยินเสียงรอบข้างได้ชัดเจนมากกว่าปกติ เพื่อใช้ในการสนทนาหรือฟังเสียงรอบข้างได้โดยไม่ต้องถอดหูฟังออกครับ เราสามารถสลับโหมด ANC เพื่อตัดเสียงรอบข้าง และโหมด HearThrough เพื่อเริ่มรับเสียงรอบข้างได้ทันที โดยปุ่มที่เราตั้งค่าไว้สำหรับสลับโหมดได้เลยครับ

Jabra Elite 5 ANC TWS 024 | Jabra | รีวิว Jabra Elite 5 หูฟัง Hybrid ANC ตัดเสียงขั้นสุด เชื่อมต่อ 2 อุปกรณ์พร้อมกัน เทคโนโลยีครบเกรดดี ประกันกันน้ำกันฝุ่นที่ยาวถึง 2ปี
Jabra Elite 5 ANC TWS 039 | Jabra | รีวิว Jabra Elite 5 หูฟัง Hybrid ANC ตัดเสียงขั้นสุด เชื่อมต่อ 2 อุปกรณ์พร้อมกัน เทคโนโลยีครบเกรดดี ประกันกันน้ำกันฝุ่นที่ยาวถึง 2ปี

และอย่าลืมในการลงทะเบียนผลิตภัณฑ์เพื่อรับการประกันหลังการขาย โดยทาง Jabra จะรับประกันความเสียหายจากฝุ่นและน้ำ ให้กับ Jabra Elite 5 นานถึงสองปีเลยนะครับ ^^ สามารถลงทะเบียนเพื่อขอรับการประกันตัวนี้ได้จากภายในแอพพลิเคชั่น Jabra Sound+ นะครับ เก็บหลักฐานการซื้อไว้เพื่อใช้เคลมการเสียหายได้ภายหลังครับ

Jabra Elite 5 ANC TWS 032 | Jabra | รีวิว Jabra Elite 5 หูฟัง Hybrid ANC ตัดเสียงขั้นสุด เชื่อมต่อ 2 อุปกรณ์พร้อมกัน เทคโนโลยีครบเกรดดี ประกันกันน้ำกันฝุ่นที่ยาวถึง 2ปี
Jabra Elite 5 ANC TWS 033 | Jabra | รีวิว Jabra Elite 5 หูฟัง Hybrid ANC ตัดเสียงขั้นสุด เชื่อมต่อ 2 อุปกรณ์พร้อมกัน เทคโนโลยีครบเกรดดี ประกันกันน้ำกันฝุ่นที่ยาวถึง 2ปี
Jabra Elite 5 ANC TWS 034 | Jabra | รีวิว Jabra Elite 5 หูฟัง Hybrid ANC ตัดเสียงขั้นสุด เชื่อมต่อ 2 อุปกรณ์พร้อมกัน เทคโนโลยีครบเกรดดี ประกันกันน้ำกันฝุ่นที่ยาวถึง 2ปี

สรุปท้ายรีวิว

หูฟังขนาดเล็ก น้ำหนักเบา สวมใส่ได้ตลอดวัน มีเทคโนโลยีตัดเสียงรบกวนที่ดีมาก ตัดเสียงไม่เกี่ยวข้องออกได้ทั้งเสียงจากภายนอกของสภาพแวดล้อม และเสียงจากภายในเช่นเสียงเคี้ยวอาหารเป็นต้น ระบบตัดเสียงที่ปรับแต่งได้ มีระบบ HearThrough เปิดรับเสียงภายนอกเข้าหูฟังได้ทันทีเพื่อใช้ในการสนทนาโดยไม่ต้องถอดหูฟัง และไมค์ 6 ตัวช่วยในการคัดกรองทั้งด้านในและด้านนอก ช่วยทำให้เสียงไมค์ในยามใช้สนทนา ก็จะได้เสียงพูดที่ชัดเจนอีกด้วย

คุณภาพเสียงปรับมาดีพอตัว แม้จะมีไดรเวอร์ไม่ใหญ่แต่พลังเสียงไม่บาง หนักและแน่นในเพลงแนวเมทัล คุมพลังได้ดีแม้จะเปิดเสียงเต็ม 100% แต่ไม่มีแตกหรือเสียงแสบหู

วัสดุตัวงานและคุณภาพการผลิตดูดีครับ สวยน่าใช้ ราคาไม่แพงเกินไป ราคาจำหน่าย 5,290 บาท ที่มาพร้อมการรับประกันการกันน้ำกันฝุ่นใรมาตรฐาน IP55 นานถึง 2 ปี อุ่นใจได้ เปิดจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 12 กันยายนเป็นต้นไป ที่ Gadget by RTB, Munkong Gadget, Banana IT, Studio7, 425 Degree, Mercular, Siam Discovery, Central Online, Lazada, Shopee

*สำหรับลูกค้าที่ซื้อ Jabra Elite 5 200 ท่านแรก รับฟรีเคสหูฟัง DIY ที่มีให้เลือก 3 แบบ เพื่อให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้งาน โดยส่งหลักฐานการซื้อได้ที่ไลน์ @GadgetByRTB หรือรับฟรีทันทีเมื่อซื้อหูฟัง Jabra Elite 5 ที่ Digital Lab สยามดิสคัฟเวอรีเท่านั้น

ข่าว: รีวิว Jabra Elite 5 หูฟัง Hybrid ANC ตัดเสียงขั้นสุด เชื่อมต่อ 2 อุปกรณ์พร้อมกัน เทคโนโลยีครบเกรดดี ประกันกันน้ำกันฝุ่นที่ยาวถึง 2ปี มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/review-jabra-elite-5-hybrid-anv-tws/