คลังเก็บป้ายกำกับ: OLED

ASUS Zenbook 17 Fold OLED โน้ตบุ๊คจอพับ 17.3 นิ้วสุดล้ำ เปิดราคาไทย 129,990 บาท

ASUS Zenbook 17 Fold OLED โน้ตบุ๊คจอพับสุดล้ำด้วยนวัตกรรมแบบใหม่ที่มีการเปิดตัวไปตั้งแต่ต้นปีในงาน CES 2022 ตอนนี้ได้เปิดราคาวางจำหน่ายในบ้านเราเป็นที่เรียบร้อยแล้วค่ะ มากับจุดเด่นหน้าจอ OLED พับได้ ความละเอียด 2.5K พร้อมโปรเซสเซอร์ 12th Gen Intel Core i7-1250U สามารถรองรับการทำงานได้หลายโหมดเพื่อให้ครอบคลุมทั้งในด้านความบันเทิง การทำงาน แถมยังพกพาไปข้างนอกได้ทุกที่ด้วยขนาดกะทัดรัด

จอ OLED ใหญ่เต็มตาพับได้ใช้งานได้ครบ Function

Zenbook 17 Fold OLED เป็นโน้ตบุ๊คจอพับที่ใช้พาเนลหน้าจอสัมผัสแบบ OLED (ASUS เรียกว่า FOLED) ขนาด 17.3 นิ้ว ความละเอียด 2.5K 2560 x 1920 อัตราส่วน 4:3 สามารถพับครึ่งให้เหลือหน้าจอขนาด 12.5 นิ้ว ความละเอียด 1920 x 1280 อัตราส่วน 3:2 รองรับการแสดงผลแบบ Dolby Vision และได้รับการรับรองสีจาก PANTONE ทำให้สีตรงและถนอมสายตาจากแสงสีฟ้า และ TÜV Rheinland

สำหรับการใช้งานเราเลือกได้ตามความถนัดเพื่อให้ตอบโจทย์ผู้ใช้อย่างหลากหลายให้เราสามารถกางออกมาใช้งานได้ถึง 6 โหมด จะกางจอเต็มแบบ 17.3 นิ้ว ใช้งานคู่กับ ASUS ErgoSense Bluetooth เป็นคีย์บอร์ดบลูทูธที่มีทัชแพดในตัว ให้อารมณ์แบบ All In One PC ทำให้พับหน้าจอเข้ามาครึ่งนึงแล้วใช้จอส่วนล่างเป็นคีย์บอร์ดแบบสัมผัสแทนได้

หรือจะพับแล้วเอา ASUS ErgoSense Bluetooth วางทับตรงจอด้านล่างได้เหมือนกันค่ะ ด้วยตัวเครื่องที่พกพาสะดวกมีน้ำหนักเบาแค่ 1.5 kg เรียบบางเหมือนนิตยสารหนึ่งเล่ม

แข็งแรงทนทาน

ASUS ได้ทดสอบความทนทานของหน้าจอพับด้วยการพับเข้าพับออกกว่า 30,000 ครั้ง ยังคงใช้งานได้ปกติ นอกจากนี้ยังได้รับมาตรฐานความอึดระดับ MIL-STD 810H ที่สามารถทนได้ทั้งการใช้งานตอนสั่นสะเทือน ใช้งานในอุณหภูมิสูงสุด 63 องศาเซลเซียส หรือต่ำสุด -25 องศาเซลเซียส

สเปคแรงใช้งานสบาย

Zenbook 17 Fold OLED มีสเปคที่เร็วแรงใช้งานทั่วไปได้หายห่วงไม่มีติดขัดด้วย CPU สูงสุด Intel Core i7 12th Gen, Iris Xe, RAM สูงสุด 16GB, ความจุสูงสุด 1TB รองรับ WiFi 6E และมากับ Windows 11 Home สามารถทำงานประเภทกราฟิกได้ค่อนข้างสูง มาพร้อมมาตรฐานสี 100% DCI-P3 เพื่อให้เราทำงานได้ประสิทธิภาพสูงสุด

ระบบเสียงดังฟังชัด

Zenbook 17 Fold OLED มากับลำโพง 4 ตัว ที่ผ่านการปรับแต่งเสียงจาก harman kardon ระบบ Dolby ATMOS พร้อม Smart Amp 3.5x เพิ่มความกระหึ่มของเสียงได้มากกว่าปกติถึง 350% โดยที่เสียงไม่แตกหรือผิดเพี้ยนด้วยชิป DSP มั่นใจได้ว่าฟังเสียงได้รอบทิศทาง

ระบบการเชื่อมต่อ

โน้ตบุ๊ครุ่นนี้มากับพอร์ตแบบ USB-C Thunderbolt 4 จำนวน 2 ช่อง ความเร็วในการรับส่งข้อมูลสูงมาก รองรับการต่อจอนอกความละเอียด 4K สูงสุด 2 จอ และยังมีรูหูฟังแบบคอมโบ 3.5 มม. และแบตเตอรี่ 75 Wh

สเปค ASUS ZENBOOK 17 FOLD OLED

  • หน้าจอ OLED ขนาด 17.3 นิ้ว (กาง) ความละเอียด 2560 x 1920 อัตราส่วน 4:3
  • หน้าจอ OLED ขนาด 12.5 นิ้ว (พับ ) ความละเอียด 1920 x 1280 อัตราส่วน 3:2
  • CPU : สูงสุด Intel Core i7 12th Gen
  • GPU : Iris Xe
  • RAM : LPDDR5 สูงสุด 16GB
  • ความจุ : SSD M.2 NVMe™ PCIe® 4.0 สูงสุด 1TB
  • เว็บแคม : 5MP
  • การเชื่อมต่อ : WiFi 6E, BT 5
  • พอร์ต : Thunderbolt 4 จำนวน 2 ช่อง, รูหูฟัง 3.5 มม.
  • ระบบเสียง : ลำโพงปรับแต่งโดย harman kardon 4 ตัว, Smart Amp
  • ความทนทาน MIL-STD 810H
  • แบตเตอรี่ : 75WHr รองรับชาร์จ 65W
  • น้ำหนัก : 1.5 กก. (ไม่รวมคีย์บอร์ด)

ASUS จะเริ่มวางขาย Zenbook 17 Fold OLED  ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และคนไหนที่ซื้อไปจะได้ใช้งาน Adobe Creative Cloud เต็ม ๆ อีก 3 เดือนด้วย

ราคาการวางจำหน่าย

ASUS Zenbook 17 Fold OLED ราคา 129,990 บาท หาซื้อได้ที่ ASUS Online Store, Shopee, Lazada, JD Central และตัวแทนจำหน่ายหน้าร้านทุกสาขาค่ะ

ที่มา : ASUS

from:https://droidsans.com/asus-zenbook-17-fold-oled-officially-launched/

รีวิว ASUS Vivobook S 14 Flip OLED ครบเครื่องในราคา 31,990 บาท ได้ปากกา, จอทัชพาเนลเทพ, สแกนลายนิ้วมือ ลองใช้แล้วจะชอบ!

ASUS Vivobook S 14 Flip OLED ทำงานอย่างสะดวก อัพเกรดเพิ่มแรมสบายๆ น่าใช้ไปอีก!

Share image Edit Name 1vivobook 1

ในช่วงปีที่ผ่านมา ผู้ใช้หลายๆ คน จะเห็นว่าโน๊ตบุ๊คหลายๆ รุ่น รวมทั้ง ASUS Vivobook S 14 Flip OLED นี้เริ่มเปลี่ยนผ่านพาเนลหน้าจอจาก IPS ที่ได้รับความนิยมมาหลายปีมาใช้พาเนล OLED มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจอ OLED ของ ASUS Vivobook รุ่นนี้นอกจากจะได้ความละเอียดสูง 2.8K (2880×1800) อัตราส่วน 16:10 แล้ว ยังปิดด้วยกระจก Corning Gorilla Glass NBT ที่มีความแข็งแรง แสดงผลแบบ HDR แสดงขอบเขตสีได้กว้าง 100% DCI-P3 มีค่าความเที่ยงตรง Delta-E <2 ได้รับการรับรอง VESA DisplayHDR True Black 600 รวมทั้งปรับค่า Refresh Rate ได้ 2 ระดับ คือ 60Hz หรือ 90Hz ก็ได้ เป็นจุดเด่นแรกของโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้

Advertisementavw

ถัดมา เมื่อ ASUS Vivobook S 14 Flip OLED นี้มีชื่อย่อย “Flip” แล้ว มันจึงพับหน้าจอกลับ 360 องศาเป็นแท็บเล็ตได้และมี ASUS Pen 2.0 เอาไว้เขียนวาดบนหน้าจอได้สะดวก พิมพ์งานได้ดีด้วยปุ่มคีย์บอร์ด Full-sized ดีไซน์ Dished key caps ซึ่งตรงกลางปุ่มจะโค้งลง 0.2 มิลลิเมตร ทำให้ทรงปุ่มคีย์บอร์ดช่วยนำร่องตอนพิมพ์งานไปในตัวพิมพ์ได้แม่นยำ และยังกดปุ่มตัวเลขได้ง่ายเพราะทัชแพดเป็น ASUS NumberPad 2.0 ด้วย เวลาต้องพิมพ์ตัวเลขในโปรแกรม Microsoft Office Home & Student 2021 ที่แถมมาในเครื่องได้ง่าย

นอกจากนี้ฟีเจอร์ดีๆ ที่ทาง ASUS ติดตั้งมาให้ใน ASUS Vivobook S 14 Flip OLED มีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ปุ่ม Power, บานชัตเตอร์สไลด์ปิดกล้องเว็บแคม 3DNR ความละเอียด Full HD ช่วยป้องกันผู้อื่นแฮ็คเข้ามาใช้กล้องโดยไม่ได้อนุญาต, พอร์ต Thunderbolt 4 ไว้ต่อหน้าจอแยกแบบ DisplayPort และชาร์จแบตเตอรี่แบบ Power Delivery ในตัว, ระบบระบายความร้อน ASUS IceCool ให้เครื่องเย็นตลอดเวลา, ลำโพงพร้อมชิป Smart amp ที่ได้เสียงดังกว่าปกติ 3.5 เท่า จูนเสียงโดย harman/kardon รองรับเสียงแบบ Dolby Atmos พร้อมซีพียู Intel 12th Gen ประสิทธิภาพสูง ก็ถือว่า ASUS Vivobook S 14 Flip OLED เป็นโน๊ตบุ๊คบางเบาประสิทธิภาพดีและน่าใช้มาก

ASUS Vivobook S 14 Flip OLED

NBS Verdicts

ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00163

ASUS Vivobook S 14 Flip OLED นี้เป็นโน๊ตบุ๊คสายทำงานที่น่าใช้ ไม่ใช่แค่เพราะติดตั้งซีพียู Intel 12th Gen มาให้ แต่ต้องรวมถึงหน้าจอทัช 14 นิ้ว ความละเอียด 2.8K พาเนล OLED แสดงผลขอบเขตสีได้ 100% DCI-P3 ได้การันตี VESA DisplayHDR True Black 500 และพับเครื่องกลับเป็นแท็บเล็ตได้และยังมีปากกา ASUS Pen 2.0 แถมมาให้ในแพ็คเกจ ใช้วาดเขียนหรือจดบันทึกเข้าไปในเครื่องได้สะดวก จัดว่าใช้งานได้ดีและสะดวกมาก

ด้านความปลอดภัยก็ครบครัน เนื่องจากทางบริษัทติดตั้งเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือรวมมาให้กับปุ่ม Power และมีบานสไลด์ปิดกล้องเว็บแคมด้วย ช่วยรักษาความเป็นส่วนตัวของเจ้าของเครื่องได้ดียิ่งขึ้น ไม่ให้ใครขโมยใช้โดยพลการได้ หรือจะทำงานก็สะดวกด้วย ASUS NumberPad 2.0 ติดตั้งมาตรงทัชแพดให้กดตัวเลขได้สะดวกยิ่งขึ้น และทางบริษัทยังมี Microsoft Office Home & Student 2021 ติดตั้งมาให้ควบคู่กับ Windows 11 Home ด้วย ผู้ใช้ก็ไม่ต้องเสียเงินซื้อโปรแกรมเพิ่มเลย

ด้านการอัพเกรดก็จัดว่าครบเครื่องแต่ก็ยังน่าสังเกต คือ แม้ ASUS Vivobook S 14 Flip OLED จะถูกออกแบบมาให้บางเบา แต่ก็ยังเพิ่มแรมจากที่ติดออนบอร์ดมา 8GB DDR4 บัส 3200MHz ไปได้มากสุด 16GB DDR4 ให้ผู้ใช้กลุ่มที่ต้องรันโปรแกรมใหญ่หรือเปิดหลายโปรแกรมพร้อมกันได้ดีแน่นอน แต่ในเครื่องก็จะมีช่อง M.2 NVMe SSD อินเตอร์เฟส PCIe 4.0 x4 เพียงช่องเดียว หาก SSD จากโรงงานเร็วไม่พอก็อาจจะถอดอัพเกรดเป็นรุ่นอื่นที่รวดเร็วกว่านี้ก็ได้

ส่วนพอร์ตของ ASUS Vivobook S 14 Flip OLED มีทั้งจุดที่ดีและน่าสังเกตควบคู่กัน ซึ่งทางบริษัทก็ติดตั้งพอร์ต Thunderbolt 4 มาให้ใช้ จะต่อผ่าน USB-C Multiport Adapter ขยายเป็นพอร์ตอื่นๆ รวมถึงต่อหน้าจอแยกและชาร์จแบตเตอรี่ก็ได้ในพอร์ตเดียวและยังมีพอร์ตพื้นฐาน เช่น USB-A, HDMI, Audio combo ติดตั้งมาในตัว แต่จุดสังเกตเล็กน้อยคือ พอร์ต USB 2.0 นั้นหากเลือกได้ ก็อยากให้เปลี่ยนเป็น MicroSD Card Reader แทนจะยอดเยี่ยมที่สุด

ข้อดีของ ASUS Vivobook S 14 Flip OLED
  1. งานประกอบตัวเครื่องแข็งแรง พับหน้าจอกลับได้ 360 องศา ใช้เป็นแท็บเล็ตได้ในตัว
  2. ขนาดตัวเครื่องเบาพกพาง่ายเพียง 1.5 กิโลกรัม เหมาะกับผู้ที่พกโน๊ตบุ๊คไปไหนมาไหน
  3. มีปากกา ASUS Pen 2.0 แถมมาให้ใช้วาดเขียนและจดได้ง่าย ชาร์จด้วยพอร์ต USB-C
  4. ติดตั้ง Windows 11 Home กับ Microsoft Office Home & Student 2021 มาให้
  5. ใช้ซีพียู Intel Core i5-12500H ซึ่งประสิทธิภาพสูง รันงานหนักได้เป็นอย่างดี
  6. มีแรมออนบอร์ด 8GB DDR4 และมีช่อง SO-DIMM ให้ใส่เสริมได้อีก 8GB อีกด้วย
  7. มีพอร์ต Thunderbolt 4 กับพอร์ตพื้นฐานอย่าง HDMI, USB-A ติดตั้งมาให้ครบถ้วน
  8. หน้าจอ 14 นิ้ว มีความละเอียดสูงและขอบเขตสีกว้าง 100% DCI-P3 ได้รับการรับรอง VESA DisplayHDR True Black 500 ด้วย
  9. มีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือติดตั้งมาให้ ปลดล็อคเครื่องได้สะดวกรวดเร็ว
  10. มีบานสไลด์ปิดกล้องเว็บแคมเวลาไม่ใช้งาน ป้องกันการถูกเจาะระบบเข้ามาใช้งาน
  11. ระบบระบายความร้อน ASUS IceCool ระบายความร้อนได้ดี ไม่เกิดอาการ Throttle ลดประสิทธิภาพระหว่างใช้งานแม้แต่น้อย
  12. แป้นทัชแพด ASUS NumberPad 2.0 พิมพ์ตัวเลขได้สะดวกเหมือน Numpad จริงๆ
  13. ปุ่มคีย์บอร์ด Dished Key Caps ทรงปุ่มโค้งและขนาด Full-size พิมพ์ได้สะดวกแม่นยำ
ข้อสังเกตของ ASUS Vivobook S 14 Flip OLED
  1. ถ้าเปลี่ยน USB 2.0 เป็น MicroSD Card Reader จะมีประโยชน์ต่อผู้ใช้มากกว่า
  2. ไม่มีคีย์ลัดปรับค่า Refresh Rate ของหน้าจอติดมาให้ที่ Function Hotkey

รีวิว ASUS Vivobook S 14 Flip OLED

Specification

ASUS Vivobook S 14 Flip OLED

ASUS Vivobook 14 Flip OLED เป็นโน๊ตบุ๊คสายทำงานหน้าจอทัชที่พับเครื่องเป็นแท็บเล็ตได้, มีปากกาสไตลัสให้ใช้เขียนจดบนหน้าจอได้สะดวก และยังได้เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือติดตั้งมาให้ที่ปุ่ม Power อีกด้วย จัดเป็นโน๊ตบุ๊คน่าใช้อีกรุ่นหนึ่ง โดยมีรายละเอียดสเปคดังนี้

สเปคของ Asus Vivobook S 14 Flip OLED TP3402ZA-KN501WS
  • CPU : Intel Core i5-12500H แบบ 12 คอร์ 16 เธรด (4P+8E) ความเร็ว 3.3-4.5GHz
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB
  • RAM : ออนบอร์ด 8GB DDR4 บัส 3200 MHz เพิ่มแรม SO-DIMM ได้อีก 8GB
  • Display : จอทัช 14 นิ้ว ความละเอียด 2.8K (2880×1800) พาเนล OLED HDR ค่า Refresh Rate 60~90Hz ขอบเขตสีกว้าง 100% DCI-P3 ได้รับการรับรอง VESA DisplayHDR True Black 500 และได้รับการรับรองจาก PANTONE Validated
  • Ports : USB 2.0 x 1, USB-A 3.2 Gen 2 x 1, Thunderbolt 4 x 1, HDMI 2.1 x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1
  • Webcam : 1080p Full HD Camera 
  • Software : Windows 11 Home, Microsoft Office Home & Student 2021
  • Weight : 1.5 กิโลกรัม
  • Price : 31,990 บาท (ราคากลาง)

Hardware & Design

ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00158

ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00189
ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00191
ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00182
ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00192

ดีไซน์ของ ASUS Vivobook S 14 Flip OLED จะดูเรียบง่าย แต่มีรายละเอียดเก็บเอาไว้ตามจุดต่างๆ ไม่ว่าจะก้านบานพับหน้าจอและก้านพลาสติกรองบอดี้ตัวเครื่องติดไว้ 4 มุม ได้แก่ ขอบล่างของก้านบานพับหน้าจอและขอบล่างที่วางข้อมือ เวลาพับเป็นแท็บเล็ตแล้ววางบนพื้นโต๊ะ บอดี้จะไม่เกิดรอยขูดเสียหาย และขอบด้านล่างใต้ทัชแพดจะตัดบอดี้เฉียงไว้เล็กน้อยให้ผู้ใช้ใช้มือข้างเดียวกางจอเปิดเครื่องใช้ได้สะดวกขึ้น ซึ่งทางบริษัทบาลานซ์น้ำหนักได้ดี ไม่มีอาการตัวเครื่องกระดกตามหน้าจอขึ้นมาเลย

ถ้าสังเกตจะเห็นว่าระหว่างแป้นคีย์บอร์ดกับทัชแพด จะมีเส้นระยะเส้นเสียงแนวนอน (Sound Wave) พร้อมคำว่า “Ready To Explore” กับโลโก้ Sound by harman/kardon การันตีว่าลำโพงของ ASUS Vivobook S 14 Flip OLED ได้รับการจูนเสียงลำโพงมาเรียบร้อยแล้ว เป็นรายละเอียดดีไซน์เล็กๆ น้อยๆ ให้ตัวเครื่องดูสวยแตกต่าง ไม่เรียบเกินไป

ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00168

ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00170
ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00147

ตัวก้านบานพับหน้าจอของตระกูล Flip จะเป็นก้านดีไซน์แผ่นแบน เมื่อกางหน้าจอจะพลิกกลับให้พับจอกลับ 360 องศาเป็นแท็บเล็ตแล้ว ก็ใช้นิ้วหรือปากกา ASUS Pen 2.0 ทำงานกับโปรแกรมต่างๆ ของโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ได้ทันที หากใครต้องเข้าประชุมหรือเลคเชอร์จดโน๊ตบันทึกข้อมูลอยู่บ่อยๆ ก็ซื้อ ASUS Vivobook S 14 Flip OLED เอาไว้ใช้งานรับหมดทุกหน้าที่ได้เลย

เมื่อเปิดฝาจะเห็นฐานบานพับหน้าจอกับตัวก้านจอว่าทาง ASUS ใช้ก้านโลหะยึดระหว่างเครื่องและจอเอาไว้ และมีระยะห่างระหว่างชิ้นส่วนใหญ่สองชิ้นพอดีจึงกางได้มั่นคงแข็งแรงทีเดียว ต่อให้พับกลับไปมาระหว่างโหมดโน๊ตบุ๊คและแท็บเล็ตหลายๆ ครั้งก็ไม่มีปัญหา ซึ่งผู้เขียนเองก็ทดลองพับจอกลับเป็นแท็บเล็ตแล้วกลับเป็นโน๊ตบุ๊คหลายต่อหลายครั้ง ตัวบานพับก็ยังแข็งแรงทนทานไม่มีอาการหลวมให้รู้สึกเลยแม้แต่นิดเดียว

ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00155

ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00156
ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00154

ฝาหลังของตัวเครื่องจะใช้ดีไซน์เรียบๆ สีเดียวแต่ติดเพลตดีไซน์เฉพาะของ ASUS Vivobook ไว้ฝั่งขวามือ โดยแยกเป็นสองชิ้นทั้งลายแถบเอกลักษณ์ของซีรี่ส์นี้และเพลตบอกซีรี่ส์ ASUS Vivobook พร้อมคำขวัญอย่าง “Explore The Possibilities”, #GoFurther, #BeFearless ด้วย 

ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00150

ด้านใต้เครื่องจะมีช่องสำหรับรับอากาศเย็นเข้าทั้งหมด 3 แถว ตีเส้นช่องแนวเฉียงและเว้นระยะระหว่างช่องส่วนกลางและฝั่งซ้าย, ขวาของตัวเครื่องเอาไว้เล็กน้อย ส่วนช่องระบายความร้อนอยู่ที่ด้านหลังและข้างเครื่องฝั่งซ้ายมือเมื่อวางเครื่องใช้งานตามปกติ ติดแถบยางรองใต้เครื่องไว้ 3 เส้น เป็นเส้นยาวขอบบนและเส้นสั้นอีกสองเส้นขอบล่างทั้งสองมุมถัดจากลำโพงเครื่องเข้ามา

Screen & Speaker

ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00193

ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00196
ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00198
ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00199
ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00200

หน้าจอขนาด 14 นิ้วของ ASUS Vivobook S 14 Flip OLED จะดีไซน์ขอบหน้าจอบางที่ริมทั้งสองด้านและรีดขอบหน้าจอส่วนบนให้บางที่สุดแต่ยังติดตั้งกล้องเว็บแคมแบบ 3DNR ความละเอียด Full HD กับไมค์พร้อมระบบ AI-Noise Cancelling มาให้ เวลาไม่ต้องการใช้กล้องก็ใช้เล็บเลื่อนบานสไลด์ปิดกล้องเอาไว้ได้ ซึ่งถ้าบานสไลด์ปิดกล้องอยู่จะเห็นเป็นจุดสีส้มอยู่

display

จุดเด่นของหน้าจอนี้ นอกจากพาเนล OLED แล้ว ยังได้ความละเอียดสูง 2.8K (2880×1800) พิกเซล ปรับค่า Refresh Rate ได้ว่าต้องการใช้งานตามปกติก็คงเอาไว้ 60Hz หรือชอบภาพลื่นไหลก็เปลี่ยนไป 90Hz ก็ได้ ด้านขอบเขตสีทางบริษัทเคลมเอาไว้ 100% DCI-P3 ได้รับการรับรองจากทาง PANTONE Validated รวมทั้ง VESA DisplayHDR True Black 500 การันตีว่าจอนี้แสดงผลสีดำได้ดำสนิทแน่นอน

gamut
luminance

ด้านขอบเขตสีหน้าจอเมื่อทดสอบและตั้งค่าด้วยโปรแกรม DisplayCal 3 จะเห็นว่าหน้าจอก่อนตั้งค่าแสดงขอบเขตสีได้กว้าง 100% sRGB, 94.5% Adobe RGB และ 99.8% DCI-P3 ซึ่งขอบเขตสีเดิมจากโรงงานก็จัดว่าใกล้เคียงกับที่ ASUS เคลมเอาไว้แล้ว และพอคาลิเบรตเสร็จจะเห็นว่าขอบเขตสีของ ASUS Vivobook S 14 Flip OLED ดีขึ้นมาก โดยเพิ่มขึ้นไปเป็น 170.9% sRGB, 117.7% Adobe RGB และ 121% DCI-P3 ได้ค่าความเที่ยงตรงสี Delta-E เฉลี่ย 0.09 เท่านั้น ถือว่าหน้าจอของ ASUS Vivobook นี้ใช้พรู้ฟสีงานอาร์ต, แต่งภาพถ่ายหรือนักวาดภาพจะซื้อเอาไว้วาดภาพประกอบก็ดีมาก ใช้งานสะดวกเหมือนวาดด้วยเมาส์ปากกาไม่มีผิด

หน้าจอความสว่างเอาไว้ 100% เมื่อวัดด้วย DisplayCal 3 จะได้ค่าความสว่าง 375.81 cd/m2 ซึ่งสว่างพอใช้งานได้เป็นอย่างดี สามารถเร่งความสว่างสู้แสงแดดที่ส่องสะท้อนจอตอนใช้งานนอกอาคารได้สบายๆ หรือถ้าแสงแดดลอดหน้าต่างมาสะท้อนจอก็ไม่มีปัญหาแน่นอน และถ้าใช้ในออฟฟิศ ผู้เขี่ยนแนะนำให้ปรับความสว่างไว้ 60% ให้ความสว่างอยู่ราว 200 cd/m2 ก็สว่างเพียงพอแล้ว

ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00152
ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00151
ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00144
ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00145

ลำโพงของตัวเครื่องทั้ง 2 ดอกที่ harman/kardon มาปรับจูนเสียงให้และมีชิป Smart Amp ไว้เร่งเสียงให้ดังกว่าเดิม 3.5 เท่านั้น เมื่อวัดด้วยเครื่องวัดเสียงแล้วจะได้ความดังราว 85dB ส่วนเนื้อเสียงจะแตกต่างจากลำโพงโน๊ตบุ๊ครุ่นอื่นๆ ซึ่งผู้เขียนเคยทดลองรีวิวมาก่อนหน้านี้ ซึ่งโทนเสียงจะเน้นไปทางเครื่องดนตรีกับนักร้องเป็นหลัก มีเสียงเบสของลำโพงคอยซัพพอร์ตเสียงให้มีมิติยิ่งขึ้น แต่ก็ไม่ดังจนกลบเสียงอื่นไปจนหมด ถือว่ามิติเสียงนั้นใช้ดูหนังฟังเพลงได้ดีทีเดียว

Keyboard & Touchpad

ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00171

ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00183
ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00184
ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00176
ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00172
ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00175
ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00174

คีย์บอร์ดของ ASUS Vivobook S 14 Flip OLED เป็นคีย์บอร์ดแบบ Tenkeyless แต่ดีไซน์ปุ่มให้เป็น Full-size ทรงปุ่มเป็น Dished Key caps โดยตรงกลางปุ่มจะเว้าเข้าไปเป็นแอ่งเหมือนจาน (Dish) โค้ง 0.2 มม. ซึ่งเมื่อทดลองพิมพ์ต้องถือว่าตัวปุ่มจะไกด์ปลายนิ้วให้ผู้ใช้กดลงไปตรงกลางปุ่มพอดี กดง่ายและตอบสนองเร็วใช้ได้และมีไฟ LED Backlit ให้พิมพ์งานในที่แสงน้อยได้สะดวกขึ้นด้วย

Function Key ถูกเซ็ตอัพเอาไว้ตามปุ่มต่างๆ บนแป้นคึย์บอร์ด ได้แก่ Home, End, Page Up, Page Down ตรงปุ่มลูกศร บางปุ่มที่มีคำสั่งตรงกันข้ามก็ถูกรวบเอาไว้ด้วยกัน เช่น Delete กับ Insert เป็นต้น และถ้าใครอยากล็อค Function Hotkey ตรง F1~F12 สามารถกด Fn+Esc เพื่อเปลี่ยนโหมดได้ และสังเกตตรงปุ่ม Enter จะเห็นว่าขอบล่างปุ่มมีแถบสีขาวซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของตระกูล ASUS Vivobook ติดอยู่ด้วย

ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00179

คีย์ลัดของ ASUS Vivobook S 14 Flip OLED ที่ปุ่ม F1~F12 นั้น ทางบริษัทก็จัดการ Mapping ปุ่มฟังก์ชั่นสำหรับโน๊ตบุ๊คสายทำงานติดตั้งมาครบถ้วน โดยมีปุ่มดังนี้

  • F1~F3 – ปิด, ลดหรือเพิ่มเสียงลำโพง
  • F4~F5 – ลดหรือเพิ่มความสว่างหน้าจอ
  • F6 – ปิด/เปิดทัชแพด
  • F7 – ปรับความสว่างไฟ LED Backlit ของคีย์บอร์ด
  • F8 – ปุ่ม Project ตั้งค่าหน้าจอหลักและเสริม
  • F9 – ปิดหรือเปิดไมค์
  • F10 – ปิดหรือเปิดกล้องเว็บแคม
  • F11 – เรียกโปรแกรม Snipping Tool
  • F12 – เรียกโปรแกรม MyASUS

จะเห็นว่า Function Hotkey ที่ปุ่ม F1~F12 ของ ASUS Vivobook S 14 Flip OLED มีคำสั่งตั้งค่าตัวเครื่องติดมาให้ครบถ้วน แต่น่าเสียดายเล็กน้อยว่าถ้าทาง ASUS ย้ายคำสั่ง Snipping Tool ไปรวมกับปุ่ม Print Screen แทน แล้วเสริมคำสั่งปรับค่า Refresh Rate หน้าจอเข้ามาล่ะก็ น่าจะดีต่อผู้ใช้ที่ชอบหน้าจอที่แสดงผลภาพได้ไหลลื่นไหลด้วย

ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00185

ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00186
ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00187
ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00215
ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00214

ทัชแพด ASUS NumberPad 2.0 จะมีปุ่มลัด F6 สำหรับปิดเปิดการทำงานอยู่ เมื่อกดแล้วตัวระบบจะแสดงภาพขึ้นมาบนหน้าจอด้วยว่าทัชแพดทำงานอยู่หรือไม่ ด้านการใช้งานจริงตัวแป้นสามารถตอบสนองการลากเคอร์เซอร์ได้รวดเร็วและใช้ Gesture Control ได้เป็นอย่างดีไม่มีปัญหา หากใครนั่งทำงานแล้วหยิบเมาส์ออกมาไม่ถนัดนักก็ใช้ทัชแพดได้เลย

ส่วนแป้น ASUS NumberPad 2.0 จะมีคำสั่งอยู่ 2 ไอคอน คือ มุมบนซ้ายหากแตะแล้วยกนิ้วออก จะลดความสว่างของไฟแป้น Numpad ถ้าแตะแล้วลากนิ้วออกจะเรียกเครื่องคิดเลขขึ้นมา ส่วนฝั่งขวามือเป็นปุ่มเปิดปิด Numpad จะทำงานต่อเมื่อแตะค้างเอาไว้ราว 1 วินาที แต่ตอนใช้งานจริงแม้จะเปิด Numpad ค้างเอาไว้ก็ยังลากเคอร์เซอร์เมาส์ไปมาได้ตามปกติและถ้าตรงไหนต้องกรอกตัวเลขก็แตะพิมพ์เลขได้เลย ถือว่าทางบริษัทเซ็ตฟังก์ชั่นการทำงานให้แป้นทัชแพดนี้ทำงานได้ดีมาก ไม่มีอาการรวนมารบกวนตอนใช้งานเลยแม้แต่น้อย

ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00229

ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00226
ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00228
ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00223
ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00224

ปากกา ASUS Pen 2.0 ในกล่องจะเป็นปากกา USI Stylus แบบให้ฝังแบตเตอรี่เอาไว้ในตัว ตัวด้ามจะมีปุ่มควบคุมการทำงาน 2 ปุ่มและมีปุ่มท้ายด้าม เมื่อกดแล้วเครื่องจะเปิดโปรแกรม Microsoft Sketch Board ขึ้นมาให้วาดภาพจดไอเดียได้ ตอนแบตเตอรี่ปากกาใกล้หมดจะมีไฟสีส้มกระพริบเตือนผู้ใช้ ซึ่งมีพอร์ต USB-C ที่ตัวด้ามให้เสียบชาร์จแบตฯ ได้ด้วย ด้านการวาดและเขียนจดถือว่าตอบสนองได้ดีไม่แพ้กับเมาส์ปากกาแบรนด์ชั้นนำหลายๆ รุ่นเลย

อย่างไรก็ตาม จุดที่ขอกล่าวถึงเป็นส่วนตัว คือตัวปากกาหากใครคุ้นเคยกับ ASUS Pen บางรุ่นที่ต้องใส่แบตเตอรี่ AAA มาก่อนแล้วเปลี่ยนมาใช้ปากกาด้ามนี้เป็นครั้งแรกก็น่าจะเข้าใจผิดว่าต้องหมุนปลายด้ามปากกาเพื่อเปิดกระบอกใส่ถ่าน แต่เวอร์ชั่นใหม่นี้ต้องสไลด์ท้ายด้ามขึ้นเปิดพอร์ต USB-C แล้วเสียบสายชาร์จแทน ซึ่งผู้เขียนคิดว่าหากทาง ASUS จะเปลี่ยนดีไซน์ปากกาเช่นนี้ ควรติดสติ๊กเกอร์บอกผู้ใช้สักนิด อย่างมีคำว่า “Slide” พร้อมลูกศรสักนิด ไม่อย่างนั้นผู้ใช้ที่คุ้นกับปากกาด้ามนี้แต่เป็นเวอร์ชั่นใส่ถ่านต้องได้ส่งเคลมหรือซื้อด้ามใหม่อย่างแน่นอน

Connector / Thin & Weight

ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00208
ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00209

พอร์ตเชื่อมต่อของ ASUS Vivobook S 14 Flip OLED นี้จะมีพอร์ตติดตั้งเอาไว้ทั้งสองฝั่งของตัวเครื่อง โดยฝั่งซ้ายจะมี USB 2.0 เพียงพอร์ตเดียว ส่วนฝั่งขวาไล่จากซ้ายมี Audio combo, Thunderbolt 4, USB-A 3.2 Gen 2, HDMI 2.1 และช่องต่ออแดปเตอร์ของโน๊ตบุ๊ค

ซึ่งพอร์ตของตัวเครื่องถือว่าทาง ASUS ให้มาครบเครื่อง แต่ผู้เขียนยังกังขาที่พอร์ต USB 2.0 ด้านซ้าย ซึ่งส่วนตัวผู้เขียนอยากให้ทาง ASUS เปลี่ยนเป็น MicroSD Card Reader จะดีกว่า ผู้ใช้จะได้เอาการ์ดจากกล้องมาต่อแล้วโอนไฟล์เข้าออกเครื่องได้สะดวก ไม่ต้องผ่านตัวแปลงใดๆ ให้วุ่นวายและยังเอาไปใช้ประโยชน์ในส่วนต่างๆ ได้มากขึ้น

หากเป็นไปได้ผู้เขียนแนะนำให้ถอดช่องอแดปเตอร์ออกแล้วเปลี่ยนเป็น Thunderbolt 4 x 2 ช่องจะดีกว่า เพราะโน๊ตบุ๊คสายทำงานของ ASUS หลายๆ รุ่นก็ให้อแดปเตอร์หัว USB-C มาหลายรุ่นแล้ว ถ้า ASUS Vivobook S 14 Flip OLED ทำตามนั้น นอกจากได้ใจผู้บริโภคยังได้พอร์ตอเนกประสงค์เพิ่มอีกช่องด้วย หรือไม่อย่างนั้นก็เปลี่ยนเป็น Kensington Lock แทนก็ได้ความปลอดภัยให้เจ้าของเครื่องอุ่นใจขึ้นอีก

ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00136

ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00138
ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00137

น้ำหนักของ ASUS Vivobook S 14 Flip OLED ที่เคลมเอาไว้หน้าเว็บไซต์อยู่ที่ 1.5 กิโลกรัม พอชั่งด้วยตาชั่งดิจิตอลแล้วได้น้ำหนักราว 1.58 กิโลกรัม เมื่อรวมกับอแดปเตอร์และ ASUS Pen 2.0 น้ำหนัก 320 กรัม จะหนักสุทธิ 1.91 กิโลกรัม ซึ่งน้ำหนักร่วม 2 กิโลกรัมถือว่าไม่ได้หนักเกินไป และอแดปเตอร์เฉพาะของเครื่องก็ไม่จำเป็นต้องพกติดตัวไปด้วยเสมอๆ แค่หาปลั๊ก GaN กำลังชาร์จ 65 วัตต์กับสาย USB-C ติดกระเป๋าไป ส่วนอแดปเตอร์ทิ้งไว้ที่บ้านหรือออฟฟิศก็ได้ ช่วยลดน้ำหนักและจำนวนของใช้ในกระเป๋าให้น้อยลงด้วย

Inside & Upgrade

ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00140

ถ้าจะอัพเกรด ASUS Vivobook S 14 Flip OLED ก็ทำได้ง่ายๆ โดยใช้ไขควงหัวแฉก Philips Head ขันน็อต 10 ดอกออก แล้วเอาปิ๊กกีตาร์ไล่ตามขอบตัวเครื่องแล้วเปิดฝาเครื่องได้เลย โดยฝาเครื่องนี้ไม่มีตัวกิ๊บดึงฝาเข้ากับเครื่องหรือน็อตแบบมีตัวรองเลย ตอนเปิดเครื่องขอแค่ระวังตอนงัดตะขอขอบฝาเครื่องแตกก็พอ โดยรวมถือว่าฝาใต้เครื่องของ Vivobook S 14 Flip OLED ก็ยังถอดและใส่เข้าได้ง่ายไม่แพ้ Vivobook รุ่นอื่นในซีรี่ส์เลย

ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00149

เมื่อเปิดฝาเครื่องจะเห็นว่าภายในจะมีแบตเตอรี่กับแผงเมนบอร์ดแบ่งพื้นที่กันอยู่ครึ่งหนึ่ง มีช่องต่อ M.2 NVMe SSD อินเตอร์เฟส PCIe 4.0 x4 พร้อมกรอบโลหะป้องกัน SSD ด้วย ถัดมาเป็นช่อง RAM SO-DIMM ปิดด้วยกรอบอลูมิเนียม อัพเกรดเพิ่มความจุได้มากสุด 16GB DDR4 รองรับบัส 3200MHz ดังนั้นถ้าใครซื้อมาแล้วกลัวแรมออนบอร์ดไม่พอใช้ก็เปิดฝาอัพเกรดได้เลย

ส่วนตัวผู้เขียนค่อนข้างประทับใจที่ทาง ASUS ให้พอร์ต SO-DIMM สำหรับอัพเกรดแรมมา แล้วยังมีกรอบอลูมิเนียมมาปิดแผ่นแรมด้วย แต่ก็แลกกับอินเตอร์เฟส PCIe สำหรับ M.2 NVMe SSD เพียงช่องเดียว ซึ่งส่วนนี้หากดูบนเมนบอร์ดที่มีพื้นที่จำกัดก็ต้องเลือกใส่แค่อย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนั้นถ้าใครรู้สึกว่า M.2 NVMe SSD จากโรงงานช้าเกินไปแนะนำให้โคลนย้ายข้อมูลไป SSD ตัวที่เร็วกว่าหรือเปลี่ยนไปซื้อ External SSD มาใช้งานแทนเลยก็ดี

Performance & Software

cpu

mb
ram

ASUS Vivobook S 14 Flip OLED รุ่นนี้ติดตั้งซีพียู Intel 12th Gen สถาปัตยกรรม Alder Lake รหัส Intel Core i5-12500H แบบ 12 คอร์ 16 เธรด (4P+8E) ความเร็ว 3.3-4.5GHz มาให้ใช้งาน มีค่า TDP สูงสุด 45 วัตต์ รองรับชุดคำสั่งที่จำเป็นใช้งานครบถ้วน ใช้รันโปรแกรมที่กินทรัพยากรหนักได้เป็นอย่างดี

เมนบอร์ดของ Vivobook S 14 Flip OLED เป็นอินเตอร์เฟส PCIe 4.0 x4 รองรับ SSD ประสิทธิภาพสูงรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี มีแรมออนบอร์ดติดตั้งมา 8GB DDR4 บัส 3200MHz มีช่องแรม SO-DIMM สามารถอัพเกรดเพิ่มได้มากสุด 16GB DDR4 ด้วย ตอบโจทย์ผู้ใช้ที่ต้องเปิดเบราเซอร์หลายแท็บหรือเปิดโปรแกรมที่กินทรัพยากรเครื่องหนักๆ ได้เป็นอย่างดี

gpu

การ์ดจอออนบอร์ดใน Intel Core i5-12500H เป็น Intel Iris Xe Graphics รองรับ DirectX 12 และชุดคำสั่งสำหรับเรนเดอร์กราฟิคครบถ้วน ไม่ว่าจะ OpenCL, OpenGL 4.6, DirectCompute, DirectML, Vulkan ครบถ้วน สามารถใช้เรนเดอร์ภาพหรือตัดต่อคลิป Vlog ต่างๆ ได้อย่างแน่นอน 

device mgr

พาร์ตในเครื่องเมื่อเช็คด้วย Device Manager แล้ว จะเห็นว่า ASUS Vivobook S 14 Flip OLED ติดตั้งเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือของ FocalTech มาให้ ใช้การ์ด Wi-Fi ของ MediaTek MT7921 รองรับ Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax เป็นรุ่นเสาอากาศ Dual band 2×2 รองรับ Bluetooth 5.1 ในตัวและมีชิป TPM 2.0 ติดตั้งมาให้รักษาความปลอดภัยร่วมกับระบบปฏิบัติการ Windows 11 ด้วย

ssd

สำหรับ M.2 NVMe SSD จากโรงงานใน ASUS Vivobook S 14 Flip OLED เป็น Micron 2450 ความจุ 512GB โดยสเปคของไดรฟ์นี้ใช้อินเตอร์เฟส PCIe 4.0 x4 ขนาด M.2 2280 ซึ่งความจุนี้มีความเร็ว Sequential Read 3,500 MB/s และ Sequential Write 3,000 MB/s ค่าความทนทานตอนอ่านเขียนข้อมูล 300 TBW มีระบบเข้ารหัสข้อมูล AES-256 ในตัวอีกด้วย

เมื่อทดสอบด้วย CrystalDiskMark 8 แล้ว ผลที่ได้จะเห็นว่า SSD นี้ทำความเร็ว Sequential Read ได้ 2,940.12 MB/s และ Sequential Write 883.42 MB/s เมื่อเขียนไฟล์ลงไดรฟ์ราว 71% ซึ่งถ้าใครจะใช้ SSD เดิมจากโรงงานก็ถือว่าใช้งานได้ แต่ขอแนะนำให้บริหารพื้นที่ในไดรฟ์ให้ดี อย่าเก็บไฟล์เอาไว้ในเครื่องเกิน 50% เพื่อให้ตัว SSD มีพื้นที่จัดการบริหารไฟล์ต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น

หากผู้ใช้คนไหนต้องการเปลี่ยน SSD ในเครื่องให้เป็นรุ่นที่ประสิทธิภาพดีขึ้น แนะนำให้ดู Transcend MTE220S, Samsung 980, WD Black SN 750SE ฯลฯ มาเปลี่ยนแล้วเอาไดรฟ์เดิมจากโรงงานไปทำ External SSD แทนก็ดีเช่นกัน นั่นเพราะ M.2 NVMe SSD ที่ซื้อแยกโดยเฉพาะจะมีซอฟท์แวร์สำหรับปรับแต่งและอัพเดทเฟิร์มแวร์ให้ตัวไดรฟ์โดยเฉพาะและเร่งประสิทธิภาพการทำงานให้ดีขึ้นได้ด้วย 

r15
r20

ด้านการทดสอบเรนเดอร์โมเดล 3D CG แล้ว จะเห็นว่าตัว ASUS Vivobook S 14 Flip OLED ใช้งานได้เป็นอย่างดี โดย CINEBENCH R15 ทำคะแนน OpenGL ได้ 57.09 fps และ CPU 1,124 cb และเมื่อรันโปรแกรม CINEBENCH R20 ที่เน้นทดสอบกำลังการประมวลผลของซีพียูเท่านั้น จะได้คะแนน 2,653 pts ทีเดียว ดังนั้นถ้าผู้ใช้คนไหนต้องทำงาน 3D Model และกราฟิคล่ะก็ ASUS Vivobook S 14 Flip OLED นี้ก็สามารถเรนเดอร์และนำเสนอโมเดลให้ลูกค้าได้ดี ไม่มีปัญหาเรื่องกระตุกค้างแน่นอน

3dmark

ด้านการทดสอบเล่นเกมด้วย 3DMark Time Spy จะเห็นว่าตัว ASUS Vivobook S 14 Flip OLED จะทำคะแนนรวมเฉลี่ยได้ 997 คะแนน แยกเป็น CPU score 4,533 คะแนน และ Graphics score 877 คะแนน ก็สรุปได้ว่า Vivobook รุ่นนี้ไม่เหมาะกับการเล่นเกมนักและก็ไม่ได้เป็นใจความหลักของโน๊ตบุ๊ครุ่นนี้อยู่แล้ว แต่ก็ยังพอเปิดเกม 8-bit เล่นฆ่าเวลาได้ระดับหนึ่ง

pcmark10

ส่วนของ PCMark 10 สำหรับทดสอบเวลานำโน๊ตบุ๊คนี้ไปทำงานจริง จะเห็นว่ามันสามารถทำงานได้ดีทีเดียว โดยได้คะแนนเฉลี่ย 5,020 คะแนน ไล่เลี่ยกับโน๊ตบุ๊คบางเบาสายทำงานหลายๆ รุ่น หากจำแนกผลคะแนนเป็นหมวดต่างๆ จะเห็นว่าการใช้งานทั่วไปอย่างเปิดโปรแกรม, ประชุมออนไลน์ผ่านเว็บไซต์หรือเปิดเบราเซอร์นั้น Vivobook S 14 Flip OLED ทำงานได้ดีไม่มีปัญหา และจะใช้งานกับโปรแกรมออฟฟิศอย่าง Word, Excel หรือแม้แต่โปรแกรมแต่งภาพก็ทำได้ดีไม่แพ้กันเลย ต้องถือว่าตัวซีพียูและการ์ดจอออนบอร์ดใน Intel Core i5-12500H ทำหน้าที่ได้ดีไม่มีปัญหา

แต่หากมองในส่วนที่ ASUS Vivobook S 14 Flip OLED ไม่ถนัด ก็จะเป็นงานตัดต่อวิดีโอและเรนเดอร์จำลองโมเดลที่ทำคะแนนทดสอบออกมาได้ในระดับพอใช้งานได้ ทว่าถ้าใครเน้นงานปั้นโมเดล 3D หรือตัดต่อวิดีโอความละเอียดเกิน Full HD และใส่เอฟเฟคกับรายละเอียดเยอะๆ ล่ะก็ แนะนำให้หารุ่นมีการ์ดจอแยกติดตั้งมาด้วยจะทำงานได้ดีกว่า

Screenshot 2022 09 21 094202

Screenshot 2022 09 21 094221
Screenshot 2022 09 21 094235
Screenshot 2022 09 21 094304
ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00219
ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00221
ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00220

ด้านการตั้งค่า ASUS Vivobook S 14 Flip OLED ให้ทำงานได้ดีที่สุดจะมีโปรแกรม MyASUS ติดตั้งมาให้ใช้งาน ซึ่งใช้มอนิเตอร์ตัวเครื่องและตั้งค่าการแสดงผลหน้าจอรวมทั้งมีโหมดถนอมการแสดงผลของพาเนลหน้าจอ OLED รวมทั้งเมื่อใช้งานแล้วมีปัญหาก็สามารถแจ้งปัญหาเพื่อให้ทาง ASUS เข้ามาช่วยดูแลจัดการตัวเครื่องผ่านทางโปรแกรมนี้ได้อีกด้วย

หากให้ดี ผู้เขียนแนะนำว่าเมื่อซื้อ ASUS Vivobook S 14 Flip OLED มาแล้ว ก็เปิด MyASUS มาเปิดการตั้งค่า OLED Care เอาไว้ให้หมด ซึ่งมันจะช่วยถนอมพาเนลนี้ให้ใช้งานได้โดยไม่เกิดอาการ Burn-in เมื่อใช้งานไปหลายปีด้วย

Battery & Heat & Noise

ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00143

แบตเตอรี่ของ ASUS Vivobook S 14 Flip OLED เป็นแบบลิเธียม โพลีเมอร์ ความจุ 70Wh มีขนาดใหญ่จนขอบแบตเตอรี่ติดลำโพงทั้งสองฝั่ง มีความจุ Typical Capacity 6,072mAh และ Rated Capacity 5,895mAh จัดว่ามีความจุเยอะ และทาง ASUS เคลมว่าใช้งานต่อเนื่องได้หลายชั่วโมงอย่างแน่นอน

batt

ซึ่งระยะเวลาใช้งาน เมื่อทดสอบตามมาตรฐานของทางเว็บไซต์โดยลดความสว่างหน้าจอต่ำสุด, ปิดไฟ LED Backlit, ลดเสียงลำโพงให้ดังเพียง 10% แล้วตั้งค่าตัวเครื่องเป็นโหมดประหยัดพลังงาน แล้วใช้ Microsoft Edge ดูคลิป YouTube นาน 30 นาที จะเห็นว่า ASUS Vivobook S14 Flip OLED สามารถใช้งานต่อเนื่องได้นานสุถด 8 ชั่วโมง 28 นาที ซึ่งในฐานะซีพียู Intel H-Series ซึ่งเป็นซีพียูคอร์ประสิทธิภาพสูงนั้น แม้จะใช้งานได้ไม่เกิน 10 ชั่วโมง แต่ใช้ได้ราวนี้ก็ถือว่านานทีเดียว

อย่างไรก็ตาม แม้โปรแกรม BatteryMon จะแจ้งเราว่าใช้งานได้ราว 8 ชั่วโมงครึ่งก็ตาม แต่จากที่นำเครื่องไปใช้งานจริงแบบ Cafe Hopper หยิบโน๊ตบุ๊คติดตัวไปนั่งทำงานร้านโน้นทีร้านนี้ที ก็ใช้งานต่อนเื่องได้ทั้งวันไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน อย่างมากอาจเตรียม Power Bank ความจุสูง กำลังชาร์จ 65 วัตต์ขึ้นไปเตรียมเอาไว้สักก้อนเผื่อใช้ชาร์จในกรณีจำเป็นก็เพียงพอแล้ว แต่อันที่จริง แบตเตอรี่ 70Wh ใน ASUS Vivobook S 14 Flip OLED กับระบบจัดการพลังงานถือว่าทำงานได้ดี ไม่ต้องห่วงว่าแบตเตอรี่จะหมดระหว่างวันเลยก็ได้

ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00141

ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00148
ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00153

ระบบระบายความร้อน ASUS IceCool ในเครื่องจะใช้ฮีตไปป์ 2 เส้น ขนาด 8 และ 6 มม. เดินแนวจากซีพียู Intel Core i5-12500H ตรงไปยังฮีตซิงค์ที่ติดอยู่ขอบตัวเครื่องหน้าพัดลมโบลวเวอร์ 2 ด้านเพื่อระบายความร้อนออกจากเครื่อง ด้านเสียงระบบระบายความร้อนต้องถือว่าเบามากจนแทบไม่ได้ยิน และแม้จะรันโปรแกรมใหญ่ๆ อยู่ก็ยังได้ยินเสียงหวีดเบาๆ เท่านั้น ไม่ได้รบกวนหูตอนใช้งานแม้แต่น้อย ถ้าพกเครื่องไปทำงานตาม Co-working space ก็ไม่มีรบกวนผู้อื่นที่ใช้สถานที่ร่วมกันอย่างแน่นอน

heat

เมื่อรันโปรแกรม Benchmark เพื่อเค้นเครื่องให้ทำงานเต็มที่แล้วเช็คอุณหภูมิด้วย CPUID HWMonitor จะเห็นว่าอุณหภูมิ Package ของ Intel Core i5-12500H ใน ASUS Vivobook S 14 Flip OLED จะอยู่ที่ 48~98 องศา เฉลี่ย 57 องศาเซลเซียส และเมื่อเอามือจับตามส่วนต่างๆ ของตัวเครื่องแล้ว ความร้อนจากชุดระบายความร้อนก็ไม่ได้แผ่ออกไปทั่วแค่ตัวเครื่องอุ่นขึ้นเล็กน้อยและจะร้อนจริงๆ ก็ตรงปลายเครื่องเหนือช่องระบายความร้อนเท่านั้น

แต่เมื่อใช้งานจริง Intel Core i5-12500H ใน ASUS Vivobook S 14 Flip OLED ก็ไม่ได้รันเต็มที่ตลอดเวลาและตอนใช้งานจริงเครื่องก็เย็นตลอดเวลาอีกด้วย ดังนั้นถ้าใครอยากได้เครื่องนี้อยู่แล้ว ก็ไม่ต้องห่วงเรื่องอุณหภูมิที่โปรแกรมวัดได้เลยก็ได้ โดยเฉพาะคนที่เน้นใช้โปรแกรมออฟฟิศหรือวาดภาพเป็นหลัก ผู้เขียนได้ทดลองใช้งานดูแล้วก็ไม่เจอปัญหาเรื่องอุณหภูมิเลยแม้แต่นิดเดียว ดังนั้นสบายใจได้เลย

User Experience

ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00164

จากที่ผู้เขียนนำ ASUS Vivobook S 14 Flip OLED ไปใช้เป็นโน๊ตบุ๊คเครื่องหลักมาราวสัปดาห์ ก็พบจุดที่ชอบและกังขานิดหน่อย ซึ่งจุดที่เสียดายก็คงหนีไม่พ้นพอร์ต USB 2.0 ที่อยากให้ทางบริษัทเปลี่ยนเป็น MicroSD Card Reader แทน นั่นเพราะถ้ามีพอร์ตนี้เราก็สามารถถอดเมมโมรี่การ์ดจากกล้องหน้ารถหรือ Action Camera ที่ติดอยู่กับหมวกกันน็อคมาโหลดไฟล์ได้ทันที แม้บางคนอาจจะแย้งว่าใช้สมาร์ทโฟนโหลดเอาก็ได้ แต่ถ้าโหลดตรงเข้าคอมพิวเตอร์ก็นำไปใช้ได้ง่ายกว่าอย่างแน่นอน

แต่นอกจากเรื่อง MicroSD Card Reader นี้แล้ว ผู้เขียนกลับชอบ Vivobook รุ่นนี้มาก จุดแรกคือบอดี้ตัวเครื่องที่เป็นอลูมิเนียมแล้ว เรียกว่าแข็งแรงสวยงามไม่แพ้ตระกูล Zenbook เลย และยังมีปากกา ASUS Pen 2.0 แถมมาให้ จึงเซ็นเอกสารสำคัญบนหน้าจอคอมพิวเตอร์แล้วส่งให้ผู้รับได้ในทันที ไม่ต้องปริ้นท์กระดาษและใช้หมึกเซ็นให้เสียเวลาเลยแม้แต่นิดเดียว และถ้าจะวาดภาพก็พับกลับเป็นแท็บเล็ตแล้ววาดได้ทันทีทุกที่

จุดถัดมาที่ชอบ คือทาง ASUS ติดตั้งพอร์ต Thunderbolt 4 มาด้วย เวลาพกเครื่องไปไหนมาไหนก็พกแต่ปลั๊ก GaN กับสาย USB-C ก็ชาร์จแบตเตอรี่ให้เครื่องนี้ได้ทันที หรือถ้าจะต่อหน้าจอที่มีพอร์ต USB-C ที่รองรับ Thunderbolt ก็ต่อใช้งานได้สะดวกมาก และ ASUS Vivobook S 14 Flip OLED นี้ก็ไม่ได้จำกัดตัวเองว่าถ้าเป็นโน๊ตบุ๊คบางเบาก็ตัดประเด็นเรื่องอัพเกรดทิ้งไปได้เลย เพราะบนเมนบอร์ดก็มีช่อง SO-DIMM ให้อัพเกรดแรมเป็น 16GB DDR4 ติดมาให้ ดังนั้นถ้าซื้อมาใช้งานแล้วรู้สึกว่าแรมไม่พอก็เปิดฝาอัพเพิ่มได้ทันทีอีกด้วย

ส่วนที่ชอบเป็นพิเศษและเป็นเงื่อนไขหลักเวลาพิจารณาจะซื้อโน๊ตบุ๊คสักเครื่องของผู้เขียนเอง คือระบบยืนยันตนแบบชีวมาตร (Biometric) ซึ่ง Vivobook S 14 Flip OLED มีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือติดตั้งมาให้โดยรวมไว้กับปุ่ม Power ก็ดึงดูดความสนใจของผู้เขียนได้เป็นอย่างดี ยิ่งในปัจจุบันนี้ที่ยังไม่ควรถอดหน้ากากอนามัยตอนอยู่ในที่สาธารณะนั้น การปลดล็อคเครื่องด้วยเซนเซอร์สแกนใบหน้าก็ไม่ได้สะดวกอย่างที่คิด แต่ถ้าสแกนลายนิ้วมือเมื่อไหร่ ทุกอย่างก็จะง่ายขึ้นมาทันที ซึ่งผู้เขียนชอบฟังก์ชั่นนี้มากเพราะตอนไปนั่งตามร้านกาแฟก็ไม่ต้องปลดหน้ากากแต่เอานิ้วนาบตรงปุ่ม Power ก็ปลดล็อคเครื่องใช้ทำงานได้ทันที ไม่ต้องปลดหน้ากากออกใส่เข้าใหม่อยู่อย่างนั้นให้เสียเวลา

Conclusion & Award

ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00167

หากจะหาโน๊ตบุ๊คที่ครบเครื่องเอาไว้ทำงานสักรุ่น ASUS Vivobook S 14 Flip OLED นับเป็นโน๊ตบุ๊ครุ่นแรกๆ ที่ผู้เขียนอยากแนะนำให้ผู้อ่านไปลองจับลองเล่นตัวจริงดูจะได้เห็นว่า ASUS Vivobook นั้นได้อัพเกรดจากโน๊ตบุ๊คทั่วไปซีรี่ส์หนึ่งให้พรีเมี่ยมยิ่งขึ้น จะกล่าวว่างานประกอบแข็งแรงไล่เลี่ยกับ Zenbook ก็ไม่ผิด ได้เลยและยังมีฟีเจอร์ดีๆ ติดมาให้เยอะมากไม่ว่าจะจอทัชพาเนล OLED ขอบเขตสีกว้างและเที่ยงตรง, มีปากกา ASUS Pen 2.0 ให้ใช้และทัชแพดเป็น ASUS NumberPad 2.0 ให้กดสลับโหมดเป็น Numpad พิมพ์ตัวเลขได้รวดเร็ว แถมยังมีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือติดตั้งมาให้ด้วย นับเป็นโน๊ตบุ๊คสำหรับคนทำงานที่ดีและฟีเจอร์ครบเครื่องที่สุดอีกรุ่นหนึ่ง ซึ่งถ้าผู้เขียนกำลังคิดจะซื้อโน๊ตบุ๊คเครื่องใหม่อยู่ ก็คงตัดสินใจซื้อเครื่องนี้ไปใช้โดยไม่คิดมาก

ส่วนตัวถ้าจะหาอุปกรณ์เสริมให้ ASUS Vivobook S 14 Flip OLED ล่ะก็ ผู้เขียนแนะนำให้อัพเกรดแรมไป 16GB ก่อนเป็นอย่างแรก ส่วนเรื่อง M.2 NVMe SSD ในเครื่อง ผู้เขียนแนะนำให้หา External SSD ที่ใช้พอร์ต USB-C จะใช้งานได้ดีและสะดวกกว่าแน่นอน และใครจะเพิ่ม USB-C Multiport Adapter มาเผื่อต่อพอร์ตอื่นๆ เช่น LAN หรือ SD/MicroSD Card Reader ก็ขึ้นอยู่กับผู้ใช้แต่ละคนเลย

award

NBS award 4 Mobility

best mobility

ตัวเครื่อง ASUS Vivobook S 14 Flip OLED นั้นหนัก 1.5 กิโลกรัม จัดว่าไล่เลี่ยกับโน๊ตบุ๊คบางเบาหลายๆ รุ่นในปัจจุบันนี้ แต่อเนกประสงค์กว่า เพราะมีพอร์ต Thunderbolt 4 ติดตั้งมาให้ เลยไม่ต้องติดอแดปเตอร์เฉพาะไปไหนมาไหนเสมอ 

award new Graphic

best graphic

หน้าจอทัชพาเนล OLED ขอบเขตสีกว้างและเที่ยงตรงของ Vivobook S 14 Flip OLED นี้ ตอบโจทย์ช่างกล้องที่หาโน๊ตบุ๊คหน้าจอดีๆ เอาไว้ทำงาน และมี ASUS Pen 2.0 เอาไว้เขียนบนหน้าจอได้โดยตรงด้วย ก็ไม่ต้องวุ่นวายหาเมาส์ปากกามาต่อแยกเพื่อเซ็นเอกสารหรือวาดภาพเลย

from:https://notebookspec.com/web/670281-review-asus-vivobook-s-14-flip-oled

Samsung โชว์จอม้วนได้แบบใหม่สำหรับคอมพิวเตอร์ ดึงออกด้านข้างเพื่อขยายจอได้

ในงาน Intel Innovation Keynote 2022 ที่ผ่านมา JS Choi ซีอีโอของบริษัท Samsung Display เผยโฉมหน้าจอ OLED แบบม้วนได้แบบใหม่ หน้าจอสามารถดึงออกเพื่อขยายขนาดได้จากทางด้านข้าง โดยสามารถขยายถึงขนาดใหญ่สุดถึง 17 นิ้ว จากขนาดเล็กสุดที่ 13 นิ้ว Choi กล่าวว่าจอสไลด์ได้ผลิตมาสำหรับคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานในลักษณะเหมือนแท็บเล็ต

ทั้งนี้ ยังไม่ได้มีการเปิดเผยข้อมูลสเปคและรายละเอียดอื่น ๆ

ที่มา: SamMobile

No Description

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/130653

7 โน๊ตบุ๊ค Acer มี Office แท้ สเปคดีพร้อมใช้ มีจอ OLED ให้เลือก! อัพเดทปลายปี 2022

โน๊ตบุ๊ค Acer มี Office แท้ ซื้อมาใช้สบายใจไม่ต้องซื้อโปรแกรมเพิ่ม!

Share image Edit Name 3acer 1

โน๊ตบุ๊ค Acer มี Office แท้น่าจะเป็นโน๊ตบุ๊คที่นักเรียนนักศึกษาหรือคนทำงานต้องการ เพราะซื้อมาแล้วได้ซอฟท์แวร์ครบถ้วนพร้อมใช้ทั้งระบบปฏิบัติการ Windows 10 หรือ 11 พร้อม Microsoft Office Home & Student ติดตั้งมาให้ในตัว ไม่ต้องเสียเงินซื้อซอฟท์แวร์เพิ่มให้เปลือง พอเปิดเครื่องมา Activate เสร็จก็พร้อมทำงานทันที มีรุ่นให้เลือกหลากหลายทั้งไม่ว่าจะเป็นซีพียู AMD และ Intel และบางรุ่นยังติดตั้งการ์ดจอแยกจาก NVIDIA มาให้ใช้งานอีกด้วย

Advertisementavw

ณ ช่วงปลายปี 2022 นี้ โน๊ตบุ๊ค Acer มี Office แท้ราคาก็ไม่แพงมากแล้ว ซึ่งปัจจุบันนี้ราคาก็เริ่มต้นไม่เกิน 20,000 บาทเท่านั้น จะจ่ายซื้อสดก็สะดวกหรือผ่อนก็ไม่แพงมาก จะเอาไว้ทำงานเอกสาร, เปิดเว็บไซต์หรือพกติดตัวไปพรีเซนต์งานก็ทำได้ดีไม่มีปัญหา และแต่ละรุ่นที่เลือกมาแนะนำในบทความนี้ก็มีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือติดตั้งมาให้เพื่อรักษาความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่มีประโยชน์มาก

โน๊ตบุ๊ค Acer มี Office แท้

สรุปสเปคโน๊ตบุ๊ค Acer มี Office แท้ ทั้ง 7 รุ่น สเปคดี ซอฟท์แวร์ครบพร้อมทำงาน

สเปคของโน๊ตบุ๊ค Acer มี Office แท้ CPU

GPU

SSD

RAM

Software

หน้าจอ

น้ำหนัก

การเชื่อมต่อ ราคา
(บาท)
Acer Swift 3 SF314-R66K AMD Ryzen 5 5500U

AMD Radeon Graphics

M.2 NVMe
512GB

8GB LPDDR4x
3200MHz

Windows 11 Home

Microsoft Office Home & Student 2019

14″ FHD IPS

1.2 กก.

USB-A 3.2 x 2

USB-C 3.2 x 1

HDMI x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.2

17,990
Acer Swift 3 SF314-R6NJ AMD Ryzen 7 5700U

AMD Radeon Graphics

M.2 NVMe
512GB

8GB LPDDR4x
3200MHz

Windows 11 Home

Microsoft Office Home & Student 2019

14″ FHD IPS

1.2 กก.

USB-A 3.2 x 2

USB-C 3.2 x 1

HDMI x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.2

24,750
Acer Swift X SFX14-41G-R5M2 AMD Ryzen 7 5800U

NVIDIA GeForce RTX 3050

M.2 NVMe
512GB

16GB LPDDR4x
4266MHz

Windows 11 Home

Microsoft Office Home & Student 2021

14″ FHD IPS

1.39 กก.

USB-A 3.2 x 2

USB-C 3.2 x 1

HDMI x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.2

35,900
Acer Swift 3 SF314-71-50E8 Intel Core
i5-12500H

Intel Iris Xe Graphics

M.2 NVMe
512GB

16GB LPDDR5
4800MHz

Windows 11 Home

Microsoft Office Home & Student 2021

14″ 2.8K
(2880×1800)
OLED HDR

1.4 กก.

USB-C 3.2 x 2 รองรับ Thunderbolt

USB-A 3.2 x 2

HDMI x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 6E

Bluetooth 5.2

31,990
Acer Swift 3 SF314-71-75VF Intel Core
i7-12700H

Intel Iris Xe Graphics

M.2 NVMe
512GB

16GB LPDDR5
4800MHz

Windows 11 Home

Microsoft Office Home & Student 2021

14″ 2.8K
(2880×1800)
OLED HDR

1.4 กก.

USB-C 3.2 x 2 รองรับ Thunderbolt

USB-A 3.2 x 2

HDMI x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 6E

Bluetooth 5.2

35,990
Acer Swift 3 SF314-512-51E2 Intel Core
i5-1240P

Intel Iris Xe Graphics

M.2 NVMe
512GB

8GB LPDDR4x
4267MHz

Windows 11 Home

Microsoft Office Home & Student 2021

14″ 2K QHD
(2560×144)
IPS

1.25 กก.

Thunderbolt 4 x 2

USB-A 3.2 x 2

HDMI x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 6E

Bluetooth 5.2

29,990
Acer Swift 3 SF314-512-75VX Intel Core
i7-1260P

Intel Iris Xe Graphics

M.2 NVMe
512GB

8GB LPDDR4x
4267MHz

Windows 11 Home

Microsoft Office Home & Student 2021

14″ 2K QHD
(2560×144)
IPS

1.25 กก.

Thunderbolt 4 x 2

USB-A 3.2 x 2

HDMI x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 6E

Bluetooth 5.2

33,990

7 โน๊ตบุ๊ค Acer มี Office แท้ ซื้อไว้ใช้ ทำงานสะดวกขึ้นแน่นอน

โน๊ตบุ๊ค Acer มี Office แท้ช่วงปลายปี 2022 นี้ มีให้เลือกหลากหลายรุ่นและราคาเริ่มต้นก็ไม่แพงมาก ตั้งแต่ราคาไม่เกิน 20,000 บาท ไปจน 30,000 บาทกลางๆ อีกด้วย ซึ่งผู้เขียนเลือกมาแนะนำทั้งหมด 7 รุ่นด้วยกัน ได้แก่

  1. Acer Swift 3 SF314-R66K (17,990 บาท)
  2. Acer Swift 3 SF314-R6NJ (24,750 บาท)
  3. Acer Swift X SFX14-41G-R5M2 (35,900 บาท)
  4. Acer Swift 3 SF314-71-50E8 (31,990 บาท)
  5. Acer Swift 3 SF314-71-75VF (35,990 บาท)
  6. Acer Swift 3 SF314-512-51E2 (29,990 บาท)
  7. Acer Swift 3 SF314-512-75VX (33,990 บาท)
1. Acer Swift 3 SF314-R66K (17,990 บาท)

Screenshot 2022 09 20 121300

โน๊ตบุ๊ค Acer มี Office แท้ เครื่องแรกที่เลือกมาแนะนำเป็น Acer Swift 3 SF314-R66K ซึ่งราคาเริ่มต้นไม่เกิน 20,000 บาท แต่ได้ Microsoft Office แท้ติดตั้งมาให้พร้อมใช้งานและตัวเครื่องยังบางน้ำหนักเบาพกพาสะดวกอีกด้วย

ซีพียูของ Swift 3 เป็น AMD Ryzen 5 5500U แบบ 6 คอร์ 12 เธรด ความเร็ว 2.1-4.0GHz ใช้การ์ดจอออนบอร์ด AMD Radeon Graphics แบบ 7 คอร์ แสดงผลขึ้นหน้าจอ 14 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ได้เป็นอย่างดี มี M.2 NVMe SSD ความจุ 512GB ติดตั้ง Windows 10 Home กับ Microsoft Office Home & Student 2019 มาให้ มีแรมออนบอร์ด 8GB LPDDR4x บัส 3200MHz มีพอร์ต USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1, Audio combo x 1 รองรับการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตผ่าน Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2 ในตัวและน้ำหนักเครื่องเพียง 1.2 กิโลกรัมเท่านั้น หากใครอยากได้โน๊ตบุ๊ค Acer มี Office แท้เอาไว้ใช้งานสักเครื่องก็ดูเครื่องนี้เอาไว้ได้เลย

สเปคของ Acer Swift 3 SF314-R66K
  • CPU : AMD Ryzen 5 5500U แบบ 6 คอร์ 12 เธรด ความเร็ว 2.1-4.0GHz
  • GPU : AMD Radeon Graphics แบบ 7 คอร์
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB
  • RAM : 8GB LPDDR4x บัส 3200MHz
  • Display : 14 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS
  • Ports : USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2
  • Webcam : 720p HD Camera 
  • Software : Windows 11 Home, Microsoft Office Home & Student 2019
  • Weight : 1.2 กิโลกรัม
  • Price : 17,990 บาท (BaNANA)
2. Acer Swift 3 SF314-R6NJ (24,750 บาท)

Screenshot 2022 09 20 121318

Acer Swift 3 SF314-R6NJ รหัสนี้เป็นโน๊ตบุ๊ค Acer มี Office แท้ที่แชร์สเปคร่วมกับ Swift 3 ในข้อที่แล้วแทบทั้งหมด แต่อัพเกรดซีพียูจาก AMD Ryzen 5 มาเป็น AMD Ryzen 7 5700U แบบ 8 คอร์ 16 เธรด ความเร็ว 1.8-4.3GHz และได้อัพเกรดการ์ดจอออนบอร์ด AMD Radeon Graphics เป็นแบบ 8 คอร์แทน ซึ่งข้อดีของ Swift 3 รุ่นนี้ คือ ซีพียูมีปริมาณคอร์และเธรดเยอะขึ้น จึงรันโปรแกรมที่เน้นใช้งานซีพียูได้ลื่นไหลกว่าเดิม

สเปคของ Acer Swift 3 SF314-R6NJ
  • CPU : AMD Ryzen 7 5700U แบบ 8 คอร์ 16 เธรด ความเร็ว 1.8-4.3GHz
  • GPU : AMD Radeon Graphics แบบ 8 คอร์
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB
  • RAM : 8GB LPDDR4x บัส 3200MHz
  • Display : 14 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS
  • Ports : USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2
  • Webcam : 720p HD Camera 
  • Software : Windows 11 Home, Microsoft Office Home & Student 2019
  • Weight : 1.2 กิโลกรัม
  • Price : 24,750 บาท (Advice)
3. Acer Swift X SFX14-41G-R5M2 (35,900 บาท)

Screenshot 2022 09 20 121331

Acer Swift X SFX14-41G-R5M2 เป็นโน๊ตบุ๊ค Acer มี Office แท้ที่มีการ์ดจอแยก NVIDIA GeForce ติดตั้งมาให้ในตัว จึงใช้ทำงานกราฟิคได้ดียิ่งขึ้น, พกพาได้ง่าย ตอบโจทย์ครีเอเตอร์ที่อยากได้โน๊ตบุ๊คน้ำหนักเบาเอาไว้ทำงาน หากสนใจสามารถอ่านบทความรีวิวได้ที่นี่

Acer Swift X ติดตั้งซีพียู AMD Ryzen 7 5800U แบบ 8 คอร์ 16 เธรด ความเร็ว 1.9-4.4GHz มาคู่กับการ์ดจอแยก NVIDIA GeForce RTX 3050 แรม 4GB GDDR6 เพื่อเรนเดอร์ภาพขึ้นหน้าจอขนาด 14 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ได้เป็นอย่างดี มี M.2 NVMe SSD ความจุ 512GB ที่ติดตั้ง Windows 11 Home และ Microsoft Office Home & Student 2021 มาให้พร้อมกับแรมออนบอร์ด 16GB LPDDR4x บัส 4266MHz ส่วนพอร์ตการเชื่อมต่อมี USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1, Audio combo x 1 เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตผ่าน Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2 และน้ำหนักตัวเครื่องเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 1.39 กิโลกรัม หากผู้ใช้คนไหนอยากได้โน๊ตบุ๊คบางเบาที่ตัดต่อ Vlog ลื่น แต่งภาพถ่ายได้ดีก็ซื้อรุ่นนี้ไปใช้งานได้เลย

สเปคของ Acer Swift X SFX14-41G-R5M2
  • CPU : AMD Ryzen 7 5800U แบบ 8 คอร์ 16 เธรด ความเร็ว 1.9-4.4GHz
  • GPU : NVIDIA GeForce RTX 3050 แรม 4GB GDDR6
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB
  • RAM : 16GB LPDDR4x บัส 4266MHz
  • Display : 14 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS
  • Ports : USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2
  • Webcam : 720p HD Camera 
  • Software : Windows 11 Home, Microsoft Office Home & Student 2021
  • Weight : 1.39 กิโลกรัม
  • Price : 35,900 บาท (Advice)
4. Acer Swift 3 SF314-71-50E8 (31,990 บาท)

Screenshot 2022 09 20 121346

Acer Swift 3 SF314-71-50E8 รหัสนี้เป็นโน๊ตบุ๊ค Acer มี Office แท้รุ่นใหม่ล่าสุดที่ทางบริษัทเปลี่ยนพาเนลหน้าจอมาเป็น OLED และปรับดีไซน์ให้สวยงามเรียบร้อยยิ่งขึ้นและอัพเดทซีพียูเป็น Intel 12th Gen ด้วย เป็น Acer Swift รุ่นที่ผู้เขียนแนะนำเป็นพิเศษหากตั้งใจจะซื้อโน๊ตบุ๊คเครื่องใหม่มาใช้งาน

ซีพียูของ Swift 3 นี้เป็น Intel Core i5-12500H แบบ 12 คอร์ 16 เธรด (4P+8E) ความเร็ว 3.3-4.5GHz ใช้การ์ดจอออนบอร์ด Intel Iris Xe Graphics กับหน้าจอ 14 นิ้ว ความละเอียด 2.8K (2880×1800) พาเนล OLED HDR มี M.2 NVMe SSD ความจุ 512GB ติดตั้ง Windows 11 Home และ Microsoft Office Home & Student 2021 มาให้ มีแรม 16GB LPDDR5 บัส 4800MHz ติดตั้งพอร์ต USB-C 3.2 x 2 รองรับ Thunderbolt, USB-A 3.2 x 2, HDMI x 1, Audio combo x 1 เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตผ่าน Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2 ส่วนน้ำหนักเครื่องอยู่ที่ 1.4 กิโลกรัม หากใครจะซื้อโน๊ตบุ๊ค Acer มี Office แท้ ก็น่าเลือกรุ่นที่เป็นพาเนล OLED ไปเลย เพราะได้สีสันเที่ยงตรงสวยงามกว่าพาเนล IPS อย่างชัดเจน

สเปคของ Acer Swift 3 SF314-71-50E8
  • CPU : Intel Core i5-12500H แบบ 12 คอร์ 16 เธรด (4P+8E) ความเร็ว 3.3-4.5GHz
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB
  • RAM : 16GB LPDDR5 บัส 4800MHz
  • Display : 14 นิ้ว ความละเอียด 2.8K (2880×1800) พาเนล OLED HDR
  • Ports : USB-C 3.2 x 2 รองรับ Thunderbolt, USB-A 3.2 x 2, HDMI x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2
  • Webcam : 720p HD Camera 
  • Software : Windows 11 Home, Microsoft Office Home & Student 2021
  • Weight : 1.4 กิโลกรัม
  • Price : 31,990 บาท (ราคากลาง)
5. Acer Swift 3 SF314-71-75VF (35,990 บาท)

Screenshot 2022 09 20 121402

ส่วน Acer Swift 3 SF314-71-75VF เครื่องนี้เป็นโน๊ตบุ๊ค Acer มี Office แท้พาเนล OLED HDR เช่นเดียวกับข้อที่แล้วและทั้งสองรุ่นนี้แชร์สเปคร่วมกันแทบทั้งหมด แต่รุ่นนี้อัพเกรดซีพียูเป็น Intel Core i7-12700H แบบ 14 คอร์ 20 เธรด (6P+8E) ความเร็ว 3.5-4.7GHz แทน ซึ่งถ้าใครชอบเปิดโปรแกรมทำงานพร้อมกันหลายๆ ตัว ก็เพิ่มเงินมาซื้อรุ่นนี้แทนได้เลย

สเปคของ Acer Swift 3 SF314-71-75VF
  • CPU : Intel Core i7-12700H แบบ 14 คอร์ 20 เธรด (6P+8E) ความเร็ว 3.5-4.7GHz
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB
  • RAM : 16GB LPDDR5 บัส 4800MHz
  • Display : 14 นิ้ว ความละเอียด 2.8K (2880×1800) พาเนล OLED HDR
  • Ports : USB-C 3.2 x 2 รองรับ Thunderbolt, USB-A 3.2 x 2, HDMI x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2
  • Webcam : 720p HD Camera 
  • Software : Windows 11 Home, Microsoft Office Home & Student 2021
  • Weight : 1.4 กิโลกรัม
  • Price : 35,990 บาท (ราคากลาง)
6. Acer Swift 3 SF314-512-51E2 (29,990 บาท)

Screenshot 2022 09 20 121419

Acer Swift 3 SF314-512-51E2 รุ่นนี้เป็นโน๊ตบุ๊คมาตรฐาน Intel EVO ซึ่งเป็นโน๊ตบุ๊คน้ำหนักเบา พกพาสะดวกและแบตเตอรี่ทนทานใช้งานได้หลายชั่วโมง และรุ่นใหม่นี้ก็ได้อัพเกรดซีพียูเป็น Intel 12th Gen แล้ว หากใครสนใจสามารถอ่านรีวิวฉบับเต็มได้ที่นี่

ซีพียูที่ติดตั้งมาในเครื่องเป็น Intel Core i5-1240P แบบ 12 คอร์ 16 เธรด (4P+8E) ความเร็ว 3.3-4.4GHz ใช้การ์ดจอออนบอร์ด Intel Iris Xe Graphics กับหน้าจอขนาด 14 นิ้ว ความละเอียด 2K QHD (2560×1440) พาเนล IPS มี M.2 NVMe SSD ความจุ 512GB ติดตั้ง Windows 11 Home และ Microsoft Office Home & Student 2021 มาให้พร้อมใช้งาน มีแรมออนบอร์ด 8GB LPDDR4x บัส 4267MHz พอร์ตเชื่อมต่อมี Thunderbolt 4 x 2, USB-A 3.2 x 2, HDMI x 1, Audio combo x 1 เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วย Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2 ส่วนน้ำหนักตัวเครื่องยังไล่เลี่ย Swift 3 รุ่นก่อนที่ 1.25 กิโลกรัมเท่านั้น ซึ่งถ้าใครมองหาโน๊ตบุ๊ค Acer มี Office แท้ล่ะก็ แนะนำให้ซื้อ Swift 3 รุ่นนี้ไปใช้งานได้เลย

สเปคของ Acer Swift 3 SF314-512-51E2
  • CPU : Intel Core i5-1240P แบบ 12 คอร์ 16 เธรด (4P+8E) ความเร็ว 3.3-4.4GHz
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB 
  • RAM : 8GB LPDDR4x บัส 4267MHz
  • Display : 14 นิ้ว ความละเอียด 2K QHD (2560×1440) พาเนล IPS
  • Ports : Thunderbolt 4 x 2, USB-A 3.2 x 2, HDMI x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2
  • Webcam : 720p HD Camera 
  • Software : Windows 11 Home, Microsoft Office Home & Student 2021
  • Weight : 1.25 กิโลกรัม
  • Price : 29,990 บาท (ราคากลาง)
7. Acer Swift 3 SF314-512-75VX (33,990 บาท)

Screenshot 2022 09 20 121437

โน๊ตบุ๊ค Acer มี Office แท้รุ่นสุดท้ายที่เลือกมาแนะนำในบทความนี้ เป็น Acer Swift 3 SF314-512-75VX ซึ่งแชร์สเปคร่วมกับ Swift 3 ในข้อก่อนแทบทั้งหมด แค่เปลี่ยนซีพียูเป็น Intel Core i7-1260P แบบ 12 คอร์ 16 เธรด (4P+8E) ความเร็ว 3.4-4.7GHz แทน หากใครอยากได้โน๊ตบุ๊ค Intel EVO ซีพียูตัวท็อป ก็ซื้อรุ่นนี้ไปใช้งานได้เลย

สเปคของ Acer Swift 3 SF314-512-75VX
  • CPU : Intel Core i7-1260P แบบ 12 คอร์ 16 เธรด (4P+8E) ความเร็ว 3.4-4.7GHz
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB 
  • RAM : 8GB LPDDR4x บัส 4267MHz
  • Display : 14 นิ้ว ความละเอียด 2K QHD (2560×1440) พาเนล IPS
  • Ports : Thunderbolt 4 x 2, USB-A 3.2 x 2, HDMI x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2
  • Webcam : 720p HD Camera 
  • Software : Windows 11 Home, Microsoft Office Home & Student 2021
  • Weight : 1.25 กิโลกรัม
  • Price : 33,990 บาท (ราคากลาง)

Swift X SFX14 51G main Large

หากใครกำลังหาโน๊ตบุ๊ค Acer มี Office แท้มาใช้แทนโน๊ตบุ๊คเครื่องเก่าอยู่ล่ะก็ ณ ช่วงปลายปี 2022 นี้ ทาง Acer ก็มีรุ่นน่าสนใจให้เลือกทั้งซีพียู AMD และ Intel ไม่ว่าจะเป็นรุ่นเด่นปีก่อนที่เริ่มปรับราคาถูกลงเล็กน้อย หรือจะรุ่นใหม่สเปคแรงน่าใช้ก็มีให้เลือก โดยเฉพาะถ้าใครอยากได้รุ่นที่หน้าจอสวย ขอบเขตสีกว้างล่ะก็ แนะนำให้ซื้อตัวที่เป็นพาเนล OLED ไปใช้งานได้เลย เชื่อว่ารุ่นนั้นจะดีถูกใจผู้ใช้หลายๆ คนอย่างแน่นอน


บทความที่เกี่ยวข้อง

nitro pc cover

acer oled cover

Share image Edit Name 1predator 1

from:https://notebookspec.com/web/667947-7-acer-laptop-with-microsoft-office

CORSAIR เปิดตัว Xeneon Flex จอเกมมิ่ง 2 in 1 เบนใช้เป็นจอโค้งหรือจอตรงก็ได้

หลายคนน่าจะเคยลังเลอยู่ว่าจะตัดสินใจซื้ออะไรดีระหว่างจอโค้งกับจอธรรมดา เพราะถ้าโค้งก็เอาไว้เผื่อเล่นเกม แต่พอเอามาใช้ทำงานด้วยกลับไม่สะดวก หรือถ้าจอตรงก็ใช้ได้ทั่วไป แต่พอเป็น widescreen ดันมองซ้ายมองขวาลำบาก แถมยังเล่นเกมไม่มันส์อีก

วันนี้ทาง CORSAIR เลยแก้เพนพอยต์นี้จัดให้เลยแบบ 2 in 1 ในรุ่นเดียว เปิดตัว Xeneon Flex จอมอนิเตอร์รุ่นแรกของโลกที่สามารถเบนจากจอตรงปกติให้กลายเป็นจอ curved monitor ขนาด 800R ได้ พร้อมหูจับ 2 ข้างเอาไว้ดันสลับใช้ตามต้องการ เรียกว่าทำมาให้ซื้อตัวเดียวจบ ๆ ไปเลย

นอกจากกิมมิกเรื่องงอได้แล้ว สเปคของจอจริง ๆ ก็ค่อนข้างไม่ธรรมดา ใช้พาแนล W-OLED จากทาง LG ที่ให้สีสันสวยสดงดงามบน contrast ratio จัด ๆ ถึง 1,350,000:1 ดันความสว่างได้สูง 1000 nit พร้อมเทคโนโลยีป้องกันจอเบิร์นที่เคลมว่าสามารถทำงานได้กระทั่งตอนปิดใช้งานอยู่ แต่หากเกิดปัญหาจริงก็ยังมีการเคลมประกันเฉพาะเรื่องจอเบิร์นและ dead pixel ให้อีก 3 ปีด้วย

สรุปสเปคจอ CORSAIR Xeneon Flex (45WQHD240)

  • พาเนล 45” W-OLED 240Hz สัดส่วน 21:9 (3,440 x 1,440)
  • ความสว่างหน้าจอ 1,000 nits
  • contrast ratio 1,350,000:1
  • เวลาการตอบสนองหน้าจอแบบ GtG 0.03ms
  • รองรับ NVIDIA G-SYNC และ AMD FreeSync Premium


 

อย่างไรก็ตาม ครั้งนี้ทาง CORSAIR ตั้งใจเปิดเป็นแค่ teaser เรียกน้ำย่อย จึงยังไม่ระบุรายละเอียดสเปค, เรื่องพอร์ต รวมถึงราคาและวันวางจำหน่าย  บอกไว้บนหน้าเว็บแค่ว่า Launching Soon หรือเตรียมจะเปิดตัวจริงอีกรอบเร็ว ๆ นี้ ยังไงไว้คงต้องรอติดตามกันต่อไปครับ

 

 

ที่มา : CORSAIR

 

from:https://droidsans.com/corsair-xeneon-flex-bendable-oled-gaming-monitor/

ทีวี OLED ยังเติบโตต่อเนื่อง อาจครองส่วนแบ่งได้มากถึง 66% ของทีวีกลุ่มไฮเอนด์ในปีหน้า

Omdia บริษัทวิจัยตลาดเปิดเผยข้อมูลว่า ท่ามกลางภาพรวมตลาดทีวีโลกที่ซบเซามาหลายปีจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ทว่า ทีวี OLED กลับเติบโตอย่างต่อเนื่องอย่างสวนทางกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มทีวีระดับไฮเอนด์ (ราคาราว 5 หมื่นบาทขึ้นไป) จากเดิมมีส่วนแบ่ง 32.1% ในปี 2562 ในยุโรป ค่อย ๆ ไต่ระดับขึ้นมาจนมีแนวโน้มที่จะทำได้ 55.6% ภายในปีนี้ ในขณะที่ปีหน้าอาจพุ่งไปถึง 66.8%

ส่วนแบ่งการตลาดทีวีในยุโรปตามชนิดพาเนล (%)

2562 2563 2564 2565 2566
ทีวี LCD 67.9 57.7 52.3 44.4 32.2
ทีวี OLED 32.1 42.3 47.7 56.6 66.8

ยอดขายทีวีในยุโรปคิดเป็นสัดส่วนราว 23% จากยอดขายทีวีทั่วโลก ถือเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก เหนือสหรัฐฯ ที่มีสัดส่วน 22% เล็กน้อย และถ้านับเฉพาะทีวี OLED เพียงอย่างเดียว ยุโรปก็ยังมีอิทธิพลต่อตลาดมากที่สุดอีกเช่นกัน ด้วยสัดส่วน 44% สะท้อนให้เห็นว่าชาวยุโรปมีกำลังซื้อสูงกว่าคนในประเทศอื่น (เพราะทีวี OLED ยังมีราคาแพงอยู่มาก)

หากจำแนกเป็นแบรนด์ ผู้นำในตลาดทีวียุโรปคือ LG ที่ครองส่วนแบ่งมากถึง 2 ใน 3 อันดับรองลงมาคือ Sony และ Philips ตามลำดับ

  • LG ส่วนแบ่งตลาด 65.8%
  • Sony ส่วนแบ่งตลาด 17%
  • Philips ส่วนแบ่งตลาด 11%

ปัจจุบันทีวี OLED เกือบทั้งหมดในตลาด ใช้พาเนลแบบ W-OLED และเกือบทั้งหมดของ W-OLED นั้นถูกผลิตโดย LG เพราะบริษัทสัญชาติเกาหลีใต้รายนี้ เป็นรายเดียวที่มีกำลังการผลิตสูงเพียงพอในระดับที่สามารถทั้งนำพาเนลมาใช้ได้เองและขายให้กับแบรนด์อื่นเอาไปทำต่อ

ส่วน Samsung ที่ได้ชื่อเป็นเบอร์หนึ่งของผู้ผลิต OLED ฝั่งมือถือ พึ่งตัดสินใจกลับเข้ามาลุยตลาดทีวี OLED อีกครั้งในปีนี้ หลังจากหายหน้าไปนานถึง 8 ปีกว่า แต่ยังไม่ได้เป็นการท้าชนกับ LG แบบตรง ๆ เพราะ Samsung เลือกโฟกัสไปที่พาเนล QD-OLED แทน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีชั้นสูงกว่า และแน่นอน ราคาย่อมแพงกว่า จึงเป็นคนละเซกเมนต์กัน ยกตัวอย่างเช่น ทีวีในรุ่น S95B แค่โมเดลเริ่มต้นก็มีราคา 2,200 ดอลลาร์เข้าไปแล้ว

 

ที่มา : Omdia จาก ETNews

from:https://droidsans.com/oled-tv-66-percent-market-share/

เตรียมเปิดตัว LG UltraGear 48GQ900 เป็นมอนิเตอร์ OLED รุ่นแรกที่วางขายในไทย เร็ว ๆ นี้

ในช่วงหลัง ความนิยมของพาเนล OLED เริ่มขยายจากมือถือมาสู่ทีวี และล่าสุดจากทีวีสู่มอนิเตอร์ในปีนี้ มีหลายแบรนด์เริ่มเปิดตัวมอนิเตอร์ OLED ออกสู่ตลาด โดย LG เองเป็นหนึ่งในนั้น และทาง LG ประกาศออกมาแล้วว่า จะนำมอนิเตอร์รุ่น 48GQ900 ของซีรีส์ UltraGear เข้ามาจำหน่ายในไทยด้วย

พาเนล OLED มีข้อได้เปรียบด้านการแสดงผลเหนือพาเนลอื่น ๆ ในแง่ของความสดใสและความเที่ยงตรงของสีสัน รวมทั้งการแสดงผลสีดำที่ดำสนิทอย่างแท้จริง ทว่า จนถึงตอนนี้ยังไม่มีมอนิเตอร์ OLED รุ่นใดถูกนำเข้ามาขายในไทยอย่างเป็นทางการมาก่อน ชาวเกมบางส่วนจึงเลือกใช้ทีวี OLED แทน

แต่ทีวีอาจมีข้อจำกัดบางประการที่ด้อยกว่าเกมมิ่งมอนิเตอร์ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะอยู่บ้าง เช่น เรื่องระยะเวลาตอบสนอง และอัตรารีเฟรชของหน้าจอ ดังนั้นถ้า UltraGear 48GQ900 วางขายเมื่อไหร่ ก็คงจะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจกว่า

UltraGear 48GQ900 มีขนาด 48 นิ้ว ตามชื่อของมัน พาเนลมีความละเอียด 4K ขอบเขตสี 99% ของ DCI-P3 และรองรับ HDR10 ส่วนวัสดุปิดทับหน้าจอเป็นแบบ Anti-Glare ลดแสงสะท้อน

ตัวหน้าจอมีอัตรารีเฟรช 120Hz หรือเพิ่มเป็น 138Hz ได้ในโหมด Overclock อัตราตอบสนอง GtG อยู่ที่ 0.1 มิลลิวินาที รองรับทั้งเทคโนโลยี G-SYNC ของ NVIDIA และ FreeSync ของ AMD รวมถึงฟังก์ชัน VRR

นอกจากนี้มอนิเตอร์ยังมีแจ็ก 3.5 มม.ที่ด้านหน้าสำหรับเสียบชุดหูฟัง พอร์ตนี้มีฟีเจอร์พิเศษคือ Headphone:X ของ DTS ซึ่งสามารถจำลองเสียงแบบสามมิติได้หากใช้งานร่วมกับหูฟังที่รองรับ ส่วนฟีเจอร์ด้านการเล่นเกม LG ใส่มาให้ครบทั้ง Dynamic Action Sync, Black Stabilizer, Crosshair และ FPS Counter เหมือนกับมอนิเตอร์รุ่นอื่นในซีรีส์ UltraGear

UltraGear 48GQ900 วางขายที่ต่างประเทศในราคา 1,500 ดอลลาร์ หรือประมาณ 53,600 บาท ส่วนราคาฝั่งประเทศไทยรอติดตามประกาศเร็ว ๆ นี้

 

ที่มา : LG Global

from:https://droidsans.com/lg-ultragear-48gq900-specs-price/

ทำไมทีวี OLED ถึงยีงมีราคาแพง – มีแนวโน้มจะมีราคาถูกลงไหม

เดือนมีนาคมที่ผ่านมา Samsung หวนกลับมาลุยตลาดทีวี OLED อีกครั้งในรอบ 8 ปี โดยการออกทีวีระดับไฮเอนด์รุ่น S95B ค่าตัวเริ่มต้นราว 8 หมื่นบาท ทำให้มีการคาดหวังกันว่า Samsung จะมีการขยับลงมาแข่งขันในตลาดทีวี OLED ที่มีราคาถูก (กว่านี้) กับผู้ผลิตรายอื่น เช่น LG และ Sony ด้วยหรือเปล่า แต่สิ่งนั้นอาจไม่ได้เกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้ เพราะล่าสุดมีรายงานว่า การเจรจาเพื่อขอซื้อพาเนล OLED จาก LG ไม่มีความคืบหน้า จนต้องยุติการเจรจาชั่วคราว

ทีวี OLED ที่พบเห็นในตลาดตอนนี้ แทบทั้งหมดใช้เทคโนโลยี W-OLED ในการแสดงผล ในขณะที่ S95B ของ Samsung นั้นมากับเทคโนโลยี QD-OLED ที่เป็นการผสานการทำงานร่วมกันระหว่าง Quantum dot กับ OLED ซึ่งจะมอบสีสันที่มีความบริสุทธิ์และอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่า อีกทั้งยังมีความสว่างสูงใกล้เคียงกับพาเนล LCD ที่ใช้ LED เป็นแบ็กไลต์ สะท้อนถึงคุณภาพการแสดงผล HDR ที่ดี

OLED, W-OLED, QD-OLED แตกต่างกันอย่างไร


เปรียบเทียบความแตกต่างโครงสร้างและการทำงาน W-OLED และ QD-OLED

  • OLED เป็นเทคโนโลยีที่หลายคนคงจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี มีให้พบเห็นได้ทั่วไปในสมาร์ทโฟนระดับกลางไปจนถึงระดับบน ประกอบด้วยไดโอดสีแดง เขียว และน้ำเงิน เป็นที่มาของชื่อ RGB OLED โดยไดโอดแต่ละจุดจะทำงานแยกกันอย่างอิสระ จุดเด่นคือ ขอบเขตสีกว้างและเที่ยงตรง อัตราคอนทราสต์สูง จากการที่สามารถแสดงผลสีดำได้ดำสนิทอย่างไร้ที่ติ
  • W-OLED ถูกพัฒนาขึ้นมาโดยปรับโครงสร้างของแหล่งกำเนิดแสงใหม่ จากที่วางเป็นจุดแยกกันใน RGB OLED ก็จับมาวางซ้อนกันเป็นเลเยอร์สามชั้น แล้วส่งแสงผ่านฟิลเตอร์กำเนิดสีอีกทีหนึ่ง ด้วยจุดประสงค์ที่ต้องการแก้จุดอ่อนในเรื่องของความสว่างสูงสุด และปัญหาเรื่องการเบิร์นอินจากการใช้งานต่อเนื่อง
  • QD-OLED มีแหล่งกำเนิดแสงเพียงสีเดียว คือสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นช่วงคลื่นแสงที่มีพลังงานสูงที่สุด แปลงเป็นสีสันต่าง ๆ ผ่านอนุภาคของสารกึ่งตัวนำเล็กจิ๋วระดับนาโนเมตรที่เยีกว่า Quantum dot การทำงานลักษณะนี้ ทำให้ความสว่างที่เพิ่มมากขึ้นของแสงสีขาว ไม่ไปรบกวนหรือลดทอนความสว่างของแสงในสีอื่น ๆ เหมือนอย่างใน W-OLED ส่งผลให้สีสันมีความบริสุทธิ์มากกว่า

ทำไมทีวี OLED ถึงยังมีราคาแพง

QD-OLED มีข้อดีหลายประการเหนือ W-OLED ข้อจำกัดเดียวของมันในตอนนี้ คือต้นทุนที่สูงมาก หาก Samsung มีแผนจะออกทีวี OLED ราคาถูกขึ้นมาจริง ๆ ก็ต้องหันมาใช้ W-OLED แทนอย่างไม่มีทางเลี่ยง แต่ปัญหาคือ LG เป็นเพียงรายเดียวที่สามารถผลิตพาเนล W-OLED ในจำนวนมากได้

ทีวี OLED มีแนวโน้มจะมีราคาถูกลงไหม

การมีผู้ผลิตพาเนล W-OLED รายใหญ่เพียงรายเดียว ไม่ได้ส่งผลดีกับผู้ผลิตทีวีและผู้บริโภคเท่าไหร่นัก เพราะมันหมายความว่า LG จะมีอำนาจต่อรองทางธุรกิจสูง ตรึงราคาได้ง่าย ไร้คู่แข่งมากดดัน และแน่นอน LG ก็คงไม่อยากสูญเสียกำไรในส่วนนี้ไป เป็นเหตุผลหลักที่ว่า ทำไมทีวี OLED จึงยังมีราคาแพง

ตัวอย่างในทางตรงกันข้ามคือ ตลาดพาเนล LCD ที่มีผู้ผลิตจากจีนเข้ามาร่วมแจม โดยการเสนอราคาต่อหน่วยที่ต่ำกว่าผู้ผลิตจากเกาหลีใต้ และเรื่องนี้ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่นำไปสู่การยุติสายการผลิต LCD ของ Samsung และ LG ด้วย (อ่านเพิ่มเติม)

กล่าวโดยสรุปคือ ทีวี OLED ยังไม่มีแนวโน้มจะมีราคาถูกลงในเร็ว ๆ นี้ อย่างน้อยก็อีก 1 หรือ 2 ปี

ตัวเลือกไหนที่น่าสนใจ นอกเหนือจากทีวี OLED


mini-LED สว่างกว่า LED และแสดงผลสีดำได้เยี่ยมกว่า แม้จะไม่สมบูรณ์แบบเหมือน OLED ก็ตาม

ทีวีที่มีแนวโน้มจะมีราคาถูกลงคือ ทีวี mini-LED ที่เป็นเทคโนโลยีที่อยู่ตรงกลางระหว่าง LCD กับ OLED โดย David Gold ประธานของ Hisense สหรัฐฯ ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศว่า ต้นทุนของ mini-LED กำลังลดลงอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว ทำให้มีโอกาสสูงที่จะขยายไปยังทีวีราคาถูกได้มากกว่า เจ้าตัวคาดว่าจะได้เห็นทีวี mini-LED ครอบคลุมมากขึ้นภายในปี 2566

mini-LED คือ หลอดไฟขนาดจิ๋วที่เล็กและสว่างกว่า LED มันมีคุณสมบัติในการเปิดหรือปิดการทำงานของพิกเซลย่อย คล้ายกับในพาเนล OLED ถึงแม้จะไม่เทียบเท่าแต่อย่างน้อยก็ก่อนให้เกิดคอนทราสต์เรโชที่ดีกว่า LCD มากโข จากประมาณ 1,000:1 เป็น 1,000,000:1 เพิ่มขึ้นถึงหนึ่งแสนเท่า (อ่านเพิ่มเติม)

ตัว mini-LED เอง สามารถนำไปใช้งานร่วมได้กับทั้งพาเนล LCD ทั่วไป เช่น iPad Pro รุ่นขนาด 12.9 นิ้ว ของ Apple หรือจะนำไปใช้งานร่วมกับเทคโนโลยี Quantum dot ก็ได้อีกเช่นกัน เช่น ทีวีในซีรีส์ Neo QLED ของ Samsung

รอซื้อทีวี OLED ตอนตกรุ่น อาจได้ราคาถูกกว่าทีวี mini-LED


LG OLED C1 หนึ่งในทีวี OLED รุ่นที่ได้รับความนิยมจาก LG

อีกทางเลือกหนึ่งสำหรับคนที่อยากได้ทีวีคุณภาพสูง แต่ไม่อยากจ่ายในราคาแพงจนเกินไป คือ รอซื้อทีวี OLED ในช่วงที่มันตกรุ่นไปแล้ว ยกตัวอย่างเช่น ทีวี OLED C1 ของ LG ในรุ่นเริ่มต้นขนาด 48 นิ้ว เปิดตัวในปี 2564 มาด้วยราคา 45,990 บาท ปัจจุบันตกรุ่นไปแล้ว บางที่เอามาจัดโปรโมชัน ลดเหลือไม่ถึง 3 หมื่นบาท ถูกว่า mini-LED หลาย ๆ รุ่นในตลาดเสียอีก

แต่ข้อควรพิจารณาเวลาซื้อสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ตกรุ่นไปแล้วก็มีอยู่บ้าง เช่น การรับประกันยังมีอยู่ไหม สินค้าเก็บไว้นาน สภาพยังดีอยู่หรือเปล่า แล้วพวกของรุ่นใหม่ ๆ ที่ออกมาทีหลังมีฟีเจอร์หรือฟังก์ชันอะไรที่เหนือกว่าบ้าง ซึ่งควรนำมาพิจารณาประกอบการซื้อด้วย เป็นต้น

from:https://droidsans.com/why-oled-tv-expensive/

แผนการออกทีวี OLED ราคาถูกของซัมซุงชะงัก เพราะเจรจาซื้อพาเนล OLED จาก LG ไม่คืบ

เมื่อเดือนเมษายน เราเห็นข่าวซัมซุงกลับเข้ามายังตลาดทีวี OLED อีกครั้ง ด้วยทีวีรุ่นไฮเอนด์ S95B ที่ใช้พาเนลแบบ QD-OLED อย่างไรก็ตาม ยังไม่แน่ชัดว่าซัมซุงจะทำทีวี OLED ในราคาถูกด้วยหรือไม่

พาเนล OLED มีด้วยกัน 2 แบบใหญ่ๆ คือ QD-OLED ที่สว่างกว่า แต่มีราคาแพง และ W-OLED หรือ OLED แบบดั้งเดิมที่ราคาถูกกว่า ซึ่งตอนนี้ LG Display เป็นบริษัทเดียวที่ผลิตพาเนล W-OLED ได้มากพอ (และทำให้ LG เป็นเจ้าแห่งทีวี OLED มายาวนาน) แปลว่าถ้าซัมซุงต้องการทำทีวี OLED ราคาถูก ก็จำเป็นต้องซื้อจอจาก LG

เว็บไซต์ Korea BizWire ของเกาหลีใต้ อ้างคำพูดของ Kim Sung-hyun ซีเอฟโอของ LG Display ว่าเจรจากับซัมซุงอยู่จริง แต่ตอนนี้หยุดคุยไปแล้วชั่วคราว (ก่อนหน้านี้มีข่าวลือว่าตกลงราคากันไม่ได้) เท่ากับว่าโอกาสที่ซัมซุงจะเข้าตลาด OLED มีน้อยลง

ประธานของ Hisense USA ซึ่งเป็นแบรนด์ทีวีรายใหญ่เช่นกัน เคยให้สัมภาษณ์กับ Techradar ว่าพาเนลแบบ OLED ในปัจจุบันมีราคาแพงเกินไปสำหรับสินค้าที่ราคาถูก ในขณะที่พาเนลแบบ QLED mini-LED ราคาลดลงเร็วมาก ทำให้เราเห็นจอประเภทนี้แพร่หลายขึ้น

ที่มา – Techradar

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/129626

(ลือ) iPhone 14 Pro ใช้จอ OLED เกรดดีกว่าจอ iPhone 14 มีคุณภาพต่างกันในระดับ Pixel

The Elec รายงานข้อมูลอ้างอิงจากผู้ผลิตจอว่า iPhone 14 P […] More

from:https://www.iphonemod.net/iphone-14-pro-oled-quality-than-iphone-14-report.html