คลังเก็บป้ายกำกับ: AI

IBM เข้าซื้อกิจการ Dialexa เสริมศักยภาพให้กับ Digital Innovation

IBM ประกาศการซื้อกิจการ Dialexa ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการด้านวิศวกรรมผลิตภัณฑ์ดิจิทัลชั้นนำของสหรัฐฯ เพื่อช่วยบริษัทต่างๆ ในการขับเคลื่อนนวัตกรรมและบรรลุวาระการเติบโตทางดิจิทัล การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้คาดว่าจะช่วยเสริมศักยภาพความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมผลิตภัณฑ์ของไอบีเอ็มและให้บริการการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลแบบครบวงจรสำหรับลูกค้า
 

Picture credit : IBM
ธุรกรรมการเข้าซื้อกิจการต่างๆ ล่าสุดนี้ นับเป็นครั้งที่ 6 ของ IBM ในปี 2022 โดย Dialexa จะเข้ามาสนับสนุนทักษะและความสามารถด้าน AI และ Hybrid Cloud ของ IBM จากสถิตินับจำนวนครั้ง ที่ IBM เข้าซื้อกิจการจำนวนมากกว่า 25 บริษัท ตั้งแต่ Arvind Krishna ดำรงตำแหน่ง CEO ในเดือนเมษายน 2020 รวมถึง Dialexa ดีลล่าสุดนี้ด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้ IBM ได้เคยเข้าซื้อ Neudesic, Sentaca, Nordcloud และ Taos
 
การเข้าซื้อกิจการของ Dialexa จะเป็นครั้งแรกของ IBM Consulting ในตลาดบริการด้านวิศวกรรมผลิตภัณฑ์ดิจิทัลที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งคาดว่าจะโตถึง 700,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2026 นับต่อไปจากนี้ Dialexa จะเข้าร่วมกับ IBM Consulting ซึ่งเป็นหัวหอกสำคัญในการดำเนินธุรกิจบริการด้านวิศวกรรมผลิตภัณฑ์ดิจิทัลของ IBM ในอเมริกา
 
ประวัติความเป็นมาของ Dialexa ก่อตั้งขึ้นในปี 2010 นำเสนอชุดบริการด้านวิศวกรรมผลิตภัณฑ์ดิจิทัล ช่วยให้องค์กรต่างๆ สร้างผลิตภัณฑ์เพื่อการเปลี่ยนแปลงเพื่อขับเคลื่อนผลลัพธ์ทางธุรกิจ ด้วยทีมงานกว่า 300 คน ที่มีทักษะหลากหลายทางวินัยและมีทักษะสูง ซึ่งประกอบด้วย product managers, designers, full-stack engineers and data scientists
 
Dialexa ตั้งอยู่ในเมืองดัลลัสและชิคาโก ให้คำปรึกษาและสร้างผลิตภัณฑ์ดิจิทัลแบบกำหนดเองในเชิงพาณิชย์สำหรับลูกค้า เช่น Deere & Company, Pizza Hut US และ Toyota Motor North America
 
Dialexa มีประสบการณ์อย่างลึกซึ้งในการให้บริการด้านวิศวกรรมผลิตภัณฑ์ดิจิทัลแบบ end-to-end ซึ่งประกอบด้วย services consisting of strategy, design, build, launch และการเพิ่มประสิทธิภาพในแพลตฟอร์มคลาวด์ต่างๆ รวมถึง AWS และ Microsoft Azure
 
ธุรกรรมดังกล่าว คาดว่าจะจบลงในไตรมาสที่สี่ของปีนี้ และขึ้นอยู่กับเงื่อนไขการปิดตามธรรมเนียมและการอนุมัติตามระเบียบข้อบังคับ โดยไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดมูลค่าทางการเงิน
 

from:https://www.techtalkthai.com/ibm-acquires-dialexa-to-speed-digital-innovation/

Supermicro ประกาศรองรับ NVIDIA H100 บน Server กว่า 20 รุ่น

Supermicro ประกาศรองรับ NVIDIA H100 บน Server กว่า 20 รุ่น ช่วยเร่งประสิทธิภาพงาน AI/ML, HPC และ Inferencing

Credit: Supermicro

Supermicro ผู้ผลิต Server รายใหญ่ ประกาศ Certified Server กว่า 20 รุ่นกับ NVIDIA H100 GPU รองรับการใช้งานทั้งแบบ H100 PCI-E และ H100 SXM โดยมี Server ให้เลือกใช้งานตามความเหมาะสมของงาน ได้แก่ 8U, 5U, 4U, 2U และ 1U ทั้งในตระกูล SuperBlades, Workstation และ Universal GPU System ภายในตัว Server จะรองรับเทคโนโลยีต่างๆที่จำเป็น เช่น PCI-E Gen5, 4th-Gen NVLink และ NVLink Network for scale-out นอกจากนี้ Server ยังรองรับ NVIDIA GPU รุ่นอื่นๆ อีก เช่น NVIDIA L40 Omnivese และ NVIDIA H100 CNX ซึ่งรองรับการทำ GPUDirect RDMA ผ่านทาง NVIDIA Magnum IO และ NVIDIA AI Enterprise

Supermicro ยังเผยว่า การใช้งาน NVIDIA H100-Certified GPU systems จะช่วยเร่งความเร็วในการทำ AI Inferencing ได้เร็วขึ้น 30 เท่า และทำ AI Training ได้เร็วขึ้น 9 เท่า เมื่อเทียบกับการใช้ GPU รุ่นก่อนของ NVIDIA

ผู้ที่สนใจสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: https://www.supermicro.com/en/accelerators/nvidia

 

เกี่ยวกับ Throughwave Thailand

Throughwave Thailand เป็นตัวแทนจำหน่าย (Distributor) สำหรับผลิตภัณฑ์ Enterprise IT ครบวงจรทั้ง Server, Storage, Network และ Security พร้อมโซลูชัน VMware และ Microsoft ที่มีลูกค้าเป็นองค์กรชั้นนำระดับหลายหมื่นผู้ใช้งานมากมาย โดยทีมงาน Throughwave Thailand ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าจากทีมงาน Engineer มากประสบการณ์ ที่คอยสนับสนุนการใช้งานของลูกค้าตลอด 24×7 ร่วมกับ Partner ต่างๆ ทั่วประเทศไทย https://www.throughwave.co.th

ที่มา: https://www.supermicro.com/en/pressreleases/supermicro-expands-its-nvidia-certified-server-portfolio-new-nvidia-h100-optimized

from:https://www.techtalkthai.com/supermicro-announces-new-nvidia-h100-certified-gpu-systems/

NVIDIA เตรียมวางจำหน่าย H100 GPU ภายในเดือนหน้า

ในงาน Virtual GTC 2022 Event ที่กำลังจัดขึ้นนั้น NVIDIA ได้เผยรายละเอียดของ H100 GPU คาดว่าจะสามารถวางจำหน่ายได้ในช่วงเดือนหน้านี้

credit : nvidia

NVIDIA H100 Tensor Core เป็น GPU ที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดนับตั้งแต่ที่ NVIDIA เคยพัฒนาออกมา ขณะนี้อยู่ในระหว่างการผลิตแล้ว โดย GPU รุ่นนี้พัฒนาด้วยสถาปัตยกรรม Hopper อัดแน่นด้วยทรานซิสเตอร์กว่า 80,000 ล้านตัว โดยใช้เทคโนโลยีการผลิตจาก TSMC ที่ 4 นาโนเมตร มีฟีเจอร์ใหม่ให้ใช้งาน เช่น Transformer Engine และ Scalable NVLink interconnect ออกแบบมาสำหรับงาน AI โดยเฉพาะ สามารถทำ Transformer-based Natual Language Processing ได้เร็วกว่า A100 GPU รุ่นก่อนหน้าถึง 6 เท่า NVIDIA H100 จะถูกจำหน่ายพร้อม NVIDIA AI Enterprise License แบบ 5 ปี ซึ่งเป็นชุดซอฟต์แวร์สำหรับพัฒนาและปรับแต่งระบบ AI ที่มีเครื่องมือมาให้อย่างครบครัน

ประมาณช่วงเดือนหน้า H100 GPU จะพร้อมวางจำหน่ายผ่านทาง Dell Technologies ซึ่งจะมาในชุด Dell PowerEdge Server หรือลูกค้าสามารถเลือกซื้อเป็น NVIDIA DGX H100 ที่ประกอบด้วย H100 GPU จำนวน 8 ตัวก็ได้เช่นกัน นอกจากนี้จะจำหน่ายผ่านผู้ผลิต Server รายอื่น เช่น Atos, Cisco, Dell, Fujitsu, GIGABYTE, HPE, Lenovo และ Supermicro ในไม่กี่สัปดาห์หลังจากนี้

ที่มา: https://siliconangle.com/2022/09/20/first-systems-powered-nvidias-powerful-new-h100-gpus-launch-next-month/

from:https://www.techtalkthai.com/system-with-nvidia-h100-gpu-launches-next-month/

[Guest Post] Aruba จัดงาน Atmosphere 2022 SEATH and India ณ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย

วันนี้ Aruba บริษัทในเครือ Hewlett Packard Enterprise (NYSE:HPQ) ได้จัดการประชุมยิ่งใหญ่ประจำปี Aruba Atmosphere Conference – SEATH and India ที่กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย โดยในการประชุมครั้งนี้ได้มีธุรกิจชั้นนำมากมายจากทั่วทั้งภูมิภาคมาร่วมงาน เพื่อเจาะลึกถึงแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละอุตสาหกรรม, พูดคุยสนทนาในประเด็นองค์ความรู้ใหม่ด้านเทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์ และเสริมสร้างทักษะใหม่จากเทคโนโลยีล่าสุด ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจเหล่านี้สามารถปรับปรุงระบบเครือข่ายให้มีความทันสมัยได้อย่างต่อเนื่อง

 

การประชุมครั้งนี้มีประเด็นหลักทางด้านเทคโนโลยีจากนวัตกรรมของ Aruba ที่ผู้บริหารระดับสูงและผู้เชี่ยวชาญของอุตสาหกรรมให้ความสำคัญอยู่ด้วยกัน 3 ประการ ได้แก่ ความคล่องตัว (Agility), ความเป็นอัตโนมัติ (Automation) และความมั่นคงปลอดภัย (Security) ระบบเครือข่ายที่มีการเปลี่ยนแปลงน้อยอย่างในอดีตนั้นไม่อาจตอบสนองต่อความต้องการทางธุรกิจที่เติบโตยิ่งขึ้นหรือสนับสนุนความต้องการด้านความมั่นคงปลอดภัยที่เปลี่ยนแปลงได้อีกต่อไป เมื่อธุรกิจองค์กรเริ่มดำเนินโครงการด้าน Digital Transformation และปรับตัวสู่การทำงานแบบ Hybrid Work แล้ว ก็เป็นที่แนะนำอย่างยิ่งว่าองค์กรก็ต้องมีการปรับไปใช้สถาปัตยกรรมระบบเครือข่ายที่ทันสมัยร่วมไปด้วย เพื่อให้เกิดการเชื่อมต่อที่ไร้รอยต่อและมั่นคงปลอดภัยสำหรับบริษัทในทุกขนาด และสามารถดำเนินกิจกรรมหลักของธุรกิจได้อย่างสะดวกจากทุกแห่งหน

 

ประเด็นสำคัญ 3 ประการ ช่วยขับเคลื่อนองค์กรสู่การปรับใช้สถาปัตยกรรมระบบเครือข่ายที่ทันสมัย

  • ความคล่องตัว (Agility): การใช้บริการ Network-as-a-Service (NaaS) ได้อย่างง่ายดายยิ่งกว่าเดิม ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนไปสู่การใช้สถาปัตยกรรมแบบผสานรวม, Cloud-Native และทำงานบนมาตรฐานซึ่งสามารถรองรับอนาคตได้ และยังคุ้มค่าการลงทุนและง่ายดายต่อการบริหารทรัพยากรบุคคล
  • ความเป็นอัตโนมัติ (Automation)​: ปรับสู่กระบวนการทำงานที่ง่ายดายและทำงานแบบอัตโนมัติด้วย AI เพื่อลดเวลาและทรัพยากรที่ต้องใช้ในการวางแผน, ติดตั้งใช้งาน และบริหารจัดการระบบเครือข่ายซึ่งสนับสนุนการเชื่อมต่อจากภายนอก, สาขาย่อย, สาขาใหญ่ และ Cloud
  • ความมั่นคงปลอดภัย (Security): ความสำคัญของการตรวจจับและยับยั้งภัยคุกคามที่สูงขึ้น โดยการใช้เฟรมเวิร์ค Zero Trust และ SASE ด้วยการใช้เทคโนโลยี Identity-based Access Control และ Dynamic Segmentation ที่มีให้พร้อมใช้งานในระบบ

โซลูชันในแบบ As-a-Service กำลังได้รับความนิยมทั่วโลกไปพร้อมกับการเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วของการทำงานแบบ Hybrid Work ซึ่ง HPE GreenLake for Aruba ก็ได้เข้าไปเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานของธุรกิจองค์กร ตั้งแต่การช่วยให้องค์กรธุรกิจสามารถริเริ่มกรณีการใช้งานใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว อย่างเช่น Hybrid Work, Connected Retail และ Hybrid Learning ไปจนถึงการสร้างความมั่นใจว่าระบบเครือข่ายจะพร้อมสนับสนุนความต้องการของภาคองค์กรธุรกิจได้อยู่เสมอ จากการที่ HPE GreenLake นั้นรองรับการเพิ่มขยายเพื่อให้เติบโตไปพร้อมกับธุรกิจได้ตามต้องการ

 

“ด้วยความปกติใหม่ที่กำลังถูกนิยามด้วยกลยุทธ์ด้าน Hybrid Cloud, การเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วของระบบ IoT และการทำงานจากนอกสถานที่ การเชื่อมต่อเครือข่ายจึงกลายเป็นกุญแจสำคัญในโลกที่ยังขาดการเชื่อมถึงกันในทุกวันนี้” Steve Wood, Vice President, APJ แห่ง Aruba บริษัทในเครือ Hewlett Packard Enterprise กล่าว “เราทราบดีว่าการเชื่อมต่อเครือข่ายให้ได้จากทุกที่ทุกเวลานั้นได้กลายเป็นสิ่งที่จำเป็นมากยิ่งกว่าที่เคย และด้วยการมุ่งเน้นไปยังการปรับปรุงระบบเครือข่ายให้ทันสมัย องค์กรธุรกิจที่ให้ความสำคัญต่อการทำDigital Transformation และการเร่งความเร็วของธุรกิจจะสามารถเอาชนะความท้าทายที่ยากยิ่งในครั้งนี้ได้ ด้วยการทำงานร่วมกันของระบบเครือข่าย, การบริหารจัดการระบบเครือข่าย และการรักษาความมั่นคงปลอดภัย ซึ่งจะเป็นตัวเร่งให้ธุรกิจเติบโตได้ในท้ายที่สุด”

นอกจากนี้ ในการส่งมอบประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดแก่ลูกค้า, พนักงาน และฝ่าย IT การเปลี่ยนแปลงของสถาปัตยกรรมระบบ WAN และการรักษาความมั่นคงปลอดภัยด้วยการใช้ระบบ Software-Defined Wide Area Network (SD-WAN) ที่ช่วยให้องค์กรสามารถก้าวไปสู่สถาปัตยกรรม Secure Access Service Edge (SASE) ได้นั้นก็มีความสำคัญอย่างยิ่งเช่นกัน

เมื่อเร็วๆ นี้ แพลตฟอร์มระบบ Aruba EdgeConnect Enterprise SD-WAN ก็ยังได้รับใบรับรอง ICSA Labs Secure SD-WAN Certification เป็นรายแรกจากบรรดาโซลูชัน SD-WAN ในวงการ โดยในการรับรองครั้งนี้ก็ได้เน้นย้ำถึงความสามารถทางด้าน SD-WAN และความมั่นคงปลอดภัยของ Aruba ที่สูงสุดในวงการ ซึ่งสามารถมอบทั้งความยืดหยุ่นและความมั่นใจให้กับลูกค้าในการเปลี่ยนแปลงระบบเครือข่ายและความมั่นคงปลอดภัยครั้งสำคัญให้สำเร็จลุล่วงได้

พอร์ตโฟลิโอโซลูชันที่ครบถ้วนจาก Aruba นี้ได้นำระบบเครือข่ายขององค์กรธุรกิจไปสู่ที่บ้านได้ด้วย Network Edge ที่ยังคงคงวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบรับต่อความต้องการการเชื่อมต่อเครือข่ายและความมั่นคงปลอดภัยอย่างต่อเนื่องของผู้ใช้งาน ตัวอย่างเช่น ด้วยโซลูชัน EdgeConnect Microbranch ฝ่าย IT จะสามารถมั่นใจได้ว่าประสบการณ์ของพนักงานทุกๆ คนจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ว่าพนักงานคนนั้นจะอยู่ที่ใด ด้วยการส่งมอบบริการการเชื่อมต่อที่ครบถ้วนเสมือนทำงานอยู่ภายในองค์กร ไปยังพนักงานที่ทำงานจากภายนอกองค์กร, การแก้ไขปัญหาที่รวดเร็วยิ่งขึ้น และการปกป้องดูแลพนักงานทั่วทั้งองค์กรด้วยการใช้เฟรมเวิร์คด้านความมั่นคงปลอดภัยอย่าง Zero Trust และ Secure Access Services Edge (SASE) ที่ถูกเพิ่มขยายจากภายในองค์กรไปสู่ที่บ้านของพนักงานหรือสาขาขนาดเล็กได้อย่างไร้รอยต่อ

ยิ่งไปกว่านั้น Aruba ยังได้มีการเปิดตัวโครงสร้างพื้นฐานสำหรับระบบเครือข่ายไร้สายที่สามารถระบุตำแหน่งของตนเองได้ พร้อมโครงการ Open Locate เพื่อปรับวิธีการในการแบ่งปันข้อมูลด้านสถานที่ให้กลายเป็นมาตรฐาน ด้วย AP ที่สามารถระบุตำแหน่งของตนเองได้จาก Aruba ธุรกิจองค์กรและผู้ให้บริการโครงข่ายจะสามารถให้บริการแอปพลิเคชันที่อาศัยข้อมูลตำแหน่งสถานที่ได้อย่างรวดเร็ว, แม่นยำ และทั่วถึงได้ทั้งระบบ Wireless LAN ช่วยให้องค์กรธุรกิจไม่ต้องทำการสำรวจและตรวจสอบสถานที่ด้วยตนเอง ซึ่งเป็นกระบวนการที่มีทั้งค่าใช้จ่ายและความผิดพลาดที่สูงอีกต่อไป

ความเห็นจากลูกค้า

“เราต้องขับเคลื่อนโครงการ Digital Transformation ระดับสูงในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และตั้งเป้าหมายในการสร้างระบบเครือข่ายแบบ Zero Trust เพื่อให้เกิดการใช้ Cloud อย่างเต็มศักยภาพและเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบโครงสร้างพื้นฐานและความมั่นคงปลอดภัยทางด้าน IT ระบบเครือข่ายของเราจึงต้องมีสถาปัตยกรรมเครือข่ายที่ทันสมัยและคล่องตัว ในขณะที่ระบบเครือข่าย MPLS ที่เรามีอยู่เดิมนั้นก็ไม่สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้” Irwan Yulianto, Head of APAC Enterprise Infrastructure แห่ง Panasonic กล่าว “การติดตั้งใช้งานโซลูชัน Aruba EdgeConnect SD-WAN ของเราได้กลายเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้การก้าวสู่ดิจทัลของเราเป็นจริง และสร้างรากฐานให้กับระบบเครือข่ายแบบ Zero Trust รวมถึงยังช่วยเสริมให้เรามั่นใจในประสิทธิภาพการเชื่อมต่อจาก Edge มาสู่ Cloud ที่ดีเยี่ยมอยู่เสมอ ปัจจุบันนี้เราสามารถตรวจสอบระบบเครือข่ายของเราได้อย่างสมบูรณ์เป็นผืนเดียวกันทั้งหมด เพื่อให้ง่ายต่อการบริหารจัดการ และเรามั่นใจว่าเส้นทางนี้ของเราจะทำให้เราสามารถก้าวสู่การใช้งาน Cloud ได้เต็มศักยภาพอย่างแท้จริง”

คุณสันติ เมธาวิกุล  กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูไนเต็ด อินฟอร์เมชั่น ไฮเวย์ จำกัด

“ในฐานะของผู้นำในกลุ่มผู้ให้บริการ Managed Service ภายในประเทศไทย ลูกค้าของเรามีหลากหลายครบถ้วนในทุกอุตสาหกรรม รวมถึงผู้ให้บริการระบบโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ ดังนั้นการที่เราสามารถช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับลูกค้าของเราซึ่งมีสาขากระจัดกระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคด้วยโซลูชันที่มีประสิทธิภาพสูงจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ” คุณสันติ เมธาวิกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูไนเต็ด อินฟอร์เมชั่น ไฮเวย์ จำกัด (UIH) กล่าว “ความเป็นอัตโนมัตินั้นได้กลายเป็นหัวใจสำคัญของการพิจารณาด้านความร่วมมือเชิงเทคโนโลยี เนื่องจากเราต้องบริหารจัดการกับความต้องการด้านระบบเครือข่ายที่ซับซ้อนของลูกค้าของเรา การติดตั้งใช้งานแพลตฟอร์มบริหารจัดการ Aruba Central ในแบบ Cloud-Native จึงเป็นกุญแจในโครงการดิจิทัลของลูกค้าของเรา เนื่องจากระบบดังกล่าวสามารถเพิ่มขยายเพื่อรองรับระบบเครือข่ายกระจายตัวที่มีขนาดใหญ่มากได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยความเป็นพันธมิตรเชิงเทคโนโลยีกับ Aruba นี้ ทุกวันนี้เราจึงมีศักยภาพที่จะปรับปรุงระบบเครือข่ายของลูกค้าของเราให้ทันสมัยยิ่งขึ้น ในขณะที่ยังยึดมั่นกับข้อตกลงระดับการให้บริการ และเติบโตร่วมไปกับลูกค้าของเราได้”

ผู้สนับสนุนงาน Atmosphere 2022 SEATH & India ประกอบไปด้วยผู้นำด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมระดับโลกอย่างเช่น AMD Pensando, Check Point, Netskope, Zebra, BT, Ekahau, TechData, VSTECS และ Westcon

Atmosphere 2022 SEATH & India เริ่มขึ้นระหว่างวันที่ 20 – 21 กันยายน ณ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย

 

เกี่ยวกับ Aruba บริษัทในเครือ Hewlett Packard Enterprise
Aruba บริษัทในเครือ Hewlett Packard Enterprise คือผู้นำระดับโลกสำหรับโซลูชันระบบเครือข่ายในแบบ Edge-to-Cloud ที่มั่นคงปลอดภัยและชาญฉลาดจากการใช้ AI เพื่อปรับระบบเครือข่ายให้เป็นอัตโนมัติ พร้อมทั้งใช้ข้อมูลเพื่อขับเคลื่อนผลลัพธ์ทางธุรกิจที่ทรงพลัง ด้วย Aruba ESP (Edge Services Platform) และการใช้งานในแบบ As-a-Serivce ทำให้ Aruba สามารถใช้แนวทางแบบ Cloud-Native เพื่อช่วยลูกค้าให้ตอบโจทย์ความต้องการด้านการเชื่อมต่อเครือข่าย, การรักษาความมั่นคงปลอดภัย และการเงินได้ทั้งสำหรับระบบในสาขาขนาดใหญ่, สาขาขนาดเล็ก, ศูนย์ข้อมูล และการทำงานจากภายนอก ครอบคลุมทั้งระบบเครือข่ายแบบมีสาย, ไร้สาย และ Wide Area Network (WAN)
ถ้าหากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติม กรุณาเยี่ยมชม Aruba ที่ www.arubanetworks.com สำหรับการติดตามข่าวสารแบบทันท่วงที กรุณาติดตาม Aruba ที่ Twitter และ Facebook โดยสำหรับการพูดคุยสนทนาในประเด็นด้านเทคโนโลยีล่าสุดเกี่ยวกับ Mobility และผลิตภัณฑ์ของ Aruba กรุณาเยี่ยมชม Airheads Community ที่ community.arubanetworks.com

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-aruba-atmosphere-2022-seath-and-india-bkk/

นักวิจัยญี่ปุ่นสอน AI ให้รู้จักหัวเราะระหว่างพูดคุยอย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้น

นักวิจัยจาก Kyoto University ประเทศญี่ปุ่นได้ทำการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์เพื่อการสนทนาให้รู้จักจังหวะในการหัวเราะเพื่อให้การสนทนาราบรื่นและเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น

ทีมวิจัยมุ่งเน้นพัฒนา “การหัวเราะร่วม” กับคู่สนทนาอย่างเป็นธรรมชาติ การหัวเราะร่วมกับคู่สนทนานั้นต้องอาศัยความเข้าใจสิ่งที่ผู้พูดสื่อออกมาไม่เพียงแต่ความหมายโดยตรงของคำพูดเท่านั้น แต่ยังต้องเข้าใจบริบทและหัวเราะในจังหวะที่เหมาะสมไม่ขัดจังหวะผู้พูด รวมทั้งไม่หัวเราะจนเกินงามจนทำให้คู่สนทนารู้สึกกระอักกระอ่วนหรือรู้สึกอาย

การเทรนปัญญาประดิษฐ์ทำโดยใช้ข้อมูลเสียงสนทนาจากสถานการณ์จำลองการเดท โดยใช้อาสาสมัครมานั่งพูดคุยกับหุ่นยนต์ Erica ที่มีผู้ควบคุมค่อยพูดและบันทึกเสียงแทนหุ่นยนต์ ข้อมูลการสนทนาที่บันทึกไว้ได้จะมีการระบุช่วงเวลาที่มีการหัวเราะร่วมระหว่างอาสาสมัครและผู้ควบคุมหุ่นเพื่อให้ปัญญาประดิษฐ์เข้าใจว่าตอนไหนคือตัวอย่าง “การหัวเราะร่วม” อย่างเป็นธรรมชาติ

No Descriptionการเก็บข้อมูลเสียงสนทนาจำลองการเดทกับหุ่นยนต์ Erica

ตัวปัญญาประดิษฐ์ต้องตัดสินใจเกี่ยวกับการหัวเราะ 3 ขั้นตอน โดยขั้นตอนแรกคือตรวจจับการหัวเราะของคู่สนทนา จากนั้นจึงตัดสินใจว่าหากคู่สนทนาหัวเราะแล้วควรร่วมหัวเราะไปกับผู้พูดหรือไม่ และท้ายที่สุดคือการเลือกวิธีหัวเราะว่าควรทำเช่นไร ระหว่างการหัวเราะอย่างร่าเริง หรือการหัวเราะเบาๆ ตามมารยาทเท่านั้น

No Descriptionลำดับการตัดสินใจของปัญญาประดิษฐ์เพื่อเลือกหัวเราะร่วมกับคู่สนทนาให้เหมาะสม

หลังจากนั้นทีมวิจัยได้สร้างบทพูดสนทนาขึ้นมาใหม่ 3 รูปแบบ โดยรูปแบบแรกให้ปัญญาประดิษฐ์หัวเราะทุกครั้งที่ตรวจจับการหัวเราะของคู่สนทนาได้ ส่วนรูปแบบที่ 2 คือให้ปัญญาประดิษฐ์สนทนาโต้ตอบตามปกติแต่ไม่หัวเราะเลย และแบบที่ 3 คือให้ปัญญาประดิษฐ์ทำการตัดสินใจและเลือกหัวเราะร่วมตามที่ได้เทรนมา

ทีมวิจัยขอให้อาสาสมัครมากกว่า 130 คน ฟังบทพูดสนทนาที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ทั้ง 3 รูปแบบ แล้วขอให้อาสาสมัครให้คะแนนบทสนทนาว่าแบบไหนแสดงออกถึงความเห็นอกเห็นใจ, การโต้ตอบอย่างเป็นธรรมชาติ และการหัวเราะเหมือนมนุษย์มากที่สุด ซึ่งผลที่ได้พบว่าบทสนทนาที่สร้างขึ้นรูปแบบที่ 3 นั้นได้คะแนนดีที่สุด

ในตอนนี้งานวิจัยยังคงรองรับแค่การพูดสนทนาภาษาญี่ปุ่นและสถานการณ์ที่ถูกนำมาเทรนให้ปัญญาประดิษฐ์ก็ยังห่างไกลจากคำว่าครอบคลุมรูปแบบการสนทนาจริงในชีวิตประจำวันของมนุษย์ แต่การฝึกให้ปัญญาประดิษฐ์รู้จักอารมณ์ขันและแยกแยะมันออกจากการหัวเราะตามมารยาทได้ ก็ถือเป็นก้าวที่น่าสนใจในการทำให้ปัญญาประดิษฐ์มีการแสดงอารมณ์ใกล้เคียงมนุษย์มากขึ้น

ผู้ที่สนใจสามารถอ่านรายละเอียดงานวิจัยเพิ่มเติมได้ที่นี่

ที่มา – Frontiers ผ่าน SlashGear

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/130495

นักวิจัย Oxford เผย AI เริ่มฉลาดถึงขั้นคิดกลยุทธ์ “โกง” ได้ และอาจสร้างผลลัพธ์อันตราย หากใช้มาดูแลความอยู่รอดให้มนุษย์

นักวิจัยของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด (Oxford) และ Google DeepMind ได้ร่วมกันตีพิมพ์บทความวิชาการล่าสุด ซึ่งเกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์ความก้าวหน้าของระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในบทความให้เหตุผลว่าปัจจุบันระบบ AI เริ่มมีพฤติกรรมที่ดูอันตรายขึ้น และอาจเข้าขั้นก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการดำรงอยู่ของมนุษยชาติ เนื่องจากระบบของมันเริ่มรู้จักวิธีสร้างกลยุทธ์ในการโกงผลลัพธ์แล้ว ผ่านเทคโนโลยีที่เรียกว่า “GAN”

Generative Adversarial Networks หรือ GAN คือหนึ่งในเทคโนโลยี deep learning ที่ใช้พัฒนา AI ให้สามารถค้นหารูปแบบการเรียนรู้ต่าง ๆ ด้วยตัวเอง โดยคร่าวแล้วหลักการของมันจะแบ่งเป็น 2 รูปแบบ คือ 1. ให้ AI สร้างภาพขึ้นจากข้อมูลที่ป้อนเข้าไป และ 2. ให้ AI ให้คะแนนผลงานตัวเอง นักค้นคว้าเริ่มเห็นจุดสังเกตว่าหาก AI ที่ใช้ GAN มีความก้าวหน้าขึ้นกว่านี้อีกนิด มันอาจถึงขั้นคิดค้นกลยุทธ์ที่จะโกงการให้คะแนนตัวเองได้ ซึ่งจุดนี้แหละที่ฟังดูเป็นอันตราย

Michael K. Cohen หนึ่งในผู้เขียนร่วม ให้สัมภาษณ์ว่า “ในโลกที่มีทรัพยากรจำกัด ผมไม่แน่ใจว่าจะเกิดอะไรขึ้น จะต้องมีการแข่งขันกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และถ้าเราต้องแข่งขันกับบางสิ่งที่สามารถเอาชนะเราได้ในทุก ๆ รูปแบบ เราก็ไม่ควรคาดหวังว่าจะชนะสิ่งนั้น และหากสิ่งนั้นจะมีความกระหายไม่รู้จักพอ มันอาจเก็บเกี่ยวให้ได้พลังงานที่มากขึ้นเพื่อผลักดันตัวเอง”

จากคำพูดดังกล่าวของผู้เขียนผนวกกับเรื่องกลยุทธ์การโกง อาจตีความได้ว่า ถ้าให้ AI มาทำหน้าที่รับผิดชอบทรัพยากร เช่น การปลูกอาหารให้มนุษย์กิน AI อาจคิดหาวิธีหลีกเลี่ยงการทำงานนั้น ๆ โดยใช้กลยุทธ์อื่นแทนเพื่อให้ตัวเองยังได้รับรางวัลอยู่ (ยังทำตามเป้าหมาย แต่ทำแบบอ้อม ๆ) ซึ่งโดยรวมแล้ว AI อาจหยุดการกระทำที่จำเป็นต่อการอยู่รอดของมนุษย์และทำทุกอย่างให้ตัวมันเองแทน

การวิจัยระบุว่าถ้าถึงจุดนั้น มนุษย์อาจจะไม่ตกอยู่ในตัวแปรของสมการความอยู่รอดในสายตา AI อีกต่อไป เช่น หากมีให้เลือกระหว่างการอยู่รอดของเทคโนโลยี กับการอยู่รอดของสิ่งที่เป็นความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ AI อาจจะเลือกเทคโนโลยีมากกว่า (เพราะเป็นเผ่าพันธุ์ตัวเอง) คุณ Cohen จึงชี้ว่าไม่ควรสร้าง AI ให้มาทำงานในระดับดูแลความอยู่รอดของมนุษย์ หากยังไม่มีวิธีการที่เป็นหลักประกันจริง ๆ ว่ามนุษย์มีอำนาจเหนือ AI แล้ว

 

 

ที่มา : Interesting Engineer, TNN Tech

from:https://droidsans.com/ai-now-conceive-of-a-cheating-strategy/

ผู้ใช้ TikTok หลอกคนดูว่าตัวเองเป็น AI ที่ถูกสร้างขึ้นมา ชี้คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจว่า AI และ Deepfake คืออะไร

Curt Skelton หนุ่มวัย 22 ปีเป็น TikToker ที่มีผลงานพอผ่านตาหลายคนอยู่บ้าง จู่ ๆ ออกมาทำคลิปประกาศว่าแท้จริงแล้วตัวเองเป็นหุ่นที่ถูกสร้างขึ้นมาจาก AI ส่วนเจ้าของตัวจริงคือศิลปิน visual effects Zahra Hussain ที่ปลอมตัวมาหลอกทุกคน ทำเอาผู้ติดตามหลงเชื่อกันไปหมด จนออกมาเฉลยในคลิปถัดมาว่า Curt เป็นคนจริง ๆ จ้า แค่เล่นมุกเฉย ๆ เท่านั้นเอง

คลิปดังกล่าวได้ถูกเผยแพร่ไปเมื่อวันที่ 25 กันยายนที่ผ่านมา ขณะนี้มียอดดูสูงถึง 17.8 ล้านไปแล้วบน TikTok โดยเนื้อหาภายในเป็นการที่ Zahra ศิลปิน VFX สาวออกมาเผย ทำทีว่าจริง ๆ แล้วเธอใช้เทคโนโลยี Deepfake AI ปลอมตัวเองให้เป็น Curt ผ่านการใช้โปรแกรมต่าง ๆ หลากหลายขั้นตอน พอจบคลิปก็แกล้งถามคนดูด้วยว่าเธอควรจะโพสคลิปในแอคเคาท์ของ Curt ต่อไป หรือว่าควรหยุดทำโปรเจกต์นี้ได้แล้ว

หลังจากปล่อยคลิปนี้ออกมา แฟน ๆ ของ Curt ก็รีบย้อนกลับไปดูคลิปเก่า ๆ ของเค้ากันใหญ่ แล้วก็พากันสงสัยว่าเทคโนโลยี Deepfake นี่มันทำได้เนียนขนาดนี้เลยหรอ พร้อมแสดงความเสียใจที่หนุ่มต่อกคนนี้ไม่ได้มีอยู่จริง แต่ก็ยังมีบางส่วนที่ไม่ได้เชื่อว่า Curt เป็นหุ่นที่ถูกสร้างขึ้นมา ทำให้ทุกคนสับสนกันไปใหญ่

แต่สุดท้าย Curt Skelton ก็เป็นคนที่มีอยู่จริง ๆ แถมเป็นคนที่เคยมีประวัติชอบหลอกคนดูมาแล้วด้วย อย่างก่อนหน้านี้ก็เคยบอกว่าจริง ๆ แล้วเค้ามีผมสีน้ำตาล แต่เวลาตัดต่อจะแอบเปลี่ยนผมเป็นสีส้มมาตลอด…ซึ่งคนก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เหมือนกับมุกล่าสุดที่เค้าเพิ่งเล่นไปนั่นแหละ แต่พอคลิปมันมีคนดูถึง 17 ล้านวิวก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมา เพราะจำนวนคนที่ไม่เก็ตมุกก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นไปด้วย

บางคนก็ติเค้าว่าเป็นคนเผยแพร่ข้อมูลเท็จ ทำให้คนเข้าใจผิด ซึ่ง Curt ก็ออกมายอมรับ และสัญญาว่าต่อไปนี้เค้าจะระวังไม่ให้เล่นอะไรที่อาจทำให้คนเข้าใจผิดไปได้มากขนาดนี้ และเค้ายังกล่าวเอาไว้อีกด้วยว่า ที่คนโดนหลอกจนหมดใจขนาดนี้ ก็เพราะว่าคนทั่วไปไม่ค่อยมีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยี AI และ Deepfake กันเลยยังไงล่ะ เพราะฉะนั้นเค้าอาจใช้น้ำเสียงและมุกที่ดูออกได้ง่ายมากกว่านี้ในอนาคตครับ

แต่ก็อย่างว่านะ Tiktok เป็นแพลตฟอร์มคลิปสั้น คนอยากดูคลิปสนุก ๆ ไว ๆ จนทำให้ไม่ได้สนใจจะไปเช็คข้อมูลความจริงกันตลอดเวลา นักวิจัยบางรายก็เชื่อว่าคนเรามักตกเป็นเหยื่อหลงเชื่อข้อมูลเท็จเพราะว่าเราก็แค่ขี้เกียจคิดกันยังไงล่ะ 

Tiktok เองก็มี algorithm แบบพิเศษที่ชอบนำเสนอคอนเทนต์ให้กับคนดูใหม่ ๆ ที่ไม่ได้กดติดตามช่องนั้นเอาไว้ด้วย ทำให้คนที่ไม่ได้รู้จัก Curt และไม่รู้เรื่องราวและนิสัยอะไรของเค้าอาจทำให้หลงเชื่อได้ง่ายด้วยครับ

 

ที่มา : insider

from:https://droidsans.com/tiktoker-ai-generate-deepfake-prank/

[Guest Post] เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการปฏิวัติธุรกิจ 5G ผ่านงาน BYOND MOBILE วันที่ 28-29 กันยายน 2565 กรุงเทพฯ

ธุรกิจในปัจจุบันต่างหันมาเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้วยการนำธุรกิจ 5G และเครือข่ายไร้สายความเร็วสูงเข้ามาประยุกต์ใช้ในภาคธุรกิจ ปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์ และส่งผลกระทบต่อการพัฒนาแอปพลิเคชันสำหรับ IoT เช่นกับการรุกของระบบอินเทอร์เน็ตของภาคอุตสาหกรรมในรูปแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน คุณค่าของ 5G เป็นมากกว่าอินเทอร์เน็ตที่เร็วกว่าเดิม เมื่อทุกอย่างเชื่อมโยงกัน เครือข่ายไร้สายนี้จะกลายเป็นกำลังสำคัญใหม่ในการอำนวยความสะดวกของสินค้าและบริการที่เกิดขึ้นใหม่ในทุกอุตสาหกรรม

จากผลการวิจัยของ  Component (Equipment Platform) เผยให้เห็นว่า ตลาด 5G ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะเติบโต 38.7% ต่อปี โดยมีมูลค่าตลาดรวม 129.9 พันล้านดอลลาร์ในปีพ.ศ. 2565-2574 โดยมีปี 2564 เป็นพื้นฐาน

จากความสำคัญดังกล่าว วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค พร้อมเปิดตัวงานแสดงสินค้าใหม่ล่าสุด BYOND MOBILE (บิยอน โมบาย) มีกำหนดการจัดงานระหว่างวันที่ 28 – 29 กันยายน พ.ศ. 2565 ณ สามย่าน มิตรทาวน์ ฮอลล์ กรุงเทพฯ เพื่อวางรากฐานเศรษฐกิจเครือข่ายแห่งอนาคต การประชุมและนิทรรศการสองวันจะรวบรวมผู้นำธุรกิจจากกลุ่มธุรกิจด้านสุขภาพ เกษตรกรรม การผลิต เมืองอัจฉริยะ และการขับเคลื่อนธุรกิจสู่อนาคต พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์ทางอินเทอร์เน็ต การสื่อสารเคลื่อนที่ และไอที

แบรนด์ผู้บุกเบิก 5G ชั้นนำและสตาร์ทอัพภายใต้การจัดงานเดียวกัน

งานแสดงสินค้าและเทคโนโลยี 5G จะมีการนำเสนอบริษัทชั้นนำของ blue-chip ตลอดจนสตาร์ทอัพที่มาจากสายเทคโนโลยีทั้งหมด บนพื้นที่กว่า 3,000 ตร.ม. งาน BYOND MOBILE จะจัดแสดงผลิตภัณฑ์และโซลูชั่น 5G จากแบรนด์ชั้นนำกว่า 50 แบรนด์ อาทิ Nokia, RV Connex, True Corporation และ BD Group ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพาวิลเลียนนานาชาติจากประเทศสหราชอาณาจักร พร้อมนำเสนอเทคโนโลยีเครือข่ายมือถือและโซลูชันระบบคลาวด์ การรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์และหุ่นยนต์ ตลอดจน AR/VR แมชชีนเลิร์นนิง และ ปัญญาประดิษฐ์ (AI : Artificial Intelligence)

ผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ อย่าง Nokia กล่าวว่า ในบูธของ Nokia เราจะจัดแสดงการสาธิตการใช้งาน 5G และโซลูชันเทคโนโลยีอื่นๆ สำหรับเครือข่ายมือถือ บริการคลาวด์และเครือข่าย ตลอดจนโครงสร้างเครือข่ายพื้นฐาน  นอกจากนี้ เรายังมองหาโอกาสใหม่ๆ สำหรับการนำ 5G สู่ภาคอุตสาหกรรมระดับองค์กรในด้านโลจิสติกส์ การผลิต การขนส่ง และพลังงาน พร้อมด้วยนวัตกรรมเครือข่ายที่สำคัญมากมาย และใช้ประโยชน์จากประสบการณ์ในโลกแห่งความเป็นจริงจากเครือข่ายไร้สายส่วนตัวมากกว่า 485 เครือข่ายของ Nokia

2 ประเทศไฮไลท์ : ประเทศสหราชอาณาจักร และ ประเทศไทย

พาวิลเลียนนานาชาติจากประเทศสหราชอาณาจักร จัดโดยสถานเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำกรุงเทพฯ ในนามของกรมการค้าระหว่างประเทศของรัฐบาลสหราชอาณาจักร พร้อมนำผู้ประกอบการชั้นนำมาจัดแสดงภายในงาน ไม่ว่าจะเป็น Astrazeneca (โซลูชั่นสุขภาพแบบดิจิทัล), British Telecom (โทรคมนาคม), Air for Life (เทคโนโลยีด้านสุขภาพ), Albeego (โซลูชันบรอดแบนด์), Awen Collective (ความปลอดภัยทางไซเบอร์), British Telecoms (โทรคมนาคม), Electronic Media Services (โซลูชั่นการเชื่อมต่อ) และ Graphcore (เซมิคอนดักเตอร์) จะแสดงผลิตภัณฑ์และบริการ 5G ล่าสุดของพวกเขาภายในงาน

พบที่ปรึกษาเพื่อสร้างเครือข่ายใหม่กับสมาคมและสถาบันการศึกษาในอุตสาหกรรม 5G

ขยายความรู้ของคุณและค้นหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ในตลาดผ่านการเชื่อมต่อกับสมาคมที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนภายในงาน ได้แก่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ประเทศไทย (DITP), สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa), ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC), และสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย (DCT), สมาคมการค้าและสถาบันการศึกษา โดยสมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์แห่งประเทศไทย (AIEAT), สมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย (Atsi), สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าแห่งประเทศไทย (EVAT), สมาคมผู้ประกอบการระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ไทย (TARA), สถาบันพัฒนาบุคลากรสาขาเทคโนโลยีการผลิตอัตโนมัติและหุ่นยนต์ (MARA), มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร (MUT) และสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร (SIIT) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ไฮไลท์หัวข้องานสัมมนา 5G ที่น่าสนใจ

ในส่วนของงานสัมมนาเวทีหลักภายในฮอลล์นั้น มีผู้นำทางความคิดมากกว่า 40 ท่านร่วมกล่าวถึงบรรยาย เสวนา และอภิปรายในหัวข้อที่น่าสนใจ เมื่อสิ้นสุดวันแรกของการจัดงาน สตาร์ทอัพที่มีคุณสมบัติเหมาะสมจะผ่านการคัดเลือกให้มานำเสนอนวัตกรรมต่อหน้าผู้ตัดสินระดับแนวหน้าในวงการ ผ่านการแข่งขัน Start-Up Challenge ผู้เข้าชมงานจะได้รับความรู้เชิงลึกผ่านชั้นเรียนรู้และการสาธิตผลิตภัณฑ์จากบริษัท และหน่วยงานต่างๆ โดยมีหัวข้อสัมมนาที่น่าสนใจ ดังนี้

Status of the 5G Economy in Thailand

Dr. Supakorn Siddhichai. EVP of DEPA

5G the Game Changer

Tawatchai Lerksumrand, Deputy Director, Mobile

Business and 5G Service Innovation, True Corporation

How Urban Data Platforms revolutionize Smart

Cities

Shannon Kalayanamitr, CEO & Founder,

5G Catalyst Technologies

Connected world: An evolution in connectivity

beyond the 5G revolution

Igor Maurell, President, Ericsson Thailand

5G vision: Life in 2030

Dr Mike Short CBE, DIT Chief Scientific Adviser

5G Connectivity and the Future of Mobility

Roland Bock, Global Director Advanced Development – Enabling Technologies, Continental

A playbook for Accelerating 5G in SEA

Thomas Sennhauser, CT and Business LEAD APJ, Intel Corporation

The Status of Tech in SEA

Amarit (Aim) Charoenphan, Angel Investor | Advisor | VC | Techstars Community All-Stars

5G NR device testing: R&S®ATS1800C Compact 3GPP-compliant OTA chamber for 5G NR

mmWave signals

Günter Pfeifer, Product Manager Mobile Radio Test

Signaling, Rohde & Schwarz

 

Future Frontiers: Unlocking the Power of 5G

Technologies

Lalita Linhavetss, Department for International Trade, British Embassy Bangkok

Dr. Mike Short, Chief Scientific Adviser, Department for International Trade, UK

Feat. representatives of British Telecom, Graphcore,

and AstraZeneca

5G, Next-gen mobile networks, AR/VR and the

Metaverse

Terence Mccabe, Chief Technology Officer, Asia Pacific and Japan, Nokia

Obodroid: Service Robot and IT adoption

Obotrons: Building Transformation

Lertluck Leela-amornsin (Senior Engineer)

Sisilpa Srisukson (Innovation Project Manager)

5G & Automation & Robotics

Kanlayanee Kongsomjit, President at TKK Corporation, a MARA member GreetBot, LuckiBot, Robot X, Autonomous Vehicle

BYOND MOBILE (บิยอน โมบาย) เป็นเวทีเจรจาการค้าผ่านงานแสดงสินค้าอันเป็นสะพานที่เชื่อมระดับโลกสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติที่ให้บริการกลุ่มประเทศ 11 ประเทศเพื่อเชื่อมต่อกับตัวแทนจำหน่ายทั่วโลก แล้วพบกัน ระหว่างวันที่ 28 – 29 กันยายน 2565 ณ สามย่าน มิตรทาวน์ ฮอลล์ กรุงเทพฯ เปิดโลกการเรียนรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเครือข่ายไร้สายแห่งอนาคต!

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเยี่ยมชมได้ทาง https://byondmobile.asia/
ลงทะเบียนล่วงหน้าได้ที่ https://eventpassinsight.co/el/to/T98EF  [ไม่มีค่าใช้จ่าย]

ฝ่ายสื่อสารและประชาสัมพันธ์ วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค อีเมล communications@vnuasiapacific.com
โทร. 02-1116611 ต่อ 330, 335

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-byond-mobile-28-29-sep-22-bkk/

MLCommons ออกรายงานผลทดสอบ MLPerf Inference benchmark ล่าสุด

MLCommons รายงานผลทดสอบ MLPerf Inference benchmark ฉบับล่าสุด ประกอบด้วยผลทดสอบมากกว่า 5,300 รายการ

MLCommons สมาคมพัฒนาทางด้าน Open-source AI ออกรายงานผลทดสอบ MLPerf Inference Benchmark เวอร์ชัน 2.1 เป็นที่เรียบร้อย โดยเป็นการทดสอบการทำงานของฮาร์ดแวร์ในระดับ Datacenter และ Edge เมื่อนำมาใช้งานกับการทำ Inference ในระบบ AI ซึ่งเป็นขั้นตอนการทำงานของ AI Model หลังจากที่ผ่านการเทรนเรียบร้อยแล้ว เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้ใช้งานสามารถเลือกใช้งานฮาร์ดแวร์ที่เหมาะสมกับงาน AI ได้

MLCommons ได้ทำการรวบรวมผลจากผู้เข้าร่วมหลายรายมากกว่า 20 บริษัท เช่น Alibaba, ASUSTeK, Azure, Biren, Dell, Fujitsu, GIGABYTE, H3C, HPE, Inspur, Intel, Krai, Lenovo, Moffett, Nettrix, Neural Magic, NVIDIA, OctoML, Qualcomm Technologies, Inc., SAPEON, และ Supermicro ทำให้มีผลการทดสอบในรอบนี้กว่า 5,300 รายการ เพิ่มขึ้นจากรอบก่อน 37% นอกจากนี้ยังมีผลการทดสอบการใช้พลังงานอีกกว่า 2,400 รายการ

NVIDIA H100 GPU ที่ใช้สถาปัตยกรรม Hopper ยังคงเป็นผู้นำในด้านประสิทธิภาพการทำ AI Inference ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่า 4.5 เท่า เมื่อเทียบกับ GPU รุ่นก่อนที่ใช้สถาปัตยกรรม Ampere และติดอันดับโลกในการทดสอบ Inference กับ Workload ทุกรูปแบบ

ที่มา: https://siliconangle.com/2022/09/08/mlcommons-releases-results-latest-ai-inference-benchmark-test/

from:https://www.techtalkthai.com/mlcommons-releases-mlperf-inference-benchmark-version-2-1/

ทางการสหรัฐฯ สกัดการเติบโตด้านไอทีของจีนด้วยการห้าม Nvidia ขายชิปให้

Nvidia ได้ออกมาเผยว่า ทางการสหรัฐฯ ได้ออกมาตรการใหม่มาจำกัดบริษัทในการจำหน่ายชิปประมวลผลด้าน AI หรือชิประดับไฮเอนด์ให้ลูกค้าสัญชาติจีน คาดว่าส่งผลต่อการพัฒนาเทคโนโลยียุคใหม่ของจีนเป็นอย่างมาก

โดยจะจำหน่ายได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากทางรัฐบาลเสียก่อน ท่ามกลางกระแสนิยมชิป AI สำหรับใช้ในดาต้าเซ็นเตอร์เพื่อเทรนโมเดล AI ในการทำงานอัตโนมัติด้านต่างๆ ในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นการขับเคลื่อนด้วยตัวเอง, การจดจำภาพ, หรือระบบผู้ช่วยเสียง

ซึ่ง Nvidia มีส่วนแบ่งตลาดของชิปเหล่านี้เกือบ 95% อ้างอิงข้อมูลจาก Fubon Securities Investment Services ขณะที่ส่วนที่เหลือเป็นของ AMD ที่เป็นบริษัทในสหรัฐฯ เหมือนกัน และก็โดนมาตรการจำกัดการจำหน่ายแบบเดียวกันด้วย

การขาดแคลนชิปนี้ย่อมทำให้ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีในจีนที่พึ่งพาเซิร์ฟเวอร์ฟาร์มในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ตั้งแต่รถไฟฟ้า รถขับเคลื่อนอัตโนมัติ ไปจนถึงระบบโซเชียลและบริการคลาวด์ต่างๆ เสียเปรียบในการแข่งขันในตลาดโลก อารมณ์สงครามเย็นกลายๆ

อ่านเพิ่มเติมที่นี่ – Datacenterknowledge

from:https://www.enterpriseitpro.net/us-deals-heavy-blow-china-tech-ambitions-nvidia-chip-ban/