คลังเก็บป้ายกำกับ: PC__LAPTOP

ครบรอบ 40 ปี “Lisa” ความล้มเหลวครั้งใหญ่ที่สุดของ Apple

ความสำเร็จคือสิ่งที่น่าตื่นเต้น ความล้มเหลวคือประสบการณ์ที่น่าเศร้าใจ ผู้คนมักให้ความสำคัญและร่วมยินดีกับสิ่งที่อยู่หลังเส้นชัยเสมอ นั่นมันไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลก แต่จะมีความล้มเลวใดบ้างที่จะถูกกล่าวถึงและน่าจดจำมากที่สุด ถ้ามันไม่ใช่ความล้มเหลวที่ใหญ่ที่สุดและมีเรื่องราวที่พลิกผันที่สุดให้กล่าวถึง “Lisa” คือโปรเจ็กที่ Apple ไม่อาจจะลืมเลือนมันได้ลง

Apple Lisa (1983), Image Credit : mac-history.net
Apple มีผลิตภัณฑ์ที่ล้มเหลวจำนวนมาก เช่น เมาส์ทรงกลม eMate, Pippin และ Newton แต่ชื่อของ “Lisa” คือความล้มเหลวครั้งใหญ่ที่สุดเมื่อ 40 ปีก่อน
 
Apple เริ่มพัฒนา Lisa เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 1979 โดย Apple ระบุอย่างเป็นทางการว่า “Lisa” ย่อมาจาก “Locally Integrated Software Architecture” ชื่อที่เป็นความลับที่ทราบกันดีในเวลาต่อมาของคอมพิวเตอร์รุ่นนี้ได้รับการตั้งชื่อตามลูกสาวของ Steve Job คือ “Lisa Nicole Brennan” (ต่อมาคือ Lisa Nicole Brennan-Jobs) แต่เนื่องจาก Steve Jobs ปฏิเสธความเป็นพ่อของเธอในเวลานั้น คำย่อนี้จึงถูกคิดค้นขึ้นเพื่อแฝงความระลึกถึงลูกสาวของเขา ซึ่งความจริงมาปรากฏเมื่อ Steve Jobs ยอมรับกับ Walter Isaacson ผู้เขียนชีวประวัติของเขาเมื่อไม่นานก่อนที่เขาจะเสียชีวิตลง โดย Steve Jobs กล่าวว่า “เห็นได้ชัดว่าชื่อนี้ตั้งตามลูกสาวของฉัน”
“Lisa” เป็นผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเครื่องแรกที่ที่ใช้เมาส์และนำเสนออินเทอร์เฟซผู้ใช้แบบกราฟิก (GUI) ในที่สุดก็มียอดขายและกลายเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์หลักของบริษัท
  • Lisa จำหน่ายครั้งแรกในวันที่ 19 มกราคม ปี 1983 ด้วยราคาแพงสุดๆ ที่ 10,000 ดอลลาร์ (คิดค่าเงินปัจจุบันน่าจะกว่า 30,000 ดอลลาร์)
  • Lisa ยุคแรกๆ ประสบกับปัญหามากมาย เช่น ราคาที่สูงมาก ความบกพร่องของซอฟต์แวร์ ฟล็อปปี้ดิสก์ Apple FileWare ที่ไม่น่าเชื่อถือ และปัญหาด้านประสิทธิภาพที่ Apple ต้องแก้ไขในภายหลัง
  • Lisa ยุติสายการผลิตลงในปี 1986
  • Lisa จำหน่ายออกไปเพียง 10,000 ชุดเท่านั้น ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ทำการตลาด
  • Apple ได้ซื้อที่ดินในเมืองโลแกน รัฐยูทาห์ เพื่อใช้สำหรับฝังกลบชุดคอมพิวเตอร์ “Lisa” ที่ขายไม่ออกจำนวนกว่า 10,000 ชุดในปี 1989
  • Apple ทุ่มเงินกว่า 50 ล้านดอลลาร์ ให้กับการพัฒนา การตลาด และการบริหารจัดการทั้งหมดภายในโปรเจ็ก “Lisa”
  • วันที่ 19 มกราคม 2023 นี้ Lisa มีอายุครบ 40 ปี นับจากวันที่วางจำหน่าย และจะเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีคุณค่าที่สุดรุ่นหนึ่ง แม้ว่าจะไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่คาดหวังไว้ก็ตาม
  • อีกหนึ่งปัจจัยที่กระทบต่อยอดขายของ Lisa คือ การเปิดตัวของ Macintosh ที่มีราคาถูกกว่าและประสิทธิภาพเร็วกว่า
ในปี 1982 ก่อนวางจำหน่ายเพียงแค่ปีเดียว Steve Jobs ถูกไล่ออกจากโปรเจ็ก Lisa เนื่องจากความขัดแย้งภายในบริษัท แต่ Jobs กลับมามุ่งเน้นไปที่การพัฒนา Macintosh หรือที่รู้จักในชื่อย่อว่า “แมค” Mac เป็นชื่อของผลิตภัณฑ์เครื่องคอมพิวเตอร์ที่พัฒนา ออกแบบ และจำหน่ายโดย Apple ซึ่งเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีราคาต่ำกว่า 1,000 ดอลลาร์ ณ เวลานั้น โดย Jobs ให้นิยามใหม่ของ Macintosh ว่า “เป็นเวอร์ชันกราฟิก Lisa ที่ราคาไม่แพงและมีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น”
 

from:https://www.techtalkthai.com/40th-anniversary-of-lisa-apples-biggest-failure/

เอเซอร์ นำทัพผลิตภัณฑ์เปิดตัวในงาน CES 2023 [Guest Post]

ลาสเวกัส (4 มกราคม 2566) Acer นำทัพผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่เปิดตัวในงาน CES2023 ทั้งโน้ตบุ๊กในกลุ่มบาง เบา, เกมมิ่งโน้ตบุ๊ก Nitro และ Helios, ChromeBox ผลิตภัณฑ์ล่าสุดในระบบปฏิบัติการ ChromeOS, เกมมิ่งมอนิเตอร์ และจักรยานเพื่อสุขภาพ [eKinekt Bike Desk] รวมถึงประกาศการอัปเดตครั้งใหญ่สำหรับ SpatialLabs TrueGame แอปพลิเคชันสำหรับเกมส์ 3 มิติแบบไม่ต้องใช้แว่นตา ที่มาพร้อมกับ 3D Ultra mode เพื่อประสบการณ์การในการเล่นเกม 3 มิติขั้นสุดยอด

Acer เพิ่มไลน์ผลิตภัณฑ์กลุ่มแอสไปร์ (Aspire) ด้วยโน้ตบุ๊คและคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะแบบ All-in-One รุ่นล่าสุด

  • Acer Aspire S all-in-one ดีไซน์เพรียวบางเปี่ยมพลัง มีให้เลือกทั้ง 27 นิ้ว และ 32 นิ้ว ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังโปรเซสเซอร์ Intel® Core™ เจนเนอเรชั่น 13 และกราฟิก Intel® Arc™ A-ซีรีส์ ให้พลังการประมวลผลราบรื่นในทุกการทำงาน พร้อมระบบปฏิบัติการ Windows 11
  • Acer Aspire 5 Series โน้ตบุ๊กที่อัดแน่นด้วยขุมพลัง Intel® Core™ เจนเนอเรชั่น 13 และ NVIDIA® GeForce RTX® GPUs สำหรับการทำงานที่หลากหลายไปพร้อมๆกันได้อย่างราบรื่น พร้อมด้วยประสิทธิภาพสำหรับการสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่ดียิ่งขึ้น
  • Acer Aspire 3 โน้ตบุ๊กพร้อมใช้งานที่มาพร้อมกับโปรเซสเซอร์รุ่นล่าสุด Intel® Core™ i3-N series เน้นประสิทธิภาพและการใช้งานที่เรียบง่ายเหมาะสำหรับการใช้งานทั้งครอบครัว

คลิก ที่นี่” เพื่อเข้าสู่ข่าวฉบับเต็ม

Acer เสริมทัพผลิตภัณฑ์กลุ่มเกมมิ่ง เปิดตัวโน้ตบุ๊กและมอนิเตอร์ Predator รุ่นใหม่

  • Predator Helios 16 และ Predator Helios 18 เกมมิ่งโน้ตบุ๊กโฉมใหม่ บนระบบปฏิบัติการ Windows 11 และขุมกำลัง Intel® 13th Gen, NVIDIA® GeForce RTX™ 40 Series GPUs อัดแน่นเพื่อเกมเมอร์
  • Predator X45 OLED มอนิเตอร์จอโค้งขนาด 45” OLED ให้ความคมชัดระดับ UWQHD (3440×1440) เจ้าของรางวัล CES Innovation Award 2023 สำหรับเกมเมอร์มืออาชีพ รวมถึงเหล่า Console เกมเมอร์
  • Predator X27 มอนิเตอร์ OLED ขนาด 27” ความคมชัด UWQHD (2560×1440) มอบประสบกาณ์การเล่นเกมอย่างราบรื่น ด้วยอัตรารีเฟรชเรท 240Hz และความเร็วในการตอบสนองที่ 0.01 MS

คลิก “ที่นี่” เพื่อเข้าสู่ข่าวฉบับเต็ม

Acer เปิดตัวโน้ตบุ๊ก Nitro รุ่นล่าสุด พร้อมขุมพลัง 13th Gen Intel Core Processor และ GPU NVIDIA GeForce RTX 40 Series

  • กลุ่มผลิตภัณฑ์เกมมิ่งโน้ตบุ๊ก Acer Nitro ได้รับการพัฒนาครั้งใหญ่ด้วยขุมพลังโปรเซสเซอร์ 13th  Gen Intel® Core™ และกราฟิกการ์ด NVIDIA® GeForce RTX™ 40 Series รุ่นล่าสุด
  • มาพร้อมตัวเลือกจอแสดงผล WUXGA/WQXGA ขนาด 16 นิ้ว หรือ FHD/QHD ขนาด 17.3 นิ้ว นอกจากนี้แล็ปท็อปซีรีย์ Nitro ใหม่ ยังมีพื้นที่เก็บข้อมูลสูงสุดถึง 2TB และหน่วยความ DDR5 4800 ขนาด 32 GB
  • พัดลมระบายอากาศแบบคู่ และช่องพัดลมสี่ช่องตรงด้านข้าง ด้านหลัง และช่องระบายอากาศด้านบน พร้อม Liquid metal thermal เพิ่มประสิทธิภาพการระบายความร้อนขั้นสูง

คลิก “ที่นี่” เพื่อเข้าสู่ข่าวฉบับเต็ม

เอเซอร์เปิดตัว Acer Chromebox CXI5 และ Add-In-One 24 ผลิตภัณฑ์ล่าสุดในระบบปฏิบัติการ ChromeOS

  • Chromebox ใหม่ล่าสุดจากเอเซอร์ ติดตั้ง ใช้งาน และบำรุงรักษาได้ง่าย ช่วยจัดการการใช้พื้นที่ว่างให้เกิดประโยชน์สูงสุดในสภาพแวดล้อมเชิงพาณิชย์และการศึกษา เช่น ห้องบรรยาย ห้องสมุด แผนกต้อนรับ ฝ่ายสำนักงาน คีออสก์ และอื่นๆ
  • Acer Chromebox CXI5 และ Acer Chromebox Enterprise CXI5 รองรับการใช้งานจอนอกสูงสุดถึง 4 หน้าจอ รองรับโปรเซสเซอร์สูงสุดที่ 12th generation Intel Core i7 CPUs และ Intel vPro® ที่ออกแบบมาสำหรับใช้งานในภาคธุรกิจ
  • เมื่อเชื่อมต่อ Acer Chromebox CXI5 หรือ Acer Chromebox Enterprise CXI5 เข้ากับจอแสดงผล FHD ขนาด 24 นิ้วจะเปลี่ยน Acer Add-In-One 24 ให้เป็นเดสก์ท็อปแบบ all-in-one ที่สามารถอัปเกรดและซ่อมแซมได้ง่ายในอนาคต

คลิก “ที่นี่” เพื่อเข้าสู่ข่าวฉบับเต็ม

เอเซอร์เผยโฉม eKinekt Bike Desk สำหรับคนรักสุขภาพ ขับเคลื่อนแอคทีฟไลฟ์สไตล์ ตอบโจทย์วิถีชีวิตที่ยั่งยืน

  • eKinekt BD 3 ช่วยให้สามารถออกกำลังกายและทำงานได้เวลาเดียวกันโดยเปลี่ยนพลังงานจากแรงปั่นเป็นพลังงานไฟฟ้าเพื่อชาร์จโน้ตบุ๊กหรืออุปกรณ์อื่นๆได้ในเวลาเดียวกัน 
  • จักรยานเพื่อสุขภาพที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วยส่วนประกอบของโต๊ะและเคสผลิตจาก PCR Plastic เปลี่ยนสไตล์การทำงานที่ต้องนั่งประจำ สู่ไลฟ์สไตล์ที่กระฉับกระเฉงด้วยการออกกำลังกาย
  • พอร์ต USB Type-A สองพอร์ตและพอร์ต USB Type-C หนึ่งพอร์ตสำหรับการชาร์จอุปกรณ์เคลื่อนที่หลายเครื่อง พร้อมที่แขวนกระเป๋า และที่วางเครื่องดื่ม
  • มีโหมดการทำงาน (Working Mode) และโหมดออกกำลังกาย (Sports Mode) ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเปลี่ยนตำแหน่งโต๊ะได้อย่างง่ายดายในขณะที่ใช้แรงปั่นเพื่อโฟกัสที่งานหรือออกกำลังกาย
  • แอป Companion สำหรับสมาร์ทโฟนจะแสดงข้อมูล เช่น ระยะเวลา แคลอรี่ที่เผาผลาญ และวัตต์ที่สร้างขึ้น และช่วยในการติดตามและเปรียบเทียบผลลัพธ์ย้อนหลังได้

คลิก “ที่นี่” เพื่อเข้าสู่ข่าวฉบับเต็ม

เอเซอร์เพิ่มขีดความสามารถให้ Spatiallabs TrueGame ด้วย 3D Ultra Mode

เทคโนโลยีสามมิติ SpatialLabs TrueGame จาก Acer ที่มาพร้อมกับ 3D Ultra mode รูปแบบใหม่ รองรับการทำงานแบบ amplified stereo 3D พร้อมเปิดตัวโปรไฟล์เกมส์ใหม่ๆ เพิ่มความสนุกสนานเพลิดเพลินมากยิ่งขึ้น

  • 3D Ultra mode บน SpatialLabs TrueGame ช่วยให้เกมเมอร์สามารถผจญภัยลึกเข้าไปในโลกแห่งเกมส์สามมิติยิ่งขึ้นไปอีกด้วย 3D+ gaming mode
  • เกมเมอร์สามารถปรับแต่งเอฟเฟ็กต์สเตอริโอ 3D ตามการตั้งค่าการมองและประสิทธิภาพตามความต้องการด้วยคุณสมบัติของ 3D Sense
  • SpatialLabs TrueGame ช่วยปลดล็อกการเล่นเกมส์ stereoscopic 3D ได้ด้วยเพียงคลิกเดียว พร้อมเข้าถึง เกมส์ระดับ AAA ต่างๆเช่น God of War, Kena:Bridge of Spirits, Octopath Traveller, Ori and the Will of the Wisps และ Psychonauts 2
  • TrueGame Forum รูปแบบใหม่ใน SpatialLabs Community สำหรับเกมเมอร์สามารถทำการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ต่างๆ

คลิก “ที่นี่” เพื่อเข้าสู่ข่าวฉบับเต็ม

สามารถรับชมวิดีโอการแถลงข่าวย้อนหลังได้ที่

เกี่ยวกับเอเซอร์

เอเซอร์ ก่อตั้งในปี 1976 ปัจจุบันเป็นหนึ่งในบริษัท ICT ชั้นนำของโลก มีสำนักงานอยู่ในกว่า 160 ประเทศ เอเซอร์มองเห็นอนาคตที่มุ่งเน้นการผนวกฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และบริการ เพื่อเปิดโอกาส และธุรกิจใหม่ ให้กับผู้บริโภคและธุรกิจ ทั้งเทคโนโลยีการให้บริการ อินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ เกมมิ่ง และ วีอาร์ (VR: Virtual reality). พนักงานกว่า 7,000 คนของเอเซอร์ ทุ่มเทกับการวิจัย, ออกแบบ,  การตลาด, การขาย และการสนับสนุนผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นที่ทลายอุปสรรคระหว่างผู้คนและเทคโนโลยี ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.acer.com

from:https://www.techtalkthai.com/acer-leads-a-lineup-of-products-launched-at-ces-2023/

Intel เปิดตัวหน่วยประมวลผล 13th Gen Intel Core สำหรับ Laptop

ในงาน CES ที่กำลังจัดขึ้น Intel ได้ประกาศเปิดตัวหน่วยประมวลผล 13th Gen Intel Core สำหรับ Laptop ใหม่

Credit: Intel

13th Gen Intel Core mobile processor นั้นมีด้วยกัน 3 Series ได้แก่ Intel Core H-, P- และ U Series โดยออกแบบมาสำหรับทำงานในอุปกรณ์ Laptop และ IoT โดยเฉพาะ ซึ่งรุ่นเรือธงนั้นเป็น Intel Core i9-13980HX มาพร้อมหน่วยประมวลผลขนาด 24 คอร์ รองรับการใช้งานหน่วยความจำทั้ง DDR4 และ DDR5 นอกจากนี้ยังรองรับการใช้งาน PCI Gen 5 ในตัว สำหรับจุดเด่นของแต่ละรุ่นมีดังนี้

13th Gen Intel Core H-series Processors เน้นประสิทธิภาพสูงสุด

  • ทำงานที่ความเร็วสูงสุด 5.6 GHz Turbo frequency ซึ่งสูงสุดในตลาดหน่วยประมวลผลสำหรับ Laptop มีความเร็วในการประมวลผลแบบ Single-thread สูงขึ้น 11% และแบบ Multitask 49% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อน และรองรับการทำ Overclock ในรุ่น HX และ HK
  • จำนวนคอร์สูงสุด 24 Core แบ่งเป็น 8 Performance-cores และ 16 Efficient-cores รองรับการใช้งาน 32 Threads มีเทคโนโลยี Intel Thread Director
  • รองรับหน่วยความจำสูงสุด 128 GB แบบ DDR5 ที่ความเร็ว 5,600 MHz และ DDR4 ความเร็ว 3,200 MHz
  • มี Intel Killer Wi-Fi 6E (Gig+) ช่วยเร่งความเร็ว WiFi ถึง 6 เท่า
  • รองรับ Bluetooth ผ่านทาง Intel LE Audio และ Bluetooth 5.2
  • รองรับ Thunderbolt 4 ความเร็ว 40 Gbps

13th Gen Intel Core P-series และ U-series เน้นประสิทธิภาพและความบางของเครื่อง

  • จำนวนคอร์สูงสุด 14 คอร์ แบ่งเป็น 6 Performance-cores และ 8 Efficient-cores
  • มีหน่วยประมวลผลกราฟฟิก Intel Iris X, XSS Super Sampling และ Intel Arc Control
  • รองรับหน่วยความจำทั้ง DDR4 และ DDR5
  • รองรับ Intel Wi-Fi 6E (Gig+) พร้อมฟีเจอร์ใหม่ผ่านทาง Intel Connectivity Performance Suite,Intel Wi-Fi Proximity Sensing และ Intel Bluetooth LE Audio

สำหรับหน่วยประมวลผล 13th Gen Intel Core Mobile Processor มีกำหนดวางจำหน่ายในปีนี้ ผ่านทางผู้ผลิต Laptop หลายราย เช่น Acer, Asus, Dell, HP, Lenovo, MSI, Razer, Republic of Gamers และ Samsung นอกจากนี้ Intel ยังได้เปิดตัวหน่วยประมวผลแบบ N-series ที่ออกแบบมาสำหรับใช้งานใน Laptop แบบ Entry-level อีกด้วย เพื่อทดแทน Intel Pentium และ Intel Celeron ที่ปิดตัวไปก่อนหน้านี้

ที่มา: https://www.intel.com/content/www/us/en/newsroom/news/intel-announces-worlds-fastest-mobile-processor.html

from:https://www.techtalkthai.com/intel-launches-new-13-th-gen-intel-core-processor-for-laptop/

Surface ใหม่ วางจำหน่ายแล้วในประเทศไทย [Guest Post]

Surface ใหม่พร้อมอุปกรณ์เสริมพร้อมยกระดับประสิทธิภาพการทำงานและการเชื่อมต่อของผู้ใช้ไปอีกขั้น

กรุงเทพฯ, 29 พฤศจิกายน 2565 – ไมโครซอฟท์ประกาศวางจำหน่ายอุปกรณ์รุ่นใหม่ล่าสุดในตระกูล Surface ในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น Surface Laptop 5 และ Surface Pro 9 ผ่านช่องทางตัวแทนจำหน่ายสำหรับลูกค้าทั่วไปที่ Banana IT, JIB, DKAN (Surface Pro 9), DKAN (Surface Laptop 5), ADVICE (Surface Pro 9), ADVICE (Surface Laptop 5), Power Buy (Surface Pro 9), Power Buy (Surface Laptop 5) IT City, Shopee Microsoft Authorized Store และ Lazada Microsoft Authorized Store

“เราตื่นเต้นและยินดีอย่างมากที่ได้นำอุปกรณ์รุ่นใหม่ๆ ของ Surface เข้ามาในประเทศไทย ซึ่งทำให้อุปกรณ์ที่รองรับการใช้งาน Window 11 นั้นมีมากขึ้น ไมโครซอฟท์ตอกย้ำวิสัยทัศน์สำหรับ Windows PC ยุคใหม่ ที่คอมพิวเตอร์และคลาวด์มาบรรจบกัน พร้อมใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี AI เพื่อปลดล็อกประสบการณ์การใช้งานรูปแบบใหม่ๆ วันนี้ เรารวมส่วนที่ดีที่สุดของไมโครซอฟท์มาอยู่ในอุปกรณ์เดียว พร้อมด้วยนวัตกรรมบน Windows 11 แอปพลิเคชันใหม่ๆ และประสบการณ์การใช้งาน ทำให้เราก้าวไปอีกขั้นเพื่อให้ผู้ใช้ได้มีส่วนร่วม มองเห็น รับฟัง และแสดงความคิดสร้างสรรค์ของตนเองได้อย่างเต็มที่” นางสุภาณี อนุวงศ์วรเวทย์ กรรมการผู้จัดการ สายงานการตลาดและปฎิบัติการ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด

Surface Laptop 5

Surface Laptop 5 มาพร้อมดีไซน์เพรียวบาง สวยหรู แบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ยาวนานตลอดทั้งวัน[1] และยังมีพอร์ตการเชื่อมต่อ Thunderbolt 4 Surface Laptop 5 ทรงพลังด้วยโปรเซสเซอร์ Intel® Evo™ ให้ขุมพลังที่เหนือกว่ารุ่นก่อนหน้ามากกว่า 50% Surface Laptop 5 โดดเด่นด้วยดีไซน์ พร้อมความสะดวกสบาย และความสามารถรอบด้าน เพื่อให้คุณสามารถผลิตผลงานที่ดีที่สุดออกมาได้

หน้าจอ PixelSense อัตราส่วน 3:2 ที่เป็นซิกเนเจอร์ของ Surface Laptop 5 มีตัวเลือก 13.5 นิ้ว และ 15 นิ้ว พร้อมเทคโนโลยี Dolby Vision IQ ที่มอบภาพที่ดีที่สุด ด้วยสีสวยสดคมชัดในทุกสภาพแสง ลำโพงที่มาพร้อมระบบเสียง Dolby Atmos 3D[2] ที่ให้ผู้ใช้เข้าถึงเนื้อหาได้อย่างเต็มอรรถรส นอกจากนี้ กล้องหน้าแบบ HD ที่ให้ภาพสวยคมชัด สมจริงในทุกภาวะแสงและไมโครโฟนคู่แบบสตูดิโอ ที่ให้ความคมชัดในทุกการสนทนา

Surface Laptop 5 ราคาเริ่มต้นที่ 40,900 บาท อัดแน่นด้วยความสามารถใหม่ๆ และสีใหม่ ที่ช่วยให้ลูกค้าเพลิดเพลินกับประสบการณ์การรับชมได้อย่างเต็มที่ ตามใจต้องการ

Surface Pro 9

Surface Pro 9 มาพร้อมขาตั้ง kickstand ในตัวอันเป็นเอกลักษณ์ และหน้าจอ PixelSense ไร้ขอบ สวยสะดุดตา ขนาด 13 นิ้ว รีเฟรชสูงสุดถึง 120Hz และสีที่หลากหลาย กล้องความคมชัดสูงใต้หน้าจอ ลำโพง Omnisonic ไมโครโฟนคู่ระดับสตูดิโอ และชิป G6 ของไมโครซอฟท์ ที่ทำให้การวาดเขียนบนหน้าจอเหนือไปอีกขั้นด้วยฟีเจอร์ที่ให้ความรู้สึกเสมือนการเขียนลงบนกระดาษจริง นอกจากนี้ ฟีเจอร์ Ink Focus ใหม่ใน Microsoft OneNote หรือแอปพลิเคชัน GoodNotes ใหม่บน Windows 11 ทำให้หน้าจอแสดงผลเหมือนการเขียนด้วยปากกาบนกระดาษจริง

Surface Pro 9 มาในรุ่นโปรเซสเซอร์ Intel® Core™ เจนเนอเรชัน 12 ในแพลตฟอร์มแล็ปท็อป Intel® Evo™[1] พร้อมพอร์ตการเชื่อมต่อ Thunderbolt 4 ผู้ใช้ก็จะได้ Surface Pro ที่ดีไซน์โดดเด่น ทรงประสิทธิภาพ แบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ยาวนานตลอดวัน[2] พร้อมความสามารถของระบบ Secured-core

Surface Pro 9 ที่ได้รับการสร้างสรรค์อย่างประณีตด้วยวัสดุอะลูมิเนียมคุณภาพสูง โดดเด่นด้วยสีอะลูมิเนียมอะโนไดซ์ใหม่[3] และยังสามารถเลือกปรับแต่งคีย์บอร์ด Signature Keyboard ได้เองตามใจชอบ วางจำหน่ายแล้ววันนี้ ในราคาเริ่มต้นที่ 40,900 บาท

การวางจำหน่ายและราคา

อุปกรณ์ Surface ใหม่และอุปกรณ์เสริมวางจำหน่ายในประเทศไทยแล้ว ตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน 2565 ผ่านช่องทางตัวแทนจำหน่ายสำหรับลูกค้าทั่วไปที่ Banana IT, JIB, DKAN (Surface Pro 9), DKAN (Surface Laptop 5), ADVICE (Surface Pro 9), ADVICE (Surface Laptop 5), Power Buy (Surface Pro 9), Power Buy (Surface Laptop 5) IT City, Shopee Microsoft Authorized Store และ Lazada Microsoft Authorized Store โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

ข้อมูลเกี่ยวกับไมโครซอฟท์ 

ไมโครซอฟท์ (Nasdaq “MSFT” @Microsoft) เป็นผู้ร่วมขับเคลื่อนการปฏิรูปธุรกิจด้วยดิจิทัลในยุคแห่งคลาวด์อัจฉริยะที่ผสานกับนวัตกรรมชาญฉลาดในทุกหนแห่ง ภายใต้พันธกิจของการเป็นกำลังสำคัญให้ทุกคนและทุกองค์กรบนโลกใบนี้ได้บรรลุผลสำเร็จทีดียิ่งกว่า

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเข้าไปเยี่ยมชมหรือติดตามความเคลื่อนไหวล่าสุดได้ทางศูนย์ข่าวสารประเทศไทย (http://news.microsoft.com/th-th/) และทวิตเตอร์ @MicrosoftTH 


[1] อายุการใช้งานแบตเตอรี่จะแตกต่างกันไปตามการใช้งาน เครือข่ายและการกำหนดค่าคุณสมบัติ ความแรงของสัญญาณ การตั้งค่า และปัจจัยอื่นๆ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://aka.ms/SurfaceBatteryPerformance

[2] คอนเทนต์และเสียง ที่สามารถรองรับระบบเสียง Dolby Atmos® ได้เท่านั้น

[3] Surface Pro 9 รุ่นโปรเซสเซอร์ Intel® Core™ เจนเนอเรชัน 12 พร้อมหน่วยความจำ 256GB หรือสูงกว่า อยู่ในแพลตฟอร์มแล็ปท็อป Intel® Evo™

[4] อายุการใช้งานแบตเตอรี่จะแตกต่างกันไปตามการใช้งาน เครือข่ายและการกำหนดค่าคุณสมบัติ ความแรงของสัญญาณ การตั้งค่า และปัจจัยอื่นๆ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://aka.ms/SurfaceBatteryPerformance

[5] สีที่วางจำหน่ายเฉพาะบางรุ่นเท่านั้น สี ขนาด วัสดุ และโปรเซสเซอร์ อาจแตกต่างกันไปตามร้านค้า ประเทศ และรุ่นที่วางจำหน่าย

from:https://www.techtalkthai.com/the-new-surface-is-now-available-for-sale-in-thailand/

[รีวิว] Acer Swift Edge โน็ตบุ๊กจอ OLED 16 นิ้ว น้ำหนักเบาที่สุดในโลก เพื่อมุมมองธุรกิจที่กว้างขึ้น

Acer Swift Edge โน็ตบุ๊กระดับ Business สำหรับผู้ที่กำลังมองหา Ultra-book เครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพา ที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานโน็ตบุ๊กอย่างแท้จริง ด้วยความบาง น้ำหนักเบา พร้อมจอแสดงผลแบบ OLED ขนาดเต็มจอที่ยอดเยี่ยม Swift Edge นำเสนอด้วยหน้าจอขนาด 16 นิ้วที่น้ำหนักเบาที่สุดในโลก (ณ ขณะนี้) เพื่อให้ได้สัมผัสกับคุณภาพการสร้างผลงานที่เต็มตาในทุกมุมมอง โดยยังคงพอร์ต Input / Output มาให้ใช้งานอย่างครบครัน สำหรับใครที่ชื่นชอบและกำลังมองหาเครื่องโน็ตบุ๊กหน้าจอขนาดใหญ่ Acer Swift Edge คือตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวันและการทำงานหลายเวิร์กโหลดพร้อมกันได้อย่างไหลลื่น

ในยุคเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล อุปกรณ์ด้านเทคโนโลยีเข้ามาเป็นเครื่องสำนักงานแบบเคลื่อนที่สำหรับรองรับ Working Hybrid มากขึ้น การทำงานจากระยะไกลกลายเป็นวิถีขั้นพื้นฐานที่ได้รับความนิยมในวงกว้างอย่างรวดเร็ว แต่ละองค์กรต่างปรับยุทธศาสตร์ด้านไอทีด้วยการจัดหาอุปรณ์ที่ทันสมัยและมีความยืดหยุ่นสูงให้กับพนักงานเพื่อให้สามารถเชื่อมต่อกับระบบงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างเช่นอุปกรณ์โน็ตบุ๊กหรือแล็ปท็อประดับธุรกิจที่เป็นเครื่องมือสำคัญอันดับต้นช่วยให้เชื่อมโยงพนักงานและระบบงานให้ต่อติดกันได้อย่างไร้รอยต่อ

Acer เป็นหนึ่งในบริษัทไอซีทีชั้นนำของโลก ที่ไม่เคยหยุดพัฒนาผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมให้สอดรับกับรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อนำเสนอฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และบริการที่จะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน เป็นการเปิดโอกาสใหม่ๆ สำหรับผู้บริโภคและภาคธุรกิจ ดั่งวิสัยทัศน์ “ทลายกำแพงกั้นระหว่างคนและเทคโนโลยี”

Acer Swift Edge เป็นโน็ตบุ๊กหนึ่งในผลิตภัณฑ์ใหม่รุ่นล่าสุดที่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการขับเคลื่อนงานในระดับธุรกิจ มุ่งเน้นไปที่มุมมองที่กว้างขึ้นบนหน้าจอแสดงผลขนาด 16 นิ้ว ด้วยนิยามคำว่า “อัดแน่นสมกับคำว่า all-new ดีไซน์สวย พกพาสะดวก รองรับการทำงานในรูปแบบไฮบริด สมบูรณ์แบบด้วยประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และความทนทาน นี่คือจุดขายที่ Acer รังสรรค์ออกมาอยู่ภายในชื่อ “Acer Swift Edge” การันตีได้จากรางวัล GOOD DESIGN AWARD 2022 และ reddot winner 2022

“ดีไซน์สวย พกพาสะดวก รองรับการทำงานในรูปแบบไฮบริด สมบูรณ์แบบด้วยประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และความทนทาน นี่คือจุดขายที่ Acer ชูขึ้นมาไว้อยู่ในรุ่น Acer Swift Edge”

จุดเด่น: อัดแน่นสมกับคำว่า all-new

  • Acer Swift Edge ได้รับการออกแบบที่โฉบเฉี่ยว เป็นโน้ตบุ๊กหน้าจอ 16 นิ้ว ที่มาพร้อมประสิทธิภาพและความทนทานที่ตอบสนองทุกการใช้งานสำหรับมืออาชีพที่ต้องเดินทางไปพร้อมกิจกรรมอยู่ตลอดเวลา
    • ไดรับรางรัล GOOD DESIGN AWARD 2022 และ reddot winner 2022
    • น้ำหนักเบา ผลิตจากโลหะผสมที่มีคุณสมบัติเบากว่า 20% จึงมีน้ำหนักเพียง 1.17 กก.
    • บาง ความหนาเพียง 12.95 มม.
    • แข็งแรงกว่าอะลูมิเนียมทั่วไปถึง 2 เท่า
  • Acer Swift Edge ให้การทำงานที่เปี่ยมประสิทธิภาพด้วย AMD Ryzen™ 6000 U-Series ที่มาพร้อมกับ Microsoft Pluton โปรเซสเซอร์ x86 โปรเซสเซอร์ตัวแรกที่รองรับฟีเจอร์ด้านความปลอดภัยของ Windows 11 อย่างเต็มรูปแบบ
  • เทคโนโลยีกระบวนการผลิต 6 nm ใน AMD Ryzen Mobile 6000 U-Series ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี่ได้ยาวนานขึ้น
  • หน้าจอขนาด 16 นิ้ว Acer Swift Edge ให้การแสดงผลที่สวยสดใส คมชัดด้วยจอ 4K OLED ขนาด 16” รองรับช่วงสี DCI-P3 100% ความสว่างสูงสุด 400 Nits
    • รองรับการแสดงผลระดับ 4K OLED 3840×2400
    • รองรับ HDR – True Black 500 สร้างคอนทราสต์ระดับ 1,000,000 : 1
    • รองรับ DCI-P3 100% ระดับโรงภาพยนต์
    • รองรับความสว่างที่ 500 Nits
    • ผ่านมาตรฐานการแสดงผล TUV RHEINLAND Eyesaft Certified เพื่อการถอมดวงตาให้สามารถรับชมได้อย่างสะดวกและยาวนานขึ้น
  • การเชื่อมต่อ
    • รองรับ Wi-Fi 6E บนคลื่นความถี่ 6Ghz
    • รองรับ USB-C 4 มีมาให้จำนวน 2 พอร์ต
    • รองรับ HDMI 2.1 ได้ถึงระดับ 10K
  • เสริมความอัจฉริยะ
    • ด้วยกล้องหน้าแบบ FHD
    • กล้องหน้าถูกควบคุมด้วยเทคโนโลยี TNR (Temporal Noise Reduction)
    • ทำงานคู่กับ Acer PurifiedVoice และระบบ AI เพื่อจัดการกับเสียงรบกวน
  • ความปลอดภัย
    • รองรับ AMD Ryzen Microsoft Pluton ระบบรักษาความปลอดภัยแบบ Secured-core ให้เป็นอุปกรณ์ Windows ที่ปลอดภัยที่สุด
    • ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังจาก AMD Ryzen PRO CPU ที่เต็มไปด้วยประสิทธิภาพและความปลอดภัยที่ทันสมัยระดับธุรกิจ
    • จัดการกับข้อมูลประจำตัวด้วย Windows Hello เพื่อความเป็นส่วนตัวและปลอดภัยมากขึ้น
    • เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือ ประมวลผลร่วมกับชิป TPM 2.0 และ Microsoft Pluton Security Processor ยกระดับความปลอดภัยไปอีกขึ้น

จุดสังเกตส่วนตัว

นี่คือความคิดเห็นส่วนตัว เนื่องจากผมเองใช้เครื่องโน็ตบุ๊กขนาดหน้าจอ 16 นิ้วอยู่เช่นกัน เลยมีความคุ้นเคยจากการใช้งานประจำทุกวัน และมองเห็นสิ่งที่ขาดหายไปของ Acer Swift Edge ที่น่าจะใส่เข้ามาให้ด้วย

  • สิ่งแรก คือ แป้นพิมพ์คีบอร์ดน่าจะมีแป้น NumPad มาให้ใช้งาน ซึ่งน่าจะชดเชยพื้นที่ว่างของโน็ตบุ๊กขนาด 16 นิ้วได้พอดี (ผมใช้งานอยู่ เลยมีความคุ้นเคยในความสะดวกส่วนตัว) แต่อย่างไรก็ตาม Acer Swift Edge ออกแบบแป้นคีย์บอร์ดได้นุ่มมือดูดีมีคลาสมาก
  • ขนาดแบตเตอรี่น่าจะใส่มาให้ใหญ่ได้อีก เพื่อยืดความต่อเนื่องในการใช้งานให้ยาวนานขึ้น โดยสเปก Maximum 7.50 ชม. ถ้าต้องรันเวิร์กโหลดจำนวนมากจริงๆ น่าจะลดทอนลงไปตามลักษณะงานนั้นๆ แต่อาจจะด้วยความบางของตัวเครื่อง การขยายขนาดของแบตเตอรี่ทางสถาปัตยกรรมอาจจะต้องแลกมาด้วยการจัดวางชิ้นส่วนประกอบอื่นๆ

Acer Swift Edge เหมาะสำหรับผู้ใช้งานกลุ่มใด?

เป็นโน้ตบุ๊กระดับ Business สำหรับคนทำงานที่กำลังมองหามุมมองพื้นที่แสดงผลที่กว้างขึ้น ซึ่ง Acer Swift Edge ตอบโจทย์ด้วยหน้าจอขนาด 16 นิ้ว คมชัดในทุกรายละเอียด ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังการประมวลผลระดับเทพจาก AMD Ryzen 7 6800U 2.70 GHz Octa-core (8 Core) แสดงผลกราฟิกโดย AMD Radeon Graphics อาจจะไม่ได้เน้นงานด้านกราฟิกที่มีความละเอียดซับซ้อนสูงมาก เช่น Rendering และ Visualization หรือ Video Edition ที่เป็นลักษณะงานเฉพาะที่ต้องมองหาสเปกเฉพาะทางมาช่วยขับเคลื่อนผลงาน แต่ใน Acer Swift Edge อัดแน่นหน่วยความจำ RAM มาให้สูงถึง 16 GB LPDDR5 สามารถรองรับการทำงานหลายๆ เวิร์กโหลดพร้อมๆ กันได้อย่างไหลลื่น ผสานกับเทคโนโลยีการเชื่อมต่อเวอร์ชันล่าสุด ช่วยให้ทุกการเชื่อมโยงงานทุกภาคส่วนของธุรกิจแบบ Working Hybrid มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

Acer Swift Edge มาพร้อม 2 สี 2 สเปก CPU และ GPU

Acer Swift Edge เริ่มวางจำหน่ายแล้วเมื่อวันที่ 4 พ.ย. 2565 ที่ผ่านมา โดยนำเสนอมาใน 2 โทนสี คือ Olivine Black และ Flax White และใน 2 รุ่นย่อยแบ่งออกตามสเปกของ CPU และ GPU

  • AMD Ryzen 5 6600U แบบ 6 Cores 12 Threads 2.9 – 4.5GHz
  • AMD Ryzen 7 6800U แบบ 8 Cores 16 Threads 2.7 – 4.7GHz
Acer Swift Edge (SFA16-41) ราคา 45,990 บาท
 
Operating System : Windows 11 Home
Display : 16″ OLED UHD+ 60Hz
CPU : AMD Ryzen 5 6600U 2.9 – 4.5 GHz
GPU : AMD Radeon 660M
RAM : 16GB LPDDR5x
Storage : SSD M.2 NVMe PCIe Gen 4 1TB
Warranty : 3 ปี (1 ปี On-site)
Acer Swift Edge (SFA16-41) ราคา 49,990 บาท
 
Operating System : Windows 11 Home
Display : 16″ OLED UHD+ 60Hz
CPU : AMD Ryzen 7 6800U 2.70 – 4.7 GHz
GPU : AMD Radeon 680M
RAM : 16GB LPDDR5x
Storage : SSD M.2 NVMe PCIe Gen 4 1TB
Warranty : 3 ปี (1 ปี On-site)

คุณสมบัติทางเทคนิคอื่นๆ :

Network & Communication
  • Wi-Fi IEEE 802.11 a/b/g/n/ac/ax
  • Bluetooth 5.2
Interfaces/Ports
  • HDMI จำนวน 1 พอร์ต
  • USB 3.2 Gen 1 Type-A จำนวน 2 พอร์ต
  • USB 3.2 Gen 1 Type-C จำนวน 2 พอร์ต (Port supporting: USB 3.2 Gen 2 (up to 10 Gbps), DisplayPort over USB-C, USB charging 5/9/15/20 V; 3 A, DC-in port 19 V; 65 W)
Battery
  • 3-cell Lithium Ion (Li-Ion)
  • Maximum 7.50 Hours
Power
  • Maximum Power Supply : 65 W
Physical
  • สูง (ด้านหลัง) : 0.55 นิ้ว (13.95 มม.)
  • สูง (ด้านหน้า) : 0.51 นิ้ว (12.95 มม.)
  • แนวกว้าง : 14 นิ้ว (356.70 มม.)
  • แนวลึก : 9.5 นิ้ว (242.30 มม.)
  • น้ำหนัก : 1.17 กก.
  • สีตัวเครื่อง : Olivine Black และ Flax White

ทดสอบประสิทธิภาพของ Acer Swift Edge

โดยเครื่องมือ CPU-Z

ตรวจสอบสเปกที่แท้ทรู โดยเฉพาะท่านใดที่กำลังจะเดินเข้าไปช็อปร้านค้าเพื่อซื้อโน็ตบุ๊กสามารถใช้ CPU-Z ในการเช็กสเปกตัวเครื่อง สำหรับ Acer Swift Edge เครื่องนี้ CPU-Z แสดงข้อมูลได้ถูกต้องตรงปกทุกรายการ ไล่เรียงจาก CPU – AMD Ryzen 5 6600U ผลิตด้วยนวัตกรรมขนาด 6nm เป็นรุ่นรองที่จำหน่ายในราคา 45,990 บาท โดยรุ่นพี่ใหญ่จะใช้ชิป CPU – AMD Ryzen 7 6800U ซึ่งมีราคาอยู่ที่ 49,990 บาท ส่วนคุณสมบัติด้านเทคนิคอื่นๆ มีมาให้เหมือนกันทุกประการ

เครื่องมือ CrystalDiskMark

ทดสอบการทำงานของ Hard Disk สำหรับ Acer Swift Edge ใช้ SSD M.2 NVMe PCIe Gen 4 ขนาด 1TB เครื่องมือ CrystalDiskMark แสดงผลทดสอบคะแนนออกมาได้ไม่เลว

  • Read ทำคะแนนได้ 4721.25
  • Write ทำคะแนนได้ 3582.61

เครื่องมือ CINEBENCH

เครื่องมือทดสอบจากค่าย Cinema 4 ในรูปแบบ 3 มิติ สำหรับทดสอบทั้งแบบ Multi Core และ Single Core เพื่อประเมินระดับเกณฑ์ประสิทธิภาพการเรนเดอร์ CPU และ GPU ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ Acer Swift Edge ผลการประเมินอยู่ในอันดับ Ranking อันดับ 1 ด้วยคะแนน OpenGL 131.14 fps และ CPU 1316 cb สำหรับชิป AMD Ryzen 5 6600U with Radeon Graphics, 6 Cores, 12 Threads @ 2.9 Ghz

ทดสอบจำลองการทำงานของ Acer Swift Edge

ด้วย PCMark10 เป็นอีกเครื่องมือที่นิยมใช้ทดสอบประสิทธิภาพการทำงานของตัวเครื่องในหมวดเวิร์กโหลดต่างๆ เช่น หมวด Essentials จำลองสถานการณ์การใช้งานโปรแกรมการแต่งรูปภาพ การท่องเว็บไซต์ การรับชมวิดีโอภาพเคลื่อนไหว การสนทนาในรูปแบบวิดีโอแชท และอื่นๆ หมวดต่อไป Productivity ทดสอบด้านโปรแกรมสำนักงานขั้นพื้นฐานที่ใช้ทำงานบ่อย อาทิเช่น Excel งานตาราง และ Word งานเอกสารทั่วไปเป็นต้น ส่วนในหมวดสุดท้าย คือ Digital Content Creation ทดสอบประสิทธิภาพการทำงานด้านกราฟิก การตัดต่อวีดีโอขั้นจริงจังระดับมืออาชีพ สำหรับเวอร์ชันที่ใช้เป็น Basic Edition จะไม่มีหมวดจำลองหมวด Gaming ให้ทดสอบ ซึ่งผลคะแนนที่ออกมาโดยรวมถือว่าดีเยี่ยมในระดับโน็ตบุ๊กระดับ Business

ผลคะแนนการทดสอบ
  • การทดสอบหมวด Essentials ทำคะแนนเฉลี่ยได้ 9,558 คะแนน โดยจะมี 3 แบบจำลองประกอบด้วย
    • App Start-up Score ทำได้ดีที่สุด คือ 13,380 คะแนน – ในส่วนนี้จำลองการเปิดแอปขึ้นมาใช้งานวนไปวนมาเพื่อทดสอบความเสถียรภาพของระบบ
    • Video Conferencing Score ทำได้ 8,000 คะแนน – จำลองการทำงานผ่านวิดีโอทางไกลทั้งแบบ 1 ต่อ 1 และแบบกลุ่ม (4 Client)
    • Web Browsing Score ทำได้ 8,160 คะแนน – จำลองการใช้งานท่องเว็บไซต์ต่างๆ เช่น การเล่นโซเชียล การเยี่ยมชมเว็บไซต์สินค้าที่จะต้องซูมความดูรายละเอียดของรูปภาพประกอบ การเปิดแสดงแผนที่เมือง การเล่นวิดีโอบนเว็บเบราว์เซอร์ เป็นต้น
  • การทดสอบหมวด Productivity ทำคะแนนเฉลี่ยได้ 8,994 คะแนน
    • Spreadsheets Score ทำได้ 11,267 คะแนน – (ดีสุดรองลงมาจาก App Start-up Score) เป็นการจำลองการเปิดทำงานเน้นเฉพาะตารางชีท
    • Writing Score ทำได้ 7,180 คะแนน – จำลองรูปแบบด้านงานเขียนบทความที่มีเนื้อหาจำนวนมาดและรูปภาพประกอบ
  • การทดสอบหมวด Digital Content Creation ทำคะแนนเฉลี่ยได้ 5,539 คะแนน
    • Photo Editing Score ทำได้ 8,616 คะแนน – จำลองรูปแบบการตัดแต่งรูปภาพขั้นต้นไม่ได้ละเอียดลึกมาก
    • Rendering and Visualization Score ทำได้ 4,732 คะแนน – จำลองรูปแบบการ Rendering และ Visualization รูปภาพที่เน้นความละเอียดของภาพที่สูงขึ้นมาอีกระดับ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยการประมวลผลด้านกราฟิกที่สูงพอสมควร
    • Video Editing Score ทำได้ 4,169 คะแนน – เป็นรูปแบบการจำลองที่มีคะแนนต่ำที่สุดของภาพรวม ซึ่งเป็นงานสำหรับการตัดต่อภาพเคลื่อนไหวที่มีความซับซ้อนสูงมาก และจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากภาคประมวลผลกราฟิกที่สูงมากพอสมควร
  • Over all อยู่ที่ 5,598 คะแนน – ถือว่าอยู่ในเรทระดับกลางที่ไม่ต่ำและไม่สูงมาก เหมาะสมกับนำไปใช้งานในระดับองค์กรในรูปแบบ Working Hybrid ที่ไม่ได้เน้นเวิร์กโหลดด้านงานกราฟิกที่ซับซ้อนสูงมาก

ทดสอบการจำลองเล่นเกมส์ด้วย 3D Mark

การทดสอบจำลองเล่นเกมส์ที่มีความละเอียดของภาพระดับสูงทั้งเกมส์ Time Spy, Night Raid และ Fire Strike ถือว่า Acer Swift Edge ทำได้ไม่เลวเลยทีเดียว การออกแบบที่ไม่ได้เน้นสเปกเฉพาะทางมาที่ระดับ Gaming คะแนนความสามารถที่ทำได้ก็ถือว่าพอจะเลือกเกมส์มาเล่นเพื่อผ่อนคลายได้เช่นกัน

บทสรุป

ประสบการณ์ในฐานะเป็นผู้ใช้งานคนแรกๆ ที่ได้สัมผัสตัวเครื่องจริงต้องขอบคุณทาง Acer Thailand ให้เกียรติจัดส่งเครื่องใหม่แกะกล่องมาให้ทันทีหลังจากจบการแถลงข่าวเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ผมเองปัจจุบันได้ใช้งานเครื่องโน็ตบุ๊กขนาดหน้าจอ 16 นิ้วอยู่แล้ว ความรู้สึกแรกจึงอาจจะไม่ได้ว๊าวเพราะความคุ้นเคยและชินจากการใช้งานทุกวัน แต่เมื่อได้ลองสัมผัสตัวเครื่อง Acer Swift Edge ความรู้สึกแรกที่รับรู้ได้ถึงน้ำหนักที่เบามากๆ 1.17 กก. สมกับโน็ตบุ๊กขนาด 16 นิ้ว น้ำหนักเบาที่สุดในโลกที่โฆษณา เมื่อตัดกลับมาตัวเครื่องของผมเองที่ใช้อยู่นั้น มีน้ำหนักถึง 2.46 กก. ส่วนต่างกันมากถึง 1.26 กก. ที่ผ่านๆ มาเสมือนผมแบกเครื่องโน็ตบุ๊กที่มีน้ำหนักเท่ากับ Acer Swift Edge ไว้ 2 เครื่องมาตลอด น้ำหนักเครื่องมีผลมากจริงๆ ช่วยให้สะดวกต่อการพกพาในวิถีชีวิตการทำงานแบบ Working Hybrid ในยุคปัจจุบัน เรียกว่าเป็นหนึ่งในความยืดหยุ่นที่ไม่ได้สร้างภาระให้กับการเดินทางอย่างแท้จริง

เรื่องการออกแบบสวยสมกับที่ได้รับรางวัล Red Dot Award 2022 และ Good Design Award ประจำปี 2022 โดยมีมาให้เลือกสองเฉดสี คือ Olivine Black และ Flax White ตัวผมเองหลงไหลในความงดงามของโทนสี Flax White ที่มีความโดดเด่นในเรื่องการปรับเปลี่ยนมิติสีสันไปตามมุมของแสงที่ตกกระทบ กิ้งก่าเปลี่ยนสีได้ ผมไม่ค่อยได้สัมผัสโน็ตบุ๊กสีโทนอ่อนๆ ละมุนแบบนี้ อาจจะมีความรู้สึกใหม่ๆ แปลกตาดี ส่วนสีดำที่สัมผัสในงานแถลงข่าวก็ดูคมเข้มดี อันนี้แล้วแต่สไตน์ความชอบเฉพาะตัว แต่สวยจริงๆ ครับ

เรื่องประสิทธิภาพ Acer Swift Edge นอกจากสองสีที่มีมาให้เลือกแล้ว ยังมีสองรุ่นย่อยให้เลือกซื้อโดยแบ่งออกตามรุ่นของชิป CPU และ GPU ที่ขับเคลื่อนโดย AMD  Ryzen 6600U Series ล่าสุด ช่วยยกระดับให้เป็นโน็ตบุ๊กสำหรับธุรกิจได้ดีมาก สำหรับใครที่ชื่นชอบหรือกำลังมองหาโน็ตบุ๊กขนาด 16 นิ้ว ที่พกพาได้สะดวกไม่เป็นภาระให้กับบ่าทั้งสองข้างชั่วโมงนี้ต้องรุ่น Swift Edge จาก Acer ซึ่งโดยรวมที่ผมได้ลองใช้งานจริง การคาดหวังในการทำงานระดับเวิร์กโหลดแบบ Working Hybrid และการเชื่อมต่อที่รวดเร็วด้วยเทคโนโลยี all-new ที่อัดแน่นเข้ามา ทั้ง Wi-Fi 6E, UBS-C, HDMI 2.1 ถือว่าตอบโจทย์กลุ่มผู้ใช้งานโน็ตบุ๊กหน้าจอขนาดใหญ่ได้อย่ายอดเยี่ยม

ราคาจำหน่าย :

  • CPU : AMD Ryzen 5 6600U 2.9 – 4.5 GHz ราคา 45,990 บาท
  • CPU : AMD Ryzen 7 6800U 2.70 – 4.7 GHz ราคา 49,990 บาท

โปรโมชัน พิเศษ

ฉลองเปิดตัว เฉพาะ วันนี้ – 30 พ.ย. 65 เท่านั้น

เมื่อซื้อ Acer Swift Edge เฉพาะรุ่น Ryzen 7 แลกรับฟรี ลำโพง Marshall Emberton Black* (มูลค่า 6,990.-)

*ของแถมมีจำนวนจำกัด

กติกา และ เงื่อนไข
1. ซื้อสินค้า Acer Swift Edge เฉพาะรุ่น SFA16-41-R74U และ รุ่น SFA16-41-R76R
2. ส่งข้อมูลพร้อมหลักฐานในการซื้อสินค้าเข้ามาที่ Line Official Account พิมพ์ @AcerThailand โดยส่งเอกสารประกอบทั้งหมด ดังนี้
     2.1 ภาพถ่ายใบเสร็จที่ระบรุ่นสินค้า และ Serial Number
     2.2 ภาพถ่ายสำเนาบัตรประชาชน
     2.3 ที่อยู่ที่สามารถติดต่อได้
     2.4 เบอร์โทรศัพท์ที่สามารถติดต่อได้
(ในกรณีที่เป็นนิติบุคคล ต้องระบุ ชื่อ – นามสกุล ที่อยู่ และ เบอร์โทร อย่างชัดเจน)
3. ทีมงานตรวจสอบหลักฐาน และ ทำการติดต่อกลับ ภายใน 7 – 10 วันทำการ
4. โปรโมชั่น เริ่มตั้งแต่ วันนี้ ถึง 3 พ.ย. 2565 เป็นต้นไป หรือ จนกว่าของแถมจะหมด (ของแถมมีจำนวนจำกัด และ สามารถรับสิทธิ์สูงสุดได้ไม่เกินจำนวน 5 เครื่อง ต่อการสั่งซื้อ 1 ครั้ง)
5. บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข หรือ ยกเลิกโปรโมชั่น โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

from:https://www.techtalkthai.com/review-acer-swift-edge-16-inch-notebook-the-lightest-weight-in-the-world/

Acer เปิดตัว Acer Swift Edge โน๊ตบุ๊กจอ OLED 16” ด้วยน้ำหนักเบาที่สุดในโลก [Guest Post]

ดีไซน์สวย พกพาสะดวก รองรับการทำงานในรูปแบบไฮบริด สมบูรณ์แบบด้วยประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และความทนทาน

ประเด็นนำเสนอ

  • Acer Swift Edge (SFA16-41) โน้ตบุ๊กหน้าจอ 16” มาพร้อมประสิทธิภาพและความทนทานที่ตอบสนองทุกการใช้งานสำหรับมืออาชีพที่ต้องเดินทางตลอดเวลา
  • Acer Swift Edge ให้การทำงานที่เปี่ยมประสิทธิภาพด้วย AMD Ryzen™ 6000[1] U-Series ที่มาพร้อมกับ Microsoft Pluton โปรเซสเซอร์ x86 โปรเซสเซอร์ตัวแรกที่รองรับฟีเจอร์ด้านความปลอดภัยของ Windows 11 อย่างเต็มรูปแบบ
  • เทคโนโลยีกระบวนการผลิต 6 nm ใน AMD Ryzen Mobile 6000 U-Series ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี่ได้ยาวนานขึ้น
  • Acer Swift Edge ให้การแสดงผลที่สวยสด คมชัดด้วยจอ 4K OLED ขนาด 16” รองรับช่วงสี DCI-P3 100% ความสว่างสูงสุด 400 Nits[2]

กรุงเทพฯ, 3 พฤศจิกายน 2565บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ จำกัด เปิดตัว Acer Swift Edge (SFA16-41) ดีไซน์ใหม่ของโน้ตบุ๊ก Swift Series ประสิทธิภาพและคุณสมบัติสำหรับการทำงานแบบไฮบริดในปัจจุบัน หน้าจอระดับ 4K OLED ขนาด 16” รองรับช่วงสีระดับ DCI -P3 100% มาตรฐานระดับโรงภาพยนตร์ ค่าความสว่างสูงสุด 400 Nits น้ำหนักเบาที่สุดในโลก[3] มาพร้อมขุมพลัง AMD RyzenTM 6000 U-Series ที่มาพร้อมกับ Microsoft Pluton โปรเซสเซอร์ตัวแรกที่รองรับฟีเจอร์ด้านความปลอดภัยของ Windows 11 อย่างเต็มรูปแบบ ที่ได้รับการพัฒนาให้ประสิทธิภาพและการใช้พลังงานผสมผสานกันอย่างลงตัวบนโน้ตบุ๊กกลุ่มบางเบา พร้อมการันตีด้านดีไซน์ที่โดดเด่นของ Acer Swift Edge ด้วยรางวัลการออกแบบจากเวที Red Dot Award 2022 และ 2022 Good Design Award

โดดเด่น เพรียวบาง น้ำหนักเบา

Acer Swift Edge โน๊ตบุ๊ก 16” มาพร้อมดีไซน์ที่บางเบา ตัวเครื่องบาง 12.95 มม. (0.51”) และน้ำหนักเพียง 1.17 กก. [บนแพลตฟอร์มหน้าจอ 16”] บอดี้ผลิตด้วยแมกนีเซียม-อะลูมิเนียม (Mg-Al alloy) ภายใต้แนวคิดการออกแบบที่โฉบเฉี่ยว สวยงามในสไตล์ของ Swift Series พร้อมกับจอแสดงผลที่ให้ภาพคมชัด สวยงาม บานพับได้รับการออกแบบเป็นอย่างดี แข็งแรงและแน่นหนา ทำให้ Acer Swift Edge ที่นอกจากสวยงาม บาง เบาแล้วยังแข็งแรงทนทาน เป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมและมีสไตล์สำหรับมืออาชีพที่ต้องการโน้ตบุ๊กคู่ใจ พกพาไปได้ทุกที่ที่ต้องการ

การแสดงผลที่สะกดทุกสายตา และการเชื่อมต่อที่เร้าใจ

Acer Swift Edge ให้การแสดงผลที่โดดเด่นด้วยจอ 4K OLED (3840×2400) รองรับขอบเขตสี DCI-P3 100% มาตรฐานระดับโรงภาพยนตร์ ความสว่างสูงสุด 400 nits เวลาตอบสนองน้อยกว่า 0.2ms ให้ความคมชัดและช่วงสีสมจริงและสวยงาม ขอบหน้าจอบางให้สัดส่วนหน้าจอต่อตัวเครื่อง (Screen-To Body-Ratio) 92% ได้รับการันตีมาตรฐานด้านการแสดงผลและปลอดภัยต่อด้วยสายตาด้วย VESA DisplayHDR™ True Black 500 และ TÜV Rheinland Eyesafe®

Acer Swift Edge รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 6E[4] เพิ่มความเร็ว เร่งความแรงให้ทุกการใช้งาน ช่วยให้การแชร์ไฟล์ การสตรีมในระดับ 4K เป็นไปอย่างราบรื่น ยกระดับประสิทธิภาพและความสะดวกในการพกพาสู่ New Level ด้วยพอร์ตเชื่อมต่อที่ครบครันไม่ว่าจะเป็น HDMI 2.1, USB Type-A, USB 3.2 Gen 2 Type-C รองรับเทคโนโลยีการชาร์จเร็ว (Fast Charging Technology), Audio jack.

ประสิทธิภาพและคุณสมบัติด้านความปลอดภัยที่ล้ำสมัย

Acer Swift Edge ขับเคลื่อนด้วยโปรเซสเซอร์ AMD Ryzen™ 6000 U-Series ที่ตอบสนองความต้องการด้านประสิทธิภาพสำหรับแอปพลิเคชั่นและการใช้งานทั่วไป ผู้ใช้จะได้รับความเร็วในการประมวลผลที่ยอดเยี่ยมและการตอบสนองที่ราบรื่น ช่วยเร่งประสิทธิภาพและการทำงานร่วมกันด้วยแกนประมวลผล 8 คอร์ ของสถาปัตยกรรม
“Zen 3+” บนกระบวนการผลิต 6 นาโนเมตร รวมไปถึงการบูรณาการด้านกราฟิกที่ใช้สถาปัตยกรรม RDNA2 เพื่อมอบประสบการณ์การประมวลผลบนโปรเซสเซอร์ Ryzen ที่เร็วที่สุด

โปรเซสเซอร์ AMD Ryzen™ 6000 U-Series ได้ผสานรวม Microsoft Pluton โปรเซสเซอร์ด้านความปลอดภัยที่ออกแบบโดย Microsoft ที่ทำให้การทำงานของ Windows 11 แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ให้ผู้ใช้งานมั่นใจยิ่งขึ้นจากการปกป้องและป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลที่สำคัญ เช่น ข้อมูลส่วนตัว พาสเวิร์ด คีย์การเข้ารหัสต่างๆ พร้อมยืนยันตัวตนด้วยไบโอเมตริกซ์ และ Noble Wedge Lock เพิ่มชั้นการรักษาความปลอดภัยเพื่อช่วยปกป้องข้อมูล

Acer Swift Edge (SFA16-41) วางจำหน่ายตั้งแต่ 4 พฤศจิกายน 2565 เป็นต้นไป สำหรับราคาจำหน่าย Acer Swift Edge โปรเซสเซอร์ Ryzen 5 6600U วางจำหน่ายในราคา 45,990 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) และ Acer Swift Edge โปรเซสเซอร์ Ryzen 7 6800U วางจำหน่ายในราคา 49,990 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) พร้อมการรับประกัน 3 ปี ฟรีค่าแรง ค่าอะไหล่ และบริการ On-site Service 1 ปีเต็ม ติดตามข้อมูลและรายละเอียดเพิ่มเติมของผลิตภัณฑ์ได้ที่ www.acerthailand.com

เกี่ยวกับเอเซอร์

เอเซอร์ ก่อตั้งในปี 1976 ปัจจุบันเป็นหนึ่งในบริษัท ICT ชั้นนำของโลก มีสำนักงานอยู่ในกว่า 160 ประเทศ เอเซอร์มองเห็นอนาคตที่มุ่งเน้นการผนวกฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และบริการ เพื่อเปิดโอกาส และธุรกิจใหม่ ให้กับผู้บริโภคและธุรกิจ ทั้งเทคโนโลยีการให้บริการ อินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ เกมมิ่ง และ วีอาร์ (VR: Virtual reality). พนักงานกว่า 7,000 คนของเอเซอร์ ทุ่มเทกับการวิจัย ออกแบบ การตลาด  การขาย และการสนับสนุนผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นที่ทลายอุปสรรคระหว่างผู้คนและเทคโนโลยี ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.acer.com

© 2021 Acer Inc. All rights reserved. Acer and the Acer logo are registered trademarks of Acer Inc. Other trademarks, registered trademarks, and/or service marks, indicated or otherwise, are the property of their respective owners. All offers subject to change without notice or obligation and may not be available through all sales channels. Prices listed are manufacturer suggested retail prices and may vary by location. Applicable sales tax extra.


[1] Specifications may vary depending on model and/or region. All models subject to availability.

[2] Meets the criteria of VESA DisplayHDR™ True Black 500 testing standard (10% Center Patch Test – Minimum Luminance Level (cd/m2))

[3] Based on Acer’s internal market analysis as of October 7, 2022 comparing the Swift Edge with vendors including Asus, Apple, HP, Huawei, Lenovo, Microsoft, Dell, LG, and Samsung. AMD has not independently verified the claim.

[4] Wi-Fi 6E-compatible devices are required to reach the stated speeds/benefits of Wi-Fi 6E (802.11ax).

from:https://www.techtalkthai.com/acer-launches-acer-swift-edge-the-world-lightest16-inch-oled/

[รีวิว] Dell Latitude 7330: Notebook ทำงาน บาง เบา ทนทาน ตอบโจทย์การประชุมด้วยกล้องคมชัดและ AI เพิ่มคุณภาพเสียง ด้วยขุมพลังจาก Intel vPro® platform

ในปี 2022 นี้ Dell ก็ได้เปิดตัว Dell Latitude ซีรีส์ใหม่สำหรับตอบโจทย์ภาคธุรกิจองค์กรที่ต้องการเครื่อง Notebook สำหรับรองรับการใช้ทำงานประชุมงานได้อย่างมั่นใจ โดยในครั้งนี้ทีมงาน TechTalkThai และ ADPT.news ได้รับเครื่อง Dell Latitude 7330 มารีวิวกัน โดยมีความโดดเด่นที่น่าสนใจดังนี้

  • ตัวเครื่องขนาดเล็กที่มีจอ 13 นิ้ว น้ำหนักเบาเพียง 1.13 กิโลกรัม พกพาไปใช้ทำงานได้อย่างสะดวกสบาย
  • CPU Intel® Core™ i5-1240U processor พร้อม 16GB RAM และ 256GB SSD ประสิทธิภาพสูง ใช้Windows 11 Pro ได้อย่างคล่องตัว
  • กล้องความคมชัด 1080p รองรับการใช้งานในห้องที่ไฟน้อยได้ ประชุมงานได้ตลอดเวลา
  • ไมโครโฟนพร้อม AI จาก Dell Optimizer ช่วยตัดเสียงระบบต่างๆ ระหว่างประชุมได้เป็นอย่างดี
  • Packaging และตัวเครื่องที่ให้ความสำคัญต่อการใช้วัสดุ Recycle ตอบโจทย์เป้าหมายด้านความยั่งยืนของธุรกิจ

สำหรับรีวิวฉบับเต็ม สามารถรับชมได้ดังนี้ครับ

Dell Latitude 7330: Notebookทำงานระดับพรีเมี่ยมตอบทุกโจทย์การทำงานได้อย่างมั่นใจและยั่งยืน

Credit : Dell

Dell Latitude 7330 นี้ถูกวางตัวมาให้เป็น Notebook หน้าจอ 13 นิ้วสำหรับตลาดภาคธุรกิจในระดับพรีเมี่ยม ที่ต้องการเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ดูดี บางเบา รวดเร็ว ทนทาน และรองรับการใช้ลูกเล่นใหม่ๆ ทางด้าน AI จาก Dell ได้อย่างรอบด้าน โดยสามารถเลือกวัสดุภายนอกได้ด้วยกันถึง 3 แบบ ได้แก่

  • Carbon Fiber Reinforced น้ำหนักเริ่มต้น 1.13 กิโลกรัม
  • Magnesium Alloy น้ำหนักเริ่มต้น 0.967 กิโลกรัม
  • Aluminum Titan Grey น้ำหนักเริ่มต้น 1.21 กิโลกรัม

ส่วนสเป็คของ Hardware ภายใน Dell Latitude 7330 ก็ยังคงเปิดให้เราเลือกปรับแต่งได้ตามต้องการอย่างหลากหลาย ดังนี้

  • CPU: เลือกได้ระหว่าง
    • 12th Gen Intel® Core™ i5-1235U processor (12 MB cache, 10 cores, 12 threads, up to 4.40 GHz)
    • Intel vPro® with 12th Gen Intel® Core™ i5-1245U processor (12 MB cache, 10 cores, 12 threads, up to 4.40 GHz)
    • Intel vPro® with 12th Gen Intel® Core™ i5-1265U processor (12 MB cache, 10 cores, 12 threads, up to 4.40 GHz)
    • 12th Gen Intel® Core™ i7-1255U processor (12 MB cache, 10 cores, 12 threads, up to 4.70 GHz)
  • RAM: 8-32GB DDR4 3200MHz
  • SSD: PCIe NVMe Gen4 x4 SSD ขนาด 256GB – 1TB เลือกออปชัน Self-Encrypting ได้
  • GPU: Intel® Iris® Xe Graphics
  • Display: 13.3-inch, FHD 1920 x 1080, 60 Hz, anti-glare เลือกได้ระหว่าง Touch และ Non-Touch
  • Network: Intel® AX211, 2×2 MIMO, 2.40 Gbps, 2.40 GHz/6 GHz, Wi-Fi 6E (WiFi 802.11ax), Bluetooth® 5.2 (onboard) สามารถเพิ่มออปชัน LTE ได้
  • Audio: Stereo speakers with Waves MaxxAudio® Pro, 2 W x 2 = 4 W total, 2 Noise Canceling Microphones, Intelligent Audio with Neural Noise Cancellation
  • Camera: เลือกได้ระหว่าง 2.7 mm 720p at 30 fps HD RGB webcam, 6 mm 720p at 30 fps HD RGB webcam, 3.25 mm 1080p at 30 fps FHD RGB+IR webcam with Human Presence Detection and ALS, 6 mm 1080p at 30 fps FHD RGB+IR webcam with Human Presence Detection and ALS สามารถเลื่อนเปิดปิดกล้องได้
  • OS: เลือกได้ระหว่าง Windows 11 Pro 64-bit, Windows 11 Home 64-bit, Windows 10 Pro 64-bit, Windows 10 Home 64-bit, Ubuntu® Linux® 21.04 LTS 64-bit
Credit : Dell

ตอบโจทย์การบริหารจัดการมากขึ้นด้วย Intel vPro® platform

จุดที่น่าสนใจในส่วนของ CPU นั้นก็คือการเปิดให้เราเลือกใช้ 12th Gen Intel® Core™ processors รุ่นที่รองรับ Intel vPro® platform สำหรับใช้ในการบริหารจัดการผ่าน Software ระดับองค์กรได้เป็นอย่างดี ซึ่งก็ถือว่าสอดคล้องกับทิศทางของ Intel® ที่จะผลักดันด้านการบริหารจัดการ PC, Notebook ด้วย Intel vPro® platform ให้มีการใช้งานมากขึ้นในภาคธุรกิจองค์กร โดยทุกรุ่นที่มีให้เลือกนี้จะเป็นรุ่น 10 Cores / 12 Threads ทั้งหมด จุดต่างที่เหลือจึงมีแค่ประเด็นด้านความเร็ว และฟีเจอร์จาก Intel® เท่านั้นส่วนทางด้าน RAM, SSD, GPU ก็ถือว่ามาตรฐาน สามารถเลือกได้หลายออปชันอย่างที่ผ่านมา

รองรับ Wi-Fi 6E เพิ่ม LTE ได้

สำหรับ Wi-Fi รุ่นนี้ก็รองรับได้ถึง Wi-Fi 6E และ Bluetooth 5.2 เรียกได้ว่ารองรับมาตรฐานใหม่ล่าสุด ใช้งานได้อีกหลายปีสอดคล้องไปกับการลงทุนอัปเกรด Wi-Fi ในองค์กรอย่างแน่นอน และยังมีออปชัน LTE ให้เสริมสำหรับองค์กรที่ต้องการปรับการทำงานไปสู่ Hybrid Work อย่างเต็มตัว ให้คอมพิวเตอร์เชื่อมต่อ Internet ได้จากทุกที่ทุกเวลา

นอกจากนี้ ตัวเครื่องยังมาพร้อมกับความสามารถในการทำ Network Optimization หลายส่วน ทั้งการจัดลำดับความสำคัญ App ประชุมให้สูงขึ้นเพื่อให้การประชุมเป็นไปได้อย่างลื่นไหล การรองรับการเชื่อมต่อ LAN/WLAN พร้อมกันได้เพื่อให้เครือข่ายมีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นต้น

พร้อมประชุมงานด้วยกล้องและเสียงคุณภาพสูง

จุดที่ถือว่าทำมาได้ดีขึ้นกว่าในอดีตมากสำหรับ Dell Latitude 7330 รุ่นนี้ก็คือเรื่องของเสียงและกล้อง ที่ปรับมาให้ตอบโจทย์การประชุมงานเป็นหลักเลย ด้วยไมโครโฟนแบบ Noise Canceling 2 ชุด พร้อม AI ที่ช่วยตัดเสียงรบกวนได้เป็นอย่างดี และกล้องที่อัปเกรดได้ถึง 1080p พร้อมความสามารถ Human Presence Detection สำหรับนำมาใช้เป็นลูกเล่นใหม่ๆ ทางด้าน AI ภายในเครื่อง

พอร์ตครบ พร้อมใช้งาน

1. USB Type-C Thunderbolt™ 4.0 with Power Delivery & DisplayPort 1.4

2. USB 3.2 Gen 1 with PowerShare

3. HDMI 2.0

4. Wedge Shaped Lock slot

5. USB Type-C Thunderbolt™ 4.0 with Power Delivery & DisplayPort 1.4

6. Universal Audio Jack

7. Contacted Smart Card Reader (optional)

ตัวเครื่องรุ่นนี้ถือว่าให้พอร์ตมาไม่เยอะมากนัก แต่ก็เพียงพอต่อการใช้งานเบื้องต้นได้อย่างครบถ้วน รองรับการต่อ Dock เพิ่มเติมสำหรับเพิ่มพอร์ตและต่อจอได้อย่างสะดวก โดยสามารถเชื่อมต่อจอได้ทั้งทาง USB-C และ HDMI 2.0

ตอบโจทย์ความยั่งยืนด้วยวัสดุ Recycle

ถือเป็นอีกไฮไลท์ของ Dell Latitude 7330 เลยกับการนำวัสดุ Recycle มาใช้ในตัวเครื่องให้มากที่สุด ตั้งแต่ตัวหีบห่อบรรจุเครื่องที่เลือกใช้ 100% Recycled หรือ Renewable ให้สามารถนำกลับไปแปรรูปใช้ซ้ำได้, การใช้ 39% Bio-based Rubber ใต้เครื่อง, การใช้ 50% Recycled Plastic ใน Battery Frame, การใช้ 35% Recycled Plastic ที่บริเวณแป้นวางมือ และสำหรับรุ่น Carbon Fiber ก็มีการใช้ 18% Recycled Carbon Fiber ตรงฝาด้วย เรียกได้ว่าจับไปตรงไหนก็ใช้วัสดุ Recycle มาแทบทั้งนั้น

เช่นเคย ประกันที่มากับตัวเครื่องก็ยังคงเป็นแบบ 3 ปี Onsite ทั่วประเทศไทยตามสไตล์ของ Dell ที่ให้ความสำคัญเรื่องบริการหลังการขายเป็นอย่างดี

แกะกล่อง ทดลองใช้งานของจริง

ตัวกล่องของ Dell Latitude 7330 จะระบุว่าใช้วัสดุ Recycle ทั้งหมด ซึ่งในระหว่างที่เปิดออกมานั้นก็ไม่มีส่วนใดที่เป็นพลาสติกเลย จะเน้นการใช้กระดาษเป็นหลัก โดยภายในกล่องก็จะมีตัวเครื่องและสายชาร์จ พร้อมคู่มือพื้นฐานให้เราครับ

ตัวเครื่องถือว่าทำน้ำหนักมาได้ดีมากเพียงแค่ 1.13 กิโลกรัม ซึ่งถือว่าเป็นรุ่นที่มีน้ำหนักสูงที่สุดในบรรดา Option ทั้งหมดที่มีให้เลือกแล้วสำหรับเครื่องรุ่นนี้ ถือว่าเบามากๆ ยกมือเดียวได้สบายๆ ง่ายต่อการพกพาไปใช้นอกสถานที่ และด้วยตัวเครื่องที่มีขนาดเล็กสำหรับจอ 13 นิ้ว ก็ถือเป็นขนาดที่ดีมากๆ

ตัวบอดี้แบบ Carbon Fiber เองก็ให้สัมผัสดีที่ ลายตารางหลังเครื่องเองก็ทำให้รู้สึกว่าไม่จำเจกับ Dell Latitude ในรุ่นก่อนๆ อีกทั้งยังมีการเคลือบมาให้ผิวภายนอกเรียบเนียน ให้ความรู้สึกที่พรีเมี่ยม และยังมีการผสมวัสดุ Recycle เข้ามาทำให้มี Story ที่น่าสนใจ

Keyboard และ Track Pad ถือว่าวาง Layout มาได้กำลังดี ไม่เล็กจนเกินไป พิมพ์สนุกมือ แต่ Track Pad มีการเปลี่ยนไปจากรุ่นก่อนๆ ให้มีความลื่นมากขึ้นพอสมควร ดังนั้นใครที่ใช้ Dell Latitude มาจนชินมือก็อาจต้องปรับตัวเล็กน้อยครับในจุดนี้

ในส่วนของสายชาร์จเองก็ใช้สายขนาดที่เล็กลงและอ่อนลง ทำให้สามารถม้วนเก็บสายได้ง่ายขึ้น และใช้งานจริงได้ง่ายกว่าเดิมมาก โดยพอร์ตชาร์จจะเป็น USB-C เพื่อให้เครื่องมีขนาดบางเบา

สำหรับการเปิดเครื่องนั้นก็ไม่ถึงกับเปิดปุ๊บติดปั๊บ เพราะจะมีส่วนของ Dell ที่เช็คการทำงานของ Hardware ส่วนต่างๆ และความมั่นคงปลอดภัยก่อนเล็กน้อย แต่ก็ใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่วินาทีสำหรับการเปิดครั้งแรก หลังจากนั้นก็แทบไม่ต้องปิดเครื่องอีกเลย ซึ่งก็จะทำให้การเปิดหน้าจอปุ๊บตัวเครื่องก็แทบจะพร้อมใช้งานได้ทันที เป็นประสบการณ์การทำงานที่คล่องตัว

ตัวเครื่อง Dell Latitude 7330 ที่ได้มารีวิวในครั้งนี้จะมีสเป็คดังนี้

  • CPU: Intel vPro® with 12th Gen Intel® Core™ i5-1245U processor (12 MB cache, 10 cores, 12 threads, up to 4.40 GHz)
  • RAM: 16GB ((อัปเกรดได้สูงสุด 32GB)
  • SSD: 256GB (อัปเกรดได้สูงสุด 1TB)
  • GPU: Intel® Iris® Xᵉ graphics
  • Network: Wi-Fi 6
  • OS: Windows 11 Pro

การใช้งานโดยรวมถือว่ารวดเร็วว่องไวไม่ติดขัดอะไร การอัปเดตระบบปฎิบัติการตาม Patch ต่างๆ ก็ทำได้อย่างไม่มีปัญหา ส่วนการเปิดคลิป 4K นั้นก็สามารถทำได้อย่างลื่นไหล และกินทรัพยากรของ CPU, GPU น้อยกว่า Dell Latitude รุ่นก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด

ทางด้านงานประมวลผล 2D ด้วย CAD นั้นก็สามารถทำได้สบายๆ แบบแทบไม่เปลือง CPU เลยสำหรับงานเล็กๆ

ส่วนงาน 3D ที่ต้องมีการแสดงผลปรับเปลี่ยนมุมของวัตถุนั้นก็สามารถทำได้ดีกว่าเดิมมากทีเดียว โดยใน Dell Latitude รุ่นก่อนๆ นั้น GPU จะพุ่งถึง 100% เป็นช่วงๆ ทุกครั้งที่วัตถุจะมีการเปลี่ยนมุมมอง แต่ใน Dell Latitude 7330 เครื่องนี้ GPU จะพุ่งถึง 100% เป็นแค่ช่วงแรกๆ เท่านั้น แต่หลังจากนั้นจะค่อยๆ ใช้น้อยลงเรื่อยๆ ครับ

Dell Optimizerกับลูกเล่นใหม่ๆ มากมาย

Dell Optimizer คือเครื่องมือในการปรับแต่งการทำงานของเครื่องเบื้องต้นเพื่อให้ Dell Latitude สามารถส่งมอบประสบการณ์การใช้งานที่เหมาะสมกับความต้องการของผู้ใช้งานได้ โดย Dell ก็ได้พัฒนา Dell Optimizer ให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ในอดีต พร้อมมีการเสริม AI ใหม่ๆ เพื่อช่วยสร้างประสบการณ์ในการใช้งานที่ดี โดยการเปิดใช้งานความสามารถเหล่านี้จะแทบไม่กระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องเลย เพราะการใช้ Intel® Core™ i5-1245U processor และ Intel® Iris® Xᵉ graphics นั้นมีประสิทธิภาพที่สูงพอสำหรับการประมวลผลด้าน AI เหล่านี้ได้เป็นอย่างดี ใน Dell Optimizer รุ่นล่าสุดบน Dell Latitude 7330 นี้ จะมีลูกเล่นที่น่าสนใจ ดังนี้

สำหรับในหมวด Applications นั้นยังไม่เปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก โดยเราสามารถเลือกให้ AI ทำการเรียนรู้พฤติกรรมการใช้งาน Application ต่างๆ ของเราและทำ Performance Tuning ให้เราได้โดยอัตโนมัติ แต่ส่วนที่เพิ่มมาคือคำสั่ง Prioritize Foreground Applicationsที่เราเลือกได้ว่าถ้าเราเปิดใช้งาน App ไหนเป็นหน้าต่างบนสุด Dell จะทำการจองทรัพยากรให้กับ App นั้นๆ เป็นอันดับต้นๆ เพื่อให้ประสบการณ์การทำงานของเราดีที่สุดอยู่เสมอ ก็เหมาะกับคนที่เปิดใช้งานหลาย App แล้วสลับหน้าต่างไปมา แต่อาจจะไม่สลับบ่อยมากนักครับ

ถัดมาในส่วนของ Audio ก็ถือว่าน่าประทับใจมากๆ กับความสามารถในการลดเสียงรบกวนด้วย AI อย่าง Remove My Background Noise สำหรับตัดเสียงพื้นหลัง เช่น เสียงเพลง เสียงกระทบกันของวัตถุต่างๆ รอบตัว ทำให้สามารถประชุมงานในพื้นที่สาธารณะได้โดยเสียงเงียบเหมือนประชุมในห้องส่วนตัว และ Remove Others’ Background Noise สำหรับใช้ในกรณีที่ในห้องทำงานมีคนนั่งทำงานด้วยกันหลายคน ประชุมกันหลายคน ระบบก็จะตัดเสียงของคนอื่นรอบตัวออกไปให้ครับ ทำให้เสียงประชุมไม่ตีกันเอง ส่วน 3D Audio อันนี้ต้องสารภาพตรงๆ ว่าทีมรีวิวไม่ได้มีหูฟังที่ดีนักสำหรับใช้ทดสอบความสามารถนี้ จากที่ทดสอบดูเลยไม่รู้สึกต่างมาก แต่สำหรับ Audio Device Pop-Up ถือเป็นอีกความสามารถที่ประทับใจมากๆ เพราะที่ผ่านมาเวลาใช้ Dell Latitude แล้วมีการเสียบหูฟังเข้าไป ระบบจะมีหน้าต่างขึ้นมาให้เราเลือกทุกครั้งว่าอุปกรณ์นั้นเป็นอุปกรณ์ใด เพื่อให้ระบบสามารถปรับแต่งการทำงานให้เหมาะสมได้ แต่หลายๆ ครั้งบางทีการใช้งานของเราก็เป็นแค่การเสียบหูฟังธรรมดาจะได้ประชุมแบบเงียบๆ ได้เท่านั้น การมีหน้าต่างขึ้นมาให้ต้องเลือกทุกครั้งก็ถือว่ากวนใจอยู่ไม่น้อย คราวนี้ใน Dell Optimizer ก็เลยมีให้เราเลือกเปิดปิดหน้าต่างนั้นได้ ทำให้การใช้งานสะดวกขึ้นมากทีเดียวครับ

ในฝั่งของ Network ก็ถือว่ามีลูกเล่นที่น่าสนใจเช่นกัน อย่างเช่น Simultaneous Data Transfer ที่สามารถเชื่อมต่อ LAN และ WLAN และทำการ Upload/Download จากทั้งสองการเชื่อมต่อพร้อมๆ กันได้ ทำให้ประสิทธิภาพของเครือข่ายดีขึ้นอย่างชัดเจน ส่วน Conference Bandwidth Performance ก็จะทำการจอง Network Bandwidth เอาไว้สำหรับ App ประชุมโดยเฉพาะเพื่อให้ภาพและเสียงไม่กระตุก ใช้งานได้จริงในระดับหนึ่ง และสุดท้ายก็คือ Automatic Network Switching ที่เราสามารถเลือก List ของ Network ที่เราจะให้ Dell Latitude ทำการเชื่อมต่อเอาไว้ได้กลุ่มหนึ่ง ช่วยให้การจัดการด้านการเชื่อมต่อ Wi-Fi มีความชัดเจนมากกว่าการใช้งานเมนูปกติบน Windows ได้ดีขึ้นครับ

สำหรับเมนู Power นั้นก็จะเปิดให้เราทำการปรับพฤติกรรมการใช้พลังงานของ Dell Latitude ได้ด้วยตนเอง เช่น Adaptive Battery Performanceที่จะให้ AI ปรับการใช้พลังงานของเราให้สอดคล้องกับ App ที่เราใช้งานโดยอัตโนมัติ เพื่อยืดอายุการใช้ Battery ในแต่ละวันให้คงทนยาวนานยิ่งขึ้น Dynamic Charge Policyปรับพฤติกรรมการชาร์จไฟและใช้ไฟในกรณีที่เสียบสาย เพื่อถนอมอายุของ Battery ให้เสื่อมช้าลง Thermal Managementปรับระบบระบายอากาศในเครื่องให้เหมาะกับความต้องการของเรา เช่น ต้องการให้เครื่องทำงานเงียบๆ หรือให้เครื่องทำงานเต็มประสิทธิภาพ และสุดท้าย เราก็สามารถเลือกได้ว่าจะให้ระบบทำการชาร์จไฟหรือใช้ไฟในช่วงเวลากี่โมงบ้างของแต่ละวัน เพื่อให้ถึงแม้จะยังเสียบสายอยู่ ระบบก็จะผลัดไปใช้พลังงานจาก Battery บ้างจะได้สมดุล เป็นต้นครับ

ทางด้าน Presence Detection จะเป็นการปรับแต่ง AI ที่ใช้กับกล้องของเราให้เครื่องมีความชาญฉลาดมากขึ้นครับ อย่างเช่น Onlooker Detection ก็จะใช้กล้องวิเคราะห์ว่ากำลังมีคนแอบมองจอของเราจากข้างหลังหรือเปล่า และถ้าพบว่ามีคนแอบมองอยู่ จอก็จะปรับไปเป็นแบบนี้ครับ

ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้มีคนมาแอบมองจอแล้วเห็นข้อความหรือเนื้อหาที่อาจเป็นความลับทางธุรกิจนั่นเอง ซึ่งเราก็สามารถเลือกได้ว่าจะให้หน้าจอนี้แสดงขึ้นมาเองเลย หรือมีแจ้งเตือนก่อน และสามารถสั่ง Snooze ได้เผื่อกรณีที่เราให้เพื่อนร่วมงานมาดูจอทำงานด้วยกัน ก็ปิดการทำงานของฟังก์ชันนี้ชั่วคราวได้ตามระยะเวลาที่เราต้องการครับ

ส่วน Look Away Detectก็จะใช้กล้องตรวจว่าเราไม่ได้มองหน้าจออยู่หรือไม่ ถ้าเราไม่ได้มองหน้าจออยู่จริงๆ ระบบก็จะหรี่ความสว่างหน้าจอลง เพื่อช่วยประหยัดพลังงานให้ ในขณะที่ Walk Away Lockระบบจะตรวจว่าเราไม่ได้อยู่ที่หน้าเครื่องต่อเนื่องเป็นเวลาที่กำหนดหรือไม่ ถ้าใช่ ระบบจะทำการ Lock เครื่องให้อัตโนมัติเพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีบุคคลอื่นแอบมาใช้เครื่องของเรา รวมถึงเรายังเลือกได้ด้วยว่าจะเปิดใช้ความสามารถ Presence Detection นี้ในระหว่างที่เชื่อมต่อจอนอกสำหรับการนำเสนออยู่หรือไม่ เพราะบางครั้งในการนำเสนองาน เราก็อาจจะไปยืนอยู่ข้างจอนอกที่เชื่อมต่อแทนนั่นเอง

จะเห็นได้ว่าการนำ AI มาประยุกต์ใช้เสริมการทำงานนี้จะทำให้ตัวเครื่องมีลูกเล่นที่หลากหลายขึ้นเป็นอย่างมาก ซึ่งบางความสามารถก็อาจจะเหมาะกับงานบางประเภท และบางความสามารถก็อาจจะไม่เหมาะกับงานบางประเภท ดังนั้นใน Dell Optimizer จึงเปิดให้เราเลือกปรับแต่งการใช้งานแต่ละความสามารถได้ตามต้องการ ซึ่งผู้ใช้งาน Dell Latitude ทุกท่านก็ควรต้องทำการเรียนรู้เบื้องต้นและเลือกเปิดปิดความสามารถให้ตอบโจทย์กับการทำงานของแต่ละคนด้วยตนเองครับ

กล้อง 1080p ที่คมชัดมากยิ่งกว่าเดิม และใช้งานในที่แสงน้อยได้

อีกส่วนหนึ่งที่ดีขึ้นมากก็คือการใช้กล้อง 1080p สำหรับการประชุม โดยกล้องสามารถเปิดใช้งานในที่แสงน้อยได้ อย่างเช่นในภาพทดสอบนี้ทำการทดสอบในช่วงเวลากลางคืน โดยมีไฟเพียงแค่หลอดเดียวจากเพดาน ถ้าเป็นกล้องจากรุ่นเก่าๆ ภาพจะมืดกว่านี้มากครับ

นอกจากนี้หากมีการเปิดใช้งานไมโครโฟน เช่น ประชุมงาน หรือบันทึกเสียง ระบบก็จะมีหน้าต่างแจ้งเตือนด้วยว่าตอนนี้ AI สำหรับปรับแต่งเสียงกำลังทำงานอยู่ เผื่อบางกรณีเราอาจจะอยากไปปรับให้ AI มันเหมาะกับสภาพแวดล้อมที่เราใช้ได้นั่นเองครับ

สรุปข้อดีข้อเสีย

ข้อดี

  • บอดี้เครื่องให้สัมผัสที่ดีมากๆ เมื่อเทียบกับรุ่นที่เป็น Carbon Fiber ก่อนหน้า ให้ความรู้สึกที่พรีเมี่ยมยิ่งขึ้นไปอีก และยังใช้วัสดุ Recycle หลายส่วน ตอบโจทย์ด้านความยั่งยืนให้กับโลกได้
  •  สเป็คเครื่องที่ให้มาถือว่าเพียงพอต่อการใช้งานมากกว่าที่คิด โดยเฉพาะ Intel® Core™ i5-1245U processor และIntel® Iris® Xᵉ graphics ที่สามารถใช้ได้ทั้งการทำงานทั่วไป การเปิดคลิป 4K และการทำงานกับงานออกแบบ 2D, 3D เบื้องต้น ที่ CPU และ GPU ยังคงเหลือทรัพยากรสำหรับรองรับงานอื่นได้อยู่พอสมควร
  • Keyboard ยังคงพิมพ์สนุกและใช้งานง่ายมากๆ อาจมีจุดต่างจากรุ่นก่อนๆ บ้าง แต่โดยรวมคือแทบไม่ต้องปรับตัวเลยในการใช้งาน
  • กล้องที่มีความคมชัดมากถึง 1080p และทำงานได้ในสภาวะที่แสงน้อย ใช้งานได้ดีทั้งในการประชุมงานและการอัดคลิปแบบง่ายๆ
  • Dell Optimizer มีลูกเล่นใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงานหลายส่วนมาก เช่น การจัดการกรณีที่มีคนมาแอบมองหน้าจอ, การจัดการ AI ตัดเสียงรบกวน, การจัดการพฤติกรรมของระบบเมื่อมีการเสียบหูฟัง, การจัดการด้านการเชื่อมต่อ Wi-Fi เฉพาะวง SSID ที่ต้องการได้อย่างเป็นระบบและการจัดลำดับความสำคัญในการรับส่งข้อมูลสำหรับ App ต่างๆ ซึ่งช่วยให้ประสบการณ์การใช้งานดีขึ้นจริง แต่อาจต้องลองใช้งานให้เข้าใจการทำงานในส่วนนี้ด้วย

ข้อเสีย

  • มีการเปิดเครื่องอัตโนมัติแทบทุกครั้งที่มีการเปิดฝาเครื่องและการเดินผ่านหน้าเครื่อง ต้องปรับตัวเล็กน้อยให้ชินในการใช้งาน
  • Trackpad ลื่นกว่ารุ่นก่อนหน้ามากๆ ในหลายๆ ครั้งก็ช่วยให้สะดวกและทำงานได้เร็วขึ้น แต่หลายครั้งก็เร็วเกินไปจนทำให้เกิดอาการคลิกพลาดได้บ้าง ต้องปรับตัวในการใช้งานให้ชินพอสมควร แต่โดยรวมก็เป็นสัมผัสที่ดี
  • Port ที่ให้มาน้อย และไม่มีช่อง LAN แลกกับการที่ได้เครื่องบางเบามาใช้งาน
  • ตัวเครื่องร้อนบ้างเมื่อใช้งานหนักๆ บริเวณใต้เครื่องส่วนมุมซ้ายบน ถ้าวางบนตักอาจจะไม่ไหว แต่ถ้าใช้งานทั่วไปไม่มีปัญหาเลย และเครื่องก็ทำงานได้เงียบมาก

ผู้ที่สนใจสามารถตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.dell.com/en-th/work/shop/laptops-2-in-1-pcs/latitude-7330-laptop-or-2-in-1/spd/latitude-13-7330-2-in-1-laptop   

สนใจ Dell Latitudeติดต่อทีมงานDell ได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจใช้งาน Dell Latitude หรือโซลูชันอื่นๆ จาก Dell สามารถติดต่อทีมงาน Dell Technologies ประจำประเทศไทยได้ที่ E-mail: DellTechnologies@kkudos.com โทร 090-949-0823 (คุณวศิน)

from:https://www.techtalkthai.com/review-dell-latitude-7330-notebook-x-intel-vpro-platform/

Microsoft ประกาศจัดงาน Microsoft Fall 2022 Event คาดเตรียมเปิดตัว Surface รุ่นใหม่

Microsoft ประกาศจัดงาน Microsoft Fall 2022 Event ในเดือนหน้า คาดว่าจะมีการเปิดตัวอุปกรณ์ Surface รุ่นใหม่ในงาน

Credit: Microsoft

Microsoft Fall 2022 Event จะถูกจัดขึ้นในวันที่ 12 ตุลาคม เวลา 10 นาฬิกา (Eastern Time) ซึ่งงานนี้จะถูกจัดก่อนงาน Micrsoft Ignite Conference โดยเผยว่าจะเป็นงานที่เกี่ยวกับอุปกรณ์ใหม่ ซึ่งมีข่าวลือว่าจะมีการเปิดตัวอุปกรณ์ Surface Pro 9 และ Surface Laptop 5 รุ่นใหม่ โดยหลายสื่อคาดการณ์ว่า Surface Pro 9 นั้นจะมาพร้อมสีใหม่ ได้แก่ สีเขียว (Forest) และสีฟ้าอ่อน (Sapphire) หน้าจอขนาด 13.5 นิ้ว มีหน่วยประมวลผลให้เลือกจากทั้ง Arm และ Intel ทำให้กลายเป็นจุดสิ้นสุดของตระกูล Surface Pro X

ส่วน Surface Laptop 5 นั้นยังมีข้อมูลหลุดออกมาไม่มากนัก ยังไม่แน่นอนว่ารุ่นนี้จะมีหน่วยประมวลผล AMD ให้เลือกใช้งานหรือไม่ แต่ก็มีความเป็นไปได้ เนื่องจาก AMD นั้นมีหน่วยประมวลผล Ryzen 6000 Series รุ่นประหยัดพลังงานสำหรับอุปกรณ์ Laptop ที่เคยประกาศเปิดตัวในงาน CES2022 ที่ผ่านมา

ที่มา: https://www.theverge.com/2022/9/21/23365300/microsoft-surface-event-date-time-october-12th

from:https://www.techtalkthai.com/microsoft-announces-fall-2022-event-expectd-to-release-new-surface-devices/

Intel NUC 12 Enthusiast Mini PC ใหม่

NUC 12 Enthusiast นำเสนอโปรเซสเซอร์ Intel® Core™ เจนเนอเรชัน 12 ล่าสุด และเป็น NUC รุ่นแรกของ Intel ที่รวมกราฟิก Intel® Arc™ A-series ในรูปแบบของหน่วยประมวลผลกราฟิก Intel® Arc™ A770M (GPU)

Picture credit : Intel

นอกจากกราฟิก Intel Arc แล้ว ยังผสานการทำงานร่วมกับ Intel® Core™ i7-12700H Gen 12th mobile processor การขับเคลื่อนที่ทรงพลังอยู่ใน Intel NUC 12 Enthusiast Kit Mini PC 2.5L ขนาดกะทัดรัด

ด้วยการประมวลผลกราฟิก Intel Arc A770M GPU พร้อม 16GB GDDR6 VRAM กราฟิก Intel Arc ทำให้ยกระดับประสิทธิภาพการเล่นเกมด้วยสถาปัตยกรรมไมโครใหม่ที่ปรับให้เหมาะสมสำหรับการเล่นเกม และรองรับ DirectX 12 Ultimate อย่างเต็มรูปแบบ

คุณสมบัติเพิ่มเติม ได้แก่ :

  • รองรับหน่วยความจำ DDR4 dual-channel สูงสุด 64GB
  • รองรับสล็อต M.2 PCIe จำนวน 3 ช่อง โดยมี Gen4 NVMe จำนวน 2 ช่องรวมอยู่ด้วย
  • รองรับพอร์ต Thunderbolt™ 4 จำนวน 2 พอร์ต และ USB 3.2 Gen2 จำนวน 6 พอร์ต (Type-A)
  • รองรับการเชื่อมต่อที่รวดเร็วด้วย Intel i225-LM 2.5Gbps Ethernet, Intel® Killer™ Wi-Fi 6E AX1690i และ Bluetooth®5.2
  • รองรับพอร์ต HDMI 2.1 TMDS (สูงสุด 4K60)
  • รองรับพอร์ต DisplayPort 2.0 จำนวน 2 พอร์ต

รับชมคลิปวิดีโอการชำแหละชิ้นส่วนภายในของ Intel NUC 12 Enthusiast Kit: https://www.intel.com/content/www/us/en/newsroom/news/intel-nuc-12-enthusiast-delivers-powerful-mini-pc.html?cid=iosm&source=twitter&campid=newsroom_posts&content=100003388600823&icid=always-on&linkId=100000150332579#gs.cf3zwx

Intel NUC 12 Enthusiast Kit Mini PC คาดว่าจะวางจำหน่ายในช่วงปลายเดือนกันยายนนี้ โดยมีราคาตั้งแต่ 1,180 ถึง 1,350 เหรียญสหรัฐฯ

ที่มา : https://www.intel.com/content/www/us/en/newsroom/news/intel-nuc-12-enthusiast-delivers-powerful-mini-pc.html?cid=iosm&source=twitter&campid=newsroom_posts&content=100003388600823&icid=always-on&linkId=100000150332579#gs.cf3zwx

from:https://www.techtalkthai.com/new-intel-nuc-12-enthusiast-mini-pc/

[รีวิว] Lenovo Legion 5i Pro 16” Gaming Notebook อัดแน่นเต็มประสิทธิภาพ ตอบโจทย์ทุกสมรภูมิการเล่นเกม

เชื่อว่าผู้อ่านหลายท่านคงเป็นคอเกมกันอยู่แล้ว ซึ่งในวันนี้ทีมงาน TechTalkThai ได้มีโอกาสรีวิวโน๊ตบุ๊คจากค่าย Lenovo ในซีรีย์ Legion 5i Pro ที่ออกแบบมาสำหรับคอเกมอย่างแท้จริง อัดแน่นด้วยประสิทธิภาพไล่เรียงมาตั้งแต่ CPU Intel i9-12900H, DDR5 RAM 32 GB, NVidia GeForce RTX 3070 Ti 8 GB และ PCIe SSD 1 TB คอมโบมากับ Windows 11 นอกจากนี้ยังมีซอฟต์แวร์สำหรับการบริหารจัดการเครื่องอย่างสมบูรณ์แบบผ่าน Lenovo Vantage เราจะขอพาทุกท่านไปรู้จักกับโน๊ตบุ๊คเกมมิ่งตัวนี้กันแบบเต็มๆ พร้อมทดสอบการใช้งานจริงกันครับ

เรียบหรู ทนทาน เบากระชับ และ AI อัจฉริยะ

ต้องบอกเลยว่าเมื่อเห็นครั้งแรกการดีไซน์ของ Lenovo ยังรักษาความเรียบง่าย งานประกอบดีเหมือนเคย วัสดุสังเคราะห์ประกอบจากอะลูมิเนียมและแมกนิเซียมตอบโจทย์ความทนทาน สำหรับหรับสีที่ทางทีมงานได้รับมาทดสอบคือเฉดสี Storm Grey ฝาพับเปิดได้สุดในมุมป้าน และจอกว้างถึง 16 นิ้วความละเอียดระดับ 2k อัตราการรีเฟรชได้ถึง 240 Hz ทำให้มุมมองภาพต่างดูสมจริงเป็นอย่างมาก แม้จะเป็นเครื่องที่มีขนาดใหญ่สเป็คสูง แต่กลับมีน้ำหนักเพียง 2.5 กิโลกรัมเท่านั้น (ยังไม่รวมที่ชาร์จ)

เรื่องระบบความร้อนของเครื่องเล่นเกมป็นหัวใจสำคัญอย่างแท้จริง เพราะหากเครื่องออกแบบมาไม่ดีพออุณหภูมิที่สูงมากจะทำให้หน่วยประมวลผลไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ เพราะในปัจจุบันโน๊ตบุ๊คสเป็คสูงส่วนใหญ่มักมีระบบ AI ที่คอยมอนิเตอร์การทำงาน หากอุณหภูมิสูงขึ้นระบบก็จะลดการจ่ายไฟเพื่อรักษาไม่ให้อุปกรณ์เกิดการผิดพลาดและป้องกันการสูญเสีย เช่นกันใน Lenovo Legion

ด้วยเหตุนี้จะสังเกตเห็นช่องระบายความร้อนรอบเครื่องถึง 4 จุด (ซ้าย 1 ขวา 1 หลัง 2) ด้านหลังของเครื่องยังมีฝาปิดที่มีช่องระบายความร้อนแผงใหญ่เพื่อให้พัดลมได้ระบายอากาศอย่างสะดวก นอกจากที่ถ้าสังเกตุให้ดีจะเห็นว่าช่องระบายด้านหลังถูกออกแบบมาให้ยื่นออกมาจากตัวเครื่องอีกด้วย แต่ทั้งหมดนี้ไม่ได้ทำให้เครื่องเสียงดังแต่อย่างได้ จากการทดสอบแม้ว่าจะเปิดเล่นเกมไปหลายชั่วโมงเราก็ยังไม่ได้ยินเสียงดังจากตัวเครื่อง

สำหรับคุณลักษณะเด่นอื่นๆที่ Lenovo Legion 5i Pro คัดสรรมาสู่มือผู้ใช้งานมีดังนี้

  • TrueStrike Keyboard รองรับการกดปุ่มอย่างละมุนปลายนิ้วสัมผัส มีปุ่มตัวเลขมาให้ ปุ่มลูกศรขนาดใหญ่ ซึ่งที่เราเห็นคือปุ่มถูกออกแบบมาให้วางนิ้วลงไปได้อย่างดี ทำให้การอารมณ์ของเกมอร์ไม่มีสะดุด และมีการยกเล็กน้อยเป็นช่องระบายความร้อนอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีลูกเล่นเรื่องสีไฟที่แบ่งเป็น 4 โซนปรับเฉดของสีและลูกเล่นการกระพริบได้อย่างละเมียดละไม โดยเฉพาะที่แสงน้อยสีไฟจะทำหน้าที่แสดงความงามของมันได้อย่างโดดเด่น 
  • Rapid Charge เป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์สำคัญ เนื่องจากคอมพิวเตอร์ที่มีสเป็คสูงมักเจอกับปัญหาด้านพลังงานเพราะใช้งานหนัก แต่ด้วยฟีเจอร์นี้การชาร์จในเวลา 30 นาทีก็สามารถเติมไฟเข้ามาได้ถึง 80% 
  • ระบายความร้อนอย่างมั่นใจด้วยเทคโนโลยี Coldfront 4.0 ใน Lenovo Legion 5i Pro ซึ่งเป็นระบบรักษาอุณหภูมิสมัยใหม่ที่เรียกว่า Vapor Chamber ทำให้มีการกระจายความร้อนได้อย่างหมุนเวียน นอกจากนี้ความบางของใบพัดยังช่วยลดทอนการปะทะให้เสียงของเครื่องเงียบขึ้น อีกทั้งยังมีฉนวนกันเสียงร่วมด้วย นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราจึงไม่ได้เอะใจกับเสียงรบกวนแม้จะใช้เครื่องไปหลายชั่วโมง
ช่องระบายอากาศด้านหลัง
  • MUX Switch เป็นฟีเจอร์ที่ช่วยสลับการทำงานของ ระหว่างส่วนประมวลผลทางกราฟฟิคที่มีติดมาให้ในเครื่องกับกราฟฟิคการ์ดภายนอกจาก NVidia ซึ่งแม้จะได้ประสิทธิภาพขั้นสุดแต่ในบางสถานการณ์เราอาจจะไม่จำเป็นต้องใช้แรงเครื่องมากและประหยัดไฟกว่าด้วย
  • Legion AI เป็นกลไกที่จะช่วยตรวจจับ ปรับแต่ง คุณภาพของเกมอย่างอัตโนมัติ ด้วยการควบคุมอัตราการจ่ายไฟให้หน่วยประมวลผลซีพียูและ GPU โดย AI นี้สามารถทราบถึงเกมประเภท AAA หรือเกมที่ผู้ผลิตมีขนาดกลางหรือใหญ่ ซึ่งเกมเหล่านี้มักได้รับความนิยมและมีความร่วมมือระหว่าง Vendor ต่างๆ 
  • NVidia RTX มีเทคโนโลยีที่เรียกว่า RT-Core แยกต่างหากสำหรับการประมวลเรื่อง Ray Tracing หรือการจำลองแสงและเงาของ 3D Object เพื่อให้เกิดความสมจริงในการแสดงผล นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยี Deep Learning Super Sampling (DLSS) ที่ทำให้การ Render ภาพกราฟฟิคมีคุณภาพดีสมจริงยิ่งขึ้นไปเพิ่มประสิทธิภาพของ Frame Rate เนื่องจากชิป Tensor Core AI ในการ์ดจอ

ข้อมูลฮาร์ดแวร์

Lenovo Legion 5i Pro มาพร้อมกับซีพียูจากค่าย Intel ซึ่งเป็นรุ่นล่าสุด Gen 12 ผสานพลังด้านกราฟฟิคขั้นเทพจาก NVidia GeForce RTX 3070 Ti และแรม DDR 5 ขนาดสูงสุด 32 GB พร้อมความจุแบบ SSD PCIe (4th) ขนาด 1 TB ฝั่งของหน้าจอก็ไม่แพ้กันเพราะมีขนาดถึง 16 นิ้วแสดงผลด้วยคุณภาพระดับ WQHD+ ที่ 2560 x 1600 พิกเซลหรือ IPS 16:10 รองรับสีสัน sRGB 100%

การเชื่อมต่อทางเครือข่ายถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของการใช้งาน ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้มาตรฐาน WiFi 6 ได้เปิดตัวออกมาแล้ว แม้ว่าในประเทศไทยอาจจะยังไม่ได้มีการใช้งานที่แพร่หลายนักแต่ด้วยความที่เป็นแบรนด์ระดับสากล Lenovo จึงได้ทำให้เครื่องสามารถเชื่อมต่อได้ทั้ง WiFi 5, 6 และ 6E รวมถึงรองรับการเชื่อมต่อบลูทูธ 5.1

ภายถ่ายด้านซ้าย
ภาพถ่ายด้านขวา
ภาพถ่ายด้านหลัง

สำหรับพอร์ตของเครื่องฝั่งขวามาพร้อมกับหัวต่อที่รองรับ USB Type-A 3.2 และหัวต่อแจ็คเสียง นอกจากนี้ยังมีปุ่มสำหรับเปิดปิดกล้องให้ใช้ได้ง่ายป้องกันเรื่องของความเป็นส่วนตัวระดับกายภาพ เครื่องฝั่งซ้ายมาพร้อมกับพอร์ต Thunderbolt 4 และพอร์ต USB Type-C ด้านหลังมาพร้อมกับ USB Type-A 2 พอร์ต Type-C 1 พอร์ต HDMI, RJ-45 และ DC-In

สเป็คทั้งหมด

Performance

โปรเซสเซอร์

12th Generation Intel CoreTM i9-12900H 3.80 GHz

กราฟฟิคการ์ด

NVIDIA GeForce RTXTM 3070Ti 8GB GDDR6

แรม

4200 MHz DDR5 : 32 GB (2×16 GB)

ฮาร์ดดิสก์

PCIe M.2 SSD (Gen4) 1 TB

แบตเตอรี

80 WHr > 5 Hours, Super Rapid Charge (30 mins charge 80%)

อะเด็ปเตอร์ชาร์จไฟ

230 W Slim Adapter

Design

หน้าจอ

16 นิ้ว IPS ความละเอียด 2K 2560×1600, Refresh rate 165Hz, Response time 3ms, 100% sRGB

ขนาดเครื่อง

26.6mm x 359.9mm x 264.4mm

น้ำหนัก

2.49 Kg

สีไฟคีย์บอร์ด

1.5 mm / Keycap Color / Storm Grey or White (Glacier White) / White Backlight (Storm Grey) / Blue Backlight (Glacier White) / 4-Zone RGB / 0.3 Ditch / 100% Anti-Ghosting / Swappable Keycap

สีตัวเครื่อง

Storm Grey หรือ Glacier White

Connectivity

Webcam

Built-in HD Webcam (720p) with E-Shutter

WLAN

2×2 Intel WiFi 6E (802.11ax) / 6 (802.11ax) / 5 (802.11ac)

Bluetooth

Bluetooth 5.1 or Upper

Audio

2x2W Stereo Speakers with Nahimic Audio

I/O (Input/Output) Ports

Left Side

  • 1 x  ThuderboltTM 4 (USB 4, DisplayPortTM 1.4)
  • 1 x USB Type-CTM (USB 3.2 Gen 2, DisplayPortTM 1.4)

Right Side

  • 1 x USB Type-A 3.2 Gen1
  • 1 x Audio Combo Jack
  • 1 x E-Shutter Button

Rear

  • 1 x USB Type-A (3.2 Gen 1 Always-On 5V)
  • 1 x USB Type (3.2 Gen 1)
  • 1 x USB Type-CTM (3.2 Gen 2, DisplayPortTM 1.4, PD up to 135w)
  • 1 x HDMITM 2.1
  • 1 x RJ45 Ethernet
  • 1 x DC-In

การรับประกันต้องบอกเลยว่าคุ้มจุใจมากสำหรับ Legion 5i Pro เพราะมาพร้อมกับประกันถึง 4 ปีเต็ม ซึ่ง 2 ปีแรกมีประกันอุบัติเหตุอีกด้วย ให้ใช้กันได้ยาวๆอย่างคุ้มค่าทีเลยเดียว นอกจากนี้ยังมีการดูแลระดับพรีเมียมจากทีมงาน Lenovo โดยมีศูนย์ให้คำปรึกษาที่เกี่ยวข้องกับปัญหาต่อเกมโดยเฉพาะ เรียกได้ว่าพรีเมี่ยมสุดๆไปเลย

วีดีโอพาชมเครื่องจริง

เอาใจคอเกมขั้นสุดด้วยซอฟต์แวร์ปรับแต่งเครื่องโดยเฉพาะผ่าน Lenovo Vantage และ NVidia Experiences

Lenovo Vantage เป็นซอฟต์แวร์บริหารจัดการเครื่องอย่างครบวงจรตั้งแต่การดูสถานะของ CPU, GPU, VRAM และ SSD ซึ่งในมุม Info จะพาผู้ใช้งานไปยังข้อมูลที่ละเอียดมากขึ้น ทั้งข้อมูลของฮาร์ดแวร์และสถานะการทำงานของซอฟต์แวร์นั่นเอง

ในส่วนของ System Tool ประกอบด้วย

  • System Update – แสดงผลข้อมูลการอัปเดตของแอปพลิเคชันและระบบปฏิบัติการ โดยท่านสามารถเปิดอัปเดตอัตโนมัติตามปัญหาที่ร้ายแรงหรือตามคำแนะนำได้จากเมนูนี้ 
  • Macro Key – เมนูนี้เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับคอเกมที่ต้องการปุ่มลัดใช้สกิลอย่างว่องไว หรือการใช้งานผ่านคีย์ลัดที่ใช้บ่อย
  • Power – แสดงผลและปรับแต่งการทำงานของแบตเตอรี่เครื่องว่ามีไฟมากแค่ไหน อุณหภูมิ ช่วงระยะเวลารับประกัน การจ่ายไฟและการทำงานของเครื่องที่อาจปรับให้ประหยัดพลังงานได้ และพระเอกของเมนูนี้ก็คือ Rapid Charging ที่ชาร์จแบบได้สูงสุดถึง 80% เพียงครึ่งชั่วโมง
  • Media – การแสดงผลของกล้อง ไมค์โครโฟน คีย์บอร์ดและเม้าส์ ปรับแต่งได้จากเมนูนี้
  • Hardware Scan – ท่านใดที่ต้องการทราบข้อมูลของฮาร์ดแวร์ทุกชิ้นส่วนสามารถเข้ามาตรวจสอบได้ที่นี่
  • Nahimic – ระบบเสียงที่สามารถปรับจูนให้เข้าได้กับการใช้งานต่างๆ โดยเฉพาะกับคอเกมที่ถือได้ว่าเสียงคือหัวใจแห่งความเร้าใจ โดย Nahimic ก็คือส่วนหนึ่งจากผู้เชี่ยวชาญด้านเกมอย่าง  SteelSeries นั่นเอง
  • X-Rite Color Assistant – เป็นตัวช่วยสำหรับปรับแต่งค่าการแสดงผลของสี 

Legion Edge เป็นอีกหนึ่งเมนูของผู้เล่นเกมอย่างแท้จริง สำหรับปรับจูนประสิทธิภาพที่จำเป็นในหลายภาคส่วนทั้งการทำ GPU Overclock หรือการปรับความสำคัญของทราฟฟิคเครือข่ายตามความสำคัญสร้างการเล่นเกมให้มีความลื่นมากยิ่งขึ้น และพลาดไม่ได้กับเมนู GPU Working Mode ที่เป็นการหาจุดสมดุลย์ระหว่างการใช้งานส่วนประมวลผลกราฟฟิคของเครื่อง (i: Integrated) และการ์ดจอแยก (d : dedicated) โดยท่านจะสามารถเลือกได้ว่าจะให้ทำงานร่วมกันหรือจะให้ใช้ความสามารถเฉพาะจากการ์ดจอเป็นหลักสำหรับงานที่ต้องการความแรงสูงสุด

สำหรับผู้ใช้งานที่ชอบสีสันท่านสามารถปรับไฟของคีย์บอร์ดได้หลายเฉดอย่างอิสระในรูปแบบต่างๆและบันทึกเป็นโปรไฟล์สูงสุดถึง 3 แบบ นอกจากนี้ยังมีเมนูของ WiFi Security และ Smart Performance ซึ่งส่วนหลังว่าด้วยเรื่องของการจูนประสิทธิภาพระบบในส่วนของปัญหาภายใน รวมถึงการทำงานของอินเทอร์เน็ต และการป้องกันมัลแวร์

สำหรับผู้ใช้งาน NVidia Graphic Card ท่านจะได้รับคุณค่าที่เหนือชั้นกว่าการเล่นเกมทั่วไปผ่าน NVidia Experience ซึ่งนอกจากจะแสดงผลคร่าวๆของระบบแล้ว ยังโดดเด่นเป็นพิเศษด้วย AI ภายในสามารถทราบถึงการเล่นเกมต่างๆ ที่ AI จะช่วยปรับให้ภาพดียิ่งขึ้น

ไม่เพียงเท่านั้นยังสามารถมอนิเตอร์การทำงานของฮาร์ดแวร์แบบ Overlay ได้อีกด้วย ที่เห็นกันในการทดสอบเกมต่างๆ อย่างค่า Frame rate per Second (FPS), โหลดของ GPU และ CPU, RAM และอื่นๆ ทั้งนี้เหล่าสตรีมเมอร์ทั้งหลายยังสามารถใช้ NVidia Experience นี้เพื่อสตรีมเกมออกไปได้ รวมถึงบันทึกภาพหน้าจอหรือบันทึกรีเพลย์วีดีโอได้จากโปรแกรมนี้ โดยการทดสอบเล่นเกมของทีมงานก็มาจากโปรแกรมนี้นั่นเองครับ

วีดีโอพาชม Lenovo Vantage และ Geforce Experience

Benchmark ด้วยเครื่องมือ PC Mark10 และ 3D Mark

เพื่อให้ความชัดเจนมากขึ้นในด้านความแรงของเครื่อง เราจึงทำการทดสอบด้านประสิทธิภาพด้วยเครื่องมือยอดนิยมกัน สำหรับในด้านการทำงานในชีวิตประจำวันเราจะทดสอบด้วยโปรแกรม PC Mark 10 ด้านการใช้งานทั่วๆไปเช่น ความเร็วในการเปิดโปรแกรม โปรแกรมประชุมออนไลน์ การใช้งาน Spreadsheet ทำงานต่างๆ และการใช้บราวน์เซอร์เพื่อค้นหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต รวมถึงทดสอบโปรแกรมด้านมัลติมิเดียทั่วไป 

คะแนนวัดผลในมุมต่างๆทาง PC Mark เองแนะนำคอมสำหรับการใช้งานทั่วๆไป โดยภาพรวมแนะนำคะแนนที่ไม่น้อยกว่า 4,100 การปฏิบัติงานสำหรับคอนเท้นต์ดิจิทัลที่ 3,450 และ Productivity (Spreadsheet และ Writing) ที่ 4,500 ทั้งหมดนี้ ซึ่ง Lenovo Legion 5 Pro ที่เราทดสอบนี้ได้คะแนนไปที่ 6,954 , 8,298 และ 9,259 ตามลำดับ โดยใน 2 มุมหลังมากกว่าเกณฑ์แนะนำถึง 2 เท่า อย่างไรก็ดีเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับฐานผู้ใช้ที่นำ PC Mark 10 ไปใช้พบว่าคะแนนของเราอยู่เกินเกณฑ์ไป 55% ซึ่งเหนือกว่าแล็ปท็อปสำหรับเกมทั่วไปมากกว่า 1,000 คะแนน สาเหตุที่คะแนนอาจจะไม่สูงที่สุดเพราะเหนือไปกว่านั่นจะเป็นเรื่องของเครื่องพีซีขนาดใหญ่กว่าแล้ว แต่สำหรับโน๊ตบุ๊คพกพาเพื่อเล่นเกมถือว่าเหลือๆ

ในด้านกราฟฟิคจะเป็นการมุ่งเน้นเรื่องประสิทธิภาพการทำงานด้านเกมอย่างแท้จริงโดยคะแนนของ 3D Mark จะชี้แนะเราได้ว่าการเล่นเกมของเราทรงพลังได้ขนาดไหน สำหรับการทดสอบฟีเจอร์ด้านกราฟฟิคโดยเฉพาะก็เป็นที่น่าพอใจทั้งในเรื่องของเทคโนโลยี Ray Tracing, DLSS ที่ได้อธิบายไปในข้างต้น รวมถึง Mesh Shader ที่เป็นความสามารถใน DirectX 12 มีคะแนนบ่งชี้ดังนี้

ผลการทดสอบกับ DirectX 12 แบบ 4K ใน TimeSpy และ DirectX 11 4K ใน Fire Strike

สำหรับค่าเฉลี่ยในมุมของ DirectX 12 ทำได้อย่างดีใกล้กับค่าเฉลี่ยและห่างกับคะแนนสูงสุดไม่ถึง 1000 คะแนน แต่ตัวเลขนี้ไม่สามารถชี้ขาดได้เพราะอาจมาจากผู้แข่งขันประเภทอื่น(เครื่องพีซี) หรือเฉพาะกลุ่มที่ซื้อ License ของผลิตภัณฑ์ 3D Mark เท่านั้น เช่นกันกับใน DirectX 11 ที่ยังน้อยกว่าค่าเฉลี่ยและห่างจากอันดับหนึ่งเกือบสองพันคะแนน อย่างไรก็ดีหากเปรียบเทียบในเชิงของความสามารถที่รองรับเกมจริงน่าจะเห็นภาพได้มากกว่า โดยจากที่เราเลือกดูพบว่าท่านสามารถปรับกราฟฟิคระดับ Ultra ในเกม Battlefield V, Red Dead Redemtion 2, Apex Legends, GTA V และ Fortnite ให้ท่านได้อรรถรสของการแสดงผลขั้นสุด

ทดสอบเล่นเกมจริง

สรุป

Lenovo Legion 5i Pro 16 นิ้วถูกออกแบบมาสำหรับสายเกมตัวจริงหรือทำงานด้านกราฟฟิคได้จบในตัว ซึ่งได้รวบรวมที่สุดของฮาร์ดแวร์มาให้อย่างไม่น้อยหน้า ไม่เพียงเท่านั้นภายในยังมีการออกแบบระบบระบายความร้อนที่ช่วยให้เครื่องทำงานสเถียร ใต่อเนื่องและเต็มประสิทธิภาพ นอกจากนี้ AI ได้ถูกนำเข้ามาใช้ปรับจูนการทำงานในหลายระบบ ทั้งเรื่องของพลังงาน ประสิทธิภาพ และกราฟฟิค ทั้งหมดนี้พร้อมใช้งานผ่าน Windows 11 

ในการทดสอบกับ Benchmark ต่างๆจะเห็นได้ว่า Lenovo Legion 5i Pro รุ่นนี้ไม่สะทกสะท้านกับกราฟฟิคต่างๆ สำหรับคอเกมเชื่อว่ามีหลายเกมเลยที่สามารถปรับสุดได้ หรือใครที่ทำงานด้านกราฟฟิควีดีโอ ที่ต้องมีการโยกย้ายสถานที่และมองหาความคล่องตัวมากกว่าเครื่องขนาดใหญ่ โน๊คบุ๊คหน้าจอขนาด 16 นิ้ว น้ำหนักเพียง 2.49 กิโลกรัม ก็ดูเป็นทางเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย อีกทั้ง Lenovo ยังขึ้นชื่อเรื่องความทนทานของตัวเครื่องอยู่แล้ว ซึ่งพร้อมการรับประกันยาวนานถึง 4 ปี ทั้งหมดนี้สนนราคาเปิดตัวอยู่ที่ 89,xxx บาท หรือศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.mercular.com/lenovo-legion-5-pro-16iah7h-82rf00f1ta-gaming-notebook

from:https://www.techtalkthai.com/review-lenovo-legion-5i-pro-16iah7h-gaming-notebook/