คลังเก็บหมวดหมู่: thectalkthai

ขอเชิญเจ้าหน้าที่ภาครัฐเข้าร่วมงานสัมมนา Moving Government Forward, The Future Belongs in the Cloud [9 ต.ค. 2022 เวลา 9.00น. – 13.00น.]

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, สำนักงานคณะกรรมการกิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (สดช.), บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ Cisco และ AIT  ขอเรียนเชิญเจ้าหน้าที่ภาครัฐทุกท่านทั่วประเทศไทยจากทุกกระทรวง ทบวง กรม เข้าร่วมงานสัมมนาฟรี Moving Government Forward, The Future Belongs in the Cloud เพื่อเรียนรู้ถึงความสำคัญและประโยชน์ของการใช้งานระบบคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) เพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัล (Government Digital Transformation)

งานสัมมนานี้จะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม 2022 เวลา 9.00น. – 13.00น. ในรูปแบบ Hybrid Event โดยเจ้าหน้าที่ภาครัฐที่สะดวกเดินทาง สามารถลงทะเบียนเข้ามาร่วมงานได้ที่ศูนย์ประชุมวายุภักษ์ 6 โรงแรมเซ็นทราศูนย์ราชการ และหากเจ้าหน้าที่ภาครัฐท่านใดไม่สะดวกในการเดินทาง ก็สามารถเข้าร่วมงานสัมมนาในช่องทางออนไลน์ได้ด้วยเช่นกัน

ตรวจสอบรายละเอียด กำหนดการ และวิธีการลงทะเบียนเข้าร่วมงานโดยไม่มีค่าใช้จ่ายได้ดังนี้

Moving Government Forward, The Future Belongs in the Cloud

วันเวลา: วันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม 2022 เวลา 9.00น. – 13.00น.

ช่องทางการบรรยาย: On Ground (ศูนย์ประชุมวายุภักษ์ 6 โรงแรมเซ็นทราศูนย์ราชการ) และ Online Conference

ภาษา: ไทย

ลงทะเบียนเข้าร่วมงานโดยไม่มีค่าใช้จ่าย (สามารถเลือกได้ว่าจะร่วมงานแบบ On Ground หรือ Online):

https://www.readyregister.com/form/w/display/1063

เข้าร่วมงานสัมมนาในรูปแบบกึ่งการเสวนาโดย

  • คุณชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
  • คุณภุชพงค์ โนดไธสง, เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
  • คุณทวีวัฒน์ จันทรเสโน, กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซิสโก้ ซิสเต็มส์ (ประเทศไทย) จำกัด
  • คุณธีรวุฒิ ธงภักดิ์, ผู้อำนวยการกองโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีดิจิทัล, สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจกและสังคม (สดช.)
  • ดร.ยุทธศาสตร์ นิธิไพจิตร, ผู้จัดการฝ่ายธุรกิจคลาวด์และบิ๊กดาต้า, บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน)
  • คุณธนวิทย์ ชาญสุไชย, ผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์ศูนย์ข้อมูลและคลาวด์ บริษัท ซิสโก้ ซิสเต็มส์ (ประเทศไทย)
  • คุณฐนิศร์ เลี้ยงสกุล, Assistant Vice President, Technical Support, บริษัท แอ็ดวานซ์อินฟอร์เมชั่นเทคโนโลยี จำกัด (มหาชน)
  • คุณเอกอรุณ ตันสุน, Vice President, บริษัท แอ็ดวานซ์อินฟอร์เมชั่นเทคโนโลยี จำกัด (มหาชน)

เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมเห็นความสำคัญและประโยชน์ของการใช้งานระบบคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) อันจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของหน่วยงานภาครัฐทุกกระทรวง ทบวง กรม ให้สามารถเข้าถึงทรัพยากรคอมพิวเตอร์บนระบบคลาวด์ และใช้ประโยชน์จากข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง เพื่อการเปลี่ยนนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัล (Government Digital Transformation) ต่อไป

ระบบคลาวด์กลางภาครัฐนี้มีหัวใจหลักคือระบบเครือข่ายที่มีความเข้มแข็งด้วยอุปกรณ์และนวัตกรรมที่มีความน่าเชื่อถือได้มาตรฐานระดับโลก ยึดหลักความปลอดภัย ทั้งในมุมมองของการเข้าถึงข้อมูลและข้อมูลของผู้ใช้งานตามข้อกำหนดของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

กำหนดการ

ลงทะเบียนเข้าร่วมงานสัมมนาได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อเข้าร่วมงานสัมมนาดังกล่าวนี้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายทั้งในแบบ On Ground และ Online ได้ทันทีที่ https://www.readyregister.com/form/w/display/1063 โดยทีมงานขอความกรุณากรอกข้อมูลชื่อบริษัทด้วยชื่อเต็มของหน่วยงานหรือองค์กร เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการจัดการกับข้อมูลการลงทะเบียน

from:https://www.techtalkthai.com/seminar-moving-government-forward-the-future-belongs-in-the-cloud-09092022/

Intel เปิดตัวหน่วยประมวลผล 13th Gen Intel Core

Intel เปิดตัวหน่วยประมวลผล 13th Gen Intel Core ใช้โค้ดเนม Raptor Lake เตรียมวางจำหน่าย 20 ตุลาคมนี้

Credit: Intel

ในงาน Intel Innovation ทาง Intel ได้ประกาศเปิดตัวหน่วยประมวลผลใหม่ 13th Gen Intel Core อย่างเป็นทางการ โดยมีรุ่นเรือธงอย่าง i9-13900K ซึ่งเคลมว่าเป็นหน่วยประมวลผล Desktop ที่เร็วที่สุดในโลก หน่วยประมวลผลตระกูลใหม่นี้มีรุ่นให้เลือกกว่า 22 รุ่น รองรับทำงานบน Intel 600 Chipset และ Intel 700 Series Chipset รุ่นใหม่ รองรับหน่วยความจำทั้งแบบ DDR4 และ DDR5, รองรับ PCIe Gen 5.0 และเพิ่ม L2 Cache ถึงสองเท่า

Intel เปิดตัวด้วยหน่วยประมวลผล Intel Core รหัส “K” ซึ่งเป็น Desktop Processor แบบ Unlocked มีด้วยกัน 6 รุ่น มีจำนวน Core สูงสุด 24 Core, 32 Thread ทำความเร็วได้สูงสุด 5.8 GHz เหมาะสำหรับงาน Gaming, Streaming และ Recording ใช้การผลิตแบบ Intel 7 และยังใช้ Hybrid Architecture ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง Performance-cores (P-core) และ Efficient-cores (E-core) ทำให้มีประสิทธิภาพการทำงานแบบ Single-threaded เพิ่มขึ้น 15% และแบบ Multi-threaded เพิ่มขึ้น 41%

Credit: Intel

Intel ยังได้เปิดตัว Intel Speed Optimizer ใช้สำหรับการ Overclock เพื่อผู้ที่ต้องการประสิทธิภาพสูงสุด มาพร้อม Intel Extreme Memory Profile (XMP) 3.0 และ Intel Dynamic Memory Boost ช่วยให้การ Overclock หน่วยความจำนั้นง่ายมากขึ้น

Intel จะเริ่มวางจำหน่าย 13th Gen Intel Core Desktop “K” และ Intel Z790 Chipset ในวันที่ 20 ตุลาคมนี้

ที่มา: https://www.intel.com/content/www/us/en/newsroom/news/13th-gen-core-launch.html

from:https://www.techtalkthai.com/intel-launches-13-th-gen-intel-core-processors/

TrendForce คาดการณ์ ราคา NAND Flash อาจลดลงถึง 20% ในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้

TrendForce คาดการณ์ ราคา NAND Flash อาจลดลง 15 – 20% ในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ เนื่องจากสินค้าล้นตลาด

Credit: ShutterStock.com

TrendForce Corp ออกรายงานคาดการณ์ตลาด NAND Flash ในไตรมาส 4 ปีนี้ อาจมีการปรับราคาลดลงประมาณ 15-20% เนื่องมาจากสินค้านั้นมีจำนวนมากกว่าความต้องการของตลาดค่อนข้างมาก ทำให้ผู้ผลิตรายต่างๆ อาจพิจารณาในการลดกำลังการผลิตและลดราคาลงเพื่อระบายสินค้าในคลัง ซึ่งอาจเป็นช่วงเวลาที่ดีสำหรับผู้ที่กำลังจะซื้อ SSD ใหม่ ที่จะได้สินค้าในราคาที่ถูกลง

ตลาด PC Client SSD มีความต้องการลดลงในไตรมาสที่ 2 ปีนี้ เมื่อเทียบกับไตรมาสแรก ทำให้ผู้จำหน่าย PC แต่ละรายจะต้องเร่งระบายสินค้าออกด้วยการปรับราคา SSD เพื่อเพิ่มยอดขาย โดย PCIe 4.0 SSD นั้นมีการเติบโตเพิ่มขึ้นในปีนี้ ควบคู่กับที่ผู้ผลิตหลายรายมีการเปิดตัว NAND 176-layer ใหม่ด้วย

ด้านตลาด Enterprise SSD นั้น มีความต้องการในตลาดลดลง สอดคล้องกับความต้องการของ Server ที่ลดลงในไตรมาสที่ 4 นอกจากนี้ ตลาด NAND Flash นั้นมีการแข่งขันสูงมาก เห็นได้จากผู้ผลิตในสหรัฐที่ทยอยเปิดตัว 176-layer NAND Flash, Solidigm เปิดตัว SK Hynix 128-layer Enterprise SSD และ Kioxia ที่พยายามเป็นพาร์ทเนอร์กับผู้ให้บริการ Cloud รายต่างๆในทวีปอเมริกาเหนือ ทั้งหมดนี้เพื่อเป็นการแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด ส่งผลให้อาจมีการปรับราคา NAND Flash ลง 15-20% เช่นเดียวกัน

ส่วน eMMC อาจจะมีการปรับราคาลดลงประมาณ 13-18% เนื่องจากความต้องการในการผลิตอุปกรณ์ Chromebook และ TV ที่ลดลง

ที่มา: https://www.theregister.com/2022/09/27/trendforce_nand_flash_prices_2022_ssd/

from:https://www.techtalkthai.com/trendforce-predicts-nand-flash-price-drop-up-to-20-percents-in-q4-2022/

[Guest Post] การใช้ Edge automation กับ 7 อุตสาหกรรมหลัก

บทความโดย เด็บ ริชาร์ดสัน, Contribution Editor, เร้ดแฮท

คำอธิบายง่าย ๆ ของ edge computing คือการประมวลผลที่เกิดขึ้น ณ ตำแหน่ง หรือใกล้กับตำแหน่งทางกายภาพของผู้ใช้ หรือแหล่งที่มาของข้อมูลที่กำลังประมวลผล เช่น อุปกรณ์หรือเซ็นเซอร์

การวางบริการด้านการประมวลผลต่าง ๆ ไว้ใกล้กับตำแหน่งเหล่านี้ ช่วยให้ผู้ใช้ได้รับประโยชน์จากบริการที่รวดเร็วและเชื่อถือได้มากขึ้น และองค์กรจะได้ประโยชน์จากความยืดหยุ่นและความคล่องตัวของโอเพ่นไฮบริดคลาวด์ด้วย

ความท้าทายของ Edge computing

เนื่องจากมีการใช้อุปกรณ์และบริการต่าง ๆ ที่ติดตั้งอยู่ที่ edge แพร่หลายมากขึ้น ทำให้การบริหารจัดการนอกพื้นที่การทำงานแบบเดิม ๆ เพิ่มขึ้นตามไปด้วย มีการนำแพลตฟอร์มต่าง ๆ ไปใช้นอกดาต้าเซ็นเตอร์ อุปกรณ์หลากหลายเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณและกระจายไปอยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ ตลอดจนออน-ดีมานด์แอปพลิเคชันและบริการต่าง ๆ ก็ทำงานอยู่บนโลเคชันที่ห่างไกล หลากหลาย และแตกต่างกันอย่างมาก

สภาพแวดล้อมของการใช้งานไอทีที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ ทำให้องค์กรต้องเผชิญกับความท้าทายใหม่ ๆ เช่น

  • ความท้าทายด้านบุคลากรที่จะต้องมั่นใจได้ว่ามีทักษะในการจัดการกับความต้องการต่าง ๆ ของโครงสร้างพื้นฐานไอทีที่ edge ที่เปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง
  • การสร้างความสามารถในการโต้ตอบและตอบสนองต่อสิ่งต่าง ๆ ได้ ด้วยการใช้มนุษย์ให้น้อยที่สุด แต่ต้องปลอดภัยและเชื่อถือได้มากขึ้น
  • ทำให้การทำงานที่ edge สามารถปรับขนาดได้อย่างมีประสิทธิภาพในขณะที่ต้องพิจารณาจำนวนอุปกรณ์และอุปกรณ์ปลายทางที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

อย่างไรก็ตามความท้าทายที่ยากจะขจัดได้ดังกล่าวสามารถบรรเทาลงได้ด้วยการใช้ระบบอัตโนมัติที่ edge (edge automation)

คุณประโยชน์ของ Edge automation

การทำงานต่าง ๆ ที่ edge ได้แบบอัตโนมัติจะช่วยลดความยุ่งยากที่เกิดจากการใช้โครงสร้างพื้นฐานไฮบริดคลาวด์ได้มาก องค์กรจึงสามารถใช้ประโยชน์จาก edge computing ได้มากขึ้น

Edge automation สามารถช่วยองค์กรได้ดังนี้

  • เพิ่มความสามารถในการปรับขนาดการทำงาน ด้วยการใช้การกำหนดค่าที่ช่วยให้โครงสร้างพื้นฐานไอทีทั้งหมดขององค์กรมีความเสถียรมากขึ้น และบริหารจัดการอุปกรณ์ edge ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • เพิ่มความคล่องตัว โดยปรับการทำงานให้ตรงตามความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป และใช้ทรัพยากร edge เท่าที่จำเป็น
  • ให้ความสำคัญอย่างมากต่อความปลอดภัยและระบบรักษาความปลอดภัยของการทำงานจากระยะไกล ด้วยการอัปเดต การแพตช์ และการบำรุงรักษาที่จำเป็นแบบอัตโนมัติ โดยไม่ต้องส่งช่างเทคนิคไปที่หน้างาน
  • ลดดาวน์ไทม์ จากการบริหารจัดการเครือข่ายที่ง่ายขึ้น และลดโอกาสเกิดข้อผิดพลาดจากการทำงานของมนุษย์
  • เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ด้วยการวิเคราะห์ การตรวจสอบ และการแจ้งเตือนแบบอัตโนมัติ

ตัวอย่างการใช้ edge automation ในอุตสาหกรรม 7 ประเภท

1.  การขนส่ง
ธุรกิจขนส่งสามารถทำให้กระบวนการติดตั้งอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เคยทำแบบแมลนวลและมีความซับซ้อนกลายเป็นอัตโนมัติได้ ด้วยการอัปเดทซอฟต์แวร์และแอปพลิเคชันต่าง ๆ ให้กับรถไฟ เครื่องบิน และยานพาหนะขับเคลื่อนอื่น ๆ ซึ่งช่วยลดการทำงานด้วยพนักงานได้อย่างมาก ทั้งยังช่วยประหยัดเวลาและขจัดความผิดพลาดจากการตั้งค่าต่าง ๆ แบบแมนนวล ช่วยให้ทีมงานสามารถทำงานอื่น ๆ ที่เป็นงานในเชิงกลยุทธ์ สร้างสรรค์นวัตกรรม และมีความสำคัญมากกว่าได้

การติดตั้งและบริหารจัดการอุปกรณ์ได้แบบอัตโนมัติ มีความปลอดภัยและเชื่อถือได้มากกว่าการทำงานเหล่านี้แบบแมนนวล

2.  ค้าปลีก
การก่อตั้งร้านค้าปลีกสักหนึ่งแห่งที่มีระบบการให้บริการแบบดิจิทัลผ่านออนไลน์อาจเป็นเรื่องซับซ้อน ตั้งแต่เรื่องของการจัดการตั้งค่าอุปกรณ์เน็ตเวิร์ก การตรวจสอบการกำหนดค่าต่าง ๆ และตั้งค่าทรัพยากรด้านการประมวลผลทั่วทุกส่วนของร้าน และเมื่อร้านพร้อมเปิดให้บริการ งานด้านไอทีจะเปลี่ยนไปให้ความสำคัญกับความเสถียร ความสม่ำเสมอ และความเชื่อถือได้แทนเรื่องของความเร็วและการปรับขนาด

Edge automation ช่วยให้ร้านค้าปลีกพึ่งพาตัวเองและดูแลอุปกรณ์ใหม่ ๆ ได้อย่างรวดเร็วและสม่ำเสมอมากขึ้น พร้อม ๆ กับช่วยลดข้อผิดพลาดที่เกิดจากการตั้งค่าและการอัปเดตแบบแมนนวลลงได้อย่างมาก

3.  อุตสาหกรรม 4.0

สำหรับอุตสาหกรรม 4.0 เราเห็นกันอยู่ว่ามีการนำเทคโนโลยีต่าง ๆ เช่น อินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ (IoT), คลาวด์คอมพิวติ้ง, การวิเคราะห์ และปัญญาประดิษฐ์/แมชชีนเลิร์นนิง (AI/ML) มาผสมผสานใช้ในกระบวนการผลิตและการดำเนินงานต่าง ๆ ของภาคอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นโรงกลั่นน้ำมันและก๊าซไปจนถึงโรงงานอัจฉริยะ และระบบซัพพลายเชน 

ตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงคุณประโยชน์ของ edge automation ในอุตสาหกรรม 4.0 คือในส่วนของการผลิตที่ใช้เวอร์ชวลไลเซชัน อัลกอริธึม โดย edge automation สามารถช่วยตรวจจับความบกพร่องต่าง ๆ ของส่วนประกอบที่ผลิตขึ้นบนสายงานด้านการประกอบผลิตภัณฑ์ ทั้งยังช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับการทำงานต่าง ๆ ในโรงงาน ด้วยการระบุและแจ้งเตือนเมื่อเกิดปัจจัยแวดล้อมที่เป็นอันตรายหรือการกระทำใด ๆ ที่ไม่ได้รับอนุญาต

4. โทรคมนาคม สื่อ และความบันเทิง

Edge automation เป็นประโยชน์อย่างมากต่อผู้ให้บริการ รวมถึงการเพิ่มประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้ามากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

เช่น edge automation สามารถเปลี่ยนข้อมูลที่ได้รับจากอุปกรณ์ edge ให้เป็นข้อมูลเชิงลึกที่มีประโยชน์ สามารถนำไปใช้เพิ่มประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าได้ เช่น การแก้ไขปัญหาการเชื่อมต่อได้แบบอัตโนมัติ

Edge automation ยังช่วยให้ส่งมอบบริการใหม่ ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ให้บริการสามารถส่งอุปกรณ์ไปยังบ้านหรือสำนักงานของลูกค้า และลูกค้าก็สามารถเสียบปลั๊กใช้งานได้เลย โดยไม่ต้องมีช่างเทคนิคมาติดตั้งให้ การให้บริการได้แบบอัตโนมัติไม่เพียงช่วยเพิ่มประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า แต่ยังสร้างกระบวนการดูแลรักษาเน็ตเวิร์กให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งมีศักยภาพในการลดค่าใช้จ่ายแฝงอยู่ด้วย

5. บริการด้านการเงินและประกันภัย

ลูกค้าของภาคการเงินต้องการบริการและเครื่องมือด้านการเงินที่เฉพาะตัวมากขึ้น และต้องสามารถเข้าใช้งานได้จากทุกที่ รวมถึงจากอุปกรณ์โมบายของลูกค้า

เช่น edge automation สามารถช่วยให้ธนาคารที่ต้องการเปิดตัวเครื่องมือทางการเงินแบบที่ลูกค้าสามารถหาข้อเสนอที่ต้องการได้ด้วยตนเอง (self-service tool) ไม่ว่าจะเป็นแพ็คเกจประกันภัยใหม่ ข้อเสนอในการจดจำนอง หรือบัตรเครดิต สามารถขยายบริการเหล่านี้ได้ในขณะที่ยังคงมาตรฐานความปลอดภัยของอุตสาหกรรมไว้อย่างเข้มงวดโดยอัตโนมัติ และไม่กระทบต่อประสบการณ์ลูกค้า

Edge automation ช่วยให้ลูกค้าสามารถเข้าใช้งานได้อย่างรวดเร็วตามต้องการ และมีสิ่งที่ผู้ให้บริการทางการเงินต้องการ นั่นคือ ความเชื่อถือได้และการปรับขยายขนาดการให้บริการได้ตามต้องการ

6.  เมืองอัจฉริยะ

เมืองหลายแห่งใช้เทคโนโลยี edge ที่ทันสมัยหลายอย่างผสมผสานกัน เพื่อปรับปรุงการให้บริการและเพิ่มประสิทธิภาพด้านต่าง ๆ เช่น ใช้  IoT และ AI/ML เพื่อติดตามและตอบสนองต่อปัญหาต่าง ๆ ที่กระทบต่อความปลอดภัยสาธารณะ ความพึงพอใจของประชาชน และความยั่งยืนของสภาพแวดล้อม

โครงการเมืองอัจฉริยะในช่วงแรก ๆ มีข้อจำกัดด้วยเทคโนโลยีในสมัยนั้น แต่เมื่อเกิด 5G networks (และเทคโนโลยีด้านการสื่อสารใหม่ ๆ ที่กำลังตามมา) ที่ส่งผลให้ไม่เพียงเข้ามาเพิ่มความเร็วของการรับส่งข้อมูล แต่ยังทำให้สามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้ด้วย เมืองอัจฉริยะจึงต้องขยายขีดความสามารถต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และจำเป็นต้องทำให้การทำงานที่ edge เป็นไปโดยอัตโนมัติ ซึ่งรวมถึงการเก็บรวบรวมข้อมูล การประมวลผล การติดตามและการแจ้งเตือน

7.  ภาคสาธารณสุข

ภาคสาธารณสุขได้เริ่มเปลี่ยนจากการให้บริการภายในโรงพยาบาลไปสู่ทางเลือกในการให้บริการทางไกลมานานแล้ว เช่น ศูนย์ผู้ป่วยนอก, คลินิก และห้องฉุกเฉินอิสระ (freestanding emergency rooms) และได้มีการนำเทคโนโลยีต่าง ๆ มาใช้อย่างแพร่หลายต่อเนื่อง เพื่อให้การสนับสนุนสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ เหล่านี้ นอกจากนี้ข้อมูลที่ได้จากอุปกรณ์สวมใส่และอุปกรณ์ทางการแพทย์อื่น ๆ ที่หลากหลาย ยังช่วยให้การตัดสินใจด้านการรักษาพยาบาลมีประสิทธิภาพและเฉพาะเจาะจงกับผู้รับบริการแต่ละรายมากขึ้น

การใช้ระบบอัตโนมัติ, edge computing และการวิเคราะห์ข้อมูล ช่วยให้แพทย์ผู้ทำการรักษาสามารถแปลงข้อมูลใหม่จำนวนมากมายเหล่านี้ ให้กลายเป็นข้อมูลเชิงลึกที่ทรงคุณค่า เพื่อช่วยให้การรักษาผู้ป่วยมีผลลัพธ์ดีขึ้น และมอบคุณประโยชน์ด้านการเงินและการดำเนินงานไปพร้อม ๆ กัน

Red Hat Edge

แพลตฟอร์มประมวลผลอันทันสมัยที่ขับเคลื่อนโดย Red Hat Edge สามารถช่วยองค์กรขยาย การใช้โอเพ่นไฮบริดคลาวด์ไปยัง edge ได้ Red Hat Edge แสดงให้เห็นถึงแรงผลักดันร่วมกันของ เร้ดแฮทในการรวม edge computing ไว้ในโอเพ่นไฮบริดคลาวด์ ระบบนิเวศของพันธมิตรที่มีขนาดใหญ่และกำลังขยายตัวตลอดจนวิธีการทำงานแบบโอเพ่นของเร้ดแฮท ทำให้องค์กรมีความยืดหยุ่นที่จำเป็นต่อการสร้างแพลตฟอร์มที่สามารถตอบสนองต่อสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และสร้างข้อเสนอที่โดดเด่นให้กับลูกค้า

Red Hat Edge ประกอบด้วยพอร์ตโฟลิโอของซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สระดับองค์กรที่เชื่อถือได้ เช่น Red Hat Enterprise Linux, Red Hat Ansible Automation Platform และอื่น ๆ สามารถช่วยให้ลูกค้าใช้แนวทางรักษาความปลอดภัยแบบเลเยอร์สำหรับบริหารจัดการความเสี่ยงทั้งในองค์กร, ในคลาวด์และที่ edge ให้ดีขึ้น  

ลูกค้าสามารถใช้พอร์ตโฟลิโอแพลตฟอร์มโอเพ่นซอร์ส และระบบนิเวศพันธมิตรที่ครอบคลุมของเร้ดแฮท เพื่อทำให้เกิดโซลูชันที่ยืดหยุ่นสำหรับ

  • การมอบโครงสร้างพื้นอันทันสมัยที่เน้นความปลอดภัยและปรับขนาดได้มากขึ้น ตั้งแต่ edge ไปสู่แกนกลางจนถึงระบบคลาวด์
  • การใช้ edge computing แก้ไขปัญหาต่าง ๆ และส่งเสริมกรณีการใช้งานที่เป็นนวัตกรรม
  • หลีกเลี่ยงการถูกล็อกอินจากผู้ขายเทคโนโลยี และสร้างแพลตฟอร์มที่ยั่งยืนมากขึ้น
  • การสร้างแพลตฟอร์ม edge ที่คล่องตัว ที่สามารถปรับใช้เพื่อรองรับความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป
  • การปรับเปลี่ยนตามสภาวะตลาด และสร้างความโดดเด่นในการแข่งขัน

from:https://www.techtalkthai.com/applying-edge-automation-to-7-key-industries/

[Guest Post] “ดีป้า” เผยผลสำรวจอุตสาหกรรมดิจิทัลไทย ปี 2564 พบแพลตฟอร์มบริการดิจิทัลโตแรง คาดปี 2565 ตลาดบริการดิจิทัลใหญ่แซงฮาร์ดแวร์

ดีป้า ร่วมกับ สถาบันไอเอ็มซี เผยผลสำรวจข้อมูลสถานภาพอุตสหากรรมดิจิทัลไทย ประจำปี 2564 ใน 3 อุตสาหกรรม ประกอบด้วย อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ อุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะ และอุตสาหกรรมบริการดิจิทัล มีมูลค่ารวม 8.98 แสนล้านบาท ขยายตัว 25% จากปี 2563 ชี้อุตสาหกรรมบริการด้านดิจิทัลมีอัตราการขยายตัวสูงที่สุด พร้อมคาดการณ์ว่า การเติบโตของแพลตฟอร์มบริการดิจิทัลจะเป็นแรงขับเคลื่อนให้อุตสาหกรรมบริการด้านดิจิทัลมีสัดส่วนมากที่สุดเมื่อเทียบกับทุกพื้นที่ในอุตสาหกรรมดิจิทัลไทย โดยมูลค่าจะขึ้นไปถึง 6.9 แสนล้านบาทในปี 2567

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า ร่วมกับ สถาบันไอเอ็มซี เผยผลสำรวจข้อมูลสถานภาพอุตสาหกรรมดิจิทัลไทย ประจำปี 2564 โดยมุ่งเน้นไปที่ 3 อุตสาหกรรมหลัก ประกอบด้วย อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ (Software) อุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะ (Hardware and Smart Devices) และอุตสาหกรรมบริการด้านดิจิทัล (Digital Services) ทั้งในส่วนของข้อมูลรายได้และการจ้างงาน โดยนำฐานข้อมูลขนาดใหญ่
(Big Data) มาใช้คำนวณร่วมกัน ซึ่งพบว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมขยายตัวเฉลี่ย 25% จากปี 2563 มีมูลค่ารวมที่ 8.98 แสนล้านบาท และหากนับรวมอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ ที่สำรวจโดย ดีป้า และอุตสาหกรรมสื่อสารโทรคมนาคม ปี 2564 จากการสำรวจโดย สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) จะมีมูลค่ารวมที่ 1.58 ล้านล้านบาท ขยายตัว 14.33% สะท้อนให้เห็นถึงอัตราการเติบโตอย่างมากในทุกภาคส่วนอุตสาหกรรม โดยอุตสาหกรรมที่ขยายตัวสูงที่สุดคือ อุตสาหกรรมบริการด้านดิจิทัล

ดร.กษิติธร ภูภราดัย รองผู้อำนวยการใหญ่ กลุ่มงานยุทธศาสตร์และความมั่นคง ดีป้า เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมบริการด้านดิจิทัลมีอัตราการเติบโตกว่า 37% คิดเป็นอัตราเติบโตสูงสุดด้วยมูลค่า 3.46 แสนล้านบาท ขณะที่อุตสาหกรรมสื่อออนไลน์ (Online Media) ซึ่งรวมทั้งยูทูบ (YouTube) และเฟซบุ๊ก (Facebook) พบว่ามีการขยายตัว โดยเฉพาะในส่วนของรายได้จากการโฆษณา

สังคมไทยกำลังเข้าสู่บริการแพลตฟอร์มดิจิทัล ผู้คนใช้งานแพลตฟอร์มค้าปลีกออนไลน์ (e-Retail) รับชมสื่อออนไลน์ และใช้บริการขนส่ง (e-Logistics) มากขึ้น ซึ่งตลาดที่เติบโตชัดเจนคือ e-Logistics เช่น บริการสั่งอาหาร ถือเป็นตลาดที่มีการขยายตัวมากกว่า 57% เช่นเดียวกับ e-Retail ที่เติบโต 44% โดยมูลค่าบริการดิจิทัลเพิ่มขึ้นในทิศทางเดียวกับจำนวนบุคลากร ซึ่งไม่ใช่เพียงคนไอที แต่เกิดการจ้างงานที่ทำให้ผู้คนเข้ามาในอุตสาหกรรมดิจิทัลมากขึ้นดร.กษิติธร กล่าว

การสำรวจพบว่า จำนวนบุคลากรในอุตสาหกรรมบริการด้านดิจิทัลปี 2564 เติบโตเฉลี่ย 26.55% เพิ่มเป็น 84,683 ราย จาก 66,917 รายในปี 2563

ล็อกดาวน์พาตลาดฮาร์ดแวร์โต

การสำรวจและประเมินสถานภาพอุตสาหกรรมดิจิทัล ประจำปี 2564 ยังพบว่า มูลค่าอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะเติบโตขึ้น 20% คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 3.86 แสนล้านบาท เนื่องจากมีการนำเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์มาจำหน่ายในประเทศไทยมากขึ้นกว่า 53% มีจำนวนเครื่องเพิ่มขึ้นเป็น 5.8 ล้านเครื่อง โดยมูลค่าการซื้อขายเครื่องสูง ส่งผลให้ตลาดคอมพิวเตอร์เติบโตเกินระดับ 1 แสนล้านบาท สถิตินี้ทำให้เห็นการบริโภคที่เพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการเข้าสู่สังคมดิจิทัลของประเทศไทย รวมถึงการล็อกดาวน์ และการทำงานจากระยะไกล (Work from home) ที่มีผลให้ตัวเลขรายได้ของบริษัทในอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะเติบโตขึ้นรวม 12%

อีกหนึ่งส่วนที่โดดเด่นในอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์คือ ตลาดหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ (Robot & Automation) โดยการสำรวจพบว่ามีการนำเข้ามากกว่า 5.53 หมื่นล้านบาท คิดเป็นการเติบโตกว่า 27% ซึ่งถือเป็นส่วนที่เติบโตอย่างมากในฝั่งฮาร์ดแวร์

นอกจากนี้ การสำรวจพบว่า จำนวนบุคลากรในอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะปรับตัวลดลงราว 0.45% ในปี 2564 โดยบันทึกได้ 311,051 ราย ขณะที่ปี 2563 มีจำนวนบุคลากรในอุตสาหกรรมดังกล่าว 312,460 ราย

ซอฟต์แวร์คลาวด์ – บิ๊กดาต้า โตต่อเนื่อง

ภาพรวมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์และบริการด้านซอฟต์แวร์ยังคงเห็นการเติบโตต่อเนื่องทุกปี โดยในปี 2564 มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 1.63 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% จาก 1.44 แสนล้านบาทในปีก่อนหน้า โดยบริษัทผู้ผลิตซอฟต์แวร์ที่ใช้ในประเทศไทยมีมูลค่าราว 1.21 แสนล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตกว่า 14% สิ่งที่พบจากการสำรวจคือ ส่วนใหญ่ยังเป็นบริษัทขนาดเล็กที่มีการจ้างงานเฉลี่ยต่ำกว่า 10 คน และกว่า 90% เป็นกลุ่มที่มีรายได้น้อยกว่า 10 ล้านบาท นอกจากนี้ยังพบว่า มูลค่าของซอฟต์แวร์แบบคลาวด์ (Cloud) ที่สามารถใช้งานผ่านระบบเซิร์ฟเวอร์ออนไลน์ได้ยืดหยุ่นเติบโตมากกว่าแบบออนพริมิส (On-Premise) ที่ยังอิงกับระบบเซิร์ฟเวอร์ดั้งเดิม 

จำนวนบุคลากรในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ปี 2564 มีจำนวน 129,544 ราย เพิ่มขึ้น 4.64% จากจำนวนบุคลากรในภาคอุตสาหกรรมปี 2563 ที่มีจำนวน 123,805 ราย

การสำรวจยังพบว่า อุตสาหกรรมบิ๊กดาต้าปี 2564 มีมูลค่ารวม 1.59 หมื่นล้านบาท เติบโตขึ้น 14.25% โดยการสำรวจแบ่งเป็น 3 ส่วนคือ 1. ส่วนฮาร์ดแวร์ มีมูลค่า 1.92 ล้านล้านบาท เติบโต 19.07% 2. ส่วนซอฟต์แวร์ มีมูลค่า 4.76 พันล้านบาท เติบโต 13.91% 3. ส่วนบริการดิจิทัล มีมูลค่า 9.31 พันล้านบาท เติบโต 17.53% ขณะที่บุคลากรมีจำนวน 19,392 คน เพิ่มขึ้น 18%

บริการด้านดิจิทัลแรงแซงทุกกลุ่ม

รศ.ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์ ผู้อำนวยการ สถาบันไอเอ็มซี กล่าวถึงผลคาดการณ์ 3 ปีข้างหน้า
(ปี 2565-2567) โดยวิธีประมาณการณ์จากมูลค่าอุตสาหกรรมปีที่ผ่านมาว่า อุตสาหกรรมที่จะเติบโตมากที่สุดในช่วง 3 ปีจากนี้คือ บริการดิจิทัลและบิ๊กดาต้า ตามมาด้วยอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ และอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์

หากพูดถึง 3 อุตสาหกรรมดิจิทัล ฮาร์ดแวร์ถือเป็นสัดส่วนที่ใหญ่ที่สุดในการสำรวจในอดีต แต่เชื่อว่า ใน 3 ปีข้างหน้า ด้วยอัตราการเติบโตของแพลตฟอร์มบริการดิจิทัลจะทำให้อุตสาหกรรมบริการด้านดิจิทัลมีสัดส่วนมากที่สุดเมื่อเทียบกับทุกพื้นที่ในอุตสาหกรรมดิจิทัลไทย โดยมูลค่าอุตสาหกรรมจะขึ้นไปถึง 6.9 แสนล้านบาทในปี 2567รศ.ดร.ธนชาติ กล่าว

นอกจากนี้ ในงานแถลงผลสำรวจข้อมูลและประเมินสถานภาพอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะ และบริการดิจิทัล ประจำปี 2564 และคาดการณ์แนวโน้ม 3 ปี ยังมีช่วงของการเสวนา ในหัวข้อ “ทิศทางอุตสาหกรรมดิจิทัลไทย ก้าวไปพร้อมกันกับ depa” โดย คุณกษมา กองสมัคร ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ กลุ่มงานยุทธศาสตร์และความมั่นคง ดีป้า คุณศุภชัย สัจไพบูลย์กิจ นักวิจัย สถาบันไอเอ็มซี คุณปฐม อินทโรดม กรรมการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย และ คุณกุลธิรัตน์ ภควัชร์ไกรเลิศ นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย (THECA) ร่วมแสดงความคิดเห็นในประเด็นโอกาสทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมดิจิทัล ซึ่งจะเป็นอีกแรงหนุนในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมดิจิทัลไทยให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ดีป้า เชื่อมั่นว่า การสำรวจในครั้งนี้จะนำไปสู่มุมมองที่เป็นประโยชน์ สอดรับกับนโยบายเรื่องการมุ่งเน้นสนับสนุนให้เกิดการพัฒนา เพื่อสร้างโอกาสและความได้เปรียบทางธุรกิจแก่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมดิจิทัลไทยในระยะยาว ซึ่งผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดเอกสารประกอบการแถลงผลการศึกษาข้อมูลสถานภาพอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ อุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะ อุตสาหกรรมบริการด้านดิจิทัล ประจำปี 2564 รวมถึงผลสำรวจเกี่ยวกับอุตสาหกรรมดิจิทัลในมิติต่าง ๆ ที่ ดีป้า ดำเนินการได้ทางเว็บไซต์ www.depa.or.th/th/depakm/digital-indicators, LINE OA: depaThailand และ Facebook Page: depa Thailand

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-depa-reveals-the-survey-result-of-thai-digital-industry-in-2021-found-the-strong-growth-in-digital-service-platforms/

[Guest Post] พบนวัตกรรมด้านการประกันภันสุดล้ำที่งาน Thailand InsurTech Fair 2022 วันที่ 7-9 ต.ค. 65 ณ อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี ฮอลล์ 6 และทาง www.tif2022.com

ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีไม่เคยหยุดพัฒนาและเกิดขึ้นใหม่อยู่เสมอ อย่างเช่นเราได้ยินคำว่าเครือข่ายโทรศัพท์ 3G ต่อมาเป็น 4G และตอนนี้พัฒนาเป็น 5G เป็นต้น ดังนั้นเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น ย่อมส่งผลทั้งต่อประชาชนในฐานะผู้ใช้ และภาคธุรกิจที่จะได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีดังกล่าว ซึ่งในส่วนของอุตสาหกรรมประกันภัย ได้นำเทคโนโลยีดิจิทัลเหล่านี้มาช่วยอำนวยความสะดวกในการดำเนินงาน ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ผู้บริโภคสะดวกมากขึ้นแล้ว ยังช่วยยกระดับมาตรฐานของอุตสาหกรรมประกันภัยอีกด้วย ซึ่งเทคโนโลยีด้านประกันภัยนี้เราเรียกชื่อว่า “InsurTech”

รู้จัก InsurTech

InsurTech = ก็คือการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในภาคธุรกิจประกันภัย ซึ่งมีที่มาจากคำว่า Insurance และ Technology เทคโนโลยีเหล่านี้เข้ามาช่วยเพื่อพัฒนาธุรกิจประกันภัย ในการอำนวยความสะดวกให้ลูกค้า เพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ทั้งการซื้อ-ขาย และการบริการหลังการขาย หรือสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ประกันใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างแมนยำตรงจุด

เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องในวงการประกันภัย

  • Artificial Intelligence (AI) ปัญญาประดิษฐ์ เป็นเทคโนโลยีที่มีการตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าอย่างรวดเร็ว และช่วยในการตัดสินใจเลือกซื้อประกันภัยที่เหมาะสม
  • Machine Learning (ML) แมชชีน เลิร์นนิ่ง ช่วยรวบรวมข้อมูลบริษัทคู่ค้าหรือลูกค้าที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาวิเคราะห์ความเสี่ยง หรือคาดการณ์สิ่งที่อาจเกิดขึ้นต่อธุรกิจประกันภัย
  • Internet of Things (IoT) การเชื่อมโยงหรือส่งข้อมูลถึงกันได้ด้วยอินเทอร์เน็ต หรือฟังก์ชันที่เชื่อมกับแอปพลิเคชัน เพื่อรวบรวมข้อมูลของลูกค้า เพื่อใช้วางกลยุทธ์และทำโปรโมชันส่วนลดในการซื้อประกันภัยครั้งต่อไป
  • Blockchain ช่วยลดต้นทุนและขั้นตอนการทำธุรกรรมเกี่ยวกับบริษัทประกันภัยและผู้ทำประกันภัย และช่วยรักษาความปลอดภัยของข้อมูลให้เป็นความลับ

InsurTech มีประโยชน์กับใครบ้าง

                InsurTech มีประโยชน์กับทุกฝ่าย โดยในมุมของผู้บริโภคจะได้รับประโยชน์ตรงจากเทคโนโลยีเหล่านี้ที่เข้ามาช่วยเพิ่มความรวดเร็วและสะดวกสบาย ตั้งแต่ขั้นตอนการสมัคร การเคลม การบริการ ที่จากเดิมมีขั้นตอนที่วุ่นวาย ใช้เวลานาน และมีตัวเลือกไม่เยอะ ก็จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น อาทิ สามารถค้นหาและเปรียบเทียบประกันภัยแต่ละบริษัทที่เหมาะสมกับตนเอง สามารถตรวจสอบสถานะหรือเคลมประกันภัยด้วยตัวเองได้จากทุกที่ทุกเวลา เข้าถึงการประกันภัยได้สะดวกและง่ายขึ้น และลดระยะเวลาในการเคลมประกันเมื่อเกิดเหตุ ทั้งคู่กรณีและบริษัทประกันภัย

ประโยชน์กับบริษัทประกันภัย ที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลส่วนตัวและพฤติกรรมลูกค้าเพื่อเลือกประกันที่เหมาะสมกับแต่ละราย พิจารณาและอนุมัติประกันภัยให้ลูกค้าแบบออนไลน์ เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการระบบประกันภัย ช่วยลดความซับซ้อนในการเก็บรวบรวมข้อมูลลูกค้าประกันภัย

สัมผัสนวัตกรรมด้านการประกันภัยสุดล้ำได้ในงาน “Thailand InsurTech Fair 2022″ มหกรรมเทคโนโลยีประกันภัยสุดยิ่งใหญ่แห่งปี

งานครั้งนี้จัดขึ้นโดยศูนย์ Center of InsurTech Thailand (CIT) ภายใต้การดูแลของ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) หน่วยงานควบคุมดูแลการประกันภัยของประเทศไทย พร้อมด้วยความร่วมมือจาก สมาคมประกันชีวิตไทย สมาคมประกันวินาศภัยไทย สมาคมนายหน้าประกันภัยไทย สมาคมตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาการเงิน รวมถึงบริษัทประกันชีวิต บริษัทประกันนาศภัย สตาร์ทอัพ ที่ได้นำเทคโนโลยีที่จะช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมประกันภัยไปสู่อนาคตเหล่านี้มาแสดงในงาน Thailand InsurTech Fair 2022 ที่เกิดขึ้นในวันที่ 7-9 ตุลาคมนี้ ที่อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี ฮอลล์ 6  ภายใต้แนวคิด “Reshaping Insurance to the Multiverse of InsurTech for the Future หรือก้าวสู่จักรวาลแห่งเทคโนโลยีประกันภัย เพื่อโลกใหม่ไร้ขีดจํากัด” เพราะเทคโนโลยีใหม่ๆ มีการเกิดขึ้นตลอดเวลา จนทำให้เกิด Digital Disruption ที่ปฏิวัติการดำเนินงานในทุกอุตสาหกรรม ไม่เว้นแม้แต่อุตสาหกรรมประกันภัย ภายในงานได้รวบรวมเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่น่าสนใจมาให้ทุกท่านชมที่งานนี้ พร้อมกับกิจกรรมและของรางวัลมากมาย

  • สัมผัสประสบการณ์การชมงานในรูปแบบใหม่ที่ใช้เทคโนโลยี รูปแบบ Hybrid ผสมผสานรูปแบบ online event และ onsite event ควบคู่กัน พร้อมสัมผัสกับกิจกรรม Interactive สุดตื่นตา ที่จะมอบทั้งความเพลิดเพลินและความรู้ด้านเทคโนโลยีประกันภัย โดยสามารถสร้างตัวเสมือนหรือ Avatar ของตัวเอง ในการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ภายในงาน เพื่อสะสมแต้ม และแลกรับของรางวัลสุดพิเศษในงาน
  • เลือกซื้อกรมธรรม์ประกันภัยแบบใหม่และโปรโมชั่นพิเศษ อาทิ ส่วนลดสูงสุด 30% โดยผู้ที่ซื้อกรมธรรม์ประกันภัย หรือผลิตภัณฑ์ทางการเงินภายในงานและผ่านทางออนไลน์ จะได้รับคูปองเพื่อชิงโชคของรางวัล อาทิ รถยนต์ไฟฟ้า EV – Ora Good Cat รวมทั้ง IT Gadget ต่าง ๆ โทรศัพท์มือถือ Smart watch และอื่น ๆ อีกมากมายรวมมูลค่ากว่า 1,600,000 บาท เมื่อซื้อประกันตามเงื่อนไขที่กำหนด
  • การสัมมนาความรู้เกี่ยวกับการประกันภัยและเทคโนโลยีการประกันภัยที่น่าสนใจ เพื่อเติมความรู้ด้านเทคโนโลยีประกันภัยจากเหล่าวิทยากรมากประสบการณ์ทั้งในและต่างประเทศที่จะมาแชร์เทคนิค บทเรียน กับเส้นทางประกันภัยยุคดิจิทัล รับชมได้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
  • ชมเทคโนโลยีประกันภัยสุดล้ำ จากเหล่า tech startup ที่จะมาโชว์นวัตกรรมใหม่ ๆ ภายในส่วน InsurVese Zone และบูธนิทรรศการให้ความรู้ด้านการประกันภัย โดย สำนักงาน คปภ. สมาคมด้านการประกันภัย บริษัทประกันชีวิต บริษัทประกันวินาศภัย ธนาคาร บริษัทนายหน้าประกันภัย  และบริษัท Tech Firm InsurTech Startup จากทั้งในและต่างประเทศ
  • การหารือและจับคู่ธุรกิจภายในงาน เพื่อการสร้างเครือข่าย Business Matching
  • กิจกรรมความบันเทิงจากเหล่าดาราศิลปิน และกิจกรรมสะสม TIF Point จากกิจกรรมสุดสนุกภายในงาน เพื่อแลกรับรางวัล e-Voucher จากร้านค้าชั้นนำ

มาค้นหาเทคโนโลยีและนวัตกรรมประกันภัยใหม่ ๆ จาก startups ทั่วมุมโลก เพื่อจับคู่ธุรกิจ และซื้อประกันภัยที่เหมาะสมกับคุณ พร้อมเปิดโลกจักรวาลความรู้เทคโนโลยีประกันภัยไปกับ Thailand InsurTech Fair 2022 พบกัน ระหว่างวันที่ 7-9 ตุลาคม 2565 ณ อิมแพค อารีน่า เมืองทองธานี ฮอลล์ 6 และเข้าร่วมงานในรูปแบบ online เข้าชมได้ที่เว็บไซต์ www.tif2022.com  เข้าชมฟรี! ไม่เสียค่าใช้จ่าย

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม www.tif2022.com
Facebook : CIT – Center of InsurTech Thailand
Instagram : citthailand

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-thailand-insurtech-fair-2022/

SYNNEX ประกาศวิสัยทัศธุรกิจครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำ – ปลายน้ำ

ฉายภาพ No.1 IT Ecosystem ในงาน “Synnex Partner Connect 2022”
จับมือพันธมิตร เกาะเมกะเทรนด์ดิจิทัล เติบโตไปด้วยกัน
 

ห่างหายกันไป 2 ปีเต็มกับงาน SYNNEX NO.1 IT ECOSYSTEM PARTNER CONNECT การกลับมาครั้งนี้มาพร้อมกับความก้าวหน้าของโลกเทคโนโลยีเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เพื่อติดอาวุธสร้างการเติบโต บมจ. ซินเน็ค (ประเทศไทย) ในฐานะผู้นำด้านไอทีอีโคซิสเต็ม ได้เปิดฉากงานสุดยิ่งใหญ่แห่งปี “Synnex Partner Connect 2022” งานที่รวบรวมดีลเลอร์และเวนเดอร์แบรนด์ชั้นนำระดับโลก มาอัปเดตเทรนด์เทคโนโลยีที่น่าจับตา ผ่านมุมมอง “สุธิดา มงคลสุธี” ซีอีโอ และพันธมิตร ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ ต่อจิ๊กซอว์เสริมแกร่งด้านนวัตกรรม และ สนับสนุนพาร์ทเนอร์ทั่วประเทศไทย เกาะเมกะเทรนด์ดิจิทัล ให้เติบโต แข็งแกร่ง ไปด้วยกัน
 
วันที่ 26 กันยายน 2022 – บมจ. ซินเน็ค (ประเทศไทย) ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ด้านไอที กลับมาจัดงานใหญ่แห่งปีอีกครั้งหลังจากเจอพิษการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เริ่มต้นเปิดงานด้วย CEO Talk : SYNNEX IT Ecosystem Vision โดย นางสาวสุธิดา มงคลสุธี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ขึ้นมากล่าวถึงกลยุทธ์เกี่ยวกับ IT Ecosystem และการสนับสนุนพาร์ทเนอร์ “ซินเน็คฯ ได้จัดงานสุดยิ่งใหญ่แห่งปี Synnex Partner Connect 2022 นับเป็นงานที่รวบรวมดีลเลอร์และเวนเดอร์แบรนด์ชั้นนำระดับโลก มากกว่า 40 แบรนด์ มาพบปะอัปเดทแวดวงไอที และเทรนด์เทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งนับเป็นช่วงพิเศษของปีที่ผู้นำตลาดมาเจอกัน เพื่อผนึกกำลังขยายตลาด เสริมศักยภาพการแข่งขัน สร้างการเติบโตไปพร้อมกับการตอบสนองความต้องการขององค์กรธุรกิจและผู้บริโภค อีกทั้ง ได้นำโซลูชันและผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายมาจัดแสดงภายในงาน ตอกย้ำการให้ความสำคัญ ในการผนึกกำลังในรูปแบบ We Grow Together
 
ในปีนี้ ซินเน็คฯ ได้ฉายภาพกลยุทธ์หลักในการก้าวสู่ No.1 IT ECOSYSTEM เพื่อมุ่งสู่ new digital era ด้วยการขยายธุรกิจแบบครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำ – ปลายน้ำ พร้อมดึงพาร์ทเนอร์ ทั้งดีลเลอร์ และเวนเดอร์ เข้ามาอยู่ใน Ecosystem เพื่อที่จะเติบโตไปด้วยกัน
 
ในด้านกลยุทธ์การต่อยอดอีโคซิสเต็มในครั้งนี้ ซินเน็คฯ ให้ความสำคัญในการเติมเต็มสินค้าที่เป็นเทรนด์ของโลก และได้มีการเปิดตัวสินค้าเฮาส์แบรนด์เป็นครั้งแรกในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ภายใต้แบรนด์ S-Gear สอดรับสินค้าเกมมิ่ง และสินค้าไอทีไลฟ์สไตล์ในประเทศ มีความต้องการที่เติบโตสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด จึงเข้ามาสู่ธุรกิจต้นน้ำของอุตสาหกรรม อีกทั้ง ได้จับมือกับ Honor (ออนเนอร์) ผู้นำยอดขายสมาร์ทโฟนอันดับ 1 ในจีน มาบุกตลาดสมาร์ทดีไวซ์ในประเทศไทย ในรูปแบบที่เรียกว่า Full Service Distributor เพราะซินเน็คฯ ต้องการยกระดับการสนับสนุนพาร์ทเนอร์ ตลอดจนตอบสนองไลฟ์สไตล์ และความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ ในขณะที่ ปลายน้ำของอุตสาหกรรม ซินเน็คฯ ได้ เปิดตัว Swopmart แพลตฟอร์มซื้อ-ขาย สินค้าไอทีมือสอง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ธุรกิจหลัก และสร้างประสบการณ์แบบไร้รอยต่อให้แก่ผู้บริโภคด้วยแพลตฟอร์มที่น่าเชื่อถือ ในราคาที่เข้าถึงได้ เติมเต็ม Ecosystem ให้แก่พาร์ทเนอร์ ด้วยช่องทางการขายและการบริการรองรับ พร้อมกับการมุ่งเน้นด้าน e-waste management ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์กร
 
ซินเน็คฯ ชูจุดแข็งสำคัญ ในการนำประสบการณ์ด้านงานบริการสินค้าไอทีที่มีมากกว่า 30 ปี มาต่อยอดอีโคซิสเต็มในด้านบริการได้อย่างน่าทึ่ง โดยจัดตั้งบริษัท Service Point ขึ้นมา เพื่อสนับสนุนบริการหลังการขายให้กับพาร์ทเนอร์ จากการที่ซินเน็คฯ ได้รับความไว้วางใจให้เป็น Authorized Service Center ให้สินค้า IT & Smartphone มากกว่า 21 brand และเพื่อการเติบโตที่ชัดเจน ไม่ใช่เพียงแต่การให้บริการ After-sale Service เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมอีก 6 บริการที่สำคัญ ทั้งในด้าน Technical Support, Professional Service Device as the Service Contact Center, งานการเคลมสินค้าแบรนด์ภายใต้ “Trusted by Synnex” ตอกย้ำความเชื่อมั่นจากผู้บริโภค และ ศูนย์บริการ Service Center กว่า 26 ศูนย์ และมี Service Partner ทั่วประเทศกว่า 67 ราย (Synnex, Huawei, Xiaomi)
 
นอกจากนี้ ซินเน็คฯ กำลังเคลื่อนทัพสู่ตลาดคอมเมอร์เชียลอย่างเต็มรูปแบบ รับแนวโน้มองค์กรธุรกิจมีการลงทุนกับเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น โดยประกาศลงทุนในบริษัท ไซเบอร์ตรอน จํากัด (Cybertron) ศูนย์เฝ้าระวังภัยคุกคามด้านความมั่นคงทางระบบออนไลน์ ดึงบุคลากรและผู้บริหารชั้นนำ “ดร.ปริญญา หอมเอนก” ผู้เชี่ยวชาญนัมเบอร์วันไซเบอร์ซีเคียวริตในเมืองไทยมาเป็นพันธมิตร เพราะมองว่าความปลอดภัยกลายเป็นเรื่องสำคัญของธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยี โดยเฉพาะความปลอดภัยด้านข้อมูล ซึ่งต้องยอมรับว่าตลาดนี้ยังเติบโตได้อย่างมีนัยสำคัญ การจับมือร่วมกับ Cyberton ครั้งนี้ เพื่อรองรับความต้องการของตลาดแบบครบวงจรมากขึ้น ทั้งในด้าน Hardware Software และการให้บริการในยุค Digital Transformation
 
คุณสุธิดา กล่าวทิ้งท้ายถึงงาน “Synnex Partner Connect” นับเป็นการฉายภาพใหญ่ของการเป็นไอทีอีโคซิสเต็มของซินเน็คฯ ได้อย่างครบถ้วนที่สุด เราไม่หยุดนิ่งในการเดินหน้าตามเป้าหมายหลักขององค์กร และผสานพลังกับพาร์ทเนอร์ที่แข็งแกร่งของเรา เติบโตไปด้วยกัน ระหว่าง ซินเน็คฯ กับดีลเลอร์ และ เวนเดอร์ ไปพร้อมกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ภายใต้ Ecosystem ที่แข็งแกร่ง และยังคงขยายความร่วมมือต่อไปในอนาคต
 

ต้องการอัปเดตเทรนด์ Enterprise IT Infrastructure ล่าสุด เข้าร่วมงาน TTT 2022 Reinforce ฟรี

รวมแนวโน้ม เทคโนโลยี แนวทางปฏิบัติ และกรณีศึกษาที่น่าสนใจทางด้าน IT Infrastructure สำหรับองค์กร ครอบคลุมทั้งด้าน Cloud & Data Center, Networking, Cybersecurity และ Standards & Compliance รวม 4 Tracks 20 เซสชัน และบูธจัดแสดงนวัตกรรมจากหน่วยงาน/บริษัท IT ชั้นนำระดับโลกอีก 28 บูธ พร้อมลุ้นรับของรางวัลรวมมูลค่ากว่า 130,000 บาทภายในงาน ณ ศูนย์ประชุม BITEC บางนา วันพุธที่ 5 ตุลาคม 2022 ลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรี

from:https://www.techtalkthai.com/synnex-no-1-it-ecosystem-partner-connect-2022/

ปกป้องข้อมูลธุรกิจของคุณให้ปลอดภัยจากแรนซัมแวร์ด้วย Commvault

แรนซัมแวร์เป็นหนึ่งในภัยคุกคามที่สร้างความเสียหายให้แก่องค์กรอยู่สม่ำเสมอ หลายปีที่ผ่านมาแนวโน้มภัยคุกคามของแรนซัมแวร์ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยืนยันจากสถิติปี 2020 พบว่ามีเหตุการถูกโจมตีจากแรนซัมแวร์เพิ่มขึ้นกว่า 435% และ 60% ขององค์กรประสบกับการโจมตีด้วยแรนซัมแวร์ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ความสูญเสียจากแรนซัมแวร์มีหลายระดับทั้งในเรื่องของผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจที่อาจหยุดชะงัก ประสบการณ์แย่ๆต่อลูกค้า และภาพลักษณ์ของแบรนด์ ซึ่งความเสียหายเหล่านี้อาจต้องใช้เวลาเยียวยาหลายปี อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญและกระทบโดยตรงคือการกู้คืนข้อมูลอาจใช้เวลาถึงหลายเดือนหรืออาจทำไม่ได้เลย แม้โดยเฉลี่ยแล้วค่าไถ่จะอยู่ที่ 154,000 เหรียญสหรัฐฯ แต่ก็เคยมีเคสที่เหยื่อยอมจ่ายค่าไถ่สูงถึง 71 ล้านเหรียญสหรัฐฯ นั่นชี้ให้เห็นว่าข้อมูลมีความสำคัญแค่ไหน ดังนั้นองค์กรจึงควรมีโซลูชันการปกป้อง ตรวจจับ และกู้คืนข้อมูลจากแรนซัมแวร์

Commvault สามารถช่วยองค์กรให้พร้อมรับมือภัยจากแรนซัมแวร์ด้วยความสามารถต่างๆ โดยการลดพื้นผิวการโจมตี (Attack Surface) ด้วยฟีเจอร์ Immutable ที่ไม่ยึดติดกับฮาร์ดแวร์ใดๆ หรือการทำ Air Gapping รวมถึงมีกลไกด้าน AI และ Honeypot เพื่อตรวจสอบพฤติกรรมที่ต้องสงสัยต่างๆให้คุณจำกัดความเสียหายได้แต่เนิ่นๆ มองเห็นภาพรวมของข้อมูล ทำให้บังคับใช้ Policy เป็นไปได้ในทิศทางในเกณฑ์เดียวกัน พร้อมตอบสนองกู้คืนข้อมูลได้อย่างฉับไว ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติสากลด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ตามมาตรฐานของ NIST ด้วยหลักการดังนี้

               1) Identify – ประเมินค้นหาภัยคุกคามและลดความเสี่ยง ด้วยการควบคุมการเข้าถึงข้อมูลที่สามารถรองรับการทำ Multi-Factor Authentication (MFA) ที่หลากหลาย การจัดการสิทธิ์ใช้งานข้อมูลด้ายการกำหนด Role based security รวมไปถึงการทำ Encryption Data และ Audit report เพื่อติดตามและตรวจสอบย้อนหลัง

               2) Protect – ปกป้องข้อมูลด้วยการทำ Air Gap Solution สำหรับการจัดเก็บข้อมูลสำรองไว้ใน Isolating Networks รวมไปถึงการทำ Immutable สำหรับป้องกันการลบและแก้ไขข้อมูล

               3) Monitor – ตรวจสอบ Activity ที่มีความผิดปกติและการแจ้งเตือนด้วย feature Ransomware Detection and Protection ผ่าน Single Dashboard Management

               4) Respond – วิเคราะห์ข้อมูลและตอบสนองดูแลการปฏิบัติการอย่างเป็นระบบ

               5) Recover – ความสามารถในการกู้คืนข้อมูลและระบบได้อย่างรวดเร็ว เช่นการกู้คืนข้อมูลสำรองจาก Isolating Networks, Commvault Cloud DR ซึ่งเป็น free service ในสำรองข้อมูลเก็บไว้ที่ Cloud ของ Commvault เป็นต้น

นอกจาก Commvault จะช่วยตอบโจทย์ในด้านการป้องกันข้อมูลจากแรนซัมแวร์แล้ว Commvault ยังมีโซลูชันการปกป้องข้อมูลที่มีประสิทธิภาพที่ครอบคลุมไปถึงเรื่องการทำ Disaster Recovery ที่สามารถลดปริมาณงานของผู้ดูแลระบบ, ลดความซ้ำซ้อนของเครื่องมือ, ประหยัดการลงทุน และช่วยลดข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นจาก Human Error ได้อีกด้วย

ท่านใดสนใจติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโซลูชัน Commvault ได้ที่

บริษัท คอมพิวเตอร์ยูเนี่ยน จำกัด โทร. 02-311-6881 #7151, 7158 หรือ Email : cu_mkt@cu.co.th

ทั้งนี้ทางคอมพิวเตอร์ยูเนี่ยนมีทีม CU as-a-Service ที่มีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่สามารถให้คำแนะนำและปรึกษาด้านการออกแบบและดีไซน์โซลูชัน รวมถึงการให้บริการ POC และติดตั้งใช้งาน โดยสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.cu.co.th/distributor/service/ หรือแสกน QR Code

from:https://www.techtalkthai.com/protect-your-business-data-from-ransomware-with-commvault/

Sophos ออกแพตช์อุดช่องโหว่ Zero-Day บน Firewall

Sophos ออกแพตช์อุดช่องโหว่ Zero-Day บน Firewall ผู้ดูแลระบบควรทำการอัปเดต

Credit:alexmillos/ShutterStock

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีรายงานการโจมตีอุปกรณ์ Sophos Firewall ด้วยช่องโหว่ Zero-day โดยมีรหัส CVE-2022-3236 มีคะแนน CVSS score ถึง 9.8 เป็นช่องโหว่ชนิด Remote Code Execution ทำให้ผู้ไม่หวังดีสามารถเจาะเข้าถึงระบบเครือข่ายภายในได้ผ่านทางหน้า User Portal และ Webadmin ซึ่งช่องโหว่นี้มีอยู่ใน Sophos Firewall เวอร์ชัน 19.0 MR1 (19.0.1) หรือเก่ากว่า

ล่าสุด Sophos ได้ออกแพตช์อุดช่องโหว่ดังกล่าวแล้ว ผู้ดูแลระบบจึงควรทำการอัปเดตทันที โดยสามารถอัปเดตเป็นเวอร์ชันดังนี้

  • v19.5 GA
  • v19.0 MR2 (19.0.2)
  • v19.0 GA, MR1, and MR1-1
  • v18.5 MR5 (18.5.5)
  • v18.5 GA, MR1, MR1-1, MR2, MR3, and MR4
  • v18.0 MR3, MR4, MR5, and MR6
  • v17.5 MR12, MR13, MR14, MR15, MR16, and MR17
  • v17.0 MR10

ที่มา: https://thehackernews.com/2022/09/hackers-actively-exploiting-new-sophos.html

from:https://www.techtalkthai.com/sophos-releases-patch-for-zero-day-vulnerability-on-firewall/

Cloudflare เปิดตัว Zero Trust SIM ช่วยปกป้องอุปกรณ์ Mobile

Cloudflare เปิดตัว Zero Trust SIM ช่วยปกป้องอุปกรณ์ Mobile ในระดับเครือข่าย

Credit: Cloudflare

Cloudflare ผู้ให้บริการ Content Delivery Network (CDN) รายใหญ่ ประกาศเปิดตัวโซลูชัน Cloudflare Zero Trust SIM บริการซิมการ์ดสำหรับองค์กรที่ออกแบบมาสำหรับเพิ่มความปล่อยภัยในการเข้าใช้งานเครือข่ายจากอุปกรณ์ Mobile Devices โดยบริการนี้จะช่วยให้ทุกๆการเชื่อมต่อจากอุปกรณ์ Mobile นั้นวิ่งผ่าน Cloudflare Zero Trust Platform ก่อน เพื่อทำการตรวจสอบนโยบายความปลอดภัยในการใช้งานเครือข่าย เช่น ตรวจสอบ DNS request, ทำ DNS Filtering และ Identity-based connectivity สำหรับซิมการ์ดที่นำมาใช้นั้นจะเป็นบริการในลักษณะ eSIM หรือซิมดิจิทัล ที่สามารถสร้างและเริ่มต้นใช้งานได้อย่างรวดเร็ว ไม่จำเป็นต้องใช้งานซิมการ์ดแบบปกติ ช่วยลดความเสี่ยงในการสูญหายหรือถูกโจมตีแบบ SIM-swapping

นอกจากนี้ Cloudflare ยังพัฒนาเครื่องมืออื่นๆสำหรับรองรับการนำ Zero Trust SIM มาใช้กับอุปกรณ์ Internet of Things (IoTs) อีกด้วย และยังมีการเปิดตัวบริการ Zero Trust for Mobile Operators เพื่อให้ผู้บริการระบบโครงข่ายสามารถนำโซลูชัน Cloudflare Zero Trust ไปต่อยอดบนบริการของตนเองได้

ที่มา: https://siliconangle.com/2022/09/26/cloudflare-zero-trust-sim-protects-every-mobile-device-data-packet/

from:https://www.techtalkthai.com/cloudflare-launches-zero-trust-sim-enchane-security-on-mobile-devices/