คลังเก็บหมวดหมู่: thectalkthai

TechTalk Webinar : HPE ProLiant DX : The Best choice for Nutanix Hybrid Cloud Solutions

VST ECS ร่วมกับ Nutanix และ HPE ขอเรียนเชิญทุกท่านเข้าร่วมงานสัมมนาออนไลน์ในหัวข้อ “HPE ProLiant DX : The Best choice for Nutanix Hybrid Cloud Solutions” ซึ่งท่านจะได้เรียนรู้กับโซลูชันที่ผสานความแข็งแกร่งของ Nutanix และ HPE เพื่อตอบโจทย์การทำงานในรูปแบบของ Hybrid Cloud โดยงานจะจัดขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 20 ตุลาคม 2565 เวลา 14.00 – 16.00 น.

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ : HPE ProLiant DX : The Best choice for Nutanix Hybrid Cloud Solutions

วันเวลา : วันพฤหัสบดีที่ 20 ตุลาคม 2565 เวลา 14.00 – 16.00 น.

วิทยากร

  1. คุณทวิพงศ์ อโนทัยสินทวี, Country Manager / Nutanix (Thailand) Co., Ltd.
  2.  คุณชัยรัตน์ โล้วโสภณกุล, HPE Compute Product Manager / Hewlett Packard Enterprise Thailand
  3. คุณศรัณย์ ลิมปพยอม, Product Manager / VST ECS (Thailand) Co., Ltd.

ลิงก์ลงทะเบียน : https://us06web.zoom.us/webinar/register/WN_xuIoFYw0SECSe_NAVKEapg

HPE ProLiant DX คือหนึ่งในโซลูชันด้าน IT Infrastructure ที่เกิดจากความร่วมมือของสองบริษัท IT ชั้นนำคือ Nutanix และ HPE Enterprise โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อลดปัญหาที่เกิดจากการใช้งานระบบ Infrastructure แบบเดิมๆ และเพื่อสร้างทางเลือกที่ดีกว่าให้กับผู้ใช้งาน โดย Nutanix และ HPE ได้มีการออกแบบโซลูชันและมีการพัฒนาร่วมกัน รวมถึง Service support ที่มีการทำงานร่วมกันในรูปแบบ Collaborative support ด้วยความตั้งใจและความมุ่งมั่นที่จะนำเสนอโซลูชันและบริการที่ดีที่สุดจากทั้งสองบริษัท IT Enterprise

ความพิเศษสุดของระบบ Infrastructure จากความร่วมมือครั้งนี้ คือเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์การใช้งานในทุกๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นองค์กรณ์ขนาดเล็กที่มีความต้องการระบบ IT Infrastructure ขั้นพื้นฐานให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงความต้องการในการบริหารจัดการที่ง่ายเพื่อลดค่าใช้จ่ายขององค์กรในด้านบุคลากร ให้ธุรกิจสามารถพัฒนาได้อย่างคล่องตัวและรวดเร็ว หรือจะเป็นองค์กรขนาดกลางที่มีความต้องการทางด้านระบบ IT ที่มากขึ้น สามารถรองรับความต้องการของระบบได้อย่างหลากหลาย รวมถึงการเริ่มต้นนำระบบ Database เข้ามาใช้งานเพื่อรองรับการขยายตัวขององค์กร ซึ่งเทคโนโลยีของนูทานิคซ์จะช่วยให้การบริหารจัดการ Database และการจัดการข้อมูลง่ายขึ้น พร้อมระบบความปลอดภัยในการเข้าถึงข้อมูลสูงสุด ด้วยเหตุนี้ โซลูชันด้านซอร์ฟแวร์เอ็นเตอร์ไพรซ์จาก Nutanix และเทคโนโลยีของ Appliance จาก HPE ที่จึงตอบโจทย์ในทุกๆด้าน พร้อมขับเคลือนธุรกิจให้ก้าวสู่องค์กรที่มีขนาดใหญ่ บนระบบ IT ที่สามารถขยับขยายได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วเพื่อทันต่อการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจในอนาคต

from:https://www.techtalkthai.com/nutanix-x-hpe-proliant-dx-the-best-choice-for-nutanix-hybrid-cloud-solutions/

Red Hat ออก RHEL 8.7 และ 9.1 เวอร์ชัน Beta

Red Hat ได้ประกาศออก RHEL เวอร์ชันเบต้นของ 8.1 และ 9.1 แล้วโดยมีฟีเจอร์ที่น่าสนใจดังนี้

Credit: Red Hat

ตัวเวอร์ชัน 8.7 และ 9.1 เองไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงต่างจากเวอร์ชันก่อนหน้านัก แต่ก็มีเรื่องน่าสนใจใหม่อยู่บ้างคือ

  • เวอร์ชัน 9.1 มีฟีเจอร์ด้านความมั่นคงปลอดภัยใหม่ 2 ตัวคือ แอดมินสามารถตรวจสอบ Integrity ของการบูตระบบจากทางไกลได้ และความสามารถ Multilevel Security (MLS) สำหรับองค์กรรัฐบาลหรือผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ที่มีความต้องการด้าน Security สูงเป็นพิเศษ
  • ทำให้สามารถใช้ระบบตัวตนใน OS ผ่าน Ansible ได้เช่นการคอนฟิคการพิสูจน์ตัวตนด้วย Smart Card ใน Topology ของตน ตลอดจนการเข้าถึงระบบ RHEL ที่มีการเก็บ Identity ไว้แหล่งอื่นเช่น AWS, Azure และ Google Cloud
  • ในมุมของเครื่องมือใหม่สำหรับนักพัฒนาเช่น  Ruby 3.1, Maven 3.8 และ NodeJS 18 รวมถึง V8 Runtime 
  • เครื่องมือบริหารจัดการระบบผ่าน Web Console อย่าง Cockpit ก็มีความสามารถใหม่เช่น การจัดการไฟล์วอล, Live-patching, ดาวน์โหลดอิมเมจติดตั้ง, การมอนิเตอร์ Podman Container และอื่นๆ 

ผู้สนใจสามารถติดตามประกาศฉบับเต็มของ Red Hat ได้ที่ https://www.techzine.eu/news/devops/90233/red-hat-introduces-rhel-8-7-and-rhel-9-1-beta/ 

ที่มา : https://www.theregister.com/2022/09/29/ibm_red_hat_linux/ และ https://www.techzine.eu/news/devops/90233/red-hat-introduces-rhel-8-7-and-rhel-9-1-beta/ และ https://venturebeat.com/programming-development/red-hat-advances-enterprise-linux-with-improved-podman-containers/

from:https://www.techtalkthai.com/red-hat-debuts-rhel-8-7-and-9-1-beta-version/

สถิติเผย มีองค์กรน้อยกว่า 5% ที่เปิดใช้มาตรการด้าน Email Security

การหลอกลวงหรือปลอมแปลงเป็นอีเมลที่น่าเชื่อถือนั้นมีความเสียหายเป็นนัยสำคัญอย่างมาก จากสถิติเพียงไตรมาสแรกของปี 2022 ได้แตะถึงสถิติใหม่ที่มีจำนวนการโจมตีทางอีเมลกว่า 1 ล้านครั้ง ซึ่งอันที่จริงแล้วโลกนี้มีทางเลือกสำหรับการป้องกันที่เรียกว่า DMARC และ BIMI

credit : Red Sift

DMARC หรือ  (Domain-based Message Authentication, Reporting and Conformance) เป็นโปรโตคอลที่ช่องเรื่องการพิสูจน์ตัวตนของอีเมล อยู่ใน RFC 7489 ออกเมื่อปี 2015 โดย DMARC ทำให้เจ้าของโดเมนอีเมลปกป้องโดเมนของตัวเองจากการนำไปใช้ที่ไม่ดีได้ โดยทำให้ผู้รับสามารถพิสูจน์ที่มาของอีเมลได้ตามข้อกำหนดของเจ้าขอโดเมน และมีขั้นตอนต่างๆว่าถ้าผ่านหรือไม่ผ่านพิสูจน์ตัวตนจะให้ทำอย่างไรต่อไป (กระบวนการภายในประกอบด้วย Sender Policy Framework  และ DomainKeys Identified Mail) 

BIMI (Brand Indicators for Message Identification) เป็นการยกระดับอีกขั้นด้วยการแสดงโลโก้แบรนด์ในอีเมลไคลเอ้นต์ โดยต้องมีพื้นฐานต่อยอดจาก DMARC ก่อน 

2 กระบวนการนี้ควรจะถูกใช้ในองค์กรเพื่อลดการตกเป็นเหยื่อในการโจมตี แต่ผลสำรวจบริษัทระดับ S&P 500 กลับพบว่า (ตามภาพประกอบ) มีบริษัทเพียง 51.2% เท่านั้นที่พอจะใช้ DMARC แล้วและ 2.4% เท่านั้นที่มีการใช้ BIMI ดังนั้นแทบจะไม่ต้องคาดหวังกับบริษัทเล็กทั่วโลกว่าความพร้อมของมาตรการด้าน Email Security เป็นอย่างไร ทั้งๆที่ปัจจุบันอุปกรณ์ฝั่งไคลเอนต์ก็รองรับรอแล้วเช่น iOS 16 เป็นต้น

ที่มา : https://venturebeat.com/security/report-less-than-5-of-public-companies-use-the-latest-email-security-standards/

from:https://www.techtalkthai.com/less-5-percents-of-sp-500-already-use-dmarc-and-bimi-email-protection/

GIGABYTE เปิดตัวเมนบอร์ดระดับองค์กรและเวิร์กสเตชันระดับเริ่มต้นเพื่อการเปิดตัว AMD Ryzen 7000 Series

GIGABYTE Technology, (TWSE: 2376) ผู้นำอุตสาหกรรมด้านเซิร์ฟเวอร์และเวิร์กสเตชันประสิทธิภาพสูง ประกาศเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่รองรับแพลตฟอร์ม AMD AM5 ใหม่ โดยเริ่มจากเมนบอร์ด GIGABYTE สองรุ่น ได้แก่ MC13-LE0 & MC13-LE1, ที่จับคู่ ซีพียูกับฟังก์ชันการจัดการ IPMI ผ่าน BMC นอกจากนี้ เวิร์กสเตชันใหม่ W332-Z00 เปิดตัวโดยใช้ชุดเมนบอร์ดที่รองรับการจัดการจากระยะไกล แต่ W332 ใช้ Realtek NIC ที่เปิดการใช้งาน DASH

ผลิตภัณฑ์ใหม่ของ GIGABYTE ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับระบบโฮสต์นั้นทรงพลังอย่างเหลือเชื่อด้วยเมนบอร์ด micro-ATX ขนาดเล็กและคุณสมบัติการจัดการเอาท์ออฟแบนด์ที่หลากหลาย นอกเหนือจากเทคโนโลยี  PCIe® Gen 5 และ DDR5 ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เป็นมิตรกับลูกค้าเหล่านี้จะพบได้ตั้งแต่ใต้โต๊ะสำนักงานแทนที่จะเป็นที่ชั้นวางในศูนย์ข้อมูล  เนื่องจากสามารถจัดการได้จากทุกที่หากมีการเชื่อมต่อเครือข่าย นอกจากนี้ยังสร้างขึ้นสำหรับชิปเซ็ต AMD B650 ที่ใช้สถาปัตยกรรม AMD Zen 4 ของโปรเซสเซอร์สำหรับเดสก์ท็อป AMD Ryzen™ 7000 Series

GIGABYTE MC13 Series ใหม่

เมนบอร์ดของ GIGABYTE MC13 Seriesใหม่นั้น ได้รับการออกแบบมาเพื่อการใช้งานในบ้านหรือสำนักงาน โดยอัปเกรด MC12 Series เจนเนอเรชั่นก่อนหน้าที่ใช้แพลตฟอร์ม AMD AM4 ความแตกต่างของเมนบอร์ดรุ่นใหม่ -LE0 และ -LE1 นั้นอยู่ที่ความต้องการด้านเครือข่าย สำหรับเครือข่ายที่เร็วขึ้น -LE1 มีพอร์ต 10GbE คู่ในขณะที่ -LE0 มี 1GbE คู่ เมื่อเทียบกับ ซีรีส์ MC12, ซีรีส์ MC13 อัปเกรดเป็น DDR5, PCIe Gen5 Throughput สำหรับ GPU และไดรฟ์ M.2 และ USB 3.2 นอกจากนั้น บอร์ดซีรีส์ MC13 ในมินิทาวเวอร์ W332-Z00 ใหม่ แทนที่ BMC (ASPEED AST2600) ด้วย Realtek NIC ที่รองรับ DASH (มาตรฐานการจัดการระบบ) ซึ่งเป็นโซลูชันการจัดการที่คุ้มค่าใช้จ่ายมากขึ้นเพื่อการตรวจสอบและควบคุมระบบ

Form Factor แบบ micro-ATX ช่วยให้สามารถใช้งานได้ในคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะเกือบทั้งหมด และ ซีรีส์MC13 ยังได้รับเลือกให้เป็นเมนบอร์ดใน mini-tower W332-Z00 รุ่นใหม่ที่อัพเกรดคุณสมบัติต่างๆจาก W331-Z00 ซึ่งรองรับแพลตฟอร์ม AMD AM4 เช่นกัน

การจัดการระยะไกล:

  • สำหรับ MC13-LE1 & MC13-LE0: ส่วนหนึ่งของการนำเสนอคุณค่าของ GIGABYTE คือ GIGABYTE ได้จัดเตรียม GIGABYTE Management Console (GMC) สำหรับการจัดการเซิร์ฟเวอร์ BMC ผ่านแพลตฟอร์มบนเว็บเบราว์เซอร์ นอกจากนี้ ซอฟต์แวร์ GIGABYTE Server Management (GSM) ยังสามารถดาวน์โหลดได้ที่หน้าเวปเพจของแต่ละผลิตภัณฑ์ได้เลย ซอฟต์แวร์นี้สามารถตรวจสอบและจัดการเซิร์ฟเวอร์ได้หลายเครื่องโดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมใบอนุญาตเพิ่มเติม GMC และ GSM มอบความคุ้มค่าสูงสุด ช่วยลด TCO และค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาของลูกค้า
  • สำหรับ W332-Z00: โซลูชันการจัดการที่คุ้มค่าใช้ Realtek GbE NIC พร้อมความสามารถของ DASH เพื่อใช้ Realtek Remote Management Console ที่ใช้มาตรฐาน DASH เพื่อจัดการและตรวจสอบอุปกรณ์ไคลเอนต์ การใช้การจัดการแบบอินแบนด์และเอาท์ออฟแบนด์นี้ทำให้ผู้ดูแลระบบสามารถเข้าถึงอุปกรณ์ได้ไม่ว่าจะเปิดหรือปิดอยู่ ผ่านทางเครือข่าย ไม่ว่าจะเป็นงานการตั้งค่าสถานะพลังงาน เรียกตรวจเช็คความสมบูรณ์ของระบบ ดูบันทึกเหตุการณ์ และอื่นๆ

ส่งคำถาม: ติดต่อฝ่ายขาย
ติดตาม GIGABYTE บน Twitter: http://twitter.com/GIGABYTEServer
ติดตาม GIGABYTE บน Facebook: https://www.facebook.com/gigabyteserver

from:https://www.techtalkthai.com/gigabyte-supports-amd-ryzen-7000-series/

Highlight : Google Cloud Day by Tangerine 2022 งานใหญ่ประจำปี พาธุรกิจของคุณรับมือกับความท้าทายใหม่

Tangerine และ Google Thailand กลับมาอย่างยิ่งใหญ่ พร้อมร่วมกันเปิดมุมมองใหม่ไปกับโลกของคลาวด์ ในงานอีเวนต์ “Google Cloud Day by Tangerine : The Future is Already Here!”

โดยภายในงานเราได้พาผู้เข้าร่วมไปสัมผัสกับความก้าวหน้าในโลกของคลาวด์ เพื่อให้ทุกท่านได้นำไปพัฒนากลยุทธ์ของธุรกิจให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดผ่านแนวคิดผู้บริหารของ Tangerine และ Google ประเทศไทย รวมถึงแนวคิดการดำเนินธุรกิจให้สามารถรับมือกับทุกความท้าทายในยุคดิจิทัลจนประสบความสำเร็จจาก Special Speaker บริษัทชั้นนำของประเทศอย่าง True Digital Group Co., Ltd. และ Asia Cab Co., Ltd.

และผู้เข้าร่วมงานจากธุรกิจหรือองค์กรขนาดใหญ่ระดับประเทศ ที่พร้อมร่วมเดินทางต่อยอดเทคโนโลยีคลาวด์ และให้ความสนใจกว่า 200 ราย เพื่อให้ได้นำโซลูชันเทคโนโลยีแห่งอนาคตไปผลักดันธุรกิจ พร้อมขับเคลื่อน Digital Transformation ร่วมกับทีมงาน Tangerine ที่สามารถไว้วางใจได้ และให้คำปรึกษาแก่ทุกท่านอย่างมืออาชีพ

ซึ่งบริษัท แทนเจอรีน จำกัด เป็นผู้เชี่ยวชาญในการให้คำปรึกษาและบริการด้าน Digital Technology, IT Infrastructure พร้อมออกแบบและพัฒนา ให้ธุรกิจหรือองค์กรของท่านสามารถต่อยอดและเติบโตอย่างไร้ขีดจำกัด และสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในเชิงธุรกิจให้เหมาะกับยุค Digital Transformation
ซึ่งแน่นอนว่า Tangerine ยังคงมุ่งมั่นที่จะสร้างความเชื่อมั่นและไว้วางใจให้ลูกค้าจากหลากหลายธุรกิจ และไม่หยุดยั้งในการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรให้มีความเชี่ยวชาญและมีมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง

และในครั้งหน้า เราจะยังคงสร้างและจัดงานอีเว้นท์สุดยิ่งใหญ่ต่อไป เพื่อให้ธุรกิจหรือองค์กรของท่านได้สัมผัสความก้าวหน้าของเทคโนโลยีแห่งยุคอย่างมั่นใจกว่าใคร ไปพร้อมกับพวกเรา

หากสนใจบริการต่าง ๆ หรือต้องการคำปรึกษาเพิ่มเติมติดต่อได้ที่
marketing@tangerine.co.th หรือโทร 02 285 5511
ท่านจะได้รับคำตอบจากผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน

from:https://www.techtalkthai.com/highlight-google-cloud-day-by-tangerine-2022/

[Guest Post] บิทคับ อะคาเดมี จับมือ สถาบันนวัตกรรมบูรณาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (SCII)

พัฒนาหลักสูตรเกี่ยวกับเทคโนโลยีบล็อกเชนและสินทรัพย์ดิจิทัล
พร้อมจัดทำโครงการวิจัยด้านเทคโนโลยีนวัตกรรม

เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2565 ณ บิทคับ เอ็ม โซเชียล ชั้น 9 ศูนย์การค้าเอมควอเทียร์ บิทคับ อะคาเดมี และ สถาบันนวัตกรรมบูรณาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (SCII) ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลง (MOU) เพื่อร่วมมือกันจัดทำและพัฒนาหลักสูตรเกี่ยวกับเทคโนโลยีบล็อกเชนและสินทรัพย์ดิจิทัล จัดทำโครงการวิจัยด้านเทคโนโลยีนวัตกรรม อาทิ เศรษฐกิจดิจิทัล, ปัญญาประดิษฐ์, ธุรกิจและผู้ประกอบการ รวมไปถึงจัดอบรมและพัฒนาทรัพยากรบุคคลตลอดจนสร้างเครือข่ายการวิจัยและพัฒนากับนักวิชาการชั้นนำระดับประเทศและระดับนานาชาติ

ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด, ศ. ดร.วรศักดิ์ กนกนุกุลชัย ผู้อำนวยการ สถาบันนวัตกรรมบูรณาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นผู้ลงนาม และได้รับเกียรติจาก Dr. Pietro Borsano, Faculty Member and Deputy Executive Director (Industrial and Global Alliances) ร่วมเป็นพยานในพิธี

นายจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด ได้เปิดเผยถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า

“ขอขอบคุณสถาบันนวัตกรรมบูรณาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (SCII) ที่ให้เกียรติ บิทคับ อะคาเดมี เข้ามามีส่วนร่วมในครั้งนี้ การร่วมมือกันในครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมการศึกษา เนื่องจากในปัจจุบันเศรษฐกิจมีการขยายตัวมากขึ้น ส่งผลให้ทุกคนต้องตระหนักถึงการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า บิทคับเล็งเห็นปัญหาความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงทรัพยากรของบุคคลและต้องการแก้ไขปัญหาดังกล่าว จึงมุ่งมั่นในการเพิ่มสิทธิในการเข้าถึงทรัพยากรให้กว้างขวางมากขึ้น โดยเริ่มจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และขยายไปในฝั่งยุโรปและอเมริกา มากไปกว่านั้น บิทคับ อะคาเดมี และ สถาบันนวัตกรรมบูรณาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (SCII) มีวิสัยทัศน์ที่ตรงกัน คือ ต้องการส่งเสริมและสนับสนุนด้านการศึกษาให้กับทุกคน เพื่อยกระดับความรู้และยกระดับประเทศไทยให้มีความพร้อมที่จะเข้าสู่โลกดิจิทัล รวมไปถึงทักษะแรงงานแห่งอนาคต และสร้างโอกาสให้กับทุกคนแบบยั่งยืน เราจึงนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้กับการศึกษาและการพัฒนาแรงงาน วิธีดังกล่าวจะสามารถลดต้นทุน ทั้งยังทำให้ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม นอกจากนี้ บิทคับยังเปิดโอกาสในการรับนักศึกษาฝึกงานจากสถาบันนวัตกรรมบูรณาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (SCII) เพื่อให้นักศึกษาได้มีโอกาสเรียนรู้การทำงานในพื้นที่จริง เรียนรู้การทำงานเป็นทีมฝึกการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แสดงความสามารถและแสดงศักยภาพของตนเอง หวังเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์แก่เยาวชน ประเทศไทย และภูมิภาคของเราอย่างแท้จริง”

นายสุกฤษฏิ์ พุทธวิริยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แล็บส์ จำกัด เปิดเผยว่า

“บิทคับ อะคาเดมี จะเป็นกำลังหลักในการจัดทำและพัฒนาหลักสูตรเกี่ยวกับเทคโนโลยีบล็อกเชนและสินทรัพย์ดิจิทัล รวมถึงเป็นผู้เชี่ยวชาญในการถ่ายทอดความรู้ เพื่อให้ทุกคนได้เข้าใจถึงข้อมูลอย่างถูกต้องและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในอนาคต โดยโครงการแรกที่ทาง บิทคับ อะคาเดมี ทำร่วมกับสถาบันนวัตกรรมบูรณาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (SCII) คือ จัดทำและพัฒนาหลักสูตร Digital Trust, Privacy and Security (Blockchain) ซึ่งเป็นหลักสูตรที่ให้ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีบล็อกเชน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่สําคัญในอนาคต หลักสูตรดังกล่าวถูกบรรจุอยู่ในหลักสูตรการศึกษาระดับปริญญาตรีในรายวิชา 5607302 ภายใต้สถาบัน Chulalongkorn School of Integrated Innovation (SCII) และด้วยเป้าหมายที่จะช่วยพัฒนาทุกคนให้เข้าถึงข้อมูลได้อย่างสะดวก ทั่วถึง และมีประสิทธิภาพ บิทคับ อะคาเดมี จึงพร้อมจะจับมือกับทุกภาคส่วนในการเดินหน้าจัดทำและพัฒนาหลักสูตร จัดทำศูนย์การเรียนรู้ต่าง ๆ เพื่อร่วมมือกันสร้างอนาคตของเยาวชนในประเทศให้แข็งแรงและยั่งยืน”

ศ. ดร.วรศักดิ์ กนกนุกุลชัย ผู้อำนวยการ สถาบันนวัตกรรมบูรณาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า

“ขอขอบคุณ บิทคับ อะคาเดมี ที่ให้เกียรติเป็นพันธมิตรกับสถาบันนวัตกรรมบูรณาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (SCII) และลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ในครั้งนี้ ทางสถาบันนวัตกรรมบูรณาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (SCII) มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากบิทคับ อะคาเดมี ทั้งนี้ เรามีความตั้งใจที่จะพัฒนาสถาบันให้เติบโตในอนาคตเพราะเราถือคติที่ว่า จะไม่คิดถึงแค่วันนี้แต่ยังมองการณ์ไกลถึงวันข้างหน้าและมุ่งมั่นเดินหน้าพัฒนานักเรียนของเราให้มีศักยภาพที่ดียิ่งขึ้น จึงร่วมมือกับ บิทคับ อะคาเดมี เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด เราจะเติบโตไปด้วยกันโดยมีเป้าหมายในการพัฒนาศักยภาพเยาวชนของประเทศไทยและภูมิภาคต่อไปอย่างยั่งยืน”

สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคอร์สเรียน และกิจกรรมต่างๆ ผ่านทาง
https://bitkubacademy.com/th และ https://scii.chula.ac.th/

from:https://www.techtalkthai.com/bitkub-academy-joins-hands-with-chulalongkorn-university-integrated-innovation-institute-scii/

[Guest Post] NTT DATA ลงนามความร่วมมือ 5 ฝ่าย นำดิจิตอลโซลูชัน ร่วมขับเคลื่อนและพัฒนาระบบการศึกษา

คุณวิศิษฐ์ วิระยากรณ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท  NTT DATA Business Solutions (Thailand) Ltd. เข้าร่วมพิธีลงนาม“บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) 5 ฝ่าย ว่าด้วยโครงการพัฒนากำลังคนให้มีสมรรถนะเพื่อตอบโจทย์ภาคการผลิตตามนโยบายกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์  วิจัยและนวัตกรรม ระหว่าง กลุ่มบริษัทดาว ประเทศไทย, กระทรวงการอุดมศึกษา, สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติและมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ ณ ห้องประชุมศาสตราจารย์วิจิตร ศรีสอ้าน ชั้น 5 อาคารอุดมศึกษา 1 สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และผ่านระบบออนไลน์

ซึ่งการลงนามในครั้งนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแรงร่วมกันของทั้ง 5 องค์กร ในการวางแผนและพัฒนางานด้านการศึกษา การวิจัย พัฒนาทักษะอนาคตที่สำคัญเพื่อเตรียมความพร้อมของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ รวมถึงพัฒนากำลังคนให้มีสมรรถนะเพื่อตอบโจทย์ภาคการผลิตตามนโยบายกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

ซึ่งการลงนามในครั้งนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแรงร่วมกันของทั้ง 5 องค์กร ในการวางแผนและพัฒนางานด้านการศึกษา การวิจัย พัฒนาทักษะอนาคตที่สำคัญเพื่อเตรียมความพร้อมของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ รวมถึงพัฒนากำลังคนให้มีสมรรถนะเพื่อตอบโจทย์ภาคการผลิตตามนโยบายกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

คุณวิศิษฐ์  กล่าวเสริมว่า ที่ผ่านมา NTT DATA Business Solutions (Thailand ) ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ในการพัฒนาหลักสูตรการฝึกอบรมผู้ประกอบการยุคใหม่บนฐานนวัตกรรมและวิถีชีวิตใหม่ในยุคดิจิทัล ( Digital Next Normal Entrepreneur & Innovation)

และในอนาคตทางบริษัทฯ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะให้ร่วมมือในการจัดหลักสูตรอบรมสัมมนาในด้านให้ความรู้และการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้กับการตลาดดิจิทัลในปัจจุบัน เพื่อสร้างองค์กรความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อไปในอนาคต

บริษัท NTT DATA Business Solutions  (Thailand) Ltd. ภายใต้กลุ่ม บริษัท NTT DATA ผู้ให้บริการระบบ SAP และ Data Center ระดับโลก และเป็นผู้นำทางด้าน Digital Transformation และเป็นสมาชิก SAP Global Partner ที่พร้อมคำปรึกษา และบริการด้านการออกแบบ พัฒนา ติดตั้งโซลูชัน SAP Solution และ IT Solution อื่น ๆ ให้กับลูกค้าในประเทศไทย เพื่อพัฒนาระบบบริหารการจัดการในองค์กรในทุกกลุ่มประเภทธุรกิจ

สำหรับธุรกิจที่ต้องการปรึกษาด้านโซลูชั่น SAP เพื่อพัฒนาระบบบริหารการจัดการในองค์กรให้ดีขึ้น NTT DATA Business Solutions Thailand  พร้อมให้คำปรึกษาในทุกกลุ่มประเภทธุรกิจ ติดต่อได้ที่ โทร 02 237 05553 หรือติดตาม ได้ที่ email: marketing-solutions-th@nttdata.com หรือ http://www.nttdata-solutions.com.           

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เกี่ยวกับ NTT DATA Business Solutions (Thailand) Ltd.

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-ntt-data-mou/

แนวโน้มแห่ง NDR ในยุคถัดไป

ปัจจุบัน Network Detection and Response (NDR) ได้ก้าวไปมากกว่าหน้าที่หลักแต่เดิมแล้ว โดยมุ่งเน้นสู่เรื่องของความแม่นยำ การขยายตัวรองรับข้อมูลที่เพิ่มมากขึ้น และความเป็นอัตโนมัติ คำถามคือ NDR กำลังมุ่งหน้าสู่ทิศทางใด

NDR เคยถูกวางตัวไว้เป็นเพียงเครื่องมือมอนิเตอร์และวิเคราะห์ทราฟฟิคเท่านั้น แต่ปัจจุบันสิ่งที่ NDR พยายามทำก็คือการวิเคราะห์เชิงพฤติกรรมด้วยระบบ AI/ML พร้อมตอบสนองเหตุการณ์ได้อย่างอัตโนมัติ แต่สิ่งเหล่านี้กำลังจะเกิดขึ้นกับ NDR ในยุคถัดไป

1.) ต้องมีความสามารถทำงานร่วมกับโซลูชันด้านความมั่นคงปลอดภัยอื่นๆ

มุมมองของก้าวถัดไปเรื่องหนึ่งที่ NDR สนใจก็คือความแม่นยำ ซึ่งสิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อระบบมีข้อมูลมากและหลากหลายเพียงพอ โดยทางเดียวที่จะได้มาซึ่งข้อมูล หมายความว่า NDR จะต้องรองรับการเชื่อมต่อกับระบบด้านความมั่นคงปลอดภัยมากมายเช่น Next-gen Firewall, IDS/IPS, EDR, Sandboxes และอื่นๆ เมื่อภาพของจิ๊กซอว์ถูกประกอบครบแล้ว ผลลัพธ์ของการวิเคราะห์จึงจะเกิดขึ้นได้ในภาพกว้างและเชิงลึกอย่างสมบูรณ์

อีกด้านหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือข้อมูลที่บ่งบอกถึงบริบทของพฤติกรรม ที่อาจจะถูกรวมเข้ามามีบทบาทใน NDR อย่างเทคโนโลยีด้าน Threat Detection อาทิเช่น Threat Intelligence, Active Directory และอื่นๆ โดยข้อมูลประกอบเหล่านี้จะช่วยให้ระบบมีการแจ้งเตือนผิดพลาดลดลง (False Positive) และนำไปสู่การตอบคำถามว่าเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นเมื่อใด และนานแค่ไหนผู้ใช้งานจึงได้รับการแจ้งเตือน

2.) รูปแบบการ Deploy ใช้งาน NDR มีทางเลือกมากขึ้น

การที่องค์กรตัดสินใจไปคลาวด์นั้นก็เพื่อประโยชน์ในด้านเทคโนโลยีทั้งจากการบริการและความยืดหยุ่นจากการเป็น Cloud Native เช่นกันเมื่อบริบทของการทำงานเปลี่ยนไป โซลูชัน NDR จึงต้องกลายเป็นโมเดลแบบ Cloud Native มากขึ้นเพื่อให้มองเห็นทราฟฟิคใน Microservices ดังนั้นรูปแบบการ Deployment จะไม่จำกัดแค่ ฮาร์ดแวร์ การกระจายเซ็นเซอร์ท่ามกลางเครือข่ายที่ขยายออกไปนำมาวิเคระห์ผ่านแพลตฟอร์มแบบรวมศูนย์ หรือ Virtual อย่างไรก็ดีทางเลือกทั้งหมดก็เพื่อตอบโจทย์ทราฟฟิคได้ทั้ง ขาเข้าและออก (North-South) หรือการคุยกันภายในของแอปพลิเคชัน (East-West)

3.) Automation กลายเป็นหัวใจสำคัญ

ความท้าทายทั้งจากความซับซ้อนของภัยคุกคามและการที่คลาวด์อยู่ในทุกหนแห่ง ทำให้องค์กรจำเป็นต้องมีโซลูชันที่รองรับในความแตกต่างของทราฟฟิคหรือปริมาณที่เพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งหัวใจที่จะขับเคลื่อนให้องค์กรสามารถเติบโตไปพร้อมกับความท้าทายเหล่านี้ก็คือความเป็นอัตโนมัตินั่นเอง

เช่นเดียวกับสิ่งที่เรียกว่า Security Orchrestration and Response (SOAR) ที่พูดถึงความสามารถหลายด้านประกอบด้วย ความสามารถในการค้นหาภัยคุกคาม ความสามารถในการตรวจจับภัยคุกคาม ความสามารถในการวิเคราะห์พฤติกรรมที่มีความเสี่ยง และสุดท้ายคือการตอบสนองต่อเหตุการณ์ไม่คาดคิด ด้วย Playbook ที่ถูกเตรียมไว้แล้วในกรณีต่างๆ สิ่งเหล่านี้ก็เพื่อทำให้ผู้เชี่ยวชาญที่มีจำกัดได้ใช้ความสามารถไปกับเคสอื่นๆที่มีความสำคัญมากกว่า ลดความอ่อนล้าจากภาระที่ไม่จำเป็นเร่งด่วน ในภาพรวมนอกจากจะลดต้นทุนการปฏิบัติงานแล้วและยังสร้างประสิทธิผลให้แก่ทีมงานด้านความมั่นคงปลอดภัยที่ดีด้วย

บทส่งท้าย

NDR ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่เพราะเกิดขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว จนกระทั่งเริ่มสุกงอม จากทำหน้าที่เดิมด้านมอนิเตอร์ทราฟฟิคแต่ตอนนี้กลับมุ่งหน้าสู่การวิเคราะห์พฤติกรรมด้วย Machine Learning ทั้งหมดนี้เป็นการเติมเต็มให้มีความสมบูรณ์ในการทำงานมากขึ้น แนวโน้มหนึ่งเมื่อต้องรับข้อมูลมากขึ้น NDR ก็อาจกำลังกลายเป็น XDR หรือ EDR แต่หาก NDR สามารถก้าวสู่การวิเคราะห์ทราฟฟิค ตรวจจับภัยคุกคาม ตลอดจนการตอบสนองเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้หลากหลาย ในภาพใหญ่มากขึ้นก็อาจกลายเป็น SOAR ท้ายที่สุดแล้วเทคโนโลยีไม่เคยหยุดพัฒนาและรวมความสามารถเข้ามาเรื่อยๆ NDR เองก็กำลังโคจรเข้าสู่ Threat Detection และ Prevention ควบคู่ไปกับการต้องตอบสนองเหตุการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ท่านใดสนใจเรื่อง NDR เพิ่มเติม ศึกษาได้ที่ white paper

สำหรับผู้ที่สนใจโซลูชันทางด้าน Cybersecurity ใดๆ สามารถติดต่อทีมงาน Hillstone Networks ได้ทันทีที่คุณ Wanlop Tongvanitniyom, Country Manager, Hillstone Networks ประเทศไทย ได้ที่โทร: +66 88 6282446 หรือ Email: wanlop@Hillstonenet.com หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ได้ที่ https://www.hillstonenet.com/  

from:https://www.techtalkthai.com/ndr-of-next-era-by-hillstone-networks/

พบช่องโหว่ Zero-Day ใหม่บน Microsoft Exchange มีรายงานการโจมตีแล้ว

พบช่องโหว่ Zero-Day แบบ Remote Code Execution ใหม่บน Microsoft Exchange มีรายงานการโจมตีแล้ว

Credit: ShutterStock.com

ผู้เชี่ยวชาญทางด้านความมั่นคงปลอดภัยจาก GTSC ประเทศเวียดนาม รายงานช่องโหว่ Zero-Day ใหม่บน Microsoft Exchange ที่เริ่มตรวจพบการโจมตีแล้ว มีการรายงานไปยัง Zero Day Initiative (ZDI) ประกอบด้วยช่องโหว่ 2 ตัวได้แก่ ZDI-CAN-18333 มีคะแนน CVSS 8.8 และ ZDI-CAN-18802 มีคะแนน CVSS 6.3 ช่องโหว่นี้สามารถสร้างความเสียหายได้ค่อนข้างมาก ทำให้ผู้โจมตีสามารถทำ Remote Code Execution (RCE) ไปยังเครื่องเป้าหมายได้ โดยใช้การโจมตีด้วย Request ที่มีลักษณะคล้ายกับการโจมตีช่องโหว่ ProxyShell ก่อนหน้านี้ และเมื่อเจาะผ่านช่องโหว่ได้สำเร็จ จะมีการติดตั้ง Antsword ซึ่งเป็น Webshell จากประเทศจีนเพื่อใช้เป็น Backdoor ในการโจมตีต่อไป

ล่าสุด Trend Micro ได้ออกรายงานเตือนเกี่ยวกับช่องโหว่นี้มาแล้วเช่นกัน มีการเพิ่ม Protection และ Detection Rule ในผลิตภัณฑ์ของตนเองแล้ว ปัจจุบันช่องโหว่นี้ยังไม่มีแพตช์จากทาง Microsoft โดยทาง GTSC แนะนำให้ผู้ดูแลระบบแก้ไขปัญหาชั่วคราวไปก่อนด้วยการปรับแต่ง IIS Server rule ผ่านทาง URL Rewrite Rule Module ดังนี้

  1. In Autodiscover at FrontEnd, select tab URL Rewrite, and then Request Blocking.
  2. Add string “.*autodiscover\.json.*\@.*Powershell.*“ to the URL Path.
  3. Condition input: Choose {REQUEST_URI}

ผู้ดูแลระบบที่ต้องการตรวจสอบว่า Exchange Server ถูกโจมตีหรือไม่ สามารถรันคำสั่ง PowerShell ด้านล่างเพื่อตรวจสอบ IIS Log

Get-ChildItem -Recurse -Path <Path_IIS_Logs> -Filter “*.log” | Select-String -Pattern ‘powershell.*autodiscover\.json.*\@.*200

สามารถอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับช่องโหว่เพิ่มเติมได้ที่ https://gteltsc.vn/blog/warning-new-attack-campaign-utilized-a-new-0day-rce-vulnerability-on-microsoft-exchange-server-12715.html

ที่มา: https://www.bleepingcomputer.com/news/security/new-microsoft-exchange-zero-day-actively-exploited-in-attacks/

from:https://www.techtalkthai.com/new-zero-day-was-found-on-microsoft-exchange/

AWS เปิดตัว Amazon WorkSpaces Core รองรับระบบ 3rd-party VDI แล้ว

AWS เปิดตัว Amazon WorkSpaces Core รองรับการนำระบบ 3rd-party VDI มาทำงานบน AWS แล้ว

Amazon Web Services (AWS) ประกาศเพิ่มบริการใหม่ Amazon WorkSpaces Core เพื่อรองรับการนำระบบ Virtual Desktop Infrastucture (VDI) ยี่ห้ออื่นมาทำงานบน Cloud ของ AWS แล้ว ก่อนหน้าให้บริการบนระบบ VDI ของตนเองเป็นหลัก ที่มีระบบบริหารจัดการ Desktop และสามารถเข้าใช้งานได้ผ่านทาง Web Browser

Amazon WorkSpaces Core ช่วยให้องค์กรสามารถเลือกใช้ระบบ VDI อย่างยืดหยุ่นมากขึ้น รองรับการย้ายระบบ On-premise VDI มายัง Cloud ได้ทันที และรองรับการใช้งานแบบ Hybrid Environment ผู้ดูแลระบบสามารถบริหารจัดการได้จากหน้าจอ Console เดียว บริการนี้คิดค่าบริการแบบ Pay-as-you-go มีให้เลือกทั้งแบบ Monthly subscription หรือตามการใช้งานรายชั่วโมง และรองรับการนำ License ระบบ VDI หรือ OS ที่มีอยู่แล้วมาใช้งานได้ทันที ปัจจุบัน Amazon WorkSpaces Core เปิดให้ใช้งานแล้วในทุก Region ยกเว้น Africa (Cape Town)

นอกจากนี้ AWS ยังเปิดตัวบริการ Ubuntu Desktops บน Amazon WorkSpaces อีกด้วย เพื่อรองรับการนำระบบ VDI มาใช้สำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์หรือประมวลผลงานทางวิศวกรรม โดยใช้ Ubuntu เวอร์ชัน 22.04 LTS (Jammy Jellyfish) ที่มีการปรับแต่ง Base image สำหรับใช้งานบน Cloud มาแล้ว รองรับการใช้งานสูงสุด 8 vCPU และ 32 GB RAM

ที่มา: https://aws.amazon.com/about-aws/whats-new/2022/09/aws-announces-amazon-workspaces-core/

from:https://www.techtalkthai.com/aws-launches-amazon-workspaces-core-support-3-rd-party-vdi/