คลังเก็บหมวดหมู่: thectalkthai

5 เทรนด์ IoT ที่สำคัญสำหรับภาคโลจิสติกส์ – ซัพพลายเชนในปี 2023 โดย Reader Forum

IoT ไม่ได้เป็นเพียงเครือข่ายของอุปกรณ์อัจฉริยะ แต่เป็นแนวคิดทั้งหมดที่ช่วยให้สามารถระบุและคัดแยกมูลค่าจากข้อมูลจำนวนมหาศาล ซึ่งรวบรวมโดยเซ็นเซอร์และวิเคราะห์ในระบบคลาวด์
 

Image Credit : jabil.com
ระบบนิเวศของ IoT เป็นแพลตฟอร์มที่ปรับแต่งได้และเพิ่มความสะดวกสบายมากขึ้น บริษัทด้านโลจิสติกส์จะได้รับประโยชน์หากมีการดำเนินการดังต่อไปนี้:
  • การรวบรวมข้อมูล IoT เพื่อให้มีสินทรัพย์ทั้งหมดได้อย่างรวดเร็ว
  • การประมวลผลข้อมูล IoT เพื่อให้ระบบอัตโนมัติอัจฉริยะของคลังสินค้าและการควบคุมแบบเรียลไทม์
  • การวิเคราะห์ข้อมูล IoT เพื่อให้มีการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์และการวางแผน SC ที่แม่นยำ

เทรนด์ #1 – IoT สำหรับการวิเคราะห์ขั้นสูง

เนื่องจากเศรษฐกิจประสบกับภาวะเงินเฟ้อ ภาวะถดถอย และอุปทานส่วนเกิน ห่วงโซ่อุปทานจึงจำเป็นต้องมีการวางแผนที่แม่นยำยิ่งขึ้น ขีดความสามารถในการคาดการณ์ความยืดหยุ่นในห่วงโซ่อุปทาน อาจสร้างข้อได้เปรียบที่ IoT จะมอบให้กับระบบลอจิสติกส์ ด้วยเครื่องมือวิเคราะห์ขั้นสูงที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์และการเรียนรู้ของเครื่องมือซึ่งใช้ฐานข้อมูลที่เป็นปัจจุบันเพื่อประมวลผลข้อมูลจากทุกแผนกภายในธุรกิจ
 
แนวโน้มทั่วโลกในหลายๆ ด้าน ส่งผลให้องค์กรต่างๆ สามารถรับรายงานและการคาดการณ์ที่แม่นยำสำหรับสถานการณ์เฉพาะของตนได้ เพื่อมุ่งไปที่การคาดการณ์ในส่วนของการเพิ่มขึ้นของราคา การขาดแคลนวัตถุดิบ หรือการหยุดงานประท้วงที่ส่งผลต่อการหยุดชะงักของการดำเนินงาน ด้วยเหตุนี้ IoT จึงช่วยให้สามารถวางแผนความต้องการ การกระจายทรัพยากร กำลังการผลิต และอื่นๆ ได้ดีขึ้น
 

เทรนด์ #2 – IoT สำหรับโลจิสติกส์ที่ยืดหยุ่น

ขั้นตอนที่จำเป็นสำหรับห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่นคือการปรับคลังสินค้าและเส้นทางการขนส่งให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงที่ไม่คาดคิดโดยไม่ลดปริมาณงาน แนวโน้มที่เกี่ยวข้องกับ IoT ด้านล่างนี้สามารถช่วยให้บรรลุเป้าหมายนี้ได้
 
  • Multimodal Transportation : IoT ให้มุมมองแบบองค์รวมของการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ เพื่อปรับปรุงการติดตามสินค้าและการประสานงานในการทำงาน เพิ่มความปลอดภัย และทำให้งานเอกสารเป็นแบบอัตโนมัติ การขนส่งสินค้าภายใต้การควบคุมด้วย IoT สามารถมองเห็นได้ในทุกขั้นตอน ในขณะที่การจัดการภาคส่วนการขนส่งก็ง่ายดายเช่นเดียวกัน
  • Real-Time Monitoring : แพลตฟอร์ม IoT บนคลาวด์จัดการข้อมูลเกี่ยวกับการขนส่งสินค้าและยานพาหนะแบบเรียลไทม์ ช่วยให้ฝ่ายต่าง ๆ มองเห็นภาพรวมของห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด และช่วยให้เปลี่ยนอุปกรณ์ส่วนประกอบได้หากมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น เป็นการช่วยยกระดับการทำงานอัตโนมัติอัจฉริยะทั่วทั้งเครือข่าย และช่วยให้ผู้จัดการห่วงโซ่อุปทานสามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็วต่อการหยุดชะงักและเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน
  • Predictive Asset Management : การจัดการสินทรัพย์เชิงคาดการณ์ ในปี 2023 บริษัทต่างๆ ควรเปลี่ยนไปใช้แนวคิดเรื่องโลจิสติกส์แบบ “เผื่อไว้” สำหรับการวางแผนสินค้าคงคลัง การควบคุมที่เข้มงวดโดยใช้ IoT ช่วยให้ทราบตำแหน่งที่แน่นอน ปริมาณที่แท้จริง และสภาพของสินค้าที่สมบูรณ์ วิธีที่ช่วยให้การดำเนินงานได้สะดวกและง่ายดายที่สุดในการทำให้ข้อมูลต่างๆ มีความถูกต้องและแม่นยำ คือ การปรับรูปแบบการใช้งานด้วย RFID tags ให้กับสินค้า เพื่อให้บริษัทด้านลอจิสติกส์มีข้อมูลการจัดส่งแบบเรียลไทม์ การเปรียบเทียบการคาดการณ์ทั่วโลกกับการคาดการณ์ภายใน เป็นไปได้ที่จะสร้างสมดุลระหว่างการเพิ่มประสิทธิภาพสินค้าคงคลังและเงินสำรองเพื่อให้ครอบคลุมสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน

เทรนด์ #3 – IoT กับการขาดแคลนบุคลากร

การขาดแคลนแรงงานไม่ใช่ปัญหาใหม่ในด้านโลจิสติกส์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มพนักงานขับรถบรรทุก การลดความเสี่ยงให้เหลือน้อยที่สุดจะทำให้อุตสาหกรรมนี้น่าดึงดูดยิ่งขึ้น เครื่องมือวิเคราะห์ IoT ช่วยให้บริษัทต่างๆ คาดการณ์วิกฤตการณ์และกำหนดเส้นทางขบวนรถใหม่ได้ ซึ่งหมายถึงการหลีกเลี่ยงการจราจรที่ติดขัดและกำจัดการขนส่งที่ผิดพลาดสำหรับพนักงานขับรถ
 
โซลูชันการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ที่ใช้ IoT ช่วยลดการสูญเสียระหว่างทาง และการติดตามยานพาหนะอย่างละเอียดช่วยให้มีข้อมูลการปฏิบัติงานที่แท้จริง ข้อมูลเหล่านี้ยังสามารถช่วยตรวจสอบสุขภาพให้กับพนักงานขับรถได้ด้วย เป็นการลดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน
 
ในปี 2022 ที่ผ่านมา ปัญหาการขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญที่จะจัดการโลจิสติกส์ที่ซับซ้อนเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงการมากที่สุด จึงทำให้การวิเคราะห์บน IoT เป็นแหล่งข้อมูลเฉพาะทางซึ่งเข้ามามีบทบาทที่สำคัญที่จะช่วยให้สามารถตัดสินใจด้านการจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยพิจารณาจากข้อมูลที่วิเคราะห์ ยิ่งมีข้อมูลในการวิเคราะห์มากเท่าไร การคาดการณ์ก็ยิ่งแม่นยำมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งสามารถช่วยวางแผนการขนส่งสำหรับอนาคตให้เกิดประโยชน์สูงสุดและลดความไร้ประสิทธิภาพลงได้
 

เทรนด์ #4 – IoT สำหรับคลังสินค้าอัตโนมัติ

การระบาดครั้งใหญ่ผลักดันให้มีการนำเทคโนโลยีคลังสินค้าอัจฉริยะไปใช้ในวงกว้างมากขึ้น คลังสินค้าอัจฉริยะเคยเป็นเทคโนโลยีที่มีแนวโน้มที่น่าสนใจอย่างมาก และตอนนี้กำลังกลายเป็นกระแสระดับโลกที่กลายเป็นเทรนด์ที่ต้องมี
 
Warehouse automation ระบบอัตโนมัติของคลังสินค้าขึ้นอยู่กับข้อมูลแบบเรียลไทม์ที่ถูกต้องเกี่ยวกับตำแหน่งของสินค้า ซึ่งจะถูกส่งไปยังระบบคลาวด์โดยใช้วิธีการสแกนอ่านโดยเทคโนโลยี RFID tags เป็นต้น
 
Autonomous mobile robots (AMRs) เป็นเทคโนโลยีที่นำมาปรับใช้งานให้กับคลังสินค้ามากที่สุด เพื่อให้ทราบตำแหน่งและปริมาณของสินค้าที่จะขนส่งอย่างแม่นยำ มีการอัปเดตความเคลื่อนไหวของสินค้าที่เข้าและออกอยู่ตลอดเวลา
 
Maintenance of vehicles การบำรุงรักษายานพาหนะมีประโยชน์อย่างมาก โดยการประยุกต์ปรับใช้งานอุปกรณ์วิเคราะห์ IoT สามารถรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับยานพาหนะ และประเมินสภาพของส่วนประกอบโดยการวิเคราะห์เสียงและการสั่นสะเทือน ติดตามระดับของเหลว และตรวจสอบพฤติกรรมของผู้ขับขี่

ตัวอย่างเช่น

  • สไตล์การขับขี่ที่ดุดันไม่เกรงใจใคร ซึ่งสามารถตรวจจับได้โดยการเร่งความเร็วมากเกินที่กำหนด การเข้าโค้งหักศอก และเบรกอย่างรุนแรง
  • พฤติกรรมเหล่านี้ สามารถปรับแต่งอุปกรณ์ได้โดยใช้แค่ตัววัดความเร่ง เครื่องวัดการหมุนวน หรือเซ็นเซอร์ความเอียง ซึ่งเป็นความล้ำของ IoT
Automation of transport vehicles ปัจจุบันสามารถจับต้องได้มากขึ้น เมื่อได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการขนส่งสินค้าว่าต้องส่งสินค้าอะไรและให้กับใคร ข้อมูลเหล่านี้หากมีความชัดเจนพอเราสามารถเลือกรูปแบบการขนส่งโดยใช้โดรนหรือยานพาหนะพิเศษได้ เพื่อประสิทธิภาพที่สูงกว่า
 

ทรนด์ #5 – IoT เพื่ออนาคตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

คำมั่นสัญญา : สหราชอาณาจักร แคนาดา ญี่ปุ่น และอีกสองสามประเทศได้มุ่งมั่นที่จะปล่อย CO2 เป็นศูนย์ภายในปี 2050
 
เทรนด์นี้ได้รับความนิยมจากผู้คนกว่า 85% ของผู้บริโภคทั่วโลกได้พัฒนาพฤติกรรมการซื้อที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
 
เนื่องจากลอจิสติกส์มีส่วนรับผิดชอบต่อการปล่อย CO2 ประมาณ 11% ทั่วโลก แนวโน้มของ “การเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน หากบริษัทต่างๆ ให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานไฟฟ้าในสินทรัพย์เป็นหลัก เซนเซอร์ IoT จะช่วยติดตามการปล่อยมลพิษได้อย่างแม่นยำ การมีข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากยานพาหนะแต่ละแห่งและไซต์งานด้านลอจิสติกส์ ทำให้ง่ายต่อการสร้างกลยุทธ์สำหรับการลดอย่างค่อยเป็นค่อยไป
 

บทสรุป

 
เทรนด์ IoT ที่สำคัญสำหรับภาคโลจิสติกส์ – ซัพพลายเชน จะอยู่กับเราไปอีกนาน และหากคุณมีความเชี่ยวชาญในการวิเคราะห์ข้อมูลภายในโซลูชันลอจิสติกส์ที่ถูกรวบรวมโดย IoT คุณก็จะสามารถคาดการณ์แนวโน้มลอจิสติกส์ได้ด้วยตัวเอง
 

from:https://www.techtalkthai.com/5-key-iot-trends-for-the-logistics-sector-supply-chain-in-2023/

ร่วมเสวนาด้าน Cybersecurity สำหรับหน่วยงาน CII ทั้ง 8 กลุ่ม ในงาน NCSA Thailand National Cyber Week 2023 วันที่ 17 – 18 กุมภาพันธ์ ณ สามย่านมิตรทาวน์

สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ขอเชิญเหล่าผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานด้าน Cybersecurity ของหน่วยงาน/องค์กรโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ (CII) ทั้ง 8 กลุ่ม รวมถึงนักเรียนนักศึกษาและประชาชนที่สนใจ เข้าร่วมการเสวนาด้าน Cybersecurity สำหรับหน่วยงาน/องค์กรด้าน CII ในงาน “Thailand National Cyber Week 2023” วันที่ 17 – 18 กุมภาพันธ์ ณ สามย่านมิตรทาวน์ ลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรี

📆 วันที่ 17 – 18 กุมภาพันธ์ 2023
⏰ เวลา 10:00 – 17:00 น.
🏢 สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์ (แผนที่, MRT สามย่าน)
🇹🇭 เสวนาภาษาไทยทุกเซสชัน
📍 ลงทะเบียนที่ www.thncw.com

สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแลด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของ CII ทั้ง 8 กลุ่ม จัดเสวนากลุ่มย่อยบนเวที NCSA Stage เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับประเด็นด้านภัยคุกคามไซเบอร์ ปัญหาและอุปสรรค การออกกฎหมาย นโยบาย และการกำกับดูแล รวมถึงแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด เพื่อรักษาหน่วยงาน/องค์กรด้าน CII ของไทยให้มีความมั่นคงปลอดภัย โดยแบ่งการเสวนาออกเป็น 8 เซสชัน ตาม CII ทั้ง 8 กลุ่มของ พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ โดยมีกำหนดการเสวนาดังนี้

วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2023

11:00 – 11:45 ความสำคัญของการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ด้านความมั่นคงของรัฐ กับวิสัยทัศน์ของประเทศไทย
วิทยากร
• สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ
• สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม
• คุณธาดา กิจมาตรสุวรรณ President Engineering, GenT Solution
13:30 – 14:15 บริการภาครัฐกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และความเป็นส่วนบุคคลของข้อมูลประชาชน
วิทยากร
• สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ
• สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน)
• คุณกฤษณา เขมากรณ์ Country Manager, M-Solutions Technology (Thailand)
14:30 – 15:15 เสริมความมั่นคงให้กับการบริการด้านสุขภาพ กับการป้องกันภัยคุกคามไซเบอร์สำหรับหน่วยงานสาธารณสุข
วิทยากร
• สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ
• สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข
• คุณณัฐพงษ์ ฟองสินธุ์ Senior Solution Architecture SEA, Infoblox
15:30 – 16:15 Manufacturing 4.0 กับการเสริมความมั่นคงให้ธุรกิจโรงงานและการผลิตด้วย Cybersecurity
วิทยากร
• สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ
• คุณนรินทร์​ฤทธิ์​ เปรม​อภิ​วัฒโน​กุล ​อุปนายก​ TISA
• ดร. ธัชพล โปษยานนท์ Country Director, Palo Alto Networks

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2023

11:00 – 11:45 การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ด้านการเงินธนาคาร เพื่อปกป้องชาวไทยจากการตกเป็นเหยื่อแก๊งอาชญากรไซเบอร์
วิทยากร
• สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ
• ธนาคารแห่งประเทศไทย
• สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
13:30 – 14:15 การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ให้โครงข่ายสัญญาณโทรคมนาคมทั่วไทย กับความสำคัญต่อภาคประชาชนและธุรกิจ
วิทยากร
• สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ
• คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ
• True Internet
• คุณสุรชัย ฉัตรเฉลิมพันธุ์ Country Cyber Security & Privacy Officer, Huawei
14:30 – 15:15 ความมั่นคงทางพลังงานและสาธารณูปโภคกับการเสริมแกร่งความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์
วิทยากร
• สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ
• สำนักงานปลัดกระทรวงพลังงาน
• การไฟฟ้านครหลวง
• คุณปิยธิดา ตันตระกูล Country Manager (Thailand), Trend Micro
15:30 – 16:15 ผลกระทบของภัยคุกคามไซเบอร์ต่อการคมนาคมขนส่งทั่วไทย และการรับมือของประเทศไทย
วิทยากร
• สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ
• สำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคม
• สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย

* กำหนดการและรายชื่อวิทยากรอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม

🎉 พิเศษ!! ลงทะเบียนและเข้าร่วมงานเพื่อลุ้นรับ iPhone 14, iPad (Gen 10), Apple Watch รวม 20 รางวัล และทองแท่ง 2 บาท 5 รางวัล รวมมูลค่ากว่า 1,000,000 บาท

from:https://www.techtalkthai.com/ncsa-thailand-national-cyber-week-2023-panel-discussion/

ตลาด SaaS มีแนวโน้มจะแข่งขันดุเดือดมากขึ้นทุกปี

อัตราการเติบโต Dynamics 365 ของ Microsoft กำลังถูกเบียดพื้นที่ส่วนแบ่งตลาดจากผู้เล่นรายใหญ่อย่าง Oracle, SAP, Workday และ Salesforce ซึ่งได้รับรายรับโตขึ้นตามลำดับอย่างน่าพอใจ
 

Image Credit : salesforce.com
สรุปข้อมูลรายรับหมวด SaaS รายไตรมาสสิ้นสุดเมื่อวันที่ 30 พ.ย. 2022
  • Oracle มีรายได้เติบโต 40% คิดเป็นรายรับรายประจำไตรมาสที่ 2,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
  • SAP มีรายได้เติบโต 30% คิดเป็นรายรับรายประจำไตรมาสที่ 2,330 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
  • Workday มีรายได้เติบโต 22.3% คิดเป็นรายรับรายประจำไตรมาสที่ 1,430 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ข้อมูลอัปเดตสิ้นสุดเมื่อวันที่ 31 ต.ค. 2022)
  • Salesforce มีรายได้เติบโต 15% คิดเป็นรายรับรายประจำไตรมาสที่ 5,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ข้อมูลยังไม่ชัดเจน เป็นแค่การคาดการณ์)
  • Microsoft ไม่เปิดเผยรายรับรายไตรมาสสำหรับ Dynamics 365 แม้ถูกคาดการณ์ว่าจะเติบโตขึ้น 21% แต่เมื่อเทียบรายรับรายไตรมาสในปีก่อนหน้า Microsoft มีอัตราการเติบโตสูงถึง 45% นั่นหมายความว่า ณ ปีปัจจุบันตัวเลขการเติบโตมีตัวเลขที่ดิ่งลงมากกว่าครึ่งๆ
SaaS ตลาดซอฟต์แวร์ที่มีการแข่งขันช่วงชิงพื้นที่ส่วนแบ่งการตลาดกันอย่างดุเดือดมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งสามารถช่วยพลิกชีวิตให้กับกลุ่มธุรกิจต่างๆ สามารถปรับตัวก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล ทั้ง Microsoft, Oracle, SAP, Workday และ Salesforce ล้วนแต่เผยกลยุทธ์เชิงรุกออกมาเพื่อนำเสนอให้กับผู้บริโภค และสำหรับปี 2023 คาดว่าบริษัทด้าน SaaS จะเน้นด้านประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ของตนเองมากขึ้นเพื่อการนำเสนอบริการที่แตกต่างและช่วยนำพาองค์กรต่างๆ ไปสู่ Digital Transformation ได้อย่างยั่งยืน
 

ที่มา : https://accelerationeconomy.com/cloud-wars/cloud-wars-minute/apps-wars-oracle-sap-outgrow-microsoft-dynamics-365/

from:https://www.techtalkthai.com/the-saas-market-tends-to-become-more-competitive-every-year/

BE8 ผนึก BBIK รุกเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อมจับตลาด Net Zero [Guest Post]

2 ยักษ์ใหญ่ผู้นำ Digital Transformation “เบริล 8 พลัส-บลูบิค” ผนึกกำลังรุกเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อม หรือ Green Tech ลุยจับตลาด Net Zero ทั้งในและต่างประเทศ ชี้มีแนวโน้มเติบโตสูง เป็นเมกะเทรนด์โลก เผยมีมูลค่าตลาดในประเทศเฉียดพันล้าน ขณะที่ทั้ง 2 ซีอีโอ มั่นใจศักยภาพแข่งขันบริษัทเทคฯระดับโลกได้ ระบุมีจุดแข็งคนละด้านสามารถนำมาต่อยอดเสริมความแข็งแกร่ง สนับสนุนการเติบโตที่ยั่งยืน

นายอภิเษก เทวินทรภักติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เบริล 8 พลัส จำกัด (มหาชน) หรือ BE8 เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้ร่วมมือกับ บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ BBIK ในการจัดตั้งบริษัทใหม่ในรูปแบบกิจการร่วมค้า (Joint Venture) โดยถือหุ้นฝ่ายละ 50% ของทุนจดทะเบียน ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อดำเนินธุรกิจด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อดูแลสิ่งแวดล้อม หรือ Green Tech โดยมีขอบเขตในการให้คำปรึกษา รวมถึงให้บริการพัฒนาและติดตั้งระบบเทคโนโลยีด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero Technology และการทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกในระดับองค์กร (Carbon Accounting) สำหรับกลุ่มธุรกิจสีเขียว (Green Business)

นายอภิเษก กล่าวต่อว่า ธุรกิจการให้บริการและให้คำปรึกษาในด้าน Green Tech ถือเป็นธุรกิจที่มีแนวโน้มการเติบโตสูง โดยเฉพาะเรื่องของ Net Zero และคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) ซึ่งถือเป็นเมกะเทรนด์ของโลก ทำให้หน่วยงานภาครัฐต้องเป็นผู้นำในการให้ความรู้ สร้างมาตรฐานในการวัดและประเมินผล รวมถึงออกกฎหมายต่างๆ เพื่อให้องค์กรที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง ซึ่งเป็นการสร้างโอกาสทางธุรกิจที่มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมในการสนับสนุนให้องค์กรสามารถบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ได้

ปัจจุบันภาคเอกชนเริ่มมีการตื่นตัวในการบริหารจัดการเรื่อง Net Zero อย่างจริงจัง ทำให้กลุ่ม BE8 มองเห็นโอกาสของธุรกิจการให้บริการและให้คำปรึกษาด้านนี้ จึงตัดสินใจร่วมทุนกับบริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) โดยในปีที่ผ่านมา มูลค่าตลาดบริการด้านเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน (Green IT Services) ในประเทศไทย อยู่ที่ 960 ล้านบาท เติบโต 12% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และคาดว่าอีก 2 ปีข้างหน้า มูลค่าตลาดจะเพิ่มเป็น 1,400 ล้านบาท โดยฐานลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทและองค์กรชั้นนำต่าง ๆ ในประเทศ ที่ต้องขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายของประเทศไทยเป็น Net Zero ในปี 2050

แม้ BE8 และ BBIK จะอยู่ในธุรกิจเดียวกัน แต่เราไม่ใช่คู่แข่งกัน ความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นและเราเชื่อว่าในอนาคตยังมีโอกาสที่จะได้ร่วมงานกันอีกหลายโปรเจค เพื่อขับเคลื่อนทุกธุรกิจให้ล้ำหน้าด้วยเทคโนโลยี ” นายอภิเษก กล่าว

ด้านนายพชร อารยะการกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ BBIK ที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์และดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันครบวงจร กล่าวว่า การผนึกกำลังของ 2 ผู้นำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน ซึ่งมีความเชี่ยวชาญที่แตกต่างกันในครั้งนี้ จะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถให้กับทั้ง 2 องค์กรเพื่อให้แข่งขันกับบริษัทเทคฯระดับโลก และพร้อมเปิดประตูสู่การขยายธุรกิจด้าน Green Tech ที่ครอบคลุมทั้งการให้คำปรึกษา การพัฒนาและติดตั้งระบบเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งปัจจุบันกระแสการพัฒนาองค์กรธุรกิจอย่างยั่งยืน หรือ ESG ได้กลายเป็นพันธกิจสำคัญขององค์กรชั้นนำระดับโลก ด้วยการปรับเปลี่ยนตนเองสู่องค์กรรักษ์โลก (Green Organization) เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน นอกจากนี้บริษัทฯ ยังมองเห็นโอกาสทางธุรกิจนี้ในประเทศไทยที่กระแสของการเปลี่ยนผ่านสู่องค์กรรักษ์โลก หรือ Carbon Footprint for Organization : CFO ที่ยังอยู่ในช่วงต้น

ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและปัญหาสิ่งแวดล้อม กำลังกดดันให้ภาคธุรกิจมุ่งสู่การเติบโตแบบยั่งยืน ด้วยการดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) จากเมกะเทรนด์นี้ ทำให้ บลูบิคและเบริล 8 พลัส เห็นถึงโอกาสในการเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยผลักดันให้ภาคธุรกิจสามารถบรรลุเป้าหมายการดำเนินนโยบาย ESG ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี ซึ่งเราเชื่อมั่นว่า การเปลี่ยนผ่านองค์กรสู่องค์กรรักษ์โลกด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีจะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างสรรค์สังคมและประเทศชาติให้ดีขึ้น” นายพชร กล่าว

นอกจากนี้ เบริล 8 พลัส และ บลูบิค เชื่อว่าความร่วมมือในครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ในการผสานจุดแข็งด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันของ 2 องค์กร เพื่อปูทางสู่การผลักดันเทคโนโลยีและโซลูชันใหม่ ๆ ที่สามารถตอบโจทย์การเปลี่ยนผ่านองค์กรธุรกิจของลูกค้า ให้รับมือกับเทรนด์และความท้าทายใหม่ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลได้ในที่สุด

เกี่ยวกับ Beryl 8 Plus

บริษัท เบริล 8 พลัส จำกัด (มหาชน) หรือ BE8 เป็นบริษัทที่ปรึกษาด้าน Digital Transformation แบบครบวงจรที่เชี่ยวชาญในด้าน CRM, Data Analytics & AI เป็นพิเศษ รวมถึงเป็นตัวแทนจำหน่าย และเป็นพันธมิตรกับบริษัทซอฟต์แวร์ชั้นนำของโลกในด้านต่างๆ เช่น Salesforce, Google, MuleSoft, Tableau, Snowflake, DocuSign, และ Genesys

บริษัทเป็นที่ปรึกษาให้กับองค์กรชั้นนำทั่วภูมิภาคในการผลักดัน Digital Transformation มาหลายร้อยโครงการ ด้วยประสบการณ์กว่า 10 ปี และบุคลากรผู้เชี่ยวชาญกว่า 1,000 คน

สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเบริล 8 พลัส ได้ที่ Website: www.beryl8.com, Facebook Page: Beryl8 และ LinkedIn: Beryl8

เกี่ยวกับ Bluebik

บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทคอนซัลต์ที่เชี่ยวชาญด้านการทำ Digital Transformation โดยให้บริการตั้งแต่การให้คำปรึกษาด้านกลยุทธ์และการจัดการ (Management Consulting) บริการที่ปรึกษาเชิงลึกด้านดิจิทัลและพัฒนาเทคโนโลยีภายในองค์กร (Digital Excellence & Delivery) บริการที่ปรึกษาการบริหารจัดการโครงการเชิงกลยุทธ์ (Strategic PMO) และบริการที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการข้อมูลขนาดใหญ่และการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง (Big Data & Advanced Analytics) ภายใต้ความเข้าใจบริบทการทำธุรกิจในประเทศไทยเป็นอย่างดี พร้อมด้วยความสามารถของบุคลากรกว่า 800 คนที่มีประสบการณ์จากบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำระดับโลก

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ บลูบิค กรุ๊ป สามารถศึกษาได้ที่ Website: www.bluebik.com หรือติดตามข่าวสารผ่านทางโซเชียลมีเดียได้ที่ Facebook Page: Bluebik Group และ LinkedIn: Bluebik Group

from:https://www.techtalkthai.com/be8-x-bbik-go-to-net-zero-technology/

พบแฮ็กเกอร์ใช้ Add-in บน Microsoft Visual Studio เป็นช่องทางในการโจมตี

พบแฮ็กเกอร์ใช้ Add-in บน Microsoft Visual Studio เป็นช่องทางในการโจมตี

ผู้เชี่ยวชาญทางด้านความมั่นคงปลอดภัยจาก Deep Instinct พบการโจมตีที่เกิดขึ้นจากการติดตั้ง Add-in บน Microsoft Visual Studio ซึ่งการโจมตีนั้นมาจาก Visual Studio Tools for Office (VSTO) เป็นเครื่องมือ SDK ที่มีมาพร้อม Microsoft Visual Studio IDE เพื่อใช้เป็นช่องทางในการติดตั้ง Add-in Packaged ที่มีไฟล์ต่างๆเพื่อทำงานในเครื่อง นอกจากนี้ยังมีความสามารถในการดาวน์โหลดไฟล์จากภายนอกได้อีกด้วย โดย Add-in ที่ตรวจพบนั้นจะมีการแทรกไฟล์เอกสารของ Office App เช่น Word หรือ Excel อยู่ภายใน เมื่อเหยื่อทำการเปิดไฟล์ Add-in นั้นขึ้นมาและกด Enable Content จะมีการสั่งให้ VBA macro ทำงานและเริ่มการโจมตีทันที โดย Add-in ที่มีมัลแวร์ส่วนใหญ่นั้นจะทำงานแบบ Local แต่การโจมตีแบบ Remote ก็ถูกตรวจพบเช่นเดียวกัน

Deep Instinct คาดว่ากลุ่มแฮ็กเกอร์จะใช้ VSTO เป็นเครื่องมือในการโจมตีมากขึ้นในอนาคต ผู้ใช้งานจึงควรระมัดระวังในการใช้งาน Add-in หรือการเปิดไฟล์ต่างๆที่ดาวน์โหลดจากอินเทอร์เน็ต

ที่มา: https://www.bleepingcomputer.com/news/security/hackers-weaponize-microsoft-visual-studio-add-ins-to-push-malware/

from:https://www.techtalkthai.com/hackers-use-add-in-on-microsoft-visual-studio-for-attacks/

Cisco ออกแพตช์อุดช่องโหว่ความรุนแรงสูงในอุปกรณ์ที่ใช้งาน Cisco IOx Application Hosting Environment

Cisco ออกแพตช์อุดช่องโหว่ความรุนแรงสูงในอุปกรณ์ที่ใช้งาน Cisco IOx Application Hosting Environment

Cisco ได้ออกแพตช์อุดช่องโหว่ CVE-2023-20076 ที่อาจถูกใช้เป็นช่องทางในการโจมตีแบบ Command Injection ได้ ช่องโหว่นี้ถูกค้นพบโดยผู้เชี่ยวชาญทางด้านความมั่นคงปลอดภัยจาก Trellix Advanced Research Center ซึ่งการโจมตีเข้าสู่ระบบปฏิบัติการสามารถทำได้อย่างไม่ซับซ้อน เพียงแค่ทำการ Deploy และ Activate ตัว Application ที่มีการปรับแต่งไฟล์ Payload บนอุปกรณ์เท่านั้น หลังจากนั้นผู้โจมตีสามารถฝัง Backdoor เอาไว้ในเครื่องเพื่อใช้ในการโจมตีครั้งต่อไปได้ ช่องโหว่ดังกล่าวกระทบกับอุปกรณ์ที่ใช้งาน IOS XE ที่เปิดใช้งานฟีเจอร์ Cisco IOx Application Hosting Environment และไม่รองรับ Docker แบบ Native ตามรายการดังนี้

  • 800 Series Industrial ISRs
  • Catalyst Access Points (COS-APs)
  • CGR1000 Compute Modules
  • IC3000 Industrial Compute Gateways (เวอร์ชันก่อนหน้า 1.2.1)
  • IR510 WPAN Industrial Routers

อย่างไรก็ตามช่องโหว่ดังกล่าวไม่มีผลกระทบกับผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Catalyst 9000 Series Switch, IOS XR, NX-OS และ Meraki ปัจจุบัน Cisco Product Security Incident Response Team (PSIRT) ยังไม่พบการโจมตีจากช่องโหว่นี้แต่อย่างใด แต่ผู้ดูแลระบบควรอัปเดตไปใช้งานเฟิร์มแวร์เวอร์ชันล่าสุดเพื่ออุดช่องโหว่ดังกล่าว

ที่มา: https://www.bleepingcomputer.com/news/security/cisco-fixes-bug-allowing-backdoor-persistence-between-reboots/

from:https://www.techtalkthai.com/cisco-releases-patch-for-high-severity-flaws-on-devices-using-iox-application-hosting-environment/

13 เทรนด์ Digital Transformation แห่งปี 2023

แม้ว่าปีที่ผ่าน ๆ มา Digital Transformation จะเป็นเทรนด์ยอดฮิตที่หลายองค์กรจำต้องเร่งปรับตัวเพื่อให้ทันกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แต่ในปี 2023 นี้ที่โลกดูเหมือนจะรับสถานการณ์ COVID-19 ได้แล้ว ก็ยังคงมีประเด็นอื่น ๆ มากมายที่ทำให้องค์กรจำต้องทรานส์ฟอร์มอย่างต่อเนื่อง 

ตามข้อมูลจาก Statista นั้นได้คาดการณ์ว่าธุรกิจต่าง ๆ ทั่วโลกจะมีการใช้จ่ายในเรื่อง Digital Transformation พุ่งไปถึง 3.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2026 จากในปี 2022 อยู่ที่ 1.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเรียกว่าเติบโตขึ้นมากกว่า 2 เท่าภายในเวลา 4 ปีเท่านั้น พูดอีกมุมหนึ่งก็คือ Digital Transformation จะยังคงเป็นเทรนด์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องไปอีกอย่างน้อย 4 ปี

บทความนี้ คือ 13 เทรนด์การทำ Digital Transformation แห่งปี 2023 ที่เชื่อว่าจะมีผลกระทบกับทุกองค์กรซึ่งแม้ว่าจะเป็นธุรกิจที่ไม่ใช่เชิงเทคนิค ก็ยังจำเป็นต้องเริ่มทรานส์ฟอร์มองค์กรแล้วด้วยเช่นกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ เสริมศักยภาพ สร้างความยืดหยุ่น ให้ทันรับกับสถานการณ์โลกที่จะเปลี่ยนแปลงไปอีก และเพื่อยังคงสถานะการแข่งขันในตลาดได้ต่อไป

1. Automation เสริมประสิทธิภาพไปอีกขั้น

เทคโนโลยี Automation คือหนึ่งในสิ่งที่จะใคร ๆ จะมองหามากที่สุดในการทำ Digital Transformation ในปีนี้ ด้วยปัญหาความไม่แน่นอน (Uncertainty) ทั้งหลายที่เกิดขึ้น อาทิ เงินเฟ้อ ราคาพลังงานที่แพงขึ้น ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ จึงทำให้เทคโนโลยี Automation คือสิ่งที่จำเป็นอย่างมากเพื่อช่วยให้องค์กรมีผลิตผล (Productivity) สูงขึ้น ใช้แรงงานมนุษย์น้อยลง รวมทั้งกระบวนงานที่ทำให้กลายเป็นแบบดิจิทัลแล้วนั้นจะเกิดความผิดพลาดน้อยลงอีกด้วย

ตามแบบสำรวจจาก Deloitte ยังชี้ให้เห็นว่า 53% ขององค์กรได้เริ่มพัฒนาระบบ Robotic Process Automation (RPA) แล้ว ส่วน Gartner นั้นทำนายไว้ว่าภายในปี 2024 ระบบ Hyper-automation จะทำให้องค์กรสามารถลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลงไปได้สูงถึง 30% และตลาดซอฟต์แวร์ Hyper-automation นั้นจะสูงถึง 860,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐอีกด้วย หากองค์กรใดยังไม่ได้พิจารณาในเรื่อง Automation มาก่อน ควรเริ่มพิจารณาได้แล้วว่ามีกระบวนการหรือขั้นตอนใดที่สามารถทดแทนด้วยระบบ Automation ได้บ้าง

Ex. Smart Factory

2. เครื่องมือ Low Code/No Code สนับสนุนแรงงานขาดแคลน

อย่างที่รู้กันว่าปัญหาแรงงานขาดแคลน (Talent Shortage) ยังคงเป็นอยู่อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ทีมไอทีจำต้องอยู่ภายใต้ความกดดันอย่างมากเมื่อต้องทำเรื่อง Digital Transformation ให้กับองค์กร และหนึ่งในเครื่องมือที่จะช่วยทำให้เกิดกระบวนงานอัตโนมัติได้อย่างรวดเร็วนั่นคือเครื่องมือแบบ Low Code/No Code ที่สามารถช่วยสนับสนุนการการพัฒนาระบบอย่างรวดเร็วขึ้น พร้อมกับแก้ไขปัญหาแรงงานขาดแคลนได้อย่างมาก

ด้วยความสามารถของเครื่องมือที่ใช้การเขียนโค้ดที่น้อย (Low Code) หรือไม่ต้องเขียนเลย (No Code) จะทำให้องค์กรสามารถสร้าง “ทีมผสม (Fusion Team)” ที่รวมคนจากฝั่งธุรกิจกับฝั่งเทคโนโลยีมาไว้ในทีมเดียวกันได้มากขึ้น ซึ่งเครื่องมือ Low Code/No Code จะเป็นตัวกระตุ้นให้ทีมนี้สามารถสร้างสรรค์โครงการใหม่ ๆ ขึ้นมาได้เร็วกว่าในอดีตอย่างมาก เพราะการมีคนจากฝั่งธุรกิจที่เข้าใจความต้องการของผู้ที่ใช้งานจริง ๆ โดยตรง และสามารถใช้งานเครื่องมือ Low Code/No Code ได้ด้วยตนเอง จึงทำให้เกิดเป็นโซลูชันที่ใช้งานได้จริงอย่างรวดเร็ว ตรงโจทย์ทางธุรกิจมากขึ้น และถ้าหากจำเป็นต้องใช้ทำอะไรที่ซับซ้อน ทีมเทคนิคก็จะสามารถสนับสนุนได้ทันที 

3. AI/ML ปลดล็อกศักยภาพไปอีกขั้น

วิวัฒนาการของ AI/ML ที่เกิดขึ้นมาอย่างก้าวกระโดดนั้น กำลังเปลี่ยนโลกของการทำงานไปโดยสิ้นเชิง ตามที่เห็นได้ว่าหลาย ๆ งานในปัจจุบันนั้นสามารถใช้ระบบ AI ทดแทนมนุษย์ได้แบบครบถ้วน เช่น ระบบแนะนำส่วนบุคคล ระบบรู้จำใบหน้า เอกสาร หรือป้ายทะเบียนรถยนต์ แชทบอท หรือว่าระบบวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งนอกจากจะทำให้ประสิทธิภาพดีขึ้นแล้ว ยังมีความแม่นยำมากกว่า แถมประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่าอีกด้วย ซึ่งปี 2023 นี้ AI/ML ก็จะยังคงเติบโตและสามารถปลดล็อกศักยภาพใหม่ ๆ ไปอีกขั้นให้เห็นกันทั่วโลกอย่างแน่นอน 

ที่สำคัญ การกำเนิด ChatGPT ที่ได้ทำให้โลกเกิดความกังวลมากมายตั้งแต่ปลายที่ผ่านมานั้น ก็ดูเหมือนจะยิ่งปรับภูมิทัศน์การทำงานยุคใหม่ไปอีกขั้น ซึ่งไม่แน่ว่าโลกการทำงานในอนาคต องค์กรต่าง ๆ อาจต้องแข่งขันกันในเรื่องความสามารถในการปรับใช้ AI ต่าง ๆ ที่มีให้บริการทั่วโลก อย่าง ChatGPT, Midjourney หรือ Imagen แทน ซึ่งหากองค์กรใดที่ไม่ได้ใช้งาน AI ใด ๆ เลย ก็อาจจะตกขบวนและออกจากการแข่งขันไปได้อย่างง่ายดาย

4. Composability เสริมความคล่องตัว

แน่นอนว่าความคล่องตัว (Agility) คือสิ่งที่จำเป็นอย่างมากในสถานการณ์ทุกวันนี้ แต่ทว่าองค์กรส่วนใหญ่จะไม่สามารถสร้าง Agility ขึ้นมาได้เพราะเทคโนโลยีที่ใช้งานยังล้าหลังเกินไป ผนวกกับเรื่องข้อมูลภายในองค์กรที่ยังเป็นไซโล (Silo) อยู่จำนวนมาก จึงทำให้ Mulesoft คาดว่าปี 2023 นี้ หลายองค์กรจะแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วยกลยุทธ์ถอดประกอบได้ (Composable) กันมากขึ้น คือการพัฒนาสิ่ง ๆ ให้สามารถ “ใช้ซ้ำ (Reuse)” เพื่อทำให้ทีมงานสามารถนำไปประยุกต์ (Adapt) ต่อยอดได้ทันกับตามความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว 

นอกจากนี้ Gartner ยังได้คาดการณ์ไว้ด้วยว่า ภายในปี 2023 องค์กรใหญ่ ๆ กว่า 60% จะมีการใส่กลยุทธ์การเป็น “Composable Enterprise” เพิ่มเป็นอีกเป้าหมายขององค์กร เนื่องจากองค์กรที่ใช้กลยุทธ์ Composable จะสามารถเร่งความเร็วในการพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ออกมาให้ผู้ใช้งานได้สูงถึง 80% เลยทีเดียว นี่จึงเป็นอีกเทรนด์ที่จะทำให้หลาย ๆ องค์กรทั่วโลกสามารถทรานส์ฟอร์มได้สำเร็จในปีนี้

5. Total Experience (TX) ประสบการณ์ทั้งฝั่งผู้บริโภคและพนักงาน

ก่อนหน้านี้องค์กรส่วนใหญ่มักจะมุ่งเน้นในเรื่องการปรับปรุงประสบการณ์ผู้บริโภค (Customer Experience : CX) เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตและสร้างความจงรักภักดี (Loyalty) ต่อแบรนด์ หากแต่หลังจากนี้ องค์กรจะเริ่มกลับมาสนใจในประสบการณ์ของพนักงาน (Employee Experience : EX) กันมากขึ้น เพราะสิ่งนี้คืออีกหนึ่งในปัจจัยสำคัญของความสำเร็จองค์กรในอนาคต และทั้งสองส่วนนี้รวมกันเรียกว่า Total Experience (TX)

เรื่องนี้ Mulesoft ได้คาดการณ์ว่าในปี 2023 นี้ จะมีองค์กรชั้นนำจำนวนมากเริ่มพิจารณาเรื่อง Total Experience มากขึ้น เพื่อปรับปรุงเส้นทาง (Journey) ในการเป็นลูกค้าหรือว่าพนักงานให้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนที่เป็นทั้งพนักงานและผู้บริโภคในเวลาเดียวกันนั้นจะยิ่งทำให้เกิดประสบการณ์ร่วมที่เหนือไปอีกขั้น และนอกจากจะทำให้ประสบการณ์ของพนักงานดีขึ้นแล้ว ยังเสริมให้องค์กรมีมูลค่าทางธุรกิจมากขึ้นอีกด้วย แถมยังเป็นการนำเอาเทคโนโลยีที่มีอยู่แล้วจากฝั่งลูกค้ามาใช้ซ้ำในฝั่งพนักงานในทำนองเดียวกันได้เลย ดังนั้น ทุกองค์กรสามารถทำได้ทันที ซึ่ง Gartner คาดการณ์ว่าภายในปี 2024 องค์กรที่มุ่งเน้นเรื่อง TX จะเหนือกว่าคู่แข่งในเรื่องความพึงพอใจทั้ง CX และ EX ถึง 25% 

6. Automated Data Intelligence ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลอย่างแท้จริง

ที่ผ่านมาจะเห็นว่าแทบทุกองค์กรกำลังพยายามขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven) กันทั้งสิ้น แต่ทว่าข้อมูลที่ถือว่าเป็นสินทรัพย์อันมีค่านี่เองนั้นกลับยังคงถูกจัดเก็บไว้เป็นไซโล (Silo) เสียส่วนใหญ่ จะเรียกใช้ก็มักจะเกิดความติดขัดอะไรมากมายภายในองค์กรอยู่เสมอ แต่ Mulesoft ได้ชี้ว่าหลาย ๆ องค์กรจะแก้ปัญหานี้ด้วยวิธีการ Composable เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลกันได้ง่ายขึ้น ซึ่งเมื่อดำเนินการได้สำเร็จจะทำให้เกิด “Data Fabric” ที่ข้อมูลจะเชื่อมโยงกันได้ทุกแพลตฟอร์มและกับผู้ใช้งานในภาคธุรกิจ เหมือนผ้าที่ถักร้อยไว้ด้วยกัน

นอกจากนี้ ถ้าองค์กรมีการลงทุนในระบบวิเคราะห์ข้อมูลแบบ Real Time เพิ่มเติมใน Data Fabric แล้ว จะยิ่งเสริมทำให้องค์กรสามารถดำเนินการตัดสินใจได้อย่างอัตโนมัติ (Automate Decision-Making) และสามารถใช้งานข้อมูลได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ซึ่งทั้งสองสิ่งจะทำให้กลายเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลได้อย่างแท้จริง

7. Cybersecurity ที่เชื่อมโยงหลาย Layer มากขึ้น

เรื่อง Cybersecurity คือสิ่งที่คู่กันกับ Digital Transformation อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเนื่องจากองค์กรมีการลงทุนในสถาปัตยกรรมแบบกระจาย (Distributed Architecture) และเทคโนโลยีที่ขอบ (Edge Technology) กันมากขึ้น จึงส่งผลให้ปีนี้คาดว่าจะเกิดความเสี่ยงในเรื่องความมั่นคงปลอดภัย (Security) มากขึ้นกว่าเดิมอีก ดังนั้น องค์กรควรต้องปรับใช้แนวทางการสร้าง “Cybersecurity Mesh” หรือสถาปัตยกรรมแบบ Composable ที่เชื่อมโยงบริการ Security ให้มีความหลากหลายและซ้อนกันไว้หลาย ๆ ชั้นกระจายไว้ในทุก ๆ จุด

ในเรื่องนี้ Gartner กล่าวว่าภายในปี 2024 องค์กรที่ได้ปรับใช้สถาปัตยกรรม Cybersecurity Mesh นั้นจะสามารถลดผลกระทบด้านการเงินจากเหตุการณ์โจมตี Security ลงไปได้โดยเฉลี่ยถึง 90% เลยทีเดียว แต่อย่างไรก็ดี การจะทำให้วิธีการนี้ได้สำเร็จ ก็อาจจำเป็นต้องมีระบบการบริหารสักตัวที่สามารถจัดการทุก Connection, API หรือพวก Component ต่าง ๆ อย่าง Automation Bot ที่ใช้งาน ได้จากหน้าจอ Administration ในที่เดียว เพื่อทำให้เห็นภาพรวมของทุกส่วนขององค์กร แล้วบริหารจัดการความเสี่ยงในทุก ๆ Attack Surface ที่อาจเหตุโจมตีขึ้นได้อย่างครอบคลุม

https://o.aolcdn.com/images/dims?quality=85&image_uri=https%3A%2F%2Fs.yimg.com%2Fos%2Fcreatr-images%2F2020-04%2F64396da0-78f4-11ea-afff-833061cb28e1&client=amp-blogside-v2&signature=0d230e4b613954dcba74674423e4014cfefaeb47

8. Hybrid Workforce อยู่ที่ไหนก็ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จากสถานการณ์แพร่ระบาดของ COVID-19 เกิดขึ้นและอาจจะกำลังผ่านพ้นไป ได้ทำให้แนวทางการทำงานในยุคใหม่เปลี่ยนแปลงไปอย่างถาวรก็ว่าได้ ซึ่งตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมานั้นได้พิสูจน์ให้เห็นส่วนหนึ่งแล้วว่าพนักงานหลาย ๆ ตำแหน่งสามารถทำงานจาก “ที่ไหนก็ได้” ได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นกัน นั่นแปลว่าหลาย ๆ องค์กร อาจไม่จำเป็นต้องให้พนักงานเข้ามาที่ออฟฟิศพร้อม ๆ กันทั้งหมดก็เป็นได้ 

สิ่งนี้เรียกว่า “Hybrid Workforce” ที่ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ องค์กรจะเริ่มเกิดทีมทำงานที่ผสมผสานพนักงานจากหลายที่หลายแห่ง หลาย Time Zone ที่สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจำเป็นจะต้องพึ่งพาเครื่องมือนวัตกรรมใหม่ ๆ อาทิ เครื่องมือประชุมทางไกล Collaboration Tool และอื่น ๆ เพื่อสนับสนุนให้ทีมงาน Hybrid Workforce ให้ทำงานได้เหมือนกับช่วงยุคก่อนที่ COVID-19 จะแพร่ระบาดเกิดขึ้น 

9. Cloud Migration จะมีมากขึ้น

อีกสิ่งหนึ่งที่คู่กับการทำ Digital Transformation นั่นคือเทคโนโลยี Cloud ซึ่งจะเห็นว่าองค์กรธุรกิจเริ่มทยอยหันมาใช้งาน Cloud กันมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะสิ่งนี้ได้พิสูจน์ให้หลาย ๆ แห่งเห็นแล้วว่าสามารถลดค่าใช้จ่าย เสริมประสิทธิภาพการทำงาน รวมทั้งลดปัญหาการบำรุงรักษาที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง หรือเรื่องการจ้างพนักงานเพื่อมาดูแลระบบหลังบ้านของตัวเอง เป็นต้น

อย่างไรก็ดี การใช้ Cloud เจ้าเดียวหรือที่เดียวนั้นก็เริ่มจะไม่เพียงพอในการให้บริการได้อย่างมีเสถียรภาพ จนทำให้เกิดการใช้งานแบบ Hybrid Cloud อันเป็นเทรนด์มาก่อนหน้านี้ และในปี 2023 จะเริ่มเห็นการปรับใช้สถาปัตยกรรม Multi Cloud มากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อทำให้บริการมีความเสถียรภาพสูง ลดความเสี่ยงต่าง  ๆ รวมทั้งเวลา Downtime ได้ หากแต่การปรับใช้ Cloud กันมากขึ้นก็ทำให้มีช่องโหว่ในเรื่องความมั่นคงปลอดภัยที่มากขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งสิ่งนี้เองคือส่วนที่ทั้งผู้ใช้งานและผู้ให้บริการทั้งหลายต้องคิดคำนึงถึงไปด้วยพร้อม ๆ กัน

10. Everything as a Service (XaaS) ทุกอย่างเป็นบริการได้หมด

เช่นเดียวกับเรื่อง Total Experience ในมุมของบริการหรือ Service ต่าง ๆ ก็จะเห็นได้ชัดมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าทุกอย่างสามารถให้บริการผ่าน Cloud ได้ทั้งหมด ซึ่งนั่นแปลว่าโลกกำลังจะเริ่มกลายเป็น Everything-as-a-Service (XaaS) ที่ไม่ว่าจะเป็นบริการหรือแอปพลิเคชันอะไร ก็จะกลายเป็นบริการที่เข้าถึงได้ง่าย เริ่มใช้งานได้อย่างรวดเร็วแทบจะทันที 

ปีนี้และถัด ๆ ไป จะได้เห็นบริการที่จะมาในรูปแบบลักษณะ Subscription มากขึ้น แทนที่จะเป็นการจ่ายเงินเพื่อซื้อ License แทน ด้วยข้อดีที่ทำให้ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องลงทุนด้วยเม็ดเงินจำนวนมากโดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ อย่างเช่นเครื่อง Server รวมถึงค่าบำรุงรักษา รวมทั้งเรื่องความเร็วที่ผู้ใช้สามารถเริ่มต้นใช้งานได้แทบจะทันที จึงทำให้ผู้ใช้งานเลือกที่จะไปใช้บริการ as-a-Service มากกว่า และนั่นคือสิ่งที่ทำให้ผู้ให้บริการต้องปรับตัว จนกลายเป็น Everything-as-a-Service นั่นเอง

Shot of a programmer connecting to a user interface while working in an office at night

11. Blockchain จะมีการลงทุนมากยิ่งขึ้น

แม้ว่าตลาด Cryptocurrency จะดำดิ่งไปในช่วงปีที่ผ่านมา แต่เทคโนโลยี Blockchain นั้นคือส่วนแกน (Core) ที่ยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเห็นว่าหลาย ๆ องค์กรและอุตสาหกรรมยังคงนำเอาเทคโนโลยีไปปรับใช้กันมากขึ้น แต่อย่างไรก็ดี มีบางอุตสาหกรรมที่ได้พิสูจน์แล้วว่า Blockchain ไม่ได้อาจช่วยแก้ไขปัญหาได้ทุกสิ่ง 

ทั้งนี้ จนถึงปัจจุบัน Blockchain ก็ยังคงถือว่าเป็นเทคโนโลยีเกิดใหม่ (Emerging Technology) และยังคงมีโอกาสที่จะดิสรัป (Disrupt) เทคโนโลยีดั้งเดิมได้ ซึ่งปีนี้คงจะได้เห็นการลงทุนพัฒนาในเทคโนโลยี Blockchain อย่างต่อเนื่อง และเชื่อว่าจะยังคงจะได้เห็น Blockchain ใหม่ ๆ กับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ออกมา ซึ่งต้องติดตามกันต่อไปว่าวิวัฒนาการที่เกิดขึ้นจะสามารถแก้ไขปัญหาได้จริงหรือไม่ และเทคโนโลยีกับอุตสาหกรรมกำลังจะขับเคลื่อนไปในทิศทางใดต่อไป

Source: ShutterStock.com

12. กำเนิด Customer Data Platform จำนวนมาก

Customer Data Platform (CDP) นั้นเป็นเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงแอปพลิเคชันและฐานข้อมูลต่าง ๆ เข้าไว้ด้วยกันเพื่อทำให้องค์กรมีข้อมูลสำหรับวิเคราะห์ลูกค้าแต่ละคน เพื่อสร้างความเข้าใจลูกค้าแต่ละแห่งให้กับองค์กรได้มากที่สุด และสร้างโอกาสให้กับธุรกิจในการทำการตลาดหรือขายสินค้าในอนาคตได้อย่างตรงจุด และเป็นส่วนบุคคลที่มากยิ่งขึ้น

ดังนั้น ปีนี้จะเห็นหลาย ๆ องค์กรเร่งพัฒนา CDP กันมากยิ่งขึ้นอย่างแน่นอนเพราะโลก Cookieless World นั้นก็กำลังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ส่งผลให้ข้อมูลลูกค้าที่องค์กรจัดเก็บเองจึงจะมีความสำคัญมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ในการทำธุรกิจในอนาคตต่อไป

13. Sustainability คือทุกสิ่งที่ต้องคำนึง

วินาทีนี้ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารระดับสูงหรือพนักงานทั่วไปก็ตาม จำเป็นต้องพิจารณาในเรื่องของความยั่งยืน (Sustainability) ที่จะมีผลกระทบกับสภาพแวดล้อมธรรมชาติกันทั้งสิ้น เพราะแม้ว่าก่อนหน้านี้ผู้บริหารทั้งหลายจะออกมาพูดในเรื่องความยั่งยืนกันอย่างหนัก แต่ก็ยังไม่พอที่จะทำให้ปัญหาเรื่องสภาพภูมิอากาศหายไปจากโลกใบนี้ได้ในอนาคต

หลังจากนี้ องค์กรที่จะสามารถสร้างความแตกต่างทางธุรกิจในอนาคตได้นั้นจะต้องเป็นกลุ่มองค์กรมุ่งเน้นเรื่อง Sustainability ที่สามารถลดหรือไร้การปล่อยมลพิษต่าง ๆ ออกมาสู่โลกใบนี้ได้สำเร็จ ซึ่งจะเห็นภาพนี้ชัดขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคตอันใกล้ โดย Mulesoft ชี้ว่าในปี 2023 นี้องค์กรจะแสวงหาแนวทางในการขับเคลื่อนเรื่อง Sustainability ในการดำเนินงานต่าง ๆ ผ่านการใช้กลยุทธ์ Composable กันมากขึ้น เพื่อปลดล็อกการเชื่อมโยงข้อมูลและแอปพลิเคชันต่าง ๆ พร้อมกับปรับใช้ Automation และ Analytics เพื่อค้นหาข้อมูลเชิงลึก (Insight) ที่จะทำให้การทำธุรกิจมีประสิทธิภาพและมีความยั่งยืนไปพร้อม ๆ กัน ซึ่ง ณ ตอนนี้ ผู้นำองค์กรบางส่วนก็ได้เริ่มนำเอาเรื่อง Sustainabiltiy เข้าไปอยู่ในหัวใจของธุรกิจแล้วและคาดว่าจะมีงบประมาณมาลงทุนในเรื่องนี้ราว 10-20% ในอีก 3 ปีข้างหน้า

References

from:https://www.techtalkthai.com/top-13-digital-transformation-trends-of-year-2023/

ฟูจิตสึ พลิกโฉม เปิดศักราชใหม่ เดินหน้าชู FUJITRA ผลักดันองค์กรเพื่อสังคมยั่งยืน ขับเคลื่อนด้วย Digital Transformation [Guest Post]

กรุงเทพฯ:  1 กุมภาพันธ์ 2566 บริษัท ฟูจิตสึ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ FTH เปิดศักราชใหม่ เดินหน้าชู FUJITRA (Fujitsu Transformation) ผลักดันองค์กรเพื่อสังคมยั่งยืน ขับเคลื่อนด้วยการนำดิจิทัล (Digital Transformation) มาช่วยปรับเปลี่ยน หน่วยงาน วัฒนธรรมองค์กร ผลิตภัณฑ์ บริการ และโมเดลทางธุรกิจ โดยการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ส่งผลลัพธ์ที่ดีในการสำรวจความผูกพันของพนักงาน (Employee Engagement Survey) และยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ ฟูจิตสึ เป็นหนึ่งในองค์กรที่ได้รับการคัดเลือกในปี 2022 ว่า เป็นหนึ่งในสถานที่ทำงานที่ดีที่สุดในโลก (Best Places to Work)

นางสาวกนกกมล เลาหบูรณะกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟูจิตสึ (ประเทศไทย) จำกัด

นางสาวกนกกมล เลาหบูรณะกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟูจิตสึ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้บริหารหญิงและคนไทยคนแรกของ ฟูจิตสึ รับผิดชอบธุรกิจในประเทศไทย กล่าวว่า “ฟูจิตสึ ประเทศไทย ปีนี้ก้าวสู่ปีที่ 33 ผ่านการสร้างองค์กรให้มีความแข็งแกร่ง และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับสากลได้เป็นอย่างดี โดย ฟูจิตสึ เล็งเห็นว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจสูง ในภูมิภาคเดียวกัน (Fastest Economic Growing Country) จากเดิมที่มีผู้นำเป็นชาวญี่ปุ่นและผู้ชายมาตลอด เปลี่ยนมาเป็นผู้หญิงและคนไทยคนแรก ที่มาบริหารองค์กรในประเทศไทย โดยการเปลี่ยนแปลงผู้นำในครั้งนี้นับเป็นปรากฏการณ์แรกสำหรับองค์กรญี่ปุ่นอย่างฟูจิตสึ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ฟูจิตสึให้ความสำคัญกับตลาดประเทศไทยและต้องการส่งเสริมศักยภาพของคนไทยรุ่นใหม่ และต้องการให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารงานยิ่งกว่าเดิม ตามนโยบายและกลยุทธ์หลักของบริษัทแม่ที่ประเทศญี่ปุ่น เพื่อให้ตอบรับความต้องการของลูกค้าในประเทศไทยที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยปัจจุบันทุกองค์กรทั่วโลก ต้องการไปสู่จุดหมายของความยั่งยืน (Sustainability Transformation)

การนำ FUJITRA มาช่วยปรับเปลี่ยนองค์กรครั้งนี้ ถือเป็นเวลาที่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ฟูจิตสึ ได้เปลี่ยนรูปแบบการทำงานเต็มรูปแบบ เป็นแบบ Hybrid Working หรือ การทำงานรูปแบบผสมผสาน โดยพนักงานทุกคนไม่จำเป็นต้องเข้าทำงานที่ออฟฟิศทุกวัน สามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้ในโลก นอกจากความยืดหยุ่นเรื่องสถานที่ทำงานแล้วยังได้เสริมความคล่องตัวด้วยการนำเครื่องมือทาง IT ต่างๆ มาใช้ในการทำงาน รวมทั้งปรับปรุงกระบวนการทำงานและวัฒนธรรมองค์กร “ฟูจิตสึ มองว่า การเปลี่ยนแปลงองค์กรภายในเป็นเรื่องจำเป็นและสำคัญมาก และพนักงานทุกคน เป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยกันขับเคลื่อนองค์กร เพื่อให้เกิดความคล่องตัว รวมทั้งสามารถช่วยลูกค้าขับเคลื่อนธุรกิจ และสร้างการเปลี่ยนแปลงแบบยั่งยืน ได้ดียิ่งขึ้น” นางสาวกนกกมล กล่าว

ในการเปลี่ยนแปลงองค์กร Fujitsu ใช้กรอบความคิด “FUJITRA” ในการผลักดันการเปลี่ยนแปลงซึ่งประกอบด้วย

  1. Leadership
  2. Culture
  3. Data-driven
  4. DX (Digital Transformation)

การริเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเองโดยใช้ “FUJITRA” ทำให้ฟูจิตสึ ซึ่งถือหลักการในการเปลี่ยนแปลงตนเองก่อนที่จะไปช่วยเปลี่ยนแปลงให้ลูกค้า สามารถพิสูจน์ให้เห็นว่า การทำ Digital Transformation ให้เกิดความสำเร็จอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องมีองค์ประกอบที่มากกว่าเทคโนโลยีและข้อมูล แต่ต้องอาศัยผู้นำองค์กรในการขับเคลื่อนเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมไปพร้อมๆ กันอีกด้วย

ปัจจุบัน ฟูจิตสี มีความพร้อม สามารถช่วยองค์กรทั่วโลก สร้างการเปลี่ยนแปลงด้วย โซลูชัน Fujitsu Uvance ที่ช่วยส่งเสริมความยั่งยืนในอุตสาหกรรมด้านต่างๆ 4 ด้าน คือ

  1. อุสาหกรรมการผลิตแบบยั่งยืน (Sustainable Manufacturing)
  2. ประสบการณ์สำหรับผู้บริโภค (Consumer Experience)
  3. การใช้ชีวิตที่มีสุขภาพดี (Healthy Living)
  4. และสังคมที่เชื่อถือได้ (Trusted Society) 

โดยขับเคลื่อนผ่านกลุ่มเทคโนโลยีสำคัญ 3 กลุ่มคือ

  1. การปรับเปลี่ยนสู่ดิจิทัล (Digital Shifts)
  2. แอปพลิเคชันทางธุรกิจ (Business Applications)
  3. ระบบไอทีแบบไฮบริด (Hybrid IT)

โดย ฟูจิตสึ ประเทศไทย มีกำหนดจัดงาน Fujitsu Day: Data and Automation for Sustainability เพื่อประกาศศักยภาพในด้านเทคโนโลยีขั้นสูงและความพร้อมในการสนับสนุน Digital Transformation ให้กับทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ในวันที่ 15 มีนาคม 2566 นี้

เกี่ยวกับฟูจิตสึ

ฟูจิตสึ เป็นบริษัทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ชั้นนำของญี่ปุ่น ที่นำเสนอผลิตภัณฑ์ โซลูชัน และบริการด้านเทคโนโลยีอย่างเต็มรูปแบบ พนักงานฟูจิตสึมีจำนวน 124,000 คน ช่วยสนับสนุนลูกค้าในกว่า 100 ประเทศ เราใช้ประสบการณ์และศักยภาพทางด้าน ICT มาช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน ต่อสังคมในอนาคตร่วมกับลูกค้าของเรา Fujitsu Limited (TSE:6702) รายงานรายรับรวม 3.6 ล้านล้านเยน (32 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) สำหรับปีงบการเงินสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2565

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาเยี่ยมชมที่ http://www.fujitsu.com/th

เกี่ยวกับ บริษัท ฟูจิตสึ  (ประเทศไทย) จำกัด หรือ FTH   

บริษัท ฟูจิตสึ  (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำด้าน Digital Transformation พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์โซลูชันและการให้บริการทางด้านเทคโนโลยีอย่างครบถ้วน รวมไปถึง โซลูชันด้านดิจิทัล บริการด้านความปลอดภัย คลาวด์โซลูชัน ซอฟต์แวร์อีอาร์พี การบริหารจัดการโครงสร้างทางด้านไอที การจัดวางระบบ ที่ปรึกษาทางด้านไอที คอมพิวเตอร์ เซิร์ฟเวอร์และสแกนเนอร์  โดย บริษัท ฟูจิตสึ (ประเทศไทย) จำกัด ก่อตั้งในประเทศไทยเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2533 และเติบโตอย่างต่อเนื่อง FTH มีบรรษัทภิบาลในการบริหารจัดการที่แข็งแกร่ง อิสระในการสร้างความสัมพันธ์และสนับสนุนความเข้าใจร่วมกันกับลูกค้าในประเทศ รวมถึงให้การตอบสนองและความรับผิดชอบในพื้นที่การทำธุรกิจ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.fujitsu.com/th

from:https://www.techtalkthai.com/fujitsu-internal-dx-fujitra-serve-customer-with-uvance/

พบมัลแวร์ HeadCrab มุ่งเป้าโจมตี Redis Server

พบมัลแวร์ HeadCrab มุ่งเป้าโจมตี Redis Server ล่าสุดถูกโจมตีแล้วกว่า 1,200 แห่ง

Credit: solarseven/ShutterStock.com

ผู้เชี่ยวชาญทางด้านความมั่นคงปลอดภัยจาก Aqua Security ตรวจพบมัลแวร์ HeadCrab ที่แฝงตัวอยู่ในระบบฐานข้อมูล Redis Server กว่า 1,200 แห่ง มัลแวร์ดังกล่าวถูกพบครั้งแรกตั้งแต่เดือนกันยายน ปี 2021 มีการพัฒนาต่อยอดให้ทำงานบนหน่วยความจำ เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับจากระบบ Anti-virus ได้ โดยทั่วไปแล้วระบบ Redis Server นั้นถูกออกแบบมาเพื่อใช้งานใน Internal Network แต่ถ้าหากผู้ดูแลระบบมีการเปิดช่องทางให้ Redis Server เชื่อมต่อได้จากภายนอก อาจถูกมัลแวร์ตัวนี้ตรวจพบและทำการเจาะเข้ามาฝังตัวได้หากไม่มีการเปิดระบบยืนยันตัวตนเอาไว้ หลังจากที่เจาะเข้ามาได้แล้วจะมีการติดตั้ง Botnet เพื่อทำการขุดเหรียญคริปโทเคอร์เรนซี ผู้ดูแลระบบจึงควรหมั่นตรวจสอบการตั้งค่าและการทำงานของ Redis Server อยู่อย่างสม่ำเสมอ

ที่มา: https://www.bleepingcomputer.com/news/security/new-headcrab-malware-infects-1-200-redis-servers-to-mine-monero/

from:https://www.techtalkthai.com/headcrab-malware-was-found-target-redis-server/

จบที่ SDC ที่เดียว บริการต่อ MA อุปกรณ์ IT Hardware

ด้วยสถานการณ์โควิดที่ยังระบาดอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ หลายๆ บริษัทคงกำลังมองหาวิธีลดค่าใช้จ่ายของธุรกิจ การเลือกทำ MA ให้กับอุปกรณ์ IT แทนที่จะ Upgrade อุปกรณ์เป็นรุ่นใหม่ ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง โดยเรามาดูกันว่าทำไม ลูกค้าส่วนใหญ่เลือกใช้บริการกับทาง Systems Dot Com (SDC)

โดยครอบคลุม การจำหน่าย บริการติดตั้ง บริการให้เช่า และบำรุงดูแลรักษาอุปกรณ์ต่อพ่วงคอมพิวเตอร์ หรือการให้บริการ MA (Maintenance Agreement Service) ภายใต้แบรนด์ชั้นนำทางด้าน IT อาทิ IBM, Dell, HP, Lenovo, Cisco และอื่นๆ ด้วยความพร้อมและความเชี่ยวชาญ SDC จึงมีธุรกิจองค์กรทั่วไทยตัดสินใจเลือกใช้บริการมากกว่า 300 แห่ง ครอบคลุมทุกอุตสาหกรรมในระยะเวลาเพียง 20 ปี 

SDC ให้ความสำคัญกับระบบบริหารจัดการอะไหล่สำรองที่เพียงพอและเหมาะสมกับลูกค้า ตลอดอายุสัญญาการให้บริการ จึงสามารถมั่นใจได้ว่าในระยะเวลาที่ให้บริการ ทาง SDC จะสามารถจัดหาอะไหล่มาทดแทนอุปกรณ์ที่เสียหายได้อย่างแน่นอน และเพื่อความสะอาด ต้านภัยโควิด ทาง SDC มีการฆ่าเชื้อ Spare Part ทุกชิ้น ก่อนส่งมอบให้กับทางลูกค้า

การให้บริการของ SDC นี้ครอบคลุมตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันในแต่ละสัปดาห์ สามารถรับประกัน SLA ได้ถึง 4 ชั่วโมงและมี Response Time ภายในเวลาเพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้น และเพื่อให้การให้บริการมีความโปร่งใสสามารถติดตามได้ ทาง SDC จึงได้มีการจัดเตรียมช่องทางการติดต่อที่หลากหลาย ทั้ง Call Center, LINE Official Account และ Facebook 

ไม่เพียงแต่การบริการที่ดีเท่านั้น แต่ SDC ยังได้ออกแบบให้รูปแบบการลงทุนใช้บริการมีความยืดหยุ่น ด้วยการเปิดให้ธุรกิจองค์กรสามารถกำหนด Payment Term ได้ด้วยตนเองให้เหมาะสมกับธุรกิจ และวางแผนการลงทุนใช้จ่ายได้ชัดเจนและง่ายดายยิ่งขึ้นกว่าเดิม

ผู้ที่สนใจบริการ Hardware Maintenance Agreement Service หรือเทคโนโลยีอื่นๆ ทางด้าน IT Infrastructure สามารถติดต่อทีมงาน SDC ได้ทันทีที่อีเมล์ marketing@systems.co.th หรือโทร 02-744-1600 หรือ line @sdc_executive และเยี่ยมชมเว็บไซต์ของ SDC ได้ที่ http://www.systems.co.th/ma-service/special

from:https://www.techtalkthai.com/sdc-on-stop-service-of-ma-for-it-hardware-equipment/