คลังเก็บป้ายกำกับ: ERP

[Video Webinar] TechTalk Webinar : ผู้ผลิตจะต้องเตรียมตัวอย่างไรในยุค Industry 5.0 สู่การเป็น Digital Manufacturing โซลูชันอะไรที่จำเป็น

สำหรับผู้ที่ไม่ได้เข้าฟังการบรรยายเรื่อง ”ผู้ผลิตจะต้องเตรียมตัวอย่างไรในยุค Industry 5.0 สู่การเป็น Digital Manufacturing โซลูชันอะไรที่จำเป็น” เพื่อเรียนรู้ไปกับ Cloud ERP จาก QAD ที่จะช่วยยกระดับและเชื่อมต่อทุกนวัตกรรมเข้าด้วยกัน ที่เพิ่งจัดไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หรือต้องการรับชมการบรรยายซ้ำอีกครั้ง สามารถเข้าชมวิดีโอบันทึกย้อนหลังได้ที่บทความนี้ค่ะ

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ : ผู้ผลิตจะต้องเตรียมตัวอย่างไรในยุค Industry 5.0 สู่การเป็น Digital Manufacturing โซลูชันอะไรที่จำเป็น

ผู้บรรยาย :

1.) คุณภัควรินทร์ ชัยอิสระรังสี , Sales Director บริษัท QAD Thailand

2.) คุณดวงรัตน์ คงสุวรรณ, Senior Pre Sales บริษัท QAD Thailand

ไม่กี่ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมการผลิตได้ถูกท้าทายด้วยปัญหาใหญ่หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการขาดแคลนวัตถุดิบในกระบวนการผลิต การขาดแคลนแรงงาน ปัญหาด้านซัพพลายเชน และการขนส่ง หรือแม้กระทั่งโรคระบาดที่ทำให้การทำงานเป็นไปได้อย่างยากลำบาก

ด้วยเหตุนี้เองอุตสาหกรรมการผลิตยุคใหม่ จึงต้องเปิดรับเทคโนโลยีเพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้กลายเป็น Digital Manufacturing อย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็น Big Data, การวิเคราะห์ข้อมูลได้แบบ Real Time และการสื่อสารภายในองคกรที่ใช้แหล่งข้อมูลจากศูนย์กลาง ทั้งนี้ก็เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้องค์กรก้าวสู่การเป็น Adaptive Manufacturing Enterprise อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมจำเป็นต้องมีโซลูชันและเทคโนโลยีหลายๆอย่างมาช่วยขับเคลื่อน หนึ่งในนั้นซึ่งเป็นหัวใจสำคัญก็คือ ERP บนระบบคลาวด์

ในงานนี้ท่าน จะได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการเตรียมตัวสู่การเป็น Digital Manufacturing และโซลูชันที่องค์กรจำเป็นต้องมี พร้อมชมตัวอย่างหน้าจอแดชบอร์ดของ Cloud ERP โซลูชัน ที่จะช่วยให้ผู้ใช้ ทำงานได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อสร้างกำไรให้กับองค์กร

from:https://www.techtalkthai.com/video-webinar-techtalk-webinar-digital-manufacturing-for-industry-5-by-qad/

Schneider Electric และ SAP กระชับความสัมพันธ์เพื่อทำให้การผสานรวมระบบ IIoT ง่ายขึ้น

Schneider Electric และ SAP ซึ่งเชี่ยวชาญในระบบอุตสาหกรรมไฮเทค และด้านซอฟต์แวร์การจัดการองค์กร กำลังกระชับความร่วมมือให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ด้วยแนวคิดที่จะทำให้การปรับใช้แอปพลิเคชัน IoT ในอุตสาหกรรมง่ายขึ้นและปรับปรุงความยั่งยืน

SAP ยักษ์ใหญ่ด้าน ERP และบริษัทระบบอัตโนมัติทางอุตสาหกรรม Schneider Electric เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ประกาศว่าพวกเขาจะขยายความร่วมมือในด้าน IIoT (IoT เชิงอุตสาหกรรม) และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล โดยเน้นที่โครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืนและการปรับใช้ที่ง่าย
 
ทั้งสองบริษัทวางแผนที่จะสร้างตัวเลือกการปรับใช้ที่กำหนดค่าไว้ล่วงหน้าสำหรับลูกค้า IIoT ดังนั้นบริษัทใดๆ ที่กำลังมองหาเครื่องมือการจัดการบริการภาคสนามโดยใช้ความเป็นจริงเสริมก็สามารถเลือกและใช้การกำหนดค่าฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่ตั้งไว้ล่วงหน้าของพันธมิตรได้ (การผสานรวมเทคโนโลยีการปฏิบัติงานของร้านค้า มีการวางแผนใช้ฝาแฝดดิจิทัลสำหรับการจัดการวงจรชีวิต)
 
แนวคิด คือการลดความซับซ้อนและเพิ่มความเร็วในการปรับใช้แอปพลิเคชัน Industry 4.0 ซึ่งเป็นระบบที่เชื่อมโยงไอที เช่น ซอฟต์แวร์ ERP เข้ากับเทคโนโลยีการปฏิบัติงานที่ใช้ในกระบวนการผลิต แม้ว่าลูกค้าที่มีศักยภาพในอุตสาหกรรม 4.0 จะมีความสนใจอย่างมาก แต่ลูกค้าเหล่านี้จำนวนมากมองว่าการออกแบบและการปรับใช้เป็นเรื่องน่าปวดหัวที่สำคัญ ซึ่งได้ชะลอการขยายตัวของเทคโนโลยีใหม่
 
Peter Maier ประธานอุตสาหกรรมและที่ปรึกษาลูกค้าของ SAP กล่าวในแถลงการณ์ว่า
 
“บริษัทของเราให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกัน นวัตกรรม และมาตรฐานแบบเปิด ทำให้โซลูชันข้อมูลแบบบูรณาการและเทคโนโลยีการดำเนินงานง่ายต่อการใช้งานสำหรับลูกค้าร่วมของเรา” 
 
นอกจากนี้ยังมีการกล่าวถึงความยั่งยืนในการเปิดตัว โดยบริษัทต่างๆ กล่าวว่าพวกเขาวางแผนข้อเสนอในอนาคตเพื่อช่วยบริษัทต่างๆ ในการจัดการพลังงาน
 
Marcia Walker ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย IoT ของ IDC กล่าวว่า
 
“อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงยังคงอยู่ว่า Industry 4.0 ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งหมายความว่าข้อตกลงใหม่ระหว่าง Schneider และ SAP นั้นเป็นเรื่องของการผสมผสานวัฒนธรรมพอๆ กับการสร้างโซลูชันใหม่ๆ” 
 
Katell Thielemann รองประธานและนักวิเคราะห์ของ Gartner Research กล่าวว่า
 
“การผสานรวมวัฒนธรรมของทั้งสองบริษัทอย่างมีประสิทธิภาพนั้นเป็นสิ่งที่ท้าทายพอๆ กับการผสมผสานวัฒนธรรมของบุคลากรด้านไอทีและ OT”
 
“ฉันมองเห็นศักยภาพที่ยอดเยี่ยมสำหรับมุมมองด้านอุตสาหกรรมและพลังงานเป็นศูนย์กลางของชไนเดอร์ อิเล็คทริค เพื่อเสริมมรดกด้าน ERP ที่เน้น ERP ของ SAP ชไนเดอร์ อิเล็คทริคได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถของพวกเขาในการสานต่อการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมให้เป็นวิวัฒนาการทางเทคโนโลยี โดยเห็นได้จากการเปิดตัวมหาวิทยาลัยชไนเดอร์ อิเล็คทริค”
 
“แรงผลักดันสำหรับเทคโนโลยีอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ยังแฝงไปด้วยอันตรายในตัวมันเอง เมื่อใดก็ตามที่เทคโนโลยีถูกเพิ่มเข้าไปในระบบการผลิตที่มีอยู่ ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์จะถูกสร้างขึ้น”
 
“ระบบการผลิตทางอุตสาหกรรมเต็มไปด้วยระบบไซเบอร์และฟิสิคัลที่ต้องได้รับการปกป้องอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน และการประกาศดังกล่าวก็เงียบอย่างเห็นได้ชัด”
 

from:https://www.techtalkthai.com/schneider-electric-and-sap-deepen-relationship-to-simplify-iiot-integration/

Microsoft เปิดตัว Supply Chain Platform เครื่องมือจัดการซัพพลายเชน

ไมโครซอฟท์เปิดตัว Microsoft Supply Chain Platform แพลตฟอร์มสำหรับบริหารจัดการซัพพลายเชน ที่มีเครื่องมือเสริมครบครันไม่ว่าจะเป็น Microsoft AI, ระบบการทำงาน collaboration, เครื่องมือ low-code, ระบบความปลอดภัย และแอพพลิเคชัน SaaS

ไมโครซอฟท์บอกว่าเครื่องมือจัดการซัพพลายเชน ไม่ได้เป็นของใหม่ในวงการ แต่ความท้าทายในการบริหารจัดการซัพพลายเชนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้สภาพตลาดและการจัดการเปลี่ยนแปลงด้วยความเร็วที่มากขึ้น ซอฟต์แวร์จึงเข้ามามีบทบาทมาก เพื่อให้ผู้ดูแลเห็นข้อมูลมากที่สุด และรองรับการพยากรณ์เพื่อลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

แพลตฟอร์มมีส่วนกลางหลักคือ Command Center ที่สามารถเชื่อมต่อข้อมูลทั้งจาก Dynamics 365 ของไมโครซอฟท์เอง หรือจาก ERP อื่นไม่ว่าจะเป็น SAP และ Oracle เพื่อให้ข้อมูลแสดงผลประกอบการตัดสินใจหรือตรวจสอบในจุดเดียว ส่วน Dynamics 365 เอง ยังมีโมดูลเสริมสำหรับงานซัพพลายเชน เช่น การบริหารดีมานด์-ซัพพลาย, การจัดการคำสั่งซื้อ, ระบบความปลอดภัยเมื่อมีซัพพลายเออร์ภายนอกเข้ามาในระบบ และอื่น ๆ

Microsoft Supply Chain Platform เริ่มเปิดใช้งานในสถานะพรีวิวแล้วกับลูกค้าบางราย

ที่มา: ไมโครซอฟท์

No Description

from:https://www.blognone.com/node/131493

สรุปงาน User Conference : NDBS Thailand & SAP User Conference 2022: อนาคตของ SAP กับการมุ่งสู่ Cloud Solution อย่างเต็มตัวและประเด็นที่ธุรกิจต้องเตรียมรับมือปี 2023

ในวันที่ 21 ตุลาคม 2022 ที่ผ่านมานี้ ทางทีมงาน TechTalkThai ได้มีโอกาสไปร่วมงาน Conference NDBS Thailand  & SAP User Conference 2022 ซึ่งเป็นงาน Conference ใหญ่ประจำปีที่ได้รวมลูกค้าผู้ใช้งาน SAP กว่า 300 รายมาร่วมอัปเดตเทคโนโลยีและแบ่งปันประสบการณ์การใช้งาน SAP ซึ่งภายในงานก็มีประเด็นที่น่าสนใจมากมาย และทีมงาน TechTalkThai ก็ขอนำสรุปเอาไว้ดังนี้นะครับ

NDBS Thailand ขอขอบคุณลูกค้าทั่วไทย กับสถิติลูกค้า SAP ในไทยมากกว่า 500 ราย

Khun Wisit Wirayagorn Managing Director , NTT DATA Business Solutions Thailand

 

งาน Conference ครั้งนี้เปิดงานโดยคุณวิศิษฐ์ วิระยากรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็นทีที เดต้า บิสซิเนส โซลูชั่นส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ออกมากล่าวขอบคุณถึงลูกค้าทุกๆ รายที่ทำให้ NDBS Thailand หรือที่คุ้นเคยกันในชื่อเดิมว่า ISS Consulting สามารถเติบโตมาจนถึงปัจจุบันนี้ได้ ด้วยการมีลูกค้าธุรกิจองค์กรไทยที่ไว้วางใจใช้บริการจาก NDBS Thailand มาแล้วถึง 518 ราย โดยมีธุรกิจองค์กรที่เลือกใช้ SAP S/4HANA และ SAP ECC 6.0 รวมกันเกือบ 200 ราย และ SAP Business One เกินกว่า 100 รายแล้วในทุกวันนี้

ประเด็นหนึ่งที่ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ NDBS Thailand ในปีนี้ ก็คือการที่ ISS Consulting ได้ทำการ Rebrand เมื่อต้นปี 2022 มาสู่การเป็นบริษัทหนึ่งในเครือของ NTT DATA ภายใต้ชื่อ NTT Data Business Solutions หรือ NDBS Thailand ซึ่งถึงแม้ทีมงานทั้งหมดจะยังคงเป็นทีมงานเดิมของ ISS Consulting แต่ด้วยโอกาสใหม่ๆ และความร่วมมือที่เกิดขึ้นกับบริษัทอื่นในเครือของ NTT ก็ทำให้ NDBS Thailand มีการเติบโตที่น่าสนใจมาก ทั้งในแง่ของฐานลูกค้าที่กว้างขึ้นและเปิดไปสู่ตลาดโลกมากขึ้น ไปจนถึงความร่วมมือในเชิงเทคโนโลยีเพื่อสร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ ให้กับลูกค้าของ NDBS Thailand

ทั้งนี้ในงาน NDBS Thailand & SAP User Conference 2022 ปีนี้ ก็จัดขึ้นในธีม Follow the Path to SAP Cloud Solutions เพื่อตอกย้ำถึงการก้าวสู่การเป็น Cloud Business อย่างเต็มตัวของ SAP และ NDBS Thailand  ร่วมกัน ซึ่งในงานครั้งนี้ก็ได้มีพันธมิตร อย่างเช่น Microsoft Azure และ AWS มาออกบูธเพื่อให้ลูกค้าที่ใช้งาน SAP อยู่สามารถเรียนรู้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน SAP Cloud Solutions บนผู้ให้บริการ Cloud ชั้นนำระดับโลกทั้งสองรายนี้ได้

แน่นอนว่าในงาน Conference ครั้งนี้ก็ยังคงอัดแน่นไปด้วยเนื้อหาเชิงธุรกิจ เทคโนโลยี และการแบ่งปันประสบการณ์ระหว่างธุรกิจที่ใช้งาน SAP เช่นเคย โดยมีการแบ่ง Track ของเนื้อหาออกเป็น 3 ส่วน ดังนี้

Digital Core Experience เล่าถึงโซลูชัน RISE with SAP และ SAP S/4HANA เป็นหลัก เพื่อให้ธุรกิจสามารถทำ Business Transformation ได้อย่างง่ายดายบนบริการ Cloud ด้วย SAP S/4HANA Cloud, RISE with SAP on Azure, RISE with SAP on AWS และการอัปเกรดจาก SAP ECC 6.0 มาสู่ SAP S/4HANA

Intelligent Enterprise Solution & Innovation เล่าถึงโซลูชันของ SAP สำหรับตอบโจทย์ Business Unit ต่างๆ นอกเหนือจากโซลูชันหลักอย่าง ERP ไม่ว่าจะเป็น SAP CX, Qualtrics, SAP Ariba, HXM – SAP SuccessFactors และ SAP Analytics Cloud, ที่มีความสามารถใหม่ๆ ในการวางแผนธุรกิจได้อย่างแม่นยำและครอบคลุมยิ่งกว่าเดิม พร้อมโซลูชันที่สามารถต่อยอดศักยภาพจากระบบ Business Application ทั้งหมดของ SAP ได้ ไม่ว่าจะเป็น SAP Integrated Business Planning (IBP) สำหรับการวางแผนด้าน Supply Chain โดยเฉพาะ, SAP Business Technology Platform (BTP) สำหรับการพัฒนาระบบต่อยอดจาก SAP ด้วย Low-Code และ SAP iRPA สำหรับทำ Automation ด้วย Robot รวมถึง SAP Concur เพื่อจัดการด้าน Business Expense

SAP Business One Solution เล่าถึงโซลูชันระบบ ERP สำหรับธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางที่ตลาดกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ครอบคลุมตั้งแต่การเริ่มต้นวางระบบใหม่ ไปจนถึงการต่อยอดและอัปเกรดจากระบบเดิมที่มีอยู่ แนะ Solution Adds-On ที่ทาง NDBS Thailand พัฒนาต่อยอดเพิ่มเติมสำหรับลูกค้าในประเทศไทย

ความท้าทายที่ทุกธุรกิจต้องเผชิญในปี 2022-2023 พร้อมวิสัยทัศน์แห่งอนาคตจาก SAP

Khun Atul Tuli, Managing Director, SAP Indochina

 

คุณ Atul Tuli ผู้ดำรงตำแหน่ง Managing Director แห่ง SAP Indochina ได้ขึ้นมาเล่าถึงภาพของปัจจุบันและอนาคตที่ธุรกิจทั่วภูมิภาคอินโดจีนต้องเผชิญ ด้วยคำว่า “Never Normal” หรือการที่ธุรกิจจะไม่สามารถกำลับไปดำเนินการได้อย่างในอดีตอีกต่อไป และต้องเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาจากปัจจัยใหม่ๆ ที่ยังคงผันผวนอยู่ตลอด

ในมุมของ SAP นั้น คุณ Atul ได้สรุปถึงความท้าทายที่ธุรกิจจะต้องเผชิญหลังจากนี้ด้วยกัน 3 ประการ

Business Transformation ที่จะยังคงต้องเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและหยุดยั้งไม่ได้ แม้ว่าธุรกิจจะเคยทำการ Transform ตัวเองไปก่อนหน้านี้แล้ว แต่ความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นจากเทคโนโลยีและปัจจัยภายนอกก็จะยังคงดำเนินต่อไป ในขณะที่กระบวนการต่างๆ ของธุรกิจเองก็มีความหลากหลาย ที่ผ่านมามีเพียงน้อยรายเท่านั้นที่สามารถ Transform ได้ครบทั้งหมดอย่างสมบูรณ์ ดังนั้นการทำ Business Transformation จึงจะอยู่คู่กับธุรกิจทั่วโลกไปอีกนาน

Supply Chain Resiliency สองปีที่ผ่านมา ความผันผวนของ Supply Chain ได้กลายเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญของธุรกิจ เพราะการมาของโรคระบาดทำให้ธุรกิจต่างๆ ทั่วโลกต้องหยุดชะงักอย่างไม่คาดฝัน ดังนั้นการบริหารจัดการ Supply Chain จึงได้กลายเป็นวาระสำคัญของธุรกิจทั่วโลกที่จะทำให้การทำงานยังคงเป็นไปได้อย่างต่อเนื่อง และหลังจากนี้ ธุรกิจเองก็จะต้องเสริมความมั่นคงและความยืดหยุ่นด้าน Supply Chain เพื่อเสริมรากฐานและลดความเสี่ยงในการดำเนินงานกันต่อไป

Sustainability Outcomes ความยั่งยืนกำลังกลายเป็นประเด็นสำคัญของธุรกิจทั่วโลกที่จะต้องเร่งปรับการดำเนินงานให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พลังงาน และความเป็นอยู่ของผู้คนให้ได้ และกลายเป็นภารกิจหลักของธุรกิจองค์กรหลายแห่งที่ต้องเร่งลงมือทำเพื่อสร้างอนาคตให้กับโลกใบนี้

แน่นอนว่า SAP เองก็ได้มีการพัฒนาโซลูชันหรือนวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นมาช่วยธุรกิจตอบโจทย์เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็น RISE with SAP ที่ช่วยให้การทำ Business Transformation เป็นไปได้ด้วยการนำ Cloud มาเร่งความเร็วในการใช้เทคโนโลยี และช่วยให้ธุรกิจสามารถโฟกัสกับการ Transform ตนเองได้อย่างต่อเนื่อง หรือ SAP Ariba ที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถเข้าถึงเครือข่ายของ Supplier ได้ง่ายขึ้น และตอบโจทย์ด้านการเร่งสร้างความแข็งแกร่งให้กับ Supply Chain หรือการเสริมความสามารถด้านการทำ Sustainability Report เพื่อช่วยให้ธุรกิจสามารถติดตามการลดมลภาวะหรือ CO2 ที่ปล่อยออกมาในการดำเนินธุรกิจ และสร้างเป็นรายงานสำหรับใช้ในการปรับปรุงกระบวนการทำงาน และตอบโจทย์ด้าน ESG Report ได้

ทางด้านคุณนพดล เจริญทอง Head of Mid-market for Thailand and Emerging แห่ง SAP Indochina ก็ได้เล่าถึงวิสัยทัศน์โดยรวมของ SAP ที่ต้องการช่วยให้ธุรกิจองค์กรไทยก้าวสู่การเป็น Sustainable Intelligent Enterprise ได้อย่างยั่งยืน ด้วยโซลูชันที่หลากหลายจาก SAP ซึ่งไม่ได้มีเพียง ERP เพียงอย่างเดียว เช่น

Khun Noppadon Chareonthong Head of MID Market Indochina and Emerging, SAP Indochina

 

Sustainability Solution เป็นหนึ่งในสิ่งที่เสริมเข้ามาใน SAP เพื่อตอบโจทย์ด้าน ESG โดยเฉพาะ ซึ่ง SAP มีครอบคลุมตั้งแต่ส่วนของการติดตามกระบวนการและการเงินที่เกี่ยวข้องกับการสร้าง CO2, การวิเคราะห์ Carbon Footprint, การจำลองสถานการณ์ว่าถ้าหากมีการเปลี่ยนแปลงกระบวนการใดๆ แล้วจะส่งผลต่อ CO2 อย่างไร ไปจนถึงการออกรายงาน ESG Report สำหรับส่งมอบในตลาดหลักทรัพย์

SAP Business Technology Platform (BTP) ซึ่งทำหน้าที่เป็น Platform กลางสำหรับให้ธุรกิจสามารถเชื่อมผสานความสามารถและข้อมูลของแต่ละระบบใน SAP เพื่อสร้างเป็นโซลูชันใหม่ๆ หรือทำ Data Warehouse ได้ตามต้องการอย่างรวดเร็วในแบบ Low-Code/No-Code และทำงานร่วมกับโซลูชันด้าน Automation ต่างๆ ที่ SAP มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็น AI, Chatbot, RPA ก็ตาม อีกทั้งยังมี Guideline สำหรับการผสมผสานแต่ละระบบเพื่อรองรับกรณีการใช้งานในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้ธุรกิจองค์กรนำไปปรับประยุกต์ใช้งานได้โดยง่าย

SAP Intelligent Asset Management เป็นโซลูชันอีกกลุ่มหนึ่งที่น่าจับตามองสำหรับใช้ในการติดตามและบริหารจัดการทรัพย์สินของธุรกิจให้มีประสิทธิภาพ สามารถใช้งานได้อย่างคุ้มค่า และเสริมความมั่นคงให้กับธุรกิจได้เป็นอย่างดี ซึ่งโซลูชัน กลุ่มนี้ก็มีผลิตภัณฑ์ย่อยภายในที่หลากหลาย และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ต่อยอดเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ดีให้กับธุรกิจได้ อีกทั้งยังเป็นกุญแจสำคัญอันหนึ่งในการเสริมความยั่งยืนให้กับธุรกิจ ด้วยการติดตามและปรับปรุงการใช้งานทรัพย์สินต่างๆ ให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น

คุณ Atul และคุณนพดลได้ทิ้งท้ายไว้ว่า SAP กับ NDBS Thailand  นั้นมีเป้าหมายร่วมกันในการเร่งสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับธุรกิจองค์กรไทย ให้ก้าวไปสู่การเป็น Sustainable Intelligent Enterprise ซึ่งหลังจากนี้ความร่วมมือระหว่าง SAP และ NDBS ก็จะยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่องและแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น จากขีดความสามารถใหม่ๆ ของ NDBS ที่ได้รับจากการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ NTT และโซลูชันใหม่ๆ ที่พัฒนาโดย SAP ซึ่งจะนำมาปรับใช้ให้บริการในไทยได้มากขึ้นหลังจากนี้

ก้าวสู่ Cloud อย่างเต็มตัว ไปกับสองพันธมิตรใหม่ Microsoft Azure และ AWS

ในงาน Conference ครั้งนี้ NDBS Thailand  ยังได้เปิดตัวถึงพันธมิตรใหม่สองรายอย่าง Microsoft Azure และ AWS ที่จะเป็นผู้ให้บริการ Cloud Infrastructure สำหรับการให้บริการ SAP Cloud Solutions โดยมีทีมงานของ SAP คอยดูแลรักษาระบบให้ตลอด 24 ชั่วโมงบนบริการ Cloud ชั้นนำเหล่านี้

SAP on Azure

Khun Vasupon Thankakan Microsoft Azure Business Group Lead

 

Microsoft นั้นสามารถรองรับการใช้งาน SAP บน Azure ได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น RISE with SAP, SAP HANA, SAP S/4HANA, SAP BW/4HANA, SAP Business Suite, SAP HEC, SAP Business One และอื่นๆ อีกมากมาย โดยทาง Microsoft ได้มีการพัฒนา Azure Center for SAP Solutions ซึ่งจะช่วยให้การติดตั้งใช้งาน SAP บน Azure พร้อมการดูแลรักษา, เสริมความมั่นคงปลอดภัย และการติดตามค่าใช้จ่ายเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและง่ายดายจากศูนย์กลาง

ในแง่ของการต่อยอด SAP นั้น Azure เองก็สามารถรองรับได้อย่างหลากหลาย เช่น ใช้ MS 365 และ MS Teams เชื่อมต่อกับ SAP โดยตรง สามารถนำข้อมูลจาก SAP มาแสดงใน Teams เพื่อให้ง่ายต่อการสื่อสาร ประสานงาน และประชุมงานอย่างมั่นคงปลอดภัยมี Azure Virtual Desktop ให้บน Cloud สามารถใช้เป็นอุปกรณ์หลักในการเชื่อมต่อเข้าถึงข้อมูลธุรกิจสำคัญบน SAP ได้อย่างวางใจสามารถนำข้อมูลจาก SAP มาวิเคราะห์ได้บน Microsoft Power BI หรือทำโซลูชัน Low-Code/No-Code และ Automation ร่วมกับเครื่องมือต่างๆ ใน Microsoft Power ได้ สามารถนำโซลูชันด้าน AI จาก Microsoft มาใช้ต่อยอดวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจใน SAP ร่วมกับข้อมูลภายนอกได้่ สามารถใช้ Microsoft Azure IoT เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมต่ออุปกรณ์ IoT และระบบ OT ภายในธุรกิจขึ้นสู่ SAP ได้ มี Microsoft Hololens สำหรับใช้เชื่อมต่อข้อมูลจาก SAP มาสู่ Mixed Reality Application ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ได้

ผู้ที่สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://azure.microsoft.com/en-us/solutions/sap/azure-solutions/

Discussion Panel: แบ่งปันประสบการณ์การใช้งาน SAP ระหว่างผู้ใช้งานในกลุ่มหลากหลายอุตสาหกรรม

สำหรับในงาน Conference ครั้งนี้ ไฮไลท์หนึ่งก็คือการแบ่งประสบการณ์ระหว่างธุรกิจองค์กรไทยที่มีการใช้งานโซลูชันต่างๆ ของ SAP เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้บริหารธุรกิจอื่นๆ ได้สามารถนำไปต่อยอดได้

สำหรับในช่วงเช้านั้นจะเป็น Discussion Panel ของธุรกิจองค์กรไทยที่ใช้โซลูชันที่น่าสนใจอย่างหลากหลายจาก SAP ได้แก่

บริษัท เอเซีย เมทัล จำกัด(มหาชน) เลือกใช้ SAP S/4HANA มาได้เป็นเวลา 5 ปีแล้ว ซึ่ง SAP ถือเป็นโซลูชันที่ผสานรวมข้อมูลจากแผนกที่หลากหลายให้กลายเป็นข้อมูลกลางชุดเดียวกันได้ จึงง่ายต่อการนำไปใช้ในการบริหารธุรกิจ และยังมี SAP for Steel Business ที่ช่วยให้การใช้งาน SAP เพื่อรองรับธุรกิจเฉพาะทางเป็นไปได้อย่างราบรื่น รวมถึงยังมีการต่อยอดระบบนำ IoT มาประยุกต์ใช้งานรับข้อมูลจากเครื่องจักรเพื่อนำมาป้อนเข้าระบบ SAP โดยตรง สามารถลดการทำงานและเพิ่มความแม่นยำของข้อมูลได้ดี

บริษัท อินฟินิธัส บาย กรุงไทย จำกัด  บริษัทในเครือธนาคารกรุงไทย ที่ตัดสินใจวางระบบ SAP ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มเปิดบริษัทเลย เพื่อวางมาตรฐานการทำงานให้เป็นระบบตั้งแต่ก้าวแรก โดยเลือกใช้ SAP ByDesign ที่สามารถขึ้นระบบได้เร็วและมี Best Practice ให้นำไปประยุกต์ใช้งาน และสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่มีความคล่องตัวสูงได้

บริษัท มอนเด นิสซิน (ประเทศไทย) จำกัด เปลี่ยนการใช้งานจากระบบ ERP เดิมที่มีปัญหาเยอะและเลิกพัฒนาต่อ มาสู่การใช้ SAP S/4HANA เพื่อบริหารธุรกิจ โดยปรับใช้ Best Practice ของ SAP ในการจัดเก็บข้อมูลและออกรายงานทางธุรกิจ ทำให้การตัดสินใจในเชิงธุรกิจกลายเป็น Data Driven ทั้งหมด และทำการ Integrate ระบบอื่นๆ เข้ากับ SAP เพื่อให้ SAP กลายเป็นศูนย์กลาง ซึ่งในอนาคตก็มีแผนที่จะนำระบบ IoT เข้ามาเชื่อมผสานสกับ SAP ด้วย

บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด เดิมทีมีการใช้งาน SAP อยู่แล้ว แต่ล่าสุดได้มีการนำ SAP Ariba มาเสริมในการบริหารจัดการด้านการจัดซื้อ เนื่องจากธุรกิจนั้นต้องเน้นการ Sourcing ผลิตภัณฑ์ต่างๆ เป็นหลัก ทำให้การต่อยอดธุรกิจด้วยการใช้ Ariba Network ที่ช่วยให้สามารถเชื่อมโยงถึง Supplier ทั่วโลกได้นั้น ทำให้ขอบเขตของการ Sourcing ทำได้อย่างกว้างขวาง รวดเร็ว และเป็นอัตโนมัติมากยิ่งขึ้น ช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานได้ดี และยังได้ปรับปรุงกระบวนการจัดซื้อให้เป็นไปตาม Best Practice ของ SAP Ariba ด้วยเช่นกัน

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เป็นหน่วยงานภาครัฐที่ได้ใช้ SAP S/4HANA ในการบริหารจัดการโครงการและการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อสร้างความคล่องตัวในการดำเนินงานให้สูงขึ้น โดยมีการแบ่งปันถึงหัวใจสำคัญในการขึ้นระบบ SAP ให้ประสบความสำเร็จว่า ต้องอาศัยความร่วมมือของผู้บริหารและทีมงานในการออกแบบระบบให้สอดคล้องต่อการทำงาน ไปพร้อมๆ กับการปรับปรุงกระบวนการทำงาน ซึ่งการศึกษาและทำความเข้าใจกับ Best Practice ของ SAP ก่อนนำมาปรับใช้นั้นถือเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะขาดไปไม่ได้เลยในโครงการลักษณะนี้

บริษัท ไทยวา จำกัด (มหาชน) ใช้ SAP และ SAP BPC  ในการบริหารจัดการธุรกิจที่มีบริษัทลูกหลากหลายและมีสาขาในต่างประเทศจากศูนย์กลาง โดยการใช้กระบวนการต่างๆ ของ SAP เพื่อปรับให้กระบวนการทำงานในแต่ละประเทศมีความเป็นมาตรฐาน และตรงตาม ข้อบังคับทางกฎหมายของแต่ละประเทศได้ ในขณะที่ก็ยังคงต้องสามารถนำข้อมูลการดำเนินธุรกิจในแต่ละประเทศมาผสานวิเคราะห์รวมกันได้

ส่วนในช่วงบ่ายนั้นก็เป็น Discussion Panel ของ SAP Business One โดยเฉพาะ ซึ่งก็มีธุรกิจ 4 แห่งที่มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ ดังนี้

บริษัท จำเริญแพทย์ภัณฑ์ จำกัด ใช้ SAP Business One เชื่อมต่อกับระบบ Warehouse Management System เพื่อบริหารธุรกิจไปจนถึงส่วนของคลังสินค้า โดยให้ข้อคิดว่าก่อนขึ้นระบบ SAP ควรจะมีเป้าหมายของธุรกิจที่ชัดเจนก่อน เพื่อให้การตัดสินใจทำหรือไม่ทำแต่ละสิ่งบน SAP นั้นเป็นไปได้อย่างเหมาะสม และทำให้ได้รับระบบที่ตอบโจทย์การใช้งานมากที่สุดมาใช้งาน

บริษัท โอเร็กซ์ เทรดดิ้ง จำกัด ใช้ SAP Business One เชื่อมต่อกับระบบบริหารจัดการคลังสินค้าและ E-Commerce ซึ่งมีบทเรียนว่าการเลือก Implementer ที่ดีจะทำให้โครงการ SAP ประสบความสำเร็จได้ และการ Clean ข้อมูลก็เป็นอีกขั้นตอนสำคัญก่อนที่จะปรับให้ธุรกิจสามารถทำงานบนระบบดิจิทัลได้อย่างคล่องตัว

บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จํากัด เป็นอีกธุรกิจที่ใช้ SAP Business One เชื่อมต่อกับ Warehouse Management System เช่นกัน รวมถึงยังทำ IBP โดยการใช้ Cloud ทำให้ระบบสามารถเพิ่มขยายจากการมีเพียง 20 SKU ไปสู่ 400 SKU จำหน่ายตามหน้าร้านใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งมีข้อมูลเติบโตขึ้นอย่างมหาศาลได้โดยไม่หยุดชะงัก

บริษัท ไทย โซล่าร์ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) เลือกใช้ SAP Business One บริหารจัดการโรงไฟฟ้า 27 แห่งที่แยกออกเป็นหลายบริษัทย่อยภายในเครือได้จากศูนย์กลาง เพื่อให้มีข้อมูลที่เป็นมาตรฐานพร้อมต่อการเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้ และเมื่อมีการขยายธุรกิจจากเดิมที่ทำพลังงานแสงอาทิตย์เป็นหลัก มาสู่พลังงานชีวมวลด้วย ก็ทำให้สามารถบริหารจัดการคลังและการจัดซื้อวัตถุดิบซึ่งมีรูปแบบการดำเนินธุรกิจที่แตกต่างจากเดิมได้อย่างยืดหยุ่น

NDBS Thailand ขอขอบคุณลูกค้าทุกราย ที่ให้ความไว้วางใจในการติดตั้งและดูแลรักษาระบบ SAP มาตลอด 23 ปี

สุดท้ายคุณวิศิษฐ์ ได้กล่าวขอบคุณต่อลูกค้าของ NDBS Thailand  หรืออดีต ISS Consulting ที่ให้ความไว้วางใจมาตลอด 23 ปีที่ผ่านมามากกว่า 500 องค์กร ที่ทำให้งานในครั้งนี้ประสบความสำเร็จลุล่วงได้ด้วยดี อีกทั้งยังได้กล่าวขอบคุณต่อเหล่าพันธมิตรรายใหม่ๆ อย่าง Microsoft และ AWS ที่มาร่วมจัดงานกันในครั้งนี้เพื่อให้ความรู้แก่ชุมชนผู้ใช้งาน SAP ในการก้าวไปสู่การใช้งาน Cloud ได้อย่างมั่นใจ

สำหรับในปีหน้า ทาง NDBS Thailand ก็ยังคงมีความมุ่งมั่นที่จะจัดงาน NDBS Thailand  & SAP User Conference 2023 ต่อไปอย่างแน่นอน และจะมีการเพิ่มเติมเนื้อหาใหม่ๆ ให้สอดคล้องกับแนวโน้มที่เกิดขึ้นต่อธุรกิจไทย และนวัตกรรมใหม่ๆ จาก SAP อย่างอัดแน่นเช่นเคย

เกี่ยวกับ NTT DATA Business Solutions (Thailand) Ltd.

บริษัท NTT DATA Business Solutions  (Thailand) Ltd. ภายใต้กลุ่ม บริษัท NTT DATA ผู้ให้บริการระบบ SAP และ Data Center ระดับโลก และเป็นผู้นำทางด้าน Digital Transformation และเป็นสมาชิก SAP Global Partner ที่พร้อมคำปรึกษา และบริการด้านการออกแบบ พัฒนา ติดตั้งโซลูชัน SAP Solution และ IT Solution อื่น ๆ ให้กับลูกค้าในประเทศไทย เพื่อพัฒนาระบบบริหารการจัดการในองค์กรในทุกกลุ่มประเภทธุรกิจ

สำหรับธุรกิจที่ต้องการปรึกษาด้านโซลูชั่น SAP เพื่อพัฒนาระบบบริหารการจัดการในองค์กรให้ดีขึ้น NTT DATA Business Solutions Thailand  พร้อมให้คำปรึกษาในทุกกลุ่มประเภทธุรกิจ ติดต่อได้ที่ โทร 02 237 05553 หรือติดตาม ได้ที่ email: marketing-solutions-th@nttdata.com หรือ www.nttdata-solutions.com

   

 

from:https://www.techtalkthai.com/ndbs-thailand-and-sap-user-conference-2022/

ERP สำคัญอย่างไรในยุค Industry 5.0 [Guest Post]

ไม่ว่าคุณจะเพิ่งเริ่มต้นศึกษาข้อมูล ERP หรือกำลังใช้งานอยู่ หรือกำลังพิจารณาที่จะปรับเปลี่ยนอัปเกรดระบบ ERP ใหม่ คำถามหนึ่งที่คุณไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้คือ ทำไมต้องนำระบบ ERP เข้ามาใช้ในองค์กร การติดตั้ง ERP มีขั้นตอนอย่างไร และต้องใช้งบประมาณเท่าไหร่? เป็นคำถามที่คุณจะต้องเจอในทุก ๆ สเตป ดังนั้นลองมาดูว่า ธุรกิจต้องคำนึงถึงอะไรใน การติดตั้ง ERP และมีค่าใช้จ่ายสำหรับเรื่องใดบ้าง และมีปัจจัยอะไรเกี่ยวข้อง

ทำไมต้องนำโซลูชัน ERP เข้ามาใช้ในธุรกิจ

เมื่อวันหนึ่งที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทกับชีวิตเรามากขึ้น แน่นอนว่าองค์กรหรือธุรกิจ ยิ่งต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้ เพื่อสร้างประสิทธิภาพให้ธุรกิจเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเข้าสู่ยุค Digital Transformation และ Industry 5.0 ซึ่งเป็นยุคที่อะไรๆ ก็จะกลายเป็น Automation การนำ IoT เข้ามาใช้งาน หุ่นยนต์กำลังจะแทนที่แรงงาน และโซลูชัน ERP ซึ่งเป็นหัวใจหลัก (Core Business) ของธุรกิจ จำเป็นอย่างยิ่งที่หลายๆธุรกิจที่ต้องการเติบโต ต้องเริ่มพิจารณาและนำมาปรับใช้ เนื่องจากข้อมูลมากมายที่องค์กรมี จะรวบรวมอย่างไร และจะทำอย่างไรให้ข้อมูลของแต่ละแผนกเชื่อมต่อกัน และจะนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ประโยชน์ได้อย่างไร เพื่อกำหนดกลยุทธ์และการคาดการณ์ในอนาคต เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ยุคแห่ง Big Data ข้อมูลมีแต่จะเพิ่มขึ้นๆเรื่อยๆ การที่แต่ละแผนกจะโฮสข้อมูลของตัวเอง หรือยังคงใช้ระบบการเก็บข้อมูลแบบแมลนวล เหล่านี้จะทำให้การทำงานระหว่างแผนก หรือระหว่างองค์กรมีความยาก และไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ

Cloud ERP และการการติดตั้งระบบ ERP

สมัยก่อนหลายๆองค์กรมักโฮสข้อมูลในเซิร์ฟเวอร์ของตนเอง ซึ่งนำมาสู่ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา การพัฒนาอบรมเจ้าหน้าที่ในองค์กรสำหรับการดูแลระบบ เมื่อข้อมูลเพิ่มมากขึ้น อาจทำให้พื้นที่เก็บข้อมูลไม่เพียงพอ และปัญหาอีกมากมาย เมื่อเทคโนโลยีมีการพัฒนา การติดตั้งระบบ ERP บนคลาวด์ จึงเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องมาจาก ต้นทุนในระยะยาวในการดูแลรักษาลดลง มีผู้ให้บริการดูแลและให้บริการ แบบ 24×7 ระบบมีความปลอดภัยมากขึ้น และลดภาระเจ้าหน้าที่ฝ่ายไอทีในการแก้ปัญหา

หลายบริษัทเลือกซื้อการสมัครใช้บริการบนระบบคลาวด์ ERP ที่จัดการโดยบริษัทผู้ให้บริการ Cloud ERP เนื่องจากปัจจุบันการบริหารข้อมูลและการเรียกดูข้อมูลบนระบบคลาวด์ ทำได้ง่าย และรวดเร็วมากขึ้น พร้อมๆไปกับมีความปลอดภัยที่มากขึ้นเช่นกัน ค่าใช้จ่ายจะมีในส่วนของการสมัครสมาชิก (Subscription) จะเป็นแบบรายเดือนหรือรายปีแล้วแต่ผู้ให้บริการ สำหรับการเข้าใช้งาน ขึ้นอยู่กับจำนวน user หรือจำนวนผู้ใช้งานที่ต้องเข้าถึงระบบ แผนการสมัครสมาชิกมักกำหนดให้บริษัทต่างๆ ต้องมีระยะเวลาสัญญาขั้นต่ำ และมีหลายระดับฟังก์ชันการใช้งานและโมดูลที่จำเป็นต้องเลือกเพิ่มเติมขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของธุรกิจนั้น

ในส่วนของค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง ERP ขึ้นอยู่กับประเภทของธุรกิจ การปรับใช้ การปรับแต่งตามที่องค์กรต้องการใช้งานในขอบข่ายขององค์กร (Customization) จำนวน user ที่ต้องการใช้งานมากน้อยเพียงใด เมื่อเทคโนโลยีมีการพัฒนาไปมาก เวอร์ชั่นเก่าหรือการใช้งาน ERP บนเซิร์ฟเวอร์ขององค์กร (On premise) มีข้อจำกัดมากมาย ดังนั้นการใช้งาน ERP บนระบบคลาวด์ จึงเป็นทางเลือกที่นิยมในปัจจุบัน

ต้องคำนึงถึงอะไรและต้องใช้งบประมาณเท่าไหร่ ?

ค่าใช้จ่ายของซอฟต์แวร์ ERP แตกต่างกันไปตามปัจจัยหลายประการ และแตกต่างกันไปแล้วแต่ผู้ให้บริการอีกด้วย ค่าใช้จ่าย ERP สามารถอยู่ในช่วงใดก็ได้ตั้งแต่น้อยกว่า 3 ล้านบาท จนถึง 30 ล้านบาท ในการวางแผนงบประมาณสำหรับซอฟต์แวร์ ERP ของคุณจะต้องพิจารณาข้อกำหนดเฉพาะที่ธุรกิจของคุณต้องการ โดยพิจารณาจากปัจจัยต่อไปนี้:

1.) ขนาดองค์กร

บริษัทขนาดเล็กอาจต้องการจำนวน user ในการใช้งานไม่มากนัก และมักจะมีการดำเนินการด้านการผลิตและซัพพลายเชนที่ขนาดเล็กกว่า ความซับซ้อนน้อยกว่าเมื่อต้องทำการย้ายระบบ แต่ถ้ายิ่งธุรกิจของคุณมีขนาดใหญ่ ความซับซ้อนมาก ค่าใช้จ่ายก็จะมากขึ้นเช่นกัน ในปัจจุบันเทคโนโลยีมีการปรับเปลี่ยนที่ดีขึ้น ดังนั้นบริษัทต่างๆ สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการล่วงหน้า และค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาได้โดยการเลือกการใช้งานบนระบบคลาวด์ ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้ฮาร์ดแวร์ และเจ้าหน้าที่ไอทีมากมายที่ต้องมีความเชี่ยวชาญเฉพาะในการดูแล

2.) ความซับซ้อนในการดำเนินการ

องค์กรขนาดใหญ่มักมีการดำเนินงานที่ซับซ้อน มีข้อมูลมากมาย และต้องเชื่อมต่อกับหลายแผนกในองค์กร การที่จะโฮสต์ซอฟต์แวร์ ERP บนเซิร์ฟเวอร์ภายในองค์กรอาจเพิ่มความซับซ้อนและค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้น หลายองค์กรจึงหันมาใช้ ERP บนระบบคลาวด์ที่มีประสิทธิภาพมากว่า

3.) คุณสมบัติที่จำเป็น

ธุรกิจบางประเภทอาจต้องการคุณสมบัติเพิ่มเติมที่จำเป็น สำหรับระบบ ERP ของตนมากกว่าบริษัทในอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่นในอุตสาหกรรมยานยนต์ อาจมีข้อกำหนดเฉพาะในการประเมินคุณภาพของการจัดการ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ต้องมีใน ERP System คุณสมบัติและบริการเพิ่มเติมเหล่านั้นอาจส่งผลให้จำเป็นต้องมีใบอนุญาตเฉพาะหรือค่า Subscription ที่สูงขึ้น

4.) การปรับแต่ง

หากธุรกิจต้องการคุณลักษณะเฉพาะแบบกำหนดเอง ที่อยู่นอกเหนือระบบพื้นฐานที่มีอยู่ หรือต้องการปรับแต่งให้ตรงกับการใช้งานแบบเฉพาะเจาะจง อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการพัฒนาและดำเนินการ Customize ให้เข้ากับธุรกิจ ซึ่งการปรับแต่งที่มากเกินไป อาจนำมาสู่ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ค่าบำรุงรักษาที่เพิ่มขึ้น และอาจจะก่อให้เกิดปัญหาในการอัปเกรดระบบในอนาคต ดังนั้นธุรกิจควรเน้นที่การเพิ่มคุณสมบัติที่ต้องการจริงๆมากกว่าการปรับเปลี่ยนรายละเอียดย่อยหลายๆผู้ให้บริการมักนำเสนอ Best Practice คือแนวทางปฎิบัติที่ดีที่สุดสำหรับธุรกิจหรืออุตสาหกรรมนั้นเป็นหลัก แต่การเลือกซื้อโมดูลเพิ่มเติมที่จำเป็นย่อมขึ้นอยู่กับธุรกิจนั้นๆ

ในความเป็นจริงไม่สามารถตอบได้ชัดเจนเกี่ยวกับงบประมาณค่าใช้จ่ายของ ERP แบบเฉพาะเจาะจง หากไม่ได้มีการประเมินสถานการณ์และความต้องการเฉพาะของบริษัทนั้นๆ โดยปกติแล้ว เมื่อคุณติดต่อ ผู้ให้บริการที่เชื่อถือได้ ผู้ให้บริการจะมีการสอบถามสิ่งที่คุณต้องการ (Requirements) ประเมินจุดแข็งจุดอ่อนที่คุณมี ฟังก์ชั่นการใช้งาน รูปแบบธุรกิจ และจำนวนผู้ใช้งาน (User) ที่คุณต้องการ เพราะ ค่าใช้จ่ายจะขึ้นอยู่กับจำนวน Users และการ Implementation ด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้สิ่งที่สำคัญที่สุด คือการเลือกใช้งาน ERP ที่เหมาะสมกับธุรกิจของคุณ ในตลาดมีผู้ให้บริการมากมาย จำเป็นที่จะต้องเลือกผู้ให้บริการ ERP ที่เชี่ยวชาญในธุรกิจ และอุตสาหกรรมนั้นๆ โดยเฉพาะ อย่างเช่น หากองค์กรของคุณเป็น SME คุณอาจจะต้องมองหา ERP ขนาดเล็กและเหมาะกับ SME เพราะฟังก์ชั่นการใช้งานจะมีเท่าที่จำเป็นต่อธุรกิจ หรือ หากคุณเป็นโรงงานหรืออุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ซึ่งจำเป็นต้องเลือกผู้ให้บริการ ERP ที่เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมผลิต หรือ โรงงาน โดยเฉพาะ เพื่อจะได้เข้าใจกระบวนการในโรงงาน เพราะฟังก์ชั่นการใช้งานที่ถูกออกแบบมาจะเหมาะต่อกระบวนการผลิต สินค้าคงคลัง  และอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับโรงงาน

ด้วยความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ที่ QAD มีมายาวนาน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมผลิต หรือโรงงาน จากที่ได้รับการจัดอันดับ 1 ใน 10 ผู้ให้บริการ ERP ที่ดีที่สุดทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้งานบนระบบคลาวด์ ซึ่งสามารถทำให้กระบวนการติดตั้ง และใช้งานระบบ ERP เป็นไปได้อย่างราบรื่น สร้างการเป็น Digital Transformation เพื่อให้คุณกลายเป็น Digital Manufacturing อย่างแท้จริง เพราะตลาดในปัจจุบันการแข่งขันเพิ่มมากขึ้น สถานกาณ์ต่างๆเข้ามาดิสรัป มากขึ้น การสร้างความได้เปรียบ นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ คือสิ่งที่จะทำให้ธุรกิจของคุณสำเร็จเหนือคู่แข่งให้ได้มากที่สุด และปรับปรุงระบบการดำเนินงานของคุณให้คล่องตัวเพื่อสร้าง ROI สูงสุดให้กับองค์กรของคุณ

เราพร้อมให้คำปรึกษา ทุกอุตสาหกรรมผลิตในประเทศไทย ติดต่อเจ้าหน้าฝ่ายการตลาดโดยตรงได้ที่ 02-202 9363 หรือกรอกข้อมูลเพื่อให้เราติดต่อกลับ  ทางลัดติดต่อคิวเอดี

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ QAD Adaptive ERP และโซลูชั่นอื่นๆ ในระบบคลาวด์ จาก https://www.qad.com/th-TH/ เราจะทำให้การอัปเกรด ERP ของคุณง่ายขึ้นและช่วยให้คุณก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ QAD (ประเทศไทย)  : CW Tower A ชั้น 23 ถ.รัชดาภิเษก ห้วยขวาง กรุงเทพ 10310

ผู้เขียน : จีรชญา อัคนิพัชร, ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัทคิวเอดี (ประเทศไทย) จำกัด

from:https://www.techtalkthai.com/erp-industry-5-0-how-important/

TechTalk Webinar : ผู้ผลิตจะต้องเตรียมตัวอย่างไรในยุค Industry 5.0 สู่การเป็น Digital Manufacturing โซลูชันอะไรที่จำเป็น

TechTalkThai ขอเรียนเชิญผู้ปฏิบัติงานในสายไอทีทุกท่านหรือผู้ประกอบกิจการในภาคการผลิตเข้าร่วมงานสัมมนาออนไลน์ในหัวข้อ ” ผู้ผลิตจะต้องเตรียมตัวอย่างไรในยุค Industry 5.0 สู่การเป็น Digital Manufacturing โซลูชันอะไรที่จำเป็น” ซึ่งท่านจะได้เรียนรู้ไปกับ Cloud ERP จาก QAD ที่จะช่วยยกระดับและเชื่อมต่อทุกนวัตกรรมเข้าด้วยกัน โดยงานจะจัดขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 24 พฤศจิกายน 2565 เวลา 14.00 – 15.30 น.

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ : ผู้ผลิตจะต้องเตรียมตัวอย่างไรในยุค Industry 5.0 สู่การเป็น Digital Manufacturing โซลูชันอะไรที่จำเป็น

วันเวลา : วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤศจิกายน 2565 เวลา 14.00 – 15.30 น.

ผู้บรรยาย :

1.) คุณภัควรินทร์ ชัยอิสระรังสี , Sales Director บริษัท QAD Thailand

2.) คุณดวงรัตน์ คงสุวรรณ, Senior Pre Sales บริษัท QAD Thailand

ลิงก์ลงทะเบียน :

ไม่กี่ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมการผลิตได้ถูกท้าทายด้วยปัญหาใหญ่หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการขาดแคลนวัตถุดิบในกระบวนการผลิต การขาดแคลนแรงงาน ปัญหาด้านซัพพลายเชน และการขนส่ง หรือแม้กระทั่งโรคระบาดที่ทำให้การทำงานเป็นไปได้อย่างยากลำบาก

ด้วยเหตุนี้เองอุตสาหกรรมการผลิตยุคใหม่ จึงต้องเปิดรับเทคโนโลยีเพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้กลายเป็น Digital Manufacturing อย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็น Big Data, การวิเคราะห์ข้อมูลได้แบบ Real Time และการสื่อสารภายในองคกรที่ใช้แหล่งข้อมูลจากศูนย์กลาง ทั้งนี้ก็เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้องค์กรก้าวสู่การเป็น Adaptive Manufacturing Enterprise อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมจำเป็นต้องมีโซลูชันและเทคโนโลยีหลายๆอย่างมาช่วยขับเคลื่อน หนึ่งในนั้นซึ่งเป็นหัวใจสำคัญก็คือ ERP บนระบบคลาวด์

ในงานนี้ท่าน จะได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการเตรียมตัวสู่การเป็น Digital Manufacturing และโซลูชันที่องค์กรจำเป็นต้องมี พร้อมชมตัวอย่างหน้าจอแดชบอร์ดของ Cloud ERP โซลูชัน ที่จะช่วยให้ผู้ใช้ ทำงานได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อสร้างกำไรให้กับองค์กร

from:https://www.techtalkthai.com/techtalk-webinar-industry-5-0-with-qad-cloud-erp-112022/

[Guest Post] NTT Data Business Solutions Thailand กับเทรนด์ของ SAP ที่มุ่งสู่ Cloud อย่างเต็มตัว ในงาน NDBS Thailand & SAP User Conference 2022

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เทรนด์ของการใช้งาน SAP ในการบริหารจัดการธุรกิจนั้นมีการเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดด ทั้งการย้ายระบบไปสู่ Cloud อย่างเต็มตัว และการส่งมอบประสบการณ์ในภาคส่วนต่างๆ ของธุรกิจในแบบดิจิทัลกันมากขึ้น

แน่นอนว่า NTT Data Business Solutions Thailand  (NDBS) นั้นก็ย่อมมีการปรับตัวเพื่อตอบรับต่อกระแสความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้ ซึ่งคุณวิศิษฐ์ วิระยากรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็นทีที เดต้า บิสซิเนส โซลูชั่นส์ (ประเทศไทย) จำกัด ก็ได้ให้เกียรติมาสัมภาษณ์กับทีมงาน TechTalkThai และ ADPT.news ถึงประเด็นดังกล่าวนี้ ซึ่งจะเป็นวาระสำคัญที่จะนำเสนอในงานสัมมนาใหญ่ประจำปีอย่าง NDBS Thailand & SAP User Conference 2022 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 21 ตุลาคม 2022 นี้ด้วยเช่นกัน

NDBS Thailand  & SAP User Conference 2022: อัปเดตนวัตกรรมล่าสุดจาก SAP พร้อมเชิญชวนลูกค้า NDBS มาแบ่งปันประสบการณ์การใช้ SAP ให้ประสบความสำเร็จในธุรกิจ

คุณวิศิษฐ์ได้เริ่มต้นพูดคุยด้วยการเล่าถึงงานสัมมนาใหญ่ที่กำลังจะจัดขึ้นในวันที่ 21 ตุลาคม 2022 ซึ่งก็คืองาน NDBS Thailand  & SAP User Conference 2022 ที่ถือเป็นครั้งแรกที่ได้จัดงานหลังจากที่มีการ Rebrand บริษัทครั้งใหญ่ จาก ISS Consulting มาสู่ NTT Data Business Solutions (NDBS) อย่างเต็มตัว ว่าเป็นงานที่จัดขึ้นเพื่อให้ผู้ใช้งาน SAP ได้มีโอกาสในการเรียนรู้แง่มุมใหม่ๆ ในการประยุกต์ใช้งาน SAP เพื่อเติมเต็มความต้องการทางธุรกิจและเร่งสร้างการเติบโตในระยะยาว

ด้วยความที่ NDBS Thailand  แทบจะเป็นบริษัทเดียวในประเทศไทยที่สามารถให้บริการโซลูชันของ SAP ได้ครบถ้วนทั้งหมด ทำให้งานสัมมนาในครั้งนี้มีเนื้อหาที่ครอบคลุมหลากหลาย โดยภายในงานจะมีการแบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 Track ได้แก่

Track 1 : Digital Core Experience เล่าถึงโซลูชัน RISE with SAP และ SAP S/4HANA เป็นหลัก เพื่อให้ธุรกิจสามารถทำ Business Transformation ได้อย่างง่ายดายบนบริการ Cloud ด้วย SAP S/4HANA Cloud, RISE with SAP on Azure, RISE with SAP on AWS และการอัปเกรดจาก SAP ECC 6.0 มาสู่ SAP S/4HANA

Track 2 : Intelligent Enterprise Solution & Innovation เล่าถึงโซลูชันของ SAP สำหรับตอบโจทย์ Business Unit ต่างๆ นอกเหนือจากโซลูชันหลักอย่าง ERP ไม่ว่าจะเป็น SAP CX & Qualtrics ,SAP Ariba, SAP HXM SuccessFactors  และ SAP Analytics Cloud ที่มีความสามารถใหม่ๆ ในการวางแผนธุรกิจได้อย่างแม่นยำและครอบคลุมยิ่งกว่าเดิม พร้อมโซลูชันที่สามารถต่อยอดศักยภาพจากระบบ Business Application ทั้งหมดของ SAP ได้ ไม่ว่าจะเป็น SAP Integrated Business Planning (IBP) สำหรับการวางแผนด้าน Supply Chain โดยเฉพาะ, SAP Business Technology Platform (BTP) สำหรับการพัฒนาระบบต่อยอดจาก SAP ด้วย Low-Code และ SAP iRPA สำหรับทำ Automation ด้วย Robot รวมถึง SAP Concur เพื่อจัดการด้าน Business Expense

Track 3 : SAP Business One Solution เล่าถึงโซลูชันระบบ ERP สำหรับธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางที่ตลาดกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ครอบคลุมตั้งแต่การเริ่มต้นวางระบบใหม่ ไปจนถึงการต่อยอดและอัปเกรดจากระบบเดิมที่มีอยู่

ความโดดเด่นของงานในปีนี้ คือการที่มีความร่วมมือจากทั้ง NTT DATA, SAP, Microsoft Azure และ AWS ที่จะนำเทคโนโลยีนวัตกรรมต่างๆ รวมถึงบริการ Cloud เข้ามาเสริมให้กับโซลูชันของ SAP เพื่อให้ธุรกิจองค์กรไทยมีทางเลือกในการใช้งาน SAP ได้อย่างสะดวกสบายและคุ้มค่ามากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมงาน NDBS Thailand  & SAP User Conference 2022 สามารถติดต่อทีมงาน NDBS เพื่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://forms.gle/5ViS2FYMgKKGLrue8 โดยจะมีเจ้าหน้าที่ติดต่อกลับเพื่อแจ้งผลการลงทะเบียนอีกครั้งหนึ่ง

SAP ก้าวสู่ Cloud อย่างเต็มตัว ตอบโจทย์การใช้งานได้ทั้งบน Public Cloud และ Private Cloud

เมื่อถามถึงมุมมของของคุณวิศิษฐ์ที่มีต่อ SAP ในช่วงปีที่ผ่านมา คุณวิศิษฐ์ได้ให้ความเห็นว่าตอนนี้ SAP กำลังมุ่งสู่ความเป็น Cloud อย่าง 100% แล้ว และลูกค้าธุรกิจองค์กรเองก็เริ่มปรับตัวไปในวิถีทางเดียวกันในการเลือกใช้ SAP บน Cloud เป็นหลักแล้วเช่นกัน

ถ้าหากติดตามเทคโนโลยีและวิสัยทัศน์จาก SAP มาอย่างต่อเนื่อง จะเห็นได้ว่าในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา SAP นั้นมีความชัดเจนในการพัฒนา Cloud Product ของตนเองมาโดยตลอด แต่ในตอนนี้ถือว่าเป็นช่วงที่ชัดเจนที่สุดจากการที่ระบบ ERP ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์หลักที่มีลูกค้าจำนวนมากใช้งานแบบ On-Premises นั้น ก็ถูกปรับให้รองรับการใช้งานบน Cloud ได้อย่างเต็มตัว และเปลี่ยนจากการใช้งานแบบ On-Premises ไปเป็น Private Cloud ในขณะที่โซลูชันอื่นๆ ของ SAP เองก็อยู่บน Cloud ทั้งหมดด้วยแล้ว ทำให้การผสานระบบเพื่อให้ทำงานร่วมกันบน Cloud นั้นเป็นไปได้อย่างสมบูรณ์

ส่วนในมุมของลูกค้าธุรกิจองค์กรไทยเอง ก็เริ่มมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ Cloud มากขึ้น ความกลัวในการย้ายระบบ SAP ขึ้นสู่ Cloud อย่างในอดีตหายไปค่อนข้างมาก และบทสนทนาหลักๆ ในการตัดสินใจย้ายระบบขึ้นสู่ Cloud นั้นก็เปลี่ยนจากความกังวลด้านเทคนิคและความมั่นคงปลอดภัย ไปสู่ประเด็นของความคุ้มค่าที่จะได้รับจากการที่ไม่ต้องดูแลระบบด้วยตนเอง, ค่าใช้จ่ายในการลงทุนที่น้อยลง และโอกาสในการต่อยอดสู่อนาคตที่มากยิ่งขึ้นแทน

ไม่เพียงแต่ลูกค้าที่ใช้ SAP S/4HANA เท่านั้นที่สนใจ Cloud กันมากขึ้น แต่ในกลุ่มของ SAP Business One เองก็เช่นกัน เพราะการใช้งานบริการ Cloud นั้นทำให้ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางจำนวนมากสามารถเข้าถึงโซลูชันของ SAP ได้มากขึ้น และด้วยความที่ SAP เองนั้นมีทีมงานคอยดูแลรักษาแก้ไขปัญหาอัปเกรดระบบให้โดยตรง ทำให้ภาคธุรกิจไม่จำเป็นต้องจ้างพนักงานมาดูแลระบบ SAP อีกต่อไป แต่สามารถปล่อยให้หน้าที่ตรงส่วนนี้กลายเป็นของ SAP และ NDBS ได้ทันที การประเมิน ROI และ TCO ของโครงการด้านการลงทุนระบบ SAP จึงมีความชัดเจนเป็นอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ สำหรับลูกค้าที่ยังคงใช้งาน SAP รุ่นเก่าอย่าง ECC 6.0 อยู่ ก็เริ่มมีการพูดคุยเพื่อวาง Roadmap ในอนาคตกันอย่างจริงจังมากขึ้นแล้วหลังจากที่ SAP ออกมาประกาศ End of Support บางรุ่นมากขึ้น ซึ่งก็เป็นสิ่งภาคธุรกิจต้องวางแผนให้ดีเพื่อให้ยังคงสามารถใช้งาน ERP ได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว

ธุรกิจนานาชาติเริ่มปรับใช้ SAP ในสาขาประเทศไทยมากยิ่งขึ้น NDBS พร้อมตอบโจทย์ด้วยการผนึกกำลังกับ NTT

หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับ NDBS Thailand หลังจากที่ Rebrand มาจาก ISS Consulting นั้น ก็คือการทำงานร่วมกับ NTT อย่างใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น ซึ่งก็ทำให้เกิดโอกาสในการต่อยอดทางธุรกิจในหลากหลายแง่มุม

ประการแรกนั้นก็คือการที่ NDBS Thailand มีโอกาสได้ร่วมงานกับธุรกิจนานาชาติ และมีโอกาสเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในการ Roll Out ระบบจากต่างประเทศมายังสาขาในไทยมากยิ่งขึ้น รวมถึงมีโครงการร่วมกับพันธมิตรในประเทศต่างๆ มากขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากประเทศญี่ปุ่น ทำให้ NDBS Thailand ได้ก้าวจากการเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านระบบ SAP ในประเทศไทย ได้ยกระดับสู่การบริษัทระดับนานาชาติที่มีความเป็นสากลมากยิ่งขึ้นไปแล้วในทุกวันนี้

ประการถัดมานั้นก็คือการผสานนวัตกรรมและองค์ความรู้ระหว่าง NDBS Thailand และ NTT เพื่อผลักดันโซลูชันใหม่ๆ ออกมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน SAP BTP ที่เปิดให้ NDBS Thailand  สามารถพัฒนาโซลูชันส่วนเสริมต่อยอดจาก SAP มาได้โดยง่าย ซึ่งปัจจุบันนี้เราก็มีการเตรียมการในส่วนนี้และมีแผนที่จะเปิดตัวโซลูชันที่พัฒนาด้วยตนเองออกมาในอนาคต

ข้อคิดส่งท้าย: ใช้ SAP ให้คุ้มค่า ต้องดึงศักยภาพของเทคโนโลยีและบริการ Cloud มาใช้ให้เต็มที่

คุณวิศิษฐ์ได้ให้ข้อคิดทิ้งท้ายแก่ธุรกิจองค์กรที่ต้องการใช้งาน SAP ว่าทุกวันนี้เมื่อ SAP ได้กลายเป็น Cloud Solution อย่างเต็มตัวแล้ว สิ่งที่ธุรกิจควรจะใช้ประโยชน์จากความเป็น Cloud เหล่านี้ก็มีด้วยกัน 2 ส่วน

ใช้ประโยชน์จากความคล่องตัวของ Cloud ที่ทำให้การใช้งาน SAP นั้นไม่ต้องเสียเวลากับการติดตั้งออกแบบระบบในส่วนของ IT Infrastructure อีกต่อไป อีกทั้งในระบบก็ยังมี Best Practice ต่างๆ พร้อมให้ใช้งานได้ทันที ซึ่งหากธุรกิจเข้าใจในส่วนนี้และนำไปประยุกต์ใช้งาน การทำงานของภาคธุรกิจก็จะเป็นไปได้อย่างราบรื่นยิ่งขึ้น ในขณะที่โครงการระบบ SAP ก็จะลุล่วงไปได้อย่างรวดเร็วยิ่งกว่าเดิมเป็นอย่างมาก ทำให้ธุรกิจสามารถเร่งสร้างการเติบโตได้ในระยะเวลาอันสั้น

ใช้ประโยชน์จากบริการของ SAP บน Cloud ที่จะมาช่วยดูแลในส่วนของการออกแบบติดตั้งระบบ ไปจนถึงการอัปเดตและการดูแลรักษาด้านความมั่นคงปลอดภัย ซึ่งจะช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรเฉพาะทางในส่วนนี้ได้ และมุ่งเน้นไปที่การปรับแต่งระบบ SAP ให้ตอบโจทย์ทางธุรกิจมากยิ่งขึ้นแทนได้

แน่นอนว่าเพื่อให้ธุรกิจสามารถบรรลุเป้าหมายเหล่านี้ได้ มุมมองที่ธุรกิจจะต้องเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่เป็นผู้ใช้งานระบบ SAP นั้นต้องปรับมาสู่การเป็นผู้ที่รู้และเข้าใจในเทคโนโลยีของ SAP มากยิ่งขึ้น เพื่อให้การใช้งานบริการ Cloud เหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างเต็มศักยภาพ และสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันเชิงเทคโนโลยีให้กับธุรกิจองค์กรได้อย่างรวดเร็วยิ่งกว่าคู่แข่งนั่นเอง

เกี่ยวกับ NTT DATA Business Solutions (Thailand) Ltd.

บริษัท NTT DATA Business Solutions  (Thailand) Ltd. ภายใต้กลุ่ม บริษัท NTT DATA ผู้ให้บริการระบบ SAP และ Data Center ระดับโลก และเป็นผู้นำทางด้าน Digital Transformation และเป็นสมาชิก SAP Global Partner ที่พร้อมคำปรึกษา และบริการด้านการออกแบบ พัฒนา ติดตั้งโซลูชัน SAP Solution และ IT Solution อื่น ๆ ให้กับลูกค้าในประเทศไทย เพื่อพัฒนาระบบบริหารการจัดการในองค์กรในทุกกลุ่มประเภทธุรกิจ

สำหรับธุรกิจที่ต้องการปรึกษาด้านโซลูชั่น SAP เพื่อพัฒนาระบบบริหารการจัดการในองค์กรให้ดีขึ้น NTT DATA Business Solutions Thailand  พร้อมให้คำปรึกษาในทุกกลุ่มประเภทธุรกิจ ติดต่อได้ที่ โทร 02 237 05553 หรือติดตาม ได้ที่ email: marketing-solutions-th@nttdata.com หรือ http://www.nttdata-solutions.com

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-ntt-data-business-solutions-thailand/

NTT Data Business Solutions Thailand กับเทรนด์ของ SAP ที่มุ่งสู่ Cloud อย่างเต็มตัว ในงาน NDBS Thailand & SAP User Conference 2022

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เทรนด์ของการใช้งาน SAP ในการบริหารจัดการธุรกิจนั้นมีการเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดด ทั้งการย้ายระบบไปสู่ Cloud อย่างเต็มตัว และการส่งมอบประสบการณ์ในภาคส่วนต่างๆ ของธุรกิจในแบบดิจิทัลกันมากขึ้น

แน่นอนว่า NTT Data Business Solutions Thailand  (NDBS) นั้นก็ย่อมมีการปรับตัวเพื่อตอบรับต่อกระแสความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้ ซึ่งคุณวิศิษฐ์ วิระยากรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็นทีที เดต้า บิสซิเนส โซลูชั่นส์ (ประเทศไทย) จำกัด ก็ได้ให้เกียรติมาสัมภาษณ์กับทีมงาน TechTalkThai และ ADPT.news ถึงประเด็นดังกล่าวนี้ ซึ่งจะเป็นวาระสำคัญที่จะนำเสนอในงานสัมมนาใหญ่ประจำปีอย่าง NDBS Thailand & SAP User Conference 2022 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 21 ตุลาคม 2022 นี้ด้วยเช่นกัน

NDBS Thailand  & SAP User Conference 2022: อัปเดตนวัตกรรมล่าสุดจาก SAP พร้อมเชิญชวนลูกค้า NDBS มาแบ่งปันประสบการณ์การใช้ SAP ให้ประสบความสำเร็จในธุรกิจ

คุณวิศิษฐ์ได้เริ่มต้นพูดคุยด้วยการเล่าถึงงานสัมมนาใหญ่ที่กำลังจะจัดขึ้นในวันที่ 21 ตุลาคม 2022 ซึ่งก็คืองาน NDBS Thailand  & SAP User Conference 2022 ที่ถือเป็นครั้งแรกที่ได้จัดงานหลังจากที่มีการ Rebrand บริษัทครั้งใหญ่ จาก ISS Consulting มาสู่ NTT Data Business Solutions (NDBS) อย่างเต็มตัว ว่าเป็นงานที่จัดขึ้นเพื่อให้ผู้ใช้งาน SAP ได้มีโอกาสในการเรียนรู้แง่มุมใหม่ๆ ในการประยุกต์ใช้งาน SAP เพื่อเติมเต็มความต้องการทางธุรกิจและเร่งสร้างการเติบโตในระยะยาว

ด้วยความที่ NDBS Thailand  แทบจะเป็นบริษัทเดียวในประเทศไทยที่สามารถให้บริการโซลูชันของ SAP ได้ครบถ้วนทั้งหมด ทำให้งานสัมมนาในครั้งนี้มีเนื้อหาที่ครอบคลุมหลากหลาย โดยภายในงานจะมีการแบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 Track ได้แก่

Track 1 : Digital Core Experience เล่าถึงโซลูชัน RISE with SAP และ SAP S/4HANA เป็นหลัก เพื่อให้ธุรกิจสามารถทำ Business Transformation ได้อย่างง่ายดายบนบริการ Cloud ด้วย SAP S/4HANA Cloud, RISE with SAP on Azure, RISE with SAP on AWS และการอัปเกรดจาก SAP ECC 6.0 มาสู่ SAP S/4HANA

Track 2 : Intelligent Enterprise Solution & Innovation เล่าถึงโซลูชันของ SAP สำหรับตอบโจทย์ Business Unit ต่างๆ นอกเหนือจากโซลูชันหลักอย่าง ERP ไม่ว่าจะเป็น SAP CX & Qualtrics ,SAP Ariba, SAP HXM SuccessFactors  และ SAP Analytics Cloud ที่มีความสามารถใหม่ๆ ในการวางแผนธุรกิจได้อย่างแม่นยำและครอบคลุมยิ่งกว่าเดิม พร้อมโซลูชันที่สามารถต่อยอดศักยภาพจากระบบ Business Application ทั้งหมดของ SAP ได้ ไม่ว่าจะเป็น SAP Integrated Business Planning (IBP) สำหรับการวางแผนด้าน Supply Chain โดยเฉพาะ, SAP Business Technology Platform (BTP) สำหรับการพัฒนาระบบต่อยอดจาก SAP ด้วย Low-Code และ SAP iRPA สำหรับทำ Automation ด้วย Robot รวมถึง SAP Concur เพื่อจัดการด้าน Business Expense

Track 3 : SAP Business One Solution เล่าถึงโซลูชันระบบ ERP สำหรับธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางที่ตลาดกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ครอบคลุมตั้งแต่การเริ่มต้นวางระบบใหม่ ไปจนถึงการต่อยอดและอัปเกรดจากระบบเดิมที่มีอยู่

ความโดดเด่นของงานในปีนี้ คือการที่มีความร่วมมือจากทั้ง NTT DATA, SAP, Microsoft Azure และ AWS ที่จะนำเทคโนโลยีนวัตกรรมต่างๆ รวมถึงบริการ Cloud เข้ามาเสริมให้กับโซลูชันของ SAP เพื่อให้ธุรกิจองค์กรไทยมีทางเลือกในการใช้งาน SAP ได้อย่างสะดวกสบายและคุ้มค่ามากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมงาน NDBS Thailand  & SAP User Conference 2022 สามารถติดต่อทีมงาน NDBS เพื่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://forms.gle/5ViS2FYMgKKGLrue8 โดยจะมีเจ้าหน้าที่ติดต่อกลับเพื่อแจ้งผลการลงทะเบียนอีกครั้งหนึ่ง

SAP ก้าวสู่ Cloud อย่างเต็มตัว ตอบโจทย์การใช้งานได้ทั้งบน Public Cloud และ Private Cloud

เมื่อถามถึงมุมมของของคุณวิศิษฐ์ที่มีต่อ SAP ในช่วงปีที่ผ่านมา คุณวิศิษฐ์ได้ให้ความเห็นว่าตอนนี้ SAP กำลังมุ่งสู่ความเป็น Cloud อย่าง 100% แล้ว และลูกค้าธุรกิจองค์กรเองก็เริ่มปรับตัวไปในวิถีทางเดียวกันในการเลือกใช้ SAP บน Cloud เป็นหลักแล้วเช่นกัน

ถ้าหากติดตามเทคโนโลยีและวิสัยทัศน์จาก SAP มาอย่างต่อเนื่อง จะเห็นได้ว่าในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา SAP นั้นมีความชัดเจนในการพัฒนา Cloud Product ของตนเองมาโดยตลอด แต่ในตอนนี้ถือว่าเป็นช่วงที่ชัดเจนที่สุดจากการที่ระบบ ERP ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์หลักที่มีลูกค้าจำนวนมากใช้งานแบบ On-Premises นั้น ก็ถูกปรับให้รองรับการใช้งานบน Cloud ได้อย่างเต็มตัว และเปลี่ยนจากการใช้งานแบบ On-Premises ไปเป็น Private Cloud ในขณะที่โซลูชันอื่นๆ ของ SAP เองก็อยู่บน Cloud ทั้งหมดด้วยแล้ว ทำให้การผสานระบบเพื่อให้ทำงานร่วมกันบน Cloud นั้นเป็นไปได้อย่างสมบูรณ์

ส่วนในมุมของลูกค้าธุรกิจองค์กรไทยเอง ก็เริ่มมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ Cloud มากขึ้น ความกลัวในการย้ายระบบ SAP ขึ้นสู่ Cloud อย่างในอดีตหายไปค่อนข้างมาก และบทสนทนาหลักๆ ในการตัดสินใจย้ายระบบขึ้นสู่ Cloud นั้นก็เปลี่ยนจากความกังวลด้านเทคนิคและความมั่นคงปลอดภัย ไปสู่ประเด็นของความคุ้มค่าที่จะได้รับจากการที่ไม่ต้องดูแลระบบด้วยตนเอง, ค่าใช้จ่ายในการลงทุนที่น้อยลง และโอกาสในการต่อยอดสู่อนาคตที่มากยิ่งขึ้นแทน

ไม่เพียงแต่ลูกค้าที่ใช้ SAP S/4HANA เท่านั้นที่สนใจ Cloud กันมากขึ้น แต่ในกลุ่มของ SAP Business One เองก็เช่นกัน เพราะการใช้งานบริการ Cloud นั้นทำให้ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางจำนวนมากสามารถเข้าถึงโซลูชันของ SAP ได้มากขึ้น และด้วยความที่ SAP เองนั้นมีทีมงานคอยดูแลรักษาแก้ไขปัญหาอัปเกรดระบบให้โดยตรง ทำให้ภาคธุรกิจไม่จำเป็นต้องจ้างพนักงานมาดูแลระบบ SAP อีกต่อไป แต่สามารถปล่อยให้หน้าที่ตรงส่วนนี้กลายเป็นของ SAP และ NDBS ได้ทันที การประเมิน ROI และ TCO ของโครงการด้านการลงทุนระบบ SAP จึงมีความชัดเจนเป็นอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ สำหรับลูกค้าที่ยังคงใช้งาน SAP รุ่นเก่าอย่าง ECC 6.0 อยู่ ก็เริ่มมีการพูดคุยเพื่อวาง Roadmap ในอนาคตกันอย่างจริงจังมากขึ้นแล้วหลังจากที่ SAP ออกมาประกาศ End of Support บางรุ่นมากขึ้น ซึ่งก็เป็นสิ่งภาคธุรกิจต้องวางแผนให้ดีเพื่อให้ยังคงสามารถใช้งาน ERP ได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว

ธุรกิจนานาชาติเริ่มปรับใช้ SAP ในสาขาประเทศไทยมากยิ่งขึ้น NDBS พร้อมตอบโจทย์ด้วยการผนึกกำลังกับ NTT

หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับ NDBS Thailand หลังจากที่ Rebrand มาจาก ISS Consulting นั้น ก็คือการทำงานร่วมกับ NTT อย่างใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น ซึ่งก็ทำให้เกิดโอกาสในการต่อยอดทางธุรกิจในหลากหลายแง่มุม

ประการแรกนั้นก็คือการที่ NDBS Thailand มีโอกาสได้ร่วมงานกับธุรกิจนานาชาติ และมีโอกาสเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในการ Roll Out ระบบจากต่างประเทศมายังสาขาในไทยมากยิ่งขึ้น รวมถึงมีโครงการร่วมกับพันธมิตรในประเทศต่างๆ มากขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากประเทศญี่ปุ่น ทำให้ NDBS Thailand ได้ก้าวจากการเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านระบบ SAP ในประเทศไทย ได้ยกระดับสู่การบริษัทระดับนานาชาติที่มีความเป็นสากลมากยิ่งขึ้นไปแล้วในทุกวันนี้

ประการถัดมานั้นก็คือการผสานนวัตกรรมและองค์ความรู้ระหว่าง NDBS Thailand และ NTT เพื่อผลักดันโซลูชันใหม่ๆ ออกมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน SAP BTP ที่เปิดให้ NDBS Thailand  สามารถพัฒนาโซลูชันส่วนเสริมต่อยอดจาก SAP มาได้โดยง่าย ซึ่งปัจจุบันนี้เราก็มีการเตรียมการในส่วนนี้และมีแผนที่จะเปิดตัวโซลูชันที่พัฒนาด้วยตนเองออกมาในอนาคต

ข้อคิดส่งท้าย: ใช้ SAP ให้คุ้มค่า ต้องดึงศักยภาพของเทคโนโลยีและบริการ Cloud มาใช้ให้เต็มที่

คุณวิศิษฐ์ได้ให้ข้อคิดทิ้งท้ายแก่ธุรกิจองค์กรที่ต้องการใช้งาน SAP ว่าทุกวันนี้เมื่อ SAP ได้กลายเป็น Cloud Solution อย่างเต็มตัวแล้ว สิ่งที่ธุรกิจควรจะใช้ประโยชน์จากความเป็น Cloud เหล่านี้ก็มีด้วยกัน 2 ส่วน

ใช้ประโยชน์จากความคล่องตัวของ Cloud ที่ทำให้การใช้งาน SAP นั้นไม่ต้องเสียเวลากับการติดตั้งออกแบบระบบในส่วนของ IT Infrastructure อีกต่อไป อีกทั้งในระบบก็ยังมี Best Practice ต่างๆ พร้อมให้ใช้งานได้ทันที ซึ่งหากธุรกิจเข้าใจในส่วนนี้และนำไปประยุกต์ใช้งาน การทำงานของภาคธุรกิจก็จะเป็นไปได้อย่างราบรื่นยิ่งขึ้น ในขณะที่โครงการระบบ SAP ก็จะลุล่วงไปได้อย่างรวดเร็วยิ่งกว่าเดิมเป็นอย่างมาก ทำให้ธุรกิจสามารถเร่งสร้างการเติบโตได้ในระยะเวลาอันสั้น

ใช้ประโยชน์จากบริการของ SAP บน Cloud ที่จะมาช่วยดูแลในส่วนของการออกแบบติดตั้งระบบ ไปจนถึงการอัปเดตและการดูแลรักษาด้านความมั่นคงปลอดภัย ซึ่งจะช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรเฉพาะทางในส่วนนี้ได้ และมุ่งเน้นไปที่การปรับแต่งระบบ SAP ให้ตอบโจทย์ทางธุรกิจมากยิ่งขึ้นแทนได้

แน่นอนว่าเพื่อให้ธุรกิจสามารถบรรลุเป้าหมายเหล่านี้ได้ มุมมองที่ธุรกิจจะต้องเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่เป็นผู้ใช้งานระบบ SAP นั้นต้องปรับมาสู่การเป็นผู้ที่รู้และเข้าใจในเทคโนโลยีของ SAP มากยิ่งขึ้น เพื่อให้การใช้งานบริการ Cloud เหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างเต็มศักยภาพ และสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันเชิงเทคโนโลยีให้กับธุรกิจองค์กรได้อย่างรวดเร็วยิ่งกว่าคู่แข่งนั่นเอง

เกี่ยวกับ NTT DATA Business Solutions (Thailand) Ltd.

บริษัท NTT DATA Business Solutions  (Thailand) Ltd. ภายใต้กลุ่ม บริษัท NTT DATA ผู้ให้บริการระบบ SAP และ Data Center ระดับโลก และเป็นผู้นำทางด้าน Digital Transformation และเป็นสมาชิก SAP Global Partner ที่พร้อมคำปรึกษา และบริการด้านการออกแบบ พัฒนา ติดตั้งโซลูชัน SAP Solution และ IT Solution อื่น ๆ ให้กับลูกค้าในประเทศไทย เพื่อพัฒนาระบบบริหารการจัดการในองค์กรในทุกกลุ่มประเภทธุรกิจ

สำหรับธุรกิจที่ต้องการปรึกษาด้านโซลูชั่น SAP เพื่อพัฒนาระบบบริหารการจัดการในองค์กรให้ดีขึ้น NTT DATA Business Solutions Thailand  พร้อมให้คำปรึกษาในทุกกลุ่มประเภทธุรกิจ ติดต่อได้ที่ โทร 02 237 05553 หรือติดตาม ได้ที่ email: marketing-solutions-th@nttdata.com หรือ http://www.nttdata-solutions.com

 

from:https://www.techtalkthai.com/ntt-data-business-solutions-thailand/

Thai N.K. Plastic ปรับกลยุทธ์การบริหารธุรกิจผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกในยุคดิจิทัลด้วย SAP Business One โดย NTT DATA Business Solutions (Thailand) Ltd.

การปรับตัวของธุรกิจโรงงานและการผลิตด้วยการใช้เทคโนโลยีในการบริหารธุรกิจนั้นถือเป็นวิสัยทัศน์ที่พบเห็นได้บ่อยในช่วงเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา และ Thai N.K. Plastic ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกสัญชาติไทยก็เป็นอีกธุรกิจหนึ่ง ที่ผู้บริหารมีวิสัยทัศน์ปรับเปลี่ยนแนวทางการดำเนินงาน ด้วยการนำระบบ ERP ชั้นนำอย่าง SAP Business One on HANA เข้ามาใช้

ในครั้งนี้ ทีมงาน TechTalkThai มีโอกาสได้พูดคุยกับคุณเกียรตินนทพัฒน์ วงศ์บุญนาค รองกรรมการผู้จัดการบริษัท ไทย เอ็น.เค.พลาสติก จำกัด ถึงเรื่องราวของความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในวงการบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ผ่านมา กับมุมมองในการปรับเปลี่ยนระบบบริหารธุรกิจครั้งใหญ่ จากเดิมที่เคยใช้ระบบบัญชีสำหรับบริหารธุรกิจขนาดเล็ก มาสู่การทำ ERP อย่างเต็มตัว พร้อมวิเคราะห์ถึงแนวโน้มและบทเรียนที่น่าสนใจให้กับเหล่าผู้ประกอบการรายอื่นๆ ได้เรียนรู้กันดังนี้ครับ

รู้จัก Thai N.K. Plastic ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของธุรกิจเครื่องดื่มรายเล็กและรายใหญ่

คุณเกียรตินนทพัฒน์ได้เล่าถึงธุรกิจของ Thai N.K. Plastic ในฐานะของการเป็นผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายบรรจุภัณฑ์พลาสติกสำหรับเครื่องดื่ม ที่มีอายุยาวนานกว่า 27 ปี โดยมีสินค้าหลากหลายชนิด เช่น ขวด PET, ขวด PP, ฝาพลาสติก, หลอดดูดน้ำ, ถังพลาสติก, ช้อนส้อมพลาสติก, ถุงพลาสติก, ฉลากพลาสติก รวมถึงยังสามารถขึ้น Mold เพื่อออกแบบบรรจุภัณฑ์ตามต้องการได้ เพื่อให้บริการแก่ธุรกิจเครื่องดื่มทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ที่มองหาภาชนะสำหรับนำไปใช้กับสินค้าของตนเองทั่วประเทศไทย

ลูกค้าของ Thai N.K. Plastic นี้ก็มีด้วยกันหลากหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์เครื่องดื่มที่บรรจุขวดพลาสติก, ร้านกาแฟหรือชาที่ต้องการแก้วพลาสติกที่มีคุณภาพ, ร้านโชห่วยที่ต้องการผลิตเครื่องดื่มไว้ขายในชุมชน และอื่นๆ โดยเกือบทั้งหมดจะเป็นลูกค้าในประเทศไทย ซึ่งนอกจาก Thai N.K. Plastic จะมีสินค้าให้เลือกใช้งานได้หลากหลายครบวงจรเป็นอันดับต้นๆ ของไทยแล้ว ราคาของบรรจุภัณฑ์เหล่านี้ที่ผลิตในประเทศก็ยังถือว่ามีราคาที่คุ้มค่าต่อการลงทุนเป็นอย่างมากอีกด้วย

คุณเกียรตินนทพัฒน์ระบุว่าข้อดีของบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่เหนือกว่าบรรจุภัณฑ์อื่นๆ นั้นก็มีด้วยกันหลายประการ ทั้งความแข็งแรงสูงไม่แตกเสียหาย ทำให้ภาคธุรกิจสามารถลด Waste ที่เกิดขึ้นจากการจัดเก็บหรือขนส่งเครื่องดื่มได้ สามารถออกแบบได้หลากหลายตอบโจทย์ธุรกิจได้ทั้งในเชิงความสวยงาม การตลาด และนวัตกรรม ไปจนถึงความสามารถในการนำไป Reuse หรือ Recycle ได้ดี อีกทั้งในกระบวนการผลิตเองก็ยังประหยัดพลังงานและวัตถุดิบมากกว่าเมื่อเทียบกับวัสดุชนิดอื่นๆ ทำให้ทุกวันนี้บรรจุภัณฑ์พลาสติกจึงยังคงได้รับความนิยมสูงอยู่นั่นเอง

นอกจากนี้ ด้วยวิกฤตโรคระบาดจากไวรัส COVID-19 ที่ผ่านมา ก็ทำให้ทั้งไทยและทั่วโลกนั้นต่างต้องปรับเปลี่ยนภาชนะที่ใช้ทั้งในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มและอาหารมาสู่บรรจุภัณฑ์ที่ใช้ครั้งเดียวทิ้งเพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของโรค ทำให้ตลาดบรรจุภัณฑ์พลาสติกนั้นเติบโตอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ยอดขายของ Thai N.K. Plastic นั้นสูงถึง 600-700 ล้านบาทต่อปี

ผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับธุรกิจของ Thai NK Plastic สามารถศึกษาข้อมูลได้ที่ https://thainkplastic.co.th/

ธุรกิจเติบโตและซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ระบบบัญชีเพียงอย่างเดียวไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป

ท่ามกลางการเติบโตของธุรกิจอย่างรวดเร็วนี้ คุณเกียรตินนทพัฒน์ที่มารับช่วงธุรกิจต่อจากครอบครัวก็ได้เข้ามาปรับปรุงระบบการทำงานหลายๆ ส่วน โดยหนึ่งในระบบที่คุณเกียรตินนทพัฒน์เห็นว่าต้องรีบเปลี่ยนโดยด่วนนั้นก็คือ Software สำหรับบริหารธุรกิจ

ก่อนหน้านี้ Thai N.K. Plastic แม้จะเป็นธุรกิจที่มียอดขายหลักหลายร้อยล้าน แต่ด้วยความที่เป็นธุรกิจที่มีอายุยาวนาน ระบบ Software ที่ใช้จึงยังคงเป็น Local Software ซึ่งใช้งานมาตั้งแต่สมัยธุรกิจยังเล็กกว่านี้มาก ทำให้ Thai N.K. Plastic ขาดข้อมูลเพื่อใช้ในการวิเคราะห์การดำเนินธุรกิจไปหลายส่วน อีกทั้งยังไม่ยืดหยุ่นเพียงพอต่อธุรกิจที่มียอดขายมากขึ้นและมีความซับซ้อนสูงขึ้น ซึ่งทำให้พนักงานที่ทำหน้าที่ป้อนข้อมูลเข้าไปในระบบบัญชีเหล่านี้ยังคงมีงาน Manual ปริมาณมาก และขาดความแม่นยำในการทำงาน

มองหาระบบ ERP ตัดสินใจใช้ SAP Business One on HANA บน Cloud Platform

เพื่อให้ธุรกิจสามารถเติบโตต่อไปได้ในระยะยาว คุณเกียรตินนทพัฒน์จึงตัดสินใจว่าจะต้องรีบเปลี่ยนระบบริหารจัดการธุรกิจให้เป็น ERP ทันที และได้พิจารณาระบบ ERP จากผู้พัฒนาหลายรายควบคู่กันไป

จากการใช้เวลาศึกษาระยะหนึ่ง Thai N.K. Plastic ก็ตัดสินใจเลือกใช้ SAP Business One ซึ่งเป็นระบบ ERP สำหรับธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางที่มีความสามารถครบวงจร จากปัจจัยหลายประการได้แก่

  1. สามารถเริ่มต้นวางระบบ ERP ได้ในงบประมาณในการลงทุนเพียงไม่กี่ล้านบาทเท่านั้น
  2. มีความสามารถที่ตอบโจทย์ธุรกิจได้เพียงพอทั้งในแง่ของการเงิน บัญชี การผลิต และการขาย
  3. มีความสามารถที่ไม่ซับซ้อน ง่ายต่อการเรียนรู้และปรับตัวสำหรับพนักงาน
  4. สามารถเชื่อมต่อกับระบบอื่นๆ เพื่อต่อยอดในอนาคตได้

คุณเกียรตินนทพัฒน์กล่าวว่าในโครงการระบบ ERP ครั้งนี้ ทาง Thai N.K. Plastic ตัดสินใจเลือกใช้งานบน Cloud Platform จากการประเมินเทียบกับการติดตั้งใช้งาน ERP ภายในองค์กรแบบ On-Premises แล้วพบว่า Cloud นั้นมีความคุ้มค่าในการลงทุนที่มากกว่าอย่างชัดเจน ทั้งในแง่ของค่าใช้จ่าย การเข้าถึงและใช้งานได้จากโรงงานหลายแห่ง ทำงานได้จากทุกที่ทุกเวลา และการดูแลรักษาระบบที่ไม่ต้องจัดการด้วยตนเอง ไม่ต้องมี Data Center ของตนเอง ทำให้ Thai N.K. Plastic สามารถมุ่งเน้นไปที่การเร่งสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจได้อย่างเต็มที่

ในระยะแรกการใช้งานระบบ SAP Business One นั้นก็ยังคงต้องมีการปรับตัวกันค่อนข้างมากภายในบริษัท แต่จุดที่สามารถสร้างความแตกต่างให้กับธุรกิจได้อย่างชัดเจนนั้นก็คือความสามารถในการวิเคราะห์การตลาดของสินค้าได้ถึงระดับรายผลิตภัณฑ์, การบริหารต้นทุนและกำไรได้อย่างแม่นยำ ซึ่งในการจัดการสินค้าและวัตถุดิบกว่า 20,000 รายการนั้น SAP Business One สามารถเข้ามาช่วยตอบโจทย์เหล่านี้ได้เป็นอย่างดี พร้อมทั้งยังมี Business Report ที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการตัดสินใจวางแผนธุรกิจได้

เลือก NTT DATA Business Solutions (Thailand) Ltd. ในการ Implement ระบบ มั่นใจบรรลุโครงการได้สำเร็จ

เมื่อ Thai N.K. Plastic จะได้ตัดสินใจแล้วว่าจะเลือกใช้ SAP Business One อย่างแน่นอน แต่การคัดเลือก Implementer ที่ดีก็สำคัญ ซึ่งในโครงการครั้งนี้ ทางผู้บริหารก็ได้เชิญผู้ให้บริการ SAP Business One มาเสนอระบบด้วยกันถึง 5 ราย แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจเลือกใช้บริการจาก NTT DATA Business Solutions Thailand (NDBS Thailand) ที่สามารถนำเสนอการดำเนินงานบนระบบ SAP Business One ได้ดี รวมถึงมีประสบการณ์สามารถเข้าใจในธุรกิจของ Thai N.K. Plastic ได้เป็นอย่างดี

เมื่อได้ร่วมงานกันจริงๆ ทาง NDBS Thailand ก็ได้เข้ามาสื่อสารทำงานร่วมกับทีมงานของ Thai N.K. Plastic อย่างต่อเนื่อง และมีการปรับปรุงแก้ไขระบบอยู่ตลอดไม่เว้นแม้วันเสาร์อาทิตย์ ด้วยการให้คำปรึกษาและคอยบริการอย่างใกล้ชิด ทำให้โครงการเดินหน้าไปได้อย่างรวดเร็ว ใช้เวลาเพียงไม่กี่เดือนก็สามารถ Go Live ระบบได้สำเร็จ

เตรียมปรับนำ Mobile และ Barcode เสริมธุรกิจ เปลี่ยนการทำงานสู่ดิจิทัลให้มากขึ้น

เนื่องจากผู้บริหารของ Thai N.K. Plastic มีวิสัยทัศน์ในการต่อยอดด้านเทคโนโลยีในอนาคต ดังนั้นการเลือกใช้ SAP Business One จึงตอบโจทย์นี้ได้เป็นอย่างดี โดยเทคโนโลยีที่ได้รับความสนใจนั้นได้แก่การปรับใช้งาน SAP Business One ผ่านอุปกรณ์ Mobile เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการทำงานมากยิ่งขึ้น และการประยุกต์นำ Barcode มาใช้ในส่วนของระบบ Warehouse และ Logistics ให้ทำงานเชื่อมต่อกับ SAP Business One

อุตสาหกรรมพลาสติกต้องเติบโตอย่างระมัดระวัง เทรนด์รักษ์โลกน่าจับตามอง

คุณเกียรตินนทพัฒน์ได้ทิ้งท้ายเอาไว้ถึงผู้บริหารรายอื่นๆ ในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์พลาสติกว่าการทำธุรกิจในอุตสาหกรรมนี้อาจต้องมีความระมัดระวังสูงเป็นพิเศษ เพราะด้วยธรรมชาติของอุตสาหกรรมที่มีกำไรไม่สูงมากนัก การแข่งขันด้านราคาจึงอาจทำให้ส่งผลร้ายต่อธุรกิจมากกว่าผลดี และอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นทอดๆ ไปทั้ง Supply Chain ได้ ซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้บริหารในอุตสาหกรรมนี้ต้องระวังให้ดี และควรมีความซื่อสัตย์ต่อลูกค้าเพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจได้ในระยะยาวอย่างมั่นคง

ในขณะเดียวกัน จากเทรนด์โลกด้าน Sustainability หรือความยั่งยืนนั้น ก็ทำให้ตลาด Bioplastics ที่ย่อยสลายได้กลายเป็นตลาดที่น่าจับตามอง แต่ประเด็นนี้ก็ต้องทำความเข้าใจกันให้ดีสำหรับการนำมาใช้งานในประเทศไทย เพราะ Bioplastics ยังมีต้นทุนที่สูงมาก การนำมาใช้งานในสัดส่วนที่สูงก็จะสะท้อนกลับไปยังต้นทุนการผลิต แต่หากนำมาใช้งานในสัดส่วนที่น้อยเกินไป บรรจุภัณฑ์เหล่านี้ก็จะไม่สามารถย่อยสลายได้ ซึ่งในไทยหากจะให้ความสำคัญกับความยั่งยืนในแง่มุมนี้จริงๆ ก็ต้องอาศัยความร่วมมือที่มากกว่านี้ และควรจะต้องมีหน่วยงานตรวจสอบกำกับควบคุมอย่างจริงจังมากขึ้น

เกี่ยวกับ NTT DATA Business Solutions (Thailand) Ltd. เดิมชื่อ บริษัท ISS Consulting (Thailand) Ltd.

บริษัท NTT DATA Business Solutions  (Thailand) Ltd. ภายใต้กลุ่ม บริษัท NTT DATA ผู้ให้บริการระบบ SAP และ Data Center ระดับโลก และเป็นผู้นำทางด้าน Digital Transformation และเป็นสมาชิก SAP Global Partner ที่พร้อมคำปรึกษา และบริการด้านการออกแบบ พัฒนา ติดตั้งโซลูชัน SAP Solution และ IT Solution อื่น ๆ ให้กับลูกค้าในประเทศไทย เพื่อพัฒนาระบบบริหารการจัดการในองค์กรในทุกกลุ่มประเภทธุรกิจ

สำหรับธุรกิจที่ต้องการปรึกษาด้านโซลูชั่น SAP เพื่อพัฒนาระบบบริหารการจัดการในองค์กรให้ดีขึ้น NTT DATA Business Solutions Thailand  พร้อมให้คำปรึกษาในทุกกลุ่มประเภทธุรกิจ ติดต่อได้ที่ โทร 02 237 05553
หรือติดตาม ได้ที่ email: marketing-solutions-th@nttdata.com หรือ www.nttdata-solutions.com

 

 

 

from:https://www.techtalkthai.com/thai-n-k-plastic-sap-ntt-data-business-solutions/

[Guest Post] ขอเชิญร่วมงานเปิดตัว Wacom Ink SDK for verification พุธ 21 ก.ย.22 Novotel Bangkok Sukhumvit 20

พบกับการเปิดตัวชุดพัฒนาซอฟต์แวร์ (SDK : Wacom Ink SDK for verification) ใหม่ล่าสุด วันที่ 21 กันยายน 2022 ในงาน Wacom Secure Electronic Handwritten Signature ครั้งแรกที่ประเทศไทย สําหรับการตรวจสอบลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ที่เขียนด้วยลายมือที่มีความแม่นยําสูงสุดถึง 99%[i] โดย Wacom for Business ผู้นําระดับโลกในตลาด จอพร้อมปากกา (Pen Display) และ เครื่องบันทึกลายเซ็น (Signature Pad)

Wacom Ink SDK for verification เป็นการตรวจสอบยืนยันลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ ช่วยลดความเสี่ยงจากการฉ้อโกงให้แก่องค์กรและพันธมิตรขององค์กรได้เป็นอย่างมาก ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องใช้ลายเซ็นที่เขียนด้วยมือเพื่ออนุมัติการตัดสินใจที่สำคัญ การตรวจสอบลายเซ็นทำได้โดยใช้ประโยชน์จากลักษณะไบโอเมตริกซ์ของลายเซ็นของแต่ละบุคคล เช่น แรงกดของปากกา ความเร็ว และลําดับของลายเส้น เป็นต้น เพื่อนำมาทําเป็นส่วนประกอบข้อมูลของลายเซ็น เป็นรายละเอียดทางเทคนิคที่บุคคลทั่วไปไม่สามารถมองเห็นได้  Wacom Ink SDK for verification สามารถทำงานได้กับแอปพลิเคชันทุกประเภท เช่น ระบบ CRM , ERP, E-Document เป็นต้น

“การเซ็นชื่อของคุณเป็นกระบวนการของความจําของกล้ามเนื้อมากกว่าการฝึกเขียน” Peter Sommer, SVP ของ Wacom for Business กล่าวว่า “ความทรงจําของกล้ามเนื้อนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่ผู้ปลอมแปลงจะทําเลียนแบบได้ – แม้ว่าพวกเขาจะสามารถสร้างลายเซ็นที่ดูคล้ายกันได้ก็ตาม ระบบการตรวจสอบลายเซ็นของ Wacom มุ่งเน้นไปที่วิธีที่ความจําของกล้ามเนื้อปรากฏอยู่ในลายเซ็นของคุณ เช่น แรงกดของปากกา ความเร็วในการเซ็นชื่อ การยกปากกา และลําดับของแต่ละลายเส้นที่คุณวาด ด้วยเหตุนี้ เราจึงมั่นใจว่าการตรวจสอบลายเซ็นของ Wacom จะเป็นประโยชน์อย่างมากสําหรับคู่ค้า หรือทีมพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ต้องการความปลอดภัยของเอกสารและปัญหาการฉ้อโกง ด้วยการลงลายมือชื่อ”

Wacom Ink SDK for verification สําหรับการตรวจสอบยืนยันลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ช่วยให้ผู้ให้บริการซอฟต์แวร์และ องค์กรสามารถผสานรวมการสนับสนุนสําหรับการตรวจสอบลายเซ็นให้เข้ากับเทคโนโลยีที่องค์กรใช้อยู่ในปัจจุบันได้ เป็น SDK ที่ใช้งานง่ายและไม่ใช้ resource สูง ทำให้การผสานรวมกับแอปพลิเคชันและโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่เป็นไปอย่างรวดเร็วและง่ายดาย สามารถปรับใช้ได้ทั้งบนเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่าย หรือ คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล และมีการปรับปรุงที่สําคัญสองประการเหนือผลิตภัณฑ์อื่นๆ ในตลาด

ประการแรก จะช่วยลดความเสี่ยงด้านความเป็นส่วนตัวของข้อมูลให้กับองค์กรโดยตัดการเข้าถึงข้อมูลลายเซ็นของผู้ให้บริการจัดเก็บและตรวจสอบลายเซ็น ด้วยการโฮสต์ทั้งลายเซ็นและเครื่องมือตรวจสอบภายในระบบของลูกค้าเอง จะไม่มีการถ่ายโอนข้อมูลไปยังบุคคลที่สามหรือเกิดความเสี่ยงที่จะสูญเสียข้อมูล

ประการที่สอง ด้วยการรวมการตรวจสอบลายเซ็นทั้งแบบภาพและแบบไดนามิกไว้ในเครื่องมือเดียวทําให้การเปลี่ยนจากเอกสารกระดาษเป็นเอกสารดิจิทัลเป็นไปอย่างราบรื่นและช่วยให้ลูกค้าสามารถตรวจสอบลายเซ็นบนกระดาษที่พวกเขาบันทึกในอดีตเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว

สําหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Wacom Ink SDK for verification สําหรับการตรวจสอบยืนยันลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ ดูได้ที่ www.wacom.com/signature-verification

เกี่ยวกับ Wacom

Wacom for Business มีประสบการณ์กว่า 35 ปีในการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลขั้นสูงเพื่อมอบโซลูชัน eSignature ที่สมบูรณ์แบบให้กับองค์กรต่างๆ โดยผสานรวมฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และ digital Ink เข้าด้วยกัน Wacom ได้ผสมผสานรวมเข้ากับแอปพลิเคชันที่หลากหลายเพื่อสร้างประสบการณ์และกระบวนการทำงานของลูกค้า โดยใช้ประโยชน์จากข้อดีของเทคโนโลยีดิจิทัล

ปัจจุบัน Wacom ได้ให้บริการอุปกรณ์ (eSignature ของ Wacom) มากกว่า 130 ล้านเครื่องที่มีการใช้งานทั่วโลก และเป็นซัพพลายเออร์ OEM ให้กับผู้จําหน่ายฮาร์ดแวร์ไอทีระดับโลกในระดับ Tier 1 จํานวนมาก ซึ่งถูกนําไปใช้งานในสถาบันด้านการธนาคาร การดูแลสุขภาพ การค้าปลีก และภาครัฐทั่วโลก

[i] ผลลัพธ์ความแม่นยําจะอิงตามข้อมูลการทดสอบภายในของ Wacom

ลงทะเบียนสัมมนาวันที่ 21 กันยายน 2565 ได้ที่ http://shorturl.at/amyz4

สนใจ Solution หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
Email: marketing@cu.co.th
Tel: 0-2311-6881
Website: www.cu.co

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-wacom-ink-sdk-for-verification-21-sep-22-novotel-bkk-sukhumvit-20/