คลังเก็บป้ายกำกับ: BUSINESS_SOFTWARE

[Video Webinar] TechTalk Webinar : ผู้ผลิตจะต้องเตรียมตัวอย่างไรในยุค Industry 5.0 สู่การเป็น Digital Manufacturing โซลูชันอะไรที่จำเป็น

สำหรับผู้ที่ไม่ได้เข้าฟังการบรรยายเรื่อง ”ผู้ผลิตจะต้องเตรียมตัวอย่างไรในยุค Industry 5.0 สู่การเป็น Digital Manufacturing โซลูชันอะไรที่จำเป็น” เพื่อเรียนรู้ไปกับ Cloud ERP จาก QAD ที่จะช่วยยกระดับและเชื่อมต่อทุกนวัตกรรมเข้าด้วยกัน ที่เพิ่งจัดไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หรือต้องการรับชมการบรรยายซ้ำอีกครั้ง สามารถเข้าชมวิดีโอบันทึกย้อนหลังได้ที่บทความนี้ค่ะ

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ : ผู้ผลิตจะต้องเตรียมตัวอย่างไรในยุค Industry 5.0 สู่การเป็น Digital Manufacturing โซลูชันอะไรที่จำเป็น

ผู้บรรยาย :

1.) คุณภัควรินทร์ ชัยอิสระรังสี , Sales Director บริษัท QAD Thailand

2.) คุณดวงรัตน์ คงสุวรรณ, Senior Pre Sales บริษัท QAD Thailand

ไม่กี่ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมการผลิตได้ถูกท้าทายด้วยปัญหาใหญ่หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการขาดแคลนวัตถุดิบในกระบวนการผลิต การขาดแคลนแรงงาน ปัญหาด้านซัพพลายเชน และการขนส่ง หรือแม้กระทั่งโรคระบาดที่ทำให้การทำงานเป็นไปได้อย่างยากลำบาก

ด้วยเหตุนี้เองอุตสาหกรรมการผลิตยุคใหม่ จึงต้องเปิดรับเทคโนโลยีเพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้กลายเป็น Digital Manufacturing อย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็น Big Data, การวิเคราะห์ข้อมูลได้แบบ Real Time และการสื่อสารภายในองคกรที่ใช้แหล่งข้อมูลจากศูนย์กลาง ทั้งนี้ก็เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้องค์กรก้าวสู่การเป็น Adaptive Manufacturing Enterprise อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมจำเป็นต้องมีโซลูชันและเทคโนโลยีหลายๆอย่างมาช่วยขับเคลื่อน หนึ่งในนั้นซึ่งเป็นหัวใจสำคัญก็คือ ERP บนระบบคลาวด์

ในงานนี้ท่าน จะได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการเตรียมตัวสู่การเป็น Digital Manufacturing และโซลูชันที่องค์กรจำเป็นต้องมี พร้อมชมตัวอย่างหน้าจอแดชบอร์ดของ Cloud ERP โซลูชัน ที่จะช่วยให้ผู้ใช้ ทำงานได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อสร้างกำไรให้กับองค์กร

from:https://www.techtalkthai.com/video-webinar-techtalk-webinar-digital-manufacturing-for-industry-5-by-qad/

เจาะลึกความสำเร็จ กฟผ. บริหารจัดการสินทรัพย์อย่างยั่งยืนด้วย IBM Maximo จาก Triple Dot Consulting

เมื่อค่าไฟฟ้าของประชาชนสวนทางกับค่าครองชีพในปัจจุบัน โจทย์สำคัญสำหรับโรงผลิตไฟฟ้าคือ จะทำอย่างไรให้ยังคงรักษาสมดุลระหว่างต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าและความมั่นคงของระบบไฟฟ้า โดยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด และจะทำอย่างไรให้การดำเนินงานของโรงผลิตไฟฟ้าเกิดความผิดพลาดน้อยที่สุดเพื่อรักษาเสถียรภาพมิให้กระทบต่อการผลิตไฟฟ้าของทั้งประเทศ

ล่าสุด การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้พลิกโฉมระบบบริหารจัดการสินทรัพย์ครั้งใหญ่ด้วยการนำเทคโนโลยี AI จาก IBM Maximo ที่สนับสนุนโดยบริษัท Triple Dot Consulting มาใช้งานในโรงผลิตไฟฟ้าทั่วประเทศ จนได้รับรางวัล ASOCIO Award เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2022

บทความนี้จะขอพาทุกท่านไปร่วมเจาะลึกเบื้องหลังความสำเร็จของ กฟผ. จนได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ และเรียนรู้กรณีศึกษาของ กฟผ. จากการนำเทคโนโลยีจาก IBM Maximo เข้ามาช่วยเสริมการดำเนินงานของโรงผลิตไฟฟ้าทั่วทั้งประเทศ การใช้งาน IBM Maximo สนับสนุนพันธกิจของ กฟผ. และนโยบาย Carbon Neutrality อย่างยั่งยืนได้อย่างไร? พบคำตอบได้ในบทความนี้

กฟผ. รับรางวัล ASOCIO ชูเด่นความสำเร็จด้านการประยุกต์ IT ในองค์กร

นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของไทยที่องค์กรระดับประเทศอย่าง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้รับรางวัล ASOCIO Award สาขา Environmental, Social & Governance Award ประจำปี 2022 จากสมาพันธ์ ASOCIO (Asian-Oceanian Computing Industry Organization) องค์กรนานาชาติซึ่งประกอบด้วยสมาคมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและบริการจาก 24 ประเทศในภาคพื้นเอเชียโอเชียเนีย

รางวัล ASOCIO Awards เป็นรางวัลที่มอบให้แก่องค์กรของประเทศสมาชิกที่มีการนำ IT มาใช้ในการพัฒนาการให้บริการด้านต่าง ๆ และการบริหารขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดดเด่นและประสบผลสำเร็จใน 8 สาขา ได้แก่ 

1. Outstanding Tech Company Award 

2. Outstanding User Organization Award 

3. Digital Government Award

4. EdTech Award 

5. HealthTech Award 

6. Cybersecurity Award 

7. Environmental, Social & Governance Award

8. Start-Up Award

รางวัล ASOCIO Award สาขา Environmental, Social & Governance Award ถือเป็นเครื่องยืนยันความสำเร็จอีกก้าวของ กฟผ. ที่ได้พัฒนาและนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมทันสมัยมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประสิทธิภาพกับการดำเนินงานของ กฟผ. เพื่อมุ่งสู่ความเป็นดิจิทัล รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดอย่างราบรื่นตามนโยบาย Carbon Neutrality เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมความมุ่งมั่นที่จะช่วยลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าและค่าไฟฟ้าของประชาชน ด้วยการสร้างระบบไฟฟ้าของประเทศให้มั่นคงอย่างยั่งยืน

กฟผ. จึงมีความโดดเด่นในการเป็นผู้นำด้านสิ่งแวดล้อม สังคมและธรรมาภิบาล จนเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ และเป็นตัวอย่างสร้างแรงผลักดันให้องค์กรทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในประเทศนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้กับการดำเนินงานเพื่อประสิทธิภาพที่มั่นคงและยั่งยืน

เทคโนโลยี AI จาก IBM: เบื้องหลังประสิทธิภาพอันโดดเด่นของ กฟผ.

การดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพของ กฟผ. จนได้รับรางวัล ASOCIO Award สาขา Environmental, Social & Governance Award นั้นเป็นผลจากการนำเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้ โดยบริษัท ทริปเปิลดอท คอนซัลติ้ง จำกัด (Triple Dot Consulting) ซึ่งเป็นพันธมิตรทางธุรกิจของบริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด (IBM) ได้เข้ามาสนับสนุนด้วยการนำโซลูชันบริหารจัดการสินทรัพย์ด้วยเทคโนโลยี AI อย่าง IBM Maximo Enterprise Asset Management เข้ามาช่วยบริหารจัดการอุปกรณ์สำคัญต่าง ๆ ของโรงผลิตไฟฟ้า

IBM Maximo Enterprise Asset Management เป็นโซลูชันสำหรับการบริหารจัดการสินทรัพย์ ซึ่ง กฟผ. ได้นำโซลูชันดังกล่าวมาใช้บริหารจัดการอุปกรณ์ในโรงผลิตไฟฟ้าแบบองค์รวม ตั้งแต่กระบวนการซ่อมบำรุง ไปจนถึงการบริหารคลังอุปกรณ์ ทำให้เห็นภาพรวมและรายละเอียดของทรัพย์สินได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์

การใช้แรงงานคนในการตรวจสอบเครื่องจักรเองแบบเดิม ๆ นั้นอาจล่าช้าและบำรุงรักษาได้ไม่ทันกาล แต่ด้วยเทคโนโลยี AI ใน IBM Predictive Maintenance ที่ติดตั้งในโรงไฟฟ้าของ กฟผ. ก็ได้เข้ามาช่วยให้การวางแผนบริหารจัดการสินทรัพย์ของโรงไฟฟ้ามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นด้วยความสามารถในการคาดการณ์อายุการใช้งานและการบำรุงรักษาอุปกรณ์ต่าง ๆ ของโรงผลิตไฟฟ้าได้ล่วงหน้าอย่างแม่นยำ โดยสามารถระบุตรวจจับเครื่องจักรที่มีแนวโน้มว่าจะเสียหายก่อนเกิดเหตุที่อาจกระทบต่อการผลิตไฟฟ้าได้ จึงเอื้อต่อการตัดสินใจบริหารและกำหนดลำดับความสำคัญของงานซ่อมแซมเชิงรุกด้วย

นอกจากระบบบริหารจัดการงานบำรุงรักษาสมัยใหม่ (Maintenance Management System : MMS) ด้วยเทคโนโลยี AI ที่ติดตั้งในโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อน โรงไฟฟ้าพลังน้ำและโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ของ กฟผ. ทั่วประเทศแล้ว ยัง มีระบบติดตามและแจ้งเตือนเมื่อพบการทำงานผิดปกติที่ช่วยป้องกันการหยุดทำงานของระบบโดยไม่คาดคิด รวมถึงเชื่อมโยงข้อมูลไปยังทุกโรงไฟฟ้าได้แบบเรียลไทม์ พร้อมแสดงรายงานผลส่งตรงไปยังอุปกรณ์โมบายล์ผ่าน IBM Maximo Anywhere ซึ่งช่วยให้พนักงานทั้งองค์กรเข้าถึงชุดข้อมูลเดียวกันได้ เสริมการทำงานต่างอุปกรณ์ ต่างเวลาและสถานที่ได้อย่างราบรื่น

การบูรณาการร่วมกันของเทคโนโลยีจาก IBM Maximo Application Suite จึงช่วยให้ กฟผ. สามารถบริหารจัดการสินทรัพย์และบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ได้รวดเร็วและแม่นยำภายใต้ความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงสุด อีกทั้งยังช่วยลดความซ้ำซ้อนในการดำเนินงาน ลดค่าใช้จ่ายในการจัดซื้ออุปกรณ์ใหม่  และสร้างสมดุลระหว่างต้นทุนในการผลิตไฟฟ้า ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และความมั่นคงของระบบไฟฟ้าของประเทศได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย

Triple Dot Consulting พาร์ตเนอร์ผู้เชี่ยวชาญวางระบบ IBM Maximo ให้ กฟผ.

การนำเทคโนโลยีใหม่มาประยุกต์ใช้ในองค์กรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดได้นั้น สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือการมีผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้และประสบการณ์พร้อมให้การสนับสนุน ซึ่งโซลูชัน IBM Maximo Enterprise Asset Management ที่ใช้ในการบริหารจัดการสินทรัพย์ของ กฟผ. นั้น ได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท ทริปเปิลดอท คอนซัลติ้ง จำกัด (Triple Dot Consulting) ในฐานะบริษัทที่ปรึกษาในการวางระบบงาน IBM Maximo Enterprise Asset Management และระบบ IBM Predictive Maintenance 

Triple Dot Consulting ประกอบด้วยทีมงานที่มีความรู้ประสบการณ์เฉพาะทางมาอย่างยาวนานนับทศวรรษ โดย Triple Dot Consulting มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษในโซลูชัน IBM Maximo Asset Management จนได้รับเลือกจาก IBM ให้เป็นพันธมิตรของ IBM ระดับ Premier Business Partner ซึ่งเป็นตำแหน่งพาร์ตเนอร์ระดับสูงสุดด้วย ด้วยเหตุนี้เอง Triple Dot Consulting จึงได้รับความไว้วางใจจากองค์กรชั้นนำในประเทศไทยอย่าง กฟผ. ในการขับเคลื่อนประสิทธิภาพการดำเนินงานให้เพิ่มขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับพันธกิจหลักของ กฟผ. ในการรักษาความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าของประเทศ

ความสำเร็จของ กฟผ. ที่ได้รับรางวัล ASOCIO Award จึงถือเป็นเครื่องชี้วัดถึงศักยภาพของ Triple Dot Consulting ในการส่งมอบโซลูชัน IBM Maximo Enterprise Asset Management เพื่อส่งเสริมการดำเนินงานของ กฟผ. ให้สามารถผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานสะอาดตามนโยบาย Carbon Neutrality และบริหารจัดการสินทรัพย์ของโรงผลิตไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

สำหรับองค์กรที่สนใจรับคำปรึกษาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ IBM Maximo จากทีมงาน Triple Dot Consulting สามารถติดต่อได้ตามช่องทางต่าง ๆ ดังนี้

Website: https://www.tripledotconsult.com/maximo 

Facebook: https://www.facebook.com/tripledotconsulting/

Email: info@tripledotconsult.com

Telephone: +662-610-3104

from:https://www.techtalkthai.com/egat-success-case-with-ibm-maximo-by-triple-dot-consulting/

AWS เปิดตัวบริการ Amazon DataZone เครื่องมือบริหารจัดการข้อมูลในองค์กร

ในงาน AWS re:Invent ทาง AWS ได้ประกาศเปิดตัวบริการ Amazon DataZone ใหม่ เครื่องมือสำหรับบริหารจัดการข้อมูลในองค์กร

Credit: AWS

Amazon DataZone เป็นบริการ Data Management ที่ช่วยให้องค์กรสามารถบริหารจัดการข้อมูลภายในได้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นการสร้าง Catalog, การค้นหา และ การแชร์ข้อมูล ครอบคลุมการเก็บข้อมูลทั้งบน AWS, On-premise และ Third-party source ได้ โดยจุดเด่นของ Amazon DataZone มีดังนี้

  • ช่วยให้องค์กรสามารถสร้าง Business Data Catalog ได้ พร้อมรองรับการค้นหาข้อมูลภายใน Datasets ต่างๆผ่านทาง Data Portal และผู้ใช้งานสามารถเลือกร้องขอการเข้าถึงข้อมูลนั้นๆได้
  • รองรับการทำ Collaboration ระหว่างทีมต่างๆในลักษณะ Data Projects โดยสามารถกำหนดสิทธิการเข้าถึงข้อมูลหรือการใช้งานเครื่องมือต่างๆกับข้อมูลนั้นๆได้
  • มี Web-based Portal สำหรับแสดงรายละเอียดการเข้าถึงข้อมูลต่างๆในรูปแบบ Analytic แยกออกจาก AWS Mangement Console
  • ใช้ระบบ Machine Learning ในการเก็บข้อมูลและแนะนำข้อมูล Metadata เช่น Origin และ Data Type ให้แบบอัตโนมัติ
  • มีระบบ Governance Control ผ่านทาง AWS Glue Data Catalog, AWS Identity and Access Management (IAM) และ Lake Formation
  • รองรับการเชื่อมต่อกับระบบ Analytic เช่น Amazon Redshift, Amazon Athena และ Amazon QuickSight
  • มีระบบ API สำหรับเชื่อมต่อกับโซลูชันอื่น เช่น DataBricks, Snowflake และ Tableau
Credit: AWS

ปัจจุบัน Amazon DataZone เปิดให้ลูกค้าที่สนใจสามารถทดสอบใช้งานแบบ Preview แล้ว โดยมีการจำกัด Region ดังนี้ US-East (N Virginia), US West (Oregon) และ Europe (Ireland)

ที่มา: https://press.aboutamazon.com/2022/11/aws-announces-amazon-datazone

from:https://www.techtalkthai.com/aws-launches-amazon-datazone-enterprise-data-management-tool/

เปิดตัว “สมาร์ทสวิฟท์” (SMARTSWIFT) เพื่อเปิดประสบการณ์ใหม่ในการโอนเงินข้ามประเทศทันที [Guest Post]

ง่าย สะดวก รวดเร็ว พร้อมให้ทุกคนในไทยใช้งานแล้ววันนี้

กรุงเทพฯ – 28 พฤศจิกายน 2565: เปิดประสบการณ์ใหม่ในการโอนเงินข้ามประเทศกับแพลตฟอร์ม “สมาร์ทสวิฟท์” (SMARTSWIFT) ที่ทำให้การรับส่งเงินไม่ยุ่งยากเหมือนเดิมอีกต่อไป ช่วยให้ทุกคนในไทยเข้าถึงบริการนี้ได้สะดวกและทั่วถึงมากขึ้น โดยที่แพลตฟอร์มสมาร์ทสวิฟท์ถูกออกแบบให้ใช้งานได้ง่าย ลดความวุ่นวายในทุกขั้นตอนของการโอนเงินออกนอกประเทศ เพื่อให้ลูกค้าในประเทศไทยสามารถโอนเงินไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้กว่า 60 ประเทศ

การโอนเงินออกนอกประเทศนั้นมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก ธนาคารต่างๆ มักจะคิดค่าธรรมเนียมและอัตราแลกเปลี่ยนที่แพง ต้องใช้เอกสารประกอบมากมาย ทุกๆ ขั้นตอนเป็นเรื่องยุ่งยากสำหรับลูกค้า แต่ตอนนี้ “สมาร์ทสวิฟท์” จะเข้ามาตอบโจทย์ลูกค้าที่ต่างต้องการตัวเลือกที่ดีกว่า ทั้งในเรื่องความสะดวกสบายและสามารถใช้บริการได้ทุกที่ทุกเวลา

ธีรธร พันธุ์ยิ้ม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท 33 รีมิตแตนซ์ จำกัด

ธีรธร พันธุ์ยิ้ม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท 33 รีมิตแตนซ์ จำกัด กล่าวว่า

“ค่าใช้จ่ายในการโอนเงินไปต่างประเทศแต่ละครั้งนั้นสูงมาก ขั้นตอนก็ใช้เวลานาน บางครั้งไม่ปลอดภัย และยังต้องกรอกหรือยื่นเอกสารจำนวนมาก เราจึงสร้าง สมาร์ทสวิฟท์ขึ้นเพื่อให้ลูกค้าได้รับประโยชน์จากการทำธุรกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่ หรือโมเดิร์น แบงค์กิ้ง ที่ทุกคนสามารถโอนเงินจากประเทศไทยไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลกจากบนมือถือเสร็จสิ้นภายในอึดใจเดียว เราให้ความสำคัญในการสร้างประสบการณ์ที่เหนือกว่าให้กับลูกค้าทั้งเรื่องความเร็ว ไม่มีความยุ่งยาก แต่ก็ยังปลอดภัย อุ่นใจได้ว่าเงินไปถึงปลายทางอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นเงินจำนวนเท่าไหร่ลูกค้าทุกคนจะได้รับบริการที่ดีที่สุดจากเรา”

บริการโอนเงินข้ามประเทศนั้น จะต้องปลอดภัยและลูกค้าต้องเชื่อใจได้ “สมาร์ทสวิฟท์” จึงได้นำ Application Program Interface หรือ API เข้ามาใช้เชื่อมต่อแพลตฟอร์ม ทำให้กลายเป็นหนึ่งในไม่กี่แพลตฟอร์มที่สามารถให้บริการ “โอนเงินข้ามประเทศทันที” ได้ โดยผู้รับจะได้รับเงินหลังจากที่ธุรกรรมฝั่งต้นทางเสร็จได้แบบทันใจ และที่สำคัญขั้นตอนการโอนก็เสร็จสิ้นจากการลงทะเบียนเปิดใช้งานเพียงครั้งเดียว

ลูกค้าของสมาร์ทสวิฟท์สามารถโอนเงินไปสู่ประเทศต่างๆ ได้ทั้ง สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย ประเทศต่างๆ ในยุโรป แคนาดา มาเลเซีย จีน ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น และประเทศอื่นๆ อีกมากมาย กว่า 60 ประเทศทั่วโลก *

“เรามีใบอนุญาตทั้งการประกอบธุรกิจเป็นนายหน้าซื้อขายเงินตราต่างประเทศและการเป็นตัวแทนโอนเงินต่างประเทศ จากธนาคารแห่งประเทศไทย และกระทรวงการคลัง แพลตฟอร์มสมาร์ทสวิฟท์นั้นก็ได้รับการรับรองผ่านมาตรฐานความปลอดภัย PCI-DSS ระดับ 1 ซึ่งเป็นมาตรฐานสูงสุดที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ ทีมงานของเราเป็นทีมผู้เชี่ยวชาญแถวหน้าของไทยที่สร้างแพลตฟอร์มนี้ขึ้นมาเพื่อทำให้การโอนเงินไปต่างประเทศเป็นเรื่องง่ายสำหรับคนไทย แรงงานและชาวต่างชาติ ธุรกิจและผู้ประกอบการต่างๆ รวมถึงประชากรที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงินในภูมิภาคอาเซียน” ธีรธร กล่าวต่อ

ตามรายงานของเว็บไซต์ Trading Economics มูลค่าการโอนเงินข้ามประเทศของไทยทำสถิติสูงสุดเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยมีมูลค่ามากถึง 21,027 พันล้านบาท ** และช่วงเวลาที่มีการโอนเงินข้ามประเทศมากที่สุดจะอยู่ในช่วงเดือนธันวาคมของทุกปี

“ในปี 2566 เราคาดการณ์ว่าการโอนเงินข้ามประเทศจากประเทศไทยจะเติบโตมากขึ้นอีก 30% ซึ่งเราตั้งเป้าเอาไว้ว่าสมาร์ทสวิฟท์จะกลายเป็นแพลตฟอร์มที่คนไทย และชาวต่างชาติที่พำนักหรือทำงานในเมืองไทย นิยมใช้บริการโอนเงินข้ามประเทศมากที่สุด 1 ใน 3 อันดับแรกภายในครึ่งปีแรกของปีหน้านี้” ธีรธร กล่าวเสริม

“สมาร์ทสวิฟท์จะช่วยทำให้คนไทย และชาวต่างชาติที่พำนักหรือทำงานในเมืองไทย สามารถโอนเงินข้ามประเทศได้ทันทีโดยค่าธรรมเนียมที่ดีที่สุดในปัจจุบันที่มีในตลาด และไม่ว่าผู้รับจะอยู่ที่ส่วนไหนของโลกก็จะได้รับเงินได้ภายในไม่กี่อึดใจ” ธีรธร กล่าวสรุป

ตั้งแต่วันนี้ ถึงสิ้นมกราคมปี 2566 ผู้ใช้บริการสมาร์ทสวิฟท์รายใหม่ และผู้ใช้บริการปัจจุบัน สามารถใช้บริการโอนเงินข้ามประเทศได้โดยปลอดค่าธรรมเนียม โดยสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเพื่อโอนเงินได้แล้วในวันนี้ทั้งบน iOS และแอนดรอยด์ https://bit.ly/3OqUunP

หมายเหตุ

* ประเทศรับเงินปลายทางอาจมีการเปลี่ยนแปลง กรุณาติดต่อแผนกลูกค้าสัมพันธ์เพื่ออัพเดตข้อมูลล่าสุด

** ที่มา https://tradingeconomics.com/thailand/remittances

เกี่ยวกับ 33 รีมิตแตนซ์

บริษัท 33 รีมิตแตนซ์ จำกัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2564 ที่ผ่านมาโดยเป็นการรวมทีมของทีมงานที่คร่ำหวอดในธุรกิจธุรกรรมการโอนเงินมาอย่างยาวนาน มีเป้าหมายที่จะสร้างโซลูชั่นเพื่อการโอนเงินข้ามประเทศสำหรับคนไทย ชาวต่างชาติ แรงงานต่างชาติ และประชากรที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงินในภูมิภาคอาเซียน ให้สามารถรับ-ส่งเงินได้ง่าย มีค่าธรรมเนียนที่เป็นธรรมมากกว่าบริการจากธนาคารต่างๆ ด้วยเงินทุนจดทะเบียนกว่า 100 ล้านบาท เป้าหมายของ 33 รีมิตแตนซ์ คือการก้าวขึ้นมาเป็นผู้ให้บริการทางการเงินแบบ Non-bank ชั้นนำของเมืองไทย โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่บนถนนวิทยุเพื่อเป็นจุดให้บริการแบบ One-stop สำหรับทั้งคนไทยและชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยภายใต้ชื่อ “สมาร์ทสวิฟท์”

เราพร้อมให้บริการทางการเงินที่หลากหลายภายใต้การรับรองจากธนาคารแห่งประเทศไทย ทั้งบริการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ และบริการโอนเงินภายในประเทศและต่างประเทศ

 

from:https://www.techtalkthai.com/introducing-smart-swift-to-open-up-a-new-experience-for-instant-international-money-transfers/

ขอเชิญเข้าร่วม Webinar : Business Modernization By Microsoft Dynamics 365 [14 ธ.ค.22]

หากท่านกำลังมองหาโซลูชันเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารให้องค์กรของคุณอยู่ ห้ามพลาด! ยุคปัจจุบันเรามองข้ามเรื่องการใส่ใจในข้อมูลที่เรามีอยู่ไม่ได้เลย เพราะทุกอย่างมีมูลค่ามหาศาล จำเป็นอย่างมากที่จะต้องมีข้อมูลเพื่อใช้ในการตัดสินใจ  เราจะควบรวมการสื่อสารกับลูกค้าและทีมงานภายในองค์กรอย่างไรบ้าง ความถูกต้อง ความรวดเร็ว และได้ข้อมูลที่อัปเดททันท่วงที เรามีคำตอบให้คุณในสัมมนาออนไลน์นี้ 

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: Webinar Online Microsoft Dynamic 365 : Business Modernization By Microsoft Dynamics 365
วันเวลา: วันพุธที่ 14 ธันวาคม 2565  เวลา 09.30-11.00 น
ช่องทางการบรรยาย: Microsoft Live
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: 200 คน
ภาษา: ไทย
ลิงก์ลงทะเบียน: https://forms.office.com/r/XS46Fdbnah

บริษัท เมโทรซิสเต็มส์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) มีความยินที่จะเรียนเชิญท่านผู้บริหารที่อยู่ในสายธุรกิจงานขาย ผู้บริหารงานการตลาด ผู้จัดการด้านสารสนเทศ ผู้ดูแลระบบ CRM และผู้สนใจเข้าร่วมรับชมสัมมนาแบบออนไลน์ ผ่านระบบ Microsoft Teams Live
ในหัวข้อ Business ModernizationBy Microsoft Dynamics 365  ซึ่งภายในงานสัมมนาออนไลน์นี้ท่านจะได้พบกับ หัวข้อที่เกี่ยวกับกาบริหารจัดการข้อมูลในระบบ CRM โดยเฉพาะทีมงานขายและการตลาด โดยอาศัยความสามารถของ TEAMS Solution เสริมการสื่อสารกับลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพียงลงทะเบียนเพื่อรับฟังแบบเต็มๆ คลิก

  • พิเศษสุด!! สำหรับผู้ลงทะเบียน 10 ท่านแรก รับฟรีของที่ระลึก
  • สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ คุณชวัลพร (พลอย) 02-089-4675
  • Email: chawabun@metrosystems.co.th

 

from:https://www.techtalkthai.com/metrosystems-webinar-business-modernizationby-microsoft-dynamics-365-14-dec-22/

ผลการวิจัย : ตลาด Global Healthcare Cloud Computing ทั่วโลกจะมีมูลค่าถึง 148,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2028

ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกถูกมองว่าจะสร้างส่วนแบ่งรายได้สูงสุดในช่วงเวลาที่คาดการณ์กันไว้ในผลงานวิจัย สืบเนื่องมาจากการแพร่ระบาดที่เพิ่มขึ้นของโรคเรื้อรังและนวัตกรรมทางเทคโนโลยีถูกนำมาประยุกต์ใช้งานเพิ่มขึ้น เช่น ระบบบันทึกสุขภาพแบบอิเล็กทรอนิกส์ mHealth, telehealth และ e-prescribing และอื่นๆ ที่กำลังเพิ่มอัตราการขยายตัวให้กับอุตสาหกรรม Healthcare

Image Credit : fingent.com
ในปี 2021 ตลาด Global Healthcare Cloud Computing ถูกมองว่าน่าจะมีมูลค่ากว่า 48,210 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และคาดว่าจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นได้อีกถึง 148,190 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2028 โดยมีอัตรา CAGR 17.5% สำหรับในช่วงปี 2022-2028
 
ภาครัฐ – มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนให้เกิดการขยายตัวด้านการดูแลสุขภาพแบบดิจิทัลเป็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานทางคลินิกที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว ด้านการส่งเสริมความรู้ทางดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นในระดับภาคประชาชน สองปัจจัยนี้เป็นแรงกระตุ้นช่วยให้ตลาด Global Healthcare Cloud Computing เติบโตเป็นวงกว้างอย่างรวดเร็ว
 
ภาคเอกชน – มีผู้เล่นด้านเทคโนโลยีระดับโลกที่สอดแทรกเข้ามาสู่ตลาด Global Healthcare Cloud Computing ซึ่งบริษัทต่างๆ มีการประกาศเปิดตัวแพลตฟอร์ม Healthcare Cloud Computing ออกมาให้บริการ อาทิเช่น IBM Corporation, Dell, Wipro, CareCloud Corporation, ClearDATA, NetDepot.com LLC, Iron Mountain Incorporated, IBM Watson Health, Cisco Systems Inc., L.P., Microsoft, VMware, Inc., Oracle, Carestream Health และอื่นๆ การแข่งขันที่เข้มข้นทำให้เห็นว่าบริษัทเหล่านี้พยายามลงทุนอย่างหนักในการขยายธุรกิจเพื่อส่วนแบ่งการตลาดจำนวนมากที่เปิดกว้างรออยู่ ไม่ว่าจะเป็นการควบรวมซื้อกิจการเพื่อการต่อยอดโอกาสทางธุรกิจได้อย่างรวดเร็วที่สุด หรือการประกาศความร่วมมือระดับพันธมิตรเพื่อเป้าหมายการเติบโตร่วมกันที่แข็งแกร่ง
 
ภูมิภาคที่มองว่ามีโอกาสเติบโตเร็วที่สุด คือ เอเชียแปซิฟิก เนื่องด้วยการขยายตัวของประชากรอย่างรวดเร็วและการแพร่กระจายของอินเทอร์เน็ตอย่างกว้างขวางของภูมิภาคนี้ รวมถึงความรวดเร็วในการขยายตัวด้านวัตกรรมทางเทคโนโลยีเพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดของ COVID-19 จึงถูกมองกันว่าภูมิภาคนี้จะมีส่วนแบ่งรายได้สูงที่สุดตามช่วงเวลาที่คาดการณ์กันไว้ข้างต้น
 
นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก พร้อมกับการลงทุนด้าน R&D ที่เพิ่มขึ้นในสาขาการดูแลสุขภาพ เป็นอีกปัจจัยที่เป็นส่วนเพิ่มการเติบโตให้กับตลาด Global Healthcare Cloud Computing
 

from:https://www.techtalkthai.com/global-healthcare-research-cloud-computing-growth-to-148-billion/

Salesforce Roundtable : เซลส์ฟอร์ซเสริมประสิทธิการทำงานให้ธุรกิจ ยกระดับการให้บริการลูกค้าด้วยนวัตกรรมล่าสุด [Guest Post]

ทำความรู้จักกับนวัตกรรมใหม่ล่าสุดจาก Salesforce และความมุ่งมั่นในการสนับสนุนธุรกิจในประเทศให้เดินหน้าต่ออย่างมั่นคงท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัลด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีจาก Salesforce โดย คุณกิตติพงษ์ อัศวพิชยนต์ กรรมการผู้จัดการ เซลส์ฟอร์ซ ประเทศไทย
 

คุณกิตติพงษ์ อัศวพิชยนต์ กรรมการผู้จัดการ เซลส์ฟอร์ซ ประเทศไทย
“Salesforce ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1999 สะสมประสบการณ์ความสำเร็จของลูกค้ากว่า 23 ปี สู่ CRM อันดับ 1 ของโลก ช่วยให้ธุรกิจสามารถเชื่อมต่อกับลูกค้าด้วยวิธีการใหม่อย่างไร้รอยต่อ (Customer 360) และปัจจุบัน Salesforce ยกระดับขึ้นมาเป็น Real-Time CRM แพลตฟอร์มแรกของโลก นอกจากนี้ Salesforce ยังขยายสำนักงานระดับท้องถิ่นกระจายอยู่ในหลายประเทศทั่วโลกซึ่งไทยแลนด์เป็นประเทศที่ 29 (ปี 2004) เพื่อเป้าหมายในการเข้าใกล้ลูกค้าและตอบโจทย์ความต้องการให้มากยิ่งขึ้น” คุณกิตติพงษ์ อัศวพิชยนต์ กล่าว
 

เกี่ยวกับ Salesforce (เซลส์ฟอร์ซ)

  • Salesforce คือผู้นำระดับโลกด้านการจัดการลูกค้าสัมพันธ์ (CRM) ซึ่งช่วยเหลือธุรกิจทุกขนาดและอุตสาหกรรมเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและสร้างการเข้าถึงผู้บริโภคแบบ 360 องศา สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเซลล์ฟอร์ซ ไปที่ www.salesforce.com  
  • Salesforce ช่วยให้บริษัททุกขนาดและทุกอุตสาหกรรมสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี เพื่อเชื่อมต่อกับลูกค้าในรูปแบบใหม่ผ่านคลาวด์, โมบายล์, โซเชียล, ปัญญาประดิษฐ์, เสียง, และบล็อกเชน เป็นต้น
  • ‘Salesforce Customer 360’ คือวิสัยทัศน์ของเซลส์ฟอร์ซในการช่วยเหลือลูกค้าสู่การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล(Digital Transformation) 
    • ด้วย Customer 360 ทุกฝ่ายในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายขาย การบริการ การตลาด หรือ การพาณิชย์ จะสามารถมีมุมมองที่ใช้ร่วมกันเกี่ยวกับลูกค้าของบริษัทที่อยู่บนแพลตฟอร์ม CRM ครบวงจรขับเคลื่อนโดย AI

คุณค่า(Value) ของ Salesforce

  • Salesforce ดำเนินธุรกิจและสร้างความสำเร็จให้กับลูกค้าทั่วโลกด้วยค่านิยมหลัก 5 ประการได้แก่ 
    • Trust (ความเชื่อมั่น): ความเชื่อมั่น/ความไว้ใจ เป็นคุณค่าอันดับ #1 ของ Salesforce ซึ่ง Salesforce ได้ใช้เทคโนโลยี ความโปร่งใส และการเป็นผู้นำด้วยจริยธรรมและความซื่อสัตย์เป็นการช่วยเสริมสร้างความไว้วางใจ
    • Customer Success (ความสำเร็จของลูกค้า): Salesforce ให้คุณค่ากับความสำเร็จของลูกค้า โดย Salesforce เชื่อว่า Salesforce จะประสบความสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อลูกค้าประสบความสำเร็จ
    • Innovation (การสร้างนวัตกรรม): Salesforce ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ และการนำเสนอนวัตกรรมใหม่ ๆ ปีละสามชิ้นที่ตอบโจทย์กับลูกค้าตามกระแสโลก
    • Equality (ความเท่าเทียม): Salesforce เชื่อมั่นในการก้าวสู่ความเท่าเทียมกันสำหรับทุกคน รวมถึงสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานสำหรับทุกคน
    • ใหม่! Sustainability (ความยั่งยืน): ความยั่งยืนเป็นค่านิยมใหม่ล่าสุดของ Salesforce ซึ่ง Salesforce ต้องการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงที่เป็นระบบ พร้อมทั้งมุ่งสู่การเป็นผู้นำในการช่วยให้ทุกองค์กรสามารถบรรลุการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์อย่างมีประสิทธิภาพ (Net Zero Carbon Emissions)

การดำเนินงานของ Salesforce ในประเทศไทย

  • ลูกค้าในประเทศไทย
    • Salesforce มีลูกค้าไทย อาทิ SCB, เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (Kerry Express), ไปรษณีย์ไทย (Thailand Post), รู้ใจ (Roojai.com), บิทคับ (Bitkub), KBank, คิง เพาเวอร์ (King Power), โลตัส (Lotus’s), แกร็บ (Grab), ปตท. โออาร์ (PTT OR) เป็นต้น ซึ่งครอบคลุมแทบทุกอุตสาหกรรมในประเทศไทย ตั้งแต่ โลจิสติกส์, การขายปลีก, ปิโตรเคมี, น้ำมันก๊าซ ไปถึง ธุรกิจสตาร์ทอัพ
  • ความมุ่งมั่นในการส่งเสริมธุรกิจไทย:
    • Salesforce พัฒนานวัตกรรมและบริการใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อตอบโจทย์ธุรกิจของลูกค้าในการก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลหรือ Digital Transformation อย่างมีประสิทธิภาพ
        • Trailhead เป็นแพลตฟอร์มฝึกอบรมทักษะออนไลน์ฟรีของ Salesforce โดย Trailhead จะช่วยให้ความรู้และทักษะกับผู้เข้าเทรนนิ่งให้พัฒนาทักษะที่ต้องการพัฒนาในระยะเวลาเพียงหกเดือน ใบรับรองและระบบ micro-credentials ของ Trailhead  เป็นการช่วยพลิกโฉมประสบการณ์ด้านการศึกษา ซึ่งลดการพึ่งพาใบปริญญาและสามารถปรับการเรียนรู้ให้เข้ากับความต้องการและความสำเร็จตามแบบเฉพาะในสถานที่ทำงานของแต่ละคนอีกด้วย
          • วันนี้ Trailhead ได้มอบ Badge สำเร็จหลักสูตรมากกว่า 57 ล้าน Badge ทั่วโลก โดยในจำนวนนี้ประมาณ 79,000 Badges มาจากประเทศไทย
          • ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2020 (เมื่อโควิด-19 เริ่มระบาด) จำนวนผู้สมัครบัญชี Trailhead เพื่อพัฒนาทักษะตนเองมีการเพิ่มขึ้น 16%
      • ธุรกิจคือแพลตฟอร์มที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับสร้างการเปลี่ยนแปลง
        • Salesforce ประเทศไทยเข้าร่วมงาน Sustainability Expo 2022 เพื่อแสดงวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นในการส่งเสริมธุรกิจไทยในการนำธุรกิจก้าวสู่ Net Zero
      • Salesforce ใช้เวลากับงานจิตอาสาหรือ Volunteer Time Off (VTO) เพื่อคืนประโยชน์สู่สังคมไทย

นวัตกรรมของ Salesforce ที่พูดถึงภายในงาน

  • ใหม่! Genie: แพลตฟอร์มข้อมูล Customer 360 แบบเรียลไทม์ใหม่ที่รวมข้อมูลลูกค้าทั่วทั้งธุรกิจและสร้างเป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจให้แก่ลูกค้า Genie เรียนรู้ คาดการณ์ แนะนำ และกระตุ้นการดำเนินการที่เกี่ยวข้องมากที่สุดที่บริษัทควรทำในช่วงเวลานี้กับลูกค้าทุกราย ทุกเวลา ในทุกช่องทาง แอปที่สร้างบน Genie สามารถเข้าถึงข้อมูลแบบเรียลไทม์ขนาดใหญ่จากแหล่งใดก็ได้ รวมถึงแอป Salesforce, แอปมือถือ, การวิเคราะห์เว็บ, อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อ และแม้แต่ข้อมูลจากแอปรุ่นเก่าผ่าน MuleSoft
  • ใหม่! Slack Canvas: เครื่องมือช่วยเหลือพนักงานในองค์กร เพื่อการดูแล จัดระเบียบ และแบ่งปันแหล่งข้อมูลสำคัญ โดยจับคู่กับแพลตฟอร์ม Slack เพื่อให้ทุกคนจะสามารถปรับแต่งแคนวาส(Canvas) ด้วยระบบอัตโนมัติที่ช่วยประหยัดเวลาให้งานเดินหน้าอย่างเต็มที่ ซึ่ง Slack Canvas เวอร์ชั่นใหม่ล่าสุดจะช่วยเสริมประสบการณ์การทำงานร่วมกันแบบเรียลไทม์บนระบบ Slack พร้อมส่งมอบพื้นที่ที่สามารถปรับแต่งได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับไฟล์ มัลติมีเดีย รวมถึงการผสานการทำงานที่ทรงพลัง เป็นต้น
  • ใหม่! Automotive Cloud: สร้างขึ้นสำหรับผู้ผลิตรถยนต์ ตัวแทนจำหน่าย และกลุ่มสินเชื่อยานยนต์โดยเฉพาะ Automotive Cloud ขับเคลื่อนโดย Driver 360 ซึ่งเชื่อมต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ด้วยมุมมองที่สมบูรณ์ของลูกค้าและยานพาหนะของตนเอง นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้ลูกค้าในอุตสาหกรรมนี้สามารถทำงานร่วมกันและทำการ Personalization ในทุกการโต้ตอบ ไม่ว่าจะเป็นการเรียกดูรถใหม่ การซื้อ การมองหาตัวเลือกทางการเงิน หรือการบริการ สำหรับรถของพวกเขา
  • Net Zero Cloud: คือบริการแบบ net-zero-as-a-service ช่วยให้ธุรกิจต่าง ๆ ในทุกอุตสาหกรรมสามารถจัดการข้อมูลด้านความยั่งยืนและเร่งมือสู่เส้นทาง Net Zero ได้อย่างรวดเร็ว โดย Net Zero Cloud ช่วยให้ลูกค้าสามารถจัดการข้อมูลด้านความยั่งยืน การติดตามการปล่อยมลพิษของซัพพลายเออร์โดยอัตโนมัติ และคาดการณ์และลดความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

from:https://www.techtalkthai.com/salesforce-roundtable-salesforce-enhances-business-performance-elevate-customer-service-with-the-latest-innovations/

[I AM Virtual Conference] PMS: People Strategy that Raises Performance

ใกล้ถึงเวลาที่ต้องประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานกันอีกแล้ว ไม่ว่าคุณจะเป็น HR ที่ต้องออกแบบระบบการบริหารผลงาน (Performance Management System หรือ PMS) ให้เหมาะกับองค์กรของคุณ เป็นหัวหน้าที่ต้องประเมินผลลูกน้องในทีมของตนเอง I AM Consulting ขอเรียนเชิญผู้ที่สนใจทุกท่านเข้าร่วมฟังสัมมนาออนไลน์เรื่อง PMS: People Strategy that raises Performance ในวันศุกร์ที่ 18 พฤศจิกายน 2022 เวลา 14:00 น. ผ่านทาง Live Webinar ฟรี

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: PMS – People Strategy that Raises Performance
วันเวลา: วันศุกร์ที่ 18 พฤศจิกายน 2022 เวลา 14:00 – 15:30 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: 500 คน
ภาษา: ไทย
ลิงก์ลงทะเบียน: https://us06web.zoom.us/webinar/register/9816678265664/WN_W4MZ9b5yT8mCdACrgDgswQ

เพราะพนักงานเป็นแรงขับเคลื่อนที่ยิ่งใหญ่ในการทำให้องค์กรเติบโตและประสบความสำเร็จ การออกแบบระบบการบริหารผลงาน (PMS) ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยสร้างแรงจูงใจ และสามารถดึงศักยภาพของพนักงานให้ออกมาได้เต็มที่ และในทางกลับกัน หากองค์กรไม่สามารถออกแบบระบบการบริหารผลงานที่ดีได้ ก็จะบั่นทอนขวัญกำลังใจของพนักงานและองค์กรเองก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยจากผลการประเมินที่ได้มา เราจะทำอย่างไรที่จะสร้างระบบการบริหารผลงาน (PMS) ที่สอดคล้องกับทิศทางและเป้าหมายขององค์กรได้

ภายในงานสัมมนานี้ ท่านจะได้ทราบถึงแนวทางการออกแบบระบบการบริหารผลงาน (PMS) ในรูปแบบต่างๆ จากผู้เชี่ยวชาญซึ่งเป็นนักพัฒนาโปรแกรม PMS ที่ตอบโจทย์องค์กรมาแล้วมากมายในทุกอุตสาหกรรม และกรณีศึกษาจากบุคลากรด้าน HR ตัวจริงที่จะมาแชร์ประสบการณ์ ซึ่งท่านจะได้เรียนรู้ถึงปัญหาต่างๆ ที่องค์กรต้องเผชิญในการประเมินผล ไขข้อข้องใจว่าการประเมินผลทำเพื่อพัฒนาพนักงานหรือเพื่อกำหนดผลตอบแทน รวมไปถึงเทคนิคการประเมินผลรูปแบบต่างๆ ทั้ง KPI, Competency, OKR 360, Feedback จนถึงเทคนิคการประเมินผลสมัยใหม่อย่าง Achievement และ Rubric

เราจะมีวิธีการออกแบบและเลือกใช้เครื่องมือต่างๆ เหล่านี้อย่างไร เพื่อส่งเสริมกลยุทธ์ด้านบุคลากรขององค์กร (People Strategy) และขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมายที่วางไว้

สัมมนาดีๆแบบนี้ คน HR ตัวจริงไม่ควรพลาด

หัวข้อการบรรยายประกอบด้วย
14:00 – 14:05 ความเป็นมาและวัตถุประสงค์ของระบบประเมินผลงาน
14:05 – 14:25 รูปแบบระบบประเมินผลงาน ปัญหาและความท้าทายที่องค์กรต้องเจอ
14:25 – 14:45 กรณีศึกษา การนำทฤษฎีและรูปแบบระบบประเมินผลงานต่างๆไปปรับใช้ในองค์กร
14:45 – 15:05 การปรับตัวของระบบประเมินผล
15:05 – 15:15 ระบบคลาวด์สำหรับโปรแกรม HR
15:15 – 15:30 ถาม-ตอบ

from:https://www.techtalkthai.com/i-am-virtual-conference-pms-people-strategy-that-raises-performance/

สรุปงาน User Conference : NDBS Thailand & SAP User Conference 2022: อนาคตของ SAP กับการมุ่งสู่ Cloud Solution อย่างเต็มตัวและประเด็นที่ธุรกิจต้องเตรียมรับมือปี 2023

ในวันที่ 21 ตุลาคม 2022 ที่ผ่านมานี้ ทางทีมงาน TechTalkThai ได้มีโอกาสไปร่วมงาน Conference NDBS Thailand  & SAP User Conference 2022 ซึ่งเป็นงาน Conference ใหญ่ประจำปีที่ได้รวมลูกค้าผู้ใช้งาน SAP กว่า 300 รายมาร่วมอัปเดตเทคโนโลยีและแบ่งปันประสบการณ์การใช้งาน SAP ซึ่งภายในงานก็มีประเด็นที่น่าสนใจมากมาย และทีมงาน TechTalkThai ก็ขอนำสรุปเอาไว้ดังนี้นะครับ

NDBS Thailand ขอขอบคุณลูกค้าทั่วไทย กับสถิติลูกค้า SAP ในไทยมากกว่า 500 ราย

Khun Wisit Wirayagorn Managing Director , NTT DATA Business Solutions Thailand

 

งาน Conference ครั้งนี้เปิดงานโดยคุณวิศิษฐ์ วิระยากรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็นทีที เดต้า บิสซิเนส โซลูชั่นส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ออกมากล่าวขอบคุณถึงลูกค้าทุกๆ รายที่ทำให้ NDBS Thailand หรือที่คุ้นเคยกันในชื่อเดิมว่า ISS Consulting สามารถเติบโตมาจนถึงปัจจุบันนี้ได้ ด้วยการมีลูกค้าธุรกิจองค์กรไทยที่ไว้วางใจใช้บริการจาก NDBS Thailand มาแล้วถึง 518 ราย โดยมีธุรกิจองค์กรที่เลือกใช้ SAP S/4HANA และ SAP ECC 6.0 รวมกันเกือบ 200 ราย และ SAP Business One เกินกว่า 100 รายแล้วในทุกวันนี้

ประเด็นหนึ่งที่ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ NDBS Thailand ในปีนี้ ก็คือการที่ ISS Consulting ได้ทำการ Rebrand เมื่อต้นปี 2022 มาสู่การเป็นบริษัทหนึ่งในเครือของ NTT DATA ภายใต้ชื่อ NTT Data Business Solutions หรือ NDBS Thailand ซึ่งถึงแม้ทีมงานทั้งหมดจะยังคงเป็นทีมงานเดิมของ ISS Consulting แต่ด้วยโอกาสใหม่ๆ และความร่วมมือที่เกิดขึ้นกับบริษัทอื่นในเครือของ NTT ก็ทำให้ NDBS Thailand มีการเติบโตที่น่าสนใจมาก ทั้งในแง่ของฐานลูกค้าที่กว้างขึ้นและเปิดไปสู่ตลาดโลกมากขึ้น ไปจนถึงความร่วมมือในเชิงเทคโนโลยีเพื่อสร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ ให้กับลูกค้าของ NDBS Thailand

ทั้งนี้ในงาน NDBS Thailand & SAP User Conference 2022 ปีนี้ ก็จัดขึ้นในธีม Follow the Path to SAP Cloud Solutions เพื่อตอกย้ำถึงการก้าวสู่การเป็น Cloud Business อย่างเต็มตัวของ SAP และ NDBS Thailand  ร่วมกัน ซึ่งในงานครั้งนี้ก็ได้มีพันธมิตร อย่างเช่น Microsoft Azure และ AWS มาออกบูธเพื่อให้ลูกค้าที่ใช้งาน SAP อยู่สามารถเรียนรู้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน SAP Cloud Solutions บนผู้ให้บริการ Cloud ชั้นนำระดับโลกทั้งสองรายนี้ได้

แน่นอนว่าในงาน Conference ครั้งนี้ก็ยังคงอัดแน่นไปด้วยเนื้อหาเชิงธุรกิจ เทคโนโลยี และการแบ่งปันประสบการณ์ระหว่างธุรกิจที่ใช้งาน SAP เช่นเคย โดยมีการแบ่ง Track ของเนื้อหาออกเป็น 3 ส่วน ดังนี้

Digital Core Experience เล่าถึงโซลูชัน RISE with SAP และ SAP S/4HANA เป็นหลัก เพื่อให้ธุรกิจสามารถทำ Business Transformation ได้อย่างง่ายดายบนบริการ Cloud ด้วย SAP S/4HANA Cloud, RISE with SAP on Azure, RISE with SAP on AWS และการอัปเกรดจาก SAP ECC 6.0 มาสู่ SAP S/4HANA

Intelligent Enterprise Solution & Innovation เล่าถึงโซลูชันของ SAP สำหรับตอบโจทย์ Business Unit ต่างๆ นอกเหนือจากโซลูชันหลักอย่าง ERP ไม่ว่าจะเป็น SAP CX, Qualtrics, SAP Ariba, HXM – SAP SuccessFactors และ SAP Analytics Cloud, ที่มีความสามารถใหม่ๆ ในการวางแผนธุรกิจได้อย่างแม่นยำและครอบคลุมยิ่งกว่าเดิม พร้อมโซลูชันที่สามารถต่อยอดศักยภาพจากระบบ Business Application ทั้งหมดของ SAP ได้ ไม่ว่าจะเป็น SAP Integrated Business Planning (IBP) สำหรับการวางแผนด้าน Supply Chain โดยเฉพาะ, SAP Business Technology Platform (BTP) สำหรับการพัฒนาระบบต่อยอดจาก SAP ด้วย Low-Code และ SAP iRPA สำหรับทำ Automation ด้วย Robot รวมถึง SAP Concur เพื่อจัดการด้าน Business Expense

SAP Business One Solution เล่าถึงโซลูชันระบบ ERP สำหรับธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางที่ตลาดกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ครอบคลุมตั้งแต่การเริ่มต้นวางระบบใหม่ ไปจนถึงการต่อยอดและอัปเกรดจากระบบเดิมที่มีอยู่ แนะ Solution Adds-On ที่ทาง NDBS Thailand พัฒนาต่อยอดเพิ่มเติมสำหรับลูกค้าในประเทศไทย

ความท้าทายที่ทุกธุรกิจต้องเผชิญในปี 2022-2023 พร้อมวิสัยทัศน์แห่งอนาคตจาก SAP

Khun Atul Tuli, Managing Director, SAP Indochina

 

คุณ Atul Tuli ผู้ดำรงตำแหน่ง Managing Director แห่ง SAP Indochina ได้ขึ้นมาเล่าถึงภาพของปัจจุบันและอนาคตที่ธุรกิจทั่วภูมิภาคอินโดจีนต้องเผชิญ ด้วยคำว่า “Never Normal” หรือการที่ธุรกิจจะไม่สามารถกำลับไปดำเนินการได้อย่างในอดีตอีกต่อไป และต้องเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาจากปัจจัยใหม่ๆ ที่ยังคงผันผวนอยู่ตลอด

ในมุมของ SAP นั้น คุณ Atul ได้สรุปถึงความท้าทายที่ธุรกิจจะต้องเผชิญหลังจากนี้ด้วยกัน 3 ประการ

Business Transformation ที่จะยังคงต้องเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและหยุดยั้งไม่ได้ แม้ว่าธุรกิจจะเคยทำการ Transform ตัวเองไปก่อนหน้านี้แล้ว แต่ความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นจากเทคโนโลยีและปัจจัยภายนอกก็จะยังคงดำเนินต่อไป ในขณะที่กระบวนการต่างๆ ของธุรกิจเองก็มีความหลากหลาย ที่ผ่านมามีเพียงน้อยรายเท่านั้นที่สามารถ Transform ได้ครบทั้งหมดอย่างสมบูรณ์ ดังนั้นการทำ Business Transformation จึงจะอยู่คู่กับธุรกิจทั่วโลกไปอีกนาน

Supply Chain Resiliency สองปีที่ผ่านมา ความผันผวนของ Supply Chain ได้กลายเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญของธุรกิจ เพราะการมาของโรคระบาดทำให้ธุรกิจต่างๆ ทั่วโลกต้องหยุดชะงักอย่างไม่คาดฝัน ดังนั้นการบริหารจัดการ Supply Chain จึงได้กลายเป็นวาระสำคัญของธุรกิจทั่วโลกที่จะทำให้การทำงานยังคงเป็นไปได้อย่างต่อเนื่อง และหลังจากนี้ ธุรกิจเองก็จะต้องเสริมความมั่นคงและความยืดหยุ่นด้าน Supply Chain เพื่อเสริมรากฐานและลดความเสี่ยงในการดำเนินงานกันต่อไป

Sustainability Outcomes ความยั่งยืนกำลังกลายเป็นประเด็นสำคัญของธุรกิจทั่วโลกที่จะต้องเร่งปรับการดำเนินงานให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พลังงาน และความเป็นอยู่ของผู้คนให้ได้ และกลายเป็นภารกิจหลักของธุรกิจองค์กรหลายแห่งที่ต้องเร่งลงมือทำเพื่อสร้างอนาคตให้กับโลกใบนี้

แน่นอนว่า SAP เองก็ได้มีการพัฒนาโซลูชันหรือนวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นมาช่วยธุรกิจตอบโจทย์เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็น RISE with SAP ที่ช่วยให้การทำ Business Transformation เป็นไปได้ด้วยการนำ Cloud มาเร่งความเร็วในการใช้เทคโนโลยี และช่วยให้ธุรกิจสามารถโฟกัสกับการ Transform ตนเองได้อย่างต่อเนื่อง หรือ SAP Ariba ที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถเข้าถึงเครือข่ายของ Supplier ได้ง่ายขึ้น และตอบโจทย์ด้านการเร่งสร้างความแข็งแกร่งให้กับ Supply Chain หรือการเสริมความสามารถด้านการทำ Sustainability Report เพื่อช่วยให้ธุรกิจสามารถติดตามการลดมลภาวะหรือ CO2 ที่ปล่อยออกมาในการดำเนินธุรกิจ และสร้างเป็นรายงานสำหรับใช้ในการปรับปรุงกระบวนการทำงาน และตอบโจทย์ด้าน ESG Report ได้

ทางด้านคุณนพดล เจริญทอง Head of Mid-market for Thailand and Emerging แห่ง SAP Indochina ก็ได้เล่าถึงวิสัยทัศน์โดยรวมของ SAP ที่ต้องการช่วยให้ธุรกิจองค์กรไทยก้าวสู่การเป็น Sustainable Intelligent Enterprise ได้อย่างยั่งยืน ด้วยโซลูชันที่หลากหลายจาก SAP ซึ่งไม่ได้มีเพียง ERP เพียงอย่างเดียว เช่น

Khun Noppadon Chareonthong Head of MID Market Indochina and Emerging, SAP Indochina

 

Sustainability Solution เป็นหนึ่งในสิ่งที่เสริมเข้ามาใน SAP เพื่อตอบโจทย์ด้าน ESG โดยเฉพาะ ซึ่ง SAP มีครอบคลุมตั้งแต่ส่วนของการติดตามกระบวนการและการเงินที่เกี่ยวข้องกับการสร้าง CO2, การวิเคราะห์ Carbon Footprint, การจำลองสถานการณ์ว่าถ้าหากมีการเปลี่ยนแปลงกระบวนการใดๆ แล้วจะส่งผลต่อ CO2 อย่างไร ไปจนถึงการออกรายงาน ESG Report สำหรับส่งมอบในตลาดหลักทรัพย์

SAP Business Technology Platform (BTP) ซึ่งทำหน้าที่เป็น Platform กลางสำหรับให้ธุรกิจสามารถเชื่อมผสานความสามารถและข้อมูลของแต่ละระบบใน SAP เพื่อสร้างเป็นโซลูชันใหม่ๆ หรือทำ Data Warehouse ได้ตามต้องการอย่างรวดเร็วในแบบ Low-Code/No-Code และทำงานร่วมกับโซลูชันด้าน Automation ต่างๆ ที่ SAP มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็น AI, Chatbot, RPA ก็ตาม อีกทั้งยังมี Guideline สำหรับการผสมผสานแต่ละระบบเพื่อรองรับกรณีการใช้งานในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้ธุรกิจองค์กรนำไปปรับประยุกต์ใช้งานได้โดยง่าย

SAP Intelligent Asset Management เป็นโซลูชันอีกกลุ่มหนึ่งที่น่าจับตามองสำหรับใช้ในการติดตามและบริหารจัดการทรัพย์สินของธุรกิจให้มีประสิทธิภาพ สามารถใช้งานได้อย่างคุ้มค่า และเสริมความมั่นคงให้กับธุรกิจได้เป็นอย่างดี ซึ่งโซลูชัน กลุ่มนี้ก็มีผลิตภัณฑ์ย่อยภายในที่หลากหลาย และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ต่อยอดเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ดีให้กับธุรกิจได้ อีกทั้งยังเป็นกุญแจสำคัญอันหนึ่งในการเสริมความยั่งยืนให้กับธุรกิจ ด้วยการติดตามและปรับปรุงการใช้งานทรัพย์สินต่างๆ ให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น

คุณ Atul และคุณนพดลได้ทิ้งท้ายไว้ว่า SAP กับ NDBS Thailand  นั้นมีเป้าหมายร่วมกันในการเร่งสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับธุรกิจองค์กรไทย ให้ก้าวไปสู่การเป็น Sustainable Intelligent Enterprise ซึ่งหลังจากนี้ความร่วมมือระหว่าง SAP และ NDBS ก็จะยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่องและแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น จากขีดความสามารถใหม่ๆ ของ NDBS ที่ได้รับจากการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ NTT และโซลูชันใหม่ๆ ที่พัฒนาโดย SAP ซึ่งจะนำมาปรับใช้ให้บริการในไทยได้มากขึ้นหลังจากนี้

ก้าวสู่ Cloud อย่างเต็มตัว ไปกับสองพันธมิตรใหม่ Microsoft Azure และ AWS

ในงาน Conference ครั้งนี้ NDBS Thailand  ยังได้เปิดตัวถึงพันธมิตรใหม่สองรายอย่าง Microsoft Azure และ AWS ที่จะเป็นผู้ให้บริการ Cloud Infrastructure สำหรับการให้บริการ SAP Cloud Solutions โดยมีทีมงานของ SAP คอยดูแลรักษาระบบให้ตลอด 24 ชั่วโมงบนบริการ Cloud ชั้นนำเหล่านี้

SAP on Azure

Khun Vasupon Thankakan Microsoft Azure Business Group Lead

 

Microsoft นั้นสามารถรองรับการใช้งาน SAP บน Azure ได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น RISE with SAP, SAP HANA, SAP S/4HANA, SAP BW/4HANA, SAP Business Suite, SAP HEC, SAP Business One และอื่นๆ อีกมากมาย โดยทาง Microsoft ได้มีการพัฒนา Azure Center for SAP Solutions ซึ่งจะช่วยให้การติดตั้งใช้งาน SAP บน Azure พร้อมการดูแลรักษา, เสริมความมั่นคงปลอดภัย และการติดตามค่าใช้จ่ายเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและง่ายดายจากศูนย์กลาง

ในแง่ของการต่อยอด SAP นั้น Azure เองก็สามารถรองรับได้อย่างหลากหลาย เช่น ใช้ MS 365 และ MS Teams เชื่อมต่อกับ SAP โดยตรง สามารถนำข้อมูลจาก SAP มาแสดงใน Teams เพื่อให้ง่ายต่อการสื่อสาร ประสานงาน และประชุมงานอย่างมั่นคงปลอดภัยมี Azure Virtual Desktop ให้บน Cloud สามารถใช้เป็นอุปกรณ์หลักในการเชื่อมต่อเข้าถึงข้อมูลธุรกิจสำคัญบน SAP ได้อย่างวางใจสามารถนำข้อมูลจาก SAP มาวิเคราะห์ได้บน Microsoft Power BI หรือทำโซลูชัน Low-Code/No-Code และ Automation ร่วมกับเครื่องมือต่างๆ ใน Microsoft Power ได้ สามารถนำโซลูชันด้าน AI จาก Microsoft มาใช้ต่อยอดวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจใน SAP ร่วมกับข้อมูลภายนอกได้่ สามารถใช้ Microsoft Azure IoT เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมต่ออุปกรณ์ IoT และระบบ OT ภายในธุรกิจขึ้นสู่ SAP ได้ มี Microsoft Hololens สำหรับใช้เชื่อมต่อข้อมูลจาก SAP มาสู่ Mixed Reality Application ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ได้

ผู้ที่สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://azure.microsoft.com/en-us/solutions/sap/azure-solutions/

Discussion Panel: แบ่งปันประสบการณ์การใช้งาน SAP ระหว่างผู้ใช้งานในกลุ่มหลากหลายอุตสาหกรรม

สำหรับในงาน Conference ครั้งนี้ ไฮไลท์หนึ่งก็คือการแบ่งประสบการณ์ระหว่างธุรกิจองค์กรไทยที่มีการใช้งานโซลูชันต่างๆ ของ SAP เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้บริหารธุรกิจอื่นๆ ได้สามารถนำไปต่อยอดได้

สำหรับในช่วงเช้านั้นจะเป็น Discussion Panel ของธุรกิจองค์กรไทยที่ใช้โซลูชันที่น่าสนใจอย่างหลากหลายจาก SAP ได้แก่

บริษัท เอเซีย เมทัล จำกัด(มหาชน) เลือกใช้ SAP S/4HANA มาได้เป็นเวลา 5 ปีแล้ว ซึ่ง SAP ถือเป็นโซลูชันที่ผสานรวมข้อมูลจากแผนกที่หลากหลายให้กลายเป็นข้อมูลกลางชุดเดียวกันได้ จึงง่ายต่อการนำไปใช้ในการบริหารธุรกิจ และยังมี SAP for Steel Business ที่ช่วยให้การใช้งาน SAP เพื่อรองรับธุรกิจเฉพาะทางเป็นไปได้อย่างราบรื่น รวมถึงยังมีการต่อยอดระบบนำ IoT มาประยุกต์ใช้งานรับข้อมูลจากเครื่องจักรเพื่อนำมาป้อนเข้าระบบ SAP โดยตรง สามารถลดการทำงานและเพิ่มความแม่นยำของข้อมูลได้ดี

บริษัท อินฟินิธัส บาย กรุงไทย จำกัด  บริษัทในเครือธนาคารกรุงไทย ที่ตัดสินใจวางระบบ SAP ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มเปิดบริษัทเลย เพื่อวางมาตรฐานการทำงานให้เป็นระบบตั้งแต่ก้าวแรก โดยเลือกใช้ SAP ByDesign ที่สามารถขึ้นระบบได้เร็วและมี Best Practice ให้นำไปประยุกต์ใช้งาน และสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่มีความคล่องตัวสูงได้

บริษัท มอนเด นิสซิน (ประเทศไทย) จำกัด เปลี่ยนการใช้งานจากระบบ ERP เดิมที่มีปัญหาเยอะและเลิกพัฒนาต่อ มาสู่การใช้ SAP S/4HANA เพื่อบริหารธุรกิจ โดยปรับใช้ Best Practice ของ SAP ในการจัดเก็บข้อมูลและออกรายงานทางธุรกิจ ทำให้การตัดสินใจในเชิงธุรกิจกลายเป็น Data Driven ทั้งหมด และทำการ Integrate ระบบอื่นๆ เข้ากับ SAP เพื่อให้ SAP กลายเป็นศูนย์กลาง ซึ่งในอนาคตก็มีแผนที่จะนำระบบ IoT เข้ามาเชื่อมผสานสกับ SAP ด้วย

บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด เดิมทีมีการใช้งาน SAP อยู่แล้ว แต่ล่าสุดได้มีการนำ SAP Ariba มาเสริมในการบริหารจัดการด้านการจัดซื้อ เนื่องจากธุรกิจนั้นต้องเน้นการ Sourcing ผลิตภัณฑ์ต่างๆ เป็นหลัก ทำให้การต่อยอดธุรกิจด้วยการใช้ Ariba Network ที่ช่วยให้สามารถเชื่อมโยงถึง Supplier ทั่วโลกได้นั้น ทำให้ขอบเขตของการ Sourcing ทำได้อย่างกว้างขวาง รวดเร็ว และเป็นอัตโนมัติมากยิ่งขึ้น ช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานได้ดี และยังได้ปรับปรุงกระบวนการจัดซื้อให้เป็นไปตาม Best Practice ของ SAP Ariba ด้วยเช่นกัน

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เป็นหน่วยงานภาครัฐที่ได้ใช้ SAP S/4HANA ในการบริหารจัดการโครงการและการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อสร้างความคล่องตัวในการดำเนินงานให้สูงขึ้น โดยมีการแบ่งปันถึงหัวใจสำคัญในการขึ้นระบบ SAP ให้ประสบความสำเร็จว่า ต้องอาศัยความร่วมมือของผู้บริหารและทีมงานในการออกแบบระบบให้สอดคล้องต่อการทำงาน ไปพร้อมๆ กับการปรับปรุงกระบวนการทำงาน ซึ่งการศึกษาและทำความเข้าใจกับ Best Practice ของ SAP ก่อนนำมาปรับใช้นั้นถือเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะขาดไปไม่ได้เลยในโครงการลักษณะนี้

บริษัท ไทยวา จำกัด (มหาชน) ใช้ SAP และ SAP BPC  ในการบริหารจัดการธุรกิจที่มีบริษัทลูกหลากหลายและมีสาขาในต่างประเทศจากศูนย์กลาง โดยการใช้กระบวนการต่างๆ ของ SAP เพื่อปรับให้กระบวนการทำงานในแต่ละประเทศมีความเป็นมาตรฐาน และตรงตาม ข้อบังคับทางกฎหมายของแต่ละประเทศได้ ในขณะที่ก็ยังคงต้องสามารถนำข้อมูลการดำเนินธุรกิจในแต่ละประเทศมาผสานวิเคราะห์รวมกันได้

ส่วนในช่วงบ่ายนั้นก็เป็น Discussion Panel ของ SAP Business One โดยเฉพาะ ซึ่งก็มีธุรกิจ 4 แห่งที่มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ ดังนี้

บริษัท จำเริญแพทย์ภัณฑ์ จำกัด ใช้ SAP Business One เชื่อมต่อกับระบบ Warehouse Management System เพื่อบริหารธุรกิจไปจนถึงส่วนของคลังสินค้า โดยให้ข้อคิดว่าก่อนขึ้นระบบ SAP ควรจะมีเป้าหมายของธุรกิจที่ชัดเจนก่อน เพื่อให้การตัดสินใจทำหรือไม่ทำแต่ละสิ่งบน SAP นั้นเป็นไปได้อย่างเหมาะสม และทำให้ได้รับระบบที่ตอบโจทย์การใช้งานมากที่สุดมาใช้งาน

บริษัท โอเร็กซ์ เทรดดิ้ง จำกัด ใช้ SAP Business One เชื่อมต่อกับระบบบริหารจัดการคลังสินค้าและ E-Commerce ซึ่งมีบทเรียนว่าการเลือก Implementer ที่ดีจะทำให้โครงการ SAP ประสบความสำเร็จได้ และการ Clean ข้อมูลก็เป็นอีกขั้นตอนสำคัญก่อนที่จะปรับให้ธุรกิจสามารถทำงานบนระบบดิจิทัลได้อย่างคล่องตัว

บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จํากัด เป็นอีกธุรกิจที่ใช้ SAP Business One เชื่อมต่อกับ Warehouse Management System เช่นกัน รวมถึงยังทำ IBP โดยการใช้ Cloud ทำให้ระบบสามารถเพิ่มขยายจากการมีเพียง 20 SKU ไปสู่ 400 SKU จำหน่ายตามหน้าร้านใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งมีข้อมูลเติบโตขึ้นอย่างมหาศาลได้โดยไม่หยุดชะงัก

บริษัท ไทย โซล่าร์ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) เลือกใช้ SAP Business One บริหารจัดการโรงไฟฟ้า 27 แห่งที่แยกออกเป็นหลายบริษัทย่อยภายในเครือได้จากศูนย์กลาง เพื่อให้มีข้อมูลที่เป็นมาตรฐานพร้อมต่อการเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้ และเมื่อมีการขยายธุรกิจจากเดิมที่ทำพลังงานแสงอาทิตย์เป็นหลัก มาสู่พลังงานชีวมวลด้วย ก็ทำให้สามารถบริหารจัดการคลังและการจัดซื้อวัตถุดิบซึ่งมีรูปแบบการดำเนินธุรกิจที่แตกต่างจากเดิมได้อย่างยืดหยุ่น

NDBS Thailand ขอขอบคุณลูกค้าทุกราย ที่ให้ความไว้วางใจในการติดตั้งและดูแลรักษาระบบ SAP มาตลอด 23 ปี

สุดท้ายคุณวิศิษฐ์ ได้กล่าวขอบคุณต่อลูกค้าของ NDBS Thailand  หรืออดีต ISS Consulting ที่ให้ความไว้วางใจมาตลอด 23 ปีที่ผ่านมามากกว่า 500 องค์กร ที่ทำให้งานในครั้งนี้ประสบความสำเร็จลุล่วงได้ด้วยดี อีกทั้งยังได้กล่าวขอบคุณต่อเหล่าพันธมิตรรายใหม่ๆ อย่าง Microsoft และ AWS ที่มาร่วมจัดงานกันในครั้งนี้เพื่อให้ความรู้แก่ชุมชนผู้ใช้งาน SAP ในการก้าวไปสู่การใช้งาน Cloud ได้อย่างมั่นใจ

สำหรับในปีหน้า ทาง NDBS Thailand ก็ยังคงมีความมุ่งมั่นที่จะจัดงาน NDBS Thailand  & SAP User Conference 2023 ต่อไปอย่างแน่นอน และจะมีการเพิ่มเติมเนื้อหาใหม่ๆ ให้สอดคล้องกับแนวโน้มที่เกิดขึ้นต่อธุรกิจไทย และนวัตกรรมใหม่ๆ จาก SAP อย่างอัดแน่นเช่นเคย

เกี่ยวกับ NTT DATA Business Solutions (Thailand) Ltd.

บริษัท NTT DATA Business Solutions  (Thailand) Ltd. ภายใต้กลุ่ม บริษัท NTT DATA ผู้ให้บริการระบบ SAP และ Data Center ระดับโลก และเป็นผู้นำทางด้าน Digital Transformation และเป็นสมาชิก SAP Global Partner ที่พร้อมคำปรึกษา และบริการด้านการออกแบบ พัฒนา ติดตั้งโซลูชัน SAP Solution และ IT Solution อื่น ๆ ให้กับลูกค้าในประเทศไทย เพื่อพัฒนาระบบบริหารการจัดการในองค์กรในทุกกลุ่มประเภทธุรกิจ

สำหรับธุรกิจที่ต้องการปรึกษาด้านโซลูชั่น SAP เพื่อพัฒนาระบบบริหารการจัดการในองค์กรให้ดีขึ้น NTT DATA Business Solutions Thailand  พร้อมให้คำปรึกษาในทุกกลุ่มประเภทธุรกิจ ติดต่อได้ที่ โทร 02 237 05553 หรือติดตาม ได้ที่ email: marketing-solutions-th@nttdata.com หรือ www.nttdata-solutions.com

   

 

from:https://www.techtalkthai.com/ndbs-thailand-and-sap-user-conference-2022/

ERP สำคัญอย่างไรในยุค Industry 5.0 [Guest Post]

ไม่ว่าคุณจะเพิ่งเริ่มต้นศึกษาข้อมูล ERP หรือกำลังใช้งานอยู่ หรือกำลังพิจารณาที่จะปรับเปลี่ยนอัปเกรดระบบ ERP ใหม่ คำถามหนึ่งที่คุณไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้คือ ทำไมต้องนำระบบ ERP เข้ามาใช้ในองค์กร การติดตั้ง ERP มีขั้นตอนอย่างไร และต้องใช้งบประมาณเท่าไหร่? เป็นคำถามที่คุณจะต้องเจอในทุก ๆ สเตป ดังนั้นลองมาดูว่า ธุรกิจต้องคำนึงถึงอะไรใน การติดตั้ง ERP และมีค่าใช้จ่ายสำหรับเรื่องใดบ้าง และมีปัจจัยอะไรเกี่ยวข้อง

ทำไมต้องนำโซลูชัน ERP เข้ามาใช้ในธุรกิจ

เมื่อวันหนึ่งที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทกับชีวิตเรามากขึ้น แน่นอนว่าองค์กรหรือธุรกิจ ยิ่งต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้ เพื่อสร้างประสิทธิภาพให้ธุรกิจเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเข้าสู่ยุค Digital Transformation และ Industry 5.0 ซึ่งเป็นยุคที่อะไรๆ ก็จะกลายเป็น Automation การนำ IoT เข้ามาใช้งาน หุ่นยนต์กำลังจะแทนที่แรงงาน และโซลูชัน ERP ซึ่งเป็นหัวใจหลัก (Core Business) ของธุรกิจ จำเป็นอย่างยิ่งที่หลายๆธุรกิจที่ต้องการเติบโต ต้องเริ่มพิจารณาและนำมาปรับใช้ เนื่องจากข้อมูลมากมายที่องค์กรมี จะรวบรวมอย่างไร และจะทำอย่างไรให้ข้อมูลของแต่ละแผนกเชื่อมต่อกัน และจะนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ประโยชน์ได้อย่างไร เพื่อกำหนดกลยุทธ์และการคาดการณ์ในอนาคต เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ยุคแห่ง Big Data ข้อมูลมีแต่จะเพิ่มขึ้นๆเรื่อยๆ การที่แต่ละแผนกจะโฮสข้อมูลของตัวเอง หรือยังคงใช้ระบบการเก็บข้อมูลแบบแมลนวล เหล่านี้จะทำให้การทำงานระหว่างแผนก หรือระหว่างองค์กรมีความยาก และไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ

Cloud ERP และการการติดตั้งระบบ ERP

สมัยก่อนหลายๆองค์กรมักโฮสข้อมูลในเซิร์ฟเวอร์ของตนเอง ซึ่งนำมาสู่ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา การพัฒนาอบรมเจ้าหน้าที่ในองค์กรสำหรับการดูแลระบบ เมื่อข้อมูลเพิ่มมากขึ้น อาจทำให้พื้นที่เก็บข้อมูลไม่เพียงพอ และปัญหาอีกมากมาย เมื่อเทคโนโลยีมีการพัฒนา การติดตั้งระบบ ERP บนคลาวด์ จึงเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องมาจาก ต้นทุนในระยะยาวในการดูแลรักษาลดลง มีผู้ให้บริการดูแลและให้บริการ แบบ 24×7 ระบบมีความปลอดภัยมากขึ้น และลดภาระเจ้าหน้าที่ฝ่ายไอทีในการแก้ปัญหา

หลายบริษัทเลือกซื้อการสมัครใช้บริการบนระบบคลาวด์ ERP ที่จัดการโดยบริษัทผู้ให้บริการ Cloud ERP เนื่องจากปัจจุบันการบริหารข้อมูลและการเรียกดูข้อมูลบนระบบคลาวด์ ทำได้ง่าย และรวดเร็วมากขึ้น พร้อมๆไปกับมีความปลอดภัยที่มากขึ้นเช่นกัน ค่าใช้จ่ายจะมีในส่วนของการสมัครสมาชิก (Subscription) จะเป็นแบบรายเดือนหรือรายปีแล้วแต่ผู้ให้บริการ สำหรับการเข้าใช้งาน ขึ้นอยู่กับจำนวน user หรือจำนวนผู้ใช้งานที่ต้องเข้าถึงระบบ แผนการสมัครสมาชิกมักกำหนดให้บริษัทต่างๆ ต้องมีระยะเวลาสัญญาขั้นต่ำ และมีหลายระดับฟังก์ชันการใช้งานและโมดูลที่จำเป็นต้องเลือกเพิ่มเติมขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของธุรกิจนั้น

ในส่วนของค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง ERP ขึ้นอยู่กับประเภทของธุรกิจ การปรับใช้ การปรับแต่งตามที่องค์กรต้องการใช้งานในขอบข่ายขององค์กร (Customization) จำนวน user ที่ต้องการใช้งานมากน้อยเพียงใด เมื่อเทคโนโลยีมีการพัฒนาไปมาก เวอร์ชั่นเก่าหรือการใช้งาน ERP บนเซิร์ฟเวอร์ขององค์กร (On premise) มีข้อจำกัดมากมาย ดังนั้นการใช้งาน ERP บนระบบคลาวด์ จึงเป็นทางเลือกที่นิยมในปัจจุบัน

ต้องคำนึงถึงอะไรและต้องใช้งบประมาณเท่าไหร่ ?

ค่าใช้จ่ายของซอฟต์แวร์ ERP แตกต่างกันไปตามปัจจัยหลายประการ และแตกต่างกันไปแล้วแต่ผู้ให้บริการอีกด้วย ค่าใช้จ่าย ERP สามารถอยู่ในช่วงใดก็ได้ตั้งแต่น้อยกว่า 3 ล้านบาท จนถึง 30 ล้านบาท ในการวางแผนงบประมาณสำหรับซอฟต์แวร์ ERP ของคุณจะต้องพิจารณาข้อกำหนดเฉพาะที่ธุรกิจของคุณต้องการ โดยพิจารณาจากปัจจัยต่อไปนี้:

1.) ขนาดองค์กร

บริษัทขนาดเล็กอาจต้องการจำนวน user ในการใช้งานไม่มากนัก และมักจะมีการดำเนินการด้านการผลิตและซัพพลายเชนที่ขนาดเล็กกว่า ความซับซ้อนน้อยกว่าเมื่อต้องทำการย้ายระบบ แต่ถ้ายิ่งธุรกิจของคุณมีขนาดใหญ่ ความซับซ้อนมาก ค่าใช้จ่ายก็จะมากขึ้นเช่นกัน ในปัจจุบันเทคโนโลยีมีการปรับเปลี่ยนที่ดีขึ้น ดังนั้นบริษัทต่างๆ สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการล่วงหน้า และค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาได้โดยการเลือกการใช้งานบนระบบคลาวด์ ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้ฮาร์ดแวร์ และเจ้าหน้าที่ไอทีมากมายที่ต้องมีความเชี่ยวชาญเฉพาะในการดูแล

2.) ความซับซ้อนในการดำเนินการ

องค์กรขนาดใหญ่มักมีการดำเนินงานที่ซับซ้อน มีข้อมูลมากมาย และต้องเชื่อมต่อกับหลายแผนกในองค์กร การที่จะโฮสต์ซอฟต์แวร์ ERP บนเซิร์ฟเวอร์ภายในองค์กรอาจเพิ่มความซับซ้อนและค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้น หลายองค์กรจึงหันมาใช้ ERP บนระบบคลาวด์ที่มีประสิทธิภาพมากว่า

3.) คุณสมบัติที่จำเป็น

ธุรกิจบางประเภทอาจต้องการคุณสมบัติเพิ่มเติมที่จำเป็น สำหรับระบบ ERP ของตนมากกว่าบริษัทในอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่นในอุตสาหกรรมยานยนต์ อาจมีข้อกำหนดเฉพาะในการประเมินคุณภาพของการจัดการ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ต้องมีใน ERP System คุณสมบัติและบริการเพิ่มเติมเหล่านั้นอาจส่งผลให้จำเป็นต้องมีใบอนุญาตเฉพาะหรือค่า Subscription ที่สูงขึ้น

4.) การปรับแต่ง

หากธุรกิจต้องการคุณลักษณะเฉพาะแบบกำหนดเอง ที่อยู่นอกเหนือระบบพื้นฐานที่มีอยู่ หรือต้องการปรับแต่งให้ตรงกับการใช้งานแบบเฉพาะเจาะจง อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการพัฒนาและดำเนินการ Customize ให้เข้ากับธุรกิจ ซึ่งการปรับแต่งที่มากเกินไป อาจนำมาสู่ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ค่าบำรุงรักษาที่เพิ่มขึ้น และอาจจะก่อให้เกิดปัญหาในการอัปเกรดระบบในอนาคต ดังนั้นธุรกิจควรเน้นที่การเพิ่มคุณสมบัติที่ต้องการจริงๆมากกว่าการปรับเปลี่ยนรายละเอียดย่อยหลายๆผู้ให้บริการมักนำเสนอ Best Practice คือแนวทางปฎิบัติที่ดีที่สุดสำหรับธุรกิจหรืออุตสาหกรรมนั้นเป็นหลัก แต่การเลือกซื้อโมดูลเพิ่มเติมที่จำเป็นย่อมขึ้นอยู่กับธุรกิจนั้นๆ

ในความเป็นจริงไม่สามารถตอบได้ชัดเจนเกี่ยวกับงบประมาณค่าใช้จ่ายของ ERP แบบเฉพาะเจาะจง หากไม่ได้มีการประเมินสถานการณ์และความต้องการเฉพาะของบริษัทนั้นๆ โดยปกติแล้ว เมื่อคุณติดต่อ ผู้ให้บริการที่เชื่อถือได้ ผู้ให้บริการจะมีการสอบถามสิ่งที่คุณต้องการ (Requirements) ประเมินจุดแข็งจุดอ่อนที่คุณมี ฟังก์ชั่นการใช้งาน รูปแบบธุรกิจ และจำนวนผู้ใช้งาน (User) ที่คุณต้องการ เพราะ ค่าใช้จ่ายจะขึ้นอยู่กับจำนวน Users และการ Implementation ด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้สิ่งที่สำคัญที่สุด คือการเลือกใช้งาน ERP ที่เหมาะสมกับธุรกิจของคุณ ในตลาดมีผู้ให้บริการมากมาย จำเป็นที่จะต้องเลือกผู้ให้บริการ ERP ที่เชี่ยวชาญในธุรกิจ และอุตสาหกรรมนั้นๆ โดยเฉพาะ อย่างเช่น หากองค์กรของคุณเป็น SME คุณอาจจะต้องมองหา ERP ขนาดเล็กและเหมาะกับ SME เพราะฟังก์ชั่นการใช้งานจะมีเท่าที่จำเป็นต่อธุรกิจ หรือ หากคุณเป็นโรงงานหรืออุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ซึ่งจำเป็นต้องเลือกผู้ให้บริการ ERP ที่เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมผลิต หรือ โรงงาน โดยเฉพาะ เพื่อจะได้เข้าใจกระบวนการในโรงงาน เพราะฟังก์ชั่นการใช้งานที่ถูกออกแบบมาจะเหมาะต่อกระบวนการผลิต สินค้าคงคลัง  และอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับโรงงาน

ด้วยความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ที่ QAD มีมายาวนาน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมผลิต หรือโรงงาน จากที่ได้รับการจัดอันดับ 1 ใน 10 ผู้ให้บริการ ERP ที่ดีที่สุดทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้งานบนระบบคลาวด์ ซึ่งสามารถทำให้กระบวนการติดตั้ง และใช้งานระบบ ERP เป็นไปได้อย่างราบรื่น สร้างการเป็น Digital Transformation เพื่อให้คุณกลายเป็น Digital Manufacturing อย่างแท้จริง เพราะตลาดในปัจจุบันการแข่งขันเพิ่มมากขึ้น สถานกาณ์ต่างๆเข้ามาดิสรัป มากขึ้น การสร้างความได้เปรียบ นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ คือสิ่งที่จะทำให้ธุรกิจของคุณสำเร็จเหนือคู่แข่งให้ได้มากที่สุด และปรับปรุงระบบการดำเนินงานของคุณให้คล่องตัวเพื่อสร้าง ROI สูงสุดให้กับองค์กรของคุณ

เราพร้อมให้คำปรึกษา ทุกอุตสาหกรรมผลิตในประเทศไทย ติดต่อเจ้าหน้าฝ่ายการตลาดโดยตรงได้ที่ 02-202 9363 หรือกรอกข้อมูลเพื่อให้เราติดต่อกลับ  ทางลัดติดต่อคิวเอดี

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ QAD Adaptive ERP และโซลูชั่นอื่นๆ ในระบบคลาวด์ จาก https://www.qad.com/th-TH/ เราจะทำให้การอัปเกรด ERP ของคุณง่ายขึ้นและช่วยให้คุณก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ QAD (ประเทศไทย)  : CW Tower A ชั้น 23 ถ.รัชดาภิเษก ห้วยขวาง กรุงเทพ 10310

ผู้เขียน : จีรชญา อัคนิพัชร, ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัทคิวเอดี (ประเทศไทย) จำกัด

from:https://www.techtalkthai.com/erp-industry-5-0-how-important/