คลังเก็บป้ายกำกับ: MOBILE_ENTERPRISE

SCG หนุนเศรษฐกิจ BCG ผนึกความร่วมมือนำ AIS 5G และ Huawei พร้อมผสานความเชี่ยวชาญจาก 2 พันธมิตร Yutong และ Waytous พัฒนาระบบขนส่งแบบไร้คนขับ สั่งการรถบรรทุกเครื่องยนต์ไฟฟ้า ผ่านเครือข่ายอัจฉริยะ 5G ในพื้นที่อุตสาหกรรม SCG แห่งแรกในไทย [Guest Post]

SCG โดย Circular Plus by CPAC Green Solution จับมือ AIS 5G และ Huawei พร้อมนำความเชี่ยวชาญจาก 2 พันธมิตร Yutong และ Waytous ร่วมต่อยอดความสำเร็จจากต้นแบบ Forklift ขับเคลื่อนระยะไกล สู่นวัตกรรมการขนส่งไร้คนขับ ด้วยศักยภาพ 5G ขับเคลื่อนรถบรรทุกเครื่องยนต์ไฟฟ้าที่ใช้ในการบริหารวางแผนเส้นทางเดินรถขนส่งวัตถุดิบภายในพื้นที่โรงงานอุตสาหกรรม SCG จ.สระบุรี สอดคล้องการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคตด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ควบคู่ไปพร้อมการสร้างสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืน

นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ SCG กล่าวว่า “ทั่วโลกมุ่งสู่ยุคอุตสาหกรรมอัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลยุคใหม่ เพื่อบริหารจัดการทรัพยากร ทั้งวัตถุดิบ คน งบประมาณ เวลาเกิดประสิทธิภาพสูงสุด และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม SCG จึงได้นำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้อย่างต่อเนื่อง เช่น การพัฒนารถ Forklift ขับเคลื่อนระยะไกลด้วยเครือข่าย 5G และต่อยอดมาสู่ความร่วมมือครั้งนี้ ซึ่ง SCG โดย Circular Plus by CPAC Green Solution ผนึกกำลังความเชี่ยวชาญจาก เอไอเอส ผู้นำเทคโนโลยี 5G ในไทย หัวเหว่ย ผู้นำด้านเทคโนโลยี ICT รวมทั้งพันธมิตรจากประเทศจีน Yutong ผู้ให้บริการรถไฟฟ้า และWaytous ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในระบบยานยนต์ไร้คนขับสำหรับอุตสาหกรรม ในการพัฒนาระบบขนส่งด้วยยานยนต์ไร้คนขับสำหรับอุตสาหกรรม  เพื่อขยายขีดความสามารถของอุตสาหกรรม ทั้งด้านการขนส่ง (Logistics) ในการวางแผนเส้นทางการขนส่งวัตถุดิบเชื่อมต่อระหว่างคันได้อย่างต่อเนื่อง รวดเร็ว ด้านความปลอดภัย โดยเฉพาะในงานที่มีความเสี่ยง  ตลอดจนด้านสิ่งแวดล้อม ด้วยการเปลี่ยนมาใช้ยานยนต์พลังงานไฟฟ้าและเทคโนโลยีวางแผนการเดินทางอย่างแม่นยำ จึงช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 35% ต่อปีเมื่อเทียบกับระบบเดิม สอดคล้องกับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในปี 2593  (Net Zero 2050) ตามแนวทาง ESG 4 Plus (มุ่ง Net Zero – Go Green – Lean เหลื่อมล้ำ – ย้ำร่วมมือ ภายใต้หลักเชื่อมั่น และโปร่งใส) ของเอสซีจี ซึ่งผมเชื่อมั่นว่าความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยต่อยอดและสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมไทย 4.0”

ด้าน นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอไอเอส กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า “5G คือเทคโนโลยีที่จะช่วยยกระดับภาคอุตสาหกรรมที่เป็นหัวใจสำคัญในการพาประเทศก้าวไปข้างหน้า ดังนั้นเราจึงมุ่งมั่นนำความถี่ 5G ซึ่งมีมากที่สุดเป็นอันดับ 1 คือ1420 MHz มาให้บริการลูกค้าและทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ในภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง ดังเช่นในปี 2563 ที่เคยร่วมกับ SCG ทดลองทดสอบ Solutions 5G  remote controlled forklift ให้สามารถควบคุมผ่านระยะไกล บนเครือข่าย 5G จาก SCG สำนักงานใหญ่ กรุงเทพฯ  ไปยังโรงงาน SCG  จ.สระบุรี โดยผู้ควบคุมรถ ไม่ต้องอยู่ที่เดียวกับรถ แต่สามารถควบคุมรถให้เคลื่อนย้าย สิ่งของจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดที่ต้องการได้แบบเรียลไทม์และแม่นยำ ซึ่งจากความสำเร็จดังกล่าว ได้ต่อยอดมายังความร่วมมือในโครงการ 5G Smart Autonomous Vehicles Solutions for Sustainable Industrial Advancement ครั้งนี้ โดยเราได้ทำงานร่วมกับ Huawei ในฐานะ Strategic Partner ติดตั้งเครือข่าย AIS 5G Private Network เพื่อให้สามารถควบคุมการกระจายสัญญาณไปยังบริเวณไซต์งานของ SCG ได้อย่างเฉพาะเจาะจง และใช้ขีดความสามารถของ 5G คือ ความเร็ว,ความหน่วงในระดับต่ำกว่า 20 ms และการเชื่อมต่อกับเซ็นเซอร์ได้ในปริมาณมาก เมื่อผสมผสานเข้ากับแพลตฟอร์มอัจฉริยะที่ช่วยบริหารจัดการการวางแผนเส้นทางวิ่ง เพื่อขนส่งอุปกรณ์ในพื้นที่อุตสาหกรรม พร้อมเชื่อมต่อระหว่างคันได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีระยะเวลาว่างงานน้อยที่สุด ก็ยิ่งทำให้ช่วยเพิ่ม Productivity ในภาคอุตสาหกรรม และเพิ่มความปลอดภัยในงานที่มีความเสี่ยงสูงอย่างตอบโจทย์”

MOU 5G Smart Mining x SCG & Huawei (2)

นายอลัน เหลียว ประธานฝ่ายกลุ่มธุรกิจผู้ให้บริการเครือข่าย บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ได้กล่าวว่า“ในฐานะบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก หัวเว่ยรู้สึกเป็นเกียรติและยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนในการพัฒนา “โซลูชัน 5G ยานยนต์อัจฉริยะเพื่อความก้าวหน้าทางอุตสาหกรรมที่ยั่งยืนในประเทศไทย”  ความร่วมมือดังกล่าวจะนำเทคโนโลยี 5G มาประยุกต์ใช้จริงในด้านการบริหารจัดการการวางแผนเส้นทางวิ่งเพื่อขนส่งอุปกรณ์ในพื้นที่ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากต่อภาคอุตสาหกรรม ช่วยพัฒนาระบบขนส่งด้วยรถบรรทุกเครื่องยนต์ไฟฟ้าไร้คนขับให้มีความปลอดภัย คล่องตัวและเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลมากยิ่งขึ้น หัวเว่ยจะนำความรู้ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ที่มีมาช่วยยกระดับโครงการโซลูชัน 5G ยานยนต์อัจฉริยะของ SCG (5G Smart Autonomous Vehicles Solutions for Sustainable Industrial Advancement) โดยจะทำงานร่วมกับพันธมิตรในอุตสาหกรรมเพื่อเสริมศักยภาพ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นและลดการปล่อยคาร์บอนให้น้อยลง เป็นต้นแบบของ Green Manufacturing ให้กับทุกอุตสาหกรรมที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทย จุดประกายในการนำเทคโนโลยี 5G มาประยุกต์ใช้และสร้างมาตรฐานใหม่ ส่งเสริมอุตสาหกรรมสีเขียว ซึ่งจะเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่การปฏิรูปประเทศไทยให้มีความก้าวหน้า พัฒนาได้อย่างยั่งยืนและเป็นผู้นำด้านสังคมคาร์บอนต่ำของอาเซียน”

Mr. Yu Zhiqiang ซีอีโอของ YUTONG

Mr. Yu Zhiqiang ซีอีโอของ Mining Equipment กล่าวว่าความร่วมมือครั้งนี้เป็น “การเปิดศักราชใหม่ของการทำเหมืองที่เป็นระบบอัจฉริยะและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

YUTONG GROUP จำหน่ายรถยนต์เพื่อการพาณิชย์พลังงานใหม่ 160,000 คันทั่วโลก พร้อมด้วยประสบการณ์ด้านเครื่องจักรก่อสร้างมากว่า 64 ปี โดยเป็นรายแรกที่เปิดตัวรถบรรทุกขุด EV ตั้งแต่ปี 2561 โดยเป็นผู้นำในด้านการตลาด การวิจัย และพัฒนา การเลือกใช้วัสดุ การผลิต การควบคุมคุณภาพ และบริการ   นอกจากนี้ยังเป็นผู้ผลิตที่ครองส่วนแบ่งการตลาดหลักของอุตสาหกรรมรถขุดไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่โดยให้บริการพื้นที่ทำเหมืองและอุตสาหกรรมมากกว่า 100 แห่งทั่วโลก โดยมีอัตราความปลอดภัยกว่า 1,500 วัน

YUTONG มุ่งมั่นที่จะส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมชั้นนำด้วยเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เอสซีจี เป็นบริษัทที่รับผิดชอบต่อสังคมในการพัฒนาคาร์บอนต่ำและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และ YUTONG เป็นผู้สนับสนุนและผู้ปฏิบัติงานที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและการลดการปล่อยคาร์บอนมาโดยตลอด และได้ร่วมมือกับ AIS Huawei และ Waytous ในโครงการนี้  โดยการจัดหารถบรรทุกสำหรับภาคอุตสาหกรรมที่เป็นระบบ EV พร้อม ที่ชาร์จและบริการหลังการขายที่เชื่อถือได้   เพื่อสร้างความคุ้มค่าสำหรับลูกค้าและพันธมิตร ร่วมกันสร้างอุตสาหกรรมสีเขียวและปกป้องโลกที่สวยงามของเรา”

Prof. Chen Long ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของ Waytous3

Prof. Chen Long ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของ Waytous กล่าวว่าความร่วมมือครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นเครื่องหมายของการบรรลุความตกลงเกี่ยวกับความร่วมมือนี้เท่านั้น แต่ยังหมายถึงการเริ่มต้นของการมีส่วนร่วม   ในการทำงานร่วมกันครั้งนี้ เราจะค่อยๆ กำหนดมาตรฐานสำหรับอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมีการทำงานด้วยระบบอัจฉริยะ คิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ เราเชื่อว่าจะนำภาคอุตสาหกรรมไปสู่การลดคาร์บอนและสร้างระบบการทำงานที่มีการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีในประเทศไทยและแม้แต่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมด

WAYTOUS เป็นผู้ให้บริการทำเหมืองไร้คนขับของจีน ที่ก่อตั้งโดย Institute of Automation of the Chinese Academy of Sciences (CASIA) นับตั้งแต่ก่อตั้ง บริษัทได้ขยายธุรกิจไปสู่อุตสาหกรรมซีเมนต์ อุตสาหกรรมเหมืองแร่และอุตสาหกรรมหนักอื่นๆ   WAYTOUS ได้ร่วมมือกับหลากหลายส่วนโดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างโซลูชันขั้นสูง ในประเทศจีน ในฐานะผู้ให้บริการเหมืองแร่ไร้คนขับชั้นนำ WAYTOUS ได้ร่วมมือกับ Yutong ผู้ผลิตรถยนต์ขุดพลังงานชั้นนำรายใหม่ และ Huawei ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกแพลตฟอร์มระบบนิเวศ 5G     WAYTOUS มุ่งมั่นจะขยายความร่วมมือในต่างประเทศอย่างจริงจัง   เราจึงยินดีต่อความร่วมมือนี้อย่างยิ่ง และเราจะสนับสนุนความพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้ความร่วมมือนี้ประสบความสำเร็จ”

นวัตกรรมรถบรรทุกเครื่องยนต์ไฟฟ้าไร้คนขับ และ ระบบควบคุมรถระยะไกล (Unmanned EV Truck & Remote Control Vehicle) ผ่าน AIS 5G จะเริ่มนำมาใช้ในพื้นที่จริงตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และเตรียมขยายผลสู่พื้นที่อุตสาหกรรมของ SCG อย่างต่อเนื่อง

เกี่ยวกับ เอสซีจี

เอสซีจี กลุ่มบริษัทชั้นนำในภูมิภาคอาเซียนที่ดำเนินธุรกิจตามแนวทาง ESG อย่างสมดุล ซึ่งสอดคล้องกับเเนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม เเละสิ่งเเวดล้อม ภายใต้หลักบรรษัทภิบาล ประกอบด้วย 3 ธุรกิจหลักคือ ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ธุรกิจเคมิคอลส์ และธุรกิจแพคเกจจิ้ง เอสซีจีมุ่งมั่นสร้างสรรค์นวัตกรรมสินค้า บริการ เเละโซลูชันครบวงจร ตลอดจนสร้างความร่วมมือกับพันธมิตร เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าให้ได้อย่างทันท่วงที ภายใต้คำมั่นสัญญา “Passion for Better”

ข้อมูลเพิ่มเติม https://www.scg.com/

เกี่ยวกับ AIS

บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS ผู้ให้บริการดิจิทัลบนโครงข่ายอัจฉริยะ 5G ที่มีคลื่นความถี่ในการให้บริการมากที่สุดรวม 1420 MHz และมีจำนวนผู้ใช้งานมากที่สุดกว่า 45.7 ล้านเลขหมาย (ณ กันยายน 2565) พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยเทคโนโลยี 5G ที่ครบ 77 จังหวัดแล้วเป็นรายแรกผ่าน 3 สายธุรกิจ ได้แก่ โทรศัพท์เคลื่อนที่, อินเทอร์เน็ตบ้านความเร็วสูงภายใต้แบรนด์ AIS Fibre และบริการดิจิทัล 5 ด้าน ได้แก่ วิดีโอ คลาวด์ ดิจิทัลเพย์เมนท์ อินเทอร์เน็ตในทุกสิ่ง (IoT) และบริการร่วมกับพาร์ทเนอร์ตลอดจนขยายสู่กลุ่มธุรกิจใหม่ อาทิ AIS eSports, AIS Insurance Service ทั้งหมดนี้เพื่อเดินหน้าตามวิสัยทัศน์การเป็นองค์กรโทรคมนาคมอัจฉริยะ หรือ Cognitive Tech-Co ที่พร้อมนำศักยภาพเข้าสนับสนุนความแข็งแกร่งด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศขยายขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรม และยกระดับ คุณภาพชีวิตของคนไทยไปพร้อมกัน พบกับเราได้ที่ www.ais.th

เกี่ยวกับ Huawei

หัวเว่ย ผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) และสมาร์ทดีไวซ์ ด้วยโซลูชันที่ผสมผสานในสี่กลุ่มหลัก คือ เครือข่ายโทรคมนาคม, ไอที, สมาร์ทดีไวซ์ และบริการคลาวด์ บริษัทมีความมุ่งมั่นที่จะนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาสู่การใช้งานทุกระดับเพื่อทุกผู้คน ทุกครัวเรือน และทุกองค์กร เพื่อขับเคลื่อน โลกอัจฉริยะที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างเต็มรูปแบบ ผลิตภัณฑ์ โซลูชันและบริการที่ครบวงจรของหัวเว่ยเปี่ยมด้วยศักยภาพด้านการแข่งขันและเชื่อถือได้ จากการทำงานร่วมกับพันธมิตรในระบบนิเวศแบบเปิด หัวเว่ยสามารถสร้างมูลค่าระยะยาวให้กับลูกค้า เสริมสมรรถนะของผู้คน ช่วยให้การใช้ชีวิตที่บ้านมีความสะดวกสบาย และสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดนวัตกรรมในองค์กร ทุกรูปแบบและทุกขนาด นวัตกรรมของหัวเว่ยเน้นตอบสนองตามความต้องการของลูกค้า เราทุ่มงบประมาณจำนวนมหาศาลในด้านการวิจัย เน้นค้นหานวัตกรรมด้านเทคนิคใหม่ ๆ ที่จะช่วยขับเคลื่อนโลกของเราให้ก้าวไปข้างหน้า ด้วยพนักงานกว่า 194,000 คน ดำเนินธุรกิจในกว่า 170 ประเทศทั่วโลก  หัวเว่ยก่อตั้งขึ้นในปี 2530 และเป็นบริษัทเอกชนที่มีพนักงานเป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมด   
อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของหัวเว่ย ได้ที่ www.huawei.com   

from:https://www.techtalkthai.com/scg-supports-bcg-economy-joins-forces-with-ais-5g-and-huawei-together-with-expertises-yutong-and-waytous-to-develop-the-unmanned-transporation-system/

[รีวิว] Acer Swift Edge โน็ตบุ๊กจอ OLED 16 นิ้ว น้ำหนักเบาที่สุดในโลก เพื่อมุมมองธุรกิจที่กว้างขึ้น

Acer Swift Edge โน็ตบุ๊กระดับ Business สำหรับผู้ที่กำลังมองหา Ultra-book เครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพา ที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานโน็ตบุ๊กอย่างแท้จริง ด้วยความบาง น้ำหนักเบา พร้อมจอแสดงผลแบบ OLED ขนาดเต็มจอที่ยอดเยี่ยม Swift Edge นำเสนอด้วยหน้าจอขนาด 16 นิ้วที่น้ำหนักเบาที่สุดในโลก (ณ ขณะนี้) เพื่อให้ได้สัมผัสกับคุณภาพการสร้างผลงานที่เต็มตาในทุกมุมมอง โดยยังคงพอร์ต Input / Output มาให้ใช้งานอย่างครบครัน สำหรับใครที่ชื่นชอบและกำลังมองหาเครื่องโน็ตบุ๊กหน้าจอขนาดใหญ่ Acer Swift Edge คือตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวันและการทำงานหลายเวิร์กโหลดพร้อมกันได้อย่างไหลลื่น

ในยุคเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล อุปกรณ์ด้านเทคโนโลยีเข้ามาเป็นเครื่องสำนักงานแบบเคลื่อนที่สำหรับรองรับ Working Hybrid มากขึ้น การทำงานจากระยะไกลกลายเป็นวิถีขั้นพื้นฐานที่ได้รับความนิยมในวงกว้างอย่างรวดเร็ว แต่ละองค์กรต่างปรับยุทธศาสตร์ด้านไอทีด้วยการจัดหาอุปรณ์ที่ทันสมัยและมีความยืดหยุ่นสูงให้กับพนักงานเพื่อให้สามารถเชื่อมต่อกับระบบงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างเช่นอุปกรณ์โน็ตบุ๊กหรือแล็ปท็อประดับธุรกิจที่เป็นเครื่องมือสำคัญอันดับต้นช่วยให้เชื่อมโยงพนักงานและระบบงานให้ต่อติดกันได้อย่างไร้รอยต่อ

Acer เป็นหนึ่งในบริษัทไอซีทีชั้นนำของโลก ที่ไม่เคยหยุดพัฒนาผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมให้สอดรับกับรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อนำเสนอฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และบริการที่จะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน เป็นการเปิดโอกาสใหม่ๆ สำหรับผู้บริโภคและภาคธุรกิจ ดั่งวิสัยทัศน์ “ทลายกำแพงกั้นระหว่างคนและเทคโนโลยี”

Acer Swift Edge เป็นโน็ตบุ๊กหนึ่งในผลิตภัณฑ์ใหม่รุ่นล่าสุดที่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการขับเคลื่อนงานในระดับธุรกิจ มุ่งเน้นไปที่มุมมองที่กว้างขึ้นบนหน้าจอแสดงผลขนาด 16 นิ้ว ด้วยนิยามคำว่า “อัดแน่นสมกับคำว่า all-new ดีไซน์สวย พกพาสะดวก รองรับการทำงานในรูปแบบไฮบริด สมบูรณ์แบบด้วยประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และความทนทาน นี่คือจุดขายที่ Acer รังสรรค์ออกมาอยู่ภายในชื่อ “Acer Swift Edge” การันตีได้จากรางวัล GOOD DESIGN AWARD 2022 และ reddot winner 2022

“ดีไซน์สวย พกพาสะดวก รองรับการทำงานในรูปแบบไฮบริด สมบูรณ์แบบด้วยประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และความทนทาน นี่คือจุดขายที่ Acer ชูขึ้นมาไว้อยู่ในรุ่น Acer Swift Edge”

จุดเด่น: อัดแน่นสมกับคำว่า all-new

  • Acer Swift Edge ได้รับการออกแบบที่โฉบเฉี่ยว เป็นโน้ตบุ๊กหน้าจอ 16 นิ้ว ที่มาพร้อมประสิทธิภาพและความทนทานที่ตอบสนองทุกการใช้งานสำหรับมืออาชีพที่ต้องเดินทางไปพร้อมกิจกรรมอยู่ตลอดเวลา
    • ไดรับรางรัล GOOD DESIGN AWARD 2022 และ reddot winner 2022
    • น้ำหนักเบา ผลิตจากโลหะผสมที่มีคุณสมบัติเบากว่า 20% จึงมีน้ำหนักเพียง 1.17 กก.
    • บาง ความหนาเพียง 12.95 มม.
    • แข็งแรงกว่าอะลูมิเนียมทั่วไปถึง 2 เท่า
  • Acer Swift Edge ให้การทำงานที่เปี่ยมประสิทธิภาพด้วย AMD Ryzen™ 6000 U-Series ที่มาพร้อมกับ Microsoft Pluton โปรเซสเซอร์ x86 โปรเซสเซอร์ตัวแรกที่รองรับฟีเจอร์ด้านความปลอดภัยของ Windows 11 อย่างเต็มรูปแบบ
  • เทคโนโลยีกระบวนการผลิต 6 nm ใน AMD Ryzen Mobile 6000 U-Series ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี่ได้ยาวนานขึ้น
  • หน้าจอขนาด 16 นิ้ว Acer Swift Edge ให้การแสดงผลที่สวยสดใส คมชัดด้วยจอ 4K OLED ขนาด 16” รองรับช่วงสี DCI-P3 100% ความสว่างสูงสุด 400 Nits
    • รองรับการแสดงผลระดับ 4K OLED 3840×2400
    • รองรับ HDR – True Black 500 สร้างคอนทราสต์ระดับ 1,000,000 : 1
    • รองรับ DCI-P3 100% ระดับโรงภาพยนต์
    • รองรับความสว่างที่ 500 Nits
    • ผ่านมาตรฐานการแสดงผล TUV RHEINLAND Eyesaft Certified เพื่อการถอมดวงตาให้สามารถรับชมได้อย่างสะดวกและยาวนานขึ้น
  • การเชื่อมต่อ
    • รองรับ Wi-Fi 6E บนคลื่นความถี่ 6Ghz
    • รองรับ USB-C 4 มีมาให้จำนวน 2 พอร์ต
    • รองรับ HDMI 2.1 ได้ถึงระดับ 10K
  • เสริมความอัจฉริยะ
    • ด้วยกล้องหน้าแบบ FHD
    • กล้องหน้าถูกควบคุมด้วยเทคโนโลยี TNR (Temporal Noise Reduction)
    • ทำงานคู่กับ Acer PurifiedVoice และระบบ AI เพื่อจัดการกับเสียงรบกวน
  • ความปลอดภัย
    • รองรับ AMD Ryzen Microsoft Pluton ระบบรักษาความปลอดภัยแบบ Secured-core ให้เป็นอุปกรณ์ Windows ที่ปลอดภัยที่สุด
    • ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังจาก AMD Ryzen PRO CPU ที่เต็มไปด้วยประสิทธิภาพและความปลอดภัยที่ทันสมัยระดับธุรกิจ
    • จัดการกับข้อมูลประจำตัวด้วย Windows Hello เพื่อความเป็นส่วนตัวและปลอดภัยมากขึ้น
    • เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือ ประมวลผลร่วมกับชิป TPM 2.0 และ Microsoft Pluton Security Processor ยกระดับความปลอดภัยไปอีกขึ้น

จุดสังเกตส่วนตัว

นี่คือความคิดเห็นส่วนตัว เนื่องจากผมเองใช้เครื่องโน็ตบุ๊กขนาดหน้าจอ 16 นิ้วอยู่เช่นกัน เลยมีความคุ้นเคยจากการใช้งานประจำทุกวัน และมองเห็นสิ่งที่ขาดหายไปของ Acer Swift Edge ที่น่าจะใส่เข้ามาให้ด้วย

  • สิ่งแรก คือ แป้นพิมพ์คีบอร์ดน่าจะมีแป้น NumPad มาให้ใช้งาน ซึ่งน่าจะชดเชยพื้นที่ว่างของโน็ตบุ๊กขนาด 16 นิ้วได้พอดี (ผมใช้งานอยู่ เลยมีความคุ้นเคยในความสะดวกส่วนตัว) แต่อย่างไรก็ตาม Acer Swift Edge ออกแบบแป้นคีย์บอร์ดได้นุ่มมือดูดีมีคลาสมาก
  • ขนาดแบตเตอรี่น่าจะใส่มาให้ใหญ่ได้อีก เพื่อยืดความต่อเนื่องในการใช้งานให้ยาวนานขึ้น โดยสเปก Maximum 7.50 ชม. ถ้าต้องรันเวิร์กโหลดจำนวนมากจริงๆ น่าจะลดทอนลงไปตามลักษณะงานนั้นๆ แต่อาจจะด้วยความบางของตัวเครื่อง การขยายขนาดของแบตเตอรี่ทางสถาปัตยกรรมอาจจะต้องแลกมาด้วยการจัดวางชิ้นส่วนประกอบอื่นๆ

Acer Swift Edge เหมาะสำหรับผู้ใช้งานกลุ่มใด?

เป็นโน้ตบุ๊กระดับ Business สำหรับคนทำงานที่กำลังมองหามุมมองพื้นที่แสดงผลที่กว้างขึ้น ซึ่ง Acer Swift Edge ตอบโจทย์ด้วยหน้าจอขนาด 16 นิ้ว คมชัดในทุกรายละเอียด ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังการประมวลผลระดับเทพจาก AMD Ryzen 7 6800U 2.70 GHz Octa-core (8 Core) แสดงผลกราฟิกโดย AMD Radeon Graphics อาจจะไม่ได้เน้นงานด้านกราฟิกที่มีความละเอียดซับซ้อนสูงมาก เช่น Rendering และ Visualization หรือ Video Edition ที่เป็นลักษณะงานเฉพาะที่ต้องมองหาสเปกเฉพาะทางมาช่วยขับเคลื่อนผลงาน แต่ใน Acer Swift Edge อัดแน่นหน่วยความจำ RAM มาให้สูงถึง 16 GB LPDDR5 สามารถรองรับการทำงานหลายๆ เวิร์กโหลดพร้อมๆ กันได้อย่างไหลลื่น ผสานกับเทคโนโลยีการเชื่อมต่อเวอร์ชันล่าสุด ช่วยให้ทุกการเชื่อมโยงงานทุกภาคส่วนของธุรกิจแบบ Working Hybrid มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

Acer Swift Edge มาพร้อม 2 สี 2 สเปก CPU และ GPU

Acer Swift Edge เริ่มวางจำหน่ายแล้วเมื่อวันที่ 4 พ.ย. 2565 ที่ผ่านมา โดยนำเสนอมาใน 2 โทนสี คือ Olivine Black และ Flax White และใน 2 รุ่นย่อยแบ่งออกตามสเปกของ CPU และ GPU

  • AMD Ryzen 5 6600U แบบ 6 Cores 12 Threads 2.9 – 4.5GHz
  • AMD Ryzen 7 6800U แบบ 8 Cores 16 Threads 2.7 – 4.7GHz
Acer Swift Edge (SFA16-41) ราคา 45,990 บาท
 
Operating System : Windows 11 Home
Display : 16″ OLED UHD+ 60Hz
CPU : AMD Ryzen 5 6600U 2.9 – 4.5 GHz
GPU : AMD Radeon 660M
RAM : 16GB LPDDR5x
Storage : SSD M.2 NVMe PCIe Gen 4 1TB
Warranty : 3 ปี (1 ปี On-site)
Acer Swift Edge (SFA16-41) ราคา 49,990 บาท
 
Operating System : Windows 11 Home
Display : 16″ OLED UHD+ 60Hz
CPU : AMD Ryzen 7 6800U 2.70 – 4.7 GHz
GPU : AMD Radeon 680M
RAM : 16GB LPDDR5x
Storage : SSD M.2 NVMe PCIe Gen 4 1TB
Warranty : 3 ปี (1 ปี On-site)

คุณสมบัติทางเทคนิคอื่นๆ :

Network & Communication
  • Wi-Fi IEEE 802.11 a/b/g/n/ac/ax
  • Bluetooth 5.2
Interfaces/Ports
  • HDMI จำนวน 1 พอร์ต
  • USB 3.2 Gen 1 Type-A จำนวน 2 พอร์ต
  • USB 3.2 Gen 1 Type-C จำนวน 2 พอร์ต (Port supporting: USB 3.2 Gen 2 (up to 10 Gbps), DisplayPort over USB-C, USB charging 5/9/15/20 V; 3 A, DC-in port 19 V; 65 W)
Battery
  • 3-cell Lithium Ion (Li-Ion)
  • Maximum 7.50 Hours
Power
  • Maximum Power Supply : 65 W
Physical
  • สูง (ด้านหลัง) : 0.55 นิ้ว (13.95 มม.)
  • สูง (ด้านหน้า) : 0.51 นิ้ว (12.95 มม.)
  • แนวกว้าง : 14 นิ้ว (356.70 มม.)
  • แนวลึก : 9.5 นิ้ว (242.30 มม.)
  • น้ำหนัก : 1.17 กก.
  • สีตัวเครื่อง : Olivine Black และ Flax White

ทดสอบประสิทธิภาพของ Acer Swift Edge

โดยเครื่องมือ CPU-Z

ตรวจสอบสเปกที่แท้ทรู โดยเฉพาะท่านใดที่กำลังจะเดินเข้าไปช็อปร้านค้าเพื่อซื้อโน็ตบุ๊กสามารถใช้ CPU-Z ในการเช็กสเปกตัวเครื่อง สำหรับ Acer Swift Edge เครื่องนี้ CPU-Z แสดงข้อมูลได้ถูกต้องตรงปกทุกรายการ ไล่เรียงจาก CPU – AMD Ryzen 5 6600U ผลิตด้วยนวัตกรรมขนาด 6nm เป็นรุ่นรองที่จำหน่ายในราคา 45,990 บาท โดยรุ่นพี่ใหญ่จะใช้ชิป CPU – AMD Ryzen 7 6800U ซึ่งมีราคาอยู่ที่ 49,990 บาท ส่วนคุณสมบัติด้านเทคนิคอื่นๆ มีมาให้เหมือนกันทุกประการ

เครื่องมือ CrystalDiskMark

ทดสอบการทำงานของ Hard Disk สำหรับ Acer Swift Edge ใช้ SSD M.2 NVMe PCIe Gen 4 ขนาด 1TB เครื่องมือ CrystalDiskMark แสดงผลทดสอบคะแนนออกมาได้ไม่เลว

  • Read ทำคะแนนได้ 4721.25
  • Write ทำคะแนนได้ 3582.61

เครื่องมือ CINEBENCH

เครื่องมือทดสอบจากค่าย Cinema 4 ในรูปแบบ 3 มิติ สำหรับทดสอบทั้งแบบ Multi Core และ Single Core เพื่อประเมินระดับเกณฑ์ประสิทธิภาพการเรนเดอร์ CPU และ GPU ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ Acer Swift Edge ผลการประเมินอยู่ในอันดับ Ranking อันดับ 1 ด้วยคะแนน OpenGL 131.14 fps และ CPU 1316 cb สำหรับชิป AMD Ryzen 5 6600U with Radeon Graphics, 6 Cores, 12 Threads @ 2.9 Ghz

ทดสอบจำลองการทำงานของ Acer Swift Edge

ด้วย PCMark10 เป็นอีกเครื่องมือที่นิยมใช้ทดสอบประสิทธิภาพการทำงานของตัวเครื่องในหมวดเวิร์กโหลดต่างๆ เช่น หมวด Essentials จำลองสถานการณ์การใช้งานโปรแกรมการแต่งรูปภาพ การท่องเว็บไซต์ การรับชมวิดีโอภาพเคลื่อนไหว การสนทนาในรูปแบบวิดีโอแชท และอื่นๆ หมวดต่อไป Productivity ทดสอบด้านโปรแกรมสำนักงานขั้นพื้นฐานที่ใช้ทำงานบ่อย อาทิเช่น Excel งานตาราง และ Word งานเอกสารทั่วไปเป็นต้น ส่วนในหมวดสุดท้าย คือ Digital Content Creation ทดสอบประสิทธิภาพการทำงานด้านกราฟิก การตัดต่อวีดีโอขั้นจริงจังระดับมืออาชีพ สำหรับเวอร์ชันที่ใช้เป็น Basic Edition จะไม่มีหมวดจำลองหมวด Gaming ให้ทดสอบ ซึ่งผลคะแนนที่ออกมาโดยรวมถือว่าดีเยี่ยมในระดับโน็ตบุ๊กระดับ Business

ผลคะแนนการทดสอบ
  • การทดสอบหมวด Essentials ทำคะแนนเฉลี่ยได้ 9,558 คะแนน โดยจะมี 3 แบบจำลองประกอบด้วย
    • App Start-up Score ทำได้ดีที่สุด คือ 13,380 คะแนน – ในส่วนนี้จำลองการเปิดแอปขึ้นมาใช้งานวนไปวนมาเพื่อทดสอบความเสถียรภาพของระบบ
    • Video Conferencing Score ทำได้ 8,000 คะแนน – จำลองการทำงานผ่านวิดีโอทางไกลทั้งแบบ 1 ต่อ 1 และแบบกลุ่ม (4 Client)
    • Web Browsing Score ทำได้ 8,160 คะแนน – จำลองการใช้งานท่องเว็บไซต์ต่างๆ เช่น การเล่นโซเชียล การเยี่ยมชมเว็บไซต์สินค้าที่จะต้องซูมความดูรายละเอียดของรูปภาพประกอบ การเปิดแสดงแผนที่เมือง การเล่นวิดีโอบนเว็บเบราว์เซอร์ เป็นต้น
  • การทดสอบหมวด Productivity ทำคะแนนเฉลี่ยได้ 8,994 คะแนน
    • Spreadsheets Score ทำได้ 11,267 คะแนน – (ดีสุดรองลงมาจาก App Start-up Score) เป็นการจำลองการเปิดทำงานเน้นเฉพาะตารางชีท
    • Writing Score ทำได้ 7,180 คะแนน – จำลองรูปแบบด้านงานเขียนบทความที่มีเนื้อหาจำนวนมาดและรูปภาพประกอบ
  • การทดสอบหมวด Digital Content Creation ทำคะแนนเฉลี่ยได้ 5,539 คะแนน
    • Photo Editing Score ทำได้ 8,616 คะแนน – จำลองรูปแบบการตัดแต่งรูปภาพขั้นต้นไม่ได้ละเอียดลึกมาก
    • Rendering and Visualization Score ทำได้ 4,732 คะแนน – จำลองรูปแบบการ Rendering และ Visualization รูปภาพที่เน้นความละเอียดของภาพที่สูงขึ้นมาอีกระดับ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยการประมวลผลด้านกราฟิกที่สูงพอสมควร
    • Video Editing Score ทำได้ 4,169 คะแนน – เป็นรูปแบบการจำลองที่มีคะแนนต่ำที่สุดของภาพรวม ซึ่งเป็นงานสำหรับการตัดต่อภาพเคลื่อนไหวที่มีความซับซ้อนสูงมาก และจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากภาคประมวลผลกราฟิกที่สูงมากพอสมควร
  • Over all อยู่ที่ 5,598 คะแนน – ถือว่าอยู่ในเรทระดับกลางที่ไม่ต่ำและไม่สูงมาก เหมาะสมกับนำไปใช้งานในระดับองค์กรในรูปแบบ Working Hybrid ที่ไม่ได้เน้นเวิร์กโหลดด้านงานกราฟิกที่ซับซ้อนสูงมาก

ทดสอบการจำลองเล่นเกมส์ด้วย 3D Mark

การทดสอบจำลองเล่นเกมส์ที่มีความละเอียดของภาพระดับสูงทั้งเกมส์ Time Spy, Night Raid และ Fire Strike ถือว่า Acer Swift Edge ทำได้ไม่เลวเลยทีเดียว การออกแบบที่ไม่ได้เน้นสเปกเฉพาะทางมาที่ระดับ Gaming คะแนนความสามารถที่ทำได้ก็ถือว่าพอจะเลือกเกมส์มาเล่นเพื่อผ่อนคลายได้เช่นกัน

บทสรุป

ประสบการณ์ในฐานะเป็นผู้ใช้งานคนแรกๆ ที่ได้สัมผัสตัวเครื่องจริงต้องขอบคุณทาง Acer Thailand ให้เกียรติจัดส่งเครื่องใหม่แกะกล่องมาให้ทันทีหลังจากจบการแถลงข่าวเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ผมเองปัจจุบันได้ใช้งานเครื่องโน็ตบุ๊กขนาดหน้าจอ 16 นิ้วอยู่แล้ว ความรู้สึกแรกจึงอาจจะไม่ได้ว๊าวเพราะความคุ้นเคยและชินจากการใช้งานทุกวัน แต่เมื่อได้ลองสัมผัสตัวเครื่อง Acer Swift Edge ความรู้สึกแรกที่รับรู้ได้ถึงน้ำหนักที่เบามากๆ 1.17 กก. สมกับโน็ตบุ๊กขนาด 16 นิ้ว น้ำหนักเบาที่สุดในโลกที่โฆษณา เมื่อตัดกลับมาตัวเครื่องของผมเองที่ใช้อยู่นั้น มีน้ำหนักถึง 2.46 กก. ส่วนต่างกันมากถึง 1.26 กก. ที่ผ่านๆ มาเสมือนผมแบกเครื่องโน็ตบุ๊กที่มีน้ำหนักเท่ากับ Acer Swift Edge ไว้ 2 เครื่องมาตลอด น้ำหนักเครื่องมีผลมากจริงๆ ช่วยให้สะดวกต่อการพกพาในวิถีชีวิตการทำงานแบบ Working Hybrid ในยุคปัจจุบัน เรียกว่าเป็นหนึ่งในความยืดหยุ่นที่ไม่ได้สร้างภาระให้กับการเดินทางอย่างแท้จริง

เรื่องการออกแบบสวยสมกับที่ได้รับรางวัล Red Dot Award 2022 และ Good Design Award ประจำปี 2022 โดยมีมาให้เลือกสองเฉดสี คือ Olivine Black และ Flax White ตัวผมเองหลงไหลในความงดงามของโทนสี Flax White ที่มีความโดดเด่นในเรื่องการปรับเปลี่ยนมิติสีสันไปตามมุมของแสงที่ตกกระทบ กิ้งก่าเปลี่ยนสีได้ ผมไม่ค่อยได้สัมผัสโน็ตบุ๊กสีโทนอ่อนๆ ละมุนแบบนี้ อาจจะมีความรู้สึกใหม่ๆ แปลกตาดี ส่วนสีดำที่สัมผัสในงานแถลงข่าวก็ดูคมเข้มดี อันนี้แล้วแต่สไตน์ความชอบเฉพาะตัว แต่สวยจริงๆ ครับ

เรื่องประสิทธิภาพ Acer Swift Edge นอกจากสองสีที่มีมาให้เลือกแล้ว ยังมีสองรุ่นย่อยให้เลือกซื้อโดยแบ่งออกตามรุ่นของชิป CPU และ GPU ที่ขับเคลื่อนโดย AMD  Ryzen 6600U Series ล่าสุด ช่วยยกระดับให้เป็นโน็ตบุ๊กสำหรับธุรกิจได้ดีมาก สำหรับใครที่ชื่นชอบหรือกำลังมองหาโน็ตบุ๊กขนาด 16 นิ้ว ที่พกพาได้สะดวกไม่เป็นภาระให้กับบ่าทั้งสองข้างชั่วโมงนี้ต้องรุ่น Swift Edge จาก Acer ซึ่งโดยรวมที่ผมได้ลองใช้งานจริง การคาดหวังในการทำงานระดับเวิร์กโหลดแบบ Working Hybrid และการเชื่อมต่อที่รวดเร็วด้วยเทคโนโลยี all-new ที่อัดแน่นเข้ามา ทั้ง Wi-Fi 6E, UBS-C, HDMI 2.1 ถือว่าตอบโจทย์กลุ่มผู้ใช้งานโน็ตบุ๊กหน้าจอขนาดใหญ่ได้อย่ายอดเยี่ยม

ราคาจำหน่าย :

  • CPU : AMD Ryzen 5 6600U 2.9 – 4.5 GHz ราคา 45,990 บาท
  • CPU : AMD Ryzen 7 6800U 2.70 – 4.7 GHz ราคา 49,990 บาท

โปรโมชัน พิเศษ

ฉลองเปิดตัว เฉพาะ วันนี้ – 30 พ.ย. 65 เท่านั้น

เมื่อซื้อ Acer Swift Edge เฉพาะรุ่น Ryzen 7 แลกรับฟรี ลำโพง Marshall Emberton Black* (มูลค่า 6,990.-)

*ของแถมมีจำนวนจำกัด

กติกา และ เงื่อนไข
1. ซื้อสินค้า Acer Swift Edge เฉพาะรุ่น SFA16-41-R74U และ รุ่น SFA16-41-R76R
2. ส่งข้อมูลพร้อมหลักฐานในการซื้อสินค้าเข้ามาที่ Line Official Account พิมพ์ @AcerThailand โดยส่งเอกสารประกอบทั้งหมด ดังนี้
     2.1 ภาพถ่ายใบเสร็จที่ระบรุ่นสินค้า และ Serial Number
     2.2 ภาพถ่ายสำเนาบัตรประชาชน
     2.3 ที่อยู่ที่สามารถติดต่อได้
     2.4 เบอร์โทรศัพท์ที่สามารถติดต่อได้
(ในกรณีที่เป็นนิติบุคคล ต้องระบุ ชื่อ – นามสกุล ที่อยู่ และ เบอร์โทร อย่างชัดเจน)
3. ทีมงานตรวจสอบหลักฐาน และ ทำการติดต่อกลับ ภายใน 7 – 10 วันทำการ
4. โปรโมชั่น เริ่มตั้งแต่ วันนี้ ถึง 3 พ.ย. 2565 เป็นต้นไป หรือ จนกว่าของแถมจะหมด (ของแถมมีจำนวนจำกัด และ สามารถรับสิทธิ์สูงสุดได้ไม่เกินจำนวน 5 เครื่อง ต่อการสั่งซื้อ 1 ครั้ง)
5. บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข หรือ ยกเลิกโปรโมชั่น โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

from:https://www.techtalkthai.com/review-acer-swift-edge-16-inch-notebook-the-lightest-weight-in-the-world/

Qualcomm เผยชิป Snapdragon 8 Gen 2

พร้อมรองรับมาตรฐาน Wi-Fi 7 เพิ่มประสิทธิภาพการประมวลผล AI เล่นเกมเร็วขึ้น 25% และอื่นๆ เพื่อขับเคลื่อนอยู่บนสมาร์ทโฟนรุ่นเรือธง

Image Credit : Qualcomm
ในระหว่างการประชุมสุดยอด Snapdragon ประจำปี 2565 – Qualcomm ได้เปิดเผยชิปสมาร์ทโฟน Snapdragon 8 Gen 2 รุ่นถัดไป ประเด็นที่น่าสนใจคือ Qualcomm ได้อธิบายถึงคุณสมบัติชิปรุ่นดังกล่าวนี้ในแง่ของ AI และประสิทธิภาพของกล้องเป็นหลัก
 
สำหรับสมาร์ทโฟนรุ่นแรกที่ใช้ Snapdragon 8 Gen 2 คาดว่าน่าจะได้เห็นก่อนสิ้นปีนี้ อย่างไรก็ตาม Qualcomm กล่าวว่าแบรนด์ต่างๆ เช่น Motorola, OnePlus, Sony และ REDMAGIC ล้วนแต่ถูกกำหนดคุณสมบัติทางเทคนิคให้ใช้ชิปรุ่นเรือธงนี้ นอกจากนี้ Qualcomm ยังตั้งข้อสังเกตว่าเซ็นเซอร์กล้อง Samsung ISOCELL HP3 ความละเอียด 200MP ได้รับการปรับให้เหมาะสมสำหรับ Snapdragon 8 Gen 2 ซึ่งก่อนหน้านี้ เคยมีประสบการณ์ในการใช้เซ็นเซอร์นี้กับสมาร์ทโฟนของ Motorola และน่าจะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับสมาร์ทโฟนรุ่นเรือธงสำหรับปี 2566
 
ในแง่ประสิทธิภาพของ Snapdragon 8 Gen 2
Qualcomm ได้อัปเดตข้อมูลว่า Snapdragon Gen 2 กำลังอยู่ในช่วงปรับปรุงกระบวนการระบบ AI ให้ดีขึ้น 60% ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก INT4 ผสมผสานรวมกับ Qualcomm Sensing Hub และโปรเซสเซอร์ Hexagon ที่เน้นด้าน AI โดยเฉพาะ ในการปรับปรุง AI จะถูกนำมาประมวลผลอยู่ในกล้องถ่ายรูปด้วยเทคโนโลยี Snapdragon Sight ใหม่ เพื่อเสริมประสิทธิภาพให้สมาร์ทโฟนสามารถปรับแต่งรูปภาพได้โดยอัตโนมัติช่วยให้องค์ประกอบของภาพมีความคมชัดและเฉดสีที่แม่นยำ นอกจากนี้ Snapdragon 8 Gen 2 ยังแนะนำตัวแปลงสัญญาณ AV1 ที่รองรับการเล่นวิดีโอระดับ 8K 60FPS HDR ได้อีกด้วย
 
ในการปรับปรุงส่วนอื่นๆ ที่น่าสนใจ คือ Kryo CPU ที่ใช้ Arm Cortex-X3-based ทำงานที่ความเร็วสูงสุด 3.2 GHz ดีขึ้นกว่ารุ่นก่อนหน้าถึง 35% ซึ่ง Qualcomm เปรยว่ามันมีประสิทธิภาพด้านการใช้พลังงานเพิ่มขึ้น 40% ด้านการประมวลผลกราฟิก Adreno GPU ใหม่ได้รับการปรับปรุงให้ทำงานได้ดีขึ้น 25%
 
Snapdragon 8 Gen 2 รองรับมาตรฐานใดบ้าง
แพลตฟอร์ม FastConnect 7800 สำหรับรองรับมาตรฐาน Wi-Fi 7, Snapdragon Sound และ Snapdragon Secure เทคโนโลยีการรักษาความปลอดภัยล่าสุด
 

from:https://www.techtalkthai.com/qualcomm-reveals-the-snapdragon-8-gen-2-chip/

ขอเรียนเชิญทุกท่านเข้าร่วมงานสัมมนาออนไลน์ในหัวข้อ “Streamline ITSM , ITAM & Service Desk Workflows with Workspace ONE and NetkaQuartz” [29 พ.ย. 2565 — 10.00น.]

Netka System , Fusion และ VMware ขอเรียนเชิญ IT infrastructure, IT Manager, IT Operation, IT Security และชาวไอทีผู้สนใจเข้าร่วมงานสัมมนาออนไลน์หัวข้อ“Streamline ITSM , ITAM & Service Desk Workflows with Workspace ONE and NetkaQuartz” ในงานครั้งนี้ท่านจะได้เรียนรู้การที่ Workspace ONE สามารถทำงานร่วมกับโซลูชัน NetkaQuartz Service Desk X ที่ช่วยตอบโจทย์ด้าน IT Service Management โดยงานจะจัดขึ้นในวันอังคารที่ 29 พฤศจิกายน 2565 เวลา 10.00น. – 12.00น.

รายละเอียดการบรรยาย 

หัวข้อ : Streamline ITSM , ITAM & Service Desk Workflows with Workspace ONE and NetkaQuartz

วันเวลา : อังคารที่ 29 พฤศจิกายน 2565 เวลา 10.00น. – 12.00น.

ผู้บรรยาย

  • คุณ Sarayut Yooin ตำแหน่ง Senior System Engineer จาก VMware
  • คุณ  Krongkran Phuetphan ตำแหน่ง Product Manager จาก Netka
  • คุณ Nattapon Noosengsrisuk ตำแหน่ง Service Delivery Manager จาก Fusion

ลิงก์ลงทะเบียนhttps://zoom.us/webinar/register/9416678847337/WN_o8vqN1lnSBqpO1uxDNXL2w

ในช่วงหลายปีที่ผ่านเชื่อว่ามีองค์กรได้นำแพลตฟอร์ม VMware Workspace ONE ไปใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะโจทย์การทำงานแบบ Work from Home หรือ Work Anywhere ซึ่งต้องเผชิญกับการบริหารจัดการอุปกรณ์ต่างๆทั้ง มือถือ หรือคอมพิวเตอร์ที่ใช้งาน Windows10 และ macOS ทั้งนี้ Workspace ONE สามารถช่วยงานขององค์กรในหลายด้านเช่น Remote Support , Per Application VPN , Improve VDI Security ,Software Distribution , Patch Management , Security Control และ อื่นๆอีกมากมาย ทำให้องค์กรมี Visibility ในการ Control&Manage Device ที่มีความหลากหลาย เพิ่มความปลอดภัยและเป็นส่วนหนึ่งของ Zero Trust Security

งานสัมมนาครั้งนี้ท่านจะได้เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการที่ Workspace ONE สามารถทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มอื่นอย่าง NetkaQuartz Service Desk X (NSDX) ที่มีจุดเด่นเรื่องบริหารจัดการงานบริการด้าน IT แบบครบวงจร (IT Service Management) เป็นผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรองคุณสมบัติ ITIL4 Certifiedโดยรองรับการจัดการบริการ IT ในเรื่อง Incident Management, Problem Management, Knowledge Management รวมถึง Service Asset & Configuration Management และ Service Level Management

ผู้เข้าร่วมการบรรยายจะมีสิทธิ์ลุ้นรับของรางวัล Lucky Draw เป็น หูฟังบลูธูท 1 รางวัลและ Grab Gift จำนวน 20 รางวัล

from:https://www.techtalkthai.com/vmware-fusion-x-netka-webinar-29112022/

Acer เปิดตัว Acer Swift Edge โน๊ตบุ๊กจอ OLED 16” ด้วยน้ำหนักเบาที่สุดในโลก [Guest Post]

ดีไซน์สวย พกพาสะดวก รองรับการทำงานในรูปแบบไฮบริด สมบูรณ์แบบด้วยประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และความทนทาน

ประเด็นนำเสนอ

  • Acer Swift Edge (SFA16-41) โน้ตบุ๊กหน้าจอ 16” มาพร้อมประสิทธิภาพและความทนทานที่ตอบสนองทุกการใช้งานสำหรับมืออาชีพที่ต้องเดินทางตลอดเวลา
  • Acer Swift Edge ให้การทำงานที่เปี่ยมประสิทธิภาพด้วย AMD Ryzen™ 6000[1] U-Series ที่มาพร้อมกับ Microsoft Pluton โปรเซสเซอร์ x86 โปรเซสเซอร์ตัวแรกที่รองรับฟีเจอร์ด้านความปลอดภัยของ Windows 11 อย่างเต็มรูปแบบ
  • เทคโนโลยีกระบวนการผลิต 6 nm ใน AMD Ryzen Mobile 6000 U-Series ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี่ได้ยาวนานขึ้น
  • Acer Swift Edge ให้การแสดงผลที่สวยสด คมชัดด้วยจอ 4K OLED ขนาด 16” รองรับช่วงสี DCI-P3 100% ความสว่างสูงสุด 400 Nits[2]

กรุงเทพฯ, 3 พฤศจิกายน 2565บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ จำกัด เปิดตัว Acer Swift Edge (SFA16-41) ดีไซน์ใหม่ของโน้ตบุ๊ก Swift Series ประสิทธิภาพและคุณสมบัติสำหรับการทำงานแบบไฮบริดในปัจจุบัน หน้าจอระดับ 4K OLED ขนาด 16” รองรับช่วงสีระดับ DCI -P3 100% มาตรฐานระดับโรงภาพยนตร์ ค่าความสว่างสูงสุด 400 Nits น้ำหนักเบาที่สุดในโลก[3] มาพร้อมขุมพลัง AMD RyzenTM 6000 U-Series ที่มาพร้อมกับ Microsoft Pluton โปรเซสเซอร์ตัวแรกที่รองรับฟีเจอร์ด้านความปลอดภัยของ Windows 11 อย่างเต็มรูปแบบ ที่ได้รับการพัฒนาให้ประสิทธิภาพและการใช้พลังงานผสมผสานกันอย่างลงตัวบนโน้ตบุ๊กกลุ่มบางเบา พร้อมการันตีด้านดีไซน์ที่โดดเด่นของ Acer Swift Edge ด้วยรางวัลการออกแบบจากเวที Red Dot Award 2022 และ 2022 Good Design Award

โดดเด่น เพรียวบาง น้ำหนักเบา

Acer Swift Edge โน๊ตบุ๊ก 16” มาพร้อมดีไซน์ที่บางเบา ตัวเครื่องบาง 12.95 มม. (0.51”) และน้ำหนักเพียง 1.17 กก. [บนแพลตฟอร์มหน้าจอ 16”] บอดี้ผลิตด้วยแมกนีเซียม-อะลูมิเนียม (Mg-Al alloy) ภายใต้แนวคิดการออกแบบที่โฉบเฉี่ยว สวยงามในสไตล์ของ Swift Series พร้อมกับจอแสดงผลที่ให้ภาพคมชัด สวยงาม บานพับได้รับการออกแบบเป็นอย่างดี แข็งแรงและแน่นหนา ทำให้ Acer Swift Edge ที่นอกจากสวยงาม บาง เบาแล้วยังแข็งแรงทนทาน เป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมและมีสไตล์สำหรับมืออาชีพที่ต้องการโน้ตบุ๊กคู่ใจ พกพาไปได้ทุกที่ที่ต้องการ

การแสดงผลที่สะกดทุกสายตา และการเชื่อมต่อที่เร้าใจ

Acer Swift Edge ให้การแสดงผลที่โดดเด่นด้วยจอ 4K OLED (3840×2400) รองรับขอบเขตสี DCI-P3 100% มาตรฐานระดับโรงภาพยนตร์ ความสว่างสูงสุด 400 nits เวลาตอบสนองน้อยกว่า 0.2ms ให้ความคมชัดและช่วงสีสมจริงและสวยงาม ขอบหน้าจอบางให้สัดส่วนหน้าจอต่อตัวเครื่อง (Screen-To Body-Ratio) 92% ได้รับการันตีมาตรฐานด้านการแสดงผลและปลอดภัยต่อด้วยสายตาด้วย VESA DisplayHDR™ True Black 500 และ TÜV Rheinland Eyesafe®

Acer Swift Edge รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 6E[4] เพิ่มความเร็ว เร่งความแรงให้ทุกการใช้งาน ช่วยให้การแชร์ไฟล์ การสตรีมในระดับ 4K เป็นไปอย่างราบรื่น ยกระดับประสิทธิภาพและความสะดวกในการพกพาสู่ New Level ด้วยพอร์ตเชื่อมต่อที่ครบครันไม่ว่าจะเป็น HDMI 2.1, USB Type-A, USB 3.2 Gen 2 Type-C รองรับเทคโนโลยีการชาร์จเร็ว (Fast Charging Technology), Audio jack.

ประสิทธิภาพและคุณสมบัติด้านความปลอดภัยที่ล้ำสมัย

Acer Swift Edge ขับเคลื่อนด้วยโปรเซสเซอร์ AMD Ryzen™ 6000 U-Series ที่ตอบสนองความต้องการด้านประสิทธิภาพสำหรับแอปพลิเคชั่นและการใช้งานทั่วไป ผู้ใช้จะได้รับความเร็วในการประมวลผลที่ยอดเยี่ยมและการตอบสนองที่ราบรื่น ช่วยเร่งประสิทธิภาพและการทำงานร่วมกันด้วยแกนประมวลผล 8 คอร์ ของสถาปัตยกรรม
“Zen 3+” บนกระบวนการผลิต 6 นาโนเมตร รวมไปถึงการบูรณาการด้านกราฟิกที่ใช้สถาปัตยกรรม RDNA2 เพื่อมอบประสบการณ์การประมวลผลบนโปรเซสเซอร์ Ryzen ที่เร็วที่สุด

โปรเซสเซอร์ AMD Ryzen™ 6000 U-Series ได้ผสานรวม Microsoft Pluton โปรเซสเซอร์ด้านความปลอดภัยที่ออกแบบโดย Microsoft ที่ทำให้การทำงานของ Windows 11 แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ให้ผู้ใช้งานมั่นใจยิ่งขึ้นจากการปกป้องและป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลที่สำคัญ เช่น ข้อมูลส่วนตัว พาสเวิร์ด คีย์การเข้ารหัสต่างๆ พร้อมยืนยันตัวตนด้วยไบโอเมตริกซ์ และ Noble Wedge Lock เพิ่มชั้นการรักษาความปลอดภัยเพื่อช่วยปกป้องข้อมูล

Acer Swift Edge (SFA16-41) วางจำหน่ายตั้งแต่ 4 พฤศจิกายน 2565 เป็นต้นไป สำหรับราคาจำหน่าย Acer Swift Edge โปรเซสเซอร์ Ryzen 5 6600U วางจำหน่ายในราคา 45,990 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) และ Acer Swift Edge โปรเซสเซอร์ Ryzen 7 6800U วางจำหน่ายในราคา 49,990 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) พร้อมการรับประกัน 3 ปี ฟรีค่าแรง ค่าอะไหล่ และบริการ On-site Service 1 ปีเต็ม ติดตามข้อมูลและรายละเอียดเพิ่มเติมของผลิตภัณฑ์ได้ที่ www.acerthailand.com

เกี่ยวกับเอเซอร์

เอเซอร์ ก่อตั้งในปี 1976 ปัจจุบันเป็นหนึ่งในบริษัท ICT ชั้นนำของโลก มีสำนักงานอยู่ในกว่า 160 ประเทศ เอเซอร์มองเห็นอนาคตที่มุ่งเน้นการผนวกฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และบริการ เพื่อเปิดโอกาส และธุรกิจใหม่ ให้กับผู้บริโภคและธุรกิจ ทั้งเทคโนโลยีการให้บริการ อินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ เกมมิ่ง และ วีอาร์ (VR: Virtual reality). พนักงานกว่า 7,000 คนของเอเซอร์ ทุ่มเทกับการวิจัย ออกแบบ การตลาด  การขาย และการสนับสนุนผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นที่ทลายอุปสรรคระหว่างผู้คนและเทคโนโลยี ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.acer.com

© 2021 Acer Inc. All rights reserved. Acer and the Acer logo are registered trademarks of Acer Inc. Other trademarks, registered trademarks, and/or service marks, indicated or otherwise, are the property of their respective owners. All offers subject to change without notice or obligation and may not be available through all sales channels. Prices listed are manufacturer suggested retail prices and may vary by location. Applicable sales tax extra.


[1] Specifications may vary depending on model and/or region. All models subject to availability.

[2] Meets the criteria of VESA DisplayHDR™ True Black 500 testing standard (10% Center Patch Test – Minimum Luminance Level (cd/m2))

[3] Based on Acer’s internal market analysis as of October 7, 2022 comparing the Swift Edge with vendors including Asus, Apple, HP, Huawei, Lenovo, Microsoft, Dell, LG, and Samsung. AMD has not independently verified the claim.

[4] Wi-Fi 6E-compatible devices are required to reach the stated speeds/benefits of Wi-Fi 6E (802.11ax).

from:https://www.techtalkthai.com/acer-launches-acer-swift-edge-the-world-lightest16-inch-oled/

ครบรอบ 1 ปี “APAC 5G Industry Community” กลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยี 5G ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่ AIS Business ร่วมบุกเบิก

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทาง Huawei ได้มีการจัดงานสัมมนา Global Mobile Broadband Forum (MBBF) งานสัมมนาระดับโลกที่ปี 2022 นี้ได้จัดอย่างยิ่งใหญ่ในประเทศไทย ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยภายในงานได้มีเซสชันหนึ่งที่สมาคมจีเอสเอ็ม (GSMA) ได้ร่วมเฉลิมฉลอง “กลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยี 5G ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก หรือ Asia Pacific (APAC) 5G Industry Community” ที่มีอายุครบ 1 ปีถ้วนแล้ว และ AIS Business คือหนึ่งในผู้ร่วมบุกเบิกมาตั้งแต่เริ่มต้น มาทำความรู้จักกับกลุ่มชุมชมนี้ให้มากขึ้นได้ในบทความนี้

รู้จัก APAC 5G Industry Community

กลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยี 5G ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก หรือ “APAC 5G Industry Community” นั้นได้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ช่วงตุลาคม 2021 ที่ผ่านมาโดย GSMA เป็นผู้ก่อตั้ง และเริ่มต้นบุกเบิกร่วมกับสมาชิกร่วมก่อตั้ง 12 องค์กรชั้นนำที่มาอยู่ภายในระบบนิเวศน์ 5G ระดับภูมิภาค อันได้แก่ AIS, Axiata, depa, DHL, Globe, Huawei, Kominfo, Maxis, MDEC, Schneider Electric, Telkomsel และ Viettel

โดยกลุ่มชุมชนนี้มีความมุ่งมั่นที่จะสร้างแพลตฟอร์มร่วมกันเพื่อสนับสนุนให้องค์กร หน่วยงาน ภาครัฐ และอุตสาหกรรมต่าง ๆ มีการเร่งปรับใช้ 5G และ IoT ได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น และเป็นการเชื่อมโยงองค์กรต่าง ๆ เข้าด้วยกันพร้อมกับแบ่งปันความรู้ความเข้าใจและประสบการณ์ในการปรับใช้เทคโนโลยี 5G ในหลากหลาย Use Case ภายในกลุ่ม ซึ่ง ณ ปัจจุบันกลุ่มชุมชนนี้จะมุ่งเน้นไปที่ 3 ภาคอุตสาหกรรม ได้แก่ อุตสาหกรรมการผลิต (Manufacturing) การขนส่งและโทรคมนาคม (Logistics, Port & Transportation) และการแพทย์และสาธารณสุข (Healthcare)

ฉลองครบรอบ 1 ปี ที่งาน MBBF 2022 

นับจนถึงวันนี้ชุมชน APAC 5G Industry Community จึงได้มีอายุครบ 1 ปีเต็มเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งปัจจุบันกลุ่มชุมชนนี้ได้มีองค์กรเข้าร่วมมากกว่า 700 แห่งและสมาชิกกว่า 2,000 คนจาก 66 ประเทศทั่วโลกแล้ว ถือได้ว่าเป็นกลุ่มชุมชน GSMA ที่เติบโตเร็วที่สุดในภูมิภาคนี้เป็นที่เรียบร้อย

นอกจากนี้ ใน 1 ปีที่ผ่านมา ทาง APAC 5G Industry Community ได้มีการจัด Workshop แบบเสมือนมาตลอดทั้งปี อีกทั้งได้ยืนยันร่วมเป็นพันธมิตรกับหลากหลายกลุ่มในภูมิภาคมากมาย อาทิ

  • Bridge Alliance เครือข่ายสมาชิก 34 แห่งทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ตะวันออกกลาง และแอฟริกา
  • Thailand 5G Alliance เครือข่ายพันธมิตรเทคโนโลยี 5G ในไทย ที่ก่อตั้งโดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa)
  • Greater Bay Area 5G Industry Alliance ร่วมกับสมาชิกในฮ่องกง มาเก๊า เซินเจิ้น และอีกกว่า 8 เมืองในมณฑลกวางตุ้ง
  • Holomedicine Association สมาคมการแพทย์ทางไกลที่มีนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกกว่า 1 พันคน
  • Maxis 5G Alliance Programme โปรแกรมพันธมิตร 5G ของ Maxis จากประเทศมาเลเซีย
  • Telkomsel Hadirkan 5G Experience Centre ศูนย์ประสบการณ์ 5G ของ Telkomsel จากประเทศอินโดนีเซีย

เดินหน้ากลยุทธ์ “พันธมิตรของพันธมิตร”

แม้ว่ากลุ่มชุมชนจะประสบความสำเร็จและมีสมาชิกเข้าร่วมอย่างมากมายภายในเวลาเพียง 1 ปีเท่านั้น หากแต่ APAC 5G Industry Community ยังสามารถเติบโตไปได้อีกมาก ด้วยแผนการที่จะขยายไปในตลาดแนวตั้ง (Vertical Market) ในช่วงปี 2023 ผ่านแนวคิด “พันธมิตรของพันธมิตร (Alliance of Alliances)” 

ด้วยแนวคิดดังกล่าว จะยิ่งทำให้มีพันธมิตรเข้ามาร่วมอยู่ภายในกลุ่มชุมชน APAC 5G Industry Community มากขึ้นอย่างก้าวกระโดด และเสริมให้ระบบนิเวศนี้สามารถรวบรวม Stakeholder ในอุตสาหกรรม 5G ที่ครบถ้วนมากยิ่งขึ้น และส่งผลให้การพลิกโฉม (Digital Transformation) เป็นอุตสาหกรรม 4.0 (Industry 4.0) ด้วยเทคโนโลยี 5G และ IoT นั้นเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าเดิม

“พวกเราต้องการเติบโตอย่างต่อเนื่องด้วยการขยายไปในตลาดแนวตั้ง ที่จะทำให้องค์กรในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านสาธารณสุขหรือเหมืองแร่ สามารถสร้างพันธมิตรของพันธมิตรให้เกิดขึ้นได้ แนวทางนี้จะทำให้พวกเราสามารถไปถึงชุมชนที่ยังคงอยู่นอกระบบนิเวศ 5G ให้สามารถเข้าถึงห่วงโซ่คุณค่า 5G ได้” Head of APAC แห่ง GSMA คุณ Julian Gorman กล่าว

Head of APAC แห่ง GSMA คุณ Julian Gorman

“ความร่วมมือ” คือหัวใจสำคัญ สู่บริการระดับภูมิภาค

ถึงจุดนี้ชัดเจนว่าใคร ๆ ก็พูดถึงความร่วมมือที่จะต้องเกิดขึ้น เหตุผลหนึ่งอาจล้วนมองตรงกันว่านี่เป็นหนึ่งในทางรอดที่จะทำให้ธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ นั้นจะสามารถพลิกโฉมได้ทันสถานการณ์และสามารถผ่านพ้นวิกฤตการณ์ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นในปัจจุบันไปได้ ซึ่ง AIS Business ที่ได้เน้นย้ำในเรื่องการสร้างความมือมาโดยตลอด และเดินหน้าสร้างความร่วมมือกับองค์กรจากหลายหลายอุตสาหกรรมมาอย่างต่อเนื่องจนเกิดเป็นระบบนิเวศ 5G ได้สำเร็จนั้น กำลังจะมีบทบาทในเวทีโลกมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว

คุณธนพงษ์ อิทธิสกุลชัย หัวหน้าคณะผู้บริหาร กลุ่มลูกค้าองค์กร AIS

“เราต้องเข้าใจว่าอะไรคือความท้าทายของลูกค้า และ 5G จะสามารถช่วยให้ลูกค้าพลิกโฉมแก้ปัญหาธุรกิจได้อย่างไร ลดค่าใช้จ่าย เพิ่มประสิทธิภาพ หรือว่าให้บริการที่ดีขึ้นกว่าเดิมได้อย่างไรบ้าง และแน่นอนว่า ไม่มีทางที่จะทำได้ทั้งหมดด้วยคนคนเดียว” คุณธนพงษ์ อิทธิสกุลชัย หัวหน้าคณะผู้บริหาร กลุ่มลูกค้าองค์กร AIS กล่าว “AIS จะยังคงลงทุนในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง และสนับสนุนให้เกิด Digital Economy ในประเทศไทยให้ได้ ซึ่งพวกเราเชื่อว่า APAC 5G Industry Community นั้นคือความร่วมมือระดับภูมิภาคที่สำคัญ ที่จะทำให้ระบบนิเวศ 5G ในภูมิภาคนี้และประเทศไทยนั้นมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น”

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วม APAC 5G Industry Community สามารถสแกน QR Code จากภาพด้านล่างเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมและกรอกข้อมูลเพื่อสมัครเข้าชุมชนนี้ได้ทันที โดยประโยชน์ที่จะได้รับจากการเป็นสมาชิกกลุ่ม APAC 5G Industry Community นั้น เบื้องต้นสมาชิกจะได้รับหรือเผยแพร่ข่าวสารล่าสุดและข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับอุตสาหกรรม 5G พร้อมกับสามารถเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ภายในชุมชมตามที่สนใจ และมีโอกาสที่จะได้นำเสนอ Show Cases ของตัวเองในกิจกรรมจากทาง GSMA อาทิ Webinar หรืองานสัมนา Conference พร้อมกับมีโอกาสเกิดการจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ได้อีกด้วย

บทส่งท้าย

ถือว่าเป็นการเฉลิมฉลองความสำเร็จของ APAC 5G Industry Community กลุ่มชุมชนที่ร่วมมือกันในภูมิภาคนี้ที่ร่วมกันเดินทางกันมาครบ 1 ปีแล้ว เพื่อผลักดันให้การปรับใช้เทคโนโลยี 5G, IoT และนวัตกรรมต่าง ๆ นั้นสามารถเกิดการปรับใช้ขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งคงต้องติดตามกันต่อไปว่ากลุ่มชุมชนนี้จะเติบโตไปได้อีกไกลแค่ไหน ด้วยกลยุทธ์ “พันธมิตรของพันธมิตร” ที่กำลังจะเดินหน้าต่อไปในปี 2023 ที่จะถึงนี้

การที่ AIS Business ได้เข้าไปเป็นหนึ่งในสมาชิกของ APAC 5G Industry Community มาตั้งแต่เริ่มต้น และด้วยความมุ่งมั่นของ AIS Business ที่ได้พัฒนาเทคโนโลยี โซลูชัน และระบบนิเวศ 5G ให้มีประสิทธิภาพตอบโจทย์ความต้องการได้อย่างหลากหลายอย่างต่อเนื่องนั้น จะเป็นอีกตัวขับเคลื่อนให้ภาคธุรกิจไทยสามารถทรานส์ฟอร์มองค์กรเข้าสู่โลกดิจิทัลได้เร็วยิ่งขึ้นไปอีก ทั้งจากโซลูชันในกลุ่มชุมชนที่หลากหลายกว่าเดิม และพันธมิตรที่ขยายกว้างไปถึงระดับภูมิภาคแล้ว เชื่อว่า AIS Business จะสามารถผลักดันให้ภาคธุรกิจของไทยเติบโตไปได้ไกลขึ้นกว่าเดิม รวดเร็วกว่าเดิมอย่างแน่นอน

AIS Business พาร์ทเนอร์ที่ช่วยตอบโจทย์ทุกเรื่อง ICT & Digital ที่คุณมั่นใจ

“Your Trusted Smart Digital Partner”

ปรึกษาและวางแผนพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อรองรับการทำงานและต่อยอดธุรกิจได้ที่

Email : business@ais.co.th

Website : https://business.ais.co.th

from:https://www.techtalkthai.com/apac-5g-industry-community-that-ais-business-has-pioneered-celebrates-1st-year-anniversary/

โพลีแนะสูตรสำเร็จสำหรับโลกการทำงานยุคใหม่ [Guest Post]

พนักงาน เทคโนโลยี และการจัดสรรพื้นที่ทำงานเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการรองรับพนักงานให้กลับมาทำงานที่สำนักงานหลังวิกฤตไวรัสระบาดคลี่คลาย

การทำงานไม่ได้หมายถึงแค่สถานที่อีกต่อไป แต่หมายถึงสิ่งที่พนักงานขององค์กรทำและทำงานนั้นอย่างไร ในปัจจุบัน โลกแห่งการทำงานเปลี่ยนได้ไปเป็นลักษณะการทำงานแบบไฮบริด (Hybrid working) ที่พนักงานชื่นชอบเนื่องจากเป็นการทำงานได้ทั้งที่สำนักงานและที่ใดก็ได้ องค์กรจึงจำเป็นต้องหาวิธีรองรับในการที่พนักงานกลับมาทำงานที่สำนักงานหลังวิกฤติไวรัสร้ายคลี่คลาย

เราได้ยินมามากมายเกี่ยวกับกลยุทธ์ที่องค์กรควรทำสำหรับโลกใหม่ของการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนลักษณะการปฏิบัติงานของพนักงาน การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเข้ามาใช้งาน หรือการออกแบบและกำหนดการใช้พื้นที่ในสำนักงานขึ้นมาใหม่

ที่โพลี เราเชื่อว่าสูตรสำเร็จสำหรับโลกของการทำงานยุคใหม่ในระยะยาว จะเริ่มต้นด้วยส่วนผสมหลัก 3 ประการ ได้แก่:

  1. พนักงาน อันเป็นทรัพย์สินที่สำคัญที่สุดขององค์กร
  2. องค์กรควรกำหนดความต้องการและสไตล์รูปแบบการทำงานของพนักงานส่วนใหญ่ เพื่อเลือกใช้โซลูชันเทคโนโลยีที่เหมาะสม ซึ่งจะช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพและให้ประสิทธิผลในสถานที่พื้นที่ต่างๆ กัน ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม

  3. หลังจากที่องค์กรทำความเข้าใจกับสไตล์รูปแบบการทำงานของพนักงานส่วนใหญ่แล้ว องค์กรจะสามารถออกแบบพื้นที่ในสำนักงานสำหรับการทำงานเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีขึ้นเมื่อพนักงนทำงานในพื้นที่ต่างๆ โดยขจัดอุปสรรค และหาหนทางสร้างการทำงานร่วมกันที่ราบรื่นระหว่างสำนักงาน กับที่บ้าน และพื้นที่ทั่วทั้งสำนักงานหรือที่ใดก็ได้ในระหว่างการทำงานนั้น ซึ่งช่วยให้เกิดผลงานใหม่ๆ นวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นได้

แนวทางการทำงานที่ให้ความสำคัญกับบุคคลผู้ทำงาน (People-focused approach) จะก้าวข้ามเรื่องของสถานที่ทำงานไปอย่างสิ้นเชิง แต่จะพยายามทำความเข้าใจในพนักงานผู้ที่ลงมือปฏิบัติงาน ทั้งนี้ โพลีได้ศึกษาวิวัฒนาการของรูปแบบการทำงานมาเกือบทศวรรษแล้ว และได้ระบุรูปแบบการทำงานที่แตกต่างกัน 6 รูปแบบ ซึ่งมักเรียกกันว่ากลุ่มบุคคลในที่ทำงาน (Workplace personas) ได้แก่ 1. Connected executive (ผู้บริหารที่มีการเชื่อมต่อกับที่ทำงานอยู่เสมอ) 2. Road warrior (กลุ่มพนักงานที่ปฏิบัติงานนอกสำนักงานตลอดเวลา) 3. Flexible worker (พนักงานที่ปฏิบัติงานทั้งในและนอกสำนักงาน) 4. Remote collaborator (กลุ่มพนักงานที่ทำงานสนับสนุนอยู่นอกสำนักงานหรือที่บ้าน) 5. Office collaborator (กลุ่มพนักงานที่ทำงานร่วมกันในสำนักงานตลอดเวลา) และ 6. Office communicator (กลุ่มที่ทำงานที่โต๊ะทำงานตลอดเวลา คุ้นชินกับอุปกรณ์สื่อสารแบบเดิมๆ ในสำนักงาน) องค์กรทั่วไป 97% มีกลุ่มบุคคลในที่ทำงานในลักษณะแบบนี้

โดยกลุ่มบุคคลในที่ทำงาน (Workplace personas) แต่ละแบบนี้มีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกัน มีปัญหาในการทำงานต่างกัน และมีความนิยมในรูปแบบการสื่อสารต่างกัน ซึ่งองค์กรมีความจำเป็นต้องทำความเข้าใจในความแตกต่างเหล่านั้น และจับคู่รูปแบบการทำงานและพฤติกรรมของพนักงาน ให้เข้ากับอุปกรณ์และเทคโนโลยีที่เหมาะสมกันมากขึ้น อันเป็นการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานขององค์กรในท้ายที่สุด

คุณซามีร์ ซายิด กรรมการผู้จัดการ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและเกาหลีแห่งโพลีกล่าวว่า “องค์กรที่จะประสบความสำเร็จในโลกที่มีการทำงานแบบใหม่นี้ ก่อนอื่น องค์กรต้องเข้าใจถึงวิธีที่พนักงานของตนเองทำงานได้ดีที่สุด กำหนดจัดสรรพื้นที่การทำงานเพื่อให้กลุ่มพนักงานได้ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด อาจจำเป็นต้องขยายพื้นที่ออกไปในรูปแบบต่างๆ รวมถึงอาจต้องลงทุนในเทคโนโลยีที่จะให้ประสบการณ์การทำงานที่ราบรื่น ยืดหยุ่น และสร้างความเท่าเทียมในการประชุมมากยิ่งขึ้น

จากการสำรวจของโพลี “Poly Global Segmentation Research, 2022” พบประเด็นสำคัญที่องค์กรควรคำนึงถึง คือ:

  • รูปแบบการทำงานจากทางไกลจะมีการเปลี่ยนแปลงต่อไปอย่างต่อเนื่อง: โพลีพบว่าตั้งแต่ก่อนเกิดการระบาดของไวรัสครั้งใหญ่จนถึงปีพ.ศ. 2565 นี้ มีพนักงานใช้รูปแบบและชื่นชอบในการทำงานจากไกลเพิ่มขึ้นถึง 25%
  • พนักงานต้องการเชื่อมโยงถึงกันเป็นปัจจัยดึงให้พนักงานกลับมาทำงานที่สำนักงาน: ถึงแม้ว่าองค์กรจะมีอุปสรรคมากมายระหว่างการจัดให้พนักงานกลับมาทำงานที่สำนักงาน แต่การที่พนักงานยอมรับว่าการทำงานในสำนักงานจะให้ประสบการณ์การทำงานที่เชื่อมต่อกับทีมอื่นๆ อย่างราบรื่นคล่องตัวดีกว่า รวมถึงการประชุมกับทีมงานอย่างใกล้ชิดร่วมกัน การได้พบหน้ากัน การนำเสนอแผนงานให้กับลูกค้าร่วมกัน จึงเป็นองค์ประกอบสำคัญในการดึงให้พนักงานกลับมาทำงานที่สำนักงาน
  • การเชื่อมโยงการทำงานของพนักงานมีผลในการจัดสรรพื้นที่ในสำนักงาน: ก่อนเกิดโรคระบาดนั้น มากกว่า 70% ของพื้นที่ในสำนักงานเป็นการจัดสรรเพื่อโต๊ะทำงานให้แต่ละบุคคลและพื้นที่ของหน่วยงานสนับสนุนธุรกิจ แต่หลังเกิดโรคระบาดนั้นจะเปลี่ยนจากการจัดสรรพื้นที่ทำงานให้แต่ละบุคคลดังกล่าว ไปเป็นการใช้พื้นที่ตามบทบาทในการทำงานที่อยู่ห่างไกลจากที่อื่น (Remote-centric role) ซึ่งเป็นพื้นที่ทำงานที่สนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ที่สามารถเชื่อมโยงพนักงานในการทำงานร่วมกันได้

คุณโล ฮี บัน Senior Solution Architect แห่งโพลีกล่าวว่า “องค์กรต่างๆ กำลังให้ความสนใจใช้กลยุทธ์การทำงานแบบไฮบริดในระยะยาวอย่างจริงจัง ซึ่งรวมถึงแผนการปรับปรุงพื้นที่สำนักงานของตนเองเพื่อให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ใหม่ของสำนักงานในฐานะที่เป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรมองค์กร  ทั้งนี้การวางแผนรองรับการกลับมาทำงานที่สำนักงานของพนักงานเป็นเรื่องเกี่ยวกับการออกแบบประสบการณ์สำหรับโลกแห่งการทำงานแบบผสมผสานใหม่ ที่จะให้ผู้คนมาที่สำนักงานเพื่อสร้างการเชื่อมต่อ และในขณะเดียวกันก็เพิ่มประสบการณ์ให้สูงสุดสำหรับผู้ที่ทำงานในสำนักงานและผู้ที่ทำงานจากที่ห่างไกล”

โซลูชันในการประชุมของโพลีรองรับการทำงานที่เป็นแบบไฮบริด โดยได้เน้นพัฒนาเทคโนโลยีที่ใช้ในการประชุมเพื่อคุณสมบัติระดับพรีเมี่ยม รวมถึงเทคโนโลยี NoiseBlockAI ที่นำเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยแยกแยะเสียงรบกวน เช่น เสียงเครื่องปรับอากาศ เสียงพิมพ์คีย์บอร์ด เสียงคลิกเมาส์ออกจากเสียงผู้พูด แล้วตัดเสียงรบกวนเหล่านั้นออกไป เหลือเฉพาะเสียงผู้พูดส่งไปยังระบบวิดีโอคอนเฟอร์เร้นท์ รวมทั้งเทคโนโลยี Acoustic Fencing ที่รวมเฉพาะเสียงภายในพื้นที่ที่กำหนดเท่านั้น ผู้พูดจะได้ยินแต่เสียงของตนเอง และคู่สนทนาจะได้ยินเฉพาะเสียงของผู้พูดเท่านั้น  และใช้เทคโนโลยีระดับมือโปรควบคุมและจัดการภาคเสียงและภาควิดีโอในทุกพื้นที่และทุกอุปกรณ์  อีกทั้งยังใช้เอไอในการสร้างความเท่าเทียมกันด้วยระบบ DirectorAI, People-framing และ speaker framing โดยเฉพาะอย่างยิ่ง องค์กรสามารถบริหารจัดการกับอุปกรณ์ที่ใช้ในการประชุมในและนอกสถานที่จากส่วนกลางได้อย่างราบรื่น  มีรายงานที่องค์กรสามารถวิเคราะห์ถึงประสิทธิภาพการใช้ห้องและระบบประชุมทั้งหมดได้

from:https://www.techtalkthai.com/poly-people-work-enabling-work-across-spaces/

[รีวิว] HP ENVY x360 2-in-1 แล็ปท็อป และ แท็ปแล็ตในเครื่องเดียว

HP Envy x360 13″ แล็ปท็อปขนาดกะทัดรัด พร้อมปรับเป็นโหมดแท็ปแล็ตจอแสดงผลขนาด 13 นิ้ว ด้วยความแม่นยำของสีขั้นสูงสุด ขับเคลื่อนด้วยโปรเซสเซอร์และกราฟิกอันทรงพลังโดย Intel อายุการใช้งานแบตเตอรี่อันยาวนาน เพื่อความต่อเนื่องของ Working Hybrid อย่างแท้จริง

ข้อมูลเฉพาะรุ่น HP ENVY x360 2-in-1

HP ENVY x360 2-in-1 ออกแบบมาให้เป็นทั้งแล็ปท็อปและแท็ปแล็ตในเครื่องเดียว บางเบาเหมาะแก่การพกพาไปในทุกสถานการณ์ และทรงพลังในทุกการขับเคลื่อน และสร้างสรรค์ชิ้นงานได้อย่างยาวนาน ไหลลื่นและต่อเนื่อง

จุดเด่น ภาพรวมของ HP ENVY x360 2-in-1

  • ฟอร์มแฟคเตอร์ แบบพับได้
  • โปรเซสเซอร์ Intel® Core™
  • กราฟิกส์ Intel® Iris® Xᵉ
  • จอแสดงผลระบบ AMOLED
  • ฟรี ปากกา Zenvo สี Nightfall ดำ
  • 5MP GlamCam
  • หน้าจอมัลติทัช
  • หน้าจอแบบไร้การกะพริบ
  • ลำโพงคู่
  • ระบบเสียงโดย Bang & Olufsen
  • พอร์ต SuperSpeed USB Type-A ที่มีอัตราการส่งสัญญาณ 10Gbps (HP Sleep and Charge)
  • 2 Thunderbolt™ 4 พร้อม USB4™ Type-C® ที่มีอัตราการส่งสัญญาณ 40Gbps (USB Power Delivery, DisplayPort™ 1.4, HP Sleep and Charge)
  • พอร์ต SuperSpeed USB Type-A ที่มีอัตราการส่งสัญญาณ 10Gbps (HP Sleep and Charge)
  • น้ำหนักเบาเพียง 1.34 กก.
  • เพียวบาง 29.83 x 21.49 x 1.61 ซม.

คุณสมบัติด้านเทคนิคของ HP ENVY x360 2-in-1

  • หน่วยประมวลผลหลัก 12th Generation Intel® Core™ i5 processor
  • หน่วยประมวลผลด้านกราฟิก Intel® Iris® Xᵉ Graphics
  • ระบบปฏิบัติการ Windows 11 Home
  • หน้าจอแสดงผลแบบ 13.3 นิ้ว diagonal, 2.8K (2880 x 1800), OLED, multitouch-enabled, UWVA, edge-to-edge glass, micro-edge, Corning® Gorilla® Glass NBT™, Low Blue Light, SDR 400 nits, HDR 500 nits, 100% DCI-P3
  • หน่วยความจำ 16 GB LPDDR4x-4266 MHz RAM (onboard)
  • พื้นที่จัดเก็บข้อมูล 512 GB PCIe® Gen4 NVMe™ TLC M.2 SSD
  • พอร์ตเชื่อมต่อ 2 พอร์ต Thunderbolt™ 4 with USB4™ Type-C® 40Gbps signaling rate (USB Power Delivery, DisplayPort™ 1.4, HP Sleep and Charge) และ 1 พอร์ต SuperSpeed USB Type-A 10Gbps signaling rate (HP Sleep and Charge)
  • พอร์ตการเชื่อมต่อ 1 SuperSpeed USB Type-A 10Gbps signaling rate; 1 headphone/microphone combo
  • สล็อตขยาย 1 ช่องสำหรับ microSD media card reader
  • การเชื่อมต่อไร้สาย Intel® Wi-Fi 6E AX211 (2×2) and Bluetooth® 5.2 combo (Supporting Gigabit data rate)
  • แบตเตอรี่ 4-cell, 66 Wh Li-ion polymer
  • การชาร์จพลังงาน 65 W USB Type-C® power adapter
  • ประกัน 3 Years On-site Warranty

ถ่ายทอดประสบการณ์จากการใช้งานจริง

สัมผัสหน้าจอระบบ AMOLED

หน้าจอแบบสัมผัส (Touch Screen) ช่วยให้การตอบสนองโดยตรงบนหน้าจอด้วยปลายนิ้วหรือปากกาดิจิทัล เพิ่มความสะดวกและความคล่องตัวในทุกอริยาบถของการทำงานได้อย่างไหลลื่น สะดวกไม่ว่าจะปรับท่าทางให้อยู่ในโหมดแล็ปท็อปหรือแท็ปแล็ต เพิ่มความสบายให้กับดวงตาผ่านประสบการณ์ของสีสันที่เข้มข้นและลึกยิ่งขึ้น ด้วยคอนทราสต์สูง นอกจากนี้ HP ENVY x360 ยังได้เพิ่มเติมเทคโนโลยี DC Dimming ที่ช่วยควบคุมความสว่างโดยการปรับไฟกระแสตรงแทนการวนไฟพื้นหลัง LED ทำให้สามารถลดการกะพริบของหน้าจอช่วยถนอมสายตา ทั้งหมดนี้คือคุณภาพของการทำงานของหน้าจอที่ลงตัวที่สุดสำหรับคนทำงาน

คีย์บอร์ดเรืองแสง

ปุ่มคีย์บอร์ดแบบเรืองแสง ช่วยปลดล็อคให้การมองเห็นในสภาพแสงสลัวหรือมืดสนิท เพิ่มมิติที่แฝงความหรูหรามีระดับ จะเปิดหรือจะปิดก็สั่งได้

บางเบา พกพาสะดวก

ด้วยน้ำหนักเบาเพียง 1.34 กก. และสัดส่วนบางเพียง 29.83 x 21.49 x 1.61 ซม. ตอบโจทย์ให้การพกพาที่ง่ายและสะดวกในทุกสถานการณ์

พอร์ตเชื่อมต่อ

HP ENVY เป็นแล็ปท็อปที่มีความบางเบา แต่มีพอร์ตการเชื่อมต่อมาให้ใช้งานครบครัน เพื่อรองรับทุกความต้องการในทุกภารกิจที่ต้องเผชิญ

พอร์ต MicroSD Card Reader, พอร์ต SuperSpeed USB Type-A, พอร์ต Adapter plug
พอร์ต Combo Audio Jack หูฟัง/ไมโครโฟน, พอร์ต SuperSpeed USB Type-A, พอร์ต SuperSpeed USB Type-C

บานพับแบบ 360 องศา

HP Envy x360 2-in-1 สามารถเนรมิตให้เป็นทั้งแล็ปท็อปและแท็ปแล็ตได้ในเครื่องเดียว ส่งมอบการปลดปล่อยพลังการสร้างสรรค์งานได้อย่างคล่องตัว ด้วยบานพับ 360 องศา ทำให้เรื่องง่ายๆ อยู่ในมืออย่างลงตัว

Bang and Olufsen

เทคโนโลยีเสียง Bang and Olufsen ให้พลังเสียงที่คมชัดบนเครื่องแท็ปแล็ตที่มีขนาดบางเบา ถึงจะตัวเล็กแต่เสียงดังกังวานไม่แพ้รุ่นใหญ่

Solid State Drive (SSD)

แล็ปท็อป HP ENVY x360 2-in-1 ใช้ประโยชน์จาก SSD เข้ามาจัดการกับพื้นที่จัดเก็บข้อมูลจึงทำให้ทุกการประมวลผลมีประสิทธิภาพอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการเปิดปิดเครื่องได้รวดเร็วยิ่งขึ้นและสามารถถ่ายโอนข้อมูลได้อย่างฉับไว ผสานร่วมกับการทำงานหน่วยความจำขนาด 16GB ขุมพลังอัดแน่นช่วยให้การขับเคลื่อนเร็วแรงไม่มีสะดุด

ปากกาดิจิทัล

เพิ่มความหลากหลายให้กิจกรรมการขีดเขียนที่ไหลลื่นและแม่นยำ มีการควบคุมหน้าจอแสดงผลด้วยช่วงสีที่ปรับเทียบและกำหนดค่ามาให้พร้อมใช้สำหรับงานสร้างสรรค์ในรูปแบบต่างๆ นอกจากนี้ยังผสานการทำงานร่วมกับฟังก์ชัน HP QuickDrop ช่วยให้แชร์เนื้อหาระหว่างอุปกรณ์สมาร์ทโฟนและพีซีได้อย่างคล่องตัว และฟังก์ชัน HP Command Center ปรับแต่งพีซีได้ ทั้งในด้านประสิทธิภาพ ความเร็วพัดลม และเสียงรบกวน รวมถึงอุณหภูมิภายนอกตัวเครื่อง เพียงกดแค่ปุ่มเดียว ก็ตอบโจทย์ความต้องการในงานสร้างสรรค์ของคุณได้

HP QuickDrop
HP Command Center

ฟังก์ชันความปลอดภัยเพื่อความเป็นส่วนตัว

อีกหนึ่งคุณสมบัติด้านความปลอดภัยเพิ่มความสะดวกให้การควบคุมความเป็นส่วนตัวในทุกช่วงเวลาด้วยปุ่มควบคุมการปิดเปิดกล้อง และปุ่มปิดเสียงไมโครโฟน ทั้งสองฟังก์ชันสอดคล้องกับรูปแบบการทำงานของยุค Working Hybrid ได้อย่างดีงาม

ปุ่มปิดกล้อง
ปุ่มปิดเสียงไมโครโฟน

ทดสอบการประสิทธิภาพ

ก่อนเริ่มทดสอบของ HP ENVY x360 2-in-1 เรามาตรวจเช็คสเปกเครื่องด้วย CPU-Z กันก่อน

  • CPU – 12th Gen Intel Core i5-1230U
  • ทดสอบแบบ Single Thread ได้คะแนน 624.7 และแบบ Multi Thread ได้คะแนน 3532.0
  • Memory – DDR4 16 GB
  • Graphics – Intel® Iris® Xᵉ

PCMARK10

ทดสอบประสิทธิภาพการทำงานของตัวเครื่องใน 3 หมวด Essentials หมวดการจำลองสถานการณ์ในการใช้งานโปรแกรมทั่วไป Productivity หมวดที่สองการทดสอบด้านโปรแกรมสำนักงานขั้นพื้นฐานที่ใช้ทำงานบ่อย อาทิเช่น Excel งานตาราง และ Word งานเอกสารทั่วไป Digital Content Creation หมวดสุดท้ายการทดสอบประสิทธิภาพการทำงานด้านกราฟิก การตัดต่อวีดีโอขั้นจริงจังระดับโปร

ผลคะแนนการทดสอบ

  • การทดสอบหมวด Essentials ทำได้ 10,047 คะแนน
  • การทดสอบหมวด Productivity ทำได้ 6,042 คะแนน
  • การทดสอบหมวด Digital Content Creation ทำได้ 4,054 คะแนน
  • Over all อยู่ที่ 4,492 คะแนน

CINEBENCH

Cinema 4 เครื่องมือทดสอบสมรรถนะของเครื่องคอมพิวเตอร์ทั้ง 3 เวอร์ชัน ในรูปแบบ 3 มิติ CINEBENCH R15 และ CINEBENCH R23 เพื่อทดสอบแบบ Multi Core และ Single Core ประเมินระดับเกณฑ์ประสิทธิภาพการทำงานของการเรนเดอร์ CPU และ Graphic Card

CINEBENCH R15 – คะแนนทดสอบ OpenGL ได้ 73.19 fps อันดับ Ranking #1 ทำได้ยอดเยี่ยม และ CPU ได้คะแนน 1066 cb อันดับ Ranking #3 เกาะกลุ่ม Top 3 ไม่ห่างจากผู้นำมากนัก
CINEBENCH R20 – คะแนนทดสอบ CPU ทั้งสองแบบ Multi-Core ได้ 5553 pts และ Single-Core ได้ 1290 pts

CrystalDiskMark

ทดสอบการทำงานของ Hard Disk : 512 GB PCIe® Gen4 NVMe™ TLC M.2 SSD ด้วยเครื่องมือ CrystalDiskMark 

  • Read ทำคะแนนได้ 6631.17
  • Write ทำคะแนนได้ 3973.46

Battery

แบตเตอรี่ขนาด 4-cell, 66 Wh Li-ion polymer พร้อมอุปกรณ์การชาร์จพลังงาน 65 W USB Type-C® power adapter ช่วยให้สามารถเร่งระยะเวลาชาร์จเต็ม 100% ให้สั้นลง และใช้งานต่อเนื่องได้ยาวนานขึ้น

(หมายเหตุ : สตรีมวิดีโอแบบ HD ได้นานถึง 14 ชั่วโมง 15 นาที (10 ชั่วโมง 30 นาทีสำหรับ Windows 10 MobileMark 18) สำหรับรุ่น 13 นิ้ว)

***อ้างอิงข้อมูลการทดสอบอายุการใช้งานแบตเตอรี่อุปกรณ์ Windows 10/MobileMark 18 อาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับปัจจัยประกอบหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นรุ่นผลิตภัณฑ์ การตั้งค่า ลักษณะการใช้งาน ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ https://bapco.com/products/mobilemark-2018/  HP ได้ทำการทดสอบระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรีโดยการเล่นวิดีโอ Netflix หรือโดยผ่านแอป Netflix ใน Windows 10 อย่างต่อเนื่อง ที่ความสว่าง 150 นิต ระดับเสียงของระบบที่ 17% โดยมีการเชื่อมต่อหูฟัง เปิดโหมดเต็มจอ และเปิดการทำงานระบบไร้สาย  ทั้งนี้ ระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรีอาจแตกต่างกันไปตามการกำหนดค่า และความจุของกำลังไฟสูงสุดจะลดลงตามธรรมชาติตามเวลาและพฤติกรรมการใช้งาน

บทสรุป

หลังจากได้สัมผัสประสบการณ์การใช้งานจริง ต้องขอตอกย้ำว่า “HP ENVY x360 2-in-1 ออกแบบมาให้เป็นทั้งแล็ปท็อปและแท็ปแล็ตในเครื่องเดียว บางเบาเหมาะแก่การพกพาไปได้ทุกสถานการณ์ และทรงพลังในทุกการขับเคลื่อนทุกภารกิจ และสร้างสรรค์ชิ้นงานได้อย่างยาวนาน เพื่อความต่อเนื่องของ Working Hybrid อย่างแท้จริง” ด้วยความสะดวกในการพกพาจริงใส่ในกระเป๋าเป้สะพายหลังเดินขึ้นรถไฟฟ้าแถมยังต้องยืนตลอดสาย และต่อด้วยการเดินบนสะพาน Sky Walk มุ่งหน้าไปตึกสามย่านที่แสนยาวไกล น้ำหนักเพียง 1.34 กก. ไม่ได้สร้างภาระให้บ่าทั้งสองข้างต้องเหน็ดเหนื่อยเลย นั่งเปิดขึ้นมาใช้งานลืมไปว่าต้องเข้าประชุม Webinar ออนไลน์อยู่ท่ามกลางตึกสามย่านโหมด Unplug แถมยังต้องเดินชมบูธงานไปพร้อมๆ กัน เจ้า HP ENVY x360 2-in-1 เครื่องนี้ทำหน้าที่ได้กลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งส่วนเดียวกันในภารกิจแบบ Working Hybrid Walking ได้อย่างยอดเยี่ยมไม่งอแง เครื่องไม่ร้อนมือ หน้าจอคมชัดทุกมุมมอง และยังตอบกลับได้โดยตรงด้วยการสัมผัส (Touch Screen) จากปลายนิ้ว

ที่กล่าวมาเป็นในส่วนของ Mix and Math 360 องศา เรื่องการใช้งาน มาดูในเรื่องการออกแบบด้านความสวยความงามในฐานะผู้ใช้งานขอหงุดหงิดงอแงในเรื่องของรอยนิ้วมือบนฝาเครื่องนิดนึง แม้ว่าจะเช็ดออกได้ง่ายก็จริง แต่ก็เป็นรอบง่ายไปนิด ด้วยจริตมีความชอบของใหม่ย่อมไม่อยากให้มีรอยอะไรมาปรากฎให้เห็นได้ง่ายๆ อันนี้เป็นความรู้สึกส่วนตัว โดยถ้าพูดถึงภาพรวมในเรื่องประสิทธิภาพของตัวเครื่องและความยืดหยุ่นในการมีส่วนร่วมของทุกกิจกรรม ถือว่ามีความลงตัวที่สามารถใช้งานตามสถานการณ์ต่างๆ ทั้งในและนอกสถานที่ได้จริง   

from:https://www.techtalkthai.com/review-hp-envy-x360-2-in-1-labtop-and-tablet/

[รีวิว] Dell Latitude 7330: Notebook ทำงาน บาง เบา ทนทาน ตอบโจทย์การประชุมด้วยกล้องคมชัดและ AI เพิ่มคุณภาพเสียง ด้วยขุมพลังจาก Intel vPro® platform

ในปี 2022 นี้ Dell ก็ได้เปิดตัว Dell Latitude ซีรีส์ใหม่สำหรับตอบโจทย์ภาคธุรกิจองค์กรที่ต้องการเครื่อง Notebook สำหรับรองรับการใช้ทำงานประชุมงานได้อย่างมั่นใจ โดยในครั้งนี้ทีมงาน TechTalkThai และ ADPT.news ได้รับเครื่อง Dell Latitude 7330 มารีวิวกัน โดยมีความโดดเด่นที่น่าสนใจดังนี้

  • ตัวเครื่องขนาดเล็กที่มีจอ 13 นิ้ว น้ำหนักเบาเพียง 1.13 กิโลกรัม พกพาไปใช้ทำงานได้อย่างสะดวกสบาย
  • CPU Intel® Core™ i5-1240U processor พร้อม 16GB RAM และ 256GB SSD ประสิทธิภาพสูง ใช้Windows 11 Pro ได้อย่างคล่องตัว
  • กล้องความคมชัด 1080p รองรับการใช้งานในห้องที่ไฟน้อยได้ ประชุมงานได้ตลอดเวลา
  • ไมโครโฟนพร้อม AI จาก Dell Optimizer ช่วยตัดเสียงระบบต่างๆ ระหว่างประชุมได้เป็นอย่างดี
  • Packaging และตัวเครื่องที่ให้ความสำคัญต่อการใช้วัสดุ Recycle ตอบโจทย์เป้าหมายด้านความยั่งยืนของธุรกิจ

สำหรับรีวิวฉบับเต็ม สามารถรับชมได้ดังนี้ครับ

Dell Latitude 7330: Notebookทำงานระดับพรีเมี่ยมตอบทุกโจทย์การทำงานได้อย่างมั่นใจและยั่งยืน

Credit : Dell

Dell Latitude 7330 นี้ถูกวางตัวมาให้เป็น Notebook หน้าจอ 13 นิ้วสำหรับตลาดภาคธุรกิจในระดับพรีเมี่ยม ที่ต้องการเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ดูดี บางเบา รวดเร็ว ทนทาน และรองรับการใช้ลูกเล่นใหม่ๆ ทางด้าน AI จาก Dell ได้อย่างรอบด้าน โดยสามารถเลือกวัสดุภายนอกได้ด้วยกันถึง 3 แบบ ได้แก่

  • Carbon Fiber Reinforced น้ำหนักเริ่มต้น 1.13 กิโลกรัม
  • Magnesium Alloy น้ำหนักเริ่มต้น 0.967 กิโลกรัม
  • Aluminum Titan Grey น้ำหนักเริ่มต้น 1.21 กิโลกรัม

ส่วนสเป็คของ Hardware ภายใน Dell Latitude 7330 ก็ยังคงเปิดให้เราเลือกปรับแต่งได้ตามต้องการอย่างหลากหลาย ดังนี้

  • CPU: เลือกได้ระหว่าง
    • 12th Gen Intel® Core™ i5-1235U processor (12 MB cache, 10 cores, 12 threads, up to 4.40 GHz)
    • Intel vPro® with 12th Gen Intel® Core™ i5-1245U processor (12 MB cache, 10 cores, 12 threads, up to 4.40 GHz)
    • Intel vPro® with 12th Gen Intel® Core™ i5-1265U processor (12 MB cache, 10 cores, 12 threads, up to 4.40 GHz)
    • 12th Gen Intel® Core™ i7-1255U processor (12 MB cache, 10 cores, 12 threads, up to 4.70 GHz)
  • RAM: 8-32GB DDR4 3200MHz
  • SSD: PCIe NVMe Gen4 x4 SSD ขนาด 256GB – 1TB เลือกออปชัน Self-Encrypting ได้
  • GPU: Intel® Iris® Xe Graphics
  • Display: 13.3-inch, FHD 1920 x 1080, 60 Hz, anti-glare เลือกได้ระหว่าง Touch และ Non-Touch
  • Network: Intel® AX211, 2×2 MIMO, 2.40 Gbps, 2.40 GHz/6 GHz, Wi-Fi 6E (WiFi 802.11ax), Bluetooth® 5.2 (onboard) สามารถเพิ่มออปชัน LTE ได้
  • Audio: Stereo speakers with Waves MaxxAudio® Pro, 2 W x 2 = 4 W total, 2 Noise Canceling Microphones, Intelligent Audio with Neural Noise Cancellation
  • Camera: เลือกได้ระหว่าง 2.7 mm 720p at 30 fps HD RGB webcam, 6 mm 720p at 30 fps HD RGB webcam, 3.25 mm 1080p at 30 fps FHD RGB+IR webcam with Human Presence Detection and ALS, 6 mm 1080p at 30 fps FHD RGB+IR webcam with Human Presence Detection and ALS สามารถเลื่อนเปิดปิดกล้องได้
  • OS: เลือกได้ระหว่าง Windows 11 Pro 64-bit, Windows 11 Home 64-bit, Windows 10 Pro 64-bit, Windows 10 Home 64-bit, Ubuntu® Linux® 21.04 LTS 64-bit
Credit : Dell

ตอบโจทย์การบริหารจัดการมากขึ้นด้วย Intel vPro® platform

จุดที่น่าสนใจในส่วนของ CPU นั้นก็คือการเปิดให้เราเลือกใช้ 12th Gen Intel® Core™ processors รุ่นที่รองรับ Intel vPro® platform สำหรับใช้ในการบริหารจัดการผ่าน Software ระดับองค์กรได้เป็นอย่างดี ซึ่งก็ถือว่าสอดคล้องกับทิศทางของ Intel® ที่จะผลักดันด้านการบริหารจัดการ PC, Notebook ด้วย Intel vPro® platform ให้มีการใช้งานมากขึ้นในภาคธุรกิจองค์กร โดยทุกรุ่นที่มีให้เลือกนี้จะเป็นรุ่น 10 Cores / 12 Threads ทั้งหมด จุดต่างที่เหลือจึงมีแค่ประเด็นด้านความเร็ว และฟีเจอร์จาก Intel® เท่านั้นส่วนทางด้าน RAM, SSD, GPU ก็ถือว่ามาตรฐาน สามารถเลือกได้หลายออปชันอย่างที่ผ่านมา

รองรับ Wi-Fi 6E เพิ่ม LTE ได้

สำหรับ Wi-Fi รุ่นนี้ก็รองรับได้ถึง Wi-Fi 6E และ Bluetooth 5.2 เรียกได้ว่ารองรับมาตรฐานใหม่ล่าสุด ใช้งานได้อีกหลายปีสอดคล้องไปกับการลงทุนอัปเกรด Wi-Fi ในองค์กรอย่างแน่นอน และยังมีออปชัน LTE ให้เสริมสำหรับองค์กรที่ต้องการปรับการทำงานไปสู่ Hybrid Work อย่างเต็มตัว ให้คอมพิวเตอร์เชื่อมต่อ Internet ได้จากทุกที่ทุกเวลา

นอกจากนี้ ตัวเครื่องยังมาพร้อมกับความสามารถในการทำ Network Optimization หลายส่วน ทั้งการจัดลำดับความสำคัญ App ประชุมให้สูงขึ้นเพื่อให้การประชุมเป็นไปได้อย่างลื่นไหล การรองรับการเชื่อมต่อ LAN/WLAN พร้อมกันได้เพื่อให้เครือข่ายมีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นต้น

พร้อมประชุมงานด้วยกล้องและเสียงคุณภาพสูง

จุดที่ถือว่าทำมาได้ดีขึ้นกว่าในอดีตมากสำหรับ Dell Latitude 7330 รุ่นนี้ก็คือเรื่องของเสียงและกล้อง ที่ปรับมาให้ตอบโจทย์การประชุมงานเป็นหลักเลย ด้วยไมโครโฟนแบบ Noise Canceling 2 ชุด พร้อม AI ที่ช่วยตัดเสียงรบกวนได้เป็นอย่างดี และกล้องที่อัปเกรดได้ถึง 1080p พร้อมความสามารถ Human Presence Detection สำหรับนำมาใช้เป็นลูกเล่นใหม่ๆ ทางด้าน AI ภายในเครื่อง

พอร์ตครบ พร้อมใช้งาน

1. USB Type-C Thunderbolt™ 4.0 with Power Delivery & DisplayPort 1.4

2. USB 3.2 Gen 1 with PowerShare

3. HDMI 2.0

4. Wedge Shaped Lock slot

5. USB Type-C Thunderbolt™ 4.0 with Power Delivery & DisplayPort 1.4

6. Universal Audio Jack

7. Contacted Smart Card Reader (optional)

ตัวเครื่องรุ่นนี้ถือว่าให้พอร์ตมาไม่เยอะมากนัก แต่ก็เพียงพอต่อการใช้งานเบื้องต้นได้อย่างครบถ้วน รองรับการต่อ Dock เพิ่มเติมสำหรับเพิ่มพอร์ตและต่อจอได้อย่างสะดวก โดยสามารถเชื่อมต่อจอได้ทั้งทาง USB-C และ HDMI 2.0

ตอบโจทย์ความยั่งยืนด้วยวัสดุ Recycle

ถือเป็นอีกไฮไลท์ของ Dell Latitude 7330 เลยกับการนำวัสดุ Recycle มาใช้ในตัวเครื่องให้มากที่สุด ตั้งแต่ตัวหีบห่อบรรจุเครื่องที่เลือกใช้ 100% Recycled หรือ Renewable ให้สามารถนำกลับไปแปรรูปใช้ซ้ำได้, การใช้ 39% Bio-based Rubber ใต้เครื่อง, การใช้ 50% Recycled Plastic ใน Battery Frame, การใช้ 35% Recycled Plastic ที่บริเวณแป้นวางมือ และสำหรับรุ่น Carbon Fiber ก็มีการใช้ 18% Recycled Carbon Fiber ตรงฝาด้วย เรียกได้ว่าจับไปตรงไหนก็ใช้วัสดุ Recycle มาแทบทั้งนั้น

เช่นเคย ประกันที่มากับตัวเครื่องก็ยังคงเป็นแบบ 3 ปี Onsite ทั่วประเทศไทยตามสไตล์ของ Dell ที่ให้ความสำคัญเรื่องบริการหลังการขายเป็นอย่างดี

แกะกล่อง ทดลองใช้งานของจริง

ตัวกล่องของ Dell Latitude 7330 จะระบุว่าใช้วัสดุ Recycle ทั้งหมด ซึ่งในระหว่างที่เปิดออกมานั้นก็ไม่มีส่วนใดที่เป็นพลาสติกเลย จะเน้นการใช้กระดาษเป็นหลัก โดยภายในกล่องก็จะมีตัวเครื่องและสายชาร์จ พร้อมคู่มือพื้นฐานให้เราครับ

ตัวเครื่องถือว่าทำน้ำหนักมาได้ดีมากเพียงแค่ 1.13 กิโลกรัม ซึ่งถือว่าเป็นรุ่นที่มีน้ำหนักสูงที่สุดในบรรดา Option ทั้งหมดที่มีให้เลือกแล้วสำหรับเครื่องรุ่นนี้ ถือว่าเบามากๆ ยกมือเดียวได้สบายๆ ง่ายต่อการพกพาไปใช้นอกสถานที่ และด้วยตัวเครื่องที่มีขนาดเล็กสำหรับจอ 13 นิ้ว ก็ถือเป็นขนาดที่ดีมากๆ

ตัวบอดี้แบบ Carbon Fiber เองก็ให้สัมผัสดีที่ ลายตารางหลังเครื่องเองก็ทำให้รู้สึกว่าไม่จำเจกับ Dell Latitude ในรุ่นก่อนๆ อีกทั้งยังมีการเคลือบมาให้ผิวภายนอกเรียบเนียน ให้ความรู้สึกที่พรีเมี่ยม และยังมีการผสมวัสดุ Recycle เข้ามาทำให้มี Story ที่น่าสนใจ

Keyboard และ Track Pad ถือว่าวาง Layout มาได้กำลังดี ไม่เล็กจนเกินไป พิมพ์สนุกมือ แต่ Track Pad มีการเปลี่ยนไปจากรุ่นก่อนๆ ให้มีความลื่นมากขึ้นพอสมควร ดังนั้นใครที่ใช้ Dell Latitude มาจนชินมือก็อาจต้องปรับตัวเล็กน้อยครับในจุดนี้

ในส่วนของสายชาร์จเองก็ใช้สายขนาดที่เล็กลงและอ่อนลง ทำให้สามารถม้วนเก็บสายได้ง่ายขึ้น และใช้งานจริงได้ง่ายกว่าเดิมมาก โดยพอร์ตชาร์จจะเป็น USB-C เพื่อให้เครื่องมีขนาดบางเบา

สำหรับการเปิดเครื่องนั้นก็ไม่ถึงกับเปิดปุ๊บติดปั๊บ เพราะจะมีส่วนของ Dell ที่เช็คการทำงานของ Hardware ส่วนต่างๆ และความมั่นคงปลอดภัยก่อนเล็กน้อย แต่ก็ใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่วินาทีสำหรับการเปิดครั้งแรก หลังจากนั้นก็แทบไม่ต้องปิดเครื่องอีกเลย ซึ่งก็จะทำให้การเปิดหน้าจอปุ๊บตัวเครื่องก็แทบจะพร้อมใช้งานได้ทันที เป็นประสบการณ์การทำงานที่คล่องตัว

ตัวเครื่อง Dell Latitude 7330 ที่ได้มารีวิวในครั้งนี้จะมีสเป็คดังนี้

  • CPU: Intel vPro® with 12th Gen Intel® Core™ i5-1245U processor (12 MB cache, 10 cores, 12 threads, up to 4.40 GHz)
  • RAM: 16GB ((อัปเกรดได้สูงสุด 32GB)
  • SSD: 256GB (อัปเกรดได้สูงสุด 1TB)
  • GPU: Intel® Iris® Xᵉ graphics
  • Network: Wi-Fi 6
  • OS: Windows 11 Pro

การใช้งานโดยรวมถือว่ารวดเร็วว่องไวไม่ติดขัดอะไร การอัปเดตระบบปฎิบัติการตาม Patch ต่างๆ ก็ทำได้อย่างไม่มีปัญหา ส่วนการเปิดคลิป 4K นั้นก็สามารถทำได้อย่างลื่นไหล และกินทรัพยากรของ CPU, GPU น้อยกว่า Dell Latitude รุ่นก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด

ทางด้านงานประมวลผล 2D ด้วย CAD นั้นก็สามารถทำได้สบายๆ แบบแทบไม่เปลือง CPU เลยสำหรับงานเล็กๆ

ส่วนงาน 3D ที่ต้องมีการแสดงผลปรับเปลี่ยนมุมของวัตถุนั้นก็สามารถทำได้ดีกว่าเดิมมากทีเดียว โดยใน Dell Latitude รุ่นก่อนๆ นั้น GPU จะพุ่งถึง 100% เป็นช่วงๆ ทุกครั้งที่วัตถุจะมีการเปลี่ยนมุมมอง แต่ใน Dell Latitude 7330 เครื่องนี้ GPU จะพุ่งถึง 100% เป็นแค่ช่วงแรกๆ เท่านั้น แต่หลังจากนั้นจะค่อยๆ ใช้น้อยลงเรื่อยๆ ครับ

Dell Optimizerกับลูกเล่นใหม่ๆ มากมาย

Dell Optimizer คือเครื่องมือในการปรับแต่งการทำงานของเครื่องเบื้องต้นเพื่อให้ Dell Latitude สามารถส่งมอบประสบการณ์การใช้งานที่เหมาะสมกับความต้องการของผู้ใช้งานได้ โดย Dell ก็ได้พัฒนา Dell Optimizer ให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ในอดีต พร้อมมีการเสริม AI ใหม่ๆ เพื่อช่วยสร้างประสบการณ์ในการใช้งานที่ดี โดยการเปิดใช้งานความสามารถเหล่านี้จะแทบไม่กระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องเลย เพราะการใช้ Intel® Core™ i5-1245U processor และ Intel® Iris® Xᵉ graphics นั้นมีประสิทธิภาพที่สูงพอสำหรับการประมวลผลด้าน AI เหล่านี้ได้เป็นอย่างดี ใน Dell Optimizer รุ่นล่าสุดบน Dell Latitude 7330 นี้ จะมีลูกเล่นที่น่าสนใจ ดังนี้

สำหรับในหมวด Applications นั้นยังไม่เปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก โดยเราสามารถเลือกให้ AI ทำการเรียนรู้พฤติกรรมการใช้งาน Application ต่างๆ ของเราและทำ Performance Tuning ให้เราได้โดยอัตโนมัติ แต่ส่วนที่เพิ่มมาคือคำสั่ง Prioritize Foreground Applicationsที่เราเลือกได้ว่าถ้าเราเปิดใช้งาน App ไหนเป็นหน้าต่างบนสุด Dell จะทำการจองทรัพยากรให้กับ App นั้นๆ เป็นอันดับต้นๆ เพื่อให้ประสบการณ์การทำงานของเราดีที่สุดอยู่เสมอ ก็เหมาะกับคนที่เปิดใช้งานหลาย App แล้วสลับหน้าต่างไปมา แต่อาจจะไม่สลับบ่อยมากนักครับ

ถัดมาในส่วนของ Audio ก็ถือว่าน่าประทับใจมากๆ กับความสามารถในการลดเสียงรบกวนด้วย AI อย่าง Remove My Background Noise สำหรับตัดเสียงพื้นหลัง เช่น เสียงเพลง เสียงกระทบกันของวัตถุต่างๆ รอบตัว ทำให้สามารถประชุมงานในพื้นที่สาธารณะได้โดยเสียงเงียบเหมือนประชุมในห้องส่วนตัว และ Remove Others’ Background Noise สำหรับใช้ในกรณีที่ในห้องทำงานมีคนนั่งทำงานด้วยกันหลายคน ประชุมกันหลายคน ระบบก็จะตัดเสียงของคนอื่นรอบตัวออกไปให้ครับ ทำให้เสียงประชุมไม่ตีกันเอง ส่วน 3D Audio อันนี้ต้องสารภาพตรงๆ ว่าทีมรีวิวไม่ได้มีหูฟังที่ดีนักสำหรับใช้ทดสอบความสามารถนี้ จากที่ทดสอบดูเลยไม่รู้สึกต่างมาก แต่สำหรับ Audio Device Pop-Up ถือเป็นอีกความสามารถที่ประทับใจมากๆ เพราะที่ผ่านมาเวลาใช้ Dell Latitude แล้วมีการเสียบหูฟังเข้าไป ระบบจะมีหน้าต่างขึ้นมาให้เราเลือกทุกครั้งว่าอุปกรณ์นั้นเป็นอุปกรณ์ใด เพื่อให้ระบบสามารถปรับแต่งการทำงานให้เหมาะสมได้ แต่หลายๆ ครั้งบางทีการใช้งานของเราก็เป็นแค่การเสียบหูฟังธรรมดาจะได้ประชุมแบบเงียบๆ ได้เท่านั้น การมีหน้าต่างขึ้นมาให้ต้องเลือกทุกครั้งก็ถือว่ากวนใจอยู่ไม่น้อย คราวนี้ใน Dell Optimizer ก็เลยมีให้เราเลือกเปิดปิดหน้าต่างนั้นได้ ทำให้การใช้งานสะดวกขึ้นมากทีเดียวครับ

ในฝั่งของ Network ก็ถือว่ามีลูกเล่นที่น่าสนใจเช่นกัน อย่างเช่น Simultaneous Data Transfer ที่สามารถเชื่อมต่อ LAN และ WLAN และทำการ Upload/Download จากทั้งสองการเชื่อมต่อพร้อมๆ กันได้ ทำให้ประสิทธิภาพของเครือข่ายดีขึ้นอย่างชัดเจน ส่วน Conference Bandwidth Performance ก็จะทำการจอง Network Bandwidth เอาไว้สำหรับ App ประชุมโดยเฉพาะเพื่อให้ภาพและเสียงไม่กระตุก ใช้งานได้จริงในระดับหนึ่ง และสุดท้ายก็คือ Automatic Network Switching ที่เราสามารถเลือก List ของ Network ที่เราจะให้ Dell Latitude ทำการเชื่อมต่อเอาไว้ได้กลุ่มหนึ่ง ช่วยให้การจัดการด้านการเชื่อมต่อ Wi-Fi มีความชัดเจนมากกว่าการใช้งานเมนูปกติบน Windows ได้ดีขึ้นครับ

สำหรับเมนู Power นั้นก็จะเปิดให้เราทำการปรับพฤติกรรมการใช้พลังงานของ Dell Latitude ได้ด้วยตนเอง เช่น Adaptive Battery Performanceที่จะให้ AI ปรับการใช้พลังงานของเราให้สอดคล้องกับ App ที่เราใช้งานโดยอัตโนมัติ เพื่อยืดอายุการใช้ Battery ในแต่ละวันให้คงทนยาวนานยิ่งขึ้น Dynamic Charge Policyปรับพฤติกรรมการชาร์จไฟและใช้ไฟในกรณีที่เสียบสาย เพื่อถนอมอายุของ Battery ให้เสื่อมช้าลง Thermal Managementปรับระบบระบายอากาศในเครื่องให้เหมาะกับความต้องการของเรา เช่น ต้องการให้เครื่องทำงานเงียบๆ หรือให้เครื่องทำงานเต็มประสิทธิภาพ และสุดท้าย เราก็สามารถเลือกได้ว่าจะให้ระบบทำการชาร์จไฟหรือใช้ไฟในช่วงเวลากี่โมงบ้างของแต่ละวัน เพื่อให้ถึงแม้จะยังเสียบสายอยู่ ระบบก็จะผลัดไปใช้พลังงานจาก Battery บ้างจะได้สมดุล เป็นต้นครับ

ทางด้าน Presence Detection จะเป็นการปรับแต่ง AI ที่ใช้กับกล้องของเราให้เครื่องมีความชาญฉลาดมากขึ้นครับ อย่างเช่น Onlooker Detection ก็จะใช้กล้องวิเคราะห์ว่ากำลังมีคนแอบมองจอของเราจากข้างหลังหรือเปล่า และถ้าพบว่ามีคนแอบมองอยู่ จอก็จะปรับไปเป็นแบบนี้ครับ

ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้มีคนมาแอบมองจอแล้วเห็นข้อความหรือเนื้อหาที่อาจเป็นความลับทางธุรกิจนั่นเอง ซึ่งเราก็สามารถเลือกได้ว่าจะให้หน้าจอนี้แสดงขึ้นมาเองเลย หรือมีแจ้งเตือนก่อน และสามารถสั่ง Snooze ได้เผื่อกรณีที่เราให้เพื่อนร่วมงานมาดูจอทำงานด้วยกัน ก็ปิดการทำงานของฟังก์ชันนี้ชั่วคราวได้ตามระยะเวลาที่เราต้องการครับ

ส่วน Look Away Detectก็จะใช้กล้องตรวจว่าเราไม่ได้มองหน้าจออยู่หรือไม่ ถ้าเราไม่ได้มองหน้าจออยู่จริงๆ ระบบก็จะหรี่ความสว่างหน้าจอลง เพื่อช่วยประหยัดพลังงานให้ ในขณะที่ Walk Away Lockระบบจะตรวจว่าเราไม่ได้อยู่ที่หน้าเครื่องต่อเนื่องเป็นเวลาที่กำหนดหรือไม่ ถ้าใช่ ระบบจะทำการ Lock เครื่องให้อัตโนมัติเพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีบุคคลอื่นแอบมาใช้เครื่องของเรา รวมถึงเรายังเลือกได้ด้วยว่าจะเปิดใช้ความสามารถ Presence Detection นี้ในระหว่างที่เชื่อมต่อจอนอกสำหรับการนำเสนออยู่หรือไม่ เพราะบางครั้งในการนำเสนองาน เราก็อาจจะไปยืนอยู่ข้างจอนอกที่เชื่อมต่อแทนนั่นเอง

จะเห็นได้ว่าการนำ AI มาประยุกต์ใช้เสริมการทำงานนี้จะทำให้ตัวเครื่องมีลูกเล่นที่หลากหลายขึ้นเป็นอย่างมาก ซึ่งบางความสามารถก็อาจจะเหมาะกับงานบางประเภท และบางความสามารถก็อาจจะไม่เหมาะกับงานบางประเภท ดังนั้นใน Dell Optimizer จึงเปิดให้เราเลือกปรับแต่งการใช้งานแต่ละความสามารถได้ตามต้องการ ซึ่งผู้ใช้งาน Dell Latitude ทุกท่านก็ควรต้องทำการเรียนรู้เบื้องต้นและเลือกเปิดปิดความสามารถให้ตอบโจทย์กับการทำงานของแต่ละคนด้วยตนเองครับ

กล้อง 1080p ที่คมชัดมากยิ่งกว่าเดิม และใช้งานในที่แสงน้อยได้

อีกส่วนหนึ่งที่ดีขึ้นมากก็คือการใช้กล้อง 1080p สำหรับการประชุม โดยกล้องสามารถเปิดใช้งานในที่แสงน้อยได้ อย่างเช่นในภาพทดสอบนี้ทำการทดสอบในช่วงเวลากลางคืน โดยมีไฟเพียงแค่หลอดเดียวจากเพดาน ถ้าเป็นกล้องจากรุ่นเก่าๆ ภาพจะมืดกว่านี้มากครับ

นอกจากนี้หากมีการเปิดใช้งานไมโครโฟน เช่น ประชุมงาน หรือบันทึกเสียง ระบบก็จะมีหน้าต่างแจ้งเตือนด้วยว่าตอนนี้ AI สำหรับปรับแต่งเสียงกำลังทำงานอยู่ เผื่อบางกรณีเราอาจจะอยากไปปรับให้ AI มันเหมาะกับสภาพแวดล้อมที่เราใช้ได้นั่นเองครับ

สรุปข้อดีข้อเสีย

ข้อดี

  • บอดี้เครื่องให้สัมผัสที่ดีมากๆ เมื่อเทียบกับรุ่นที่เป็น Carbon Fiber ก่อนหน้า ให้ความรู้สึกที่พรีเมี่ยมยิ่งขึ้นไปอีก และยังใช้วัสดุ Recycle หลายส่วน ตอบโจทย์ด้านความยั่งยืนให้กับโลกได้
  •  สเป็คเครื่องที่ให้มาถือว่าเพียงพอต่อการใช้งานมากกว่าที่คิด โดยเฉพาะ Intel® Core™ i5-1245U processor และIntel® Iris® Xᵉ graphics ที่สามารถใช้ได้ทั้งการทำงานทั่วไป การเปิดคลิป 4K และการทำงานกับงานออกแบบ 2D, 3D เบื้องต้น ที่ CPU และ GPU ยังคงเหลือทรัพยากรสำหรับรองรับงานอื่นได้อยู่พอสมควร
  • Keyboard ยังคงพิมพ์สนุกและใช้งานง่ายมากๆ อาจมีจุดต่างจากรุ่นก่อนๆ บ้าง แต่โดยรวมคือแทบไม่ต้องปรับตัวเลยในการใช้งาน
  • กล้องที่มีความคมชัดมากถึง 1080p และทำงานได้ในสภาวะที่แสงน้อย ใช้งานได้ดีทั้งในการประชุมงานและการอัดคลิปแบบง่ายๆ
  • Dell Optimizer มีลูกเล่นใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงานหลายส่วนมาก เช่น การจัดการกรณีที่มีคนมาแอบมองหน้าจอ, การจัดการ AI ตัดเสียงรบกวน, การจัดการพฤติกรรมของระบบเมื่อมีการเสียบหูฟัง, การจัดการด้านการเชื่อมต่อ Wi-Fi เฉพาะวง SSID ที่ต้องการได้อย่างเป็นระบบและการจัดลำดับความสำคัญในการรับส่งข้อมูลสำหรับ App ต่างๆ ซึ่งช่วยให้ประสบการณ์การใช้งานดีขึ้นจริง แต่อาจต้องลองใช้งานให้เข้าใจการทำงานในส่วนนี้ด้วย

ข้อเสีย

  • มีการเปิดเครื่องอัตโนมัติแทบทุกครั้งที่มีการเปิดฝาเครื่องและการเดินผ่านหน้าเครื่อง ต้องปรับตัวเล็กน้อยให้ชินในการใช้งาน
  • Trackpad ลื่นกว่ารุ่นก่อนหน้ามากๆ ในหลายๆ ครั้งก็ช่วยให้สะดวกและทำงานได้เร็วขึ้น แต่หลายครั้งก็เร็วเกินไปจนทำให้เกิดอาการคลิกพลาดได้บ้าง ต้องปรับตัวในการใช้งานให้ชินพอสมควร แต่โดยรวมก็เป็นสัมผัสที่ดี
  • Port ที่ให้มาน้อย และไม่มีช่อง LAN แลกกับการที่ได้เครื่องบางเบามาใช้งาน
  • ตัวเครื่องร้อนบ้างเมื่อใช้งานหนักๆ บริเวณใต้เครื่องส่วนมุมซ้ายบน ถ้าวางบนตักอาจจะไม่ไหว แต่ถ้าใช้งานทั่วไปไม่มีปัญหาเลย และเครื่องก็ทำงานได้เงียบมาก

ผู้ที่สนใจสามารถตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.dell.com/en-th/work/shop/laptops-2-in-1-pcs/latitude-7330-laptop-or-2-in-1/spd/latitude-13-7330-2-in-1-laptop   

สนใจ Dell Latitudeติดต่อทีมงานDell ได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจใช้งาน Dell Latitude หรือโซลูชันอื่นๆ จาก Dell สามารถติดต่อทีมงาน Dell Technologies ประจำประเทศไทยได้ที่ E-mail: DellTechnologies@kkudos.com โทร 090-949-0823 (คุณวศิน)

from:https://www.techtalkthai.com/review-dell-latitude-7330-notebook-x-intel-vpro-platform/

Cisco ประกาศเสริมฟีเจอร์ Webex พร้อมเปิดตัวอุปกรณ์ Cisco Room Kit EQ

Cisco ประกาศเสริมฟีเจอร์ Webex จำนวนมาก พร้อมเปิดตัวอุปกรณ์ Cisco Room Kit EQ สำหรับห้องประชุมขนาดใหญ่

Credit: Cisco

ในงาน WebexOne 2022 ที่กำลังจัดขึ้น Cisco ได้ประกาศเสริมฟีเจอร์บน Webex Suite เพื่อให้การใช้งานมีความสะดวกสบายมากขึ้น พร้อมกับเพิ่มความสามารถทางด้านการบริหารจัดการและปกป้องเนื้อหาของการประชุมให้มีความปลอดภัย เพื่อตอบโจทย์การใช้งานภายในองค์กร โดยจุดเด่นที่เพิ่มเข้ามามีดังนี้

  • เพิ่ม Whiteboard App โดยสามารถเปิดใช้งานระหว่างการประชุมและอยู่นอกการประชุมได้ รวมถึงสามารถแชร์ให้ผู้อื่นภายในทีมมาใช้งานร่วมกันได้ มีระบบ Slido polls และสามารถบันทึก Whiteboard ลงใน Webex space ได้
  • เพิ่ม Asynchronous Video ด้วยการใช้งาน Vidcast เพื่อใช้สำหรับการรับชมการประชุมแบบย้อนหลัง มีฟีเจอร์ในการตัดต่อวิดีโอการประชุมด้วย AI เพื่อช่วยลดระยะเวลาในการแก้ไข
  • จับมือกับ Apple ทำให้ผู้ใช้งาน iPhone และ iPad สามารถแชร์เนื้อหาการประชุมพร้อมกับการใช้งานกล้องหน้าหรือกล้องหลังของอุปกรณ์ได้แล้ว
  • เพิ่ม Calling Integration ร่วมกับ Microsoft Teams ลงใน Webex Calling ทำให้เวลาใช้งานไม่จำเป็นต้องสลับไปมาระหว่างแอพพลิเคชัน
  • เพิ่ม Attendee Lobby สำหรับ Virtual Event ทำให้ผู้เข้าร่วมงานสามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆก่อนที่จะรับชม Event ได้ เช่น ข้อความต้อนรับ, นาฬิกานับถอยหลัง, รายละเอียด Agenda และรายละเอียดผู้สนับสนุน นอกจากนี้ยังเพิ่มการรองรับ Network Device Interface (NDI) เพื่อรองรับการ broadcast ได้ง่ายยิ่งขึ้น
  • เพิ่มระบบ Audio Watermarking ด้วยการใส่เสียงพิเศษที่มนุษย์ไม่สามารถรับรู้ได้เข้าไประหว่างการประชุม ช่วยให้องค์กรสามารถติดตามต้นทางของบันทึกเสียงการประชุมที่อาจถูกบันทึกออกไปได้ว่ามาจากใคร ช่วยให้สามารถปกป้องข้อมูลสำคัญได้มากขึ้น
  • เชื่อมต่อ Webex Control Hub กับ Cisco Spaces ช่วยแสดงรายละเอียดของสถานที่หรือห้องประชุมต่างๆในออฟฟิศ
  • เพิ่ม Control Hub as a Coach ช่วยแนะนำผู้ดูแลระบบในการตั้งค่าการใช้งาน Webex ให้เหมาะสม เพื่อตอบโจทย์ Hybrid Workplace

Cisco ยังมีการเปิดตัว Cisco Room Kit EQ อุปกรณ์สำหรับใช้งานในห้องประชุมขนาดใหญ่อีกด้วย มีการใช้งานเทคโนโลยี Cisco Codec EQ และ AI เข้ามาช่วยในการประมวลผลระหว่างการประชุม และยังมีการร่วมมือกับ Microsoft เพื่อให้สามารถใช้ Cisco Collaboration Devices กับ Microsoft Teams ได้

Cisco Room Kit EQ
Credit: Cisco

 

ที่มา: https://newsroom.cisco.com/c/r/newsroom/en/us/a/y2022/m10/webex-by-cisco-advances-hybrid-work-with-breakthrough-innovations-partnerships.html

from:https://www.techtalkthai.com/cisco-adds-more-features-on-webex-and-launches-new-cisco-room-kit-eq/