คลังเก็บป้ายกำกับ: DIGITAL_TRANSFORMATION

“NT ต่อยอดความสำเร็จ” ดันไทยสู่ดิจิทัลฮับใหญ่สุดในอาเซียน รุกตลาดคลาวด์ครบวงจรตอบโจทย์องค์กรรัฐ-เอกชน เดินหน้าสู่ยุค Digital Transformation [Guest Post]

บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จํากัด (มหาชน) หรือ NT ผู้นำด้านบริการคลาวด์ครบวงจรรายใหญ่ของประเทศไทย หนุนลูกค้าภาครัฐและเอกชนเดินหน้าสู่ยุค Digital Transformation ก้าวสู่องค์กรแห่งอนาคตด้วย Hybrid Cloud ยกระดับศักยภาพการแข่งขันให้กับธุรกิจไทย ชูจุดแข็งด้านดาต้าเซ็นเตอร์และผนึกพันธมิตรระดับโลกการันตีด้วยรางวัลพันธมิตรมาแรงแห่งปีจาก AWS เจ้าแรกในภูมิภาคอาเซียน พร้อมจัดตั้ง AWS Outpost Service ในไทย หวังเป็นดิจิทัลฮับครบวงจรใหญ่สุดในภูมิภาคอาเซียน ตั้งเป้าขยายธุรกิจเติบโต 3 พันลบ.ภายใน 3 ปี 

Digital Transformation เข้ามามีบทบาทอย่างมากในภาคธุรกิจ องค์กรหลายแห่งมีการนำทรัพยากรด้านไอทีมารวมกับธุรกิจอย่างเป็นระบบ   องค์กรที่จะได้เปรียบและสามารถพลิกโฉมธุรกิจแบบเดิมๆ ให้เท่าทันกับความเปลี่ยนแปลงเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่โลกดิจิทัลนี้ จำเป็นต้องปรับตัวนำเทคโนโลยีมาปรับใช้เพื่อสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจซึ่งจะส่งผลต่อการสร้างประสบการณ์ให้ลูกค้าอย่างมีนัยสำคัญ นั่นหมายความว่าธุรกิจหรือแบรนด์ต้องคอยติดตามเทรนด์ Digital Transformation และการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลอยู่ตลอดเวลานั่นเอง

ดร.ยุทธศาสตร์  นิธิไพจิตร ผู้จัดการฝ่ายธุรกิจคลาวด์และบิ๊กดาต้า บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ผู้นำด้านบริการคลาวด์ครบวงจรรายใหญ่ของประเทศไทย กล่าวถึงความพร้อมของบริษัทฯ ในการรองรับเทรนด์ขององค์กรที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลด้วยไฮบริดคลาวด์  ในการบรรยายหัวข้อ DIGITAL TRANSFORMATION WITH HYBRID CLOUD” ในงาน “Telecom World ASIA 2022” ที่ผ่านมา  โดยปัจจุบันบริการ NT CLOUD มีบริการ 2 รูปแบบ คือ Private Cloud สำหรับองค์กรที่ต้องการความปลอดภัยสูง และ Public Cloud ที่เหมาะกับกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่   การให้บริการของ NT CLOUD เน้นกลุ่มลูกค้าระดับองค์กรเป็นหลักครอบคลุมทั้งหน่วยงานภาครัฐและองค์กรเอกชน โดยมีความแตกต่างในการให้บริการคือภาครัฐจะเน้นเรื่องความมั่นคงปลอดภัย  ต้องการพื้นที่เก็บข้อมูลที่มีความปลอดภัยสูงซึ่งบริษัทฯจะให้บริการในลักษณะ Private Cloud ให้กับภาครัฐ รวมถึงเอกชนที่เป็นองค์กรขนาดใหญ่ที่สามารถเลือกใช้ Private Cloud เช่นกัน  ขณะที่เอกชนกลุ่ม SMEs ที่อาจมีข้อจำกัดเรื่องราคา บริษัทฯจะเน้นการให้บริการด้วยระบบ Public Cloud ที่มีประสิทธิภาพสูง  พร้อมกับบริษัทฯ ยังให้บริการสำรองข้อมูลให้กับดาต้าเซ็นเตอร์ของลูกค้าหรือเป็น DR-site as a Service อีกด้วย

นอกจากนี้ การประกาศใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 (PDPA) ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องปรับปรุงระบบการดำเนินงานเพื่อปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าวโดยเคร่งครัด อีกทั้งภาครัฐยังต้องใช้การเก็บข้อมูลในประเทศ  เพื่อตอบโจทย์ดังกล่าว  NT ได้ร่วมมือกับ บริษัท อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส (AWS)  ติดตั้ง AWS Outpost ที่ประเทศไทย  ซึ่งสามารถให้บริการ NT CLOUD :  Amazon Web Services (AWS) ด้วยไฮบริดคลาวด์เต็มรูปแบบ ตอบสนองลูกค้าที่เป็นหน่วยงานในประเทศด้วยการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลภายในประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพสอดคล้องกับนโยบายข้อมูลภาครัฐ    

“NT มีลูกค้าภาครัฐจากโครงการขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพสูง เช่น ระบบคลาวด์กลางภาครัฐ (Government Data Center And Cloud Services) หรือ “GDCC” ที่บริษัทร่วมงานกับ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดย สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) เพื่อสนับสนุนการพัฒนาประสิทธิภาพบริการดิจิทัลภาครัฐเพื่อประชาชน จึงเชื่อว่ามีศักยภาพดำเนินการขยายธุรกิจระบบคลาวด์ที่ประสบความสำเร็จได้ในระยะยาว  ขณะเดียวกันทุกหน่วยงานรัฐยังเร่งพัฒนาระบบไอทีสู่เป้าหมายรัฐบาลดิจิทัลซึ่งสะท้อนปริมาณความต้องการคลาวด์ที่มีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้ NT ได้รับรางวัล AWS Partner of the Year 2021 พันธมิตรมาแรงแห่งปีของ AWS สาขา New Market Public Sector คู่ค้าตลาดใหม่ภาครัฐของ AWS ในภูมิภาคอาเซียนอีกด้วย”

ทั้งนี้ NT CLOUD มีจุดเด่นและความแตกต่างที่ทำให้ได้รับรางวัล AWS Partner of the Year 2021  เจ้าแรกในอาเซียน นั่นคือบริการ NT  Data Center ที่มีระบบรักษาความปลอดภัยระดับมาตรฐานสากลซึ่งเป็นหนึ่งในบริการที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในขณะนี้  และอีกจุดเด่นสำคัญคือการเฝ้าระวังความปลอดภัยทางไซเบอร์ด้วย “NT cyfence” ผู้ให้บริการด้านการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ ที่ใช้ระบบรักษาความปลอดภัยขั้นสูงตามมาตรฐานสากล ผ่านศูนย์เฝ้าระวังความปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity Operation Center) ที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อปกป้องข้อมูลของลูกค้าและช่วยตรวจสอบการโจมตีทางไซเบอร์ได้อย่างปลอดภัย พร้อมให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญโดยตรง

ดร.ยุทธศาสตร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “NT ให้บริการ AWS outpost  ซึ่งเป็นไฮบริดคลาวด์ที่สามารถเก็บข้อมูลได้อย่างละเอียด ครบถ้วน ลูกค้าสามารถเข้าถึงข้อมูลหรือบริการผ่านอินเทอร์เน็ตได้ทุกที่ทุกเวลา และมีโซลูชันให้เลือกมากมายตามความเหมาะสมของธุรกิจ ผลิตภัณฑ์และบริการของลูกค้า ช่วยสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน ภายใต้การควบคุมดูแลและดำเนินการอย่างเต็มรูปแบบโดย NT และ AWS  ด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่ออกแบบโดย AWS เช่นเดียวกับในศูนย์ข้อมูล AWS ที่ใช้ระบบการและเครื่องมือเดียวกันกับ AWS ในระดับภูมิภาค 

ประกอบกับแนวโน้มการเติบโตของตลาดคลาวด์ในระดับโลก ตั้งแต่ปี  2019-2022 มีอัตราการเติบโต 14.5 % ส่วนตลาดคลาวด์ในประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2017-2023 จะมีอัตราการเติบโตโดยเฉลี่ยถึง 29.7% จากแนวโน้มการเติบโตดังกล่าวทำให้ผู้ให้บริการคลาวด์ระดับโลกเล็งเห็นศักยภาพตลาดคลาวด์ในประเทศไทย และเชื่อมั่นว่าอีก 3 ปีข้างหน้าจะมีผู้ให้บริการคลาวด์ระดับโลกมาให้บริการในประเทศไทยมากยิ่งขึ้น” 

สำหรับแผนในอนาคต บริษัทฯ มุ่งขยายฐานธุรกิจรองรับความต้องการของภาครัฐที่เติบโตขึ้นทุกปีโดยตั้งเป้าที่จะขยายธุรกิจให้เติบโต 3,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 3-5 ปี จากปัจจุบันอยู่ที่ 1,500 ล้านบาท โดยเน้นร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ที่เป็นผู้ให้บริการต่างประเทศในการขยายเซอร์วิสด้านคลาวด์  นอกจากนี้ ในส่วนของระบบการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลให้กับลูกค้า บริษัทฯได้ร่วมมือกับ Vendor Security ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ให้บริการด้านความปลอดภัยในการทำ Security Solution รวมถึงมีศูนย์ Security Operation Center ช่วยดูแลเรื่องระบบความปลอดภัยของข้อมูลให้กับลูกค้า

ดร.ยุทธศาสตร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การเก็บข้อมูลและการใช้ประโยชน์จากข้อมูลจากระบบคลาวด์ จะกลายเป็นเรื่องสำคัญในอนาคตอันใกล้ โดยขณะนี้บริษัทฯ มีเทคโนโลยีสำคัญที่กำลังพัฒนาอยู่ เพื่อเป็นส่วนช่วยตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ารวมถึงเพื่อการผลักดันให้ประเทศไทยเป็น Digital Hub แหล่งที่ 2 ของอาเซียน ทั้งนี้ มองว่าในอนาคตบริการ NT Data Center มีแนวโน้มเติบโตอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีผู้ให้บริการต่างชาติเพิ่มเข้ามา ซึ่งขณะนี้ทั้ง GOOGLE กับ AWS มีการประกาศออกมาอย่างเป็นทางการแล้วว่าจะจัดตั้ง Region ใหม่ในประเทศไทย  โดย NT มีความพร้อมที่จะรองรับในประเด็นดังกล่าว โดยการร่วมมือกับกลุ่มพาร์ทเนอร์เพื่อขยายการให้บริการต่อไป

from:https://www.techtalkthai.com/national-telecom-pushing-thailand-to-become-the-largest-digital-hub/

รู้ไว้ไม่ตกเทรนด์! 3 แนวทางทำ Digital Transformation ติดสปีดการพัฒนาศักยภาพให้องค์กรของคุณ

Digital Transformation(DX) ครอบคลุมถึงกลยุทธ์การเปลี่ยนแปลงให้องค์กรก้าวทันเทคโนโลยีดิจิทัลสมัยใหม่ ประกอบด้วย คน กระบวนการทำงาน และเทคโนโลยี อย่างไรก็ดีแม้จะมีเทคโนโลยีล้ำมากแค่ไหน แต่หากระบบการทำงานยังเป็นแบบเดิม แอปพลิเคชันและโครงสร้างพื้นฐานยังเป็นแบบเก่า องค์กรก็ไม่สามารถนำประโยชน์จากเทคโนโลยีของโลกอย่าง Cloud, AI, Blockchain หรืออื่นๆ เข้ามาสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ ไม่เพียงแค่นั้นองค์กรยังต้องดำเนินการเชิงกลยุทธ์เพื่อเปิดใจให้พนักงานเปิดรับกับเรื่องใหม่ด้วยเช่นกัน

การทำ DX ไม่ใช่แค่ทำให้องค์กรมีก้าวทันไปกับเทคโนโลยีสมัยใหม่เท่านั้น แต่สำคัญขนาดที่ว่าหากองค์กรใดไม่สามารถก้าวไปสู่เรื่องนี้ใด้ องค์กรนั้นจะค่อยๆ สูญเสียความได้เปรียบในการแข่งขันในที่สุด อย่างไรก็ดี DX เป็นเพียงแค่การวางแผนในภาพกว้าง ท้ายที่สุดผู้บริหารขององค์กรต้องเป็นผู้ตัดสินใจว่าท่านเหมาะสมกับเทคโนโลยีอะไร และจะก้าวไปอย่างไร ซึ่งเพียง 2-3 ปีที่ผ่านมา การมาถึงของโรคระบาดได้กระตุ้นองค์กรให้ความสำคัญกับนโยบายนี้มากขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

สำหรับท่านใดที่ยังไม่ทราบว่าแนวทางใดในภาพของ DX ที่ท่านควรมองหา ในบทความนี้เราขอพาทุกท่านไปรู้จักกับ 3 เทรนด์ที่องค์กรมองหาเมื่อพูดถึง Digital Transformation ในทุกวันนี้ครับ

1.) Microservices

Microservices เป็นสถาปัตยกรรมในการพัฒนาซอฟต์แวร์โดยออกแบบแบ่งส่วนเป็นบริการย่อยเพื่อทำงานตอบโจทย์ฟังก์ชันทางธุรกิจ โดยบริการสามารถคุยกันได้ผ่าน API หรือ AMQP ซึ่งการออกแบบเช่นนี้มีคุณประโยชน์มหาศาลต่อวงการพัฒนาซอฟต์แวร์ต่างจาก Monolithic ที่ผนึกทุกอย่างเป็นก้อนเดียวกัน หากพูดถึงประโยชน์หลักของ Microservices สามารถอธิบายได้ดังนี้

  1. Agility – การที่สามารถแบ่งบริการเป็นส่วนย่อยได้ทำให้องค์กรจัดสรรหน้าที่ของผู้รับผิดชอบได้รวดเร็วมากขึ้น เมื่อแต่ละคนดูแลเฉพาะหน้าที่ของตนได้ การทำงานก็ว่องไวและมีประสิทธิภาพสูง
  2. Flexible Scaling – จากการที่บริการมีหน้าที่แยกกันชัดเจนหลายส่วน ทำให้ผู้ดูแลสามารถขยายระบบในเชิงของปริมาณเพื่อรับโหลดที่เพิ่มขึ้นในบริการนั้น ๆ ได้อย่างทันท่วงที
  3. Easy Deployment – การนำส่งซอฟต์แวร์ (Continuous Delivery) กลายเป็นเรื่องง่าย ยิ่งเมื่อเทียบกับ Monolithic เพราะ Microservices ทำให้องค์กรสามารถทดสอบฟังก์ชันใหม่ได้อย่างสะดวก โดยไม่กระทบบริการอื่น 
  4. Technology Freedom – ความอิสระของบริการยังนำไปสู่การพิจารณาเลือกเทคโนโลยี ภาษาที่ใช้ในการพัฒนา Framework และไลบรารีที่ต่างกันออกไปได้ ด้วยเหตุนี้เององค์กรที่ออกแบบแอปพลิเคชันในแนวทางของ Microservices จะมีโอกาสรับความโดดเด่นของแต่ละเครื่องมือหรือภาษาได้อย่างแท้จริง
  5. Reusable Code – แนวคิดแบบโมดูลเพื่อทำฟังก์ชันเฉพาะหน้าที่ ทำให้ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์สามารถนำบริการต้นแบบนี้ไปใช้เป็นพื้นฐานของหน้าที่อื่นได้โดยไม่ต้องลงแรงเขียนใหม่ ด้วยเหตุนี้จึงประหยัดเวลาลงไปได้เช่นกันหากมีการวางแผนมาเป็นอย่างดี
  6. Resilience – อีกหนึ่งจุดเด่นของ Microservices ที่เหนือกว่า Monolithic อย่างเห็นได้ชัดคือไร้จุดอ่อนที่ทำให้ทั้งแอปล่ม กล่าวคือหากมีบริการเสียบางส่วน ทั้งแอปก็ยังคงใช้ได้แต่อาจทำเพียงแค่ฟังก์ชันนั้นไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น แอปธนาคารที่ท่านอาจไม่สามารถซื้อกองทุนได้แต่ยังโอนเงินได้ตามปกติเพราะไส้ในของแอปเหล่านี้คือการทำงานแบบ Microservices นั่นเอง

แต่เมื่อพูดถึงการทำ Microservices ในเชิงการปฏิบัติการจริงนั้น ศัพท์ที่ได้ยินประการแรกมักจะมีเรื่องของ Container เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอเนื่องจากเป็นท่าปกติที่องค์กรมักเลือกใช้เพื่อ implement ระบบ Microservices เพราะตอบโจทย์ภาพของ isolation ชัดเจน รวมทุกอย่างไว้ภายใน ตลอดจนมีส่วน Orchrestration ที่ช่วยควบคุมการทำ Scale-out และ Availability

อีกประการคือ DevOps ที่ว่าด้วยเรื่องของวัฒนธรรมของนักพัฒนาและผู้ดูแลที่คาบเกี่ยวกันอย่างแยกไม่ออก รวมไปถึงแนวคิดการพัฒนาและนำส่งซอฟต์แวร์ที่เรียกว่า CI/CD สำหรับการพัฒนาซอฟต์แวร์ในลักษณะของ Microservices ที่ซับซ้อนและมีเครื่องมือเกี่ยวพันมากมายภาย ซึ่งเมื่อผสานรวมกันจึงนำไปสู่ความท้าทายเหล่านี้

  1. CI/CD Pipeline Management – Microservices ได้เพิ่มจำนวนขององค์ประกอบที่ทีมต้องจัดการเพิ่มขึ้นมากเทียบกับ Monolithic เช่น เดิมท่านอาจมีแค่ 5-6 pipeline ในองค์กร แต่เมื่อแตกย่อยแอปพลิเคชันออกเป็นหลายส่วนจำนวน pipeline อาจจะพุ่งสูงขึ้นถึงหลักร้อยได้
  2. Managing Microservices – อย่างที่ทราบแล้วว่าจำนวนของบริการกลายเป็นความซับซ้อนใหม่ ยิ่งในองค์กรใหญ่ที่มีแอปพลิเคชันนับร้อยการดูแลต้องเป็นที่เรื่องที่ถูกวางแผนมาเป็นอย่างดี เช่น จะขยายฟังก์ชันไหนเพื่อเพิ่มความสามารถและจำนวนเท่าไหร่ถึงเพียงพอกับสถานการณ์ เป็นต้น
  3. Monitoring – แต่ละบริการมีการสื่อสารกันผ่าน API แล้วท่านจะทราบได้อย่างไรว่าแต่ละ Request จากผู้ใช้ผ่านไปยังส่วนใดของบริการบ้าง? นี่คือหัวใจสำคัญในการแก้ปัญหาให้กับแอปพลิเคชัน หากไม่ทราบเรื่องเหล่านี้ได้การแก้ปัญหาก็จะล่าช้า

Microservices มีประโยชน์มากมายต่อการปรับตัวสู่โลก Cloud native โดยจะเห็นได้ว่ามีทั้งความยืดหยุ่นในเชิงของปริมาณและความสามารถ ทำให้ท่านนำส่งฟีเจอร์ใหม่ต่อผู้ใช้ได้รวดเร็ว และทนทานต่อการสูญเสีย อีกด้านหนึ่ง Microservices ก็แฝงมาด้วยความท้าทายที่องค์กรต้องก้าวเข้ามาหรือควรมีที่ปรึกษาประสบการณ์สูงเพื่อรับมือกับความท้าทายเหล่านั้น 

โดย Stream เองถือเป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ให้บริการธุรกิจมาแล้วหลายแห่งเพื่อช่วยลูกค้าออกแบบระบบ Microservices มาแก้ปัญหาทางธุรกิจ ซึ่งทีมงาน Stream สามารถให้บริการได้ตั้งแต่การเก็บ Requirement ออกแบบและพัฒนาโซลูชัน พร้อมดูแลภายหลังการติดตั้ง ครอบคลุมถึงการพัฒนาแอปพลิชันบน Web และ Mobile ผ่านระบบคลาวด์หรือตามที่ลูกค้าต้องการ 

ในกระบวนการทำงานทีมงานจะทำการออกแบบระบบในแนวทางของ Microservices และอาศัยคอนเซปต์แนวคิดของ DevSecOps เข้ามาเพื่อให้การทำงานคล่องตัว อัตโนมัติ และที่สำคัญคือมั่นคงปลอดภัยในทุกขึ้นตอน อย่างไรก็ดีทีมงาน Stream ได้นำเทคโนโลยี Low-code มาใช้ร่วมกับซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส ซึ่งหลอมรวมกันเพื่อสร้างแอปพลิเคชันให้ลูกค้าทั้ง Web และ Mobile

นอกจากนี้ Stream ยังมีทีมงานที่สามารถให้บริการในเทคโนโลยี BlockChain ได้ ซึ่งคือเทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลแบบแชร์ โดยรับประกันว่าข้อมูลจะไม่ถูกเปลี่ยนแปลง (Immutable) หรือแก้ไขได้ เพราะทุกคนในเครือข่ายจะถือข้อมูลที่ตรงกันการแก้ไขหรือเพิ่มข้อมูลจะกระทบต่อทุกคนให้ต้องยอมรับร่วมกันเสียก่อน โดยคุณสมบัติเหล่านี้ทำให้มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีนี้ในอีกหลายด้านเช่น การพิสูจน์ตัวตนในวงการธุรกิจการให้บริการทางการเงิน (eKYC) ที่ทำให้การทำธุรกรรมมีความโปร่งใสมากขึ้น

ท่านใดสนใจบริการของ Stream สามารถติดต่อทีมงานได้ตามที่อยู่ด้านล่าง

2.) Relational Database Platform

ปัจจุบันองค์กรทั่วโลกให้การยอมรับและตื่นตัวกับการแสวงหาโอเพ่นซอร์สเข้ามาใช้งานในองค์กรแทบทุกอย่าง โดยหากพูดถึงประโยชน์นั้น ปัจจัยแรกคือ การลดต้นทุนเนื่องจากโอเพ่นซอร์สเป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและนำมาใช้ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งหากเทียบกับซอฟต์แวร์ที่ผลิตออกมาเพื่อการค้าในองค์กรที่มักมีมูลค่าหลายล้านหรือหลายสิบล้านก็ถือว่าเป็นการลงทุนที่น่าสนใจ

ปัจจัยที่สอง โอเพ่นซอร์สเป็นเรื่องที่เปิดกว้างเพราะเผยโค้ดให้เห็นถึงการทำงาน ทำให้ทุกคนสามารถแชร์ความรู้และสร้างการเปลี่ยนแปลงใหม่ได้ กล่าวคือไอเดียจากคนจำนวนมากย่อมดีกว่าซอฟต์แวร์ทางการค้าที่สร้างโดยบุคคลไม่กี่คน ซึ่งนอกจากเรื่องฟีเจอร์แล้วความเปิดกว้างนี้ยังส่งผลไปถึงเรื่อง Security ที่เปิดให้ทุกคนรีวิวได้อย่างโปร่งใส ลดโอกาสเกิดช่องโหว่

ปัจจัยสุดท้าย โอเพ่นซอร์สถือเป็นเทรนด์ที่สามารถดึงดูดคนเก่งๆ ได้ และริเริ่มทดลองได้ง่ายด้วย ยิ่งในองค์กรขนาดเล็กอาจจะใช้เพียงแค่เวอร์ชัน Community ซึ่งในหลายซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สก็มักมีการต่อยอดเพื่อการค้า เช่น ปรับแต่งให้มีความสามารถระดับสูงที่เหมาะกับองค์กรเป็นต้น

ฐานข้อมูลถือเป็นหัวใจสำคัญขององค์กรมาแต่ไหนแต่ไร ในปัจจุบันก็มีกระแสที่องค์กรได้เล็งเห็นความสามารถว่าโอเพ่นซอร์สก็ทำงานได้ดีไม่แพ้ซอฟต์แวร์เพื่อการค้า อีกทั้งยังยืดหยุ่นเปิดกว้างมากกว่า หากพูดถึง PostgreSQL หรือ Postgres ก็คือ RDBMS โอเพ่นซอร์สที่น่าจะคุ้นหูใครหลายคน และเป็นตัวเลือกลำดับต้นๆ ที่น่าสนใจในยุคนี้เลยก็ว่าได้ โดยมีความสามารถโดดเด่นดังนี้

  1. Multiversion concurrency control (MVCC) ทำให้แต่ละ Transaction ไม่มีผลต่อกันจัดการเรื่อง Read Lock และการันตีคุณสมบัติ ACID โดยนำเสนอการแบ่งแยกระดับ Transaction เป็นสามระดับคือ Read Commit, Repeatable Read และ Serializable
  2. รองรับการทำ replica โหนดแบบ asynchronous ทำให้สามารถทำ query โหนดแบบ Read-only รวมถึงยังมีความสามารถ Replication แบบ Synchronous ที่การันตีการเขียนข้อมูลของแต่ละ Transaction
  3. รองรับข้อมูลได้หลากหลายชนิด เช่น Binary, JSON, Date/Time, Enum, Array, IPv4/IPv6 เป็นต้น ดังนั้นหากเจอกับข้อมูลหลากชนิด PostgreSQL ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมขององค์กร
  4. รองรับคำสั่งทำ Inheritance ตัวอย่างเช่น INHERITS (table_name) ซึ่งบ่อยครั้งที่ผู้ปฏิบัติงานอาจต้องการสร้าง Table ใหม่ที่มีโครงสร้างเดิมเพียงแค่มี Column เข้ามา ซึ่งเป็นเรื่องง่ายใน PostgreSQL นอกจากนี้ Statement ยังดูสะอาดตาไม่ซับซ้อนอีกด้วย
  5. โดยปกติแล้วคอลัมน์ของ Relational Model ควรเป็น Atomic แต่ในมุมของ PostgreSQL ไม่ได้มีข้อกำหนดและทำให้คอลัมน์มีข้อมูลย่อยที่เข้าถึงได้จากการ Query ยกตัวอย่างเช่น สามารถสร้างตัวแปร array ได้และเรียกดูข้อมูลเข้าไปถึง array ภายในได้เช่น ‘Select * from Table_name where Table_name.Column[index of array]’
  6. ความสามารถในการค้นหา ‘Full-text Search‘ ก็น่าสนใจไม่น้อยเพราะปกติการใช้ ‘Like’ ให้ค้นหาได้อย่างแม่นยำอาจต้องเพิ่ม Regex Expression เข้ามาร่วมด้วยแต่ความเก่งของ PostgreSQL คือสามารถค้นหาได้โดยไม่ต้องทำเช่นนั้น เช่น การค้นหา work ในชุดข้อมูลที่มีหลายรูปแบบของ “Working, works, worked และอื่นๆ”

และจากความโดดเด่นเหล่านี้เอง PostgreSQL จึงดึงดูดให้องค์กรจำนวนมากสนใจใช้งาน แต่ในการทำงานขององค์กรอาจจะยังไม่เพียงพอนัก ด้วยเหตุนี้เองจึงมีบริษัทที่ชื่อว่า EnterpriseDB (EDB) ได้ต่อยอดให้ PostgreSQL มีฟีเจอร์สำหรับการทำงานระดับสูง เช่น

  • Security – ตรวจสอบระดับ Session ได้ว่ามีกิจกรรมใดเกิดขึ้นในฐานข้อมูล ซึ่งเหนือกว่า PostgreSQL ธรรมดาที่ user ID อาจถูกแชร์กัน รวมถึงมีกลไกช่วยป้องกันการโจมตีแบบ SQL Injection และยังได้รับการรับรองจากกระทรวงการป้องกันของสหรัฐฯ และ FIPS 140-2 พร้อมเครื่องมือสำหรับช่วยดูแลข้อมูลให้เป็นไปตาม GDPR
  • Enterprise Manager –  ลูกค้าของ EDB PostrgreSQL จะได้รับเครื่องมือช่วยเหลือมากมายจากเครื่องมือ Postgres Enterprise Manager เช่น Dashboard แสดงผลที่ปรับแต่งได้ แม้กระทั่งความสามารถคาดการณ์ความจุของพื้นที่จัดเก็บ ไปจนถึงมีส่วนช่วยวิเคราะห์และบริหารจัดการ Log ดูว่าในการทำงานมีประสิทธิภาพส่วนใดที่ติดขัด เป็นต้น
  • Data Adapters – ทีมงาน EDB เป็นผู้พัฒนาหลักในการพัฒนาเรื่อง Foreign Data Wrapper (FDW) บนมาตรฐานของ SQL/MED โดยเป็นหัวหอกในการพัฒนา FDWs for MySQL, MongoDB และ Hadoop รวมถึงการเชื่อมต่อ PostgreSQL และ Oracle เข้าด้วยกันโดยไม่ต้องมีซอฟต์แวร์หรือฮาร์ดแวร์สริม
  • Migration Toolkit – มีเครื่องมือรองรับการย้ายค่ายจากฐานข้อมูลเดิมทั้งออนไลน์และออฟไลน์ โดยรองรับฐานข้อมูลยอดนิยมต่างๆเช่น Oracle, Sybase, Microsoft SQL Server และ MySQL ซึ่งเครื่องมือ Migration ของ EDB Postgres นี้การันตีความสามารถรองรับ Stored Procedures และ PL/SQL ได้ซึ่งเหนือกว่าเครื่องมือทั่วไป
  • Failover Manager – ผู้ใช้งาน EDB PostgreSQL มั่นใจได้ว่าการทำงานของระบบจะไม่มีสะดุดเพราะมีเครื่องมือทำ Failover โดยรองรับคลัสเตอร์ได้หลายกลุ่ม อีกทั้งยังทำได้อัตโนมัติทั้งไปและกลับ หรือการทำ Virtual IP และ Load Balancer 
  • Backup & Recover – สามารถทำการ Backup และกู้คืนข้อมูลได้จาก Local และรีโมต มีการบีบอัดข้อมูลเพื่อลดพื้นที่ และรองรับการสำรองข้อมูลแบบ incremental รวมถึงกู้คืนได้ใน Point-in-time และออกรายงานต่างๆ ได้

โดย Stream เองเป็นทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่ให้บริการโซลูชันของ EDB PostgreSQL สำหรับองค์กรด้วยเช่นกัน ซึ่งมีความพร้อมที่จะนำโซลูชันเข้าไปเสนอ ออกแบบ ทดสอบ สร้างระบบร่วมกับลูกค้าและดูแลต่อเนื่องหลังการติดตั้ง สนใจติดต่อทีมงานได้ตามที่อยู่ด้านล่าง

3.) Multi-cloud Management

คลาวด์ได้ช่วยให้องค์กรมีความคล่องตัวและเพิ่มความล้ำสมัยทางนวัตกรรมอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งธุรกิจได้ผ่านก้าวแรกนั้นมาแล้วจนเข้าสู่สถานการณ์ที่มีการผสมผสานคลาวด์หลายแห่ง โดยเหตุผลขององค์กรที่ก้าวสู่ Multi-cloud คือ ไม่ต้องการถูกผูกขาดการให้บริการ หรือต้องการเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะกับความต้องการจริงๆเพราะแต่ละผู้ให้บริการคลาวด์มีความโดดเด่นต่างกันออกไป อย่างไรก็ดี Multi-cloud จึงได้พาองค์กรก้าวเข้าสู่ความท้าทายใหม่ดังนี้

  1. ความมั่นคงปลอดภัย – ข่าวคลาวด์ที่หลุดออกมาเกี่ยวกับเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลหรือถูกโจมตี สาเหตุหลักเพราะคลาวด์แต่ละเจ้ามีเครื่องมือควบคุมการเข้าถึง หรือเครื่องมือมอนิเตอร์ต่างกัน วิธีการคอนฟิคก็แตกต่างกันออกไป ด้วยเหตุนี้เองโอกาสที่ทีมงาน Security ขององค์กรจะคอนฟฟิคผิดพลาดก็มีเพิ่มขึ้น(Misconfiguration) หรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงคอนฟิคก็ต้องตามแก้ไขอัปเดตในแต่ละคลาวด์ซึ่งอาจทำได้ไม่ทั่วถึง (Config Drift)
  2. ขาดทักษะในการทำงาน – ต้องยอมรับว่ายังมีผู้ปฏิบัติงานอีกจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่คุ้นเคยกับการใช้งานคลาวด์ แต่ด้วยสถานการณ์บังคับให้เจอกับคลาวด์หลายเจ้าพร้อมกัน ก็อาจทำให้การเรียนรู้เป็นไปได้ช้า ไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลง ยังไม่นับปัญหาเรื่องบุคคลากรด้านไอทีที่มีน้อยอยู่แล้ว ซึ่งย้อนกลับไปที่เรื่องความมั่นคงปลอดภัยจากความไม่รู้
  3. ปรับการใช้งานให้เหมาะสม – Multi-cloud เป็นส่วนหนึ่งในความคาดหวังว่าจะช่วยองค์กรลดต้นทุนได้ แต่หากขาดเครื่องมือ Visibility ก็ไม่มีทางที่จะทราบได้เลยว่ามีการใช้งานทรัพยากรอะไรอยู่บ้าง ใช้งานจริงอยู่เท่าไหร่ ปรับลดอะไรได้บ้าง นี่คือค่าใช้จ่ายแฝงที่องค์กรต้องหาให้เจอ
  4. การปรับตัวที่ดี – องค์กรต้องปรับมาตรฐานการทำงานให้เป็น Baseline ก่อนว่าจะนำคลาวด์มาใช้งานร่วมกันด้วยวิธีปฏิบัติเดียวกันได้อย่างไร โดยเฉพาะความเป็น Orchrestration, Automation, Security และ Visibility (ทั้งในเรื่องค่าใช้จ่าย ทรัพยากร และ Security) ซึ่งแต่ละผู้ให้บริการคลาวด์มีเครื่องมือเหล่านี้ของตัวเองอยู่แล้ว แต่ก็อยู่ในกรอบความรู้และความเชี่ยวชาญในค่ายของตนเองเท่านั้น ตรงนี้เองคือโจทย์ใหญ่ที่องค์กรต้องศึกษาและปรับใช้ นอกจากนี้การทำ Microservices ที่ดีจะทำให้แตกแขนงออกสู่ความหลากหลายของคลาวด์ได้ ตลอดจนทำให้องค์กรได้ประโยชน์อย่างสูงสุดทั้งเรื่องของค่าใช้จ่ายและประสิทธิภาพ 

จะเห็นได้ว่าโจทย์ของ Multi-cloud กลายเป็นปัญหาใหญ่ขึ้นมาทันที ต้องมีการวางแผนจัดการกับความซับซ้อนในการบริหารจัดการรายวันให้เป็นมาตรฐาน รวมถึงต้องอัปเดตความสามารถให้เท่าทันกับฟีเจอร์ใหม่ของผู้ให้บริการด้วย ซึ่งเครื่องมือในท้องตลาดมีมากมายแต่มีอยู่ชื่อหนึ่งที่หลายคนคุ้นเคยและองค์กรใช้งานมานานแล้วนั่นคือ VMware โดยเมื่อไม่นานนี้ได้มีการเปิดตัวโซลูชันใหม่ที่ชื่อ Aria เพื่อบริหารจัดการ Multi-cloud โดยเฉพาะรองรับกับคลาวด์เจ้าต่างๆ และเมื่อผสานเข้ากับระบบ Virtualize แบบเดิมที่มีอยู่แล้วก็เรียกได้ว่าเติมเต็มสู่การบริหารจัดการคลาวด์ได้อย่างครบวงจร

สำหรับ Aria ได้ผนึกเอาความสามารถเดิมที่ VMware มีอยู่แล้วเช่น vRealize, CloudHealth และ Tanzu ประกอบกับความสามารถใหม่ที่ถูกเพิ่มเข้ามา โดยมีความสามารถใน 4 มุมมอง คือ

  • Cost – ผู้ใช้งานสามารถมองเห็นภาพและเทรนด์ของค่าใช้จ่าย ช่วยวิเคราะห์และออกรายงานทำให้องค์กรวางแผนด้านการเงินได้แม่นยำสอดคล้องกับแผนทางธุรกิจ
  • Performance – แน่นอนว่า VMware สามารถมองเห็นภาพของทรัพยากรต่างๆ ในทุกคลาวด์ได้อยู่แล้ว ซึ่งการเสริมพลังด้าน AI ได้ยกระดับการใช้งานข้อมูลให้เกิดประโยชน์ได้สูงสุดและองค์กรสามารถวางแผนด้านการปฏิบัติการได้ง่ายขึ้น
  • Security – มุมมองอันดับแรกของ Multi-cloud ก็คือจะทำอย่างไรให้การคอนฟิคทุกคลาวด์นั้นเป็นอย่างมีมาตรฐานในแนวทางเดียวกัน โดยเครื่องมือ Aria จะปรับให้การใช้งานเป็นไปได้ตามเป้าหมายและตรงประเด็นกับ Compliance อีกด้วย
  • Automation – ความยากของการปฏิบัติงานบนคลาวด์ที่แตกต่างกันคือจะทำอย่างไรถึงจะทำงานได้รวดเร็วและลดการพึ่งพาคนให้น้อยที่สุดขจัดความยุ่งยากและข้อผิดพลาด โดยแนวทางของ DevOps ได้บรรจุรวมอยู่ในโซลูชัน Aria ที่รองรับการทำ Infrastructure as Code ตลอดจนการทำ CI/CD ได้อย่างมั่นใจ

นอกจากความโดดเด่นที่กล่าวมาฟีเจอร์ชูโรงของ Aria ที่ถูกพูดถึงมากก็คือเทคโนโลยี Aria Graph ที่สามารถเชื่อมโยงภาพของการใช้งานเช่น Application, User, Config และ Dependency เข้าด้วยกันได้ ช่วยขจัดภาพอันซับซ้อนเปิดทางให้แอดมินเข้าใจความสัมพันธ์ มองเห็นถึงปัญหาต้นตอและจัดการได้อย่างคล่องตัวจากศูนย์กลาง หากปราศจากเรื่องนี้แล้วการบริหารจัดการสินทรัพย์มหาศาลในระบบ Multi-cloud คงเป็นไปได้ยาก

ความท้าทายเรื่องของความซับซ้อนด้านทักษะนั้นไม่เกิดขึ้นกับ VMware เพราะแอดมินส่วนใหญ่ต่างคุ้นเคยกับหน้าตาของเครื่องมืออยู่แล้วเช่น vSphere หรือส่วนบริหารจัดการ Tanzu ท่านจะเห็นได้ว่าถูกผนวกเข้ามาได้อย่างไร้รอยต่อ เช่นเดียวกันกับ Aria ที่ไม่ได้ทำให้งานของท่านยากขึ้นหรือต้องเรียนรู้ใหม่ทั้งหมด โดยโซลูชันนี้เองเป็นพระเอกหลักของการให้บริการ Multi-cloud Management ที่ Stream นำมาใช้ให้บริการทุกท่าน หากท่านใดสนใจสามารถติดต่อทีมงานได้ตามที่อยู่ด้านล่างครับ

เกี่ยวกับ Stream

บริษัท Stream ก่อตั้งเมื่อปี 1998 จากการเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ให้บริการด้านไอทีแก่ลูกค้าในตลอด 24 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเมื่อช่วงปี 2019 บริษัทได้มีการขยายความเชี่ยวชาญจากเพียงแค่ไอทีสู่โซลูชันดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อช่วยลูกค้าก้าวเข้าสู่โลกแห่ง Digital Transformation ได้อย่างมั่นใจ

ผลงานบางส่วนคือ Stream ได้ให้บริการกลุ่มธุรกิจประกันให้เป็น InsurTech ด้วยการสร้างแอปพลิเคชัพลิเคชันสำหรับประกันโดยเฉพาะ สามารถออกแบบ UX-UI สำหรับบริการประเภทต่างๆ ให้เหมาะกับลักษณะของธุรกิจประกัน อาทิเช่น การทำแอป e-Claim สำหรับการเคลมประกันผ่าน VDO conference มีวิธีการยืนยันตัวตนในการเข้าแอปโดยการใช้เทคโนโลยี Blockchain ด้วยการทำ e-KYC เพื่อความปลอดภัย และรับส่งข้อมูลมหาศาลผ่านโซลูชั่น Managed File Transfer โดยในกรณีของงานแอปพลิเคชันทีมงานของ Stream มีความเชี่ยวชาญในการทำงานบนสถาปัตยกรรมแบบ Microservices ร่วมกับเทคโนโลยี Cloud และ Container ทำให้มั่นใจว่าแอปพลิเคชันของลูกค้าจะรองรับนวัตกรรมใหม่แห่งยุคสมัยและเข้าสู่ Digital Transformation ได้อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ Stream ยังได้มีโอกาสให้บริการลูกค้าในอีกหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น การทำ Digital Core Bank ให้กลุ่มสถาบันการเงิน ให้คำปรึกษาองค์กรภาครัฐด้านการทำ Digital Transformation เช่น ระบบเก็บและบันทึกข้อมูลกับ IoT สู่ Big Data เป็นต้น ตลอดจนอุตสาหกรรมค้าปลีกเกี่ยวกับ Digital Process ประกอบด้วยการจัดการ Workflow อย่างอัตโนมัติร่วมกับ RPA หรือทำ Digital Supply Chain ด้วย e-Procurement เป็นต้น

หากลูกค้าในกลุ่มธุรกิจใดต้องการทำ Digital Transformation สามารถติดต่อ Stream เพื่อรับคำแนะนำในการปรับเปลี่ยนรูปแบบกระบวนการทำงานให้เป็นดิจิทัล ซึ่งจะสะดวกรวดเร็วเหมาะสมกับรูปแบบธุรกิจ ตรงกับเป้าหมายขององค์กร โดยสามารถติดต่อได้ที่ฝ่ายการตลาด อีเมล marketing@stream.co.th หรือโทร. 02-679-2233

ที่มา :

  1. https://learn.microsoft.com/en-us/devops/deliver/what-are-microservices
  2. https://aws.amazon.com/microservices/
  3. https://blog.opstree.com/2021/06/02/major-devops-challenges-faced-while-implementing-microservices/
  4. https://www.datamation.com/cloud/what-is-microservices/
  5. https://en.wikipedia.org/wiki/Digital_transformation
  6. https://en.wikipedia.org/wiki/EnterpriseDB
  7. https://en.wikipedia.org/wiki/PostgreSQL
  8. https://arctype.com/blog/postgresql-features-list/
  9. https://www.cio.com/article/191102/5-challenges-every-multicloud-strategy-must-address.html
  10. https://cloudsecurityalliance.org/blog/2021/05/18/the-challenges-managing-multi-cloud-environments/
  11. https://techbeacon.com/enterprise-it/4-essential-open-source-tools-cloud-management
  12. https://www.vmware.com/products/aria.html

from:https://www.techtalkthai.com/3-digital-transformation-trends-with-stream/

TTT 2022 Reinforce: ขับเคลื่อนธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพด้วย Network Modernization โดย HPE Aruba

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เหตุการณ์ต่างๆ ได้ทำให้ธุรกิจนั้นต้องเปลี่ยนแปลงตนเองอย่างรวดเร็ว มีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในการทำงานรูปแบบใหม่อย่าง Remote Working และ Hybrid Working ซึ่งทั้งหมดนี้ย่อมส่งผลให้ธุรกิจนั้นต้องวางแผนใหม่สำหรับระบบเครือข่าย ให้มีความยืดหยุ่นและคล่องตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงอันไม่คาดฝันในอนาคตกันต่อไป

คุณประคุณ เลาหกิตติกุล Country Manager (Thailand) แห่ง HPE Aruba ได้มาเล่าถึงหัวข้อ “Accelerate Your Business with Network Modernization” ภายในงานสัมมนา TTT 2022 Reinforce ที่ผ่านมา ถึงความจำเป็นและแนวทางในการทำ Network Modernization อย่างเข้มข้น เพื่อให้ธุรกิจสามารถวางระบบเครือข่ายซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจขับเคลื่อนต่อไปได้อย่างต่อเนื่องในอนาคตเป็นอย่างน้อย 4-5 ปีนับถัดจากนี้

4 เป้าหมายหลักของการทำ Network Modernization

คุณประคุณได้เล่าว่าในการทำ Network Modernization นั้น ธุรกิจองค์กรมักมีเป้าหมายหลักด้วยกัน 4 ประการ ได้แก่

  1. Hybrid Work – การทำงานแบบผสมผสานทั้งจากภายในองค์กรและภายนอกองค์กรได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยประสบการณ์เดียวกัน และความมั่นคงปลอดภัยในระดับสูงที่ไว้วางใจได้
  2. Digital Transformation Acceleration – เร่งความเร็วในการปรับตัวของธุรกิจ รองรับการนำนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาใช้งานเพื่อตอบสนองต่อการเติบโตของธุรกิจได้
  3. Personalized Experiences – นำเสนอประสบการณ์เฉพาะบุคคลให้กับผู้ใช้งานได้ตั้งแต่ระดับของเครือข่าย, ข้อมูล และ Application อย่างครบถ้วน สร้างขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งภายในและภายนอกองค์กร
  4. Need for Efficiencies – ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและรองรับการเกิดขึ้นของธุรกิจรูปแบบใหม่ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง โดยใช้บุคลากรฝ่าย IT จำนวนเท่าเดิมในการบริหารจัดการกับเทคโนโลยีที่มีการใช้งานมากขึ้นได้

เพื่อให้ธุรกิจองค์กรสามารถบรรลุเป้าหมายทั้ง 4 ประการนี้ได้ คุณสมบัติของระบบเครือข่ายแห่งอนาคตจึงต้องครอบคลุมถึงทั้งการทำ Automation เพื่อลดความผิดพลาดในการทำงาน และช่วยให้ทรัพยากรฝ่าย IT สามารถทำงานอย่างมีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการระบบเครือข่ายที่มีขนาดใหญ่และซับซ้อนได้ Security ซึ่งถูกผนวกรวมเป็นส่วนหนึ่งของระบบเครือข่าย เพื่อเสริมความมั่นคงปลอดภัยเพิ่มขึ้นไปอีกขั้น และ Agility มีความยืดหยุ่นรองรับการเปลี่ยนแปลงระบบเครือข่ายที่จะเกิดขึ้นจากการมาของเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้อย่างทันท่วงที

ปรับระบบเครือข่ายให้ทันสมัยด้วย Aruba ESP Solutions

คุณประคุณได้สรุปถึงเทคโนโลยีทั้งหมดที่ HPE Aruba ได้ทำการคิดค้น พัฒนา และนำเสนอสู่ธุรกิจองค์กรทั่วโลกในช่วงเวลา 2 ปีที่ผ่านมานี้ ด้วยภาพของ Aruba ESP หรือ Edge Services Platform ที่จะเปลี่ยนให้ Network นั้นกลายเป็น Platform สำคัญทั้งสำหรับการทำงานและส่งมอบประสบการณ์หรือนวัตกรรมใหม่ๆ ไปยังผู้ใช้งานทั้งภายในและภายนอกองค์กร ซึ่งมีแนวคิดหลักด้วยกัน 3 ประการ

1. Unified Infrastructure

ผสานรวมระบบ Wired, Wireless และ SD-WAN รวมถึงระบบเครือข่ายสำหรับอุปกรณ์ IoT เข้าเป็นหนึ่งเดียวภายในระบบเครือข่าย โดยสามารถเลือกวิธีการบริหารจัดการได้ทั้งบน Cloud, Centralized หรือแม้แต่ Standalone

2. Security

HPE Aruba นั้นได้ผสานระบบ Security ให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบเครือข่ายตั้งแต่แรก และในทุกวันนี้ก็ได้เพิ่มเรื่องของการทำ Automation เข้าไปด้วย เพื่อให้ Security กลายเป็นเรื่องที่ง่ายดายยิ่งขึ้นกว่าเดิม

3. AIOps

ด้วยปริมาณของอุปกรณ์เครือข่ายที่มากยิ่งขึ้น ในขณะที่แต่ละองค์กรนั้นไม่ได้มีทีมผู้ดูแลระบบมากขึ้นตามไปด้วย ทำให้ผู้ดูแลระบบเครือข่ายต้องรับภาระในการดูแลรักษาระบบ IT ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ดังนั้นการนำ AIOps เข้ามาช่วย เพื่อให้การบริหารจัดการระบบเหล่านี้เป็นไปได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย

คุณประคุณได้เล่าถึงกรณีของลูกค้ารายหนึ่ง ที่ย้ายการบริหารจัดการระบบเครือข่ายจากเดิมที่แยกส่วนอยู่ภายในองค์กร ไปอยู่บน Cloud ของ Aruba โดยตรง ทำให้ข้อมูลของระบบเครือข่ายทั้งหมดในส่วนของ Wired, Wireless และ SD-WAN ถูกรวมอยู่ที่เดียวบน Cloud และ AIOps ก็สามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์ตรวจสอบปัญหาต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ช่วยให้ลูกค้าของ HPE Aruba ในประเทศไทยสามารถจัดการกับปัญหาภายในระบบเครือข่ายได้อย่างทันท่วงที

ความสามารถใหม่ในระบบเครือข่ายที่น่าจับตามองจาก HPE Aruba

เมื่อมองไปถึงอนาคต คุณประคุณก็ได้เล่าถึงนวัตกรรมใหม่ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นภายใน HPE Aruba ที่หลายส่วนก็ได้กลายเป็นฟีเจอร์ใหม่ๆ ในโซลูชันให้พร้อมใช้งานได้แล้ว ได้แก่

1. Aruba CloudAuth

เมื่อธุรกิจองค์กรนั้นมีการใช้งาน Cloud มากขึ้นเรื่อยๆ แนวคิดหนึ่งที่เกิดขึ้นก็คือการใช้ Cloud ให้ได้เต็มศักยภาพมากที่สุด และ HPE Aruba เองก็กำลังมุ่งไปทางนั้นด้วยเช่นกัน โดยความสามารถหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ Aruba CloudAuth นั่นเอง

Aruba CloudAuth คือการยกระบบ Network Authentication ขึ้นไปอยู่บน Cloud ด้วยการทำงานร่วมกับ Microsoft Azure AD และ Google Workspace ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม และทำหน้าที่เป็น Cloud Managed NAC ได้ทันที ซึ่งที่ผ่านมาก็มีลูกค้าในไทยใช้งานอยู่แล้วด้วยเช่นกัน

2. Wi-Fi 6E

เพื่อให้ธุรกิจองค์กรรองรับต่อการเชื่อมต่ออุปกรณ์ IoT จำนวนมหาศาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และรองรับ Workload ใหม่ๆ ในระบบเครือข่ายได้อย่างเพียงพอ Aruba จึงได้นำ Wi-Fi 6E มานำเสนอในการตอบโจทย์นี้โดยเฉพาะ

Wi-Fi 6E นั้นได้ทำการพัฒนาต่อยอดจาก Wi-Fi 6 ที่รองรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์ปริมาณมหาศาลได้โดยส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพน้อยกว่าในอดีตมาก โดย Wi-Fi 6E ได้เพิ่มย่านความถี่ 6GHz เข้ามาด้วยเพื่อให้การเชื่อมต่อเครือข่ายรองรับอุปกรณ์และ Bandwidth ได้มากยิ่งขึ้นนอกเหนือจากการใช้เพียงแค่ 2.4GHz และ 5GHz ที่ใช้กันอยู่เดิม

อย่างไรก็ดี สำหรับในประเทศไทยก็ยังคงต้องติดตามต่อไปอีกซักระยะหนึ่ง จากกฎหมายที่ต้องรอให้ระบุชัดเจนว่าจะสามารถใช้ย่านความถี่ 6GHz ได้มากน้อยเพียงใด

3. IoT

HPE Aruba นั้นมีวิสัยทัศน์ที่นอกเหนือจากการเป็นเพียงแค่ Network Platform ไปสู่การเป็น IoT Platform ด้วย ทำให้ Access Point ของ Aruba นั้นสามารถให้บริการ BLE และ ZigBee เพื่อเชื่อมต่ออุปกรณ์ IoT ได้ รวมถึงยังสามารถติดตั้ง USB ที่เป็น Sensor เพิ่มเติมเข้าไปบน Access Point โดยตรงได้ด้วย

นอกจากนี้ Aruba ก็ยังเปิด API ให้ผู้ใช้งานสามารถทำการเชื่อมต่อนำ RFID Tag ใดๆ ก็ได้มาใช้งาน โดยใช้ Aruba Access Point ทำหน้าที่ในการอ่านค่าการเชื่อมต่อและส่งข้อมูลเหล่านี้ไปยังระบบประมวลผลอื่นๆ ทำให้สามารถพัฒนา Application ได้อย่างหลากหลาย โดยเฉพาะในกลุ่มของ Location Services

4. Open Locate

เมื่อ Aruba เปิดให้การทำ Location Services Application ง่ายดายมากยิ่งขึ้นแล้ว อีกส่วนหนึ่งที่ Aruba เสริมขึ้นมาก็คือการติดตั้ง GPS ลงไปใน Access Point โดยตรง ทำให้ Access Point ทั้งหมดมีข้อมูลพิกัดตำแหน่งที่แม่นยำ และนำข้อมูลพิกัดตำแหน่งนี้ไปใช้ใน Location Services ได้อย่างแม่นยำระดับความคลาดเคลื่อนเพียงแค่ 1 เมตรเท่านั้น

5. Zero Trust

จากเทรนด์ใหญ่ด้าน Zero Trust ที่กำลังกลายเป็นกระแสหลักของธุรกิจองค์กร HPE Aruba ก็ได้นำแนวคิดนี้มาพัฒนาเป็น Aruba Zero Trust Protection สามารถกำหนด Policy ให้กับทุกๆ การเชื่อมต่อและแบ่งหมวดหมู่นโยบายสำหรับอุปกรณ์แต่ละชนิด, ผู้ใช้งานแต่ละกลุ่ม ด้วยแนวคิด Aruba Dynamic Segmentation ที่สามารถจัดการ Security Policy ให้ระบบเครือข่ายทั้งหมดได้อย่างครอบคลุม

6. 4th Generation Data Center

ปัจจุบันนี้ 3rd Generation Data Center ที่ใช้แนวคิดของ Data Center Fabric บนสถาปัตยกรรมแบบ Leaf-Spine เพื่อรองรับการรับส่งข้อมูลระหว่าง Server ภายใน Data Center ดว้ยกันเองให้มีประสิทธิภาพสูงสุดนั้น ก็เริ่มเจอปัญหาในการใช้งานจริงแล้ว จากการที่เมื่อ Data Center มีขนาดใหญ่มากขึ้น แต่ Network Services และ Security Services บางส่วนกลับยังไม่ถูกผนวกรวมเข้าไปใน Fabric และกลายเป็นคอขวด

4th Generation Data Center จึงได้เกิดขึ้นมาเพื่อนำ Network Services และ Security Services เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของอุปกรณ์เครือข่ายโดยตรง โดย HPE Aruba ได้จับมือกับ Pensando เพื่อนำหน่วยประมวลผลเฉพาะทางด้าน Network และ Security มาใช้งานภายใน Aruba CX10000 ทำให้ภายใน Data Center Fabric มีความสามารถทุกอย่างที่จำเป็นอย่างครบถ้วน และไม่เกิดคอขวดในแบบเดิมๆ อีกต่อไป

7. Unified SD-WAN Fabric

ด้วยกรณีการใช้งานของ SD-WAN ที่มีหลากหลายมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการที่ Application และ Data ถูกย้ายไปอยู่บน Cloud จำนวนมาก และผู้ใช้งานมีการใช้งานทั้งจากในแบบ Remote Work จากบ้านแต่ละหลังหรืออุปกรณ์แต่ละชิ้น, การมีออฟฟิศขนาดเล็กที่บ้าน, ออฟฟิศสาขาขนาดเล็ก ไปจนถึงธุรกิจองค์กรขนาดใหญ่ ทำให้ SD-WAN ได้รับความสำคัญมากยิ่งขึ้นกว่าในอดีตเป็นอย่างมาก

HPE Aruba ได้เข้าซื้อกิจการของ Silver Peak มา และนำจุดเด่นของ Silver Peak อย่างเช่นการทำ WAN Optimization เข้ามาช่วยเสริมประสิทธิภาพในการเชื่อมต่อไปยังบริการ Cloud ต่างๆ ที่ธุรกิจมีการใช้งาน อีกทั้งยังได้มีการพัฒนาต่อยอดด้าน Security จนได้รับ ICSA Labs Secure SD-WAN Certification มาแล้วเป็นรายแรกของโลก

8. Network Assurance

เมื่อการส่งมอบประสบการณ์ที่ดีได้กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของทุกระบบ IT แน่นอนว่าระบบ Network เองก็ต้องตอบสนองในส่วนนี้ด้วย ซึ่ง Aruba UXI ก็สามารถตอบโจทย์นี้ได้ด้วยการนำ UXI Agent/Sensor มาทำหน้าที่จำลองพฤติกรรมของผู้ใช้งาน ในการเชื่อมต่อ Wi-Fi หรือ LAN แล้วทำการเชื่อมต่อไปยัง Cloud Application ที่ธุรกิจองค์กรใช้ เพื่อให้ทราบถึงข้อมูลด้านประสบการณ์ของผู้ใช้งานได้อย่างต่อเนื่องอยู่เสมอ และตรวจสอบแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที

9. Network-as-a-Service (NaaS)

ด้วยวิสัยทัศน์ของ HPE ที่ต้องการเปลี่ยน CapEx ในการลงทุน Server และ Storage มาสู่การเช่าใช้งานแบบ OpEx ภายใต้บริการ HPE GreenLake ทำให้ HPE Aruba เองก็ปรับตัวไปสู่ทิศทางเดียวกัน ด้วยบริการ HPE GreenLake for Aruba ทำให้ธุรกิจองค์กรสามารถเลือกใช้งานระบบเครือข่ายในแบบ OpEx ได้แล้ว และรองรับกรณีการใช้งานดังนี้

  • Indoor Wireless aaS
  • Outdoor Wireless aaS
  • Remote Wireless aaS
  • Wired Access aaS
  • Wired Aggregation aaS
  • Wired Core aaS
  • SD-Branch aaS
  • UXI aaS

ทาง IDC นั้นได้มีผลสำรวจว่า 69% ของธุรกิจองค์กรนั้นได้เริ่มใช้งาน NaaS หรือมีแผนจะใช้งานภายในอีก 2 ปีนับถัดจากนี้แล้ว ก็ถือเป็นทิศทางที่น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว

ท่านใดสนใจโซลูชัน HPE Aruba หรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ คุณนวรัตน์ จิตรตระการวงศ์ อีเมล nawarat.ch@hpe.com

from:https://www.techtalkthai.com/ttt-2022-reinforce-network-modernization-by-hpe-aruba/

TTT 2022 Reinforce: ก้าวข้ามขีดจำกัดการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์และแพลตฟอร์มบนเครือข่าย พร้อมรับความต้องการทางธุรกิจยุคดิจิทัล โดย Alcatel-Lucent Enterprise

ในช่วงเวลาที่วิกฤตเกิดขึ้นมากมาย ทั้งเรื่องการแพร่ระบาด COVID-19 พลังงานขาดแคลน สภาพภูมิอากาศแปรปรวน ไปจนถึงเรื่องความไม่แน่นอนที่อาจส่งผลกระทบในวงกว้างจนทำให้เศรษฐกิจถดถอยอย่างต่อเนื่อง ทำให้ทุก ๆ อุตสาหกรรมรวมทั้งฝั่งไอทีนั้นล้วนได้รับผลกระทบกันหมด หากแต่ธุรกิจก็จำต้องดำเนินต่อไป แม้สถานการณ์วิกฤตต่าง ๆ จะเกิดขึ้นอยู่ก็ตาม

บทความนี้คืออีกหนึ่งมุมมองจาก Country Manager แห่ง Alcatel-Lucent Enterprise คุณสมยศ  อุดมนิโลบล ที่ได้มาแชร์มุมมองในสิ่งที่องค์กรควรจะต้องทำในยุคหลังการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ว่าองค์กรควรจะต้องปรับตัวอย่างไร มีแนวทางอะไรบ้าง เพื่อทำให้องค์กรพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ในการทำธุรกิจยุคดิจิทัลและอนาคตที่จะมีความไม่แน่นอน

เส้นทางการทำ Digital Transformation

แน่นอน Digital Transformation คือเทรนด์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นได้ง่าย ๆ ซึ่งมักจะมีสิ่งที่ท้าทายหรือไม่คาดคิดเกิดขึ้นอยู่เสมอ โดย 3 แกนที่คุณสมยศชี้ให้เห็นว่าองค์กรที่ต้องการทำ Digital Transformation ต้องมีนั้น ได้แก่

  • Operation Opportunities – โอกาสทางธุรกิจที่ต้องเข้าใจการดำเนินธุรกิจของตัวเองก่อนว่ามีโอกาสทำอะไรที่ก่อให้เกิดรายได้ได้บ้าง
  • IT Challenges – ความท้าทายของฝั่งไอทีภายในองค์กรนั้นมีอะไรบ้าง ไม่ว่าจะเรื่องอุปกรณ์โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity)  หรือเครือข่าย (Network) ว่ามีความพร้อมมากน้อยแค่ไหน
  • Tools – เครื่องมือและระบบต่าง ๆ ที่มีภายในแต่ละแผนกขององค์กรว่ามีอะไรบ้าง เช่น ระบบ IoT, Analytics, ระบบ Process Automation หรือซอฟต์แวร์ในแผนกการเงิน เป็นต้น

เมื่อทำให้ทุกภาคส่วนเห็นภาพทั้ง 3 แกนตรงกันแล้ว การเดินหน้าทำ Digital Transformation ถึงจะสามารถเกิดขึ้นได้ แต่อย่างไรก็ดี ปัจจัยสำคัญที่สุดนั่นก็ยังเป็นเรื่องของ “งบประมาณ” ซึ่งเหตุการณ์การแพร่ระบาดและวิกฤตต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกนั้นได้ทำให้องค์กรหลาย ๆ แห่งมีการชะลอการลงทุนออกไป แล้วองค์กรควรจะต้องปรับตัวอย่างไร หรือมีทางเลือกอะไรบ้างเพื่อให้อยู่รอดและยังทรานส์ฟอร์มได้ต่อไป

ประเมินตัวเอง (Self-Assessment) ใน 4 ส่วนอย่างสม่ำเสมอ

เมื่อเกิดวิกฤตขึ้น สิ่งที่คุณสมยศชี้ว่าองค์กรควรจะต้อง “ประเมินตัวเอง (Self-Assessment)” ใน 4 ส่วนอย่างสม่ำเสมอว่าองค์กรของเรานั้นมีอะไรอยู่บ้าง อันประกอบไปด้วย

  • Humans – กลุ่มคน ที่องค์กรควรจะต้องเข้าใจว่าลูกค้า (Customer) มีใครบ้าง และพนักงานภายในองค์กรนั้นเป็นอย่างไร
  • Infrastructure – โครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นจำนวนเครื่อง Server, Storage หรือว่าอุปกรณ์ต่าง ๆ มีอะไรและทำอะไรได้บ้าง
  • Apps – แอปพลิเคชันหรือระบบต่าง ๆ เช่น CRM, ERP ที่มีใช้งานภายในองค์กรว่ามีอะไรบ้าง ต้องดูแลระบบหรือบริหารจัดการแอปพลิเคชันอะไรบ้าง
  • IoT – องค์กรมีใช้งานอุปกรณ์ไอโอทีอะไรบ้าง ลักษณะและการใช้งานเป็นอย่างไร เช่น โดรน กล้องวงจรปิด หรือว่าเซ็นเซอร์ต่าง ๆ เป็นต้น

ค้นหาแพลตฟอร์มที่เชื่อมทั้ง 4 ส่วนเข้าด้วยกัน

หลังจากที่ประเมินทั้ง 4 ส่วนเรียบร้อยแล้วว่าภายในองค์กรมีอะไรบ้าง สิ่งที่ต้องทำในลำดับถัดไป นั่นก็คือต้องมี “แพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงทั้งหมดนี้เข้าด้วยกัน (Connectivity Infrastructure Platform)” เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงทั้ง 4 ส่วนให้สามารถเข้าถึงกันได้อย่างไร้รอยต่อ และทำให้ส่วนหนึ่งสามารถสนับสนุนการทำงานของอีกส่วนหนึ่งได้ทันที

สำหรับแพลตฟอร์มที่มีความสามารถในการเชื่อมโยงดังที่กล่าวมาข้างต้นนั้นมีให้บริการอยู่ในตลาดมากมาย ซึ่งทาง Alcatel-Lucent Enterprise ก็มีแพลตฟอร์มลักษณะดังกล่าวให้ใช้งานด้วยเช่นกัน นั่นคือ Rainbow แพลตฟอร์มตัวกลางที่ใช้ในการสื่อสารส่งข้อความระหว่างกันได้แบบ End-To-End ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ใช้งานได้ “ฟรี” ไม่คิดค่าใช้จ่าย

Use Cases จากแพลตฟอร์ม Rainbow

แพลตฟอร์ม Rainbow ของทาง Alcatel-Lucent Enterprise นั้นได้เข้าไปช่วยเหลือในหลาย ๆ องค์กรในการเชื่อมโยงทั้ง 4 ส่วนมาแล้วทั่วโลก โดยตัวอย่าง Use Cases ที่คุณสมยศหยิบยกขึ้นมาให้เห็นภาพมากขึ้น เช่น 

ตรวจสอบกล้องวงจรปิดดับหรือเบลอให้แบบอัตโนมัติ

กล้องวงจรปิดแบบ PoE (Power over Ethernet) ที่มักจะพบเจอกับปัญหาหน้างาน เช่น ภาพไม่ชัด ระบบไม่เห็นกล้อง ซึ่ง Rainbow ได้เป็นแพลตฟอร์มกลางที่สามารถเชื่อมโยงระหว่างอุปกรณ์กล้องวงจรปิดให้แจ้งเตือนปัญหาไปยังผู้ปฏิบัติงานได้แบบอัตโนมัติว่ากล้องดับหรือว่าเบลอแล้ว ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่จำเป็นจะต้องนั่งเฝ้าหน้าจออยู่ตลอดเวลาก็ได้

เชื่อมโยงอุปกรณ์และโครงสร้างพื้นฐานเดิม ทรานส์ฟอร์มเป็น Smart City

เรื่องราวจากเมือง Liverpool ในสหราชอาณาจักรที่ Alcatel-Lucent Enterprise ได้นำแพลตฟอร์มไปเชื่อมโยงอุปกรณ์เดิม ๆ ที่มีอยู่แล้วภายในเมือง เช่น กล้องวงจรปิด เราเตอร์ Wi-Fi หน้าจอต่าง ๆ ฯลฯ ให้สามารถทำงานร่วมกับรถประจำทางและรถพยาบาล เกิดเป็น Smart City ที่สามารถแสดงข้อมูลหรือว่าแจ้งเตือนข้อมูลไปยังจุดต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว

เชื่อมโยงโทรศัพท์กับ MS Teams

ช่วงที่ COVID-19 แพร่ระบาดอย่างหนักได้ทำให้พนักงานออฟฟิศจำเป็นต้องใช้ระบบประชุมออนไลน์แทน ซึ่ง MS Teams คือหนึ่งในเครื่องมือยอดนิยมที่ใช้งานกันมาก หากแต่เมื่อสถานการณ์เริ่มกลับมาดีขึ้น และพนักงานเริ่มกลับเข้าไปทำงานที่ออฟฟิศแล้ว Alcatel-Lucent Enterprise จึงได้เข้าไปช่วยเชื่อมโยงระบบตู้โทรศัพท์แบบอะนาล็อกให้เข้ากับได้กับ MS Teams จนสามารถทำงานร่วมกันได้สำเร็จ

บทส่งท้าย

ทุกวิกฤตล้วนมีโอกาสอะไรบางอย่างแอบซ่อนไว้เสมอ และสิ่งที่องค์กรควรจะต้องทำเพื่อรับมือกับทุกสถานการณ์ในอนาคต นั่นก็คือการประเมินตัวเองทั้ง 4 ส่วนว่ามีอะไรบ้าง และควรจะต้องมีแพลตฟอร์มที่เชื่อมทั้งหมดนั้นเข้าด้วยกัน เพื่อให้องค์กรสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดที่เกิดขึ้นจากวิกฤตการณ์ความไม่แน่นอนในยุคดิจิทัลปัจจุบันได้อย่างต่อเนื่อง

ต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถรับชมวิดีโอการบรรยายเรื่อง “ก้าวข้ามขีดจำกัดการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์และแพลตฟอร์มบนเครือข่าย พร้อมรับความต้องการทางธุรกิจยุคดิจิทัล” โดยคุณสมยศ  อุดมนิโลบล Country Manager จาก Alcatel-Lucent Enterprise ภายในงานสัมมนา TTT 2022 Reinforce: Enterprise IT Infrastructure ที่เพิ่งจัดไปเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ได้ที่นี่

สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียดโซลูชันของทาง Alcatel-Lucent Enterprise สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ พร้อมติดตามข่าวสารจากทาง Alcatel-Lucent Enterprise ได้ในช่องทาง Facebook, Twitter, LinkedIn, YouTube หรือว่า Instagram รวมทั้งสามารถดูรายละเอียดของแพลตฟอร์ม Rainbow ได้ที่นี่

from:https://www.techtalkthai.com/ttt-2022-reinforce-surpass-limitation-of-connectivity-by-alcatel-lucent-enterprise/

ปับลิซีส เซเปียนท์แนะไทยชูดิจิทัลทรานสฟอร์เมชั่น “ปลดล็อก” ศักยภาพองค์กร

Publicis Sapient แนะภาคธุรกิจปรับตัวรับเทรนด์เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลง และใช้ประโยชน์จากดิจิทัลทรานสฟอร์เมชั่นมาเป็นเครื่องมือเข้ามาช่วยพัฒนา และปลดล็อกศักยภาพอันมหาศาลของธุรกิจในอุตสาหกรรมต่างๆ ช่วยให้เกิดโอกาสที่จะจินตนาการใหม่ (Re-imagine) ถึงธุรกิจในโลกใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิม สร้างความสามารถ (Ability) ที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และประสบการณ์ซึ่งยากที่จะเลียนแบบในโลกธุรกิจใหม่ เพื่อปรับให้เข้ากับเทคโนโลยีและพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลง

ไนเจล วาซ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของปับลิซีส เซเปียนท์ (Publicis Sapient) บริษัทผู้เชี่ยวชาญระดับโลกด้านดิจิทัลทรานสฟอร์เมชั่น (Digital Business Transformation) กล่าวว่า ประเทศไทยมีประชากรกลุ่มใหญ่ที่นิยมใช้บริการดิจิทัลใหม่ๆ ในชีวิตประจำวัน โดยผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตที่มีอายุระหว่าง 16 ถึง 64 ปีใช้อินเทอร์เน็ตในกิจกรรมด้านการเงินของตนเองสูงถึง 43.7% และมีธุรกิจในอุตสาหกรรมที่เป็นพื้นฐานของเศรษฐกิจไทยอยู่ในภาคบริการ เช่น บริการทางการเงิน ธุรกิจโรงแรม การท่องเที่ยว และสาธารณสุขที่ดิจิทัลทรานสฟอร์เมชั่นสามารถเข้ามาช่วยยกระดับธุรกิจให้แตกต่างมากขึ้น สร้างสรรค์บริการรูปแบบใหม่ตอบสนองกลุ่มผู้ใช้บริการของตน สร้างประสบการณ์ของลูกค้าไทยให้ดียิ่งขึ้นได้

เมื่อเดือนธันวาคมในปีที่ผ่านมา ปับลิซีส เซเปียนท์ได้เข้าร่วมทุนในบริษัท เอสซีบี เทคเอ็กซ์ จำกัด (SCB Tech X) เพื่อขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ก้าวสู่ความเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สำหรับตลาดฟินเทค ส่งให้เอสซีบี เทคเอ็กซ์ยืนเป็นผู้นำด้าน Data-first technology ซึ่งเป็นการช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงให้แตกต่างจากเดิม และสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ

ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจด้านบริการทางด้านการเงิน การบริการ สาธารณสุข พลังงานหรือภาครัฐ การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลถือเป็นโอกาสในการพัฒนาและปลดล็อกศักยภาพของธุรกิจและองค์กรในทุกรูปแบบ

ตัวอย่างที่ชัดเจน คือ ในสถานการณ์โควิด-19 อันเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของความสัมพันธ์และวิธีที่องค์กรปฏิบัติต่อลูกค้า คู่ค้าและพนักงานครั้งใหญ่ ในช่วงนั้น ปับลิซีส เซเปียนท์ได้ช่วยพัฒนาแพลทฟอร์ม Robinhood Food Delivery ในส่วนของไรเดอร์ สร้างพื้นฐานของธุรกิจที่องค์กรไม่เคยมีมาก่อนได้ภายในเวลาเพียง 5 เดือน สร้างอาชีพให้กับผู้คนในวงกว้าง ในปัจจุบัน แพลทฟอร์มดังกล่าวครอบคลุมการใช้งานถึง 76 โซนทั่วกรุงเทพฯ และเชื่อมต่อการปฏิบัติงานของไรเดอร์มากกว่า 27,000 ท่าน

ซีอีโอของปับลิซีส เซเปียนท์กล่าวว่า หัวใจสำคัญของดิจิทัลทรานสฟอร์เมชั่นในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญก็คือ ต้องการสร้างให้ธุรกิจมีความพร้อมในโลกดิจิทัล “การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลเป็นมากกว่าเรื่องเทคโนโลยี แต่เป็นการสร้างศักยภาพเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องและที่ต่อเนื่อง ดิจิทัลทรานสฟอร์เมชั่นไม่ใช่จุดเป้าหมายแต่เป็นเส้นทางที่องค์กรจำเป็นต้องมีจินตนาการใหม่ถึงวิธีการทำงานแบบใหม่ วิธีการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าแบบใหม่ตลอดเส้นทางเดินนี้ และในขณะเดียวกัน ต้องช่วยแก้ไขปัญหาท้าทายขององค์กรอีกด้วย

ปัญหาสำคัญคือ องค์กรไทยยังไม่สามารถสร้างความศักยภาพที่เหมาะสมได้ ไม่ว่าจะโดยการหาพันธมิตรภายนอกที่เหมาะสม หรือใช้บุคลากรภายในที่องค์กรมีอยู่แล้ว

นายไนเจลแนะนำองค์กรไทยให้เริ่มต้นเส้นทางดิจิทัลทรานสฟอร์เมชั่นเพื่อปลดล็อคศักยภาพของตนเองดังนี้

  1. พัฒนาศักยภาพด้าน SPEED ของตนเอง อันหมายถึง S (Strategy) องค์กรต้องชัดเจนว่า จะทำอะไรไปเพื่อวัตถุประสงค์อะไร P (Product) หมายถึงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับวัตถุประสงค์เพื่อความต่อเนื่องของเส้นทางการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัล E (Experience) คือความมุ่งมั่นตั้งใจพัฒนาประสบการณ์ของลูกค้าและพนักงานให้แตกต่าง E (Engineering) คือการใช้ไอทีสร้างคุณค่าในโลกธุรกิจใหม่ และ D (Data) คือการดึงใช้ข้อมูลและเอไอให้เป็นประโยชน์ ช่วยพัฒนาธุรกิจ
  2. ควรเข้าใจว่า ดิจิทัลทรานสฟอร์เมชั่นไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการเปลี่ยนแปลง แต่เป็นการสร้างนวัตกรรมที่ต่อเนื่อง มีการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ตลอดเวลา และจะเร็วขึ้นเรื่อยๆ
  3. องค์กรต้องมีความเข้าใจในศักยภาพของตนเอง ต้องแน่ใจว่า ในฐานะที่เป็นองค์กร จำป็นต้องให้ผู้ที่เกี่ยวข้องอันรวมถึงลูกค้า พันธมิตร ผู้ลงทุน และสังคมมีความเข้าใจในดิจิทัลทรานสฟอร์เมชั่น และสร้างสมดุลในการจัดลำดับความสำคัญที่เกี่ยวข้อง

from:https://www.thumbsup.in.th/publicis-sapient-digital-transformation?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=publicis-sapient-digital-transformation

ไขความลับสู่ความสำเร็จการทำ Smart City ของเทศบาลนครนนท์ที่มอบให้แก่ประชาชน | Tangerine x เทศบาลนครนนท์

เทศบาลนครนนทบุรี ได้กำหนดวิสัยทัศน์ให้เป็นเมืองที่น่าอยู่ ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีการบริการที่เป็นเลิศ และด้วยสถานการณ์ปัจจุบัน วิกฤตโควิด 19 ทำให้เทศบาลนครนนทบุรีขยายฐานข้อมูล ไม่เพียงแต่กลุ่มเปราะบางเท่านั้น แต่เทศบาลยังเล็งเห็น และใส่ใจคุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่ที่ดี และการบริหารจัดการที่ดีขึ้น จึงเป็นที่มาของการทำโครงการ Smart City ร่วมกับ Tangerine เพื่อปรับปรุงระบบสารสนเทศ และบูรณาการข้อมูล ในการขับเคลื่อนการลงพื้นที่ เพื่อเป็นประโยชน์สำหรับการจัดทำฐานข้อมูลประวัติการติดเชื้อโควิด 19 และการรับวัคซีนป้องกันโควิด 19 ของประชาชนในเทศบาลนครนนทบุรี

ในอดีตระบบงานสาธารณสุขของเทศบาลนครนนทบุรี มีการสำรวจผู้ป่วยตามชุมชนทั้งหมดกว่า 93 ชุมชน ผ่านฟอร์มในรูปแบบกระดาษ รวมถึงเอกสารอื่น ๆ ทั้งข้อมูลค่าวัดต่าง ๆ เช่น ค่าหลอดเลือดหัวใจ ค่าความดันโลหิต หรือการข้อมูลการตรวจ ADL ทำให้เทศบาลมีเอกสารจำนวนมากสำหรับการบริหารจัดการ

แต่ด้วยวิสัยทัศน์ของเทศบาลนครนนทบุรี กับการบริหารจัดการ Paperless Work และ Digital Tranformation ให้ตอบโจทย์ในยุคดิจิทัล มีการนำเข้าข้อมูลของคน ประชากร เช่น ผู้ป่วยติดเตียง ผู้ป่วยติดบ้าน ผู้สูงอายุ และอื่น ๆ ให้แสดงผลบน Google Maps Platforms และทำแอปพลิเคชันให้เป็น Data Center เก็บข้อมูลทั้งหมดของศูนย์ในเทศบาลทั้งเขต อำเภอ สถานีอนามัย โรงเรียน ตลาด และอื่น ๆ ว่ามีจำนวนเท่าไหร่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบสารสนเทศ และบูรณาการข้อมูลของ เสริมความสามารถให้กับแพลตฟอร์มการบริหารจัดการข้อมูลสำหรับสร้าง เผยแพร่ และเป็นเว็บศูนย์กลางข้อมูล ด้านการบริหารจัดการ มีการจัดการชั้น layer ของข้อมูล รวมถึงการจำกัดสิทธิการเข้าถึงข้อมูล เพื่อให้การบริหารจัดการเป็นไปตามมาตราฐานที่กำหนดไว้

เทศบาลนครนนทบุรีมั่นใจในความเชี่ยวชาญของแทนเจอรีน ในการวางแผนและพัฒนาเมืองสู่เมืองอัจฉริยะ Smart City Application ซึ่งเล็งเห็นถึงโอกาสและความสำคัญของการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่ของประชาชนเพื่อมุ่งสู่การเป็น Smart Living พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง และกลุ่มผู้เปราะบางของเทศบาลนครนนทบุรี โดยนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลเข้ามาดูแลสุขภาพ อย่างยั่งยืน

และเทศบาลนครนนท์ก็ยังคงมีแผนที่จะทำให้สภาพแวดล้อมของชุมชนเมืองเป็นเมืองน่าอยู่อย่างยั่งยืน ส่งเสริม อาชีพ และสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เพื่อสร้างรายได้ให้กับประชาชน ส่งเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิตทั้งในด้านการศึกษา กีฬา นันทนาการ สาธารณสุข สวัสดิการต่าง ๆ และอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่ได้พัฒนาคุณภาพการให้บริการต่อไป โดยเน้นการสร้างเสริมศักยภาพบุคลากร ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เหมาะสม “เพราะนี่คือหัวใจของเรา การทำงานของเทศบาลนครนนทบุรี”

ท่านใดสนใจนำ Data มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้ธุรกิจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่หรือติดต่อ marketing@tangerine.co.th

from:https://www.techtalkthai.com/tangerine-nonthaburi-municipality-smart-city/

ขอเชิญเจ้าหน้าที่ภาครัฐเข้าร่วมงานสัมมนา Moving Government Forward, The Future Belongs in the Cloud [9 ต.ค. 2022 เวลา 9.00น. – 13.00น.]

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, สำนักงานคณะกรรมการกิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (สดช.), บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ Cisco และ AIT  ขอเรียนเชิญเจ้าหน้าที่ภาครัฐทุกท่านทั่วประเทศไทยจากทุกกระทรวง ทบวง กรม เข้าร่วมงานสัมมนาฟรี Moving Government Forward, The Future Belongs in the Cloud เพื่อเรียนรู้ถึงความสำคัญและประโยชน์ของการใช้งานระบบคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) เพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัล (Government Digital Transformation)

งานสัมมนานี้จะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม 2022 เวลา 9.00น. – 13.00น. ในรูปแบบ Hybrid Event โดยเจ้าหน้าที่ภาครัฐที่สะดวกเดินทาง สามารถลงทะเบียนเข้ามาร่วมงานได้ที่ศูนย์ประชุมวายุภักษ์ 6 โรงแรมเซ็นทราศูนย์ราชการ และหากเจ้าหน้าที่ภาครัฐท่านใดไม่สะดวกในการเดินทาง ก็สามารถเข้าร่วมงานสัมมนาในช่องทางออนไลน์ได้ด้วยเช่นกัน

ตรวจสอบรายละเอียด กำหนดการ และวิธีการลงทะเบียนเข้าร่วมงานโดยไม่มีค่าใช้จ่ายได้ดังนี้

Moving Government Forward, The Future Belongs in the Cloud

วันเวลา: วันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม 2022 เวลา 9.00น. – 13.00น.

ช่องทางการบรรยาย: On Ground (ศูนย์ประชุมวายุภักษ์ 6 โรงแรมเซ็นทราศูนย์ราชการ) และ Online Conference

ภาษา: ไทย

ลงทะเบียนเข้าร่วมงานโดยไม่มีค่าใช้จ่าย (สามารถเลือกได้ว่าจะร่วมงานแบบ On Ground หรือ Online):

https://www.readyregister.com/form/w/display/1063

เข้าร่วมงานสัมมนาในรูปแบบกึ่งการเสวนาโดย

  • คุณชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
  • คุณภุชพงค์ โนดไธสง, เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
  • คุณทวีวัฒน์ จันทรเสโน, กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซิสโก้ ซิสเต็มส์ (ประเทศไทย) จำกัด
  • คุณธีรวุฒิ ธงภักดิ์, ผู้อำนวยการกองโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีดิจิทัล, สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจกและสังคม (สดช.)
  • ดร.ยุทธศาสตร์ นิธิไพจิตร, ผู้จัดการฝ่ายธุรกิจคลาวด์และบิ๊กดาต้า, บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน)
  • คุณธนวิทย์ ชาญสุไชย, ผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์ศูนย์ข้อมูลและคลาวด์ บริษัท ซิสโก้ ซิสเต็มส์ (ประเทศไทย)
  • คุณฐนิศร์ เลี้ยงสกุล, Assistant Vice President, Technical Support, บริษัท แอ็ดวานซ์อินฟอร์เมชั่นเทคโนโลยี จำกัด (มหาชน)
  • คุณเอกอรุณ ตันสุน, Vice President, บริษัท แอ็ดวานซ์อินฟอร์เมชั่นเทคโนโลยี จำกัด (มหาชน)

เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมเห็นความสำคัญและประโยชน์ของการใช้งานระบบคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) อันจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของหน่วยงานภาครัฐทุกกระทรวง ทบวง กรม ให้สามารถเข้าถึงทรัพยากรคอมพิวเตอร์บนระบบคลาวด์ และใช้ประโยชน์จากข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง เพื่อการเปลี่ยนนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัล (Government Digital Transformation) ต่อไป

ระบบคลาวด์กลางภาครัฐนี้มีหัวใจหลักคือระบบเครือข่ายที่มีความเข้มแข็งด้วยอุปกรณ์และนวัตกรรมที่มีความน่าเชื่อถือได้มาตรฐานระดับโลก ยึดหลักความปลอดภัย ทั้งในมุมมองของการเข้าถึงข้อมูลและข้อมูลของผู้ใช้งานตามข้อกำหนดของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

กำหนดการ

ลงทะเบียนเข้าร่วมงานสัมมนาได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อเข้าร่วมงานสัมมนาดังกล่าวนี้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายทั้งในแบบ On Ground และ Online ได้ทันทีที่ https://www.readyregister.com/form/w/display/1063 โดยทีมงานขอความกรุณากรอกข้อมูลชื่อบริษัทด้วยชื่อเต็มของหน่วยงานหรือองค์กร เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการจัดการกับข้อมูลการลงทะเบียน

from:https://www.techtalkthai.com/seminar-moving-government-forward-the-future-belongs-in-the-cloud-09092022/

SYNNEX ประกาศวิสัยทัศธุรกิจครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำ – ปลายน้ำ

ฉายภาพ No.1 IT Ecosystem ในงาน “Synnex Partner Connect 2022”
จับมือพันธมิตร เกาะเมกะเทรนด์ดิจิทัล เติบโตไปด้วยกัน
 

ห่างหายกันไป 2 ปีเต็มกับงาน SYNNEX NO.1 IT ECOSYSTEM PARTNER CONNECT การกลับมาครั้งนี้มาพร้อมกับความก้าวหน้าของโลกเทคโนโลยีเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เพื่อติดอาวุธสร้างการเติบโต บมจ. ซินเน็ค (ประเทศไทย) ในฐานะผู้นำด้านไอทีอีโคซิสเต็ม ได้เปิดฉากงานสุดยิ่งใหญ่แห่งปี “Synnex Partner Connect 2022” งานที่รวบรวมดีลเลอร์และเวนเดอร์แบรนด์ชั้นนำระดับโลก มาอัปเดตเทรนด์เทคโนโลยีที่น่าจับตา ผ่านมุมมอง “สุธิดา มงคลสุธี” ซีอีโอ และพันธมิตร ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ ต่อจิ๊กซอว์เสริมแกร่งด้านนวัตกรรม และ สนับสนุนพาร์ทเนอร์ทั่วประเทศไทย เกาะเมกะเทรนด์ดิจิทัล ให้เติบโต แข็งแกร่ง ไปด้วยกัน
 
วันที่ 26 กันยายน 2022 – บมจ. ซินเน็ค (ประเทศไทย) ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ด้านไอที กลับมาจัดงานใหญ่แห่งปีอีกครั้งหลังจากเจอพิษการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เริ่มต้นเปิดงานด้วย CEO Talk : SYNNEX IT Ecosystem Vision โดย นางสาวสุธิดา มงคลสุธี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ขึ้นมากล่าวถึงกลยุทธ์เกี่ยวกับ IT Ecosystem และการสนับสนุนพาร์ทเนอร์ “ซินเน็คฯ ได้จัดงานสุดยิ่งใหญ่แห่งปี Synnex Partner Connect 2022 นับเป็นงานที่รวบรวมดีลเลอร์และเวนเดอร์แบรนด์ชั้นนำระดับโลก มากกว่า 40 แบรนด์ มาพบปะอัปเดทแวดวงไอที และเทรนด์เทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งนับเป็นช่วงพิเศษของปีที่ผู้นำตลาดมาเจอกัน เพื่อผนึกกำลังขยายตลาด เสริมศักยภาพการแข่งขัน สร้างการเติบโตไปพร้อมกับการตอบสนองความต้องการขององค์กรธุรกิจและผู้บริโภค อีกทั้ง ได้นำโซลูชันและผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายมาจัดแสดงภายในงาน ตอกย้ำการให้ความสำคัญ ในการผนึกกำลังในรูปแบบ We Grow Together
 
ในปีนี้ ซินเน็คฯ ได้ฉายภาพกลยุทธ์หลักในการก้าวสู่ No.1 IT ECOSYSTEM เพื่อมุ่งสู่ new digital era ด้วยการขยายธุรกิจแบบครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำ – ปลายน้ำ พร้อมดึงพาร์ทเนอร์ ทั้งดีลเลอร์ และเวนเดอร์ เข้ามาอยู่ใน Ecosystem เพื่อที่จะเติบโตไปด้วยกัน
 
ในด้านกลยุทธ์การต่อยอดอีโคซิสเต็มในครั้งนี้ ซินเน็คฯ ให้ความสำคัญในการเติมเต็มสินค้าที่เป็นเทรนด์ของโลก และได้มีการเปิดตัวสินค้าเฮาส์แบรนด์เป็นครั้งแรกในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ภายใต้แบรนด์ S-Gear สอดรับสินค้าเกมมิ่ง และสินค้าไอทีไลฟ์สไตล์ในประเทศ มีความต้องการที่เติบโตสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด จึงเข้ามาสู่ธุรกิจต้นน้ำของอุตสาหกรรม อีกทั้ง ได้จับมือกับ Honor (ออนเนอร์) ผู้นำยอดขายสมาร์ทโฟนอันดับ 1 ในจีน มาบุกตลาดสมาร์ทดีไวซ์ในประเทศไทย ในรูปแบบที่เรียกว่า Full Service Distributor เพราะซินเน็คฯ ต้องการยกระดับการสนับสนุนพาร์ทเนอร์ ตลอดจนตอบสนองไลฟ์สไตล์ และความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ ในขณะที่ ปลายน้ำของอุตสาหกรรม ซินเน็คฯ ได้ เปิดตัว Swopmart แพลตฟอร์มซื้อ-ขาย สินค้าไอทีมือสอง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ธุรกิจหลัก และสร้างประสบการณ์แบบไร้รอยต่อให้แก่ผู้บริโภคด้วยแพลตฟอร์มที่น่าเชื่อถือ ในราคาที่เข้าถึงได้ เติมเต็ม Ecosystem ให้แก่พาร์ทเนอร์ ด้วยช่องทางการขายและการบริการรองรับ พร้อมกับการมุ่งเน้นด้าน e-waste management ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์กร
 
ซินเน็คฯ ชูจุดแข็งสำคัญ ในการนำประสบการณ์ด้านงานบริการสินค้าไอทีที่มีมากกว่า 30 ปี มาต่อยอดอีโคซิสเต็มในด้านบริการได้อย่างน่าทึ่ง โดยจัดตั้งบริษัท Service Point ขึ้นมา เพื่อสนับสนุนบริการหลังการขายให้กับพาร์ทเนอร์ จากการที่ซินเน็คฯ ได้รับความไว้วางใจให้เป็น Authorized Service Center ให้สินค้า IT & Smartphone มากกว่า 21 brand และเพื่อการเติบโตที่ชัดเจน ไม่ใช่เพียงแต่การให้บริการ After-sale Service เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมอีก 6 บริการที่สำคัญ ทั้งในด้าน Technical Support, Professional Service Device as the Service Contact Center, งานการเคลมสินค้าแบรนด์ภายใต้ “Trusted by Synnex” ตอกย้ำความเชื่อมั่นจากผู้บริโภค และ ศูนย์บริการ Service Center กว่า 26 ศูนย์ และมี Service Partner ทั่วประเทศกว่า 67 ราย (Synnex, Huawei, Xiaomi)
 
นอกจากนี้ ซินเน็คฯ กำลังเคลื่อนทัพสู่ตลาดคอมเมอร์เชียลอย่างเต็มรูปแบบ รับแนวโน้มองค์กรธุรกิจมีการลงทุนกับเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น โดยประกาศลงทุนในบริษัท ไซเบอร์ตรอน จํากัด (Cybertron) ศูนย์เฝ้าระวังภัยคุกคามด้านความมั่นคงทางระบบออนไลน์ ดึงบุคลากรและผู้บริหารชั้นนำ “ดร.ปริญญา หอมเอนก” ผู้เชี่ยวชาญนัมเบอร์วันไซเบอร์ซีเคียวริตในเมืองไทยมาเป็นพันธมิตร เพราะมองว่าความปลอดภัยกลายเป็นเรื่องสำคัญของธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยี โดยเฉพาะความปลอดภัยด้านข้อมูล ซึ่งต้องยอมรับว่าตลาดนี้ยังเติบโตได้อย่างมีนัยสำคัญ การจับมือร่วมกับ Cyberton ครั้งนี้ เพื่อรองรับความต้องการของตลาดแบบครบวงจรมากขึ้น ทั้งในด้าน Hardware Software และการให้บริการในยุค Digital Transformation
 
คุณสุธิดา กล่าวทิ้งท้ายถึงงาน “Synnex Partner Connect” นับเป็นการฉายภาพใหญ่ของการเป็นไอทีอีโคซิสเต็มของซินเน็คฯ ได้อย่างครบถ้วนที่สุด เราไม่หยุดนิ่งในการเดินหน้าตามเป้าหมายหลักขององค์กร และผสานพลังกับพาร์ทเนอร์ที่แข็งแกร่งของเรา เติบโตไปด้วยกัน ระหว่าง ซินเน็คฯ กับดีลเลอร์ และ เวนเดอร์ ไปพร้อมกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ภายใต้ Ecosystem ที่แข็งแกร่ง และยังคงขยายความร่วมมือต่อไปในอนาคต
 

ต้องการอัปเดตเทรนด์ Enterprise IT Infrastructure ล่าสุด เข้าร่วมงาน TTT 2022 Reinforce ฟรี

รวมแนวโน้ม เทคโนโลยี แนวทางปฏิบัติ และกรณีศึกษาที่น่าสนใจทางด้าน IT Infrastructure สำหรับองค์กร ครอบคลุมทั้งด้าน Cloud & Data Center, Networking, Cybersecurity และ Standards & Compliance รวม 4 Tracks 20 เซสชัน และบูธจัดแสดงนวัตกรรมจากหน่วยงาน/บริษัท IT ชั้นนำระดับโลกอีก 28 บูธ พร้อมลุ้นรับของรางวัลรวมมูลค่ากว่า 130,000 บาทภายในงาน ณ ศูนย์ประชุม BITEC บางนา วันพุธที่ 5 ตุลาคม 2022 ลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรี

from:https://www.techtalkthai.com/synnex-no-1-it-ecosystem-partner-connect-2022/

[Guest Post] บลูบิค เปิดเกมรุกปรับกลยุทธ์ครั้งใหญ่ เผยแผน 3 ปี เร่งปั้นพอร์ตโฟลิโอ ติดสปีดขยายธุรกิจและบริการสู่ตลาดโลกเพื่อการเติบโตแบบก้าวกระโดด มั่นใจโตไม่ต่ำกว่า 70% ต่อปี พร้อมเป็น Truly End-to-End Digital Transformation Partner

 บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ BBIK ที่ปรึกษาชั้นนำผู้ให้บริการด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันแบบครบวงจร ปรับกลยุทธ์ครั้งใหญ่ ปักธงเติบโตปีละไม่ต่ำกว่า 70% ด้วยแผนยุทธศาสตร์ 3 ปีที่เน้นเดินเกมเร็วขยายธุรกิจผ่าน บลูบิค พอร์ตโฟลิโอ ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มบริการด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันและดิจิทัลแพลตฟอร์ม (Digital Transformation Consulting Services & Digital Platform Portfolio) ที่มุ่งเน้นการเติบโตแบบ Organic Growth ด้วยการเพิ่มขีดความสามารถในการสร้างรายได้จากกลุ่มบริการหลักที่มีอยู่ ควบคู่กับการสร้างการเติบโตแบบ Inorganic Growth ผ่านการควบรวมกิจการ (Mergers and Acquisitions: M&A) กิจการร่วมค้า (Join Venture: JV) และการจัดตั้งบริษัทย่อย เพื่อเจาะตลาดใหม่ให้สามารถนำเสนอบริการและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีทั้งในและต่างประเทศ  พร้อมตอกย้ำเจตนารมณ์การเป็นพันธมิตรด้านดิจิทัลทรานสฟอร์เมชันครบวงจรให้กับองค์กรธุรกิจอย่างแท้จริง หรือ Truly End-to-End Digital Transformation Partner

นายพชร อารยะการกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การปรับแผนกลยุทธ์ทางธุรกิจครั้งใหญ่นี้ นอกจากจะทำให้บริการของบริษัทฯ ครอบคลุมทุกแง่มุมของการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันแล้ว ยังสามารถตอบโจทย์ลูกค้าองค์กรตั้งแต่ขนาดเล็กจนถึงใหญ่ ดังนั้นนับจากนี้ทิศทางการเติบโตของบริษัทฯ จะมีความชัดเจนและเป็นรูปธรรมมากขึ้นโดยเฉพาะในมิติของการสร้างรายได้และการเติบโตให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งภายใต้กลยุทธ์การเติบโตนี้ จะประกอบไปด้วย 4 แผนงานหลัก ดังนี้ 

นายพชร อารยะการกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
  1. ขยายธุรกิจบริการหลักให้ครบวงจรเป็น Truly End-to-End Services มากขึ้น  เพื่อตอบโจทย์ทุกมิติความต้องการในการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันของลูกค้า ซึ่งบริษัทฯจะ มุ่งเน้นให้ความสำคัญเรื่องคุณภาพการให้บริการควบคู่กับการขยายธุรกิจรูปแบบใหม่โดยเฉพาะในกลุ่มบริการหรือเทรนด์เทคโนโลยีสำคัญหลังจากเปลี่ยนผ่านองค์กรสู่ระบบดิจิทัล (Post Digital Transformation) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างการเติบโตเชิงรายได้ให้กับบริษัทฯ อีกด้วย โดยล่าสุดได้มีการขยายบริการที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบและความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber Security and Solution Implementation Services) เนื่องจากองค์กรธุรกิจเริ่มเห็นความสำคัญในเรื่องการลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามไซเบอร์ที่ไม่น้อยไปกว่าการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน ฉะนั้นจึงจัดตั้งบริษัท บลูบิค ไททันส์ จำกัด ขึ้นเพื่อดำเนินธุรกิจดังกล่าว 
  2. ลงทุนในธุรกิจเกี่ยวกับดิจิทัลแพลตฟอร์มที่เป็นเทรนด์แห่งโลกอนาคต เป็นการสร้างโอกาสทางธุรกิจ ผ่านการให้บริการที่เกี่ยวกับดิจิทัลแพลตฟอร์มและไอทีโซลูชันที่สามารถรองรับความต้องการและเทรนด์ธุรกิจใหม่ เพื่อปูทางสู่การสร้างรายได้แบบประจำ (Recurring Income) และขยายฐานลูกค้าที่ครอบคลุมทั้งกลุ่มลูกค้าขนาดเล็กจนถึงขนาดใหญ่ โดยบริษัทฯ เห็นโอกาสในการเติบโตจากธุรกิจดิจิทัลแพลตฟอร์มที่เข้ามาสนับสนุนกการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันและเทรนด์การทำธุรกิจรูปแบบใหม่ ทำให้บริษัทฯ ได้มีการอนุมัติจัดตั้ง บริษัท บลูบิค เน็กซัส จำกัด เพื่อรุกธุรกิจด้านพัฒนาระบบแพลตฟอร์มดิจิทัลและบล็อกเชนโซลูชัน (Digital Platform and Blockchain Solutions) 
  3. ขยายธุรกิจต่างประเทศ ตอกย้ำมาตรฐานการให้บริการระดับสากล เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญของบริษัทฯ เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจในตลาดต่างประเทศมีขนาดใหญ่และมีความต้องการในการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง สำหรับแผนการรุกตลาดต่างประเทศนี้ บริษัทฯ จะใช้จุดแข็งด้านศักยภาพของบุคลากรไอทีผนวกกับข้อได้เปรียบด้านต้นทุนการให้บริการที่สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก ซึ่งล่าสุดมีการขยายธุรกิจบริการด้านพัฒนาระบบดิจิทัลและให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยี (Digital Excellence and Delivery) ไปยังตลาดยุโรป ผ่านการจัดตั้ง บริษัท บลูบิค (สหราชอาณาจักร) จำกัด ที่ประเทศสหราชอาณาจักร และกำลังอยู่ระหว่างการศึกษาจัดตั้งบริษัทย่อยในต่างประเทศเพิ่มเติม
  4. สร้างการเติบโตผ่านการควบรวมกิจการ (M&A) และกิจการร่วมค้า (JV) มากยิ่งขึ้น โดยบริษัทฯ จะโฟกัสการลงทุนร่วมกับพันธมิตรที่มีความแข็งแกร่งและเชี่ยวชาญเฉพาะทางที่สามารถต่อยอดด้านบริการและธุรกิจ (Synergy)  ซึ่งแผนการเติบโตนี้ยังเป็นกลไกสำคัญที่สนับสนุนแผนงานอื่นที่ได้กล่าวมาข้างต้นและเพิ่มโอกาสในการขยายธุรกิจกับพันธมิตรในอนาคตเพื่อสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดดร่วมกัน ยกตัวอย่างเช่น การลงทุนจัดตั้ง บริษัท ออร์บิท ดิจิทัล จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง บลูบิค และ บริษัท ปตท. นำ้มันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ เมื่อปีที่ผ่านมา 

“จากแผนกลยุทธ์ทางธุรกิจทั้ง 4 ด้าน ผนวกกับจุดแข็งของบริษัทฯ ที่ประกอบด้วย ความรู้ความเข้าใจทั้งในด้านธุรกิจและเทคโนโลยีขั้นสูง (Deep Tech) ที่ครอบคลุมตั้งแต่ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี (Technology Implementation) การพัฒนาซอฟต์แวร์และดิจิทัลแพลตฟอร์ม (Software & Digital Platform Development) รวมถึงข้อได้เปรียบจากการดำเนินธุรกิจในต่างประเทศที่ได้รับการยอมรับและมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีชาวต่างชาติจำนวนมาก ดังนั้น เราจึงเชื่อมั่นว่า บริษัทฯ จะสามารถเดินตามแผนเพื่อการเติบโตอย่างก้าวกระโดดและยั่งยืนได้อย่างแน่นอน” นายพชร กล่าว

 ในขณะเดียวกัน การเป็น “Truly End-to-End Digital Transformation Partner” ถือเป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนกลยุทธ์ทางธุรกิจของบลูบิค โดยบริษัทฯ มีความมุ่งมั่นและทุ่มเทในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้แก่องค์กรธุรกิจไทยและต่างประเทศท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ด้วยเหตุนี้บลูบิคจึงไม่หยุดพัฒนาบริการ สรรหาเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความเชี่ยวชาญเพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถพลิกโฉมทางธุรกิจ สร้างคุณค่าและประสบการณ์ที่ดีตลอดจนสร้างรายได้และกำไรได้อย่างต่อเนื่องในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลได้ในที่สุด

นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้คาดการณ์ว่าผลประกอบการปีนี้จะเติบโตอย่างโดดเด่นไม่ต่ำกว่า 70% ซึ่งขณะนี้ บริษัทฯ มียอดรอรับรู้รายได้จากแบ็คล็อก (Backlog) สะสมแล้ว 448 ล้านบาทโดยจะมียอดรับรู้รายได้ของปีนี้ถึง 226 ล้านบาท สำหรับผลประกอบการ 6 เดือนแรกของปี พ.ศ. 2565 บริษัทฯ มีรายได้รวม 243.19 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 62 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า (YoY) ที่มีรายได้ 126.9 ล้านบาท หรือเติบโต 92% และมีกำไรสุทธิ 30 ล้านบาทหรือเพิ่มขึ้น 105% โดยมีสัดส่วนการรับรู้รายได้แบบประจำ (Recurring Income) ราว 46% ของรายได้รวม ในขณะเดียวกันผลประกอบการรายได้ของปี 2564 อยู่ที่ 303 ล้านบาท 

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริษัท สามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ Website : www.bluebik.com หรือติดตามข่าวสารผ่านทางโซเชียลมีเดียได้ที่ Facebook Page : Bluebik Group และ LinkedIn : Bluebik Group

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-bluebik-new-3-years-plan-strategy-to-build/

[Guest Post] ตัวตึง IT “ไพโรจน์ IKP” ย้ำหัวใจของ Automation คือ Integration

เมื่อเร็วๆ นี้ คุณไพโรจน์ ร่วมวิบูลย์สุข CEO แห่ง iknowplus บริษัทบริการด้าน IT ครบวงจร ขึ้นเวทีฉลองครบ 70 ปี IBM ประเทศไทย เพื่อเป็น Speaker ในหัวข้อ AI Powered Integration No Automation without Integration ที่คน IT จำนวนมากต่างรอคอยเก็บเกี่ยวความรู้อันน่าสนใจนี้ แต่สำหรับคนที่ไม่ได้ไปฟัง อย่าเพิ่งเสียใจ เพราะเรามี “คำต่อคำ” แบบละเอียดยิบ ของผู้ที่จัดว่าเป็น “ตัวตึง” แห่งโลก IT มีประสบการณ์มากกว่า 30 ปี และฝันจะดันวงการ IT ไทยให้ไปได้ไกลระดับสร้าง ซิลิคอน วัลเลย์ แห่งสยามประเทศ มาให้ได้ฟังกันแบบเก็บทุกเม็ดไม่มีพลาด!

เพราะโลกยุคนี้ AI หรือ “ปัญญาประดิษฐ์” มีบทบาทสำคัญมาก คุณไพโรจน์ ผู้ซึ่งเคยเป็นสมาชิก IBM มา 20 ปี และได้สร้าง iknowplus  มาแล้วกว่า 5 ปี ได้นำเสนอแนวคิดเรื่อง No automation without integration โดยฟันธงกันไปชัดๆ เลยว่า หากไร้ซึ่งการเชื่อมโยงข้อมูลที่ดีแล้ว ระบบอัตโนมัติทุกสิ่งอย่างในโลก IT จะไร้ซึ่งประสิทธิภาพโดยสิ้นเชิง

                “แน่นอนว่า No automation without integration หากไร้การเชื่อมโยงที่สมบูรณ์ เราจะไม่สามารถสร้างระบบอัตโนมัติที่มีประสิทธิภาพได้ เทรนด์ IT ทุกวันนี้ ทุกคนพูดถึง AI  หรือ ปัญญาประดิษฐ์ โดยนำมาช่วยสร้างระบบอัตโนมัติต่างๆ สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยในการสร้างโปรแกรมที่ชาญฉลาด คือการเชื่อมโยงข้อมูล แต่เราจะเชื่อมโยงข้อมูลอย่างไร จะเห็นได้ว่าระบบสามารถรู้ข้อมูลทุกอย่างได้ ก็เพราะจากการซัพพอร์ตด้วยข้อมูลต่างๆ ทว่าในความเป็นจริงแล้ว ข้อมูลส่วนใหญ่อยู่กันแบบกระจัดกระจาย และอยู่ในรูปแบบที่หลากหลาย เราจะกวาดข้อมูลทั้งหมดจากทุกที่และทุกรูปแบบไม่ได้ ถ้าเราไม่สามารถสร้างหรือมีระบบการเชื่อมโยงการเก็บข้อมูลที่ดี”            

                CEO แห่ง iknowplus พยายามอธิบายอย่างช้า ชัด ละเอียด และแม้ผู้ฟังหรือผู้อ่านที่ไม่ใช่คนในแวดวง IT ก็สามารถเข้าใจได้ และกล่าวต่อถึงความสำคัญในการบูรณาการระบบการทำข้อมูลว่า ในยุคนี้ ความฝันของธุรกิจ องค์กร หน่วยงาน บริษัท ที่ให้ความสำคัญกับการใช้ IT ในการดำเนินการ มีความต้องการที่จะไปให้ถึง Digital Transformation และการมาถึงของโควิด-19 เป็นตัวเร่งปฏิกิริยานั้น เพราะเมื่อโลกจริงหยุดชะงักเพราะ Social Distance แต่ธุรกิจและการทำงานยังต้องขับเคลื่อนตลอดเวลา การพึ่งพาความสามารถทาง IT ในการดำเนินธุรกิจและธุรกรรมต่างๆ ผ่านทางออนไลน์ได้ กลายเป็น “ทางหนีตาย” และเมื่อ โควิด-19 ซาลง จึงกลายเป็น “ทางใหม่” ที่สะดวกกว่า และลดภาระค่าใช้จ่าย รวมถึงเพิ่มโอกาสได้อย่างที่หลายคนคาดไม่ถึง เหล่าคน IT จึงเกิดคำถามว่า จะพัฒนาระบบ หรือ บริการ ของระบบอัตโนมัติต่างๆให้เร็วขึ้นตามทันโลกออนไลน์ได้อย่างไร? และเราจะมีวิธีการอย่างไรให้สามารถเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ เพื่อประสาน หรือ สนับสนุน การทำระบบอัตโนมัติให้รวดเร็ว?

                “ณ วันนี้เราพูดถึงระบบที่หลากหลายมากขึ้น ต่อเนื่องจาก Cloud Technology ที่เข้ามา ผมเชื่อว่าหลายองค์กร ณ วันนี้ จะมีทั้งระบบที่ใช้ DATA Center ของตัวเอง หรือไปใช้ Cloud จากคนอื่น ทั้ง IDUS Microsoft Google หรือ IBM ซึ่งบางทีก็เลี่ยงไม่พ้นเรื่องของข้อมูลที่เป็น Soft Data ที่เราจะต้องทำเรื่อง AI เพราะฉะนั้นจึงเป็นประเด็นว่า เราจะทำอย่างไรให้ข้อมูลของเราสนับสนุนหรือตามทันระบบที่ค่อนข้างซับซ้อน หรือ Application ที่เกิดขึ้นใหม่ตลอดเวลา ได้อย่างรวดเร็ว ส่วนหนึ่งเราต้องเผชิญกับปัญหาการเลิกจ้างบุคลากร จากที่เห็นตัวเลขอ้างอิงงานวิจัยต่างประเทศ ทักษะของบุคลากรในองค์กรจึงเป็นข้อจำกัดหนึ่งที่เราพยายามที่จะหาวิธีการใช้และการจัดการระบบและข้อมูลที่ง่ายขึ้น บริหารจัดการสะดวกมากขึ้น นั่นคือ Key Trends ที่เกี่ยวข้องว่า เทคโนโลยีจำเป็นต้องเกิดขึ้น โดยมีกระบวนการที่รองรับสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ซึ่งนั่นคือ สิ่งที่เราจะทำตัวกระตุ้นเพื่อซัพพอร์ตกระบวนด้านออนไลน์ต่าง ๆ ในการที่แต่ละองค์กรที่จะพัฒนาตัวเองไปสู่ดิจิตอลให้มีประสิทธิภาพ สิ่งที่เราต้องการก็คือ ระบบ Automation ที่รวดเร็ว ซึ่งภายใต้ระบบ Automation ที่รวดเร็ว ต้องมีระบบ Integration ที่มีประสิทธิภาพ หรือ Demand for speed automation and integration จะเห็นว่า นั่นคือสิ่งที่ต้องไปด้วยกัน มีตัวเลขจากฟอร์บส์ หรือ ดิจิศาสตร์ทางธุรกิจ พบว่า มากกว่า 70% ของ Digital transformation project เกิดความล้มเหลว เนื่องจากคุณภาพของระบบการเชื่อมโยงข้อมูลยังไม่ดีพอ”

                คุณไพโรจน์ยืนยันว่า การไม่คำนึงถึงนโยบายหรือกลยุทธ์ในมิติของการบริหารจัดการเรื่องข้อมูลที่เกิดขึ้นจากระบบต่างๆ ที่ไม่ดีพอ เป็นอุปสรรคสำคัญที่ขวางทางการไปสู่ Digital Transformation ดังนั้น สิ่งสำคัญคือกลยุทธ์ในการสร้างรูปแบบที่จะสามารถจัดการข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทาง IBM เล็งเห็นและมีวิสัยทัศน์ในเรื่องดังกล่าวอยู่แล้ว จึงได้สร้างและพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อช่วยในการจัดทำระบบ Integration เพื่อสร้างประสิทธิภาพของการเชื่อมโยง บริการ หรือจัดเก็บและบริหารข้อมูลต่างๆ ให้ดีขึ้น ใช้งานง่ายขึ้น โดยได้นำ AI เข้ามาประยุกต์ใช้ User สามารถ ดู feedback ข้อมูลกลับเข้าในระบบ สามารถควบคุมหลังบ้าน ซึ่งจะช่วยในการบริหารจัดการข้อมูลได้ง่ายและมีประสิทธิภาพขึ้น เช่นเดียวกันคือรูปแบบ Integration ที่มีขีดความสามารถในการสนับสนุนข้อมูลที่ถูกจัดเก็บในรูปแบบที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นไฟล์นามสกุลต่างๆ  ภาพ เสียง คลิป สตรีมมิ่ง รวมถึงการประยุกต์ใช้ที่หลากหลายมากขึ้น

                “การประยุกต์ใช้มีหลากหลายรูปแบบ บางประเภทใช้เพื่อเชื่อมโยงกับข้อมูลไม่เยอะ บางประเภทอาจเหมาะกับทั้งที่เป็น Hight Volume การมีความถี่ของข้อมูล อย่างเช่นพวก IOT มี Data ส่งฟรีตลอดเวลา ฉะนั้นเราต้องคำนึงถึงรูปแบบการเชื่อมโยงข้อมูลที่แตกต่างกัน ตัว solution จึงสามารถเลือกใช้ตามรูปแบบการเชื่อมโยงแตกต่างกันได้ แล้ว Automation เข้ามามีบทบาทอย่างไร เรื่องนี้ในมุมของการ Engage ลูกค้า ณ วันนี้ เปลี่ยนไป ทุกคนเข้าถึง Mobile ที่เป็น Smartphone และ ทุกอย่างกลายเป็น Self Service เราพยายามให้ลูกค้าใช้บริการด้วยตัวเอง สามารถที่จะรวบรวมและเสิร์ฟข้อมูลทุกอย่างอยู่กับที่ให้กับลูกค้า เพราะฉะนั้นเหล่านี้คือระบบอัตโนมัติทั้งสิ้น เราจะต้องเอาข้อมูลต่างๆในองค์กรหรือแม้กระทั่งที่อยู่ภายนอกเชื่อมโยงเข้ามา เช่น  การเงิน ธนาคาร เราไปสมัครกู้ขอสินเชื่อ ข้อมูลที่เกิดขึ้นก็จะมีความเกี่ยวข้องตั้งแต่ใบสมัคร เรื่องข้อมูลดอกเบี้ยต่างๆที่เราจะได้ หรือแม้แต่พวกข้อมูลที่เป็นฝั่งผู้ขอสมัครที่จะต้องยินยอมให้กับทางธนาคาร สิ่งเหล่านี้เราจะมีวิธีการเชื่อมโยงยังไงให้รวดเร็ว รวมถึงกรณีที่มีการอนุมัติแล้วไปถึงการแจ้งผล จะเห็นได้ว่าเทคนิคต่างๆอาจจะมีการใช้เทคโนโลยีที่แตกต่างกัน บางอย่างอาจจะเชื่อมต่อ NBI บางอย่างอาจจะเชื่อมป็นเทคโนโลยีแบบเดิมที่ต้องเชื่อมระบบเดิมๆ อยู่ บางอย่างข้อมูลเยอะมาก ก็ต้องมาคิดว่าต้องใช้วิธีแบบไหน เพราะอย่างนี้เอง รูปแบบของการช่วงเชื่อมโยงข้อมูล ก็จะหลากหลาย เช่นเดียวกันกับเรื่องของการจองตั๋วเครื่องบินผ่านแอพฯ อาจมีตั้งแต่ข้อมูลของไฟล์ แม้แต่การติดขัดอะไรที่เกิดขึ้น ก็มี Chat Bot ช่วยตอบ แต่ต้องอย่าลืมว่า เราต้องมีข้อมูลให้ Chat Bot เรียนรู้เพื่อมาคุยกับผู้ขอใช้บริการ รวมถึงการแจ้งเตือนต่างๆ ดังนั้นจะเห็นว่ารูปแบบของการเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับการเชื่อมโยงข้อมูลหลังบ้านหมดแล้วแต่แต่ละที่แต่ละองค์กรแตกต่างกัน”                  

                 คุณ ไพโรจน์ CEO ของ iknowplus อธิบายเพิ่มเติมอีกว่า รูปแบบของการทำ integration ทุกวันนี้ จะมีตั้งแต่ API หรืออาจมีลักษณะที่เป็น Messaging Steaming File Transfer หลากหลาย สิ่งเหล่านี้เป็น Interface ของ User Mobile Application ส่วนหลังบ้านอาจจะมีระบบ AI RPA สร้าง Bot หรือโปรแกรมโต้ตอบผู้ใช้ แต่สิ่งสำคัญหลังจากนั้น คือ “ข้อมูล” ซึ่งข้อมูลอาจจะอยู่บน Cloud Data Center ที่มีการเขียน Condition ต่างๆ ทำให้เห็นได้ชัดเจนว่า เหล่านี้คือสิ่งที่ Integration มีความซับซ้อนในการที่จะสนับสนุนการทำระบบอัตโนมัติต่างๆ ดังนั้นความสำคัญของระบบ Integration คือ “หัวใจ”  ยิ่งตอนนี้โลกต้องการข้อมูลที่เป็น Real-Time มากเท่าใด ระบบการเชื่อมโยงยิ่งต้องมีความสัมพันธ์มากขึ้นเท่านั้น เพราะฉะนั้นในส่วนของการออกแบบ Integration ก็มีมุมมองที่เปลี่ยนไปนับตั้งแต่กระบวนการของกระบวนการของ People & Process , Architecture , Technology ที่เปลี่ยนไป การเขียนโค้ด การควบคุม ที่ทันที่ที่ลงระบบบ User ก็ สามารถมอนิเตอร์ได้ทันที นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นตอบสนองการเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็วของโลกที่เกิดขึ้น

                “เพราะฉะนั้นกระบวนการ Approach ของ Ownership จะเปลี่ยนไป จากแต่ก่อนคนที่รับผิดชอบ Integration จะมีทีมงานส่วนกลาง แต่ตอนนี้ดีไซน์สมัยใหม่จะให้ระบบมาอยู่ที่ Ownership ในส่วนของ Architecture พยายามทำเป็นคอนเซปต์ เป็น File Plain คือ ลด Impact เวลาขึ้นระบบ ลด Emergency ระหว่างโค้ด ถ้าเกิดปัญหาขึ้น เราสามารถที่จะไม่ต้องรีสตาร์ทระบบ แต่มีระบบการรองรับ และมีสเกลที่สามารถรองรับการ Overload ได้ปริมาณเยอะ เพื่อไปถึง Cloud Native Technology แต่เดิม คือ Intra-Base Project ที่ทีมจะประกอบด้วย ทีมIT ดู Hardware ดู Application รวมกัน มีส่วนที่เป็น Product Specialist แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่ คอนเซ็ปต์มันกลายเป็นแอพพลิเคชัน ในรูปแบบ Business ถูกยุบเหลือ Role เดียว ทำหน้าที่ผ่าน Cloud Technology ขอข้อมูล ทรัพยากรผ่าน Cloud ในรูปแบบที่เรียกว่า Cloud Native  กระบวนการที่ต้องมี Specialist จะหายไป ส่วน Developer แค่เป็นส่วนที่คอยแนะนำว่าชุดข้อมูลนี้จะไปเทคโนโลยีไหน รูปแบบบทบาทของคนในองค์กรก็จะเปลี่ยนไปด้วยเทคโนโลยีที่ใช้ในลักษณะ Cloud Native ซึ่งทำให้เกิดรูปแบบการลด Error ของการเขียน Code ต่างๆ ระบบทดสอบ สร้างคอนเซปอิมเมจเชื่อมโยงกับธุรกิจ ที่มีฟังก์ชั่นตอบสนอง Intergrader จะเห็นได้ว่าโมเดลมันเปลี่ยนไปจากระบบแบบเดิมๆ ในระบบเดิมจะมี Middle ware คือ Centrally Old Antimonate ทีมตรงกลางที่คอยดูแล Middleware สิ่งที่เราจะเห็นคือ ตัวแอพพลิเคชั่นทุกอย่างมีการเชื่อมโยงกันผ่าน Middle ware เป็นคนกลางบริหารจัดการทั้งหมด แต่แนวคิดสมัยใหม่ไม่ใช่ ด้วย Concept ของ Micro Service หรือ Cloud Native โดย Owner จะดูแลส่วนที่ Integration ที่รับผิดชอบโดยตัวระบบเอง ดังนั้น Concept Micro Service  คือ แต่ละคนในทีมสามารถทำงานของตัวเองได้เลย ไม่ต้องทำงานรอกัน ทำโค้ดของตัวเองได้เลย”

                นอกเหนือจากการเปลี่ยนแปลง People Process แล้ว คุณไพโรจน์ยังกล่าวถึงเทคโนโลยีที่เป็นแพลตฟอร์ม ซึ่งเปลี่ยนไปในเชิงที่ Concept Multi อยู่ในรูปแบบ Concept Container Base โดยเป็นตัวช่วยให้ใช้ทรัพยากรมีประสิทธิภาพมากขึ้น Overhead น้อยลง แต่บริหารจัดการ Port Trinity การย้ายระบบบน Cloud ได้ดีขึ้น ซึ่ง Ideal Solution คือ จะนำ Software ที่เป็น Cloud Pack เข้ามามีตั้งแต่ Certified Container ผ่านการทดสอบแล้ว มีระบบ Priority แล้ว มีบริหารจัดหารที่พร้อมติดตั้งทุกอย่าง ใช้ทรัพยากรน้อยลง ทั้งหมดนี้คือส่วนของประโยชน์ของ Integrator ของ IBM ที่มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีแนวคิดของ Cloud Native เข้ามา โดยที่มีการปรับเรื่อง คน เทคโนโลยี ที่นำเข้ามาใช้ ซึ่งผลิตภัณฑ์ตัวนี้ เรียกว่า Cloud Pack for Integration ภายในประกอบด้วย Module ต่างๆ ตั้งแต่ Management App Integration  Enterprise Messaging เราสามารถสร้างระบบผ่านตัว AI โดยเชื่อมโยงกับ Automation Foundation ทุกอย่างคือการเชื่อมโยง ทุกอย่างจะอยู่บน Technology Container ที่จะอยู่บน Cloud ของ Vender ใดก็ได้ เพราะแพลตฟอร์มตัวนี้รองรับการสนับสนุนระบบอัตโนมัติต่างๆ โดยจะมีส่วนที่มีให้ฟรี คือ Foundation Dashboard ตัว Core คิดค่า License แบ่งกลุ่มตามการเชื่อมโยงข้อมูลที่อยู่ใน Pack ของ Cloud Pack Integration คือ ระบบ API มาตรฐานในการเชื่อมโยงรูปแบบ

                “ในส่วนของ App Integration จะใช้ในเชิงที่ข้อมูลยังเป็นแบบเดิมๆ ที่เรายังต้องการเชื่อมโยงอยู่ ส่วนของ Enterprise Messaging คือ Message Que ของ IBM, Streaming Concept, File Transfer ช่วยส่งผ่านข้อมูลไฟล์ใหญ่ๆ และ security ในการเชื่อมโยงข้อมูลทั้งหมด หน้าจอทำทุกอย่างผ่าน CI, CD, Management Monitor, หน้า Dashboard แสดง Data ข้อมูลแบบเรียลไทม์ สามารถควบคุม Performance หรือ ปัญหาได้ และพร้อมแก้ไข ดังนั้น Cloud pack ของ IBM เป็น Cloud Native Ready ออกแบบโดยใช้ Concept Micro Service แล้วยังมีเครื่องมือ Transformation Advisor สำหรับลูกค้าเดิมที่ต้องการ Drive ข้อมูลมาอยู่แพลตฟอร์มใหม่อีกด้วย” CEO แห่ง iknowplus ทิ้งท้าย

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-ikp-ai-powered-integration-no-automation-without-integration/