คลังเก็บป้ายกำกับ: GUEST_POSTS

Pure Storage มุ่งเน้นพัฒนาโลกให้ดีขึ้นด้วย ผู้คน เทคโนโลยี และธุรกิจ [Guest Post]

Pure Storage มุ่งเน้นที่จะพัฒนาโลก 3 ประการ คือ สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมภิบาล หรือที่เรียกว่า ESG : Environmental, Social, and Governance อย่างต่อเนื่อง ด้วยกลยุทธ์การนำเสนอแพลตฟอร์มข้อมูลที่เรียบง่ายและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากเทคโนโลยีของเรา การดำเนินงานของเรา และบุคลากรของเรา

Pure Storage มีพันธกิจหลักในการกำหนดนิยามใหม่ของการจัดเก็บข้อมูล สัมผัสประสบการณ์การใช้งานที่ช่วยลดความซับซ้อนของผู้ใช้งาน มุ่งเน้นไปที่การทำสิ่งที่ถูกต้อง ส่งผลดีต่อลูกค้า คู่ค้า และพนักงาน ผ่านกลุ่มผลิตภัณฑ์และบริการของ Pure ช่วยให้ลูกค้าสามารถปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน การดำเนินงาน และแอปพลิเคชันให้ทันสมัย ทำให้การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลเป็นจริงสำหรับองค์กรของพวกเขา โดยนำกลยุทธ์ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้การดำเนินธุรกิจของ Pure ประสบความสำเร็จ

และวันนี้ Pure Storage ได้มีการจัดทำรายงาน ESG Report ฉบับแรก และมีความยินดีที่จะเผยแพร่ข้อมูลใหม่เกี่ยวกับเกณฑ์มาตรฐาน ข้อผูกมัด ค่านิยมในการดำเนินงาน ความสำเร็จ และผลลัพธ์ของเรา

Pure Storage ดำเนินธุรกิจของตนเองอย่างไร และจะช่วยให้ลูกค้าบรรลุเป้าหมาย ESG ของเขาได้อย่างไร

รายงาน ESG ของ Pure Storage ได้มีการอธิบายถึงประสิทธิภาพและกำหนดเกณฑ์มาตรฐานในอนาคตใน 3 ส่วนหลัก ได้แก่ เทคโนโลยี, การดำเนินงาน, และบุคลากร ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการนี้ด้วยการตรวจสอบอย่างอิสระในทุกแง่มุมของธุรกิจของ Pure Storage และการค้นพบที่น่าตื่นเต้นที่สุดประการหนึ่งจากการประเมินสาระสำคัญนี้คือ ผลิตภัณฑ์ Pure Storage สามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้และไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของลูกค้า

Pure Storage ช่วยให้ธุรกิจและองค์กรต่างๆ ลดการใช้คาร์บอนโดยตรงในระบบจัดเก็บข้อมูลได้ถึง 80% เมื่อเทียบกับข้อเสนอของคู่แข่ง และมากกว่า 80% เมื่อเทียบกับโซลูชันฮาร์ดดิสก์แบบจานหมุน ซึ่ง Pure Storage ยังคงมุ่งเน้นและพยายามทำสิ่งที่ถูกต้องมาอย่างต่อเนื่อง โดยผลิตภัณฑ์ของเราได้ให้ประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้นแก่ลูกค้าของเราผ่านผลิตภัณฑ์หลายรุ่น เราขอให้คำมั่นสัญญาว่าเราจะเดินหน้าต่อไปในฐานะผู้นำในอุตสาหกรรมด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในผลิตภัณฑ์และการดำเนินงานของ Pure Storage ซึ่งเป็นตัวเลือกของการจัดเก็บข้อมูลที่ยั่งยืนที่สุดในอุตสาหกรรม

และเราจะยังคงลดการปล่อยโดยตรงในขอบเขตที่ 1 การปล่อยทางอ้อมในขอบเขตที่ 2 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่ 3 อันเป็นผลมาจากการใช้ผลิตภัณฑ์ของลูกค้าของ Pure Storage พันธะสัญญาของ Pure Storage ได้อธิบายอย่างครบถ้วนในรายงาน ESG ประสิทธิภาพด้านสิ่งแวดล้อมของ Pure Storage ในปัจจุบันเป็นเพียงหนึ่งในหลายๆ เหตุผลที่ลูกค้าจำนวนมากเชื่อว่า Pure Storage เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในการรับมือกับความท้าทายทางธุรกิจ

ทุกคนที่ Pure Storage มีความภาคภูมิใจในความพยายามในการปรับปรุงโลกด้วยเทคโนโลยี การดำเนินงาน และบุคลากรของ Pure Storage และทั้งหมดนี้คือข้อมูลส่วนหนึ่งในรายงาน ESG หากต้องการรายงานฉบับเต็มสามารถดาวน์โหลดจากลิ้งค์ https://www.purestorage.com/content/dam/pdf/en/misc/esg/2021-esg-pure-report-technology.pdf

หากต้องการข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และโซลูชัน Pure Storage เพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ บริษัท คอมพิวเตอร์ยูเนี่ยน จำกัด โทร : 02-311-6881 #7151, 7158 หรือ Email : cu_mkt@cu.co.th

เรียบเรียงโดย :

คุณจารึก อรรฆยากร

System Engineer Specialist

Computer Union Co.,Ltd.

from:https://www.techtalkthai.com/pure-storage-esg-report-by-cu/

บิทคับ เอ็กซ์เชนจ์ ร่วมกับ บิทคับ อะคาเดมี ผนึกกำลัง Emurgo Cardano ประกาศ Learning Airdrops นำเสนอการเรียนรู้เพื่อการลงทุนอย่างยั่งยืน [Guest Post]

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2565 ณ บิทคับ เอ็ม โซเชียล ชั้น 9 ศูนย์การค้าเอมควอเทียร์ บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด หรือที่รู้จักกันในนาม บิทคับ เอ็กซ์เชนจ์ ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับใบอนุญาตจากกระทรวงการคลังและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. ร่วมกับ บริษัท บิทคับ แล็บส์ จำกัด หรือที่รู้จักกันในนาม บิทคับ อะคาเดมี ศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีบล็อกเชนและสินทรัพย์ดิจิทัล และ บริษัท Emurgo Cardano หนึ่งในผู้สร้างโปรเจกต์ชื่อดังอย่าง Cardano และหนึ่งในผู้สร้างเหรียญ ADA จัดพิธีลงนามในบันทึกข้อตกลงด้านการร่วมมือส่งเสริมการตลาด (Marketing Partnership Agreement) อย่างเป็นทางการ เพื่อร่วมมือกันเสริมสร้างความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีบล็อกเชนและสินทรัพย์ดิจิทัลและผลักดันกิจกรรม “Learning Airdrops” เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้เรื่องการลงทุนที่ปลอดภัยอย่างยั่งยืน

ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายสุกฤษฏิ์ พุทธวิริยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แล็บส์ จำกัด, นายชูศิลป์ เมธีไชยพงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด จาก บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด และ Mr. Rio Inaba ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ ของบริษัท Emurgo Cardano เป็นผู้ลงนาม

นายสุกฤษฏิ์ พุทธวิริยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แล็บส์ จำกัด ได้มอบวิสัยทัศน์สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ “การเรียนรู้และอัพเดตข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับโลกปัจจุบัน เนื่องจาก เทคโนโลยีต่าง ๆ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บิทคับ อะคาเดมี ศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีบล็อกเชนและสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งทำหน้าที่ในการเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อทุกคน เพื่อให้ทุกคนมีความปลอดภัยในการลงทุนจำเป็นจะต้องมีข้อมูล ข่าวสาร ที่อัพเดตและทันเหตุการณ์อยู่เสมอ โดยการร่วมมือกับบริษัท Emurgo Cardano ในครั้งนี้ เราจะได้รับข้อมูล ข่าวสาร และความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีบล็อกเชนของ Cardano จากแหล่งข้อมูลโดยตรง อีกทั้ง Emurgo Cardano ยังมี Emurgo Academy ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ให้ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญในต่างประเทศ นอกจากนี้เรายังมุ่งมั่นพัฒนาการเรียนรู้รูปแบบใหม่หรือ Learn & Earn เพื่อผลักดันให้ผู้เรียนมีความสนุกสนานในการเรียนรู้มากยิ่งขึ้น โดย บริษัท Emurgo Cardano จะเข้ามามีส่วนร่วมในการให้ผลตอบแทนในรูปแบบ Learning Airdrops ผ่านเหรียญ Cardano หรือ ADA เพื่อช่วยให้ทุกคนรู้จักและเข้าใจถึงเหรียญดังกล่าวอีกด้วย นับเป็นการผนึกกำลังครั้งสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมให้วงการบล็อกเชนในประเทศไทยเติบโตไปได้ไกลขึ้นอีกระดับ”

นายชูศิลป์ เมธีไชยพงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด จาก บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด ได้กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ “ความรู้และความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับทุกคน ก่อนการลงทุนทุกครั้งเราจะเน้นย้ำให้ทุกคนมีความรู้ ความเข้าใจอย่างแท้จริง ตลอดจนไตร่ตรองถึงความเสี่ยงที่ตนเองยอมรับได้ ในฐานะผู้ดูแลแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลอันดับหนึ่งของไทย เรามีความรับผิดชอบในการให้ความรู้ที่ชัดเจน ถูกต้อง และเป็นประโยชน์ต่อนักลงทุน ซึ่งสอดคล้องกับความตั้งใจของ Emurgo Cardano ผู้ผลิตสื่อการสอนในหลากหลายรูปแบบเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยในการลงทุน อีกทั้งยังเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการสร้างเหรียญระดับโลกอย่าง ADA ที่มีชุมชนฐานนักลงทุนในไทยที่ใหญ่ จึงเกิดเป็นความตั้งใจของทุกฝ่ายที่จะเสริมสร้างองค์ความรู้ พร้อมสร้างความเหนียวแน่นในกลุ่มนักลงทุนชาวไทย”

Mr. Rio Inaba ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ ของบริษัท Emurgo Cardano ได้กล่าวเสริม

“Cardano คือเครือข่ายบล็อกเชนที่มุ่งเน้นด้านการใช้งานส่วนสัญญาอัจฉริยะ (Smart Contract) เพื่อสร้างแอปพลิเคชันกระจายศูนย์ (Decentralized Applications : dApps) พร้อมทั้งยังมีจุดเด่นด้านการขยายเครือข่ายให้สามารถรองรับจำนวนผู้ใช้ที่เพิ่มสูงมากยิ่งขึ้น (Scalability) โดยใช้เหรียญ ADA ในบทบาทการชำระค่าธรรมเนียมการดำเนินการธุรกรรมต่าง ๆ ภายในเครือข่าย บริษัท Emurgo Cardano รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับบิทคับ เอ็กซ์เชนจ์ และ บิทคับ อะคาเดมี เนื่องจากเรามีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือ การผลักดันให้คนทั่วโลกมีความรู้เกี่ยวกับบล็อกเชน Cardano รวมถึงองค์ความรู้อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัลมากยิ่งขึ้น อีกทั้งชุมชน Cardano ในประเทศไทยมีความแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก จึงถือเป็นโอกาสที่ดีที่ได้ร่วมมือกันในครั้งนี้ โดย Emurgo Cardano คือหนึ่งในองค์กรหลักที่ทำหน้าที่เป็นผู้หาแนวทางแก้ไข (Solution) สำหรับทีมผู้พัฒนา องค์กร และภาครัฐ”

ติดตามกิจกรรมต่าง ๆ และข่าวสารที่เป็นประโยชน์ จาก บิทคับ เอ็กซ์เชนจ์ และ บิทคับ อะคาเดมี ผ่านทาง Facebook :  Bitkub Official และ Bitkub Academy

*คริปโทเคอร์เรนซี และ โทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจํานวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

from:https://www.techtalkthai.com/bitkub-exchange-bitkub-academy-and-emurgo-cardano-announce-learning-airdrops-offering-learning-for-sustainable-investing/

AWS ประกาศเปิดตัวอินสแตนซ์ EC2 ใหม่สามรายการ ที่ขับเคลื่อนโดยชิปที่ออกแบบโดย AWS [Guest Post]

อินสแตนซ์ Hpc7gที่มีชิป AWS Graviton3Eใหม่ให้ประสิทธิภาพด้านราคาที่ดีที่สุดสําหรับปริมาณงาน HPC บน Amazon EC2

อินสแตนซ์ C7gnที่มี AWS Nitro Cardsใหม่พร้อมระบบเครือข่ายที่ปรับปรุงแล้ว ให้อัตราการส่งถ่ายข้อมูลและประสิทธิภาพอัตราแพ็คเก็ตสูงสุดในอินสแตนซ์ที่ปรับเครือข่ายให้เหมาะสมกับ Amazon EC2

อินสแตนซ์ Inf2ที่ขับเคลื่อนโดยชิป AWS Inferentia2ใหม่ให้เวลาแฝงต่ำที่สุด ด้วยต้นทุนที่ต่ำที่สุดใน Amazon EC2สําหรับการเรียกใช้โมเดลการเรียนรู้เชิงลึก (Deep learning)ที่ใหญ่ที่สุด

ลาสเวกัส— 30 พฤศจิกายน 2565อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส (Amazon Web Services: AWS) บริษัทในเครือ Amazon.com ได้ประกาศเปิดตัวอินสแตนซ์ Amazon Elastic Compute Cloud (Amazon EC2) ใหม่สามรายการที่ขับเคลื่อนโดยชิปที่ออกแบบโดย AWS ซึ่งให้ประสิทธิภาพการประมวลผลที่ดียิ่งขึ้นแก่ลูกค้าด้วยต้นทุนที่ต่ำลงสําหรับปริมาณงานที่หลากหลาย อินสแตนซ์ Hpc7g ขับเคลื่อนโดยชิป AWS Graviton3E ใหม่ ให้ประสิทธิภาพการประมวลผลจุดลอยตัวต่อวินาที (floating-point performance) ที่ดีขึ้นถึง 2 เท่า เมื่อเทียบกับอินสแตนซ์ C6gn รุ่นปัจจุบัน และประสิทธิภาพที่สูงขึ้นถึง 20% เมื่อเทียบกับอินสแตนซ์ Hpc6a รุ่นปัจจุบัน ซึ่งมอบประสิทธิภาพด้านราคาที่ดีที่สุดสําหรับการประมวลผลประสิทธิภาพสูง (High performance computing: HPC) บน AWS อินสแตนซ์ C7gn ที่มี AWS Nitro Cards ใหม่ ให้อัตราการส่งถ่ายข้อมูลในเครือข่ายเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า และประสิทธิภาพแพ็กเก็ตต่อวินาทีเพิ่มขึ้น 2 เท่าต่อ CPU เมื่อเทียบกับอินสแตนซ์ที่ปรับให้เหมาะสมกับเครือข่ายรุ่นปัจจุบัน ซึ่งมอบอัตราการส่งถ่ายข้อมูลในเครือข่ายและประสิทธิภาพอัตราแพ็คเก็ตสูงสุด รวมถึงประสิทธิภาพด้านราคาที่ดีที่สุดสําหรับปริมาณงานที่ใช้เครือข่ายมาก อินสแตนซ์ Inf2 ซึ่งขับเคลื่อนโดยชิป AWS Inferentia2 ใหม่สร้างขึ้นเพื่อเรียกใช้โมเดลการเรียนรู้เชิงลึก (Deep learning) ที่ใหญ่ที่สุดถึง 175 พันล้านพารามิเตอร์ และให้ปริมาณการประมวลผลสูงถึง 4 เท่า และเวลาแฝงลดลงสูงสุด 10 เท่าเมื่อเทียบกับอินสแตนซ์ Inf1 รุ่นปัจจุบัน ซึ่งให้เวลาแฝงต่ำสุดด้วยต้นทุนที่ต่ำที่สุดสําหรับการอนุมานของแมชชีนเลิร์นนิง (Machine learning: ML) บน Amazon EC2

AWS มีประสบการณ์กว่าทศวรรษในการออกแบบชิปที่พัฒนาขึ้นเพื่อประสิทธิภาพและความสามารถในการปรับขยายในระบบคลาวด์ด้วยต้นทุนที่ต่ำลง ที่ผ่านมา AWS ได้เปิดตัวการออกแบบชิปแบบพิเศษ ซึ่งทําให้ลูกค้าสามารถเรียกใช้ปริมาณงานที่มีความต้องการสูงขึ้นด้วยคุณสมบัติที่แตกต่างกันซึ่งต้องการการประมวลผลที่รวดเร็วขึ้น, ความจุหน่วยความจําที่สูงขึ้น, พื้นที่จัดเก็บที่รับส่งข้อมูลได้เร็วขึ้น และอัตราการส่งถ่ายข้อมูลในเครือข่ายที่เพิ่มขึ้น นับตั้งแต่เปิดตัว AWS Nitro System ในปี 2013 AWS ได้พัฒนานวัตกรรมซิลิคอนที่ออกแบบโดย AWS หลายรุ่น ซึ่งรวมถึง Nitro System ห้ารุ่น, ชิป Graviton สามรุ่นที่ปรับให้เหมาะสมกับประสิทธิภาพและต้นทุนสําหรับปริมาณงานที่หลากหลาย, ชิป Inferentia สองรุ่นสําหรับการอนุมานของ ML และชิป Trainium สําหรับการเทรน ML นอกจากนี้ AWS ใช้ระบบอัตโนมัติในการออกแบบทางอิเล็กทรอนิกส์บนคลาวด์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวงจรการพัฒนาที่คล่องตัวสําหรับการออกแบบและการตรวจสอบซิลิคอนที่ออกแบบโดย AWS ช่วยให้ทีมสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมได้เร็วขึ้นและทําให้ชิปพร้อมใช้งานสําหรับลูกค้าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ด้วยชิปแต่ละตัวที่ต่อเนื่องกัน AWS สามารถส่งมอบชิปใหม่ที่ใช้กระบวนการซิลิคอนที่ทันสมัยและประหยัดพลังงานมากขึ้นในระยะเวลาที่คาดการณ์ได้และรวดเร็ว AWS นำเสนอการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานของขั้นตอน ต้นทุน และประสิทธิภาพให้กับอินสแตนซ์ Amazon EC2 ที่โฮสต์ชิปเหล่านั้น ทําให้ลูกค้ามีทางเลือกมากขึ้นในการผสมผสานชิปและอินสแตนซ์ที่ปรับให้เหมาะสมกับความต้องการปริมาณงานต่าง ๆ 

“ซิลิคอนแต่ละรุ่นที่ออกแบบโดย AWS ตั้งแต่ชิป Graviton ไปจนถึง Trainium, Inferentia และ Nitro Cards มอบประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น ต้นทุนที่ต่ำลง และประสิทธิภาพการใช้พลังงานสําหรับปริมาณงานของลูกค้าที่หลากหลาย” เดวิด บราวน์ รองประธานของ Amazon EC2 ของ AWS กล่าวว่า “การส่งมอบที่ต่อเนื่อง รวมกับความสามารถของลูกค้าในการเพิ่มประสิทธิภาพด้านราคาที่ดีขึ้นโดยใช้ AWS Silicon ช่วยขับเคลื่อนนวัตกรรมที่ไม่หยุดนิ่งของเรา อินสแตนซ์ Amazon EC2 ที่เราแนะนําในวันนี้มีการปรับปรุงที่สําคัญสําหรับปริมาณงาน HPC ปริมาณงานที่ใช้เครือข่ายมาก และการอนุมาน ML ทำให้ลูกค้าสามารถเลือกอินสแตนซ์ได้มากขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะของพวกเขา”

อินสแตนซ์ Hpc7g สร้างขึ้นเพื่อมอบราคาที่ดีที่สุดสําหรับการเรียกใช้ปริมาณงาน HPC ตามขนาดที่ต้องการบน Amazon EC2

องค์กรในหลายอุตสาหกรรมใช้ HPC ในการแก้ปัญหาทางวิชาการ วิทยาศาสตร์ และธุรกิจที่ซับซ้อน ปัจจุบัน ลูกค้าอย่าง AstraZeneca, Formula 1 และ Maxar Technologies ใช้ปริมาณงาน HPC แบบเดิม เช่น การประมวลผลจีโนมิกส์ พลศาสตร์ของไหลเชิงคํานวณ (Computational fluid dynamics: CFD) และการจําลองการพยากรณ์อากาศบน AWS เพื่อใช้ประโยชน์จากความปลอดภัย ความสามารถในการปรับขนาด และความยืดหยุ่นที่เหนือกว่าของ AWS วิศวกร นักวิจัย และนักวิทยาศาสตร์เรียกใช้ปริมาณงาน HPC บนอินสแตนซ์ Amazon EC2 ที่ปรับให้เหมาะสมกับ HPC (เช่น Hpc6a, Hpc6id, C5n, R5n, M5n และ C6gn) ซึ่งช่วยในการประมวลผลที่ไม่จํากัดและอัตราการส่งถ่ายข้อมูลในเครือข่ายระดับสูงระหว่างเซิร์ฟเวอร์ที่ประมวลผลและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างคอร์นับพัน แม้ว่าประสิทธิภาพของอินสแตนซ์เหล่านี้จะเพียงพอสําหรับการใช้งาน HPC ส่วนใหญ่ในปัจจุบัน แต่แอปพลิเคชันที่เกิดขึ้นใหม่ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และยานพาหนะอัตโนมัติต้องการอินสแตนซ์ที่ปรับให้เหมาะกับ HPC ซึ่งสามารถปรับขนาดเพิ่มเติมเพื่อแก้ปัญหาที่ยากขึ้นเรื่อย ๆ และลดต้นทุนของปริมาณงาน HPC ซึ่งสามารถปรับขนาดได้เป็นหลายหมื่นคอร์ขึ้นไป

อินสแตนซ์ Hpc7g ที่ขับเคลื่อนโดยโปรเซสเซอร์ AWS Graviton3E ใหม่มอบประสิทธิภาพด้านราคาที่ดีที่สุดสําหรับปริมาณงาน HPC ของลูกค้า (เช่น CFD, การจําลองสภาพอากาศ, จีโนมิกส์ และพลศาสตร์โมเลกุล) บน Amazon EC2 อินสแตนซ์ Hpc7g ให้ประสิทธิภาพจุดลอยตัวที่ดีขึ้นถึง 2 เท่าเมื่อเทียบกับอินสแตนซ์ C6gn รุ่นปัจจุบันที่ขับเคลื่อนโดยโปรเซสเซอร์ Graviton2 และประสิทธิภาพที่สูงขึ้นถึง 20% เมื่อเทียบกับอินสแตนซ์ Hpc6a รุ่นปัจจุบัน ทําให้ลูกค้าสามารถทําการคํานวณที่ซับซ้อนในคลัสเตอร์ HPC ได้สูงสุดหลายหมื่นคอร์ อินสแตนซ์ Hpc7g ยังมีแบนด์วิดท์หน่วยความจําสูงและอัตราการส่งถ่ายข้อมูลในเครือข่ายต่อ CPU สูงสุดในอินสแตนซ์ AWS ทั้งหมด เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เร็วขึ้นสําหรับแอปพลิเคชัน HPC ลูกค้าสามารถใช้อินสแตนซ์ Hpc7g กับ AWS ParallelCluster ซึ่งเป็นเครื่องมือการจัดการคลัสเตอร์แบบโอเพนซอร์ส เพื่อจัดเตรียมอินสแตนซ์ Hpc7g ควบคู่ไปกับอินสแตนซ์ประเภทอื่น ๆ ทําให้ลูกค้ามีความยืดหยุ่นในการเรียกใช้ปริมาณงานประเภทต่าง ๆ ภายในคลัสเตอร์ HPC เดียวกัน สําหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับอินสแตนซ์ Hpc7g สามารถดูได้ที่ aws.amazon.com/ec2/instance-types/hpc7g

อินสแตนซ์ C7gn มอบประสิทธิภาพที่ดีที่สุดสําหรับปริมาณงานที่ใช้เครือข่ายมากโดยมีอัตราการส่งถ่ายข้อมูลในเครือข่ายที่สูงขึ้น ประสิทธิภาพอัตราแพ็คเก็ตที่มากขึ้น และเวลาแฝงที่ต่ำลง

ลูกค้าใช้อินสแตนซ์ที่ปรับให้เหมาะกับเครือข่ายของ Amazon EC2 เพื่อเรียกใช้ปริมาณงานที่ต้องใช้เครือข่ายมาก เช่น การใช้งานเครือข่ายเสมือน (เช่น ไฟร์วอลล์ เราเตอร์เสมือน และโหลดบาลานเซอร์) และการเข้ารหัสข้อมูล ลูกค้าจําเป็นต้องปรับขนาดประสิทธิภาพของปริมาณงานเหล่านี้เพื่อจัดการกับปริมาณการใช้งานเครือข่ายที่เพิ่มขึ้น เพื่อรองรับการใช้งานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือเพื่อลดเวลาในการประมวลผลและมอบประสบการณ์ที่ดีขึ้นให้แก่ผู้ใช้งาน ปัจจุบัน ลูกค้าใช้อินสแตนซ์ขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อรองรับปริมาณการประมวลผลที่มากขึ้น โดยปรับใช้ทรัพยากรการประมวลผลมากกว่าที่จําเป็น ซึ่งเป็นการเพิ่มค่าใช้จ่าย ลูกค้าเหล่านี้ต้องการประสิทธิภาพแพ็กเก็ตต่อวินาทีที่เพิ่มขึ้น อัตราการส่งถ่ายข้อมูลในเครือข่ายที่สูงขึ้น และประสิทธิภาพการเข้ารหัสที่เร็วขึ้นเพื่อลดเวลาในการประมวลผลข้อมูล

อินสแตนซ์ C7gn ที่มี AWS Nitro Cards ใหม่ที่ขับเคลื่อนโดยชิป Nitro รุ่นใหม่รุ่นที่ 5 พร้อมการเร่งความเร็วเครือข่าย ให้อัตราการส่งถ่ายข้อมูลในเครือข่ายและประสิทธิภาพการประมวลผลแพ็คเก็ตที่ปรับให้เหมาะสมกับ Amazon EC2 ที่เพิ่มประสิทธิภาพเครือข่าย Nitro Cards จะลดภาระและเร่งความเร็วอินพุต/เอาต์พุตสําหรับฟังก์ชันต่าง ๆ จาก CPU ของโฮสต์ไปยังฮาร์ดแวร์เฉพาะเพื่อใช้ประสิทธิภาพทั้งหมดของอินสแตนซ์ Amazon EC2 กับปริมาณงานของลูกค้าเพื่อประสิทธิภาพที่สม่ำเสมอมากขึ้นด้วยการใช้งาน CPU ที่น้อยลง AWS Nitro Cards ใหม่ช่วยให้อินสแตนซ์ C7gn ทำให้อัตราการส่งถ่ายข้อมูลในเครือข่ายเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า และประสิทธิภาพแพ็กเก็ตต่อวินาทีเพิ่มขึ้น 2 เท่าต่อ CPU และลดเวลาแฝงของเครือข่าย Elastic Fabric Adapter (EFA) เมื่อเทียบกับอินสแตนซ์ Amazon EC2 รุ่นปัจจุบัน อินสแตนซ์ C7gn ยังมอบประสิทธิภาพการประมวลผลที่ดีขึ้นถึง 25% และประสิทธิภาพการทำงานที่เร็วขึ้นสูงสุด 2 เท่าสําหรับการเข้ารหัสเมื่อเทียบกับอินสแตนซ์ C6gn อินสแตนซ์ C7gn ช่วยให้ลูกค้าปรับขนาดได้ทั้งด้านประสิทธิภาพและปริมาณการประมวลผล และลดเวลาแฝงของเครือข่ายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพต้นทุนของปริมาณงานที่มีความต้องการใช้เครือข่ายสูงบน Amazon EC2 ให้เหมาะสม อินสแตนซ์ C7gn พร้อมให้ใช้งานแล้ววันนี้ในแบบพรีวิว หากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับอินสแตนซ์ C7gn สามารถดูได้ที่ aws.amazon.com/ec2/instance-types/c7gn

อินสแตนซ์ Inf2 สร้างขึ้นเพื่อรองรับการปรับใช้ deep learning ที่มีความต้องการมากที่สุดในปัจจุบัน พร้อมรองรับการอนุมานแบบกระจายและการปัดเศษแบบสุ่ม

นักวิทยาศาสตร์ข้อมูลและวิศวกร ML กําลังสร้าง deep learning ที่ใหญ่ขึ้นและซับซ้อนมากขึ้น เพื่อตอบสนองต่อความต้องการแอปพลิเคชันที่ดีขึ้นและประสบการณ์ส่วนบุคคลที่ปรับแต่งให้เหมาะสมยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs) ที่มีพารามิเตอร์มากกว่า 100 พันล้านตัวกำลังแพร่หลายมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยฝึกฝนกับข้อมูลจำนวนมหาศาล ซึ่งขับเคลื่อนความต้องการด้านการประมวลผลที่เติบโตอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน แม้ว่าการฝึกอบรมจะได้รับความสนใจอย่างมาก แต่การอนุมานจะคํานึงถึงความซับซ้อนและค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ (เช่น สําหรับทุกๆ 1 ดอลลาร์ที่ใช้ไปกับการฝึกอบรม จะใช้เงินมากถึง 9 ดอลลาร์ในการอนุมาน) ของการใช้แมชชีนเลิร์นนิงในการผลิต ซึ่งสามารถจํากัดการใช้งานและหยุดการสร้างนวัตกรรมของลูกค้า ลูกค้าต้องการใช้โมเดลการเรียนรู้เชิงลึกที่ล้ำสมัยในแอปพลิเคชันของตนในวงกว้าง แต่ถูกจํากัดด้วยต้นทุนการประมวลผลที่สูง ในปี 2019 เมื่อ AWS เปิดตัวอินสแตนซ์ Inf1 โมเดลการเรียนรู้เชิงลึกที่มีพารามิเตอร์นับล้าน ตั้งแต่นั้นมา ขนาดและความซับซ้อนของโมเดลการเรียนรู้เชิงลึกได้เติบโตขึ้นอย่างทวีคูณ โดยโมเดลการเรียนรู้เชิงลึกบางโมเดลที่มีพารามิเตอร์มากกว่าหลายแสนล้านพารามิเตอร์ ซึ่งเพิ่มขึ้น 500 เท่า ลูกค้าที่ทํางานบนแอปพลิเคชันรุ่นต่อไปโดยใช้การเรียนรู้เชิงลึกที่พัฒนาล่าสุด ต้องการฮาร์ดแวร์ที่คุ้มค่าและประหยัดพลังงานซึ่งมีเวลาแฝงต่ำและปริมาณงานสูงด้วยซอฟต์แวร์ที่ยืดหยุ่น ซึ่งช่วยให้ทีมวิศวกรสามารถปรับใช้นวัตกรรมล่าสุดของตนในวงกว้างได้อย่างรวดเร็ว

อินสแตนซ์ Inf2 ซึ่งขับเคลื่อนโดยชิป Inferentia2 ใหม่ รองรับ deep learning ขนาดใหญ่ (เช่น LLM การสร้างอิมเมจ และการตรวจจับเสียงพูดอัตโนมัติ) ที่มีพารามิเตอร์สูงสุด 175 พันล้านพารามิเตอร์ ในขณะที่ให้ต้นทุนต่อการอนุมานที่ต่ำที่สุดบน Amazon EC2 อินสแตนซ์ Inf2 เป็นอินสแตนซ์แรกที่ปรับให้เหมาะสมกับการอนุมานที่รองรับการอนุมานแบบกระจาย ซึ่งเป็นเทคนิคที่กระจายโมเดลขนาดใหญ่ไปยังชิปหลายตัว เพื่อมอบประสิทธิภาพที่ดีที่สุดสําหรับโมเดลการเรียนรู้เชิงลึกด้วยพารามิเตอร์มากกว่าหนึ่งแสนล้านตัว อินสแตนซ์ Inf2 ยังเป็นอินสแตนซ์แรกในระบบคลาวด์ที่รองรับการปัดเศษแบบสุ่ม ซึ่งเป็นวิธีการปัดเศษตามความน่าจะเป็นซึ่งให้มีประสิทธิภาพและมีความแม่นยําสูงขึ้น เมื่อเทียบกับโหมดการปัดเศษแบบเดิม อินสแตนซ์ Inf2 รองรับประเภทข้อมูลที่หลากหลาย รวมถึง CFP8 ซึ่งปรับปรุงปริมาณงานและลดพลังงานต่อการอนุมาน และ FP32 ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของโมดูลที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์จากประเภทข้อมูลที่มีความแม่นยําต่ำกว่า ลูกค้าสามารถเริ่มต้นใช้งานอินสแตนซ์ Inf2 ได้โดยใช้ AWS Neuron ซึ่งเป็นชุดเครื่องมือพัฒนาซอฟต์แวร์แบบครบวงจร (SDK) สําหรับการอนุมาน ML AWS Neuron ผสานรวมกับเฟรมเวิร์ก ML ยอดนิยม เช่น PyTorch และ TensorFlow เพื่อช่วยให้ลูกค้าปรับใช้โมเดลที่มีอยู่กับอินสแตนซ์ Inf2 โดยการเปลี่ยนแปลงโค้ดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เนื่องจากการแยกโมเดลขนาดใหญ่โดยใช้ชิปหลายตัวจำเป็นต้องมีการสื่อสารระหว่างชิปที่รวดเร็ว อินสแตนซ์ Inf2 จึงรองรับการเชื่อมต่อระหว่างอินสแตนซ์ความเร็วสูงของ AWS นั่นคือ NeuronLink ซึ่งให้การเชื่อมต่อแบบวงแหวน 192 GB/s อินสแตนซ์ Inf2 ให้ปริมาณการประมวลผลสูงถึง 4 เท่า และเวลาแฝงลดลงถึง 10 เท่าเมื่อเทียบกับอินสแตนซ์ Inf1 รุ่นปัจจุบัน และยังให้ประสิทธิภาพที่ดีขึ้นถึง 45% ต่อวัตต์เมื่อเทียบกับอินสแตนซ์ที่ใช้ GPU อินสแตนซ์ Inf2 พร้อมใช้งานแล้ววันนี้ในแบบพรีวิว หากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับอินสแตนซ์ Inf2 สามารถดูได้ที่ aws.amazon.com/ec2/instance-types/inf2

Arup เป็นกลุ่มนักออกแบบ ที่ปรึกษาด้านวิศวกรรมและความยั่งยืน ที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญระดับโลกที่ทุ่มเทเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนและการใช้จินตนาการ เทคโนโลยี เพื่อสร้างโลกที่ดีขึ้น “เราใช้ AWS ในการจําลองที่มีความซับซ้อนสูงเพื่อช่วยลูกค้าของเราในการสร้างอาคารสูง สนามกีฬา ศูนย์ข้อมูล และโครงสร้างพื้นฐานที่สําคัญในอนาคต พร้อมกับการประเมินและให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสภาพอากาศในเมือง ภาวะโลกร้อน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้คนมากมายทั่วโลก” ดร. ซินา ฮัสซันลี วิศวกรอาวุโสของ Arup กล่าวว่า “ลูกค้าของเราต้องการการจําลองที่รวดเร็วและแม่นยํามากขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยต้นทุนที่ต่ำลง เพื่อแจ้งการออกแบบของพวกเขาในช่วงแรกของการพัฒนา และเรามองว่าการเปิดตัวอินสแตนซ์ Amazon EC2 Hpc7g ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นจะช่วยให้ลูกค้าของเราสร้างนวัตกรรมได้เร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น”

Rescale เป็นบริษัทเทคโนโลยีที่สร้างซอฟต์แวร์และบริการบนระบบคลาวด์ ที่ช่วยให้องค์กรทุกขนาดสามารถส่งมอบความก้าวหน้าทางวิศวกรรมและวิทยาศาสตร์ที่ยกระดับมนุษยชาติ “เวลาแฝงที่ลดลงและประสิทธิภาพเครือข่ายระหว่างโหนดที่ดีขึ้นมีความสําคัญต่อแอปพลิเคชัน HPC ความสามารถในการทําซ้ำและปรับปรุงการออกแบบผลิตภัณฑ์อย่างรวดเร็วโดยใช้ CFD เป็นสิ่งสําคัญสําหรับลูกค้าของเรา ซึ่งให้ความสําคัญกับความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น นอกเหนือจากประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นเมื่อใช้งานระบบคลาวด์” มูลยันโต พอร์ต รองประธานฝ่ายคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูงที่ Rescale กล่าวว่า “Rescale รู้สึกตื่นเต้นกับอินสแตนซ์ Amazon EC2 Hpc7g ที่มีประสิทธิภาพการประมวลผลจุดลอยตัวมากขึ้น และแบนด์วิดท์ EFA ที่มากขึ้น เรามองว่าการนำประสิทธิภาพด้านราคาที่ดีขึ้นของอินสแตนซ์ Hpc7g มาใช้ร่วมกับประสิทธิภาพด้านพลังงานของโปรเซสเซอร์ AWS Graviton จะพัฒนา CFD และปริมาณงาน HPC ที่ใช้งานจริงไปได้ไกลขึ้น”

เกี่ยวกับอะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส

ตลอดระยะเวลา 15 ปี อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส (Amazon Web Services: AWS) เป็นบริการคลาวด์ที่ครอบคลุมและกว้างขวางที่สุดในโลก AWS ขยายการให้บริการอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับการทำงานบนคลาวด์ทุกรูปแบบ ซึ่งในปัจจุบันมีบริการอย่างเต็มรูปแบบกว่า 200 รายการ สำหรับการคำนวณ การจัดเก็บข้อมูล ฐานข้อมูล ระบบเครือข่าย การวิเคราะห์ การเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning: ML) และปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) อินเตอร์เน็ตในทุกสิ่ง (Internet of Things: IoT) โทรศัพท์มือถือ การรักษาความปลอดภัย ไฮบริด เทคโนโลยีโลกเสมือนจริง (Virtual reality: VR) และการรวมวัตถุเสมือนเข้ากับสภาพแวดล้อมจริง (Augmented reality: AR) สื่อและการพัฒนาแอปพลิเคชัน การใช้งาน และการจัดการจาก 96 Availability Zones (AZs) ใน 30 ภูมิภาค พร้อมประกาศแผนสำหรับ Availability Zones เพิ่มเติมอีก 15 แห่ง และอีกห้า AWS Regions ในออสเตรเลีย แคนาดา อิสราเอล นิวซีแลนด์ และประเทศไทย ลูกค้ากว่าล้านรายรวมไปถึงสตาร์ทอัพที่เติบโตอย่างรวดเร็ว องค์กรขนาดใหญ่ และหน่วยงานภาครัฐ ต่างเชื่อมั่นใน AWS ในการขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานของพวกเขาให้มีความคล่องตัวมากขึ้นและมีต้นทุนที่น้อยลง หากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ AWS สามารถเข้าไปที่ aws.amazon.com   

เกี่ยวกับ Amazon

Amazon ใช้หลักการ 4 ประการในการดำเนินงาน ได้แก่ ความหลงใหลในลูกค้ามากกว่าการมุ่งเน้นไปที่คู่แข่ง ความหลงใหลในการประดิษฐ์ ความมุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศในการดําเนินงาน และการคิดระยะยาว Amazon มุ่งมั่นที่จะเป็น บริษัทที่ให้ความสำคัญกับลูกค้ามากที่สุดในโลก เป็นบริษัทนายจ้างที่ดีที่สุดในโลก และสถานที่ทํางานที่ปลอดภัยที่สุดในโลก ความคิดเห็นของลูกค้า, การซื้อของในคลิกเดียว, คําแนะนําเฉพาะบุคคล, ไพรม์, Fulfillment by Amazon, AWS, Kindle Direct Publishing, Kindle, Career Choice, Fire tablets, Fire TV, Amazon Echo, Alexa, Just Walk Out technology, Amazon Studios และ The Climate Pledge เป็นเพียงบางอย่างที่บุกเบิกโดย Amazon สำาหรับข้อมูลเพิ่มเติม เยี่ยมชมได้ที่ amazon.com/about และติดตาม@AmazonNews

from:https://www.techtalkthai.com/aws-announces-three-new-ec2-instances-powered-by-aws-designed-chips/

ฟอร์ติเน็ต เผยการคาดการณ์ภัยคุกคามรับปี 2023 ชี้ อาชญากรรมไซเบอร์ยังขยายตัวสูง ภัยคุกคามโฉมใหม่เตรียมจ่อรอโจมตี [Guest Post]

ภัยคุกคามต่อเนื่องขั้นสูงจะก่อเกิดคลื่นลูกใหม่ของการโจมตีแบบทำลายล้าง ขับเคลื่อนโดยบริการอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ตามสั่ง หรือ Cybercrime-as-a-Service (CaaS)

ฟอร์ติเน็ต ผู้นำระดับโลกด้านโซลูชันการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์แบบอัตโนมัติและครบวงจร เผยผลการคาดการณ์ด้านความปลอดภัยไซเบอร์จากฟอร์ติการ์ด แล็บ (FortiGuard Labs) ทีมงานศึกษาและวิจัยภัยคุกคามไซเบอร์ระดับโลก ถึงภาพรวมของภัยคุกคามบนไซเบอร์ในอีก 12 เดือนข้างหน้าและต่อไปในอนาคต จากการโจมตีแบบ Cybercrime-as-a-Service (CaaS) ที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว ไปจนถึงการใช้ประโยชน์รูปแบบใหม่จากเป้าหมายใหม่ๆ เช่น ระบบการประมวลผล (edge) ที่ปลายทาง หรือโลกออนไลน์ต่างๆ จะเห็นได้ว่าปริมาณ ลักษณะที่หลากหลาย ไปจนถึงขนาดภัยคุกคามทางไซเบอร์ ยังจะทำให้ทีมด้านซีเคียวริตี้ต้องคอยระมัดระวังและเตรียมความพร้อมเป็นอย่างสูงในการรับมือตลอดทั้งปี 2023 และต่อไปในอนาคต

ภัคธภา ฉัตรโกเมศ ผู้จัดการประจําประเทศไทย  กล่าวว่า “ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่เศรษฐกิจดิจิทัลมีการเติบรวดเร็วที่สุดในภูมิภาค และยิ่งมีการปฏิรูปทางดิจิทัลเร็วขึ้นเท่าไหร่ ประเทศไทยจะยิ่งเผชิญหน้ากับความเสี่ยงทางไซเบอร์มากขึ้นเท่านั้น และจากการที่ประเทศไทยมุ่งหน้าสู่แผนงาน Thailand 4.0 ที่ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งระบบโลจิสติกส์จะเปลี่ยนสู่ระบบดิจิทัล เมืองจะก้าวสู่การเป็นสมาร์ท ซิตี้ ทำให้ทั้งหมดนี้กลายเป็นเป้าหมายชั้นเยี่ยมสำหรับผู้โจมตี ดังนั้น สิ่งสำคัญอย่างยิ่งทั้งสำหรับประเทศไทยและอุตสาหกรรมต่าง ๆ คือความสามารถในการปกป้องตนเองด้วยสถาปัตยกรรมด้านการรักษาความปลอดภัยที่เหมาะสม สำหรับทั้งโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีและ OT รวมถึงเตรียมความพร้อมสำหรับโลกดิจิทัล”

ดร.รัฐิติ์พงษ์ พุทธเจริญ ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิศวกรรมระบบ ฟอร์ติเน็ต กล่าวว่า “เมื่อการก่ออาชญากรรมบนไซเบอร์มาบรรจบกับภัยคุกคามต่อเนื่องขั้นสูงที่มีวิธีในการโจมตีที่ล้ำหน้าขึ้น อาชญากรไซเบอร์ค้นพบวิธีที่จะเปลี่ยนเทคโนโลยีใหม่ให้กลายป็นอาวุธที่สามารถสร้างการหยุดชะงักและการทำลายล้างขนาดใหญ่ได้มากยิ่งขึ้น การโจมตีเหล่านี้ไม่เพียงมุ่งเป้าไปที่พื้นที่การโจมตีแบบเดิมๆ แต่รวมไปถึงการโจมตีแบบเจาะลึกลงไปมากกว่านั้น ซึ่งครอบคลุมถึงสิ่งที่อยู่ทั้งด้านนอกและด้านในสภาพแวดล้อมของระบบเครือข่ายแบบเดิมๆ นอกจากนี้ เหล่าอาชญากรยังใช้เวลามากขึ้นในการสอดแนมเป้าหมายเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับ สืบเสาะข้อมูล และควบคุม ซึ่งหมายความว่าความเสี่ยงบนไซเบอร์จะยังคงเพิ่มสูงขึ้นเพื่อรับมือ ผู้ให้บริการด้านความปลอดภัยของระบบสารสนเทศต้องหูตาไวและมีระเบียบแบบแผนเช่นเดียวกับฝ่ายตรงข้าม นอกจากนี้ องค์กรยังจำเป็นต้องยกระดับการป้องกันการโจมตีให้สูงขึ้นด้วยแพลตฟอร์มระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์แบบบูรณาการที่ปกป้องได้ทั่วทั้งระบบเครือข่าย อุปกรณ์ปลายทาง (endpoints) ตลอดไปจนถึงระบบคลาวด์ ในการจัดการภัยคุกคามด้วยศูนย์รวมข้อมูลและช่วยให้การจัดการภัยคุกคามที่เคยมีมาก่อนหน้าเป็นไปโดยอัตโนมัติ (threat intelligence) ควบคู่ไปกับความสามารถในการตรวจจับด้วยการตรวจจับจากพฤติกรรมผู้ใช้ในระดับสูงและความสามารถในการตอบสนอง”

แนวโน้มภัยคุกคามใหม่ในปี 2023 และต่อไปในอนาคต

1. การเติบโตแบบถล่มทลายของการให้บริการอาชญากรรมบนไซเบอร์ตามสั่ง หรือ Cybercime-as-a-Service (CaaS) จากความสำเร็จของอาชญากรไซเบอร์กับการให้บริการแรนซัมแวร์ในรูปแบบ as-a-service (RaaS) ฟอร์ติเน็ตคาดการณ์ว่าจะมีกระบวนการหรือเทคนิคการโจมตีแบบใหม่ๆ จำนวนมากที่จะมาในรูปแบบของ as-a-service ผ่านทางเว็บมืด (dark web) โดยนอกเหนือจากการให้บริการในรูปแบบของ as-a-service แล้ว นี่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของโซลูชันการให้บริการแบบ a-la-carte หรือให้เลือกได้จากเมนู อีกด้วย

โดย CaaS นำเสนอรูปแบบที่น่าสนใจให้กับอาชญากรไซเบอร์ที่อาจจะยังไม่ได้มีทักษะที่เก่งมากนักแต่สามารถใช้ประโยชน์จากข้อเสนอที่มาแบบครบวงจร ทำให้สามารถลงมือได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องลงทุนทั้งเวลาและทรัพยากรล่วงหน้าในการสร้างแผนการโจมตีด้วยตัวเอง และสำหรับผู้คุกคามที่ช่ำชอง งานรูปแบบใหม่ก็คือบริการสร้างและขายเครื่องมือและแผนการโจมตีแบบ as-a-service ที่ง่าย รวดเร็ว อีกทั้งยังสามารถนำไปใช้ใหม่เพื่อหาเงินต่อได้ไม่สิ้นสุด โดยหลังจากนี้ข้อเสนอสำหรับบริการ CaaS อาจเปลี่ยนไปสู่รูปแบบการสมัครสมาชิกเพื่อใช้บริการดังกล่าว โดยถือเป็นช่องทางเพิ่มแหล่งรายได้ให้กับผู้สร้างระบบ ผู้คุกคามเองก็จะเริ่มใช้ประโยชน์จากรูปแบบการโจมตีที่เกิดขึ้นใหม่ เช่น deepfakes ด้วยวิดีโอและเสียงบันทึก รวมถึงอัลกอริทึมที่เกี่ยวข้องที่มีพร้อมให้ได้ซื้อใช้กัน

หนึ่งในวิธีการป้องกันการโจมตีใหม่ๆ นี้ คือการให้การศึกษาและอบรมเรื่องของความตื่นรู้ทางด้านความปลอดภัยไซเบอร์ โดยในหลายองค์กรสร้างโปรแกรมฝึกอบรมด้านความปลอดภัยพื้นฐานสำหรับพนักงาน และควรมีการพิจารณาเพิ่มองค์ความรู้ใหม่ๆ เพื่อให้รับมือกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นได้อย่างเท่าทัน เช่น ภัยคุกคามที่ใช้ AI ในการทำงาน

2. บริการสอดแนมตามสั่ง (Reconnaissance-as-a-Service) ยิ่งทำให้การโจมตีมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อีกสิ่งที่ช่วยให้การก่ออาชญากรรมไซเบอร์สามารถทำได้อย่างแนบเนียนและโจมตีได้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุดก็คือการตรวจตราและสอดแนมเป้าหมายแบบทุกซอกทุกมุม และเพราะการโจมตีทุกวันนี้ มีการล็อคเป้าหมายที่ชัดเจนมากขึ้น ผู้คุกคามจึงหันไปจ้าง “นักสืบ” จากเว็บมืดให้รวบรวมข้อมูลเชิงลึก หรือข่าวกรองที่เกี่ยวกับเป้าหมายก่อนที่จะทำการโจมตีมากขึ้นเหมือนการจ้างนักสืบเอกชน บริการ Reconnaissance-as-a-Service นี้ ยังอาจเสนอสิ่งที่เรียกได้ว่าเป็นพิมพ์เขียว หรือ blueprint ของการโจมตี ที่จะให้มาพร้อมกับข้อมูลโครงสร้างระบบความปลอดภัยไซเบอร์ขององค์กร บุคลากรที่เป็นแกนหลักด้านการรักษาความปลอดภัยบนไซเบอร์ จำนวนเซิร์ฟเวอร์ที่องค์กรมีอยู่ รวมไปถึงช่องโหว่ภายนอกที่รู้กัน ตลอดจนจำนวนเซิร์ฟเวอร์หรือช่องโหว่ภายนอกที่มี แม้กระทั่งข้อมูลการถูกบุกรุก หรืออื่นๆ เพื่อช่วยให้อาชญากรไซเบอร์สามารถโจมตีเป้าหมายได้ตรงจุดและมีประสิทธิภาพ ซึ่งการโจมตีด้วยรูปแบบของ CaaS คือการสยบคู่ต่อสู้ให้ได้แต่เนิ่นๆ ระหว่างการลาดตระเวนเพื่อสอดแนม ที่จะกลายเป็นสิ่งที่ทวีความสำคัญมากขึ้น

การล่อหลอกอาชญากรไซเบอร์ด้วยเทคโนโลยีลวงจะให้ประโยชน์ นอกจากจะช่วยตอบโต้การทำงานของ RaaS แล้วยังรวมถึง CaaS ในขั้นตอนของการสอดแนมไปด้วย ข้อมูลลวงทางด้านความปลอดภัยบนไซเบอร์มักจะมาคู่กับบริการป้องกันความเสี่ยงด้านดิจิทัล หรือ digital risk protection (DRP) ที่ช่วยให้องค์กรสามารถรู้ทันศัตรูเพื่อสร้างความได้เปรียบในการป้องกัน

3. กระบวนการฟอกเงินที่อาศัยพลังของแมชชีนเลิร์นนิง โดยฟอร์ติการ์ด แล็บ มองว่าจะมีการฟอกเงินที่แยบยลมากขึ้นโดยอาศัยการทำงานของระบบอัตโนมัติ ซึ่งในอดีตการจะล่อลวงให้คนเข้ามาติดกับได้นั้นต้องผ่านกระบวนการที่ใช้ระยะเวลานาน จากการสำรวจพบว่า อาชญากรไซเบอร์เริ่มใช้แมชชีนเลิร์นนิง (ML) ในการกำหนดเป้าหมายเพื่อสรรหาบุคคล ซึ่งช่วยให้ระบุตัวล่อที่มีศักยภาพได้ดีขึ้น ในขณะเดียวกันก็ลดเวลาที่ใช้ในการค้นหาผู้ที่จะเข้าร่วมขบวนการ ในระยะยาวก็คาดว่าการให้การบริการฟอกเงินตามสั่ง หรือ Money Laundering-as-a-Service (LaaS) นั้นกำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า ซึ่งอาจจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของบริการอาชญากรรมไซเบอร์ตามสั่ง (CaaS) ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว สำหรับองค์กรหรือบุคคลที่ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมไซเบอร์ประเภทนี้ การย้ายไปสู่ระบบอัตโนมัติ หมายความว่าจะทำให้ติดตามการฟอกเงินได้ยากขึ้น ซึ่งลดโอกาสที่จะได้คืนเงินที่ถูกขโมยไป

การหมั่นศึกษาหาข้อมูลจากภายนอกองค์กร เพื่อหาเบาะแสเกี่ยวกับการโจมตีที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตจะมีความสำคัญกว่าที่เคย เพื่อช่วยเตรียมความพร้อมก่อนปัญหาจะเกิดขึ้น บริการป้องกันความเสี่ยงด้านดิจิทัล (DRP) มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการประเมินพื้นฐานของภัยคุกคามภายนอก เพื่อค้นหาและแก้ไขปัญหาด้านความปลอดภัย และเพื่อช่วยให้มีข้อมูลพื้นฐานเชิงลึกเกี่ยวกับภัยคุกคามในปัจจุบันและที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

4. เมืองเสมือนและโลกออนไลน์คือพื้นที่ใหม่ที่กระตุ้นให้เกิดอาชญากรรมทางไซเบอร์ Metaverse ก่อให้เกิดประสบการณ์ใหม่ที่สมจริงในโลกออนไลน์ และเมืองเสมือนจริงเป็นพื้นที่ออนไลน์แรกๆ ที่ขับเคลื่อนโดยเทคโนโลยีอย่าง AR รวมถึงยังมีการเปิดตัวสินค้าดิจิทัลที่สามารถหาซื้อได้บนโลกเสมือนจริงแห่งนี้ จุดหมายปลายทางออนไลน์ใหม่เหล่านี้ ไม่เพียงเปิดโลกของความเป็นไปได้รูปแบบต่างๆ แต่ยังเปิดประตูสู่การเพิ่มขึ้นของอาชญากรรมทางไซเบอร์อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในดินแดนที่ไม่มีใครรู้จัก เช่น อวาตาร์ของบุคคลนั้นเป็นประตูสู่ข้อมูลส่วนบุคคลที่สามารถระบุตัวตนได้ (personally identifiable information: PII) ทำให้เป็นเป้าหมายหลักสำหรับผู้โจมตี เนื่องจากบุคคลทั่วไปสามารถซื้อสินค้าและบริการในเมืองเสมือน ใช้กระเป๋าเงินดิจิทัล แลกเปลี่ยนเงินคริปโต มีสินทรัพย์ดิจิทัลอย่าง NFT และสกุลเงินใด ๆ ที่ใช้ในการทำธุรกรรมก็สามารถสร้างพื้นที่การโจมตีที่เกิดขึ้นใหม่ให้กับผู้คุกคาม

เป็นไปได้ที่การเจาะเพื่อขโมยข้อมูลอัตลักษณ์ทางชีวภาพ ( biometric hacking) อาจกลายเป็นจริงได้ เนื่องจากส่วนประกอบที่ขับเคลื่อนด้วย AR และ VR ของเมืองเสมือนจริง ทำให้เป็นเรื่องง่ายยิ่งขึ้น สำหรับอาชญากรไซเบอร์ในการขโมยแผนที่ลายนิ้วมือ (fingerprint mapping) ข้อมูลการจดจำใบหน้า หรือข้อมูลของการสแกนม่านตา แล้วนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ที่มุ่งร้าย นอกจากนี้ แอปพลิเคชัน โปรโตคอล และธุรกรรมภายในสภาพแวดล้อมเหล่านี้ล้วนเป็นเป้าหมายที่เป็นไปได้สำหรับอาชญากรไซเบอร์ในการโจมตี

ไม่ต้องสนใจว่าจะทำงานมาจากที่ไหน เรียนหนังสืออยู่ที่ใด หรืออยู่ในภาวะดื่มด่ำกับโลกเสมือนจริงที่ไหนก็ตาม ระบบที่ให้ความสามารถด้านการมองเห็น (visibilities) ให้การป้องกัน และการบรรเทาปัญหาแบบเรียลไทม์คือสิ่งสำคัญ พร้อมด้วยการตรวจจับขั้นสูงและดำเนินการตอบสนองในส่วนจุดเชื่อมต่อปลาย หรือ endpoint (EDR) ที่ให้ความสามารถในการวิเคราะห์ การป้องกัน และแก้ไขได้แบบเรียลไทม์

5. มัลแวร์ลบข้อมูล (wiper malware) จะออกอาละวาดให้เกิดการโจมตีแบบทำลายล้างที่หนักกว่าเดิม มัลแวร์ในกลุ่ม Wiper กลับมาระบาดอย่างหนักอีกครั้งในปีนี้ 2565 โดยผู้โจมตีจะนำเอาสายพันธุ์ใหม่ๆ ของรูปแบบการโจมตีที่มีมายาวนานมาใช้งาน โดยในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2565 รายงาน FortiGuard Labs Global Threat Landscape report พบว่ามีการเพิ่มขึ้นของมัลแวร์ที่โจมตีด้วยการลบข้อมูลในดิสก์ (disk-wiping) พร้อมกับสงครามยูเครน และยังมีการตรวจพบอีก 24 ประเทศที่ไม่ใช่แค่เพียงในยุโรป การเติบโตที่ลุกลามเช่นนี้เป็นเรื่องน่าตกใจเพราะสามารถนำไปสู่จุดเริ่มต้นของการทำลายล้างที่รุนแรงกว่าเดิม นอกเหนือความเป็นจริงที่ว่าผู้โจมตีได้รวมหนอนคอมพิวเตอร์เข้ากับมัลแวร์ตระกูล Wiper หรือกระทั่งรวมเข้ากับแรนซัมแวร์เพื่อให้เกิดผลของการโจมตีสูงสุด สิ่งที่น่ากังวลต่อไปก็คือ การทำให้มัลแวร์แบบ wiper กลายเป็นสินค้าให้อาชญากรไซเบอร์สามารถเลือกซื้อไปใช้งานในอนาคต มัลแวร์ที่ได้รับการพัฒนาและใช้งานโดยผู้ใช้ของภาครัฐอาจถูกกลุ่มอาชญากรหยิบจับและนำกลับมาใช้ใหม่ได้ผ่านทางรูปแบบ CaaS เมื่อพิจารณาจากความพร้อมใช้งานที่กว้างขึ้นรวมกับการหาประโยชน์ที่เหมาะสม มัลแวร์ wiper อาจก่อให้เกิดการทำลายล้างครั้งใหญ่ได้ในระยะเวลาสั้นๆ สิ่งนี้ทำให้เห็นว่าเวลาที่ใช้เพื่อการสืบสวนตรวจสอบและความเร็วที่ทีมซีเคียวริตี้ต้องใช้ในการแก้ไขมีความสำคัญอย่างมหาศาล

การใช้ inline sandboxing ที่ทำงานด้วย AI คือจุดเริ่มต้นที่ดีในการป้องกันภัยคุกคามจากแรนซัมแวร์ที่ซับซ้อน รวมถึงมัลแวร์ wiper เพราะสามารถป้องกันการโจมตีที่พัฒนาขึ้นใหม่ได้แบบเรียลไทม์ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าไฟล์ที่ไม่เป็นพิษเป็นภัยเท่านั้นที่จะถูกส่งไปยังอุปกรณ์ปลายทาง หากผสานรวมเข้ากับแพลตฟอร์มความปลอดภัยทางไซเบอร์

แนวโน้มที่เกิดขึ้นมีความหมายต่อผู้เชี่ยวชาญอย่างไร

โลกของอาชญากรรมไซเบอร์และวิธีการโจมตีของศัตรูทางไซเบอร์ยังคงขยายตัวอย่างรวดเร็ว ข่าวดีก็คือกลวิธีหลายอย่างที่เหล่าอาชญากรไซเบอร์ใช้ในการโจมตียังคงเป็นรูปแบบที่คุ้นเคย ทำให้ทีมรักษาความปลอดภัยยังสามารถป้องกันได้ดี สิ่งที่ควรทำคือการยกระดับโซลูชันการรักษาความปลอดภัยด้วย แมชชีนเลิร์นนิง (ML) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อให้สามารถตรวจจับรูปแบบการโจมตีและหยุดการคุกคามได้แบบเรียลไทม์โดยอัตโนมัติ

อย่างไรก็ตามโซลูชันระบบรักษาความปลอดภัยแบบแยกนั้นไม่สามารถตอบสนองต่อรูปแบบของภัยคุกคามที่เกิดขึ้นในวันนี้ ระบบที่สามารถดูแลแบบครอบคลุมที่ทำงานอัตโนมัติ เป็นสิ่งจำเป็นที่ช่วยลดความซับซ้อนและเพิ่มความยืดหยุ่นในการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ อีกทั้งยังสามารถผสานรวมการทำงานได้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ช่วยให้มองเห็นการทำงานในระบบได้ดีขึ้น และตอบสนองต่อภัยคุกคามทั่วทั้งเครือข่ายได้อย่างรวดเร็ว ประสานงานและให้ประสิทธิภาพมากขึ้น

from:https://www.techtalkthai.com/fortinet-2023-cyber-threat-predictions-at-a-glance/

Surface ใหม่ วางจำหน่ายแล้วในประเทศไทย [Guest Post]

Surface ใหม่พร้อมอุปกรณ์เสริมพร้อมยกระดับประสิทธิภาพการทำงานและการเชื่อมต่อของผู้ใช้ไปอีกขั้น

กรุงเทพฯ, 29 พฤศจิกายน 2565 – ไมโครซอฟท์ประกาศวางจำหน่ายอุปกรณ์รุ่นใหม่ล่าสุดในตระกูล Surface ในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น Surface Laptop 5 และ Surface Pro 9 ผ่านช่องทางตัวแทนจำหน่ายสำหรับลูกค้าทั่วไปที่ Banana IT, JIB, DKAN (Surface Pro 9), DKAN (Surface Laptop 5), ADVICE (Surface Pro 9), ADVICE (Surface Laptop 5), Power Buy (Surface Pro 9), Power Buy (Surface Laptop 5) IT City, Shopee Microsoft Authorized Store และ Lazada Microsoft Authorized Store

“เราตื่นเต้นและยินดีอย่างมากที่ได้นำอุปกรณ์รุ่นใหม่ๆ ของ Surface เข้ามาในประเทศไทย ซึ่งทำให้อุปกรณ์ที่รองรับการใช้งาน Window 11 นั้นมีมากขึ้น ไมโครซอฟท์ตอกย้ำวิสัยทัศน์สำหรับ Windows PC ยุคใหม่ ที่คอมพิวเตอร์และคลาวด์มาบรรจบกัน พร้อมใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี AI เพื่อปลดล็อกประสบการณ์การใช้งานรูปแบบใหม่ๆ วันนี้ เรารวมส่วนที่ดีที่สุดของไมโครซอฟท์มาอยู่ในอุปกรณ์เดียว พร้อมด้วยนวัตกรรมบน Windows 11 แอปพลิเคชันใหม่ๆ และประสบการณ์การใช้งาน ทำให้เราก้าวไปอีกขั้นเพื่อให้ผู้ใช้ได้มีส่วนร่วม มองเห็น รับฟัง และแสดงความคิดสร้างสรรค์ของตนเองได้อย่างเต็มที่” นางสุภาณี อนุวงศ์วรเวทย์ กรรมการผู้จัดการ สายงานการตลาดและปฎิบัติการ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด

Surface Laptop 5

Surface Laptop 5 มาพร้อมดีไซน์เพรียวบาง สวยหรู แบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ยาวนานตลอดทั้งวัน[1] และยังมีพอร์ตการเชื่อมต่อ Thunderbolt 4 Surface Laptop 5 ทรงพลังด้วยโปรเซสเซอร์ Intel® Evo™ ให้ขุมพลังที่เหนือกว่ารุ่นก่อนหน้ามากกว่า 50% Surface Laptop 5 โดดเด่นด้วยดีไซน์ พร้อมความสะดวกสบาย และความสามารถรอบด้าน เพื่อให้คุณสามารถผลิตผลงานที่ดีที่สุดออกมาได้

หน้าจอ PixelSense อัตราส่วน 3:2 ที่เป็นซิกเนเจอร์ของ Surface Laptop 5 มีตัวเลือก 13.5 นิ้ว และ 15 นิ้ว พร้อมเทคโนโลยี Dolby Vision IQ ที่มอบภาพที่ดีที่สุด ด้วยสีสวยสดคมชัดในทุกสภาพแสง ลำโพงที่มาพร้อมระบบเสียง Dolby Atmos 3D[2] ที่ให้ผู้ใช้เข้าถึงเนื้อหาได้อย่างเต็มอรรถรส นอกจากนี้ กล้องหน้าแบบ HD ที่ให้ภาพสวยคมชัด สมจริงในทุกภาวะแสงและไมโครโฟนคู่แบบสตูดิโอ ที่ให้ความคมชัดในทุกการสนทนา

Surface Laptop 5 ราคาเริ่มต้นที่ 40,900 บาท อัดแน่นด้วยความสามารถใหม่ๆ และสีใหม่ ที่ช่วยให้ลูกค้าเพลิดเพลินกับประสบการณ์การรับชมได้อย่างเต็มที่ ตามใจต้องการ

Surface Pro 9

Surface Pro 9 มาพร้อมขาตั้ง kickstand ในตัวอันเป็นเอกลักษณ์ และหน้าจอ PixelSense ไร้ขอบ สวยสะดุดตา ขนาด 13 นิ้ว รีเฟรชสูงสุดถึง 120Hz และสีที่หลากหลาย กล้องความคมชัดสูงใต้หน้าจอ ลำโพง Omnisonic ไมโครโฟนคู่ระดับสตูดิโอ และชิป G6 ของไมโครซอฟท์ ที่ทำให้การวาดเขียนบนหน้าจอเหนือไปอีกขั้นด้วยฟีเจอร์ที่ให้ความรู้สึกเสมือนการเขียนลงบนกระดาษจริง นอกจากนี้ ฟีเจอร์ Ink Focus ใหม่ใน Microsoft OneNote หรือแอปพลิเคชัน GoodNotes ใหม่บน Windows 11 ทำให้หน้าจอแสดงผลเหมือนการเขียนด้วยปากกาบนกระดาษจริง

Surface Pro 9 มาในรุ่นโปรเซสเซอร์ Intel® Core™ เจนเนอเรชัน 12 ในแพลตฟอร์มแล็ปท็อป Intel® Evo™[1] พร้อมพอร์ตการเชื่อมต่อ Thunderbolt 4 ผู้ใช้ก็จะได้ Surface Pro ที่ดีไซน์โดดเด่น ทรงประสิทธิภาพ แบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ยาวนานตลอดวัน[2] พร้อมความสามารถของระบบ Secured-core

Surface Pro 9 ที่ได้รับการสร้างสรรค์อย่างประณีตด้วยวัสดุอะลูมิเนียมคุณภาพสูง โดดเด่นด้วยสีอะลูมิเนียมอะโนไดซ์ใหม่[3] และยังสามารถเลือกปรับแต่งคีย์บอร์ด Signature Keyboard ได้เองตามใจชอบ วางจำหน่ายแล้ววันนี้ ในราคาเริ่มต้นที่ 40,900 บาท

การวางจำหน่ายและราคา

อุปกรณ์ Surface ใหม่และอุปกรณ์เสริมวางจำหน่ายในประเทศไทยแล้ว ตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน 2565 ผ่านช่องทางตัวแทนจำหน่ายสำหรับลูกค้าทั่วไปที่ Banana IT, JIB, DKAN (Surface Pro 9), DKAN (Surface Laptop 5), ADVICE (Surface Pro 9), ADVICE (Surface Laptop 5), Power Buy (Surface Pro 9), Power Buy (Surface Laptop 5) IT City, Shopee Microsoft Authorized Store และ Lazada Microsoft Authorized Store โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

ข้อมูลเกี่ยวกับไมโครซอฟท์ 

ไมโครซอฟท์ (Nasdaq “MSFT” @Microsoft) เป็นผู้ร่วมขับเคลื่อนการปฏิรูปธุรกิจด้วยดิจิทัลในยุคแห่งคลาวด์อัจฉริยะที่ผสานกับนวัตกรรมชาญฉลาดในทุกหนแห่ง ภายใต้พันธกิจของการเป็นกำลังสำคัญให้ทุกคนและทุกองค์กรบนโลกใบนี้ได้บรรลุผลสำเร็จทีดียิ่งกว่า

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเข้าไปเยี่ยมชมหรือติดตามความเคลื่อนไหวล่าสุดได้ทางศูนย์ข่าวสารประเทศไทย (http://news.microsoft.com/th-th/) และทวิตเตอร์ @MicrosoftTH 


[1] อายุการใช้งานแบตเตอรี่จะแตกต่างกันไปตามการใช้งาน เครือข่ายและการกำหนดค่าคุณสมบัติ ความแรงของสัญญาณ การตั้งค่า และปัจจัยอื่นๆ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://aka.ms/SurfaceBatteryPerformance

[2] คอนเทนต์และเสียง ที่สามารถรองรับระบบเสียง Dolby Atmos® ได้เท่านั้น

[3] Surface Pro 9 รุ่นโปรเซสเซอร์ Intel® Core™ เจนเนอเรชัน 12 พร้อมหน่วยความจำ 256GB หรือสูงกว่า อยู่ในแพลตฟอร์มแล็ปท็อป Intel® Evo™

[4] อายุการใช้งานแบตเตอรี่จะแตกต่างกันไปตามการใช้งาน เครือข่ายและการกำหนดค่าคุณสมบัติ ความแรงของสัญญาณ การตั้งค่า และปัจจัยอื่นๆ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://aka.ms/SurfaceBatteryPerformance

[5] สีที่วางจำหน่ายเฉพาะบางรุ่นเท่านั้น สี ขนาด วัสดุ และโปรเซสเซอร์ อาจแตกต่างกันไปตามร้านค้า ประเทศ และรุ่นที่วางจำหน่าย

from:https://www.techtalkthai.com/the-new-surface-is-now-available-for-sale-in-thailand/

VMware อัปเดตพอร์ตโฟลิโอ Sovereign SaaS [Guest Post]

ช่วยผู้ให้บริการ Sovereign Cloud สามารถจัดการกับเวิร์คโหลดใหม่ๆ พร้อมสร้างความสมดุลในการจัดการข้อมูลภายใต้ข้อกำหนด (Data Sovereignty) ได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย

VMware, Inc. (NYSE: VMW) ประกาศเปิดตัว VMware Tanzu บน sovereign cloud, VMware Aria Operations Compliance pack สำหรับ sovereign clouds และโซลูชันสำหรับสภาพแวดล้อมในการทำงานแบบเปิดรูปแบบใหม่ รองรับผู้ให้บริการ VMware Sovereign Cloud ที่เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว เป็นจำนวนถึง 25 รายทั่วโลก ด้วยนวัตกรรมของ Sovereign SaaS ใหม่เหล่านี้ จะช่วยให้พันธมิตรสามารถส่งมอบการบริการที่เทียบเท่ากับการให้บริการที่มีอยู่บนพลับบลิกคลาวด์ และยังเพิ่มความมั่นใจว่า ข้อมูลจะได้รับการคุ้มครองและสามารถปฏิบัติตามข้อกำหนด ตามความต้องการของพื้นที่ ภายใต้อาณาเขตของประเทศต่างๆ นั้นได้ดียิ่งขึ้น ด้วย Sovereign SaaS ผู้ให้บริการ VMware Sovereign Cloud สามารถสร้างโซลูชันที่มีความแตกต่างขั้นสูง เพื่อจัดการกับปริมาณงานรูปแบบใหม่ ลดความซับซ้อนของการดำเนินงานด้วยการตรวจสอบการปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งยังเสริมการสร้างรายได้จากข้อมูลโดยมีความเสี่ยงต่ำ

VMware Sovereign Cloud Framework และส่วนประกอบต่างๆ ที่มีความเกี่ยวข้องได้มารวมกันเป็น VMware Sovereign Cloud Initiative ที่ความสอดคล้องกับ Gaia-X และ การจัดการข้อมูลภายใต้ข้อกำหนด (Data Sovereignty) กฏระเบียบของการจัดการข้อมูลภายใต้ข้อกำหนด (Data Sovereignty) ระดับโลก ทำให้การส่งมอบ sovereign clouds เป็นไปได้ง่ายยิ่งขึ้น ผู้ให้บริการ VMware Sovereign Cloud รายใหม่ เช่น Advanced Wireless Network Co., Ltd., Fundaments B.V., Hitachi, Ltd., Macquarie Government, National Information Center, NCS PTE Ltd., PT Aplikanusa Lintsarta, Tata Communications Limited และ Credence กดเพื่อฟังสิ่งที่พันธมิตรเหล่านี้กล่าวถึงความสำคัญของ sovereign cloud

VMware กำลังสร้างพอร์ตโฟลิโอสำหรับ Sovereign SaaS เพื่อตอบโจทย์ให้กับลูกค้า พันธมิตรสามารถส่งมอบ Sovereign SaaS พื้นฐานโดยใช้ซอฟต์แวร์ VMware ที่ทำงานในศูนย์ข้อมูลบน sovereign cloud ของตน โดยไม่ต้องเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตสาธารณะ ข้อมูลทั้งหมดเป็นข้อมูลที่อยู่ในถิ่นฐานของข้อมูลเองและมีเฉพาะบน sovereign region ที่กำหนดเท่านั้น ผู้ที่อยู่นอกเหนือจากนี้จะไม่มีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลใดๆ ได้เลย และองค์กรสามารถมั่นใจได้เลยว่าจะไม่มีข้อมูลหรือข้อมูลเมตาใดออกจากประเทศหรือผู้ให้บริการอย่างแน่นอน

Rajeev Bhardwaj รองประธานฝ่ายโซลูชันแพลตฟอร์มผู้ให้บริการคลาวด์ของ VMware กล่าวว่า “หากไม่มี Cloud Sovereignty ก็จะไม่สามารถมี Data Sovereignty ได้เลย และข้อกำหนดต่างๆ ไม่จำเป็นต้องมาเสี่ยงกับนวัตกรรมคลาวด์ เรากำลังสร้างแผนปฏิบัติการใหม่ด้วยการนำบริการ SaaS เข้าสู่สภาพแวดล้อมที่มีความปลอดภัยสูงสุด ซึ่งจะช่วยให้ผู้ให้บริการ VMware Sovereign Cloud สามารถช่วยลูกค้าให้สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมและขับเคลื่อนดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน ในขณะที่ยังสามารถลดความเสี่ยงในการปลดล็อกการสร้างมูลค่าจากข้อมูลที่มี”

VMware Tanzu บน Sovereign Cloud

ลูกค้าที่ต้องเผชิญกับกฎระเบียบที่เข้มงวดล้วนตระหนักดีถึงความจำเป็นในเชิงกลยุทธ์ในการปรับปรุงแอปพลิเคชันให้มีความทันสมัยเพื่อยกระดับในการมีส่วนร่วมของลูกค้า ด้วยการรักษาความปลอดภัย เพิ่มประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นContainers และ Kubernetes นำเสนอหนทางสู่ความทันสมัย ด้วย VMware Tanzu บน sovereign cloud องค์กรสามารถสร้าง ประมวลผล จัดการ และรักษาความปลอดภัยให้กับแอปพลิเคชันที่มีความทันสมัยได้อย่างสม่ำเสมอ บนโครงสร้าง sovereign cloud ด้วย Kubernetes ที่ถูกติดตั้งมาพร้อมกัน พอร์ตโฟลิโอของ Tanzu ช่วยลดความยุ่งยากในการดำเนินการบนแพลตฟอร์ม และช่วยให้นักพัฒนาสามารถปฎิบัติงานได้รวดเร็วขึ้นและสามารถเข้าถึงทรัพยากรที่เหมาะสมสำหรับการสร้างแอปพลิเคชันที่ดีที่สุด  Sovereign-ready Tanzu ที่ถูกส่งมอบโดยพันธมิตรพื้นฐานจากศูนย์ข้อมูล sovereign cloud ที่มีอยู่ โดยไม่มีการเชื่อมต่อกับเครือข่ายอินเตอร์เน็ตโดยสิ้นเชิง VMware Tanzu บน sovereign cloud ประกอบด้วย:

  • Tanzu Kubernetes Grid: Kubernetes runtime ที่พร้อมใช้งานในระดับองค์กรของ VMware ที่ออกแบบมาให้ลูกค้าสามารถทำการติดตั้งได้ง่าย สามารถดำเนินการหลายคลัสเตอร์แบบอัตโนมัติ พร้อมด้วยบริการแพลตฟอร์มแบบบูรณาการ เครื่องมือที่พื้นฐานของ Carvel ได้จัดเตรียมเครื่องมืออเนกประสงค์ที่มีความน่าเชื่อถือ ซึ่งช่วยในการสร้างแอปพลิเคชัน การกำหนดค่า และการจัดเตรียมขึ้นใช้งานกับ Kubernetes สำหรับ sovereign clouds, Tanzu Kubernetes Grid ได้ทำการรวมเอาชุดรหัสข้อมูลแบบเปิด อาทิเช่น Fluent Bit, Prometheus, Grafana และ Contour ที่ให้ความสามารถในการตรวจสอบและการเข้าถึง องค์กรสามารถสังเกตและปรับเปลี่ยนได้ตามแนวโน้มของชุดรหัสข้อมูลแบบเปิด การติดตามและบันทึกข้อมูล ที่แสดงให้เห็นถึงปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นบนคลัสเตอร์ของ Kubernetes และเพิ่มความมั่นใจว่าการรับส่งข้อมูลนั้นได้รับอนุญาตและมีความปลอดภัย
  • Tanzu Application Platform: Sovereign-ready Tanzu Application Platform ได้จัดเตรียมเครื่องมือและการบริการที่จำเป็นสำหรับทีมนักพัฒนาในการเปลี่ยนรหัสข้อมูลให้เป็นแอปพลิเคชันได้อย่างรวดเร็วและมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น Tanzu Application Platform ได้ทำการเพิ่มการติดตั้งในรูปแบบ air-gapped เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและการปฏิบัติตามข้อกำหนดในสภาพแวดล้อม sovereign cloud ประสิทธิภาพในการทำงานของนักพัฒนาจะได้รับการปรับปรุงด้วยการเพิ่มการลงทะเบียนข้อมูลจำเพาะแบบ Dynamic API โดยใช้ปลั๊กอินของ Backstage API เพื่อทำให้การเผยแพร่ ใช้งาน และการทำงานร่วมกันบน API ในการพัฒนาซอฟต์แวร์เป็นไปโดยอัตโนมัติและมีความปลอดภัย แดชบอร์ดการตรวจสอบช่องโหว่จากศูนย์กลางรูปแบบใหม่ จะช่วยทีมแอปพลิเคชันในการตรวจสอบความปลอดภัยในขั้นตอนการเตรียมขึ้นใช้งานระบบ และช่วยรักษาความปลอดภัยของแอปพลิเคชันในระหว่างการขึ้นใช้งานระบบ,  Tanzu Application Platform ได้เพิ่มการรองรับการทำงานของ Red Hat OpenShift, Jenkins และ Carbon เพื่อขยายขอบเขตของสภาพแวดล้อมในการทำงานร่วมกัน
  • Tanzu Mission Control: Sovereign-ready Tanzu Mission Control ได้จัดเตรียมคลัสเตอร์พื้นฐานตามนโยบายแบบอัตโนมัติ พร้อมด้วยการจัดการในวงกว้างเพื่อเพิ่มมุมมองที่ดีขึ้น รวมถึงการควบคุมและการรักษาความปลอดภัยสำหรับผู้ปฏิบัติงาน รวมถึงความสม่ำเสมอและความเร็วสำหรับ DevOps ที่มากขึ้น พร้อมกับมอบความยืดหยุ่นและความเป็นอิสระสำหรับนักพัฒนา Tanzu Mission Control จะช่วยให้พันธมิตร sovereign cloud ได้รับประโยชน์จากมุมมองของ Kubernetes เต็มรูปแบบในขณะที่ยังคงควบคุมการเชื่อมต่อโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายของตัวเอง ได้อย่างเต็มที่ การจัดการคลัสเตอร์ของ Kubernetes ที่ง่ายขึ้นจากการควบคุมเพียงระนาบเดียว จะช่วยขจัดการทำงานที่ยุ่งยากและลดเวลาในการดำเนินการให้เกิดความคล่องตัว VMware กำลังทำการพัฒนาเพื่อเพิ่มการรองรับการขึ้นใช้งานระบบส่วนตัวของ Tanzu Mission Control บนสภาพแวดล้อม sovereign cloud คุณสมบัติเหล่านี้ถูกรวมไว้บนรุ่นเบต้าแล้วในวันนี้
  • VMware Data Solutions: VMware Data Solutions (ชื่อเดิมคือ Tanzu Data Services) รองรับการจัดการข้อมูลที่มีความสอดคล้องและได้รับการยินยอม ลูกค้าสามารถเข้าถึงอินเทอร์เฟซด้วยการจัดการดำเนินการด้วยตัวเองและ API สำหรับการจัดการวงรอบในการทำงานของบริการต่างๆ ทำให้สามารถปรับแต่งอินสแตนซ์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับแอปพลิเคชันของตน VMware RabbitMQ เป็นตัวแทนที่มีความคล่องตัวและง่ายต่อการปรับใช้ สนับสนุนโปรโตคอลการส่งข้อความแบบหลายรายการ และสามารถปรับใช้ในการกำหนดค่าแบบกระจายและแบบรวมศูนย์ เพื่อให้ตรงตามข้อกำหนดและความพร้อมในการใช้งานในระดับสูง ฐานข้อมูล SQL แบบโอเพ่นซอร์สของ VMware (Postgres & MySQL) เป็นบริการฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ที่สามารถปรับใช้ตามต้องการ ช่วยประหยัดต้นทุนและมีความยืดหยุ่นตามขนาดที่ต้องการ ที่มาพร้อมกับการดูแลระบบแบบอัตโนมัติ VMware Data Solutions ถูกรวมเข้ากับ VMware Cloud Director ทำให้การดำเนินการและการปรับใช้กับสภาพแวดล้อม sovereign cloud ง่ายยิ่งขึ้น VMware RabbitMQ พร้อมให้ใช้งานแล้ว และ VMware SQL อยู่ในระหว่างขั้นตอนการตรวจสอบและพร้อมให้ใช้งานในเร็วๆนี้

VMware Aria Operations สำหรับ Sovereign Clouds

VMware Aria Operations Compliance Pack สำหรับ Sovereign Cloud เพิ่มความสามารถในการตรวจสอบการปฏิบัติตามข้อกำหนด การรายงาน การแก้ไข และการทำงานอัตโนมัติอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยให้พันธมิตรสามารถปฏิบัติตามเกณฑ์มาตรฐานทั้งด้านกฎระเบียบและแนวทางของ VMware Sovereign Cloud, Sovereign-ready Aria Operations มาพร้อมกับความสามารถที่ครอบคลุมทั้งความพร้อมในการใช้งาน ประสิทธิภาพ การจัดการความจุ การจัดการต้นทุน และการปฏิบัติตามข้อกำหนดสำหรับโครงสร้างพื้นฐานหรือแอปพลิเคชัน VMware Aria Operations Compliance packs ประกอบไปด้วยชุดการทำงานตามข้อกำหนดที่พร้อมใช้งานทันที การตรวจสอบการกำหนดค่า และการรายงานตามการควบคุมของ Sovereign controls 20 จุด เช่น การจัดการส่วนย่อยของ ข้อมูลระหว่างที่พักไว้และการเข้ารหัสระหว่างการส่ง รวมถึงการปฏิบัติตามข้อกำหนด ISO 27000 การผสานรวมอย่างสมบูรณ์กับ VMware Cloud Director และแดชบอร์ดแบบรวมเป็นหนึ่งเดียวพร้อมมอบวิธีการที่จะแสดงให้เห็นถึงการปฏิบัติตามข้อกำหนดแบบอัตโนมัติและมีประสิทธิภาพบนโครงสร้าง sovereign cloud แบบสมบูรณ์ VMware ได้ประกาศความพร้อมใช้งานเริ่มต้นสำหรับ VMware Aria Operations Compliance pack สำหรับ sovereign cloud

Open Ecosystem Solutions สำหรับ Sovereign Clouds

ด้วยการทำงานรวมกันกับพันธมิตรบนสภาพแวดล้อมแบบเปิด VMware พร้อมนำเสนอการให้บริการเพิ่มเติมจากพันธมิตรอื่นๆเช่น Cloudian, Veeam และ Fortanix สำหรับ Object Storage, การป้องกันแรนซัมแวร์, การสำรองข้อมูล/การกู้คืน และการจัดการคีย์ ซึ่งบริการเหล่านี้ได้ถูกผสานรวมเข้ากับ VMware Cloud Director สำหรับหลายผู้รับบริการที่มาพร้อมกับประสบการณ์ในการใช้งานที่ราบรื่น VMware ยังคงสร้างสภาพแวดล้อมแบบเปิดนี้ต่อไปด้วยการเปิดตัวบริการพันธมิตรใหม่ดังต่อไปนี้:

Open Ecosystem Solutions สำหรับ Sovereign Clouds

ด้วยการทำงานรวมกันกับพันธมิตรบนสภาพแวดล้อมแบบเปิด VMware พร้อมนำเสนอการให้บริการเพิ่มเติมจากพันธมิตรอื่นๆเช่น Cloudian, Veeam และ Fortanix สำหรับ Object Storage, การป้องกันแรนซัมแวร์, การสำรองข้อมูล/การกู้คืน และการจัดการคีย์ ซึ่งบริการเหล่านี้ได้ถูกผสานรวมเข้ากับ VMware Cloud Director สำหรับหลายผู้รับบริการที่มาพร้อมกับประสบการณ์ในการใช้งานที่ราบรื่น VMware ยังคงสร้างสภาพแวดล้อมแบบเปิดนี้ต่อไปด้วยการเปิดตัวบริการพันธมิตรใหม่ดังต่อไปนี้:

  • การบริหารความเสี่ยงและการปฏิบัติตามข้อกำหนด: VMware ได้ร่วมมือกับ Caveonix เพื่อมอบแพลตฟอร์มในการรักษาความปลอดภัย การปฏิบัติตามข้อกำหนด และการกำกับดูแลที่ครบวงจรภายใน sovereign domain ในการบริหารข้อมูลภายใต้ข้อกำหนด (Data Sovereignty) เพื่อให้ตรงกับความต้องการของ sovereign cloud แพลตฟอร์มดังกล่าวจะตรวจสอบและประเมินความปลอดภัยและการปฏิบัติตามข้อกำหนดของสภาพแวดล้อมของ VMware อย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยให้แน่ใจว่ามีการรายงานและทำการแก้ไขปัญหาในทันที ด้วยเหตุนี้จึงเป็นการปกป้องทรัพย์สินข้อมูลทั้งหมดที่จัดเก็บไว้ใน sovereign cloudได้เป็นอย่างดี
  • Data Lakehouse as a Service: VMware Tanzu Greenplum เป็นแพลตฟอร์มคลังข้อมูลการประมวลผลแบบขนานขนาดใหญ่ (MPP) ที่ได้รวมเอา Cloudian HyperStore S3-compatible object storage เพื่อทำการส่งมอบสถาปัตยกรรม data lakehouse แบบเดียวกันที่มีอยู่ในพับบลิกคลาวด์ไปยัง sovereign clouds, โซลูชันที่ผ่านการรับรองโดย VMware นี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในรูปแบบใหม่ และเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการสร้างและปรับใช้โมเดลในการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูงสำหรับแอปพลิเคชันระดับองค์กรที่มีความซับซ้อน ลูกค้าสามารถเปลี่ยนแปลงจำนวนของโหนดคอมพิวท์ที่ประมวลผล Greenplum หรือโหนดสตอเรจที่ทำงานบน HyperStore ได้อย่างยืดหยุ่น เป็นอิสระตามความต้องการ ช่วยให้ลูกค้ามีความยืดหยุ่นและประหยัดยิ่งขึ้นในสภาพแวดล้อมแบบ sovereign cloud

Thierry Souche ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของ OVHcloud กล่าวว่า “เป็นเวลาหลายปีแล้วที่ OVHcloud ได้ร่วมพัฒนากับ VMware พันธมิตรที่แข็งแกร่ง ด้วยจุดแข็งทั่วไปของเราในด้าน Hosted Private cloud ซึ่งในขณะนี้เรายอมรับขั้นตอนใหม่ด้วยการปรับใช้ sovereign-ready Tanzu  ในโหมดที่ถูกแยกออกมาอย่างน่าเชื่อถือโดยสมบูรณ์ซึ่งช่วยปกป้องข้อมูลตลอดวงรอบของการใช้งาน จากความมุ่งมั่นที่ไม่เหมือนใครในบรรดาผู้ให้บริการเทคโนโลยีคลาวด์ชั้นนำของโลก เรามีความภูมิใจที่ได้ปรับใช้โซลูชันที่ดีที่สุด ซึ่งจะช่วยตอบสนองความต้องการเนทีฟแอปพลิเคชันบนคลาวด์และแพลตฟอร์มต่างๆที่ต้องการด้วยโซลูชันที่ล้ำสมัย ข้อมูลภายใต้ข้อกำหนด (Data Sovereignty) ไม่เคยมีความสำคัญสำหรับผู้มีอำนาจตัดสินใจด้านไอทีในยุโรปมาก่อน และเรายินดีที่จะขยายพอร์ตโฟลิโอของเราต่อไปเพื่อช่วยให้พวกเขาสามารถใช้ศักยภาพสูงสุดของระบบคลาวด์ที่มีความน่าเชื่อถือได้อย่างเต็มที่”

Alberto Valero หัวหน้าฝ่ายเทคโนโลยีและการเติบโตของ Tietoevry Connect กล่าวว่า “ขณะนี้เราได้ทำการสร้างความสามารถพื้นฐานบน sovereign cloud บนเครือข่ายศูนย์ข้อมูล Nordic สำหรับลูกค้าของเรา และกำลังนำลูกค้าที่มีอยู่ รวมถึงลูกค้าใหม่ไปยังโซลูชันที่ทันสมัยใหม่นี้ เราเห็นว่าขั้นตอนต่อไปที่เหมาะสมสำหรับเราในการช่วยเหลือลูกค้าของเราสำหรับการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ระบบดิจิทัลคือการจัดหา Tanzu Application Portfolio ให้พวกเขา ด้วย Tanzu Application Platform ลูกค้าจะได้รับชุดเครื่องมือที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ด้วยการสนับสนุนจากบริการระดับมืออาชีพของเรา จะช่วยปรับปรุงความสามารถในการเพิ่มสภาพแวดล้อมที่ถูกขับเคลื่อนด้วยข้อมูลอย่างมีนัยสำคัญ เรารู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งเกี่ยวกับความเป็นไปได้เหล่านี้ในการขับเคลื่อนการสร้างมูลค่าให้ข้อมูลบนบริบทของข้อกำหนดทางด้านดิจิทัล (digital sovereign context)”

Sovereign Clouds และ Delicate Dance สำหรับ Data Monetization กับ Data Sovereignty1

ในการวิจัยใหม่ที่ดำเนินการโดย Vanson Bourne ที่ได้รับมอบหมายจาก VMware เผยให้เห็นว่าในอีก 2 ปีข้างหน้า 96% ของบริษัททั้งหมดที่ถูกสำรวจเชื่อว่าข้อมูลจะกลายเป็นแหล่งรายได้ และ 50% เชื่อว่าข้อมูลจะเป็นแหล่งรายได้สำคัญ ในขณะที่ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจทวีความรุนแรงมากขึ้น จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ผู้นำในองค์กรธุรกิจจำนวนมากให้ความสำคัญกับข้อมูลของตนในฐานะแหล่งรายได้ที่ไม่ได้ใช้งาน แต่ในขณะเดียวกันก็มีประเด็นใหญ่ที่น่าสนใจคือ: ผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าข้อมูลภายใต้ข้อกำหนด (Data Sovereignty) เป็นหนึ่งในความท้าทายหลักที่องค์กรต้องเผชิญ โดย 95% ยอมรับว่าเป็นปัญหา องค์กรที่ไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านข้อมูลภายใต้ข้อกำหนด (Data Sovereignty) มักจะต้องจ่ายค่าปรับหลายร้อยล้านดอลลาร์และก่อเกิดความเสียหายแก่ชื่อเสียงของแบรนด์เพราะต้องเสียเวลาเจรจาประนีประนอมเกี่ยวกับข้อมูล ปัจจุบัน กว่า 100 ประเทศมีกฎหมายของตนเองว่าควรจัดการและจัดเก็บข้อมูลอย่างไรภายในเขตอำนาจการปกครอง และกฎระเบียบเหล่านี้ส่วนใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา อย่างไรก็ดีผู้ให้บริการ VMware Sovereign Cloud พร้อมนำเสนอเส้นทางที่ปลอดภัยยิ่งขึ้นแก่ลูกค้าในการลดความเสี่ยงในการสร้างรายได้จากข้อมูล อ่านรายงานฉบับเต็มได้ที่นี่

เกี่ยวกับงาน VMware Explore

VMware Explore เป็นวิวัฒนาการในการจัดการประชุมระดับแนวหน้าของ VMworld โดยการจัดการประชุมในครั้งนี้ได้ทำการเปลี่ยนแปลงอุตสาหรรมไปในรูปแบบของ ทุกสิ่งเกิดขึ้นบนมัลติคลาวด์ ในปีนี้ได้นำเสนอโซลูชันชั้นนำสำหรับอุตสาหกรรมและการประชุมทางเทคนิค พร้อมด้วยกว่า 90% ของระบบนิเวศแบบคลาวด์จากพาร์ทเนอร์ชั้นนำ รวมถึงตลาดมัลติคลาวด์ ISVs ที่กำลังรุ่งเรือง เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ VMware Explore โปรดไปที่: www.vmware.com/explore.html

เกี่ยวกับ VMware

VMware เป็นผู้ให้บริการชั้นนำทางด้านมัลติคลาวด์สำหรับแอปพลิเคชันทั้งหมด เพื่อสร้างนวัตกรรมดิจิทัลด้วยการควบคุมระดับองค์กร ในฐานะที่เป็นรากฐานที่มีความน่าเชื่อถือเพื่อเร่งความเร็วในการสร้างนวัตกรรม ซอฟต์แวร์ของ VMware จะช่วยให้ธุรกิจมีความยืดหยุ่นและมอบทางเลือกสำหรับการสร้างอนาคต VMware มีสำนักงานใหญ่ในเมืองพาโลอัลโต รัฐแคลิฟอร์เนีย มุ่งมั่นที่จะสร้างอนาคตที่ดีกว่าภายในปี 2030 สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดไปที่ www.vmware.com/company

VMware, Explore, Tanzu, RabbitMQ, VMware Aria, Greenplum, และ VMworld เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนหรือเครื่องหมายการค้าของ VMware, Inc. หรือบริษัทในเครือในสหรัฐอเมริกาและเขตอำนาจศาลอื่นๆ VMware ไม่รับประกันว่าบริการที่ประกาศนี้ หรือรุ่นทดลองใช้จะพร้อมใช้งานในอนาคต ข้อมูลในข่าวประชาสัมพันธ์นี้มีขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น และไม่สามารถรวมเข้ากับสัญญาใดๆ บทความนี้อาจมีไฮเปอร์ลิงก์ไปยังเว็บไซต์อื่นที่ไม่ได้จัดทำโดย VMware ซึ่งถูกสร้างและดูแลโดยบุคคลภายนอกที่รับผิดชอบเนื้อหาบนเว็บไซต์ดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียว

from:https://www.techtalkthai.com/vmware-updates-sovereign-saas-portfolio/

ป้องกันและกู้คืนข้อมูลจากการมาเยือนของแรนซัมแวร์ [Guest Post]

เพื่อลดผลกระทบจากการโจมตีของแรนซัมแวร์ องค์กรต่างๆ ต้องการโซลูชันที่นอกเหนือจากหลักการของ Zero Trust เราจำเป็นต้องมีกลยุทธ์ที่ช่วยลดผลกระทบของการแพร่กระจายของข้อมูลและปกป้องข้อมูลด้วยตัวเลือกการกู้คืนข้อมูลที่รวดเร็วและยืดหยุ่นด้วยกลยุทธ์ Zero Loss ของ Commvault ที่ประกอบด้วยพื้นฐาน 3 ประการ ดังนี้

1. End-To-End Data Visibility: การมองเห็นข้อมูลในองค์กรตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง           

องค์กรจะไม่สามารถปกป้องข้อมูลได้หากไม่เห็นข้อมูลทั้งหมด Commvault เป็นแพลตฟอร์มที่สามารถบริหารจัดการ

2. รองรับทุก Workload: Broadest Workload Protection

ความสามารถในการรองรับ Workload ได้อย่างครอบคลุมและยืดหยุ่นในทุกสภาพแวดล้อมทั้ง On-premises, Cloud, Hybrid-Cloud และ SaaS applications ได้แบบ Native ทำให้ช่วยลดช่องโหว่จากการโจมตีทางไซเบอร์ได้มากยิ่งขึ้น

3.การกู้คืนระบบได้อย่างรวดเร็วเพื่อความต่อเนื่องของธุรกิจ: Faster Business Response

ความสามารถในการกู้คืนข้อมูลสำรองจาก Secure Isolating Networks หรือจาก Commvault Cloud DR ซึ่งเป็น free service ในการสำรองข้อมูลเก็บไว้ที่ Cloud ของ Commvault เป็นต้น

โดย Commvault มีกระบวนการรักษาความปลอดภัยแบบหลายชั้น (Multilayer Security framework) ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติสากลด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ตามมาตรฐานขององค์กร NIST ด้วยกระบวนการดังต่อไปนี้

1) Identify – ประเมินค้นหาภัยคุกคามและลดความเสี่ยง ด้วยการควบคุมการเข้าถึงข้อมูลที่สามารถรองรับการระบุตัวตนด้วย Multi-Factor Authentication (MFA), การจัดการสิทธิ์ใช้งานข้อมูลด้ายการกำหนด Role based security

2) Protect – ปกป้องข้อมูลด้วยการทำ Air Gap Solution สำหรับการจัดเก็บข้อมูลสำรองไว้ใน Secure zone (Isolating Networks) รวมไปถึงการทำ Immutable สำหรับป้องกันการลบและแก้ไขข้อมูลสำรอง

3) Monitor – ตรวจสอบ Activity ที่มีความผิดปกติและการแจ้งเตือนด้วย feature Ransomware Detection and Protection ผ่าน Single Dashboard Management

4) Respond – วิเคราะห์ข้อมูลและตอบสนองดูแลการปฏิบัติการอย่างเป็นระบบ

5) Recover – ความสามารถในการกู้คืนข้อมูลโดยไม่มีข้อจำกัดด้านสภาพแวดล้อม เช่น การกู้คืนข้อมูลข้าม Hypervisor หรือ Cloud โดยไม่จำเป็นต้องอาศัย Third party

ทั้งหมดนี้ คือโซลูชันการป้องกันภัยจากแรนซัมแวร์ที่มีกระบวนการที่มาพร้อมกับการปกป้องข้อมูลแบบหลายชั้น ทำให้มั่นใจได้ว่าการมาเยือนของแรนซัมแวร์จะไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของคุณ

ท่านใดสนใจติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโซลูชัน Commvault ได้ที่ บริษัท คอมพิวเตอร์ยูเนี่ยน จำกัด โทร. 02-311-6881 #7151, 7158 หรือ Email : cu_mkt@cu.co.th

ทั้งนี้ทางคอมพิวเตอร์ยูเนี่ยนมีทีม CU as-a-Service ที่มีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่สามารถให้คำแนะนำและปรึกษาด้านการออกแบบและดีไซน์โซลูชัน รวมถึงการให้บริการ POC และติดตั้งใช้งาน โดยสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.cu.co.th/distributor/service/ หรือแสกน QR Code

from:https://www.techtalkthai.com/commvault-protect-and-recovery-your-data-after-ransomware/

เปิดตัว “สมาร์ทสวิฟท์” (SMARTSWIFT) เพื่อเปิดประสบการณ์ใหม่ในการโอนเงินข้ามประเทศทันที [Guest Post]

ง่าย สะดวก รวดเร็ว พร้อมให้ทุกคนในไทยใช้งานแล้ววันนี้

กรุงเทพฯ – 28 พฤศจิกายน 2565: เปิดประสบการณ์ใหม่ในการโอนเงินข้ามประเทศกับแพลตฟอร์ม “สมาร์ทสวิฟท์” (SMARTSWIFT) ที่ทำให้การรับส่งเงินไม่ยุ่งยากเหมือนเดิมอีกต่อไป ช่วยให้ทุกคนในไทยเข้าถึงบริการนี้ได้สะดวกและทั่วถึงมากขึ้น โดยที่แพลตฟอร์มสมาร์ทสวิฟท์ถูกออกแบบให้ใช้งานได้ง่าย ลดความวุ่นวายในทุกขั้นตอนของการโอนเงินออกนอกประเทศ เพื่อให้ลูกค้าในประเทศไทยสามารถโอนเงินไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้กว่า 60 ประเทศ

การโอนเงินออกนอกประเทศนั้นมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก ธนาคารต่างๆ มักจะคิดค่าธรรมเนียมและอัตราแลกเปลี่ยนที่แพง ต้องใช้เอกสารประกอบมากมาย ทุกๆ ขั้นตอนเป็นเรื่องยุ่งยากสำหรับลูกค้า แต่ตอนนี้ “สมาร์ทสวิฟท์” จะเข้ามาตอบโจทย์ลูกค้าที่ต่างต้องการตัวเลือกที่ดีกว่า ทั้งในเรื่องความสะดวกสบายและสามารถใช้บริการได้ทุกที่ทุกเวลา

ธีรธร พันธุ์ยิ้ม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท 33 รีมิตแตนซ์ จำกัด

ธีรธร พันธุ์ยิ้ม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท 33 รีมิตแตนซ์ จำกัด กล่าวว่า

“ค่าใช้จ่ายในการโอนเงินไปต่างประเทศแต่ละครั้งนั้นสูงมาก ขั้นตอนก็ใช้เวลานาน บางครั้งไม่ปลอดภัย และยังต้องกรอกหรือยื่นเอกสารจำนวนมาก เราจึงสร้าง สมาร์ทสวิฟท์ขึ้นเพื่อให้ลูกค้าได้รับประโยชน์จากการทำธุรกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่ หรือโมเดิร์น แบงค์กิ้ง ที่ทุกคนสามารถโอนเงินจากประเทศไทยไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลกจากบนมือถือเสร็จสิ้นภายในอึดใจเดียว เราให้ความสำคัญในการสร้างประสบการณ์ที่เหนือกว่าให้กับลูกค้าทั้งเรื่องความเร็ว ไม่มีความยุ่งยาก แต่ก็ยังปลอดภัย อุ่นใจได้ว่าเงินไปถึงปลายทางอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นเงินจำนวนเท่าไหร่ลูกค้าทุกคนจะได้รับบริการที่ดีที่สุดจากเรา”

บริการโอนเงินข้ามประเทศนั้น จะต้องปลอดภัยและลูกค้าต้องเชื่อใจได้ “สมาร์ทสวิฟท์” จึงได้นำ Application Program Interface หรือ API เข้ามาใช้เชื่อมต่อแพลตฟอร์ม ทำให้กลายเป็นหนึ่งในไม่กี่แพลตฟอร์มที่สามารถให้บริการ “โอนเงินข้ามประเทศทันที” ได้ โดยผู้รับจะได้รับเงินหลังจากที่ธุรกรรมฝั่งต้นทางเสร็จได้แบบทันใจ และที่สำคัญขั้นตอนการโอนก็เสร็จสิ้นจากการลงทะเบียนเปิดใช้งานเพียงครั้งเดียว

ลูกค้าของสมาร์ทสวิฟท์สามารถโอนเงินไปสู่ประเทศต่างๆ ได้ทั้ง สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย ประเทศต่างๆ ในยุโรป แคนาดา มาเลเซีย จีน ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น และประเทศอื่นๆ อีกมากมาย กว่า 60 ประเทศทั่วโลก *

“เรามีใบอนุญาตทั้งการประกอบธุรกิจเป็นนายหน้าซื้อขายเงินตราต่างประเทศและการเป็นตัวแทนโอนเงินต่างประเทศ จากธนาคารแห่งประเทศไทย และกระทรวงการคลัง แพลตฟอร์มสมาร์ทสวิฟท์นั้นก็ได้รับการรับรองผ่านมาตรฐานความปลอดภัย PCI-DSS ระดับ 1 ซึ่งเป็นมาตรฐานสูงสุดที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ ทีมงานของเราเป็นทีมผู้เชี่ยวชาญแถวหน้าของไทยที่สร้างแพลตฟอร์มนี้ขึ้นมาเพื่อทำให้การโอนเงินไปต่างประเทศเป็นเรื่องง่ายสำหรับคนไทย แรงงานและชาวต่างชาติ ธุรกิจและผู้ประกอบการต่างๆ รวมถึงประชากรที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงินในภูมิภาคอาเซียน” ธีรธร กล่าวต่อ

ตามรายงานของเว็บไซต์ Trading Economics มูลค่าการโอนเงินข้ามประเทศของไทยทำสถิติสูงสุดเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยมีมูลค่ามากถึง 21,027 พันล้านบาท ** และช่วงเวลาที่มีการโอนเงินข้ามประเทศมากที่สุดจะอยู่ในช่วงเดือนธันวาคมของทุกปี

“ในปี 2566 เราคาดการณ์ว่าการโอนเงินข้ามประเทศจากประเทศไทยจะเติบโตมากขึ้นอีก 30% ซึ่งเราตั้งเป้าเอาไว้ว่าสมาร์ทสวิฟท์จะกลายเป็นแพลตฟอร์มที่คนไทย และชาวต่างชาติที่พำนักหรือทำงานในเมืองไทย นิยมใช้บริการโอนเงินข้ามประเทศมากที่สุด 1 ใน 3 อันดับแรกภายในครึ่งปีแรกของปีหน้านี้” ธีรธร กล่าวเสริม

“สมาร์ทสวิฟท์จะช่วยทำให้คนไทย และชาวต่างชาติที่พำนักหรือทำงานในเมืองไทย สามารถโอนเงินข้ามประเทศได้ทันทีโดยค่าธรรมเนียมที่ดีที่สุดในปัจจุบันที่มีในตลาด และไม่ว่าผู้รับจะอยู่ที่ส่วนไหนของโลกก็จะได้รับเงินได้ภายในไม่กี่อึดใจ” ธีรธร กล่าวสรุป

ตั้งแต่วันนี้ ถึงสิ้นมกราคมปี 2566 ผู้ใช้บริการสมาร์ทสวิฟท์รายใหม่ และผู้ใช้บริการปัจจุบัน สามารถใช้บริการโอนเงินข้ามประเทศได้โดยปลอดค่าธรรมเนียม โดยสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเพื่อโอนเงินได้แล้วในวันนี้ทั้งบน iOS และแอนดรอยด์ https://bit.ly/3OqUunP

หมายเหตุ

* ประเทศรับเงินปลายทางอาจมีการเปลี่ยนแปลง กรุณาติดต่อแผนกลูกค้าสัมพันธ์เพื่ออัพเดตข้อมูลล่าสุด

** ที่มา https://tradingeconomics.com/thailand/remittances

เกี่ยวกับ 33 รีมิตแตนซ์

บริษัท 33 รีมิตแตนซ์ จำกัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2564 ที่ผ่านมาโดยเป็นการรวมทีมของทีมงานที่คร่ำหวอดในธุรกิจธุรกรรมการโอนเงินมาอย่างยาวนาน มีเป้าหมายที่จะสร้างโซลูชั่นเพื่อการโอนเงินข้ามประเทศสำหรับคนไทย ชาวต่างชาติ แรงงานต่างชาติ และประชากรที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงินในภูมิภาคอาเซียน ให้สามารถรับ-ส่งเงินได้ง่าย มีค่าธรรมเนียนที่เป็นธรรมมากกว่าบริการจากธนาคารต่างๆ ด้วยเงินทุนจดทะเบียนกว่า 100 ล้านบาท เป้าหมายของ 33 รีมิตแตนซ์ คือการก้าวขึ้นมาเป็นผู้ให้บริการทางการเงินแบบ Non-bank ชั้นนำของเมืองไทย โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่บนถนนวิทยุเพื่อเป็นจุดให้บริการแบบ One-stop สำหรับทั้งคนไทยและชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยภายใต้ชื่อ “สมาร์ทสวิฟท์”

เราพร้อมให้บริการทางการเงินที่หลากหลายภายใต้การรับรองจากธนาคารแห่งประเทศไทย ทั้งบริการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ และบริการโอนเงินภายในประเทศและต่างประเทศ

 

from:https://www.techtalkthai.com/introducing-smart-swift-to-open-up-a-new-experience-for-instant-international-money-transfers/

บิสกิต โซลูชั่น ติดปีก เทศบาลนครนครปฐม ด้วย “ระบบรับฟังเสียงประชาชน” AI [Guest Post]

ครั้งแรกในประเทศไทย ปูทางยกระดับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สู่เมืองอัจฉริยะ

บิสกิต โซลูชั่น ยกระดับ “เทศบาลนครนครปฐม” สู่เมืองอัจฉริยะด้วยเทคโนโลยี AI ฝีมือคนไทย การันตีด้วยรางวัล Microsoft Innovation Excellence Award 2020 จาก Microsoft Thailand นำร่องบูรณาการโซลูชัน Fullloop สู่ ระบบรับฟังเสียงประชาชน” อัจฉริยะ ตัวช่วยรวบรวมเรื่องราว – แยกแยะ – จัดส่ง ทันที ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงแก้ไข ลดเวลาและขั้นตอนที่ส่งข้อมูลตามสายงานแบบ Omni-channel ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ อัพเดทติดตามสถานะได้เรียลไทม์ ตอบสนองงานบริการประชาชนได้เร็วขึ้น สร้างการมีส่วนร่วมกับประชาชนทุกพื้นที่ ทุกวัย ชูประหยัดต้นทุน เวลา และกำลังคน มุ่งช่วยยกระดับการบริการประชาชนและต่อยอดวางแผนพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน ชูเป็นโมเดลทางเลือกยกระดับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ

นายสุทธิพันธุ์ สุทัศน์ ณ อยุธยา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท บิสกิต โซลูชั่น จำกัด

นายสุทธิพันธุ์ สุทัศน์ ณ อยุธยา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท บิสกิต โซลูชั่น จำกัด (BIZCUIT Solution)  เปิดเผยว่า ล่าสุดบริษัท ฯ  ได้เข้าไปให้บริการกับ เทศบาลนครนครปฐม ตามนโยบายของ นายเสรินทร์ แก้วพิจิตร นายกเทศมนตรีนครนครปฐม นำเทคโนโลยี AI ที่พัฒนาโดยคนไทยและได้รับรางวัล Microsoft Innovation Excellence Award 2020 จาก Microsoft Thailand เข้ามาบูรณาการใช้เพื่อบริการประชาชน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในเขตเทศบาลนครนครปฐมให้ดียิ่งขึ้น บนบริการที่ง่าย สะดวก และเร็วรวดจากการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี นำร่องด้วยโซลูชัน Fullloop “ระบบรับฟังเสียงประชาชน” นับเป็นมิติใหม่ของงานบริการประชาชน เป็นจุดเริ่มต้นการพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก้าวเข้าสู่ความเป็นเมืองอัจฉริยะ หรือ Smart City บนงบประมาณที่สมเหตุสมผลและใช้เวลาในการดำเนินการไม่นานประมาณ 1 เดือน

“เทคโนโลยี AI ของโซลูชัน Fullloop นี้สามารถแยกแยะทุกเรื่องราวที่ประชาชนส่งเข้ามาจากทุกช่องทาง ว่าเรื่องใดเป็น ‘คำร้องเรียน’ เรื่องใดเป็น ‘ข้อเสนอแนะ’ การแยกแยะเจตนาในการให้ข้อมูลจากประชาชนนี้สำคัญมาก เพราะทำให้พนักงานเทศบาลสามารถลำดับความสำคัญในการจัดการ และจัดส่งต่องานไปยังผู้ปฏิบัติงานที่รับผิดชอบงานด้านนั้นโดยตรงให้ไปจัดการได้อย่างตรงจุด รวมถึงการนำไปต่อยอดในการสร้างระบบอัตโนมัติต่าง ๆ ให้กับงานบริการอื่น ๆ ในอนาคตได้อีกด้วย ความสามารถของ AI ที่เข้าใจภาษาไทยได้ในระดับลึกซึ้งนี้ เกิดขึ้นจากการเทรน AI ด้วยปริมาณข้อมูลกว่า 10 ล้านข้อความ ซึ่งล้วนมาจากฐานข้อมูลและความเชี่ยวชาญของบริษัท BIZCUIT Solution ที่ให้บริการกับหลากหลายอุตสาหกรรม การันตีคุณภาพด้วยรางวัลจาก Microsoft Thailand  และเรานำมาประยุกต์ใช้ประโยชน์กับงานภาคประชาชน ถือเป็นความภูมิใจของเราทุกคนในฐานะที่เป็นทีมงานพัฒนาที่เป็นคนไทย 100%” 

นายสุทธิพันธุ์ กล่าวเสริมว่า นอกจากโซลูชัน Fullloop “ระบบรับฟังเสียงประชาชน” บริษัทยังมีโซลูชัน Bizcuit Vision Analytic นั้นคือ Video Analytic ที่ทำงานด้วยระบบ Edge Computing ร่วมกับ Computer Vision AI ที่ทำการวิเคราะห์ข้อมูลแบบ Real Time โดยไม่ผ่านระบบบันทึกภาพ ทำให้ไม่ละเมิด พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPA โดยเปลี่ยนกล้อง CCTV ที่มีอยู่แล้วให้กลายเป็นกล้อง AI ช่วยดูแลรักษาความปลอดภัยของประชาชน เช่น นำไปปรับปรุงและพัฒนาประสิทธิภาพของระบบการจราจรบนท้องถนน ซึ่งนับเป็นทางออกใหม่ที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับคนใช้รถใช้ถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในงบประมาณที่ไม่สูงและดำเนินการติดตั้งได้อย่างรวดเร็ว

นายสมโชค  พงษ์ขวัญ รองนายกเทศมนตรีนครนครปฐม

นายสมโชค  พงษ์ขวัญ รองนายกเทศมนตรีนครนครปฐม ในฐานะผู้รับนโยบายและผู้ดูแลโครงการจาก นายเสรินทร์ แก้วพิจิตร นายกเทศมนตรีนครนครปฐม กล่าวว่า ที่ต้องการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยพัฒนายกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น จึงได้นำร่องนำโซลูชันFullloop 

ระบบรับฟังเสียงประชาชน อัจฉริยะ ที่นำเอา AI ที่พัฒนาโดยฝีมือคนไทยมาใช้ในการวิเคราะห์ แยกแยะ ส่งต่องานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมกับการติดตามสถานการณ์ แก้ไขปัญหาแบบเรียลไทม์ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพงานบริการประชาชน รวมถึงอำนวยความสะดวกการทำงานของเจ้าหน้าที่ด้วย อาทิ ระบบนี้ทำให้ประชาชนสามารถแจ้งเรื่องร้องเรียน หรือให้คำแนะนำ ด้วยการแนบรูปถ่ายของเหตุการณ์ และพิกัดสถานที่ผ่านมือถือได้ตลอด 24 ชั่วโมง ความอัจฉริยะของ AI จะช่วยแยกเรื่องร้องเรียนหรือข้อเสนอแนะออกจากกันได้ ทำให้ประหยัดเวลาแก้ไขปัญหาร้องเรียน หรือนำข้อเสนอแนะมาพัฒนาตามแต่ละหน่วยงานได้รวดเร็วขึ้น โดยเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการ ก็สามารถเข้ามามอนิเตอร์งานในระบบได้อย่างง่ายดาย โดยไม่จำเป็นต้องมีความเชี่ยวชาญหรือมีความรู้เฉพาะทางด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์

ทั้งนี้ ระบบที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ไว้บริการประชาชนนี้ สามารถใช้งานได้ตามทุกช่องทางที่ประชาชนสะดวกหรือคุ้นเคยทั้งวิถีเก่าและวิถีใหม่ แบบ Omni-channel ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ได้อย่างสมบูรณ์ รองรับประชาชนทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัย  เช่น การส่งจดหมายไปรษณีย์ การพบเจ้าหน้าที่เวลาลงพื้นที่ให้บันทึกข้อมูลลงระบบได้ หรือเดินทางเข้ามาให้ข้อเสนอแนะที่ศูนย์บริการประชาชน ทางโทรศัพท์ ในขณะที่คนรุ่นใหม่ถนัดใช้เทคโนโลยีก็สามารถสแกนและกรอกข้อเสนอแนะผ่านช่องทางออนไลน์ เว็บไซต์ และโซเชียลมีเดีย บนโทรศัพท์มือถือ ทำให้เทศบาลนครนครปฐมสามารถบริการประชาชนได้เร็วขึ้น ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ของเทศบาลก็มี AI คอยติดตามงานเพื่อให้เราทำงานได้เร็วตามคำมั่นสัญญากับประชาชนอีกด้วย นอกจากนี้ โซลูชันดังกล่าวยังเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เนื่องจากใช้งบประมาณไม่สูง ระยะเวลาในการดำเนินการสั้นเพียง 1 เดือน ค่าซ่อมบำรุงไม่สูง ใช้งานได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพสูง

การบริหารจัดการเมือง อาทิ ระบบกล้องวงจรปิดอัจฉริยะ ระบบจราจรอัจฉริยะ เพื่อช่วยให้เมืองปลอดภัยขึ้น ประชาชนมีความสุขมากขึ้น และมีสุขภาวะดีขึ้น สามารถติดต่อข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  บริษัท บิสกิต โซลูชั่น จำกัด (BIZCUIT Solution) โทร. 02-664-1675-7 หรือ https://www.bizcuitsolution.com/th/talk-to-us/

เกี่ยวกับ บริษัท บิสกิต โซลูชั่น จำกัด

BIZCUIT ก่อตั้งในปี 2558 เป็นผู้ให้บริการโซลูชันด้านการวิเคราะห์ข้อมูล ในปี 2563 บริษัทกลุ่มบุญรอดซัพพลายเชน ได้เข้าร่วมลงทุน และได้เปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท บิสกิต โซลูชั่น จำกัด มีพันธกิจเป็นผู้ให้บริการโซลูชันด้านเทคโนโลยี AI อย่างเต็มรูปแบบ มีบุคลากรกว่า 70 คน ร่วมพัฒนาเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์ AI โดยเน้นด้าน Machine Learning เพื่อวิเคราะห์ ข้อมูลขนาดใหญ่ที่ไม่มีโครงสร้าง หรือ unstructured data จนเกิดเป็นเทคโนโลยี AI โซลูชัน ที่สามารถช่วยปรับปรุงการ ดำเนินธุรกิจอย่างเต็มประสิทธิภาพ มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษด้าน “ความเข้าใจภาษาธรรมชาติ” หรือ “NLU” และ เทคโนโลยีวิทัศน์” หรือ “Computer Vision” ปัจจุบันให้บริการแก่บริษัทชั้นนำในหลากหลายกลุ่มธุรกิจ ใน 5 ประเทศของ ภูมิภาค ได้แก่ ประเทศไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และ ฟิลิปปินส์ ซึ่งความสามารถของ AI ครอบคลุมภาษาอังกฤษ และภาษาท้องถิ่นของแต่ละประเทศอีกด้วย นอกจากนี้ BIZCUITยังเป็นพันธมิตรด้านการวิเคราะห์ข้อมูลของไนซ์ (NICE) ที่มี ความเชี่ยวชาญด้านโซลูชันการวิเคราะห์เสียงรายเดียวในประเทศไทย และได้รับเลือกเป็นบริษัทผู้พัฒนาซอฟแวร์อิสระที่เป็น พันธมิตรของ Microsoft อีกด้วย

from:https://www.techtalkthai.com/biscuit-solution-on-the-wing-of-nakhon-pathom-municipality-with-peoples-voice-listening-system-ai/

เวอร์ทีฟเปิดตัวเครื่องสำรองไฟแบบโมดูลขนาดกลางประสิทธิภาพสูงสำหรับการใช้งานที่มีความหนาแน่นสูงในเอเชีย [Guest Post]

Vertiv™ Liebert® APM Plus รุ่นใหม่ออกแบบมาเพื่อลดการใช้พลังงานและการปล่อย CO2

กรุงเทพฯ ประเทศไทย [24 พฤศจิกายน 2565– วันนี้ เวอร์ทีฟ ผู้ให้บริการระดับโลกด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่สำคัญและโซลูชันด้านความต่อเนื่องได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ Vertiv™ Liebert® APM Plus ซึ่งเป็นระบบสำรองไฟหรือ UPS แบบโมดูลที่รองรับความหนาแน่นสูงและไม่ต้องใช้หม้อแปลงไฟฟ้า ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงสุด 97% ในโหมด Double Conversion และประสิทธิภาพสูงสุดถึง 99% ในโหมด Eco อีกด้วย โดย ณ ขณะนี้ผลิตภัณฑ์รุ่น Liebert APM Plus มีจำหน่ายตั้งแต่กำลังไฟ 50 ถึง 500kW ทั่วทั้งทวีปเอเชีย รวมถึงประเทศออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอินเดีย

สถาปัตยกรรม Liebert APM Plus ออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและการกระจายความร้อน ลดความต้องการและการใช้พลังงานของระบบปรับอากาศของดาต้า เซ็นเตอร์ ดังนั้นประสิทธิภาพการทำงานที่กล่าวมาจะช่วยลดการปล่อยก๊าซ CO2 ให้เหลือน้อยที่สุด ซึ่งช่วยให้ดาต้า เซ็นเตอร์สามารถปฏิบัติตามมาตรฐานข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมได้

Liebert APM Plus เป็นรุ่นอัปเกรดจาก Liebert® APM เหมาะสำหรับดาต้า เซ็นเตอร์ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่สำหรับโทรคมนาคม ไฮเปอร์สเกล และโคโลเคชัน มีขนาดตัวเครื่องที่กะทัดรัดกว่า เพียงแค่ 600 มม. ซึ่งเล็กกว่ารุ่นก่อนหน้าถึง 50% โดยไม่ลดประสิทธิภาพ รวมถึงใช้พื้นที่น้อยกว่าและสามารถทำงานได้ผ่านพาวเวอร์โมดูลที่มีความหนาแน่นสูงพิเศษ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการสำรองพลังงานให้พร้อมใช้งานสำหรับงานที่มีความสำคัญต่อธุรกิจ

ด้วยเทคโนโลยี FlexPower™ ในตัว ผลิตภัณฑ์ Liebert APM Plus จึงสามารถเพิ่มความจุของระบบได้ง่ายและรวดเร็วเพราะมีการออกแบบให้เป็นโมดูล โดยในแต่ละ FlexPower™ โมดูลจะสามารถปรับเปลี่ยนกำลังไฟฟ้าได้อีกทั้งยังควบคุมได้อย่างอิสระเพื่อให้ควบคุมการทำงานได้โดยอัตโนมัติ ทำให้พร้อมใช้งานได้อย่างครอบคลุมได้ดีขึ้นกว่าเดิม

Liebert APM Plus ออกแบบให้ถอดเปลี่ยนชิ้นส่วนสำคัญได้ โดยจะช่วยให้มีค่าเวลาเฉลี่ยในการซ่อมแซมต่ำ อุปกรณ์ UPS ที่ทนทานรุ่นนี้ทนอุณหภูมิได้สูงถึง 50 องศาเซลเซียส ซึ่งมีระบบปรับลดระดับอัตโนมัติ ระบบยังออกแบบมาให้ใช้ตัวเลือกด้านการตรวจสอบอัจฉริยะรูปแบบต่างๆ ได้ ทั้งยังทำงานร่วมกับบริการ Vertiv™ Environet™ Alert และ Vertiv™ LIFE™ ได้อีกด้วย

คุณ Arunangshu Chattopadhyay ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์ด้านพลังงานและหัวหน้าฝ่ายสนับสนุนด้านเทคนิคส่วนกลางแห่งเวอร์ทีฟเอเชียกล่าวว่า “เรามุ่งมั่นจัดหาโซลูชันที่สามารถตอบสนองการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศดิจิทัลที่เติบโตอย่างรวดเร็ว จึงได้ออกแบบ Liebert® APM Plus ให้มีความยืดหยุ่นและเพียบพร้อมไปด้วยคุณสมบัติที่ดีขึ้นกว่าเดิม ดังนั้นผลิตภัณฑ์ UPS รุ่นนี้จึงเหมาะอย่างยิ่งในการรองรับความพร้อมใช้งานของลูกค้าในปัจจุบัน นอกจากนี้ Liebert APM Plus ยังใช้พื้นที่เพียงเล็กน้อย เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการใช้งานกับโซลูชันเวอร์ทีฟ™ แบบผสานรวม เช่น SmartRow™ และ SmartAisle™ รวมถึงระบบจ่ายกระแสไฟอย่าง Liebert® APT”

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโซลูชันเครื่องสำรองไฟของเวอร์ทีฟได้ที่ www.Vertiv.com

เกี่ยวกับเวอร์ทีฟ

เวอร์ทีฟ (NYSE:VRT)  นำซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ ระบบวิเคราะห์ และบริการที่เกี่ยวเนื่องกันมาใช้เพื่อให้ลูกค้าต่างมั่นใจได้ว่า แอปพลิเคชันอันสำคัญยิ่งนั้นจะสามารถทำงานได้ต่อเนื่อง เกิดประโยชน์สูงสุด และเติบโตไปพร้อมกับความต้องการทางธุรกิจของลูกค้า เวอร์ทีฟสามารถเอาชนะความท้าทายอันยิ่งใหญ่ที่สุดซึ่งดาต้า เซ็นเตอร์ เครือข่ายการสื่อสาร รวมไปถึงสิ่งอำนวยความสะดวกในทางการค้าและอุตสาหกรรมที่กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบันด้วยกลุ่มผลิตภัณฑ์ด้านพลังงาน การระบายความร้อน โซลูชันแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน IT และบริการต่างๆ ที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่ระบบคลาวด์จนถึงเอดจ์ของเครือข่าย เวอร์ทีฟมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองโคลัมบัส มลรัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา มีพนักงานประมาณ 24,000 คน และดำเนินธุรกิจในกว่า 130 ประเทศ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมและเนื้อหาข่าวล่าสุด เข้าไปเยี่ยมชมได้ที่ Vertiv.com

แถลงการณ์คาดการณ์ล่วงหน้า

ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ประกอบด้วยข้อความเกี่ยวกับการคาดการณ์อนาคตภายใต้การตีความตามกฎหมายปฏิรูปการฟ้องร้องคดีหลักทรัพย์ส่วนบุคคล พ.ศ. 2538 มาตรา 27 ของพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และมาตรา 21E ของพระราชบัญญัติตลาดหลักทรัพย์ ข้อความเหล่านี้เป็นเพียงการคาดคะเนเท่านั้น เหตุการณ์หรือผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงอาจแตกต่างอย่างมากจากที่ระบุไว้ในข้อความเกี่ยวกับการคาดการณ์อนาคตที่ระบุไว้ในที่นี้ ผู้อ่านจะได้รับการอ้างอิงถึงสิ่งที่เวอร์ทีฟยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์รวมถึงรายงานประจำปีล่าสุดในแบบฟอร์ม 10-K และรายงานรายไตรมาสที่ตามมาในแบบฟอร์ม 10-Q เพื่ออธิบายเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงอันสำคัญเหล่านี้และปัจจัยอื่นๆ อันเกี่ยวโยงกับเวอร์ทีฟ ทั้งนี้ การดำเนินงานของเวอร์ทีฟไม่มีภาระผูกพันและปฏิเสธข้อผูกมัดใดๆ อย่างชัดแจ้งในการปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงข้อความเกี่ยวกับการคาดการณ์อนาคต ไม่ว่าจะเป็นผลมาจากข้อมูลใหม่ เหตุการณ์ในอนาคต หรือเหตุอื่นใดก็ตาม

from:https://www.techtalkthai.com/vertif-launches-high-performance-medium-sized-modular-power-backups-for-high-density-applications-in-asia/