คลังเก็บป้ายกำกับ: DATA_MANAGEMENT

Databricks x BAC ขอเชิญเข้าร่วมสัมมนาในหัวข้อ DATABRICKS – Destination Lakehouse [15 ธ.ค. 2565] ณ ห้องประชุม 102 ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ไม่มีค่าใช้จ่าย

บริษัท บิสซิเนสแอพพลิเคชั่น จำกัด (BAC) ประกาศจับมือ  DATABRICKS บริษัทผู้เชี่ยวชาญในการทำ Data Lakehouse Platform & AI Solution บน Public Cloud  ขอเรียนเชิญท่านผู้สนใจเข้าร่วมงานสัมมนาใน หัวข้อ “ DATABRICKS – Destination Lakehouse” ในวันพฤหัสบดีที่ 15 ธันวาคม 2565 ตั้งแต่เวลา 13.00 น เป็นต้นไป ณ ห้องประชุม 102 ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ 

บริษัท บิสซิเนสแอพพลิเคชั่น จำกัด (BAC) ประกาศจับมือ  DATABRICKS บริษัทผู้เชี่ยวชาญในการทำ Data Lakehouse Platform & AI Solution บน Public Cloud

โดย BAC นอกจากจะเป็นตัวแทนจำหน่าย DATABRICKS แล้ว  BAC จะเป็นศูนย์เรียนรู้ DATABRICKS (Training Centre ) แห่งแรกในประเทศไทย 

และเพื่อเป็นการตอกย้ำศักยภาพในการร่วมมือของทั้งสองบริษัท ทั้งในเรื่อง การเป็นผู้นำเทคโนโลยี DATA Platform ชั้นนำของโลก (DATABRICKS) และ บริษัทผู้เชี่ยวชาญในด้าน Analytics Solution ในประเทศไทย ของ BAC

ขอเรียนเชิญท่านผู้สนใจเข้าร่วมงานสัมมนาใน หัวข้อ “ DATABRICKS – Destination Lakehouse” ในวันพฤหัสบดีที่ 15 ธันวาคม 2565 ตั้งแต่เวลา 13.00 น เป็นต้นไป ณ ห้องประชุม 102 ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

รายละเอียดงานสัมมนา

หัวข้อ: DATABRICKS – Destination Lakehouse
วันเวลา: วันพฤหัสบดี ที่ 15 ธันวาคม 2565 ตั้งแต่เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป
สถานที่: ห้องประชุม 102 ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
ลิงก์ลงทะเบียน: https://www.bac.co.th/event_register_new/BAC_EVENT_22_12_15.aspx

กำหนดการ:

1.00- 1.30          Registration  
1.30 – 1.45         Welcome address                  
1.45 – 2.05         Databricks overview                 
2.05 – 2.30         Introduction to Databricks platform & Lakehouse  (Demo)  
2.30 – 2.45         Coffee Break  
2.45 – 3.05         Databricks accelerating Downstream analytics
3.05 – 3.30         Customer success stories
3.30 – 4.00          Fireside Chat
4.00 – 4.20          BAC & Databricks Partnership       
4.20 – 4.30          Q&A      
4.30                    Closing

from:https://www.techtalkthai.com/databricks-x-bac-seminar-databricksdestination-lakehouse-15-dec-22/

“NT ต่อยอดความสำเร็จ” ดันไทยสู่ดิจิทัลฮับใหญ่สุดในอาเซียน รุกตลาดคลาวด์ครบวงจรตอบโจทย์องค์กรรัฐ-เอกชน เดินหน้าสู่ยุค Digital Transformation [Guest Post]

บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จํากัด (มหาชน) หรือ NT ผู้นำด้านบริการคลาวด์ครบวงจรรายใหญ่ของประเทศไทย หนุนลูกค้าภาครัฐและเอกชนเดินหน้าสู่ยุค Digital Transformation ก้าวสู่องค์กรแห่งอนาคตด้วย Hybrid Cloud ยกระดับศักยภาพการแข่งขันให้กับธุรกิจไทย ชูจุดแข็งด้านดาต้าเซ็นเตอร์และผนึกพันธมิตรระดับโลกการันตีด้วยรางวัลพันธมิตรมาแรงแห่งปีจาก AWS เจ้าแรกในภูมิภาคอาเซียน พร้อมจัดตั้ง AWS Outpost Service ในไทย หวังเป็นดิจิทัลฮับครบวงจรใหญ่สุดในภูมิภาคอาเซียน ตั้งเป้าขยายธุรกิจเติบโต 3 พันลบ.ภายใน 3 ปี 

Digital Transformation เข้ามามีบทบาทอย่างมากในภาคธุรกิจ องค์กรหลายแห่งมีการนำทรัพยากรด้านไอทีมารวมกับธุรกิจอย่างเป็นระบบ   องค์กรที่จะได้เปรียบและสามารถพลิกโฉมธุรกิจแบบเดิมๆ ให้เท่าทันกับความเปลี่ยนแปลงเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่โลกดิจิทัลนี้ จำเป็นต้องปรับตัวนำเทคโนโลยีมาปรับใช้เพื่อสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจซึ่งจะส่งผลต่อการสร้างประสบการณ์ให้ลูกค้าอย่างมีนัยสำคัญ นั่นหมายความว่าธุรกิจหรือแบรนด์ต้องคอยติดตามเทรนด์ Digital Transformation และการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลอยู่ตลอดเวลานั่นเอง

ดร.ยุทธศาสตร์  นิธิไพจิตร ผู้จัดการฝ่ายธุรกิจคลาวด์และบิ๊กดาต้า บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ผู้นำด้านบริการคลาวด์ครบวงจรรายใหญ่ของประเทศไทย กล่าวถึงความพร้อมของบริษัทฯ ในการรองรับเทรนด์ขององค์กรที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลด้วยไฮบริดคลาวด์  ในการบรรยายหัวข้อ DIGITAL TRANSFORMATION WITH HYBRID CLOUD” ในงาน “Telecom World ASIA 2022” ที่ผ่านมา  โดยปัจจุบันบริการ NT CLOUD มีบริการ 2 รูปแบบ คือ Private Cloud สำหรับองค์กรที่ต้องการความปลอดภัยสูง และ Public Cloud ที่เหมาะกับกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่   การให้บริการของ NT CLOUD เน้นกลุ่มลูกค้าระดับองค์กรเป็นหลักครอบคลุมทั้งหน่วยงานภาครัฐและองค์กรเอกชน โดยมีความแตกต่างในการให้บริการคือภาครัฐจะเน้นเรื่องความมั่นคงปลอดภัย  ต้องการพื้นที่เก็บข้อมูลที่มีความปลอดภัยสูงซึ่งบริษัทฯจะให้บริการในลักษณะ Private Cloud ให้กับภาครัฐ รวมถึงเอกชนที่เป็นองค์กรขนาดใหญ่ที่สามารถเลือกใช้ Private Cloud เช่นกัน  ขณะที่เอกชนกลุ่ม SMEs ที่อาจมีข้อจำกัดเรื่องราคา บริษัทฯจะเน้นการให้บริการด้วยระบบ Public Cloud ที่มีประสิทธิภาพสูง  พร้อมกับบริษัทฯ ยังให้บริการสำรองข้อมูลให้กับดาต้าเซ็นเตอร์ของลูกค้าหรือเป็น DR-site as a Service อีกด้วย

นอกจากนี้ การประกาศใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 (PDPA) ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องปรับปรุงระบบการดำเนินงานเพื่อปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าวโดยเคร่งครัด อีกทั้งภาครัฐยังต้องใช้การเก็บข้อมูลในประเทศ  เพื่อตอบโจทย์ดังกล่าว  NT ได้ร่วมมือกับ บริษัท อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส (AWS)  ติดตั้ง AWS Outpost ที่ประเทศไทย  ซึ่งสามารถให้บริการ NT CLOUD :  Amazon Web Services (AWS) ด้วยไฮบริดคลาวด์เต็มรูปแบบ ตอบสนองลูกค้าที่เป็นหน่วยงานในประเทศด้วยการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลภายในประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพสอดคล้องกับนโยบายข้อมูลภาครัฐ    

“NT มีลูกค้าภาครัฐจากโครงการขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพสูง เช่น ระบบคลาวด์กลางภาครัฐ (Government Data Center And Cloud Services) หรือ “GDCC” ที่บริษัทร่วมงานกับ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดย สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) เพื่อสนับสนุนการพัฒนาประสิทธิภาพบริการดิจิทัลภาครัฐเพื่อประชาชน จึงเชื่อว่ามีศักยภาพดำเนินการขยายธุรกิจระบบคลาวด์ที่ประสบความสำเร็จได้ในระยะยาว  ขณะเดียวกันทุกหน่วยงานรัฐยังเร่งพัฒนาระบบไอทีสู่เป้าหมายรัฐบาลดิจิทัลซึ่งสะท้อนปริมาณความต้องการคลาวด์ที่มีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้ NT ได้รับรางวัล AWS Partner of the Year 2021 พันธมิตรมาแรงแห่งปีของ AWS สาขา New Market Public Sector คู่ค้าตลาดใหม่ภาครัฐของ AWS ในภูมิภาคอาเซียนอีกด้วย”

ทั้งนี้ NT CLOUD มีจุดเด่นและความแตกต่างที่ทำให้ได้รับรางวัล AWS Partner of the Year 2021  เจ้าแรกในอาเซียน นั่นคือบริการ NT  Data Center ที่มีระบบรักษาความปลอดภัยระดับมาตรฐานสากลซึ่งเป็นหนึ่งในบริการที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในขณะนี้  และอีกจุดเด่นสำคัญคือการเฝ้าระวังความปลอดภัยทางไซเบอร์ด้วย “NT cyfence” ผู้ให้บริการด้านการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ ที่ใช้ระบบรักษาความปลอดภัยขั้นสูงตามมาตรฐานสากล ผ่านศูนย์เฝ้าระวังความปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity Operation Center) ที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อปกป้องข้อมูลของลูกค้าและช่วยตรวจสอบการโจมตีทางไซเบอร์ได้อย่างปลอดภัย พร้อมให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญโดยตรง

ดร.ยุทธศาสตร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “NT ให้บริการ AWS outpost  ซึ่งเป็นไฮบริดคลาวด์ที่สามารถเก็บข้อมูลได้อย่างละเอียด ครบถ้วน ลูกค้าสามารถเข้าถึงข้อมูลหรือบริการผ่านอินเทอร์เน็ตได้ทุกที่ทุกเวลา และมีโซลูชันให้เลือกมากมายตามความเหมาะสมของธุรกิจ ผลิตภัณฑ์และบริการของลูกค้า ช่วยสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน ภายใต้การควบคุมดูแลและดำเนินการอย่างเต็มรูปแบบโดย NT และ AWS  ด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่ออกแบบโดย AWS เช่นเดียวกับในศูนย์ข้อมูล AWS ที่ใช้ระบบการและเครื่องมือเดียวกันกับ AWS ในระดับภูมิภาค 

ประกอบกับแนวโน้มการเติบโตของตลาดคลาวด์ในระดับโลก ตั้งแต่ปี  2019-2022 มีอัตราการเติบโต 14.5 % ส่วนตลาดคลาวด์ในประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2017-2023 จะมีอัตราการเติบโตโดยเฉลี่ยถึง 29.7% จากแนวโน้มการเติบโตดังกล่าวทำให้ผู้ให้บริการคลาวด์ระดับโลกเล็งเห็นศักยภาพตลาดคลาวด์ในประเทศไทย และเชื่อมั่นว่าอีก 3 ปีข้างหน้าจะมีผู้ให้บริการคลาวด์ระดับโลกมาให้บริการในประเทศไทยมากยิ่งขึ้น” 

สำหรับแผนในอนาคต บริษัทฯ มุ่งขยายฐานธุรกิจรองรับความต้องการของภาครัฐที่เติบโตขึ้นทุกปีโดยตั้งเป้าที่จะขยายธุรกิจให้เติบโต 3,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 3-5 ปี จากปัจจุบันอยู่ที่ 1,500 ล้านบาท โดยเน้นร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ที่เป็นผู้ให้บริการต่างประเทศในการขยายเซอร์วิสด้านคลาวด์  นอกจากนี้ ในส่วนของระบบการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลให้กับลูกค้า บริษัทฯได้ร่วมมือกับ Vendor Security ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ให้บริการด้านความปลอดภัยในการทำ Security Solution รวมถึงมีศูนย์ Security Operation Center ช่วยดูแลเรื่องระบบความปลอดภัยของข้อมูลให้กับลูกค้า

ดร.ยุทธศาสตร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การเก็บข้อมูลและการใช้ประโยชน์จากข้อมูลจากระบบคลาวด์ จะกลายเป็นเรื่องสำคัญในอนาคตอันใกล้ โดยขณะนี้บริษัทฯ มีเทคโนโลยีสำคัญที่กำลังพัฒนาอยู่ เพื่อเป็นส่วนช่วยตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ารวมถึงเพื่อการผลักดันให้ประเทศไทยเป็น Digital Hub แหล่งที่ 2 ของอาเซียน ทั้งนี้ มองว่าในอนาคตบริการ NT Data Center มีแนวโน้มเติบโตอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีผู้ให้บริการต่างชาติเพิ่มเข้ามา ซึ่งขณะนี้ทั้ง GOOGLE กับ AWS มีการประกาศออกมาอย่างเป็นทางการแล้วว่าจะจัดตั้ง Region ใหม่ในประเทศไทย  โดย NT มีความพร้อมที่จะรองรับในประเด็นดังกล่าว โดยการร่วมมือกับกลุ่มพาร์ทเนอร์เพื่อขยายการให้บริการต่อไป

from:https://www.techtalkthai.com/national-telecom-pushing-thailand-to-become-the-largest-digital-hub/

AWS เปิดตัวบริการ Amazon DataZone เครื่องมือบริหารจัดการข้อมูลในองค์กร

ในงาน AWS re:Invent ทาง AWS ได้ประกาศเปิดตัวบริการ Amazon DataZone ใหม่ เครื่องมือสำหรับบริหารจัดการข้อมูลในองค์กร

Credit: AWS

Amazon DataZone เป็นบริการ Data Management ที่ช่วยให้องค์กรสามารถบริหารจัดการข้อมูลภายในได้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นการสร้าง Catalog, การค้นหา และ การแชร์ข้อมูล ครอบคลุมการเก็บข้อมูลทั้งบน AWS, On-premise และ Third-party source ได้ โดยจุดเด่นของ Amazon DataZone มีดังนี้

  • ช่วยให้องค์กรสามารถสร้าง Business Data Catalog ได้ พร้อมรองรับการค้นหาข้อมูลภายใน Datasets ต่างๆผ่านทาง Data Portal และผู้ใช้งานสามารถเลือกร้องขอการเข้าถึงข้อมูลนั้นๆได้
  • รองรับการทำ Collaboration ระหว่างทีมต่างๆในลักษณะ Data Projects โดยสามารถกำหนดสิทธิการเข้าถึงข้อมูลหรือการใช้งานเครื่องมือต่างๆกับข้อมูลนั้นๆได้
  • มี Web-based Portal สำหรับแสดงรายละเอียดการเข้าถึงข้อมูลต่างๆในรูปแบบ Analytic แยกออกจาก AWS Mangement Console
  • ใช้ระบบ Machine Learning ในการเก็บข้อมูลและแนะนำข้อมูล Metadata เช่น Origin และ Data Type ให้แบบอัตโนมัติ
  • มีระบบ Governance Control ผ่านทาง AWS Glue Data Catalog, AWS Identity and Access Management (IAM) และ Lake Formation
  • รองรับการเชื่อมต่อกับระบบ Analytic เช่น Amazon Redshift, Amazon Athena และ Amazon QuickSight
  • มีระบบ API สำหรับเชื่อมต่อกับโซลูชันอื่น เช่น DataBricks, Snowflake และ Tableau
Credit: AWS

ปัจจุบัน Amazon DataZone เปิดให้ลูกค้าที่สนใจสามารถทดสอบใช้งานแบบ Preview แล้ว โดยมีการจำกัด Region ดังนี้ US-East (N Virginia), US West (Oregon) และ Europe (Ireland)

ที่มา: https://press.aboutamazon.com/2022/11/aws-announces-amazon-datazone

from:https://www.techtalkthai.com/aws-launches-amazon-datazone-enterprise-data-management-tool/

“NT ชูธงย้ำนโยบายสิ่งแวดล้อม” พร้อมหนุนไทยบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนสู่สากล [Guest Post]

บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ได้นำหลักการและแนวคิดในการดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานการคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี รวมถึงนโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแนวใหม่ BCG (Bio-Circulation-Green Economy) รูปแบบการพัฒนาที่เชื่อมโยงหลักคิดเศรษฐกิจพอเพียง (SEP) สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ที่ให้ความสำคัญกับการปกป้องสิ่งแวดล้อม โดยนำองค์ความรู้ด้านนวัตกรรมเทคโนโลยีที่มีอยู่มาต่อยอดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน และให้บริการด้านธุรกิจ อีกทั้งเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าด้วย Reuse, Recycle, Reduce มาบูรณาการเพื่อกำหนดนโยบายและแนวทางการพัฒนาความยั่งยืนเชิงยุทธศาสตร์ ที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ขององค์กร ให้ผู้บริหารและพนักงานภายในองค์กรถือปฏิบัติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจ

นอกจากนี้ NT ยังตระหนักถึงความสำคัญ พร้อมดำเนินงานและบริหารจัดการผลกระทบด้านต่าง ๆ ที่มีต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และผู้มีส่วนได้เสียอื่น ๆ อย่างมีความรับผิดชอบ ครอบคลุมทุกมิติทั้งเศรษฐกิจและบริการ (Economy) สังคม (Social) และสิ่งแวดล้อม (Environment) จึงได้กำหนดนโยบายด้านเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green IT Management) ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการการใช้พลังงาน ลดปริมาณการใช้พลังงาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดการสร้างขยะ และนำขยะอิเล็กทรอนิกส์มารีไซเคิลใหม่  ถือเป็นพันธกิจหลักและได้รับความร่วมมือจากผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานทุกระดับที่ได้ถือปฏิบัติกันมาอย่างต่อเนื่อง 

ทั้งนี้ การดำเนินงานภายใต้นโยบาย BCG นั้น NT ตระหนักดีว่าองค์กรต่าง ๆ ควรมีบทบาทผลักดันการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ พร้อมทั้งขับเคลื่อนไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนดูแลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างทั่วถึง โดย NT ได้ใช้องค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีมาบูรณาการและดำเนินโครงการที่ส่งเสริมสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว ได้แก่

  • โครงการศูนย์ข้อมูลสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ  (National Environmental Data) ติดตั้งสถานีตรวจวัดฝุ่น

PM 8,000 แห่งทั่วประเทศ เพื่อเตือนภัยและดูแลสุขภาพของประชาชนทั่วประเทศ พร้อมเปิดให้หน่วยงานใช้ประโยชน์จากข้อมูลโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่ง NT ได้รับมอบหมายจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) โดยกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้มอบทุนอุดหนุนการวิจัยให้ NT เป็นผู้ดำเนินการจัดทำศูนย์ข้อมูลสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พร้อมทั้งติดตั้งสถานีตรวจวัดฝุ่น PM 8,000 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่กว่า 5,000 ตำบล ใน 900 อำเภอทั่วประเทศ ซึ่งดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยมีเป้าหมายเพื่อตรวจวัดและวิเคราะห์ข้อมูลฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM) รวมถึงส่งข้อมูลแจ้งเตือนประชาชนแบบเรียลไทม์ผ่านทางแอปพลิเคชัน RGuard ที่ใช้ได้ฟรี

สำหรับสถานีทั้งหมดจะสามารถเก็บข้อมูลต่าง ๆ ได้แก่ ค่าฝุ่น PM1 PM2.5 PM10 อุณหภูมิ ความชื้น ความกดอากาศ รวมทั้งทิศทางและความเร็วลม ซึ่งข้อมูลคุณภาพอากาศและภูมิอากาศ จะมีการจัดเก็บทุก ๆ 5 นาที แล้วส่งผ่านเครือข่าย LoRaWan ของ NT และนำเข้าสู่คลังข้อมูล (Big Data) เพื่อนำไปวิเคราะห์และพยากรณ์โอกาสที่จะเกิดปัญหาฝุ่น PM ในแต่ละพื้นที่ได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพ

นอกจากบทบาทในการดูแลสุขภาพประชาชนเชิงรุกตามนโยบายหลักของรัฐบาลแล้ว โครงการศูนย์ข้อมูลสิ่งแวดล้อมแห่งชาติยังเป็นโครงการต้นแบบของกระทรวงดีอีเอส ในการสร้างทรัพยากรกลางด้านข้อมูล (Big Data) และจัดทำเป็นข้อมูลสาธารณะ (Open Data) ผ่านทางแอปพลิเคชัน RGuard เพื่อเผยแพร่แก่หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา นำไปใช้ประโยชน์และต่อยอดจากการดำเนินการของภาครัฐ ทั้งด้านการวิจัย ข้อมูลสถิติ หรือสร้างซอฟต์แวร์ใหม่ ๆ ซึ่งจะปูทางไปสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ตลอดจนส่งเสริมการสร้างมูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลด้วย

  • โครงการ Green IT เกิดขึ้นจากความพยายามของ NT ที่ต้องการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วยการจัดทำ

แนวทางการกำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Waste ขึ้นมา โดยตั้งตู้รับบริจาคขยะอิเล็กทรอนิกส์เพื่ออำนวยความสะดวกตามจุดต่าง ๆ ของอาคารสำนักงาน ก่อนจะนำขยะเหล่านี้ไปผ่านกระบวนการรีไซเคิลหรือกำจัดตามวิธีการที่เหมาะสมต่อไป  

ในการบริหารงานด้านเอกสาร NT ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงองค์กรสู่ดิจิทัลจึงมุ่งมั่นในการยกระดับความเชื่อมั่นด้วยการนำระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ (e-Document) มาบริหารอย่างเต็มรูปแบบ ลดการใช้กระดาษ ตั้งแต่กระบวนการจัดสร้าง จัดทำเอกสารในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ การรับ ส่ง ติดตามสถานะ สืบค้นข้อมูลด้วยความสะดวก รวดเร็ว สามารถลดเวลา ลดขั้นตอน ทำให้การสื่อสารภายในองค์กรมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถเข้าใช้งานได้ทุกที่ทุกเวลาผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตดำเนินการจัดหาพัสดุตามแนวทางการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยคำนึงถึงการส่งเสริมและสนับสนุนสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น มีการกำหนดคุณลักษณะสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมใน TOR ที่มีการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอีกทางหนึ่งด้วย โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ เพื่อส่งเสริมการแก้ไขปัญหาสภาวะโลกร้อน (Global Warming) ที่กำลังเป็นวาระเร่งด่วนในระดับโลก ซึ่งทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งประชาชน ภาครัฐ และภาคเอกชนต้องร่วมมือกันอย่างจริงจังเพื่อแก้ไขวิกฤตการณ์นี้

NT มีความมุ่งมั่นพร้อมที่จะสนับสนุนรัฐบาลไทยทุกวิถีทาง เพื่อขับเคลื่อนประเทศให้สามารถบรรลุเป้าหมายตามที่ประกาศในการประชุม COP26 ครั้งล่าสุดซึ่งจัดขึ้นเมื่อปี 2564 ที่เมืองกลาสโกว์ ประเทศสก็อตแลนด์ โดยรัฐบาลไทยได้กำหนดเป้าหมายความเป็นกลางของคาร์บอน (Carbon Neutrality) ให้เกิดขึ้นภายในปี 2593 และเป้าหมายคาร์บอนเป็นศูนย์ (Zero Carbon) ภายในปี 2603 เพื่อร่วมเป็นพลังผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก และสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืนในภายภาคหน้า

ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม ปัญหามลพิษทางอากาศอันเนื่องจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก สร้างปัญหาหลายด้านให้กับประเทศไทย โดยเฉพาะส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและสุขภาพของประชาชนในวงกว้างและทวีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งรัฐบาล หน่วยงานภาครัฐและเอกชน ได้พยายามดำเนินการต่าง ๆ เพื่อควบคุมและจำกัดมลพิษไม่ให้เกินมาตรฐานที่กำหนด รวมถึงนำเสนอข้อมูลเพื่อให้ประชาชนหันมาใส่ใจปัญหานี้อย่างจริงจัง  อย่างไรก็ดี หากอาศัยเพียงการดำเนินนโยบายและการสร้างความตระหนักรู้จากภาครัฐเพียงฝ่ายเดียวคงไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้ลุลวงได้ การมีส่วนร่วมของประชาชนจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยให้การแก้ไขปัญหาบรรลุถึงเป้าหมายได้อย่างยั่งยืน

from:https://www.techtalkthai.com/national-telecom-reiterate-environmental-policy-support-thailand/

[บทสัมภาษณ์] Commvault : มากกว่า Backup Solution สู่แพลตฟอร์ม Data Management

ผู้ทำงานด้านไอทีต่างรู้จักกับชื่อของ Commvault ดีอยู่แล้วในฐานะซอฟต์แวร์สำรองและกู้คืนข้อมูลคุณภาพสูง โดยในวันนี้ทีมงาน TechTalkThai ได้มีโอกาสสัมภาษณ์คุณ Alicia Joseph, Regional Director, Southeast Asia ของ Commvault ซึ่งเธอได้ช่วยปรับโฟกัสให้เราเข้าใจได้ว่าปัจจุบัน Commvault ไม่ใช่แค่โซลูชัน Backup อีกต่อไปแต่ก้าวเข้าสู่ Data Management Platform มาร่วมกันค้นหาความหมายที่แท้จริงในบทความนี้กันครับ ในวาระเดียวกันนี้คุณศุภกิจ ติยะวัชรพงศ์, Managing Director จาก Computer Union พันธมิตรหลักของ Commvault ก็ได้มาให้ข้อมูลถึงตลาดในประเทศไทยเช่นกัน

คุณ Alicia Joseph, Regional Director, Southeast Asia – Commvault

นิยามของ Data Management

เคยสงสัยไหมครับว่า Data Management คืออะไร? ท่านอาจจะพบกับคำศัพท์ที่น่าสับสนนี้ในหลากหลายการนำไปใช้ แต่ข้อมูลที่คุณ Alicia แนะนำผ่านประสบการณ์ของเธอในการทำงานมาหลายสิบปีได้ชี้แนะให้เรากระจ่างถึงความหมายที่แท้จริงโดยเฉพาะในกลุ่มของโซลูชันการปกป้องข้อมูลในท้องตลาดที่ใช้คำนี้อ้างถึงยุคถัดไปของการสำรองและกู้คืนข้อมูล ซึ่ง Data Management ประกอบด้วย 5 คุณสมบัติคือ

1.) Data Protection/ Data Backup ความสามารถในการสำรองและกู้คืนข้อมูลแบบเดิมที่เราคุ้นเคยกันมานาน

2.) Data Security ความสามารถในการต่อกรกับภัยคุกคามที่จ้องเล่นงานข้อมูลโดยเฉพาะเช่น แรนซัมแวร์ที่พยายามทำลายล้างข้อมูลทั้งหมด ซึ่งตัวโซลูชันเองจึงต้องคิดค้นวิธีการบางอย่างมาต่อกรกับความพยายามนี้

3.) Data Compliance มอบความสามารถให้องค์กรบริหารจัดการข้อมูลได้ตามระเบียบข้อบังคับ และกฏหมายด้านข้อมูล

4.) Data Transformation ในยุคของการเปลี่ยนแปลงสู่ระบบดิจิทัลที่กว้างใหญ่ ข้อมูลนั้นมีการเคลื่อนไหวอย่างไร้ขอบเขตเช่น ย้ายข้อมูลจาก On-premise สู่คลาวด์ หรือจากคลาวด์สู่คลาวด์ การนำข้อมูลจริงไปใช้ทดลอง และอื่นๆ ดังนั้นโซลูชันที่ท่านใช้อยู่จะต้องอำนวยความสะดวกให้การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้โดยง่าย

5.) Data Insight/ Visibility ผู้ดูแลสามารถเห็นภาพของข้อมูลได้อย่างครบวงจรตั้งแต่ช่วงเวลาที่เกิดขึ้น สถานที่จัดเก็บ และจุดประสงค์ของการเก็บใช้งาน เมื่อเข้าใจภาพแล้วจึงสามารถจัดการข้อมูลได้อย่างแท้จริง

นี่คือคุณสมบัติทั้ง 5 ในโซลูชันใดๆที่เรียกตัวเองว่า Data Management โดยสินค้าของแต่ละเจ้าก็จะมีวิธีการทำงานในแบบของตัวเอง แต่น้อยรายที่จะมีความครบครันอย่าง Commvault ซึ่งไม่เพียงแค่มี Function ครบถ้วน อยู่ใน Single Data Management Platfrom แล้ว แต่การเริ่มต้นยังทำได้ง่าย ปราศจากแนวคิดแบบเสริมส่วนประกอบภายหลัง สำหรับผู้สนใจสามารถขอคำปรึกษาออกแบบได้จากทีมงาน Computer Union

อนาคตของโซลูชันด้านการบริหารจัดการข้อมูลในประเทศไทย

Commvault ประกอบธุรกิจมาอย่างยาวนานซึ่งคุณ Alicia ได้ยืนยันในคำตอบเมื่อถูกถามถึง ความต้องการที่มองหาโซลูชันด้านการบริหารจัดการข้อมูลว่า ” เรายังไม่เห็นโอกาสที่ข้อมูลจะเติบโตน้อยลงเลยนะ จากที่ประกอบธุรกิจมายาวนาน มีแต่จะเพิ่มขึ้นทุกวัน ความเป็นจริงก็คือทุกองค์กรก็ยังคงรักษาข้อมูลเก่าไว้ แต่ข้อมูลใหม่จากระบบหลั่งไหลเข้ามาทุกวินาที โดย IDC เองยังคาดการณ์ว่าในปี 2025 จำนวนข้อมูลดิจิตัลทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นเป็น 163 zettabytes ด้วยเหตุนี้เองตลาดโซลูชันการจัดการด้านข้อมูลยังคงขยายตัวเพิ่มขึ้นต่อไป

นอกจากแรงผลักดันในเชิงปริมาณของข้อมูลแล้ว แรนซัมแวร์เองยังคงเป็นปัญหาที่ทวีความรุนแรงและเพิ่มจำนวนขึ้นไม่แพ้กัน โดยอ้างอิงข้อมูลจาก IDC คาดการณ์ว่าการลงทุนด้านโซลูชั่นและบริการด้านความปลอดภัยในเอเชียแปซิฟิกจะเพิ่มขึ้น 15.5% จากปี 2564 เนื่องการเพิ่มขึ้นของการโจมตีทางไซเบอร์และแรนซัมแวร์

คุณศุภกิจ ติยะวัชรพงศ์, Managing Director จาก Computer Union

จากการให้คำปรึกษาลูกค้าจำนวนมากในประเทศไทย คุณศุภกิจได้ชี้ให้เห็นว่าองค์กรในประเทศไทยต่างตระหนักถึงเรื่องเหล่านี้เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆในโลก ผนวกกันกับความกดดันในเรื่องกฏหมายด้านข้อมูลส่วนบุคคล ทำให้ทุกองค์กรจัดความสำคัญด้านความมั่นคงปลอดภัยข้อมูลเป็นลำดับต้นๆ เพราะหากเกิดความเสียหายขึ้นการกู้คืนความเชื่อมั่นภายหลังเป็นเรื่องไม่ง่ายและใช้เวลานาน

สำหรับธุรกิจในประเทศไทยเองคุณศุภกิจได้แนะนำให้องค์กรวางแผนด้านการจัดการข้อมูลดังนี้

1.) ต้องเข้าใจนิยามของ Data Management เสียก่อน เพื่อจะได้ทราบความต้องการของตนว่าอยู่จุดไหน ซึ่งแรกเริ่มท่านอาจจะไม่ได้ใช้ทั้งหมด โดย Commvault มีครบทุกองค์ประกอบเตรียมไว้แล้ว หากในอนาคตลูกค้าต้องการความสามารถเพิ่มก็พร้อมใช้ได้ทันที

2.) Zero Loss จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเครื่องมือที่ท่านมีสามารถบูรณาการภาพข้อมูลทุกแห่งหน สามารถมองเห็นความเคลื่อนไว้ได้ทุกที่ทุก platform ทั้ง Cloud, On-premise, VM และ Container

3.) รู้เร็ว และแก้ไขเร็ว โอกาสถูกโจมตีมีเสมอ แต่เครื่องมือที่มีจะช่วยกู้คืนสถานการณ์มาได้อย่างไรให้รวดเร็วที่สุดและง่ายที่สุด

Simplify, Unify in One Intelligence data Management Platform

“Simplify, Unify in One Intelligence data Management Platform” ประโยคนี้ถูกพูดถึงตลอดการสัมภาษณ์จากคุณ Alicia ให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่ Commvault สรรสร้างขึ้นมาเพื่อลูกค้าทุกราย โดยความหมายที่แท้จริงก็คือ Commvault ทราบดีว่าปัจจุบันระบบไอทีซับซ้อนมากเกินไป ด้วยเหตุนี้เองซอฟต์แวร์ที่ดีคือซอฟต์แวร์ที่เข้าใจง่ายพร้อมใช้งาน ผู้ใช้ไม่ต้องปรับตัวเยอะ ทุกอย่างเน้นความเป็นอัตโนมัติบน Platform เดียว ซึ่งไม่เพียงแค่เพิ่มประสิทธิภาพให้แก่การปฏิบัติงานเท่านั้น แต่เชื่อหรือไม่ว่าในโลกแห่งความเป็นจริงนี้ Human Error คือปัจจัยสำคัญที่เพิ่มโอกาสในความเสียหายของข้อมูล ดังนั้นหากหลีกเลี่ยงงานจากน้ำมือมนุษย์ได้เท่าไหร่ความเสี่ยงย่อมลดลงเช่นกัน

ไม่ว่าข้อมูลขององค์กรจะอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบใด โดยปณิธานที่แน่วแน่ของ Commvault คือการช่วยจัดการข้อมูลของลูกค้าได้ในทุกฮาร์ดแวร์ หรือคลาวด์ใดๆ เช่น ผู้ใช้งานคลาวด์ส่วนใหญ่มักจะตระหนักถึงปัญหาในภายหลังเมื่อใช้งานคลาวด์ไประยะหนึ่งว่า การย้ายข้อมูลออกนั้นไม่ง่ายเลย แต่หากเป็นผู้ใช้งาน Commvault สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ปัญหา หรืออีกกรณีการย้ายข้อมูลข้าม Hypervisor จาก VMware สู่ Hyper-V กรณีนี้ก็สร้างผลกระทบให้ผู้ใช้งาน Commvault น้อยมากเพราะทำได้อย่างอัตโนมัติ โดย Commvault สามารถทำงานร่วมกับผู้ผลิตฮาร์ดแวร์และคลาวด์ได้มากมายทั้ง Dell, IBM, HPE, VMware, Azure, Huawei Cloud, AWS, Google และอื่นๆ ติดตามเพิ่มเติมได้ที่นี่

ลูกค้าต้องสามารถย้ายข้อมูลข้ามคลาวด์ หรือฮาร์ดแวร์ใดก็ได้ ไม่ใช่แค่ง่ายแต่ยังทำงานได้แบบ Native” — คุณ Alicia กล่าว

การขาดแคลนผู้มีทักษะด้านไอทีในตลาดงานเริ่มเห็นได้ชัดขึ้นเรื่อยๆและเป็นกันทั้งโลกก็ว่าได้ ดังนั้นหัวใจสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือโซลูชันต้องไม่สร้างภาระเพิ่มให้แก่ผู้ปฏิบัติงาน ตรงนี้เอง Commvault จึงได้สร้างแพลตฟอร์มที่สามารถตอบโจทย์เรื่องต่างๆในตัวเอง ซึ่งไม่ว่าต้องการบริหารจัดการข้อมูลที่เกิดขึ้นที่ใด ลูกค้าก็สามารถใช้เครื่องมือเดียวกันนี้ของ Commvault ทำงานได้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะมีความต้องการอย่างไรก็ตามเช่น การทำงานเรื่อง Compliance, Backup & Restore หรืออื่นๆ

ในยุคที่ข้อมูลเติบโตอย่างไร้ที่สิ้นสุด องค์กรต้องเผชิญกับความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งเรื่องของฮาร์ดแวร์จัดเก็บข้อมูลยี่ห้อใหม่ๆ ผู้ให้บริการคลาวด์ที่นำเสนอเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับงานแต่ละด้าน แน่นอนว่าเพื่อผลประโยชน์สูงสุดองค์กรได้เข้าสู่ยุคแห่ง Multi-cloud ลึกไปกว่านั้นเราไม่ได้มีแค่ On-premise, VM และ Cloud แต่ยังมีเลเยอร์ย่อย Kubernetes หรือ SaaS ที่เพิ่มขึ้นรายวัน นี่คือความท้าทายที่เกิดขึ้นแล้วในองค์กร ด้วยเหตุนี้การจัดการกับข้อมูลจึงไม่เหมือนที่แล้วมา ทำให้เราต้องการเครื่องมือเดียวที่ตอบโจทย์อย่างครอบคลุม และนั่นคือหัวใจสำคัญที่ Commvault กำลังบอกกับพวกเราทุกคนว่า “Simplify, Unify in One Intelligence data Management Platform”

แนวทางการให้บริการของ Commvault ในประเทศไทยผ่านทาง Computer Union

Commvault ได้วางแผนกลยุทธ์ร่วมกับทาง Computer Union ในการรุกตลาดในไทยให้มากขึ้นด้วยขีดความสามารถของ Data Management Platform โดย Commvault เองได้เล็งเห็นความแข็งแกร่งในการบริหารด้านไอทีอย่างครบวงจรของ  Computer Union ซึ่งคุณศุภกิจได้กล่าวเสริมว่า ทาง CU เองเราเน้นโซลูชันที่ช่วยเหลือลูกค้าทั้งในด้าน Cost Optimization , Operation in New Normal และ Sustainable Business Process ด้วยการชู 4 โซลูชันหลัก คือ Hybrid Cloud, Business Analytics & AI &IOT, Security และ Application/ Data Modernization ซึ่งก็สอดคล้องกับโซลูชันของ Commvault ที่เป็น Data Management Platform ที่มีความแข็งแกร่งในตัวผลิตภัณฑ์ทั้งในเรื่องของความครบวงจร ครอบคลุมทุกสภาพแวดล้อมที่องค์กรเป็นอยู่ในปัจจุบัน อีกทั้งยังไม่ยึดติดกับฮาร์ดแวร์ ซึ่งทำงานร่วมกับผลิตภัณฑ์หรือคลาวด์ต่างๆได้ในเชิงลึก รวมถึงความง่ายในการใช้งาน ทำให้ Computer Union ตัดสินใจนำ Commvault เข้ามาทำตลาดในไทยก็ช่วยให้เรา design solution ได้ครบถ้วนให้กับลูกค้า และ CU เองก็ยังช่วยสนับสนุนด้าน POC, Technical Skill ต่าง ๆ และการ Implementation

หลายครั้งที่เราไม่ได้คาดหวังที่จะขายให้ลูกค้า เราเพียงพยายามช่วยลูกค้าแก้ปัญหาต่างหาก เพราะผมเชื่อว่าเมื่อเราช่วยเขาได้ ความไว้วางใจนั้นก็ย้อนกลับมาหาเราเอง” — คุณศุภกิจกล่าวทิ้งท้าย

ท่านใดสนใจติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโซลูชัน Commvault ได้ที่

บริษัท คอมพิวเตอร์ยูเนี่ยน จำกัด โทร. 02-311-6881 #7151, 7158 หรือ Email : cu_mkt@cu.co.th

ทั้งนี้ทางคอมพิวเตอร์ยูเนี่ยนมีทีม CU as-a-Service ที่มีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่สามารถให้คำแนะนำและปรึกษาด้านการออกแบบและดีไซน์โซลูชัน รวมถึงการให้บริการ POC และติดตั้งใช้งาน โดยสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.cu.co.th/distributor/service/ หรือแสกน QR Code

from:https://www.techtalkthai.com/interview-commvault-is-data-management-platform/

Veritas เปิดตัว “Veritas Alta” แพลตฟอร์มการจัดการข้อมูลบนคลาวด์ที่ครอบคลุมที่สุด

Veritas Alta เป็นแพลตฟอร์มการจัดการข้อมูลบนคลาวด์แบบครบวงจรให้บริการข้อมูลระดับองค์กรที่ครอบคลุมที่สุดในอุตสาหกรรม และรวบรวมพอร์ตโฟลิโอระบบคลาวด์ทั้งหมดจาก Veritas เพื่อช่วยให้ลูกค้าเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่คลาวด์โดยไม่สูญเสียการควบคุมในเรื่อง data protection, application resiliency และ data compliance

Veritas Technologies ผู้นำด้านการจัดการข้อมูลแบบมัลติคลาวด์ ได้พัฒนากลยุทธ์การจัดการข้อมูลแบบอัตโนมัติด้วยการเปิดตัว Veritas Alta ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการจัดการข้อมูลบนระบบคลาวด์ ช่วยให้องค์กรเปลี่ยนปริมาณงานที่สำคัญต่อภารกิจไปยังระบบคลาวด์
 
Veritas Alta ใช้ประโยชน์จากระบบคลาวด์เพื่อลดต้นทุน เสริมสร้างความยืดหยุ่นของแรนซัมแวร์ และทำให้แน่ใจว่าข้อมูลได้รับการปกป้อง พร้อมใช้งาน และเป็นไปตามข้อกำหนด
 
Veritas Alta View ซึ่งเป็นคอนโซลการจัดการบนคลาวด์ที่ให้มุมมองแบบรวมศูนย์และการควบคุมของคลังข้อมูลทั้งหมด (across edge, data center และ cloud) จากหน้าต่างเดียว “singlepane-of-glass
 
การเพิ่มขึ้นของมัลติคลาวด์ทำให้เกิดโครงสร้างพื้นฐานที่เปลี่ยนแปลงได้และแพลตฟอร์มการพัฒนาแอปพลิเคชันสำหรับองค์กร เพื่อให้ลูกค้าเป็นเจ้าของและควบคุมเรื่อง security, protection, compliance และ availability ให้กับข้อมูลของตนเองภายในระบบคลาวด์ได้ ถึงแม้ว่าผู้ให้บริการระบบคลาวด์จะมีเครื่องมือที่มีฟังก์ชันพื้นฐานให้บริการก็ตาม แต่แอปพลิเคชันที่สำคัญต่อธุรกิจยังต้องการความสามารถในระดับองค์กร การจัดการต้นทุนที่เหมาะสมที่สุด การย้ายข้อมูลข้ามคลาวด์ และการมองเห็นภาพรวมของข้อมูลที่เหนือกว่า
Image : Veritas
Veritas Alta: Ultimate Control in the Cloud มุ่งเน้นไปที่สามประเด็นสำคัญ:
  • Data protection – มีความสามารถที่ยืดหยุ่นในการปกป้องข้อมูลสารสนเทศในองค์การในทุกระดับจาก ransomware ด้วยการปกป้องและกู้คืนข้อมูลของ Veritas Alta ขับเคลื่อนโดย Cloud Scale Technology, cloud-native architecture ของ Veritas รวมถึงบริการแบบ automation, AI และสถาปัตยกรรมที่ยืดหยุ่นเพื่อมอบประสิทธิภาพการปกป้องข้อมูลบนคลาวด์ที่ปลอดภัยแบบอัตโนมัติ และคุ้มค่าที่สุด เมื่อผสานร่วมกับ Veritas Alta View ทำให้ลูกค้าสามารถปกป้องและควบคุมข้อมูลของตนได้ในทุกสภาพแวดล้อม ไม่ว่าจะในหรือนอกองค์กรผ่านบนหน้าต่างเดียว “singlepane-of-glass
  • Application resiliency – ความยืดหยุ่นในระดับแอปพลิเคชันที่มอบความพร้อมใช้งานระดับ Five nines หรือ Uptime 99.999% Veritas Alta ได้นำความพร้อมใช้งานระดับองค์กรมาสู่ระบบคลาวด์ ช่วยให้สามารถพกพาแอปพลิเคชันข้ามระบบคลาวด์และปรับการใช้พื้นที่จัดเก็บข้อมูลให้เหมาะสมด้วยต้นทุนที่ลดลงสูงสุด 50% และได้รับประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น 200% เมื่อเทียบกับโซลูชันที่เทียบเท่ากัน
  • Data compliance – Veritas Alta ให้บริการแบบ Compliance as a Service ช่วยให้องค์กรสามารถเก็บข้อมูลจากแพลตฟอร์มการสื่อสารทั้งหมดและจัดประเภทเนื้อหาโดยอัตโนมัติ ลดความซับซ้อนในการปฏิบัติงาน จัดเก็บข้อมูลได้ทุกที่ และค้นพบสิ่งที่เกิดขึ้นได้
Veritas Alta View : Control Data Anywhere
 
Veritas Alta View มีคอนโซลการจัดการบนระบบคลาวด์ที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถจัดการระบบปกป้องข้อมูลทั้งหมดของตนเอง ทั้งในองค์กรและในระบบคลาวด์ ได้จากหน้าต่างเดียว “singlepane-of-glass” นอกจากนี้ Veritas Alta View ได้ผสานรวมเครื่องมือด้านการวิเคราะห์ของ Veritas เพื่อให้ลูกค้าได้รับรายงานที่สมบูรณ์ ข้อมูลเชิงลึกที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง และมุมมองที่สมบูรณ์ (Full view) ของระบบการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ในคลังข้อมูลทั้งหมด โดยใช้ประโยชน์จาก AI และแมชชีนเลิร์นนิงเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินการและจัดการข้อมูลแบบอัตโนมัติด้วยเครื่องมือวิเคราะห์ของ Veritas องค์กรจะมีผู้ช่วยที่ยอดเยี่ยมให้กับทีมไอที สามารถช่วยลดต้นทุนการจัดการด้านไอทีลง 90% และลดการใช้ทรัพยากรไอทีในระบบคลาวด์ลงถึง 28%
 
Greg Hughes ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Veritas กล่าวว่า
 
“แนวทางของเราเกี่ยวกับมัลติ-คลาวด์ได้นำเสนอนวัตกรรมการจัดการข้อมูลระดับองค์กรมายาวนานกว่า 30 ปี เพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะของระบบคลาวด์ Veritas Alta จะเข้ามาช่วยให้ลูกค้าเป็นเจ้าของและควบคุมข้อมูลของตนเองได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม ทั้งในองค์กรหรือบนคลาวด์ ซึ่งในขณะเดียวกันยังช่วยลดความซับซ้อนในการปฏิบัติงานและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการสภาพแวดล้อมแบบมัลติคลาวด์ได้ด้วย”
 

from:https://www.techtalkthai.com/veritas-launches-veritas-alta-the-most-comprehensive-cloud-data-management-platform/

[Guest Post] การทำ PDPA สำหรับองค์กรขนาดใหญ่และมีความซับซ้อนด้วย Alltra

พรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 (PDPA) กำหนดหน้าที่ของนิติบุคคลหรือบุคคลที่จัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลและ/หรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ในความเป็นจริงบางหน่วยงานหรือองค์กรขนาดใหญ่จะมีนิติบุคคลหลายหน่วยในองค์กรเช่น มหาวิทยาลัยจะมีวิทยาลัย โรงเรียน สถาบัน ที่อาจเป็นนิติบุคคลในกำกับมหาวิทยาลัยทำให้ วิทยาลัย โรงเรียน สถาบันเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลแยกจากมหาวิทยาลัย (ต้องพิจารณากฏหมายของมหาวิทยาลัยประกอบ) หรือบริษัทที่มีบริษัทย่อยเป็นบริษัทลูกหรือบริษัทในเครือเช่น สำนักงานใหญ่ โรงงาน ร้านค้าแฟรนไชส์ เหล่านี้เป็นนิติบุคคลต้องเป็นผู้ควบคุมข้อมูลฯ แยกจากกันตาม PDPA แต่ในการทำงานจริงข้อมูลภายในองค์กรจะมีการใช้ร่วมกันอย่างไร้รอยต่อทำให้อาจกระทำผิดตาม PDPA ได้ หากมีการส่งข้อมูลส่วนบุคคลในแต่ละกิจกรรมของแต่ละผู้ควบคุมข้อมูลฯไปยังผู้ประมวลผลฯหรือผู้ควบคุมข้อมูลฯอื่นๆ เช่น ตัวอย่าง นักศึกษาใหม่สมัครเข้าเรียนที่วิทยาลัยต้องส่งข้อมูลนักศึกษาใหม่ไปที่มหาวิทยาลัยและส่งข้อมูลนักศึกษาใหม่ไปที่สำนักหอสมุด

และบริษัท A ไล่พนักงานออก ต้องส่งข้อมูลพนักงานไปให้สำนักงานใหญ่และ ส่งข้อมูลพนักงานไปให้ฝ่ายบัญชีทราบเพื่อประมวลผล (ในตัวอย่างยังไม่ส่งข้อมูลให้บริษัทในเครือรับทราบ)

ดังตัวอย่างมหาวิทยาลัย วิทยาลัย และบริษัท บริษัทในเครือหรือหน่วยงานภายในองค์กรต้องทำให้ถูกต้องตาม PDPA จะต้องอธิบายกิจกรรมที่ทำพร้อมระบุฐานของกฏหมายที่ใช้ รวบรวม จัดเก็บ ใช้งานและส่งออกให้สอดคล้องกับความเป็นจริง โดยถ้าหน่วยงานนำ Alltra Enterprise ไปใช้งานทำให้องค์กรขนาดใหญ่สามารถ รวบรวม จัดเก็บ ใช้งาน ส่งออก เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามฐานกฏหมายกำหนดได้ง่ายดังนี้

ตามตัวอย่าง มหาวิทยาลัย หรือบริษัท ที่เป็นองค์กรมีหลายนิติบุคคลในองค์กรสามารถ ใช้ระบบ Alltra สามารถสร้างเอกสารนโยบาย กิจกรรม สัญญา หรือบันทึกข้อตกลงการประมวลผลได้ง่ายจากเทมเพลตที่มีมาให้สะดวกในการนำไปใช้ โดย API หรือส่งข้อมูลเป็นอิเล็กทรอนิกส์ให้ผู้ประมวลผลพร้อมสามารถ Update ได้ง่ายและเผยแพร่ได้ง่าย เก็บประวัติการแก้ไขเอกสารได้ พร้อมระบบยืนยันการรับข้อมูลจาก E-mail Consent ได้

ตามตัวอย่าง มหาวิทยาลัย หรือบริษัทต่างๆ ที่เป็นองค์กรมีหลายนิติบุคคลในองค์กรสามารถ ใช้ระบบ Alltr ช่วยในการจัดเก็บ รวบรวม เผยแพร่ นำออก และเปิดเผยข้อมูลตามเงื่อนไขของกฏหมายกำหนดไว้ในปัจจุนันและอนาคตพร้อมดำเนินการตามนโยบาย และ กิจกรรมต่างๆของมหาวิทยาลัยหรือบริษัทต่างๆ ด้วยเครื่องมือของ Alltra เช่น API ,Script การใช้ Agent ช่วยเหลือทำให้ผู้ใช้งานสามารถดำเนินการเหมือนเดิมเกือบทุกประการถ้าเป็นการใช้งานภายในองค์กรหรือเป็นการประมวลผลโดยทั่วไป แต่จะมีความเข้มข้นเรื่องสิทธิการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลหรือตามที่กำหนดจะต้องมีการตรวจสอบโดย DPO ที่สามารถเป็นบุคคลหรือกลุ่มบุคคล ภายในหรือภายนอกก็สามารถทำได้ โดยทั้งหมดใช้ DPO ชุดเดียวกันได้

ตามตัวอย่าง วิทยาลัยทำการการเผยแพร่และการนำข้อมูลออก หากต้องการสร้างให้ข้อมูลเหล่านั้นเป็น Data mark โดยทำเป็นข้อมูลนิรนาม (Anonymous Data) หรือ ข้อมูลแฝง (Pseudonymous data) พร้อมใส่ป้องกัน (Filter) ป้องกันการถ่ายถาพหน้าจอ รวมถึงกำหนดระยะเวลาการเปิดใช้งานข้อมูลที่เพยแพร่ และข้อมูลที่ส่งออกได้ ตามที่ระบุในนโยบาย กิจกรรม หรือ ข้อตกลงการประมวลผล การส่งออกข้อมูลอาจเป็น API เชื่อมตามระยะเวลาที่กำหนด หรือ E-mail หรือ Download เป็นครั้งๆ

ตามตัวอย่าง ตรวจสอบประวัติการนำข้อมูลส่วนบุคคลออกไปหรือข้อมูลที่เป็นความลับหรือข้อมูลที่มีความเสี่ยงจะถูกบริหารจัดการโดย Alltra โดยกำหนดให้กระทำได้เฉพาะผู้มีสิทธิเข้าถึง วิธีการนำออก พร้อมเก็บประวัติการนำข้อมูลออก พร้อมเข้ารหัสข้อมูลเพื่อใช้เช็คตรวจสอบความถูกต้องได้

 

ตามตัวอย่าง การที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลอาจใช้สิทธิตามกฏหมายในการระงับการประมวลผลข้อมูลของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล โดยผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลจะต้องทำตามสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล โดยผู้ควบคุมข้อมูลอาจมีเหตุแห่งการปฏิเสธการปฏิบัติตามคำร้องของเจ้าของข้อมูล สามารถทำได้โดยง่ายด้วย Alltra ระบบการรับเรื่องร้องเรียน

จากตัวอย่างจะเห็นความซับซ้อนของการดำเนินการให้ถูกต้องตาม PDPA แต่ตัวอย่างเป็นเพียงกิจกรรมปรกติเพียง 2 ตัวอย่างแต่การทำงานจริงๆจะมีกิจกรรมจำนวนมากที่จำเป็นต้องนำข้อมูลไปจัดเก็บ รวบรวม นำไปใช้ ส่งออก และเผยแพร่ และทำบ่อยๆจนในทางปฏิบัติจริงไม่สามารถจัดทำเป็นโดยเอกสารบันทึกข้อมูลได้

           ซึ่งทั้งหมดถ้าหน่วยงานหรือองค์กรจะต้องลงทุนพัฒนาอบรมบุคคลกร อุปกรณ์ Hardware ระบบรวมถึงพัฒนา Software เพื่อทำแค่ PDPA ก็อาจเป็นการลงทุนที่ได้ประโยชน์น้อยเกินไปแต่ถ้าพิจารณาให้กว้างขึ้น โดยเริ่มต้นปรับแผนการพัฒนาระบบให้ทำตาม PDPA เพื่อต่อไปเป็นการช่วยควบคุมข้อมูลภายในเพราะกิจกรรมทุกกิจกรรมในองค์กรที่ต้องการควบคุมควรมีข้อมูลที่ดี มีความน่าเชื่อถือได้ในการบันทึกอยู่แล้วเพื่อช่วยตรวจสอบภายในหรือทำงาน (กิจกรรม) ต่างๆให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดขึ้น  เพื่อนำไปสู่การทำธรรมาภิบาลข้อมูลในอนาคต การทำให้ บริษัทหรือองค์กรปฏิบัติตามธรรมาภิบาลเป็นแนวโน้มของโลกสมัยใหม่ที่การดำเนินธุรกิจต้องมีธรรมาภิบาลเช่น บริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์หรือบริษัทที่กำลังจะเข้าสู่ตลาดทุนต้องพิจารณาเรื่อง ESG (Environmental, Social and Governance) รวมถึงองค์กรที่ต้องทำงานร่วมกับต่างประเทศที่มีกฏหมายที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลหรือกฏหมายเกี่ยวกับ Data Governance ต้องพิจารณาไปพร้อมในโอกาศนี้โดยเฉพาะหน่วยงานภาครัฐในประเทศไทยที่ต้องทำตามธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐ (Data Governance for Government) หรือ พระราชบัญญัติ ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540ก็ควรเริ่มต้นจาก PDPA ไปพร้อมกันด้วย 

            เรามี Solutions ต่างๆประกอบด้วยทีมงานมากกว่า 70 ชีวิตพร้อมร่วมไปกับหน่วยงานหรือองค์กรต่างๆในการพัฒนาระบบให้ทำตาม PDPA และพัฒนาไปสู่การทำระบบธรรมาภิบาลข้อมูลเพื่อเข้าสู่ตลาดทุนและตลาดโลกหรือ หน่วยงานที่ต้องทำตาม GDPR ของยุโรปทางเรามีพนักงานท่ีผ่านการอบรมและทดสอบได้รับ Certifation เกี่ยวกับเรื่อง Data Protection Regulation (GRPA) Certified Expert Practitioner (CEP)  และ Data Protection Officer (DPO ) Certification จากสหภาพยุโรป และผ่านการอบรมและทดสอบเรื่อง PDPA จากคณะนิติศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยภายในประเทศไทยพร้อมให้บริการ

ติดต่อขอข้อมูลเกี่ยวกับโปรแกรม Alltra ที่ได้  Sense-Info Tech Co.,Ltd 
92/6 หมู่ 4 ซอย 19 ตำบลคลองเกลือ อำเภอปากเกร็ด จังหวัด นนทบุรี 11120
เบอร์โทร : 02-582-827 
e-mail : sales@sense-infotech.com
หรือใช้งานระบบเบื้องต้นเกี่ยวกับ PDPA ได้ฟรี ได้ที่ smartpdpa.com

 

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-sense-info-tech-smart-pdpa-alltra/

[Guest Post] Blendata แนะ 4 แนวทางทำ Big Data Analytics ตอบโจทย์ยุค PDPA มาแรง พลิกอุปสรรคการจัดเก็บข้อมูล ให้เป็นโอกาสทางธุรกิจที่ยั่งยืน

เบลนเดต้า (Blendata) บริษัท Deep Technology ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มบริหารจัดการ Big Data อัจฉริยะ เผยพรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลหรือ PDPA ที่มีผลบังคับใช้ ส่งผลให้องค์กรมีความตื่นตัวในการปรับระบบให้มีความพร้อมและสอดรับต่อข้อบังคับดังกล่าว Blendata แนะ 4 แนวทางการทำ Big Data Analytics ตอบโจทย์ PDPA พร้อมช่วยองค์กรพลิกอุปสรรคในยุคการจัดการข้อมูลที่มีข้อจำกัด ให้เป็นโอกาสทางธุรกิจที่ยั่งยืน ด้วยการสร้างรากฐานโครงสร้างการบริหารจัดการข้อมูลที่เป็นระบบ มีความปลอดภัย และสามารถวิเคราะห์ต่อยอดข้อมูลให้เกิดประโยชน์ในด้านอื่น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายณัฐนภัส รชตะวิวรรธน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท เบลนเดต้า จำกัด บริษัท Deep Technology ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มบริหารจัดการ Big Data เปิดเผยว่า หลังจากพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Personal Data Protection Act) หรือ กฎหมาย PDPA เริ่มประกาศใช้ไปแล้วเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2565 ที่ผ่านมา เป็นเหตุผลให้ทุกองค์กรต่างให้ความสำคัญกับการวางระบบความปลอดภัยในข้อมูล เพื่อดูแลและปกป้องข้อมูลให้มีความปลอดภัยสูงสุด ป้องกันความเสียหายทั้งต่อบุคคล องค์กร และความเสียหายทางด้านกฎหมาย

ก่อนหน้านี้ ธุรกิจในหลายอุตสาหกรรมล้วนมีการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งาน อย่างธุรกิจโทรคมนาคม หรือธุรกิจในกลุ่มการเงินและธนาคาร โดยนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้วิเคราะห์ในเชิงลึก เพื่อให้ได้มาซึ่งกลยุทธ์การทำแคมเปญส่วนบุคคลต่าง ๆ รวมถึงการเพิ่มรายได้ ลดต้นทุน หรือการสร้างผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ ซึ่งการประกาศใช้ PDPA จะทำให้การดึงข้อมูลมาใช้งานเป็นไปได้ยากขึ้น เพราะต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของข้อมูล ความแม่นยำลดลง ส่งผลกระทบต่อธุรกิจ ในทางกลับกัน ก็ส่งผลดีต่อเจ้าของข้อมูลที่กลับมามีสิทธิในข้อมูลของตนเอง สามารถกำหนดได้ว่าจะอนุญาตให้ใครใช้ข้อมูลได้หรือไม่ ซึ่งการจัดเก็บข้อมูลลูกค้าขององค์กรจะยังมีรูปแบบที่คล้ายเดิม ตามความต้องการทางธุรกิจ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือกระบวนการใช้งานข้อมูล ทั้งภายในและภายนอกที่ต้องมีมาตรฐาน ขั้นตอน และกระบวนการที่รัดกุมมากขึ้นนายณัฐนภัส กล่าว

Blendata แนะแนวทางการทำ Big Data Analytics วางรากฐานโครงสร้างการบริหารจัดการข้อมูลที่เป็นระบบ มีความปลอดภัย และสามารถวิเคราะห์ต่อยอดข้อมูลให้เกิดประโยชน์ในด้านอื่น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วย 4 แนวทาง ดังนี้

  1. กำหนดเป้าหมายและนโยบายด้านข้อมูลของทุกฝ่ายในองค์กรให้ชัดเจนตรงกัน ผู้บริหารและพนักงานทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรหารือกันเพื่อกำหนดเป้าหมายและนโยบายด้านการจัดเก็บและใช้งานข้อมูลให้ชัดเจนตรงกัน โดยคำนึงถึงความสมดุลระหว่างข้อบังคับทางกฎหมายและผลประโยชน์ทางธุรกิจ การกำหนดเป้าหมายและนโยบายร่วมกันจะช่วยให้องค์กรเห็นภาพรวมของการใช้ข้อมูลทั้งภายในและภายนอกองค์กรอย่างครบถ้วน ส่งผลให้การวางแผนและดำเนินการต่อเนื่องในส่วนอื่น ๆ สามารถทำได้อย่างเป็นระบบและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
  2. วางโครงสร้างธรรมาภิบาลข้อมูล (Data Governance) ที่มีประสิทธิภาพ และมีการขออนุญาตจัดเก็บข้อมูลอย่างถูกต้อง องค์กรควรวางโครงสร้างการธรรมาภิบาลข้อมูล เพื่อให้บริหารจัดการข้อมูลได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัย สามารถนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเริ่มจากการกำหนด Frameworks ที่ครอบคลุมทั้ง Life cycle ตั้งแต่จุดกำเนิดของข้อมูล กระบวนการจัดเก็บข้อมูล การจัดการข้อมูลให้มีคุณภาพ (Data Quality) การรักษาความปลอดภัย การประมวลผลและวิเคราะห์ การนำข้อมูลไปใช้งาน จนถึงการทำลายข้อมูล ซึ่งสอดคล้องกับ PDPA ที่กำหนดให้มีการขออนุญาตเก็บข้อมูลอย่างถูกต้องและจัดการข้อมูลเหล่านั้นอย่างปลอดภัย มีการกำหนดเวลาจัดเก็บข้อมูลที่ชัดเจน และจะต้องลบข้อมูลตามระยะเวลาที่กำหนดหรือเมื่อมีการร้องขอให้เพิกถอน โดยการทำ Data Governance นอกจากจะตอบโจทย์ทางด้านกฎหมายแล้ว ยังช่วยให้องค์กรสามารถนำข้อมูลไปวิเคราะห์ต่อยอดเพื่อประโยชน์ด้านอื่น ๆ ได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย
  3. เลือกใช้เครื่องมือ Big Data Analytics ที่มีประสิทธิภาพ ยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลง เพื่อรองรับการวิเคราะห์ข้อมูลที่รวดเร็วในต้นทุนที่ต่ำ ด้วยข้อกำหนดต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นเพิ่มเติมอีกในอนาคต องค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลหลายแห่งมักพบปัญหาความซับซ้อนของข้อมูล รวมถึงการเติบโตอย่างรวดเร็วของข้อมูลที่หากระบบที่ใช้ไม่ยืดหยุ่น เป็นระบบปิด จะทำให้เกิดค่าใช้จ่ายในการขยายโซลูชันการวิเคราะห์ในทุกครั้งที่มีการเพิ่มข้อมูลหรือแก้ไขการวิเคราะห์เพิ่มเติม องค์กรจึงควรเลือกใช้เครื่องมือที่เป็นระบบเปิด มีความยืดหยุ่น สามารถรองรับข้อจำกัดในการเก็บรักษาข้อมูลตามหลัก PDPA พร้อมขยายระบบได้ตามการเติบโตของข้อมูลในอนาคต มีระบบความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล สามารถค้นหาหรือดำเนินการกับข้อมูลได้อย่างรวดเร็วด้วยตนเอง เพื่อให้สามารถนำข้อมูลไปต่อยอดใช้งานได้ด้วยต้นทุนที่เหมาะสม อีกทั้งควรเลือกเทคโนโลยีที่คิดค่าใช้จ่ายตามการใช้งานจริง เพื่อความยืดหยุ่นในการจัดการค่าใช้จ่ายขององค์กรในอนาคต
  4. เพิ่มแนวทางการจัดเก็บข้อมูลชนิด First Party Data นอกจากการพึ่งพา Second Data Party Data และ Third Party Data แล้ว องค์กรควรวางแผนการจัดเก็บข้อมูลด้วยตนเองที่เรียกว่า First Party Data โดยวางแผนประสบการณ์ผู้ใช้งาน (User Experience) ให้สามารถผลิตข้อมูล และจัดเก็บข้อมูลได้ โดยควรจัดเก็บจากทุกช่องทางทั้งออฟไลน์และออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลจากระบบ CRM โซเชียลมีเดีย POS เว็บไซต์ แอปพลิเคชัน หรือ Offline Store เป็นต้น ซึ่งกลยุทธ์ First Party Data นี้จะทำให้องค์กรได้ข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือ มั่นใจได้ว่ามีการขออนุญาตจากเจ้าของข้อมูลอย่างถูกต้องตามหลัก PDPA แล้ว มีแหล่งที่มาชัดเจน มีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจโดยตรง มีคุณภาพครบถ้วน โดยไม่ต้องกังวลถึงกฎระเบียบที่อาจเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนไปในอนาคต ส่งผลให้องค์กรสามารถวิเคราะห์ต่อยอดได้อย่างแม่นยำ และนำมาซึ่งข้อมูลเชิงลึกที่เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจ

ทั้งนี้ Blendata ได้ร่วมมือกับ Partners ผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายด้าน ตั้งแต่ด้านเทคโนโลยี ธุรกิจ ที่ปรึกษา การวิจัยและการศึกษา รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้าน PDPA โดยมีบริการให้คำปรึกษาเชิงกลยุทธ์ด้าน Big Data ที่สอดคล้องกับ PDPA ในส่วนของการวางสถาปัตยกรรมข้อมูล วางโครงสร้างการบริหารจัดการข้อมูลที่ถูกต้อง รวมทั้งบริการ Big Data แพลตฟอร์มที่ทำได้ตั้งแต่การทำ Data Discovery เพื่อค้นหาว่าข้อมูลที่สำคัญอยู่ที่ใด จนถึงการทำ Blueprint และการสร้าง Big Data แพลตฟอร์ม เพื่อการใช้ข้อมูลในอนาคต ซึ่งสามารถควบคุมธรรมาภิบาลได้ในที่ ๆ เดียว ตอบโจทย์การทำ Big Data Analytics ในยุค PDPA ที่ปลอดภัยและคุ้มค่ากับการลงทุน

 

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-blendata-big-data-analytics-pdpa/

[Guest Post] Veeam ประกาศความสำเร็จ ขึ้นแท่น No.1 ของผู้ให้บริการโซลูชั่นการจัดเก็บและกู้คืนข้อมูล

Veeam ผู้นำด้านโซลูชั่นการบริหารจัดการ การจัดเก็บและกู้คืนข้อมูล ประกาศความเป็นผู้นำตลาดโซลูชั่นการปกป้องข้อมูลที่มีความทันสมัย หลังได้รับการยกย่องจาก IDC ให้ขึ้นเป็นผู้ให้บริการโซลูชั่นระดับ T1 จากผลสำรวจ IDC Semi-Annual Software Tracker: Data Replication & Protection โดยจัดเป็นบริษัทที่มีผลประกอบการเติบโตไวที่สุดแบบปีต่อปี และยังได้รับการจัดอันดับจาก Gartner Magic Quadrant ให้เป็นผู้นำตลาดด้าน Enterprise Backup & Recovery Solutions ถึง 6 สมัย ด้วยผลสำเร็จมากมายที่การันตีคุณภาพ ได้แก่ส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ 1 จากทั่วโลก ยอดลูกค้าทั่วโลกมากกว่า 4.5 แสนราย จาก 180 ประเทศทั่วโลก และได้รับรางวัลผู้นำอุตสาหกรรมมากกว่า 200 รายการ

คุณเบนิ เซีย รองประธานประจำภูมิภาค เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเกาหลี ของ Veeam

เบนิ เซีย รองประธานประจำภูมิภาค เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเกาหลี ของ Veeam กล่าวว่า “ผลประกอบการของ Veeam เราเติบโตแบบ double-digit ถึง 18 ไตรมาสต่อเนื่อง โดยมีผลกำไรแบบ ARR จากทั่วโลกอยู่ที่ 1.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2564 คิดเป็นร้อยละ 27 โดยไตรมาสที่ 2 ปี 2565 ซึ่งเป็นไตรมาสที่ 18 ของการเติบโตอย่างต่อเนื่องมีการเติบโตอยู่ที่ร้อยละ 22 ขณะที่การเติบโตในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น Veeam มีการเติบโตอยู่ที่ร้อยละ 32 และร้อยละ 27 เฉพาะไตรมาสที่ 2 ปี 2565 โดยมีสัดส่วนลูกค้าใหม่เข้ามาที่ร้อยละ 31 ในช่วงไตรมาสที่ 2 ปี 2565 ซึ่งการเติบโตของภูมิภาคเอเชียแปซิกและญี่ปุ่นนี้กล่าวได้ว่าเป็นการเติบโตอย่างก้าวกระโดดจนมีตัวเลขการเติบโตเฉพาะภูมิภาควิ่งแซงหน้าการเติบโตในระดับโลก”

คุณเจษฎา ภาสวรวิทย์ ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย ของ Veeam

ขณะที่ผลสำเร็จของธุรกิจในประเทศไทย เจษฎา ภาสวรวิทย์ ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย ของ Veeam เปิดเผยว่า ปัจจุบัน Veeam มีการเติบโตแบบ double-digit ทั้งในปีงบประมาณ 2564 และในไตรมาสที่ 2 ปี 2565 และมีพันธมิตรมากกว่า 400 ราย และมีการเติบโตอย่างเห็นได้ชัดในด้านกำลังคนโดยมีการเพิ่มจำนวนพนักงานขึ้นมาถึงร้อยละ 62 ในช่วงปี 2561 – 2565 และมีลูกค้าที่ครอบคลุมอุตสาหกรรมต่าง ๆ ได้แก่ ธนาคารกสิกรไทย การไฟฟ้าฝ่ายผลิต ทิพยประกันภัย และ TRC ซึ่งโซลูชั่นการบริหารจัดการ การจัดเก็บและกู้คืนข้อมูลของ Veeam ได้เข้าไปมีบทบาทสำคัญในการช่วยสนับสนุนให้ลูกค้าเหล่านี้สามารถประสบผลสำเร็จจากความท้าทายที่ธุรกิจต้องเผชิญได้

“ผลสำเร็จที่ Veeam เข้าไปช่วยสนับสนุนการจัดการ การสำรองและปกป้องข้อมูลได้แก่ ช่วยให้ธนาคารกสิกรไทยสามารถลดระยะเวลาในการสำรองข้อมูลได้ถึง 900 ชั่วโมง และลดต้นทุนด้านไอทีมากกว่า 2.5 ล้านบาท และช่วยปกป้องข้อมูลสำคัญในการสร้างธนาคารดิจิทัลแห่งอนาคต ขณะที่ทิพยประกันภัยเราเข้าไปมีบทบาทในการช่วยลดระยะเวลาในการสำรองข้อมูลจำนวนมากกว่า 300 TB ได้ถึง 50% นอกจากนี้ในส่วนของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตโซลูชั่นของ Veeam สามารถช่วยให้ กฟผ. สามารถกู้ข้อมูลได้รวดเร็วขึ้นถึง 12 เท่า จากระยะเวลา 1 ชั่วโมงเหลือแค่ 5 นาที และช่วยให้ TRC สามารถลดลระยะเวลาในการค้นหาและกู้ข้อมูลได้รวดเร็วขึ้น 10 เท่า พร้อมลดต้นทุนในการบริหารจัดการ DR Site ได้ถึง 50% หลังจากที่มีการเปลี่ยนผ่านขึ้นสู่คลาวด์“

“จากผลสำเร็จที่ผ่านมา และจำนวนลูกค้าจริง ๆ ที่เรามีอยู่ในประเทศไทย กล่าวได้ว่าโซลูชั่นของ Veeam ได้รับความไว้วางใจอย่างกว้างขวางครอบคลุมแทบทุกอุตสาหกรรม” เจษฎา ภาสวรวิทย์ กล่าวสรุป

ด้าน เรย์มอนด์ โกะ หัวหน้าฝ่ายวิศวกรรมระบบ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น ของ Veeam กล่าวถึง เทคโนโลยีอันเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Veeam ประสบความสำเร็จว่า นิยามของคำว่าการปกป้องและกู้คืนข้อมูลที่มีความทันสมัยคือ เทคโนโลยีของ Veeam จะมอบความสะดวกสบายให้กับลูกค้าในการปกป้องและกู้คืนข้อมูลได้จากทุกที่บนสภาพแวดล้อมแบบไฮบริดคลาวด์ และช่วยให้ลูกค้าของ Veeam มั่นใจในความคล่องตัวทางธุรกิจด้วยการปกป้องข้อมูลจากพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ต่าง ๆ และขจัดปัญหาการสูญเสียข้อมูลรวมถึงปัญหาจากระบบล่ม และทำให้ลูกค้าสามารถเปลี่ยนผ่านขึ้นมาอยู่บนคลาวด์ได้อย่างมั่นใจไร้กังวลปราศจากปัญหาการติดชะงักโดยอาศัยจุดเด่นจากความคล่องตัวของคลาวด์ ทั้งนี้คุณสมบัติเด่นที่มีอยู่บนแพลตฟอร์มของ Veeam คือ มีความเรียบง่าย ยืดหยุ่น มีความน่าเชื่อถือ และเป็นแพลตฟอร์มที่ทรงพลัง

คุณเรย์มอนด์ โกะ หัวหน้าฝ่ายวิศวกรรมระบบ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น ของ Veeam

นอกจากนี้ ในส่วนของโร้ดแมปปี 2565 เรย์มอนด์ เปิดเผยว่า ในครึ่งปีแรกบริษัทฯ จะเปิดตัว Veeam Backup for Microsoft 365 v6, Veeam Backup for Salesforce, และ Veeam Backup for AWS v5, Azure v4, GCP v3 ก่อน จากนั้นช่วงครึ่งปีหลังจะเปิดตัว Veeam Backup & Replication and Suite v12 ซึ่งเป็นโซลูชั่นเรือธงของบริษัท

“ผมอยากบอกทุกท่านว่า โซลูชั่นของ Veeam จะส่งมอบคุณค่า 3 ประการที่ไม่เหมือนใครให้แก่ลูกค้า ประกอบด้วย แพลตฟอร์มที่มีความน่าเชื่อถือที่สุดในตลาดซึ่งผ่านการรับรองมาแล้ว นวัตกรรมที่เป็นผู้นำในอุตสาหกรรม และความเป็นมิตรกับระบบ ecosystem” เรย์มอนด์ โกะ กล่าวสรุป

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-veeam-announces-the-successful-as-the-1st-rank-of-data-storage-and-recovery-solution-provider/

Cloudera เปิดตัว CDP One บริการ Cloud Data Lakehouse

Cloudera ประกาศเปิดตัว Cloudera Data Platform (CDP) One บริการ All-in-one Data Lakehouse Software as a Service (SaaS) รองรับการทำ Data Analytics ด้วย Machine Learning

CDP One เป็นบริการแบบ Cloud Service ช่วยให้องค์กรสามารถลดขั้นตอนในการติดตั้งและบริหารจัดการระบบ Data Lakehouse เองลงไปได้ โดยเป็นระบบ Cloud ที่มีความปลอดภัยสูงและมีเครื่องมือสำหรับจัดการข้อมูลมาให้อย่างครบครัน โดยจุดเด่นของ CDP One มีดังนี้

  • เป็นระบบ Data Lakehouse SaaS ประกอบด้วย Cloud Compute, Cloud Storage, Machine Learning, Streaming Analytic และมีความปลอดภัยแบบ Enterprise Grade
  • Data Lakehouse รองรับข้อมูลชนิด Structured และ Unstructured รองรับการทำ Analytic Function หลายรูปแบบ เช่น Data Warehouse, Machine Learning Workload และ All-in-one Turnkey Service
  • มีระบบ Zero Ops ช่วยให้เริ่มต้นใช้งานได้อย่างรวดเร็วและมี Self-service Analytics กับข้อมูลทุกรูปแบบ
  • ใช้เทคโนโลยีเดียวกับ Cloudera ซึ่งมีความสามารถในการทำ Analytic ที่มีประสิทธิภาพและเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวาง
  • ช่วยลด TCO ลงได้ 20 ถึง 35% และลดขั้นตอนในการติดตั้งใช้งาน รวมถึงลดภาระในการบริหารจัดการ เมื่อเทียบกับการสร้าง Cloud Solution ใช้งานเอง

ปัจจุบัน CDP One เริ่มให้บริการสำหรับลูกค้าบางรายแล้ว และจะเปิดให้บริการกับลูกค้ารายอื่นๆภายในปีนี้

ที่มา: https://www.prnewswire.com/news-releases/cloudera-launches-first-all-in-one-data-lakehouse-cloud-service-301607373.html

from:https://www.techtalkthai.com/cloudera-launches-cdp-one-cloud-data-lakehouse/