คลังเก็บป้ายกำกับ: IT_TRENDS_AND_UPDATES

Google เปิดตัว “Bard” คู่แข่งรายใหม่ของ ChatGPT

Google เปิดตัวบริการแชท AI ที่มีชื่อเรียกว่า “Bard” เพื่อคัดเลือกผู้ใช้ทดสอบก่อนการเปิดตัวที่สู่สาธารณะ
 

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา Google ได้ประกาศเปิดตัวบริการแชท AI รุ่นทดลองชื่อ “Bard” ซึ่งเป็นคู่แข่งโดยตรงกับ ChatGPT ของ OpenAI โดย Chatbot AI ของ Google จะได้รับการทดสอบโดยผู้ใช้จำนวนหนึ่งก่อนที่จะเผยแพร่สู่สาธารณะในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า
 
“Bard” ขับเคลื่อนโดย Language Model for Dialogue Applications (LaMDA) ของ Google และจะดึงข้อมูลทั้งหมดจากเว็บมาใช้ในการตอบกลับ สิ่งนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Bard มีความแตกต่างไปจาก ChatGPT ของ OpenAI ซึ่งสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ถึงปี 2021 เท่านั้น และไม่สามารถเข้าถึงเว็บได้
 
Sundar Pichai ซีอีโอของ Google กล่าวว่า “Bard พยายามที่จะผสมผสานความรู้อันกว้างขวางของโลกเข้ากับพลัง ความฉลาด และความคิดสร้างสรรค์ของโมเดลภาษาขนาดใหญ่ของเรา” Bard จะสังเคราะห์หัวข้อที่ซับซ้อนให้เป็นข้อมูลที่มีความกระชับมากขึ้นและในรูปแบบบทสนทนา แนวคิดคือการเพิ่มองค์ความรู้ในแบบที่เข้าใจได้และสามารถกระตุ้นการเรียนรู้สำหรับทุกคน รวมไปถึงเด็กๆ ด้วย
 
Bard เวอร์ชันเริ่มต้นจะใช้ LaMDA เวอร์ชัน lightweight model ที่มีน้ำหนักเบาเนื่องจากต้องการพลังการประมวลผลน้อยกว่าและสามารถปรับขนาดให้เหมาะกับผู้ใช้จำนวนมากขึ้นได้ Google จะใช้แนวทางนี้ โดยคงไว้ซึ่งบริการ AI ขั้นสูงจนกว่าจะมั่นใจว่าพร้อมสำหรับสาธารณะ
 

from:https://www.techtalkthai.com/google-launches-bard-a-new-competitor-to-chatgpt/

5 เทรนด์ IoT ที่สำคัญสำหรับภาคโลจิสติกส์ – ซัพพลายเชนในปี 2023 โดย Reader Forum

IoT ไม่ได้เป็นเพียงเครือข่ายของอุปกรณ์อัจฉริยะ แต่เป็นแนวคิดทั้งหมดที่ช่วยให้สามารถระบุและคัดแยกมูลค่าจากข้อมูลจำนวนมหาศาล ซึ่งรวบรวมโดยเซ็นเซอร์และวิเคราะห์ในระบบคลาวด์
 

Image Credit : jabil.com
ระบบนิเวศของ IoT เป็นแพลตฟอร์มที่ปรับแต่งได้และเพิ่มความสะดวกสบายมากขึ้น บริษัทด้านโลจิสติกส์จะได้รับประโยชน์หากมีการดำเนินการดังต่อไปนี้:
  • การรวบรวมข้อมูล IoT เพื่อให้มีสินทรัพย์ทั้งหมดได้อย่างรวดเร็ว
  • การประมวลผลข้อมูล IoT เพื่อให้ระบบอัตโนมัติอัจฉริยะของคลังสินค้าและการควบคุมแบบเรียลไทม์
  • การวิเคราะห์ข้อมูล IoT เพื่อให้มีการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์และการวางแผน SC ที่แม่นยำ

เทรนด์ #1 – IoT สำหรับการวิเคราะห์ขั้นสูง

เนื่องจากเศรษฐกิจประสบกับภาวะเงินเฟ้อ ภาวะถดถอย และอุปทานส่วนเกิน ห่วงโซ่อุปทานจึงจำเป็นต้องมีการวางแผนที่แม่นยำยิ่งขึ้น ขีดความสามารถในการคาดการณ์ความยืดหยุ่นในห่วงโซ่อุปทาน อาจสร้างข้อได้เปรียบที่ IoT จะมอบให้กับระบบลอจิสติกส์ ด้วยเครื่องมือวิเคราะห์ขั้นสูงที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์และการเรียนรู้ของเครื่องมือซึ่งใช้ฐานข้อมูลที่เป็นปัจจุบันเพื่อประมวลผลข้อมูลจากทุกแผนกภายในธุรกิจ
 
แนวโน้มทั่วโลกในหลายๆ ด้าน ส่งผลให้องค์กรต่างๆ สามารถรับรายงานและการคาดการณ์ที่แม่นยำสำหรับสถานการณ์เฉพาะของตนได้ เพื่อมุ่งไปที่การคาดการณ์ในส่วนของการเพิ่มขึ้นของราคา การขาดแคลนวัตถุดิบ หรือการหยุดงานประท้วงที่ส่งผลต่อการหยุดชะงักของการดำเนินงาน ด้วยเหตุนี้ IoT จึงช่วยให้สามารถวางแผนความต้องการ การกระจายทรัพยากร กำลังการผลิต และอื่นๆ ได้ดีขึ้น
 

เทรนด์ #2 – IoT สำหรับโลจิสติกส์ที่ยืดหยุ่น

ขั้นตอนที่จำเป็นสำหรับห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่นคือการปรับคลังสินค้าและเส้นทางการขนส่งให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงที่ไม่คาดคิดโดยไม่ลดปริมาณงาน แนวโน้มที่เกี่ยวข้องกับ IoT ด้านล่างนี้สามารถช่วยให้บรรลุเป้าหมายนี้ได้
 
  • Multimodal Transportation : IoT ให้มุมมองแบบองค์รวมของการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ เพื่อปรับปรุงการติดตามสินค้าและการประสานงานในการทำงาน เพิ่มความปลอดภัย และทำให้งานเอกสารเป็นแบบอัตโนมัติ การขนส่งสินค้าภายใต้การควบคุมด้วย IoT สามารถมองเห็นได้ในทุกขั้นตอน ในขณะที่การจัดการภาคส่วนการขนส่งก็ง่ายดายเช่นเดียวกัน
  • Real-Time Monitoring : แพลตฟอร์ม IoT บนคลาวด์จัดการข้อมูลเกี่ยวกับการขนส่งสินค้าและยานพาหนะแบบเรียลไทม์ ช่วยให้ฝ่ายต่าง ๆ มองเห็นภาพรวมของห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด และช่วยให้เปลี่ยนอุปกรณ์ส่วนประกอบได้หากมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น เป็นการช่วยยกระดับการทำงานอัตโนมัติอัจฉริยะทั่วทั้งเครือข่าย และช่วยให้ผู้จัดการห่วงโซ่อุปทานสามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็วต่อการหยุดชะงักและเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน
  • Predictive Asset Management : การจัดการสินทรัพย์เชิงคาดการณ์ ในปี 2023 บริษัทต่างๆ ควรเปลี่ยนไปใช้แนวคิดเรื่องโลจิสติกส์แบบ “เผื่อไว้” สำหรับการวางแผนสินค้าคงคลัง การควบคุมที่เข้มงวดโดยใช้ IoT ช่วยให้ทราบตำแหน่งที่แน่นอน ปริมาณที่แท้จริง และสภาพของสินค้าที่สมบูรณ์ วิธีที่ช่วยให้การดำเนินงานได้สะดวกและง่ายดายที่สุดในการทำให้ข้อมูลต่างๆ มีความถูกต้องและแม่นยำ คือ การปรับรูปแบบการใช้งานด้วย RFID tags ให้กับสินค้า เพื่อให้บริษัทด้านลอจิสติกส์มีข้อมูลการจัดส่งแบบเรียลไทม์ การเปรียบเทียบการคาดการณ์ทั่วโลกกับการคาดการณ์ภายใน เป็นไปได้ที่จะสร้างสมดุลระหว่างการเพิ่มประสิทธิภาพสินค้าคงคลังและเงินสำรองเพื่อให้ครอบคลุมสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน

เทรนด์ #3 – IoT กับการขาดแคลนบุคลากร

การขาดแคลนแรงงานไม่ใช่ปัญหาใหม่ในด้านโลจิสติกส์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มพนักงานขับรถบรรทุก การลดความเสี่ยงให้เหลือน้อยที่สุดจะทำให้อุตสาหกรรมนี้น่าดึงดูดยิ่งขึ้น เครื่องมือวิเคราะห์ IoT ช่วยให้บริษัทต่างๆ คาดการณ์วิกฤตการณ์และกำหนดเส้นทางขบวนรถใหม่ได้ ซึ่งหมายถึงการหลีกเลี่ยงการจราจรที่ติดขัดและกำจัดการขนส่งที่ผิดพลาดสำหรับพนักงานขับรถ
 
โซลูชันการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ที่ใช้ IoT ช่วยลดการสูญเสียระหว่างทาง และการติดตามยานพาหนะอย่างละเอียดช่วยให้มีข้อมูลการปฏิบัติงานที่แท้จริง ข้อมูลเหล่านี้ยังสามารถช่วยตรวจสอบสุขภาพให้กับพนักงานขับรถได้ด้วย เป็นการลดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน
 
ในปี 2022 ที่ผ่านมา ปัญหาการขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญที่จะจัดการโลจิสติกส์ที่ซับซ้อนเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงการมากที่สุด จึงทำให้การวิเคราะห์บน IoT เป็นแหล่งข้อมูลเฉพาะทางซึ่งเข้ามามีบทบาทที่สำคัญที่จะช่วยให้สามารถตัดสินใจด้านการจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยพิจารณาจากข้อมูลที่วิเคราะห์ ยิ่งมีข้อมูลในการวิเคราะห์มากเท่าไร การคาดการณ์ก็ยิ่งแม่นยำมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งสามารถช่วยวางแผนการขนส่งสำหรับอนาคตให้เกิดประโยชน์สูงสุดและลดความไร้ประสิทธิภาพลงได้
 

เทรนด์ #4 – IoT สำหรับคลังสินค้าอัตโนมัติ

การระบาดครั้งใหญ่ผลักดันให้มีการนำเทคโนโลยีคลังสินค้าอัจฉริยะไปใช้ในวงกว้างมากขึ้น คลังสินค้าอัจฉริยะเคยเป็นเทคโนโลยีที่มีแนวโน้มที่น่าสนใจอย่างมาก และตอนนี้กำลังกลายเป็นกระแสระดับโลกที่กลายเป็นเทรนด์ที่ต้องมี
 
Warehouse automation ระบบอัตโนมัติของคลังสินค้าขึ้นอยู่กับข้อมูลแบบเรียลไทม์ที่ถูกต้องเกี่ยวกับตำแหน่งของสินค้า ซึ่งจะถูกส่งไปยังระบบคลาวด์โดยใช้วิธีการสแกนอ่านโดยเทคโนโลยี RFID tags เป็นต้น
 
Autonomous mobile robots (AMRs) เป็นเทคโนโลยีที่นำมาปรับใช้งานให้กับคลังสินค้ามากที่สุด เพื่อให้ทราบตำแหน่งและปริมาณของสินค้าที่จะขนส่งอย่างแม่นยำ มีการอัปเดตความเคลื่อนไหวของสินค้าที่เข้าและออกอยู่ตลอดเวลา
 
Maintenance of vehicles การบำรุงรักษายานพาหนะมีประโยชน์อย่างมาก โดยการประยุกต์ปรับใช้งานอุปกรณ์วิเคราะห์ IoT สามารถรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับยานพาหนะ และประเมินสภาพของส่วนประกอบโดยการวิเคราะห์เสียงและการสั่นสะเทือน ติดตามระดับของเหลว และตรวจสอบพฤติกรรมของผู้ขับขี่

ตัวอย่างเช่น

  • สไตล์การขับขี่ที่ดุดันไม่เกรงใจใคร ซึ่งสามารถตรวจจับได้โดยการเร่งความเร็วมากเกินที่กำหนด การเข้าโค้งหักศอก และเบรกอย่างรุนแรง
  • พฤติกรรมเหล่านี้ สามารถปรับแต่งอุปกรณ์ได้โดยใช้แค่ตัววัดความเร่ง เครื่องวัดการหมุนวน หรือเซ็นเซอร์ความเอียง ซึ่งเป็นความล้ำของ IoT
Automation of transport vehicles ปัจจุบันสามารถจับต้องได้มากขึ้น เมื่อได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการขนส่งสินค้าว่าต้องส่งสินค้าอะไรและให้กับใคร ข้อมูลเหล่านี้หากมีความชัดเจนพอเราสามารถเลือกรูปแบบการขนส่งโดยใช้โดรนหรือยานพาหนะพิเศษได้ เพื่อประสิทธิภาพที่สูงกว่า
 

ทรนด์ #5 – IoT เพื่ออนาคตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

คำมั่นสัญญา : สหราชอาณาจักร แคนาดา ญี่ปุ่น และอีกสองสามประเทศได้มุ่งมั่นที่จะปล่อย CO2 เป็นศูนย์ภายในปี 2050
 
เทรนด์นี้ได้รับความนิยมจากผู้คนกว่า 85% ของผู้บริโภคทั่วโลกได้พัฒนาพฤติกรรมการซื้อที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
 
เนื่องจากลอจิสติกส์มีส่วนรับผิดชอบต่อการปล่อย CO2 ประมาณ 11% ทั่วโลก แนวโน้มของ “การเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน หากบริษัทต่างๆ ให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานไฟฟ้าในสินทรัพย์เป็นหลัก เซนเซอร์ IoT จะช่วยติดตามการปล่อยมลพิษได้อย่างแม่นยำ การมีข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากยานพาหนะแต่ละแห่งและไซต์งานด้านลอจิสติกส์ ทำให้ง่ายต่อการสร้างกลยุทธ์สำหรับการลดอย่างค่อยเป็นค่อยไป
 

บทสรุป

 
เทรนด์ IoT ที่สำคัญสำหรับภาคโลจิสติกส์ – ซัพพลายเชน จะอยู่กับเราไปอีกนาน และหากคุณมีความเชี่ยวชาญในการวิเคราะห์ข้อมูลภายในโซลูชันลอจิสติกส์ที่ถูกรวบรวมโดย IoT คุณก็จะสามารถคาดการณ์แนวโน้มลอจิสติกส์ได้ด้วยตัวเอง
 

from:https://www.techtalkthai.com/5-key-iot-trends-for-the-logistics-sector-supply-chain-in-2023/

13 เทรนด์ Digital Transformation แห่งปี 2023

แม้ว่าปีที่ผ่าน ๆ มา Digital Transformation จะเป็นเทรนด์ยอดฮิตที่หลายองค์กรจำต้องเร่งปรับตัวเพื่อให้ทันกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แต่ในปี 2023 นี้ที่โลกดูเหมือนจะรับสถานการณ์ COVID-19 ได้แล้ว ก็ยังคงมีประเด็นอื่น ๆ มากมายที่ทำให้องค์กรจำต้องทรานส์ฟอร์มอย่างต่อเนื่อง 

ตามข้อมูลจาก Statista นั้นได้คาดการณ์ว่าธุรกิจต่าง ๆ ทั่วโลกจะมีการใช้จ่ายในเรื่อง Digital Transformation พุ่งไปถึง 3.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2026 จากในปี 2022 อยู่ที่ 1.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเรียกว่าเติบโตขึ้นมากกว่า 2 เท่าภายในเวลา 4 ปีเท่านั้น พูดอีกมุมหนึ่งก็คือ Digital Transformation จะยังคงเป็นเทรนด์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องไปอีกอย่างน้อย 4 ปี

บทความนี้ คือ 13 เทรนด์การทำ Digital Transformation แห่งปี 2023 ที่เชื่อว่าจะมีผลกระทบกับทุกองค์กรซึ่งแม้ว่าจะเป็นธุรกิจที่ไม่ใช่เชิงเทคนิค ก็ยังจำเป็นต้องเริ่มทรานส์ฟอร์มองค์กรแล้วด้วยเช่นกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ เสริมศักยภาพ สร้างความยืดหยุ่น ให้ทันรับกับสถานการณ์โลกที่จะเปลี่ยนแปลงไปอีก และเพื่อยังคงสถานะการแข่งขันในตลาดได้ต่อไป

1. Automation เสริมประสิทธิภาพไปอีกขั้น

เทคโนโลยี Automation คือหนึ่งในสิ่งที่จะใคร ๆ จะมองหามากที่สุดในการทำ Digital Transformation ในปีนี้ ด้วยปัญหาความไม่แน่นอน (Uncertainty) ทั้งหลายที่เกิดขึ้น อาทิ เงินเฟ้อ ราคาพลังงานที่แพงขึ้น ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ จึงทำให้เทคโนโลยี Automation คือสิ่งที่จำเป็นอย่างมากเพื่อช่วยให้องค์กรมีผลิตผล (Productivity) สูงขึ้น ใช้แรงงานมนุษย์น้อยลง รวมทั้งกระบวนงานที่ทำให้กลายเป็นแบบดิจิทัลแล้วนั้นจะเกิดความผิดพลาดน้อยลงอีกด้วย

ตามแบบสำรวจจาก Deloitte ยังชี้ให้เห็นว่า 53% ขององค์กรได้เริ่มพัฒนาระบบ Robotic Process Automation (RPA) แล้ว ส่วน Gartner นั้นทำนายไว้ว่าภายในปี 2024 ระบบ Hyper-automation จะทำให้องค์กรสามารถลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลงไปได้สูงถึง 30% และตลาดซอฟต์แวร์ Hyper-automation นั้นจะสูงถึง 860,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐอีกด้วย หากองค์กรใดยังไม่ได้พิจารณาในเรื่อง Automation มาก่อน ควรเริ่มพิจารณาได้แล้วว่ามีกระบวนการหรือขั้นตอนใดที่สามารถทดแทนด้วยระบบ Automation ได้บ้าง

Ex. Smart Factory

2. เครื่องมือ Low Code/No Code สนับสนุนแรงงานขาดแคลน

อย่างที่รู้กันว่าปัญหาแรงงานขาดแคลน (Talent Shortage) ยังคงเป็นอยู่อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ทีมไอทีจำต้องอยู่ภายใต้ความกดดันอย่างมากเมื่อต้องทำเรื่อง Digital Transformation ให้กับองค์กร และหนึ่งในเครื่องมือที่จะช่วยทำให้เกิดกระบวนงานอัตโนมัติได้อย่างรวดเร็วนั่นคือเครื่องมือแบบ Low Code/No Code ที่สามารถช่วยสนับสนุนการการพัฒนาระบบอย่างรวดเร็วขึ้น พร้อมกับแก้ไขปัญหาแรงงานขาดแคลนได้อย่างมาก

ด้วยความสามารถของเครื่องมือที่ใช้การเขียนโค้ดที่น้อย (Low Code) หรือไม่ต้องเขียนเลย (No Code) จะทำให้องค์กรสามารถสร้าง “ทีมผสม (Fusion Team)” ที่รวมคนจากฝั่งธุรกิจกับฝั่งเทคโนโลยีมาไว้ในทีมเดียวกันได้มากขึ้น ซึ่งเครื่องมือ Low Code/No Code จะเป็นตัวกระตุ้นให้ทีมนี้สามารถสร้างสรรค์โครงการใหม่ ๆ ขึ้นมาได้เร็วกว่าในอดีตอย่างมาก เพราะการมีคนจากฝั่งธุรกิจที่เข้าใจความต้องการของผู้ที่ใช้งานจริง ๆ โดยตรง และสามารถใช้งานเครื่องมือ Low Code/No Code ได้ด้วยตนเอง จึงทำให้เกิดเป็นโซลูชันที่ใช้งานได้จริงอย่างรวดเร็ว ตรงโจทย์ทางธุรกิจมากขึ้น และถ้าหากจำเป็นต้องใช้ทำอะไรที่ซับซ้อน ทีมเทคนิคก็จะสามารถสนับสนุนได้ทันที 

3. AI/ML ปลดล็อกศักยภาพไปอีกขั้น

วิวัฒนาการของ AI/ML ที่เกิดขึ้นมาอย่างก้าวกระโดดนั้น กำลังเปลี่ยนโลกของการทำงานไปโดยสิ้นเชิง ตามที่เห็นได้ว่าหลาย ๆ งานในปัจจุบันนั้นสามารถใช้ระบบ AI ทดแทนมนุษย์ได้แบบครบถ้วน เช่น ระบบแนะนำส่วนบุคคล ระบบรู้จำใบหน้า เอกสาร หรือป้ายทะเบียนรถยนต์ แชทบอท หรือว่าระบบวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งนอกจากจะทำให้ประสิทธิภาพดีขึ้นแล้ว ยังมีความแม่นยำมากกว่า แถมประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่าอีกด้วย ซึ่งปี 2023 นี้ AI/ML ก็จะยังคงเติบโตและสามารถปลดล็อกศักยภาพใหม่ ๆ ไปอีกขั้นให้เห็นกันทั่วโลกอย่างแน่นอน 

ที่สำคัญ การกำเนิด ChatGPT ที่ได้ทำให้โลกเกิดความกังวลมากมายตั้งแต่ปลายที่ผ่านมานั้น ก็ดูเหมือนจะยิ่งปรับภูมิทัศน์การทำงานยุคใหม่ไปอีกขั้น ซึ่งไม่แน่ว่าโลกการทำงานในอนาคต องค์กรต่าง ๆ อาจต้องแข่งขันกันในเรื่องความสามารถในการปรับใช้ AI ต่าง ๆ ที่มีให้บริการทั่วโลก อย่าง ChatGPT, Midjourney หรือ Imagen แทน ซึ่งหากองค์กรใดที่ไม่ได้ใช้งาน AI ใด ๆ เลย ก็อาจจะตกขบวนและออกจากการแข่งขันไปได้อย่างง่ายดาย

4. Composability เสริมความคล่องตัว

แน่นอนว่าความคล่องตัว (Agility) คือสิ่งที่จำเป็นอย่างมากในสถานการณ์ทุกวันนี้ แต่ทว่าองค์กรส่วนใหญ่จะไม่สามารถสร้าง Agility ขึ้นมาได้เพราะเทคโนโลยีที่ใช้งานยังล้าหลังเกินไป ผนวกกับเรื่องข้อมูลภายในองค์กรที่ยังเป็นไซโล (Silo) อยู่จำนวนมาก จึงทำให้ Mulesoft คาดว่าปี 2023 นี้ หลายองค์กรจะแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วยกลยุทธ์ถอดประกอบได้ (Composable) กันมากขึ้น คือการพัฒนาสิ่ง ๆ ให้สามารถ “ใช้ซ้ำ (Reuse)” เพื่อทำให้ทีมงานสามารถนำไปประยุกต์ (Adapt) ต่อยอดได้ทันกับตามความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว 

นอกจากนี้ Gartner ยังได้คาดการณ์ไว้ด้วยว่า ภายในปี 2023 องค์กรใหญ่ ๆ กว่า 60% จะมีการใส่กลยุทธ์การเป็น “Composable Enterprise” เพิ่มเป็นอีกเป้าหมายขององค์กร เนื่องจากองค์กรที่ใช้กลยุทธ์ Composable จะสามารถเร่งความเร็วในการพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ออกมาให้ผู้ใช้งานได้สูงถึง 80% เลยทีเดียว นี่จึงเป็นอีกเทรนด์ที่จะทำให้หลาย ๆ องค์กรทั่วโลกสามารถทรานส์ฟอร์มได้สำเร็จในปีนี้

5. Total Experience (TX) ประสบการณ์ทั้งฝั่งผู้บริโภคและพนักงาน

ก่อนหน้านี้องค์กรส่วนใหญ่มักจะมุ่งเน้นในเรื่องการปรับปรุงประสบการณ์ผู้บริโภค (Customer Experience : CX) เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตและสร้างความจงรักภักดี (Loyalty) ต่อแบรนด์ หากแต่หลังจากนี้ องค์กรจะเริ่มกลับมาสนใจในประสบการณ์ของพนักงาน (Employee Experience : EX) กันมากขึ้น เพราะสิ่งนี้คืออีกหนึ่งในปัจจัยสำคัญของความสำเร็จองค์กรในอนาคต และทั้งสองส่วนนี้รวมกันเรียกว่า Total Experience (TX)

เรื่องนี้ Mulesoft ได้คาดการณ์ว่าในปี 2023 นี้ จะมีองค์กรชั้นนำจำนวนมากเริ่มพิจารณาเรื่อง Total Experience มากขึ้น เพื่อปรับปรุงเส้นทาง (Journey) ในการเป็นลูกค้าหรือว่าพนักงานให้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนที่เป็นทั้งพนักงานและผู้บริโภคในเวลาเดียวกันนั้นจะยิ่งทำให้เกิดประสบการณ์ร่วมที่เหนือไปอีกขั้น และนอกจากจะทำให้ประสบการณ์ของพนักงานดีขึ้นแล้ว ยังเสริมให้องค์กรมีมูลค่าทางธุรกิจมากขึ้นอีกด้วย แถมยังเป็นการนำเอาเทคโนโลยีที่มีอยู่แล้วจากฝั่งลูกค้ามาใช้ซ้ำในฝั่งพนักงานในทำนองเดียวกันได้เลย ดังนั้น ทุกองค์กรสามารถทำได้ทันที ซึ่ง Gartner คาดการณ์ว่าภายในปี 2024 องค์กรที่มุ่งเน้นเรื่อง TX จะเหนือกว่าคู่แข่งในเรื่องความพึงพอใจทั้ง CX และ EX ถึง 25% 

6. Automated Data Intelligence ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลอย่างแท้จริง

ที่ผ่านมาจะเห็นว่าแทบทุกองค์กรกำลังพยายามขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven) กันทั้งสิ้น แต่ทว่าข้อมูลที่ถือว่าเป็นสินทรัพย์อันมีค่านี่เองนั้นกลับยังคงถูกจัดเก็บไว้เป็นไซโล (Silo) เสียส่วนใหญ่ จะเรียกใช้ก็มักจะเกิดความติดขัดอะไรมากมายภายในองค์กรอยู่เสมอ แต่ Mulesoft ได้ชี้ว่าหลาย ๆ องค์กรจะแก้ปัญหานี้ด้วยวิธีการ Composable เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลกันได้ง่ายขึ้น ซึ่งเมื่อดำเนินการได้สำเร็จจะทำให้เกิด “Data Fabric” ที่ข้อมูลจะเชื่อมโยงกันได้ทุกแพลตฟอร์มและกับผู้ใช้งานในภาคธุรกิจ เหมือนผ้าที่ถักร้อยไว้ด้วยกัน

นอกจากนี้ ถ้าองค์กรมีการลงทุนในระบบวิเคราะห์ข้อมูลแบบ Real Time เพิ่มเติมใน Data Fabric แล้ว จะยิ่งเสริมทำให้องค์กรสามารถดำเนินการตัดสินใจได้อย่างอัตโนมัติ (Automate Decision-Making) และสามารถใช้งานข้อมูลได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ซึ่งทั้งสองสิ่งจะทำให้กลายเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลได้อย่างแท้จริง

7. Cybersecurity ที่เชื่อมโยงหลาย Layer มากขึ้น

เรื่อง Cybersecurity คือสิ่งที่คู่กันกับ Digital Transformation อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเนื่องจากองค์กรมีการลงทุนในสถาปัตยกรรมแบบกระจาย (Distributed Architecture) และเทคโนโลยีที่ขอบ (Edge Technology) กันมากขึ้น จึงส่งผลให้ปีนี้คาดว่าจะเกิดความเสี่ยงในเรื่องความมั่นคงปลอดภัย (Security) มากขึ้นกว่าเดิมอีก ดังนั้น องค์กรควรต้องปรับใช้แนวทางการสร้าง “Cybersecurity Mesh” หรือสถาปัตยกรรมแบบ Composable ที่เชื่อมโยงบริการ Security ให้มีความหลากหลายและซ้อนกันไว้หลาย ๆ ชั้นกระจายไว้ในทุก ๆ จุด

ในเรื่องนี้ Gartner กล่าวว่าภายในปี 2024 องค์กรที่ได้ปรับใช้สถาปัตยกรรม Cybersecurity Mesh นั้นจะสามารถลดผลกระทบด้านการเงินจากเหตุการณ์โจมตี Security ลงไปได้โดยเฉลี่ยถึง 90% เลยทีเดียว แต่อย่างไรก็ดี การจะทำให้วิธีการนี้ได้สำเร็จ ก็อาจจำเป็นต้องมีระบบการบริหารสักตัวที่สามารถจัดการทุก Connection, API หรือพวก Component ต่าง ๆ อย่าง Automation Bot ที่ใช้งาน ได้จากหน้าจอ Administration ในที่เดียว เพื่อทำให้เห็นภาพรวมของทุกส่วนขององค์กร แล้วบริหารจัดการความเสี่ยงในทุก ๆ Attack Surface ที่อาจเหตุโจมตีขึ้นได้อย่างครอบคลุม

https://o.aolcdn.com/images/dims?quality=85&image_uri=https%3A%2F%2Fs.yimg.com%2Fos%2Fcreatr-images%2F2020-04%2F64396da0-78f4-11ea-afff-833061cb28e1&client=amp-blogside-v2&signature=0d230e4b613954dcba74674423e4014cfefaeb47

8. Hybrid Workforce อยู่ที่ไหนก็ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จากสถานการณ์แพร่ระบาดของ COVID-19 เกิดขึ้นและอาจจะกำลังผ่านพ้นไป ได้ทำให้แนวทางการทำงานในยุคใหม่เปลี่ยนแปลงไปอย่างถาวรก็ว่าได้ ซึ่งตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมานั้นได้พิสูจน์ให้เห็นส่วนหนึ่งแล้วว่าพนักงานหลาย ๆ ตำแหน่งสามารถทำงานจาก “ที่ไหนก็ได้” ได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นกัน นั่นแปลว่าหลาย ๆ องค์กร อาจไม่จำเป็นต้องให้พนักงานเข้ามาที่ออฟฟิศพร้อม ๆ กันทั้งหมดก็เป็นได้ 

สิ่งนี้เรียกว่า “Hybrid Workforce” ที่ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ องค์กรจะเริ่มเกิดทีมทำงานที่ผสมผสานพนักงานจากหลายที่หลายแห่ง หลาย Time Zone ที่สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจำเป็นจะต้องพึ่งพาเครื่องมือนวัตกรรมใหม่ ๆ อาทิ เครื่องมือประชุมทางไกล Collaboration Tool และอื่น ๆ เพื่อสนับสนุนให้ทีมงาน Hybrid Workforce ให้ทำงานได้เหมือนกับช่วงยุคก่อนที่ COVID-19 จะแพร่ระบาดเกิดขึ้น 

9. Cloud Migration จะมีมากขึ้น

อีกสิ่งหนึ่งที่คู่กับการทำ Digital Transformation นั่นคือเทคโนโลยี Cloud ซึ่งจะเห็นว่าองค์กรธุรกิจเริ่มทยอยหันมาใช้งาน Cloud กันมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะสิ่งนี้ได้พิสูจน์ให้หลาย ๆ แห่งเห็นแล้วว่าสามารถลดค่าใช้จ่าย เสริมประสิทธิภาพการทำงาน รวมทั้งลดปัญหาการบำรุงรักษาที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง หรือเรื่องการจ้างพนักงานเพื่อมาดูแลระบบหลังบ้านของตัวเอง เป็นต้น

อย่างไรก็ดี การใช้ Cloud เจ้าเดียวหรือที่เดียวนั้นก็เริ่มจะไม่เพียงพอในการให้บริการได้อย่างมีเสถียรภาพ จนทำให้เกิดการใช้งานแบบ Hybrid Cloud อันเป็นเทรนด์มาก่อนหน้านี้ และในปี 2023 จะเริ่มเห็นการปรับใช้สถาปัตยกรรม Multi Cloud มากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อทำให้บริการมีความเสถียรภาพสูง ลดความเสี่ยงต่าง  ๆ รวมทั้งเวลา Downtime ได้ หากแต่การปรับใช้ Cloud กันมากขึ้นก็ทำให้มีช่องโหว่ในเรื่องความมั่นคงปลอดภัยที่มากขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งสิ่งนี้เองคือส่วนที่ทั้งผู้ใช้งานและผู้ให้บริการทั้งหลายต้องคิดคำนึงถึงไปด้วยพร้อม ๆ กัน

10. Everything as a Service (XaaS) ทุกอย่างเป็นบริการได้หมด

เช่นเดียวกับเรื่อง Total Experience ในมุมของบริการหรือ Service ต่าง ๆ ก็จะเห็นได้ชัดมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าทุกอย่างสามารถให้บริการผ่าน Cloud ได้ทั้งหมด ซึ่งนั่นแปลว่าโลกกำลังจะเริ่มกลายเป็น Everything-as-a-Service (XaaS) ที่ไม่ว่าจะเป็นบริการหรือแอปพลิเคชันอะไร ก็จะกลายเป็นบริการที่เข้าถึงได้ง่าย เริ่มใช้งานได้อย่างรวดเร็วแทบจะทันที 

ปีนี้และถัด ๆ ไป จะได้เห็นบริการที่จะมาในรูปแบบลักษณะ Subscription มากขึ้น แทนที่จะเป็นการจ่ายเงินเพื่อซื้อ License แทน ด้วยข้อดีที่ทำให้ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องลงทุนด้วยเม็ดเงินจำนวนมากโดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ อย่างเช่นเครื่อง Server รวมถึงค่าบำรุงรักษา รวมทั้งเรื่องความเร็วที่ผู้ใช้สามารถเริ่มต้นใช้งานได้แทบจะทันที จึงทำให้ผู้ใช้งานเลือกที่จะไปใช้บริการ as-a-Service มากกว่า และนั่นคือสิ่งที่ทำให้ผู้ให้บริการต้องปรับตัว จนกลายเป็น Everything-as-a-Service นั่นเอง

Shot of a programmer connecting to a user interface while working in an office at night

11. Blockchain จะมีการลงทุนมากยิ่งขึ้น

แม้ว่าตลาด Cryptocurrency จะดำดิ่งไปในช่วงปีที่ผ่านมา แต่เทคโนโลยี Blockchain นั้นคือส่วนแกน (Core) ที่ยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเห็นว่าหลาย ๆ องค์กรและอุตสาหกรรมยังคงนำเอาเทคโนโลยีไปปรับใช้กันมากขึ้น แต่อย่างไรก็ดี มีบางอุตสาหกรรมที่ได้พิสูจน์แล้วว่า Blockchain ไม่ได้อาจช่วยแก้ไขปัญหาได้ทุกสิ่ง 

ทั้งนี้ จนถึงปัจจุบัน Blockchain ก็ยังคงถือว่าเป็นเทคโนโลยีเกิดใหม่ (Emerging Technology) และยังคงมีโอกาสที่จะดิสรัป (Disrupt) เทคโนโลยีดั้งเดิมได้ ซึ่งปีนี้คงจะได้เห็นการลงทุนพัฒนาในเทคโนโลยี Blockchain อย่างต่อเนื่อง และเชื่อว่าจะยังคงจะได้เห็น Blockchain ใหม่ ๆ กับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ออกมา ซึ่งต้องติดตามกันต่อไปว่าวิวัฒนาการที่เกิดขึ้นจะสามารถแก้ไขปัญหาได้จริงหรือไม่ และเทคโนโลยีกับอุตสาหกรรมกำลังจะขับเคลื่อนไปในทิศทางใดต่อไป

Source: ShutterStock.com

12. กำเนิด Customer Data Platform จำนวนมาก

Customer Data Platform (CDP) นั้นเป็นเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงแอปพลิเคชันและฐานข้อมูลต่าง ๆ เข้าไว้ด้วยกันเพื่อทำให้องค์กรมีข้อมูลสำหรับวิเคราะห์ลูกค้าแต่ละคน เพื่อสร้างความเข้าใจลูกค้าแต่ละแห่งให้กับองค์กรได้มากที่สุด และสร้างโอกาสให้กับธุรกิจในการทำการตลาดหรือขายสินค้าในอนาคตได้อย่างตรงจุด และเป็นส่วนบุคคลที่มากยิ่งขึ้น

ดังนั้น ปีนี้จะเห็นหลาย ๆ องค์กรเร่งพัฒนา CDP กันมากยิ่งขึ้นอย่างแน่นอนเพราะโลก Cookieless World นั้นก็กำลังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ส่งผลให้ข้อมูลลูกค้าที่องค์กรจัดเก็บเองจึงจะมีความสำคัญมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ในการทำธุรกิจในอนาคตต่อไป

13. Sustainability คือทุกสิ่งที่ต้องคำนึง

วินาทีนี้ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารระดับสูงหรือพนักงานทั่วไปก็ตาม จำเป็นต้องพิจารณาในเรื่องของความยั่งยืน (Sustainability) ที่จะมีผลกระทบกับสภาพแวดล้อมธรรมชาติกันทั้งสิ้น เพราะแม้ว่าก่อนหน้านี้ผู้บริหารทั้งหลายจะออกมาพูดในเรื่องความยั่งยืนกันอย่างหนัก แต่ก็ยังไม่พอที่จะทำให้ปัญหาเรื่องสภาพภูมิอากาศหายไปจากโลกใบนี้ได้ในอนาคต

หลังจากนี้ องค์กรที่จะสามารถสร้างความแตกต่างทางธุรกิจในอนาคตได้นั้นจะต้องเป็นกลุ่มองค์กรมุ่งเน้นเรื่อง Sustainability ที่สามารถลดหรือไร้การปล่อยมลพิษต่าง ๆ ออกมาสู่โลกใบนี้ได้สำเร็จ ซึ่งจะเห็นภาพนี้ชัดขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคตอันใกล้ โดย Mulesoft ชี้ว่าในปี 2023 นี้องค์กรจะแสวงหาแนวทางในการขับเคลื่อนเรื่อง Sustainability ในการดำเนินงานต่าง ๆ ผ่านการใช้กลยุทธ์ Composable กันมากขึ้น เพื่อปลดล็อกการเชื่อมโยงข้อมูลและแอปพลิเคชันต่าง ๆ พร้อมกับปรับใช้ Automation และ Analytics เพื่อค้นหาข้อมูลเชิงลึก (Insight) ที่จะทำให้การทำธุรกิจมีประสิทธิภาพและมีความยั่งยืนไปพร้อม ๆ กัน ซึ่ง ณ ตอนนี้ ผู้นำองค์กรบางส่วนก็ได้เริ่มนำเอาเรื่อง Sustainabiltiy เข้าไปอยู่ในหัวใจของธุรกิจแล้วและคาดว่าจะมีงบประมาณมาลงทุนในเรื่องนี้ราว 10-20% ในอีก 3 ปีข้างหน้า

References

from:https://www.techtalkthai.com/top-13-digital-transformation-trends-of-year-2023/

“คลังสินค้า” มีผลผลิตเพิ่มขึ้น 15% ด้วยเทคโนโลยีจาก Zebra

[ IT Case Studies ] Zebra Technologies โชว์ผลงานว่าด้วยอุปกรณ์อ่านบาร์โค้ดประเภทพกพา และเครื่องพิมพ์อุตสาหกรรมของตนได้ช่วยให้ผู้บริการจัดส่งสินค้าสามารถดำเนินการได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นถึง 15%
 

Zebra ได้เคลมตัวอย่างโซลูชันแบบครบวงจรสำหรับ Warehouse Management ของ Stuart ซึ่งเป็นเชี่ยวชาญด้านการจัดส่งสินค้าแบบเร่งด่วนและปัจจุบันได้ให้บริการแล้วทั่วยุโรป โดยเฉพาะลูกค้าในฝรั่งเศสระดับชั้นนำอย่าง Carrefour, Decathlon และ Nespresso ที่มีสาขาทั้งในและประเทศต่างๆ ในทุกภูมิภาค
 
ผู้ให้บริการด้านจัดส่งสินค้า “ควรอย่างยิ่งที่จะเสริมศักยภาพให้กับการดำเนินงานเพื่อยกระดับให้มีประสิทธิภาพที่สูงขึ้น ด้วยการปรับใช้อุปกรณ์และเทคโนโลยีตัวช่วยที่ถูกออกแบบมาโดยเฉพาะงาน สำหรับเคสโซลูชันคลังสินค้าของ Stuart ได้นำอุปกรณ์พกพาระดับอุตสาหกรรมเข้ามาช่วยขยายขีดความสามารถให้กับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานภายในคลังสินค้า เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่มีปริมาณเพิ่มขึ้น” จากข้อมูลข้างต้นนี้ Stocovia-ID ซึ่งเป็น Business Partner กับ Zebra Technologies ได้ออกแบบโซลูชันเฉพาะทางสำหรับ Warehouse Management ขึ้นมา โดยคำนึงถึงความเหมาะสมที่จะเข้ามาผสานการทำงานร่วมกับกิจกรรมหลักภายในคลังสินค้าของ Stuart ซึ่งขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีจาก Zebra Technologies

Scanner – งานสแกนอ่านบันทึกข้อมูลสินค้า :

ในคลังสินค้าของ Stuart พนักงานได้ใช้เทคโนโลยีจาก Zebra แบบสวมใส่ เพื่อเสริมทักษะความคล่องตัวให้กับเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน และอุปกรณ์อ่านข้อมูลบาร์โค้ดแบบตั้งโต๊ะ อุปกรณ์ทั้งหมดนี้ได้เข้ามาช่วยให้การทำงานบันทึกข้อมูลสินค้าจากบาร์โค้ดให้มีประสิทธิภาพและความแม่นยำในศูนย์คัดแยกสินค้ามากขึ้น โดยมีรุ่นอุปกรณ์ดังนี้
  • คอมพิวเตอร์พกพาแบบสวมแขน รุ่น Zebra TC5X Series
  • เครื่องสแกนแบบวงแหวนสวมนิ้วมือ รุ่น Zebra RS5100
  • เครื่องสแกนอ่านข้อมูลบาร์โค้ด รุ่น Zebra DS2208
Image Credit : identwerk.de

ผลิตภัณฑ์ประเภท Scanner ช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานควบคุมคลังสินค้าทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการปลดพันธนาการให้กับมือทั้งสองข้างเป็นอิสระเพื่อเพิ่มศักยภาพในการคัดแยกสินค้า การจัดเก็บสินค้า และการเคลื่อนย้ายพัสดุต่างๆ ซึ่งเป็นกระบวนการก่อนที่จะถึงขั้นตอนการจัดส่งออกไปจากคลังสินค้าสู่ลูกค้าปลายทางอย่างครบถ้วนและถูกต้อง Zebra กล่าวว่า โซลูชันเฉพาะทางที่นำเสนอให้กับ Stuart นี้ “ช่วยให้ประสิทธิภาพของผลผลิตสูงขึ้นถึง 10-15%”

Printer – งานสั่งพิมพ์ข้อมูลสินค้าในรูปแบบ RFID tag :

นอกจากเครื่องอ่านบาร์โค้ดแล้ว ภายในคลังสินค้าของ Stuart ได้เลือกใช้เครื่องพิมพ์อุตสาหกรรมรุ่น Zebra ZT411 RFID (Radio Frequency Identification) เข้ามาช่วยสร้างฉลากสินค้าชนิด RFID tag ซึ่งจะเห็นได้จากร้านค้าของ Decathlon ที่ประยุกต์ใช้งานเทคโนโลยี RFID กับสินค้าในทุกรายการ ตั้งแต่กระบวนการรับสินค้าเข้า การจัดวางสินค้าพร้อมจำหน่าย และการตัดรายการสินค้าออกจากร้านค้า (การชำระเงิน) โดยมีรายงานว่า Zebra ZT411 RFID Printer สามารถช่วยเร่งผลผลิตจากงานพิมพ์เพิ่มขึ้นถึง 70% เลยทีเดียว
Léonel de La Bretesche กรรมการผู้จัดการของ Stuart Retail France กล่าวว่า “การทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและแม่นยำที่ศูนย์คัดแยกของเรามีความสำคัญต่อความสำเร็จของเรา ด้วยโซลูชันใหม่นี้ เราพบว่ามีผลผลิตเพิ่มขึ้นอย่างน่าทึ่ง – มากถึง 70% ในบางพื้นที่”
 
“เวิร์กโฟลว์ของเราเชื่อถือได้อย่างสมบูรณ์แบบ และเรากำจัดข้อผิดพลาดในการจัดส่งได้เกือบทั้งหมดแล้ว ด้วยแอปพลิเคชันที่กำลังพัฒนามากขึ้นและความเป็นไปได้ในการปรับขยายโซลูชันนี้ทั่วทั้งธุรกิจของเรา เราหวังว่าจะได้ทำงานร่วมกับเทคโนโลยีของ Zebra อย่างต่อเนื่อง” Léonel de La Bretesche กล่าวทิ้งท้าย
 

from:https://www.techtalkthai.com/successful-case-study-warehouse-productivity-increases-15-percent-with-zebra-technology/

10 อันดับ เทรนด์ Manufacturing (2023 & 2024)

ข้อมูลจากองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติระบุว่าอัตราการเติบโตทั่วโลกอยู่ที่ 18.2% ในปี 2022 อุตสาหกรรมกำลังฟื้นตัว ความยืดหยุ่นคือประเด็นหลักที่ก่อให้เกิดแนวโน้มที่กำลังเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์การผลิตทั่วโลก
 

Image Credit : blog.copadata.com
การสำรวจความคิดเห็นของผู้มีอำนาจตัดสินใจระดับ C-suite กว่า 200 รายในบริษัทผู้ผลิตระดับโลกพบว่า 68% ระบุว่าความยืดหยุ่นและความคล่องตัวที่ดีขึ้นเป็นลำดับความสำคัญสูงสุดทางธุรกิจในปีต่อๆ ไป
 

เทรนด์ #1 – Smart Factories หรือ โรงงานอัจฉริยะ

“โรงงานอัจฉริยะ” หรือ “อุตสาหกรรมอัจฉริยะ” อันที่จริงแนวคิดนี้มีมานานแล้ว แต่ด้วยขาดการสนับสนุนอย่างจริงจังจากแต่ละภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะภาครัฐที่เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนนโยบายด้านเศรษฐกิจ จนกระทั้ง ณ ปัจจุบันได้มีนโยบาย “Industry 4.0” ขึ้นมา จึงทำให้เทคโนโลยีสำหรับภาคอุตสาหกรรมถูกพูดถึงกันมากขึ้น
 
โรงงานอัจฉริยะกลายเป็นส่วนสำคัญของการขับเคลื่อน “Industry 4.0” ในวงกว้างมากขึ้น เพื่อปรับปรุงสู่มาตรฐานระดับสากลทั้งในยุโรป อเมริกาเหนือ และจีน โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงเรื่องการดำเนินงาน และคุณภาพสิ่งแวดล้อมทั้งภายในหรือนอกโรงงานที่ต่างฝ่ายมุ่งเน้นให้ความสำคัญมากกว่าเดิม เพราะคุณภาพของแรงงานที่เป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนผลผลิตจากโรงงานสู่ตลาดผู้บริโภค
  • การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งแรกและครั้งที่สอง เราเห็นการนำเครื่องจักรที่ขับเคลื่อนด้วยไอน้ำและการเพิ่มขึ้นของ assembly lines
  • การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สาม เราเห็นการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในการผลิต
Industry 4.0 ยังคงผลักดันไปสู่ระบบอัตโนมัติ ด้วยการนำเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาประยุกต์ใช้งานร่วมกัน เช่น IIoT (อินเทอร์เน็ตของสิ่งต่างๆ ในอุตสาหกรรม) ข้อมูลขนาดใหญ่ การเรียนรู้ของเครื่องกล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการวิเคราะห์ขั้นสูง
 
The industrial internet of things (IIoT) สำหรับอุตสาหกรรมเป็นองค์ประกอบหลักของ Industry 4.0 โดย IIoT จะผสานการทำงานระหว่างเซ็นเซอร์และเครื่องจักรที่ถูกเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างภาพของข้อมูลที่สมบูรณ์แบบในกระบวนการผลิตทั้งหมด เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการตัดสินใจ ถึงแม้ว่าในช่วงต้นปี 2020 ที่ผ่านมา ได้มีองค์กรสายการผลิตจำนวนเพียง 10% เท่านั้นที่มีการนำ IIoT ไปปรับใช้งาน
 
จากการคาดการณ์ ภายในปี 2025 จำนวนการบูรณาการ IIoT เพื่อปรับใช้งานภายในองค์กรสายการผลิตจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นมากกว่าตัวเลขสถิติปีที่ผ่านๆ มาถึง 50% คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
มาดูข้อมูลด้านเทคนิคกันบ้าง ปัจจุบันพบว่า องค์กรที่มีการตั้งค่า IIoT ขั้นสูงพบว่าสายการประกอบชิ้นส่วนแห่งเดียวสามารถสร้างปริมาณข้อมูลได้มากถึง 70 เทราไบต์ต่อวัน จะเห็นว่าข้อมูลระดับนี้จำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีการรับส่งที่มีประสิทธิภาพระดับสูงเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและความต่อเนื่องที่รวดเร็วให้กับข้อมูล
 
การรับส่งข้อมูลในปริมาณมากเช่นนี้เป็นปัจจัยช่วยกระตุ้นให้เทคโนโลยี 5G สำหรับอุตสาหกรรมเติบโตอย่างรวดเร็ว
 
ด้วยความเร็วที่เร็วกว่า Wi-Fi หรือ 4G (สูงสุด 10 Gbps) อย่างมีนัยสำคัญ เวลาแฝงใกล้ศูนย์ และการเชื่อมต่อไร้สาย 5G นำความยืดหยุ่นในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อนสู่สภาพแวดล้อมการผลิตความเร็วสูง พร้อมศักยภาพในการเชื่อมต่อเซ็นเซอร์หรืออุปกรณ์แทบทุกชนิด
 
การคาดการณ์ล่าสุดคาดการณ์ว่าจะมีหน่วย 5G อย่างน้อย 22 ล้านหน่วยในภาคการผลิตภายในปี 2573 และมีมูลค่ากว่า 605,000 ล้านดอลลาร์
The manufacturing sector is expected to demand more 5G IoT devices than any other sector.
Audi เป็นตัวอย่างของผู้เริ่มนำ 5G มาใช้ โดยได้ทำสัญญากับ Ericsson เพื่อนำระบบอัตโนมัติขั้นสูงที่ขับเคลื่อนโดย 5G มาใช้ในห้องปฏิบัติการการผลิตของตน
 

เทรนด์ #2 – AI, การเรียนรู้ของเครื่องจักร และการวิเคราะห์ขั้นสูงช่วยขับเคลื่อนประสิทธิภาพ

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนมากที่สุด คือ แท่นขุดเจาะน้ำมันทั่วไปมีเซ็นเซอร์มากกว่า 80,000 ตัว ซึ่งให้ข้อมูลเกี่ยวกับทุกอย่างตั้งแต่พารามิเตอร์กระบวนการ (อุณหภูมิ ความดัน และอัตราการไหล เป็นต้น) ไปจนถึงสถานะของเครื่องจักรและอุปกรณ์ ซึ่งช่วยให้สามารถตรวจสอบจากระยะไกลและการผลิตที่มุ่งเน้น ซึ่งทั้งสองอย่างนี้จะถูกป้อนโดยข้อมูล
 
แต่โดยเฉลี่ยแล้ว เซ็นเซอร์จำนวนมากจะส่งข้อมูลประมาณสองเทราไบต์ต่อวัน ซึ่งเกินกว่าขอบเขตของสิ่งที่สามารถวิเคราะห์ได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลแบบเดิม
 
ก่อนหน้านี้คาดการณ์ว่าการลงทุนใน AI สำหรับสายการผลิตจะเพิ่มขึ้น 8 เท่าในช่วง 5 ปีไปจนถึงปี 2021 และเพิ่มขึ้น 3 เท่าใน IT ขั้นสูง เช่น การประมวลผลแบบคลาวด์และการวิเคราะห์
 
ภายในต้นปี 2020 ที่ผ่านมา ธุรกิจการผลิตระดับชั้นนำเกือบหนึ่งในสี่ได้เริ่มนำโซลูชันที่ขับเคลื่อนด้วย AI มาปรับใช้ และในปี 2021 มีอัตราการเพิ่มขึ้นอย่างมากถึง 76% โดยเฉพาะในยุโรปมีการนำ AI มาใช้ในการดำเนินงานด้านการผลิตในแต่ละวันนั้นสูงมากเป็นพิเศษ
  • อิตาลี ร้อยละ 80%
  • เยอรมนี ร้อยละ 79%
  • สหรัฐอเมริกา ร้อยละ 64%
  • ญี่ปุ่น ร้อยละ 50%
  • เกาหลีใต้ ร้อยละ 39%
AI use by manufacturers in different countries.
ในอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องจักรหนัก อิเล็กทรอนิกส์ เคมีภัณฑ์ และโลหะ มีการปรับใช้งาน AI มากที่สุด ซึ่งอุตสาหกรรมเหล่านี้ ต้องการประสิทธิภาพจากการตัดสินใจมากขึ้น โดยใช้ AI ตั้งแต่กระบวนการตรวจสอบคุณภาพ ไปจนถึงกระบวนการจัดการห่วงโซ่อุปทาน การตรวจสอบสายการผลิต และการจัดการสินค้าคงคลัง
 
จากรายงาน Harvard Business Review ประจำปี 2021 ประเมินว่ามูลค่ารวมที่สร้างขึ้นโดย AI นั้นใกล้เคียงกับ 13 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยสองในสามของบริษัทผู้ผลิตชั้นนำสามารถเพิ่มรายได้อย่างมีนัยสำคัญ จากการใช้แมชชีนเลิร์นนิงและการวิเคราะห์ขั้นสูง
 
ภายในปี 2026 ตลาดการวิเคราะห์การผลิตคาดว่าจะมีมูลค่า 28,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างมากจากมูลค่าปัจจุบันที่ 8,450 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
 

เทรนด์ #3 – Predictive Maintenance และ Digital Twin Technology ช่วยลดข้อผิดพลาด

IIoT เมื่อรวมกับการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ทำให้สามารถใช้อัลกอริทึมที่ซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงขึ้น เพื่อความสามารถในการคาดการณ์ความล้มเหลวในกระบวนการผลิตได้อย่างแม่นยำ “รู้ก่อนที่มันจะเกิดขึ้นจริง”
 
ตัวอย่างเช่น ความล้มเหลวของคอมเพรสเซอร์ที่โรงงานปิโตรเลียมอาจมีค่าใช้จ่ายระหว่าง 1 ถึง 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อวัน ในขณะที่การศึกษาแสดงให้เห็นว่าการหยุดทำงานโดยไม่ได้วางแผนส่งผลเลวร้ายให้ผู้ผลิตต้องสูญเสียค่าใช้จ่ายมากถึง 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี
 
ข้อมูลบ่งชี้ว่าการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์สามารถลดเวลาหยุดทำงานได้ถึง 30% ถึง 50% เพิ่มอายุการใช้งานของเครื่องจักรได้ 20% ถึง 40% และลดค่าใช้จ่ายได้มากกว่า 30% โดย 35% ของผู้ผลิตขนาดใหญ่ในสหรัฐอเมริกาใช้เทคนิคการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์แล้ว
 
Airbus เป็นลูกค้ากลุ่มแรกๆ ที่ช่วยลูกค้าของสายการบินในการนำเทคนิคการคาดการณ์ขั้นสูงไปปรับใช้ โดยในปี 2022 Airbus ได้ร่วมมือกับ GE เพื่อปรับใช้ซอฟต์แวร์การบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ที่อิงตาม AI และ ML ที่ซับซ้อน เพื่อคาดการณ์ความล้มเหลวของชิ้นส่วนในเครื่องบิน และดำเนินการซ่อมแซมและเปลี่ยนอะไหล่อย่างทันท่วงที เพื่อปรับปรุงความปลอดภัยและความสามารถในการทำกำไร
 
ตลาดสำหรับโซลูชันการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์มีมูลค่า 3,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ณ สิ้นปี 2020 และคาดว่าจะเติบโตเป็น 13,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี 2026 ทำให้เห็นถึงภาพการเติบโตของ IIoT, AI และ ML และยังได้สร้างอีกเทรนด์ย่อยที่สำคัญของวิวัฒนาการของโรงงานอัจฉริยะ นั่นคือ Digital Twin
 
การประยุกต์ใช้ Digital Twins มีตั้งแต่การทำนายอายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์ตามการออกแบบ (เช่นเดียวกับที่ GE ทำกับเครื่องยนต์ไอพ่นของเครื่องบิน) ไปจนถึงการจัดการโรงงานทั้งหมดและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานผ่านการจำลองและการวิเคราะห์แบบ What-if (ดังที่แสดงโดย Siemens)
 
A Siemens digital twin of a Jet Engine
จากคาดการณ์มองว่าเมื่อจบสิ้นปี 2021 เกือบครึ่งหนึ่งของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ทั้งหมดจะนำ Digital Twins ไปปรับใช้ และคาดว่าธุรกิจต่างๆ จะประหยัดเงินได้มากถึง 1,00,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากการใช้ Digital Twins
 

เทรนด์ #4 – การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานกำลังเปลี่ยนแปลงสถานที่ผลิตผลิตภัณฑ์

การหยุดชะงักเนื่องจากโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโดยตรง และคาดว่าการฟื้นฟูจะมีมูลค่าสูงถึง 443,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ในการจัดการห่วงโซ่อุปทานไม่ได้จำกัดเฉพาะสถานที่ตั้งของโรงงานผลิตเท่านั้น โดยในปี 2021 กว่า 83% ของบริษัทผู้ผลิตในสหรัฐฯ ยืนยันว่าพวกเขาจะย้ายฐานการผลิตใหม่ เมื่อเทียบกับในปี 2020 มีสัดส่วนเพียงแค่ 54% เท่านั้น
 
การเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ในการจัดการห่วงโซ่อุปทานไม่ได้จำกัดเฉพาะสถานที่ตั้งของโรงงานผลิตเท่านั้น แหล่งที่มาของวัตถุดิบและส่วนประกอบ เป็นอีกปัจจัยที่สำคัญในเชิงกลยุทธ์ เช่น การจัดหาแบบใกล้แหล่ง การจัดหาแบบหลายแหล่ง การจัดหาในท้องถิ่น สิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อต้นทุนที่จะเกิดขึ้นโดยตรง
Search interest in “Reshoring” over the last 10 years.
Just-in-time คือ ปรัชญาการจัดการสินค้าคงคลังที่มุ่งเน้นให้แน่ใจว่ามีชิ้นส่วนพร้อมใช้ในสายการผลิตเมื่อต้องการ ในระยะเวลาที่เหมาะสม หรือไม่ล่าช้าจนเกินไป ยกตัวอย่างจากวิกฤติในอุตสาหกรรมกว่า 169 แห่งเข้าสู่ภาวะขาดแคลนชิปคอมพิวเตอร์ทั่วโลก ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะคงอยู่เช่นนี้ไปจนถึงสิ้นปี 2023 เป็นอย่างน้อย
 
จากข้อมูลบ่งชี้ว่า 50% ของผู้ผลิตกำลังมองหาซัพพลายเออร์ทางเลือกและซัพพลายเออร์สำรอง และคาดว่าสินค้าที่จะถูกผลิตขึ้นจะมีจำนวนมากถึง 25% ซึ่งจะถูกจัดสรรใหม่หรือย้ายฐานทั่วโลก ซึ่งมีมูลค่ากว่า 4,500,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
 

เทรนด์ #5 – โรงงานขนาดเล็กถือกำเนิดขึ้นเมื่อการค้าพัฒนาขึ้น

การเปลี่ยนแปลงแนวความคิดนี้นำไปสู่การเติบโตของโรงงานขนาดเล็ก ซึ่งเป็นโรงงานที่มีโมดูลสูงที่ปรับใช้เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย เช่น ปัญญาประดิษฐ์ วิทยาการหุ่นยนต์ และข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อเปิดใช้งานการผลิตแบบ hyper-autonomous
 
แนวโน้มของโรงงานขนาดเล็กเป็นการผสมผสานที่สมบูรณ์แบบของสองเมกะเทรนด์ (โรงงานอัจฉริยะและการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน) การแสวงหาความยืดหยุ่นทำให้ผู้ผลิตพยายามปรับปรุงความยืดหยุ่นเพื่อรองรับการรันด์ชิ้นส่วนขนาดเล็ก และการปรับเปลี่ยนสายการผลิตเพื่อประกอบโมเดลใหม่อย่างรวดเร็ว
 
Arrival’s Microfactory
ในปี 2020 บริษัทสตาร์ทอัพด้านการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชื่อ Arrival สร้างกระแสอย่างมากเมื่อเซ็นสัญญาที่มีมูลค่ามากถึง 110 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ กับ Hyundai และได้รับคำสั่งซื้อรถตู้ไฟฟ้าจำนวน 10,000 คันจาก UPS ซึ่ง Arrival กำลังสร้างรถตู้ในโรงงานขนาดเล็ก ซึ่งมีขนาด (และต้นทุน) เพียงเศษเสี้ยวของโรงงานแบบดั้งเดิม และยังประกาศอีกว่าจะสร้างโรงงานขนาดเล็กเพิ่มมากกว่า 1,000 แห่งทั่วโลกภายในปี 2026 ด้วยการควบคุมพลังขับเคลื่อนจาก IIOT, หุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติขั้นสูงผ่าน AI ตลอดจนการอนุญาตให้ย้ายจุดผลิตใกล้กับจุดซื้อขาย โรงงานขนาดเล็กจึงสามารถลดเวลาในการนำสินค้าเข้าสู่ตลาด ลดความไร้ประสิทธิภาพ และเปิดใช้งานความคล่องตัวเพื่อเปลี่ยนการผลิตที่ไม่เคยมีมาก่อน
 

เทรนด์ #6 – ผู้ผลิตขึ้นค่าแรงและปรับทักษะแรงงานเพื่อต่อสู้กับปัญหาการขาดแคลนแรงงาน

  • จากการสำรวจของ Deloitte เมื่อเร็วๆ นี้ มีการประเมินว่าภาคการผลิตจะขาดแรงงานที่มีทักษะ 2,100,000 คนภายในปี 2573
  • การสำรวจแสดงให้เห็นว่า 38% ของผู้บริหารกล่าวว่าการสรรหาพนักงานใหม่มีความสำคัญสูงสุดสำหรับพนักงานฝ่ายผลิตในปี 2022
  • ผู้ผลิตกล่าวว่าการค้นหาผู้มีความสามารถนั้นยากกว่าปี 2018 ถึง 36%
  • การสำรวจในเดือนสิงหาคม 2022 จากสมาคมผู้ผลิตแห่งชาติรายงานว่าการสรรหาบุคลากรเป็นปัญหาที่ใหญ่ที่สุดสำหรับ 76% ของผู้ผลิตที่ทำการสำรวจ
  • การเพิ่มค่าจ้างเป็นวิธีหนึ่งที่ผู้ผลิตต้องการดึงดูดผู้มีความสามารถ ผู้ผลิตเกือบสามในสี่กล่าวว่าพวกเขาจะขึ้นค่าจ้างมากกว่าค่าเฉลี่ย 3% ในปี 2022
  • ในปี 2564 เมื่อค่าจ้างสำหรับพนักงานใหม่มีการเติบโต 6.8% และอุตสาหกรรมโดยรวมขึ้นค่าจ้าง 3.2%
  • ผู้ผลิตยังเพิ่มการรักษาและเพิ่มทักษะให้กับพนักงานปัจจุบันเป็นสองเท่า
Wages in the manufacturing sector grew modestly in 2021 and additional increases are expected.
ในแบบสำรวจของ Deloitte ผู้ตอบแบบสำรวจ 31% กล่าวว่าการรักษาพนักงานไว้มีความสำคัญสูงสุด และ 13% กล่าวว่าพวกเขาให้ความสำคัญกับการปรับทักษะใหม่ เกือบ 70% ของพนักงานฝ่ายผลิตที่มีอายุต่ำกว่า 25 ปีกล่าวว่าพวกเขายังคงยึดมั่นกับนายจ้างเพราะพวกเขาเสนอโอกาสประเภทนี้
 
อย่างไรก็ตาม เมื่อการใช้ความสามารถของ AI และหุ่นยนต์เพิ่มขึ้น ชุดทักษะของพนักงานฝ่ายผลิตก็จำเป็นต้องเปลี่ยนไป ซึ่งคาดการณ์ว่าความต้องการทักษะทางกายภาพและทักษะด้วยตนเองในงานที่ทำซ้ำๆ จะลดลงประมาณ 30% ในทศวรรษหน้า ในขณะเดียวกัน ความต้องการทักษะทางเทคโนโลยีจะเพิ่มขึ้นมากกว่า 50% และความต้องการความเป็นผู้นำคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 30%
 
เพื่อเป็นแนวทางให้องค์กรต่างๆ ในการปรับทักษะพนักงาน MxD (Manufacturing x Digital) ได้เผยแพร่คู่มือการจ้างงานที่นำธุรกิจผ่านกระบวนการยกระดับทักษะ 247 ตำแหน่งงาน ซึ่งหลายบทบาทอยู่ในความปลอดภัยทางไซเบอร์
 
อีกตัวอย่างหนึ่ง สถาบันเพื่อนวัตกรรมการผลิตคอมโพสิตขั้นสูง (IACMI) ได้เปิดตัวโปรแกรม ACE: America’s Cutting Edge เป็นการฝึกอบรมฟรี
 
The IACMI has partnered with the DoD and the Office of Industrial Policy in offering the ACE program.

เทรนด์ #7 – การสรรหาผู้มีความสามารถใหม่

Manufacturing Institute ระบุว่า 64% ของผู้ผลิตกล่าวว่าความหลากหลายและความพยายามในการรวมเป็นหนึ่งเดียวคือจุดสนใจหลักสำหรับบริษัทของตน โดยมีคำมั่นสัญญาระบุว่าผู้ผลิตจะดำเนินการที่จับต้องได้ 50,000 รายการเพื่อบรรลุเป้าหมายนี้ และสร้างเส้นทางสู่โอกาสในการทำงานสำหรับกลุ่มที่ยังไม่สามารถเข้าถึงโอกาสกว่า 300,000 แห่งภายในปี 2573
 
ผู้หญิงเป็นหนึ่งในกลุ่มประชากรที่มีบทบาทน้อยกว่าในภาคการผลิต โดยผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตน้อยกว่า 1 ใน 3 คนเป็นผู้หญิง นอกจากนี้ ผู้หญิงยังมีแนวโน้มที่จะออกจากงานในภาคการผลิตมากกว่าผู้ชายถึง 1.8 เท่า
Women are one population segment that’s not well represented in manufacturing.
ในขณะที่ 68% ของคนงานเป็นคนผิวขาว มีเพียง 11% เท่านั้นที่เป็นชาวฮิสแปนิก 10% เป็นคนผิวดำ และ 6% เป็นชาวเอเชีย
The percentage of minorities working in manufacturing did not see any substantial changes from 2010-2019.

เทรนด์ #8 – ผู้ผลิตเอกชนและหน่วยงานรัฐบาลผลักดันอุตสาหกรรมไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน

ทั่วโลก อุตสาหกรรมการผลิตมีการปล่อยคาร์บอนถึง 1 ใน 5 ของการปล่อยคาร์บอนทั้งหมด ท่ามกลางการผลักดันทั่วโลกสู่ความยั่งยืน บริษัทมหาชนขนาดใหญ่กว่า 20% ของโลกได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ในอนาคตอันใกล้ บริษัทผู้ผลิตหลายแห่ง รวมถึงหน่วยงานของรัฐ กำลังร่วมมือกันผลักดันสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนบนเป้าหมายเดียวกัน
EPA data shows that industry and manufacturing is one of the major contributors of greenhouse gas emissions.
เป้าหมายของบริษัทต่างๆ คือ การบรรลุคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2583 ใช้พลังงานไฟฟ้าหมุนเวียน 100% ภายในปี 2573 และเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าอย่างมีนัยสำคัญ
 

เทรนด์ #9 – การโจมตีทางไซเบอร์ทำให้เกิดการหยุดทำงานและข้อมูลรั่วไหล

ในดัชนี X-Force Threat Intelligence ของ IBM ภาคส่วนการผลิตได้รับการจัดอันดับให้เป็นอุตสาหกรรมที่ได้รับความเสียหายจากการโจมตีทางไซเบอร์มากที่สุดในปี 2021 ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปีที่การถูกโจมตีในกลุ่มนี้พุ่งแซงหน้าสถาบันการเงินที่เคยเป็นเป้าหมายหลักของโจรไซเบอร์
IBM reports that manufacturing was the top-attacked industry of 2021.
PwC รายงานว่า 49% ของผู้ผลิตระบุความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ว่าเป็นหนึ่งในความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดที่บริษัทของพวกเขาจะต้องเผชิญในอีกสองปีข้างหน้า
 
Cybersecurity risks and supply chain management topped the list of top challenges for manufacturers in 2021.
องค์กรการผลิตเป็นเป้าหมายที่น่าดึงดูดใจเป็นพิเศษสำหรับแฮ็กเกอร์ เนื่องจากอุตสาหกรรมมีอดทนต่อการหยุดทำงานต่ำที่สุด ตามข้อมูลของผู้เชี่ยวชาญด้านไอที จากปัญหาห่วงโซ่อุปทานของ COVID-19 อาชญากรไซเบอร์ได้ใช้ประโยชน์จากปัญหาห่วงโซ่อุปทานที่มีอยู่เพื่อทำลายธุรกิจที่กำลังประสบปัญหาอยู่แล้ว
 
เมื่อ Industrial 4.0 กำลังเข้ามาอย่างเต็มตัว ผู้ผลิตกลับมีความเสี่ยงที่จะถูกโจมตีมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม อาชญากรไซเบอร์สามารถโจมตีซอฟต์แวร์ เฟิร์มแวร์ หรือฮาร์ดแวร์ จากข้อมูลของ X-Force Threat Intelligence Index จาก IBM พบว่า 23% ของการโจมตีในปี 2021 มาในรูปแบบของแรนซัมแวร์
 
ในเดือนมีนาคม 2022 กลุ่มแรนซัมแวร์ได้โจมตี Denso Corporation ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์รายใหญ่ที่เป็นผู้จัดหาให้กับบริษัทต่างๆ เช่น Toyota, Mercedes-Benz และ Ford แฮ็กเกอร์ได้เผยแพร่ข้อมูลที่สำคัญที่ถูกขโมยเกี่ยวกับโตโยต้า ซึ่งรวมถึงอีเมล การเขียนแบบทางเทคนิค ใบสั่งซื้อ และข้อมูลอื่นๆ จำนวน 14 เทราไบต์ของข้อมูล
Pandora, the ransomware group, announced the attack on their leak portal.
  • ในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 Nvidia ผู้ผลิตชิปและหน่วยประมวลผลกราฟิกรายใหญ่ถูกโจมตี
  • กลุ่มแรนซั่มแวร์ชื่อ Lapsus$ อ้างความรับผิดชอบในการโจมตีดังกล่าว ซึ่งได้รั่วไหลของแผนงาน Nvidia, ไดรเวอร์, เฟิร์มแวร์ และข้อมูลประจำตัวของพนักงาน
  • ในการเผชิญกับความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่เพิ่มขึ้นเหล่านี้ องค์กรมากกว่า 50 แห่งได้รวมตัวกันในปี 2020 เพื่อก่อตั้ง Cybersecurity Manufacturing Innovation Institute (CyManII)
  • ในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 องค์กรได้ประกาศการสร้าง Texas Manufacturing x Transformation Hub เป้าหมายของศูนย์กลางนี้คือการฝึกอบรมพนักงานฝ่ายผลิต 1 ล้านคนสำหรับการเตรียมความพร้อมด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ภายในปี 2026
 

เทรนด์ #10 – Additive Manufacturing อุตสาหกรรมการผลิตแบบเติมเนื้อ กลายเป็นแนวโน้มที่สำคัญ

ผู้ผลิตสามารถใช้การพิมพ์ 3 มิติเพื่อพิมพ์ชิ้นส่วนภายในบริษัท และก้าวนำหน้าความล่าช้าของซัพพลายเชน การพิมพ์ 3 มิติ หรือที่เรียกว่าการผลิตแบบเติมเนื้อวัสดุ เคยเป็นการทดลองสำหรับผู้ผลิตส่วนใหญ่ แต่ปัจจุบันเป็นวิธีประหยัดต้นทุนที่ถูกกฎหมายซึ่งนำไปใช้กับงานที่หลากหลาย โดยเฉพาะการผลิตอุปกรณ์จับยึดและฟิกซ์เจอร์มาใช้ภายในบริษัทได้ ซึ่งช่วยประหยัดเวลาและเงิน
 
ในตัวอย่างหนึ่ง Pankl Racing Systems ผู้ผลิตระบบกลไกสำหรับรถยนต์และเครื่องบิน ใช้การพิมพ์ 3 มิติสำหรับอุปกรณ์จับยึดแบบกำหนดเอง กระบวนการนี้เร็วขึ้น 48 เท่าและราคาถูกกว่าจิ๊กสำหรับเครื่องกลึง CNC ถึง 12 เท่า
 
การพิมพ์ 3 มิติกำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในอุตสาหกรรมการผลิตโลหะ ตลาดการพิมพ์โลหะ 3 มิติคาดว่าจะเติบโตที่ CAGR 19.5% จนถึงปี 2028 ซึ่งมีมูลค่ารวมเพิ่มขึ้นเป็น 11,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
 
Mantle เป็นหนึ่งในสตาร์ทอัพที่ให้บริการเครื่องพิมพ์ 3 มิติเพื่อกำจัดหรือลดเวลาและเงินที่ใช้ไปกับการสร้างเครื่องมือเหล็กกล้าลงอย่างมาก โดยเทคโนโลยีของพวกเขาสามารถนำไปสู่การลดระยะเวลารอคอยสินค้าลง 80% และลดต้นทุนลง 50% อ้างอิงข้อมูลตามเว็บไซต์ของ Mantle
 
Mantle uses 3D printing to meet the extremely precise requirements regarding surface finish, temperature tolerance, and material durability in the tooling sector.
Limber Prosthetics and Orthotics ในซานดิเอโกจะสแกนแขนขาของผู้พิการทางดิจิทัล จากนั้นใช้การพิมพ์ 3 มิติเพื่อผลิตแขนขาเทียมเองภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง และมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าหนึ่งในสิบของต้นทุนของขาเทียมแบบดั้งเดิม
 
3D printing of a prosthetic leg from Limber Prosthetics.
ผู้ผลิต Kav ได้รับรางวัลหมวกกันน็อคจักรยานที่ทนทานต่อแรงกระแทกมากกว่ามาตรฐานความปลอดภัยในปัจจุบันถึง 25% หมวกกันน็อคจักรยานแบบสั่งทำพิเศษซึ่งผลิตขึ้นเพื่อให้พอดีกับศีรษะของนักขี่จักรยานผลิตด้วยการพิมพ์ 3 มิติเช่นกัน
 
Kav is able to print thousands of custom helmets per month with its 3D technology.
นอกเหนือจากความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นแล้ว หมวกกันน็อคเหล่านี้ยังผลิตด้วยโพลิเมอร์ที่เป็นเอกสิทธิ์ของเทอร์โมพลาสติกโพลียูรีเทน (TPU) และคาร์บอนไฟเบอร์ มีน้ำหนักเบากว่าวัสดุทั่วไปถึง 20% และคงความแข็งแรงไว้ได้ที่อุณหภูมิ -30°C และสูงถึง 70°C
 

บทสรุป

ทั้ง 10 เทรนด์ Manufacturing 2023 & 2024 ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ คือการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในการออกแบบห่วงโซ่อุปทาน การปฏิวัติด้านอุตสาหกรรม และกำเนิดรูปแบบการผลิตใหม่ๆ เพื่อก้าวที่สำคัญสู่ Smart Factories ใน Industrial 4.0 อย่างยั่งยืน
 

from:https://www.techtalkthai.com/top-10-manufacturing-trends-2023-2024/

สหรัฐฯ เนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น ร่วมหารือเพื่อจำกัดการส่งออกชิปของจีน

สหรัฐฯ กล่าวว่า ได้บรรลุข้อตกลงกับเนเธอร์แลนด์และญี่ปุ่นเพื่อจำกัดการส่งออกเครื่องจักรผลิตชิปขั้นสูงบางรายการไปยังจีน แต่ยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดถึงข้อตกลงทั้งหมดอย่างเป็นทางการ

Image Credit : iqsdirectory.com
ข้อตกลงดังกล่าวจะขยายขอบเขตการควบคุมการส่งออกบางส่วนที่สหรัฐฯ เพื่อนำมาใช้ในเดือนตุลาคมไปยังบริษัทต่างๆ ที่ตั้งอยู่ในทั้งสองประเทศพันธมิตร ซึ่งรวมถึง ASML, Nikon และ Tokyo Electron
 
ประเด็นต่างๆ ที่กำลังถูกพูดถึงซึ่งรวมถึง
  • ด้านความปลอดภัยและความมั่นคงของเทคโนโลยีเกิดใหม่
  • เพื่อการจำกัดการส่งออกอุปกรณ์การผลิตเซมิคอนดักเตอร์ไปยังจีน
  • เพื่อควบคุมการเข้าถึงเทคโนโลยีการผลิตชิปของสหรัฐฯ จากจีน ที่อาจกระทบต่อความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการทหาร
ASML, Nikon และ Tokyo Electron ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นใดๆ เกี่ยวกับรายละเอียดการหารือในประเด็นต่างๆ โดยเจรจาครั้งนี้นำโดยเจค ซัลลิแวน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของทำเนียบขาว ซึ่งการที่เนเธอร์แลนด์และญี่ปุ่นร่วมกำหนดมาตรการควบคุมการส่งออกที่เข้มงวดมากขึ้นกับจีนนั้น จะเป็นชัยชนะทางการทูตครั้งสำคัญสำหรับคณะบริหารของประธานาธิบดีโจ ไบเดน แต่เมื่อถูกถามเกี่ยวกับบทสรุปข้อตกลงร่วมกันทั้งสามฝ่าย ฝั่งทำเนียบขาวกลับปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นใดๆ เช่นเดียวกับทั้งสามบริษัทฯ ข้างต้น
 
แต่อย่างไรก็ตาม ฝั่งรัฐบาลและบริษัทต่างๆ ของญี่ปุ่น อาจจะคัดค้านข้อจำกัดนี้ก็เป็นได้ ถ้าหากข้อตกลงรวมถึงมาตรการต่างๆ ถูกโยงถึงการห้ามส่งวิศวกรไปยังลูกค้าอุปกรณ์ของตน ทางอากิระ มินามิกาวะ นักวิเคราะห์จากบริษัทวิจัย Omdia กล่าวเสริมอีกว่า “นั่นหมายถึงการส่งผลกระทบต่อธุรกิจของพวกเขามากเกินไป” เพราะบริษัทญี่ปุ่นจะยังคงสามารถขายผลิตภัณฑ์สำหรับรุ่นอื่นๆ ให้กับจีนได้ภายใต้ข้อบังคับนี้ ซึ่งยังต้องรอติดตามการประกาศอย่างเป็นทางการต่อไป โดยตามกำหนดข้อตกลงนี้จะถูกนำมาใช้ในเดือนตุลาคมนี้ และจะมีสิ่งใดบ้างที่จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกชิปในภูมิภาคอื่นบ้าง
 

from:https://www.techtalkthai.com/us-netherlands-japan-join-discussions-to-limit-china-chip-exports/

ServiceNow รายงานทิศทางการเติบโต “ความต้องการในการปฏิรูประบบดิจิทัลยังคงดำเนินต่อไป”

องค์กรต่างๆ ยังให้ความสำคัญกับเครื่องมือที่สำคัญ เพื่อการดำเนินงานด้านไอทีแบบหลอมรวมเข้าด้วยกันและศักยภาพในการจัดการด้านบริการแบบยั่งยืน

Image Credit : servicenow.com
ServiceNow รายงานผลประกอบการประจำไตรมาสที่สี่และทั้งปีงบประมาณ 2022 (เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2023)
  • ไตรมาสที่สี่ 2022 รายรับของ ServiceNow อยู่ที่ 1,900 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 20% เมื่อเทียบเป็นรายปี
  • ภาพรวมทั้งปี 2022 รายรับอยู่ที่ 7,200 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 23% จากปีงบประมาณ 2564
ServiceNow เป็นผู้จำหน่ายแพลตฟอร์มการจัดการบริการด้านไอที หรือ IT Service Management (ITSM) โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ServiceNow ได้มุ่งเน้นไปที่การขยายพอร์ตฟอลิโอเพื่อให้เข้าถึงการจัดการการดำเนินงานด้านไอที – IT Operations Management (ITOM) เพื่อนำเสนอและยกระดับด้านการ development, observability และ workplace management
 
ปีที่ผ่านมา :
  • เดือนกันยายน 2022 – มีการอัปเดตแพลตฟอร์ม Now ซึ่งเป็นข้อเสนอหลักของ ServiceNow เพื่อนำเสนอความสามารถด้านสินทรัพย์ขององค์กร ซัพพลายเออร์ และการจัดการสิ่งแวดล้อมใหม่
  • พฤศจิกายน 2022 – ServiceNow ได้ประกาศชุดความสามารถใหม่ ซึ่งรวมถึงการวางแผนสถานการณ์ในที่ทำงานและคำแนะนำการบริการอัตโนมัติสำหรับการดำเนินงานด้านไอที
ในปี 2023 :
  • ความพยายามในการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลจะยังคงดำเนินต่อไป สำหรับในปี 2023 ซึ่งคาดว่าองค์กรต่างๆ จะเพิ่มงบประมาณงบด้านไอทีเพื่อเป้าหมายสู่ความยั่งยืน
  • ความต้องการแผนระยะยาวอาจจะยังไม่ใช่ตัวเลือกในปี 2023
  • ความต้องการผสมผสาน ความเร็ว ระบบอัตโนมัติ ประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยม และผลกระทบทางธุรกิจ ยังคงเป็นเป้าหมายที่องค์กรต่างๆ มุ่งเน้น
  • ความต้องการปฏิรูประบบดิจิทัลในธุรกิจต่างๆ แลกมาด้วยการเพิ่มค่าใช้จ่าย แล้วการลงทุนทั้งหมดเหล่านี้จะไปอยู่ที่ไหน ซึ่งตัวแปรคือการจัดลำดับความสำคัญใหม่ทั้งหมด
  • ServiceNow กำลังมองเห็นการเติบโตที่เหนือกว่า ITSM สำหรับการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านความสามารถในการสังเกตการณ์
  • ในปี 2021 ServiceNow เข้าซื้อกิจการ Lightstep และได้ขยายขีดความสามารถของเทคโนโลยีความสามารถในการสังเกตการณ์อย่างต่อเนื่องในปี 2023 นี่คือสิ่งเน้นย้ำรูปธรรมที่จับต้องได้ของการต่อยอดการเติบโตที่เหนือกว่า ITSM สำหรับการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล
  • ในเดือน ตุลาคม 2021 ServiceNow เข้าซื้อกิจการ Era Software ผู้จำหน่ายซอฟต์แวร์การจัดการบันทึก เพื่อขยายขีดความสามารถใหม่ๆ ให้กับพอร์ตฟอลิโอ
ServiceNow สนับสนุนการแปลงข้อมูลดิจิทัลในการดำเนินการด้านไอทีอย่างไร
 
Bill McDermott ซีอีโอของ ServiceNow กล่าวว่า
 
“ด้วยงบประมาณด้านไอทีที่อาจจะเข้มงวดขึ้นเล็กน้อยในปี 2566 เขายังคงมองโลกในแง่ดีว่าในขณะที่องค์กรต่างๆ ให้ความสำคัญกับสิ่งที่พวกเขาต้องการ พวกเขาจะมองหาเทคโนโลยีที่สนับสนุนการปรับปรุงผลลัพธ์ทางธุรกิจโดยตรง จากการออกแบบ ขณะนี้ ServiceNow อยู่ในตำแหน่ง ‘control tower’ เพื่อช่วยให้องค์กรต่างๆ จัดการและทำให้เป็นอัตโนมัติในสถาปัตยกรรมใดๆ รวมถึง public, hybrid และ multicloud”
 

from:https://www.techtalkthai.com/servicenow-reports-growth-trends/

Amazon เปลี่ยนแปลงนโยบายเกี่ยวกับ Reverse Logistics ใหม่

นโยบายใหม่นี้เพิ่งมีผลบังคับใช้ โดยเปลี่ยนวิธีการจัดการต้นทุนการส่งคืนสินค้า

Reverse Logistics ในห่วงโซ่อุปทานเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม” โดย:
 
ก่อนหน้านี้ หากมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเกิดขึ้นจากการคืนสินค้า ค่าใช้จ่ายดังกล่าวจะถูกซัพพอร์ตโดย Amazon
 
ตั้งแต่วันที่ 14 มกราคม 2023 เป็นต้นไป นโยบายเกี่ยวกับ Reverse Logistics ได้ถูกบังคับใช้ โดยหากมีการส่งคืนสินค้าในลักษณะที่มีค่าธรรมเนียมจากผู้ให้บริการขนส่ง ผู้ขายจะเป็นผู้ชำระเงิน นโยบายใหม่นี้ถูกบังคับใช้กับคำสั่งซื้อที่ดำเนินการจัดส่งโดยผู้ขายเองเท่านั้น และจะไม่สามารถใช้ได้กับผู้ขายที่ใช้บริการแบบ Fulfillment by Amazon (FBA)
 
  • Fulfilled by Merchant แบบที่ไม่ใช้ FBA เป็นรูปแบบที่สินค้าจะจัดเก็บ (Stock) อยู่ที่ผู้ขายเอง เมื่อมีคำสั่งซื้อเข้ามา ผู้ขายจะดำเนินการจัดส่งสินค้าไปยังลูกค้าปลายทางด้วยตนเอง
  • Fulfilled by Amazon (FBA) สินค้าจะถูกนำจัดเก็บ (Stock) ณ คลังสินค้าของทาง Amazon เมื่อมีคำสั่งซื้อเข้ามา ทาง Amazon จะดำเนินการจัดส่งสินค้าไปยังลูกค้าปลายทางแทน ซึ่งรวมไปถึงระบบติดตามสินค้าระหว่างทางให้ผู้ขายและลูกค้า นั่นหมายถึงผู้ขายจะไม่ต้องดำเนินการใดๆ เลย
การเปลี่ยนแปลงนโยบายใหม่เกี่ยวกับ Reverse Logistics ของ Amazon ทำให้ FBA มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น โดยที่ผู้ขายจะไม่ต้องเสี่ยงกับการเผชิญหน้ากับต้นทุนที่ไม่คาดคิดที่เกิดจากการคืนสินค้า ทำให้ผู้ขายสามารถลดต้นทุนของตนได้ หรือสามารถคาดการณ์ได้มากขึ้น ด้วยต้นทุนด้านลอจิสติกส์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากปัจจัยต่างๆ เช่น ต้นทุนเชื้อเพลิงและพลังงานที่เพิ่มขึ้น ผู้ขายอาจจะต้องการวางแผนควบคุมต้นทุนสำหรับการจัดส่งและการคืนสินค้าให้เหมาะสมที่สุด
 
David Jinks หัวหน้าฝ่ายวิจัยผู้บริโภคของ ParcelHero กล่าวว่า “มีการส่งคืนคำสั่งซื้อในช่วงคริสต์มาสประมาณ 1.5 พันล้านปอนด์” ซึ่งเพิ่มขึ้น 25% จากปีก่อนหน้า
 

from:https://www.techtalkthai.com/amazon-changes-policy-about-reverse-logistics/

IBM เผยรายได้ประจำปีเติบโตขึ้นสูงสุดในรอบทศวรรษ

รายรับทั้งปี 2022 ของ IBM เพิ่มขึ้น 5.5% เป็น 60,530 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ตัวแปรที่สำคัญมาจากการเปลี่ยนไปใช้กลยุทธ์ที่เรียกว่า “hybrid cloud” ซึ่งสามารถช่วยเหลือลูกค้าในการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลของตนเองและการปรับใช้ทรัพยากรคอมพิวเตอร์ในรูปแบบเช่า

James Kavanaugh ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของ IBM บอกกับรอยเตอร์ว่า “บริษัทฯ กำลังมองเห็นธุรกิจที่ปรึกษาเติบโตในแง่ของการใช้จ่ายบนระบบคลาวด์”

  • ตัวเลขรายรับจากธุรกิจ “hybrid cloud” ของ IBM เพิ่มขึ้น 2% เป็น 6,300 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
  • ตัวเลขการเติบโตของรายได้รวมทรงตัวอยู่ที่ 16,690 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เมื่อสิ้นสุดไตรมาสวันที่ 31 ธันวาคม 2022 เมื่อเทียบกับตัวเลขที่นักวิเคราะห์ได้คาดการณ์ไว้ที่ 16,400 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ตามข้อมูลของ Refinitiv
  • ตัวเลขการจองอัตราแลกเปลี่ยนมากกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในช่วงไตรมาสที่สี่ 2022
  • ตัวเลขรายได้มากกว่าครึ่งหนึ่งของ IBM มาจากนอกสหรัฐฯ
การลงนามในข้อตกลงกับพันธมิตรด้านไฮเปอร์สเกลเลอร์ AWS ของ Amazon และ Azure ของ Microsoft เป็นอีกหนึ่งตัวแปรที่สำคัญของรายได้ที่เติบโตขึ้นของ IBM
 

from:https://www.techtalkthai.com/ibm-reports-2022-revenue-growth-highest-in-a-decade/

5 AI Writers ที่ดีที่สุด

AI สามารถช่วยแบ่งเบาภาระงานได้ดีที่สุด นั่นคือเป้าหมายที่มนุษย์ต้องการสร้างปัญญาประดิษฐ์ขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นการเขียนอีเมล การเรียบเรียงบทความ การคำนวณตัวเลข และอื่นๆ
 

เราสามารถใช้ประโยชน์จากพลังของ AI ในชีวิตประจำวันของเราได้หลากหลายตามคำสั่งของเราได้มากขึ้น เหล่านักเขียน AI สามารถเขียนสิ่งที่ช่วยให้งานของเรามีความคล่องตัวมากกว่าเดิมๆ ไม่ว่าจะเป็นการเขียนโค้ด การเขียนอีเมล หรือแม้แต่การสอบ MBA ก็ตาม และนี่คือ The Best 5 AI Writers ที่ดีที่สุดที่จะกล่าวถึงในบทความนี้

  • ChatGPT – AI Writer ที่ดีที่สุด ณ เวลานี้
  • Jasper – AI Writer ที่ดีที่สุดสำหรับธุรกิจและนักการตลาด
  • YouChat – ทางเลือก ChatGPT ที่ดีที่สุด
  • Chatsonic by Writesonic – AI Writer ที่ดีที่สุดสำหรับผู้สร้างเนื้อหาข่าว
  • Socratic by Google – AI Writer ที่ดีที่สุดสำหรับเด็กและนักเรียน

1. ChatGPT

Image Credit : en.wikipedia.org/wiki/ChatGPT
นี่คือ AI Writer ที่ดีที่สุด ณ เวลานี้ ChatGPT เป็นแชทบอท AI เชิงสนทนาที่สามารถสร้างข้อความตามคำแนะนำที่ถูกป้อนเข้าไปได้ เช่น Generating Emails, Essays, Poems, Raps, Grocery Lists, Letters และอื่นๆ นอกจากนี้ ChatGPT ยังเชี่ยวชาญในด้าน “STEM (Science, Technology, Engineering และ Mathematics)” ครบถ้วนทั้ง 4 ศาสตร์องค์ความรู้ ได้แก่ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ และสามารถเขียน/แก้จุดบกพร่องโค้ดได้ หรือแม้แต่แก้สมการทางคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อน ส่วนที่ดีที่สุดของ ChatGPT คือให้บริการฟรีแก่สาธารณะในขณะนี้ แต่เนื่องจากยังอยู่ในขั้นตอนการวิจัยและรวบรวมข้อเสนอแนะ ChatGPT ยังมีข้อเสียรบกวนการใช้งาน คือ “แชทบอทมักจะเต็มความจุอย่างรวดเร็ว” ซึ่งอาจจะเป็นเพราะการได้ความนิยมอย่างล้นหลามนั่นเอง อย่างไรก็ตาม OpenAI กำลังอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการเพื่อปล่อยเวอร์ชันระดับมืออาชีพที่ประสิทธิภาพเร็วกว่าและเข้าถึงได้ตลอดเวลาโดยอาจจะมีค่าใช้จ่ายแบบรายเดือนเกิดขึ้นในอนาคต
จุดเด่นของ ChatGPT:
  • เด่นด้านทักษะการเขียน
  • เด่นด้านการบูรณาการองค์ความรู้ทั้ง 4 ศาสตร์ ได้แก่ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์
  • เด่นด้านการสนทนาโต้ตอบ
ข้อจำกัดของ ChatGPT:
  • ไม่สามารถใช้ได้ทุกครั้ง
  • ไม่ได้เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต
คุณสมบัติของ ChatGPT:
  • ใช้ GPT-3 ของ OpenAI
  • สามารถสร้างข้อความ แก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ และเขียนโค้ดได้
  • มีความสามารถในการสนทนา
  • ราคา: ฟรีสำหรับสาธารณะโดยสมบูรณ์ในขณะนี้

2. Jasper

Image Credit : jasper.ai
นี่คือ AI Writer ที่ดีที่สุดสำหรับธุรกิจและนักการตลาด Jasper ใช้โมเดลภาษาเดียวกันกับ ChatGPT ซึ่งเป็น GPT-3 ของ OpenAIสร้างขึ้นโดยบริษัทวิจัย AI ที่อยู่เบื้องหลัง ChatGPT ใช้การประมวลผลภาษาธรรมชาติเพื่อสร้างการตอบสนองที่เหมือนมนุษย์มากที่สุด

 
สำหรับข้อแตกต่างระหว่าง Jasper กับ ChatGPT คือ Jasper มีเครื่องมือมากมายสำหรับสร้างสำเนาที่ดีกว่า และสามารถตรวจสอบไวยากรณ์และการคัดลอกผลงานได้ และเขียนในเทมเพลตต่างๆ กว่า 50 แบบ เช่น blog posts, Twitter threads, video scripts และอีกมากมาย
 
จุดเด่นของ Jasper:
  • มี 50 เทมเพลตการเขียนที่แตกต่างกัน
  • ฟีเจอร์การตรวจสอบต้นฉบับ
  • ฟีเจอร์การตรวจสอบบทความที่มีเนื้อหาเดียวกัน
ข้อจำกัดของ Jasper
  • เน้นข้อความที่เป็นลายลักษณ์อักษร
  • ค่าใช้จ่ายที่สูง
คุณสมบัติของ Jasper:
  • ใช้ GPT-3 ของ OpenAI
  • สามารถสรุปข้อความและสร้างย่อหน้าและคำอธิบายรายละเอียดสินค้าได้
  • ตรวจสอบการคัดลอกผลงานและไวยากรณ์
  • ราคา: เริ่มต้นที่ 49 เหรียญต่อเดือน

3. YouChat

Image Credit : you.com
นี่คือ ทางเลือก ChatGPT ที่ดีที่สุด YouChat ใช้ GPT-3 ของ OpenAI เช่นเดียวกับ ChatGPT และ Jasper สิ่งที่เหมือนกับ ChatGPT คือ สามารถใช้งานได้ฟรี จุดเด่นที่สร้างความแตกต่าง คือ YouChat สามารถอ้างอิงแหล่งข้อมูลที่มาจาก Google ได้ ซึ่งใน ChatGPT ไม่มี เพราะยังไม่มีการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตนั่นเอง ตัวอย่างเช่น หากคุณถาม YouChat ว่า “โซดาคืออะไร” ระบบจะสร้างข้อความโต้ตอบตอบกลับ และยังสามารถอ้างอิงข้อมูลแหล่งที่มาจาก Google โดยระบุว่าข้อมูลดังกล่าวมาจากแหล่งใด YouChat ถือว่าเป็นแชทบอทที่สามารถใช้งานได้ดี ไม่มีการจำกัดความจุ และไม่มีค่าใช้จ่าย
 
จุดเด่นของ YouChat:
  • ความพร้อมให้ใช้งาน
  • ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
  • อ้างแหล่งที่มาของข้อมูล
จุดด้อยของ YouChat:
  • UI ขาดความดึงดูดใจด้านสุนทรียศาสตร์ หรือความสวยงาม
  • ยังเป็น beta version
คุณสมบัติของ YouChat:
  • ใช้ GPT-3 ของ OpenAI
  • สามารถแสดงรายการแหล่งที่มาสำหรับข้อความที่สร้างขึ้นได้
  • ใช้แหล่งข้อมูลของ Google (ไม่เหมือนกับนักเขียน AI อื่นๆ ส่วนใหญ่)
  • ราคา: ฟรี

4. Chatsonic by Writesonic

Image Credit : writesonic.com/chat
นี่คือ AI Writer ที่ดีที่สุดสำหรับผู้สร้างเนื้อหาข่าว Chatsonic by Writesonic เหมาะสำหรับนักเขียน AI ที่ต้องการเท่าทันต่อเหตุการณ์ปัจจุบันเสมอ เนื่องจาก Chatsonic ได้รับการสนับสนุนโดย Google จึงสามารถรับรู้ข่าวสาร ณ ปัจจุบันได้อย่างง่าย สามารถให้คำตอบและเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับ Chatsonic ได้ ซึ่ง ChatGPT ไม่สามารถทำได้เนื่องจากฐานข้อมูลได้หยุดอยู่ที่ปี 2021 เท่านั้น นอกจากนี้ Chatsonic ยังมีคุณสมบัติเจ๋งๆ ให้ใช้งานอาทิเช่น การป้อนตามคำบอกด้วยเสียง ซึ่งช่วยให้เราสามารถสนทนาได้เหมือนกับที่ทำบน Alexa
 
คุณสมบัติอื่นๆ ที่น่าสนใจของ Chatsonic คือ สามารถสร้างภาพด้วย AI ได้ และสามารถทดลองใช้ฟรี 2,500 คำโดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิตลงทะเบียน โดยที่ราคาปกติสำหรับค่าใช้จ่ายแบบรายเดือนเริ่มต้นที่ 12 เหรียญต่อเดือนเท่านั้น สูงสุดที่ 650 เหรียญต่อเดือน ขึ้นอยู่กับจำนวนคำที่ต้องการ
 
จุดเด่นของ Chatsonic:
  • มีข้อมูลเป็นปัจจุบัน
  • มีความหลากหลายของ use cases
  • ให้ทดลองใช้งานฟรี
จุดด้อยของ Chatsonic:
  • มีค่าสมัครสมาชิก
  • ไม่รองรับข้อมูลด้านคณิตศาสตร์
คุณสมบัติของ Chatsonic:
  • สนับสนุนโดย Google รับทราบเหตุการณ์ปัจจุบัน (ChatGPT หยุดอยู่ที่ 2021)
  • นำเสนอการป้อนตามคำบอกด้วยเสียง การสร้างภาพ AI และอีกมากมาย
  • ราคา: ค่าใช้จ่ายรายเดือนเริ่มต้นที่ 12 เหรียญต่อเดือน

5. Socratic by Google

Image Credit : play.google.com/store/apps

นี่คือ AI Writer ที่ดีที่สุดสำหรับเด็กและนักเรียน Socratic เป็นอีกทางเลือกที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับเด็กๆ วัยเรียน ด้วยความสามารถในการพิมพ์คำถามใดๆ ที่อาจเกี่ยวกับสิ่งที่เยาวชนทั้งหลายกำลังเล่าเรียนอยู่ในโรงเรียน โดยที่ Socratic สามารถสร้างบทสนทนาโต้ตอบด้วยกราฟิกที่สนุกสนานไม่ซ้ำใคร ที่สำคัญ Socratic เป็นแอปที่มีอยู่ใน App Store และ Google App Store จึงง่ายต่อการเข้าถึงและยังมีคุณลักษณะที่ช่วยให้บุตรหลานสามารถใช้สแกนเอกสารใบงานเพื่อรับคำตอบที่ถูกคัดสรรมาโดยเฉพาะ ซึ่งขับเคลื่อนด้วยคุณสมบัติของ AI ที่ดีที่สุดสำหรับเด็กโดยเฉพาะ แต่อย่างไรก็ตาม Socratic ยังมีข้อจำกัดบางประการที่ระดับมืออาชีพอาจจะไม่ค่อยชอบมากนัก นั่นก็คือ “มันไม่ใช่ AI ที่มีรูปแบบการเขียนแบบเรียงความหรือเรียบเรียงเรื่องราวที่สามารถนำไปใช้ได้ทันที”

จุดเด่นของ Socratic:
  • ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
  • ใช้สำหรับทางการศึกษาโดยเฉพาะ
  • ใช้งานง่าย
จุดด้อยของ Socratic:
  • ไม่รองรับ write text
  • ไม่มีเวอร์ชันสำหรับเดสก์ท็อป
คุณสมบัติของ Socratic:
  • สนับสนุนโดย Google
  • สามารถพิมพ์คำถามใด ๆ เพื่อสร้างการตอบกลับได้
  • มีกราฟิกที่สนุกสนาน
  • รองรับการสแกนเอกสารใบงานเพื่อรับคำตอบที่ถูกคัดสรรมาโดยเฉพาะ
  • ราคา: ฟรี
รายชื่อทั้ง 5 AI Writers ถูกจัดให้เป็น “The Best” จากการพิจารณาความสามารถเฉพาะตัวในด้านต่างๆ รวมถึงเรื่องความน่าเชื่อถือ ความพร้อมใช้งาน และการคิดค่าบริการ ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญที่ผู้ใช้งานจะตัดสินใจเลือกเป็น AI Writer ที่ทำงานได้ดีที่สุดและตรงกับสิ่งที่ต้องการมากที่สุด
 

ที่มา : https://www.zdnet.com/article/best-ai-writer/#ftag=RSSbaffb68

from:https://www.techtalkthai.com/the-best-5-ai-writers/