คลังเก็บป้ายกำกับ: BRANDING

Marketing trends 2023 อ่านอนาคตของโลกการตลาดไทย

สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ได้ทำการสำรวจเทรนด์และความคิดเห็นในกลุ่ม MAT CMO Council (สมาชิก ซีเอ็มโอ เคานซิล ของสมาคมการตลาดฯ) ซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงในองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยการตลาด และ คณาจารย์ในภาควิชาที่เกี่ยวข้องจำนวน 156 ท่าน เพื่อสรุปแนวทางในการทำกลยุทธ์ทางการตลาดของแบรนด์และนักการตลาดไทย

ดร. สมชาติ วิศิษฐชัยชาญ กรรมการบริหารและที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร ศูนย์สาธารณประโยชน์และประชาสังคม นิด้า และ อุปนายกฝ่ายองค์ความรู้ด้านการตลาด และ ผศ. ดร. เอกก์ ภทรธนกุล หัวหน้าภาควิชาการตลาด Chulalongkorn Business School และ อุปนายกฝ่ายกิจกรรม การสื่อสาร และการตลาดยั่งยืน สมาคมการตลาดฯ ได้เป็นผู้สรุปผลสำรวจและมีความน่าสนใจ ดังนี้

ดร.สมชาติ กล่าวว่า ในอดีตเรามักหาแนวโน้มการตลาดจากต่างประเทศ การทำผลสำรวจในครั้งนี้จะช่วยให้เราได้อ่านกลยุทธ์และทิศทางการดำเนินธุรกิจของผู้เชี่ยวชาญในประเทศไทย เพื่อนำไปใช้ในการวางแผนและสร้างสรรค์กลยุทธ์ให้เหมาะกับผู้บริโภคในประเทศ

ดร.เอกก์ กล่าวเสริมว่า การจัดทำงานวิจัยในกลุ่ม MAT CMO Council จะทำให้เราได้เห็นมุมมองที่หลากหลายมากกว่าการฟันธงจากนักการตลาดเพียงไม่กี่คน ซึ่งนักการตลาดจะได้เห็นมุมมองวิชาการและนักปฏิบัติ 156 ท่าน

สิ่งที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า?

ผลจากการสำรวจพบว่า ภาคธุรกิจมีความเชื่อมั่นว่าภาพรวมเศรษฐกิจจะเริ่มคลี่คลายไปในทางบวก แต่ยังไม่สดใสมากนัก นักการตลาดยังต้องเตรียมรับมือกับหลากหลายสถานการณ์ที่ยากจะคาดการณ์ แม้ส่วนมากยังมองการเติบโตทางเศรษฐกิจในมุมแคบๆแค่ +5%

แต่ก็มีความเห็นสอดคล้องกันว่า ในปี 2023 ที่จะมาถึงนี้ โลกการ ตลาดจะตื่นตัวคึกคักขึ้น โดยผู้เข้าร่วมสำรวจกว่าครึ่งคาดการณ์ว่า งบการตลาดจะเพิ่มสูงกว่าปี 2022 กว่า 5-10% 

ปัจจัยหลักที่เชื่อว่าจะมีผลโดยตรงกับการตลาด อันดับหนึ่งคือ เรื่องความต้องการของลูกค้า อันดับสองคือ เศรษฐกิจโลก และ อันดับสามคือ การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งทั้ง 3 เป็นปัจจัยภายนอก องค์กรและนักการตลาดจึงควรเตรียมความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ โดยไม่ประมาท

ซึ่งภาพรวมตลาดจะโตตามที่คาดการณ์หรือไม่ จะต้องดูด้วยว่า มีการเกิดสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดผลกระทบได้มากหรือน้อยแค่ไหน ส่วนตลาดจะโตหรือไม่อยู่ที่แอคชั่นของนักการตลาดในการร่วมมือกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปด้วยกัน

ทั้งนี้ นักการตลาดชั้นนำทั้งหลายของไทยมองว่า เทรนด์พฤติกรรมผู้บริโภคในปีที่จะมาถึงนี้ จะให้ความสำคัญกับเรื่องของคุณภาพ การทดลองแบรนด์ใหม่ๆ และการรู้ที่มาที่ไปของสินค้า เป็นอันดับต้นๆ 

ส่วนเรื่องของการลงทุนในแพลตฟอร์มใหม่ๆ จะเน้นไปในเรื่องของ 4 เรื่องหลัก คือ

  • Commerce
  • Content
  • Payment
  • Martech
  • Governance

ในมุมของลูกค้าจะไม่ใช่แค่เรื่องของคุณภาพเพียงอย่างเดียวแล้ว แต่แบรนด์จำเป็นต้องสร้างธีมหลักของสินค้าว่าที่มาที่ไปอย่างไร เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์การตลาดที่ให้ลูกค้าได้มองเห็นมุมมองของแบรนด์ที่บียอนด์ไปมากกว่าแค่สินค้าใหม่ หรือบริษัทที่เก่าแก่แบบเดิมๆ

ส่วนเรื่องของการชอบทดลองแบรนด์ใหม่ สะท้อนให้เห็นว่า brand royalty ของลูกค้าหายไป เมื่อลูกค้าเปิดโอกาสให้แบรนด์ใหม่ๆ ได้เข้ามาทดลองสร้างสิ่งใหม่ๆ เราก็จะต้องเร่งปรับตัวให้ทัน

ยกตัวอย่างสินค้า Zero Meat จาก CPF ที่มีจุดเริ่มต้นของสินค้าที่ไม่ได้มองแค่ว่า อาหารที่ทำจากพืชมีมูลค่าตลาดแค่ 70 ล้านบาท แต่ลงมือทำ R&D อย่างจริงจังและสื่อสารอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นโอกาสใหม่ทำให้ภาพรวมของตลาดอาหารเพื่อสุขภาพนี้ เพิ่มขึ้นเป็น 360 ล้านบาทภายใน 1 ปี และ CPF ก็กินส่วนแบ่งตลาดได้มากกว่า 60% สะท้อนให้เห็นว่าคนไทยใส่ใจทั้งเรื่องคุณภาพที่บียอนด์กว่าแค่การกินอาหารเพื่อสุขภาพแบบเดิมๆ และต้องพัฒนาให้อร่อยและดีต่อสุขภาพไปพร้อมๆ กัน

จะทำอย่างไร??

อย่างที่บอกไปข้างต้นว่า เมื่อเศรษฐกิจปีหน้ามีทิศทางที่ดีขึ้น งบการตลาดในปีหน้าก็คาดว่า จะมีการเพิ่มขึ้น 5-10% แบรนด์จึงต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งใหม่ๆ ที่ไม่ใช่แค่สร้างยอดขายอย่างเดียว ต้องสร้างโอกาสเกิดใหม่ แม้ว่าเราจะเป็นเจ้าตลาดในอุตสาหกรรมเดิมอยู่แล้ว

อย่างเช่น รองเท้านันยาง ที่ดึงกระแส Black Pink ออกมาสร้างแคมเปญรองเท้าพรีเซลล์ ที่ผลิตตามการสั่งซื้อทำให้มูลค่ารองเท้าจาก 99 เป็น 199 เพิ่มรายได้ใหม่ 20 ล้านบาทจากแคมเปญนี้ หากเรารู้จักปรับตัวและสร้างโอกาสทันก็ย่อมได้รับช่องทางรายได้และเข้าถึงลูกค้าใหม่ๆ อยู่เสมอ

ดังนั้น สิ่งที่เราควรให้ความสนใจ คือ เรื่องของ คน ที่เป็นศูนย์กลางในบริบททางการตลาดหลายๆเรื่อง เมื่อเราทำการโหวตการให้ความสำคัญของ People (คน) Planet (โลกและสิ่งแวดล้อม) และ Profit (ผลกำไร)

สิ่งที่นักการตลาดและผู้บริหารให้ความสำคัญเป็นอันดับ 1 คือ เรื่องของ คน ซึ่งในที่นี้ครอบคลุมทั้ง สังคม ชุมชน และ ลูกค้า ซึ่งนับเป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญมาก สำหรับการสร้างความรักในแบรนด์อย่างแท้จริงในยุคนี้ ตามมาด้วย โลก และต่อด้วย ผลกำไรเมื่อองค์กรนั้นมีทั้งความ เข้าใจและใส่ใจ ผลที่จะสะท้อนกลับมา ย่อมเป็นผลเชิงบวกที่จะนำไปสู่ผลบวกทางธุรกิจอย่างแน่นอน

 

ปีหน้าจะเกิดอะไรขึ้น??

หัวใจสำคัญ ที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในโลกการตลาดปี 2023 นี้ สรุปเป็นประเด็นได้ “4ร คือ “เร็ว – รู้ – เรื่อง – รักษา

  1. เร็ว เพราะเราอยู่ในยุคที่ไม่มีอะไรแน่นอน การปรับเปลี่ยน ปรับปรุงอย่างทันท่วงที (Adaptability) จึงสำคัญมากสำหรับความสำเร็จ การทำงานก็ต้องคล่องตัวมากขึ้นทันเหตุการณ์มากขึ้น (Agile Marketing)
  2. รู้ หมายถึงทั้งแง่การพัฒนาศักยภาพบุคลากร อัพสกิล – รีสกิล (Upskill & Reskill) ให้ทันโลกที่เปลี่ยนแปลง และในแง่การเรียนรู้ความต้องการของลูกค้าผ่านการเก็บข้อมูล และนำมาวิเคราะห์เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพและประสิทธิผล (Data Driven Marketing)
  3. เรื่อง คือการให้ความสำคัญกับเนื้อหาและบริบทของการสื่อสาร (Contextual Marketing & Content Marketing) เพื่อนำไปสู่การสื่อสารอย่างใส่ใจ โดนใจ แม่นยำ และ ใส่ใจในเรื่องความละเอียดอ่อนของการสื่อสารอีกด้วย (Communication Sensitivity)
  4. รักษา คือ การทำธุรกิจอย่างใส่ใจ และสร้างคุณค่าให้แก่โลกและสังคม (Sustainable Marketing)

แต่ทั้งนี้ ในโลกยุคดิจิทัลที่มีการเติบโตของการใช้งานผ่านระบบต่างๆมากมาย ในโลกที่หมุนไว องค์กรและนักการตลาดควรต้องให้ความสำคัญกับเรื่องของการ ระวัง ซึ่งเป็นอีกสิ่งที่มองข้ามไม่ได้ โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยในโลกเทคโนโลยีทั้งเรื่องการเงินหรือการบริหารจัดเก็บข้อมูล (Cyber Security & Data Security) ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรประมาทเลย

from:https://www.thumbsup.in.th/marketing-trends-2023?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=marketing-trends-2023

การ์ทเนอร์เผยผลสำรวจล่าสุด ผู้นำธุรกิจวางแผนเพิ่มการลงทุนความยั่งยืนในอีก 2 ปีข้างหน้านี้

 

การ์ทเนอร์เผยว่า องค์กรธุรกิจมองว่า ผู้บริโภคยุคใหม่ได้สร้างแรงกดดันให้องค์กรธุรกิจต้องเดินหน้าเรื่องของความยั่งยืนให้มากขึ้น  โดย 86% ของผู้นำธุรกิจ มองว่า การลงทุนด้านความยั่งยืนจะช่วยปกป้ององค์กรจากปัญหาการหยุดชะงัก รวมทั้งโครงการความยั่งยืน จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการใช้พลังงาน การเดินทางเพื่อธุรกิจ และต้นทุนการทำธุรกรรมของลูกค้าด้วย
การ์ทเนอร์ อิงค์ เผยผลสำรวจล่าสุด พบว่า 87% ของผู้นำธุรกิจเตรียมเพิ่มการลงทุนด้านความยั่งยืนในอีกสองปีข้างหน้า โดยระบุว่าลูกค้าเป็นกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียหลักที่กดดันให้องค์กรต้องลงทุนหรือดำเนินการด้านความยั่งยืน ซึ่งเป็นการเลือกจากกลุ่มผู้บริหาร 80% ตามมาด้วยกลุ่มนักลงทุน (60%) และกลุ่มนักกฎหมาย (55%) ตามลำดับ

คริสติน โมเยอร์ รองประธานฝ่ายวิจัยของการ์ทเนอร์ กล่าวว่า ความยั่งยืนช่วยให้ธุรกิจสามารถรับมือกับการหยุดชะงักต่าง ๆ ได้ โดยความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนวัสดุและพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น ล้วนส่งผลให้องค์กรธุรกิจต้องกลับมาตรวจสอบค่าใช้จ่ายทุกรูปแบบอีกครั้ง ซึ่งการมุ่งให้ความสำคัญกับเรื่องที่จำเป็นและความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ต้องการเห็นความคืบหน้าของการดำเนินงานตามเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (หรือ ESG) นั้นสร้างโอกาสการเติบโตใหม่ ๆ แก่องค์กร พร้อมช่วยลดต้นทุนและความเสี่ยง

ความยั่งยืนช่วยปกป้ององค์กรธุรกิจจากการหยุดชะงัก

86% ของผู้นำธุรกิจมองว่าความยั่งยืนนั้นเป็นการลงทุนที่ช่วยปกป้ององค์กรของตนจากการหยุดชะงัก นอกจากนี้ 83% ยังระบุว่า กิจกรรมต่าง ๆ ในโครงการความยั่งยืนนั้นช่วยสร้างมูลค่าแก่องค์กรทั้งในระยะสั้นและระยะยาว และ 80% ระบุว่าความยั่งยืนช่วยให้องค์กรปรับความเหมาะสมและลดต้นทุนได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ตอบแบบสำรวจระบุว่าโครงการความยั่งยืนกำลังช่วยลดต้นทุนให้กับประเด็นต่อไปนี้เป็นอันดับต้น ๆ ซึ่งประกอบด้วย การใช้พลังงาน (Energy Consumption) การเดินทางเพื่อธุรกิจ (Business Travel) และธุรกรรมของลูกค้า (Customer Transaction)

“ผู้นำองค์กรบรรลุความสำเร็จในด้านการปฏิบัติงานและการประหยัดในห่วงโซ่อุปทานด้วยโครงการความยั่งยืนของพวกเขา ตามกลยุทธ์ “Two For One” ที่การลงทุนด้านความยั่งยืนช่วยสนับสนุนเป้าหมายทางธุรกิจ อาทิ การเพิ่มประสิทธิภาพต้นทุน ที่ช่วยเพิ่มผลกระทบของโครงการได้อย่างมากด้วยการสร้างวงจรการทำธุรกิจด้วยคุณธรรม”

ความยั่งยืนขับเคลื่อนการเติบโตองค์กรและนวัตกรรม

ความยั่งยืนสามารถเพิ่มมูลค่าและสร้างโอกาสการเติบโตทางธุรกิจ โดย 57% ของผู้นำธุรกิจระบุว่าโครงการความยั่งยืนมีความเชื่อมโยงสำคัญต่อผลกำไรขาดทุนขององค์กร และ 42% ใช้ประโยชน์จากกิจกรรมความยั่งยืนต่าง ๆ เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรม สร้างความแตกต่าง และการเติบโตแก่องค์กรผ่านผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน

“การลงทุนด้านความยั่งยืนสามารถส่งเสริมการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ให้มีความแตกต่างได้ แต่ควรระมัดระวังความเสี่ยงจากการมุ่งสู่องค์กรสีเขียว เนื่องจากไม่มีทางลัดสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ดังนั้นจึงควรมุ่งเน้นไปที่คุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ที่มีความสำคัญต่อลูกค้าและจัดลำดับความสำคัญนั้น ๆ เพื่อกำหนดรูปแบบของการตัดสินใจซื้อ เมื่อเรามองในมุมกลยุทธ์ ความยั่งยืนนั้นเป็นทางแสงสว่างแก่ธุรกิจในสภาวะตลาดที่ยากลำบาก”

from:https://www.thumbsup.in.th/gartner-business-sustainability?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=gartner-business-sustainability

[NEWS] TanSanSu โคเรียนโซดาแบบไร้แอลกอฮอลล์ เครื่องดื่มใหม่ที่ช่วย “อิชิตัน” กลับมาผงาดอีกครั้ง

กระแส Korean Wave และชาวเจน Z เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งกลุ่มเป้าหมายที่แบรนด์เริ่มให้ความสนใจมากขึ้น อย่างในกรณีของอิชิตัน ที่เห็นกระแสความชื่นชอบศิลปินเกาหลีแบบไม่มีแผ่วของเด็กรุ่นใหม่

ทำให้ทีมการตลาดต้องคิดค้นเครื่องดื่มใหม่ “ตันซันซู” ออกสู่ตลาดเมื่อช่วง 24 ตุลาคมที่ผ่านมา และแรงตอบรับก็ดีจนมีช่วงสินค้าขาดตลาดเกิดขึ้นถึงกับต้องเพิ่มกำลังการผลิต จนเรียกได้ว่าเครื่องดื่มใหม่ตัวนี้จะเป็นกลุ่มสินค้าใหม่ที่สร้างยอดขายจนดันเป้ายอดขายไปถึง 150 ล้านบาทในสิ้นปีนี้

ตัน ภาสกรนที กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กระแส K-Pop ในประเทศไทยสูงเป็นอันดับ 6 ของโลกด้วยมูลค่าสินค้าและบริการกว่า 9,636 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ ส่วนใหญ่มาจากกลุ่มผู้บริโภคที่เป็นชาวเจน Z ในการสนับสนุนศิลปินและวัฒนธรรมต่างๆ ของชาวเกาหลีก็ได้รับการส่งต่อผ่านบทเพลง ภาพยนตร์และซีรี่ส์ จนผู้บริโภคมีความต้องการในสินค้าอุปโภคและบริโภคเหล่านี้

นอกจากนี้ สัดส่วนประชากรไทยชาวเจน Z ที่มีสัดส่วนกว่า 23% หรือประมาณ 15 ล้านคนเมื่อเทียบเท่ากับประชากรทั้งหมด พบว่า เป็นผู้บริโภคที่มีการใช้จ่ายด้วย Emotional และเป็น Global Citizen ที่มีการเปิดรับสิ่งใหม่ๆ หรือเทรนด์ที่เปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ ของโลกได้อย่างรวดเร็ว

ดังนั้น อิชิตัน จึงส่งเครื่องดื่มแบรนด์ ตันซันซู ซึ่งความหมายในภาษาเกาหลี ประกอบด้วย “ตันซัน แปลว่า ซ่าส์” ส่วน “ซู แปลว่า น้ำ” มาเจาะตลาดลูกค้าสองกลุ่มคือ เจน Z ที่มีช่วงอายุตั้งแต่ 13 – 25 ปี กับ โคเรียนเลิฟเวอร์ที่มีช่วงอายุ 13 – 35 ปี ที่มีการเข้าถึงสินค้าเกาหลีจนคุ้นชินและเป็นกลุ่มคนที่เปิดรับสิ่งใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว

ประกอบกับข้อมูลจาก Nielsen ที่เผยถึงภาพรวมตลาดน้ำอัดลมในงวด 9 เดือนแรกของปี 2565 มีมูลค่าตลาด 42,695.60 เติบโตขึ้น 5.5% จากงวดเดียวกันของปีก่อน

โดยตลาดเครื่องดื่มน้ำอัดลม 0% น้ำตาล มีการเติบโตก้าวกระโดด เครื่องดื่มอัดลมน้ำดำ 0% น้ำตาล มีมูลค่าตลาด 2,732 ล้านบาท โต 20.2% ด้านเครื่องดื่มอัดลมน้ำสี 0% น้ำตาล
มีมูลค่าตลาด 2,026.9 ล้านบาท โตถึง 57.2%

ข้อมูลที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งคือ ตั้งแต่ปี 2019 – 2021 ตลาดเครื่องดื่มโซจูในประเทศ”ทยเติบโตมากกว่า 100% คิดเป็นมูลค่าตลาดกว่า 1,000 ล้านบาท แต่ก็มีนักดื่มชาวไทยที่อยากสัมผัสเครื่องดื่มประเภทโซจู แต่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ หรือเลือกรับประทานในช่วงเวลาที่ต้องการดื่มน้ำซ่าแบบสัมผัสรสชาติเครื่องดื่มใหม่ๆ ทำให้มีชาวเจน Z รีวิวเครื่องดื่มนี้แบบ Organic สูงมากในช่วงที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ด้านรสชาติของตันซันซูที่จะวางขายในปีนี้ได้พัฒนารสชาติออกมา 2 รส คือโซจูบอมบ์ และ โซจู โยเกิร์ต ซึ่งเป็นเครื่องดื่มที่มีรสชาติซ่าแบบไม่มีแอลกอฮอลล์ พร้อมกับวิตามินซี ขนาด 360 มล. ราคาขวดละ 20 บาท ซึ่งตั้งแต่วางขายเครื่องดื่มนี้ ช่วงปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา พบว่ามีแนวโน้มยอดขายที่ดี คาดว่าจะเป็นตัวม้ามืด สร้างยอดขายสิ้นปีนี้ได้ถึง 150 ล้านบาท

ก่อนที่จะมีการเพิ่มรสชาติใหม่ในปีหน้า พร้อมกับศิลปิน K-Pop ที่จะมาเป็น Endorser ของแบรนด์ในปีหน้าเช่นกัน

ทั้งนี้ งบการตลาดของปีหน้าก็ได้วางไว้ที่ 100 ล้านบาทในทุกองศา พร้อมผลักดันเป้าหมายยอดขายของปี 2566 ไว้ที่ 600 ล้านบาท

 

from:https://www.thumbsup.in.th/tansansu-korean-soda-for-gen-z?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=tansansu-korean-soda-for-gen-z

สรุปเครื่องมือใหม่ของ LINE ที่ SME จะได้ใช้งานในปี 2023

LINE Thailand ได้เผยข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องมือใหม่ที่จะใช้งานในปี 2023 ในงาน LINE THAILAND BUSINESS 2022 เพื่อให้นักการตลาดและเอเจนซี่ได้นำไปปรับใช้งานกันอย่างเหมาะสมและสร้างโอกาสทางการขายในอนาคต

นายนรสิทธิ์ สิทธิเวชวิจิตร รองประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ LINE ประเทศไทย กล่าวว่า วันนี้วิกฤตโรคระบาดได้ผ่านไปแล้ว ภาคธุรกิจไทยได้มีการปรับตัวมากมายให้สามารถอยู่รอดและเติบโตมาได้อย่างต่อเนื่อง แต่ความท้าทายยังไม่หมดไป วิกฤตเศรษฐกิจรอบใหม่กำลังก่อตัวขึ้นอีกครั้งและถือเป็นครั้งใหญ่ เราเห็นถึงการชะลอตัวของเศรษฐกิจทั่วโลกที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทย

LINE ในฐานะผู้นำแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อธุรกิจของคนไทย จึงได้จัดงาน LINE THAILAND BUSINESS 2022 ภายใต้แนวคิด Navigating through the Turbulence with Customer-Centricity ทำอย่างไรให้ธุรกิจไทย เติบโตสวนกระแสเศรษฐกิจโลก ชวนผู้เชี่ยวชาญมาร่วมอัพเดทสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น พร้อมชี้แนะแนวทางการปรับตัวเพื่อให้อยู่รอดและเติบโตได้แบบสวนกระแส

แม้ภาคธุรกิจท่องเที่ยวซึ่งเป็นปัจจัยหลักยังไม่ได้กลับมาฟื้นตัวเต็มกำลัง จนปัจจุบัน ประเทศไทยมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปี (Income per capita) ใกล้แตะ 22,000 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 800,000 บาท ซึ่งเป็นค่ารายได้เฉลี่ยต่อหัวของประเทศพัฒนาแล้วเช่นกัน ขณะเดียวกัน เมื่อมองในด้านของศักยภาพการแข่งขัน LINE เห็นถึงการปรับตัวอย่างรวดเร็วของผู้ประกอบการไทยขนาดใหญ่ SME และรัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเสริมประสิทธิภาพธุรกิจ และการเข้าถึงประชาชนทั่วประเทศในแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อนที่ใดในโลก

เราจึงเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า ด้วยศักยภาพที่มีอยู่อย่างมากมาย ประเทศไทยจะสามารถก้าวข้ามผ่านอุปสรรคครั้งใหญ่ได้ และเติบโตต่อได้อย่างแข็งแกร่ง โดย LINE มุ่งให้การสนับสนุนด้วยโซลูชั่นทางธุรกิจที่พัฒนาอย่างต่อเนื่องจากอินไซต์ความต้องการของคนไทย โดยผู้พัฒนาไทย ที่เข้าใจผู้ใช้งานคนไทยอย่างแท้จริง

ตัวเลขการใช้งานที่น่าสนใจ

ภาคธุรกิจมีการใช้งาน LINE มากขึ้นกว่าเดิม แบ่งเป็นการใช้แชทเพื่อการสื่อสารกับลูกค้าเพิ่ม 75% มีการรับส่งข้อมูลเพิ่มขึ้น 25%

ส่วนภาคธุรกิจที่ใช้งาน LINE มากที่สุด แบ่งเป็น

  • ค้าปลีกและอีคอมเมิร์ซ
  • หน่วยงานภาครัฐ
  • ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม
  • ธุรกิจการเงิน

CHAT Commerce ตัวกลางสำคัญเชื่อมโยงลูกค้ากับแบรนด์

อย่างไรก็ตาม แบรนด์มีการใช้งานแชทคอมเมิร์ซเป็นศูนย์กลางในการขาย ก็สามารถเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้นเช่นกัน ส่งผลให้ LINE OA มีการเติบโตเพิ่มขึ้น 79% และการสื่อสารระหว่างลูกค้ากับพนักงานสาขา (Chat Traffic) ก็มีตัวเลขการใช้งานเพิ่มขึ้น 512% เช่นกัน ทำให้ขณะนี้จำนวน LINE OA บนระบบของ LINE มีจำนวนมากกว่า 5.5 ล้านราย คิดเป็น 31% แล้ว

ธุรกิจที่ใช้ LINE OA เพิ่มขึ้นมากที่สุด

  • Home & Living
  • Education
  • Health & Beauty

ธุรกิจที่สร้างผลงานกลับมาได้มากที่สุด

  • Health & Beauty
  • Fashion
  • Food & Drink

สิ่งที่จะเห็นในเรื่องของข้อมูล ปี 2023

เรื่องของการเก็บข้อมูลถือว่าเป็นสิ่งที่น่าจับตามอง เพราะกฏหมาย PDPA และความตระหนักรู้ของประชาชนในเรื่องสิทธิการเก็บรักษาข้อมูล ทำให้แบรนด์และเจ้าของธุรกิจต้องระมัดระวังในการนำข้อมูลไปใช้งานมากขึ้น

แม้ว่าจะได้รับการอนุญาต แต่การนำไปใช้ในเชิงธุรกิจหรือใช้เพื่อกิจกรรมทางการตลาดก็ต้องระวังไม่ก้าวก่ายและล้ำเส้นในเรื่องสิทธิส่วนบุคคลด้วย

Persona Targeting การกำหนดกลุ่มเป้าหมายแบบรายบุคคลที่จะถูกนำมาจัดเก็บนั้น จะถูกจัดเก็บข้อมูลได้ละเอียดขึ้นจาก 4 พฤติกรรม ได้แก่

  • ข้อมูลประชากร (Demographic)
  • ความสนใจ (Interest) 
  • พฤติกรรม (Behavior)
  • การใช้จ่าย (Purchase Intent)

ความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์อย่าง Ada ผู้ให้บริการด้านการตลาดดิจิทัลครบวงจร ทั้งในด้าน Data Analytics (ดาต้า อนาไลติกส์) และการใช้เทคโนลียีการตลาด  MarTech (มาร์เทค) ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มาเป็นส่วนหนึ่งของไลน์ (ข่าวเปิดตัวผู้บริหารในไทย) และนี่คือความร่วมมือที่จะเกิดขึ้น

  • ได้ข้อมูลด้านอื่นๆ มาวิเคราะห์แคมเปญลูกค้ามากขึ้น
  • ได้ภาพรวมของข้อมูลจากการใช้ LINE Ads Targeting ละเอียดขึ้น
  • Affluence Demographic Targeting
  • Mobile apps categorized Targeting
  • Location Visited Targeting
  • ข้อมูลทั่วไปอื่นๆ

ไฮไลต์เด่นบน LINE Official ที่แบรนด์เปิดให้ลูกค้าใช้งานได้

  • จองคิวได้ (Make reservation)
  • คอนเฟิร์มการจองได้ (Confirm reservation)
  • ส่งแจ้งเตือนนัดบน LINE OA
    ** เริ่มใช้งานได้ Q1/2023

เครื่องมือสำหรับ SME ที่จะเปิดใช้งานปี 2023

นอกจากนี้ ยังมีเครื่องมือสำหรับธุรกิจ SME ที่มีการใช้งาน LINE OA อยู่แล้ว มาให้ได้อัปเดตกันค่ะ

My Customer : จะมีการกำหนดเป้าหมายเชิงลึก เพื่อกระตุ้นยอดขายให้สูงขึ้น

  • เก็บข้อมูลผ่านเครื่องมือต่างๆ (Data Collection)
  • ความแม่นยำของการกำหนดเป้าหมาย (Target Precision)
  • จัดการข้อความแบบอัตโนมัติและทันท่วงทีขึ้น (Automation & Personalization)

MyCRM : จัดการโปรแกรม Loyalty ของแบรนด์คุณได้ง่ายๆ

  • แจกของรางวัลผ่านโปรแกรมได้
  • ระบบสมาชิกจะสร้างขึ้นจาก LINE OA ของแบรนด์ได้เลย

LINE Shopping Ad

  • โปรโมทสินค้าแก่ลูกค้าผ่าน LINE Shopping Ads ได้เลย
  • ลูกค้าจะรับรู้เกี่ยวกับสินค้าบนแพลตฟอร์มของ LINE ด้วย LINE Tag
  • ลูกค้ากดเข้าไปดูข้อมูลสินค้าบน LINE Shopping
  • ลูกค้าสามารถจ่ายเงินใน LINE Shopping ได้เลย

** เครื่องมือดังกล่าวจะเปิดให้ใช้งาน Q3/2023

สำหรับแบรนด์และนักการตลาดท่านไหนที่สนใจใช้เครื่องมือเหล่านี้ก็เตรียมตัวกันให้พร้อมนะคะ

from:https://www.thumbsup.in.th/line-thailand-business-2022?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=line-thailand-business-2022

เมื่อ “บ้าน” ถูกส่งออกมาผ่านบทเพลง “ชีวิตจริง” แคมเปญล่าสุดที่สุขและเศร้าพร้อมกัน

การทำมิวสิคมาร์เก็ตติ้งไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ธุรกิจอสังหาหลายรายยังเลือกที่จะใช้กลยุทธ์นี้เป็นตัวสื่อสารกับลูกค้า เป็นเพราะอะไรนั้น วันนี้ thumbsup จะมาถอดรหัสมิวสิคมาร์เก็ตติ้งของ ศุภาลัย x Bowkylion กันค่ะ

นักร้องหญิงตัวท็อปของยุค x เจ้าของโครงการบ้าน/คอนโดชั้นนำของไทย


หากเป็นในยุค 90 “โบกี้ไลอ้อน” ก็น่าจะเทียบเท่ากับ ทาทา ยัง นุ๊ก สุทธิดา หรือโบ สุนิตา นั่นคือมีเพลงฮิตติดหู และวัยรุ่นในยุคสมัยนั้นชอบมาก สำหรับความโด่งดังของโบกี้ ไลอ้อนนั้น น่าจะมาจากวลีเด็ด “ดงปราคช” คำฮิตของชาวเน็ตที่ติดอันดับหนึ่งเทรนด์ทวิตเตอร์ ที่บอกให้แฟนคลับแกล้งพิมพ์ผิดเหมือนไม่ตั้งใจเพื่อดึงดูดความสนใจจากหนุ่มที่หมายปอง แต่ไม่ใช่แค่คาแรคเตอร์ที่น่ารัก สนุกสนาน ความสามารถด้านบทเพลงของไทยก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้ใคร

เพลงฮิตล่าสุดอย่าง “วาดไว้” เพลงที่แต่งขึ้นจากการสูญเสียแม้จะเศร้า แต่ชีวิตก็ยังต้องก้าวต่อ จึงส่งเพลง “ชีวิตจริง” เข้ามาสอดประสานชีวิตที่เดินหน้าอย่างมีความสุขกับการใช้ชีวิตร่วมกับคนรอบตัว สามารถก้าวขึ้นเป็นเทรนด์อันดับ 4 ใน Youtube ตั้งแต่วันแรกที่ปล่อยเพลงนี้ออกมา อีกทั้งยังขึ้นเทรนด์อันดับที่ 4 ในหมวดมิวสิค และมียอดวิว 1 ล้านครั้งภายใน 3 วัน (ผ่านมา 3 สัปดาห์เพลงนี้ยังแรงต่อเนื่องจนยอดวิวขึ้นเป็น 5 ล้านครั้งแล้ว)

ศุภาลัย บริษัทที่ประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยและเพื่อการพาณิชย์เป็นผู้ดำเนินการบ้านและเป็นเจ้าของบ้านอยู่อาศัยประเภท บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮ้าส์และอาคารชุดหลากหลายทำเลทั่วประเทศ โดยผลประกอบการ ม.ค. – ก.ย. ปี 2565 กวาดรายได้ 25,455 ล้านบาท เป็นกำไรสุทธิ 6,002 ล้านบาท

การปล่อยกลยุทธ์มิวสิคมาร์เก็ตติ้งของทางศุภาลัยเอง ก็เพื่อให้คนที่ฝันอยากมีบ้านได้เห็นบรรยากาศสวยๆ ผ่านมิวสิควีดีโอ เพื่อสอดรับกับการปล่อยแคมเปญร้อนแรงที่ส่งออกมาตอบสนองคนอยากมีบ้านตลอดทั้งปี  ซึ่งการร่วมมือกันของทั้งสองนี้ นอกจากจะได้ฟังเพลงเพราะ บรรยากาศมีความสุขแล้ว ผู้ชมยังได้เห็นบ้านสวยๆ ในโครงการของศุภาลัยอีกด้วย

Build for Real Life เป็นอีกหนึ่งแคมเปญที่ศุภาลัย ต้องการสื่อให้เห็นถึงความตั้งมั่นในการเป็นผู้พัฒนาที่อยู่อาศัยที่คิดจากชีวิตจริง และด้วยความเข้าใจจากการเรียนรู้ความเป็นอยู่และความต้องการของคนซื้อบ้านนี้ ทำให้การออกแบบบ้านของศุภาลัยเน้นไปในเรื่องของการใช้ชีวิตมากกว่าเทรนด์ เพื่อให้มั่นใจว่าเหมาะกับทุกไลฟ์สไตล์

 

คอมเมนต์ชาวเน็ต สวนกระแสความสุขที่ต้องการสื่อ

แม้เพลง “ชีวิตจริง” จะเป็นเพลงภาคต่อของเพลง “วาดไว้” แต่ด้วยหลายท่อนเนื้อร้องของเพลงนี้ ทำให้ความหมายของบทเพลงที่พยายามจะปลุกให้คนลุกขึ้นก้าวเดินต่อไปอย่างมีความสุข และหลุดพ้นจากความเศร้า เพื่อเป็นแรงใจให้ชีวิตก้าวไปต่อด้วยหัวใจที่เข้มแข็ง แต่นักฟังเพลงกลับรู้สึกว่าเพลงนี้ยังแฝงความเศร้าทำให้น้ำตาซึม

โชคดีที่โมเมนต์ต่างๆ ของมิวสิควีดีโอเพลงนี้ เกิดขึ้นภายในบ้าน ทำให้บรรยากาศอบอุ่นเป็นการตอกย้ำในเรื่องของความรู้ความเข้าใจในการสร้างบ้าน ของตัวจริงเรื่องบ้านอย่างศุภาลัย ที่ตอกย้ำวิสัยทัศน์ว่า “Build for Real Life” เพราะบ้านเป็นสถานที่ที่เราจะพบความสุขในชีวิต และเป็นตัวเองได้มากที่สุด มีรักคอยซัพพอร์ตหัวใจ ไม่ว่าคุณจะทุกข์แค่ไหนเราจะมีบ้านกลับไปให้พักพิงยามเหนื่อยล้าหรือท้อแท้

 

บ้านสวยช่วยฮีลใจยามอ่อนล้า

อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจในมิวสิควีดีโอเพลงนี้ คือตัวบ้านพร้อมกับบรรยากาศสวยๆ จากมุมต่างๆ ที่ดูละมุนแม้ว่าโทนสีของภาพ ทำให้ผู้ชมรู้สึก “อึมครึม” แต่ด้วยการส่งออกถึงความสุขผ่านสายตาของนักแสดงทำให้ผู้ชมยังมีรอยยิ้มได้

ตามปกติแล้ว แบรนด์ที่ใช้กลยุทธ์มิวสิคมาร์เก็ตติ้งมักจะต้องพยายามใส่เอกลักษณ์ความเป็นแบรนด์ลงไปในเนื้อเพลง แต่สำหรับเพลงชีวิตจริงของโบกี้ไลอ้อนนั้น ทางศุภาลัยกลับเปิดกว้างในการนำเสนอภาคต่อของเพลงแบบไม่ต้องพยายามปรับลุคเข้าหาแบรนด์ แต่สามารถนำเสนอออกมาตามแนวความคิดของตนเองได้อย่างเต็มที่ และใช้ “บ้าน” เป็นหนึ่งในองค์ประกอบของเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เป็นที่พักและอยากกลับไปในยามที่เหนื่อยล้า เพราะชีวิตของทุกคนไม่ได้มีแต่ความสุข แต่มีทุกข์ปะปนอยู่ด้วยเสมอ ซึ่ง “บ้าน” คือเซฟโซนของทุกคน

สายสัมพันธ์คือทุกอย่างใน “ชีวิตจริง”

นอกจากองค์ประกอบภาพและบรรยากาศที่มีความสุขแล้ว สายสัมพันธ์ของคนในครอบครัวก็เป็นอีกหนึ่งแง่มุมที่ช่วยสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของความรักและความอบอุ่นได้เป็นอย่างดี

ผู้ชมจึงได้เห็น ‘คน’ ที่อยู่ในโมเมนต์สำคัญในช่วงเวลาต่างๆ ของโบกี้ไลอ้อน ไม่ว่าจะเป็น เพื่อนสนิทที่เป็นช่างแต่งหน้าทำผม  “ปลาทู” สุนัขตัวโปรดและพี่สาวตัวจริงอย่าง “ว่าน วันวาน” โดยงานโฆษณาช้ินนี้ต้องการที่จะ “สื่อ” เรื่องสายสัมพันธ์ของคนในชีวิตจริง และคนเหล่านี้ก็เรียกได้ว่าเป็นคนในชีวิตจริงสังคมจริงของโบกี้ไลอ้อน มาร่วมสร้างสีสันให้บทเพลงมีความสุขมากขึ้น เพื่อเป็นกำลังใจให้ทุกคนก้าวผ่านช่วงเวลาที่เจ็บปวดและฟื้นกลับขึ้นมาได้อย่างแข็งแรง

ผนวกกับการใช้เวลาร่วมกันผ่านมุมโปรดในจุดต่างๆ ของที่บ้าน ทั้งห้องอาหาร ห้องครัว ห้องนอน ห้องนั่งเล่น ที่เราทุกคนสามารถมีความทรงจำร่วมกันในแต่ละช่วงเวลาเพื่อให้ “บ้าน” เป็นขุมพลังแห่งความสุขของทุกคน

from:https://www.thumbsup.in.th/supalai-x-bowkylion-music-marketing?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=supalai-x-bowkylion-music-marketing

เอ็น-สแควร์ อีคอมเมิร์ซ กับแนวคิดการเจาะลึกเครื่องมือสำคัญของ E-Commerce ยุคใหม่ ที่จะสร้างโอกาสเติบโตเพื่ออนาคต

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ธุรกิจอีคอมเมิร์ซนับเป็นธุรกิจที่มาแรงและมีมูลค่าพุ่งสูงแบบก้าวกระโดด โดยจากข้อมูลของ ETDA ในประเทศไทยมีอัตราการเติบโตต่อปี 9.79%สอดคล้องกับการเติบโตของอีคอมเมิร์ซในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่คาดว่าจะยังคงเติบโตเพิ่มขึ้น 19.8% ระหว่างปี 2563-2568 โดยเฉพาะอินโดนีเซีย เวียดนาม และไทย ที่คาดการณ์ว่า

ในปี 2568 จะมีมูลค่าการเติบโตเป็นอันดับต้นๆ ของภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางปัญหาเงินเฟ้อและต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกในขณะนี้ นับเป็นโจทย์ท้าทายของผู้ประกอบการจะต้องเตรียมความพร้อมและเร่งปรับตัว

คุณนัฐพล บุญภินนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็น-สแควร์ อีคอมเมิร์ซ จำกัด กล่าวว่า “หนึ่งในความท้าทายของการทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซ คือการสร้างการเติบโตทางธุรกิจ ขยายฐานลูกค้า และรองรับการเข้าถึงแพลตฟอร์มที่หลากหลาย ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ช้อปปิ้งออนไลน์ผ่านช่องทางมาร์เก็ตเพลสและโซเชียลคอมเมิร์ซเป็นหลัก

นอกจากนี้ การพัฒนาศักยภาพบุคลากรพร้อมลดต้นทุนในการดำเนินงานก็นับเป็นคีย์สำคัญ โดย ‘เทคโนโลยี’ จะกลายเป็นตัวแปรหลักที่จะช่วยเพิ่มขีดศักยภาพจากความท้าทายดังกล่าว ดังนั้น เอ็น-สแควร์ อีคอมเมิร์ซ จึงเดินหน้าพัฒนาซอฟต์แวร์ของตนเอง เพื่อตอบโจทย์ตลาดอีคอมเมิร์ซในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเปิดให้พาร์ทเนอร์สามารถซื้อซอฟต์แวร์ดังกล่าวไปใช้ได้โดยตรง หรือที่เรียกว่า SaaS (Software as a Service)

โดยจะเข้ามาช่วยเพิ่มขีดศักยภาพการแข่งขัน และช่วยบริหารจัดการการขายออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพแบบไร้รอยต่อ พร้อมรองรับการขยายธุรกิจไปยังตลาดใหม่ในต่างประเทศ และลดต้นทุน-ข้อผิดพลาดในการทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซ

เราได้ลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซอย่าง Chatpify, Bluedock และ Omniplusมากกว่า 2 ปี เพื่อเสริมแกร่งประสิทธิภาพการขายออนไลน์ให้กับทั้งแบรนด์ใหญ่และผู้ประกอบการรายย่อยในประเทศไทยรวมถึงในภูมิภาค”

Chatpify ซอฟต์แวร์ Chat & Shop ด้านการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ตอบโจทย์โลก Omnichannel เพื่อยกระดับประสบการณ์ช้อปปิ้งออนไลน์อย่างไร้รอยต่อ

เอ็น-สแควร์ อีคอมเมิร์ซ ได้พัฒนา Chatpify ซอฟต์แวร์ Chat & Shop ที่ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้ธุรกิจสามารถบริหารจัดการด้านลูกค้าสัมพันธ์ได้เร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยสามารถเชื่อมต่อหลากหลายแพลตฟอร์มทั้ง Facebook, Instagram, LINE, Lazada, Shopee และอื่นๆ รวมถึงสามารถเชื่อมต่อได้หลายร้านค้าพร้อมกัน

โดยมีระบบรวบรวมแชทจากทุกช่องทางเพื่อให้ทีมหลังบ้านตอบลูกค้าได้ในแพลตฟอร์มเดียว พร้อมแชทบอทที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถสื่อสารกับผู้บริโภคแบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ ยังสามารถเชื่อมระบบข้อมูลตั้งแต่การจัดการยอดสั่งซื้อ, การบริหารคลังสินค้า ไปจนถึงกระบวนการจ่ายเงินที่ง่าย สะดวก และปลอดภัย อีกทั้งสามารถวัดผลประสิทธิภาพการตอบแชท และช่วยปิดการขายได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

ปัจจุบัน เอ็น-สแควร์ อีคอมเมิร์ซ มีลูกค้าแบรนด์ชั้นนำกว่า 20 แบรนด์ที่ใช้บริการ Chatpify ไม่ว่าจะเป็นCentral, Singha และ Tefal ซึ่งนับตั้งแต่เริ่มใช้งานในปี 2564 ซอฟต์แวร์ดังกล่าวได้ช่วยบริหารยอดสั่งซื้อให้แบรนด์ต่างๆ มากกว่าสองล้านออเดอร์ในประเทศไทย รวมถึงช่วยบริหารลูกค้าสัมพันธ์กว่าสองแสนแชทต่อเดือน โดยตัวเลขดังกล่าวแสดงถึงประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นจากการนำ Chatpify มาใช้ ซึ่งนอกจากจะช่วยปิดการขายได้เร็วและสะดวกขึ้นแล้ว ยังช่วยให้แบรนด์เพิ่มประสิทธิภาพการตอบแชทได้

จากข้อมูลของทีมลูกค้าสัมพันธ์ เอ็น-สแควร์ อีคอมเมิร์ซ พบว่าปกติที่พนักงานจะตอบได้ 100 แชทต่อวัน สามารถเพิ่มได้ถึง 150 ต่อวันหรือ 50 เปอร์เซ็นต์ รวมถึงยังสามารถลดระยะเวลาการตอบแชทครั้งแรกได้ เพื่อไม่ให้ลูกค้าต้องรอการตอบกลับนานและสามารถตอบสนองความต้องการผู้บริโภคอย่างทันท่วงที ดังนั้น Chatpify จะเป็นผู้เล่นสำคัญที่จะช่วยยกประสบการณ์ด้านลูกค้าสัมพันธ์ของธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น พร้อมเชื่อมต่อแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและโซเชียลมีเดีย เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลายมากขึ้น

ลงทุนระบบบริหารคลังสินค้าที่รวดเร็ว และแม่นยำถึง 99.7%

ระบบการจัดการบริหารคลังสินค้าเพื่อเตรียมจัดส่ง (Fulfillment center) เรียกได้ว่าเป็นหัวใจหลักบนสายพานของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ที่ต้องการความรวดเร็ว แม่นยำ และการจัดการที่มีประสิทธิภาพสูง ดังนั้นการเข้ามาของ “Bluedock” ระบบบริหารคลังสินค้า หรือ Fulfillment Center Management System ที่พัฒนาโดยเอ็น-สแควร์ อีคอมเมิร์ซ จึงตอบโจทย์การช่วยเพิ่มประสิทธิภาพเพื่อตอบสนององค์กรที่ต้องการบริหารจัดการคลังสินค้าอีคอมเมิร์ซและปรับการทำงานให้เป็นรูปแบบดิจิทัลมากขึ้น

จากการใช้งานตั้งแต่ปี 2562 ร่วมกับลูกค้าหลากหลายแบรนด์ชั้นนำ อาทิ ASUS และ Super Lockพบว่าสามารถเพิ่มอัตราความแม่นยำของสินค้าคงคลังเพื่อเตรียมจัดส่งอย่างไม่มีข้อผิดพลาดได้ไม่น้อยกว่า 99.7% พร้อมเพิ่มความรวดเร็วนับตั้งแต่สั่งซื้อถึงจัดส่งภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งจุดแข็งจากเทคโนโลยีที่เอ็น-สแควร์ อีคอมเมิร์ซนำมาประยุกต์ใช้ร่วมกับธุรกิจเพื่อยกระดับการดำเนินงานของสายพานคลังสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ

เพราะระบบคลังสินค้าอีคอมเมิร์ซจำเป็นต้องใช้ความแม่นยำระดับสูงในการบริหารสินค้าแต่ละชิ้นBluedock จึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพตั้งแต่กระบวนการรับสินค้าเข้าคลัง (Inbound Process) การค้นหาตำแหน่งจัดเก็บที่เหมาะสม (Storage) พร้อมทั้งจ่ายสินค้าออกจากคลังด้วยวิธีที่มีประสิทธิภาพ (Picker)โดยระบบจะคัดเลือกสินค้าที่ควรออกจากคลังก่อน อย่างสินค้าที่เข้ามาในคลังเป็นอันดับต้นๆ หรือสินค้าที่อยู่ในโซนที่มีของน้อยกว่าและอยู่ด้านบน เพื่อให้มีพื้นที่สำหรับของที่จะเข้ามาในคลังต่อไป รวมถึงบริหารจัดการพื้นที่จัดเก็บอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ ยังช่วยอำนวยความสะดวกในกระบวนการแพ็คสินค้า (Packing) ไปจนถึงติดตามสินค้าและขนส่ง (Order Status)

“Omniplus” ระบบบริหารการขายสินค้าอีคอมเมิร์ซครบวงจรครอบคลุมทุกแพลตฟอร์ม

แบรนด์สามารถบริหารจัดการยอดสั่งซื้อจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและโซเชียลมีเดียมากกว่า 10 ช่องทาง อาทิ Shopee, Lazada, Facebook, LINE และ TikTok ที่มียอดสั่งซื้อเป็นจำนวนมาก โดย Omniplus จะรวบรวมยอดสั่งซื้อและสต๊อกจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่างๆ ให้อยู่ในฐานข้อมูลกลางที่เดียว เพื่อให้แบรนด์พร้อมบริหารจัดการยอดสั่งซื้อ จัดการ สต๊อก และช่วยจัดการข้อมูลสินค้า เพื่อป้องกันความผิดพลาด ไปจนถึงเตรียมจัดส่ง

ยิ่งไปกว่านั้น นอกจากจะเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการต่างๆ ของสายพานอีคอมเมิร์ซแล้ว Omniplus ยังช่วยให้แบรนด์ลดต้นทุนจากการรวมสต๊อกสินค้าสำหรับหลายแพลตฟอร์มไว้ในที่เดียว โดยแบรนด์สามารถติดตามสถานะต่างๆ ตั้งแต่ลูกค้าสั่งซื้อ จัดส่ง จนถึง ได้รับสินค้า ในแบบเรียลไทม์

ทั้งนี้ ซอฟต์แวร์ดังกล่าวที่ เอ็น-สแควร์ อีคอมเมิร์ซ ได้พัฒนาและนำไปประยุกต์ใช้ในหลายประเทศที่ทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และเวียดนาม เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารธุรกิจ อีคอมเมิร์ซของแต่ละประเทศมากขึ้น ทำให้ทางบริษัทฯ มองเห็นโอกาสในการต่อยอดซอฟต์แวร์เหล่านี้สำหรับแบรนด์ใหญ่และผู้ประกอบการรายย่อยอื่นๆ ในวงกว้างเพื่อสร้างการเติบโตของธุรกิจ โดยในอนาคต บริษัทฯ มีแผนเปิดให้บริการ SaaS ที่สามารถยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนได้มากขึ้น ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานในแต่ละธุรกิจที่แตกต่างกัน ตอกย้ำเป้าหมายหลักของ เอ็น-สแควร์ อีคอมเมิร์ซ ในฐานะส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซทั้งประเทศไทยและในภูมิภาคให้เติบโตขึ้นต่อไป

from:https://www.thumbsup.in.th/n-square-ecommerce-2?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=n-square-ecommerce-2

Content audit คืออะไร

ไม่ว่าคุณจะเป็นแบรนด์เล็กหรือใหญ่ที่มีเว็บไซต์เป็นของตนเอง ต่างก็ต้องคอยตรวจเช็คเว็บไซต์ของคุณ ว่าเข้าถึงผู้ใช้งานได้ง่ายหรือไม่ คอนเทนต์ดึงดูดใจทั้งคนอ่านทั่วไปและ SEO หรือเปล่า เพื่อให้การลงทุนของคุณไม่เสียเปล่า และนี่คือสิ่งที่คุณต้องเตรียมพร้อมในการตรวจสอบหลังบ้านของคุณค่ะ

การตรวจสอบเนื้อหาคือการตรวจสอบเนื้อหาทั่วทั้งไซต์ของคุณอย่างเป็นระบบ รวมถึง:

  • บล็อก
  • แลนดิ้งเพจ
  • หน้าผลิตภัณฑ์หรือบริการ
  • หน้าเนื้อหาหลัก

การตรวจสอบนี้ช่วยให้คุณเข้าใจว่าเนื้อหาของคุณทำงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายหรือไม่ รวมถึงการเข้าถึงผู้ชมที่คุณต้องการ

ข้อดีของการทำ Content Audit

1. แสดงให้คุณเห็นว่าเนื้อหาใดต้องปรับปรุง

นอกจากการแสดงให้คุณเห็นว่าเนื้อหาของคุณใช้งานได้ตามปกติแล้ว การตรวจสอบเนื้อหายังให้ทิศทางที่เป็นรูปธรรมแก่คุณในด้านต่างๆ ที่คุณต้องปรับปรุง

เนื่องจากการตรวจสอบเนื้อหาช่วยให้คุณเข้าใจว่าสิ่งใดใช้ได้ผลและไม่ได้ผล (เพราะคุณจะเห็นผลของทั้งสองฝั่งในไซต์ของคุณ) คุณจึงสามารถนำไปใช้กับการสร้างเนื้อหาในอนาคตเพื่อผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น

2. ช่วยให้คุณมองเห็นเนื้อหาของคุณโดยรวมจากภาพรวม

หากคุณมีเนื้อหาจำนวนมากบนเว็บไซต์ของคุณ การตรวจสอบอาจเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบเนื้อหาให้เสร็จสิ้นเป็นวิธีเดียวที่จะเจาะลึกเนื้อหาทั้งหมดของคุณและทำความเข้าใจอย่างแท้จริงว่าเนื้อหานั้นส่งผลแก่ธุรกิจของคุณอย่างไร

หรือแม้ว่าคุณจะมีธุรกิจขนาดเล็กและมีเนื้อหาไม่มาก การตรวจสอบเนื้อหาก็ยังมีประโยชน์ มันจะช่วยคุณเพิ่มประสิทธิภาพเนื้อหาที่คุณมีเพื่อให้ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

การตรวจสอบเนื้อหาสามารถช่วยให้คุณเข้าใจสิ่งที่คุณมี สิ่งที่คุณต้องการ สิ่งที่คุณไม่ต้องการ และสิ่งที่คุณสามารถทำได้ในอนาคตเพื่อให้แน่ใจว่าภาพรวมของเนื้อหาของคุณมีส่วนสนับสนุนต่อเป้าหมายของคุณ

ข้อควรจำ: ไม่มีวิธีใดที่สมบูรณ์แบบในการตรวจสอบเนื้อหา การตรวจสอบของคุณสามารถเปลี่ยนแปลงได้ขึ้นอยู่กับประเภทของเนื้อหาที่คุณกำลังวิเคราะห์และเป้าหมายที่คุณหวังว่าจะบรรลุเมื่อการตรวจสอบเสร็จสิ้น ด้วยเหตุนี้ให้ปรับแต่งการตรวจสอบเนื้อหาของคุณเพื่อให้เหมาะกับความต้องการของไซต์และกลยุทธ์เนื้อหาของคุณ

from:https://www.thumbsup.in.th/content-audit?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=content-audit

นวัตกรรมดิจิทัลสู่การพลิกฟื้นการท่องเที่ยว

โดย ปณิชา ธนณาเคนทร์ ผู้อำนวยการ Traveloka ประจำประเทศไทย

คุณยังจำการท่องเที่ยวสมัยก่อนที่จะมีเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาได้ไหม ยุคที่ต้องคอยลุ้นให้บริษัทนำเที่ยวหาตั๋วเครื่องบินอยู่หลายชั่วโมง อีกทั้งส่งแฟกซ์ไปจองโรงแรมแล้วแต่ไม่มีการตอบกลับหรือตอนหาตั๋วเครื่องบินขากลับที่เก็บซ่อนไว้อย่างดี เพราะกลัวหายแต่จำไม่ได้ว่าเก็บไว้ที่ไหน

การเปลี่ยนแปลงสู่ยุคดิจิทัลมีผลให้โมเดลธุรกิจเปลี่ยนไปตลอดเวลา รวมทั้งวิธีการดำเนินงานขององค์กรต่าง ๆ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีคลื่นลูกใหม่ทำให้เกิดโอกาสและมูลค่าใหม่ ๆ ในทุกอุตสาหกรรมโดยเฉพาะภาคท่องเที่ยว

ซึ่งองค์การการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติ (UNWTO) เอง นั้นได้กล่าวถึงการท่องเที่ยวด้วยว่า เป็นอุตสาหกรรมแรก ๆ ที่มีการนำเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มใหม่ ๆ เข้ามาใช้อย่างต่อเนื่อง

ทุกวันนี้ในยุคดิจิทัล โลกของเราถูกย่อมาไว้ในมือของนักท่องเที่ยวทุกคนการจองทุกอย่างสามารถทำได้ด้วยตัวเองภายในเสี้ยววินาที แค่ปลายนิ้ว คุณก็สามารถวางแผนการเดินทางได้ทั้งหมด เหมือนกับว่าสมาร์ทโฟน กลายเป็นบริษัทนำเที่ยวไปแล้ว

ปัจจุบัน เทคโนโลยีทำให้การท่องเที่ยวมีราคาเป็นมิตรมากขึ้น เข้าถึงง่ายและสะดวกสบายมากขึ้น ด้วยตัวเลือกที่มีอยู่มากมายที่สามารถค้นพบได้ด้วยปลายนิ้ว ทำให้นักท่องเที่ยวมีอิสระและสามารถจัดการได้เองได้อย่างง่ายดาย ซึ่งก็เหมาะกับคนที่ต้องการความหลากหลาย ความโปร่งใสและความยืดหยุ่นในการเดินทาง

นวัตกรรมนำสู่เป้าหมาย

รายงาน Digital 2022: Thailand แสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยมีความพร้อมด้านดิจิทัลเป็นอย่างมาก ทั้งอัตราการใช้อินเทอร์เน็ต โซเชียลมีเดียและการใช้เครือข่ายมือถือที่อยู่ในระดับสูง ผู้บริโภคไทยรู้จักและใช้เทคโนโลยีดิจิทัลกันมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด ในประเทศไทย พบว่า 9 ใน 10 ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเป็นผู้บริโภคที่เคยซื้อสินค้าทางออนไลน์อย่างน้อยหนึ่งครั้ง

การเพิ่มขึ้นในการนำเทคโนโลยีมาใช้พร้อมกับความปลอดภัยและสะดวกสบายได้เข้ามาเป็นส่วนสำคัญในชีวิตประจำวันของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตไปแล้ว เมื่อมีความต้องการมากขึ้น การนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ และการปรับตัวสู่ดิจิทัลจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากผู้ประกอบธุรกิจต้องการนำเสนอความสะดวกสบายให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และจะช่วยให้อุตสาหกรรมฟื้นตัวจากช่วงที่ยากลำบากให้มีความพร้อมก้าวไปในยุคดิจิทัล

ทราเวลโลก้าเป็นผู้นำตอบรับเทรนด์เหล่านี้อย่างรวดเร็วเรามีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ตอบโจทย์ผู้ใช้อยู่เสมอ และนำเสนอโซลูชั่นในแบบใหม่ การตลาดที่เน้นลูกค้าเป็นสำคัญหรือ customer-centric ทำให้มั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์และบริการของเราจะตอบโจทย์ได้เกินกว่าระดับความคาดหวังของลูกค้าเสมอ

สำหรับประเทศไทย ระบบวิเคราะห์ข้อมูลมีบทบาทสำคัญในการช่วยเสริมศักยภาพการให้บริการที่สนองตอบความต้องการของลูกค้า การมีฐานข้อมูลขนาดใหญ่จะช่วยให้แพลตฟอร์มนำข้อมูลนี้ไปใช้สำรวจและวิเคราะห์พฤติกรรมการเดินทางของนักท่องเที่ยว เข้าใจความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างลึกซึ้ง และตอบสนองต่อพฤติกรรมของผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพอินไซต์ต่าง ๆ ที่ได้จากระบบวิเคราะห์ข้อมูล ยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างความแตกต่างของแบรนด์และสร้างการรับรู้ในหมู่ลูกค้าด้วย

ทราเวลโลก้าใช้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ในการเร่งอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้ฟื้นตัว โดยมีบริการด้านการท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีการชูนวัตกรรมและลูกค้าเป็นศูนย์กลางคือหัวใจสำคัญของทราเวลโลก้าและเป็นสิ่งที่เราทำในฐานะบริษัทเทคโนโลยี (Tech company) สิ่งเหล่านี้เป็นวัฒนธรรมองค์กรและเป็นปัจจัยที่ขับเคลื่อนกลยุทธ์ธุรกิจของเราให้เติบโต

การแพร่ระบาดของโควิดเป็นสถานการณ์ที่ท้าทายให้ทราเวลโลก้าต้องพัฒนาแนวคิดใหม่ตอบสนองต่อเทรนด์และพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปในแบบไม่ได้คาดคิดมาก่อน ในช่วงโควิดนั้นเราได้มีการนำเสนอบริการใหม่ ๆ ซึ่งใช้เทคโนโลยีให้ตอบโจทย์ความท้าทายที่ลูกค้า คู่ค้า และพันธมิตร ต้องประสบในสถานการณ์ดังกล่าว ได้แก่

  • Traveloka Clean Partner สัญลักษณ์ Cleanที่ระบุถึงสินค้าและบริการที่เป็นไปตามมาตรการสุขอนามัย Traveloka Clean Partner สัญลักษณ์ Cleanที่ระบุถึงสินค้าและบริการที่เป็นไปตามมาตรการสุขอนามัย
  • Booking with Flexibility ยืดหยุ่นมากขึ้นกับการจองตั๋วโรงแรม (จ่ายเมื่อเช็คอิน)
  • Safe Travel Page เดินทางท่องเที่ยวปลอดภัยด้วยหน้าเพจที่นำเสนอข้อมูลเฉพาะเกี่ยวกับข้อกำหนดการเดินทางต่าง ๆ ในช่วงโควิด
  • บริการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ที่ลูกค้าสามารถจองตรวจโควิดได้โดยตรงจากในแอป
  • ไลฟ์สตรีมและสนุกไปกับเกมเลี้ยงน้อง Godwy ในช่วง EPIC Sale 2022
  • แคมเปญ Stay at Home อยู่บ้านก็เที่ยวได้กับประสบการณ์ ‘เที่ยวทิพย์’ ทราเวลโลก้าจัดให้ลูกค้าได้สัมผัสบรรยากาศท่องเที่ยวเสมือนจริง

ความพยายามทั้งหมดนี้ คือ การตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของทราเวลโลก้าในฐานะบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่จัดระเบียบความสำคัญโดยเน้นทำสิ่งที่เราทำได้ เพื่อให้ระบบนิเวศของการท่องเที่ยวไทย เติบโตได้อย่างยั่งยืน ตัวอย่างการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยเสริมการท่องเที่ยว

ทราเวลโลก้าได้พยายามนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยพันธมิตรคู่ค้าให้สามารถรับมือกับความท้าทายในช่วงโควิด การร่วมมือร่วมใจที่แข็งแกร่งจากพันธมิตรทำให้ทราเวลโลก้าเห็นแนวโน้มที่ดี ในการช่วยหนุนเศรษฐกิจไทยให้ฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีภาคการท่องเที่ยวสนับสนุนในโลกที่เชื่อมต่อถึงกันซึ่งอะไรก็เกิดขึ้นได้ พฤติกรรมและความชอบของนักท่องเที่ยวอาจเปลี่ยนไปได้ในทันที ซึ่งย่อมส่งผลต่อธุรกิจท่องเที่ยวแน่นอน

ในขณะเดียวกัน ความท้าทายเหล่านี้ก็ถือเป็นโอกาสในการใช้เทคโนโลยีของเราเข้าไปช่วยเติมเต็มแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตของลูกค้า
การรับมืออย่างรวดเร็วในการตอบสนองความต้องการและพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป จะสามารถทำให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์ที่มีความพิเศษเฉพาะตัวและราบรื่นไร้รอยต่อ กลายเป็นจุดเด่นของธุรกิจขึ้นมาได้

ทราเวลโลก้ามุ่งมั่นที่จะเข้าไปมีบทบาทช่วยหนุนการพัฒนาและการเติบโตของภาคการท่องเที่ยวไทยเพราะเราให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีที่ก้าวทันกับผู้บริโภคและเติมเต็มความต้องการของลูกค้า ทราเวลโลก้าพร้อมทำงานร่วมกับฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างอนาคตที่สดใสให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยต่อไป

ที่มา:
https://economysea.withgoogle.com/report/
https://www.bannerflow.com/blog/digital-transformation-for-travel/

from:https://www.thumbsup.in.th/digital-transformation-for-travel?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=digital-transformation-for-travel

RAiNMaker ประกาศความสำเร็จครั้งใหญ่ iCreator Conference 2022 Presented by SUPALAI พร้อมเดินหน้าประกาศโปรเจคใหม่ iCreator Camp

RAiNMaker (เรนเมคเกอร์) สานต่อครั้งยิ่งใหญ่กับงานสัมมนาที่รวมเหล่าครีเอเตอร์ชั้นนำของประเทศไทยมาไว้บนเวทีเดียวกัน ภายใต้ชื่อ “iCreator Conference 2022 Presented by SUPALAI : THE NEXT CHAPTER” ก้าวต่อไปของวงการครีเอเตอร์ท่ามกลางจุดเปลี่ยนของโลกที่คนยุคใหม่ต้องตามให้ทัน

มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 2,500 คน ทั้งวัยทำงาน แบรนด์ เอเจนซี่และสื่อชั้นนำต่างๆ มากมาย ที่พิเศษคือปีนี้มีนิสิตและนักศึกษาให้ความสนใจเป็นอันมาก สะท้อนให้เห็นถึงกระแสการทำงานด้านคอนเทนต์และครีเอเตอร์ กำลังเป็นที่สนใจและสร้างโอกาสรายได้สำหรับเด็กรุ่นใหม่ในอนาคต

คุณขจร เจียรนัยพานิชย์ ผู้บริหารบริษัท เดอะซีโร่ พับลิชชิ่ง จำกัด (The Zero Publishing) เจ้าของเว็บไซต์ชื่อดังอย่าง Mango Zero, Parents One, Thumbsup และ RAiNMaker ขึ้นกล่าวระหว่างการเปิดงาน iCreator Conference 2022 ว่าในปีนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของวงการออนไลน์ ทั้งเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มต่างๆ ที่เปลี่ยนไป โลกของ CREATORNOMIC หรือภาพรวมที่ส่งเสริมวงการครีเอเตอร์ไทย ยังมีอีกหลายส่วนที่ต้องการพัฒนาให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น

“Creatonomic” คือการผนวกรวมระหว่าง Creator กับ Economic เมื่อการทำคอนเทนต์ไม่ใช่แค่เรื่องของคนทำคอนเทนต์อาชีพอย่างเดียวอีกต่อไป แต่เป็นการผนวกรวมเพื่อสร้างความเป็นไปได้”

ในอดีต Ecosystem ของการทำคอนเทนต์ประกอบไปด้วย Brand/Agency, Content Creator, Audience อาศัยอยู่ร่วมกันบนสิ่งที่เรียกว่าแพลตฟอร์ม เช่น Facebook, YouTube หรือ Website แต่เมื่อเวลาเปลี่ยนไปทุกอย่างก็ไม่เหมือนเดิม

ดังนั้น ในปี 2022 ที่ผ่านมา มีอัตราการซื้อขายสื่อบน Platform ออนไลน์สูงถึง 27,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเติบโตกว่า 20% ต่อปี ในขณะที่จำนวนผู้ใช้งาน Social Media ในไทย 📈 รวมกันแตะ 100 ล้านคนในทุกแพลตฟอร์ม

เมื่อย้อนกลับไปมองปี 2017 ที่ YouTube มีคน Subscribe เกิน 1 ล้านคนเพียงแค่ 32 ช่อง แต่ในปี 2022 มีช่อง YouTube ที่มีคนติดตามเกิน 1 ล้านคน มากถึง 650 ช่อง

ตัวเลขเหล่านี้ บ่งบอกว่าวงการคอนเทนต์ไทยนั้นเติบโตอย่างก้าวกระโดดมาก ดังนั้นทุกอย่างไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว ซึ่งเราเรียกมันว่าการซ้อนทับกันของคอนเทนต์​

ทั้งนี้ จึงสรุปได้เลยว่านี่คือยุคแห่งการทับซ้อนและผสมผสานกันของคอนเทนต์ ไม่ได้มีการแบ่งแยกกันอีกต่อไปแล้ว นี่เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ภาพจำของการทำคอนเทนต์เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

รวมถึงปีนี้ยังเป็นปีที่ครีเอเตอร์หลายช่องได้เปิดมาเกินกว่า 5-10 ปีแล้ว การปรับตัวครั้งใหญ่จึงเปรียบเสมือนเป็น Chapter ใหม่ของวงการครีเอเตอร์ ซึ่งเหล่าครีเอเตอร์ และอินฟลูเอนเซอร์มากมาย ต่างก็ต้องก้าวข้ามผ่านกรอบของตัวเอง เพื่อไปสู่โลกใหม่แห่งการสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่แปลกใหม่ และได้รับการยอมรับจากผู้ชมยุคใหม่ให้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม Brand, Agency, Platform, Audience ทุกคนสามารถสลับตำแหน่งและช่องทางกันได้อยู่ตลอดเวลา ในยุคของ Creatornomic ซึ่งใน Ecosystem นี้ ทุกคนจะต้องเข้ามร่วมสนับสนุนกัน ในช่องทางที่ตัวเองสามารถทำได้ ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนจากรัฐบาล, ด้านจริยธรรม, ด้านกฎหมาย ในด้านใดก็ได้ที่เราสามารถทำได้ ถ้าเราติดตามสัญญาณแห่งความเปลี่ยนแปลง เราจะเห็น Trend ที่สำคัญดังนี้
2023 คือ ปีแห่งการเปลี่ยนแปลง เมื่อเกิด Platform ใหม่ ๆ อย่าง TikTok และตระกูล Short Video ทั้งหลาย, Twitter Community, Facebook Community เราจะเจอหลายอย่างที่เปลี่ยนไปในปีหน้าเปลี่ยนไป จนเราต้องปรับตัวและทำความเข้าใจ
2023 ปีทองของ Content Creator เพราะ Platform ต่างต้องการ Creator เข้ามาอยู่ใน Platform ของตัวเอง เมื่อ YouTube ประกาศอัดฉีดเงินให้กับ Creator ทั้ง Funding, Revenue, การให้การสนับสนุนต่าง ๆ แม้กระทั่ง Netflix ยังสนับสนุนการทำคอนเทนต์ในประเทศ ภาพยนตร์ไทย, คอนเทนต์จากผู้กำกับหรือนักสร้างคนไทย รวมถึงเวทีการประกวดและมอบรางวัลต่าง ๆ
ทุกอย่างจะเปลี่ยนแปลงตลอดไป และมาพร้อมกับโอกาสมากมายรออยู่ ในขณะเดียวกัน สิ่งที่น่าสนใจคือในมิติด้านการศึกษา เมื่อโลกเปลี่ยนไปขนาดนี้ เราจะทำอย่างไรให้นักเรียน นักศึกษา ได้เรียนรู้ ทักษะในการทำคอนเทนต์ ทาง RAiNMaker จึงได้เปิดตัว iCreator Camp เพื่อสนับสนุนกิจกรรม จัดค่าย ให้กับน้อง ๆ นักศึกษา หรือคนทำคอนเทนต์หน้าใหม่ เพื่อสนับสนุนนักสร้างคุณภาพสู่วงการคอนเทนต์เช่นกัน

นอกจากนี้ ภายในงาน “iCreator Conference 2022 Presented by SUPALAI : THE NEXT CHAPTER”  ยังมีครีเอเตอร์ชั้นนำมากมาย มาขึ้นให้ความรู้และแชร์ประสบการณ์มากมายบนเวที ไม่ว่าจะเป็น โบกี้ไลอ้อน, AUTTA, สิงห์ วรรณสิงห์ , ป๋าเต็ด , เฟื่องลดา , เคน นครินทร์ THE STANDARD ช่องยกกำลัง , เล็ก คงเดช ผู้กำกับภาพยนตร์ , ทีมชัชชาติ เป็นต้น มาร่วมแชร์ประสบการณ์ และเทคนิคการสื่อสารในโลกออนไลน์ให้ประสบความสำเร็จ

รวมทั้งได้รวบรวมแบรนด์ชื่อดังที่สรรสร้างคอนเทนต์บนโลกออนไลน์ได้อย่างมีคุณค่าและน่าจดจำ อย่างเช่น SUPALAI, AIS, SF Cinema และ ProPlugin ที่จะมาร่วมแชร์ข้อมูลที่ควรรู้สำหรับผู้ริเริ่มอยากสร้างแบรนด์ หรือมีแบรนด์เป็นของตนเองอยู่แล้ว แต่ต้องการพัฒนาคอนเทนต์ของแบรนด์ให้ดียิ่งขึ้น

นอกจากนี้ยังมีแพลตฟอร์มระดับโลกอย่าง Meta Thailand (Facebook, Instagram) , YouTube , Twitter , TikTok และ Lazada ที่มาร่วมอัปเดตเทรนด์ใหม่ๆ ตั้งแต่การทำ Content ให้ประสบความสำเร็จ รวมถึงแนะนำวิธีการใช้บริการแพลตฟอร์มให้เกิดประโยชน์ต่อการทำคอนเทนต์มากที่สุด

บทต่อไปของวงการครีเอเตอร์จะเป็นอย่างไร RAINMaker พร้อมสนับสนุนเหล่าครีเอเตอร์ให้ได้มากที่สุด อยากให้งานนี้เป็นเหมือนจุดเริ่มต้นการรวมตัวกันของคนในอาชีพ เพื่อผลักดันสังคมครีเอเตอร์ไทยให้ก้าวสู่ระดับโลกในอนาคต

สำหรับคนที่สนใจอยากอัพเดทข้อมูล และติดตามการจัดงานครั้งต่อไป สามารถติดตามได้ที่ http://www.rainmaker.in.th , Facebook Page : RAiNMaker และ Twitter @rainmakerth

from:https://www.thumbsup.in.th/rainmaker-icreator-conference-2022-presented-by-supalai?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=rainmaker-icreator-conference-2022-presented-by-supalai

ศูนย์ฯ สิริกิติ์ รุกช่องทางบนสื่อดิจิทัล สู่การเป็นที่สุดของอิเวนต์แพลตฟอร์ม

ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) เปิดช่องทางการสื่อสารบนสื่อดิจิทัล ครบทุกแพลตฟอร์ม รองรับทุกพฤติกรรมการใช้งานของกลุ่มเป้าหมาย ‘B2B – B2C’ ทั้งไทยและต่างประเทศ ให้เข้าถึงข้อมูลและบริการได้อย่างไร้รอยต่อ พร้อมตอบสนองทุกความต้องการได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ สู่การเป็น “ที่สุดของอิเวนต์แพลตฟอร์ม”

สุทธิชัย บัณฑิตวรภูมิ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็น.ซี.ซี. แมนเนจเม้นท์ แอนด์ ดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด เผยว่า “จากเป้าหมายที่ศูนย์ฯ สิริกิติ์ จะเป็นมากกว่าศูนย์การประชุมที่สามารถรองรับการจัดงานได้ทุกรูปแบบและทุกไลฟ์สไตล์ ดังนั้น ช่องทางการสื่อการที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ จึงเป็นประเด็นสำคัญที่เราอยากพัฒนาต่อยอด เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายทั้ง B2B และ B2C ให้ได้มากที่สุด ซึ่งในแต่ละแพลตฟอร์มเราได้มีการเจาะอินไซต์ความต้องการและพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายทั้งผู้จัดงาน ผู้จัดแสดงสินค้า และผู้ใช้บริการ เพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูลได้อย่างไร้รอยต่อ พร้อมสร้างประสบการณ์ใหม่น่าประทับใจแก่ผู้ใช้บริการ”

‘Website’ เน้นสื่อสารกับผู้จัดงานและผู้เยี่ยมชมงานชาวไทยและต่างประเทศ ผ่านการนำเสนอข้อมูลเชิงลึกของพื้นที่ กิจกรรมรายเดือน และสิ่งอำนวยความสะดวก ในหลากหลายภาษา ทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาจีน และมีแผนที่จะพัฒนาเป็นภาษาเกาหลี และภาษาญี่ปุ่น เพื่อรองรับการขยายฐานลูกค้าใหม่ และตอบสนองการใช้งานของลูกค้าทุกชาติทุกภาษาพร้อมเตรียมพัฒนาเว็บไซต์ให้สามารถแสดงผลได้เสมือนจริงมากยิ่งขึ้นในรูปแบบของ ‘Virtual Tour’ ที่ช่วยให้ผู้จัดงาน ตลอดจนผู้เยี่ยมชม สามารถเข้าถึงพื้นที่ศูนย์ฯ สิริกิติ์ในมุมต่างๆ เสมือนอยู่ในสถานที่จริง และนำข้อมูลไปประกอบการตัดสินใจจองพื้นที่จัดงาน พร้อมทั้งวางแผนการเดินทางล่วงหน้าได้

ขณะที่ ‘WeChat’ เน้นสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายชาวจีน ผ่านการใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่เป็นที่นิยมและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายลูกค้าหลักในประเทศจีน โดยนำเสนอข้อมูลและความเคลื่อนไหวของประเทศไทย ควบคู่ไปกับข้อมูลและกิจกรรมที่เกิดขึ้นในศูนย์ฯ สิริกิติ์ ‘LINE Official Account’ เน้นการนำเสนอกิจกรรมไลฟ์สไตล์ต่างๆ และนำเสนอโปรโมชั่น เพื่อตอบโจทย์คอนเซ็ปต์ BALM (Bangkok Active Lifestyle Mall) และให้กลุ่มเป้าหมายได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมและได้รับสิทธิประโยชน์จากการมาใช้บริการที่ศูนย์ฯ สิริกิติ์

‘Facebook Fan Page’ นำเสนอข้อมูลข่าวสารและความเคลื่อนไหวของกิจกรรมต่างๆ ให้ผู้ติดตามทราบอย่างทั่วถึง โดยสื่อสารทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ‘Instagram’ เน้นนำเสนอความสวยงามของพื้นที่และภาพบรรยากาศการจัดงานผ่านรูปภาพ และเป็นพื้นที่ในการแชร์ประสบการณ์ และบอกต่อความประทับใจที่ได้รับจากศูนย์ฯ สิริกิติ์

‘Twitter’ เน้นนำเสนอไฮไลต์การจัดงานและอัพเดทข่าวสารที่น่าสนใจแบบเรียลไทม์

การเปิดช่องทางการสื่อสารบนสื่อดิจิทัลให้ครบทุกแพลตฟอร์ม ของศูนย์ฯ สิริกิติ์ นี้ เพื่อรองรับผู้ใช้บริการจากทุกกลุ่มจากทั่วทุกมุมโลก พร้อมก้าวไปสู่การเป็น ‘ที่สุดของอิเวนต์แพลตฟอร์ม’

from:https://www.thumbsup.in.th/qsncc-digital-marketing?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=qsncc-digital-marketing