คลังเก็บป้ายกำกับ: EDITOR’S_PICKS

เช็คลิสต์สิ่งที่ผู้ประกอบอาชีพด้านการสื่อสารควรทำส่งท้ายปี

เข้าสู่ช่วงปลายปีแบบนี้ คนทำงานด้านการสื่อสารไม่ว่าจะเป็น สายคอนเทนต์ กราฟิก หรือประชาสัมพันธ์ ต่างก็ต้องอัปเดตเรซูเม่กันแล้ว เพราะช่วงนี้หลายบริษัทเริ่มเปิดรับพนักงานใหม่ หลังจากมีการปรับเปลี่ยนคนในองค์กร หากคุณอยากย้ายไปทำสิ่งใหม่ๆ ก็ต้องเตรียมเช็คลิสต์ให้พร้อมเพื่อหาโอกาสใหม่ๆ เติบโตในสายงานด้านการสื่อสารกันครับ

อัปเดตประวัติย่อของคุณด้วยประสบการณ์ล่าสุดอยู่เสมอ

ฝ่ายงานด้านการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ เรียกว่าเป็นตำแหน่งที่มีการทำงานแบบทุกๆ นาที  เพราะมีเรื่องของการสื่อสารและแคมเปญต่างๆ ที่ต้องอัปเดตให้ลูกค้าได้เห็นอย่างต่อเนื่อง เมื่อคุณปรับตามสถานการณ์อย่างรวดเร็ว การจำรายละเอียดเล็กน้อยเกี่ยวกับทุกเนื้องานอาจจะเป็นเรื่องยาก นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เราควรอัปเดตประวัติการทำงานแบบสรุปย่อทุกไตรมาส และตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณมีตัวชี้วัดที่เป็นปัจจุบันซึ่งจะเน้นที่ความสำเร็จครั้งล่าสุด ว่าใช้เวลาในการสร้างสรรค์ผลงานชิ้นเด่นในแต่ละปีมากน้อยแค่ไหน

โดยพิจารณาว่าชิ้นงานนั้น ถูกเผยแพร่ไปยังสื่อสิ่งพิมพ์และแพลตฟอร์มออนไลน์ใด ที่สร้างผลงานในระดับธุรกิจได้ดีที่สุด เพราะจะเป็นประโยชน์ที่ดีในแง่อาชีพการงานของคุณ แม้ว่าคุณจะไม่มีแผนที่จะโยกย้ายตำแหน่งหรือหางานใหม่ แต่การทบทวนงานแบบรายไตรมาสนี้ืจะช่วยให้คุณรักษาประวัติย่อของคุณให้เป็นผลงานล่าสุดอยู่เสมอ

จัดระเบียบไฟล์ผลงานของคุณ

ไม่ว่าจะเป็นการบรรยายสรุปเนื้อหาของลูกค้า แผนงานร่างเนื้อข่าวประชาสัมพันธ์ ไปจนถึงแผนกลยุทธ์ชิ้นล่าสุด ที่คุณต้องทำงานกับเอกสารหลายร้อยฉบับตลอดทั้งปีนี้ ลองใช้เวลาในการจัดเรียงไฟล์เหล่านี้ให้เป็นระเบียบ ในโฟลเดอร์ที่มั่นใจว่าจะไม่เผลอกดลบและล้างข้อมูลเก่าในไดรฟ์ของคุณบ้าง

สิ่งที่ควรลงมือทำทันที

  • สำรองไฟล์ที่สำคัญที่สุดของคุณ และตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณสามารถค้นหาเอกสารได้โดยง่ายตามวิธีการจัดเรียงตามอันดับก่อนและหลัง
  • สร้างเอกสารอันดับต้น ๆ ของโฟลเดอร์ปี 2022 ด้วยเทมเพลตหรือไฟล์ที่สำคัญที่สุด ซึ่งคุณจะอ้างอิงต่อไปในปีหน้า
  • ลบเอกสารที่มั่นใจว่า คุณไม่จำเป็นต้องใช้งานอีกต่อไป

คิดทบทวนให้ดีว่าอีกหนึ่งปีต่อจากนี้ไปอยู่ที่ไหน

เมื่อลองตั้งคำถาม เราก็จะรู้คำตอบว่า ตอนนี้คุณมีความสุขกับการทำงานในบริษัทปัจจุบันของคุณหรือไม่ หรือมีตำแหน่งที่น่าสนใจกว่าทำงานที่บริษัทเดิมไหม แม้ว่าคุณวางแผนที่จะอยู่ในบทบาทเดิม แต่คุณก็ยังสามารถทะเยอทะยาน ที่จะพัฒนาทักษะเพิ่มเติม เพิ่มขอบเขตความสามารถใหม่ๆ  และสร้างเป้าหมายใหม่ให้ไปถึง โดยอาจจะเริ่มด้วยการถามตัวเองว่า

  • แคมเปญโปรดของฉันที่ทำในปีนี้คืออะไร อะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้ชิ้นงานนี้โดดเด่น?
  • แคมเปญงานที่ฉันชื่นชอบน้อยที่สุดในปีนี้คืออะไร และเหตุผลว่าทำไมคุณถึงไม่พอใจในงานชิ้นนี้?
  • ทักษะใดที่ฉันอยากจะต่อยอดและสร้างโอกาสเติบโตในอนาคต?

วางระเบียบแบบแผนทางการเงิน

แน่นอนว่าสิ่งสำคัญในการมองหางานใหม่ก็คือเรื่องของ “เงินเดือน” ลองทบทวนการใช้จ่ายของคุณตลอดทั้งปี ว่าใช้จ่ายไปทางด้านใดมากที่สุด และเช็คชัดเจนว่าคุณสามารถเก็บเงินเพื่อทำตามเป้าหมายที่วางไว้ได้หรือไม่ รวมทั้งในอนาคตคุณอยากจะทำอะไรบ้าง ซื้อบ้าน ซื้อรถ ท่องเที่ยว ซื้อของที่ตนเองชอบหรือกินตามใจปาก สิ่งเหล่านี้สามารถเป็นได้ทั้งเป้าหมายระยะสั้นและระยะยาว ถ้าลองตั้งเป้าคุณก็จะวางแผนสำรองเงินที่เหมาะสมได้ ว่าแผนระยะสั้นควรใช้เงินเท่าไหร่ แผนระยะยาวต้องเก็บเท่าไหร่ การวางแผนที่ชัดเจนนี้จะทำให้คุณมีเป้าหมายในการทำงานระยะยาว รวมทั้งการหาอาชีพเสริมเพื่อให้สำเร็จตามเป้าได้ไวขึ้น

ตั้งเป้าสิ่งที่ต้องการทำในปีหน้า

เมื่อใกล้จบปี แน่นอนสิ่งที่เราต้องมองหาคือเรื่องของอนาคต แล้วในอนาคตเราอยากจะทำอะไรกันบ้าง อยากอ่านหนังสือให้จบ 100 เล่ม อยากพูดภาษาที่สองหรือสามได้มากขึ้น อยากเที่ยวรอบโลก อยากเปลี่ยนอาชีพใหม่ สิ่งเหล่านี้จะเป็นเป้าหมายบอกให้เรารู้ว่าต้องการทำสิ่งใดในปีต่อๆ ไป และแผนเหล่านั้นต้องใช้เวลาในการลงมือทำให้สำเร็จมากหรือน้อยแค่ไหน

 

ด้วยสายงานอาชีพด้านการสื่อสารถือว่าเป็นอาชีพยอดนิยมที่มีคนหันมาให้ความสนใจกันเยอะมาก การแข่งขันก็สูง ดังนั้น หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ทำงานในสายงานด้านการสื่อสารก็ต้องหมั่นพัฒนาความสามารถและไม่ยอมหยุดนิ่งหรือเสียโอกาสดีๆ ไปนะครับ

from:https://www.thumbsup.in.th/communicator-checklist?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=communicator-checklist

6 วิธีคำนวณยอด Engagement สำหรับแบรนด์และนักการตลาด

RainMaker ได้แชร์ข้อมูลเกี่ยวกับการวัดยอดเอ็นเกจเมนต์ (Engagement) ของโซเชียลมีเดียต่างๆ เพื่อให้นักการตลาดและแบรนด์สามารถวัดผลยอดไลก์ ยอดแชร์ คอมเมนต์และจำนวนผู้ติดตาม เพื่อทราบระดับของแบรนด์ตนเองในโลกโซเชียลมีเดีย เพื่อให้นำไปใช้ในการแผนกลยุทธ์ต่างๆ

ทั้งนี้ สูตรคำนวณยอดเอ็นเกจเมนต์ในโซเชียลมีเดียมีสูตรให้ใช้งานมากมาย เพราะยอดวัดมูลค่าของโพสต์ต่างๆ จะสร้างคุณค่าให้กับตลาดคอนเทนต์และรับรู้ได้ว่าชิ้นงานของตนเองสำเร็จตามเป้าหมายหรือไม่ อย่างน้อยเราก็ต้องรู้มาตรฐานที่ใช้วัดยอดเอ็นเกจเมนต์นี้กันก่อนค่ะ

อย่างไรก็ตาม มาตรฐานที่ใช้วัดยอดเอ็นเกจเมนต์ จะประกอบด้วย

  • Reactions
  • Likes
  • Comments
  • Shares
  • Saves
  • Messengers
  • Direct Messages
  • Mentions (Tagged / Untagged)
  • Click
  • Profile Visits
  • Retweets
  • Replies
  • Quote Tweets
  • Sticker Taps
  • Link Clicks
  • Views

โดยรายละเอียดเหล่านี้ จะสามารถช่วยเปลี่ยนการรับรู้ระหว่างแบรนด์และกลุ่มเป้าหมาย รวมถึงการสร้างโอกาสเพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ แต่อย่างไรก็ตามแบรนด์และนักการตลาดจำเป็นต้องทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายหลักของตนเองให้ดีเสียก่อน และควรรู้ไทม์ไลน์ที่เหมาะสมในการโพสต์ เช่น โพสต์เวลาไหนดี โพสต์ตอนไหนเอ็นเกจเมนต์จะดีที่สุด

และวันนี้ thumbsup จะมาแนะนำวิธีการคำนวณสูตรที่น่าสนใจมากถึง 6 สูตรมาฝากกันค่ะ

 

Rate by Reach (ERR) : คำนวณจากยอด Reach

เป็นสูตรยอดนิยมที่นำมาใช้ในการคำนวณเอ็นเกจเมนต์มากที่สุดเพราะสามารถวัดจากคนที่มีส่วนร่วมกับเราได้โดยตรงหลังเห็นคอนเทนต์แล้ว เหมาะใช้กับโพสต์เดี่ยวและคำนวณค่าเฉลี่ยของมัลติโพสต์

  • ข้อดี : คำนวณยอด Reach ได้แม่นยำกว่าการคำนวณยอดจากผู้ติดตาม
  • ข้อเสีย : ยอด Reach อาจมีการขึ้นลงจากหลายปัจจัย ทำให้ยากจะควบคุมได้

 

Rate by Posts (ER Post) : คำนวณจากยอดโพสต์

สูตรนี้คล้ายกับยอดการคำนวณจากยอด Reach เพียงแต่เปลี่ยนจากยอด Reach เป็นการคำนวณยอดจากผู้ติดตาม โดยจะบอกว่ามีผู้ติดตามกี่คน สร้างยอดเอ็นเกจเมนต์ให้กับคอนเทนต์ได้กี่คน

  • ข้อดี : การคำนวณแบบ ERR เป็นวิธีที่ดีในการบอกจำนวนคนที่มองเห็นโพสต์ แต่สูตรนี้จะแทนที่ด้วยยอดการติดตามจากผู้ชม ซึ่งจะเป็นตัววัดที่แม่นยำกว่า
  • ข้อเสีย : การคำนวณยอดด้วยสูตรนี้จะต้องอัปเดตอยู่เสมอ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของจำนวนยอดผู้ติดตามที่เพิ่มหรือลด อาจทำให้การมีส่วนร่วมกับโพสต์ลดลงได้เช่นกัน

Rate by impressions (ER impressions)  : คำนวณจากยอดการมองเห็น

ยอด Impression ทำให้รู้ว่ามีคนมองเห็นคอนเทนต์ของคุณเท่าไหร่แม้จะเป็นการกลับมาดูซ้ำก็ตาม เพราะการคำนวณด้วยสูตรนี้จะต้องนับยอดหรือความถี่ที่คนมองเห็นนั่นเอง

  • ข้อดี : สูตรนี้เหมาะกับคอนเทนต์ที่จ่ายเพื่อเพิ่มการมองเห็น (Paid Content) และเป็นคอนเทนต์ที่เน้นการประเมินตามการแสดงผล
  • ข้อเสีย : แม้สูตรนี้จะเป็นสูตรยืนพื้นที่ในการวัดผล Impression แต่อาจจะทำให้ได้ผลลัพท์ที่ต่ำกว่าการคำนวณแบบ ERR และ ER รวมกัน เพราะยอด Reach และ Impression มักจะไม่สอดคล้องกัน

 

Daily engagement Rate (Daily ER) : คำนวณจากยอดรายวัน

แม้ยอดเอ็นเกจเมนต์จะคำนวณตามยอดที่เรามองเห็น การคำนวณจากยอดผู้ติดตามที่เข้ามามีส่วนร่วมกับบัญชีผู้ใช้งานของเรา

  • ข้อดี : สูตรนี้ไม่ได้คำนวณเฉพาะโพสต์ แต่เป็นการคำนวณจากยอดทั้งหมดรายวันของโซเชียลมีเดียผลลัพธ์จึงขึ้นอยู่กับโพสต์ใหม่และเก่ารวมกันได้เลย
  • ข้อเสีย : ในสูตรไม่ได้คำนวณถึงเวลาที่ผู้ติดตามคนเดิมเข้ามามีส่วนร่วมกับโพสต์ซ้ำๆ

Rate by Views (ER View) : คำนวณจากยอดวิว

หากคุณทำคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มวีดีโอเป็นหลัก ควรเลือกใช้สูตรนี้ เพราะจะทำให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำในการคำนวณเอ็นเกจเมนต์ที่สุดแล้ว

  • ข้อดี : เป็นสูตรที่เหมาะกับการคำนวณโพสต์หรือคอนเทนต์วีดีโอ ที่คุณต้องการเก็บยอดเอ็นเกจเมนต์
  • ข้อเสีย : อาจเกิดมัลติวิวจากการรับชมสะสมทั้งยอดเก่าและใหม่ จากการดูหลายครั้ง

 

Factored Engagement Rate : คำนวณแบบแยกส่วน

การคำนวณยอดเอ็นเกจเมนต์แยกส่วนเหมาะกับแบรนด์ที่อยากคิดยอดแบบเจาะจงและให้น้ำหนักกับการประเมินบางประเภทมากกว่า

  • ข้อดี : คำนวณได้แบบเจาะจงและนำไปต่อยอดได้
  • ข้อเสีย : สูตรนี้อาจเพิ่มการมีส่วนร่วมของยอดเอ็นเกจเมนต์และทำให้เกิดความผิดพลาดในการคำนวณได้

สำหรับแบรนด์ที่ยังไม่เคยคำนวณยอดเอ็นเกจเมนต์มาก่อนและไม่รู้จะเริ่มจากจุดไหน ลองเอาสูตรเหล่านี้ไปปรับใช้เพื่อเอาผลลัพธ์ที่ได้มาใช้เป็นแผนในกลยุทธ์การทำโซเชียลมีเดียในอนาคตของคุณกันค่ะ

 

 

ที่มา :

RainMaker

HootSuite

from:https://www.thumbsup.in.th/6-engagement-for-brand?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=6-engagement-for-brand

สายกราฟิกต้องรู้! 10 เทรนด์ Graphic Design ปี 2023

เรื่องของการออกแบบยังคงเป็นเทรนด์สำคัญในการสร้างสรรค์คอนเทนต์ให้สวยงามและดึงดูดผู้ใช้งานให้รู้สึกว่าแบรนด์ของเรามีความสนุกสนานและน่าสนใจ

วันนี้ thumbsup ได้รวบรวม 10 เทรนด์กราฟิกดีไซน์ที่น่าสนใจมาฝากกันค่ะ

Motion Graphics & Animation

เรื่องของการทำ Motion Graphic หรือ Animation เป็นเทรนด์ที่สำคัญของการทำวิดีโอคอนเทนต์ เพราะทำให้งานกราฟิกดึงดูดและได้ผลงานที่น่าสนใจ โดยเฉพาะในเรื่องของการออกแบบเพื่อตอบสนอง User Experience ของลูกค้าให้อยากมีส่วนร่วมกับกราฟิกเหล่านั้น รวมทั้งอยากกดดูต่อจนจบและมีส่วนร่วมในกิจกรรมนั้นๆ

 

Distorted Type

การใช้ฟอนต์หรือองค์ประกอบที่มีรูปร่างพริ้วไหวต่างไปจากความเป็นจริง จะช่วยให้ผลงานดูมี Movement ที่ไหลลื่นมากขึ้น สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับเทรนด์ Metaverse ได้เป็นอย่างดี

 

Metaverse / Virtual Reality

“Metaverse” ยังคงเป็นเทรนด์ยอดนิยม รวมไปถึง Al, AR และ VR ด้วย ที่มีแนวโน้มว่าในปี 2023 เมื่อโลกก้าวเข้าสู่โลกเสมือนมากขึ้น สไตล์การออกแบบ Visual ที่สื่อถึงเทคโนโลยีแห่งโลกอนาคต ก็จะมีความสำคัญขึ้นมา ดังนั้น กราฟิกสไตล์นี้จะเน้นความ Futuristic ที่มีการใช้องค์ประกอบ 3D เข้ามาผสานกับการไล่สีแบบ Gradient รวมถึง Text ที่มีความ Sci-fi เพื่อเพิ่มประสบการณ์ที่แปลกใหม่ให้ผู้ชมได้รู้สึกถึงความล้ำในเทคโนโลยีแห่งอนาคต

Liquid Gradients

เทรนด์สี Gradients มีมาค่อนข้างนาน แต่เทรนด์ที่กำลังจะมาแรงนี้ จะเป็น Liquid Gradients หรือการไล่สีที่ Texture ของกราฟิก จะดูไปทางสีเงามัน เหมือนกับการรวมสีกันของของเหลว ซึ่งงานประเภทนี้จะให้ความรู้สึกมี Movement เป็นอิสระอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อเทียบกับการไล่สี Gradients แบบเดิม ถ้าลองวาง Text ทับไปบนพื้นหลังที่เป็น Liquid Gradients จะทำให้ตัวหนังสือมีความโดดเด่น รวมถึงดึงดูดให้คนมองได้ไม่เบื่ออีกด้วย

 

Retrofuturism

เทรนด์ Futuristic กำลังมาแรง เมื่อผู้คนโหยหาการย้อนสู่อดีต หรือคำว่า Nostalgia ทำให้เกิดการผสมผสานระหว่างสีสันของความย้อนยุคแบบ Retro ผสานเข้าไปกับความ Futuristic เกิดเป็นผลงานในอนาคตที่มีกลิ่นอายของความดั้งเดิมในยุคเก่าเข้าไป ด้วยสีที่ฉูดฉาดของความ Retro จะช่วยทำให้ผลงานดึงดูดสายตาให้ต้องหยุดดูได้ไม่ยาก เมื่อใส่ความล้ำเข้าไปแล้ว ยิ่งทำให้พูดงานดูทันสมัยและน่าจับตามองอย่างเลี่ยงไม่ได้เลยทีเดียว

 

3D Elements

องค์ประกอบของกราฟิกประเภท 3D ช่วยทำให้ภาพล้อไปกับเทคโนโลยี และความ Futuristic มากขึ้น เข้ากับเทรนด์กราฟิกที่จะมาในปี 2023 เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการออกแบบเพื่องานดีไซน์ Metaverse แถมแนวโน้มของ Visual 3D ยังจะเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ อีกด้วย

นอกจากความสวยงาม และความทันสมัยแล้ว การมีองค์ประกอบ 3D ยังช่วยยกระดับให้ผลงานออกมาดูดี มีระดับมากขึ้นอีกด้วย เนื่องจากองค์ประกอบที่แสดงให้เห็นถึงหลายด้าน ทั้งแสง มุม และความตื้นลึกขององค์ประกอบอย่างชัดเจน จึงทำให้คอนเทนต์ประเภทมาร์เก็ตติ้งนำองค์ประกอบของ 3D มาใช้ในการช่วยอธิบายบทความเพิ่มเติมนั่นเอง

 

The Return of the Sans Serif

หากพูดถึงฟอนต์แห่งยุค เรียกได้ว่าเป็นการกลับมาของฟอนต์ตระกูล Sans Serif อย่างแท้จริง แทนที่จะใช้ฟอนต์ที่หวือหวาเหมือนยุคก่อน การเลือกใช้ฟอนต์ที่มีความ Minimalism ที่สื่อถึงความเรียบง่าย เรียบหรู แต่ยังคงสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์

ซึ่งฟอนต์ตระกูล Sans Serif มีหลากหลายแบบให้เลือกใช้ ทั้งแบบเรียบง่ายธรรมดา เน้นความกว้าง หรือใส่ Movement เข้าไปในฟอนต์ เรียกว่ามีหลายแบบแล้วแต่สไตล์ที่นักออกแบบต้องการ เหมาะกับการนำมาใช้ในการออกแบบโลโก้ หัวข้อบทความ บรรจุภัณฑ์ ทั้งยังยังเหมาะกับงานออนไลน์อย่างเว็บไซต์ และนิตยสาร ด้วยนะคะ

 

Surrealist Maximalism

การผสมผสานระหว่างความ Realism + Minimalism = Surrealist Maximalism หรือ Visual ที่สื่อถึงความเกินจริง ล้ำสมัย ตอบโจทย์หลังโควิดฟื้นตัว ทำให้ทุกคนไม่ต้องการที่จะถูกกักอยู่ในกรอบ หรือข้อกำหนดแบบเดิมๆ อีกต่อไป Visual ที่สื่อถึงจินตนาการอันล้ำลึกเหนือความเป็นจริง จึงเป็นนิยมมากขึ้น

เห็นได้จากแคมเปญของ Coca-Cola ที่นำเทคนิคนี้ไปใช้ในแคมเปญ “Taste a Dreamworld Limited Edition Flavour” ที่นำองค์ประกอบต่าง ๆ มารวมกัน ทำให้ภาพที่ออกมาดูเป็นโลกที่ล้ำสมัย และเหนือความเป็นจริง ซึ่งหลาย ๆ แบรนด์เองก็ใช้นำเสนอผลิตภัณฑ์ของตัวเองผ่านการออกแบบงานสไตล์นี้เช่นกัน

 

Chaotic Maximalism

การเปลี่ยนผ่านจาก Gen Y สู่ Gen Z ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในแง่ของการออกแบบ สำหรับ Gen Y อาจจะเน้นไปที่ความ Minimalism ในขณะที่ Gen Z เริ่มสนใจการออกแบบที่ดูยุ่งเหยิง และมีความ Maximalism มากขึ้น

ตามความเป็นจริงแล้ว Chaotic Maximalism เป็นประเภทกราฟิกที่เคยเป็นที่นิยมในอดีต จากเป็นการผสมผสานการออกแบบระหว่าง Folk Art และศิลปะในอดีตเข้ากับเทรนด์ในยุคปัจจุบัน จนเกิดเป็นการย้อนยุคที่ดูทันสมัย

 

Sci-Fi Logos

หลายแบรนด์ที่พยาพยามจะผสมผสานตัวเองเข้าไปกับความ Futuristic เพราะกระแสของ Metaverse ทำให้ฝ่ายออกแบบเริ่มมองหา Visual ที่สื่อถึงเทคโนโลยีมากขึ้น เพื่อเตรียมตัวให้เข้ากับเทรนด์ที่กำลังจะมาในอนาคต นอกจากการออกแบบบสไตล์ Futuristic ในการออกแบบโลโก้ที่มีความเข้าถึงเทคโนโลยี และความ Sci-Fi มากขึ้นแล้ว การออกแบบสำหรับแบรนด์ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี เทรนด์ การตลาด ก็เหมาะกับการออกแบบแนวนี้เป็นอย่างมาก

ดูเทรนด์การออกแบบเหล่านี้แล้ว นึกถึงแบรนด์หรือโลโก้ของใครกันบ้าง สามารถแชร์กันได้เลยนะคะ

 

 

ที่มา :

RainMaker

Venngage

IndesignSkills

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

from:https://www.thumbsup.in.th/graphic-design-2023?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=graphic-design-2023

ศิลปะการพูดคำว่า “ไม่” อย่างไรให้อยู่รอดได้ในองค์กร

การเอ่ยปฏิเสธหรือพูดคำว่า “ไม่” ในที่ทำงาน มักเป็นปัญหาที่ส่งผลเสียเรื่องความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานในองค์กรมาอย่างยาวนาน แต่ในบางครั้งคนเราก็มักจะมีเหตุผลส่วนตัวที่ไม่อยากทำงานชิ้นนั้นๆ ซึ่งเหตุผลของเราอาจไม่ถูกใจคนฟังสักเท่าไหร่ ถ้าคนที่ฟังคำปฏิเสธเป็นหัวหน้าหรือเจ้านายของเรา ยิ่งต้องเจอผลกระทบในระยะยาวแน่นอน

วันนี้เราจึงมาแนะนำเทคนิคการพูดคำว่า “ไม่” ให้ไม่ดูน่าเกลียดและปฏิเสธอย่างไรที่จะทำให้ทุกอย่างราบรื่นมาฝากค่ะ

เหตุผลหลักที่เราควรรู้จักการปฏิเสธ นั่นเป็นเพราะบางครั้งเรารู้สึกเหนื่อยล้ากับภาวะงานล้นมือ คนวัยทำงานที่สำรวจความรู้สึกของตัวเองจะรู้สึกว่าพวกเขาทำงานหนักเกินไป ขณะที่คนทำงานอยากได้เวลาเคลียร์งานให้จบแบบไม่มีงานงอกแทรกขึ้นมาตลอดทั้งวัน เพราะการเรียกประชุมบ่อยครั้ง หรือมีงานแทรกเข้ามาตลอดทั้งวัน ทำให้พวกเขาจัดตารางชีวิตการทำงานลำบาก และรู้สึกเหนื่อยล้าจนหมดไฟได้ง่าย

ทำไมเราจึงควรพูดคำว่า “ไม่”

  • 53% ของคนทำงานรู้สึกว่ากำลังหมดไฟ (Burned Out) หรือ ทำงานหนัก (Overworked) เกินไปแล้ว
  • 49% ของคนทำงานรู้สึกอยากได้เวลาเคลียร์งานให้จบแบบสบายๆ บ้าง

เมื่อรู้จักพูดคำว่า “ไม่” จะได้อะไรบ้าง

  • ผลงานจะออกมาอย่างมีคุณภาพมากขึ้น
  • บริหารจัดการชีวิตได้ดีกว่าเดิม
  • ทำงานได้สำเร็จตามเป้าหมาย
  • เชื่อมั่นกับการพูดปฏิเสธได้ดีขึ้น

เมื่อไหร่ที่ควรพูดคำว่า “ไม่”

  • เมื่องานที่ได้รับมีจำนวนมากเกินไป
  • มีโปรเจคงานใหม่ๆ งอกขึ้นมาตลอดเวลา
  • ไม่สามารถที่จะจัดการงานกับฝ่ายต่างๆ ได้อย่างมีคุณภาพ
  • ทำงานไม่เสร็จตาม deadline สักชิ้น

ปฏิเสธอย่างไรไม่ให้ดู “แย่”

  • ปฏิเสธอย่างจริงจังด้วยเหตุผลที่หนักแน่นและให้เหตุผลที่คนฟังปฏิเสธไม่ได้
  • ลองเสนอเหตุผลที่มีทางเลือก ช่วยให้ง่ายต่อการตัดสินใจ
  • เตรียมความพร้อมเรื่องเหตุผลให้ชัดเจนและแสดงความเต็มใจที่จะช่วยเหลือ
  • มีเหตุผลและมุมมองที่เปิดกว้างเผื่อต้องพึ่งพากันในอนาคต
  • แม้จะรับงานใหม่เพิ่มอีกไม่ได้แต่สามารถแสดงความเห็นอกเห็นใจเพื่อนร่วมงานและพร้อมสนับสนุนได้

ดังนั้น เพื่อคุณภาพการทำงานที่ดีขึ้น คนทำงานจึงควรรู้จักวิธีการจัดสมดุลย์ชีวิตและการทำงานให้ดีขึ้น แถมการปฏิเสธงานงอกที่แทรกขึ้นมานั้น ก็ไม่ควรเป็นปัญหากระทบการทำงานหลักหรือความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานด้วย ฉะนั้นคนที่จะขอความช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมงานในกรณีต่างๆ ก็ควรที่จะรู้จักการใช้คำพูดให้เหมาะสมเช่นกัน

from:https://www.thumbsup.in.th/just-say-no-in-office?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=just-say-no-in-office

สิ่งที่แบรนด์ควรรู้ในการจัดสรรงบการตลาดบนโซเชียลอย่างมีคุณค่า

โซเชียลมีเดียทำให้แบรนด์และธุรกิจมีแพลตฟอร์มในการมีส่วนร่วมกับลูกค้า แต่แทนที่จะแค่รักษาความสัมพันธ์ของคุณกับลูกค้าที่มีอยู่ คุณยังสามารถใช้เพื่อค้นหาและเปลี่ยนแปลงเป็นการซื้อขายที่มีคุณค่าได้

การขายบนโซเชียลมีเดียเป็นกลยุทธ์การสร้างความสนใจในตัวสินค้าที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้แบรนด์สามารถโต้ตอบกับผู้มีแนวโน้มจะเป็นลูกค้าผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ ด้วยกลยุทธ์นี้ แบรนด์ต้องใช้การรับฟังจากโซเชียลเพื่อเรียนรู้ว่ากลุ่มเป้าหมายของพวกเขากำลังพูดถึงอะไรทางออนไลน์

พวกเขาใช้ข้อมูลเชิงลึกที่ได้รับจากการฟังทางสังคมเพื่อเชื่อมต่อและสร้างความสัมพันธ์อย่างแท้จริงผ่านการสนทนาทางสังคมที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้ชมของพวกเขา การขายทางสังคมเป็นการนำประสบการณ์การทำธุรกรรมที่ลูกค้าและบริษัททำร่วมกัน ซึ่งนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่เป็นธรรมชาติมากขึ้นและเกิดการค้าชายกันในระยะยาวมากยิ่งขึ้น ซึ่งต่อไปนี้คือเคล็ดลับที่จะช่วยทีมขายของคุณในการเริ่มต้นบนโซเชียลมีเดีย

1. รูปโปรไฟล์ต้องดูน่าเชื่อถือ

รูปภาพของคุณมีความสำคัญในโลกดิจิทัลเช่นเดียวกับในโลกแห่งความเป็นจริง รูปโปรไฟล์ของคุณเป็นสิ่งแรกที่ผู้มีโอกาสเป็นลูกค้าจะได้เห็น สร้างความประทับใจด้วยภาพถ่ายที่ดูเป็นมืออาชีพที่ต้องสร้างความสมดุลระหว่าง ความน่าเชื่อถือและความเป็นมิตร สร้างโปรไฟล์โดยคำนึงถึงผู้ที่มีแนวโน้มที่จะเป็นลูกค้า

2. หาบทสนทนาที่เกี่ยวกับแบรนด์เพื่อหากลุ่มเป้าหมายที่แท้จริง

Social listening เพื่อใช้ในการขายและติดตามผลนั้นเป็นกลยุทธ์ที่มีคุณภาพเป็นอย่างมากนการทำความเข้าใจว่าผู้มีแนวโน้มจะเป็นลูกค้าว่าต้องการอะไร ตรวจสอบการสนทนาที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับแบรนด์เพื่อดูว่าลูกค้าปัจจุบันประสบปัญหาใดบ้าง และการตรวจสอบโซเชียลมีเดียยังช่วยให้สามารถติดตามการสนทนาที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ที่จะสามารถนำมาใช้ปรับปรุงกลยุทธ์การขายผ่านโซเชียลได้

3. เลือกช่องทางที่เหมาะกับแบรนด์

เครือข่ายสังคมคือความความสำคัญทางด้านสถานที่และเวลา เมื่อแบรนด์เริ่มหากลุ่มลูกค้าที่จะติดตามได้เหมาะสมแล้ว แบรนด์ต้องให้การช่วยเหลือที่มีคุณค่าอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นอันดับแรกเลือกเครือข่ายของแบรนด์อย่างชาญฉลาด ซึ่งมีหลายวิธีในการใช้งานโซเชียลมีเดียในการรักษาเครือข่าย:

  • แบ่งปันความเชี่ยวชาญของคุณ
  • เสนอวิธีแก้ปัญหา
  • ให้ความสำคัญกับลูกค้าอยู่เสมอ
  • ใช้แฮชแท็กที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดเป้าหมายเนื้อหาให้เหมาะสมยิ่งขึ้น

4. สร้างความไว้วางใจด้วยการแบ่งปันเรื่องราวความสำเร็จ

อาจเน้นย้ำถึงคุณลักษณะที่น่าประทับใจของผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ได้รับความไว้วางใจจากผู้มีแนวโน้มจะเป็นลูกค้า ให้ใช้โซเชียลมีเดียเพื่อแสดงหลักฐานที่จะสนับสนุนแบรนด์ของคุณ แสดงเรื่องราวความสำเร็จต่างๆหรือรีวิวจากลูกค้าปัจจุบันของคุณ แชร์เรื่องราวเหล่านี้ไปยังไซต์ของคุณก็จะสามารถช่วยสร้างความน่าไว้วางใจในการซื้อขายกับแบรนด์ได้

5.  ติดตามผลลัพธ์ผ่านโซเชียล

วิธีที่ดีที่สุดในการทำให้การขายผ่านโซเชียลดีขึ้นคือการเรียนรู้จากความพยายามที่มีอยู่ ค้นคว้าและให้ความสนใจกับเมตริกการขายทางโซเชียลที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์ของคุณให้ได้มากที่สุด รวบรวมข้อมูลเชิงลึกจากความพยายามที่ผ่านมาทั้งของแบรนด์เองและของคู่แข่ง ให้ดูว่าสิ่งใดได้ผลและไม่ได้ผล

from:https://www.thumbsup.in.th/how-to-brand-manage-benefit?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=how-to-brand-manage-benefit

ครีเอเตอร์อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่จะเข้ามาช่วยแบรนด์ สร้างโอกาสทางการตลาดให้สำเร็จได้อย่างไร

ในยุคที่มีผู้คนบนโซเชียลมีเดียกว่า 50 ล้านคนที่เป็นคอนเท้นต์ ครีเอเตอร์ ในขณะที่เศรษฐกิจของครีเอเตอร์เติบโตและขยายตัวอย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนแปลงความหมายของการเป็นผู้พัฒนาและผลักดันแบรนด์ ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญในคู่มือการตลาดดิจิทัลเป็นอย่างมาก

ต่อไปนี้คือวิธีที่ผู้สร้างเนื้อหาดิจิทัลช่วยให้คุณบรรลุวัตถุประสงค์ทางธุรกิจได้ 6 วิธี

1. สร้างการมีส่วนร่วมได้มากขึ้น

บ่อยครั้งที่ครีเอเตอร์มีอัตราการมีส่วนร่วมแบบออร์แกนิกที่สูงกว่าแบรนด์เนื่องจากความโด่งดังและความน่าเชื่อถือ ให้แบรนด์ค้นหาครีเอเตอร์ที่มีอัตราการมีส่วนร่วมโดยเฉลี่ยที่จะช่วยให้แบรนด์สามารถยกระดับตัวชี้วัดเหล่าตามแพลตฟอร์มต่างๆได้

2. เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ

โซเชียลมีเดียมีบางสิ่งสำหรับทุกคน คุณสามารถค้นหาวัฒนธรรมย่อยที่ไม่สิ้นสุดที่เชื่อมโยงผู้คนตามความสนใจเฉพาะกลุ่มและงานอดิเรกที่มีร่วมกัน หากต้องการเชื่อมต่อกับชุมชนใหม่ เพราะฉะนั้นแบรนด์ควรสร้างพันธมิตรครีเอเตอร์กับบุคคลที่ถูกมองว่าเป็นแหล่งที่เชื่อถือได้แล้วที่หลากหลายมากขึ้น 

3. ดึงคนเข้ามาในชุมชนบนโซเชียลของแบรนด์

ชุมชนแบรนด์ประกอบด้วยผู้ที่ติดตามเนื้อหาทั้งหมดของแบรนด์บนโซเชียล แบ่งปันผลิตภัณฑ์ บริการ และเนื้อหากับผู้อื่น และสนุกกับการเห็นทุกสิ่งที่แบรนด์ การทำงานร่วมกับครีเอเตอร์จะช่วยให้แบรนด์กระชับและขยายความเชื่อมโยงทางความรู้สึกที่ผู้คนเหล่านี้มีต่อแบรนด์ได้ ครีเอเตอร์ที่ประสบความสำเร็จไม่เพียงแต่สร้างเนื้อหาเท่านั้น แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้ชุมชนอีกด้วย พวกเขานำผู้คนมารวมกันโดยมีความสนใจ งานอดิเรก และความชอบร่วมกัน

4. เพิ่มรายได้ใหม่ๆ

ประมาณ 98% ของผู้บริโภคทั้งหมดวางแผนที่จะซื้อของบนโซเชียลในปี 2022 แต่ผู้ใช้โซเชียลที่เชี่ยวชาญในปัจจุบันต่างมีความคิดที่ซับซ้อนกว่านั้น และพวกเขาจำเป็นต้องสร้างความไว้วางใจกับแบรนด์ก่อนที่จะซื้ออะไรซักอย่าง ซึ่งครีเอเตอร์มักจะได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคได้ง่ายกว่าแบรนด์ คอนเท้นต์ของครีเอเตอร์สามารถเป็นแรงจูงใจที่มีประสิทธิภาพในการตัดสินใจซื้อของผู้คนได้

5. เพิ่มคุณค่าให้แบรนด์

แบรนด์จำเป็นต้องทำงานร่วมกับครีเอเตอร์ที่สอดคล้องกับค่านิยมของแบรนด์ ความชอบของผู้บริโภคเกิดจากค่านิยมร่วมกันในทุกด้าน รวมถึงครีเอเตอร์ที่แบรนด์ทำงานด้วย การทำงานร่วมกับผู้สร้างที่โชว์ถึงค่านิยมของคุณจะทำให้แบรนด์ของคุณดูน่าเชื่อถือยิ่งขึ้นและเพิ่มภาพลักษณ์ของคุณ

6. เปลี่ยนการรับรู้ของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์

หากคุณพบว่าตัวเองอยู่ท่ามกลางวิกฤตโซเชียลมีเดียหรือกำลังต่อสู้กับภาพลักษณ์เชิงลบของแบรนด์ ให้สร้างแบรนด์ของคุณให้สอดคล้องกับครีเอเตอร์ที่เป็นตัวแทนของค่านิยมที่แบรนด์ควรจะเป็น สิ่งนี้มีประโยชน์อย่างยิ่งหากกำลังจะรีแบรนด์ เพื่อพยายามเข้าถึงกลุ่มประชากรใหม่ หรือพัฒนาเพื่อตอบสนองความคาดหวังของผู้บริโภคในปัจจุบัน

ที่มา : sproutsocial.com

from:https://www.thumbsup.in.th/brand-creator?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=brand-creator

16 กลยุทธ์ทางการตลาดที่น่าทำตลอดทั้งปี

การวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาดของนักการตลาดทุกรุ่นนั้น มักมองหาเทรนด์ที่จะช่วยเพิ่มการรับรู้แบรนด์ สร้างความเชื่อมั่น เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย สร้างโอกาสการสื่อสาร และเชื่อมโยงกับกลุ่มธุรกิจใหม่ๆ

ดังนั้น เราจึงเห็นแนวทางการสร้างกลยุทธ์ใหม่ๆ ทุกปี ไม่ว่าจะเป็น การใช้อินฟลูเอนเซอร์ การจ้างยาวแบรนด์แอมบาสเดอร์ การสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ

วันนี้ thumbsup จึงได้รวบรวมแนวทางสร้างกลยุทธ์ที่น่าสนใจมาฝากกัน

16 แนวทางการสร้างกลยุทธ์ทางการตลาด

  1. ทำคอนเทนต์ระยะยาวกับอินฟลูเอนเซอร์
  2. สตรีมมิ่งและคอนเทนต์วิดีโอ
  3. คอนเทนต์ที่ลูกค้าสร้างขึ้น
  4. กำหนดกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ 
  5. การตลาดแบบอะไจล์
  6. แชร์ประสบการณ์ของลูกค้าขาประจำ
  7. ปรับปรุงประสบการณ์ใช้บริการทุกช่องทางอยู่เสมอ
  8. กลยุทธ์การค้นหาด้วยเสียงสำหรับ SEO
  9. การตลาดแบบสนทนา (แชท)
  10. คอนเทนต์แบบมีการโต้ตอบ
  11. ใช้งานแอปคู่กับเทคโนโลยี VR
  12. เลือกใช้ AI ที่ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา
  13. ผสานอินเทอร์เน็ตกับ IoT
  14. เดินหน้าสื่อสารเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมให้สม่ำเสมอ
  15. เป็นตัวแทนและมีส่วนร่วมกับพาร์ทเนอร์ใหม่ๆ
  16. มุ่งเน้นเรื่องความเป็นส่วนตัวต่อลูกค้าเป็นหลัก

 

ที่มา : Asana

from:https://www.thumbsup.in.th/16-stategy-marketing?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=16-stategy-marketing

ความสำคัญของ Youtube tag ที่เหล่าครีเอเตอร์ควรรู้

แท็กบน YouTube ถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่เพิ่มโอกาสการค้นหาได้ง่ายขึ้น เพราะ SEO เข้ามาช่วยให้ YouTube เข้าใจเนื้อหาของวิดีโอของคุณและช่วยให้วิดีโอของคุณแสดงผลขึ้นเมื่อเกิดการค้นหาของผู้ใช้งาน หากคุณต้องการโปรโมตเนื้อหาของคุณกับผู้ชมกลุ่มใหม่หรือแสดงในผลการค้นหาที่เกี่ยวข้องกับ trend มากขึ้น ยิ่งเป็นเหตุผลสมควรที่คุณจะต้องใช้แท็กบน YouTube เป็นอย่างยิ่ง

ขั้นตอนในการสร้างแท็ก

  • ขั้นตอนที่ 1 ไปที่ YouTube แล้ววางเมาส์เหนือรูปโปรไฟล์ เลือก YouTube Studio จากเมนูแบบเลื่อนลง

  • ขั้นตอนที่ 2 เลือกเนื้อหาจากเมนูด้านซ้าย

  • ขั้นตอนที่ 3 ในการแก้ไขวิดีโอ เพียงวางเมาส์เหนือวิดีโอนั้น แล้วคลิกรายละเอียด
  • ขั้นตอนที่ 4 เลื่อนลงไปที่หน้ารายละเอียดวิดีโอแล้วคลิกแสดงเพิ่มเติม
  • ขั้นตอนที่ 5 เพิ่มแท็กที่เกี่ยวข้องได้ทั้งหมดไม่เกิน 500 ตัวอักษร

เมื่อคุณเสร็จสิ้นการติดตั้งแท็กวิดีโอบน YouTube แล้ว ก็ถึงเวลาติดตามประสิทธิภาพของแท็กบน YouTube ของคุณ นี่คือเมตริกบางส่วนที่คุณสามารถใช้เพื่อติดตามความสำเร็จของแท็ก YouTube ซึ่งสามารถดูผลรายละเอียดทั้งหมดได้จาก YouTube Analytics

ตัวอย่างข้อมูลที่จะมีการแสดงผลบน Youtube Analytics

  1. จำนวนการดู : มีคนดูวิดีโอของคุณกี่คน
  2. เวลาในการรับชม : ผู้คนดูวิดีโอของคุณนานแค่ไหน?
  3. การมีส่วนร่วม : ผู้ชมมีส่วนร่วมกับวิดีโอของคุณกี่เปอร์เซ็นต์ (ไลค์ แชร์ แสดงความคิดเห็น)

ข้อแนะนำในการใช้แท็ก

  • อย่าใช้แท็กมากเกินไป : อัลกอริทึมของ YouTube ได้รับการออกแบบมาเพื่อนำเสนอเนื้อหาที่เกี่ยวข้องมากที่สุดสำหรับผู้ใช้แต่ละราย ดังนั้นหากคุณใช้แท็กมากเกินไป หรือหากแท็กของคุณไม่เกี่ยวข้อง YouTube อาจลดระดับวิดีโอของคุณไปที่ด้านล่างสุดของผลการค้นหาก
  • เลือกใช้แท็กที่กำลังมาแรง : YouTube มีระบบแนะนำอัตโนมัติที่ช่วยให้คุณระบุได้ว่าแท็กใดกำลังเป็นที่นิยม เพียงเริ่มพิมพ์แท็กของคุณลงในแถบค้นหาของ YouTube และดูแท็กที่แนะนำที่ปรากฏขึ้น
  • ใช้ทั้งแท็กเฉพาะกลุ่มและแท็กยอดนิยม : เพื่อช่วยให้ผู้ใช้ค้นหาวิดีโอของคุณ ให้ใช้แท็กทั้งแบบเจาะจงและแบบกว้าง ยิ่งแท็กของคุณมีความเกี่ยวข้องและเฉพาะเจาะจงมากเท่าใด YouTube ก็จะยิ่งจับคู่วิดีโอของคุณกับการค้นหาของผู้ใช้งานได้ง่ายขึ้นเท่านั้น
  • เลือกใช้คำที่มีความหมายเดียวกัน : เช่น vlog travel vacation หรือ trip เพื่อขยายขอบเขตการเข้าถึงของแท็กให้ง่ายขึ้น

ที่มา : https://blog.hubspot.com/marketing/youtube-tags

from:https://www.thumbsup.in.th/important-youtube-tag-for-creator?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=important-youtube-tag-for-creator

ทำความเข้าใจลูกค้าทุก Generation พฤติกรรมและความท้าทายที่แตกต่างกัน

“ลูกค้า” คือหัวใจสำคัญของการทำธุรกิจ การทำความเข้าใจลูกค้าจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะการจที่สินค้าและบริการสามารถตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายในแต่ละช่วงวัยได้ ต้องมีความเข้าใจความคิด ทัศนคติ พฤติกรรม ซึ่งแตกต่างกันออกไป

Thumbsup ขอนำเสนอข้อมูลจาก Creative Thailand เรื่องลักษณะ/ทัศนคติ และการเลือกสินค้าและบริการของลูกค้าในแต่ละ Generation ตั้งแต่ Baby Boomer, Gen X, Gen Y/Millennial, Gen Z และ Gen Alpha เพื่อนำมาปรับใช้กับธุรกิจ แคมเปญ การตลาดให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

Baby Boomer เกิดระหว่างปี 1946-1964

“ช่วงวัยที่มีทั้งเงินและเวลา”

  • 13% เลื่อนแผนการเกษียณอายุ
  • ท่องโลกโซเชียลมีเดียมากขึ้น เพื่อลดความโดดเดี่ยว
  • ชื่นชอบการแชร์ข้อมูลเรื่องสุขภาวะ การกิน และแฟชั่นไปยังครอบครัวและเพื่อนๆ

การเลือกซื้อสินค้าและบริการ

  • เริ่มเปลี่ยนความคิดกับการซื้อสินค้าออนไลน์ เนื่องจากสะดวกในทุกขั้นตอน
  • ลงทุนกับโฮมออฟฟิศและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกในบ้านมากขึ้น
  • การท่องเที่ยวและทานอาหารนอกบ้านลดลงมากกว่าเจนอื่น

Gen X เกิดระหว่างปี 1965-1980

“ช่วงวัยที่มีอำนาจตัดสินใจซื้อในครอบครัว”

  • กลุ่มคนที่ควบคุมค่าใช้จ่ายภายในครอบครัว
  • รับผิดชอบดูแลพ่อแม่สูงอายุ และลูกเจนซีที่เพิ่งเริ่มทำงาน

การเลือกซื้อสินค้าและบริการ

  • กลุ่มคนที่จงรักภักดีต่อแบรนด์สินค้า และมักเป็นสมาชิกระดับพรีเมียม
  • กลุ่มลูกค้าหลักของแบรนด์อาหารเสริม สกินแคร์ และเครื่องสำอาง
  • ค้นหาข้อมูลสินค้าจาก YouTube ตัดสินใจซื้อผ่านโฆษณาใน Facebook

Gen Y (Millennials)  เกิดระหว่างปี 1981-1996

“ช่วงวัยที่ชอบขับเคลื่อนสังคม และบริโภคตามกระแส”

  • เจนนักสู้ ปรับตัวเก่ง สร้างสรรค์ และชอบขับเคลื่อนสังคม
  • ให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตและคุณภาพชีวิต มองหาสมดุลชีวิตและการทำงาน

การเลือกซื้อสินค้าและบริการ

  • ธุรกิจบ้านและที่อยู่อาศัยเป็นตัวเลือกการลงทุนแรกๆ
  • เลือกเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ภายในบ้านที่สะท้อนตัวตนและแนวคิด
  • ใช้วันหยุดไปกับกิจกรรมกลางแจ้ง คาเฟ่ ดำน้ำ โชว์ไลฟ์สไตล์หรูหราผ่านโซเชียลมีเดีย
  • ชอบอัปเดตเทรนด์ใหม่ ผลักดันธุรกิจร้านกาแฟ ชานมไข่มุก และเครื่องดื่มอื่นๆ

Gen Z เกิดระหว่างปี 1997-2012

“ช่วงวัยที่เท่าทันสื่อ ทำธุรกิจออนไลน์มีรายได้สูงตั้งแต่อายุน้อย”

  • กลุ่มคนที่มีช่องทางเสพสื่อและหาข้อมูลได้มากกว่าเจนอื่นในช่วงอายุเดียวกัน
  • นิยมทำช่อง YouTube ชอบดูสตรีมมิ่งเกมและไลฟ์ขายสินค้า
  • การเท่าทันเทคโนโลยีทำให้มีรายได้จากการทำธุรกิจออนไลน์ได้สูงตั้งแต่อายุน้อย

การเลือกซื้อสินค้าและบริการ

  • สินค้าประเภทอาหาร ขนม และเครื่องดื่ม รวมถึงเทคโนโลยีมักถูกรีวิวโดย Gen Z
  • พร้อมคว่ำบาตรแบรนด์ที่ไม่จัดการเรื่องสิ่งแวดล้อมและรับผิดชอบสังคม

Alpha เกิดระหว่างปี 2010-2024

“ช่วงวัยที่มีเทคโนโลยีเพียบพร้อม ใช้แอปฯ ในการสั่งซื้อสินค้าในชีวิตประจำวัน”

  • เติบโตมาพร้อมกับหน้าจอทัชสกรีน ยูทูบ และแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งสำหรับเด็ก
  • พึ่งพาแอปฯ และเทคโนโลยีในการจัดการความกังวล ควบคุมสมาธิและพัฒนาสมอง
  • เติบโตมาพร้อมกับหน้าที่ที่เกินวัย
  •  “Alphluence” ชิงพื้นที่สื่อโซเชียลได้รวดเร็ว มีศักยภาพในการดึงสปอนเซอร์ได้ง่าย

การเลือกซื้อสินค้าและบริการ

  • มีส่วนสำคัญในการตัดสินใจของครอบครัว รายจ่าย 50% ถูกใช้ไปกับอาหาร ของใช้ และความบันเทิง
  • บริการเดลิเวอรี่อาหารเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน

 

ที่มา

Creative Thailand

from:https://www.thumbsup.in.th/generation-of-customer?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=generation-of-customer

วิเคราะห์ทิศทางของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย แบรนด์ควรปรับตัวอย่างไร

หากย้อนดูในปี 2022 เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งรูปแบบ นโยบาย และจุดยืนของโซเชียลมีเดียแต่ละแพลตฟอร์ม วันนี้เราลองมาทบทวนแนวโน้มของโซเชียลมีเดีย เพื่อใช้ข้อมูลในการทำความเข้าใจถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับแบรนด์บนโซเชียลมีเดียกันครับ

ลูกค้าของเราอยู่ในแพลตฟอร์มไหน? Twitter ยังเป็นที่นิยมสำหรับการสื่อสารแบบ B2C อยู่ไหม? แบรนด์จำเป็นต้องอยู่บน TikTok หรือไม่? มาดูบทวิเคราะห์พร้อมๆ กันครับ

แบรนด์จำเป็นต้องอยู่บน TikTok หรือไม่?

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า TikTok เป็นโซเชียลมีเพียที่ฮอตที่สุดในปีนี้ นับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2599 TikTok มีผู้ใช้งานเป็นประจำ (Active users) มากถึง 1 พันล้านบัญชีต่อเดือน โดยมีฐานผู้ใช้ส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 18 – 24 ปี เป็นแพลตฟอร์มยอดนิยมที่สุดในหมู่ Gen Z

แม้เนื้อหายอดนิยมส่วนใหญ่จะมาจากผู้ใช้ทั่วไป แต่คอนเทนต์ที่แบรนด์สร้างขึ้นก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามมาด้วย เนื่องจากลักษณะอัลกิริทึมที่สามารถส่งเนื้อหาไปยังกลุ่มผู้ใช้ที่มีความสนใจตรงกับกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์ได้

TikTok ยังไม่อิ่มตัวจากการโฆษณาหรือแบรนด์คอนเทนต์ ดังนั้นแบรนด์ที่เจอบทบาทของตัวเองในแพลตฟอร์มจะได้เปรียบในการแข่งขันในอนาคต รวมถึงต้นทุนโฆษณายังไม่สูงเมื่อเทียบกับแพลตฟอร์มที่มีการแข่งขันมานาน

แล้วแบรนด์จำเป็นต้องอยู่บน TikTok ไหม? อย่างแรกไม่ควรมองในแง่ของอัลกอริทึมอย่างเดียว เพราะ TikTok เป็นแพลตฟอร์มสนุกสนานและสร้างสรรค์ ไม่เหมือนกับ Facebook และ Instagram หากแบรนด์อยากจะกระโดดเข้าไปต้องพร้อมที่จะสร้างเนื้อหาที่สนุกและมีส่วนร่วมได้ง่าย โดยต้องถอดรหัสประเภทเนื้อหาที่เหมาะกับแบรนด์ให้ได้ หากฝืนเกินไปก็จะถูกมองว่าขาดความเรียลและไม่จริงใจ เสียภาพลักษณ์ของแบรนด์ไปได้ง่ายๆ 

อย่างต่อที่ต้องคำนึงคือ TikTok มีฐานผู้ใช้งานที่แตกต่างจากแพลตฟอร์มอื่นๆ ในขณะที่ผู้คนทุกวัยเล่น Facebook และ Instagram แต่ Gen Z ส่วนใหญ่ใช้ TikTok ดังนั้นหากกลุ่มเป้าหมายของคุณไม่ใช่ Gen Z นี่อาจไม่ใช่แพลตฟอร์มที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

ดังนั้นแบรนด์ของคุณควรอยู่บน TikTok หรือไม่? มันขึ้นอยู่กับ. หากคุณไม่แน่ใจว่าเป็นแพลตฟอร์มที่เหมาะกับคุณหรือไม่ เราขอแนะนำให้ทำการวิจัยเพิ่มเติมและดูว่ากลุ่มเป้าหมายของคุณใช้งานแอปอยู่หรือไม่

ผู้คนยังคงมีส่วนร่วมกับแบรนด์บน Twitter หรือไม่?

Twitter มีมานานกว่า 16 ปีแล้ว และยังคงเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ซึ่งปัจจุบันมีผู้ใช้งานกว่า 330 ล้านคนต่อเดือน

แม้ว่า Twitter อาจไม่ใหม่ ไม่ฉูดฉาดเหมือนแพลตฟอร์มอื่นๆ แต่ก็ยังเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังสำหรับธุรกิจในการเชื่อมต่กับลูกค้าและสร้างบทสนทนาออนไลน์

ข้อมูลจาก Raven5 บริษัทการตลาดระดับโลกระบุว่าทวีตจากแบรนด์ต่างๆ มีการเข้าถึงแบบออร์แกนิกลดลง แต่ไม่ได้หมายความว่า Twitter ไม่คุ้มค่าสำหรับธุรกิจ แต่ที่จริงแล้ว 80% ของความคิดเห็นของลูกค้าบนโซเชียลมีเดียมาจาก Twitter 

โดยสรุปแล้ว Twitter อาจไม่ใช่แพลตฟอร์มยอดนิยมสำหรับแชร์เนื้อหา แต่ยังคงเป็นช่องทางที่ดีมากสำหรับการเชื่อมต่อกับลูกค้าและสร้างบทสนทนาออนไลน์ ซึ่งสามารถรับข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสิ่งที่ลูกค้าต้องการจากแบรนด์ได้

Facebook กำลังจะตาย?

เมื่อ Meta บริษัทแม่หันมาสนใจฟีเจอร์จากแพลตฟอร์มอื่น จึงเป็นเรื่องง่ายที่จะเข้าใจว่า Facebook กำลังจะตายเพราะสูญเสียตัวตนไปแล้ว แต่เมื่อมองถึงความเป็นจริง Facebook ยังคงเป็นแพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโกล มีผู้ใช้งานมากกว่า 2 พันล้านคนต่อเดือน และตัวเลขผู้ใช้งานตั้งแต่ต้นปีไม่ได้ลดลงเลย

เพราะแม้ว่าจำนวนผู้ใช้งานในหลายประเทศจะลดลง แต่ประเทศกำลังพัฒนาอย่างเช่น บราซิล อินเดีย และอินโดนีเซีย ผลักดันให้จำนวนผูใช้งานของ Facebook ยังคงเป็นบวก แม้ว่าจะมีกลุ่ม Gen Z เพียง 27% เท่านั้นที่ระบุว่ายังใช้ Facebook ก็ตาม

นอกจากนี้ Facebook ยังได้ประกาศแยกฟีดออกเป็น 2 แถบ “Home” จะคอยนำเสนอคอนเทนต์ที่คิดว่าเราน่าจะชื่นชอบ ทั้ง Reels, Stories และคอนเทนต์จากครีเอเตอร์คนอื่น ๆ ที่เราไม่ได้ติดตามคล้ายกับ TikTok และ “Feeds” ที่จะคอยนำเสนอคอนเทนต์หรือโพสต์ จากเพื่อน, ครอบครัว, เพจที่เราติดตาม ตามลำดับเวลา

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีเสียงวิพกษ์วิจารณ์มากมาย แต่เฟซบุ๊กก็ยังเป็นแพลตฟอร์มที่ใหญ่ที่สุด หลายๆ ธุรกิจจึงยังต้องพึ่งพาเฟซบุ๊กเป็นช่องทางหลักในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ แม้จะต้องปรับตัวให้ทันอัลกอริทึมที่ท้าทายนักการตลาดอยู่บ่อยๆ ก็ตาม

Instagram กับจุดยืนที่เปลี่ยนไป

เป็นเวลาหลายปีที่ Instagram รักษาจุดยืนได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ในปี 2022 ที่ผ่านมาเกิดการปรับฟังก์ชันใหม่ๆ มากมายจากบริษัทแม่ Meta โดยมีเป้าหมายเพื่อรักษาฐานผู้ใช้ไม่ให้หนีไปยัง TikTok ด้วยการสร้างฟีเจอร์ที่คล้ายคลึง พร้อมปรับการแสดงผลแบบใหม่ ดังนี้

Instagram เปิดตัว Reels ฟีเจอร์วิดีโอสั้นและนำ IGTV ออก พร้อมโปรโมทวิดีโอไปยังผู้ใช้ แม้ว่าจะไม่ได้ติดตาม จนเกิดดราม่า ‘Make instagram instagram again’

นอกจากนี่ยังมุ่งเป็น Social shopping Platform โดยให้ผู้ใช้สามารถซื้อสินค้าได้โดยตรงในแพลตฟอร์ม ช่วยให้แบรนด์ลดขั้นตอนในการเข้าถึงลูกค้า รวมถึงฟีเจอร์ใหม่ๆ อย่าง Live shopping

ลูกค้าจะเชื่อมต่อกับแบรนด์อย่างไร?

แพลตฟอร์มอย่าง Twitter และ Instagram ช่วยให้ลูกค้าแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับแบรนด์ได้อย่างง่ายดาย 51% ของผู้บริโภคกล่าวว่าพวกเขาเคยใช้โซเชียลมีเดียเพื่อบ่นเกี่ยวกับแบรนด์

แม้จะฟังดูเหมือนเป็นเรื่องไม่ดี แต่จริงๆ แล้วนี่เป็นโอกาสสำหรับธุรกิจในการเชื่อมต่อกับลูกค้า และตอบสนองความต้องการได้อย่างตรงจุด ช่วยให้คุณระบุและแก้ไขปัญหาที่ลูกค้ากำลังประสบได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังช่วยให้คุณเข้าใจว่าผู้คนชอบและไม่ชอบอะไรเกี่ยวกับแบรนด์อีกด้วย

ที่มา

raven5

sproutsocial

hootsuite

from:https://www.thumbsup.in.th/social-media-platform-brand-connected?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=social-media-platform-brand-connected